Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Political Science Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 31 - 60 of 421

Full-Text Articles in Political Science

บทสำรวจชีวิตของคนจนเมืองหลุดระบบ : กรณีศึกษาคนจนเช่าบ้าน/ห้องในเขตกรุงเทพมหานคร, พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ Jan 2024

บทสำรวจชีวิตของคนจนเมืองหลุดระบบ : กรณีศึกษาคนจนเช่าบ้าน/ห้องในเขตกรุงเทพมหานคร, พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

Journal of Social Sciences

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “บทสำรวจเบื้องต้นชีวิตของคนจนเมืองหลุดระบบ:กรณีศึกษา คนจนเช่าบ้าน/เช่าห้องในเขตกรุงเทพมหานคร”ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่ม เฉพาะสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โครงการวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยช่วงที่สอง ที่สืบ เนื่องมาจากงานวิจัย “การทบทวนสถานการณ์ปัญหาของคนจนเมืองหลุดระบบในประเทศไทย” ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานเดียวกัน เป้าหมายหลักของการวิจัยคือ การสังเคราะห์ปัญหาของคนจน เมืองที่หลุดระบบการช่วยเหลือจากรัฐซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคนจนเมืองทั้งหมด คนจนเมืองหลุดระบบ เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ถูกสำรวจในฐานข้อมูลของรัฐ ไม่มีนโยบายภาครัฐเพื่อดูแลโดยตรงและขาดการ ศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ การระบาดของโรคโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำให้มีสภาพความเป็นอยู่ของคนจน เมืองหลุดระบบให้แย่ลง การวิจัยครั้งนี้ใช้กรณีศึกษา และเก็บข้อมูลผ่านการสำรวจชีวิตกลุ่ม คนจนเช่าบ้าน/ห้องในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเน้นศึกษาคนจนเช่าบ้าน/ห้องราคาถูก ทั้งในและนอกชุมชนแออัด เพื่อเข้าใจระบบบ้าน/ห้องเช่าของคนจนเมือง และวิถีชีวิตของคนจนที่เช่าบ้าน/ห้อง การเก็บข้อมูล ดำเนินการผ่านการทบทวนวรรณกรรม ทบทวนเอกสาร และสัมภาษณ์ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ผู้เช่าบ้าน และผู้ให้เช่า งานวิจัยค้นพบว่า กลุ่มคนจนเช่าบ้าน/เช่าห้องมีลักษณะขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ขาดนโยบาย และหน่วยงานดูแลโดยตรง งานวิจัยมีข้อเสนอว่า ภาครัฐควรกำหนดนโยบายด้านบ้านเช่าห้องเช่าและ ตั้งกระทรวงที่กำหนดนโยบายที่ครอบคลุมด้านที่อยู่อาศัยโดยตรง ทั้งควรขยายอำนาจการดูแลบ้าน/ห้องเช่า ให้รัฐบาลท้องถิ่น


การประเมินผลระบบอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ปีงบประมาณ 2566, อุดม ทุมโฆสิต, จันทรานุช มหากาญจนะ, อลงกต สารกาล, สุพัฒน์จิตร ลาดบัวขาว, กรณ์ หุวะนันทน์ Jan 2024

การประเมินผลระบบอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ปีงบประมาณ 2566, อุดม ทุมโฆสิต, จันทรานุช มหากาญจนะ, อลงกต สารกาล, สุพัฒน์จิตร ลาดบัวขาว, กรณ์ หุวะนันทน์

Journal of Social Sciences

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดในปีงบประมาณ 2566 ผลแห่งการทบทวนวรรณกรรมทำให้เกิดกรอบแนวคิดการวิจัยโดยการผสมผสานตัวแบบอภิบาลขององค์การอนามัยโลกกับตัวแบบระบบสุขภาพปฐมภูมิของไทยประกอบกัน ในด้านระเบียบวิธีวิจัย คณะวิจัยได้เลือกใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบสำรวจและอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น (Exploratory with Descriptive Case Study) ผลการวิจัยพบว่า การอภิบาลระบบสุขภาพปฐมภูมิของไทยยังอยู่ในฐานะเริ่มต้น กลไกต่าง ๆ ยังมีลักษณะเป็นเพียงรูปแบบมากกว่าแก่นแท้ที่เป็นสาระสำคัญ ซึ่งมีความจำเป็นต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นทั้งในระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด และระดับชาติ


ความชุก ลักษณะทางประชากรและทางคลินิกของเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2537-2566 และข้อเสนอแนะจากการวิเคราะห์ทางจิตเวชศาสตร์, พร ทิสยากร, ธันวัน เจริญไชยเนาว์, เหมือนเพชร ราชายนต์, วิชยุตม์ เพศยนาวิน, พิมพ์ประพันธ์ อุไรกุล Jan 2024

ความชุก ลักษณะทางประชากรและทางคลินิกของเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2537-2566 และข้อเสนอแนะจากการวิเคราะห์ทางจิตเวชศาสตร์, พร ทิสยากร, ธันวัน เจริญไชยเนาว์, เหมือนเพชร ราชายนต์, วิชยุตม์ เพศยนาวิน, พิมพ์ประพันธ์ อุไรกุล

Journal of Social Sciences

เหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยสร้างความสูญเสีย ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างมาก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างฐานข้อมูลของการเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทย วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และเสนอแนะข้อคิดเห็นจากมุมมองทางจิตเวชศาสตร์ ผู้วิจัยทำการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังโดยรวบรวมเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2537 - 2566 โดยใช้คำจำกัดความทางวิชาการสากล แล้วเก็บข้อมูลลักษณะทางประชากรและทางคลินิก รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ผู้ก่อเหตุและเหยื่อ ผลการวิจัยพบมีเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงเกิดขึ้นรวม 78 ครั้งใน 30 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นเหตุการณ์สังหารหมู่ 65 ครั้ง และเหตุการณ์กราดยิง 49 ครั้ง ผู้ก่อเหตุสังหารหมู่ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (89.23%) ใช้อาวุธปืนก่อเหตุ (66.16%) มีประวัติการใช้สารเสพติด (27.69%) มีประวัติการฝึกใช้ปืน (20%) มีประวัติโรคทางจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (7.7%) มีผู้เสียชีวิต 348 รายจากเหตุการณ์รวมทั้งหมด โดยสรุปคือเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทยเกิดขึ้นเป็นประจำและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ปัจจัยสำคัญของเหตุการณ์สังหารหมู่ในประเทศไทยคือการเข้าถึงและฝึกใช้อาวุธปืน ปัญหายาเสพติด ส่วนประวัติโรคทางจิตเวชพบไม่มาก การสร้างฐานข้อมูลและศึกษาเหตุการณ์เหล่านี้ทางวิชาการต่อไป อาจนำไปสู่แนวทางป้องกันที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต


แนววิเคราะห์หลังสังคมนิยมและกรณีศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สุพิชฌาย์ ปัญญา Jan 2024

แนววิเคราะห์หลังสังคมนิยมและกรณีศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สุพิชฌาย์ ปัญญา

Journal of Social Sciences

บทความวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อสำรวจแนววิเคราะห์หลังสังคมนิยมหรือหลังคอมมิวนิสต์กับการอธิบายการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศอดีตสังคมนิยมและประเทศสังคมนิยม และการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดของระบอบสังคมนิยมในประเทศสังคมนิยม ผ่านการศึกษาประเทศสังคมนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สปป.ลาวและเวียดนาม ด้วยการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า หลังสังคมนิยม หรือ หลังคอมมิวนิสต์ เกิดขึ้นในยุคปลายสงครามเย็นที่หลายประเทศสังคมนิยมปฏิรูประบบเศรษฐกิจและพัฒนาประชาธิปไตย จนนำไปสู่การศึกษาการเปลี่ยนผ่านและการทำให้(ประชาธิปไตย)เข้มแข็ง ที่เชื่อเรื่องความเป็นสากล โดยนักรัฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบ แต่แนวทางดังกล่าวกลับได้รับการโต้แย้งโดยนักวิชาการด้านอาณาบริเวณศึกษาที่เชื่อเรื่องความหลากหลายและการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ หลังจากนั้นการศึกษาหลังสังคมนิยมจึงมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมที่เกิดขึ้นในประเทศอดีตสังคมนิยมและสังคมนิยมปัจจุบัน


