Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Social and Behavioral Sciences Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Anthropology (115956)
- Arts and Humanities (113921)
- Archaeological Anthropology (96468)
- Communication (89136)
- Sociology (86917)
-
- Library and Information Science (79649)
- Psychology (73631)
- Education (63198)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (62940)
- History (49283)
- Economics (46912)
- Political Science (41841)
- Journalism Studies (41440)
- Mass Communication (35096)
- Medicine and Health Sciences (33639)
- Business (31741)
- Law (29706)
- International and Area Studies (29012)
- Religion (26370)
- Life Sciences (22937)
- Physical Sciences and Mathematics (21163)
- United States History (21110)
- Disability Studies (18902)
- Archival Science (18699)
- Catholic Studies (17680)
- Social History (17362)
- Social Work (16384)
- Higher Education (15757)
- Legal Studies (15108)
- Institution
-
- Kenyon College (90122)
- San Jose State University (23472)
- College of the Holy Cross (18332)
- Western Kentucky University (17443)
- University of Nebraska - Lincoln (16700)
-
- Purdue University (11624)
- University of Central Florida (11266)
- Portland State University (10475)
- Hope College (10070)
- Singapore Management University (9281)
- City University of New York (CUNY) (9061)
- Western Michigan University (8806)
- University of Kentucky (8788)
- Brigham Young University (8221)
- University of Nebraska at Omaha (7433)
- Chulalongkorn University (7208)
- Nova Southeastern University (6944)
- Grand Valley State University (6652)
- Northwestern Pritzker School of Law (6515)
- Ursinus College (6412)
- Walden University (6380)
- Kennesaw State University (5835)
- Wright State University (5800)
- Old Dominion University (5738)
- Utah State University (5493)
- University of Nevada, Las Vegas (5401)
- James Madison University (4916)
- University of Massachusetts Boston (4572)
- Syracuse University (4382)
- University of Northern Iowa (4353)
- Keyword
-
- Newspaper (24534)
- Deaf culture (17047)
- Hearing impaired (17047)
- Pastoral care of people with disabilities (17039)
- Church work with the deaf -- Catholic Church (17031)
-
- Deaf -- Periodicals (17022)
- Spartan Daily (12401)
- Western Kentucky University (8598)
- Newspapers (8443)
- Michigan (6700)
- Holland (5964)
- Local newspapers (5902)
- Pennsylvania (5690)
- Holland City News (5484)
- Collegeville (5414)
- Montgomery County (5354)
- Trappe (5309)
- Student newspaper (4571)
- Norristown (4312)
- Education (4233)
- Communication (4227)
- Student Newspaper (4023)
- Law libraries (3904)
- Law librarians (3817)
- SEAALL (3767)
- Student newspapers (3602)
- Kentucky (3552)
- Wright State University (3397)
- Gender (3366)
- Archaeology (3211)
- Publication Year
-
- 2026 (12474)
- 2025 (19462)
- 2024 (20613)
- 2023 (20696)
- 2022 (22565)
-
- 2021 (24087)
- 2020 (23488)
- 2019 (26088)
- 2018 (22829)
- 2017 (21436)
- 2016 (21483)
- 2015 (19696)
- 2014 (18482)
- 2013 (17401)
- 2012 (15698)
- 2011 (13781)
- 2010 (12751)
- 2009 (11929)
- 2008 (11622)
- 2007 (8953)
- 2006 (8226)
- 2005 (9032)
- 2004 (13902)
- 2002 (14539)
- 2000 (12379)
- 1996 (24086)
- 1995 (13620)
- 1992 (12546)
- 1990 (17675)
- 1988 (10226)
- Publication
-
- Four Valleys Archive (90076)
- Spartan Daily (School of Journalism and Mass Communications) (11410)
- Theses and Dissertations (8852)
- WKU Administration Documents (7431)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (7221)
-
- Against the Grain (6901)
- Journal of Criminal Law and Criminology (6417)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (5913)
- Electronic Theses and Dissertations (5480)
- Dissertations (5196)
- Faculty Publications (4632)
- Masters Theses (4044)
- Publications and Research (3309)
- The Journal of Sociology & Social Welfare (3255)
- Master's Theses (3059)
- Dissertations and Theses (3030)
- Honors Theses (3001)
- The Qualitative Report (3000)
- Independent Study Project (ISP) Collection (2931)
- Cowles Foundation Discussion Papers (2930)
- The Independent Newspaper, 1898-1952 (2730)
- The Guardian Student Newspaper (2691)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (2688)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (2614)
- Doctoral Dissertations and Projects (2604)
- Great Plains Quarterly (through 2013) (2472)
- Correspondence (2468)
- Central Florida Future (2281)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (2273)
- Index of Texas Archaeology: Open Access Gray Literature from the Lone Star State (2263)
- Publication Type
Articles 50251 - 50280 of 658457
Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences
การประเมินต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของผลกระทบทางสุขภาพอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศ Pm2.5 ในประเทศไทย: กรณีศึกษา จังหวัดกรุงเทพมหานครและสงขลา ในปี พ.ศ. 2565, นวพร ระลึกมูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเสียชีวิตด้วยโรคจากมลพิษทางอากาศที่มีสาเหตุมาจาก PM2.5 ในประเทศไทย โดยจะแบ่งออกเป็น 2 จังหวัด คือ จังหวัดกรุงเทพมหานครและสงขลา ต้นทุนคำนวณด้วยวิธี Cost of illness และวิธีทุนมนุษย์ โดยใช้วิธี Prevalence-based approach เนื่องจากการศึกษานี้สนใจผลกระทบ ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ผลการศึกษาพบว่า กรุงเทพฯ มีต้นทุนเกิดขึ้นทั้งหมดเท่ากับ 3,777,675,485.97 บาท คิดเป็นต้นทุนต่อประชากรเท่ากับ 432.74 บาท และต้นทุนคิดเป็นร้อยละของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) เท่ากับร้อยละ 0.065 สำหรับสงขลามีต้นทุนเกิดขึ้นทั้งหมดเท่ากับ 282,759,567.57 บาท คิดเป็นต้นทุนต่อประชากรเท่ากับ 174.45 บาท และต้นทุนคิดเป็นร้อยละของ GPP เท่ากับร้อยละ 0.111 ต้นทุนที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากต้นทุนทางอ้อมที่เกิดจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร คิดเป็นร้อยละ 99.55 และร้อยละ 99.06 ของต้นทุนทั้งหมดในกรุงเทพฯ และสงขลา ตามลำดับ ต้นทุนที่เกิดขึ้นนั้นพบว่ามีความแตกต่างกันของทั้งสองจังหวัด เป็นเพราะระดับความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 แตกต่างกัน ส่งผลต่อจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 อีกทั้งระดับรายได้ที่แตกต่างกันของทั้งสองจังหวัดก็มีผลต่อมูลค่าต้นทุนที่เกิดขึ้น จึงทำให้ต้นทุนจากการที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ มากกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นในสงขลา แต่เมื่อทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับ GPP ของแต่ละจังหวัดกลับพบว่าสงขลาต้องแบกรับต้นทุนจากผลกระทบทางสุขภาพด้วยสาเหตุจาก PM2.5 มากกว่าจังหวัดกรุงเทพมหานคร ถึงแม้ว่าสงขลาจะมีปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่รุนแรงมากนักแต่ก็พบว่ามีต้นทุนเกิดขึ้นเช่นกันและขนาดผลกระทบต่อจังหวัดก็มากกว่ากรุงเทพฯ โดยเปรียบเทียบ
