Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Social and Behavioral Sciences Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2025

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 17041 - 17070 of 19511

Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences

ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร, จุฑามาศ ประทีปพรศักดิ์ Jan 2025

ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร, จุฑามาศ ประทีปพรศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง “ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล การรับรู้ข่าวสาร และทัศนคติต่อประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจที่มีอิทธิพลต่อระดับความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการป้องกันและลดความวิตกกังวลของประชาชนต่อภัยอาชญากรรมรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 396 คน ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ครอบคลุมกลุ่มนิสิตนักศึกษา ผู้ใช้บริการห้างสรรพสินค้า และผู้ใช้พื้นที่สาธารณะทั่วไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นทางสถิติเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า t การวิเคราะห์ความแปรปรวน เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความหวาดกลัวระหว่างกลุ่ม รวมถึงวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่ายเพื่อทดสอบอิทธิพลของตัวแปรอิสระผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับระดับความหวาดกลัว โดยกลุ่มเพศหญิงมีระดับความหวาดกลัวมากกว่า ขณะที่ปัจจัยด้านช่วงอายุไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ พบว่าการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงจากสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ส่งผลให้ระดับความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และพบว่าทัศนคติต่อประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจมีความสัมพันธ์ในทางลบกับความหวาดกลัว กล่าวคือ ผู้ที่เชื่อมั่นในความสามารถของตำรวจจะมีความกลัวน้อยกว่า ผลการศึกษาโดยรวมชี้ให้เห็นว่าความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์กราดยิงไม่เพียงเป็นปฏิกิริยาทางจิตวิทยาต่ออาชญากรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความรู้สึกไม่มั่นคงในสังคมเมืองสมัยใหม่ งานวิจัยนี้เสนอแนวทางการวางแผนการป้องกันและรับมือกับเหตุการณ์กราดยิง โดยให้รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการมาตรการทั้งสามระดับอย่างเป็นระบบ ได้แก่ มาตรการด้านพื้นที่และโครงสร้างกายภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง มาตรการด้านสถาบันและการปฏิบัติการเพื่อจัดกำลังตามความเสี่ยงและยกระดับความพร้อมในการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และมาตรการด้านการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความตื่นตระหนกของประชาชน ซึ่งการประสานกลไกทั้งสามระดับจะช่วยลดทั้งความเสี่ยงเชิงจริงและความหวาดกลัวเชิงรับรู้ พร้อมเสริมสร้างสภาพแวดล้อมเมืองที่ปลอดภัยและยั่งยืนยิ่งขึ้น


การก่อแรงร่วมสร้างเมืองปลอดภัยเชิงรุกเพื่อป้องกันอาชญากรรม : กรณีศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี, กฤติ ม่วงศิริ Jan 2025

การก่อแรงร่วมสร้างเมืองปลอดภัยเชิงรุกเพื่อป้องกันอาชญากรรม : กรณีศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี, กฤติ ม่วงศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสร้างเมืองปลอดภัยเพื่อป้องกันปัญหาอาญากรรม ยังประสบสภาพปัญหาช่องว่างเชิงนโยบาย (Gaps for Policy Formulation) การกำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องในพื้นที่ (Contextual Index) และสภาพปัญหาด้านการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders Concern) ส่งผลให้การกำหนดนโยบายขาดความชัดเจนและอาจไม่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ ผู้วิจัยจึงมุ่งศึกษาสภาพปัญหาและนำเสนอนโยบาย “เมืองปลอดภัยเชิงรุก (Pro-Active Safe City)” เพื่อแก้ไขปัญหาช่องโหว่ของการตีความและการกำหนดเป้าหมายผ่านตัวชี้วัด โดยนำร่องการศึกษาในพื้นที่ศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โดยดำเนินการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ - เชิงคุณภาพ การออกแบบเชิงบูรณาการตามหลัก 4D Design Thinking และการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Spatial Analysis) โดยริเริ่มสำรวจด้วยดัชนีตัวชี้วัดความปลอดภัยเชิงกายภาพรายพื้นที่ (Crime Vector Index: CVI) จากการสำรวจออนไลน์ ประชากรจำนวน 382 ราย เพื่อประเมินความเสี่ยงและความต้องการ และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและผู้แทนท้องถิ่นจำนวน 7 ราย และการจัดอภิปรายกลุ่มสำหรับภาครัฐ-ภาคประชาชนจำนวน 25 ราย ทั้งนี้ ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ประชาชนในพื้นที่มีความต้องการให้เน้นย้ำกลไกการสร้างพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันและการพักผ่อน (ร้อยละ 25.13) การติดตั้งเสาไฟส่องสว่าง (ร้อยละ 21.20) และการสร้างอาสาสมัครชุมชนช่วยลาดตระเวนในพื้นที่ (ร้อยละ 14.66) และประชาชนในพื้นที่มีความกังวลต้องรับมือความเสี่ยงของอาชญากรรม โดยต้องการมุ่งเน้นการปกป้องความปลอดภัยในชีวิต การแก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยง สกัดกั้นความเสี่ยงจากภัยภายนอก ในขณะที่ความเข้มแข็งทางสังคมและการสร้างแนวร่วมเฝ้าระวังภัยอาชญากรรมเป็นกลไกสำคัญ และการสร้างพื้นที่ส่วนกลาง ขยายโอกาสในการใช้พื้นที่ร่วมกันและเศรษฐกิจในพื้นที่ ฉะนั้น แนวทางการสร้างเมืองปลอดภัยสำหรับพื้นที่ จึงนำเสนอในรูปแบบเมืองปลอดภัยเชิงผสมผสาน โดยออกแบบมิติความปลอดภัยเชิงกายภาพผ่านการติดตั้งอุปกรณ์และเทคโนโลยีเฝ้าระวังจุดเสี่ยงบริเวณพื้นที่รอยต่อ และมิตินามธรรมผ่านกลไกสร้างชุมชนเข้มแข็งให้เป็น “หุ้นส่วนความปลอดภัยสาธารณะ (Strategic Partnership for Public Security)” และสร้างความสมดุลระหว่างสังคม - เทคโนโลยีโดยเน้นย้ำการมีส่วนร่วม (Engagement) จากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน (Stakeholders) สร้างความตระหนักการรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ (Sense of Belonging) เป็นพลเมืองตื่นรู้ (Active Citizen) เพื่อป้องกันอาชญากรรมพื้นฐาน (Street Crimes) และยาเสพติด และยกระดับสู่การสร้างข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ เพื่อแนะนำกระบวนการและขั้นตอนการปฏิบัติ และธรรมาภิบาลด้านเมืองปลอดภัย ด้านกฎ …


