Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Social and Behavioral Sciences Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Psychology (4121)
- Sociology (3180)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2906)
- Arts and Humanities (2776)
- Education (2563)
-
- Medicine and Health Sciences (2351)
- Library and Information Science (2132)
- Communication (2090)
- Political Science (1709)
- Economics (1564)
- Business (1469)
- International and Area Studies (1260)
- Physical Sciences and Mathematics (1120)
- Anthropology (1070)
- Life Sciences (969)
- Law (886)
- Public Health (764)
- International Relations (761)
- Higher Education (751)
- Social Work (731)
- History (688)
- Social Justice (665)
- Engineering (656)
- Scholarly Communication (629)
- Leadership Studies (607)
- Clinical Psychology (580)
- Geography (571)
- Mental and Social Health (560)
- Counseling (539)
- Institution
-
- San Jose State University (655)
- Walden University (644)
- City University of New York (CUNY) (493)
- Singapore Management University (485)
- Chulalongkorn University (473)
-
- Liberty University (454)
- Universitas Indonesia (437)
- University of Nebraska - Lincoln (437)
- The Texas Medical Center Library (413)
- Portland State University (373)
- University of South Alabama (350)
- University of Nebraska at Omaha (327)
- Brigham Young University (309)
- Old Dominion University (301)
- Nova Southeastern University (277)
- University of Arkansas, Fayetteville (261)
- University of Nevada, Las Vegas (257)
- Utah State University (245)
- Claremont Colleges (233)
- Kennesaw State University (211)
- University of Kentucky (211)
- University of Memphis (206)
- University of Central Florida (201)
- Chinese Academy of Sciences (200)
- SIT Graduate Institute/SIT Study Abroad (184)
- University of South Carolina (184)
- University of South Florida (184)
- Chapman University (181)
- Boise State University (178)
- Cal Poly Humboldt (164)
- Keyword
-
- COVID-19 (379)
- Bioarchaeology (333)
- Commingling (323)
- Age-at-death estimations (322)
- Paleodemography (322)
-
- Transition analysis (322)
- Mental health (274)
- Humans (242)
- Education (211)
- Syllabus, syllabi, journalism, communication, media, strategic media (206)
- Gender (202)
- Depression (183)
- Social media (177)
- Leadership (173)
- Trauma (144)
- Anxiety (135)
- Race (133)
- Communication (130)
- Women (128)
- Psychology (123)
- Resilience (121)
- Climate change (120)
- Stress (117)
- Mental Health (114)
- Equity (112)
- Higher education (111)
- Children (109)
- United States (107)
- Culture (100)
- Diversity (100)
- Publication
-
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (602)
- Theses and Dissertations (562)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (460)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (395)
- Doctoral Dissertations and Projects (343)
-
- Bolster et al. 2024 AJBA (322)
- Electronic Theses and Dissertations (218)
- Journalism and Strategic Media Syllabi Archive (206)
- Faculty, Staff and Student Publications (201)
- Bulletin of Chinese Academy of Sciences (Chinese Version) (200)
- Space and Defense (198)
- Dissertations (196)
- Honors Theses (175)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (174)
- Independent Study Project (ISP) Collection (163)
- The Qualitative Report (160)
- Faculty Publications (155)
- Electronic Theses, Projects, and Dissertations (129)
- Research outputs 2022 to 2026 (127)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (118)
- Dissertations and Theses (117)
- Expressive Therapies Capstone Theses (105)
- Publications and Research (105)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (104)
- Master's Theses (100)
- Graduate Theses and Dissertations (99)
- Research Collection School of Social Sciences (99)
- CouRaGeouS Cuentos: A Journal of Counternarratives (88)
- Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications (86)
- Spartan Daily, 2023 (86)
- Publication Type
Articles 20281 - 20310 of 20705
Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences
บทบาทของลูกต่อความสุขของผู้สูงอายุไทยในช่วงก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19, กรกต อากาศอำนวย
บทบาทของลูกต่อความสุขของผู้สูงอายุไทยในช่วงก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19, กรกต อากาศอำนวย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสุขของผู้สูงอายุ 3 กลุ่มในช่วงก่อนและหลังโควิด-19 ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีลูกและไม่มีลูก (รวม 88,714 คน) กลุ่มผู้สูงอายุที่อาศัยและไม่ได้อาศัยอยู่กับลูก (รวม 80,894 คน) และกลุ่มผู้สูงอายุที่ได้รับและไม่ได้รับการสนับสนุนจากลูกในด้านสิ่งของ การเยี่ยมเยียน และการติดต่อสื่อสาร (รวม 71,107 คน) โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทยปี 2557, 2560, และ 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลอง Difference-in-Differences (DID) ที่ประมาณการด้วยวิธีกําลังสองน้อยที่สุด (OLS) ผลการศึกษาพบว่า ก่อนเกิดโควิด-19 ผู้สูงอายุที่มีลูก อาศัยอยู่กับลูก ได้รับสนับสนุนด้านสิ่งของ และได้เยี่ยมเยียนมีความสุขมากกว่าผู้สูงอายุที่ไม่มีลูก ไม่ได้อาศัยอยู่กับลูก ไม่ได้รับสนับสนุนด้านสิ่งของ และไม่ได้เยี่ยมเยียน ตามลำดับ แต่ผู้สูงอายุที่ติดต่อสื่อสารกับลูกพบว่ามีความสุขน้อยกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับลูก และหลังเกิดโควิด-19 ความสุขของผู้สูงอายุทุกกลุ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้สูงอายุที่มีลูก อาศัยอยู่กับลูก ได้รับสนับสนุนด้านสิ่งของ และได้เยี่ยมเยียนจะมีความสุขลดลงมากกว่าผู้สูงอายุที่ไม่มีลูก ไม่ได้อาศัยอยู่กับลูก ไม่ได้รับสนับสนุนด้านสิ่งของ และไม่ได้เยี่ยมเยียน ตามลำดับ ส่วนผู้สูงอายุที่ติดต่อสื่อสารกับลูกจะมีความสุขลดลงน้อยกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับลูก ซึ่งผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า บทบาทของลูกมีผลต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโควิด-19 ด้วยเหตุนี้ การออกแบบนโยบายผู้สูงอายุโดยคำนึงถึงลักษณะครัวเรือนและบริบทแวดล้อมของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่มจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความสุขให้ผู้สูงอายุได้
Essays On Physical Health, Mental Health, And Health Behaviors, Liyuan Yang
Essays On Physical Health, Mental Health, And Health Behaviors, Liyuan Yang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the impact of mental health on physical health and specific health behaviors in Australia. Chapter 2 draws nationally representative panel data from the Household, Income and Labor Dynamics in Australia (HILDA) survey and applies a fixed-effects instrumental variable (FE-IV) approach to address the potential endogeneity of mental health. The analysis reveals that mental health positively affects physical health and plays a substantial role in explaining physical health compared to other covariates. To explore additional benefits of having better mental health, Chapter 3 investigates whether mental health can influence smoking behavior. The results indicate that improved mental health …
การประเมินผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่อสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรไทย, ธิติวุฒิ พงศ์ธนไพศาล
การประเมินผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่อสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรไทย, ธิติวุฒิ พงศ์ธนไพศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) โดยเฉพาะมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) และมาตรการอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (TBT) ที่มีต่อมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรไทย ในรายพิกัดศุลกากร 23 หมวดสินค้า ไปยัง 15 ประเทศคู่ค้าอันดับแรก โดยวิเคราะห์ผ่านแบบจำลองโน้มถ่วง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001-2020 พบว่า โดยรวมมาตรการ SPS และ มาตรการ TBT ของประเทศคู่ค้ามีผลส่งเสริมการค้าไทยในการส่งออกสินค้าเกษตรฯ แต่กลับมีความแตกต่างของการกำหนดมาตรการเหล่านี้ขึ้นกับประเทศผู้กำหนดมาตรการ ซึ่งพบว่า มาตรการประเภท SPS จากประเทศคู่ค้าที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วมีผลเสียต่อมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรฯ มากกว่ามาตรการที่กำหนดโดยประเทศที่กำลังพัฒนา หากพิจารณาผลกระทบจากมาตรการเหล่านี้จำแนกหมวดสินค้าฯ พบว่า ทั้งมาตรการ SPS และ TBT มีผลส่งเสริมการส่งออกในหมวดเนื้อสัตว์และส่วนอื่นของสัตว์ที่บริโภคได้ (HS 02) แม้จะเคยเผชิญกับโรคไข้หวัดนกระบาดในปี 2547 ทำให้การส่งออกไก่สดถูกระงับ ภาคเอกชนไทยจึงหันไปส่งออกไก่แปรรูปและพัฒนาระบบฟาร์มปิด จนไม่มีการกลับมาระบาดในอุตสาหกรรมไก่สดไทยซ้ำอีก ด้วยการพัฒนามาตรฐานที่ดีเหล่านี้ จึงทำให้อุตสาหกรรมไก่แช่แข็งไทยกลับมาส่งออกได้มากขึ้น สำหรับมาตรการ SPS ส่งผลกระทบเชิงลบต่อการค้าหมวดโกโก้และของปรุงแต่งที่ทำจากโกโก้ (HS 18) เนื่องจากผลผลิตเมล็ดโกโก้ไทยไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานแปรรูปเป็นช็อกโกแลต ทำให้ต้องนำเข้าเมล็ดโกโก้ที่เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปจากต่างประเทศในปริมาณที่มาก อีกทั้ง ยังพบเชื้อราในผลผลิตเกือบทุกตัวอย่าง ส่งผลกระทบในด้านคุณภาพของผลผลิต นอกจากนี้ ผลจากมาตรการ SPS ที่ส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่าการค้าสินค้าในหมวดผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ไม่ได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่น (HS 05) ซึ่งหากพิจารณาระดับร้อยละโดยเฉลี่ยมาตรการ SPS พบว่า มีสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำ อีกทั้ง มาตรการ SPS จำแนกรายปีมีแนวโน้มเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกันกับมูลค่าการค้าในหมวดนี้ ในขณะที่มาตรการ TBT ที่มีเพียงบางปีเท่านั้น ในส่วนมาตรการ TBT ส่งผลเชิงบวกต่อการส่งออกสินค้าเกษตรในหมวดครั่ง รวมทั้งกัม เรซิน น้ำเลี้ยง (แซป) และสิ่งสกัดอื่น ๆ จากพืช (HS 13) ทั้งนี้ เป็นเพราะมาตรการ TBT ในหมวดนี้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับหมวดอื่น ๆ จึงทำให้มีความสะดวกต่อการค้าและมาตรการ TBT มีแนวโน้มส่งเสริมการค้าในหมวดนี้ ในขณะมาตรการ TBT ส่งผลเชิงลบต่อการค้าในหมวดของปรุงแต่งจากธัญพืช แป้ง สตาร์ช หรือนม ผลิตภัณฑ์อาหารจำพวกเพสทรี …
การเปรียบเทียบทางสังคมผ่านสถานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนกับสุขภาวะทางจิตในประเทศไทย, มนัชญา ชูยิ่งสกุลทิพย์
การเปรียบเทียบทางสังคมผ่านสถานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนกับสุขภาวะทางจิตในประเทศไทย, มนัชญา ชูยิ่งสกุลทิพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สุขภาวะทางจิตของประชาชนไทยย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่อง กอปรกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นในประเทศไทย อาจกระตุ้นให้เกิดการเปรียบเทียบทางสังคมและส่งผลเสียต่อสุขภาวะทางจิตต่อไปได้ การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของสถานะทางเศรษฐกิจ (ค่าใช้จ่ายและความมั่งคั่ง) ของครัวเรือนโดยเปรียบเทียบกับกลุ่มอ้างอิง ได้แก่ คนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดและลักษณะพื้นที่เดียวกัน ต่อสุขภาวะทางจิต (ความสุขและความพึงพอใจในชีวิต) ของประชาชนไทย ทั้งในภาพรวมและจำแนกตามช่วงวัย โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากสำรวจสุขภาพจิต (ความสุข) คนไทย ปี พ.ศ. 2563 และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการประมาณการสมการถดถอยแบบกำลังสองน้อยที่สุด ผลการศึกษาในภาพรวม พบว่า การเพิ่มขึ้นของช่องว่างระหว่างสถานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนตนเองกับของกลุ่มอ้างอิงโดยเฉลี่ย ส่งผลดีต่อสุขภาวะทางจิตของผู้ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจดีกว่าในขนาดที่ใกล้เคียงกับสุขภาวะทางจิตที่ย่ำแย่ลงของผู้ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่ากลุ่มอ้างอิง (Symmetric effect) ทั้งนี้ ช่องว่างของค่าใช้จ่ายส่งผลต่อทั้งความสุขและความพึงพอใจในชีวิต ต่างจากช่องว่างของความมั่งคั่งที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในชีวิตเท่านั้น ผลการวิเคราะห์กรณีของผู้ใหญ่สอดคล้องกับในภาพรวม ตรงข้ามกับกรณีของเยาวชนไทยที่พบว่า สถานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนโดยเปรียบเทียบไม่ส่งผลต่อสุขภาวะทางจิต ส่วนกรณีของผู้สูงอายุ ความมั่งคั่งสัมพัทธ์มีผลต่อความพึงพอใจในชีวิตของผู้ที่มีสถานะดีกว่ากลุ่มอ้างอิงเท่านั้น ส่วนผู้ที่มีสถานะด้อยกว่าไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ (Asymmetric effect) ผลการศึกษาบ่งชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสามารถก่อให้เกิดช่องว่างด้านสุขภาวะทางจิตของประชาชนไทยผ่านกลไกการเปรียบเทียบทางสังคมได้ ดังนั้น นอกจากนโยบายในการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจแล้ว ภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนการปลูกฝังและเพิ่มพูนอุปนิสัยการเห็นคุณค่าในตนเอง (self-esteem) ตลอดช่วงอายุของบุคคล เพื่อลดการเปรียบเทียบกับผู้อื่นที่อาจบั่นทอนสุขภาวะทางจิตลง
An Empirical Study Of Interactivity And Companionship Influencing The Reward Of Game Streamers In Douyu, Mu Zhou
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The 'streamer' is a new freelancer in the online gaming industry. In this paper, we obtained data for 46 game streamers on Douyu platform and using panel data two-way FE regression we found that: (1) streamers who have more companionship to viewers earned more reward income; (2) the more bullets they got, the more reward income they earned. Especially for head streamers, the ability to get bullets has a positive impact on earning reward income than that of non-head streamers. The results of the study provide more empirical support for the impact of streamer decision-making and rewarding behavior, and provide …
Effects Of Social Activities On Labor Participation Among Middle-Aged And Older Adults In China, Shixun Yuan
Effects Of Social Activities On Labor Participation Among Middle-Aged And Older Adults In China, Shixun Yuan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper empirically explores how social activities affect the labor force participation of middle-aged and older adults using data from the 2018 China Health and Retirement Longitudinal Study (CHARLS). Based on 2SLS and IV-probit regression analyses, where social participation is endogenized, there are three key discoveries. First, social activity is negatively associated with labor force involvement and, when instrumental variables are used to minimize endogeneity bias, the negative effect of social participation is found to be stronger. Second, helping others is the only form of social participation that is positively related to labor participation. Finally, the effect of social engagement …
Returns To Higher Education In Urban And Rural Regions In China (2010-2020), Weixuan Zhang
