Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
- Keyword
-
- ASEAN-India; ASEAN Centrality; Multipolarity; Great Power Competition; Small States (1)
- Geography; Globalisation; Ulrich Beck; Risk Society; Knowledge Production (1)
- Node; หน่วยประสานเครือข่าย; คุณลักษณะของ node; งานพัฒนาสังคม; ทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการ; ประเทศไทย (1)
- Parasite; Anti-capitalism; What is (not) to be done?; Ideology; Enjoyment (1)
- กลิ่น; กลิ่นหอม; มานุษยวิทยาของกลิ่นและกลิ่นหอม; น้ำหอม; วัฒนธรรมกลิ่นหอม (1)
-
- กลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่; รูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลุ่มอำเภอ; ผู้จัดการสาธารณภัย; การลดความเสี่ยงภัย (1)
- การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น; ท้องถิ่นนิยม; ทฤษฎีการเลือกสาธารณะ; ตัวแบบการระดมมวลชนมีส่วนร่วม (1)
- การกระจายอํานาจ; ภาคีเครือข่าย; ความร่วมมือ; การมีส่วนร่วม; การอภิบาลด้านสุขภาพ; ยุทธวิธี (1)
- การจราจล; การต่อต้านจราจล; แคชเมียร์; ความมั่นคง; อินเดีย (1)
- การจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ; การวิเคราะห์เชิงสถาบัน; ระบบเตือนภัยล่วงหน้า; พายุโซนร้อนปาบึก; นครศรีธรรมราช (1)
- การจัดสวัสดิการสังคม; การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ; จังหวัดเพชรบุรีไห (1)
- การทำให้เป็นประชาธิปไตย; ระบอบผสม; อำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง; การเลือกตั้ง; การควบคุมบงการ (1)
- การทูตอีสปอร์ต; การตลาดเชิงเนื้อหา; การสร้างภาพลักษณ์ของจีน; Honor of Kings; Arena of Valor (1)
- การบังคับใช้กฎหมาย; กฎหมายไทย; พันธกรณี; ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม (1)
- การมีส่วนร่วม; การจัดการน้ำ; การอภิบาลแบบมีส่วนร่วม; น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554; ประเทศไทย (1)
- การรวมกลุ่มชาวนา; กลุ่มชาวนา; การเมืองของความยืดหยุ่นปรับตัว; นาแปลงใหญ่; กลุ่มขนาดย่อม (1)
- การรับนักเรียน; ความเหลื่อมล้ำ; การศึกษาขั้นพื้นฐาน; นโยบายสาธารณะ; การวิเคราะห์นโยบายเชิงตีความ (1)
- การสังหารหมู่; การกราดยิง; ปัญหาทางจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (1)
- การอดอาหารประท้วง; การทำร้ายตัวเองประท้วง; ความรุนแรง; ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง; การต่อต้านของพลเมือง (1)
- การอภิบาล; ธรรมาภิบาล; การวิจัย; หลักสูตรการสอนในมหาวิทยาลัย; รัฐประศาสตรศาสตร์/การบริหารรัฐกิจ (1)
- การเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม; ความหลากหลายทางวัฒนธรรม; ผู้อพยพ; เอเชียตะวันออก; ค่านิยมแห่งเอเชีย (1)
- การเมืองภายในของจีน; จีนศึกษา; พรรคคอมมิวนิสต์จีน; ระบอบอำนาจนิยมจีน; อำนาจรัฐ (1)
- ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม; คนรุ่นใหม่; การเมืองไทย; ผลสะเทือน; ผลกระทบ (1)
- ขบวนการเอกราช; คาตาโลเนีย; พื้นที่การเมือง; รัฐธรรมนูญ (1)
- คนจนเมืองหลุดระบบ; ผู้เช่าบ้าน; ห้องเช่า; ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร; ความเปราะบาง (1)
- ความคิดทางการเมือง; นโยบายการพัฒนา; อำนาจและความชอบธรรมของรัฐ; วาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์; การเมืองไทย (1)
- ความยั่งยืนขององค์กร; ปัจจัยเชิงกลยุทธ์; บทบาทภาครัฐ (1)
- ความยากจนข้ามรุ่น; เกษตรกร; การเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตร (1)
- ความยากจนข้ามรุ่น; เวลาที่รอคอย; นโยบายการศึกษาของไทย (1)
- ความรับผิดชอบ; การกำหนดนโยบาย; โควิด-19; เอเซียตะวันออกเฉียงใต้; การตอบสนองทางเศรษฐกิจ (1)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 241 - 270 of 421
Full-Text Articles in Political Science
พรรคพลังประชารัฐและการเมืองของการดึงเข้ามาเป็นพวก, จันจิรา ดิษเจริญ
พรรคพลังประชารัฐและการเมืองของการดึงเข้ามาเป็นพวก, จันจิรา ดิษเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาปฏิบัติการกลยุทธ์การดึงเข้ามาเป็นพวกโดยพรรคพลังประชารัฐ ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งภายใต้บริบทการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย คำถามในการศึกษาคือ พรรคพลังประชารัฐดึงนักการเมืองฝ่ายตรงเข้ามาเป็นพวกเพื่อรักษาและสืบทอดระบอบอำนาจนิยม ด้วยกลยุทธ์แบบใด? ใช้เครื่องมือใด? และปฏิบัติการอย่างไร? งานศึกษานี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลโดย 1) การสัมภาษณ์เชิงลึกและ 2) การศึกษาเอกสาร และวิเคราะห์ผ่านแนวคิดกลยุทธ์การดึงเข้ามาเป็นพวกของ Maria Josua ข้อค้นพบในการศึกษาคือ บริบทการเมืองที่รัฐบาล คสช. ควบคุมสถาบันรัฐธรรมนูญและกติกาการเมือง สร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม กีดกั้นผู้เห็นต่างและทำให้เป็นผู้แพ้ ใช้ทรัพยากรรัฐเอื้อให้พรรคพลังประชารัฐได้รับความนิยมในการเลือกตั้ง ปูทางให้พรรคพลังประชารัฐรักษาระบอบอำนาจนิยม ด้วยปฏิบัติการดึงเข้ามาเป็นพวกในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 ของพรรคพลังประชารัฐ ดังนี้ 1) เครือข่ายทางการเมือง 2) ตำแหน่งทางการเมือง 3) เงิน 4) นโยบายและงบประมาณ และ 5) ปัดเป่า/ยัดคดีความ และลงโทษในการเลือกตั้ง กลยุทธ์การดึงเข้ามาเป็นพวกทั้ง 5 ด้าน ทำให้พรรคพลังประชารัฐชนะการเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 และหวนคืนสถานะเป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจ
การสื่อสารทางการเมืองผ่าน Tiktok เพื่อการต่อต้านรัฐบาลบนโลกออนไลน์ ช่วงปี 2563 - 2564, นภัสวรรณ รักษาใจ
การสื่อสารทางการเมืองผ่าน Tiktok เพื่อการต่อต้านรัฐบาลบนโลกออนไลน์ ช่วงปี 2563 - 2564, นภัสวรรณ รักษาใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาการสื่อสารทางการเมืองเพื่อการต่อต้านรัฐบาลบนโลกอินเทอร์เน็ตผ่านสื่อสังคมออนไลน์ TikTok ในฐานะที่เป็นแพลตฟอร์มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองมากขึ้น โดยศึกษาวิจัยในเชิงคุณภาพด้วยแนวทางการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) และการวิจัยเอกสาร เพื่อตอบคำถามดังต่อไปนี้ ประการแรก ประเด็นปัญหาและรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาที่เครือข่ายผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลใช้ในการสื่อสารทางการเมืองผ่าน TikTok รวมถึงปัจจัยที่มีส่วนทำให้สื่อสังคมออนไลน์ TikTok ถูกนำมาใช้ในกิจกรรมทางการเมืองเพื่อการต่อต้านรัฐบาล ประการที่สอง อุดมการณ์และวาทกรรมที่ขับเคลื่อนอยู่ภายในเครือข่ายผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ปรากฏบนแพลตฟอร์ม TikTok และประการสุดท้าย กระบวนการที่ฝ่ายรัฐใช้ในการจัดการกับการต่อต้านรัฐบาลที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ออนไลน์ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบัน TikTok เป็นส่วนหนึ่งในหลาย ๆ แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่ถูกนำมาใช้สำหรับการประท้วงทางการเมืองในประเทศไทย โดย TikTok ทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวมถึง TikTok ยังมีบทบาทในการท้าทายอุดมการณ์ใหญ่ของรัฐด้วยอารมณ์ขัน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นำมาใช้สำหรับเสียดสีล้อเลียนรัฐและผู้มีอำนาจในสังคม นอกเหนือจากนี้ TikTok ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ถูกควบคุมจากรัฐต่ำกว่าแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ประเภทอื่น ๆ แม้ว่าภาครัฐจะมีความพยายามในการรับมือกับการเมืองบนอินเทอร์เน็ตด้วยการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อควบคุมการเผยแพร่เนื้อหาและการแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านรัฐบาลและสถาบันกษัตริย์ก็ตาม วิทยานิพนธ์นี้จึงชี้ให้เห็นถึงผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบของความสัมพันธ์ระหว่างอินเทอร์เน็ตกับสถาบันการเมืองและระบอบประชาธิปไตย