กลไกทางการเมืองของทหารไทยหลังการรัฐประหาร 2549 และ 2557, เอกนาถ วิชนี Jan 2025

กลไกทางการเมืองของทหารไทยหลังการรัฐประหาร 2549 และ 2557, เอกนาถ วิชนี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิเคราะห์พรรณนา มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษา การสร้างกลไกทางการเมืองที่ทหารใช้ในการทำให้ประชาธิปไตยถดถอย และสืบทอดอำนาจหลังการรัฐประหารปี 2549 และ 2557 รวมถึงวิเคราะห์การสร้างกลยุทธ์ สถาบัน และกรอบกฎหมายที่กองทัพกำหนดขึ้นหรือควบคุมอย่างเป็นระบบ โดยมีการเก็บข้อมูลโดยการศึกษาเอกสารทั้งในระดับปฐมภูมิ และทุติยภูมิ รวมถึงมีการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า เพื่อบรรลุจุดประสงค์ในการศึกษาได้อย่างครบถ้วน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 กองทัพไทยได้กลับมามีบทบาททางการเมืองผ่านกลไกทางการเมือง 4 ประการอันได้แก่ 1. การแสวงหาความชอบธรรม เพื่อสร้างภาพว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งจำเป็น 2. การกระชับอำนาจในกองทัพ และการประสานผลประโยชน์กับชนชั้นนำ เพื่อให้กองทัพเป็นฐานอำนาจที่มั่นคงสำหรับการแทรกแซงการเมืองระยะยาว 3. การกดปราบฝ่ายตรงข้าม เพื่อทำลายศักยภาพในการต่อต้านของฝ่ายประชาธิปไตย และ 4. การออกแบบเชิงสถาบัน เพื่อสืบทอดอำนาจทางการเมือง ผ่านกฎหมาย กติกา และสถาบันทางการเมืองใหม่ (รัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ระบบเลือกตั้ง) ที่จำกัดอำนาจรัฐบาลเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม กองทัพในฐานะสถาปนิกผู้ออกแบบสถาบันแห่งความเป็นเผด็จการอันคงทนและลักษณะของการถดถอยทางประชาธิปไตยเชิงระบบภายใต้การกำกับดูแลโดยตัวแสดงที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างกลยุทธ์ สถาบัน และกรอบกฎหมายเพื่อจัดตั้งหรือบงการ สำหรับเปลี่ยนผ่านจากบทบาทผู้มีอำนาจชั่วคราวไปสู่ตำแหน่งที่มีอิทธิพลทางการเมืองอย่างยั่งยืน จนกระทั่งหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557


ศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกับการตัดสินเรื่องการล้มล้างการปกครอง (2549-2567), ชวกร ลัญจนเสถียรชัย Jan 2025

ศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกับการตัดสินเรื่องการล้มล้างการปกครอง (2549-2567), ชวกร ลัญจนเสถียรชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ฉบับมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการตีความถ้อยคำ “การล้มล้างการปกครอง” ของศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2549–2567 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการวิเคราะห์คำสั่งและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจำนวนทั้งสิ้น 12 ฉบับ ซึ่งสามารถจัดจำแนกออกเป็น 4 ประเภทคดี ได้แก่ (1) คดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตของพรรคการเมืองและกระบวนการเลือกตั้ง (2) คดีที่เกี่ยวข้องกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมหรือการชุมนุมทางการเมือง (3) คดีที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายหรือการกระทำทางนิติบัญญัติ และ (4) คดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ผลการศึกษาพบว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีการตีความถ้อยคำ “การล้มล้างการปกครอง” แตกต่างกันไปตามลักษณะของประเภทคดี โดยยังไม่ปรากฏบรรทัดฐานการตีความที่มีความชัดเจนแน่นอนและสม่ำเสมอ นอกจากนี้ แนวการตีความดังกล่าวยังขาดความสอดคล้องกับหลักการและมาตรฐานสากลด้านการพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมาย และเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญถูกนำมาใช้เป็นกลไกทางการเมืองมากกว่าการทำหน้าที่ในฐานะองค์กรอิสระที่มีบทบาทในการคุ้มครองคุณค่าพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายจราจร: กรณีศึกษาเมาแล้วขับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ณัฐวุฒิ ปัญจชัย Jan 2025

แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายจราจร: กรณีศึกษาเมาแล้วขับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ณัฐวุฒิ ปัญจชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายจราจรเกี่ยวกับความผิดเมาแล้วขับ (2) วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุที่เป็นอุปสรรคต่อการบังคับใช้กฎหมาย และ (3) เสนอแนวทางพัฒนาการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นกรณีศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเขตเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรและยานพาหนะสูง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 7 ราย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล 3 ราย ผู้พิพากษาและพนักงานอัยการในเขตกรุงเทพมหานคร 3 ราย และนักวิชาการด้านอาชญาวิทยาและนโยบายกฎหมายจราจร 1 ราย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับในพื้นที่กรุงเทพมหานครยังไม่บรรลุเป้าหมายด้านการยับยั้ง แม้กรอบกฎหมายจะกำหนดบทลงโทษไว้ค่อนข้างครบถ้วน แต่การบังคับใช้ในทางปฏิบัติยังขาดความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอ โดยมักเข้มงวดเฉพาะช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาว ประกอบกับข้อจำกัดด้านกำลังคน อุปกรณ์ตรวจวัด และเทคโนโลยีสนับสนุน รวมถึงช่องโหว่ของกระบวนการยุติธรรม เช่น การลงโทษสถานเบาในบางกรณี การติดตามผู้กระทำผิดซ้ำที่ไม่เข้มแข็ง และการขาดฐานข้อมูลกลางเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน ส่งผลให้ความแน่นอนของบทลงโทษลดลงและพลังในการป้องปรามไม่เพียงพอ จากผลการวิจัย เสนอให้พัฒนาการบังคับใช้กฎหมายในเชิงระบบ ได้แก่ การสุ่มตรวจอย่างทั่วถึงตลอดปี การจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอ การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการเพื่อเพิ่มความแน่นอนของบทลงโทษ โดยเฉพาะต่อผู้กระทำผิดซ้ำ การพัฒนากลไกบูรณาการและฐานข้อมูลกลาง การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนควบคู่มาตรการฟื้นฟูและการสร้างจิตสำนึกทางสังคม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับอย่างยั่งยืน


การตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ: กรณีศึกษาพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), ธนพล ทายะติ Jan 2025

การตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ: กรณีศึกษาพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), ธนพล ทายะติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจในปัจจุบัน ศึกษาระดับการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ และศึกษาแนวทางการป้องกันในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 400 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงาน กฟผ. ในปัจจุบัน คือ ภัยจากการหลอกลวง ภัยจากมัลแวร์และไวรัส ภัยจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ภัยจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย และ ภัยทางอ้อมอื่นๆ มีระดับการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ และมีระดับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ ในระดับมากที่สุด หากแต่มีประสบการณ์ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ส่วนมาก ในระดับน้อย การทดสอบสมมุติฐาน พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ระดับการศึกษา อายุการทำงาน ระดับการทำงาน ต่อการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ นอกจากนี้ประสบการณ์ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ไม่มีความสัมพันธ์กับการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ ในขณะที่การตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีผลบวก คือ พนักงาน กฟผ.ที่มีระดับการตระหนักรู้ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์มาก จะมีพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์มาก แนวทางการป้องกันในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ของพนักงาน กฟผ. คือ ความมีสติและความรอบคอบ การตรวจสอบและยืนยันข้อมูล การปฏิเสธและป้องกัน และการจัดการและปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ข้อเสนอแนะของการศึกษาคือ การจัดตั้งหน่วยงานและระบบเฉพาะ การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้จากภาครัฐ การศึกษาและสร้างความตระหนักรู้ การมีสติ และการระมัดระวัง


การจำแนกแตกต่างว่าด้วยมุมมองคุณภาพชีวิตสีเขียวของคนเมืองในกรุงเทพมหานคร:ศึกษากรณีเขตบางขุนเทียน, พิชฌ์นิพัทธ์ วิชัยโน Jan 2025

การจำแนกแตกต่างว่าด้วยมุมมองคุณภาพชีวิตสีเขียวของคนเมืองในกรุงเทพมหานคร:ศึกษากรณีเขตบางขุนเทียน, พิชฌ์นิพัทธ์ วิชัยโน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ให้ความสนใจกับประเด็นการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในฐานะความเสี่ยงภัยที่เมืองกรุงเทพมหานครต้องเผชิญ ซึ่งพื้นที่ชายทะเลบางขุนเทียนที่ตั้งอยู่แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน เป็นพื้นที่ที่สภาวะความเสี่ยงภัยปกคลุมวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนชายทะเลบางขุนเทียน โดยมีจุดมุ่งหมายในการค้นหานิยามความหมายของคุณภาพชีวิตสีเขียวที่เป็นภาพแทนของการอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและระบบนิเวศของชุมชนชายทะเลบางขุนเทียน ซึ่งความเสี่ยงภัยมีส่วนต่อการกำหนดนิยามความหมายของคุณภาพชีวิตสีเขียว ความเสี่ยงภัยจากการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนยังได้เปิดเผยให้เห็นถึงการจำแนกแตกต่างของมุมมองที่มีต่อคุณภาพชีวิตสีเขียวที่อ้างอิงอยู่กับตำแหน่งแห่งที่ของความเสี่ยง ผู้เขียนจึงเลือกวิเคราะห์ให้เห็นถึงการจำแนกแตกต่างดังกล่าวไว้ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ท้ายที่สุด ผู้เขียนได้สำรวจนโยบายการพัฒนาเมืองที่มีส่วนต่อการสร้างคุณภาพชีวิตสีเขียวที่ดี ซึ่งเป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความเสี่ยงด้วยการมองความเสี่ยงในฐานะภัยที่อำนาจทางการเมืองต้องเข้ามาจัดการ การบอกเล่าประสบการณ์จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 ราย ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายทะเลบางขุนเทียนผ่านการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ร่วมกันกับการเล่าเรื่องจากภาพถ่ายในผู้ให้ข้อมูลสำคัญบางราย ช่วยเปิดภาพให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงภัยกับคุณภาพชีวิตสีเขียวได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่างมีภูมิหลังทางสังคมวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของการนำไปสู่การวิเคราะห์การจำแนกแตกต่างของมุมมองที่มีต่อคุณภาพชีวิตสีเขียวที่สัมพันธ์กันกับความเสี่ยงภัยได้อย่างลงลึก เมื่อนิยามความหมายของคุณภาพชีวิตสีเขียวได้ปรากฏขึ้นแล้วจากคำบอกเล่าที่ถูกรวบรวมมา ผู้เขียนได้ทบทวนภูมิทัศน์ของนโยบายการพัฒนาเมืองเพื่อการมีคุณภาพชีวิตสีเขียวที่ดีผ่านการวิจัยเชิงเอกสาร ข้อค้นพบของการวิจัยที่นำเสนอไว้ในวิทยานิพนธ์นี้กำลังพาผู้อ่านสำรวจภูมิทัศน์ของความเสี่ยงจากการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในพื้นที่ชายทะเลบางขุนเทียนด้วยการชี้ให้เห็นถึงกระบวนการก่อรูปของความเสี่ยงที่เริ่มต้นจากท้องถิ่นก่อนขยายตัวไปสู่การเป็นความเสี่ยงระดับโลกที่ทุกคนต้องเผชิญร่วมกัน ความเสี่ยงในระดับท้องถิ่นอ้างอิงอยู่กับการรับรู้ความเสี่ยงและการต่อสู้ดิ้นรนของผู้ที่ตกอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ของความเสี่ยง ซึ่งแปรเปลี่ยนมาเป็นมุมมองที่พวกเขามีต่อคุณภาพชีวิตสีเขียวที่ดี โดยพวกเขาได้ร่วมนิยามคุณภาพชีวิตสีเขียวว่าเป็นการอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและระบบนิเวศของชุมชนชายทะเลบางขุนเทียน ขณะเดียวกันการจำแนกแตกต่างต่อมุมมองของคุณภาพชีวิตสีเขียวตอกย้ำให้เห็นด้วยการแตกกระจายของชนชั้นออกเป็นส่วนเสี้ยวที่อิงอยู่กับมิติทางวัฒนธรรมร่วมกันกับเศรษฐกิจ ผู้ที่สังกัดในตำแหน่งที่ในพื้นที่ทางสังคมที่แตกต่างกันต่างมีการเมืองวัฒนธรรมของการต่อสู้กับความเสี่ยงเพื่อให้ได้มาซึ่งการมีคุณภาพชีวิตสีเขียวที่ดีแตกต่างกันออกไปด้วย นอกจากนี้ การที่คุณภาพชีวิตสีเขียวยังมีความเกี่ยวข้องกับนโยบายการพัฒนาเมืองที่มีต่อการจัดการความเสี่ยงภัยจากการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ในการดำเนินนโยบายจึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมจากคนในชุมชนชายฝั่งทะเลเพื่อเป็นหนทางไปสู่การมีคุณภาพชีวิตสีเขียวที่ดีได้ต่อไป


การพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่, ปราบดา สุขสุนทรีย์ Jan 2025

การพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่, ปราบดา สุขสุนทรีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษามาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน (2) วิเคราะห์สถานการณ์ สภาพปัญหา จุดแข็ง และจุดอ่อนของมาตรการดังกล่าว และ (3) พัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมต่อบริบทจังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยใช้วิธีการเชิงคุณภาพผ่าน การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 23 คน ประกอบด้วยข้าราชการ ภาคเอกชน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้ง การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมที่เกิดกับนักท่องเที่ยวในช่วงปี พ.ศ. 2563–2568ผลการศึกษาพบว่า มาตรการด้านความปลอดภัยในอดีตมุ่งเน้นการใช้กำลังคนและการตั้งจุดตรวจในพื้นที่ท่องเที่ยว ขณะที่ปัจจุบันพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการเชิงรุกและการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน โดยมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น กล้อง AI ระบบ Biometric แอปพลิเคชัน CM-CHANA ระบบขนส่งสาธารณะประเภทไฟฟ้าความเร็วต่ำ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยว การทำ MOU กับผู้ประกอบการ และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เช่น หอการค้า สมาคมมัคคุเทศก์ และสมาคมโรงแรมจุดแข็งสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ ความร่วมมือภาคเอกชนและชุมชนที่เข้มแข็ง นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยที่ดี และการมีส่วนร่วมของสถาบันการศึกษา อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญ ได้แก่ การทำงานแบบแยกส่วนฐานข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ช่องโหว่ด้านกฎหมายที่ทำให้การดำเนินคดีในกรณีผู้เสียหายเป็นชาวต่างชาติดำเนินการได้ยาก การสื่อสารความปลอดภัยเชิงรุกยังไม่ถึงนักท่องเที่ยว และความคลาดเคลื่อนของนิยาม “ความปลอดภัย” ระหว่างรัฐและนักท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับอุบัติเหตุและมลพิษ PM2. 5 มากกว่าอาชญากรรมแนวทางพัฒนาที่เสนอ ได้แก่ การจัดตั้ง “ศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยวเชียงใหม่” เพื่อบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การพัฒนาแอปพลิเคชันที่รองรับการสื่อสารหลายภาษาและระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน การขยายอาสาสมัครความปลอดภัยสู่ชุมชนรอง การนำแนวคิด Tourism Risk Governance มาประยุกต์เพื่อให้ความปลอดภัยครอบคลุมสุขภาพและภัยพิบัติ รวมทั้งพัฒนามาตรการเพื่อกลุ่มเปราะบาง พร้อมทั้งเสนอให้ตราข้อบัญญัติท้องถิ่นและจัดตั้งกองทุนด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านงบประมาณและการบริหารจัดการ รวมถึงความร่วมมือระดับภูมิภาคในการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ


เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย Jan 2025

เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “เส้นทางสู่วาระท้ายของผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่มุ่งสะท้อนประสบการณ์ของผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายผ่านการสร้างเรื่องเล่า (Narrative) เพื่อทำความเข้าใจสภาวะและความหมายของการดำรงอยู่ในช่วงวาระสุดท้ายภายใต้ข้อจำกัดของเรือนจำ ผู้วิจัยดำเนินการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Study) ทั้งหนังสือ บทความทางวิชาการ รายงานการวิจัย และวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นประเด็นด้านแนวคิดและทฤษฎีการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังตามหลักสิทธิมนุษยชน มาตรฐานสากลด้านสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องขัง ตลอดจนกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเป็นฐานในการวิเคราะห์ นอกจากนี้ งานวิจัยยังพิจารณาปัจจัยเชิงระบบที่มีผลต่อการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย เช่น ความแออัดของเรือนจำ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข ความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ และข้อจำกัดด้านทรัพยากร ตลอดจนศึกษาแนวปฏิบัติในต่างประเทศซึ่งมีการพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า ได้แก่ ประเทศสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีรูปแบบบริการด้านการดูแลประคับประคองในเรือนจำตั้งแต่การจัดตั้งหน่วยดูแลเฉพาะทาง การพัฒนาอาสาสมัครผู้ต้องขัง ไปจนถึงกลไกการปล่อยตัวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม การเก็บข้อมูลภาคสนามใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ได้แก่ แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ นักทัณฑวิทยาที่มีประสบการณ์ดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย และผู้ต้องขังจำนวน 2 นายที่กำลังเผชิญภาวะป่วยระยะสุดท้าย ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างภาพรวมของประสบการณ์ในวาระสุดท้ายของผู้ต้องขังในด้านร่างกาย จิตใจ จิตสังคม และจิตวิญญาณ รวมถึงอุปสรรคที่พบในการเข้าถึงบริการสุขภาพภายในเรือนจำ ผลการศึกษาคาดว่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญของการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร โครงสร้างพื้นที่ และระบบบริการสาธารณสุขในเรือนจำ อาทิ การดูแลรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง การขาดบริการเฉพาะทางด้านประคับประคอง และความจำกัดในการตอบสนองความต้องการทางจิตใจและจิตวิญญาณของผู้ต้องขัง นอกจากนี้ การศึกษายังมุ่งเสนอแนวทางพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายในเรือนจำไทยให้มีลักษณะครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเน้นความสำคัญของการดูแลแบบองค์รวม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการสนับสนุนให้ผู้ต้องขังมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต


การกำหนดกรอบประเด็นเรื่องไต้หวันให้เป็นวาระด้านความมั่นคงของญี่ปุ่น, สิทธา ตันรักษา Jan 2025

การกำหนดกรอบประเด็นเรื่องไต้หวันให้เป็นวาระด้านความมั่นคงของญี่ปุ่น, สิทธา ตันรักษา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ว่าญี่ปุ่นทำให้เรื่องไต้หวันเป็นวาระด้านความมั่นคงอย่างไร เพื่อตอบคำถามดังกล่าวผู้เขียนใช้กรอบแนวคิดเรื่องการกำหนดกรอบประเด็น (issue framing) โดยศึกษาเนื้อหาของเอกสารรัฐบาลญี่ปุ่น คำแถลงในที่สาธารณะหรือสุนทรพจน์ ผลการศึกษาพบว่าการกำหนดกรอบประเด็นเพื่อที่จะสร้างวาระความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไต้หวันมี 3 ด้าน ได้แก่ 1) การกำหนดกรอบประเด็นให้ปัญหาไต้หวันเป็นเรื่องสำคัญต่อความอยู่รอดและความมั่นคงโดยตรงของญี่ปุ่น โดยเน้นย้ำว่าญี่ปุ่นทางตะวันตกเฉียงใต้กับช่องแคบไต้หวันเป็นยุทธบริเวณเดียวกัน ทั้งนี้ยังทำให้ปัญหาไต้หวันเชื่อมโยงกับสิทธิป้องกันตนเองร่วมกัน 2) การกำหนดกรอบประเด็นว่าญี่ปุ่นและไต้หวันมีค่านิยมร่วมกัน อันเชื่อมโยงกับการทำให้ญี่ปุ่นและไต้หวันเป็นกลุ่มก้อน ตัวตน และร่วมอุดมการณ์เดียวกัน รวมถึงใช้ประเด็นดังกล่าวเชื่อมโยงกับการสร้างวาระความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไต้หวัน และ 3) การกำหนดกรอบประเด็นให้เรื่องไต้หวันเป็นปัญหาความมั่นคงที่กระทบเสถียรภาพในภูมิภาคและระเบียบโลก ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการทำให้ประชาคมโลกตระหนักร่วมกันถึงสันติภาพและเสถียรภาพบริเวณช่องแคบไต้หวัน ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกับชาติที่มีความคิดอุดมการณ์เดียวกัน (like-minded countries) เข้ามาสอดส่องดูแลสันติภาพและเสถียรภาพบริเวณช่องแคบไต้หวัน โดยการกำหนดกรอบประเด็นทั้งสามด้านมีนัยสำคัญเพื่อลดข้อจำกัดด้านการป้องกันประเทศและด้านความมั่นคงที่จะทำให้ญี่ปุ่นสามารถสร้างแนวร่วมในการป้องปรามจีนไม่ให้รุกรานไต้หวัน


มาตรการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, นาทชนก อายุคง Jan 2025

มาตรการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, นาทชนก อายุคง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และแนวทางการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับการป้องกันการฉ้อโกงดังกล่าว เพื่อนำมาพิจารณาสำหรับการออกมาตรการหรือแนวนโยบายสำหรับป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะสมภายใต้บริบทของประเทศไทย โดยอาศัยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการค้นคว้าเชิงเอกสาร การศึกษาผ่านกรณีศึกษา รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาคการเงินและธนาคาร หน่วยงานรัฐ หน่วยงานกำกับดูแล รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลการศึกษาพบว่า รูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังคงอาศัยเทคนิคพื้นฐานอย่าง Social Engineering โดยอาศัยเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาเทคนิคการฉ้อโกงใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในลักษณะขององค์กรอาชญากรรม ทำให้รูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงมีแนวโน้มซับซ้อนมากขึ้น การพิจารณาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีศักยภาพในการประมวลผลและการตรวจจับความผิดปกติแบบ Real-time จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครจนกระทั่งจบขั้นตอนการทำธุรกรรม โดยอาศัยโมเดลแบบผสมผสาน (Hybrid Model) ที่มีประสิทธิภาพในการตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนได้ ทั้งนี้ การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต้องคำนึงถึงจริยธรรมทั้งในด้านช่องว่างความรับผิด ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล รวมไปถึงอคติและความโปร่งใสของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ดังนั้น การออกมาตรการควรมีการกำหนดหลักเกณฑ์ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะสม รวมไปถึงสนับสนุนหรือแนะนำให้มีการใช้เทคนิคอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่คำนึงถึงจริยธรรมและความรับผิดชอบ เช่น Federated Training และ Explainable AI รวมไปถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้การป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทั้งในแง่ของการป้องกันการฉ้อโกงและในแง่ของจริยธรรมอย่างแท้จริง


ความเข้าใจและการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรม: กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด, สหภัค จันทศร Jan 2025

