Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Legal Studies Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Legal Theory

Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 31 - 60 of 945

Full-Text Articles in Legal Studies

การปฏิรูปงานแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด: การประเมินผลกระทบจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแบบบางส่วนในงานคุมประพฤติของสหราชอาณาจักร (Transforming Rehabilitation: Evaluating The Impact Of Part-Privatisation In The Probation Services Of The United Kingdom), Suphat Phoophanichjaroenkul Mar 2026

การปฏิรูปงานแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด: การประเมินผลกระทบจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแบบบางส่วนในงานคุมประพฤติของสหราชอาณาจักร (Transforming Rehabilitation: Evaluating The Impact Of Part-Privatisation In The Probation Services Of The United Kingdom), Suphat Phoophanichjaroenkul

Chulalongkorn University Law Journal

บทความนี้วิเคราะห์ผลลัพธ์ของนโยบาย “Transforming Rehabilitation” ซึ่งเป็นการปฏิรูปโครงสร้างงานคุมประพฤติในสหราชอาณาจักรโดยให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ภายใต้ความประสงค์ในการลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และเสริมสร้างนวัตกรรมในการบริหารจัดการผู้กระทำผิด การปฏิรูปนี้ได้มอบหมายหน้าที่โดยให้บริษัทเอกชนที่เป็นผู้รับผิดชอบในการดูแลผู้กระทำผิดที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลางผ่านวิสาหกิจเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในชุมชน (Community Rehabilitation Companies) ในขณะที่หน่วยงานคุมประพฤติแห่งชาติ (National Probation Service) ยังคงรับผิดชอบผู้กระทำผิดที่มีความเสี่ยงสูง การประยุกต์ใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น “ค่าตอบแทนตามการให้บริการ” และ “การจ่ายเงินตามผลลัพธ์” ถูกนำมาใช้เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนและคาดหวังว่าจะเกิดนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี จากการศึกษาพบว่าผลการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด ผู้ให้บริการเอกชนไม่สามารถจัดทำบริการเพื่อสนับสนุนการกลับคืนสู่สังคมได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้ผู้กระทำผิดที่ได้รับการแก้ไขฟื้นฟูไม่ได้รับความช่วยเหลือ การให้บริการงานคุมประพฤติขาดความคิดริเริ่มใหม่ และมาตรฐานงานและคุณภาพลดลง ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการขาดการทดลองนำร่องที่เพียงพอก่อนการขยายผล รวมถึงข้อบกพร่องในกระบวนการประเมินความเสี่ยง ปัญหาทางการเงินทำให้วิสาหกิจเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในชุมชนหลายแห่งล้มละลาย ผลกระทบต่อเสถียรภาพของงานคุมประพฤติและความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลง จนกลายเป็นปัจจัยให้แนวคิดการลงโทษได้รับความนิยม ขณะที่แนวทางการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในชุมชนถูกลดบทบาทลง บทความเสนอแนวทางแก้ไขที่สำคัญ ได้แก่ การจำกัดบทบาทของภาคเอกชนให้เป็นเพียงผู้สนับสนุนงานคุมประพฤติ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับหน่วยงานคุมประพฤติแห่งชาติในฐานะผู้ให้บริการในการจัดทำงานคุมประพฤติ และการออกแบบเครื่องมือทางการเงินใหม่ที่สร้างแรงจูงใจและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและภาคประชาชน นอกจากนี้ บทความยังเสนอแนะให้มีการนำร่องอย่างเป็นระบบเพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ และสร้างกลไกการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาคุณภาพบริการและสร้างความเชื่อมั่นต่องานคุมประพฤติอย่างยั่งยืน


ทำไมในความรับผิดของปัญญาประดิษฐ์ถึงควรเปลี่ยนจากทฤษฎีความผิดเป็นทฤษฎีความรับผิดขององค์กร (Why Ai Liability Should Shift From Fault-Based Theory To Enterprise Liability), Laddawan Yaimanee Mar 2026

ทำไมในความรับผิดของปัญญาประดิษฐ์ถึงควรเปลี่ยนจากทฤษฎีความผิดเป็นทฤษฎีความรับผิดขององค์กร (Why Ai Liability Should Shift From Fault-Based Theory To Enterprise Liability), Laddawan Yaimanee

Chulalongkorn University Law Journal

ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลอย่างมาก ทำให้เกิดปัญหาความรับผิดจากความบกพร่องของปัญญาประดิษฐ์ จากคุณสมบัติเฉพาะที่มีความซับซ้อนและความเป็นอิสระจากการควบคุมของมนุษย์ ทำให้การใช้ทฤษฎีความผิดที่มุ่งหาตัวผู้กระทำผิดมารับผิดชอบต่อความบกพร่องของปัญญาประดิษฐ์นั้นไม่เหมาะสมอีกต่อไป เนื่องจากทฤษฎีความผิดมุ่งหาผู้กระทำความผิดโดยเจตนาหรือประมาท โดยมุ่งเน้นที่ตัวบุคคลผู้กระทำผิด ทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องพิสูจน์ต่อศาลว่ามีการกระทำผิดโดยเจตนาหรือประมาทเกิดขึ้น ทั้งที่โดยคุณสมบัติของปัญญาประดิษฐ์นั้นมีความซับซ้อนทางเทคโนโลยี ผู้เสียหายไม่อาจพิสูจน์ความผิดหรือความเกี่ยวข้องระหว่างเหตุและผลของการกระทำและการตัดสินใจของปัญญาประดิษฐ์ได้โดยง่าย ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องนำทฤษฎีความรับผิดขององค์กรมาใช้ เพื่อให้ผู้ผลิตปัญญาประดิษฐ์รับผิดต่อความบกพร่องของปัญญาประดิษฐ์แม้ไม่มีความผิดเกิดขึ้นก็ตาม โดยเป็นการรับผิดในความบกพร่องชำรุดของปัญญาประดิษฐ์โดยตรง ทั้งนี้ผู้เสียหายจะมีภาระการพิสูจน์เพียงว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นมีความชำรุดบกพร่องและก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้เสียหายเท่านั้น ซึ่งหลักทฤษฎีความรับผิดขององค์กรมุ่งเน้นที่การกระจายความเสี่ยงและการคิดต้นทุนการผลิตภายในองค์กร หลักการนี้จะทำให้ผู้ผลิตสามารถคำนวณต้นทุนความเสียหายได้ล่วงหน้าและสามารถกระจายความเสี่ยงไปยังผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้บริโภคในตลาด ไม่จำต้องแบกรับภาระของต้นทุนสินค้าและความเสียหายแต่เพียงผู้เดียว ความรับผิดขององค์กรจึงเป็นความรับผิดเด็ดขาดของผู้ผลิต ซึ่งมีความเหมาะสมกับปัญญาประดิษฐ์มากกว่าการใช้ทฤษฎีความผิดแบบดั้งเดิม


เสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพตามกฎหมายลิขสิทธิ์ (Freedom Of Panorama In Copyright Law), Khanuengnit Khaosaeng Mar 2026

เสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพตามกฎหมายลิขสิทธิ์ (Freedom Of Panorama In Copyright Law), Khanuengnit Khaosaeng

Chulalongkorn University Law Journal

เสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพ (freedom of panorama) เป็นหลักการที่ถูกพัฒนาขึ้นในลักษณะของการเป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ เพื่อทำให้บุคคลสามารถบันทึกภาพอาคารสิ่งปลูกสร้าง ประติมากรรม หรืองานศิลปกรรมอันมีลิขสิทธิ์ที่ตั้งอยู่ถาวรในที่สาธารณะได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ หลักการนี้มุ่งที่จะสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของเจ้าของผลงานที่ตั้งอยู่ในที่สาธารณะกับประโยชน์ของสาธารณชนและคุณค่าทางศิลปะในทัศนียภาพ แม้เสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพจะได้รับการยอมรับและบัญญัติเป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ในกฎหมายหลายประเทศทั่วโลก แต่กลับไม่มีนิยามและขอบเขตที่แน่ชัดและเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งนี้การกำหนดขอบเขตของเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพให้กว้างย่อมเป็นการจำกัดสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่การให้ขอบเขตของเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพที่แคบเกินไปก็จะเป็นการจำกัดเสรีภาพของปัจเจกชนและกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ บทความวิจัยนี้นำเสนอที่มา หลักการและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพ โดยศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพตามกฎหมายในต่างประเทศจำนวน 20 ประเทศและบทบัญญัติของประเทศไทย บทความวิจัยนี้เสนอบทวิเคราะห์ในประเด็นการกำหนดขอบเขต การปรับใช้และการตีความบทบัญญัติเพื่อให้สอดคล้องกับหลักคิดพื้นฐานของเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพและหลักการกำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยคำนึงถึงการถ่วงดุลอย่างเหมาะสมระหว่างสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์กับคุณค่าของเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพในประเด็นสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การกำหนดประเภทของงานอันมีลิขสิทธิ์ที่อยู่ภายใต้ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ ลักษณะการตั้งอยู่ของงานนั้น ลักษณะการกระทำที่อนุญาตให้กระทำต่องานเหล่านั้น ขอบเขตการนำงานไปใช้ในทางพาณิชย์ และการกำหนดเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติม


ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับใช้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ในประเทศไทย (Legal Problems In The Implementation Of The Arbitration Act B.E. 2545 In Thailand), Siriphat Udakarn Mar 2026

ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับใช้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ในประเทศไทย (Legal Problems In The Implementation Of The Arbitration Act B.E. 2545 In Thailand), Siriphat Udakarn

Chulalongkorn University Law Journal

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความเป็นมา แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอนุญาโตตุลาการของประเทศไทย โดยเปรียบเทียบกับหลักการในอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับและการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958 (อนุสัญญานิวยอร์ก) กฎหมายแม่แบบว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ กฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของสหราชอาณาจักร และกฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของสาธารณรัฐสิงคโปร์ (2) ศึกษาและเปรียบเทียบกระบวนการอนุญาโตตุลาการของประเทศไทยกับแนวปฏิบัติสากล (3) วิเคราะห์ปัญหาในการบังคับใช้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ที่เป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของกระบวนการอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย และ (4) เสนอแนะแนวทางปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสมและทันสมัยยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าเอกสารจากอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับและการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958 กฎหมายแม่แบบว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ กฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของสหราชอาณาจักร และกฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของสาธารณรัฐสิงคโปร์ ตลอดจนตำรา บทความวิชาการ คำพิพากษา งานวิจัย และวิทยานิพนธ์ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ โดยมุ่งวิเคราะห์เปรียบเทียบประเด็นสำคัญเพื่อเสนอข้อเสนอแนะในการพัฒนากฎหมายไทย ผลการวิจัยพบว่า (1) แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เช่น ทฤษฎีอำนาจรัฐ ทฤษฎีสัญญา และทฤษฎีความเป็นเอกเทศ รวมถึงหลักความเป็นอิสระของคู่กรณีและหลักพันธกรณีตามสัญญา ยังไม่ถูกประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมในประเทศไทย ทำให้กระบวนการอนุญาโตตุลาการขาดความยืดหยุ่น (2) ข้อพิพาทที่ไม่อาจเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 วรรคสอง (2) (ก) ยังไม่มีการบัญญัติให้ชัดเจน ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในการตีความ (3) หลักเกณฑ์การเพิกถอนคำชี้ขาดที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 40 วรรคสอง (2) (ข) ยังขาดแนวทางการตีความที่แน่นอน และเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจเกินจำเป็น (4) มาตรการคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 16 ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เนื่องจากต้องอาศัยข้อตกลงของคู่กรณีและขาดกลไกรองรับจากศาล และ (5) เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศที่มีกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่พัฒนาแล้ว เช่น สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐสิงคโปร์ รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับและการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958 กฎหมายแม่แบบว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ พบว่า ประเทศเหล่านี้มีแนวทางที่ส่งเสริมกระบวนการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านบทบาทของศาล การตีความนโยบายสาธารณะ และการบังคับใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งประเทศไทยควรนำมาเป็นแนวทาง โดยเฉพาะการกำหนดข้อยกเว้นของข้อพิพาทให้ชัดเจน การจำกัดขอบเขตของความสงบเรียบร้อยตามหลักนิติธรรม และการส่งเสริมบทบาทของศาลในการสนับสนุนมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อยกระดับกระบวนการอนุญาโตตุลาการของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล


ความเหมาะสมของการนำค่าเสียหายในเชิงลงโทษมาใช้ในบริบทของประเทศไทย (The Appropriateness Of Applying Punitive Damages In The Context Of Thailand), Sakda Thanitcul Mar 2026

ความเหมาะสมของการนำค่าเสียหายในเชิงลงโทษมาใช้ในบริบทของประเทศไทย (The Appropriateness Of Applying Punitive Damages In The Context Of Thailand), Sakda Thanitcul