สงครามโลกครั้งที่ 1 กับการระบุตัวตนของสยามในสังคมระหว่างประเทศ, ศิวพล ชมภูพันธุ์
สงครามโลกครั้งที่ 1 กับการระบุตัวตนของสยามในสังคมระหว่างประเทศ, ศิวพล ชมภูพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาสงครามโลกครั้งที่ 1 กับการระบุตัวตนของสยามในสังคมระหว่างประเทศผ่านกรอบแนวคิดเรื่องสังคมระหว่างประเทศของสำนักอังกฤษและแนวคิดเรื่องการระบุตัวตนของชาติ จากการศึกษาพบว่า สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นจุดสัมฤทธิผลสูงสุดในกระบวนการระบุตัวตนของสยามในสังคมระหว่างประเทศอันเป็นผลมาจากการแสดงบทบาทระหว่างประเทศของการเป็นรัฐสมัยใหม่ อีกทั้งยังเป็นการแสดงผลของการผสมผสานความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของสถาบันระหว่างประเทศให้เป็นที่ประจักษ์แก่นานาอารยประเทศ ในอีกด้านหนึ่ง การระบุตัวตนของสยามจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ถูกนำมาใช้เป็นโอกาสในการเมืองภายในด้วยการเสริมสร้างความสำคัญให้แก่ระบอบราชาธิปไตยและการยกพระราชสถานะของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวให้สูงเด่นยิ่งขึ้น
แนวคิดว่าด้วยศีลธรรมระหว่างประเทศของ Morgenthau และ Bull : ความเหมือน ความต่าง และนัย, มุนินทร วัฒนายากร
แนวคิดว่าด้วยศีลธรรมระหว่างประเทศของ Morgenthau และ Bull : ความเหมือน ความต่าง และนัย, มุนินทร วัฒนายากร
Journal of Social Sciences
บทความชิ้นนี้ศึกษาแนวคิดว่าด้วยศีลธรรมระหว่างประเทศของ Hans J. Morgenthau และ Hedley Bull โดยมุ่งตอบคำถามว่า “ถึงแม้ว่า Morgenthau และ Bull มีสมมติฐานว่ารัฐเป็นตัวแสดงหลักในการเมืองระหว่างประเทศที่มีสภาพเป็นอนาธิปไตย และถึงแม้ว่าทั้งสองตระหนักถึงบทบาทของศีลธรรมในการเมืองระหว่างประเทศ กระนั้น Morgenthau และ Bull มีแนวคิดว่าด้วยศีลธรรมระหว่างประเทศแตกต่างกันอย่างไร?” เมื่อศึกษางานชิ้นเอกของทั้งสองอย่าง Politics Among Nations และ The Anarchical Society ประกอบกับงานที่เกี่ยวข้อง จึงพบความเหมือน 5 ประการและความแตกต่าง 8 ประการ บทความชิ้นนี้เสนอว่าสมมติฐานว่าด้วยศีลธรรมเชิงประจักษ์และการวิเคราะห์ระดับระบบระหว่างประเทศทำให้แนวคิดว่าด้วยศีลธรรมของ Bull มีความคับแคบกว่าแนวคิดของ Morgenthau ที่ตั้งอยู่บนภววิทยาของธรรมชาติมนุษย์และระดับการวิเคราะห์แบบปัจเจกและระดับรัฐ บทความชิ้นนี้ยังมุ่งตอบคำถามที่ว่า “ความแตกต่างของแนวคิดทั้งสองมีนัยอย่างไร?” โดยเลือกศึกษาแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน บทความชิ้นนี้จึงเสนอต่อไปว่าแนวคิดว่าด้วยศีลธรรมระหว่างประเทศของ Morgenthau เปิดพื้นที่ให้แก่แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนมากกว่าแนวคิดของ Bull ขณะที่แนวคิดของ Bull ระบุถึงสถาบันและกลไกระหว่างประเทศที่สามารถใช้พัฒนาแนวคิดสิทธิมนุษยชนได้มากกว่าแนวคิดของ Morgenthau
ความเชื่อเรื่องนัตกับการเมืองวัฒนธรรม : พหุวัฒนธรรมท่ามกลางกระแสความเป็นเมืองในมัณฑะเลย์, กฤติธี ศรีเกตุ
ความเชื่อเรื่องนัตกับการเมืองวัฒนธรรม : พหุวัฒนธรรมท่ามกลางกระแสความเป็นเมืองในมัณฑะเลย์, กฤติธี ศรีเกตุ
Journal of Social Sciences
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พหุวัฒนธรรมและประชาธิปไตยเชิงวัฒนธรรมผ่านพื้นที่ความเชื่อเรื่องนัตในพื้นที่มัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ผลการวิจัยพบว่าในพื้นที่ความเชื่อเรื่องนัตมีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายผู้ปกครองและฝ่ายประชาชนผู้นับถือนัต โดยฝ่ายผู้ปกครองพยายามเข้ามาควบคุมจัดการหรือกระทั่งทำลายความเชื่อเรื่องนัตในบางยุค อันเป็นลักษณะของความรุนแรงทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามการจัดการควบคุมดังกล่าวก็ไม่สามารถทำได้เด็ดขาดในระดับที่ผู้คนรู้สึกเป็นพวกเดียวกันได้ เอกภาพทางวัฒนธรรมความเชื่อไม่เคยเกิดขึ้น ปรากฏเป็นการต่อรองและการประนีประนอมอยู่เสมอ กระทั่งพื้นที่ความเชื่อเรื่องนัตสามารถเปิดรับเอาความหลากหลายเข้ามาอยู่ร่วมกัน แม้การเมืองเมียนมาปัจจุบันจะยังค่อนไปทางเผด็จการ แต่พหุวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นในพื้นที่ความเชื่อเรื่องนัต ก็จะเป็นปราการสำคัญในการป้องกันกระแสสุดโต่ง และจะเป็นพื้นฐานสำคัญรองรับกระแสการขยายตัวของเมือง ตลอดจนการพัฒนาประชาธิปไตยของเมียนมาในอนาคต
Node : หน่วยประสานเครือข่ายงานด้านการพัฒนาสังคมในมุมมองทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการ, สมพงษ์ จิตระดับ, นวพร สุนันท์ลิกานนท์
Node : หน่วยประสานเครือข่ายงานด้านการพัฒนาสังคมในมุมมองทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการ, สมพงษ์ จิตระดับ, นวพร สุนันท์ลิกานนท์
Journal of Social Sciences
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออรรถาธิบายความเป็นมาของ node หน่วยประสานเครือข่ายงานด้านการพัฒนาสังคมในประเทศไทยและอภิปรายใน 3 ประเด็น คือ 1. บทบาทและรูปแบบการทำงาน 2. องค์ประกอบด้านคุณลักษณะของ node ประกอบด้วยคุณลักษณะด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติต่อการทำงานพัฒนาสังคม และ 3. ความสัมพันธ์ของ node กับงานพัฒนาสังคมตามทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการ ผลการถอดบทเรียนการทำงานของหน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อการพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน พบว่า 1. node มีบทบาทเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยมีรูปแบบการทำงานแบบประสานความร่วมมือกับองค์กรทางสังคม 2. node ต้องมีคุณลักษณะด้านความรู้ที่หลากหลายทั้งกว้างและลึกเชิงประเด็น มีทักษะการสื่อสารเพื่อสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วม และมีอุดมการณ์ในการทำงานเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ และ 3. ความสัมพันธ์สัมพัทธ์ตามแนวคิดทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการที่ node สร้างผ่านการทำงานพัฒนาสังคมทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ข้ามองค์กรและสานเครือข่ายงานด้านการพัฒนาสังคมให้ขยายออกไปในแนวระนาบจนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในระดับปัจเจกชน พื้นที่ ตลอดจนโครงสร้างทางสังคม
Parasite And The Ideological Barriers To Emancipatory Politics, Soravis Jayanama
Parasite And The Ideological Barriers To Emancipatory Politics, Soravis Jayanama
Journal of Social Sciences
