Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
- Keyword
-
- รัฐธรรมนูญ (3)
- ไม่มี (3)
- กฎหมายขัดกัน (2)
- กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (2)
- กฎหมายแข่งขันทางการค้า (2)
-
- กลไกระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก (2)
- การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (2)
- การระงับข้อพิพาท (2)
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (2)
- องค์การการค้าโลก (2)
- อนุญาโตตุลาการ (2)
- ASEAN-India; ASEAN Centrality; Multipolarity; Great Power Competition; Small States (1)
- Geography; Globalisation; Ulrich Beck; Risk Society; Knowledge Production (1)
- Node; หน่วยประสานเครือข่าย; คุณลักษณะของ node; งานพัฒนาสังคม; ทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการ; ประเทศไทย (1)
- Parasite; Anti-capitalism; What is (not) to be done?; Ideology; Enjoyment (1)
- กฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศ (1)
- กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (1)
- กฎหมายต่อต้านทรัสต์ (1)
- กฎหมายปกครอง (1)
- กฎหมายป่าไม้ (1)
- กฎหมายป้องกันการผูกขาด (1)
- กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (1)
- กฎหมายระหว่างประเทศ (1)
- กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล (1)
- กฎหมายละเมิด (1)
- กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (1)
- กฎหมายหนี้ (1)
- กฎหมายอวกาศ (1)
- กฎหมายอังกฤษ (1)
- กฎหมายอาญาระหว่างประเทศ (1)
Articles 1 - 30 of 118
Full-Text Articles in Legal Studies
ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของการปฏิรูปกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไทยภายใต้อิทธิพลกฎหมายอังกฤษ (Historical Background Of The Reform Of Thai Civil Procedure Law Under The Influence Of English Law), Wiriya Kongsiriwong, Kittipob Wangkham
ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของการปฏิรูปกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไทยภายใต้อิทธิพลกฎหมายอังกฤษ (Historical Background Of The Reform Of Thai Civil Procedure Law Under The Influence Of English Law), Wiriya Kongsiriwong, Kittipob Wangkham
Chulalongkorn University Law Journal
ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากการใช้วิธีพิจารณาความแบบโบราณตามกฎหมายตราสามดวงมาสู่การจัดทำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สยามในยุคปฏิรูประบบกฎหมายได้ใช้วิธีการตรากฎหมายวิธีพิจารณาความใช้ไปพลางก่อนในการชำระคดีแพ่ง เช่น พระราชบัญญัติลักษณะพยาน ร.ศ. 113 และ พระราชบัญญัติกระบวนพิจารณาความแพ่ง ร.ศ. 115 จากการศึกษาพบว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความดังกล่าวได้รับอิทธิพลอย่างมากจากกฎหมายวิธีพิจารณาความของอังกฤษ ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น สนธิสัญญาเบาว์ริงและการเกิดขึ้นของศาลกงสุลอังกฤษ อิทธิพลของกฎหมายอังกฤษต่อนักกฎหมายชาวไทยผ่านระบบการศึกษา ตลอดจนอิทธิพลของประเทศอังกฤษเหนือดินแดนบางส่วนของสยาม แนวคิดวิธีพิจารณาความตามแบบกฎหมายอังกฤษจึงได้รับการส่งต่อเรื่อยมาในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งของไทยตั้งแต่ในอดีตจนกระทั่งในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งฉบับปัจจุบัน บทความนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาความเป็นมาเชิงประวัติศาสตร์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งของไทยตั้งแต่วิธีพิจารณาความแบบโบราณตามกฎหมายตราสามดวงจนถึงการจัดทำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลของกฎหมายอังกฤษที่มีต่อกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งของไทย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1/2568 ประโยชน์ของมารดาผู้อนุบาลขัดกับประโยชน์ของบุตรคนไร้ความสามารถที่ถึงกรรมไปก่อน (Supreme Court Decision Number 1/2568 The Interests Of A Mother, Guardian Of Her Child, Are In Conflict With Those Of The Later Who Has Passed Away), Pairojana Kampusiri
Chulalongkorn University Law Journal
ไม่มี
ความรับผิดทางอาญาของนิติบุคคลในประเทศฝรั่งเศส: วิวัฒนาการและความสำคัญทางหลักกฎหมายของแนวคิด “Personnes Morales” (Corporate Criminal Liability In France: The Evolution And Jurisprudential Significance Of The Personnes Morales Concept), Rose Charmette
Chulalongkorn University Law Journal
บทความนี้ศึกษาวิวัฒนาการของความรับผิดทางอาญาของนิติบุคคลในประเทศฝรั่งเศสผ่านแนวคิด personnes morales ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 121-2 แห่งประมวลกฎหมายอาญาฝรั่งเศส โดยศึกษาแนวคิดนี้ภายใต้กรอบของความรับผิดของนิติบุคคลต่ออาชญากรรมร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งโดยหลักแล้วกำหนดความรับผิดแก่บุคคลธรรมดาเท่านั้น คำถามวิจัยหลักของการศึกษานี้คือ แนวคิด personnes morales ของฝรั่งเศสช่วยอุดช่องว่างของความรับผิดทางอาญาในกรณีที่นิติบุคคลได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกระทำความผิดอาญาร้ายแรงตามธรรมนูญกรุงโรมได้หรือไม่ และแนวคิดนี้สามารถนำมาใช้กับความรับผิดทางอาญาระหว่างประเทศได้เพียงใด บทความได้วิเคราะห์คดีสำคัญ เช่น คดีอื้อฉาวทางเภสัชกรรม Mediator คดี Lafarge S.A. ในซีเรีย และคำพิพากษา Association Sportive ซึ่งตัดสินโดยศาลอาญาของฝรั่งเศส โดยที่ศาลได้วางหลักเกี่ยวกับเจตนาของนิติบุคคล (corporate mens rea) ผสมผสานกับความรับผิดโดยอาศัยการเป็นตัวแทนและความรับผิดโดยอิสระขององค์กร รวมถึงวิธีที่ศาลฝรั่งเศสบังคับใช้บทลงโทษกับนิติบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีการอ้างอิงเปรียบเทียบกับสหราชอาณาจักรและสวีเดนเพื่อแสดงให้เห็นแนวทางทางเลือกอื่น ๆ และเน้นย้ำว่าระบบฝรั่งเศสมีส่วนช่วยในการพัฒนาแนวคิดความรับผิดทางอาญาของนิติบุคคลอย่างไร ท้ายที่สุด บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าหลักคำสอนของ personnes morales ไม่เพียงแต่เป็นกรอบแนวคิดเชิงปฏิบัติเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางเชิงทฤษฎีที่สามารถแก้ไขปัญหาช่องว่างของความรับผิดในกฎหมายอาญาระหว่างประเทศได้และเสนอข้อคิดสำคัญสำหรับการปฏิรูปในอนาคตเพื่อเสริมสร้างความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในระดับข้ามเขตอำนาจศาล
การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยหนี้ในทางปฏิบัติให้เสร็จสิ้นครบถ้วนตามกระบวนการแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (Practical Enforcement Of The Law Of Obligations: Ensuring Complete Execution Under The Civil Procedure Law), Jutaporn Chaidejsuriya
การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยหนี้ในทางปฏิบัติให้เสร็จสิ้นครบถ้วนตามกระบวนการแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (Practical Enforcement Of The Law Of Obligations: Ensuring Complete Execution Under The Civil Procedure Law), Jutaporn Chaidejsuriya
Chulalongkorn University Law Journal
บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักกฎหมายว่าด้วยหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กับหลักเกณฑ์การเสนอคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเป็นกลไกสำคัญในการบังคับใช้สิทธิของเจ้าหนี้ในทางปฏิบัติ เนื่องจาก “หนี้” เป็นบุคคลสิทธิ เจ้าหนี้จึงไม่อาจบังคับชำระหนี้ได้ด้วยตนเอง แต่ต้องเสนอคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้ชำระหนี้ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงหลักกฎหมาย (Doctrinal Legal Research) โดยวิเคราะห์ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับหนี้ 7 ประการ ได้แก่ การบอกกล่าวลูกหนี้กับอำนาจฟ้อง การบังคับชำระหนี้ การเรียกดอกเบี้ยกรณีลูกหนี้ผิดนัด การใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ การโอนสิทธิเรียกร้อง การเพิกถอนการฉ้อฉล และอายุความบังคับจำนอง ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้จำแนกบทบัญญัติว่าด้วยหนี้ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ (1) บทบัญญัติที่มีเนื้อหาไม่ครอบคลุมเกี่ยวกับการเสนอคดี (2) บทบัญญัติที่กำหนดวิธีไว้แต่ไม่ครบถ้วนหรือมีปัญหาในการตีความ และ (3) บทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แล้วนำมาวิเคราะห์เชื่อมโยงกับบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง รวมถึงศึกษาจากตำราและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ผลการศึกษาพบว่า การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยหนี้ให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องตีความและบังคับใช้สอดคล้องกับกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้จะช่วยลดปัญหาทางปฏิบัติและเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้ศึกษากฎหมายและผู้ปฏิบัติงานในคดีแพ่ง
คำเสนอปิดผนึกเพื่อประนอมข้อพิพาทในการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (Sealed Offer In International Arbitration), Suwit Suwan
คำเสนอปิดผนึกเพื่อประนอมข้อพิพาทในการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (Sealed Offer In International Arbitration), Suwit Suwan
Chulalongkorn University Law Journal
คำชี้ขาดที่เกิดจากกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมักจะลงท้ายด้วยส่วนที่เป็นประกาศิต 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นคำชี้ขาดที่ว่าด้วยจำนวนค่าเสียหาย ค่าสินไหมทดแทนที่ฝ่ายแพ้คดีจะต้องชำระหรือใช้คืนให้แก่ฝ่ายชนะคดีหรือปฏิบัติการชำระหนี้รูปแบบอื่นให้แก่ฝ่ายที่ชนะคดี รวมเรียกว่าเป็นคำชี้ขาดในเนื้อความแห่งคดี ส่วนที่สองเป็นคำชี้ขาดในเรื่องค่าใช้จ่ายซึ่งมักกำหนดจำนวนค่าใช้จ่ายในการอนุญาโตตุลาการที่ฝ่ายแพ้คดีต้องชำระหรือใช้คืนให้แก่ฝ่ายชนะคดี เรียกว่าคำชี้ขาดในส่วนค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายในการอนุญาโตตุลาการมีจำนวนสูงขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าเทคโนโลยีจะได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องและมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการอนุญาโตตุลาการอย่างกว้างขวางก็ตาม คู่พิพาทฝ่ายที่แพ้คดีอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศนอกจากต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายของตนแล้วยังจะถูกบังคับโดยคำชี้ขาดให้เข้ารับภาระหรือชดใช้ค่าใช้จ่ายของฝ่ายที่ชนะคดีด้วย ทั้งนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ว่า “Costs follow the event” หรือ “ผู้แพ้เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย” ที่ถือปฏิบัติกันอยู่ในวงการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ หลักเกณฑ์นี้กำเนิดขึ้นในประเทศอังกฤษ ต่อมาถูกนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกทั้งในประเทศคอมมอนลอว์และประเทศซิวิลลอว์ คู่พิพาทที่หวั่นวิตกว่าจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วหากตนตกเป็นฝ่ายแพ้คดี สามารถนำเอาวิธีการยื่นคำเสนอปิดผนึกเพื่อประนอมข้อพิพาทมาใช้เป็นเครื่องมือจำกัดหรือลดค่าใช้จ่ายดังกล่าว หลักปฏิบัติในเรื่องการทำคำเสนอปิดผนึกเพื่อประนอมข้อพิพาทถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ผู้เขียนมีความประสงค์ที่จะนำเสนอหลักกฎหมายและประเพณีปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวที่แพร่หลายอยู่ในสถาบันอนุญาโตตุลาการหลักของโลกให้ผู้ประกอบธุรกิจและนักกฎหมายไทยได้รับทราบและนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์หากต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ
การพัฒนากฎหมายความรับผิดเพื่อละเมิดร่วมกันของคู่สมรสในประเทศไทย (Development Of The Tort Law On The Joint-Liability Of The Legal Spouse In Thailand), Papontee Teeraphan, Nuwat Tatu, Teerayut Paksa
การพัฒนากฎหมายความรับผิดเพื่อละเมิดร่วมกันของคู่สมรสในประเทศไทย (Development Of The Tort Law On The Joint-Liability Of The Legal Spouse In Thailand), Papontee Teeraphan, Nuwat Tatu, Teerayut Paksa
Chulalongkorn University Law Journal
บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาถึงแนวคิดและหลักความรับผิดเพื่อละเมิด โดยเฉพาะความรับผิดเพื่อละเมิดอันเกิดจากการกระทำของบุคคลอื่นอันเกิดจากข้อสันนิษฐานความรับผิดตามกฎหมายภายใต้แนวคิดที่ว่าบุคคลนั้นอาจมีส่วนผิดอยู่ด้วยในการที่เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น หรือมีความบกพร่องในการควบคุมดูแลจึงเกิดความเสียหายขึ้น การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเน้นการวิจัยเอกสารโดยศึกษาค้นคว้าจากหนังสือ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ ตลอดจนบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดเพื่อละเมิดอันเกิดจากการกระทำของบุคคลอื่นทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ โดยนำข้อมูลต่าง ๆ มาศึกษาและวิเคราะห์เพื่อนำมาพัฒนากฎหมายความรับผิดเพื่อละเมิด จากการศึกษาพบว่ากฎหมายได้กำหนดความรับผิดเพื่อละเมิดอันเกิดจากการกระทำของบุคคลอื่นเอาไว้หลายกรณีโดยพิจารณาจากความสัมพันธ์ตามกฎหมาย ตามสัญญา ตามหน้าที่ในฐานะพิเศษ เช่น ความรับผิดของนายจ้างลูกจ้าง ความรับผิดของตัวการตัวแทน ความรับผิดของบิดามารดา ความรับผิดของครูบาอาจารย์ แต่ไม่พบกรณีความรับผิดของคู่สมรส ซึ่งคู่สมรสนั้นถือว่าเป็นบุคคลที่มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันตามกฎหมายอันก่อให้เกิดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิด ด้วยเหตุนี้ จึงสมควรแก้ไขปรับปรุงกฎหมายโดยเฉพาะในเรื่องความรับผิดเพื่อละเมิดอันเกิดจากการกระทำของบุคคลอื่นของคู่สมรสเพื่อให้พัฒนาและสอดคล้องกับสภาพสังคม เพิ่มความระมัดระวังของบุคคลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องในการดำเนินชีวิตทางสังคม ตลอดจนมุ่งเยียวยาและเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างเป็นธรรมอันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายละเมิด
ภาษีทรัมป์กับองค์การการค้าโลก: ระบบการค้าเสรีแบบพหุภาคีล่มสลายแล้ว? (Trump Tariffs And The World Trade Organization: Has The Multilateral Free Trade System Collapsed?), Sakda Thanitcul
Chulalongkorn University Law Journal
แม้ว่าองค์การการค้าโลกจะไม่สามารถทำอะไรกับภาษีทรัมป์ได้และปล่อยให้สหรัฐอเมริกาขึ้นอัตราภาษีกับประเทศคู่ค้า 59 ประเทศ ในรูปแบบการเจรจาแบบทวิภาคีก็ตาม แต่ระบบการค้าเสรีแบบพหุภาคีก็อาจยังไม่ถึงขั้นล่มสลาย เนื่องจากเหตุผลสองประการ ประการแรก คือ ประเทศคู่ค้า (ยกเว้นจีนและแคนาดา) ไม่ได้ขึ้นอัตราภาษีนำเข้าตอบโต้และสัดส่วนการค้าของสหรัฐอเมริกาในการค้าโลกคิดเป็นเพียงร้อยละ 11 เท่านั้น ประการที่สอง คือ ภาษีทรัมป์ที่มีพื้นฐานแนวคิดของลัทธิกีดกันทางการค้ามีความขัดแย้งอย่างมากกับแนวคิดพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่เชื่อในการค้าเสรีแบบพหุภาคี ทำให้เชื่อได้ว่าภาษีทรัมป์จะไม่ยั่งยืนตลอดไป อย่างไรก็ตาม มี “การแตกร้าว” ในระบบการค้าเสรีแบบพหุภาคีที่มีองค์การการค้าโลกเป็นผู้กำกับดูแลและบริหารกฎเกณฑ์ กล่าวคือ การไม่มีผู้ตัดสินในองค์กรอุทธรณ์ ส่งผลให้กลไกการระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลกกลายเป็นอัมพาตและสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศเดียวที่มีสถานะเหนือประเทศสมาชิกอื่น ๆ อีก 165 ประเทศ เนื่องจากเป็นสมาชิกประเทศเดียวในองค์การการค้าโลกที่สามารถกำหนดอัตราภาษีนำเข้าได้ตามอำเภอใจโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ
การบริหารจัดการอวกาศ: บทบาทหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการในกฎหมายอวกาศและข้อพิพาทที่เกี่ยวกับอวกาศ (Galactic Governance: The Role Of Arbitration In Space Law And Space-Related Disputes), Andreas Seela
Chulalongkorn University Law Journal
กฎหมายอวกาศอันเป็นกฎหมายที่น่าจับตามองและกำลังพัฒนาในสาขากฎหมายระหว่างประเทศกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายแปลกใหม่เนื่องด้วยกิจกรรมส่วนบุคคลทางอวกาศ ซึ่งประกอบไปด้วยการปฏิบัติการของดาวเทียม การทำเหมืองอวกาศ และการท่องเที่ยวอวกาศ โดยอดีตนั้นกฎหมายอวกาศถูกพัฒนาจากการมีปฏิสัมพันธ์ทางการทูตและทางการเมืองระหว่างรัฐต่าง ๆ จนนำไปสู่ข้อพิพาทที่ถูกแก้ไขด้วยการเจรจามากกว่าการสร้างกลไกทางกฎหมายขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม การที่องค์กรเอกชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากขึ้นในกิจกรรมทางอวกาศส่งผลให้อนุญาโตตุลาการถูกนำมาใช้เป็นกลไกในการระงับข้อพิพาทแทน บทความนี้จะพินิจพิจารณาบทบาทของอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับอวกาศโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญจากมุมมองทางกฎหมายที่วิธีการระงับข้อพิพาทแบบดั้งเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ประเด็นถกเถียงจะเริ่มด้วยภาพรวมของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของกฎหมายอวกาศ รวมถึงสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องหลัก ๆ เช่น สนธิสัญญาอวกาศ อนุสัญญาความรับผิดและอนุสัญญาดวงจันทร์ จากนั้นบทความนี้จะวินิจฉัยความซับซ้อนของการอนุญาโตตุลาการในกฎหมายอวกาศ โดยจะเน้นความสำคัญไปที่ปัญหาต่าง ๆ เช่น ความรับผิด เขตอำนาจศาล การบังคับใช้ และการรักษาความลับ ยิ่งไปกว่านั้นจะกล่าวไปถึงโครงสร้างอนุญาโตตุลาการที่อาจต้องปรับเปลี่ยนในปัจจุบัน เช่น กฎเกณฑ์เสริมสำหรับการอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทเกี่ยวกับกิจกรรมทางอวกาศเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของการค้าอวกาศโดยเอกชน และจะสรุปบทความนี้ด้วยการถกเถียงแนวทางที่เป็นไปได้ในอนาคต ซึ่งรวมไปถึงการจัดตั้งองค์กรอนุญาโตตุลาการเฉพาะทางที่จะสร้างกลไกในลักษณะการระงับข้อพิพาทที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในอวกาศ การศึกษาค้นคว้านี้มุ่งที่จะแสดงข้อมูลเชิงลึกในประเด็นของกลไกทางกฎหมายที่มีอยู่นั้นเพียงพอแล้วหรือจำเป็นต้องมีการวางกลไกใหม่ที่มีความเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นใหม่ในการบริหารจัดการอวกาศ
การปฏิรูปงานแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด: การประเมินผลกระทบจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแบบบางส่วนในงานคุมประพฤติของสหราชอาณาจักร (Transforming Rehabilitation: Evaluating The Impact Of Part-Privatisation In The Probation Services Of The United Kingdom), Suphat Phoophanichjaroenkul
การปฏิรูปงานแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด: การประเมินผลกระทบจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแบบบางส่วนในงานคุมประพฤติของสหราชอาณาจักร (Transforming Rehabilitation: Evaluating The Impact Of Part-Privatisation In The Probation Services Of The United Kingdom), Suphat Phoophanichjaroenkul
Chulalongkorn University Law Journal
บทความนี้วิเคราะห์ผลลัพธ์ของนโยบาย “Transforming Rehabilitation” ซึ่งเป็นการปฏิรูปโครงสร้างงานคุมประพฤติในสหราชอาณาจักรโดยให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ภายใต้ความประสงค์ในการลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และเสริมสร้างนวัตกรรมในการบริหารจัดการผู้กระทำผิด การปฏิรูปนี้ได้มอบหมายหน้าที่โดยให้บริษัทเอกชนที่เป็นผู้รับผิดชอบในการดูแลผู้กระทำผิดที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลางผ่านวิสาหกิจเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในชุมชน (Community Rehabilitation Companies) ในขณะที่หน่วยงานคุมประพฤติแห่งชาติ (National Probation Service) ยังคงรับผิดชอบผู้กระทำผิดที่มีความเสี่ยงสูง การประยุกต์ใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น “ค่าตอบแทนตามการให้บริการ” และ “การจ่ายเงินตามผลลัพธ์” ถูกนำมาใช้เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนและคาดหวังว่าจะเกิดนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี จากการศึกษาพบว่าผลการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด ผู้ให้บริการเอกชนไม่สามารถจัดทำบริการเพื่อสนับสนุนการกลับคืนสู่สังคมได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้ผู้กระทำผิดที่ได้รับการแก้ไขฟื้นฟูไม่ได้รับความช่วยเหลือ การให้บริการงานคุมประพฤติขาดความคิดริเริ่มใหม่ และมาตรฐานงานและคุณภาพลดลง ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการขาดการทดลองนำร่องที่เพียงพอก่อนการขยายผล รวมถึงข้อบกพร่องในกระบวนการประเมินความเสี่ยง ปัญหาทางการเงินทำให้วิสาหกิจเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในชุมชนหลายแห่งล้มละลาย ผลกระทบต่อเสถียรภาพของงานคุมประพฤติและความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลง จนกลายเป็นปัจจัยให้แนวคิดการลงโทษได้รับความนิยม ขณะที่แนวทางการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในชุมชนถูกลดบทบาทลง บทความเสนอแนวทางแก้ไขที่สำคัญ ได้แก่ การจำกัดบทบาทของภาคเอกชนให้เป็นเพียงผู้สนับสนุนงานคุมประพฤติ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับหน่วยงานคุมประพฤติแห่งชาติในฐานะผู้ให้บริการในการจัดทำงานคุมประพฤติ และการออกแบบเครื่องมือทางการเงินใหม่ที่สร้างแรงจูงใจและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและภาคประชาชน นอกจากนี้ บทความยังเสนอแนะให้มีการนำร่องอย่างเป็นระบบเพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ และสร้างกลไกการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาคุณภาพบริการและสร้างความเชื่อมั่นต่องานคุมประพฤติอย่างยั่งยืน
ทำไมในความรับผิดของปัญญาประดิษฐ์ถึงควรเปลี่ยนจากทฤษฎีความผิดเป็นทฤษฎีความรับผิดขององค์กร (Why Ai Liability Should Shift From Fault-Based Theory To Enterprise Liability), Laddawan Yaimanee
ทำไมในความรับผิดของปัญญาประดิษฐ์ถึงควรเปลี่ยนจากทฤษฎีความผิดเป็นทฤษฎีความรับผิดขององค์กร (Why Ai Liability Should Shift From Fault-Based Theory To Enterprise Liability), Laddawan Yaimanee
Chulalongkorn University Law Journal
ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลอย่างมาก ทำให้เกิดปัญหาความรับผิดจากความบกพร่องของปัญญาประดิษฐ์ จากคุณสมบัติเฉพาะที่มีความซับซ้อนและความเป็นอิสระจากการควบคุมของมนุษย์ ทำให้การใช้ทฤษฎีความผิดที่มุ่งหาตัวผู้กระทำผิดมารับผิดชอบต่อความบกพร่องของปัญญาประดิษฐ์นั้นไม่เหมาะสมอีกต่อไป เนื่องจากทฤษฎีความผิดมุ่งหาผู้กระทำความผิดโดยเจตนาหรือประมาท โดยมุ่งเน้นที่ตัวบุคคลผู้กระทำผิด ทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องพิสูจน์ต่อศาลว่ามีการกระทำผิดโดยเจตนาหรือประมาทเกิดขึ้น ทั้งที่โดยคุณสมบัติของปัญญาประดิษฐ์นั้นมีความซับซ้อนทางเทคโนโลยี ผู้เสียหายไม่อาจพิสูจน์ความผิดหรือความเกี่ยวข้องระหว่างเหตุและผลของการกระทำและการตัดสินใจของปัญญาประดิษฐ์ได้โดยง่าย ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องนำทฤษฎีความรับผิดขององค์กรมาใช้ เพื่อให้ผู้ผลิตปัญญาประดิษฐ์รับผิดต่อความบกพร่องของปัญญาประดิษฐ์แม้ไม่มีความผิดเกิดขึ้นก็ตาม โดยเป็นการรับผิดในความบกพร่องชำรุดของปัญญาประดิษฐ์โดยตรง ทั้งนี้ผู้เสียหายจะมีภาระการพิสูจน์เพียงว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นมีความชำรุดบกพร่องและก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้เสียหายเท่านั้น ซึ่งหลักทฤษฎีความรับผิดขององค์กรมุ่งเน้นที่การกระจายความเสี่ยงและการคิดต้นทุนการผลิตภายในองค์กร หลักการนี้จะทำให้ผู้ผลิตสามารถคำนวณต้นทุนความเสียหายได้ล่วงหน้าและสามารถกระจายความเสี่ยงไปยังผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้บริโภคในตลาด ไม่จำต้องแบกรับภาระของต้นทุนสินค้าและความเสียหายแต่เพียงผู้เดียว ความรับผิดขององค์กรจึงเป็นความรับผิดเด็ดขาดของผู้ผลิต ซึ่งมีความเหมาะสมกับปัญญาประดิษฐ์มากกว่าการใช้ทฤษฎีความผิดแบบดั้งเดิม
เสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพตามกฎหมายลิขสิทธิ์ (Freedom Of Panorama In Copyright Law), Khanuengnit Khaosaeng
เสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพตามกฎหมายลิขสิทธิ์ (Freedom Of Panorama In Copyright Law), Khanuengnit Khaosaeng
Chulalongkorn University Law Journal
เสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพ (freedom of panorama) เป็นหลักการที่ถูกพัฒนาขึ้นในลักษณะของการเป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ เพื่อทำให้บุคคลสามารถบันทึกภาพอาคารสิ่งปลูกสร้าง ประติมากรรม หรืองานศิลปกรรมอันมีลิขสิทธิ์ที่ตั้งอยู่ถาวรในที่สาธารณะได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ หลักการนี้มุ่งที่จะสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของเจ้าของผลงานที่ตั้งอยู่ในที่สาธารณะกับประโยชน์ของสาธารณชนและคุณค่าทางศิลปะในทัศนียภาพ แม้เสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพจะได้รับการยอมรับและบัญญัติเป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ในกฎหมายหลายประเทศทั่วโลก แต่กลับไม่มีนิยามและขอบเขตที่แน่ชัดและเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งนี้การกำหนดขอบเขตของเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพให้กว้างย่อมเป็นการจำกัดสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่การให้ขอบเขตของเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพที่แคบเกินไปก็จะเป็นการจำกัดเสรีภาพของปัจเจกชนและกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ บทความวิจัยนี้นำเสนอที่มา หลักการและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพ โดยศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพตามกฎหมายในต่างประเทศจำนวน 20 ประเทศและบทบัญญัติของประเทศไทย บทความวิจัยนี้เสนอบทวิเคราะห์ในประเด็นการกำหนดขอบเขต การปรับใช้และการตีความบทบัญญัติเพื่อให้สอดคล้องกับหลักคิดพื้นฐานของเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพและหลักการกำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยคำนึงถึงการถ่วงดุลอย่างเหมาะสมระหว่างสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์กับคุณค่าของเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพในประเด็นสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การกำหนดประเภทของงานอันมีลิขสิทธิ์ที่อยู่ภายใต้ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ ลักษณะการตั้งอยู่ของงานนั้น ลักษณะการกระทำที่อนุญาตให้กระทำต่องานเหล่านั้น ขอบเขตการนำงานไปใช้ในทางพาณิชย์ และการกำหนดเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติม
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับใช้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ในประเทศไทย (Legal Problems In The Implementation Of The Arbitration Act B.E. 2545 In Thailand), Siriphat Udakarn
Chulalongkorn University Law Journal
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความเป็นมา แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอนุญาโตตุลาการของประเทศไทย โดยเปรียบเทียบกับหลักการในอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับและการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958 (อนุสัญญานิวยอร์ก) กฎหมายแม่แบบว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ กฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของสหราชอาณาจักร และกฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของสาธารณรัฐสิงคโปร์ (2) ศึกษาและเปรียบเทียบกระบวนการอนุญาโตตุลาการของประเทศไทยกับแนวปฏิบัติสากล (3) วิเคราะห์ปัญหาในการบังคับใช้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ที่เป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของกระบวนการอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย และ (4) เสนอแนะแนวทางปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสมและทันสมัยยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าเอกสารจากอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับและการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958 กฎหมายแม่แบบว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ กฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของสหราชอาณาจักร และกฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของสาธารณรัฐสิงคโปร์ ตลอดจนตำรา บทความวิชาการ คำพิพากษา งานวิจัย และวิทยานิพนธ์ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ โดยมุ่งวิเคราะห์เปรียบเทียบประเด็นสำคัญเพื่อเสนอข้อเสนอแนะในการพัฒนากฎหมายไทย ผลการวิจัยพบว่า (1) แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เช่น ทฤษฎีอำนาจรัฐ ทฤษฎีสัญญา และทฤษฎีความเป็นเอกเทศ รวมถึงหลักความเป็นอิสระของคู่กรณีและหลักพันธกรณีตามสัญญา ยังไม่ถูกประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมในประเทศไทย ทำให้กระบวนการอนุญาโตตุลาการขาดความยืดหยุ่น (2) ข้อพิพาทที่ไม่อาจเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 วรรคสอง (2) (ก) ยังไม่มีการบัญญัติให้ชัดเจน ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในการตีความ (3) หลักเกณฑ์การเพิกถอนคำชี้ขาดที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 40 วรรคสอง (2) (ข) ยังขาดแนวทางการตีความที่แน่นอน และเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจเกินจำเป็น (4) มาตรการคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 16 ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เนื่องจากต้องอาศัยข้อตกลงของคู่กรณีและขาดกลไกรองรับจากศาล และ (5) เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศที่มีกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่พัฒนาแล้ว เช่น สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐสิงคโปร์ รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับและการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958 กฎหมายแม่แบบว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ พบว่า ประเทศเหล่านี้มีแนวทางที่ส่งเสริมกระบวนการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านบทบาทของศาล การตีความนโยบายสาธารณะ และการบังคับใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งประเทศไทยควรนำมาเป็นแนวทาง โดยเฉพาะการกำหนดข้อยกเว้นของข้อพิพาทให้ชัดเจน การจำกัดขอบเขตของความสงบเรียบร้อยตามหลักนิติธรรม และการส่งเสริมบทบาทของศาลในการสนับสนุนมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อยกระดับกระบวนการอนุญาโตตุลาการของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ความเหมาะสมของการนำค่าเสียหายในเชิงลงโทษมาใช้ในบริบทของประเทศไทย (The Appropriateness Of Applying Punitive Damages In The Context Of Thailand), Sakda Thanitcul
ความเหมาะสมของการนำค่าเสียหายในเชิงลงโทษมาใช้ในบริบทของประเทศไทย (The Appropriateness Of Applying Punitive Damages In The Context Of Thailand), Sakda Thanitcul
Chulalongkorn University Law Journal
ไม่มี
ข้อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของพระภิกษุในระบบกฎหมายไทย (Restrictions On The Rights And Freedoms Of Monks In The Legal System Of Thailand), Phramaha Anuwong Mermana
ข้อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของพระภิกษุในระบบกฎหมายไทย (Restrictions On The Rights And Freedoms Of Monks In The Legal System Of Thailand), Phramaha Anuwong Mermana
Chulalongkorn University Law Journal
สิทธิและเสรีภาพของพระภิกษุในระบบกฎหมายไทยถูกจำกัดหลายประการด้วยกัน ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับที่ผ่านมามีบทบัญญัติว่าพระภิกษุเป็นผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งมาโดยตลอด ทำให้พระภิกษุไม่มีสิทธิประเภทอื่น ๆ ตามมา เช่น สิทธิในการลงประชามติ สิทธิในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายหรือแก้กฎหมาย ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 29 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ราชอาณาจักร คือ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสละสมณเพศพระภิกษุผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาได้ และกำหนด ให้องค์กรคณะสงฆ์ คือ “มหาเถรสมาคม” ออกกฎ คำสั่ง มติ ระเบียบต่าง ๆ มาบังคับใช้กับพระภิกษุ ทำให้เกิดการจำกัดสิทธิภายในคณะสงฆ์มากขึ้นเรื่อย ๆ ปรากฏว่ากฎหมายเหล่านั้นบางฉบับไม่สอดคล้องกับหลักสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน บางฉบับไม่สอดคล้องกับหลักการการจำกัดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และบางฉบับไม่สอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัยของสงฆ์ บทความนี้จึงมุ่งพิจารณาว่ากฎหมายที่ตราขึ้นมาเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพนั้นเป็นไปสอดคล้องตามหลักสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญ กฎหมายบ้านเมือง และหลักพระธรรมวินัย มีผลสัมพันธ์กันหรือไม่ และได้ศึกษาเปรียบเทียบกับพระภิกษุในประเทศพม่า และประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นพุทธศาสนาเถรวาทเช่นเดียวกับพระภิกษุในประเทศไทย เพื่อแก้ไขกฎหมายให้เหมาะสมกับพระภิกษุในสังคมไทยต่อไป
การกำกับดูแลแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีอำนาจเหนือตลาด: บทเรียนจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น (Regulation Of Dominant E-Commerce Platform: Lessons From The United States And Japan), Sakda Thanitcul
Chulalongkorn University Law Journal
จากการศึกษาเปรียบเทียบการกำกับดูแลการผูกขาดในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น ผู้เขียนได้ค้นพบว่าวัตถุประสงค์ของกฎหมายต่อต้านทรัสต์ของประเทศสหรัฐอเมริกาคือ “ประสิทธิภาพ” และ “สวัสดิการผู้บริโภค” ทำให้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่อต้านทรัสต์ของประเทศสหรัฐ อเมริกาประสบปัญหาในการกำกับดูแลการผูกขาดโดยบริษัทแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอำนาจเหนือตลาด เนื่องจากผู้บริโภคได้ประโยชน์จากการผูกขาดดังกล่าว แม้ว่าผู้มีส่วนได้เสียอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ค้าที่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprise: SME) จะถูกเอารัดเอาเปรียบก็ตาม ส่วนในประเทศญี่ปุ่น วัตถุประสงค์ของกฎหมายป้องกันการผูกขาด คือ การสนับสนุนและรักษาไว้ซึ่ง “การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม” ซึ่งหมายความรวมถึงการปกป้อง SMEs จากการถูกเอารัดเอาเปรียบและพฤติกรรมการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Trade Practices) ของบริษัทขนาดใหญ่ด้วย ส่วนวัตถุประสงค์ของกฎหมายแข่งขันทางการค้าในประเทศไทยมีความคล้ายคลึงกับประเทศญี่ปุ่น จึงมีบทบัญญัติเกี่ยวกับพฤติกรรมการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดของประเทศไทยออกกฎหมายลำดับรองเพื่อกำกับดูแลพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มตัวกลางการซื้อขาย (E-Commerce) ที่มีอำนาจเหนือตลาดในประเทศไทย
หลักความคาดหวังอันชอบธรรมในกฎหมายปกครอง: พัฒนาการ แนวคิดเชิงเปรียบเทียบ และบทวิเคราะห์สำหรับประเทศไทย (The Principle Of Legitimate Expectations In Administrative Law: Development, Comparative Concepts, And Analysis For Thailand), Paphanphon Paphangkornphurin
หลักความคาดหวังอันชอบธรรมในกฎหมายปกครอง: พัฒนาการ แนวคิดเชิงเปรียบเทียบ และบทวิเคราะห์สำหรับประเทศไทย (The Principle Of Legitimate Expectations In Administrative Law: Development, Comparative Concepts, And Analysis For Thailand), Paphanphon Paphangkornphurin
Chulalongkorn University Law Journal
หลักความคาดหวังอันชอบธรรมเป็นกลไกสำคัญในระบบกฎหมายปกครองสมัยใหม่ที่มุ่งคุ้มครองความไว้วางใจของประชาชนต่อการกระทำของรัฐ บทความนี้ศึกษาพัฒนาการและสาระสำคัญของหลักการดังกล่าวในระบบกฎหมายเปรียบเทียบ ได้แก่ ระบบกฎหมายเยอรมนีที่หลักความคาดหวังอันชอบธรรมได้รับการยอมรับเป็น “หลักรัฐธรรมนูญทั่วไป” ภายใต้หลักนิติรัฐ และเชื่อมโยงกับหลักความมั่นคงแน่นอนทางกฎหมายและหลักความได้สัดส่วน ในอังกฤษหลักนี้มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมในกระบวนการก่อนขยายไปสู่การคุ้มครองผลประโยชน์เชิงเนื้อหาโดยใช้หลักการถ่วงดุลกับประโยชน์สาธารณะ ส่วนประเทศอื่น เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา โปแลนด์ อินเดีย และฝรั่งเศส ต่างมีลักษณะการปรับใช้เฉพาะที่สะท้อนเป้าหมายร่วมกันในการจำกัดอำนาจรัฐและคุ้มครองความไว้วางใจของประชาชน สำหรับประเทศไทย ศาลปกครองไทยได้วางหลักการตีความสำคัญหลายประการทั้งการคุ้มครองเชิงเนื้อหาที่รับรองฐานะทางกฎหมายแม้คำสั่งจะถูกเพิกถอนในภายหลัง การชั่งน้ำหนักระหว่างความคาดหวังส่วนบุคคลกับประโยชน์สาธารณะ การเชื่อมโยงหลักความคาดหวังอันชอบธรรมกับหลักนิติรัฐ ข้อยกเว้นกรณีประมาทเลินเล่อร้ายแรงและการปกปิดข้อเท็จจริงที่มีสาระสำคัญ อย่างไรก็ตาม การปรับใช้ยังขาดความสม่ำเสมอในสาระสำคัญของการคุ้มครองความไว้วางใจของประชาชน บทความจึงนำเสนอแนวทางการพัฒนากฎหมายปกครองไทย ทั้งการปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ให้ครอบคลุมรูปแบบความคาดหวังที่หลากหลาย การพัฒนาแนวทางการตีความของศาลที่ยอมรับการคุ้มครองทั้งในเชิงกระบวนการและเชิงเนื้อหา และการสร้างกลไกทางกฎหมายใหม่ เช่น คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบกฎหมายปกครองไทยที่เป็นธรรม โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักนิติรัฐอย่างแท้จริง
การรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกในฐานความผิดทางอาญาร้ายแรง (Suspension Of Sentence And Suspension Of Punishment For Serious Criminal Offenses), Natha Wichien
Chulalongkorn University Law Journal
การรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 เป็นมาตรการที่มีความสำคัญในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งเป็นมาตรการที่บัญญัติขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้ศาลใช้ดุลพินิจรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษสำหรับคดีที่มีอัตราโทษจำคุกระยะสั้นหรือโทษปรับ ตามทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้ไขพฤติกรรมของผู้กระทำความผิด กล่าวคือ ในคดีความผิดอาญาที่มีโทษจำคุกหรือปรับ และศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ทั้งนี้ เพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดเล็กน้อยนั้นเข้าไปปะปนกับผู้กระทำความผิดเป็นอาจิณและเลียนแบบพฤติกรรมนั้นจนกลับมากระทำความผิดซ้ำอีก และเพื่อให้โอกาสผู้กระทำความผิดได้รู้สำนึกถึงสิ่งที่ได้กระทำลงไป รวมถึงสามารถกลับมาดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นปกติ แต่ในทางกลับกันเมื่อพิจารณาจากการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ศาลสามารถใช้ดุลพินิจได้กับทุกฐานความผิด แม้ลักษณะของฐานความผิดนั้นจะกระทบกระเทือนต่อความปลอดภัยของสังคมมากเพียงใด แต่หากโทษจำคุกที่ศาลลงมีกำหนดไม่เกิน 5 ปี ศาลก็สามารถสั่งรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษได้กับทุกกรณี ซึ่งอาจจะขัดหรือแย้งกับทฤษฎีการลงโทษทางอาญาประการอื่น กล่าวคือ ทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้แค้น การลงโทษเพื่อข่มขู่ยับยั้ง การลงโทษเพื่อตัดผู้กระทำผิดออกจากสังคมรวมถึงการลงโทษเพื่อป้องกันอาชญากรรม อันส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและการได้รับความยุติธรรมของผู้เสียหาย หรือเหยื่อในคดีอาญารวมทั้งประชาชนในสังคม เนื่องจากในบางกรณีเป็นฐานความผิดที่มีความร้ายแรง และเป็นอันตรายต่อสังคม แต่ผู้กระทำความผิดกลับไม่ถูกลงโทษ ยิ่งไปกว่านั้นอาจทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับความยุติธรรม และบุคคลทั่วไปย่อมเข้าใจว่าการกระทำร้ายแรงเช่นนั้นสามารถกระทำได้โดยไม่ต้องรับผลใด ๆ จากการกระทำดังกล่าว ฉะนั้นจึงควรปรับปรุงแก้ไข และจัดทำคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการกำหนดแนวทาง หรือข้อพิจารณาที่ผู้ใช้กฎหมายควรให้การคำนึง และให้ความสำคัญยิ่งขึ้นเกี่ยวกับฐานความผิดร้ายแรงที่ไม่ควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ เพื่อให้การลงโทษเป็นไปตามสัดส่วนของการกระทำความผิด และตรงตามทฤษฎีวัตถุประสงค์ของการลงโทษ
มาตรการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็ก: กรณีศึกษาการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลในประเทศไทย (Protective Measures On Children’S Right To Privacy: A Case Study Of Targeted Advertisement In Thailand), Janejira Daorueang
Chulalongkorn University Law Journal
การโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลส่งผลกระทบต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กทั้งในรูปแบบของการเฝ้ามองพฤติกรรมทางออนไลน์ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ การทำโปรไฟล์ หรือการนำเสนอโฆษณาที่ตอบสนองต่อความต้องการหรือลักษณะเฉพาะของตัวเด็ก สามารถชักจูงความคิดหรือกระตุ้นความต้องการของผู้รับโฆษณาได้โดยเฉพาะเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือวัตถุประสงค์อื่นใด การที่เด็กซึ่งเป็นบุคคลกลุ่มเปราะบางของสังคมอาจมีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและเครือข่ายออนไลน์และมีวิจารณญาณในการรับสื่อโฆษณาที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงจากการตกเป็นเป้าหมายของการแทรกแซงสิทธิในความเป็นส่วนตัวและการแสวงหาประโยชน์อันไม่ชอบจากการกระทำดังกล่าวได้โดยง่าย จากการศึกษาพิจารณาได้ว่า กฎหมายภายในของไทยในปัจจุบันอาจมีไม่เพียงพอสำหรับการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กจากการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลตามมาตรฐานระหว่างประเทศ ดังนั้น บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันเพื่อคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กให้สอดคล้องกับพันธกรณีของประเทศไทยที่มีอยู่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ
หลักการพัฒนาที่ยั่งยืนในกฎหมายป่าไม้ของประเทศไทย: พัฒนาการทางประวัติศาสตร์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน (The Principle Of Sustainable Development Of Thailand’S Forestry Laws: A Historical Development From Past To Present), Pawarut Jongsirirag
Chulalongkorn University Law Journal
การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) เป็นแนวคิดด้านการพัฒนาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและมีบทบาทเป็นแนวทางการพัฒนาที่ทุกประเทศนำไปปรับใช้ โดยมีนิยามว่า การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่กระทบต่อความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นอนาคต โดยมี สามเสาหลักแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน (The three pillars of sustainability) เป็นหัวใจสำคัญของหลักการ ซึ่งการบูรณาการมิติด้านการพัฒนาทั้งสามด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องกัน ซึ่งประเทศไทยมีพันธกิจในระดับสากลในการนำหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปรับใช้กับการพัฒนาภายในประเทศทุกภาคส่วน รวมถึงการจัดการป่าไม้อันเป็นทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ บทความฉบับนี้จึงเป็นการศึกษาและวิเคราะห์กฎหมายป่าไม้ของไทย โดยศึกษาในเชิงประวัติศาสตร์กฎหมายนับตั้งแต่ก่อนการก่อตั้งกรมป่าไม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงแรกเริ่มของการตรากฎหมายป่าไม้ มาจนถึงกฎหมายป่าไม้ในช่วงเวลาปัจจุบัน เพื่อชี้ให้เห็นว่ากฎหมายป่าไม้ของไทยได้นำเอาหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปรับใช้จริงและมีความสอดคล้องกับพัฒนาการของหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยปรากฏผ่านหลักการของกฎหมายป่าไม้ในหลายภาคส่วนที่แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน
นัยของพันธกรณีตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนต่อการทำหน้าที่ของศาลในการกำกับดูแลการอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ (Implications Of International Investment Agreement’S Obligations On A Supervisory Function Of Domestic Courts Over International Commercial Arbitration), Chotika Wittayawarakul
Chulalongkorn University Law Journal
บทความวิจัยนี้ศึกษาพันธกรณีภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทางตุลาการ และแนวคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับนักลงทุน เพื่อวิเคราะห์นัยของพันธกรณีของรัฐตามความตกลงดังกล่าวต่อการทำหน้าที่ของศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกำกับดูแลการอนุญาโต ตุลาการทางพาณิชย์ มีหลายคดีที่นักลงทุนกล่าวหาว่าการกระทำของศาลในการกำกับดูแลการอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ละเมิดพันธกรณีของรัฐตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน ซึ่งทำให้คณะอนุญาโตตุลาการต้องทบทวนคำพิพากษาและคำสั่งของศาลภายใน จากการศึกษาพบว่าคณะอนุญาโตตุลาการมีแนวโน้มที่จะยอมรับดุลพินิจของศาลภายใน กรณีที่ถือว่าการกระทำของศาลเป็นการละเมิดพันธกรณีตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนต้องเป็นกรณีที่การกระทำของศาลมีความบกพร่องอย่างร้ายแรงซึ่งพิจารณาจากมาตรฐานระหว่างประเทศ อนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958 มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาความรับผิดของรัฐตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน
การใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบในลักษณะการเอาเปรียบด้านการคุ้มครองข้อมูลและการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในสหรัฐอเมริกา: ปัจจัยขับเคลื่อนและท่าทีของ Ftc (ตอนที่ 1: ปัจจัยสภาพความเป็นจริงของตลาดและปัจจัยภายนอกจากสหภาพยุโรป) (Data Abuse And Exploitation As Abuse Of Dominance? The Driving Forces And The Position Of Ftc (Part I: Market Realities And European Influence As External Factor)), Pulawit Wanichsetakul
Chulalongkorn University Law Journal
ปัจจัยเรื่องสภาพความเป็นจริงของตลาดดิจิทัลที่เป็นตลาดที่ขับเคลื่อนโดยข้อมูลซึ่งทำให้ตลาดดิจิทัลมีความเสี่ยงต่อการถูกผูกขาดโดยแพลตฟอร์มรายใหญ่ และทำให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และปัจจัยภายนอกจากอิทธิพลการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าในสหภาพยุโรป เป็นปัจจัยสองประการแรกที่ผลักดันให้คณะกรรมาธิการการค้าของสหรัฐอเมริกา (FTC) มองความเกี่ยวพันระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับการป้องกันการผูกขาดในแบบบูรณาการมากขึ้นและรับเอาแนวคิดการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบในลักษณะการเอาเปรียบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลมาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดของตน ซึ่งนำไปสู่การดำเนินคดีป้องกันการผูกขาดกับดิจิทัลแพลตฟอร์มรายใหญ่ในระลอกล่าสุดนับแต่ปี 2020 เป็นต้นมา รวมถึงการดำเนินคดีกับ Facebook ของ FTC
ความรับผิดทางแพ่งของบริษัทแม่ต่อผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก (Parent Company’S Civil Liability To Victims Affected By A Subsidiary’S Hazardous Substance Contaminated Site), Patthanith Promarak
Chulalongkorn University Law Journal
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรับผิดทางแพ่งของบริษัทแม่ต่อผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก โดยเป็นการศึกษาวิจัยเอกสารจากบทบัญญัติกฎหมาย คำพิพากษาศาล หนังสือตำรา และบทความเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ยังไม่มีบทบัญญัติให้บริษัทแม่เข้ามารับผิดชอบในความเสียหายจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก หากบริษัทแม่มีส่วนร่วมในแหล่งกำเนิดมลพิษหรือกำกับดูแลบริษัทลูก แต่ขาดการยึดถือแหล่งกำเนิดมลพิษทางกายภาพหรือเจตนาเพื่อตนอย่างใดอย่างหนึ่งไป อันไม่ครบองค์ประกอบของการเป็นผู้ครอบครองที่ต้องรับผิดตามมาตรา 96 หากบริษัทแม่มีการกระทำที่ไม่คำนึงถึงความเป็นนิติบุคคลของบริษัทลูกที่ไม่ใช่การกระทำละเมิด หากแต่เป็นการใช้โครงสร้างความเป็นนิติบุคคลของบริษัทลูกในทางมิชอบ อันได้แก่ การใช้นิติบุคคลเป็นเครื่องมือเพื่อหลบเลี่ยงหรือรับหน้าที่หรือความรับผิด และการมีทรัพย์สินปะปนกัน ดังนั้น จึงสมควรกำหนดบทบัญญัติที่เกี่ยวกับความรับผิดของบริษัทแม่ภายใต้พระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อให้ผู้เสียหายในคดีมลพิษจะได้รับความเป็นธรรมในการเยียวยา
การกำหนดบทลงโทษทางปกครองและทางอาญาร่วมกันในกรณีความประมาทเลินเล่อของ ภาระผูกพันหลังการทำเหมืองขององค์กร: กรณีศึกษาเปรียบเทียบกฎระเบียบการทำเหมืองแร่ของประเทศอินโดนีเซีย ไทย และแอฟริกาใต้ (A Combined Imposition Of Administrative And Criminal Sanctions For Negligence Of Corporate Post-Mining Obligations: A Comparative Study Of Indonesian, Thailand, And South African Mining Regulations), Fachrian Rizki
Chulalongkorn University Law Journal
วิธีการทางกฎหมายอันเหมาะสมและบทบัญญัติของกฎหมายที่เพียงพอต่อการลงโทษนิติบุคลคลซึ่งละเลยหน้าที่อันต้องกระทำการหลังการขุดเหมืองแร่นั้นถือเป็นประเด็นในทางกฎหมายที่หลายประเทศทั่วโลกไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไรนัก นอกจากการละเว้นหน้าที่ดังกล่าวโดยประมาทจะส่งผลร้ายทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน บริเวณรอบพื้นที่แล้ว การกระทำดังกล่าวยังส่งผลเสียต่อตัวนิติบุคคลด้วย ในอินโดนีเซียมีผู้เห็นว่าการบังคับใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพียงอย่างเดียวก็สามารถป้องปรามการกระทำดังกล่าวได้อย่างเพียงพอ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายของอินโดนีเซียกับประเทศไทยและแอฟริกาใต้แล้ว พบว่ามีการใช้มาตรการทางอาญาควบคู่ไปกับมาตรการบังคับทางปกครอง ดังนั้น กรณีดังกล่าวจึงนำมาสู่ปัญหาของงานวิจัยฉบับนี้ว่า การบังคับใช้มาตรการทางอาญาควบคู่ไปกับมาตรการบังคับทางปกครองต่อความผิดฐานละเลยหน้าที่ที่พึงต้องกระทำหลังการขุดเหมืองแร่โดยประมาทจะมีผลสัมฤทธิ์มากกว่าการใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพียงอย่างเดียวหรือไม่ และการใช้โทษทางอาญาในความผิดฐานดังกล่าวนั้นขัดต่อหลักความได้สัดส่วนและหลักการกำหนดความผิดในทางอาญาหรือไม่ บทความวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาปัญหาดังกล่าวโดยเน้นการวิเคราะห์หลักเกณฑ์ทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และเปรียบเทียบกฎหมายของประเทศไทยและแอฟริกาใต้
ปัญหาของการตีความข้อยกเว้นด้านความมั่นคงตามมาตรา Xxi(B) ขององค์การการค้าโลก (Issues With The Interpretation Of Security Exceptions Under Article Xxi(B) Of The World Trade Organization), Nitinun Leethanakul
ปัญหาของการตีความข้อยกเว้นด้านความมั่นคงตามมาตรา Xxi(B) ขององค์การการค้าโลก (Issues With The Interpretation Of Security Exceptions Under Article Xxi(B) Of The World Trade Organization), Nitinun Leethanakul
Chulalongkorn University Law Journal
บทความวิจัยนี้ศึกษาพัฒนาการของการตีความมาตรา XXI(b) ขององค์การการค้าโลก (WTO) เกี่ยวกับข้อยกเว้นด้านความมั่นคง ตั้งแต่ยุค GATT จนถึงปัจจุบัน โดยวิเคราะห์แนวปฏิบัติและคำวินิจฉัยในการยกอ้างข้อยกเว้นนี้ ผลการศึกษาพบว่า ในยุค GATT และ WTO ตอนต้น การตีความมาตรา XXI ยังขาดความชัดเจน โดยมีการอ้างอิงข้อยกเว้นนี้น้อยมาก และในกรณีที่มีการอ้างอิง ส่วนใหญ่มักยุติด้วยการเจรจา ตกลงกันโดยไม่ผ่านกระบวนการวินิจฉัยที่จะก่อให้เกิดบรรทัดฐานหรือแนวปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ยุคสงครามการค้า การอ้างอิงข้อยกเว้นนี้ตามมาตรา XXI(b) ได้แพร่หลายมากขึ้น และคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทแห่ง WTO ได้แสดงแนวโน้มที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในหลายประเด็น เช่น การให้รัฐใช้ดุลพินิจในส่วนของบทนำและเป็นอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทในบทเฉพาะ การแบ่งองค์ประกอบของบทบัญญัติและการตีความ “ผลประโยชน์สำคัญในด้านความมั่นคง” แต่ยังคงมีประเด็นที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องการตีความ “สถานการณ์ฉุกเฉินในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” และขอบเขตการใช้ดุลพินิจของรัฐที่จะถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท
รัฐสภากับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (Parliament And The Amendment Of The Constitution For The Drafting Of A New Constitution), Narongdech Srukhosit
รัฐสภากับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (Parliament And The Amendment Of The Constitution For The Drafting Of A New Constitution), Narongdech Srukhosit
Chulalongkorn University Law Journal
ไม่มี
การกำกับดูแลบริษัทโฮลดิ้งภายใต้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 (Regulation Of Holding Companies Under The Trade Competition Act B.E. 2560), Peerapong Jongpaisalsakul
การกำกับดูแลบริษัทโฮลดิ้งภายใต้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 (Regulation Of Holding Companies Under The Trade Competition Act B.E. 2560), Peerapong Jongpaisalsakul
Chulalongkorn University Law Journal
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการกำกับดูแลบริษัทโฮลดิ้งภายใต้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายและแนวปฏิบัติของต่างประเทศ เพื่อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงกฎหมายที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย การวิจัยใช้วิธีการศึกษาเชิงเอกสาร โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบบทบัญญัติของกฎหมาย แนวปฏิบัติ และคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลบริษัทโฮลดิ้งตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และสาธารณรัฐเกาหลี ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยมีข้อจำกัดสำคัญในการกำกับดูแลบริษัทโฮลดิ้ง เนื่องจากนิยาม “ผู้ประกอบธุรกิจ” มีขอบเขตจำกัดเฉพาะผู้ที่ประกอบธุรกิจโดยตรง ทำให้ไม่ครอบคลุมถึงบริษัทโฮลดิ้งที่แม้จะมีอำนาจควบคุมบริษัทในเครือแต่มิได้ประกอบธุรกิจด้วยตนเอง ในขณะที่กฎหมายต่างประเทศมีการตีความอย่างกว้างให้ครอบคลุมถึงบริษัทที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทอื่น หรือมีบทบัญญัติเฉพาะในการกำกับดูแลบริษัทโฮลดิ้ง การวิจัยนี้จึงเสนอให้แก้ไขนิยาม “ผู้ประกอบธุรกิจ” ให้ครอบคลุมถึงบริษัทที่มีอำนาจควบคุมหรือมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบธุรกิจอื่น ปรับปรุงประกาศเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การพิจารณาความสัมพันธ์ทางนโยบายหรืออำนาจสั่งการ และออกแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการพิจารณาอำนาจควบคุมและความรับผิดของบริษัทโฮลดิ้ง เพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
การควบคุมมิให้กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ ศึกษากรณี กฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย (Constitutional Review: Study Of Conflict Of Laws Rules), Mookkrachang Charani, Awnrumpa Waiyamuk
การควบคุมมิให้กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ ศึกษากรณี กฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย (Constitutional Review: Study Of Conflict Of Laws Rules), Mookkrachang Charani, Awnrumpa Waiyamuk
Chulalongkorn University Law Journal
การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเอกสารซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นหลักดังต่อไปนี้ 1) บทบัญญัติกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายสามารถเป็นวัตถุแห่งการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของไทยได้หรือไม่ 2) บทบัญญัติกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายซึ่งกำหนดให้ใช้สัญชาติของสามีเป็นจุดเกาะเกี่ยวในความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสและให้ใช้สัญชาติของบิดาในความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและบุตรขัดหรือแย้งกับหลักความเสมอภาคระหว่างเพศตามรัฐธรรมนูญของไทยหรือไม่ จากการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 ไม่ควรอยู่นอกขอบเขตของการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการเลือกกำหนดจุดเกาะเกี่ยวของแต่ละลักษณะข้อกฎหมายล้วนได้รับอิทธิพลจากข้อความคิดที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายแพ่งและระบบคุณค่าของสังคมในขณะที่ตรากฎหมาย นอกจากนี้ ยังไม่เคยปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไทยที่เกี่ยวกับหลักความเสมอภาคระหว่างเพศว่า ศาลอาศัยเหตุผลที่ว่าระบบคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังบทบัญญัติของกฎหมายขัดต่อหลักความเสมอภาคระหว่างเพศเพื่อวินิจฉัยว่าบทบัญญัติกฎหมายใดขัดต่อหลักการดังกล่าว แต่จะต้องเป็นกรณีซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ปฏิบัติแตกต่างกันและส่งผลให้บุคคลเสียไปซึ่งสิทธิบางประการอย่างเป็นรูปธรรมด้วยเหตุแห่งเพศ ดังนั้น ผู้วิจัยเห็นว่าการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย ควรนำระบบคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังการบัญญัติกฎหมายมาพิจารณาประกอบด้วย นอกจากนี้ ควรแก้ไขจุดเกาะเกี่ยวในกฎหมายขัดกันของไทยให้เป็นกลางทางเพศโดยให้สามารถรองรับการก่อตั้งครอบครัวในบริบทของความหลากหลายทางเพศ
กลุ่มกฎหมายที่มีคุณค่าในระดับรัฐธรรมนูญ: ประสบการณ์ของระบบกฎหมายฝรั่งเศสและแนวทางการปรับใช้กับระบบกฎหมายไทย (Constitutional Bloc: France’S Experiences And Possible Applications In The Thai Legal System), Nuttawut Klaikham
Chulalongkorn University Law Journal
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ของระบบกฎหมายฝรั่งเศสในการจัดกลุ่มกฎหมายที่มีคุณค่าในระดับรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นองคาพยพในการจัดกลุ่มและพัฒนาหลักการทางรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นพลวัตให้เกิดความชัดเจนภายใต้ทฤษฎีการจัดลำดับศักดิ์ของกฎหมาย โดยผลการศึกษาพบว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้อาศัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ค.ศ. 1958 ที่กำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กรมาใช้ในการพัฒนากลุ่มกฎหมายที่มีคุณค่าในระดับรัฐธรรมนูญ โดยการวินิจฉัยให้เอกสารทางกฎหมายอื่น ๆ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มกฎหมายที่มีคุณค่าในระดับรัฐธรรมนูญ ซึ่งประสบการณ์ดังกล่าวสามารถนำมาปรับใช้กับระบบกฎหมายไทยได้ในกรณีที่ต้องมีการตีความเอกสารทางกฎหมายที่มีมาก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญให้มีสถานะดังเช่นรัฐธรรมนูญ รวมถึงการตีความหลักการทางกฎหมายที่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนแต่ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
มาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลเครื่องมือแพทย์ใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการผลิตซ้ำ (Legal Measures Of The Regulatory Framework For Remanufactured Medical Device), Wimpat Rajpradit
มาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลเครื่องมือแพทย์ใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการผลิตซ้ำ (Legal Measures Of The Regulatory Framework For Remanufactured Medical Device), Wimpat Rajpradit
Chulalongkorn University Law Journal
ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership: CPTPP) กำหนดนิยามของสินค้าใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการผลิตซ้ำ ว่าเป็นสินค้าที่มีส่วนประกอบของวัสดุเดิมที่มีการนำมาปรับแก้บางส่วนหรือทั้งหมด ทั้งมีอายุการใช้งานเท่าสินค้าใหม่และสามารถใช้งานได้เหมือนกับหรือใกล้เคียงกับสินค้าใหม่ และมีการรับประกันจากโรงงานเช่นเดียวกับสินค้าใหม่ อย่างไรก็ดี CPTPP ได้กำหนดห้ามมิให้ประเทศสมาชิกเลือกปฏิบัติต่อสินค้าดังกล่าว ซึ่งกฎหมายเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์มิได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ลักษณะดังกล่าวไว้ ดังนั้น หากประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกเป็นข้อผูกพันจะต้องยอมรับเครื่องมือแพทย์ใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการผลิตซ้ำ ก็จำเป็นต้องพิจารณาตัวอย่างการกำกับดูแลเครื่องมือแพทย์ของต่างประเทศประกอบกับการบริหารจัดการความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อผู้รับบริการสาธารณสุข บุคลากรด้านสาธารณสุข ผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือแพทย์ ตลอดจนความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เพื่อจัดทำมาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลเครื่องมือแพทย์ใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการผลิตในประเทศไทยตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตก่อนออกสู่ตลาด ระบบเฝ้าระวังและการติดตามตรวจสอบ รวมทั้งการจัดการขยะเครื่องมือแพทย์ที่เหมาะสม
การยอมรับหลักหน่วยทางเศรษฐกิจเดียวกันในฐานะหลักในการพิจารณาความเป็นผู้ประกอบธุรกิจในกฎหมายแข่งขันทางการค้า (The Acceptance Of Single Economic Entity Doctrine As A Doctrine For Verifying Undertaking Qualification In Competition Law), Kansak Bejrananda
Chulalongkorn University Law Journal
หลักหน่วยทางเศรษฐกิจเดียวกัน ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นโดยศาลสหภาพยุโรป เป็นหลักที่เอื้ออำนวยให้ผู้ใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าสามารถพิจารณาความเป็นผู้ประกอบธุรกิจและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแข่งขันทางการค้าได้อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี วิจัยฉบับนี้พบว่า พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มิได้ให้การยอมรับหลักหน่วยทางเศรษฐกิจเดียวกันในฐานะหลักในการพิจารณาความเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขนิยามของผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว เพื่อให้เกิดการยอมรับหลักหน่วยทางเศรษฐกิจเดียวกันอย่างถูกต้องและเหมาะสม