การต่อรองในครัวเรือนกับการจัดสรรงานบ้านจากการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในครัวเรือน, พิชยะพงศ์ เนียมประพันธ์
การต่อรองในครัวเรือนกับการจัดสรรงานบ้านจากการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในครัวเรือน, พิชยะพงศ์ เนียมประพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปฏิสัมพันธ์ทางอำนาจในครัวเรือนของสามีและภรรยาผ่านตัวแบบครัวเรือน Cooperative Conflicts และแนวคิดการต่อรองในครัวเรือน โดยพิจารณาอำนาจต่อรองจากปัจจัยสามมิติ อย่างโครงสร้างครอบครัว ปัจจัยเชิงวัตถุที่จับต้องได้ อาทิ รายได้ และกรรมสิทธิ์ในที่อยู่ และปัจจัยเชิงฐานความคิดความเชื่อด้านการจัดสรรงานบ้านระหว่างสามีและภรรยา ร่วมกับการพิจารณาปฏิสัมพันธ์ของการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในครัวเรือน ว่าปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลต่อการจัดสรรงานบ้านหรือไม่ และส่งผลอย่างไร เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่าง อันได้แก่ ครอบครัวคู่รักต่างเพศในกรุงเทพมหานคร จำนวน 15 ครัวเรือนที่ทำงานประจำทั้งคู่ ควบคู่กับการวิจัยเอกสารผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนของกลุ่มตัวอย่างนั้นมีรูปแบบครัวเรือนจากการจัดสรรงานบ้านสามรูปแบบ คือ ครัวเรือนแบบดั้งเดิมซึ่งพบมากที่สุด ครัวเรือนเท่าเทียม และครัวเรือนแบบที่ไม่เป็นไปตามบรรทัด-ฐาน เมื่อกำหนดขอบเขตการศึกษาและกลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้ทั้งสามีและภรรยาเพื่อฉายภาพอำนาจต่อรองของภรรยาด้านนี้ที่ใกล้เคียงกับสามี ทำให้เห็นว่าปัจจัยด้านความคิดความเชื่อมีอิทธิพลในการจัดสรรงานบ้านในครัวเรือน ภายใต้บริบทของโครงสร้างครอบครัวที่แตกต่างกันไป โดยครัวเรือนแบบเท่าเทียมนั้นมีเกณฑ์การจัดสรรงานบ้านที่ชัดเจนกว่า และให้ความสำคัญในการทำงานบ้านมากกว่าครัวเรือนรูปแบบอื่น โดยเฉพาะกระบวนการตัดสินใจเลือกซื้ออุปกรณ์เทคโนโลยีในครัวเรือนนั้นเป็นแบบร่วม มีการปรึกษาหารือกันระหว่างสามีและภรรยา สำหรับการใช้งานอุปกรณ์ฯ สามารถช่วยเพิ่มคุณภาพงานบ้าน ผ่อนแรง ลดเวลา และลดทอนความน่าเบื่อของงานบ้านได้ ซึ่งเป็นผลดีต่ออำนาจต่อรองของภรรยา อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ฯ ส่งผลต่อความเท่าเทียมในการจัดสรรงานบ้านระหว่างสามีและภรรยาน้อย เนื่องจากการตัดสินใจเลือกซื้อและใช้อุปกรณ์ฯ ใด ๆ มักตั้งอยู่บนฐานความรับผิดชอบหรือภาระงานบ้านเดิมของบุคคลนั้น ๆ ที่ถูกจัดสรรไว้แล้วก่อนหน้า เป็นการตอกย้ำถึงอิทธิพลของฐานความคิดความเชื่อที่มีต่องานบ้านของทั้งคู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในครัวเรือนรูปแบบดั้งเดิมที่อุปกรณ์ฯ ยังไม่มีอิทธิพลมากพอในการเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงานบ้านให้เท่าเทียมมากขึ้น
บทบาทของทุนทางสังคมในการเคลื่อนไหวของประชาสังคมผู้บริโภคต่อการคุ้มครองผู้บริโภค: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้, กมลชนก จิตรีพิทย์
บทบาทของทุนทางสังคมในการเคลื่อนไหวของประชาสังคมผู้บริโภคต่อการคุ้มครองผู้บริโภค: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้, กมลชนก จิตรีพิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายและเปรียบเทียบทุนทางสังคมในกลุ่มประชาสังคมผู้บริโภคของประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางสังคมกับความสามารถในการคุ้มครองผู้บริโภค และเปรียบเทียบบทบาทของทุนทางสังคมในการคุ้มครองผู้บริโภคผ่านกรณีศึกษา การวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิทางเอกสารและการสัมภาษณ์ โดยใช้ทฤษฎีทุนทางสังคมของ Woolcock ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบ ขอบเขตการศึกษาครอบคลุมประเทศไทยหลังปี 1997 เกาหลีใต้หลังปี 1987 และสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1960-1970 ผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของทุนทางสังคมแบบ Bonding อย่างชัดเจนจากการไม่ย่อท้อในการผลักดันให้เกิดสภาองค์กรผู้บริโภคเป็นเวลามากกว่า 20 ปี แต่สะท้อนความอ่อนแอของทุนทางสังคมแบบ Bridging และ Linking ซึ่งระบบการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกาที่มีทุนทางสังคมสองประเภทนี้แข็งแรงและประสานงานได้ดี เกาหลีใต้มีรูปแบบรัฐนำการคุ้มครองผู้บริโภค ส่วนสหรัฐอเมริกามีรูปแบบที่ประชาสังคมนำ ต่างจากไทยที่ไม่แข็งแรงทั้งภาคประชาสังคมและประสิทธิภาพของรัฐ จะได้ว่าทุนทางสังคมทั้งสามประเภทก็มีอิทธิพลต่อการคุ้มครองผู้บริโภค ข้อค้นพบสำคัญคือทุนทางสังคมแบบ Linking ไม่เพียงส่งผลต่อการคุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทุนทางสังคมแบบ Bonding และ Bridging ด้วย ดังนั้นไทยจำเป็นต้องพัฒนาทุนทางสังคมทั้งสองประเภท ทั้งโดยภาคประชาสังคมเองและรัฐที่ต้องทำให้ระบบการเมืองเป็นประชาธิปไตยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมเชิงนโยบายของภาคประชาสังคม
The Impact Of High Speed Rail On Fdi Attraction In Chinese Cities, Xinyue Wang
The Impact Of High Speed Rail On Fdi Attraction In Chinese Cities, Xinyue Wang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
As China enters the "high-speed rail era," the construction of high-speed rail has advanced rapidly, establishing the world's largest and most sophisticated high-speed rail network. This study examines the impact of high-speed rail on foreign direct investment (FDI) using a quasi-natural experiment approach. Utilizing panel data from 300 prefecture-level cities in China from 2008 to 2021, a multi-time-point difference-in-differences (DID) model is constructed to assess the causal relationship between high-speed rail development and FDI attraction. After confirming the parallel trend assumption, the regression results indicate that the opening of high-speed rail has a positive effect on a city’s ability to …
การศึกษาพัฒนาการการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไต้หวันและไทย, สาธิตา พงษ์สว่าง
การศึกษาพัฒนาการการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไต้หวันและไทย, สาธิตา พงษ์สว่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไต้หวันและประเทศไทยในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1950–2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองประเทศเริ่มเข้าสู่กระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยมุ่งวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาดังกล่าวผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการพัฒนา โดยใช้แนวคิด "รัฐพัฒนา" (Developmental State) เป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถของรัฐมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความมั่นคงทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องจากต้องอาศัยความต่อเนื่องและเสถียรภาพในระยะยาว รัฐที่มีความเข้มแข็ง (strong state) มีแนวโน้มที่จะสามารถกำหนดนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถผลักดันให้เกิดผลสำเร็จได้มากกว่ารัฐที่มีความเปราะบาง (weak state)แม้ทั้งไต้หวันและประเทศไทยต่างมีการจัดทำแผนพัฒนาเพื่อส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน แต่ความแตกต่างด้านความสามารถในการดำเนินนโยบายและกลไกของรัฐ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จ โดยรัฐที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน มีกลไกสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญกับการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง ย่อมมีความได้เปรียบในการสร้างศักยภาพทางเทคโนโลยี และนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ผลกระทบของโครงข่ายพื้นฐานต่อป่าไม้ในภาคเหนือของประเทศไทย, อริญชย์ อินอ่ำ