จากจอบสู่จาน : เชฟส์ เทเบิล การกินอย่างมีหลักการ และ ภูมิทัศน์อาหารไทย, ปิยรัตน์ ปั้นลี้ Jan 2024

จากจอบสู่จาน : เชฟส์ เทเบิล การกินอย่างมีหลักการ และ ภูมิทัศน์อาหารไทย, ปิยรัตน์ ปั้นลี้

Journal of Social Sciences

การวิจัยเรื่อง “จากจอบสู่จาน: เชฟส์ เทเบิล การกินอย่างมีหลักการ และภูมิทัศน์อาหารไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการกินอย่างมีหลักการและรูปแบบภูมิทัศน์อาหารไทย (2) ศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจการกินอย่างมีหลักการ และ (3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาการกินอย่างมีหลักการสู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ กลุ่มตัวอย่าง คือ เชฟที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารที่ให้บริการประเภทเชฟส์ เทเบิล และหรือเป็นผู้ที่มีการนำหลักเรื่องการกินอย่างมีหลักการมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ จำนวน 5 คน วิธีการวิจัยใช้การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์กลุ่มบุคคลสำคัญ  ผลการวิจัย พบว่า (1) จริยธรรมด้านอาหารเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลือกที่เราเชื่อว่าดีและถูกต้องเกี่ยวกับอาหารที่เรากิน เชฟและผู้ร่วมงานสร้างสรรค์เมนูบนพื้นฐานของการคิดถึงห่วงโซ่อุปทานของระบบอาหารยั่งยืนที่สัมพันธ์ไปกับท้องถิ่น วัฒนธรรมและฤดูกาล (2) เมนูสร้างสรรค์ สัมพันธ์กับเรื่องราวของเชฟ ที่มาของวัตถุดิบ วิธีการปรุง วิธีปฏิบัติการเสิร์ฟอาหารและการจับคู่กับเครื่องดื่ม เป็นแนวทางการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจการกินอย่างมีหลักการภายใต้ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจอาหารและวิสาหกิจรายย่อย ควบคู่ไปกับการเชิดชูคุณค่าของวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น (3) การใช้ภูมิทัศน์อาหาร รวมถึงยกระดับอาหารท้องถิ่นมาสู่เมนูสร้างสรรค์ในร้าน เป็นแนวทางการพัฒนาการกินอย่างมีหลักการที่สามารถสร้างงานในชุมชนท้องถิ่นผ่านการผลิต/จัดหาวัตถุดิบ/แรงงานจากละแวกท้องถิ่น การศึกษาเน้นย้ำว่า การกินอย่างมีหลักการไม่เพียงแต่เป็นปฏิบัติการทางอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาชุมชนภายในภูมิทัศน์อาหารไทย และยังแสดงให้เห็นว่า สามารถทำหน้าที่เป็นกรอบในการศึกษาวัฒนธรรมอาหารร่วมสมัยในมิติทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาต่อไปได้อีกด้วย


ขบวนการเอกราชใน Catalonia, มารค ตามไท, งามศุกร์ รัตนเสถียร Jan 2024

ขบวนการเอกราชใน Catalonia, มารค ตามไท, งามศุกร์ รัตนเสถียร

Journal of Social Sciences

บทความนี้ศึกษาขบวนการเอกราช Catalonia โดยศึกษาเรื่อง ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ความรุนแรงในช่วงต่างๆของการเคลื่อนไหว ความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชกับรัฐธรรมนูญ เหตุผลของประชาชนที่สนับสนุนเอกราช และสถานการณ์ปัจจุบัน ความสำคัญพิเศษของขบวนการเอกราช Catalonia เพราะ Catalonia อยู่ในประเทศสเปนซึ่งมีลักษณะคล้ายประเทศไทยหลายอย่าง (เป็นประเทศประชาธิปไตยใหม่-ประมาณ 50 ปี / ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข / มีมาตราห้ามแบ่งแยกดินแดนในรัฐธรรมนูญ)  ปัจจุบันรัฐบาลสเปนใช้กฎหมายเพื่อห้ามการทำประชามติเกี่ยวกับเอกราข และจับผู้นำขบวนไปขังโดยตั้งข้อหากบฏเพราะทำขัดกับรัฐธรรมนูญ ขบวนการเอกราชจึงมีความเห็นว่าต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเอง คำถามที่ถามไปยังศาลรัฐธรรมนูญคือ ในเมื่อรัฐธรรมนูญกล่าวในมาตรา 1 ว่าประเทศสเปนปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นการจัดประชามติเรื่องเอกราชโดยอิงสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักการประชาธิปไตย) จะขัดกับรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ส่วนประเด็นของการที่มาตรา 2 กล่าวว่าประเทศสเปนเป็นรัฐเดี่ยวไม่สามารถแบ่งแยก ก็แสดงว่ามาตราในรัฐธรรมนูญขัดกันเองและต้องแก้ที่จุดนี้  สิ่งที่ค้นพบจากการศึกษาการต่อสู้เพื่อเอกราชใน Catalonia คือ เมื่อขบวนการเอกราชมีที่ยืนในพื้นที่การเมืองและมีการถกกันเองภายในอย่างเปิดเผยเรื่องจะเอาเอกราชหรือไม่กลุ่มใช้ความรุนแรงผลักดันเอกราชก็ค่อยๆสลายไป ความรุนแรงที่เหลือคือการแสดงอารมณ์แรงในการถกเถียงกัน


บทบาทของเครือข่ายการเคลื่อนไหวข้ามชาติ (Tans) ในการสนับสนุนสิทธิสตรีเกาหลีใต้ ในสมัยประธานาธิบดียุนซอกยอล (ค.ศ. 2022-2025), ปิยนุช ชัยสมพร Jan 2024

บทบาทของเครือข่ายการเคลื่อนไหวข้ามชาติ (Tans) ในการสนับสนุนสิทธิสตรีเกาหลีใต้ ในสมัยประธานาธิบดียุนซอกยอล (ค.ศ. 2022-2025), ปิยนุช ชัยสมพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของสหพันธ์สมาคมสตรีเกาหลีใต้ (Korean Women’s Association United – KWAU) ในการร่วมมือกับเครือข่ายการเคลื่อนไหวข้ามชาติ (Transnational Advocacy Networks – TANs) เพื่อส่งเสริมและปกป้องสิทธิสตรีในช่วงรัฐบาลของประธานาธิบดียุนซอกยอล (ค.ศ. 2022–2025) โดยใช้กรอบแนวคิด Boomerang Effect ของ Keck และ Sikkink (1998) ในการวิเคราะห์กลไกการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมเมื่อรัฐเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องด้านสิทธิมนุษยชน ผลการวิจัยพบว่าแม้ TANs จะเคยเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในอดีต แต่ในบริบทร่วมสมัยของเกาหลีใต้กลับเผชิญข้อจำกัดหลายประการ ทั้งจากกระแสต่อต้านเฟมินิสม์ภายในประเทศ การเผยแพร่ข้อมูลเท็จผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การลดบทบาทของรัฐผ่านการยุบกระทรวงความเท่าเทียมทางเพศ และการโจมตีองค์กรสิทธิมนุษยชนว่าเป็นกลุ่มแทรกแซงจากต่างชาติ อย่างไรก็ตาม KWAU และพันธมิตรยังสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยหันมาใช้สื่อสร้างสรรค์ การเคลื่อนไหวเชิงวัฒนธรรม และการสื่อสารที่ลดระดับการเผชิญหน้าเพื่อสร้างการยอมรับในระดับรากหญ้า งานวิจัยนี้เสนอให้เสริมพลังกลยุทธ์ Sandwich Effect ซึ่งผสานแรงกดดันจากภายในและภายนอก พร้อมทั้งเสนอให้รัฐ ภาคเอกชน และองค์กรวิชาการมีบทบาทเชิงรุกในการส่งเสริมสิทธิสตรีท่ามกลางกระแสอนุรักษนิยมร่วมสมัย


ผลประโยชน์แห่งชาติกับกรณีคลองไทยภายใต้แนวคิดสมุททานุภาพของมาฮาน, ปณิธิ ชัยชนะ Jan 2024