ความเข้าใจและการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรม: กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด, สหภัค จันทศร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวโน้มความเข้าใจพระราชบัญญัติมาตรฐาทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ที่ประกอบด้วยความรู้เชิงจริยธรรมจากมิติความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงและการตีความกฎหมาย และเหตุผลเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด 2) เพื่อศึกษาแนวโน้มการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ที่ประกอบด้วยทัศนคติเชิงจริยธรรม และปัจจัยการกำหนดตนเอง (Self-Determination Theory: SDT) ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด 3) เพื่อศึกษาแนวโน้มพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่อพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 4) เพื่อศึกษาแนวโน้มพัฒนาการจริยธรรมของ Kohlberg จากเหตุผลเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 5) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความรู้เชิงจริยธรรมจากมิติความรู้ ที่เป็นข้อเท็จจริงและการตีความกฎหมาย ด้านเหตุผลเชิงจริยธรรม และด้านปัจจัยการกำหนดตนเอง (Self-Determination Theory: SDT) ที่มีผลต่อทัศนคติเชิงจริยธรรม และ 6) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความรู้เชิงจริยธรรม ด้านทัศนคติเชิงจริยธรรม และด้านเหตุผลเชิงจริยธรรมที่มีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่อพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณจากการสำรวจจากแบบสอบถามเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 18 แห่งทั่วประทศ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 543 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการทบทวนวรรณกรรมและเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เจาะลึก จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 คน ผลการวิจัย มีดังนี้ 1) แนวโน้มเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ตอบแบบสอบมีความเข้าใจพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 จากความรู้เชิงจริยธรรมที่มาจากมิติความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถตอบข้อคำถามถูกมากกว่าร้อยละ 70 ทุกข้อ และเจ้าหน้าที่ของรัฐส่วนใหญ่ร้อยละ 96.13 มีผลคะแนนผ่านเกณฑ์การทดสอบความรู้ความสามารถทั่วไป (ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60) ด้านการตีความกฎหมายส่วนใหญ่คิดว่าพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มีความชัดเจน สามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ ร้อยละ 57.09 ไม่มีความซ้ำซ้อนของเนื้อหา ร้อยละ 76.06 และสามารถอธิบายความหมายได้ทั้งหมด ส่วนด้านเหตุผลเชิงจริยธรรมภาพรวมต่อการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ร้อยละ 80.48 คือ เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐพึงปฏิบัติ 2) แนวโน้มการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 จากทัศนคติเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐทัศนคติที่ค่อนข้างเห็นด้วย …


ข้อพิจารณาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังป่วยระยะสุดท้าย, สุชัญญา คันศร Jan 2025

ข้อพิจารณาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังป่วยระยะสุดท้าย, สุชัญญา คันศร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระบบข้อพิจารณาในการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย 2) ศึกษาระบบการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย และ 3) เสนอแนะแนวทางระบบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 6 คน ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับระบบราชทัณฑ์และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ได้แก่ นักทัณฑวิทยา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ นักทัณฑปฏิบัติ นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาลวิชาชีพ จากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และศูนย์มิตรอาทร โรงพยาบาลตำรวจ ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบการพิจารณาการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย หลักเกณฑ์นี้ช่วยให้ผู้ต้องขังได้รับโอกาสกลับไปอยู่กับครอบครัวและชุมชน ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเป้าหมายด้านความปลอดภัยของสังคมผ่านกระบวนการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม 2) ระบบการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย มีเป้าหมายหลักในการบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ การดูแลนี้ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยจนถึงวาระท้ายชีวิต และยังรวมถึงการดูแลครอบครัวในช่วงการสูญเสีย แต่ยังเผชิญกับข้อจำกัดในเชิงโครงสร้าง ทรัพยากรบุคคล 3) แนวทางระบบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย ในด้านกายภาพของสถานพยาบาลในเรือนจำ ออกแบบจัดสรรพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Palliative Care Zone) ปรับรูปแบบการเยี่ยมที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าผู้ต้องขังทั่วไป และการสร้างทีม Palliative care ให้แข็งแรงในการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)


แนวทางการพัฒนาระบบการดําเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา, สิรภัทร คัยนันทน์ Jan 2025

แนวทางการพัฒนาระบบการดําเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา, สิรภัทร คัยนันทน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “แนวทางการพัฒนาระบบการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา” มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาสภาพปัญหา และผลกระทบในการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 รวมถึงการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาที่ยังไม่สอดคล้องตามปฏิญญาว่าด้วยหลักยุติธรรมพื้นฐานสำหรับเหยื่ออาชญากรรมและการใช้อำนาจโดยมิชอบ เพื่อนำไปสู่การเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 23 ราย ประกอบการวิเคราะห์บทความและบทสัมภาษณ์ในสื่อออนไลน์ ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาในการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา มีหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อผู้เสียหาย ครอบครัว ญาติ และบุคคลใกล้ชิดผู้เสียหาย และผลกระทบต่อรัฐ อีกทั้งยังมีประเด็นการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาที่ยังไม่สอดคล้องตามปฏิญญาสากลในหลายส่วน ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ คือ การแก้ไขพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้เสียหาย ลดขั้นตอนการดำเนินงาน สร้างความชัดเจนในภารกิจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบริหารจัดการข้อมูลระหว่างหน่วยงานในประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว รวมถึงการจัดวางกลไกการชดเชยความเสียหายระหว่างผู้กระทำผิดและรัฐใหม่ พร้อมจัดตั้งกองทุนเหยื่ออาชญากรรม ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เสริมด้วยการปลูกฝังเรื่องสิทธิมนุษยชนในระบบการศึกษา ควบคู่กับการวางนโยบายเพื่อป้องกันอาชญากรรมในสังคม เพื่อเป็นปราการปกป้อง คุ้มครองสิทธิแก่ประชาชนอย่างยั่งยืน


The Perceived Brand Identity, Value, And Expectations Of Philippine Tourism Among Filipino And International Travelers, Ram Cartney Del Rosario Cortez Jan 2025

The Perceived Brand Identity, Value, And Expectations Of Philippine Tourism Among Filipino And International Travelers, Ram Cartney Del Rosario Cortez

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the perceived brand identity, perceived value, and overall expectations of Philippines tourism among two key segments—domestic (Filipino) and international (non-Filipino) travelers. The research employed a total of twenty (20) in-depth interviews with 10 participants each for the two segments, and data were analyzed through thematic analysis. Customer-Based Brand Equity Model, Price-Perceived Quality-Value Framework, and Model of Destination Image Formation were the focused theories employed. Findings show a shared core image of the Philippines as a nature-led tropical destination anchored in warm Filipino hospitality for both groups. However, these positive associations are met with conditional expectations—domestic travelers heavily …


The Influence Of Consumption Values On Purchase Intention For Sustainable Fashion Products, Ruochen Liao Jan 2025

