Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Social and Behavioral Sciences Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Psychology (4122)
- Sociology (3180)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2908)
- Arts and Humanities (2777)
- Education (2565)
-
- Medicine and Health Sciences (2352)
- Library and Information Science (2122)
- Communication (2090)
- Political Science (1709)
- Economics (1579)
- Business (1484)
- International and Area Studies (1261)
- Physical Sciences and Mathematics (1122)
- Anthropology (1071)
- Life Sciences (969)
- Law (886)
- Public Health (764)
- International Relations (761)
- Higher Education (751)
- Social Work (731)
- History (689)
- Social Justice (666)
- Engineering (656)
- Scholarly Communication (629)
- Leadership Studies (607)
- Clinical Psychology (580)
- Geography (571)
- Mental and Social Health (560)
- Counseling (539)
- Institution
-
- San Jose State University (656)
- Walden University (644)
- City University of New York (CUNY) (494)
- Singapore Management University (485)
- Chulalongkorn University (473)
-
- Liberty University (454)
- Universitas Indonesia (437)
- University of Nebraska - Lincoln (437)
- The Texas Medical Center Library (414)
- Portland State University (373)
- University of South Alabama (350)
- University of Nebraska at Omaha (327)
- Brigham Young University (309)
- Old Dominion University (301)
- Nova Southeastern University (277)
- University of Arkansas, Fayetteville (261)
- University of Nevada, Las Vegas (257)
- Utah State University (245)
- Claremont Colleges (233)
- Kennesaw State University (211)
- University of Kentucky (211)
- University of Memphis (206)
- University of Central Florida (201)
- Chinese Academy of Sciences (200)
- SIT Graduate Institute/SIT Study Abroad (184)
- University of South Carolina (184)
- University of South Florida (184)
- Chapman University (181)
- Boise State University (178)
- Cal Poly Humboldt (164)
- Keyword
-
- COVID-19 (379)
- Bioarchaeology (333)
- Commingling (323)
- Age-at-death estimations (322)
- Paleodemography (322)
-
- Transition analysis (322)
- Mental health (274)
- Humans (244)
- Education (211)
- Syllabus, syllabi, journalism, communication, media, strategic media (206)
- Gender (202)
- Depression (183)
- Social media (177)
- Leadership (173)
- Trauma (144)
- Anxiety (135)
- Race (133)
- Communication (130)
- Women (128)
- Psychology (123)
- Resilience (121)
- Climate change (120)
- Stress (117)
- Mental Health (114)
- Equity (112)
- Higher education (111)
- Children (109)
- United States (108)
- Culture (100)
- Diversity (100)
- Publication
-
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (602)
- Theses and Dissertations (562)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (461)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (395)
- Doctoral Dissertations and Projects (343)
-
- Bolster et al. 2024 AJBA (322)
- Electronic Theses and Dissertations (218)
- Journalism and Strategic Media Syllabi Archive (206)
- Faculty, Staff and Student Publications (201)
- Bulletin of Chinese Academy of Sciences (Chinese Version) (200)
- Space and Defense (198)
- Dissertations (196)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (175)
- Honors Theses (175)
- Independent Study Project (ISP) Collection (163)
- The Qualitative Report (160)
- Faculty Publications (155)
- Electronic Theses, Projects, and Dissertations (129)
- Research outputs 2022 to 2026 (127)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (118)
- Dissertations and Theses (117)
- Expressive Therapies Capstone Theses (105)
- Publications and Research (105)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (104)
- Master's Theses (100)
- Graduate Theses and Dissertations (99)
- Research Collection School of Social Sciences (99)
- CouRaGeouS Cuentos: A Journal of Counternarratives (88)
- Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications (87)
- Spartan Daily, 2023 (86)
- Publication Type
Articles 16771 - 16800 of 20714
Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 : การวิจัยแบบผสานวิธี, อรุณี ศุทธิชัยนิมิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบผสานวิธีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ตรวจสอบโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียน และ (2) ศึกษาประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรดังกล่าวของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษาปริญญาตรี 320 คนในงานวิจัยเชิงปริมาณ และ 14 คนในงานเชิงคุณภาพ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ มาตรวัดการบริหารจัดการเวลา มาตรวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน มาตรวัดความเหนื่อยล้าทางจิตใจ มาตรวัดภาวะหมดไฟในการเรียน และแนวคำถามการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงโครงสร้าง และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพตามแนวทางของ Giorgi และคณะ ผลการวิจัยพบว่าโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ตัวแปรอิสระทั้ง 3 ตัวแปรอธิบายความแปรปรวนของภาวะหมดไฟในการเรียนได้ร้อยละ 57 ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด คือ ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ตามมาด้วยการบริหารจัดการเวลา และการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่าผู้มีภาวะหมดไฟในการเรียนสูงมี 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ภาวะหมดไฟในการเรียนเกิดหลายระลอก ส่งผลต่อการใช้ชีวิต (2) ลักษณะนิสัยเครียดง่าย คาดหวังสูง ปรับตัวยาก (3) ความเครียดสะสม อดนอน และบริหารจัดการเวลาไม่ได้ (4) รับมือภาวะหมดไฟด้วยตนเองและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ส่วนผู้มีภาวะหมดไฟในการเรียนต่ำพบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ภาวะหมดไฟในการเรียนเกิดชั่วคราว ลดประสิทธิภาพการเรียน (2) ลักษณะนิสัยยืดหยุ่นสูง เชื่อมั่นในตนเอง และไม่คาดหวังเรื่องเรียน (3) รับมือภาวะหมดไฟด้วยตนเองและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง
ประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลมาจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น, ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ
ประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลมาจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น, ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก 6 ราย ผลการวิเคราะห์พบ 4 แก่นสาระหลัก ได้แก่ (1) โลกที่ถูกสั่นคลอนจากการถูกข่มเหงรังแก สะท้อนการรับรู้ตนเองและผู้อื่นที่ถูกท้าทายจากการข่มเหงรังแก ตลอดจนการพยายามเอาตัวรอดจากสถานการณ์และใช้ชีวิตอยู่กับผลกระทบที่เกิดจากการถูกข่มเหงรังแก (2) การบ่มเพาะสู่ความงอกงามทางจิตใจภายหลังเผชิญการถูกข่มเหงรังแก เป็นกระบวนการเรียนรู้และทำความเข้าใจตนเอง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และต่อประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแก นำไปสู่การยอมรับในตนเอง ยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย และปล่อยวางเรื่องราวในอดีตได้มากขึ้น (3) ความงอกงามทางจิตใจภายหลังเผชิญการถูกข่มเหงรังแก โดยพบทั้งหมด 4 ประเด็น ได้แก่ ความมั่นคงจากภายในตนเอง ความรู้สึกวางใจในความสัมพันธ์ แรงผลักดันที่นำไปสู่การพัฒนาตนเอง และความรู้สึกซาบซึ้งยินดีในชีวิต (4) สิ่งที่พัฒนาขึ้นจากการผ่านประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแก เป็นทักษะในการดูแลใจตนเองในสถานการณ์ต่างๆ ที่มีมากขึ้น การวางขอบเขตความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ชัดเจนมากขึ้น และความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและอยากช่วยเหลือผู้อื่น ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากการเรียนรู้และปรับตัวกับผลกระทบจากการถูกข่มเหงรังแก โดยประสบการณ์ทางจิตใจเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจความคิด ความรู้สึก ของบุคคลที่มีประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแนวทางในการป้องกันผลกระทบจากการถูกข่มเหงรังแกในกลุ่มวัยรุ่น รวมถึงแนวทางในการให้การสนับสนุนและเยียวยาผู้ที่มีประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแกด้วยเช่นกัน
ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย, อุษา อติโภคบูรณ์
ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย, อุษา อติโภคบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤฒพลังและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลการสำรวจระดับประเทศจากโครงการ “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรและความอยู่ดีมีสุขในบริบทสังคมสูงวัย” ซึ่งดำเนินการเก็บข้อมูลโดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2559ผลการศึกษาระดับพฤฒพลัง พบว่าผู้สูงอายุชายมีระดับคะแนนพฤฒพลังสูงกว่าผู้สูงอายุหญิงในพฤฒพลังด้านการทำงานเชิงเศรษฐกิจ พฤฒพลังด้านการดำรงชีวิตโดยพึ่งตนเองได้ มีสุขภาวะที่ดีและมีความมั่นคง และพฤฒพลังด้านศักยภาพและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีพฤฒพลัง ทั้งนี้ ผู้สูงอายุชายมีคะแนนพฤฒพลังมากที่สุดในตัวชี้วัดการประกอบกิจวัตรประจำวันขั้นสูง (IADLs) และทุกตัวชี้วัดในพฤฒพลังด้านการทำงานเชิงเศรษฐกิจ ในขณะที่ผู้สูงอายุหญิงมีคะแนนพฤฒพลังมากที่สุดด้านการมีส่วนร่วมในสังคมในตัวชี้วัดการดูแลสมาชิกในครอบครัว ในส่วนของผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีพฤฒพลังด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบไบนารี พบว่า เพศ สถานภาพสมรส รายได้เฉลี่ยต่อปี และการเตรียมการเพื่อให้มีพฤฒพลัง มีความสัมพันธ์กับการมีพฤฒพลังทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p
Trends In Completeness And Determinants Of Birth Registration In Nigeria, Mustapha Adeiza Shuaib
Trends In Completeness And Determinants Of Birth Registration In Nigeria, Mustapha Adeiza Shuaib
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Birth registration is a fundamental human right and a key component of Sustainable Development Goal (SDG) 16.9, which aims to provide legal identity for all by 2030. In Nigeria, birth registration is essential for safeguarding children's rights, including access to education, healthcare, and social services. Despite its importance, birth registration rates remain low, with significant disparities across different regions and population groups.Objective: This study aims to analyze trends in birth registration and explore the determinants of birth registration in Nigeria during 2021, utilizing the latest data from the 2021 Multiple Indicator Cluster Surveys (MICS).Methods: The study employs a descriptive …
Enhancing Labour Productivity: Insights From Female Leadership, Training Programmes And Foreign Ownership In Service Enterprises Across Thailand, Vietnam, And Malaysia, Jie Min Low
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the demographic and socio-economic factors affecting labour productivity in service enterprises across Thailand, Vietnam, and Malaysia. Previous research primarily focuses on manufacturing firms, leaving a gap in understanding productivity in service firms. Given that the service sector is increasingly significant in ASEAN economies, contributing nearly half of the region's Gross Domestic Product (GDP) in 2022, this study targets this crucial sector (Secretariat, 2023).Rapid industrialisation, ageing populations, and shrinking workforces in these countries makes it necessary for enterprises to understand how to enhance labour productivity. This research utilizes data from the World Bank's 2015 and 2016 Enterprise Surveys …
Human Capital And Gender Dynamics In Leadership: Analysis Of Labor Productivity And Technical Efficiency In Bangladesh, Indonesia, And Pakistan, Zun Pwint Bo Bo
Human Capital And Gender Dynamics In Leadership: Analysis Of Labor Productivity And Technical Efficiency In Bangladesh, Indonesia, And Pakistan, Zun Pwint Bo Bo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the impact of human capital and gender dynamics in leadership on labor productivity and technical efficiency in firms from Bangladesh, Indonesia, and Pakistan. Using data from the World Bank Enterprise Survey, the analysis uses Ordinary Least Squares (OLS) regression, Data Envelopment Analysis (DEA), and Tobit regression techniques. The findings reveal significant variations in labor productivity and efficiency among firms in the three countries, influenced by factors such as firm characteristics, managerial experience, workforce skill composition, and gender leadership. The results indicate that higher average wages positively impact labor productivity and technical efficiency across all three countries, supporting …
Economic Convergence In The Baltic Sea Region: Migration, Institutions, And Socio-Cultural Drivers Of Labor Productivity, Elias Orbon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the potential facilitation of economic convergence through policy across the Baltic Sea Region from two critical perspectives: (1) an analysis of the impacts of human capital flight and forced pendular migration from Ukraine on the economies included in the study, and (2) the impact of cultural dimensions and institutional arrangements on labor productivity in firms across the region. The study uniquely contributes to understanding how economic convergence can be facilitated in the Baltic Sea Region by considering both firm-level productivity factors and the current geopolitical context. The study utilizes World Bank Enterprise Survey data from 2019 and …
การอภิบาลความร่วมมือเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาบนพื้นที่จังหวัด, ชัชวินธ์ ตันติเวชวาณิชย์
การอภิบาลความร่วมมือเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาบนพื้นที่จังหวัด, ชัชวินธ์ ตันติเวชวาณิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการอภิบาลความร่วมมือเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาที่เกิดขึ้นบนพื้นที่สามจังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก และสุโขทัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งพื้นที่นำร่อง 20 จังหวัด ในโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2562 -2564 (ระยะที่ 1-2) ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ตลอดจนการศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัด และเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของพื้นที่กรณีศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการวิจัยเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างจากผู้มีส่วนร่วมในระดับนโยบายและพื้นที่ทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม สถาบันวิชาการ และภาคส่วนอื่น ๆ จำนวน 30 คน ผลการศึกษาพบว่า การอภิบาลเครือข่ายในระยะเริ่มต้นของแต่ละพื้นที่กรณีศึกษามีลักษณะที่สอดคล้องกับแนวคิดภายใต้กระบวนทัศน์การอภิบาลแตกต่างกัน สุราษฎร์ธานี สอดคล้องกับแนวคิดการบริการกิจการบ้านเมืองแบบร่วมมือกัน พิษณุโลก สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการปกครองเครือข่ายในรูปแบบเครือข่ายที่มีหน่วยงานนำแห่งเดียว และสุโขทัย มีความสอดคล้องกับการบริหารกิจการบ้านเมืองเชิงพื้นที่ แต่เมื่อขับเคลื่อนงานได้ระยะหนึ่งทุกจังหวัดมีแนวโน้มเคลื่อนเข้าสู่ตัวแบบการบริหารกิจการบ้านเมืองเชิงพื้นที่เหมือนกันทุกจังหวัด ด้านภาวะผู้นำที่คล้ายกันคือ ผู้นำมีอำนาจบารมีที่สั่งสมในแวดวงด้านการศึกษา ด้านแรงจูงใจพบว่า ตัวแสดงภาครัฐเน้นการผสานผลงานเครือข่ายกับผลงานองค์กรและผู้ปฏิบัติ ส่วนภาคประชาสังคมใช้แรงจูงใจที่เป็นตัวเงิน ด้านกระบวนการอภิบาลความร่วมมือพบว่า แต่ละจังหวัดใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกัน จังหวัดสุราษฎร์ธานีและพิษณุโลกใช้ความสัมพันธ์ในแนวราบ ส่วนจังหวัดสุโขทัยเน้นความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง ด้านโครงสร้างมีลักษณะร่วม คือ การสร้างความชอบธรรมผ่านเอกสารที่รัฐรับรอง มีการแบ่งโครงสร้างภายในแบ่งออกเป็น 3 กลไก ได้แก่ คณะกรรมการระดับจังหวัด คณะกรรมการเชิงภารกิจ และคณะกรรมการเชิงพื้นที่ย่อย (อำเภอ/ตำบล) ด้านระบบบริหารจัดการพบว่า การระดมอาสาสมัครผู้ปฏิบัติงานหลักที่มีนัยสำคัญต่อความสำเร็จของเครือข่าย และการมีกลไกช่วยเหลือรายกรณีที่ใกล้ชิดกับชุมชนมีนัยสำคัญต่อการบรรลุพันธกิจของเครือข่าย ด้านกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่าย ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่เป้าหมายอย่างค่อยเป็นค่อยไป การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ข้ามจังหวัด การรณรงค์สื่อสารต่อสาธารณชน และการจัดตั้งกองทุนรองรับในระยะยาว ข้อค้นพบสำคัญจากการศึกษาในครั้งนี้ พบว่า ในบริบทสังคมไทยการอภิบาลความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการหน่วยงานภายนอก อิทธิพลของระบบราชการที่ฝังรากลึกส่งผลให้การออกแบบโครงสร้างเครือข่ายต้องอาศัยอำนาจรัฐรับรองความชอบธรรม และหากพื้นที่ใดภาคประชาสังคมไม่เข้มแข้งจะยิ่งเพิ่มโอกาสให้หน่วยงานของรัฐผูกขาดบทบาทได้ง่าย
มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง, อนันตพันธุ์ ฐิติกุลวาณิช
มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง, อนันตพันธุ์ ฐิติกุลวาณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาการทำงานของระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมว่าเป็นกลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง ผลกระทบที่อาจเกิดต่อผู้เล่นและต่อสังคม และเพื่อมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมของประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการกำกับควบคุมการใช้ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมสำหรับประเทศไทย โดยศึกษาเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญในหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จำนวน 17 คน ผลการศึกษาพบว่า การทำงานของระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม เป็นทั้งระบบที่เป็นส่วนหนึ่งของวิดีโอเกมและระบบที่มีลักษณะและการส่งผลทางจิตเหมือนกับการพนัน เสมือนการพนันแฝงภายในวิดีโอเกม แต่ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมไม่มีสถานะเป็นการพนันตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมส่งผลกระทบทั้งในด้านความไม่เป็นธรรมต่อผู้เล่น ด้านสุขภาพ และด้านเศรฐกิจและสังคม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาอาชญากรรมอื่นตามมา ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายหรือหน่วยงานใดที่กำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง และไม่มีมาตรการของภาคเอกชนไทยในการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม ในส่วนของมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมของต่างประเทศ ในส่วนของภาครัฐมีการใช้มาตรการทางกฎหมายการพนัน กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง ภาคเอกชนมีการทำข้อตกลงในภาคอุตสาหกรรมเกม มีมาตรการของร้านค้าออนไลน์ และมาตรการจัดเรทวิดีโอเกม แนวทางของมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย คือ 1) มีการนิยามการพนันไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน 2) ให้มีกฎหมายเกี่ยวกับระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง 3) ให้มีการจัดเรทวิดีโอเกมโดยพิจารณาจากระบบการเล่น 4) ให้มีมาตรการสำหรับผู้ให้บริการเกมจากต่างประเทศ นอกจากนี้ควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เพิ่มเติม และส่งเสริมการทำงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
การนำนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก, อภิชญา จันทร์ฉลอง
การนำนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก, อภิชญา จันทร์ฉลอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ต้องการคำตอบคำถามวิจัยที่ว่าการนำนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กเป็นอย่างไร เกิดภาระทางการบริหารและประโยชน์อย่างไรบ้าง ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก 8 กิจการ ผลการวิจัยพบว่า ประการที่หนึ่ง สามารถแบ่งลักษณะผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) กิจการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กแบบดั้งเดิมที่ดำเนินกิจการด้วยการใช้ถ่านหินหรือแก๊สธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า 2) กิจการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีหัวใจสีเขียวที่ดำเนินกิจการด้วยการใช้ลมหรือแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้า 3) กิจการไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้ชีวมวลจากกิจการหลักเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ตลาดไฟฟ้าของไทยได้รับการปกป้องโดยรัฐและมีผู้แข่งขันเพียงน้อยราย ทำให้ไม่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากผู้บริโภคหรือตลาดภายนอกประเทศ ประการที่สอง งานวิจัยพบว่า ปัจจุบันนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังขาดความชัดเจน เนื่องจากยังไม่ได้มีการออกข้อกฎหมายที่เป็นรูปธรรม ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการใช้เครื่องมือเชิงนโยบายแบบบังคับ (Sticks) แต่เป็นลักษณะการใช้เครื่องมือเชิงนโยบายแบบจูงใจ (Carrots) และแบบการสื่อสาร (Sermons) ซึ่งความไม่สมบูรณ์ของการใช้เครื่องมือเชิงนโยบายนี้อาจมีส่วนทำให้ประเทศไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้ ประการที่สาม ผู้ผลิตไฟฟ้าที่ดำเนินกิจการแบบดั้งเดิมด้วยเชื้อเพลิงถ่านหินหรือแก๊สธรรมชาติ มีการปรับตัวและแบกรับต้นทุนภาระทางการบริหารมากกว่ากิจการไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้ชีวมวลจากกิจการหลัก ในขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กที่ดำเนินธุรกิจด้วยการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาดแบกรับภาระทางการบริหารน้อยที่สุด เนื่องจากการดำเนินการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาดถือเป็นการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งการปฏิบัติตามนโยบายของธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเกิดจากการความจำเป็นต้องปรับตัวตามกลไกตลาดมากกว่าการกำหนดนโยบายของภาครัฐถึงแม้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กจะมีภาระทางการบริหารจากการนำนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติ ที่สำคัญได้แก่ ต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ก็ได้รับผลประโยชน์จากการปฏิบัติตามนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การเกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่องค์กร โดยผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ ควรใช้เครื่องมือเชิงนโยบายแบบบังคับให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กส่วนใหญ่มีความพร้อมในการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสมและการแบ่งปันความรู้ในทีม โดยมีความปลอดภัยทางจิตใจเป็นตัวแปรส่งผ่าน และเพศของผู้นำเป็นตัวแปรกำกับ, จิรพรรณ จุลลางกูร