ผลประโยชน์แห่งชาติกับกรณีคลองไทยภายใต้แนวคิดสมุททานุภาพของมาฮาน, ปณิธิ ชัยชนะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้เป็นการศึกษาผลประโยชน์แห่งชาติจากคลองไทยภายใต้แนวคิดสมุททานุภาพของมาฮาน โดยการวิจัยเอกสารและวิเคราะห์ข้อมูลจากทฤษฎีสมุททานุภาพของมาฮาน ผลการศึกษาพบว่า ผลประโยชน์แห่งชาติจากคลองไทยตามทฤษฎีสมุททานุภาพของมาฮาน ประกอบด้วย (1) ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ (2) ผลประโยชน์ด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่มีแนวโน้มเป็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการขุดคลองไทย และ (3) ผลประโยชน์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยสามารถยกระดับสถานะกลายเป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาคได้ โดยมีคลองไทยเป็นเครื่องมือต่อรองกับมหาอำนาจของโลก สอดคล้องกับแนวคิดของมาฮานที่เชื่อว่าระบบระหว่างประเทศเป็นการต่อสู้เพื่อได้มาซึ่งการครอบครองผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และดินแดน โดยใช้กำลังทางบกและทะเล ขณะเดียวกัน คลองไทยที่ได้รับอิทธิพลจากระบบระหว่างประเทศกลับมีบทบาทต่อการเสริมสร้างสมุททานุภาพแก่ตัวแสดงที่เป็นรัฐในระบบระหว่างประเทศเช่นกัน โดยอยู่ในลักษณะการมอบผลประโยชน์เพื่อสร้างความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์โดยตรงและการเป็นปัจจัยผลักดันให้พัฒนาศักยภาพเพื่อแข่งขันกับรัฐคู่แข่งที่อาศัยผลประโยชน์จากคลองไทย อย่างไรก็ตาม สมุททานุภาพของมาฮานมีข้อจำกัดในการอธิบาย ผู้วิจัยจึงพัฒนาแนวคิดสมุททานุภาพใหม่ให้มีความร่วมสมัยสอดคล้องกับบริบทโลกปัจจุบันและสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยมากยิ่งขึ้น


การจัดการแนวคิดชาตินิยมจีนกรณีพิพาทหมู่เกาะเตียวหยูในสมัยสี จิ้นผิง (2013-2023), จิงยี่ เหริน Jan 2024

การจัดการแนวคิดชาตินิยมจีนกรณีพิพาทหมู่เกาะเตียวหยูในสมัยสี จิ้นผิง (2013-2023), จิงยี่ เหริน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันจีนได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มีลักษณะเชิงรุกและมั่นใจมากขึ้นในประเด็น อาณาเขต ซึ่งนักวิชาการจำนวนมากมองว่าเป็นผลจากกระแสชาตินิยมที่ทวีความเข้มข้นขึ้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำงานของชาตินิยมจีนและผลกระทบที่มีต่อ นโยบายและพฤติกรรมของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในกรณีข้อพิพาทหมู่ เกาะเตียวหยู/เซ็งกากุ ผู้เขียนใช้กรอบแนวคิดสัจนิยมคลาสสิกใหม่ โดยถือชาตินิยมเป็นตัวแปร ภายในประเทศ และนำมาวิเคราะห์นโยบายของจีนภายใต้บริบทที่แตกต่างกัน ผลการศึกษาพบว่า แรงกดดันจากกระแสชาตินิยมมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้จีนดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวมาก ขึ้นต่อประเด็นหมู่เกาะเตียวหยู อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของชาตินิยมยังคงถูกจำกัดโดยปัจจัยเชิง โครงสร้างและบริบทภายในประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลภายใต้การนำของสี จิ้นผิงมิได้ดำเนินนโยบาย ชาตินิยมอย่างสุดโต่ง หากแต่แสดงให้เห็นถึงความพยายามสร้างสมดุลระหว่างการตอบสนองต่อ แรงกดดันจากกระแสชาตินิยมภายในประเทศกับการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิทยานิพนธ์นี้ได้นำเสนอกรอบการวิเคราะห์ที่ช่วยให้เข้าใจพลวัตของปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาตินิยม กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างเป็นระบบ


ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชาในพื้นที่จังหวัดตราดภายหลังบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544, ธัชพงศ์ สุตันตั้งใจ Jan 2024

ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชาในพื้นที่จังหวัดตราดภายหลังบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544, ธัชพงศ์ สุตันตั้งใจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเกี่ยวกับข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาในพื้นที่จังหวัดตราด ภายหลังการลงนามในบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการจัดการข้อพิพาทชายแดนในระบบระหว่างประเทศ การวิเคราะห์ผ่านกรอบทฤษฎีสัจนิยมคลาสสิกเผยให้เห็นว่าแม้จะมีกฎหมายระหว่างประเทศรองรับและความพยายามสร้างกลไกความร่วมมือผ่านแนวคิดพื้นที่พัฒนาร่วมแต่ข้อพิพาทดังกล่าวยังไม่ได้รับการระงับอย่างถาวร การวิเคราะห์เชิงคุณภาพจากข้อมูลประวัติศาสตร์ กฎหมายและนโยบายระหว่างประเทศชี้ให้เห็นว่าความยืดเยื้อของข้อพิพาทมีรากฐานมาจากปัจจัยสำคัญสามประการ ประการแรกคือการยึดมั่นในหลักอธิปไตยของรัฐและปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติซึ่งทำให้การประนีประนอมกลายเป็นเรื่องยาก ประการที่สองคือมิติทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องกับความทรงจำในยุคอาณานิคมส่งผลต่อการรับรู้และการตอบสนองต่อข้อพิพาทของทั้งสองฝ่าย ประการสุดท้ายคือความไม่ชัดเจนและการตีความที่แตกต่างกันในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศโดยเฉพาะเรื่องการกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเล การศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกทางการทูตในการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนโดยเฉพาะในระบบระหว่างประเทศที่อยู่ภายใต้สภาวะอนาธิปไตย รัฐต่างยึดมั่นในอำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลักทำให้การหาทางออกที่ยั่งยืนเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยมากกว่าเครื่องมือทางกฎหมายและการทูตเพียงอย่างเดียว


ความร่วมมือทางการทหารระหว่างไทยกับอินเดีย ปี ค.ศ. 2007 – 2024, นพชัย โคตรสาขา Jan 2024

ความร่วมมือทางการทหารระหว่างไทยกับอินเดีย ปี ค.ศ. 2007 – 2024, นพชัย โคตรสาขา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์ความร่วมมือทางการทหารระหว่างประเทศไทยกับอินเดียในช่วงปี ค.ศ. 2007–2024 โดยใช้กรอบแนวคิด “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ของฮันส์ มอร์เกนธอ เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจแรงผลักดันเชิงยุทธศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าความร่วมมือทางการทหารระหว่างไทยกับอินเดียยังคงจำกัดอยู่ในระดับพื้นฐาน เช่น การฝึกอบรมบุคลากรและการฝึกร่วมเป็นบางครั้ง มากกว่าการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์หรือความร่วมมือด้านความมั่นคงในเชิงลึก หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญคือ การที่ไทยไม่มีภัยคุกคามร่วมอย่างชัดเจนกับอินเดีย เช่นเดียวกับกรณีอินเดียกับเวียดนาม ซึ่งมีความตึงเครียดต่อจีนเป็นแรงผลักดัน ทำให้ระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับอินเดียไม่อาจยกระดับสู่ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ภายใต้พลวัตความมั่นคงในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก การขยายความร่วมมือทางทหารกับอินเดียอย่างต่อเนื่องกลับกลายเป็น “ความจำเป็น” ที่จะช่วยเสริมสร้างสมดุลอำนาจและเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ท้ายที่สุด สารนิพนธ์เสนอว่า การพัฒนาความสัมพันธ์ไทยกับอินเดียในด้านความมั่นคง ควรดำเนินควบคู่กับการสร้าง “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่อาจช่วยยกระดับความร่วมมือให้มีลักษณะใกล้เคียงกับกรณีความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับเวียดนามในอนาคต


กองทัพอากาศไทยกับนโยบายด้านความมั่นคงทางอวกาศ (พ.ศ.2560 - 2567), ธัญชลิต สุดชูเกียรติ Jan 2024