Returns To Higher Education In Urban And Rural Regions In China (2010-2020), Weixuan Zhang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The purpose of this research is to shed light on the impact of different educational paths on the entire wage distribution in rural and urban areas in China from 2010 to 2020. The thesis employed the quantile regression (QR) method using the dataset from the China Family Panel Survey. The OLS regression results reveal a positive correlation between years of education and wages, with each additional year of education associated with a 7.1 percent increase in wages. However, QR and instrumental variable QR results show a diminishing trend in the return to education across income deciles, indicating declining marginal returns …
Returns To Education In Different Industries Of Thailand, Thayatham Sombooncharoen
Returns To Education In Different Industries Of Thailand, Thayatham Sombooncharoen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research focuses on the analysis of the current state of the labor market by computing returns on education across industry and sub-industries levels. The main goal is to find if there are differences in returns between different types of education attainment. The research used the Labor Force Survey from 2012, 2014, 2015, 2016, 2017, and 2019 with the extended Mincerian method. The Mincerian method is the most popular method used by labor economists globally to find returns to education. This research restricts those working 30 hours or more per week. Furthermore, the data was also restricted to all types …
The Effect Of Chinese Foreign Direct Investment On Economic Growth In Belt And Road Initiative Countries, Rui Tang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to analyze the effect of Chinese foreign direct investment (FDI) and economic growth in Belt and Road Initiative (BRI) countries, taking into consideration the interaction effect of human capital and the mediating role of transport infrastructure. The findings, which use fixed effect models on data from 110 BRI countries from 2003 to 2020, provide evidence that Chinese FDI has a significant positive effect on BRI countries’ economic growth. In terms of human capital, countries with relatively low level of education do not gain additional benefits from FDI-human capital interaction. Furthermore, the indirect effect of Chinese FDI on …
การกำหนดกรอบข่าวและปฏิสัมพันธ์บนพื้นที่ข่าวออนไลน์เกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์, รัชฎาวรรณ รองทอง
การกำหนดกรอบข่าวและปฏิสัมพันธ์บนพื้นที่ข่าวออนไลน์เกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์, รัชฎาวรรณ รองทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อวิเคราะห์และอธิบายการกำหนดกรอบของข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ของสื่อมวลชนบนออนไลน์และเพจนำเสนอข่าวและเหตุการณ์บนสื่อออนไลน์ 2) เพื่อวิเคราะห์และอธิบายปฏิสัมพันธ์บนพื้นที่ข่าวออนไลน์เกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ที่สะท้อนการใช้ภาษาและการร่วมกระทำในการระรานทางไซเบอร์ และ 3) เพื่อสร้างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์บนช่องทางออนไลน์ ใช้วิธีการวิจัยกรณีศึกษาจำนวน 2 กรณี ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาข่าวเกี่ยวกับกรณีศึกษาที่นำเสนอบนสื่อออนไลน์ จำนวนรวม 61 ชิ้นข่าว วิเคราะห์เนื้อหาการแสดงความคิดเห็น จำนวน 11,968 ความคิดเห็น และการสัมภาษณ์เชิงลึกนักวิชาชีพด้านข่าวและผู้ผลิตเนื้อหาออนไลน์ จำนวน 12 คน ผลการวิจัยพบว่า การกำหนดกรอบของข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ ได้แก่ ความขัดแย้ง ผลกระทบ การสำนึกผิด และการคลี่คลาย ทั้งนี้ไม่พบการนำเสนอกรอบข่าวเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาหรือการนำเสนอทางออกในข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ที่ผู้ถูกระรานเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง และไม่พบการกำหนดกรอบข่าวเกี่ยวกับการให้กำลังใจหรือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ในข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ที่ผู้ถูกระรานเป็นบุคคลธรรมดา ปฏิสัมพันธ์บนพื้นที่ข่าวออนไลน์เกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์พบว่า มีการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์แต่เกี่ยวกับบุคคลในข่าวมากที่สุดในข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ที่ผู้ถูกระรานเป็นบุคคลมีชื่อเสียง และมีการแสดงความคิดเห็นที่ไม่สนับสนุนการระรานทางไซเบอร์มากที่สุดในข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ที่ผู้ถูกระรานเป็นบุคคลธรรมดา ทั้งนี้ยังพบการกดถูกใจและการกดแบ่งปันข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์มากที่สุดในการเผยแพร่ข่าวช่วงแรกและค่อย ๆ ลดลงตามระยะเวลาการนำเสนอข่าว ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์บนช่องทางออนไลน์ ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) กำหนดการควบคุมโดยยึดหลักจริยธรรมของสื่อสารมวลชนที่สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และเพิ่มช่องทางการร้องเรียนให้กับผู้ที่รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าวการระรานทางไซเบอร์ 2) กำหนดเกณฑ์เชิงจริยธรรมการนำเสนอข่าวของผู้ให้บริการสื่อ/ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์เน้นเนื้อหาที่ไม่เพิ่มความหวาดกลัวในการตกเป็นเหยื่อจากการถูกระรานทางไซเบอร์ เฝ้าระวังการนำเสนอเนื้อหาข่าวที่อาจนำไปสู่การระรานทางไซเบอร์ และการเฝ้าระวังปฏิสัมพันธ์ออนไลน์เชิงลบของผู้อ่านข่าวที่นำเสนอ และ 3) กำหนดมาตรการส่งเสริมให้ผู้ใช้สื่อ/ ผู้บริโภค ตระหนักรู้เรื่องการระรานทางไซเบอร์และเพิ่มทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัล
การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ, สมรักษ์ เจียมธีรสกุล
การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ, สมรักษ์ เจียมธีรสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง "การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายในสังคมไทย การให้ความหมายเรื่องความตายของผู้สูงอายุ และพฤติกรรมการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้างเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้สูงอายุกรณีศึกษา 18 คน การเตรียมตัวตายเป็นพฤติกรรมสังคม และพฤติกรรมวัฒนธรรม ผู้สูงอายุคิดวางแผนเตรียมตัวตายโดยใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือ การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายเป็นกระบวนการในการสร้างความหมายร่วมกันระหว่างผู้ร่วมกระทำการสื่อสารซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ปฏิสัมพันธ์ในที่นี้มีขอบเขตตั้งแต่ระดับภายในตนเอง ปฏิสัมพันธ์ต่อบุคคลใกล้ชิด ต่อกลุ่ม และต่อสาธารณะ ผู้สูงอายุให้ความหมายความตาย 5 ความหมาย ได้แก่ ความตายคือการไม่มีชีวิตอยู่ ความตายคือการเคลื่อนย้ายของจิต ความตายคือการเปลี่ยนภพตามพระประสงค์ของพระเจ้า ความตายคือการเดินทางครั้งใหม่-การเกิด ความตายคือการพลัดพรากหรือถูกทำให้พลัดพรากจากที่เป็นอยู่ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุมี 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยตัวบุคคล ปัจจัยศาสนา ปัจจัยด้านสังคมวัฒนธรรม และปัจจัยสถานภาพทางสังคมเศรษฐกิจ สื่อและช่องทางการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ ได้แก่ สื่อบุคคล สื่อเฉพาะกิจ สื่อเชิงวัฒนธรรม สื่อวัตถุ และสื่อสังคม
บทบาทหนังสือพิมพ์รายวันต่อการนำเสนอเนื้อหาที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน, ภัทรเวช ฟุ้งเฟื่อง