Chulalongkorn University Law Journal

ไม่มี


ข้อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของพระภิกษุในระบบกฎหมายไทย (Restrictions On The Rights And Freedoms Of Monks In The Legal System Of Thailand), Phramaha Anuwong Mermana Mar 2026

ข้อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของพระภิกษุในระบบกฎหมายไทย (Restrictions On The Rights And Freedoms Of Monks In The Legal System Of Thailand), Phramaha Anuwong Mermana

Chulalongkorn University Law Journal

สิทธิและเสรีภาพของพระภิกษุในระบบกฎหมายไทยถูกจำกัดหลายประการด้วยกัน ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับที่ผ่านมามีบทบัญญัติว่าพระภิกษุเป็นผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งมาโดยตลอด ทำให้พระภิกษุไม่มีสิทธิประเภทอื่น ๆ ตามมา เช่น สิทธิในการลงประชามติ สิทธิในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายหรือแก้กฎหมาย ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 29 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ราชอาณาจักร คือ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสละสมณเพศพระภิกษุผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาได้ และกำหนด ให้องค์กรคณะสงฆ์ คือ “มหาเถรสมาคม” ออกกฎ คำสั่ง มติ ระเบียบต่าง ๆ มาบังคับใช้กับพระภิกษุ ทำให้เกิดการจำกัดสิทธิภายในคณะสงฆ์มากขึ้นเรื่อย ๆ ปรากฏว่ากฎหมายเหล่านั้นบางฉบับไม่สอดคล้องกับหลักสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน บางฉบับไม่สอดคล้องกับหลักการการจำกัดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และบางฉบับไม่สอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัยของสงฆ์ บทความนี้จึงมุ่งพิจารณาว่ากฎหมายที่ตราขึ้นมาเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพนั้นเป็นไปสอดคล้องตามหลักสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญ กฎหมายบ้านเมือง และหลักพระธรรมวินัย มีผลสัมพันธ์กันหรือไม่ และได้ศึกษาเปรียบเทียบกับพระภิกษุในประเทศพม่า และประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นพุทธศาสนาเถรวาทเช่นเดียวกับพระภิกษุในประเทศไทย เพื่อแก้ไขกฎหมายให้เหมาะสมกับพระภิกษุในสังคมไทยต่อไป


Online Recruitment For Interview Participants Impacted By The Criminal Legal System, Sarah Lageson, Carolina R. Caliman, Elsa Chen, Ericka Adams Mar 2026

Online Recruitment For Interview Participants Impacted By The Criminal Legal System, Sarah Lageson, Carolina R. Caliman, Elsa Chen, Ericka Adams

Qualitative Criminology (QC)

"As technology has altered communication, qualitative criminologists have turned to digital spaces for a cost-effective approach to recruit participants who have been impacted by the criminal legal system. This paper analyzes the limits and benefits of online recruitment, detailing our experience recruiting 93 interviewees online for a qualitative study of criminal record expungement. We compare three approaches: social media advertisements, Amazon’s crowdsourced MTurk platform, and the opt-in survey platform Prolific, and analyze the financial and labor costs associated with each. We detail our experience individually screening 685 interested participants to obtain 86 qualitative interviews suitable for analysis. Our experience shows …


Fragmented Responses: Variability In Law Enforcement And Prosecutorial Approaches To Sexual Assault Cases, Veronica Gonzalez Mar 2026

Fragmented Responses: Variability In Law Enforcement And Prosecutorial Approaches To Sexual Assault Cases, Veronica Gonzalez

Qualitative Criminology (QC)

"Sexual assault (SA) remains a pervasive issue in the United States, marked by low reporting rates, inconsistent investigations, and limited convictions. In response, researchers and practitioners have promoted a range of best practices aimed at improving law enforcement and prosecutorial responses. This qualitative study draws on interviews with 13 law enforcement agencies and 12 prosecutors' offices to explore how recommended practices—such as victim advocacy, specialized units, interagency collaboration, and case reviews—are interpreted and operationalized in the field. Findings reveal substantial variability, shaped not only by resource availability but also by leadership priorities, organizational culture, and the ambiguity of guidance documents. …


To Protect And To Serve? A Phenomenological Exploration Of Interactions Between Black Transgender Women And Law Enforcement In The Midwest, Anthony Banks, Kelli E. Canada, Erin L. Robinson, Mansoo Yu, Lynn Mie Itagaki Mar 2026

To Protect And To Serve? A Phenomenological Exploration Of Interactions Between Black Transgender Women And Law Enforcement In The Midwest, Anthony Banks, Kelli E. Canada, Erin L. Robinson, Mansoo Yu, Lynn Mie Itagaki

Qualitative Criminology (QC)

"Current research indicates transgender women of color are experiencing what is being referred to as an “epidemic of violence.” Law enforcement personnel are in a unique position to mitigate this violence among transgender women of color, however past research shows that law enforcement may in some instances perpetuate already existing violence with this population instead of preventing and intervening in these situations. This study aimed to add to the limited research by using an intersectional theoretical framework to better understand these interactions. Research questions were answered using a phenomenological research design. Data from 36 semi-structured interviews with Black transgender women …


"This Is Not A Scam!": Assessment Of An Awareness Raising Program Tackling Older Adults' Scam Victimization In A Multi-Method Study, Katalin Parti, Pamela Teaster, Susanna Rinehart, Charles Dye Mar 2026

"This Is Not A Scam!": Assessment Of An Awareness Raising Program Tackling Older Adults' Scam Victimization In A Multi-Method Study, Katalin Parti, Pamela Teaster, Susanna Rinehart, Charles Dye

Qualitative Criminology (QC)

"Interactive theatre has long been used to educate and empower communities and prevent crime across all age groups. Although older populations are disproportionately victimized through fraudulent online schemes, effective educational interventions, like interactive theatre, have not been utilized to increase crime awareness. This paper describes an explorational research project, analyzing the results of a theatre-based fraud awareness program aimed towards educating victims and their communities about scams targeting older people. The study employs a mixed-method research design to examine program impact. In applying multifaceted tools of data collection, such as survey, participant observation, and follow-up interviews, the research team identified …


Aging On Parole: A Thematic Analysis Of The Parole Officer’S Perspective, Angela Murolo Mar 2026

Aging On Parole: A Thematic Analysis Of The Parole Officer’S Perspective, Angela Murolo

Qualitative Criminology (QC)