ผลกระทบของโครงข่ายพื้นฐานต่อป่าไม้ในภาคเหนือของประเทศไทย, อริญชย์ อินอ่ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของโครงข่ายพื้นฐานต่อป่าไม้ในภาคเหนือที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเป็นแหล่งทรัพยากรป่าไม้ขนาดใหญ่ และอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่ก่อนการยกเลิกสัปทานป่าไม้ ซึ่งจากข้อเสนอโครงการเตรียมความพร้อมต่อกลไกเรดด์พลัส R-PP ค.ศ. 2013 ได้ระบุว่าป่าไม้ของไทยกำลังเผชิญการลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยนำเสนอการวิเคราะห์ด้วยการเข้าถึงเส้นทางคมนาคมและขนส่งที่โยงกันเป็นโครงข่ายพื้นฐาน และวิเคราะห์ผ่านระยะห่างระหว่างตำบลกับถนน ว่ามีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้ และพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมของแต่ละตำบล เพื่อเป็นตัวแทนของลักษณะป่าที่ถูกทำลาย อนึ่งการศึกษานี้ได้ใช้วิธีวิเคราะห์ผลกระทบคงที่ (Fixed Effect Regression Model: FEM) ควบคู่กับการถดถอยด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Square: OLS) ระหว่าง ค.ศ. 2011 และ 2020 ผลการศึกษาพบว่า โครงข่ายพื้นฐานที่ประกอบด้วย ถนน ทางรถไฟ และทางน้ำส่งผลกระทบต่อป่าทั้งการสูญเสียพื้นที่ป่า จากการเข้าถึงโครงข่ายพื้นฐานและขนส่งแต่ละประเภทที่ดีขึ้น และนำไปสู่การสูญเสียสภาพความสมบูรณ์ของป่า แต่ยังไม่สามารถสรุปผลกระทบต่อสภาพป่าได้อย่างชัดเจน ในขณะบริบทเชิงพื้นที่จากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมจะส่งผลให้ผลกระทบดังกล่าวแตกต่างกัน โดยเฉพาะอำนาจในการคุ้มครอง และศักยภาพของเมือง ซึ่งผลการศึกษานี้จะเติมเต็มผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้แสดงผลลัพธ์เชิงปริมาณ และชี้ให้เห็นถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงอิทธิพลของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลกระทบต่อป่าไม้ในความแตกต่างตามพื้นที่ และเป็นแนวการศึกษาในอนาคตที่คำนึงถึงความแตกต่างดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการ และสนับสนุนการกำหนดนโยบายที่ยั่งยืนในอนาคต
เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการลงทุนไทยใน สปป. ลาว : กรณีศึกษาโครงการเขื่อนไซยะบุรี, ณัชชา เหลืองเอี่ยม
เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการลงทุนไทยใน สปป. ลาว : กรณีศึกษาโครงการเขื่อนไซยะบุรี, ณัชชา เหลืองเอี่ยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและกลไกเชิงนโยบายด้านพลังงานของไทย ตลอดจนปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ ที่เอื้อต่อการลงทุนในโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของไทยในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยมุ่งศึกษากรณีเขื่อนไซยะบุรี ภายใต้กรอบแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ทฤษฎีนโยบายสาธารณะ และแนวคิดกลุ่มผลประโยชน์ผลการศึกษาชี้ว่า การลงทุนของไทยในโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว เกิดจากความต้องการสร้างความมั่นคงทางพลังงานภายใต้ข้อจำกัดด้านกฎหมายภายในประเทศ และแรงต่อต้านจากภาคประชาสังคม ในขณะที่ สปป.ลาว ดำเนินยุทธศาสตร์ “Battery of Asia” โดยส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ภายใต้กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ไม่เข้มงวด ทำให้ดึงดูดนักลงทุนไทยเข้าไปพัฒนาโครงการเขื่อนในลาวและส่งไฟฟ้ากลับมาจำหน่ายในประเทศได้ผลการศึกษายังพบว่า กระบวนการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchasing Agreement: PPA) เป็นกลไกที่สร้างผลประโยชน์ให้แก่นักลงทุนและสถาบันการเงินโดยตรง โดยมีลักษณะร่วมที่เอื้อต่อการล็อกผลกำไรและถ่ายโอนความเสี่ยง เช่น การผูกพันระยะยาว 31 ปี เงื่อนไขรับประกันรายได้แบบ Take-or-Pay การกำหนดอัตรารับซื้อล่วงหน้าโดยไม่มีการแข่งขัน และการผลักภาระความเสี่ยงไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตซึ่งเป็นคู่สัญญา ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงข้อเสนอแนะจากการศึกษานี้คือ ควรมีการปฏิรูปกระบวนการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) อย่างเป็นระบบ และปรับโครงสร้างสัญญา PPA จากการมุ่งเน้นเพียงความมั่นคงด้านราคา ไปสู่การสร้างกลไกแบ่งปันความเสี่ยงที่เป็นธรรม และเสริมสร้างระบบกำกับดูแลเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
การพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมเพื่อการวิเคราะห์แรงงาน และการกระจายรายได้ของครัวเรือนในประเทศไทย, ณัฐกานต์ อ่อนรักษ์
การพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมเพื่อการวิเคราะห์แรงงาน และการกระจายรายได้ของครัวเรือนในประเทศไทย, ณัฐกานต์ อ่อนรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562 ที่จำแนกทักษะแรงงานและระดับรายได้ของครัวเรือน และนำตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมดังกล่าวมาวิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายของบัญชีภายนอกที่มีต่อประเภทของแรงงานและการกระจายรายได้ของกลุ่มครัวเรือนในประเทศไทย สำหรับการพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562 ได้จำแนกกลุ่มแรงงานออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แรงงานไร้ฝีมือ และแรงงานฝีมือ ในขณะที่ภาคครัวเรือนจำแนกเป็น 3 กลุ่มตามช่วงระดับรายได้ของครัวเรือน ได้แก่ ครัวเรือนรายได้ต่ำ ครัวเรือนรายได้ปานกลาง และครัวเรือนรายได้สูง นอกจากนี้ได้ทำการแบ่งสาขา การผลิตในตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมออกเป็น 48 สาขาการผลิต หลังจากการพัฒนาตารางบัญชี เมทริกซ์เชิงสังคมของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562 แล้ว ได้นำตารางดังกล่าวมาวิเคราะห์ค่าทวีคูณเมทริกซ์เชิงสังคม ทั้งค่าทวีคูณการขับเคลื่อนทางอุปสงค์และค่าทวีคูณการขับเคลื่อนทางอุปทาน พร้อมทั้งการแยกองค์ประกอบของค่าทวีคูณที่เชื่อมโยงไปข้างหลังของการขับเคลื่อนทางอุปสงค์เพื่อแสดงถึงผลกระทบเชื่อมโยงกันระหว่างสาขาการผลิตต่าง ๆ แรงงานและทุน รวมทั้งการกระจายรายได้ของครัวเรือน ในประเทศไทย นอกจากนี้งานวิจัยฉบับนี้ได้ทำการทดสอบความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) ของตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมที่ได้พัฒนาขึ้นโดยการสร้างสถานการณ์จำลองการกำหนดนโยบายของรัฐบาล 5 สถานการณ์ที่แตกต่างกันเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งคำนวณค่าดัชนีความ เหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ในกลุ่มครัวเรือน