บทบาทหนังสือพิมพ์รายวันต่อการนำเสนอเนื้อหาที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน, ภัทรเวช ฟุ้งเฟื่อง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของหนังสือพิมพ์รายวันและการทำหน้าที่ของหัวหน้าโต๊ะข่าวต่างประเทศต่อการนำเสนอเนื้อหาที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน เช่นเดียวกับการศึกษาการรับรู้ของผู้รับสารต่อการนำเสนอเนื้อหาของหนังสือพิมพ์ภายหลังการเปิดประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ก่อนที่ประเทศไทยจะเป็นประธานหมุนเวียนของอาเซียน การศึกษาครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหาหนังสือพิมพ์รายวันที่มีการนำเสนอเนื้อหาที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน เพื่อรวบรวมการนำเสนอเนื้อหาที่ถูกนำเสนอในหนังสือพิมพ์ นอกจากนี้ยังมีการสัมภาษณ์เชิงลึก หัวหน้าโต๊ะข่าวต่างประเทศต่อการนำเสนอเนื้อหา และการวิจัยเชิงสำรวจเพื่อศึกษาการรับรู้ของผู้รับสารต่อการนำเสนอเนื้อหาที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน ผลการศึกษาพบว่า หนังสือพิมพ์แสดงบทบาทในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนผ่านการนำเสนอเนื้อหารายประเทศสมาชิกมากกว่าการนำเสนอเนื้อหาความร่วมมือระหว่างประเทศและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประชาคมอาเซียนโดยตรง โดยให้น้ำหนักไปที่ประเด็นด้านสังคมวัฒนธรรมและรายงานสถานการณ์ของประเทศสมาชิกมากกว่า โดยประเทศที่ถูกนำเสนอมากที่สุด ได้แก่ เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา ลาว สิงคโปร์ และบรูไนตามลำดับ ส่วนเนื้อหาความร่วมมือระหว่างประเทศพบว่ามีการนำเสนอความร่วมมือระดับทวิภาคีโดยเฉพาะประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ สำหรับเนื้อหาที่เกี่ยวกับประชาคมอาเซียนพบว่ามีการนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประชาคมเศรษฐกิจมากที่สุดเป็นอันดับแรก การทำหน้าที่ของหัวหน้าโต๊ะข่าวต่างประเทศที่พิจารณาเลือกนำเสนอเนื้อหาจากองค์ประกอบด้านผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย ความเกี่ยวข้อง ความใกล้ตัว และความสำคัญต่อผู้อ่านมากกว่าการนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประชาคมอาเซียนที่มีลักษณะอิงเหตุการณ์สำคัญ (event based) มากกว่าอิงประเด็นตามกรอบความร่วมมือของประชาคมอาเซียน ส่วนผู้รับสารมีการรับรู้และความเข้าใจต่อการนำเสนอเนื้อหาที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนในระดับมาก การรับรู้ต่อประเด็นเกี่ยวกับประเทศสมาชิก และความร่วมมือระหว่างประเทศในประชาคมอาเซียนมีการรับรู้ที่มีความไม่สอดคล้องกับการนำเสนอของหนังสือพิมพ์ ด้านการรับรู้ต่อประชาคมอาเซียนผู้รับสารมีความรู้ความเข้าใจถึงนโยบายและกลไกความร่วมมือทางธุรกิจจองอาเซียนมากกว่าด้านอื่น ๆ
แบบจำลองการทำนายและแนวทางการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองโดยใช้บิ๊กดาต้า, จุติพร ปริญโญกุล
แบบจำลองการทำนายและแนวทางการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองโดยใช้บิ๊กดาต้า, จุติพร ปริญโญกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบสมผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้าในการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมือง 2) เพื่อสร้างแบบจำลองการทำนายและแนวทางการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมือง โดยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ และผู้เชี่ยวชาญด้านบิ๊กดาต้า ทั้งวิชาการและวิชาชีพจำนวน 10 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินเกณฑ์การวัดระดับความรู้สึก (Sentiment) ด้วยวิธีการตรวจสอบสามเส้า (Triangulation) ประกอบด้วย นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ สื่อมวลชนสายการเมือง ผู้นำทางความคิดประเด็นทางการเมือง และนักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมือง จำนวน 5 ท่าน นอกจากนี้ยังใช้บิ๊กดาต้าทางการเมืองจากสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ ทวิตเตอร์ (Twitter) เฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูป (Youtube) อินสตาแกรม (Instagram) และเว็บไซต์ (Website) จำนวน 132,660 ข้อมูล เพื่อพัฒนาเป็นแบบจำลองการทำนายภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมือง ผลการศึกษาพบว่า 1) บิ๊กดาต้าสามารถนำมาใช้เพื่อการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองได้ทุกขั้นตอนของการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ ซึ่งข้อมูลและแบบจำลองที่เหมาะสมสำหรับการทำนายภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองคือข้อมูลประเภทข้อความจากสื่อสังคมออนไลน์ และแบบจำลองการทำนายที่เหมาะสมคือแบบจำลองการเรียนรู้แบบมีผู้สอน (Supervised Learning) นอกจากนี้การพัฒนาเกณฑ์การวัดระดับความรู้สึก (Sentiment) สำหรับใช้เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะวิกฤตออนไลน์ที่ละเอียดมากขึ้น แบ่งได้เป็น 7 ระดับ ได้แก่ ความรู้สึกเป็นบวกมากที่สุด ความรู้สึกเป็นบวกมาก ความรู้สึกเป็นบวก ความรู้สึกเป็นกลาง ความรู้สึกเป็นลบ ความรู้สึกเป็นลบมาก และความรู้สึกเป็นลบมากที่สุด 2) แบบจำลองการทำนายวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ แบบจำลองที่พัฒนาด้วย Random Forest Classifier ได้ผลดังนี้ ค่าความถูกต้อง (Accuracy) 0.93 ค่าความระลึก (Recall) Macro avg 0.67 และ Weighted avg 0.93 ค่าความแม่นยำ (Precision) Macro avg 0.85 และ Weighted avg 0.93 และค่าเอฟวัน (F1 Score) Macro …
บทบาทไทยพีบีเอสต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้บริบทการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง, ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา
บทบาทไทยพีบีเอสต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้บริบทการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง, ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) นโยบาย การดำเนินงาน และการนำเสนอประเด็นสาธารณะในการเป็นพื้นที่กลางของไทยพีบีเอสในกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 2) การนำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงลบและสันติภาพเชิงบวกของไทยพีบีเอสในกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงเดือนมกราคม 2555-ธันวาคม 2563 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์ตัวบท การศึกษาเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัย พบว่า 1) ไทยพีบีเอสมีนโยบายในด้านการมีส่วนร่วม การใช้ประโยชน์จากสื่อสาธารณะและการเป็นสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่สนับสนุนการเป็นพื้นที่กลางในการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไทยพีบีเอสมีการดำเนินงานเพื่อสร้างพื้นที่กลาง ได้แก่ การเสริมพลังตัวแสดงเพื่อสร้างสมดุลอำนาจในการสื่อสาร การส่งเสริมการเข้าถึงมุมมองที่หลากหลาย การพัฒนาเครื่องมือในการทำงานร่วมกัน และการเชื่อมต่อพื้นที่เชิงกิจกรรม พื้นที่ทางกายภาพ และพื้นที่การสื่อสาร การนำเสนอประเด็นสาธารณะของไทยพีบีเอส ได้แก่ การเมืองนำการทหาร บทบาทของมาเลเซียในกระบวนการพูดคุยสันติภาพ พื้นที่สาธารณะปลอดภัย รอมฎอนสันติสุข เป็นต้น 2) การนำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงลบอยู่ภายใต้กรอบความขัดแย้ง กรอบความปลอดภัยและความมั่นคงของสังคม และกรอบทหาร เนื้อหาดังกล่าวได้รับการนำเสนอผ่านมุมมองของนักวิชาชีพไทยพีบีเอสและคนในพื้นที่ความขัดแย้ง ตัวแสดงสำคัญที่ปรากฏในข่าวและรายการที่นำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงลบ ได้แก่ ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ส่วนการนำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงบวกอยู่ภายใต้กรอบการยอมรับสิทธิของผู้อื่น กรอบการกระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียม กรอบการไหลเวียนอย่างอิสระของข้อมูลข่าวสาร กรอบการพัฒนาทุนมนุษย์ และกรอบการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐที่ดี เนื้อหาดังกล่าวได้รับการนำเสนอผ่านมุมมองของคนในพื้นที่ความขัดแย้ง ตัวแสดงสำคัญที่ปรากฏในข่าวและรายการที่นำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงบวก ได้แก่ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ประชาชนทั่วไป ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ
การประกอบสร้างวาทกรรมนมแม่และการปะทะสังสรรค์ผ่านเรื่องเล่าในสื่อไทย, ยศพล ชุติปัญญะบุตร