"A growing proportion of people leaving prison are over 50 years old and will live at least temporarily under the supervision of a parole officer. While recidivism rates are lower for older people, there are physical, mental, and societal challenges that accompany advancing age that make successful reentry and reintegration a challenging experience compared to their younger counterparts. This presents novel challenges for parole officers who are tasked with supervising and counseling elderly people on parole. Surveys containing closed and open-ended questions were administered to N=25 parole officers to understand the differences in working with, counseling, and supervising older and …


Watching The Watchers: Redefining Privacy And Human Rights In Correctional Surveillance, Ianna H. Choi Feb 2026

Watching The Watchers: Redefining Privacy And Human Rights In Correctional Surveillance, Ianna H. Choi

Binghamton University Undergraduate Journal

Incarcerated individuals exist in a space where security and privacy constantly clash. This study examines how surveillance technologies—biometric monitoring, video surveillance, and electronic tracking—in correctional settings impact the privacy rights of those incarcerated. Through a review of peer-reviewed literature, and insights from informal conversations with incarcerated individuals at Broome County Jail, this research examines the ethical, legal, and social implications of surveillance in carceral facilities, focusing on how constant monitoring impacts privacy, relationships, and mental well-being. Expanding beyond jails, the study considers surveillance in state and federal prisons, evaluating its implications under the United Nations International Covenant on Civil and …


Incarcerated Youths In Canada And The United States: A Comparative Analysis, Grace A. Mastrangelo Feb 2026

Incarcerated Youths In Canada And The United States: A Comparative Analysis, Grace A. Mastrangelo

Binghamton University Undergraduate Journal

Are children, who commit adult crimes, deserving of adult punishments? According to the United Nations, not if it harms their well-being. Article 3 of the Convention on the Rights of the Child (CRC) adopted by the United Nations in November 1989, states that 1) the best interests of the child should be the primary consideration of all state actions involving children, 2) governments must allot children the protection and care necessary for their well-being, and 3) governmental institutions, services, and facilities that deal with children must uphold adequate standards for the safety, health, and supervision of children. The CRC is …


Navigating Radical Indeterminacy In The Struggle For A Global Collective Consciousness: The Question Of Eco-Justice And Law Or Universalize The Pluriverse: A Manifesto, More Or Less, Omar Auf Feb 2026

Navigating Radical Indeterminacy In The Struggle For A Global Collective Consciousness: The Question Of Eco-Justice And Law Or Universalize The Pluriverse: A Manifesto, More Or Less, Omar Auf

Theses and Dissertations

The processes of interpretation, communication, and re-interpretation leads to the emergence of an approximated collective consciousness, for which it may be struggled and contested by hegemonic. The dominant forces of this contest, capitalism and nationalism, lead to an interdivided world: one that possesses the tools to empathize with each other but is instead leading people to keep their heads down and focus on surviving their own contexts, perceived as existing within different historical times on the same timeline. This leads to legal and justice systems that fail their claim to universality and/or impartiality. Incorporating an ecological lens to justice within …


Male Disposability, Law, And Feminism, Edward Cantu Jan 2026

Male Disposability, Law, And Feminism, Edward Cantu

Faculty Works

This article explores scientific evidence that societies care more about the welfare and safety of females than that of males, and that this dynamic of "male disposability" is deeply entrenched in culture, and thus in law. The recognition and integration of male disposability theory would mean an evolutionary leap in modern theorizing about gender and the law, but it is ignored. Why? Feminist theory dominates current academic gender discourse. Far from appreciating the explanatory power of male disposability theory, feminist theorists are often invested in theorizing gendered problems in ways that mischannel compassion away from men and toward women. The …


Eroding Protections: The Decline Of Miranda Rights And Its Impact On Due Process In Contemporary America, Autumn G. Pelfrey Jan 2026

Eroding Protections: The Decline Of Miranda Rights And Its Impact On Due Process In Contemporary America, Autumn G. Pelfrey

Honors Undergraduate Theses

This thesis examines whether the protections established in Miranda v. Arizona, 384 U.S. 436 (1966), remain robust within contemporary criminal justice practice or have been weakened through doctrinal and practical developments. Miranda warnings were originally designed to mitigate the risk that coercive custodial interrogation would produce compelled or unreliable self-incrimination. Since 1966, however, both judicial interpretation and evolving law-enforcement practices have created a growing gap between Miranda’s formal legal promise and its practical operation in real-world interrogations.

The study evaluates the erosion of Miranda’s protective force through three primary mechanisms. First, doctrinal developments have narrowed Miranda’s scope by redefining …


Inside, Outside, And In Between: Black Homeplace As A Blueprint For Privacy Law, Nina-Simone Edwards Jan 2026

Inside, Outside, And In Between: Black Homeplace As A Blueprint For Privacy Law, Nina-Simone Edwards

Library Scholarship

This essay reimagines the meaning of home and privacy for Black Americans by interrogating the legal and technological systems that routinely collapse the sanctity of the homeplace. Using the no-knock warrant as a central case study, this essay illustrates how state-sanctioned intrusions transform a space of rest, memory, and self-making into a site of violence. Although Fourth Amendment doctrine purports to guard against unreasonable searches, its prevailing binary framework–distinguishing only between “inside” and “outside” the home–renders Black domestic spaces uniquely vulnerable. Drawing from Critical Race Theory, particularly its social construction thesis, this essay shows how race, law, and technology co-produce …


การกำกับดูแลแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีอำนาจเหนือตลาด: บทเรียนจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น (Regulation Of Dominant E-Commerce Platform: Lessons From The United States And Japan), Sakda Thanitcul Dec 2025

การกำกับดูแลแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีอำนาจเหนือตลาด: บทเรียนจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น (Regulation Of Dominant E-Commerce Platform: Lessons From The United States And Japan), Sakda Thanitcul