ผลการศึกษาพบว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายจ่ายของบัญชีภายนอก ไม่ว่าจะมาจากการเปลี่ยนแปลงของรายจ่ายของรัฐบาล การลงทุน หรือการส่งออก จะส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 3 ส่วน ได้แก่ (1) ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสาขาการผลิตจะเกิดขึ้นในสาขาการทำไรอ้อยมากที่สุด (2) ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลุ่มแรงงานจะเกิดผลกระทบในกลุ่มแรงงาน ไร้ฝีมือมากที่สุด และ (3) ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลุ่มครัวเรือนจะเกิดผลกระทบในกลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำมากที่สุด กล่าวคือ สาขาการทำไร่อ้อย แรงงานไร้ฝีมือ และกลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้มากที่สุดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นรายจ่ายของบัญชีภายนอก นอกจากนี้ผลการศึกษาพบว่า สาขาการค้า สาขาร้านภัตตาคารและโรงแรม และสาขาสถาบันการเงินและการประกันภัย เป็นสาขาการผลิตที่มีค่าตัวทวีคูณของการเชื่อมโยงไปข้างหน้าสูงทั้งด้านของอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งกล่าวได้ว่าสาขาการผลิตดังกล่าวมีสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำและอุตสาหกรรมปลายน้ำของประเทศไทย ผลการศึกษาของการทดสอบความอ่อนไหวของตารางบัญชี เมทริกซ์เชิงสังคมโดยการสมมติการจำลองนโยบายของรัฐบาล พบว่าหากรัฐบาลกำหนดนโยบายโอนเงินช่วยเหลือให้แก่กลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำมูลค่า 10,000 บาทต่อครัวเรือน จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ของกลุ่มครัวเรือนในตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมซึ่งสอดคล้องกับการจำลองสถานการณ์ของนโยบายเดียวกันในการวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างจำนวน 45,530 ครัวเรือนจากรายงานการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนทั่วราชอาณาจักร ปี พ.ศ. 2562 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมในงานวิจัยฉบับนี้มีประสิทธิภาพในด้านการทดสอบนโยบายต่าง ๆ และมีประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ผลกระทบต่อแรงงานที่จำแนกทักษะและกลุ่มครัวเรือนตามช่วงระดับรายได้ในประเทศและเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญสำหรับภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งนักวิจัยสำหรับการนำไปใช้ศึกษาต่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจหรือนโยบายต่าง ๆ ในอนาคต
Geopolitical Dynamics And Bilateral Relations: A Comparative Study Of China-Vietnam And China-Philippines Amid The South China Sea Tensions, Liuru Wei
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The South China Sea dispute is a geopolitical issue with complicated characteristics such as territorial dispute, resources contention, and involvement of regional powers and great powers. As disputing states, both Vietnam and the Philippines face maritime disputes with China, but they have different policies and bilateral relations with China. To explore the causes of these differences, this study develops a dual-factor analytical framework based on geopolitical theory and realist theory. Geopolitical theory emphasizes how geographical location, national interests, domestic politics, and historical factors shape state policy choices, while realist theory explains state behavior through the dynamics of power struggles, strategic …
Institutional Hedging Policies And Strategies Of Asean Under China-Us Rivalry, Rongheng Lu
Institutional Hedging Policies And Strategies Of Asean Under China-Us Rivalry, Rongheng Lu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
With the intensification of the China-US rivalry, as a representative of the collective interests of Southeast Asian countries, ASEAN plays a central role in the regional architecture and it faces a series of structural risks and pressures, raising concerns about its ability to maintain centrality and regional stability. In recent years, scholars have noticed that the regional group presented the signs of hedging, especially the ASEAN. However, there are relatively few studies on ASEAN’s hedging, and current research on this topic remains incomplete, with a lack of consensus on its definition, motivations, and mechanisms. This study aims to analyse the …
Sacred Celebrations: A Study Of Nats Rituals At Taungbyone Festival In Mandalay, La Wunn Phyu Phyu
Sacred Celebrations: A Study Of Nats Rituals At Taungbyone Festival In Mandalay, La Wunn Phyu Phyu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
AbstractThis thesis studies the spiritual rituals and Nat worship associated with the Taungbyone Nat festival, examining the long-standing coexistence of Theravada Buddhism with ancestor worship in Myanmar. More specifically, it examines the Taungbyone Nat festival, a communal ritual that highlights these beliefs. This study features the strengthened relationship between the Nat spirits and the indigenous people who participate in the belief of Nats. Furthermore, it also demonstrates the importance of community participation in ritual activities and explores the festival atmosphere encourages a shared sense of identity and social connection.The research identifies the historical evolution of Nat worship, particularly its longstanding …
Partnership In Rural Development Between Cambodia And South Korea: A Case Study Of Prey Romeat Village In Cambodia, Chan Jun Park
Partnership In Rural Development Between Cambodia And South Korea: A Case Study Of Prey Romeat Village In Cambodia, Chan Jun Park
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cambodia’s macroeconomic growth since the 1990s has not been paralleled by proportional improvements in rural livelihoods, where the majority of the population continues to experience poverty and development stagnation. Compounding this challenge is the nation’s historical reliance on Official Development Assistance (ODA), which has fostered structural aid dependency and weakened local initiative. This thesis investigates the Saemaul Undong Model Village Project (SMU project), a rural development project implemented in partnership between Cambodia and South Korea through the Korea Saemaul Undong Center (KSUC), as a potential alternative to conventional donor-driven aid models. The research examines the case of Prey Romeat village …