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสมและการแบ่งปันความรู้ในทีม โดยมีความปลอดภัยทางจิตใจเป็นตัวแปรส่งผ่าน และเพศของผู้นำเป็นตัวแปรกำกับ, จิรพรรณ จุลลางกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสมและการแบ่งปันความรู้ในทีม โดยมีความปลอดภัยทางจิตใจเป็นตัวแปรส่งผ่าน และเพศของผู้นำเป็นตัวแปรกำกับ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ บุคลากรองค์การเอกชนในประเทศไทย ที่มีสมาชิกในทีม ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย มาตรวัดผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสม และมาตรวัดการแบ่งปันความรู้ในทีม มาตรวัดความปลอดภัยทางจิตใจ ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ Qualtrics ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสถิติ SPSS เพื่อวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน และการทดสอบตัวแปรส่งผ่านและตัวแปรกำกับ โดยมีผลของสมมติฐาน 5 สมมติฐาน ดังนี้ (1) ผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสมไม่มีความสัมพันธ์ทางบวกต่อการแบ่งปันความรู้ในทีมงาน (β = .07, p = .69) (2) ผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสมไม่มีความสัมพันธ์ทางบวกต่อความปลอดภัยทางจิตใจ (β = .16, p = .67) (3) เพศของผู้นำไม่มีอิทธิพลกำกับ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสมและความปลอดภัยทางจิตใจ (β = .06, p = .85) (4) ความปลอดภัยทางจิตใจไม่มีอิทธิพลส่งผ่านความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสมและการแบ่งปันความรู้ในทีมงาน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ 95% ช่วงชั้นความเชื่อมั่นที่ -.1841 และ .1571 และ (5) ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสมและการแบ่งปันความรู้ในทีม ไม่มีความปลอดภัยทางจิตใจเป็นตัวแปรส่งผ่าน และไม่มีเพศของผู้นำเป็นตัวแปรกำกับ (β = .01, p = .97) แต่ผลการวิจัยพบว่า ความปลอดภัยทางจิตใจส่งผลทางบวกต่อการแบ่งปันความรู้ในทีม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น จึงสามารถสรุปผลการวิจัยได้ว่า ผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสม เป็นหนึ่งในคุณลักษณะของผู้นำ โดยไม่สามารถส่งผลและทำให้เกิดความปลอดภัยทางจิตใจและการแบ่งปันความรู้ในทีมงานได้ แต่ความปลอดภัยทางจิตใจจะส่งเสริมให้เกิดการแบ่งปันความรู้ในทีมงาน
บุคลิกภาพ Lone Wolf สามารถเป็นสมาชิกทีมที่ดี ได้หรือไม่? การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่าน และอิทธิพลกำกับ, พัชรวุฒิ สุภาคง
บุคลิกภาพ Lone Wolf สามารถเป็นสมาชิกทีมที่ดี ได้หรือไม่? การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่าน และอิทธิพลกำกับ, พัชรวุฒิ สุภาคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้ที่มีบุคลิกภาพ Lone wolf หมายถึง ผู้ที่มีศักยภาพในการทำงานที่สูงมาก แต่ชอบทำงานคนเดียว และไม่ชอบการทำงานเป็นทีม งานวิจัยในอดีตได้สรุปผลเอาไว้ว่า Lone wolf เป็นผู้ไม่มีพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม และส่งผลกระทบทางลบต่อการทำงานในรูปแบบทีม อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีใครสำรวจมาก่อนว่าในฐานะนักวิจัยเราสามารถทำอย่างไรได้บ้างที่จะช่วยให้ Lone wolf สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น และเป็นสมาชิกทีมที่ดีได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะ (1) สำรวจอิทธิพลส่งผ่านของพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม ในความสัมพันธ์ทางอ้อมระหว่าง Lone wolf กับ ประสิทธิภาพของทีม, (2) ทดสอบอิทธิพลกำกับของการรับรู้ความสามารถตนเองที่มีต่องาน และ ความชัดเจนของบทบาท ในการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับ Lone wolf ทำนายพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม, และ (3) ศึกษาผลของการจัดกระทำความชัดเจนของบทบาท เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม และประสิทธิภาพของทีม ของกลุ่มตัวอย่าง Lone wolf สูง/ต่ำ ที่เข้าร่วมวิจัยในเงื่อนไข ทดลอง/ควบคุม โดยแบ่งออกเป็น 2 การศึกษา ดังนี้ การศึกษาที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ศึกษาผ่านกลุ่มตัวอย่างพนักงานองค์การชาวไทย ที่ทำงานในอุตสาหกรรมบริการ จำนวน 443 คน เพื่อศึกษาโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพ Lone wolf กับการรับรู้ประสิทธิภาพของทีม โดยมีพฤติกรรมการทำงานเป็นทีมเป็นตัวแปรส่งผ่าน และมีความชัดเจนของบทบาท และการรับรู้ความสามารถของตนเองที่มีต่องานเป็นตัวแปรกำกับ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า Lone wolf มีอิทธิพลทางลบต่อทั้งพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม และต่อประสิทธิภาพของทีม และพฤติกรรมการทำงานเป็นทีมทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านความสัมพันธ์ทางลบระหว่าง Lone wolf ไปสู่ประสิทธิภาพของทีม นอกจากนี้ยังพบว่า ความชัดเจนของบทบาทมีปฏิสัมพันธ์แบบสองทางร่วมกับ Lone wolf ในการลดระดับความสัมพันธ์ทางลบของ Lone wolf ที่มีต่อพฤติกรรมการทำงานเป็นทีมได้ ในทางกลับกัน การรับรู้ความสามารถตนเองที่มีต่องาน ถูกพบว่ามีปฏิสัมพันธ์แบบสองทางร่วมกับ Lone wolf ในการไปเร่งกระตุ้นความสัมพันธ์ทางลบของ Lone wolf ที่มีต่อพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม การศึกษาที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงการทดลอง ศึกษาผ่านกลุ่มตัวอย่างนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 76 คน ผ่านการจัดกระทำความชัดเจนของบทบาท เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม …
ความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงทางจิตใจ การจัดการความเครียด และภาวะซึมเศร้าในนักศึกษา, อาริโย บุญชัยศรี
ความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงทางจิตใจ การจัดการความเครียด และภาวะซึมเศร้าในนักศึกษา, อาริโย บุญชัยศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงทางจิตใจจากการมีความสัมพันธ์แบบคู่รัก การจัดการความเครียดและภาวะซึมเศร้าในนักศึกษา โดยกลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 173 คน เป็นเพศหญิง 99 คน และเพศชาย 74 คน คิดเป็นร้อยละ 57.23 และ 42.77 ตามลำดับ มีอายุอยู่ระหว่าง 18 - 25 ปี (M = 21.7 ปี, SD = 1.78) ระยะเวลาที่ยุติความสัมพันธ์ต่ำสุด 1 สัปดาห์ สูงสุด 48 เดือน (M = 11.86, SD = 10.97) และระยะเวลาที่เคยมีความสัมพันธ์ต่ำสุด 2 เดือน สูงสุด 96 เดือน (M = 21.82, SD = 18.42) กลุ่มตัวอย่างได้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับการได้รับความรุนแรงทางจิตใจ (Profile of Psychological Abuse), การจัดการความเครียดด้านอารมณ์ (Jalowiec Coping Scale) และภาวะซึมเศร้า (Depression Anxiety Stress Scale: DASS-42) จากผลการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สันพบว่า 1) ระดับความรุนแรงทางจิตใจมีความสัมพันธ์ทางบวกกับภาวะซึมเศร้า (r= .191, p
การจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์กับบริการทางการแพทย์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลช่วงแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (พ.ศ. 2563 - 2564), ปิยะวัฒน์ เด่นดำรงกุล
การจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์กับบริการทางการแพทย์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลช่วงแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (พ.ศ. 2563 - 2564), ปิยะวัฒน์ เด่นดำรงกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเชิงพรรณนานี้มุ่งศึกษาลักษณะ ปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อความขัดแย้ง รูปแบบการจัดการที่มิได้เข้ากระบวนการศาลจากโรงพยาบาลตติยภูมิในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในช่วงแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์ ตลอดจนโอกาสพัฒนาแนวคิดยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ โดยศึกษาข้อมูลเบื้องต้นจากหน่วยงานบริหารความขัดแย้งผ่านแบบสอบถาม และสัมภาษณ์เชิงลึกในผู้ที่เคยได้รับความเสียหายในบริการทางการแพทย์ ผู้บริหารระบบและไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ผลการศึกษาจากการสำรวจจากโรงพยาบาล 19 แห่ง พบว่าการให้ข้อมูลที่ไม่เหมาะสม และปัญหาการสื่อสาร เป็นเหตุสำคัญสูงสุด (ร้อยละ 71.5) ผู้ไกล่เกลี่ยที่เคยอบรมหลักสูตรการเจรจาไกล่เกลี่ย หรือการบริหารความขัดแย้งมีเพียงส่วนน้อย (ร้อยละ 12.2) และไม่มีผู้รู้จักแนวคิดยุติธรรมสมานฉันท์ ผลสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่าความขัดแย้งนั้นเกี่ยวเนื่องกับผู้ป่วยเชื่อว่าความเสียหายนั้นเกิดจากการบริการ ความบกพร่องของสื่อสารหรือท่าทีของผู้ให้บริการ ส่วนอุปสรรคต่อความสำเร็จการยุติความขัดแย้งที่สำคัญ คือ ผู้บริหารความขัดแย้งขาดอำนาจตัดสินใจ แสดงออกไม่จริงใจและไม่เป็นกลาง ผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่ไม่แสดงความเห็นใจ และรูปแบบการเยียวยาที่ไม่ตรงความต้องการกับผู้เสียหาย สอดคล้องกับกรณียุติความขัดแย้งสำเร็จพบว่าคณะผู้เสียหายได้รับเยียวยาเพียงพอ ได้รับการสื่อสารที่เข้าใจและเข้าหาสม่ำเสมอ ดังนั้นผู้บริหารควรร่วมบริหารความขัดแย้ง ให้ความสำคัญกับภาระงานและส่งเสริมพัฒนาทักษะผู้ปฏิบัติ รวมทั้งนำหลักยุติธรรมสมานฉันท์มาประยุกต์ใช้ ที่มุ่งเน้นเยียวยาให้อภัยและนำไปสู่ยุติความขัดแย้งได้