In this essay, my contention is two-fold. One, Bong Joon-ho’s f ilm Parasite (2019) is not simply about class inequality but more importantly addresses the question “what is (not) to be done?”.To appreciate this point, we have to investigate it alongside Bong’s previous f ilms, especially Snowpiercer (2013) and Okja (2017). Although these three f ilms possess vastly different storylines,they all wrestle with this burning political question from different angles: seizure of state power and revolution (Snowpiercer), “folk politics” (Okja), and neoliberal privatization of social problems (Parasite). They all implicitly demand for better or more concrete visions of systemic transformation. …
ความคิดทางการเมืองไทยในนโยบายการพัฒนา, พัด ลวางกูร
ความคิดทางการเมืองไทยในนโยบายการพัฒนา, พัด ลวางกูร
Journal of Social Sciences
เบื้องหลังของทุกนโยบายการพัฒนาประกอบด้วยความคิดทางการเมือง ซึ่งรัฐอาศัยอำนาจในการประกอบสร้าง “ความรู้” และ “แนวทาง” การพัฒนาโดยมีเป้าหมายให้เกิดผลดังเช่นที่รัฐต้องการ บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาความคิดทางการเมืองไทยในนโยบายการพัฒนา โดยอาศัยแนวทางการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์ ซึ่งตัวบทที่เลือกมาศึกษา ได้แก่ คู่มือการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศผ่านโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้ผลิตและตั้งใจถ่ายทอดเนื้อหาดังกล่าวให้ประชาชนผ่านการจัดเวทีในหมู่บ้านและชุมชนก่อนการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2562 ตัวบทดังกล่าวสะท้อนความคิดทางการเมืองของรัฐบาล คสช. ในเรื่อง 1) ประชาธิปไตยไทยนิยมและสากลนิยม 2) การเลือกตั้งคนดี 3) รัฐอุปถัมภ์ และ 4) ประชาชนเป็นผู้รับการอุปถัมภ์ ซึ่งความคิดและปฏิบัติการทางวาทกรรมของรัฐบาล คสช. เป็นการผสมผสานรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบใหม่ ด้วยหวังว่าจะสามารถรักษาความเป็นอำนาจนิยม พร้อมไปกับการได้รับการยอมรับจากประชาชน ทั้งหมดนี้สามารถเข้าใจได้ผ่านบริบททางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของนโยบายการพัฒนาของไทยตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน
อำนาจรัฐและความเข้มแข็งของระบอบอำนาจนิยมจีนในยุคปฏิรูป : การปราบปราม การกีดขวาง และการครอบงำ, อรรถวัตต์ อัศวนัดดา
อำนาจรัฐและความเข้มแข็งของระบอบอำนาจนิยมจีนในยุคปฏิรูป : การปราบปราม การกีดขวาง และการครอบงำ, อรรถวัตต์ อัศวนัดดา
Journal of Social Sciences
บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่ออธิบายเรื่องความเข้มแข็งของระบอบอำนาจนิยมภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผ่านคำถามที่ว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบอบพรรค-รัฐ ดำรงอยู่ได้ในสังคมจีน โดยหลังจากการประกาศใช้นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ประเทศจีนได้เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดชนชั้นกลางและผู้อาศัยในเขตเมืองจำนวนมาก ซึ่งเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมที่ว่านี้สอดคล้องกับแม่แบบการพัฒนาไปสู่สังคมประชาธิปไตย แต่ทว่าจวบจนถึงปัจจุบัน พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังคงอยู่ในอำนาจอย่างมีเสถียรภาพ บทความนี้เสนอข้อถกผ่านมิติของอำนาจ โดยเสนอว่าสาเหตุที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังคงปกครองประเทศจีนอยู่ได้นั้น เพราะพรรคมีอำนาจเหนือภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นและกระทบต่อพรรค โดยอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นแบ่งออกเป็น 3 มิติ มิติแรกคืออำนาจในการบังคับ ปราบปราม ผ่านการใช้กองกำลังทางการทหารและตำรวจ อำนาจมิติที่สองคืออำนาจในการกีดกันประเด็นที่สุ่มเสี่ยง อันตรายต่อการรักษาสถานภาพเดิมไม่ให้เข้าสู่กระบวนการตัดสินใจ ผ่านการคัดสรรสมาชิกพรรค การปกปิดข้อมูล ข่าวสาร และการโฆษณาชวนเชื่อ และอำนาจมิติที่สามคืออำนาจในการครอบงำทางเลือกของประชาชน ให้หลีกเลี่ยงการกระทำที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของพรรค
การควบคุมโดยพลเรือนและการสร้างความมั่นคงให้กับประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ : จากการสร้างความเป็นทหารอาชีพสู่การสร้างความเป็นพลเรือนในกองทัพ, นิธิ เนื่องจำนงค์
การควบคุมโดยพลเรือนและการสร้างความมั่นคงให้กับประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ : จากการสร้างความเป็นทหารอาชีพสู่การสร้างความเป็นพลเรือนในกองทัพ, นิธิ เนื่องจำนงค์
Journal of Social Sciences
บทความนี้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ โดยในการศึกษาจะใช้นิยามขั้นต่ำของการสร้างความมั่นคงให้กับประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับประเด็นคำถามที่ว่าประชาธิปไตยจะมีเสถียรภาพได้อย่างไร หรืออะไรคือเงื่อนไขที่เกื้อหนุนให้ประเทศประชาธิปไตยใหม่ไม่หันย้อนกลับไปสู่ระบอบเผด็จการอำนาจนิยม ข้อถกเถียงสำคัญของงานนี้คือการควบคุมโดยพลเรือนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ประชาธิปไตยในเกาหลีใต้มีความมั่นคงและยั่งยืน การดำเนินการดังกล่าวเป็นการปลดชนวนภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของประชาธิปไตยที่น่าเกรงขามมากที่สุด ในกรณีของเกาหลีใต้ กระบวนการสถาปนาการควบคุมกองทัพโดยพลเรือนเริ่มต้นจากการปลดย้ายกลุ่มนายทหารที่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและและการขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคความมั่นคงที่มุ่งเน้นหลักความเป็นมืออาชีพของกองทัพ ความพยายามที่ผลักดันทหารกลับเข้าสู่กรมกองนี้ได้แผ้วถางทางให้กับรัฐบาลพลเรือนชุดถัดมาให้ดำเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูประลอกใหม่ที่มุ่งเน้นทิศทางของการทำให้กองทัพมีความเป็นพลเรือนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่พลเรือนในกระทรวงการป้องกันประเทศ และการสนับสนุนค่านิยมแบบประชาธิปไตยในกองทัพ อาทิ หลักสิทธิมนุษยชน เป็นต้น
ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: มองผ่านภาวะผู้นำทหารในการยุติการสู้รบบ้านร่มเกล้า-บ่อแตน, พยัญชน์ เอี่ยมศิลป์
ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: มองผ่านภาวะผู้นำทหารในการยุติการสู้รบบ้านร่มเกล้า-บ่อแตน, พยัญชน์ เอี่ยมศิลป์
Journal of Social Sciences
บทความชิ้นนี้ค้นคว้าเกี่ยวกับการเจรจาโดยผู้นำลาวระดับสูงกับ จปร.7 ซึ่งในกรณีนี้มี พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ทำหน้าที่ประสานความสัมพันธ์กับเจ้าสุภานุวงศ์ สู่ข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 การศึกษาพบว่าปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างไทย-ลาว ในกรณีศึกษานี้มีที่มาจากปัญหาดังนี้ 1. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาวและการเมืองภายในไทยและลาว 2. เศรษฐกิจชายแดนที่มีการทำสัมปทานไม้โดยบริษัทไทย 3. สนธิสัญญาไม่เสมอภาค ซึ่งต้องร่วมกันแก้ไข 4. สงครามเย็นเริ่มส่อเค้าว่าจะสิ้นสุด ซึ่งจะส่งผลให้มีการเปลี่ยนขั้วการเมืองระหว่างประเทศตามมา 5. ยุทธศาสตร์ทางทหารต่อ อดีต ผ.ก.ค. “หมู่บ้านจัดตั้งฯ” 6. ตัวแสดง “สงครามสามหมู่บ้าน” เข้ามามีบทบาทซ้ำใน “บ้านร่มเกล้า” 7. ผลการสืบสิทธิ์ ตีความสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 การตีความแผนที่ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 ที่แตกต่างกับปัจจุบัน
อิสลามการเมืองในมาเลเซีย, สามารถ ทองเฝือ
อิสลามการเมืองในมาเลเซีย, สามารถ ทองเฝือ