การประกอบสร้างวาทกรรมนมแม่และการปะทะสังสรรค์ผ่านเรื่องเล่าในสื่อไทย, ยศพล ชุติปัญญะบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เพื่อศึกษาความไม่ต่อเนื่องทางวาทกรรม การตีความของมารดา และกลวิธีการประกอบสร้างวาทกรรมในเชิงเรื่องเล่าต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งมีอิทธิพลต่อชนชั้นกลางชาวไทย งานวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นนี้ศึกษาตัวบทที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแม่และเผยแพร่ในปี พ.ศ.2475-2565 อาทิ แบบเรียนภาษาไทย วรรณกรรม ละครโทรทัศน์ นิตยสาร สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก สื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงโฆษณา และข่าวในพระราชสำนัก ผลการวิจัยพบวาทกรรมนมแม่ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 ยุค ดังนี้ (1) ยุคก่อนกรอบการวิจัย คติทางพุทธให้ความหมายของนมแม่ว่ากลั่นมาจากเลือดในอกด้วยความรักของแม่ น้ำนมแม่เป็นสัญญะของจิตวิญญาณความเป็นแม่ซึ่งส่งผ่านจากเจ้าของน้ำนมสู่ทารก แม้แต่จากแม่นม กระนั้นไม่พบว่ามารดามีบทบาทสำคัญใด ๆ ในเรื่องเล่า (2) ยุคนมแม่อาหารตามธรรมชาติ นมแม่มีสัญญะของอาหารเชิงโภชนาการมากขึ้นและจิตวิญญาณในน้ำนมแม่ส่งผ่านเฉพาะมารดาทางชีวภาพ ไม่ใช่จากแม่นม มารดามีบทบาทมากขึ้นในเรื่องเล่าในฐานะผู้สร้างชาติและมีบุญคุณ (3) ยุคนมแม่แพ้นมผง ด้วยอิทธิพลของโฆษณาและองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ นมผงเป็นอาหารทดแทนนมแม่ที่สามารถเติมสารอาหารเข้าไปได้ ภาพของมารดายุคใหม่จึงไม่ต้องให้นมแม่ (4) ยุคนมแม่แน่ที่สุด องค์ความรู้วิทยาศาสตร์และคติพุทธให้คุณค่าต่อนมแม่ในสื่อทุกประเภท คู่ตรงข้ามเป็นกลวิธีในการสร้างให้นมผงมีความหมายดุจยาพิษ ส่งผลให้มารดาที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เท่านั้นคือแม่ที่ดี (5) ยุคแห่งการกระจัดกระจายของวาทกรรม เริ่มปรากฏการตระหนักถึงระบบคู่ตรงข้ามและการต่อรองวาทกรรมว่านมแม่ดีที่สุดแต่นมผงก็ใช้ได้หากจำเป็น ในอีกพื้นที่วาทกรรมมีการให้คุณค่านมแม่ว่าเป็นน้ำนมคน คือมีความเป็นวัตถุและไม่แฝงจิตวิญญาณของเจ้าของน้ำนม จากปรากฏการณ์บริจาคน้ำนมแม่บนโลกออนไลน์ด้วยการตีความว่านมแม่คนใด ๆ นั้นดีกว่าและปลอดภัยกว่านมโค แสดงให้เห็นอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ที่จัดสรรให้แต่ละกลุ่มวาทกรรมมีพื้นที่อุดมการณ์ของตัวเอง มารดาในยุคออนไลน์มีสถานะเป็นผู้เล่าเรื่องและมีความเป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งด้านหนึ่งช่วยเพิ่มอำนาจให้กับมารดาในการต่อรองกับปิตาธิปไตย แต่อีกด้านหนึ่งกลับพบการผลิตซ้ำบทบาทหน้าที่ของสตรีให้มีจำกัด การตีความด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดามี 2 จังหวะ ครั้งแรกคือช่วงก่อนการคลอดที่สื่อมีบทบาทมาก และอีกครั้งภายหลังคลอดซึ่งประสบการณ์ส่วนบุคคลร่วมกับสื่อที่ใช้มีบทบาทต่อพฤติกรรมการให้นมและความภาคภูมิใจในการเป็นแม่ กรอบความรู้ทางคติพุทธและวิทยาการตะวันตกปะทะสังสรรค์กันตลอดช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ และวาทกรรมหนึ่ง ๆ จะครองอำนาจได้เมื่อกรอบความรู้ทั้งสองทำงานสอดประสานกัน ผู้วิจัยเสนอแนะว่าการสื่อสารเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ควรเน้นความหมายเฉพาะที่ตัวน้ำนมแม่ ไม่จำเป็นต้องชูภาพความสำเร็จของความเป็นแม่จากมารดาที่ให้นมแม่ปริมาณมาก แต่ควรนำเสนอมิติของความสัมพันธ์ให้มากขึ้นและสามารถให้ข้อมูลอาหารทดแทนนมแม่เพื่อเป็นตัวเลือกต่อมารดาหากจำเป็นต้องใช้
การใช้สัญญะทางสายตาในเฟซบุ๊กแฟนเพจภาพล้อการเมือง, ฐิติมา วงศ์ถาวร
การใช้สัญญะทางสายตาในเฟซบุ๊กแฟนเพจภาพล้อการเมือง, ฐิติมา วงศ์ถาวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำงานของสัญญะทางสายตาในการสะท้อนปัญหาทางการเมืองและสังคมไทยในภาพล้อเลียนการเมืองออนไลน์ ศึกษาจากเฟซบุ๊กแฟนเพจภาพล้อการเมืองทั้งหมด 3 เพจ ได้แก่ Uninspired by current events, ไข่แมวX และเฮ้ยนี่มันตัดต่อชัด ๆ V2 โดยเลือกภาพจากประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาล ตั้งแต่มิถุนายน พ.ศ.2564 ถึงธันวาคม พ.ศ.2565 ทั้งหมด 78 ภาพ พบว่ามีลักษณะของการวิพากษ์ปัญหาทางการเมือง และสังคม 3 ลักษณะ ได้แก่ วิพากษ์ผู้สั่งการหรือผู้รับผิดชอบ, วิพากษ์เหตุการณ์ หรือสถานการณ์ และวิพากษ์ผลจากเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ อีกทั้งยังปรากฏสัญญะทางสายตาทั้ง 3 รูปแบบ ได้แก่ Iconic Sign หรือสัญญะที่แทนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง, Plastic Sign หรือสัญญะที่แสดงลักษณะทางกายภาพของภาพที่สื่อสาร และ Linguistic sign หรือสัญญะที่แสดงออกทางภาษา โดยลักษณะการมีทั้งความหมายนัยตรง และความหมายโดยนัย และมีการนำแนวคิดเรื่องภาพพจน์มาอธิบายสัญญะทางภาพอันปรากฏ 7 รูปแบบ ได้แก่ อุปลักษณ์ (Metaphor), นามนัย (Metonymy), การประชดประชัน (Irony), การล้อเลียนจากสิ่งที่มีอยู่ (Parody), การกล่าวเกินจริง หรืออติพจน์ (Hyperbole), การปฏิทรรศน์ (Paradox) และการสร้างสถานการณ์เล่าเปรียบเทียบ (Allegory) เรียงตามลำดับ ทั้งยังพบการประกอบสร้างความหมายอันเกิดจากการเปรียบเทียบ 3 ลักษณะ ได้แก่ เปรียบเทียบระหว่างสัญญะกับสิ่งที่ถูกวิพากษ์, เปรียบเทียบระหว่างสัญญะภายในภาพ และเปรียบเทียบระหว่างสัญญะกับผลงานสร้างสรรค์ (Recontextualizing Parody) ซึ่งช่วงเวลาที่ภาพล้อปรากฏก็มีส่วนสำคัญในการประกอบสร้างความหมายเช่นกัน นอกจากนี้การศึกษาภาพล้อการเมืองจากทั้ง 3 เพจยังพบการใช้สัญญะทางสายตาสื่อสารถึงสิ่งที่ละเอียดอ่อนต่อการวิพากษ์อย่างมีชั้นเชิง
แบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจไทยทางออนไลน์, วรรษยุต คงจันทร์
แบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจไทยทางออนไลน์, วรรษยุต คงจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการปฏิสัมพันธ์ขององค์กรและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ออนไลน์ 2) วิเคราะห์ระดับและรูปแบบของความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของความเสี่ยงและระดับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กร กับรูปแบบการสื่อสารและการปฏิสัมพันธ์ขององค์กรบนสื่อออนไลน์ และ 4) พัฒนาแบบจำลองการสื่อสารความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ ด้วยระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์โดยวิธีการทำเหมืองข้อมูล จำนวน 181 วัน ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ความรู้สึก เพื่อวิเคราะห์ระดับและรูปแบบความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กร พัฒนาเป็นแบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรโดยใช้สมการถดถอยโลจิสติกเชิงอันดับและตัวแบบต้นไม้ตัดสินใจ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นสถานการณ์การสื่อสารความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ ตรวจสอบความถูกต้องของแบบจำลองโดยผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธีการวัดความสอดคล้องภายใน จำนวน 3 คน และความเหมาะสมของสถานการณ์ตามแบบจำลองโดยผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า องค์กรมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้สื่อเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน มีรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ที่มีลักษณะเป็นการสื่อสารทางเดียวและมีความรู้สึกที่สอดคล้องกัน เน้นให้ข้อมูลข่าวสารเพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมในเชิงควบคุมโดยมีแบบแผน นำไปสู่ระดับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ที่ลดลง โดยพบความเสี่ยงระดับปานกลางถึงสูงมากเพียงร้อยละ 7.18 ปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงด้านชื่อเสียงประกอบด้วย 8 ปัจจัย โดยปัจจัยด้านความรู้สึกในการสื่อสารของผู้บริโภค เป็นปัจจัยตั้งต้นในการทำนายความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ตามผลการพัฒนาแบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจไทยทางออนไลน์ด้วยตัวแบบต้นไม้ตัดสินใจ โดยมีอัตราความแม่นยำที่ร้อยละ 70.11 และยืนยันความสอดคล้องของสถานการณ์การสื่อสารโดยผลการวิจัยเชิงคุณภาพ
การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย, อัทธ์ธนิน ธนินภาณุวิวัฒน์
การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย, อัทธ์ธนิน ธนินภาณุวิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย อธิบายความสัมพันธ์ของการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการและความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย และอธิบายความแตกต่างตามลักษณะของประชากรด้านเพศ อาชีพ รายได้ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ชมที่ติดตามการแข่งขันของสโมสรฟุตบอลไทยอย่างต่อเนื่องมานานมากกว่า 1 ปี ที่มีอายุ18 ปีขึ้นไป และเคยซื้อสินค้าที่มีสัญลักษณ์ของสโมสรที่เป็นสมาชิก จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของสโมสรฟุตบอลไทยโดยรวมในระดับสูง มีพฤติกรรมการชมการแข่งขันฟุตบอลโดยรับชมการแข่งขันในสนามในระดับสูง มีความภักดีต่อสโมสรฟุตบอลไทยโดยรวมอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้มีการติดตามบัญชีออนไลน์และกดถูกใจให้นักฟุตบอลของสโมสรที่ชื่นชอบ รวมทั้งยังคงติดตามเชียร์สโมสรที่ชอบอย่างเหนียวแน่นอยู่ในระดับสูงมาก ผลการทดสอบสมมติฐานสรุปได้ว่า การเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการชมการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง การเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความภักดีของแฟนบอลต่อสโมสรฟุตบอลไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับสูง กลุ่มตัวอย่างที่มีเพศ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน มีการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างที่มีอาชีพ และรายได้แตกต่างกัน มีความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาแนวปฏิบัติจริยธรรมสื่อ จากการวิเคราะห์วาทกรรมอัตลักษณ์ทางเพศของหญิงรักหญิง ด้วยแนวทางวงศาวิทยาของมิเชล ฟูโกต์, ณหทัย แสนมงคล
การพัฒนาแนวปฏิบัติจริยธรรมสื่อ จากการวิเคราะห์วาทกรรมอัตลักษณ์ทางเพศของหญิงรักหญิง ด้วยแนวทางวงศาวิทยาของมิเชล ฟูโกต์, ณหทัย แสนมงคล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะและเงื่อนไขในการก่อรูปวาทกรรมอัตลักษณ์ทางเพศของหญิงรักหญิง ในสื่อไทย ระหว่างปี พ.ศ.2539-2563 และ 2) เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติจริยธรรมสื่อจากการวิเคราะห์วาทกรรมอัตลักษณ์ทางเพศของหญิงรักหญิงได้ การศึกษาใช้แนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์แบบวงศาวิทยา ของมิเชล ฟูโกต์ ด้วยการวิเคราะห์ถ้อยแถลงในตัวบทต่าง ๆ ของสื่อไทยที่เผยแพร่ในช่วง ช พ.ศ.2539-2563 เพื่อแกะรอยวาทกรรมที่ระบุถึงอัตลักษณ์ทางเพศของหญิงรักหญิงและวิเคราะห์อำนาจที่อยู่เบื้องหลังวาทกรรม ผลการศึกษาได้ชี้ให้เห็นว่า ค่านิยมปิตาธิปไตย ระบบเพศทวิลักษณ์ บรรทัดฐานรักต่างเพศ และความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน เป็นเงื่อนไขสำคัญในการก่อรูปวาทกรรมกรรมอัตลักษณ์ทางเพศของหญิงรักหญิงขึ้นมาในสังคมไทย โดยพบว่ามีการหล่อหลอมอัตลักษณ์ทางเพศของหญิงรักหญิงผ่านวาทกรรมเกี่ยวกับความปกติ-ผิดปกติ วาทกรรมเกี่ยวกับสำนึกและเรือนร่าง วาทกรรมเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ทางเพศ และวาทกรรมในพื้นที่สังคมการเมือง งานวิจัยได้เสนอว่าการต่อสู้ในเชิงคุณค่าและความหมายผ่านพื้นที่วาทกรรมยังเป็นสิ่งจำเป็น โดยนักสื่อสารควรมีบทบาทในการถอดรื้อค่านิยมปิตาธิปไตย ระบบเพศทวิลักษณ์ บรรทัดฐานรักต่างเพศ และความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน ขณะเดียวกันก็หนุนเสริมหลักการสตรีนิยมและความหลากหลายทางเพศในพื้นที่การสื่อสารสร้างนิยามบรรทัดฐานใหม่และการรับรู้บทบาททางเพศที่แตกต่างจากภาพเหมารวม ท้ายที่สุดแล้ว การเสริมพลังให้กับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงหญิงรักหญิง ยังทำได้ด้วยการหนุนเสริมพื้นที่การสื่อสารที่ปลอดภัยและโอบล้อมแก่คนทุกกลุ่ม
การสื่อสารของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาเพื่อเอาชนะอุปสรรคระหว่างกระบวนการทำวิทยานิพนธ์, ธิติ เวียนศิริ
การสื่อสารของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาเพื่อเอาชนะอุปสรรคระหว่างกระบวนการทำวิทยานิพนธ์, ธิติ เวียนศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคของผู้ทำวิทยานิพนธ์ในระดับบัณฑิตศึกษา เพื่อศึกษาลักษณะการสื่อสารเพื่อเอาชนะอุปสรรคของผู้ทำวิทยานิพนธ์ในระดับบัณฑิตศึกษา และเพื่อนำเสนอแนวทางการสื่อสารเพื่อเอาชนะอุปสรรค ของผู้ทำวิทยานิพนธ์ในระดับบัณฑิตศึกษาเป็นอย่างไร โดยใช้เครื่องมือสัมภาษณ์ (In-depth Interview) กับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ผู้ลงเรียนในรายวิชาวิทยานิพนธ์ จำนวน 10 คน โดยปัจจุบันกำลังเจออุปสรรคในการทำวิทยานิพนธ์ การสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผลการศึกษาพบว่าอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาประกอบด้วย 11 อุปสรรค โดยแบ่งอุปสรรคเป็นปัญหาอุปสรรคที่กำหนดได้อย่างชัดเจน (well structured problem) ประกอบด้วย 7 อุปสรรค เริ่มด้วยอุปสรรคเรื่องของเวลา อุปสรรคในเรื่องของความรับผิดชอบในการทำวิทยานิพนธ์ อุปสรรคในเรื่องของความเชื่อมั่นในการทำวิทยานิพนธ์ อุปสรรคในเรื่อของความรู้ความเข้าใจในการทำวิทยานิพนธ์ อุปสรรคเรื่องของการเงินที่ส่งผลต่อการทำวิทยานิพนธ์ อุปสรรคในเรื่องของงานประจำ อุปสรรคในเรื่องของสภาพแวดล้อมในการทำวิทยานิพนธ์ และ ปัญหาอุปสรรคที่กำหนดได้ไม่ชัดเจน (ill structured problems) ประกอบด้วย 4 อุปสรรค อุปสรรคในเรื่องของอาจารย์ที่ปรึกษา อุปสรรคของครอบครัวที่ส่งผลต่อการทำวิทยานิพนธ์ อุปสรรคในเรื่องของกลุ่มตัวอย่าง และอุปสรรคในเรื่องของคณะกรรมการวิทยานิพนธ์ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาคัดแยกโดยเอาอุปสรรคที่พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีปัญหามากกว่าหรือเท่ากับครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา แล้วนำอุปสรรคมาศึกษาในเรื่องของการสื่อสาร โดยพบว่าการสื่อสารภายในตนเองมีบทบาทการพูดทั้งหมด 2 บทบาทประกอบด้วยหนึ่ง บทบาททางปัญญา สองบทบาททางแรงจูงใจและอารมณ์ ซึ่งพบว่ามีวิธีการการพูดคุยกับตนเองประกอบด้วย หนึ่งการพูดคุยภายในตนเอง (พูดในใจ) สองการเขียนเพื่อบอกตนเอง สามการพูดหน้ากระจก สี่การร้องไห้เสียใจกับตนเอง และสุดท้ายการพูดคุยกับตนเอง (เปล่งเสียงพูดออกมา) ต่อมาการสื่อสารระหว่างบุคคลพบว่ามีรูปแบบการพูดคุยประกอบด้วย หนึ่งการฝึกสอนการให้คำปรึกษา สองการสนับสนุนทางด้านอารมณ์ โดยพบว่ามีการพูดคุยกับบุคคลอื่นประกอบด้วยอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อน อาจารย์ประจำภาค ครอบครัว รุ่นพี่ แฟน เจ้าหน้าที่บริการการศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ ดารา ลูกค้า และกลุ่มตัวอย่าง
Transmedia Storytelling In League Of Legends And The Application To Thai Gaming Industry, Nitchanan Wang
Transmedia Storytelling In League Of Legends And The Application To Thai Gaming Industry, Nitchanan Wang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the concept of transmedia storytelling within the context of League of Legends and explores its potential applications within the Thai gaming industry. Transmedia storytelling refers to the technique of telling a single story or story experience across multiple platforms and formats using digital technology. By analyzing the narrative elements and media platforms to expand the League of Legends universe, this research aims to identify characteristics that contribute to its success. The study utilizes a qualitative approach, including textual analysis of various media associated with League of Legends, such as the animated series “Arcane,” music videos featuring virtual …
การสื่อสารการสอนของครูสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ, บงกชกร มนตรีวิวัฒน์