A Survey Of Cybersecurity Awareness Among Undergraduate Students At Yunnan University Of Finance And Economics In China, Xiaoyu Du
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Telecommunications and cyber fraud are prevalent online risks that have caused trouble for college students. Undergraduate students are particularly vulnerable to fraud due to a lack of experience and cybersecurity awareness. It is essential for educators to provide cybersecurity-related training to raise the students’ level of cybersecurity awareness. The aim of this study was to see how Chinese undergraduate students learned about cybersecurity and examine a relationship between training and cybersecurity awareness. A questionnaire was administered to survey cybersecurity learning approaches and a degree of cybersecurity awareness of undergraduates at Yunnan University of Finance and Economics in China. Four aspects …
การเรียกร้องสิทธิสตรีที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศในระหว่างสงคราม: กรณีศึกษาสตรีชาวยาซิดีในอิรักกับกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม, จินตนา คำอุดม
การเรียกร้องสิทธิสตรีที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศในระหว่างสงคราม: กรณีศึกษาสตรีชาวยาซิดีในอิรักกับกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม, จินตนา คำอุดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สงครามและความขัดแย้งในปัจจุบัน นำมาซึ่งการเกิดผลกระทบตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านความมั่นคง ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัญหาผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาอันเกิดขึ้นกับผู้หญิง ซึ่งได้รับผลกระทบและตกเป็นเหยื่อโดยตรงจากความรุนแรงของสงคราม สารนิพนธ์นี้จึงต้องการศึกษาประเด็นความขัดแย้งร่วมสมัยในมิติเพศสภาพ โดยศึกษาประเด็นการเรียกร้องสิทธิสตรีที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศในระหว่างสงคราม กรณีศึกษาสตรีชาวยาซิดีในอิรักกับกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลามหรือไอซิส เมื่อปี 2014 ซึ่งได้กระทำความรุนแรงกดขี่ทางเพศต่อหญิงสาวชาติพันธุ์ยาซิดี ในสงครามการก่อการร้ายตามความเชื่อทางศาสนาของกลุ่มไอซิสในดินแดนตะวันออกกลาง ซึ่งระบอบชายเป็นใหญ่ที่ไอซิสพยายามสถาปนาขึ้นนี้ ถูกต่อต้านโดยกลุ่มสตรีผู้แปรสภาพจากเหยื่อมาเป็นผู้เรียกร้องสิทธิสตรี และยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้น งานชิ้นนี้จึงมุ่งศึกษากระบวนการต่อสู้เรียกร้องของกลุ่มผู้หญิงยาซิดีมีรูปแบบและวิธีการต่อสู้อย่างไร ผลการศึกษาพบว่าสามารถแบ่งการต่อสู้ออกเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ 1) การต่อสู้ผ่านวิธีการสันติวิธีและการตีแผ่ความจริง 2) การต่อสู้ผ่านการจัดตั้งกองกำลังทหารหญิง และ 3) การต่อสู้ผ่านการสร้างพันธมิตรและแสวงหาความร่วมมือ
เบื้องหลังการค้ามนุษย์เพื่อบังคับก่ออาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์และผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์, สุธิดา สังขพันธุ์
เบื้องหลังการค้ามนุษย์เพื่อบังคับก่ออาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์และผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์, สุธิดา สังขพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาถึงพลวัตที่ซับซ้อนของการค้ามนุษย์เพื่อบังคับก่ออาชญากรรมโดยองค์กรอาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติในบริบทที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผลกระทบที่มีต่อความมั่นคงของมนุษย์ในหลากหลายมิติ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่การพัฒนาทางเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและแพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ในการหลอกลวงทางออนไลน์ ยังคงขาดงานศึกษาในทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงคนเพื่อบังคับก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมมองที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ สารนิพนธ์ฉบับนี้จึงนำเสนอให้เห็นถึงกลไลวิธีการหลอกลวงบุคคลให้เข้ามาเป็นผู้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเผยให้เห็นด้านมืดของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการแสวงหาผลประโยชน์ของมนุษย์และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และประเมินถึงผลกระทบในหลายมิติของอาชญากรรมที่มีต่อความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งความมั่นคงในระดับบุคคล ในด้านเศรษฐกิจและความปลอดภัยของชุมชน รายงานฉบับนี้จัดทำโดยการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ วิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์กับการค้ามนุษย์ อุปสรรคต่อการปรามปรามอาชญากรรมรูปแบบใหม่นี้ที่เป็นผลจากความซับซ้อนทางเทคโนโลยี การไม่เปิดเผยตัวตนในโลกออนไลน์ กรอบกฎหมายที่ไม่พอเพียงต่อการแก้ปัญหา ความแตกต่างของเขตอำนาจศาล และอุปสรรคในการคัดแยกหรือช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหาย นอกจากนี้ ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างของความตระหนักรู้และทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้เกิดความเปราะบางในสังคม เสนอแนะการแก้ไขปัญหาโดยการเพิ่มศักยภาพในการเก็บหลักฐานทางดิจิทัล เสริมสร้างการตระหนักรู้ของสังคม ทักษะความเข้าใจต่อเทคโนโลยี การปรับปรุงกรอบกฎหมายให้มีความสอดคล้องการสนับสนุนให้มีความร่วมมือระหว่างประเทศ และการสร้างกลไกช่วยเหลือคุ้มครองเหยื่อผู้เสียหายที่มีประสิทธิภาพ งานศึกษาฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาประเด็นปัญหาของการค้ามนุษย์และอาชญากรรมไซเบอร์ในเชิงกว้างที่เน้นให้เห็นถึงความจำเป็นในการตอบสนองต่อปัญหาด้วยวิธีการบูรณาการ และยึดตัวบุคคลเป็นศูนย์กลางเพื่อปกป้องไว้ซึ่งความมั่นคงของมนุษย์ภายในโลกดิจิทัลปัจจุบัน
การดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือ : การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ สมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างปี 2018-2019, ณัฐพันธ์ สุขสวัสดิ์
การดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือ : การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ สมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างปี 2018-2019, ณัฐพันธ์ สุขสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือ ในช่วงประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ สมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างปี 2018-2019 โดยใช้ทฤษฎีสัจนิยมคลาสสิกใหม่ (Neoclassical Realism) เป็นกรอบศึกษา การศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ทำให้ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ดำเนินนโยบายเชิงผ่อนคลายต่อเกาหลีเหนือ มาจากการปรับเปลี่ยนท่าทีที่อ่อนลงของ คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งทำให้เกิดการประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ในปี 2018 และเอื้อประโยชน์ให้ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ใช้เป็นโอกาสในการเข้าหาเกาหลีเหนือผ่านเกาหลีใต้ที่เป็นพันธมิตร นำไปสู่การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ ครั้งที่ 1 ในปี 2018 ที่สิงคโปร์ และครั้งที่ 2 ในปี 2019 ที่กรุงฮานอย เวียดนาม อย่างไรก็ดี แม้การประชุมสุดยอดผู้นำทั้ง 2 ครั้ง ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม แต่ก็มีพัฒนาการที่สามารถนำไปสู่การขจัดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือได้ นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงทางการทูตของทรัมป์ในการเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกที่สามารถทำให้เกิดการประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐฯและเกาหลีเหนือ และเป็นผลประโยชน์ต่อภาพลักษณ์ทางการเมืองของทรัมป์สำหรับใช้แสวงประโยชน์ในโอกาสอื่น ๆ ต่อไป
ทุนจีนสีเทากับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติของไทยในช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565, ปาลิตา รักษ์ชน
ทุนจีนสีเทากับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติของไทยในช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565, ปาลิตา รักษ์ชน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับทุนจีนสีเทาว่าส่งผลกระทบอย่างไรต่อการเพิ่มขึ้นของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในไทยช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565 เนื่องจากปัจจุบันปัญหาธุรกิจสีเทาของ นักลงทุนชาวจีนได้กำลังแผ่ขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก และก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ตามมาอีกมากมายซึ่งประเทศไทยก็กำลังเผชิญกับปัญหาทุนจีนสีเทานี้ด้วยเช่นกัน สังเกตได้จากข่าวสารที่สื่อหลายสำนักพยายามตีแผ่เรื่องราวของทุนจีนที่กำลังฝังรากลึกในไทย รวมถึงข่าวการถูกจับกุมของแก๊ง ชาวจีนที่เข้ามาลงทุนธุรกิจผิดกฎหมายในไทย เป็นต้น การดำเนินธุรกิจสีเทาของจีนกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติจึงเป็นประเด็นที่มีความน่าสนใจ โดยสารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเกิดธุรกิจสีเทาของจีนในไทย และผลกระทบของทุนจีนสีเทาต่อปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในไทยช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565 จากการศึกษาพบว่าทุนจีนสีเทาอาศัยนโยบายขยายตัวของรัฐบาลจีน เช่น Going Out Policy และ One Belt One Road ประกอบกับโลกาภิวัฒน์ที่นำพาโลกสู่การเชื่อมโยงและมีสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้น แต่ก็แฝงมาด้วยกระแสลบ (negative flow) อย่างทุนจีนสีเทานี้ที่นำมาซึ่งธุรกิจที่ผิดกฎหมายและแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความอ่อนแอทางด้านเศรษฐกิจและการบังคับใช้กฎหมาย จึงเป็นการช่วยเพิ่มการเติบโตของธุรกิจที่ผิดกฎหมายของ ทุนจีนสีเทาโดยไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับประเทศต้นทางอย่างแท้จริง อีกทั้งยังนำมาซึ่งปัญหาอาชญากรรมอีกมากมาย ในสารนิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งให้เห็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติทางด้านยาเสพติดรวมถึง การฟอกเงิน ผ่านกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง
ทัศนคติและการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการเป็นระบบราชการ 4.0 ของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง, ณิชา ชัยชาติ
ทัศนคติและการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการเป็นระบบราชการ 4.0 ของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง, ณิชา ชัยชาติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาทัศนคติของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง (สป.กค.) เกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นระบบราชการ 4.0 2) เพื่อศึกษาระดับการเตรียมความพร้อมในการเป็นหน่วยงานระบบราชการ 4.0 ของบุคลากรในสังกัด สป.กค. 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 ของบุคลากรในสังกัด สป.กค. และ 4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นระบบราชการ 4.0 กับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 ของบุคลากรในสังกัด สป.กค ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ซึ่งเป็นการใช้แบบสอบถามออนไลน์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นบุคลากรในสังกัด สป.กค. จำนวน 199 คน ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรในสังกัด สป.กค. มีทัศนคติเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นระบบราชการ 4.0 โดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด และมีการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 โดยรวมในระดับมากที่สุด สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 ของบุคลากรในสังกัด สป.กค. พบว่า ภูมิหลังส่วนบุคคลจำแนกตามอายุ ระดับการศึกษา และตำแหน่งงาน ที่แตกต่างกันมีความสัมพันธ์กับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเป็นระบบราชการ 4.0 กับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 ของบุคลากรในสังกัด สป.กค. พบว่าในภาพรวมมีความสัมพันธ์ระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
Brand Experience Of Thai Consumers Towards Let's Relax Spa And Massage, Sasachol Chumnanvej
Brand Experience Of Thai Consumers Towards Let's Relax Spa And Massage, Sasachol Chumnanvej
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to explore the brand experience of Thai consumers toward Let’s Relax Spa and Massage across four dimensions. Using qualitative methodology, nine participants were purposively selected for on-site and online in-depth interviews, ensuring diversity based on specific criteria. The participants, actual consumers aged 27-33, shared their experiences using open-ended questions guided by Brakus et al.'s (2009) brand experience dimensions and the 7Ps of service marketing. The findings indicated an overall positive brand experience, particularly in sensory and behavioral aspects, with outstanding experiences in sight, sound, and taste senses. While most participants had a positive affective experience, some expressed …
Consumers' Media Exposure, Attitude And Purchase Intention Toward Samsung Brand In Myanmar, Soe Darli
Consumers' Media Exposure, Attitude And Purchase Intention Toward Samsung Brand In Myanmar, Soe Darli
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of the study are to examine consumers’ media exposure, attitude, and purchase intention towards Samsung in Myanmar and to explore the relationship between media exposure and consumer attitude as well as consumer attitude and purchase intention. The study was conducted in a quantitative approach by using online questionnaires as a tool to collect data from 200 respondents who are Myanmar Citizens aged between 18 and 45 years old and who know about the latest Brand Ambassador Samsung Myanmar and the main Brand Ambassador of Samsung Galaxy Z Flip 5 Campaign. The result showed that overall respondents had low …
คุณลักษณะการสื่อสารภาวะผู้นำของผู้นำองค์กรเจนวาย กับการมีส่วนร่วมของพนักงานองค์กรในธุรกิจครอบครัวแบบ Smes ยุคดิสรัปชั่น, เมธากุล สุวรรณบุตร
คุณลักษณะการสื่อสารภาวะผู้นำของผู้นำองค์กรเจนวาย กับการมีส่วนร่วมของพนักงานองค์กรในธุรกิจครอบครัวแบบ Smes ยุคดิสรัปชั่น, เมธากุล สุวรรณบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed methods research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การสื่อสารภาวะผู้นำของผู้นำองค์กร Gen Y 2) การรับรู้และความคาดหวังของพนักงานองค์กร (Gen Y และ Z) ต่อการสื่อสารภาวะผู้นำของผู้นำองค์กร Gen Y และ 3) การมีส่วนร่วมของพนักงานองค์กร (Gen Y และ Z) ในธุรกิจครอบครัวแบบ SMEs ยุคดิสรัปชั่น ผู้วิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research method) เป็นหลัก โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างพนักงาน Gen Y และ Gen Z จากโรงแรมซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวแบบ SMEs ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 200 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบสมัครใจ (volunteer sampling) และวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research method) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) กลุ่มตัวอย่างผู้บริหาร Gen Y พนักงาน Gen Y และ Gen Z จากโรงแรมซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวแบบ SMEs ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กลุ่มละ 3 คน รวมจำนวน 9 คน ผลการศึกษาพบว่า: 1.ในยุคดิสรัปชันที่สร้างความผันผวนทางเศรษฐกิจ กลุ่มตัวอย่างผู้บริหาร Gen Y ในธุรกิจครอบครัวแบบ SMEs พบความท้าทายด้านความแตกต่างในการทำงานของสมาชิกองค์กร และการบริหารที่แตกต่างจากผู้บริหารรุ่นก่อน ด้วยอายุและประสบการณ์ในการบริหารงานที่ไม่มาก คุณลักษณะสำคัญที่สะท้อนภาวะผู้นำที่กลุ่มตัวอย่างสื่อสารออกไป ได้แก่ การรับฟังและเปิดโอกาสให้สมาชิกองค์กรแสดงความคิดเห็น ความใส่ใจและเข้าใจต่อสมาชิกองค์กร ความชัดเจนในการตัดสินใจและวิสัยทัศน์ผู้นำ และความสามารถในการบริหารคน 2.กลุ่มตัวอย่างพนักงาน Gen Y และ Gen Z รับรู้การสื่อสารภาวะผู้นำของผู้นำองค์กร Gen Y ในหมวดการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เป็นอันดับหนึ่ง …
ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในสวัสดิการกับความผูกพันองค์กร: กรณีศึกษาพนักงาน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ที่ปฏิบัติงานส่วนสำนักงานใหญ่ ในยุค Post-Covid-19, ชญาภรณ์ นันท์นฤมิตร
ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในสวัสดิการกับความผูกพันองค์กร: กรณีศึกษาพนักงาน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ที่ปฏิบัติงานส่วนสำนักงานใหญ่ ในยุค Post-Covid-19, ชญาภรณ์ นันท์นฤมิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษางานวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในสวัสดิการกับความผูกพันองค์กร: กรณีศึกษา พนักงาน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ที่ปฏิบัติงานส่วนสำนักงานใหญ่ ในยุค Post-COVID-19 มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความพึงพอใจในสวัสดิการของพนักงาน ศึกษาความผูกพันต่อองค์กรของพนักงาน และศึกษาความพึงพอใจในสวัสดิการที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของพนักงาน โดยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 323 คน ผลจากการวิจัยสรุปได้ว่า พนักงานมีความพึงพอใจในสวัสดิการโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีความพึงพอใจในสวัสดิการด้านสุขภาพมากที่สุด ส่วนสวัสดิการด้านอื่นๆ ได้รับความพึงพอใจในระดับปานกลาง และพบว่าพนักงานมีความรู้สึกผูกพันต่อองค์กรในระดับที่รู้สึกเห็นด้วยต่อความผูกพันต่อองค์กร พนักงานที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกัน มีความพึงพอใจในสวัสดิการ ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นปัจจัยส่วนบุคคลด้านประเภทกลุ่มงาน ที่มีความพึงพอใจในสวัสดิการแตกต่างกัน พนักงานที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกัน มีความผูกพันต่อองค์กร แตกต่างกัน ยกเว้นปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ ระดับการศึกษา และลักษณะการปฏิบัติงาน ที่พนักงานมีความผูกพันต่อองค์กรไม่แตกต่างกัน โดยความพึงพอใจในสวัสดิการด้านเกี่ยวกับการเงิน สวัสดิการด้านสุขภาพ และสวัสดิการด้านวันหยุด ของพนักงาน ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
คุณภาพชีวิตในการทำงานและความผูกพันต่อองค์กรของผู้ปฏิบัติงานฝ่ายบำรุงรักษาเครื่องกล การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, พรรณอร รัชตมุทธา
คุณภาพชีวิตในการทำงานและความผูกพันต่อองค์กรของผู้ปฏิบัติงานฝ่ายบำรุงรักษาเครื่องกล การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, พรรณอร รัชตมุทธา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของผู้ปฏิบัติงานฝ่ายบำรุงรักษาเครื่องกล การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ในรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ(Quantitative Research) โดยการสำรวจความคิดเห็นและใช้การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 231 คน ที่มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบโควตา (Quota Sampling) จากผู้ปฏิบัติงานฝ่ายบำรุงรักษาเครื่องกล การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แล้วจึงดำเนินการสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก (Convenient sampling) ให้ครบตามจำนวนที่กำหนด จากนั้นนำมาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS และใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาด้วยวิธีแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อีกทั้งในกรณีวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ได้เลือกใช้เทคนิคการทดสอบด้วยวิธีการถดถอยแบบพหุคูณ (Multiple Regression) เพื่อวิเคราะห์หาปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความผูกพันต่อองค์กร ผลการศึกษาพบว่า ในแง่ภูมิหลัง ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ และด้านระยะเวลาการทำงานส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวคือระยะเวลาและประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นตามอายุมีส่วนเหนี่ยวนำให้เกิดความผูกพันต่อองค์กรอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยคุณภาพชีวิตในการทำงานของผู้ตอบแบบสอบถามในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และมีค่าเฉลี่ยรายด้านอยู่ในระดับมากเช่นเดียวกัน อีกทั้งเมื่อนำไปใช้พยากรณ์ระดับความผูกพันต่อองค์กร ก็พบว่าปัจจัยคุณภาพชีวิตในการทำงานทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านชีวิตและการทำงานที่มีความสมดุลกันโดยส่วนรวม (2) ด้านลักษณะงานที่ส่งเสริมให้เกิดการเติบโตและมั่นคงในงาน และ (3) ด้านการได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและเพียงพอ ต่างส่งผลต่อระดับความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นปัจจัยทั้ง 3 ด้านนี้จึงเป็นสิ่งที่องค์กรต้องหันมาให้ความสำคัญ เพื่อเป็นรักษาไว้ซึ่งผู้ปฏิบัติงานของตนให้เกิดความผูกพันและคงอยู่กับองค์กรอย่างยั่งยืน
นโยบายต่างประเทศของจีน ในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้, ศิวลักษณ์ ไล้เลิศ
นโยบายต่างประเทศของจีน ในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้, ศิวลักษณ์ ไล้เลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษางานนี้ต้องการชี้ให้เห็นนโยบายต่างประเทศของจีนในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ดำเนินการต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้ ว่าสหรัฐอเมริกาเป็นปัจจัยหลักหรือไม่ ที่ทำให้จีนเลือกดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้ดังเช่นที่ผ่านมา โดยเลือกพิจารณาเหตุการณ์ตั้งแต่ นายสี จิ้นผิง เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของจีนจนถึงปัจจุบัน นโยบายต่างประเทศจีนต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้ ในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบว่าบทบาทของสหรัฐในฐานะเป็นประเทศภายนอกภูมิภาค ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวกับข้องกับข้อพิพาททะเลจีนใต้โดยตรง แต่สหรัฐเลือกที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในภูมิภาค ทั้งทางด้านความร่วมมือทางการทูต ทางทหาร เป็นต้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้จีนมีปฏิกิริยาที่ตอบโต้ในข้อพิพาททะเลจีนใต้ก้าวร้าวมากขึ้น และจีนมองว่าสหรัฐเป็นปัจจัยหลักที่จะเข้ามาแทรกแซงการขยายอำนาจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของจีน และลดความเชื่อมั่นในของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีต่อจีน จีนจึงเลือกที่จะเพิ่มกำลังทหารในทะเลจีนใต้ แสดงความเป็นมหาอำนาจในพื้นที่ทะเลจีนใต้โดยการสร้างเกาะเทียม และฝึกซ้อมรบต่างๆ เพื่อแสดงศักยภาพในภูมิภาค และเพื่อลดทอนอำนาจของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย เพื่อจุดประสงค์สุดท้ายแล้วของจีนคือก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจคนใหม่ ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ประเทศมหาอำนาจจะแสวงหาโอกาสที่จะให้ได้มาซึ่งการมีอำนาจเหนือคู่แข่งของตน และรัฐมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การครองความเป็นเจ้า ความเป็นมหาอำนาจ (hegemony) หรือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อให้เป็นอิสระจากรัฐอื่น และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจจึงถูกกำหนดให้เป็นรูปแบบของการแข่งขันด้านความมั่นคงอยู่ตลอด รัฐจึงต้องขยายอำนาจทางการทหาร เศรษฐกิจและภูมิศาสตร์เพื่อเพิ่มความมั่นคงของรัฐ จึงสามารถที่จะอธิบายเหตุผลที่จีนเลือกดำเนินนโยบายต่างประเทศดังกล่าวได้ด้วยทฤษฎี offensive realism เพื่ออธิบายการแสดงออกของชาติมหาอำนาจและรัฐอื่นๆ ในระบบการเมืองระหว่างประเทศ