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของอิสลามการเมืองในมาเลเซียและศึกษาถึงผลกระทบจากการใช้อิสลามการเมืองในประเทศมาเลเซียต่อการกำหนดทิศทางการวางรากฐานทางการเมืองโดยยึดแนวทางอิสลาม โดยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลบนสมมติฐานที่ว่าศาสนาอิสลามและแนวคิดอิสลามนั้นมีอิทธิพลต่อพัฒนาการด้านการเมืองในมาเลเซียหลังได้รับเอกราชอย่างไร ปัจจัยภายนอกอย่างสภาวการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกมุสลิมจากภูมิภาคอื่น ๆ นั้นส่งผลต่อการเป็นอิสลามการเมืองในมาเลเซียอย่างไร ตลอดจนมีการนำอิสลามมาบูรณาการปรับใช้อย่างไรในบริบททางการเมืองและเหตุการณ์ในแต่ละยุคสมัย ผลการวิจัยพบว่ามาเลเซียได้นำเอาอิสลามเข้ามามีส่วนกำหนดอนาคตของประเทศและอัตลักษณ์ของชาติ เพื่อสร้างพลังทางการเมืองที่เข้มแข็ง ทั้งนี้มาเลเซียยังได้ใช้สถานะความเป็นรัฐมุสลิมที่ใช้กฎหมายชารีอะห์และความเป็นหนึ่งเดียวของประชาชาติมุสลิมในการเมืองระหว่างประเทศ เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อโลกมุสลิมจนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากนานาประเทศและถือเป็นการสร้างเกียรติแก่ประเทศชาติ ถือเป็นความสำเร็จของมาเลเซียที่ได้นำเอาอิสลามมาใช้ในทางการเมืองการปกครองนับตั้งแต่ได้รับเอกราช
ความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ : สถานการณ์ สาเหตุ และการรับมือ, ปุณยวัจน์ ไตรจุฑากาญจน์
ความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ : สถานการณ์ สาเหตุ และการรับมือ, ปุณยวัจน์ ไตรจุฑากาญจน์
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยเรื่อง “ความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ: สถานการณ์ สาเหตุ และการรับมือ” เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงสถานการณ์ปัญหาความรุนแรงต่อผู้สูงอายุของสังคมไทยในปัจจุบันและสาเหตุของความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ รวมถึงแนวทางการสนับสนุนจากเครือข่ายในการป้องกันและแก้ไขความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ ดำเนินการใน 5 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี เชียงใหม่ หนองบัวลำภู และสงขลา จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 1,215 ราย ผลการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ถูกกระทำความรุนแรงทางด้านอารมณ์และจิตใจมากที่สุด ซึ่งสาเหตุความรุนแรงส่วนใหญ่มาจากภาวะความเครียดจากบุคคลที่เกี่ยวข้องอันสืบเนื่องมาจากปัญหาทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลภายในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด ซึ่งผู้กระทำความรุนแรงส่วนใหญ่มักเป็นคู่สมรส ลูกหลาน ญาติพี่น้อง คนใกล้ชิดเพื่อน และเพื่อนบ้าน ที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และแนวทางการสนับสนุนจากเครือข่ายในการป้องกันและแก้ไขความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะได้รับการสนับสนุนในด้านของการให้คำปรึกษา แนะนำ ให้กำลังใจจากสมาชิกในครอบครัว เครือญาติ เพื่อนบ้านและทีมสหวิชาชีพ
ที่มาทางสังคมของนโยบายสาธารณะ : บทสำรวจแนวความคิดและการประยุกต์ใช้, พิษณุ เสงี่ยมพงษ์
ที่มาทางสังคมของนโยบายสาธารณะ : บทสำรวจแนวความคิดและการประยุกต์ใช้, พิษณุ เสงี่ยมพงษ์
Journal of Social Sciences
บทความนี้อภิปรายปัจจัยทางสังคมที่มีผลต่อนโยบายสาธารณะ ในเบื้องแรก ความขัดแย้งระหว่างปัจเจกชนและกลุ่มหลากหลายเป็นเหตุปัจจัยของนโยบายสาธารณะที่ช่วยจัดการความขัดแย้งนั้น และความขัดแย้งบางอย่างในสังคมมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งส่งสัญญาณความจำเป็นของนโยบายสาธารณะ กลุ่มที่หลากหลายก็แข่งกันผลักดันสาระของนโยบายสาธารณะตามที่ตนต้องการ สังคมต้องการนโยบายสาธารณะเพื่อตอบสนองการแบ่งแยกชนชั้นทางสังคมและปัญหาของความไม่เท่าเทียมที่มักจะมาจากระบบของการแบ่งแยกชนชั้น และปัญหาสังคมเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ตัดสินรูปลักษณะของนโยบายสาธารณะ โดยที่ปัญหาสังคมนั้นมีความละเอียดอ่อน หรือไม่คงที่ ซึ่งหมายถึงว่าคนในสังคมมีมุมมองที่แตกต่างหลากหลายเกี่ยวกับปัญหาสังคม ดังนั้นการนิยามปัญหาและประเด็นทางสังคมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการโน้มน้าวทิศทางและสาระของนโยบาย คุณค่าและแนวความคิดล้วนมีที่ทางอยู่ในมุมมองต่อปัญหาสังคม บางคุณค่าและแนวความคิดครอบงำการนิยามประเด็นปัญหา ซึ่งก็จะกลายเป็นตัวการกำหนดสาระและทิศทางของนโยบายสาธารณะไปโดยปริยาย และสุดท้าย ความความคิดเห็นสาธารณะและผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งมีความหมายในตัวเองที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ก็เป็นตัวการกำหนดทิศทางของนโยบายสาธารณะอย่างมากได้ทั้งสองอย่าง
Ai กับการบริหารงานบุคคล, ชญานุช จาตุรจินดา
Ai กับการบริหารงานบุคคล, ชญานุช จาตุรจินดา
Journal of Social Sciences
บทความเรื่องนี้กล่าวถึงบทบาทของ AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ ในการนำมาใช้ในงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล โดยกล่าวถึงวงจรชีวิตของ AI ในกระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์และประเด็นท้าทายในการนำ AI เข้ามาใช้ในแต่ละช่วงของวงจรชีวิตไปจนถึงการนำ AI เข้ามาใช้ในกระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ คือทำหน้าที่ช่วยเหลือฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในกระบวนการทำงานตั้งแต่การรับสมัครพนักงานและคัดกรองผู้สมัคร การสัมภาษณ์ การจัดการสวัสดิการ การพัฒนาศักยภาพของพนักงาน การจัดทำเงินเดือน ไปจนถึงการประเมินผลการปฏิบัติงาน และการเลื่อนขั้นเงินเดือนของพนักงาน อย่างไรก็ตามบทความชิ้นนี้ยังชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดบางประการที่ AI ยังไม่สามารถทำหรือมีเทียบเท่ามนุษย์ได้ เช่น ทักษะทางด้านอารมณ์ (soft skills) แม้ในท้ายที่สุดต้องยอมรับว่ากิจกรรมหรืองานบางอย่าง AI ควรเข้ามาแทนที่มนุษย์ เพื่อความสะดวกและความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตามก็ยังมีกิจกรรมหรืองานบางอย่างที่ AI ไม่สามารถเข้ามาแทนที่มนุษย์ได้ แต่กำเนิดมาเพื่อเป็นเครื่องมือที่จะช่วยเหลือการทำงานของมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้น
การสำรวจเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในประเทศไทย, ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์, ชัยณรงค์ เครือนวน, จิตรา สมบัติรัตนานันท์
การสำรวจเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในประเทศไทย, ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์, ชัยณรงค์ เครือนวน, จิตรา สมบัติรัตนานันท์
Journal of Social Sciences
งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานภาพและวิพากษ์องค์ความรู้ทางด้านทฤษฎีเกี่ยวกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในปัจจุบัน รวมถึงจะเสนอแนะประเด็นวิจัยและวิธีวิทยาหลักในการขับเคลื่อนการวิจัยในอนาคต ระเบียบวิธีวิจัยที่จะใช้เป็นการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงวิพากษ์ ผลการศึกษาพบว่ามีแนวคิดเชิงทฤษฎีดังกล่าวทั้งหมด 5 แนวคิด คือ แนวคิดท้องถิ่นนิยมกระแสหลัก แนวคิดท้องถิ่นนิยมแบบใหม่ แนวคิดท้องถิ่นนิยมทวนกระแส แนวคิดทฤษฎีการเลือกสาธารณะ และแนวคิดระดมมวลชนมีส่วนร่วม เมื่อวิพากษ์ทฤษฎีกระจายอำนาจทั้ง 5 แนวคิด จะพบว่ามีจุดแข็งและจุดอ่อนด้วยกันทั้งหมด การวิจัยเพื่อการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในอนาคตควรบูรณาการประเด็นวิจัยเกี่ยวกับการออกแบบสถาบันทางการปกครอง การสร้างระบบบริหารจัดการงานสาธารณะโดยเครือข่ายชุมชน การเสริมสร้างสมรรถนะของชุมชน การกระจายอำนาจการคลังท้องถิ่น และการพัฒนาระบบบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ส่วนวิธีวิทยาในการวิจัยเพื่อกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในอนาคตควรใช้แนวการวิจัยเชิงสหวิทยาการแบบข้ามพ้นสาขา
การศึกษาวิจัยกลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่, ศิริรักษ์ สิงหเสม, วสันต์ เหลืองประภัสร์, ภัทรวุฒิ เฉยศิริ
การศึกษาวิจัยกลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่, ศิริรักษ์ สิงหเสม, วสันต์ เหลืองประภัสร์, ภัทรวุฒิ เฉยศิริ
Journal of Social Sciences
ความพยายามให้เกิดการบริหารจัดการสาธารณภัยอย่างเป็นระบบเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่รัฐบาลวางแนวทางไว้ในการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี พ.ศ. 2545 และนำไปสู่การก่อตั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยโดยมีภารกิจหน้าที่ในการจัดทำแผนแม่บท วางมาตรการ ส่งเสริมสนับสนุน การป้องกัน บรรเทาและฟื้นฟูจากสาธารณภัย บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ปัญหากลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่และเสนอตัวแบบการบริหารจัดการที่เหมาะสม จากการวิจัยกรณีศึกษา 8 จังหวัด พบข้อจำกัดของการบริหารจัดการทั้งในแง่ระบบงาน กลไก และโครงสร้าง ผลการศึกษานำมาซึ่งข้อเสนอในการกำหนดกลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่ 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด รูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลุ่มอำเภอ และรูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอำเภอ โดยรูปแบบที่เหมาะสมกับพื้นที่ตามหลักการบริหารจัดการเป็นรูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลุ่มอำเภอ เพราะมีความชัดเจนในโครงสร้างการตอบสนองภารกิจเชิงความเชี่ยวชาญและฐานะของหน่วยงานเชิงอำนาจหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ไม่มีรูปแบบใดดีที่สุดเพราะการประยุกต์ใช้ยังเกี่ยวพันกับสภาพพื้นที่และการเข้าถึง ลักษณะสาธารณภัย ประชากรและขอบเขตการปกครอง และศักยภาพของเครือข่าย นอกจากนี้การประยุกต์ใช้ยังต้องอาศัยขีดความสามารถของหน่วยปฏิบัติด้วย นำไปสู่ข้อเสนอแนะว่าขีดความสามารถของผู้จัดการสาธารณภัยเป็นเงื่อนไขของการพัฒนาการบริหารจัดการสาธารณภัย
มิติระหว่างประเทศของกระบวนการปฏิรูปทางการเมือง และเศรษฐกิจของเมียนมา (ค.ศ. 2007-2015), ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร
มิติระหว่างประเทศของกระบวนการปฏิรูปทางการเมือง และเศรษฐกิจของเมียนมา (ค.ศ. 2007-2015), ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยศึกษามิติระหว่างประเทศของกระบวนการปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจของเมียนมา ใน 3 ด้าน ได้แก่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การพัฒนาระบบการอภิบาลประชาธิปไตย และกระบวนการสันติภาพและการเจรจาปรองดอง ตลอดจนวิเคราะห์บริบทระหว่างประเทศและตัวแสดงภายนอก ได้แก่ รัฐบาลและองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ว่ามีบทบาทและอิทธิพลต่อกระบวนการประชาธิปไตยนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 ถึง ค.ศ. 2015 หรือไม่ อย่างไร โดยอาศัยการศึกษาเรื่องกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย (democratization) และการสถาปนาความมั่นคงสถาพรของระบอบประชาธิปไตย (democratic consolidation) เป็นกรอบความคิดสำคัญ การเปลี่ยนผ่านและกระบวนการประชาธิปไตยของเมียนมาถูกริเริ่ม ขับเคลื่อน และยังคงครอบงำโดยรัฐบาลทหารและกองทัพ อีกทั้งการพัฒนาประชาธิปไตยเข้มแข็ง จะยังคงขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์และความจริงจังของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กองทัพ และความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้นตัวแสดงภายนอกจึงมีอิทธิพลอย่างจำกัดในการส่งเสริมกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของเมียนมา อย่างไรก็ดี งานวิจัยพบว่าตัวแสดงภายนอกยังสามารถสนับสนุนกระบวนการปฏิรูปประเทศที่สำคัญและจำเป็นต่อการวางรากฐานเพื่อการมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งในเมียนมาได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาเชิงสถาบันและการพัฒนาท้องถิ่น
ความเชื่อในวิทยาศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ในความเชื่อ : ความเป็นไปของสภาพอากาศกับการปะทะกันของอำนาจในคำพยากรณ์, วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์
ความเชื่อในวิทยาศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ในความเชื่อ : ความเป็นไปของสภาพอากาศกับการปะทะกันของอำนาจในคำพยากรณ์, วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์
Journal of Social Sciences
แม้ว่าการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตสมัยใหม่ของผู้คนทั่วไปจะมีคำพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยากำกับแนวเป็นทาง ทว่า เหตุใดเหล่าพ่อค้าแม่ขายในตลาดนัดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครกลับปฏิเสธคำพยากรณ์ดังกล่าวของทางการและหันไปเชื่อถือปากคำของเจ้าเข้าทรงคนหนึ่งซึ่งช่วยบอกพวกเขาว่าสภาพอากาศในแต่ละวันจะเป็นอย่างไรแทน บทความพยายามตอบคำถามนี้ผ่านการแกะรอยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและให้ข้อเสนอว่าการหันไปเชื่อถือคำพยากรณ์อากาศของเจ้าเข้าทรงเป็นหนทางที่ผู้ค้าในตลาดนัดเข้าถึงอำนาจในอีกวิถีหนึ่งสำหรับต่อสู้ดิ้นรนกับกรงขังของความรู้ อันถูกสร้างขึ้นจากปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และสิทธิอำนาจของหน่วยงานทางการ อีกทั้งยังครอบทับความเป็นไปได้ในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของพวกเขา นอกจากนี้บทความยังอภิปรายมุมมองเชิงแนวคิดและทฤษฎีผ่านการทำงานภาคสนามและการทบทวนวรรณกรรมเพื่อชี้ให้เห็นถึงรูปลักษณ์อันผสมผเสของสิ่งต่าง ๆ อันนำไปสู่คำพยากรณ์อากาศทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และเชิงความเชื่อเหมือน ๆ กัน
การแก้ไขปัญหาโจรสลัดในช่องแคบมะละกา: สิงคโปร์กับรัฐที่อยู่นอกกรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการปราบปรามการกระทำที่ผิดกฎหมายต่อความปลอดภัยของการเดินเรือ ค.ศ. 1988, ภูภัฎ โรจน์ตระกูล