การสื่อสารการสอนของครูสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ, บงกชกร มนตรีวิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “การสื่อสารการสอนของครูสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณลักษณะของครูสอนเพลงและเนื้อหาในการสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ และ 2) การสื่อสารการสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ออกแบบเครื่องมือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) โดยศึกษาข้อมูลเอกสาร บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำการสัมภาษณ์ครูสอนร้องเพลงที่มีประสบการณ์การสอนร้องเพลงผู้เรียนหลากหลายช่วงวัยเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี และมาจากสถาบันที่แตกต่างกัน เพื่อออกแบบแผนการสอนและแบบคำถามสะท้อนความคิด (reflection) ตรวจสอบเครื่องมือวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีบำบัด การสอน และผู้สูงอายุ ปรับแก้ไขเครื่องมือวิจัย แล้วจึงทำการทดลองด้วยวิธี Transformative learning กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุในชมรมดนตรีในสวน หมู่บ้านปัฐวิกรณ์ ผัง ก เพศหญิงและชาย จำนวน 10 คน อายุระหว่าง 60-90 ปี โดยทำการสอนแบบตัวต่อตัว เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ และวัดผลด้วยการบันทึกข้อมูลสะท้อนความคิด (reflection) ของผู้เรียนที่มีต่อตัวเอง ต่อผู้สอน และต่อเนื้อหา ของตัวผู้สอนที่มีต่อการสอนของตนเอง ต่อผู้เรียน และต่อเนื้อหา และของผู้สังเกตการณ์ที่มีต่อการเรียนในภาพรวม ผลการศึกษาพบว่า ผู้สอนต้องมีคุณลักษณะของครูสอนร้องเพลงครบทั้ง 4 คุณลักษณะ ได้แก่ คุณลักษณะของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านดนตรีและการร้องเพลง คุณลักษณะของผู้ที่เข้าใจธรรมชาติและความต้องการของผู้สูงอายุ คุณลักษณะของผู้ที่มีทักษะการสื่อสารการสอนที่มีประสิทธิภาพ และคุณลักษณะของผู้ที่มีบุคลิกภาพการสื่อสารที่ดี มีการสอนเนื้อหาการสอนร้องเพลงครบทั้ง 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่องการออกเสียง และ เรื่องการสื่อสารเพลงและการแสดง รวมถึงมีการสื่อสารการสอนในขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ครบทั้ง 3 ช่วง ได้แก่ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ต้องมีการสื่อสารเพื่อสร้างความผ่อนคลาย และการสื่อสารเพื่อกำหนดเป้าหมายหรือเหตุผลในการเรียน ขั้นจัดการเรียนรู้ ต้องมีการสื่อสารในการเลือกเพลง และต้องมีการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันและการสื่อสารเพื่อให้กำลังใจและ/หรือสร้างแรงจูงใจไปตลอดทั้งขั้นจัดการเรียนรู้และขั้นสรุป จึงจะส่งผลให้ผู้สูงอายุมีความภูมิใจในตนเองเพิ่มขึ้นได้
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างแฟนกับศิลปินในอุตสาหกรรมวายของดูมันดิทีวี, ณวิริญฉ์ ธนโชติวรพงศ์
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างแฟนกับศิลปินในอุตสาหกรรมวายของดูมันดิทีวี, ณวิริญฉ์ ธนโชติวรพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ ระหว่างบริษัทดูมันดิทีวีกับแฟนคลับ และแฟนคลับกับศิลปิน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ จากข้อมูลข่าวสารที่สื่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก แฟนคลับที่มีระดับความสัมพันธ์กับศิลปินสูง ของศิลปิน 3 คู่ 1 "ซี - นุนิว คู่ที่ 2 “เน็ต - เจมส์ และคู่ที่ 3 “ติวเตอร์ และ ยิม จำนวน 9 คน ผลการศึกษาพบ รูปแบบการสื่อสารที่ดูมันดิทีวีใช้ มี 3 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบ Informative การสื่อสารเพื่อแจ้งข้อมูล ข่าวสาร 2) รูปแบบ Entertaining and Engagement การสื่อสารเพื่อสร้างกระแสนิยม 3) รูปแบบ Communication in Crisis and Conflict solution การสื่อสารเพื่อลดระดับความรุนแรงที่มีต่อภาพลักษณ์ของศิลปิน และบริษัทดูมันดิทีวี และปฏิสัมพันธ์ระหว่างแฟนคลับกับศิลปินของดูมันดิทีวี พบ 2 ลักษณะ คือ ปฏิสัมพันธ์เชิงบวก การสื่อสารเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแฟนคลับกับศิลปินในโอกาสต่าง ๆ และ ปฏิสัมพันธ์เชิงลบ การสื่อสารเพื่อต่อรองหรือเจรจา คลี่คลายปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างแฟนคลับกับศิลปินโดยผ่านดูมันดิทีวี
การนำเสนอกระบวนการสร้างศิลปิน T-Pop ของรายการ 789 Survival, คฑายุทธ์ แสงใส
การนำเสนอกระบวนการสร้างศิลปิน T-Pop ของรายการ 789 Survival, คฑายุทธ์ แสงใส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์การสร้างศิลปินและการนำเสนอกระบวนการสร้างศิลปิน T-POP ที่ปรากฏในรายการ 789 SURVIVAL เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์ตัวบท (Textual Analysis) จากช่อง YouTube ของรายการ โดยวิเคราะห์จากวิดีโอรายการจำนวน 12 Episode และวิเคราะห์บทความหรือบทสัมภาษณ์ที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการคัดเลือกศิลปินก่อนเป็น 24 คนสุดท้าย แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การคัดเลือกจากเทรนนีในสังกัด และการคัดเลือกจากบุคคลภายนอก สำหรับการคัดเลือกศิลปินระหว่างถ่ายทำรายการ เป็นการคัดเลือกแบบกลุ่ม นอกจากนี้ กระบวนการฝึกฝนศิลปินจะเน้นที่การฝึกฝนโดยผู้เชี่ยวชาญ และการฝึกฝนโดยเทรนนี เพื่อเรียนรู้คุณลักษณะสำคัญที่ศิลปินควรมี ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาพรสวรรค์ตัวเอง การฝึกฝนตลอดเวลา การมีความสุขกับสิ่งที่ทำ การมีวินัย และการจัดการความรู้สึก สำหรับการสร้างอัตลักษณ์ตัวตนนั้น จะพบว่าทางรายการมีการสร้างอัตลักษณ์ตัวตนเทรนนีผ่านการให้สัมภาษณ์ และการสร้างความรักใคร่กลมเกลียวกัน อีกทั้งการสร้างอัตลักษณ์ของรายการจะเน้นที่ความโปร่งใสในการตัดสิน การมีส่วนร่วมของผู้ชม และความเป็นครอบครัวของ T-POP
ภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซ ที่สร้างการรับรู้และจัดการประเด็นปัญหาการฟอกเขียว, ภาณุรัตน อำนวยพล
ภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซ ที่สร้างการรับรู้และจัดการประเด็นปัญหาการฟอกเขียว, ภาณุรัตน อำนวยพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซในการสร้างการรับรู้และจัดการประเด็นปัญหาการฟอกเขียว 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะที่มีต่อการใช้ภาพยนตร์แอนิเมชันในการสร้างการรับรู้และจัดการประเด็นปัญหาการฟอกเขียว งานวิจัยนี้ใช้วิธีทั้งการวิเคราะห์ตัวบทในภาพยนตร์แอนิเมชัน ทั้งหมด 12 คลิปวิดีโอ และการสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งสัมภาษณ์กับบุคลากรในมูลนิธิด้านสิ่งแวดล้อม นักวิชาการ และนักข่าวด้านสิ่งแวดล้อม ผลการวิจัยพบว่า ภาพยนตร์แอนิเมชันนำเสนอ 2 รูปแบบหลัก คือ ภาพยนตร์สั้นและภาพกราฟิกเคลื่อนไหว โดยต่างนำเสนอเนื้อหา 2 ส่วนคือ 1) การเล่าปัญหาการฟอกเขียวของบริษัท ซึ่งผู้รับชมสามารถตระหนักรู้ถึงที่มา ลักษณะ และผลของปัญหาอันนำไปสู่การตั้งคำถามต่อการจัดการสิ่งแวดล้อม 2) เชิญชวนผู้รับชมให้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการฟอกเขียว ด้วยการลงนามหรือแชร์คลิปวิดีโอ ทั้งนี้ประเด็นการฟอกเขียวได้ถูกถ่ายทอดอย่างชัดเจนผ่านองค์ประกอบต่างๆ ในภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซ โดยเทคนิคแอนิเมชันช่วยให้การถ่ายทอดดังกล่าวเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซยังมีแนวคิดสื่อเชิงเสนอแนะอีกด้วย
กระบวนการคัดสรร การออกแบบเรื่องเล่า และการนำเสนอของคิวเรเตอร์บนเวที Tedxbangkok, นิติพนธ์ ศิริพรอมาตย์
กระบวนการคัดสรร การออกแบบเรื่องเล่า และการนำเสนอของคิวเรเตอร์บนเวที Tedxbangkok, นิติพนธ์ ศิริพรอมาตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการคัดสรร การออกแบบเรื่องเล่า และการออกแบบการนําเสนอของคิวเรเตอร์บนเวที TEDxBangkok โดยมีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผ่านการศึกษาวีดีโอ บทพูด เอกสาร และงานวิจัย เพื่อสร้างเครื่องมือในการสนทนากลุ่ม (Focus Group) เพื่อให้ได้ข้อมูลในมิติของการทำงานร่วมกันในแบบทีม จากนั้นสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) รายบุคคลกับคิวเรเตอร์ 3 ท่านเดิม เพื่อให้ทราบถึงกระบวนการของคิวเรเตอร์ในการทำงานแบบปัจเจก จากนั้นสัมภาษณ์ผู้พูดที่มีประสบการณ์ร่วมงานกับคิวเรเตอร์ดังกล่าวที่ได้รับเลือกให้พูดบนเวที TEDxBangkok และเป็นผู้พูดที่มียอดการเช้าชมสูงสุดจากเวปไซต์ YouTube จำนวน 10 ท่าน เพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือของคำตอบ (Cross-check for Reliability) โดยกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ 3 ประเด็นดังนี้ ประเด็นที่ 1 กระบวนการคัดสรรของคิวเรเตอร์ มีกระบวนการ ดังนี้ 1) การกำหนดแนวคิดหลัก 2) การคัดเลือกผู้พูด และ 3) การคัดสรรเรื่องราว การคัดสรรรเรื่องราวมีขั้นตอน ดังนี้ 1) การสัมภาษณ์และการณ์สังเกตทำความเข้าใจและตั้งคำถามกับผู้พูด 2) การระบุปัญหาทางสังคมถึงประเด็นที่ผู้พูดต้องการนำเสนอและผู้พูดสนใจเป็นพิเศษ 3) การระดมสมองและประชุมหารือเพื่อคัดหรือรวบรวมไอเดียที่น่าสนใจจากตัวผู้พูด 4) การสร้างบทพูดสำหรับการฝึกซ้อมและการทดลองพูดเพื่อหาจุดที่ชอบและหาจุดที่ต้องปรับเปลี่ยน 5) การฝึกซ้อมและการทดลองพูดเพื่อประเมินและพัฒนาโครงเรื่อง และ 6) การหาข้อสรุปและออกแบบการนำเสนอบนเวที และทุกขั้นตอนสามารถย้อนกลับไปมาได้ ประเด็นที่ 2 กระบวนการออกแบบเรื่องเล่าของคิวเรเตอร์บนเวที TEDxBangkok มี 3 ลักษณะ ดังนี้ 1) การออกแบบเรื่องเล่าโดยคิวเรเตอร์ใช้ลักษณะเฉพาะตัวของ คิวเรเตอร์แต่ละคน 2) การออกแบบเรื่องเล่าโดยให้ผู้พูดออกแบบเอง และ 3) การออกแบบเรื่องเล่าโดยปรับจากบทพูดของผู้พูด โดยพบว่าแบบที่ 3 นิยมใช้มากที่สุดและโครงเรื่องจะซับซ้อนและมีโครงสร้างเรื่องมากกว่าหนึ่งโครงสร้าง และประเด็นที่ 3 กระบวนการออกแบบการนำเสนอคิวเรเตอร์ TEDxBangkok พบว่ามี 6 ส่วน ดังนี้ 1) การเปิดการพูด 2) การปิดการพูด 3) …