The Influence Of Consumption Values On Purchase Intention For Sustainable Fashion Products, Ruochen Liao

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates five consumption values, namely functional, social, emotional, epistemic, and ethical value, along with attitude toward buying sustainable fashion products, subjective norms, perceived behavioral control, and purchase intention. It further examines how consumption values shape attitude toward buying sustainable fashion products, subjective norms, and perceived behavioral control, and how these three constructs subsequently influence purchase intention. Data were collected via online survey from 269 Chinese respondents aged between 18 to 44 years old who had purchased at least one sustainable fashion product within the last six months. Overall, respondents showed positive evaluations of sustainable fashion, reporting high consumption …


Social Media Acceptance Among Myanmar Migrants In Thailand, Thet Myat Noe Thu Jan 2025

Social Media Acceptance Among Myanmar Migrants In Thailand, Thet Myat Noe Thu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this research are to examine the acceptance of social media, Facebook in particular, among Myanmar migrant workers in Thailand by applying the Technology Acceptance Model (TAM). Specifically, the study investigates five key variables, namely perceived usefulness (PU), perceived ease of use (PE), attitude toward usage (ATU), trustworthiness (TW), and intention to continue using (INT), and their interrelationships. Data were collected through a self-administered online and personal survey from 236 Myanmar migrants aged between 20 to 45 years old, who have been residing in Thailand for at least one year and actively using Facebook for a minimum of …


Chinese Audiences' Perceptions And Responses To Crisis Communication In Thai Romantic Drama Series, Xiaoyun Ying Jan 2025

Chinese Audiences' Perceptions And Responses To Crisis Communication In Thai Romantic Drama Series, Xiaoyun Ying

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The study was to explore Chinese audiences’ perceptions, attitudes, and behavioral intentions toward crisis response strategies in Thai Boys’ Love (BL) romantic drama series. A quantitative approach was employed using an online survey with 200 respondents who are Chinese, living outside mainland China, aged 18-45, and have watched Thai BL series at least once in the last three months. The results indicated that the overall level of respondents’ perceptions is moderate (M = 4.23) toward crisis response strategies. Additionally, the level of respondents’ perceptions is moderate to high to trust the organization and view the information as credible and transparent …


Peripheral Rebels: Western-Derived Symbols Of Resistance In Thai And Colombian Films About Male Youth Subculture, Andres David Garcia Suarez Jan 2025

Peripheral Rebels: Western-Derived Symbols Of Resistance In Thai And Colombian Films About Male Youth Subculture, Andres David Garcia Suarez

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This paper examines how Thai and Colombian films portrays marginalized male youth reworking Western countercultural symbols as forms of empowerment and resistance. Focusing on Nonzee Nimibutr’s Dang Bireley’s and Young Gangsters (1997) and Víctor Gaviria’s Rodrigo D: No Future (1990), it examines how Thai gangsters in 1950s Bangkok and Colombian punks in 1980s Medellín confront structural violence and generational alienation through the rearticulation of American rock and roll and British punk. Drawing on Homi K.Bhabha´s notion of cultural resignification, García Canclini´s theory of cultural hybridization, and Theodor Roszak´s understanding of counterculture, this paper analyzes how both films depict the adoption …


Enhancing Community Value Through Cultural Product : A Case Study Of Sud Siam Beer, Chonthicha Rungjaroensin Jan 2025

Enhancing Community Value Through Cultural Product : A Case Study Of Sud Siam Beer, Chonthicha Rungjaroensin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This independent study investigates how Sud Siam beer functions as a cultural product that enhances community value and communicates the cultural identity of Yala Province to outsiders. The study pursues three objectives: to examine the role of local craft beer in strengthening Yala’s community value and identity, particularly in external perceptions; to analyze the cultural product development strategies applied by Sud Siam beer; and to explore how Sud Siam beer serves as a medium for Yala community promotion and cultural representation. A mixed-methods approach was employed to the research study, combining a single in-depth interview with the brand owner and …


Curating Difficult Heritage : Interpreting The Thai-Burma Railway In The Museum Context, Eriko Kawaguchi Jan 2025

Curating Difficult Heritage : Interpreting The Thai-Burma Railway In The Museum Context, Eriko Kawaguchi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines how the difficult heritage of the Thai–Burma Railway is curated and interpreted in Kanchanaburi, Thailand. As debates in contemporary museology evolve, museums are increasingly expected to function as inclusive platforms with social responsibility. Although the railway was constructed in Thailand, its traumatic memories are shared transnationally among Allied prisoners of war (POWs), Asian laborers, Japanese imperial military, and local Thai communities, making its representation complex.The research aims to understand how difficult heritage is curated through a case study of the Thailand–Burma Railway Centre (TBRC), focusing on its curatorial approach, challenges, and representation of transnational narratives. Qualitative methods …


Religion And Culinary Practices In Thailand : From Buddhist And Islamic Dietary Restrictions To Social Hierarchy And Identity, Gao Yaxuan Jan 2025

Religion And Culinary Practices In Thailand : From Buddhist And Islamic Dietary Restrictions To Social Hierarchy And Identity, Gao Yaxuan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study adopts the analytical framework of "food as a moral economy" to explore how the dietary practices of Buddhism and Islam in Thailand constitute two parallel yet complementary religious ethical systems, and further shape social relations and cultural identities. The research holds that in the social environment of Thailand, "eating" and "giving food" are not only the satisfaction of physiological needs, but also important ways for religious values to be practiced, expressed and negotiated in daily life. The Buddhist mechanism of almsgiving and accumulating virtue emphasizes the establishment of emotional networks and social reciprocity through diet. The halal dietary …


Art, Culture, And Economy In Vietnam's Cultural Revival Movement: Case Studies Of Tired City And Comicola, Ha Phuong Nguyen Vu Jan 2025

Art, Culture, And Economy In Vietnam's Cultural Revival Movement: Case Studies Of Tired City And Comicola, Ha Phuong Nguyen Vu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In recent years, Vietnam has witnessed a strong youth-driven wave of cultural rediscovery, reflected through numerous events, creative projects, artworks, and music inspired by Vietnamese heritageÑwidely reported across national media. In response to this growing cultural interest, the Vietnamese government has increasingly recognized the value of cultural and creative industries and introduced new policies to support their development. However, within this broader cultural landscape, the position of the visual arts remains insufficiently addressed. Economic opportunities for young artists participating in the cultural revival movement have not been clearly examined, and the role and influence of creative businesses specializing in visual …