The Last Tributary Mission From Siam To China: The Decline Of The Chinese Tributary System And The Rise Of The British Treaty Port System In Siam During The King Mongkut’S Reign, Yifei Xu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Focusing on the historical turning point marked by Siam’s termination of its tributary connections to the Qing China since its last mission dispatched in 1852-53, this study investigates the structural transformation of Sino-Siamese relations under the impact of British colonial order in the mid-nineteenth century, revealing its disintegration during the rise of the modern international order enforced through British colonialism in the Asian maritime space. By clarifying the role of paternalism within the Sino-Siamese tributary framework, examining Britain’s claims brewed from its East India Company’s long-term engagement with China within the Canton trade system, and analyzing the historical shift of …
The K-Pop Music Industry Strategy For The Development Of The T-Pop Music Industry For Chinese Audience: (A Case Of Gmm), Zenghui Shen
The K-Pop Music Industry Strategy For The Development Of The T-Pop Music Industry For Chinese Audience: (A Case Of Gmm), Zenghui Shen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The global success of K-pop has significantly influenced the development of T-pop, especially in terms of production model, artist training, visual aesthetics, and digital marketing strategies. However, despite K-pop's rapid global expansion, T-pop's growth, especially in the Chinese market, remains limited. This study explores how T-pop can borrow successful elements of K-pop's business model to enhance its appeal among young Thai Chinese. The study adopted a mixed methods approach, combining quantitative data obtained through an online questionnaire survey of 396 Chinese university students in Thailand and qualitative insights obtained through interviews with five music industry professionals. The results show that …
An Insight Into Trade And Inequality: A Cross-Country Income Quintile Analysis, Karn Leela-Adisorn
An Insight Into Trade And Inequality: A Cross-Country Income Quintile Analysis, Karn Leela-Adisorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines how international trade affected income inequality in 69 countries between 2006 and 2019, a time when globalization was slowing down. Unlike earlier studies focused on periods of rapid trade expansion, this research reevaluates the trade-inequality link under new global conditions. It uses the Gini coefficient and income quintile shares to capture different aspects of income inequality. While the Gini index offers a broad measure, quintile shares reveal more detailed distributional changes, especially among lower and middle-income groups.The findings reveal that greater trade openness and export intensity are generally associated with higher income inequality. Specifically, these forms of …
การพัฒนาแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Bim) ด้วยเครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานของศาลเจ้าโรงเกือก : กรณีศึกษาการประเมินผลกระทบจากอุทกภัย, ปริฉัตร กานต์จารุรัตน์
การพัฒนาแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Bim) ด้วยเครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานของศาลเจ้าโรงเกือก : กรณีศึกษาการประเมินผลกระทบจากอุทกภัย, ปริฉัตร กานต์จารุรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการพัฒนาแบบจำลองสารสนเทศอาคารด้วยเครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานของศาลเจ้าโรงเกือก กรณีศึกษาการประเมินผลกระทบจากอุทกภัย เนื่องจากปัจจุบันศาลเจ้าโรงเกือก แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร กำลังประสบปัญหาการทรุดโทรมและมีปัญหาน้ำท่วมขังอยู่บ่อยครั้ง ผู้วิจัยจึงจัดทำแบบจำลองอาคารสารสนเทศ โดยการเก็บข้อมูลจากเครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติข้อมูลที่ได้จะอยู่ในรูปแบบจุดพิกัดสามมิติ ผลลัพธ์ที่ได้ข้อมูลมีค่าความถูกต้องเท่ากับ 2.9 มิลลิเมตร ซึ่งอยู่ในระดับความถูกต้องที่เชื่อถือได้ตามเกณฑ์งานสำรวจชั้น 3 ตามมาตรฐานของ FGCC1989 จากนั้นผู้วิจัยจึงนำข้อมูลมาพัฒนาเป็นแบบจำลองสารสนเทศอาคารโดยมีมาตรฐานรายละเอียดของแบบจำลองที่ระดับ 200 ซึ่งสามารถแสดงโครงสร้างทั่วไปของอาคาร เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลแบบจำลองความสูงเชิงเลขและข้อมูลน้ำท่วมขังจากสำนักระบายน้ำกรุงเทพมหานคร ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ 0.1 0.3 0.5 0.8 และ 1 เมตร โดยอ้างอิงจากข้อมูลหมุดวงรอบที่มีค่าระดับความสูงต่ำสุดในพื้นที่ศึกษาเพื่อใช้ในการประมาณค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบว่าที่ระดับ 0.1 เมตร พื้นที่เสียหายมีขนาด 197.79 ตร.ม. ระดับ 0.3 เมตร พื้นที่เสียหายมีขนาด 477.43 ตร.ม และตั้งแต่ระดับน้ำท่วมขัง 0.5 เมตรขึ้นไปถึง 1 เมตร พื้นที่เสียหายเท่ากันรวมพื้นที่ประมาณ 987.33 ตร.ม. ค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นที่ระดับ 0.1 เมตร เท่ากับ 44,502.75 บาท ที่ระดับ 0.3 และ 0.5 เมตร เพิ่มขึ้นจากระดับ 0.1 เมตร ประมาณร้อยละ 141.43 และร้อยละ 732.58 ตามลำดับ จากนั้นความเสียหายจะคงที่จนถึงที่ระดับน้ำท่วม 0.8 เมตร และเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 802.78 ที่ระดับ 1 เมตร เนื่องจากการประมาณราคาของงานระบบไฟฟ้าที่เพิ่มเข้ามา โดยข้อมูลประมาณค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น สามารถนำไปวางแผนเพื่อปรับปรุง ก่อสร้างหรือซ่อมแซมให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลหรืองานอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ รวมถึงการวางแผนการป้องกันเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานได้ดียิ่งขึ้น
การกำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยโดยใช้หน้าที่ของคำหลายหน้าที่เป็นเกณฑ์, สัณห์ธวัช ธัญวงษ์
การกำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยโดยใช้หน้าที่ของคำหลายหน้าที่เป็นเกณฑ์, สัณห์ธวัช ธัญวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องฉบับนี้มุ่งเสนอระเบียบวิธีการใช้คำหลายหน้าที่ซึ่งเป็นผลผลิตจากกระบวนการกลายเป็นรูปไวยากรณ์เป็นหลักเกณฑ์บ่งชี้สมัยของตัวบทเก่าภาษาไทย โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ (1) เพื่อทดสอบประสิทธิภาพว่าการกำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยโดยใช้หน้าที่ของคำหลายหน้าที่เป็นเกณฑ์สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเรื่องช่วงอายุของตัวบทหรือไม่ และ (2) เพื่อทดลองใช้เกณฑ์หน้าที่ของคำหลายหน้าที่ที่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพแล้วมากำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยจากชุดกรณีปัญหา 6 กรณีผลการศึกษาพบว่ามีคำและหน้าที่ของคำซึ่งใช้ทดสอบกำหนดช่วงอายุชุดตัวบทอ้างอิงได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเรื่องช่วงอายุ 3 คำ 7 หน้าที่ ได้แก่ (1) คำ ที่ ใน 3 หน้าที่ ได้แก่ ตัวบ่งชี้คุณานุประโยค ตัวบ่งชี้นามวลีแปลง และตัวนำส่วนเติมเต็ม (2) คำ ถึง ใน 3 หน้าที่ ได้แก่ คำเชื่อมอนุพากย์บอกผล คำเชื่อมอนุพากย์บอกความขัดแย้ง และ (3) คำ แต่ ในหน้าที่สันธานบอกความขัดแย้ง ซึ่งคัดเลือกจากคำที่มีศักยภาพในขั้นต้นจำนวน 8 คำเมื่อนำหน้าที่ของคำหลายหน้าที่ ที่ ถึง และ แต่ ซึ่งมีประสิทธิภาพมาใช้กำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยจากชุดกรณีปัญหา 6 กรณี พบว่า (1) จารึกหลักที่ 1 (รามคำแหง) ไม่ปรากฏใช้หน้าที่ซึ่งกำหนดช่วงอายุได้เด็ดขาด จึงไม่สนับสนุนสมมติฐานการแต่งในสมัยรัตนโกสินทร์ (2) ไตรภูมิกถาปรากฏลักษณะการใช้คำหลายหน้าที่พ้องกับภาษาในช่วง พ.