การแก้ไขปัญหาโจรสลัดในช่องแคบมะละกา: สิงคโปร์กับรัฐที่อยู่นอกกรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการปราบปรามการกระทำที่ผิดกฎหมายต่อความปลอดภัยของการเดินเรือ ค.ศ. 1988, ภูภัฎ โรจน์ตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินการและความร่วมมือในการจัดการปัญหาโจรสลัดและการปล้นเรือของสิงคโปร์ร่วมกับรัฐชายฝั่งในช่องแคบมะละกา จากการศึกษาด้วยการวิเคราะห์เอกสารและใช้กรอบแนวคิดเกี่ยวกับระบอบระหว่างประเทศในฐานะที่เป็นจุดประสานความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมาย ถึงผลประโยชน์ร่วมกันของรัฐ และงานวิจัยได้ข้อค้นพบดังนี้ ประการที่หนึ่ง ปัญหาโจรสลัดเป็นปัญหาที่ประเทศใดประเทศหนึ่งไม่อาจแก้ไขให้สำเร็จได้ถ้าหากไม่ได้รับความร่วมมือจากประเทศอื่น ๆ เพราะโจรสลัดและการปล้นเรือใช้ทะเลที่เป็นน่านน้ำระหว่างประเทศเป็นเส้นทางปฏิบัติการต่อเป้าหมาย ระบอบระหว่างประเทศที่เรียกว่า อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการปราบปรามการกระทำที่ผิดกฎหมายต่อความปลอดภัยของการเดินเรือ ค.ศ. 1988 (SUA Convention) จึงได้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อวางกรอบประสานความร่วมมือระหว่างประเทศสำหรับแก้ไขปัญหาดังกล่าว และประการที่สอง ประเทศที่ตั้งอยู่ในช่องแคบมะละกา มีเพียงสิงคโปร์ที่เป็นภาคีอนุสัญญาฯ ในขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย มิได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของระบอบระหว่างประเทศดังกล่าว เพราะกังวลว่าอาจกระทบต่ออธิปไตยและอัตตาณัติในการดำเนินนโยบายของตน แต่สิงคโปร์สามารถประสานความร่วมมือกับรัฐชายฝั่งเหล่านี้ได้ ในรูปแบบข้อตกลงระดับทวิภาคี และระหว่างหน่วยงานฝ่ายปฏิบัติของสิงคโปร์กับของรัฐชายฝั่งแต่ละประเทศ ประการที่สาม แม้ระบอบระหว่างประเทศจะไม่ได้มีผลบังคับต่อประเทศที่มิได้เป็นสมาชิก แต่ประเทศที่เป็นสมาชิกสามารถปรับหลักการ บรรทัดฐาน และมาตรการดำเนินการหลายอย่างที่ระบอบระหว่างประเทศวางไว้เป็นกรอบอันเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ มาเป็นแนวทางประสานความร่วมมือกับประเทศที่มิได้เป็นสมาชิก ดังเช่นที่สิงคโปร์สามารถประสานความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
นโยบายรัฐบาลอัฟกานิสถานต่อการพัฒนาสิทธิสตรีในสมัยประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซ ระหว่าง ค.ศ. 2001 - 2014, มุกขรินทร์ ลาวัณลักขณา
นโยบายรัฐบาลอัฟกานิสถานต่อการพัฒนาสิทธิสตรีในสมัยประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซ ระหว่าง ค.ศ. 2001 - 2014, มุกขรินทร์ ลาวัณลักขณา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยนี้ศึกษาและวิเคราะห์นโยบายรัฐบาลอัฟกานิสถานต่อการพัฒนาสิทธิสตรีในสมัยประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซ ภายหลังการล่มสลายของตาลีบันระหว่าง ค.ศ. 2001 – 2014 โดยใช้หลัก “วัฏจักรของบรรทัดฐาน” (Norm Life Cycle) ภายใต้แนวคิดพลวัตรของบรรทัดฐานระหว่างประเทศ (International Norm Dynamics) เป็นกรอบวิเคราะห์นโยบายของรัฐบาลอัฟกานิสถานต่อการพัฒนาสิทธิสตรี ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านการดำเนินชีวิตในสังคมและสิทธิทางการเมือง ด้านการศึกษาและการทำงาน และด้านสาธารณสุข เพื่อวิเคราะห์ว่า อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลอัฟกานิสถานในสมัยประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซ ระหว่าง ค.ศ. 2001 – 2014 ไม่สามารถดำเนินนโยบายส่งเสริมสิทธิสตรีได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความวิจัยนี้ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อตกลงระหว่างประเทศ เอกสารราชการของอัฟกานิสถาน หนังสือและบทความจากวารสารทางวิชาการที่นำเสนอเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลอัฟกานิสถานต่อการพัฒนาสิทธิสตรีในสมัยประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซ ระหว่าง ค.ศ. 2001 – 2014 รวมถึงรายงานสรุปสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อสนับสนุนข้อเสนอของบทความวิจัยนี้ คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลอัฟกานิสถานไม่สามารถดำเนินนโยบายพัฒนาสิทธิสตรีได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ ปัจจัยระดับรัฐบาลและระดับสังคม
การดำเนินนโยบายความมั่นคงของฟิลิปปินส์ต่อจีนในกรณีพิพาททะเลจีนใต้ ค.ศ.2010-2016, ณัฐเชษฐ์ เสงี่ยมพงษ์
การดำเนินนโยบายความมั่นคงของฟิลิปปินส์ต่อจีนในกรณีพิพาททะเลจีนใต้ ค.ศ.2010-2016, ณัฐเชษฐ์ เสงี่ยมพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการศึกษาการดำเนินนโยบายของประเทศจีนในการขยายอาณาเขตทางทะเลบริเวณทะเลจีนใต้ และศึกษาการดำเนินการของประเทศฟิลิปปินส์หลังจากการดำเนินการของจีนที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติทางทะเล เพื่อนำมาสู่งการวิเคราะห์การกระทำของฟิลิปปินส์หลังถูกกระทบด้านความมั่นคงจากการขยายอิทธิพลของจีนในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ ผลวิจัยพบว่าจากการที่จีนยังคงยืนยันการอ้างสิทธิ์ในกรณีพิพาททะเลจีนใต้ เป็นความพยายามที่ต้องการครอบครองทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ทะเลจีนใต้ อีกทั้งต้องการขยายเศรษฐกิจประเทศของตนเพื่อตอบสนองต่อวิสัยทัศน์ Chinese Dream ซึ่งมีความต้องการครอบครองเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ เพื่อเป็นประตูทางทะเลของประเทศออกสู่มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ส่งผลกระทบด้านความมั่นคงต่อประเทศพิพาทอย่างประเทศฟิลิปปินส์ ทำให้การดำรงชีวิตของประชาชนฟิลิปปินส์มีความไม่ปลอดภัยจากการดำรงชีพตามวิถีเดิมของตน อีกทั้งประเด็นทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อน ฟิลิปปินส์จึงต้องมียุทธศาสตร์ขึ้นมาเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในการขยายอิทธิพลทางทะเลของประเทศจีน เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันตน อีกทั้งได้พยายามสร้างพันธมิตรเพื่อสร้างความสมดุลขึ้นในระบบระหว่างประเทศ โดยได้ใช้ความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานกับมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น เข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งงานวิจัยนี้จะทำให้เห็นความพยายามของฟิลิปปินส์ที่ดำเนินนโยบายในการป้องกันประเทศในการถูกผลกระทบจากประเทศมหาอำนาจที่พยายามขยายอิทธิพล จนกระทบต่อความมั่นคงของประเทศตนเองแล้วกำหนดออกมาเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งนับได้ว่าเป็นตัวอย่างในการดำเนินการที่ดีในการป้องกันประเทศ
ปัญหาและอุปสรรคต่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมของไทยภายใต้พันธกรณีของอนุสัญญาออตตาวา, ภควุฒิ รามศิริ
ปัญหาและอุปสรรคต่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมของไทยภายใต้พันธกรณีของอนุสัญญาออตตาวา, ภควุฒิ รามศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคต่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของประเทศไทยภายใต้พันธกรณีของอนุสัญญาออตตาวา โดยเฉพาะการปฏิบัติตามพันธกรณีข้อ 5 ว่าด้วยการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ทุ่นระเบิดภายใต้เขตอำนาจหรือการควบคุมของรัฐภาคีภายในกรอบระยะเวลา 10 ปี หลังจากอนุสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้ต่อรัฐภาคี โดยจะใช้กรอบทฤษฎีประกอบสร้างนิยม (Constructivism) ในการศึกษาและวิเคราะห์ถึงปัญหาและอุปสรรคต่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมของประเทศไทยที่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้ตามพันธกรณีในอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งจากการศึกษา พบว่า อนุสัญญาที่เผยแพร่บรรทัดฐานที่เน้นมนุษย์ (Human-centric) ขัดต่อบรรทัดฐานที่เน้นรัฐ (State-centric) ที่เคยยึดถือกันมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ระบบการปกครองในแต่ละรัฐบาลของประเทศไทยให้ความสำคัญในเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดไม่เท่ากัน และเกิดความไม่ต่อเนื่องในการปฏิบัติตามบรรทัดฐาน รวมทั้งการไม่มี Norm entrepreneur ภายในประเทศเข้ามาผลักดันประเด็นปัญหานี้ได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้การรับเอาบรรทัดฐานเข้ามากลายเป็นเรื่องของการคล้อยตามทางสังคม (Social conformity) ซึ่งอยู่ในระดับรัฐที่มีการยอมรับแบบผิวเผิน และต้องการแสดงให้ประชาคมระหว่างประเทศเห็นว่าตนเองให้ความสำคัญและสามารถปฏิบัติตามบรรทัดฐานนี้ได้ เพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุเป็นหลัก นอกจากนี้ยังเกิดความขัดกันของแนวทาง (Contestation) ในการช่วยเหลือของประเทศสหรัฐอเมริกา ในกระบวนการคิดกับวิธีการกวาดล้างทุ่นระเบิดที่ไม่ตรงกับบริบทของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยมีภูมิประเทศที่แตกต่างจากประเทศฝั่งตะวันตก เช่น พื้นที่สูงชัน ป่ารกทึบ ห่างไกล และยากต่อการเข้าถึง ทั้งนี้ จึงทำให้การปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของประเทศไทยมีประสิทธิภาพน้อย และไม่สามารถปฏิบัติภารกิจให้เสร็จสิ้นได้ภายในกรอบระยะเวลา 10 ปี