การลงทุนของจีนผ่านข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Bri) ในกัมพูชา : กรณีศึกษา โครงการดาราสาครในมิติด้านความมั่นคง, ธันยพร สมศรี
การลงทุนของจีนผ่านข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Bri) ในกัมพูชา : กรณีศึกษา โครงการดาราสาครในมิติด้านความมั่นคง, ธันยพร สมศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษางานชิ้นนี้ต้องการนำเสนอให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนที่นำโครงการข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative - BRI) มาใช้ในการเชื่อมจีนกับนานาประเทศทั่วโลก ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศต่าง ๆ ทั้งทางบกและทางทะเลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงขยายการลงทุน โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานในการส่งออกกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ขณะเดียวกันจีนก็ได้พัฒนาขีดความสามารถทางทหาร รวมถึงอาวุธยุทโปกรณ์ เห็นได้จากงบประมาณด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี แสดงให้เห็นถึงการผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจของจีนทางเศรษฐกิจและการเมืองความมั่นคงควบคู่กันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพื้นฐานที่จีนไปสร้างตามจุดยุทธศาสตร์เส้นทางการเดินเรือ ด้วยการออกแบบทำให้สามารถรองรับการใช้ประโยชน์ได้สองทางทั้งในเชิงพาณิชย์และการทหาร ทั้งนี้ โครงการดาราสาครของกัมพูชาเป็นหนึ่งในโครงการ BRI ที่สำคัญ ตั้งอยู่ในจุดภูมิรัฐศาสตร์ที่สามารถเข้าถึงทะเลจีนใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันระหว่างจีนและประเทศสมาชิกในอาเซียน แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ก็ไม่สามารถมองข้ามมิติด้านความมั่นคงไปได้ เนื่องจากภายในมีทั้งท่าเรือน้ำลึก สนามบิน และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ซึ่งมีศักยภาพในการรองรับกองทัพจีน โดยเหมาะแก่การเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการวางกองกำลังทหารและใช้สถานที่ดังกล่าวไปในภารกิจปกป้องเส้นทางการเดินเรือได้ ที่สำคัญ หากในอนาคตกัมพูชามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สามารถมีกองทัพต่างประเทศตั้งอยู่ภายในประเทศได้ โครงการดาราสาครอาจกลายเป็นฐานทัพแห่งที่สองในต่างประเทศของจีน นอกจากฐานทัพต่างประเทศแห่งแรกของจีนที่ประเทศจีบูติ
ความพยายามหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางของเวียดนาม, นวพร เกตุคง
ความพยายามหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางของเวียดนาม, นวพร เกตุคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ ศึกษาความพยายามหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางของเวียดนามผ่านมุมมองทฤษฎีระบบโลกของอิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ สำหรับการวิเคราะห์ว่าเพราะอะไรเวียดนามยังไม่สามารถขยับไปสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงได้ แม้เวียดนามจะมีการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ตั้งเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนเพื่อยกระดับสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง จากการศึกษาพบว่าเวียดนามมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติเพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตของจีดีพี ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการยกระดับสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง อย่างไรก็ตามการเข้ามาลงทุนของต่างชาติส่งผลให้เวียดนามมีบทบาทเป็นฐานการผลิตให้แก่ผลิตภัณฑ์ของบรรษัทข้ามชาติของประเทศมหาอำนาจหรือประเทศที่พัฒนาแล้ว นำไปสู่การมีบทบาทของนายทุนในระบบเศรษฐกิจของเวียดนามก่อให้เกิดระบบทุนนิยม การเกิดชนชั้นนายทุนและแรงงาน การขูดรีดผลประโยชน์ ความเหลื่อมล้ำ และการได้รับผลประโยชน์ที่ไม่เท่าเทียมกันตามบทบาทการแบ่งงานกันทำในระบบโลก ซึ่งนายทุนย่อมได้รับผลประโยชน์สูงสุดในการลงทุน ดังนั้น บทบาทของประเทศมหาอำนาจที่เข้ามาลงทุนในเวียดนามทำให้เกิดความท้าทายและความตึงเครียดต่อการพัฒนาศักยภาพของเวียดนามให้หลุดออกจากรายได้ปานกลางระดับต่ำ
การฝึกร่วมและผสมกองทัพอากาศไทยในฐานะเครื่องมือการกระจายความเสี่ยงทางทหารในบริบทความขัดแย้งของมหาอำนาจ, พิชญ์ ชูกิจคุณ
การฝึกร่วมและผสมกองทัพอากาศไทยในฐานะเครื่องมือการกระจายความเสี่ยงทางทหารในบริบทความขัดแย้งของมหาอำนาจ, พิชญ์ ชูกิจคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ศึกษาการใช้การฝึกร่วม/ผสมกองทัพอากาศไทยเป็นเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยงทางทหารในบริบทของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาวิธีการที่กองทัพอากาศไทยดำเนินการฝึกร่วม/ผสมกับสหรัฐอเมริกาและจีน ภายใต้เงื่อนไขที่ทั้งสองชาติมีความขัดแย้งกัน และสำรวจว่ากลยุทธ์ดังกล่าวมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยอย่างไร ในบริบทที่ทั้งสองมหาอำนาจพยายามที่จะขยายอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การศึกษาใช้ทฤษฎีทางเลือกอย่างสมเหตุสมผล (Rational-Choice Theory) และการทูตทางทหาร (Defense Diplomacy) เพื่อวิเคราะห์การดำเนินการด้านการฝึกร่วม/ผสมในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยงทางทหาร ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการฝึกร่วม/ผสมช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาความสมดุลทางอำนาจและลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งของมหาอำนาจได้ แต่ในทางกลับกัน การดำเนินการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบเชิงลบได้หากขาดความระมัดระวัง ดังนั้นกองทัพอากาศไทยจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบตามปัจจัยและบริบทความมั่นคงของไทยนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบและการสูญเสียผลประโยชน์ในระยะยาว
ความท้าทายในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับองค์การตำรวจสากลในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน, วริศรา สีน้ำเงิน
ความท้าทายในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับองค์การตำรวจสากลในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน, วริศรา สีน้ำเงิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “ความท้าทายในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและองค์การตำรวจสากลในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน” มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความท้าทายและอุปสรรคในการประสานงานระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยและองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ในกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองการต่างประเทศ ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค และการวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าความท้าทายหลักในการทำงานร่วมกันระหว่างสององค์กรในการจัดส่งผู้ร้ายข้ามแดน คือการยึดถือหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในระหว่างรัฐ ซึ่งส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการ อุปสรรคเกิดจากความแตกต่างของระบบกฎหมายและกระบวนการทางกฎหมายของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันทำให้การประสานงานระหว่างประเทศต้องใช้เวลามาก และรัฐอื่นจะเข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ นอกจากนี้ การพิจารณาด้านสิทธิมนุษยชนยังมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจส่งผู้ร้ายข้ามแดนอีกด้วย ข้อเสนอแนะที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกัน ได้แก่ การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นระหว่างประเทศในการดำเนินงานทางกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อให้การประสานงานระหว่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