ปัจจัยพยากรณ์ความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคต่อสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่รีวิวโดยเพ็ทอินฟลูเอนเซอร์ในรูปแบบวิดีโอสั้น, ณัชชา จันทวิมล
ปัจจัยพยากรณ์ความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคต่อสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่รีวิวโดยเพ็ทอินฟลูเอนเซอร์ในรูปแบบวิดีโอสั้น, ณัชชา จันทวิมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Research) แบ่งเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) โดยการเก็บข้อมูลจากวิดีโอสั้นการรีวิวสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของเพ็ทอินฟลูเอนเซอร์ระยะเวลา 3 เดือนย้อนหลัง ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2567 ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 ประกอบด้วยช่องชิเอลแมวมึน, ไข่ขาวลูกแมร๊, Japan จอมโหด and friends และ Gluta story จำนวน 110 คลิป และ การวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล โดยศึกษากลุ่มผู้บริโภคที่เลี้ยงสุนัขหรือแมวอย่างน้อย 1 ตัว ทุกเพศ ช่วงอายุตั้งแต่ 18-34 ปี มีการติดตามและรับชมคลิปวิดีโอสั้นการรีวิวสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของเพ็ทอินฟลูเอนเซอร์ในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 400 ชุด ผลการวิจัยด้านการวิเคราะห์เนื้อหา พบว่า ปัจจัยด้านคุณลักษณะของเพ็ทอินฟลูเอนเซอร์ที่ปรากฏมากที่สุด คือ ด้านความสอดคล้องของเนื้อหา เป็นการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงเท่านั้น ส่วนปัจจัยด้านเนื้อหาการรีวิวสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่ปรากฏมากที่สุด คือ ด้านการเล่าเรื่อง ด้านความรัก (Love objects) และ ปัจจัยด้านรูปแบบของวิดีโอสั้นที่ปรากฏมากที่สุด คือ มีการนำเสนอผ่านช่องทาง TikTok มากที่สุด โดยมีระยะเวลาเฉลี่ย 1 – 3 นาที มีการนำเสนอภาพผ่านมุมมองเจ้าของสัตว์เลี้ยง และ ใช้เสียงบรรยายภาพ นอกจากนี้ผลการวิจัยเชิงสำรวจ พบว่า มีเพียงปัจจัยด้านรูปแบบของวิดีโอสั้นที่สามารถพยากรณ์ความตั้งใจซื้อสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของผู้บริโภคได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
อิทธิพลของแรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กรในเจเนอเรชันซี, ณัฐวลัย ภาคภากร
อิทธิพลของแรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กรในเจเนอเรชันซี, ณัฐวลัย ภาคภากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้แรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรต่อการรับรู้ความแท้จริงขององค์กรและพฤติกรรมสนับสนุนองค์กรในกลุ่มเจเนอเรชันซี ด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ในรูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจและใช้แบบสอบถามออนไลน์เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างเจเนอเรชันซี อายุ 18-29 ปี ในประเทศไทย จำนวน 415 คน ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้แรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการรับรู้ความแท้จริงขององค์กร การรับรู้แรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กร รวมทั้งการรับรู้ความแท้จริงขององค์กรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กร โดยรายละเอียดพบว่า การอนุมานแรงจูงใจว่าองค์กรแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมมาจากการยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก มีอิทธิพลต่อความแท้จริงขององค์กรและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กรมากที่สุด อนึ่ง งานวิจัยนี้ประยุกต์ใช้แนวคิดบรรษัทบริบาลเป็นหลัก เพื่อทำความเข้าใจปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยองค์ความรู้ทางด้านการประชาสัมพันธ์
การสื่อสารประเด็นสังคมร่วมสมัยของละครไม่มีบทพูดในเทศกาลละครกรุงเทพ, ปณิชา เดชโรจนัย
การสื่อสารประเด็นสังคมร่วมสมัยของละครไม่มีบทพูดในเทศกาลละครกรุงเทพ, ปณิชา เดชโรจนัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง การสื่อสารประเด็นสังคมร่วมสมัยของละครไม่มีบทพูดในเทศกาลละครกรุงเทพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นทางสังคมร่วมสมัยของละครไม่มีบทพูดที่ปรากฎในเทศกาลละครกรุงเทพ และศึกษาวิธีการเล่าเรื่องและวิธีการสื่อสารถึงคุณลักษณะทางการแสดงของละครไม่มีบทพูดที่มีการสื่อสารประเด็นทางสังคมในเทศกาลละครกรุงเทพ โดยทำการคัดเลือกละครไม่มีบทพูดที่มีการสื่อสารประเด็นทางสังคมในเทศกาลละครกรุงเทพปีพ.ศ. 2566 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) จำนวน 10 เรื่อง ประกอบด้วย ละครใบ้ ฟิสิคัลเธียเตอร์ การเต้นร่วมสมัย และการแสดงแสง เสียง และเงา ผลการวิจัยพบว่า วิธีการสื่อสารประเด็นสังคมของละครไม่มีบทพูดในเทศกาลละครกรุงเทพ สามารถบอกเล่าเรื่องราวผ่านประเด็นสังคมได้เช่นเดียวกันกับละครที่มีบทพูด แต่มีวิธีการสื่อสารการแสดงที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละรูปแบบการแสดง ซึ่งการตีความอาจขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคล นับว่าเป็นจุดเด่นของละครไม่มีบทพูดที่ต้องการเปิดกว้างทางความคิดให้ผู้ชมสามารถจินตนาการและตีความเรื่องราวได้หลากหลายทิศทางอย่างไม่มีถูกหรือผิด ประเด็นสังคมที่ถูกเล่าผ่านละครไม่มีบทพูด ได้แก่ สิ่งแวดล้อม ครอบครัว ความเชื่อและความศรัทธาทางศาสนา การใช้ชีวิตและความไม่เท่าเทียมในสังคม และเศรษฐกิจ การเมือง ในขณะเดียวกันละครไม่มีบทพูดไม่ใช้วิธีการจัดวางโครงเรื่องเช่นเดียวกันกับละครที่มีบทพูด แต่ใช้วิธีการกำหนดแนวคิดหลักของเรื่องผ่านกระบวนการค้นหา การทดลอง และการสร้างงาน อีกทั้งยังนิยมสร้างสัญลักษณ์ในการแสดงเพื่อเป็นส่วนช่วยขยายเรื่องราว โดยมีคุณลักษณะเด่นในการสื่อสารประเด็นทางสังคมแตกต่างกันออกไปในแต่ละรูปแบบการแสดง ได้แก่ วิธีการสื่อสารผ่านท่วงท่าการเคลื่อนไหว การเลือกใช้อุปกรณ์ประกอบการแสดง การออกแบบเสียงประกอบการแสดง รวมถึงการจัดวางพื้นที่ให้สอดคล้องกับการแสดง
อิทธิพลของความต้องการของผู้บริโภคและภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้องต่อการตอบสนองและความภักดีของผู้บริโภค, ธัญญรัตน์ จันทร์คำ
อิทธิพลของความต้องการของผู้บริโภคและภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้องต่อการตอบสนองและความภักดีของผู้บริโภค, ธัญญรัตน์ จันทร์คำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความต้องการของผู้บริโภค ภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้อง การตอบสนองของผู้บริโภค (ได้แก่ ความผูกพัน ความพึงพอใจ ความไว้วางใจ ความมุ่งมั่น และความตั้งใจซื้อ) และความภักดีต่อตราสินค้าศิลปินนักร้องของผู้บริโภค 2) อิทธิพลของความต้องการของผู้บริโภคและภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้อง ต่อการตอบสนองของผู้บริโภค และ 3) อิทธิพลของการตอบสนองของผู้บริโภค ต่อความภักดีต่อตราสินค้าศิลปินนักร้องของผู้บริโภค โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีวิจัยเชิงสํารวจ มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 18 - 34 ปี จำนวน 435 คน ที่ติดตามศิลปิน ATLAS หรือศิลปิน PROXIE บนช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของศิลปิน ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการของผู้บริโภค ในมิติบรรทัดฐานของเพื่อน มีอิทธิพลต่อการตอบสนองของผู้บริโภคมากที่สุด และภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้อง ในมิติการออกแบบ และความสามารถรอบด้าน มีอิทธิพลต่อการตอบสนองของผู้บริโภคมากที่สุด นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า การตอบสนองของผู้บริโภค ในด้านความผูกพัน และความตั้งใจซื้อ มีอิทธิพลต่อความภักดีต่อตราสินค้าศิลปินนักร้องของผู้บริโภค