กองทัพอากาศไทยกับนโยบายด้านความมั่นคงทางอวกาศ (พ.ศ.2560 - 2567), ธัญชลิต สุดชูเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถด้านอวกาศของกองทัพอากาศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2560-2567 โดยผู้วิจัยได้ใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีสัจนิยมเชิงรับ และแนวคิดระบอบความมั่นคง มาวิเคราะห์พฤติกรรมของกองทัพอากาศที่ตอบสนองต่อภัยคุกคามทางอวกาศในมิติต่าง ๆ ผลการศึกษาพบว่า กองทัพอากาศเผชิญภัยคุกคามทางอวกาศหลายด้าน เช่น การรบกวนสัญญาณดาวเทียม การพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ การถูกสอดแนมจากระบบดาวเทียมต่างประเทศ และภัยคุกคามทางไซเบอร์ ส่งผลให้กองทัพอากาศปรับโครงสร้างด้วยการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทางอวกาศ พัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ และเสริมสร้างความร่วมมือทั้งในระดับชาติและนานาชาติ พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายแบบสัจนิยมเชิงรับ ที่เน้นการพึ่งพาตนเองและการป้องกันมากกว่าการรุกราน ขณะเดียวกันกองทัพอากาศยังให้ความสำคัญกับการเสถียรภาพและส่งเสริมความร่วมมือผ่านการมีส่วนร่วมในบรรทัดฐานและกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศตามแนวคิดระบอบความมั่นคง ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติทางอวกาศในยุคที่มีการแข่งขันทางอวกาศระหว่างมหาอำนาจทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น รวมถึงเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและรักษาอธิปไตยของไทยในมิติอวกาศอย่างยั่งยืน


ความท้าทายของระบบพหุภาคี : ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ในช่วงปี 2558 – 2565, นภัสสร ปูรณคุปต์ Jan 2024

ความท้าทายของระบบพหุภาคี : ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ในช่วงปี 2558 – 2565, นภัสสร ปูรณคุปต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้ศึกษาความเปลี่ยนแปลงของระบบพหุภาคีในศตวรรษที่ 21 โดยนำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) เป็นกรณีศึกษา วัตถุประสงค์ของการวิจัยของสารนิพนธ์มุ่งเน้นไปที่การตอบคำถามว่าการดำเนินการของความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ในช่วงปี 2558 – 2565 สะท้อนความท้าทายของระบบพหุภาคีในศตวรรษที่ 21 อย่างไร กล่าวคือ ในช่วงปี 2558 เป็นปีที่เอเปคกำลังเข้าสู่การเร่งรัดการดำเนินการ 5 ปีสุดท้ายก่อนถึงเป้าหมายโบกอร์ แต่ด้วยสถานการณ์โลก ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่มีความผันผวน ส่งผลให้เอเปคไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้จากการศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ สารนิพนธ์ฉบับนี้ได้ข้อค้นพบว่า ความท้าทายในการดำเนินการของเอเปคเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ปัจจัยจากการเมืองภายในประเทศ ปัจจัยจากการเมืองระหว่างประเทศ ปัจจัยจากความท้าทายของโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการแพร่ระบาดของโรค นอกจากนี้ ปัจจัยข้างต้นเป็นเหตุให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ทำให้องค์กรและสถาบันพหุภาคีอ่อนแอลง โดยเฉพาะในกรณีเอเปคที่เป็นความร่วมมือเพื่อเศรษฐกิจ แต่ในตลอดระยะเวลา 3 ทศวรรษนั้น กลับทำให้เกิดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำระหว่างเขตเศรษฐกิจมากขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมา เอเปคจะประสบความสำเร็จในด้านการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนมากขึ้น แต่ความท้าทายอื่น ๆ ยังคงทำให้เอเปคยังห่างไกลจากการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ ในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา เป็นปีที่เอเปคประสบกับปัญหาทั้งการไม่สามารถจัดการประชุม การแพร่ระบาดของโควิด-19 และการไม่สามารถกำหนดเจ้าภาพจัดการประชุมในปี 2566 เป็นต้นไปได้ สะท้อนถึงความไม่มั่นคงขององค์กร อย่างไรก็ดี สมาชิกเขตเศรษฐกิจยังคงมีความพยายามในการขับเคลื่อนการดำเนินการ จึงได้ริเริ่มวิสัยทัศน์ฉบับใหม่ที่คงรากฐานจากเป้าหมายโบกอร์ และได้เพิ่มการให้ความสำคัญประเด็นหลักในยุคปัจจุบัน เพื่อให้เอเปคเป็นองค์กรที่มีความเป็นปัจจุบัน ทันโลก และยังคงมีความสำคัญต่อไปได้จากข้อค้นพบข้างต้น สารนิพนธ์จึงมีข้อเสนอแนะสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจภายในองค์กร การกำหนดเป้าหมายให้เป็นรูปธรรม และร่วมกันแก้ไขปัญหาความท้าทายร่วมกัน และการส่งเสริมสันติภาพโดยไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการของสถาบันพหุภาคีในภาพรวมยังคงความต่อเนื่อง และมีความสำคัญในโลกยุคทศวรรษที่ 21 ต่อไป


นโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานกับความมั่นคงทางการเมืองของจีน, มัณฑิรา เล่าอิทธิโชติ Jan 2024

นโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานกับความมั่นคงทางการเมืองของจีน, มัณฑิรา เล่าอิทธิโชติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานกับความมั่นคงทางการเมืองของจีน โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนเลือกปรับใช้นโยบายดังกล่าวเพื่อจัดการแก้ไขกับปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเป็นผลลัพธ์จากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดดภายหลังจากการเปิดประเทศใน ค.ศ. 1978 ซึ่งจีนพึ่งพาอาศัยเชื้อเพลิงฟอสซิลจากภาคพลังงานในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด การศึกษาวิจัยนี้อาศัยทฤษฎีสัจนิยมคลาสสิกใหม่ (Neoclassical Realism) ของ กิดเด็น โรส เป็นกรอบในการวิเคราะห์ โดยพบว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนเล็งเห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและส่งผลร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนจีน อีกทั้งยังเป็นสาเหตุหลักของการเกิดก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ปัญหาดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในฐานะองค์กรที่มีอำนาจรัฐสูงสุดและพรรครัฐบาลเดียวของจีน ทำให้จีนเลือกดำเนินนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานสะอาดเพื่อบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ สร้างบรรยากาศระหว่างประเทศที่เอื้อให้จีนส่งออกเทคโนโลยีพลังงานสะอาดภายใต้การดำเนินนโยบายต่างประเทศได้อย่างคล่องตัว รวมถึงส่งเสริมบทบาทของจีนในฐานะรัฐมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบและเป็นแบบอย่างที่ดี โดยการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปเพื่อเสริมสร้างความชอบธรรมในการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและระบบการปกครองแบบสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีนอันเป็นองค์ประกอบสองประการที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางการเมืองของจีนซึ่งเป็นแก่นหลักของความมั่นคงแห่งชาติจีน


การปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านความมั่นคงและการป้องกันตนเองของญี่ปุ่นภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ปี 2022, นภัสสร การสะสม Jan 2024

การปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านความมั่นคงและการป้องกันตนเองของญี่ปุ่นภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ปี 2022, นภัสสร การสะสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านความมั่นคงและการป้องกันตนเองของญี่ปุ่นภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ปี ค.ศ.2022 ที่มีลักษณะเชิงรุกมากขึ้นผ่านการประกาศใช้เอกสารด้านความมั่นคงฉบับใหม่ ซึ่งประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy: NSS) ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ (National Defense Program Guidelines: NDPG) และแผนการเตรียมกำลังด้านการป้องกันประเทศ (Defense Buildup Program: DBP) โดยสารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายดังกล่าว ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ในบริบทของความไม่แน่นอนในระบบพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ช่วงการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในสมัยแรก ตลอดจนภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะจากจีน เกาหลีเหนือ และรัสเซีย ได้ผลักดันให้รัฐบาลคิชิดะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคงในเชิงรุกตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ฉบับปี ค.ศ.2022 ที่เป็นไปในลักษณะของการกระจายความเสี่ยงหลายมิติ (multi-layered hedging) กล่าวคือ ญี่ปุ่นจะเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง และพัฒนาความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับประเทศพันธมิตรอื่นไปพร้อมกับการรักษาไว้ซึ่งพันธมิตรกับสหรัฐฯ เพื่อที่จะรับประกันความมั่นคงของตนจากท่าทีที่ไม่แน่นอนของสหรัฐฯ และป้องกันตนเองจากภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก


การรวมกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศกับความท้าทายในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังรัฐประหารในเมียนมา 2021, ปาลิตา จรูญเธียรมหกุล Jan 2024

การรวมกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศกับความท้าทายในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังรัฐประหารในเมียนมา 2021, ปาลิตา จรูญเธียรมหกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการรวมกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศกับความท้าทายในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังรัฐประหารในเมียนมา 2021 โดยมุ่งสำรวจพลวัตร พัฒนาการ และความท้าทายในการมีส่วนร่วมในขบวนการต่อต้านระบอบเผด็จทหารของกลุ่ม ผ่านกรอบแนวคิด Contentious Politics เป็นแนวคิดหลักและ Performativity เป็นแนวคิดเสริม โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ทั้งการวิเคราะห์เอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึก จากการศึกษาพบว่าการรัฐประหารไม่เพียงแต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองระดับชาติแต่ยังเป็นจุดผลักดันให้กลุ่ม LGBTQIA+ และผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นแนวหน้าในการเคลื่อนไหว ด้วยการปรับยุทธศาสตร์ ขยายพื้นที่ และเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสาร จนกลายเป็น "ตัวแสดงทางการเมือง" ที่ท้าทายระเบียบอำนาจเดิม และเสนอข้อเรียกร้องของตนในฐานะส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวของกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศมีลักษณะเป็นการท้าทายกรอบความชอบธรรมทางสังคมและการเมือง เช่น การประท้วงตะเมน และการแสดงออกทางร่างกายที่ขัดต่อบรรทัดฐานทางเพศ ซึ่งใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือในการต่อต้านโครงสร้างอำนาจชายเป็นใหญ่และเผด็จการ นอกจากนี้ขบวนการดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ สะท้อนถึงพลวัตของการเคลื่อนไหวข้ามพรมแดน (Transnational Contentious Politics) งานวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเมียนมาเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับการเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศและการรัฐประหารได้เปิดพื้นที่ใหม่ในการนิยามความเป็นพลเมืองที่หลากหลายและมีศักดิ์ศรีมากยิ่งขึ้น


การเปลี่ยนแปลงมาตรการของไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์, รังสิมันตุ์ ตันจริง Jan 2024

การเปลี่ยนแปลงมาตรการของไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์, รังสิมันตุ์ ตันจริง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการประกอบสร้างความมั่นคงของไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเริ่มต้นจากชาวจีนที่อพยพเข้ามาในไทยโดยมีเจตนาแอบแฝงทำธุรกิจผิดกฎหมายหรือเรียกว่า “จีนเทา” ซึ่งมักจะตั้งฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์บริเวณเพื่อนบ้านของไทย และใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการหลอกหลวงคนไปเป็นแรงงานให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยรูปแบบของอาชญากรรมเหล่านี้มีความซับซ้อน และเชื่อมโยงกับเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์การตอบสนองของหน่วยงานในไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์ที่เปลี่ยแปลงไปจากเดิม หลังจากที่ไทยถูกกระตุ้นโดยตัวแสดงบางตัว ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยได้ออกมาตรการพิเศษต่างๆ เพื่อมาบังคับใช้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยเฉพาะในช่วงเวลานั้นๆ ผลการศึกษา พบว่าหน่วยงานของไทยได้มีการปรับเปลี่ยนมาตรการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย โดยเน้นการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและเห็นผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคงของประเทศต้นทางและประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อจำกัดในด้านการบังคับใช้กฎหมาย การจัดการฐานข้อมูล และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


พุทธศาสนากับการทูตซอฟต์พาวเวอร์ของอินเดียในสมัยโมดี (ปี ค.ศ. 2014 – 2024), ปภัสรา ทักษาดิพงษ์ Jan 2024

พุทธศาสนากับการทูตซอฟต์พาวเวอร์ของอินเดียในสมัยโมดี (ปี ค.ศ. 2014 – 2024), ปภัสรา ทักษาดิพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งพินิจความเชื่อมโยงและความสำคัญของการใช้พุทธศาสนา ผ่านการทูตซอฟต์พาวเวอร์ในช่วงที่นเรนทรา โมดี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอินเดียระหว่างปี ค.ศ. 2014 – 2024 โดยเน้นศึกษาลักษณะการทูตซอฟต์พาวเวอร์เชิงพุทธศาสนา และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์การต่างประเทศของแนวทางดังกล่าว ผ่านแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ของโจเซฟ เอส. ไนน์ จูเนียร์ จากการศึกษาพบว่า แม้ว่าอินเดียจะเป็นรัฐโลกวิสัยที่มีความเป็น พหุวัฒนธรรมสูง และแม้โมดีและพรรคภารตียชนตาจะยึดถือแนวคิดชาตินิยมแบบฮินดู เป็นหลัก แต่ในช่วงปี ค.ศ. 2014 – 2024 พุทธศาสนาก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของ การต่างประเทศในฐานะเครื่องมือทางการทูตที่รัฐบาลวางแผนไว้อย่างเป็นระบบ ภายใต้นโยบายปฏิบัติการตะวันออกและยุทธศาสตร์เพื่อนบ้านมาก่อนแบบเชิงรุก โดยมีหน่วยงานสำคัญอย่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงศึกษาธิการร่วมดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติระยะยาว ขยายอิทธิพลในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงยกระดับภาพลักษณ์ของอินเดียในฐานะดินแดนพุทธภูมิที่สำคัญและมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ซึ่งปูทางไปสู่การก้าวขึ้นเป็นผู้นำซีกโลกใต้ในอนาคต


การพัฒนาการทูตระดับท้องถิ่นระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในรูปแบบความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง: กรณีศึกษากรุงเทพมหานครกับจังหวัดฟุกุโอกะ, ศรายุทธ มีโภคา Jan 2024

การพัฒนาการทูตระดับท้องถิ่นระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในรูปแบบความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง: กรณีศึกษากรุงเทพมหานครกับจังหวัดฟุกุโอกะ, ศรายุทธ มีโภคา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้เป็นการศึกษาการทูตในระดับท้องถิ่น รูปแบบความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง (Sister city) กรณีศึกษาระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดฟุกุโอกะ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาสาเหตุ แรงจูงใจที่ญี่ปุ่นส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศ รวมทั้งวิเคราะห์ให้เห็นถึงประโยชน์ ปัญหาและอุปสรรคของความร่วมมือดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการทูตระดับท้องถิ่นของไทย โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพใช้กรอบแนวคิดการทูตคู่ขนาน (paradiplomacy) หรือแนวคิดการทูตระดับหน่วยงานภายใต้รัฐ (sub-national diplomacy) ใช้ในการอธิบายการดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของญี่ปุ่น ว่าเพราะเหตุใดจึงสามารถดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศได้ โดยพบว่าญี่ปุ่นมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีอิสระและอำนาจตัดสินใจที่เด็ดขาด รวมทั้งมีการออกกฎหมายที่เอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศ และที่สำคัญมีองค์กรเฉพาะที่คอยสนับสนุนและประสานงานการดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศ ถึงแม้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการดำเนินกิจกรรมกับต่างประเทศ แต่ผลจากความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดฟุกุโอกะ ที่ได้นำประโยชน์จากความร่วมมือดังกล่าวมาพัฒนาเมืองของตนเองให้ดียิ่งขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการทำความร่วมมือหรือข้อตกลงกับต่างประเทศส่งผลดีต่อการพัฒนาในระดับท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีและความเป็นมิตรกับประเทศที่เป็นคู่ความสัมพันธ์อีกด้วย