นโยบายต่างประเทศของจีนต่ออัฟกานิสถาน ในช่วงหลังเหตุการณ์ 9/11, ภัทรพล รัตนวรรณ
นโยบายต่างประเทศของจีนต่ออัฟกานิสถาน ในช่วงหลังเหตุการณ์ 9/11, ภัทรพล รัตนวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษานโยบายต่างประเทศของจีนที่มีต่ออัฟกานิสถาน หลังเหตุการณ์ 9/11 โดยจะศึกษานโยบายของจีนที่เดิมมักจะได้ข้อสรุปว่า เป็นไปเพื่อการแข่งขันอิทธิพลของสหรัฐฯ และมหาอำนาจอื่น ๆ ในอัฟกานิสถานและภูมิภาคนั้น การศึกษาของสารนิพนธ์นี้จะพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นเหตุผลประกอบในการตัดสินใจดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีน ซึ่งมีทั้งจากปัจจัยภายนอกที่เกิดจากการเข้ามาของสหรัฐฯ จนอาจเป็นการแข่งขันทางอำนาจในระบบระหว่างประเทศ และจากปัจจัยภายในด้านเสถียรภาพและความมั่นคงของจีนเองที่ต้องการเสริมสร้างความเข้มแข็งของบูรณภาพแห่งดินแดนในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ผลการศึกษาพบว่าการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนต่ออัฟกานิสถานในช่วงหลังเหตุการณ์ 9/11 นั้น ปัจจัยภายในเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะบทบาทของจีนในอัฟกานิสถาน เป็นไปเพื่อการจัดการปัญหาด้านความมั่นคงภายใน การเสริมสร้างเสถียรภาพ และเพื่อรักษาฐานอำนาจความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน จากการประสบปัญหาการก่อเหตุรุนแรงเพื่อต่อต้านรัฐบาลจีนในพื้นที่เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการปกครองประเทศ ด้านสภาวะดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคจนส่งผลให้มีลักษณะของการแข่งขันอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจนั้น เป็นเพียงแต่ผลพลอยได้ที่ตามมาจากการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนเพื่อปกป้องเสถียรภาพด้านความมั่นคงภายในของจีนเอง ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของจีนที่มีต่ออัฟกานิสถาน
นโยบายต่างประเทศของฟิลิปปินส์ต่อจีนสมัยประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ในระหว่าง ค.ศ.2016-2021: ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง, กมลรัตน์ สุขิโต
นโยบายต่างประเทศของฟิลิปปินส์ต่อจีนสมัยประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ในระหว่าง ค.ศ.2016-2021: ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง, กมลรัตน์ สุขิโต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ศึกษาแนวคิดของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงกับผลประโยชน์ของชาติและเพื่อทำความเข้าใจบริบทการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาว่าเพราะเหตุใดนโยบายต่างประเทศของฟิลิปปินส์ต่อจีนในสมัยของนายดูเตอร์เตจึงเปลี่ยนท่าทีจากแข็งกร้าวเป็นประนีประนอม ในระหว่าง ค.ศ.2016-2021 สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นวิเคราะห์ข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งเอกสารวิชาการ งานวิจัย และข้อมูลข่าวในสื่อต่างๆ โดยใช้กระบวนการศึกษาสภาพทางจิตวิทยาการเมืองของผู้นำโลก (The Political Psychology of World Leaders) ของ วาลเลอรี่ ฮัดสัน (Valerie Hudson) ที่อธิบายถึงพฤติกรรมการตอบสนองทางจิตวิทยาของผู้นำที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างใดอย่างหนึ่ง ผลการศึกษาพบว่านายดูเตอร์เตปรับท่าทีหลายครั้งในนโยบายต่างประเทศต่อจีน เริ่มจากสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและสร้างสรรค์มากขึ้น พยายามมีส่วนร่วมกับจีนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และลดแรงกดดันจากกรณีพิพาททางทะเลในอดีตเมื่อเทียบกับจุดยืนที่คงความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาไว้ แต่ก็แสดงจุดยืนในเรื่องกรณีพิพาททางทะเลว่าฟิลิปปินส์จะไม่ยอมรับการดำเนินการใดๆของจีนที่จะล้ำเส้นในพื้นที่สิทธิ์ทางทะเล ความคิดและการแสดงออกในนโยบายของนายดูเตอร์เตนั้นมาจากแนวคิดชาตินิยมของเขาและความเข้าใจรับรู้ผ่านประสบการณ์ของตนเองในอดีตต่อสถานการณ์ต่างประเทศของฟิลิปปินส์ ที่นำมาตีความการตัดสินใจกำหนดนโยบายต่างประเทศโดยเลือกระบุตนเองให้เข้ากับบทบาท สถานภาพที่ต้องการ เลือกเป้าหมาย เลือกวิธีกระทำ เพื่อให้บรรลุถึงความพอใจในความเป็นตัวตนของตนเองเพราะต้องการให้ประชาชนยอมรับว่านโยบายต่างประเทศที่ดำเนินต่อจีนนั้นเหมาะสมและชอบธรรมภายใต้การเป็นผู้นำฟิลิปปินส์ของเขา
อิทธิพลของสถาบันขงจื่อในมุมมองของสหรัฐอเมริกา, สุรจักษ์ จิรปัญจวัฒน์
อิทธิพลของสถาบันขงจื่อในมุมมองของสหรัฐอเมริกา, สุรจักษ์ จิรปัญจวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษามุมมองของสหรัฐอเมริกาที่มีต่ออิทธิพลของสถาบันขงจื่อในสังคมอเมริกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจว่าเพราะเหตุใดอิทธิพลของสถาบันขงจื่อ ถึงถูกภาคการเมืองอเมริกันมองเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา จากบริบทการแข่งขันทางอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในเวทีเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อจีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่ ซึ่งเป็นการท้าทายมหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐฯ ส่งผลให้การดำเนินกิจกรรมของสถาบันขงจื่อที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากรัฐบาลอเมริกัน จนนำไปสู่การจำกัดอิทธิพลของสถาบันขงจื่อในสังคมอเมริกัน ดังนั้นผู้เขียนจะนำแนวคิดการพองตัวอย่างผิดปกติของภัยคุกคาม หรือ Threat Inflation มาอธิบายปรากฎการณ์ดังกล่าว ซึ่งจากการศึกษาพบว่าสถาบันขงจื่อที่ดำเนินกิจกรรมอยู่ทั่วสหรัฐฯ มีโครงสร้างการบริหารงานที่ถูกผูกติดกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนจนแยกไม่ออก กอปรกับสถาบันขงจื่อมีอิทธิพลเหนือกว่าสถาบันการศึกษาอเมริกัน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการในระบบการศึกษาของสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้นำสังคมอเมริกันเริ่มออกมาต่อต้านการมีอยู่ของสถาบันขงจื่อ โดยเฉพาะภาคการเมืองอเมริกันที่พยายามสร้างภาพความน่ากลัวของสถาบันขงจื่อให้ขยายตัวใหญ่ขึ้น จนนำไปสู่การสร้างมุมมองให้กับสังคมอเมริกันว่าสถาบันขงจื่ออาจจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้รัฐได้รับความชอบธรรมในการดำเนินการจำกัดอิทธิพลของสถาบันขงจื่อในสังคมอเมริกัน
นโยบาย The Great Firewall กับความสำเร็จของ Unicorn จีน, พิมพ์ใจ วรรณพงษ์
นโยบาย The Great Firewall กับความสำเร็จของ Unicorn จีน, พิมพ์ใจ วรรณพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของจีนที่มีผลต่อความสำเร็จของสตาร์ทอัพจีนระดับยูนิคอร์น (Startup Unicorn) :โดยจากการพิจารณาผ่านคำอธิบายในทฤษฎีรัฐพัฒนา (Developmental state) และแนวคิดด้านการรักษาความมั่นคงของประเทศ ปัจจัยที่สำคัญเกิดจากการที่รัฐบาลจีนต้องการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จึงสนับสนุนด้านพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศของจีนโดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จัดตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริมด้านการพัฒนาธุรกิจจนทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการขยายตัวของธุรกิจสตาร์ทอัพในจีน นอกจากนี้ ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งเกิดจากการใช้นโยบาย The Great Firewall of China ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการรักษาอำนาจอธิปไตยทางอินเตอร์เน็ต (Internet sovereignty) แต่กลับส่งผลทางอ้อมในการกีดกันบริษัทจากต่างชาติที่เป็นคู่แข่งของบริษัทสตาร์ทอัพในจีน ทำให้บริษัทสตาร์ทอัพของจีนสามารถเติบโตขึ้นเป็นระดับยูนิคอร์น
ความท้าทายของประเทศไทยในการบังคับใช้ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและ สิทธิทางการเมือง (Iccpr) ต่อเหตุการณ์ชุมนุมในสมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ.ศ.2562-2564., วิลาสินี จันทร์วุฒิวงศ์
ความท้าทายของประเทศไทยในการบังคับใช้ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและ สิทธิทางการเมือง (Iccpr) ต่อเหตุการณ์ชุมนุมในสมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ.ศ.2562-2564., วิลาสินี จันทร์วุฒิวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษา ความท้าทายของประเทศไทยในการบังคับใช้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ข้อที่21 (ICCPR) ต่อเหตุการณ์ชุมนุม ในสมัยรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ.ศ.2562-2564 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เกินกว่าความจำเป็นจากเหตุการณ์การชุมนุมในห้วงเวลานี้ และมุ่งเน้นถึงความสำคัญของหลักสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพต่อการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาและอุปสรรค อันเป็นความท้าทายของประเทศไทยในการปรับใช้กติการะหว่างประเทศ ว่าเพราะเหตุใดถึงไม่สามารถบังคับใช้กับประเทศไทยได้โดยสมบูรณ์ ต่อการเกิดขึ้นของสถานการณ์ความรุนแรงของผู้บังคับใช้กฎหมายที่ลิดรอนเสรีภาพ รวมถึงยังสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน และชีวิตของประชาชนอย่างประจักษ์ นับเป็นการละเมิดสิทธิพลเมืองภายใต้กติการะหว่างประเทศ ดังนั้นผู้เขียนจึงนำแนวคิด ระบอบระหว่างประเทศเชิงซ้อน (International regime complex) มาศึกษาถึงปรากฎการณ์ดังกล่าว ซึ่งจากการศึกษาพบว่า กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง มิได้มีความสอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศไทย เเละการไม่มีอำนาจศูนย์กลางในการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ละเมิด ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงละเมิดกติกาดังกล่าวได้ ซึ่งการไม่ยึดโยงกับเจตนารมณ์ด้านสิทธิมนุษยชนอันเป็นจุดมุ่งหมายหลักของความร่วมมือระหว่างประเทศนี้ นับเป็นความท้าทายที่สำคัญของประเทศไทย
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหราชอาณาจักรต่ออินโดแปซิฟิกภายใต้วิสัยทัศน์โกลบอลบริเตน, วริทธิ์ เสนาวัตร
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหราชอาณาจักรต่ออินโดแปซิฟิกภายใต้วิสัยทัศน์โกลบอลบริเตน, วริทธิ์ เสนาวัตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิสัยทัศน์ Global Britain กำหนดการหันเข้าหาโลกของสหราชอาณาจักรภายหลังการลาออกจากสหภาพยุโรป แผนยุทธศาสตร์องค์รวมทำให้วิสัยทัศน์ Global Britain มีความเป็นรูปธรรมากขึ้น โดยกำหนดให้สหราชอาณาจักรมีบทบาทเชิงรุกที่สำคัญในโลก ซึ่งสหราชอาณาจักรเลือกหันเหจุดเน้นทางยุทธศาสตร์มาสู่อินโดแปซิฟิกเพราะอินโดแปซิฟิกมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองมากมายต่อสหราชอาณาจักร ผ่านการประกอบสร้างความมั่นคงในอินโดแปซิฟิก สหราชอาณาจักรรับรู้ว่าจีนเป็นภัยคุกคามจากการขึ้นมามีอำนาจและความก้าวร้าวที่เพิ่มขึ้น รวมกับ ความแตกต่างระหว่างอุดมการณ์และการปฏิบัติของสหราชอาณาจักรและจีน ทำให้จีนถูกปฏิบัติเป็นภัยคุกคามจากรัฐบาลสหราชอาณาจักรผู้ประกอบสร้างความมั่นคง ซึ่งถูกส่งผ่านไปให้ผู้รับสารคือสาธารณชนสหราชอาณาจักรผ่านการรายงานของสื่อมวลชน ซึ่งสาธารณชนสหราชอาณาจักรยอมรับว่า จีนเป็นภัยคุกคาม ต่อ ความมั่นคงทางสาธาณะสุข ความมั่นคงทางไซเบอร์ เป็นภัยคุกคามต่ออุดมการณ์เสรีนิยมของสหราชอาณาจักร เมื่อประชาชนเชื่อว่าจีนเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์แห่งชาติ รัฐบาลสหราชอาณาจักรจึงมีความชอบธรรมในการเข้ามาสู่ภูมิภาคอินโดแปซิฟิกอย่างเร่งด่วน เพื่อเข้ามาปกป้องผลประโยชน์และตอบสนองต่อภัยคุกคาม การเข้ามาสู่อินโดแปซิฟิกยังได้รับการส่งเสริมจากพันธมิตรทั้ง ออสเตรเลียและสหรัฐฯ ซึ่งนำมาสู่ นโยบายต่างๆ ในการเข้ามามีบทบาทในภูมิภาค ทั้งระยะสั้น ได้แก่ การส่งกองเรือ Carrier Strike Group (CSG) และระยะยาว ได้แก่ กรอบการหันเหความสนใจมาสู่อินโดแปซิฟิก (Indo-Pacific Tilt framework)
การผลักดันนโยบายกับการพัฒนาสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Lgbtqi+) ในญี่ปุ่น ช่วงปี 2015 – 2021, รัตติกาล นุระธนะ
การผลักดันนโยบายกับการพัฒนาสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Lgbtqi+) ในญี่ปุ่น ช่วงปี 2015 – 2021, รัตติกาล นุระธนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยนี้ศึกษาถึงแนวทางหรือกลยุทธ์ในการผลักดันนโยบายกับการพัฒนาสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) ในญี่ปุ่น โดยใช้กรอบการวิเคราะห์แนวคิดเรื่องแนวทางการผลักดันนโยบาย (policy entrepreneurship) เพื่อมุ่งตอบคำถามว่า ในช่วงปี 2015 – 2021 ญี่ปุ่นมีแนวทางในการผลักดันเรื่องการยอมรับกลุ่ม LGBTQI+ กับการพัฒนาสิทธิของกลุ่ม LGBTQI+ อย่างไร บทความวิจัยนี้เสนอว่าญี่ปุ่นมีแนวทางในการผลักดันการยอมรับกลุ่ม LGBTQI+ กับการพัฒนาสิทธิของกลุ่ม LGBTQI+ โดยแบ่งออกเป็นสองแนวทาง คือ 1) ผู้ผลักดันนโยบาย (policy entrepreneurs) ซึ่งประกอบไปด้วยหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของญี่ปุ่นต่างรณรงค์ รวมกลุ่มจัดกิจกรรมเพื่อผลักดันให้มีการยอมรับกลุ่ม LGBTQI+ โดยอาศัย “ช่องโอกาส” (windows of opportunity) เป็นเครื่องมือที่กระตุ้นให้เกิดการผลักดันการยอมรับกลุ่ม LGBTQI+ 2) การใช้แรงกดดันจากการที่องค์กรระหว่างประเทศ หรือนานาชาติต่างยอมรับกลุ่ม LGBTQI+ เป็นเหตุผลข้ออ้างผลักดันให้ญี่ปุ่นดำเนินการเพื่อเป็นที่ยอมรับตามบรรทัดฐานสากล ในเรื่องนโยบายการยอมรับกลุ่ม LGBTQI+ ในประเทศ โดยใช้กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศ (Universal Periodic Review หรือ UPR) เป็นเครื่องมือกดดันเพื่อให้ญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านสิทธิต่อกลุ่ม LGBTQI+ มากขึ้นจนเป็นบรรทัดฐานใหม่ในสังคมญี่ปุ่น