ศ. 2301-2350 ปฏิเสธสมมติฐานว่ากำหนดช่วงอายุได้สอดคล้องกับประวัติที่ระบุว่าแต่งขึ้นใน พ.ศ. 1888 (3) กฎหมายตราสามดวง ส่วนพระธรรมศาสตร์ ยืนยันสมมติฐานว่ากำหนดช่วงอายุได้สอดคล้องปี พ.ศ. 2347 และปฏิเสธข้อสันนิษฐานที่ว่าการชำระนั้นเคารพและคัดลอกตรงตามต้นฉบับเดิม (4) อิหร่านราชธรรม ยืนยันสมมติฐานว่ากำหนดช่วงอายุได้ตรงกับสมัยต้นรัตนโกสินทร์ สอดคล้องกับประวัติของต้นฉบับตัวเขียนที่ระบุว่าเขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2325 (5) ปูมราชธรรม และ (6) ไตรภูมิ ฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส กำหนดช่วงอายุตัวบทให้ตรงกับช่วงอยุธยาตอนปลาย ยืนยันสมมติฐานว่าตัวบทดังกล่าวแต่งขึ้นในสมัยอยุธยาโดยสรุป การศึกษานี้ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์และตอบสมมติฐานงานวิจัยทั้ง 2 ส่วน และนำไปสู่ข้อสรุปสำคัญว่าคำหลายหน้าที่ซึ่งเป็นผลผลิตของการกลายเป็นรูปไวยากรณ์สามารถใช้เป็นหลักเกณฑ์อีกประการหนึ่งในการกำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยได้
Border Brides From Southeast Asia To China : Is The Hidden Trafficking Crime Being Rationalized, Xi Chen
Border Brides From Southeast Asia To China : Is The Hidden Trafficking Crime Being Rationalized, Xi Chen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Along the border between China and the Peninsula of Southeast Asia, Myanmar, Laos and Vietnam are the three countries most closely linked to China, not only for geopolitical relations, but also for the similarities between different economies, societies and ethnic cultures. With the wave of globalization comes a huge number of economic opportunities and the mobility of people from other countries and ethnicities to pursue economic benefits first and foremost. There are limited opportunities for legitimate and recognized jobs through official procedures, especially in a country where the demographic dividend is a major advantage, and where human capital is not …
Semiotic Resources And Ideological Construction In Southeast Asian Femvertising, Qian Zhang
Semiotic Resources And Ideological Construction In Southeast Asian Femvertising, Qian Zhang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Femvertising, the practice of integrating feminist messaging into advertising, has emerged as a powerful strategy for challenging gender stereotypes and promoting women's empowerment. However, its adaptation in Southeast Asia poses unique challenges due to the region's diverse cultural and religious norms. This research investigates how semiotic resources in Femvertising campaigns from Thailand, Malaysia, and Singapore construct empowerment narratives while addressing local cultural contexts. Combining a systematic literature review with social semiotic analysis, this study explores the visual and linguistic elements in Femvertising campaigns, highlighting their dual role in challenging stereotypes and reinforcing consumerist ideologies. Findings reveal that while these campaigns …
สภาวะความไม่ยุติธรรมภายใต้กระแสระบบทุนนิยม : การสะสมทุนด้วยการปล้นชิง, รัชดาพร ธรรมไหว
สภาวะความไม่ยุติธรรมภายใต้กระแสระบบทุนนิยม : การสะสมทุนด้วยการปล้นชิง, รัชดาพร ธรรมไหว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ เพื่อศึกษาแนวคิดการสะสมทุนเบื้องต้น แนวคิดการสะสมทุนด้วยการปล้นชิง และแนวคิดทุนนิยมทางการเงิน และเพื่อเปรียบเทียบการสะสมทุนผ่านการปล้นชิงของระบบทุนนิยม ระหว่างทุนนิยมอุตสาหกรรม และทุนนิยมทางการเงิน โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการวิเคราะห์จากเอกสารชั้นรอง ผ่านกรอบแนวคิดการะสมทุนเบื้องต้น และแนวคิดการสะสมทุนด้วยการปล้นชิง ผลการศึกษา พบว่า ในยุคเริ่มแรกของทุนนิยมอย่างในยุคทุนนิยมอุตสาหกรรม การสะสมทุนเบื้องต้นเกิดขึ้นจากการแย่งชิงทรัพยากร เช่น การยึดครองที่ดิน การขูดรีดแรงงาน เป็นต้น แต่ในยุคปัจจุบัน การสะสมทุนมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะทุนนิยมทางการเงิน การสะสมทุนมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งไม่เพียงแต่การขูดรีดแรงงานทางกายภาพเท่านั้น แต่ได้แปรเปลี่ยนเป็นลักษณะของการเก็งกำไร การสร้างหนี้ การแปรรูปทรัพย์สินสาธารณะ การใช้ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น โดยไม่ต้องผ่านการผลิตหรือแรงงานอย่างชัดเจน จึงทำให้ผู้เขียนได้ข้อค้นพบวิธีการสะสมทุนผ่านการปล้นชิงว่าได้แปรเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามบริบทโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคทุนนิยมดิจิทัล กลไก และวิธีการสะสมทุนสามารถทำได้อย่างแยบยลจนกลืนไปกับชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว ภาพลักษณ์เทคโนโลยี แพลตฟอร์มดิจิทัลถูกผลิตมาเพื่ออำนวยความสะดวก แต่เบื้องหลังได้ปล้นชิงแร่ธาตุหายากอย่างมหาศาล และปล้นชิงความเป็นมนุษย์ในการกดขี่ข่มเหงแรงงานในประเทศยากจน อีกทั้งยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหลอกหลวงมนุษย์ด้วยกันเอง จึงเป็นสิ่งสะท้อนว่า ไม่ว่าการสะสมทุนในยุคใดก็ตาม ก็ยังทิ้งความไม่ยุติธรรมแก่คนส่วนใหญ่อยู่เสมอ ซึ่งอนาคตการสะสมทุนก็คงกลายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ และดูเหมือนว่าความไม่ยุติธรรมยังคงแฝงอยู่ในระบบทุนนิยมที่ดูเหมือนจะพัฒนาไปอย่างไร้ที่ติ
การเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กร ความเชื่อมั่น และความตั้งใจลงทุนของนักลงทุนไทยในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, พิชญา เมืองแมน
การเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กร ความเชื่อมั่น และความตั้งใจลงทุนของนักลงทุนไทยในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, พิชญา เมืองแมน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ของการเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กร ความเชื่อมั่น และความตั้งใจลงทุนของนักลงทุนไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการเชิงสำรวจ (Survey Research) ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 210 คน ผลการศึกษาพบว่า (1) นักลงทุนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 47.6 รองลงมาเป็นเพศชาย ร้อยละ 46.7 และกลุ่ม LGBTQ+ ร้อยละ 5.7 มีอายุ 26-35 ปี ร้อยละ 59.0 และมีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ร้อยละ 94.3 (2) นักลงทุนใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กร ร้อยละ 80.0 รองลงมาคือเว็บไซต์ข่าวการเงิน ร้อยละ 66.7 และ YouTube ร้อยละ 55.2 (3) นักลงทุนสนใจข้อมูลนวัตกรรมด้าน Artificial Intelligence มากที่สุด ร้อยละ 76.2 รองลงมาคือ Data Center ร้อยละ 59.0 และ Cloud Computing ร้อยละ 53.3 (4) ระดับการรับรู้เกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูลนวัตกรรมองค์กรอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 4.03) (5) ระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อองค์กรที่สื่อสารนวัตกรรมอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 4.13) (6) ระดับความตั้งใจลงทุนในองค์กรที่สื่อสารนวัตกรรมอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 4.13) (7) ระดับการเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมต่อการความตั้งใจลงทุนอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 3.98) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า (1) การเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมขององค์กรมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน (r = 0.729, p<0.01) (2) ความเชื่อมั่นของนักลงทุนมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจในการลงทุน (r = 0.785, p < 0.01) (3) การเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กรมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจลงทุน (r=0.672, p< 0.01) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานการวิจัยทั้งสามข้อ
The Influences Of Entrepreneur Personal Branding Of Electric Vehicles On Social Media On Gen Z'S Behavioral Responses In China, Jianchao Fu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to: 1) examine how electric vehicle (EV) entrepreneurs’ personal branding on social media (PBS) affects Generation Z consumers in China; 2) analyze how this branding influences three components of the Theory of Planned Behavior—Attitude toward the behavior (A), Subjective Norms (SN), and Perceived Behavioral Control (PB); 3) study how these components affect behavioral responses (BR); and 4) test a structural equation model (SEM) based on these relationships. A quantitative method was used, with data collected via an online questionnaire from 200 Gen Z consumers (aged 18–27) in mainland China in May 2025. Data analysis utilized the SEM. …
The Strategic Influence Of Opinion Leaders In Chinese Fandom Culture Of Thai Boys’ Love Series, Cristine Lin
The Strategic Influence Of Opinion Leaders In Chinese Fandom Culture Of Thai Boys’ Love Series, Cristine Lin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study adopts a strategic communication perspective to examine the strategic influence of opinion leaders in Chinese fandom culture of Thai Boys’ Love (BL) series. The research focuses on “Da-fen,” a fandom-specific term referring to influential fan figures who play key leadership roles within online fan communities. By using a qualitative research design, the study combines semi-structured interviews with textual analysis of high-engagement social media posts. Three research questions guide the inquiry: (1) How do fan opinion leaders build and maintain leadership roles within Chinese fandom of Thai BL series? (2) What strategic communication practices do opinion leaders use to …
การประกอบสร้างพื้นที่แบบคาร์นิวัล (Carnivalesque) ในภาพยนตร์ชุดหอแต๋วแตก, ณภัทร ศิริอาชาวัฒนา
การประกอบสร้างพื้นที่แบบคาร์นิวัล (Carnivalesque) ในภาพยนตร์ชุดหอแต๋วแตก, ณภัทร ศิริอาชาวัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประกอบสร้างพื้นที่แบบคาร์นิวัลในภาพยนตร์ชุดหอแต๋วแตก กลยุทธ์ในสร้างพื้นที่แบบคาร์นิวัลในภาพยนตร์ชุดหอแต๋วแตก และภาพยนตร์หอแต๋วแตกช่วยผลักดันการต่อสู้ของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือไม่อย่างไร โดยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการวิเคราะห์ตัวบท (Textual Analysis) จากกลุ่มตัวอย่างภาพยนตร์หอแต๋วแตกจำนวน 4 ภาค ได้แก่ ภาคที่ 1 หอแต๋วแตก (พ.ศ. 2550) ภาคที่ 3 หอแต๋วแตก แหวกชิมิ (พ.ศ. 2554) ภาคที่ 6 หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ (พ.ศ. 2561) และภาคที่ 9 หอแต๋วแตก แหกสัปะหยด (พ.ศ. 2567) โดยคัดเลือกด้วยเกณฑ์ด้านพื้นที่ของหอที่ต่างกันในแต่ละภาค ผลการวิจัยพบว่าภาพยนตร์ชุดนี้ได้สร้างพื้นที่แบบคาร์นิวัล (Carnivalesque) ขึ้นตามแนวคิดของมิคาอิล บัคติน (Mikhail Bakhtin) ด้วยกลไกคาร์นิวัล 3 ประการ ได้แก่ การกลับหัวกลับหางสถานะ (Turning Upside Down), การแสดงความรื่นรมย์ผ่านร่างกาย (Bodily Pleasure) และการสร้างความขบขันเกินขอบเขต (Laughter by Excession) ในพื้นที่กึ่งสาธารณะอย่างหอพัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตัวละครผู้มีความหลากหลายทางเพศมีอำนาจควบคุม พลิกสถานะจากผู้ถูกกดทับในชีวิตจริงสู่ผู้มีอำนาจในโลกของภาพยนตร์ ผ่านการแสดงออกอันเกินจริง การแต่งกายหลุดกรอบ และการใช้อารมณ์ขันท่ามกลางบรรยากาศสยองขวัญ ทั้งยังสลับบทบาทกับเพศชายหญิงที่มักเป็นชนชั้นนำในสังคมจริง เพื่อวิพากษ์และลดทอนอำนาจแบบดั้งเดิม ทั้งจากรัฐ สังคม ศาสนา และวาทกรรมชายเป็นใหญ่ โดยทุกภาคจบลงด้วยชัยชนะของตัวละครผู้มีความหลากหลายทางเพศ ตอกย้ำว่า “ธรรมะชนะอธรรม” ภาพยนตร์ชุดหอแต๋วแตกนี้จึงไม่เพียงเป็นเครื่องมือในการต่อต้านในการต่อสู้ทางจินตนาการของผู้มีความหลากหลายทางเพศเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว (temporary liberation) เพื่อปลอดปล่อยความเจ็บปวดและหล่อเลี้ยงความหวังของผู้มีความหลากหลายทางเพศอีกด้วย
อิทธิพลของทัศนคติ กลุ่มอ้างอิง และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต่อพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทย, นันท์หทัย บัวเลิศ
อิทธิพลของทัศนคติ กลุ่มอ้างอิง และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต่อพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทย, นันท์หทัย บัวเลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ทัศนคติต่อตราสินค้า อิทธิพลของกลุ่มอ้างอิง (ได้แก่ อิทธิพลด้านข้อมูล อิทธิพลเชิงเปรียบเทียบ และอิทธิพลแบบให้ปฏิบัติตาม) การสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทยของผู้บริโภค ในเรื่องของความตั้งใจซื้อซ้ำและความภักดีต่อตราสินค้า และ 2) อิทธิพลของทัศนคติ กลุ่มอ้างอิง และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต่อพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทยของผู้บริโภค โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 18-44 ปี ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร และต้องเคยซื้อและใช้ยาดมตราหงส์ไทยมาอย่างน้อย 1 เดือน จำนวนทั้งสิ้น 264 คน แบ่งเป็น 1) อายุ 18-28 ปี (Generation Z) จำนวน 132 คน และ 2) อายุ 29-44 ปี (Generation Y) จำนวน 132 คน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยรวมมากที่สุดคือ ทัศนคติต่อตราสินค้า นอกจากนั้น ทัศนคติต่อตราสินค้าและอิทธิพลเชิงเปรียบเทียบ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทยในเรื่องของความตั้งใจซื้อซ้ำและความภักดีต่อตราสินค้า ในขณะที่อิทธิพลแบบให้ปฏิบัติตาม มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทยในเรื่องของความตั้งใจซื้อซ้ำเท่านั้น และสุดท้าย อิทธิพลด้านข้อมูลและอิทธิพลเชิงเปรียบเทียบของกลุ่มอายุ Generation Z และ Generation Y แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