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหันมาใช้ยุทธศาสตร์ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” ของญี่ปุ่น, ศิรินภา พุฒแก้ว Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหันมาใช้ยุทธศาสตร์ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” ของญี่ปุ่น, ศิรินภา พุฒแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการหันมาใช้นโยบาย “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” (Free and Open Indo-Pacific: FOIP) ของญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีการคานอำนาจ (Balance of Power) และทฤษฎีการป้องปราม (Deterrence Theory) เป็นฐานวิเคราะห์ เพื่ออธิบายพฤติกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นในการตอบสนองต่อการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และความไม่แน่นอนในบทบาทของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านจากแนวคิด “เอเชีย-แปซิฟิก” ไปสู่ “อินโด-แปซิฟิก” ซึ่งญี่ปุ่นได้ใช้ FOIP เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเอกภาพ ทางยุทธศาสตร์กับพันธมิตรหลักอย่างสหรัฐอเมริกา จากการศึกษาพบว่า FOIP ของญี่ปุ่นพัฒนาจากวิสัยทัศน์ความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจไปสู่การเป็นยุทธศาสตร์เชิงป้องปรามที่ครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคงทางทะเล เศรษฐกิจ และการทูต โดยญี่ปุ่นได้ประสานความร่วมมือกับประเทศในกรอบ Quad ขยายงบประมาณด้านกลาโหม และเน้นกลไกการป้องปรามแบบขยาย (Extended Deterrence) ที่เน้นการยับยั้งภัยคุกคามจากจีนโดยไม่เผชิญหน้าโดยตรง ทั้งนี้ นโยบาย FOIP ของญี่ปุ่นยังสะท้อนถึงการปรับบทบาทของประเทศในฐานะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเน้นการรักษาเสถียรภาพผ่าน หลักนิติธรรม ความร่วมมือพหุภาคี และการถ่วงดุลอำนาจในระบบระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 21


การทูตเชิงกดดันโดยการใช้กำลังทางเรือของฝรั่งเศสต่อสยามในกรณีวิกฤตการณ์ ร.ศ.112, วีร์ ส่งเจริญ Jan 2024

การทูตเชิงกดดันโดยการใช้กำลังทางเรือของฝรั่งเศสต่อสยามในกรณีวิกฤตการณ์ ร.ศ.112, วีร์ ส่งเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้มุ่งศึกษาการใช้กำลังทางเรือของฝรั่งเศสในการเข้าดำเนินการทางการทูตเชิงกดดันต่อไทย ซึ่งประสบผลสำเร็จจนส่งผลให้ไทยต้องยอมปฏิบัติตามสิ่งที่ฝรั่งเศสเรียกร้อง โดยนำเสนอผ่านแง่มุมการทูตเรือปืนและการทูตเชิงกดดัน เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทูตเรือปืนในการเป็นเครื่องในการทูตเชิงกดดันในช่วงยุคสมัยดังกล่าวที่ส่งผลกระทบต่อประวัติศาสตร์ไทย โดยใช้ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการทูตเรือปืน การใช้กำลังทางเรือแบบจำกัดและการทูตเชิงกดดัน โดยผลการศึกษาพบว่า เหตุผลที่ฝรั่งเศสประสบความสำเร็จในการดำเนินการทางการทูตเชิงกดดันต่อไทยโดยใช้กำลังทางเรือเป็นเครื่องมือสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลหลักสามประการ ประกอบด้วย ประการแรกคือลักษณะเฉพาะของไทยซึ่งประกอบด้วยสองข้อย่อยได้แก่ ลักษณะภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยต่อการใช้กำลังทางเรือและผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ ซึ่งรัฐทุกรัฐมีความมุ่งมั่น และต้องการที่จะรักษาไว้ซึ่งเอกราชอธิปไตยของตน ประการที่สองคือกำลังทางเรือนั้นมีคุณสมบัติพิเศษที่เหมาะสมแก่การใช้เป็นเครื่องมือดำเนินการทางการทูตซึ่งได้แก่ความยืดหยุ่น ประการสุดท้ายคือการทูตเชิงกดดัน ซึ่งฝรั่งเศสได้สร้างความตระหนักให้ไทยเห็นถึงขีดความสามารถในการสร้างความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นหากข้อเรียกร้องไม่ถูกปฏิบัติตาม แรงจูงใจของตนในการให้ได้มาซึ่งข้อเรียกร้องและความเร่งด่วนในการต้องตอบสนองต่อข้อเรียกร้อง โดยที่ฝรั่งเศสได้สื่อสารให้ฝ่ายไทยได้รับทราบถึงข้อเรียกร้องอย่างชัดเจน และไม่ได้เรียกร้องล่วงล้ำผลประโยชน์ที่สำคัญของไทย นั่นคือความเป็นเอกราชอธิปไตยตลอดจนความปลอดภัยขององค์พระประมุข


อุดมการณ์ชาตินิยมในอินโดนีเซียและความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย, อภิสิทธิ์ วงศ์เดอรี Jan 2024

อุดมการณ์ชาตินิยมในอินโดนีเซียและความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย, อภิสิทธิ์ วงศ์เดอรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษางานนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างอุดมการณ์ชาตินิยมในอินโดนีเซียกับความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยเน้นการวิเคราะห์ขบวนการชาตินิยมในอินโดนีเซียและนโยบายต่างประเทศสมัยประธานาธิบดีซูการ์โนในช่วงกระบวนการสร้างชาติของอินโดนีเซียและภายหลังจากมาเลเซียได้รับเอกราช ขบวนการชาตินิยมในอินโดนีเซียมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ยุคอาณานิคมดัตช์และมีบทบาทสำคัญในการรวมกลุ่มทางสังคมเพื่อผลักดันการประกาศเอกราชของอินโดนีเซียในปี ค.ศ. 1945 ซูการ์โนนำเสนอแนวคิดปัญจศีล (Pancasila) เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ รวมถึงการใช้นโยบายเผชิญหน้า (Konfrontasi) กับมาเลเซียเพื่อต่อต้านการจัดตั้งสหพันธ์มาเลเซียซึ่งหมายรวมถึงการต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษผู้อยู่เบื้องหลัง อินโดนีเซียได้ดำเนินการตัดความสัมพันธ์ทางการทูต เศรษฐกิจ และการทหารกับมาเลเซีย อีกนัยหนึ่งเพื่อเป็นการเบี่ยงเบนปัญหาเศรษฐกิจภายในอินโดนีเซีย และเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการรักษาอำนาจของตนโดยอาศัยอุดมการณ์ชาตินิยมเป็นตัวขับเคลื่อน หลังสิ้นสุดยุคซูการ์โนแม้อินโดนีเซียจะเปลี่ยนผ่านสู่ยุคซูฮาร์โต และใช้นโยบายต่างประเทศแบบประนีประนอมมากขึ้น แต่แนวคิดชาตินิยมยังคงสืบสานต่อและฝังลึกในความรู้สึกความเป็นปฏิปักษ์ต่อมาเลเซีย ซึ่งปรากฏในเหตุการณ์ความขัดแย้งร่วมสมัยระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียทั้งในด้านกีฬา เช่น การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ในปี ค.ศ. 2011 และ 2017 รวมถึงด้านวัฒนธรรม เช่น นาฏกรรมของชาวบาหลีที่มีชื่อว่าเพนเดท (pendet) และผ้าบาติก เพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียรวมถึงการสะท้อนของแนวคิดชาตินิยมต่อเหตุการณ์ความขัดแย้งร่วมสมัยในด้านกีฬา และด้านวัฒนธรรม การวิจัยชิ้นนี้จึงใช้แนวคิดชุมชนจินตกรรม (Imagined Community) ของ Benedict Anderson และแนวคิดชาติพันธุ์-สัญลักษณ์นิยม ของ Anthony D. Smith เป็นกรอบการวิเคราะห์


ผลกระทบการผนวกไครเมียต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต): การเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซีย, วสุพล ครุอำโพธิ์ Jan 2024

ผลกระทบการผนวกไครเมียต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต): การเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซีย, วสุพล ครุอำโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซียภายหลังจากการผนวกไครเมียว่ามีความสำคัญต่ออำนาจทางทะเลและความมั่นคงของรัสเซียอย่างไร เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลลัพธ์จากการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำว่าสามารถสร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตได้อย่างไร โดยผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดสมุททานุภาพ (sea power) และทฤษฎีสัจนิยมเชิงโครงสร้างสำหรับการอธิบายการเสริมสร้างอำนาจทางทะเลของรัสเซียจนกระทั่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตจากการศึกษาพบว่า รัสเซียมีเป้าประสงค์ในการดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาและการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา เพื่อรักษาความมั่นคงทางทะเล การขยายอิทธิพลทางทะเล และใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการต่อต้านการขยายตัวของนาโต รัสเซียปรับเปลี่ยนแนวคิดการครองทะเล (command of the sea) ของกองเรือทะเลดำที่จากเดิมมีความพยายามในการแผ่ขยายอำนาจทางทะเลออกนอกภูมิภาคเปลี่ยนผ่านสู่การผสมผสานการปฏิบัติการทางทะเลและทางบก และการปฏิบัติการในสงครามอสมมาตรหรือสงครามลูกผสมในภูมิภาค แนวโน้มการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำเริ่มเห็นความสำคัญและเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในช่วงหลังจากการผนวกไครเมียเสร็จสมบูรณ์ทางพฤตินัย แนวโน้มดังกล่าวนำมาซึ่งการแสดงอำนาจทางทหารและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียและนาโต ผลลัพธ์จากการแข่งขันทางอำนาจที่มีความตึงเครียดสูงจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้การคาดการณ์การกระทำต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงผิดพลาดและบานปลายอยู่เสมอจนนำมาสู่สภาวะทางแพร่งทางความมั่นคง (security dilemma) ให้เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียกับนาโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตจะมีแนวโน้มเลวร้ายลงจนไม่สามารถสร้างความประนีประนอมต่อกันได้เลย


มโนทัศน์ด้านความมั่นคงของกองทัพไทยต่อการแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2566, โจเซฟ แดเวนโพรท์ Jan 2024

มโนทัศน์ด้านความมั่นคงของกองทัพไทยต่อการแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2566, โจเซฟ แดเวนโพรท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในกิจการระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกคือการเกิดการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาว่าการสร้างประเด็นความมั่นคงจากภายนอกต่อภูมิภาค ประกอบกับพลวัตภายในประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศไทย ส่งผลอย่างไรต่อการรับรู้ด้านความมั่นคงของผู้นำกองทัพในกองทัพไทย โดยใช้แนวทางแบบองค์รวมซึ่งรวมถึงการวิจัยเอกสาร การสำรวจความคิดเห็นของนายทหารไทย และการสัมภาษณ์ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นที่กองทัพไทยในฐานะกลไกการสร้างการรับรู้ และวิเคราะห์ว่าพัฒนาการด้านความมั่นคงทั้งภายนอกและภายในได้ส่งอิทธิพลต่อมุมมองของกองทัพไทยอย่างไร งานวิจัยนี้เสนอข้อค้นพบหลักสามประการ ประการแรก ผู้นำกองทัพไทยมองว่ารัฐมหาอำนาจไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทยมากเท่ากับเมื่อไม่กี่ปีก่อน ประการที่สอง กองทัพไทยยังคงให้ความสำคัญกับปัญหาความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับเสถียรภาพภายในและอธิปไตยของชาติ มากกว่าภัยคุกคามจากภายนอก ประการที่สาม การที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่มีความขัดแย้งข้ามพรมแดนในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้การรับรู้ถึงภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้านลดลง และเน้นให้เห็นถึงความต้องการเสถียรภาพและความเป็นกลางท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ งานวิจัยนี้มีส่วนช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการรับรู้ด้านความมั่นคงของไทยในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนที่ประเทศไทยต้องเผชิญในการดำเนินยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ โดยพยายามรักษาความสัมพันธ์อย่างสมดุล ควบคู่ไปกับการธำรงความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ผลการศึกษานี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อผู้กำหนดนโยบายและนักวิชาการที่สนใจพลวัตด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผลกระทบที่กว้างขึ้นจากการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก


พลวัตทางการเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช: กรณีศึกษาการเลือกตั้งทั่วไป ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566, อัญชลี อ่อนศรีทอง Jan 2024

พลวัตทางการเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช: กรณีศึกษาการเลือกตั้งทั่วไป ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566, อัญชลี อ่อนศรีทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตและพฤติกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอำเภอปากพนังตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566 งานวิจัยชิ้นนี้ใช้วิธีการศึกษาโดยการวิจัยเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 5 กลุ่ม อันประกอบไปด้วยนักการเมือง นักวิชาการท้องถิ่น สื่อท้องถิ่น หัวคะแนน และประชาชนในพื้นที่อำเภอปากพนัง ข้อค้นพบคือพลวัตทางการเมืองของคนอำเภอปากพนังจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงโดยช่วงแรกเป็นช่วงพรรคประชาธิปัตย์ตั้งมั่น (พ.ศ. 2544–2554) ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจในช่วงเวลานี้คือชวน หลีกภัย และความเป็นตัวแทนคนใต้ ต่อมาในช่วงเปลี่ยนแผ่นดินทางการเมือง (พ.ศ. 2562) ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นพรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การนำพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งใช้บัตรเลือกตั้งหนึ่งใบแต่ได้สส. ทั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อ โดยการตัดสินใจเลือกเกิดขึ้นผ่านบารมีบุคคลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงนโยบายประชารัฐ จนถึงการเลือกตั้งช่วงที่ 3 เรียกได้ว่าเป็นช่วงการเมืองปากท้อง (พ.ศ. 2562-2566) กติกาบัตรเลือกตั้งกลับมากลับมาเป็นระบบคู่ขนาน ผสมกันระหว่างระบบเขตกับระบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้บัตรเลือกตั้งสองใบอีกครั้ง และครั้งนี้แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้หวนคืนที่นั่งอีกครั้ง แต่ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ เเต่เพราะกลไกและเครือข่ายทางการเมืองของตระกูล “เดชเดโช” ในขณะที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงมีบทบาทในการเลือกตั้งครั้งนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับชัยชนะในคะแนน สส.แบบบัญชีรายชื่อ ทำให้เห็นว่าพฤติกรรมทางการเมืองของคนอำเภอปากพนังเปลี่ยนแปลงจากการที่ตัดสินใจทางการเมืองผ่านอุดมการณ์และตัวบุคคล เป็นให้ความสำคัญกับนโยบาย และชีวิตความเป็นอยู่มากขึ้น กล่าวคือ คนปากพนังต้องการมีนายกคนดีเช่นเดิม หากแต่จะต้องควบคู่ไปกับเรื่องปากท้องโดยจะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้


นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา : ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง (ค.ศ. 2009-2024), วรวรรณ ท้วมแสง Jan 2024

นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา : ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง (ค.ศ. 2009-2024), วรวรรณ ท้วมแสง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้อภิปรายความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของการดำเนินนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกาในรัฐบาลบารัค โอบามา รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลโจ ไบเดน โดยนำกรอบการศึกษาการเมืองเกี่ยวพัน (Linkage Politics) มาใช้สำหรับการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยจากการเมืองระหว่างประเทศกับการเมืองภายในของสหรัฐอเมริกา ปัจจัยภายในประเทศที่นำมาวิเคราะห์ประกอบด้วยบทบาทของผู้นำและผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ สภาพเศรษฐกิจและบทบาทของกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์ กอปรกับปัจจัยภายนอก ที่ประกอบด้วย เหตุการณ์ทางการเมืองในระบบระหว่างประเทศ บรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศและนโยบายต่างประเทศของประเทศต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา วิทยานิพนธ์ฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินนโยบายของวอชิงตัน การคาดการณ์แนวโน้มในการดำเนินนโยบายและบทบาทด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในอนาคต รวมถึงอธิบายกระบวนการและสาเหตุที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาต่อประเด็นสภาพภูมิอากาศโลก


บทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565, อภิเชษฐ์ เกตุมณี Jan 2024

บทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565, อภิเชษฐ์ เกตุมณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาบทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565 (2) เพื่อศึกษารูปแบบและวิธีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของสื่อแต่ละสำนักจาก พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565 โดยการศึกษาในเชิงคุณภาพ ด้วยแนวทางการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ประกอบกับการวิเคราะห์เนื้อหาซ่อนเร้น (Latent Content) และการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) เพื่อศึกษาบทบาทของสื่อจำนวนทั้งสิ้น 7 สำนัก ผลการศึกษาพบว่า สื่อทั้ง 7 สำนักมีความโน้มเอียงทางการเมือง (Political Orientation) เป็นของตนเอง โดยมักนำเสนอข่าวสารไปในทิศทางที่ตอบสนองจุดยืนทางการเมืองของตน ประกอบกับการเติบโตขึ้นของเทคโนโลยี ทำให้ภูมิทัศน์ของสื่อส่วนใหญ่ในปัจจุบันอาศัยแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นช่องทางหลักในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีโอกาสก่อให้เกิดปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) อันเป็นผลมาจากระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มดิจิทัล ส่งผลให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารอาจได้รับข้อมูลเพียงแง่มุมเดียวและอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน นอกจากนั้นสื่อยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกล่อมเกลาทัศนคติ ความเชื่อ และชุดความคิดของปัจเจกบุคคล ผ่านการใช้วิธีการวางกรอบ (Framing) เนื้อหาของข่าวที่จะนำเสนอ และการกำหนดวาระข่าวสาร (Agenda-Setting) ซึ่งแม้ว่าข้อเท็จจริงของเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร สื่อมีเครื่องมือและวิธีการในการโน้มน้าวให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารเห็นคล้อยตามความโน้มเอียงทางการเมืองของสื่อนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้การศึกษาสื่อในฐานะหนึ่งในผู้แสดงทางการเมือง (Political Actor) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในสังคมไทย


การก่อตัว บทบาท และพัฒนาการ ของ We Volunteer และผลกระทบที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวเยาวชนไทย ปี 2563, รัฐภูมิ เลิศไพจิตร Jan 2024

การก่อตัว บทบาท และพัฒนาการ ของ We Volunteer และผลกระทบที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวเยาวชนไทย ปี 2563, รัฐภูมิ เลิศไพจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาการก่อตัว บทบาท และพัฒนาการ ของ We Volunteer และ ผลกระทบที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวเยาวชนไทยปี 2563 จากการค้นคว้าข้อมูลทั้งในเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์พบว่าปัจจัยที่ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมในไทยเกิดกระบวนการก่อตัวโครงสร้างการ์ดมาจาก 2 ปัจจัย ดังนี้ 1) ความไม่ไว้วางใจระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐ อันหมายถึงเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้ หลักการประชาธิปไตยแบบไทยๆ มักละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในการแสดงออกผ่านการชุมนุม 2) เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้ชุมนุมได้ตามหลักประชาธิปไตย โดยทั้งสองปัจจัยส่งผลทำให้กลุ่มชุมนุมจำเป็นต้องสร้างส่วนงานการ์ดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อที่จะสามารถใช้สิทธิได้อย่างเต็มประสิทธิภาพรวมถึงดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมเนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐมักมีอคติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมจนนำมาสู่การละเมิดสิทธิเสรีภาพและขยายตัวนำมาสู่ความรุนแรงทางกายภาพ นอกจากการแสวงหาคำตอบว่าทำไมการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมในไทยจึงจำเป็นต้องมีการ์ดผู้ค้นคว้าได้ศึกษาการก่อตัว บทบาท และพัฒนาการของกลุ่ม We Volunteer ในฐานะการ์ดผู้ซึ่งดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับการชุมนุมของกลุ่มเยาวชน 2563 พบว่า บทบาทของกลุ่ม We Volunteer มีพลวัตมากกว่าการเป็นผู้รักษาความปลอดภัยในพื้นที่การชุมนุม แต่เป็นส่วนงานที่สนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชน 2563 ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ส่วนงานการ์ดมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์สันติวิธีซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จและความล้มเหลวของขบวนการเคลื่อนไหว


การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ ที่มา และพัฒนาการการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรมของไทย, สยาม เสรีราษฎร Jan 2024

การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ ที่มา และพัฒนาการการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรมของไทย, สยาม เสรีราษฎร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาที่มาของการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรม หรือนักเรียนช่าง ของไทย ในทางประวัติศาสตร์การเมือง และเศรษฐกิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัย และที่มาในทางประวัติศาสตร์การเมืองที่ส่งผลต่อการก่อรูปความรุนแรง และการทะเลาะวิวาทดังกล่าว จากในระดับไม่รุนแรงจนไปถึงการยกระดับความรุนแรงเป็นการประสงค์ต่อชีวิต โดยใช้การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์เพื่อค้นคว้าวิจัยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนช่างนับตั้งแต่ช่วงรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนถึงช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยในการก่อรูปของความรุนแรง และการทะเลาะวิวาทของนักเรียนช่าง มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก การใช้โรงเรียนช่างเป็นพื้นที่ในการสร้างอำนาจ และประลองกำลังกันของชนชั้นนำนับตั้งแต่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ส่งผลทำให้โรงเรียนช่างเฉพาะทางตกทอดเป็นมรดกมาสู่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยแบ่งเป็นโรงเรียนช่างก่อสร้าง และโรงเรียนช่างกล ซึ่งเป็นโรงเรียนคู่แข่งกัน ซึ่งปูทางให้เกิดสถาบันทางความคิดในโรงเรียนเฉพาะทาง 2 แห่งแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ประการที่สอง การก่อตัวของรุนแรง และการทะเลาะวิวาทระหว่างโรงเรียนช่างเฉพาะทาง 2 แห่งแรกที่ก่อตั้งขึ้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามใช้โรงเรียนช่างเฉพาะทางทั้ง 2 แห่งเป็นเครื่องมือในการผลักดันสถาบันทางเศรษฐกิจการเมือง คือ ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ เพื่อกีดกันชาวจีนออกจากวิชาชีพช่างโดยเฉพาะในวิชาชีพช่างกล และช่างก่อสร้าง จึงมีการสร้างความรัก และสามัคคี ความรักในสถานศึกษา และความรักในวิชาชีพช่างที่สถานศึกษาของตนเองเปิดสอน จนเกิดค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมแบบช่างกลในโรงเรียนช่างกลปทุมวัน และค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมแบบช่างก่อสร้างในโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย จนนำไปสู่การทะเลาะวิวาทในระดับที่ไม่รุนแรงครั้งแรกในปี 2495 ประการที่สาม การทะเลาะวิวาทถูกยกระดับเป็นการประสงค์ต่อชีวิตหลังวิกฤตการณ์ทางการเมือง 14 ตุลาคม 2516 ที่ได้มีการแยกสลายนักเรียนช่างออกจากขบวนการนักเรียนนักศึกษาโดยชนชั้นนำ และมีการสร้างความหวาดระแวงต่อกัน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในหมู่นักเรียนช่าง ประกอบกับค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมที่มีอยู่เดิม จึงเกิดการแก้แค้นกันไปมาจนถึงปัจจุบัน


กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในบริบทของการพัฒนากระบวนการและสถาบันประชาธิปไตย กรณีศึกษากลุ่ม ปาตานี บารู, ยามารุดดิน ทรงศิริ Jan 2024

กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในบริบทของการพัฒนากระบวนการและสถาบันประชาธิปไตย กรณีศึกษากลุ่ม ปาตานี บารู, ยามารุดดิน ทรงศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานและทวีความรุนแรงในช่วงปี พ.ศ. 2547 ซึ่งได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวางตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โดยงานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของนักกิจกรรมทางการเมืองที่ผลักดันการกำหนดชะตากรรมตนเองและปราถานาเอกราชปาตานี สู่การก่อตั้งกลุ่ม ปาตานี บา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) อธิบายปรากฏการณ์การเปลี่ยนรูปแบบจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมสู่กลุ่มการเมืองเชิงสถาบัน และ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มดังกล่าวกับพรรคการเมือง ผลการวิจัยชี้ว่า การก่อตั้งกลุ่มปาตานี บารู เป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างทางการเมือง คือ การเปิดพื้นที่ทางการเมืองระดับชาติ ซึ่งสวนทางกับโครงสร้างทางการเมืองที่ยังคงปิดกั้นและจำกัดสิทธิในพื้นที่ปาตานี/จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยกฎหมายพิเศษ ด้านความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง กลุ่มปาตานี บารู กำหนดเงื่อนไข 4 ประการในการพิจารณาร่วมงาน ได้แก่ การเป็นพรรคประชาธิปไตย ความสามารถในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับปาตานี อำนาจบริหารงานการเมืองในพื้นที่ และการสนับสนุนทรัพยากรในการเลือกตั้ง ทั้งนี้พบว่ากลุ่มปาตานี บารู ได้รับการยอมรับและบทบาทที่แตกต่างกันระหว่างพรรคการเมืองที่เคยร่วมงานด้วย