The Key Factors Of Thai Traditional Cultural Festivals That Attract International Tourists : The Case Of Songkran Festival, Jieyi Chen Jan 2025

The Key Factors Of Thai Traditional Cultural Festivals That Attract International Tourists : The Case Of Songkran Festival, Jieyi Chen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

AbstractThis study focuses on traditional cultural festivals in Thailand, particularly Songkran, to examine the key factors that attract international tourists and analyze the uniqueness and appeal of Thai culture. Findings indicate that authenticity, participatory experiences, festive atmosphere, and symbolic rituals are essential elements that attract tourists. However, challenges such as the risk of over-commercialization, uneven international promotion, and issues of cultural preservation remain. By adopting literature analysis and case study methods, this research investigates these key factors and the potential for future development, including the international influence of Thai traditional festivals and their contributions to local tourism development and the …


Perceptions And Localization Of The Chinese New Year : A Case Study Of Celebrations In Bangkok, Liqian Peng Jan 2025

Perceptions And Localization Of The Chinese New Year : A Case Study Of Celebrations In Bangkok, Liqian Peng

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates how Chinese residents in Bangkok perceive the preservation and localization of Chinese New Year (CNY) celebrations, focusing on how traditional heritage and adaptive practices coexist in a multicultural environment. A total of 226 valid questionnaires were analyzed from participants who celebrated the 2025 CNY in Bangkok. Results across five perception dimensions—traditional practice, cultural pride, community status, localization acceptance, and cultural identity—show that respondents generally hold moderately positive attitudes toward both traditional and localized elements of the festival. Participants express strong attachment to rituals such as family reunions, ancestral offerings, and lion or dragon dances, underscoring the continued …


How To Transform The Concertgoers To The City Explorers:The Case Study Of Jincheng Rock Music Festival, Ruiling Liu Jan 2025

How To Transform The Concertgoers To The City Explorers:The Case Study Of Jincheng Rock Music Festival, Ruiling Liu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Music festivals are recognized as key drivers of local tourism and cultural engagement. They offer immersive cultural experiences and stimulate local economies, but attendees often focus mainly on the event itself. This study examines how to convert festival audiences into “city explorers” at the Jincheng Rock Music Festival, addressing attendee perceptions and post-event tourism. We collected public comments from Douyin and Xiaohongshu (leading Chinese social media platforms) and applied text-mining techniques (sentiment analysis and topic modeling) to analyze thousands of comments. After cleaning the data, we extracted key topics (transportation, lodging, local attractions) and quantified sentiment polarity to identify audience …


Unlocking Hanoi's Lgbtiq+ Tourism Potential : A Supply-Side And Stakeholder Analysis, Thu Ha Phan Jan 2025

Unlocking Hanoi's Lgbtiq+ Tourism Potential : A Supply-Side And Stakeholder Analysis, Thu Ha Phan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The niche LGBTIQ tourism is a high-spending segment in the global tourism market, opening new opportunities for welcoming destinations that possess existing LGBTIQ-related resources, such as Hanoi. However, LGBTIQ tourism in Hanoi is still underrecognized, understudied, and seriously lacks a tool for potential assessment. This research aims to assess Hanoi’s potential for LGBTIQ tourism development, utilizing three main pillars: Resource Availability, Demand Alignment, and Stakeholder Potential. The objective is to gain a comprehensive understanding of the strengths and weaknesses of this tourism landscape and provide recommendations for systematic development. Through interviewing seven key supply-side stakeholders in the field, this research …


From Going Viral To Creating Sustainable Value : Short Videos And Place-Making In Food Tourism, Tiantian Ni Jan 2025

From Going Viral To Creating Sustainable Value : Short Videos And Place-Making In Food Tourism, Tiantian Ni

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the mechanisms underlying the rapid rise and sustained cultural influence of the “Zibo barbecue” phenomenon, which became a nationwide tourism sensation in China during the spring of 2023. Drawing on 100 highly engaged Douyin short videos and 421 user comments collected through keyword-based sampling, the research combines high-frequency word analysis, sentiment analysis, and semantic network analysis using ROST CM6 to identify visitor motivations and narrative structures. The findings show that tourists were initially attracted by sensory satisfaction, affordability, and the lively street-based dining atmosphere. Semantic network results reveal a two-layer city image system: an experiential-food layer centered …


Emotional Translation Mechanisms Of Cultural Brands In The Digital Era : The Ft Rose Case Study, Xia Gao Jan 2025

Emotional Translation Mechanisms Of Cultural Brands In The Digital Era : The Ft Rose Case Study, Xia Gao

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study explores the emotional disconnect between cultural heritage brands and Gen Z users in the digital environment, seeking to create online emotional connection without compromising the abundant cultural legacy. Focusing on the FT Rose brand, firmly established in Qiang culture and unique rose advantages, it utilizes digital ethnography, interviews, and grounded theory. The Emotional-Digital Misalignment (EDM) model pinpoints four primary disconnects: aesthetic, emotional tone, narrative, and platform grammar. The study hereby recommends the E-STP model for Gen Z users’ emotional segmentation with a package of strategies, the ESR model for emotional social responsibility, and the ESM model for emotional …


The Management Of Cultural Brand : A Case Study Of The "Chinese Bridge" Chinese Proficiency Competition For College Students In Thailand, Xiaoxuan Ding Jan 2025

The Management Of Cultural Brand : A Case Study Of The "Chinese Bridge" Chinese Proficiency Competition For College Students In Thailand, Xiaoxuan Ding

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study explores the awareness of the “Chinese Bridge” Chinese Proficiency Competition for College Students in Thailand among Thai college students studying Chinese and examines the motivational and influential factors that affect their willingness to participate. A mixed research method was used. Primary data was collected using a structured questionnaire, interviews and onsite observations, supplemented by secondary data from research papers and online sources. In total, 170 valid questionnaires and 10 interviews were analyzed. The 7W communication theory and the Elaboration Likelihood Model (ELM) served as the theoretical framework, while SPSS was employed for quantitative data analysis. The findings reveal …