Chulalongkorn University Law Journal

จากการศึกษาเปรียบเทียบการกำกับดูแลการผูกขาดในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น ผู้เขียนได้ค้นพบว่าวัตถุประสงค์ของกฎหมายต่อต้านทรัสต์ของประเทศสหรัฐอเมริกาคือ “ประสิทธิภาพ” และ “สวัสดิการผู้บริโภค” ทำให้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่อต้านทรัสต์ของประเทศสหรัฐ อเมริกาประสบปัญหาในการกำกับดูแลการผูกขาดโดยบริษัทแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอำนาจเหนือตลาด เนื่องจากผู้บริโภคได้ประโยชน์จากการผูกขาดดังกล่าว แม้ว่าผู้มีส่วนได้เสียอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ค้าที่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprise: SME) จะถูกเอารัดเอาเปรียบก็ตาม ส่วนในประเทศญี่ปุ่น วัตถุประสงค์ของกฎหมายป้องกันการผูกขาด คือ การสนับสนุนและรักษาไว้ซึ่ง “การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม” ซึ่งหมายความรวมถึงการปกป้อง SMEs จากการถูกเอารัดเอาเปรียบและพฤติกรรมการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Trade Practices) ของบริษัทขนาดใหญ่ด้วย ส่วนวัตถุประสงค์ของกฎหมายแข่งขันทางการค้าในประเทศไทยมีความคล้ายคลึงกับประเทศญี่ปุ่น จึงมีบทบัญญัติเกี่ยวกับพฤติกรรมการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดของประเทศไทยออกกฎหมายลำดับรองเพื่อกำกับดูแลพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มตัวกลางการซื้อขาย (E-Commerce) ที่มีอำนาจเหนือตลาดในประเทศไทย


หลักความคาดหวังอันชอบธรรมในกฎหมายปกครอง: พัฒนาการ แนวคิดเชิงเปรียบเทียบ และบทวิเคราะห์สำหรับประเทศไทย (The Principle Of Legitimate Expectations In Administrative Law: Development, Comparative Concepts, And Analysis For Thailand), Paphanphon Paphangkornphurin Dec 2025

หลักความคาดหวังอันชอบธรรมในกฎหมายปกครอง: พัฒนาการ แนวคิดเชิงเปรียบเทียบ และบทวิเคราะห์สำหรับประเทศไทย (The Principle Of Legitimate Expectations In Administrative Law: Development, Comparative Concepts, And Analysis For Thailand), Paphanphon Paphangkornphurin

Chulalongkorn University Law Journal

หลักความคาดหวังอันชอบธรรมเป็นกลไกสำคัญในระบบกฎหมายปกครองสมัยใหม่ที่มุ่งคุ้มครองความไว้วางใจของประชาชนต่อการกระทำของรัฐ บทความนี้ศึกษาพัฒนาการและสาระสำคัญของหลักการดังกล่าวในระบบกฎหมายเปรียบเทียบ ได้แก่ ระบบกฎหมายเยอรมนีที่หลักความคาดหวังอันชอบธรรมได้รับการยอมรับเป็น “หลักรัฐธรรมนูญทั่วไป” ภายใต้หลักนิติรัฐ และเชื่อมโยงกับหลักความมั่นคงแน่นอนทางกฎหมายและหลักความได้สัดส่วน ในอังกฤษหลักนี้มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมในกระบวนการก่อนขยายไปสู่การคุ้มครองผลประโยชน์เชิงเนื้อหาโดยใช้หลักการถ่วงดุลกับประโยชน์สาธารณะ ส่วนประเทศอื่น เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา โปแลนด์ อินเดีย และฝรั่งเศส ต่างมีลักษณะการปรับใช้เฉพาะที่สะท้อนเป้าหมายร่วมกันในการจำกัดอำนาจรัฐและคุ้มครองความไว้วางใจของประชาชน สำหรับประเทศไทย ศาลปกครองไทยได้วางหลักการตีความสำคัญหลายประการทั้งการคุ้มครองเชิงเนื้อหาที่รับรองฐานะทางกฎหมายแม้คำสั่งจะถูกเพิกถอนในภายหลัง การชั่งน้ำหนักระหว่างความคาดหวังส่วนบุคคลกับประโยชน์สาธารณะ การเชื่อมโยงหลักความคาดหวังอันชอบธรรมกับหลักนิติรัฐ ข้อยกเว้นกรณีประมาทเลินเล่อร้ายแรงและการปกปิดข้อเท็จจริงที่มีสาระสำคัญ อย่างไรก็ตาม การปรับใช้ยังขาดความสม่ำเสมอในสาระสำคัญของการคุ้มครองความไว้วางใจของประชาชน บทความจึงนำเสนอแนวทางการพัฒนากฎหมายปกครองไทย ทั้งการปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ให้ครอบคลุมรูปแบบความคาดหวังที่หลากหลาย การพัฒนาแนวทางการตีความของศาลที่ยอมรับการคุ้มครองทั้งในเชิงกระบวนการและเชิงเนื้อหา และการสร้างกลไกทางกฎหมายใหม่ เช่น คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบกฎหมายปกครองไทยที่เป็นธรรม โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักนิติรัฐอย่างแท้จริง


การรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกในฐานความผิดทางอาญาร้ายแรง (Suspension Of Sentence And Suspension Of Punishment For Serious Criminal Offenses), Natha Wichien Dec 2025

การรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกในฐานความผิดทางอาญาร้ายแรง (Suspension Of Sentence And Suspension Of Punishment For Serious Criminal Offenses), Natha Wichien

Chulalongkorn University Law Journal

การรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 เป็นมาตรการที่มีความสำคัญในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งเป็นมาตรการที่บัญญัติขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้ศาลใช้ดุลพินิจรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษสำหรับคดีที่มีอัตราโทษจำคุกระยะสั้นหรือโทษปรับ ตามทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้ไขพฤติกรรมของผู้กระทำความผิด กล่าวคือ ในคดีความผิดอาญาที่มีโทษจำคุกหรือปรับ และศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ทั้งนี้ เพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดเล็กน้อยนั้นเข้าไปปะปนกับผู้กระทำความผิดเป็นอาจิณและเลียนแบบพฤติกรรมนั้นจนกลับมากระทำความผิดซ้ำอีก และเพื่อให้โอกาสผู้กระทำความผิดได้รู้สำนึกถึงสิ่งที่ได้กระทำลงไป รวมถึงสามารถกลับมาดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นปกติ แต่ในทางกลับกันเมื่อพิจารณาจากการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ศาลสามารถใช้ดุลพินิจได้กับทุกฐานความผิด แม้ลักษณะของฐานความผิดนั้นจะกระทบกระเทือนต่อความปลอดภัยของสังคมมากเพียงใด แต่หากโทษจำคุกที่ศาลลงมีกำหนดไม่เกิน 5 ปี ศาลก็สามารถสั่งรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษได้กับทุกกรณี ซึ่งอาจจะขัดหรือแย้งกับทฤษฎีการลงโทษทางอาญาประการอื่น กล่าวคือ ทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้แค้น การลงโทษเพื่อข่มขู่ยับยั้ง การลงโทษเพื่อตัดผู้กระทำผิดออกจากสังคมรวมถึงการลงโทษเพื่อป้องกันอาชญากรรม อันส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและการได้รับความยุติธรรมของผู้เสียหาย หรือเหยื่อในคดีอาญารวมทั้งประชาชนในสังคม เนื่องจากในบางกรณีเป็นฐานความผิดที่มีความร้ายแรง และเป็นอันตรายต่อสังคม แต่ผู้กระทำความผิดกลับไม่ถูกลงโทษ ยิ่งไปกว่านั้นอาจทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับความยุติธรรม และบุคคลทั่วไปย่อมเข้าใจว่าการกระทำร้ายแรงเช่นนั้นสามารถกระทำได้โดยไม่ต้องรับผลใด ๆ จากการกระทำดังกล่าว ฉะนั้นจึงควรปรับปรุงแก้ไข และจัดทำคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการกำหนดแนวทาง หรือข้อพิจารณาที่ผู้ใช้กฎหมายควรให้การคำนึง และให้ความสำคัญยิ่งขึ้นเกี่ยวกับฐานความผิดร้ายแรงที่ไม่ควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ เพื่อให้การลงโทษเป็นไปตามสัดส่วนของการกระทำความผิด และตรงตามทฤษฎีวัตถุประสงค์ของการลงโทษ


มาตรการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็ก: กรณีศึกษาการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลในประเทศไทย (Protective Measures On Children’S Right To Privacy: A Case Study Of Targeted Advertisement In Thailand), Janejira Daorueang Dec 2025

มาตรการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็ก: กรณีศึกษาการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลในประเทศไทย (Protective Measures On Children’S Right To Privacy: A Case Study Of Targeted Advertisement In Thailand), Janejira Daorueang

Chulalongkorn University Law Journal

การโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลส่งผลกระทบต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กทั้งในรูปแบบของการเฝ้ามองพฤติกรรมทางออนไลน์ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ การทำโปรไฟล์ หรือการนำเสนอโฆษณาที่ตอบสนองต่อความต้องการหรือลักษณะเฉพาะของตัวเด็ก สามารถชักจูงความคิดหรือกระตุ้นความต้องการของผู้รับโฆษณาได้โดยเฉพาะเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือวัตถุประสงค์อื่นใด การที่เด็กซึ่งเป็นบุคคลกลุ่มเปราะบางของสังคมอาจมีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและเครือข่ายออนไลน์และมีวิจารณญาณในการรับสื่อโฆษณาที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงจากการตกเป็นเป้าหมายของการแทรกแซงสิทธิในความเป็นส่วนตัวและการแสวงหาประโยชน์อันไม่ชอบจากการกระทำดังกล่าวได้โดยง่าย จากการศึกษาพิจารณาได้ว่า กฎหมายภายในของไทยในปัจจุบันอาจมีไม่เพียงพอสำหรับการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กจากการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลตามมาตรฐานระหว่างประเทศ ดังนั้น บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันเพื่อคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กให้สอดคล้องกับพันธกรณีของประเทศไทยที่มีอยู่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ


หลักการพัฒนาที่ยั่งยืนในกฎหมายป่าไม้ของประเทศไทย: พัฒนาการทางประวัติศาสตร์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน (The Principle Of Sustainable Development Of Thailand’S Forestry Laws: A Historical Development From Past To Present), Pawarut Jongsirirag Dec 2025

หลักการพัฒนาที่ยั่งยืนในกฎหมายป่าไม้ของประเทศไทย: พัฒนาการทางประวัติศาสตร์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน (The Principle Of Sustainable Development Of Thailand’S Forestry Laws: A Historical Development From Past To Present), Pawarut Jongsirirag

Chulalongkorn University Law Journal

การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) เป็นแนวคิดด้านการพัฒนาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและมีบทบาทเป็นแนวทางการพัฒนาที่ทุกประเทศนำไปปรับใช้ โดยมีนิยามว่า การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่กระทบต่อความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นอนาคต โดยมี สามเสาหลักแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน (The three pillars of sustainability) เป็นหัวใจสำคัญของหลักการ ซึ่งการบูรณาการมิติด้านการพัฒนาทั้งสามด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องกัน ซึ่งประเทศไทยมีพันธกิจในระดับสากลในการนำหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปรับใช้กับการพัฒนาภายในประเทศทุกภาคส่วน รวมถึงการจัดการป่าไม้อันเป็นทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ บทความฉบับนี้จึงเป็นการศึกษาและวิเคราะห์กฎหมายป่าไม้ของไทย โดยศึกษาในเชิงประวัติศาสตร์กฎหมายนับตั้งแต่ก่อนการก่อตั้งกรมป่าไม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงแรกเริ่มของการตรากฎหมายป่าไม้ มาจนถึงกฎหมายป่าไม้ในช่วงเวลาปัจจุบัน เพื่อชี้ให้เห็นว่ากฎหมายป่าไม้ของไทยได้นำเอาหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปรับใช้จริงและมีความสอดคล้องกับพัฒนาการของหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยปรากฏผ่านหลักการของกฎหมายป่าไม้ในหลายภาคส่วนที่แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน


นัยของพันธกรณีตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนต่อการทำหน้าที่ของศาลในการกำกับดูแลการอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ (Implications Of International Investment Agreement’S Obligations On A Supervisory Function Of Domestic Courts Over International Commercial Arbitration), Chotika Wittayawarakul Dec 2025

นัยของพันธกรณีตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนต่อการทำหน้าที่ของศาลในการกำกับดูแลการอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ (Implications Of International Investment Agreement’S Obligations On A Supervisory Function Of Domestic Courts Over International Commercial Arbitration), Chotika Wittayawarakul

Chulalongkorn University Law Journal

บทความวิจัยนี้ศึกษาพันธกรณีภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทางตุลาการ และแนวคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับนักลงทุน เพื่อวิเคราะห์นัยของพันธกรณีของรัฐตามความตกลงดังกล่าวต่อการทำหน้าที่ของศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกำกับดูแลการอนุญาโต ตุลาการทางพาณิชย์ มีหลายคดีที่นักลงทุนกล่าวหาว่าการกระทำของศาลในการกำกับดูแลการอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ละเมิดพันธกรณีของรัฐตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน ซึ่งทำให้คณะอนุญาโตตุลาการต้องทบทวนคำพิพากษาและคำสั่งของศาลภายใน จากการศึกษาพบว่าคณะอนุญาโตตุลาการมีแนวโน้มที่จะยอมรับดุลพินิจของศาลภายใน กรณีที่ถือว่าการกระทำของศาลเป็นการละเมิดพันธกรณีตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนต้องเป็นกรณีที่การกระทำของศาลมีความบกพร่องอย่างร้ายแรงซึ่งพิจารณาจากมาตรฐานระหว่างประเทศ อนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958 มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาความรับผิดของรัฐตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน


A Comparative Analysis Of Domestic Violence Legislation In India And The United States: Understanding Protection Of Women Against Violence Act 2005 And Violence Against Women Act 1994, Deon Rodrigues Dec 2025

A Comparative Analysis Of Domestic Violence Legislation In India And The United States: Understanding Protection Of Women Against Violence Act 2005 And Violence Against Women Act 1994, Deon Rodrigues

2025 Fall Honors Capstones Projects - Archive

Domestic violence continues to affect millions of individuals worldwide, yet legal systems respond to it in very different ways. This research compares how India’s Protection of Women from Domestic Violence Act (2005) and the United States’ Violence Against Women Act (1994; 2021) protect victims and hold offenders accountable. Using a comparative legal analysis, the study examines both laws’ language, enforcement mechanisms, and effectiveness through court cases, government reports, and statistical data. By identifying the strengths of the United States model such as mandatory arrest provisions and victim support systems, the study aims to propose practical reforms for India’s legal framework. …


Exploring Mental Health Stigma Among Law Enforcement Officers, Nicholas D. Chestnut Oct 2025

Exploring Mental Health Stigma Among Law Enforcement Officers, Nicholas D. Chestnut

FDLA Journal

This applied dissertation investigates the prevalence and impact of mental health stigma among law enforcement officers (LEOs) in the United States. Despite growing awareness of the importance of mental health in the law enforcement community, stigma surrounding mental illness remains a significant barrier to help-seeking behaviors among officers. The study employed a research design that examined attitudes, perceptions, and experiences related to mental health stigma among LEOs.

Through online self-assessment surveys administered via a secure portal, participants provided insights into their attitudes toward mental illness, perceptions of stigma, and willingness to seek help for mental health concerns.

Data analysis revealed …


Decolonizing Community Re-Entry: Effective Case Studies Of Community-Led Programs And Services To Support Formerly Incarcerated Individuals In Canada, Ardavan Eizadirad, Rai Reece Oct 2025

Decolonizing Community Re-Entry: Effective Case Studies Of Community-Led Programs And Services To Support Formerly Incarcerated Individuals In Canada, Ardavan Eizadirad, Rai Reece

Education Faculty Publications

Decolonizing re-entry programs require rethinking traditional approaches in supporting formerly incarcerated individuals and challenging colonial and deficit frameworks embedded in the criminal legal system, which often has an exclusive focus on punishment. This article names the risk factors and systemic barriers faced by equity-denied individuals during reintegration with a focus on the Canadian context. Two community-led programs in Ontario are highlighted as innovative case studies for effectively supporting reintegration of individuals exiting carceral institutions. Key characteristics of these programs which are offered by the Youth Association for Academics, Athletics, and Character Education (YAAACE) and Walls to Bridges (W2B) are outlined. …


การใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบในลักษณะการเอาเปรียบด้านการคุ้มครองข้อมูลและการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในสหรัฐอเมริกา: ปัจจัยขับเคลื่อนและท่าทีของ Ftc (ตอนที่ 1: ปัจจัยสภาพความเป็นจริงของตลาดและปัจจัยภายนอกจากสหภาพยุโรป) (Data Abuse And Exploitation As Abuse Of Dominance? The Driving Forces And The Position Of Ftc (Part I: Market Realities And European Influence As External Factor)), Pulawit Wanichsetakul Sep 2025

การใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบในลักษณะการเอาเปรียบด้านการคุ้มครองข้อมูลและการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในสหรัฐอเมริกา: ปัจจัยขับเคลื่อนและท่าทีของ Ftc (ตอนที่ 1: ปัจจัยสภาพความเป็นจริงของตลาดและปัจจัยภายนอกจากสหภาพยุโรป) (Data Abuse And Exploitation As Abuse Of Dominance? The Driving Forces And The Position Of Ftc (Part I: Market Realities And European Influence As External Factor)), Pulawit Wanichsetakul

Chulalongkorn University Law Journal

ปัจจัยเรื่องสภาพความเป็นจริงของตลาดดิจิทัลที่เป็นตลาดที่ขับเคลื่อนโดยข้อมูลซึ่งทำให้ตลาดดิจิทัลมีความเสี่ยงต่อการถูกผูกขาดโดยแพลตฟอร์มรายใหญ่ และทำให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และปัจจัยภายนอกจากอิทธิพลการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าในสหภาพยุโรป เป็นปัจจัยสองประการแรกที่ผลักดันให้คณะกรรมาธิการการค้าของสหรัฐอเมริกา (FTC) มองความเกี่ยวพันระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับการป้องกันการผูกขาดในแบบบูรณาการมากขึ้นและรับเอาแนวคิดการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบในลักษณะการเอาเปรียบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลมาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดของตน ซึ่งนำไปสู่การดำเนินคดีป้องกันการผูกขาดกับดิจิทัลแพลตฟอร์มรายใหญ่ในระลอกล่าสุดนับแต่ปี 2020 เป็นต้นมา รวมถึงการดำเนินคดีกับ Facebook ของ FTC


ความรับผิดทางแพ่งของบริษัทแม่ต่อผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก (Parent Company’S Civil Liability To Victims Affected By A Subsidiary’S Hazardous Substance Contaminated Site), Patthanith Promarak Sep 2025

ความรับผิดทางแพ่งของบริษัทแม่ต่อผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก (Parent Company’S Civil Liability To Victims Affected By A Subsidiary’S Hazardous Substance Contaminated Site), Patthanith Promarak