From Ritual To Festival: The Commodification And Transformation Of Nyepi Day In Bali, Yu-Ru Chang
From Ritual To Festival: The Commodification And Transformation Of Nyepi Day In Bali, Yu-Ru Chang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study explores the transformation of Bali’s Nyepi Day practices through the lens of cultural commodification. Nyepi, as the Balinese Day of Silence, is rooted in four core prohibitions—no fire (Amati Geni), no travel (Amati Lelungan), no work (Amati Karya), and no entertainment (Amati Lelanguan)—and is traditionally observed as a day of spiritual purification. However, its increasing commodification through tourism packages and hotel promotions has raised concerns from religious councils and local authorities regarding the erosion of its sacred meaning. Among the related rituals, the Ogoh-Ogoh parade, held on the eve of Nyepi, has undergone significant transformation: demon-like effigies once …
อิทธิพลพรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้ที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าของไทย ในกลุ่มผู้บริโภค, ฟ้าใส วิศรุตวณิช
อิทธิพลพรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้ที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าของไทย ในกลุ่มผู้บริโภค, ฟ้าใส วิศรุตวณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของคุณลักษณะของพรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้ที่มีต่อความไว้วางใจในสินค้าไทย และศึกษาอิทธิพลของความไว้วางใจในสินค้าไทยที่ใช้พรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้ที่มีต่อความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค เป็นการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการสำรวจความคิดเห็น (Survey Research) เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการซื้อและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริโภคอายุระหว่าง 18-35 ปี ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 272 คน ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า (1) คุณลักษณะของพรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ชาหมัก (r = .852, p < 0.01) (2) ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ชาหมักมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ชาหมัก (r = .874, p < 0.01) (3) คุณลักษณะของพรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า (r = .907, p < 0.01) (4) ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้ามีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า (r = .903, p < 0.01) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งรับสมมติฐานทุกข้อ ความไว้วางใจสามารถไกล่เกลี่ยอิทธิพลของพรีเซนเตอร์ได้ 87.7% ในผลิตภัณฑ์ชาหมัก และ 94.0% ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า
การรับรู้ ทัศนคติ และการตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรี, ณัฐฌา ชำนิยันต์
การรับรู้ ทัศนคติ และการตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรี, ณัฐฌา ชำนิยันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ ทัศนคติ และการตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรี โดยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง การรับรู้ ทัศนคติ และการตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรี ด้วยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 200 ชุด ด้วยวิธีวิจัยเชิงสำรวจ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้การสื่อสารการตลาดผ่านดนตรีโดยรวมอยู่ในระดับมากโดยเฉพาะประเด็นที่สามารถจดจำการใช้ดนตรีเพื่อเชื่อมโยงศิลปินกับกลุ่มเป้าหมายของตราสินค้าได้ (M= 3.93), มีทัศนคติเชิงบวกต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรี โดยเฉพาะกลยุทธ์ที่ใช้ศิลปินเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ (M = 4.29) และมีระดับการตอบสนองต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรีในระดับมาก โดยเฉพาะในด้านความตั้งใจ (M = 4.05) ทั้งนี้ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า 1. การรับรู้มีความสัมพันธ์กับทัศนคติในระดับปานกลาง โดยเฉพาะกลยุทธ์การร่วมมือระหว่างศิลปินและตราสินค้าในการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวก (r = 0.47) และ 2. ทัศนคติมีความสัมพันธ์กับการตอบสนองในระดับปานกลาง โดยเฉพาะในด้านความตั้งใจ (r = 0.52) สะท้อนให้เห็นว่า การสื่อสารการตลาดผ่านดนตรีมีบทบาทในการกระตุ้นอารมณ์ สร้างประสบการณ์ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในทุกมิติ
The Influence Of Remittances On Health Expenditure : An Empirical Evidence From Myanmar, Yee Mon Khine
The Influence Of Remittances On Health Expenditure : An Empirical Evidence From Myanmar, Yee Mon Khine
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The study explores the influence of remittance on healthcare expenditure focusing on household individuals’ outpatient cost by utilizing secondary data from the 2015 Myanmar Poverty and Living Condition Survey (MPLCS). Our study employs descriptive statistics and Ordinary Least Squares regression (OLS) model to analyze the effects of remittance characteristics and household factors on outpatient cost. Findings show that remittance amount and frequency are not significant predictors, but some remittance source countries, Japan and the USA, are associated with higher outpatient costs. Households received remittances from informal transfer methods, such as via hundi, relatives or carriers, correspond to lower spending than …
Key Determinants Of Under-Five For Policy Focus : Economic Status, Healthcare Access, Or Maternal Education?, Wai Yan Htun
Key Determinants Of Under-Five For Policy Focus : Economic Status, Healthcare Access, Or Maternal Education?, Wai Yan Htun
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Despite Myanmar initiatives to improve maternal and child healthcare, the Under-Five Mortality Rate (U5MR) in Myanmar remains critically high, ranking 44th globally in 2023 according to the World Bank. This reflects persistent socioeconomic inequalities and disparities in healthcare access. Objective: This study aims to analyze the influence of maternal education level, household wealth, and access to healthcare services on U5MR in Myanmar, and to propose relevant policy recommendations. Methods: This research utilized secondary data from the 2015-2016 Myanmar Demographic and Health Survey (MDHS). The sample included 4,809 children under five years of age, derived from interviews with 3,862 mothers. …