Chulalongkorn University Law Journal

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรับผิดทางแพ่งของบริษัทแม่ต่อผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก โดยเป็นการศึกษาวิจัยเอกสารจากบทบัญญัติกฎหมาย คำพิพากษาศาล หนังสือตำรา และบทความเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ยังไม่มีบทบัญญัติให้บริษัทแม่เข้ามารับผิดชอบในความเสียหายจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก หากบริษัทแม่มีส่วนร่วมในแหล่งกำเนิดมลพิษหรือกำกับดูแลบริษัทลูก แต่ขาดการยึดถือแหล่งกำเนิดมลพิษทางกายภาพหรือเจตนาเพื่อตนอย่างใดอย่างหนึ่งไป อันไม่ครบองค์ประกอบของการเป็นผู้ครอบครองที่ต้องรับผิดตามมาตรา 96 หากบริษัทแม่มีการกระทำที่ไม่คำนึงถึงความเป็นนิติบุคคลของบริษัทลูกที่ไม่ใช่การกระทำละเมิด หากแต่เป็นการใช้โครงสร้างความเป็นนิติบุคคลของบริษัทลูกในทางมิชอบ อันได้แก่ การใช้นิติบุคคลเป็นเครื่องมือเพื่อหลบเลี่ยงหรือรับหน้าที่หรือความรับผิด และการมีทรัพย์สินปะปนกัน ดังนั้น จึงสมควรกำหนดบทบัญญัติที่เกี่ยวกับความรับผิดของบริษัทแม่ภายใต้พระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อให้ผู้เสียหายในคดีมลพิษจะได้รับความเป็นธรรมในการเยียวยา


การกำหนดบทลงโทษทางปกครองและทางอาญาร่วมกันในกรณีความประมาทเลินเล่อของ ภาระผูกพันหลังการทำเหมืองขององค์กร: กรณีศึกษาเปรียบเทียบกฎระเบียบการทำเหมืองแร่ของประเทศอินโดนีเซีย ไทย และแอฟริกาใต้ (A Combined Imposition Of Administrative And Criminal Sanctions For Negligence Of Corporate Post-Mining Obligations: A Comparative Study Of Indonesian, Thailand, And South African Mining Regulations), Fachrian Rizki Sep 2025

การกำหนดบทลงโทษทางปกครองและทางอาญาร่วมกันในกรณีความประมาทเลินเล่อของ ภาระผูกพันหลังการทำเหมืองขององค์กร: กรณีศึกษาเปรียบเทียบกฎระเบียบการทำเหมืองแร่ของประเทศอินโดนีเซีย ไทย และแอฟริกาใต้ (A Combined Imposition Of Administrative And Criminal Sanctions For Negligence Of Corporate Post-Mining Obligations: A Comparative Study Of Indonesian, Thailand, And South African Mining Regulations), Fachrian Rizki

Chulalongkorn University Law Journal

วิธีการทางกฎหมายอันเหมาะสมและบทบัญญัติของกฎหมายที่เพียงพอต่อการลงโทษนิติบุคลคลซึ่งละเลยหน้าที่อันต้องกระทำการหลังการขุดเหมืองแร่นั้นถือเป็นประเด็นในทางกฎหมายที่หลายประเทศทั่วโลกไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไรนัก นอกจากการละเว้นหน้าที่ดังกล่าวโดยประมาทจะส่งผลร้ายทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน บริเวณรอบพื้นที่แล้ว การกระทำดังกล่าวยังส่งผลเสียต่อตัวนิติบุคคลด้วย ในอินโดนีเซียมีผู้เห็นว่าการบังคับใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพียงอย่างเดียวก็สามารถป้องปรามการกระทำดังกล่าวได้อย่างเพียงพอ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายของอินโดนีเซียกับประเทศไทยและแอฟริกาใต้แล้ว พบว่ามีการใช้มาตรการทางอาญาควบคู่ไปกับมาตรการบังคับทางปกครอง ดังนั้น กรณีดังกล่าวจึงนำมาสู่ปัญหาของงานวิจัยฉบับนี้ว่า การบังคับใช้มาตรการทางอาญาควบคู่ไปกับมาตรการบังคับทางปกครองต่อความผิดฐานละเลยหน้าที่ที่พึงต้องกระทำหลังการขุดเหมืองแร่โดยประมาทจะมีผลสัมฤทธิ์มากกว่าการใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพียงอย่างเดียวหรือไม่ และการใช้โทษทางอาญาในความผิดฐานดังกล่าวนั้นขัดต่อหลักความได้สัดส่วนและหลักการกำหนดความผิดในทางอาญาหรือไม่ บทความวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาปัญหาดังกล่าวโดยเน้นการวิเคราะห์หลักเกณฑ์ทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และเปรียบเทียบกฎหมายของประเทศไทยและแอฟริกาใต้


ปัญหาของการตีความข้อยกเว้นด้านความมั่นคงตามมาตรา Xxi(B) ขององค์การการค้าโลก (Issues With The Interpretation Of Security Exceptions Under Article Xxi(B) Of The World Trade Organization), Nitinun Leethanakul Sep 2025

ปัญหาของการตีความข้อยกเว้นด้านความมั่นคงตามมาตรา Xxi(B) ขององค์การการค้าโลก (Issues With The Interpretation Of Security Exceptions Under Article Xxi(B) Of The World Trade Organization), Nitinun Leethanakul

Chulalongkorn University Law Journal

บทความวิจัยนี้ศึกษาพัฒนาการของการตีความมาตรา XXI(b) ขององค์การการค้าโลก (WTO) เกี่ยวกับข้อยกเว้นด้านความมั่นคง ตั้งแต่ยุค GATT จนถึงปัจจุบัน โดยวิเคราะห์แนวปฏิบัติและคำวินิจฉัยในการยกอ้างข้อยกเว้นนี้ ผลการศึกษาพบว่า ในยุค GATT และ WTO ตอนต้น การตีความมาตรา XXI ยังขาดความชัดเจน โดยมีการอ้างอิงข้อยกเว้นนี้น้อยมาก และในกรณีที่มีการอ้างอิง ส่วนใหญ่มักยุติด้วยการเจรจา ตกลงกันโดยไม่ผ่านกระบวนการวินิจฉัยที่จะก่อให้เกิดบรรทัดฐานหรือแนวปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ยุคสงครามการค้า การอ้างอิงข้อยกเว้นนี้ตามมาตรา XXI(b) ได้แพร่หลายมากขึ้น และคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทแห่ง WTO ได้แสดงแนวโน้มที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในหลายประเด็น เช่น การให้รัฐใช้ดุลพินิจในส่วนของบทนำและเป็นอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทในบทเฉพาะ การแบ่งองค์ประกอบของบทบัญญัติและการตีความ “ผลประโยชน์สำคัญในด้านความมั่นคง” แต่ยังคงมีประเด็นที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องการตีความ “สถานการณ์ฉุกเฉินในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” และขอบเขตการใช้ดุลพินิจของรัฐที่จะถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท