Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 31 - 60 of 98
Full-Text Articles in Geriatric Nursing
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ของผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด, รัฐศิริ ขำเข้ม
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ของผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด, รัฐศิริ ขำเข้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบสหสัมพันธ์ ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ อายุ การรับรู้ภาวะสุขภาพ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การสนับสนุนทางสังคม ภาวะโรคร่วม ภาวะซึมเศร้า กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดจำนวน 104 คน ที่ได้รับการรักษาจนพ้นภาวะวิกฤติแล้ว 2 สัปดาห์ อายุระหว่าง 18 - 59 ปี ที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลตติยภูมิ 3 แห่ง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินการรับรู้ภาวะสุขภาพ แบบวัดการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลตนเอง แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินโรคร่วม แบบประเมินภาวะซึมเศร้า และแบบสอบถามคะแนนความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดย ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ทดสอบความเที่ยงของเครื่องมือโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีค่า ความเที่ยงเท่ากับ .96,.87,.96, .86, .90 และ .93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและสเปียร์แมน ผลการวิจัย 1. กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดวัยผู้ใหญ่ที่ได้รับการรักษาจนพ้นภาวะวิกฤตแล้ว 2 สัปดาห์ มีคะแนนความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองเท่ากับ 91.06 (SD = 10.64) ส่วนใหญ่มีคะแนนความกระตือรือร้นอยู่ในระดับ 4 คือ มีการปรับตัวแสดงพฤติกรรมใหม่ และคงไว้แม้อยู่ในสภาวะกดดัน เป็นร้อยละ 96.2 2. การรับรู้ภาวะสุขภาพ และการรับรู้สมรรถนะแห่งตน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (r =.46 และr =.50) ส่วนภาวะโรคร่วมและภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบกับความกระตือรือร้นในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ( r = -0.34, r -0.27) 3. อายุ และการสนับสนุนทางสังคมไม่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ต่อความร่วมมือในการรับประทานยาและผลตรวจเสมหะในผู้ที่เป็นวันโรคปอดรักษาซ้ำ, นิภาพร ฝางคำ
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ต่อความร่วมมือในการรับประทานยาและผลตรวจเสมหะในผู้ที่เป็นวันโรคปอดรักษาซ้ำ, นิภาพร ฝางคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำ ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 20-60 ปี มารับการรักษาที่คลินิกวัณโรคโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเอง ประกอบด้วยการให้ความรู้ การให้การปรึกษา การจดบันทึกการรับประทานยา ร่วมกับการใช้แอปพลิเคชันไลน์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติที และการทดสอบและสถิติไค-สแควร์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เปรียบเทียบความร่วมมือในการรับประทานยาในผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำ ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ 2. เปรียบเทียบความร่วมมือในการรับประทานยาในผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำ หลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ 3. ประเมินผลการตรวจเสมหะจากพบเชื้อเป็นไม่พบเชื้อวัณโรคในผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำ หลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ มีความร่วมมือในการรับประทานยาสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ มีความร่วมมือในการรับประทานยาสูงกว่ากลุ่มได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลตรวจเสมหะในผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเค-ชันไลน์ เปลี่ยนเป็นไม่พบเชื้อมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ต่อองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาของผู้สูงอายุหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า, สลิลทิพย์ ดีดพิณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดผลซ้ำ (วันที่ 5 และสัปดาห์ที่ 6 หลังผ่าตัด) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ต่อองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาในผู้สูงอายุหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม กลุ่มตัวอย่าง 48 ราย (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลตำรวจ ระหว่างเดือนสิงหาคม–ธันวาคม 2567 แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองเท่ากัน 24 ราย จับคู่ด้วยอายุและลักษณะพื้นฐาน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ เครื่องมือวัดองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และแบบประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา มีความเที่ยงด้วยวิธีวัดความเท่าเทียมกัน เท่ากับ 1 และ 0.92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และการทดสอบที กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. กลุ่มทดลองมีองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาเฉลี่ย ในสัปดาห์ที่ 6 สูงกว่า วันที่ 5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) 2. กลุ่มทดลองมีองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาเฉลี่ย สูงกว่ากลุ่มควบคุมในวันที่ 5 และสัปดาห์ที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง, บุญสิตา ทิงาเครือ
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง, บุญสิตา ทิงาเครือ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอาการไม่พึงประสงค์และปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง ได้แก่ เพศ อายุ ตำแหน่งของเนื้องอกสมอง ภาวะโรคร่วม กิจกรรมทางกาย ภาวะโภชนาการ ความเข้มแข็งทางใจ และแรงสนับสนุนทางสังคม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมองที่ได้รับการผ่าตัดไม่เกิน 6 เดือน ทั้งเพศชายและหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอก จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันประสาทวิทยา จำนวน 120 คน ที่ได้มาจากการคัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลการเจ็บป่วย แบบประเมินอาการไม่พึงประสงค์ แบบประเมินภาวะโรคร่วม แบบประเมินกิจกรรมทางกาย แบบประเมินภาวะโภชนาการ แบบประเมินความเข้มแข็งทางใจ แบบประเมินแรงสนับสนุนทางสังคม ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน หาค่าความเที่ยงของแบบประเมินดังกล่าว เท่ากับ .86 - .99 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และอีต้า ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยของความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์โดยรวม เท่ากับ 2.54 (S.D. = 1.47) โดยอาการที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อาการปวดศีรษะ อาการนอนไม่หลับ และอาการเหนื่อยล้า ตามลำดับ และพบว่า ภาวะโรคร่วม ภาวะโภชนาการ ความเข้มแข็งทางใจ และกิจกรรมทางกาย มีความสัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .47, r = -.44, r = -.36 และ r = -.24 ตามลำดับ) ขณะที่ เพศ อายุ ตำแหน่งเนื้องอกสมอง และแรงสนับสนุนทางสังคม ไม่มีความสัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด, ศลิษา ไทรสังขณรงค์
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด, ศลิษา ไทรสังขณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนาแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย (Predictive Correlational Research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และ ศึกษาอำนาจการทำนายของอายุ จำนวนครั้งที่ได้รับเคมีบำบัด แรงสนับสนุนทางสังคม อาการข้างเคียงจากการได้รับเคมีบำบัด และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่มีต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด โดยคัดเลือกด้วยวิธีการแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 148 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบบสอบถามจำนวน 1 ชุด ประกอบด้วย 5 ส่วน ประกอบไปด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม 3) แบบสอบถามอาการข้างเคียงจากเคมีบำบัด 4) แบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และ 5) แบบสอบถามคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามอาการข้างเคียงจากเคมีบำบัด และแบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ เท่ากับ .88, .80, .84 และผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity Index: CVI) เท่ากับ .90, 1.0, .90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดอยู่ในระดับปานกลาง ( = 63.45, S.D. = 14.94) พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (β= .74, p < .001) แรงสนับสนุนทางสังคม (β=.42, p
ผลของโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้องต่ออาการท้องผูกในผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล, สุวรา พรหมวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้องต่ออาการท้องผูกในผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลเลิดสิน ที่มีภาวะเปราะบาง ประเมินด้วยแบบคัดกรองภาวะเปราะบาง (FRAIL scale) จำนวน 48 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 24 คน โดยจับคู่ตามอายุ ตำแหน่งที่เกิดพยาธิสภาพ และความเสี่ยงต่อการเกิดอาการท้องผูก กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ขณะที่กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมเป็นเวลา 8 วัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย เครื่องมือคัดกรอง ได้แก่ แบบคัดกรองภาวะเปราะบาง Mini-CogTM และแบบประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอาการท้องผูก หาความเที่ยงด้วยวิธีการวัดซ้ำเท่ากับ .80, .88, .87 ตามลำดับ เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินการขับถ่ายอุจจาระ มีค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 1.0 และความเที่ยงด้วยการวัดซ้ำเท่ากับ .76 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้อง มีค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 1.0 และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกการนวดหน้าท้องและการขับถ่ายอุจจาระ มีค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 1.0 ข้อมูลวิเคราะห์โดยใช้สถิติบรรยายและสถิติที กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้อง มีค่าเฉลี่ยของคะแนนอาการท้องผูกน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้อง มีค่าเฉลี่ยของคะแนนอาการท้องผูกน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ, สุนีย์ ยี่สุ่น
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ, สุนีย์ ยี่สุ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 23 คน ประกอบด้วยกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยวิกฤต กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวม กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารองค์การพยาบาล กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยวิกฤต และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์เกี่ยวกับสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนำมาสร้างแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสำคัญของข้อคำถามในแต่ละข้อ และขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ แล้วกลับไปให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็นเพื่อสรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับ ทุติยภูมิ ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤต 2) ด้านการบริหารยาความเสี่ยงสูงที่ใช้ในผู้ป่วยวิกฤต 3) ด้านการสื่อสารและการประสานงานเพื่อการรักษาพยาบาล 4) ด้านการป้องกันและจัดการกับภาวะแทรกซ้อน 5) ด้านการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตระยะสุดท้าย 6) ด้านการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 7) ด้านการจัดการ และควบคุมคุณภาพการดูแลผู้ป่วย ซึ่งพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวม ประกอบด้วยพยาบาลระดับปฏิบัติการ ชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ ที่มีสมรรถนะทั้ง 7 ด้าน แต่รายการสมรรถนะย่อยมีความแตกต่างกันดังนี้ พยาบาลระดับปฏิบัติการ สามารถให้การพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตและปฏิบัติงานอื่นๆ ในระดับพื้นฐาน และอยู่ภายใต้การดูแลของพยาบาลที่มีประสบการณ์มากกว่า พยาบาลระดับชำนาญการ สามารถนำความรู้เชิงลึกมาใช้ในการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะซับซ้อนและปฏิบัติงานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ พยาบาลระดับชำนาญการพิเศษ สามารถนำความรู้เชิงลึกมาใช้ในการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะยุ่งยากและซับซ้อน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และพัฒนาคุณภาพการพยาบาลจากหลักฐานเชิงประจักษ์ได้
ผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, รดา วงษ์ศรี
ผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, รดา วงษ์ศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ขณะเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์คุณสมบัติ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 22 คน จับคู่ให้มีความใกล้เคียงกันในเรื่องเพศและอายุ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับ โปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหยต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ระยะเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินแบบสอบถามภาวะซึมเศร้า และ เครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกการใช้น้ำมันหอมระเหย มีค่าสัมประสิทธิ์ของครอนบาค 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติt – test โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหยต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 7.35 ,df = 21 ,p = .000 ) 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 (t = 1.75 ,df = 42 ,p = .04 )
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง, สุชานาถ กั๋ว
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง, สุชานาถ กั๋ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงอายุ 40 ปีขึ้นไปที่ได้รับยาลดระดับความดันโลหิตทั้งเพศชายและเพศหญิงที่มารับบริการคลินิกอายุรกรรม แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทยจำนวน 56 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 28 คน จับคู่ให้มีความใกล้เคียงกันในเรื่องเพศ อายุ และชนิดของการได้รับยา กลุ่มทดลองเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ เป็นระยะเวลา 8 และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามส่วนบุคคล ระดับความดันโลหิต และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกการปฎิบัติพฤติกรรมสุขภาพ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและการทดสอบที โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ ภายหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิต Systolic และระดับความดันโลหิต Diastolic ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 4.75, df = 27, p < .05; t = 2.54, df = 27, p < .05) 2. ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ ภายหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิต Systolic และระดับความดันโลหิต Diastolic ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 3.24, df = 54, p < .05; t = 2.77, df = 54, p < .05)
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย, จันจิรา เพ็ญ
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย, จันจิรา เพ็ญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย ได้แก่ อายุ ชนิดการรักษา ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย การรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง และภาระที่ค้างคา กับการยอมรับความตาย กลุ่มตัวอย่างผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยเป็นโรคไตระยะสุดท้าย ทั้งเพศชาย และเพศหญิง ที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก ณ ศูนย์โรคไตและหน่วยไตเทียม คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาลมหาวิทยาลัย นวมิน ทราธิราช และหน่วยไตเทียมมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย จำนวน 125 ราย ที่ได้มาจากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามประเมินการยอมรับความตายวิถีพุทธ แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย แบบสอบถามความเชื่อทางศาสนาเกี่ยวกับความตาย แบบสอบถามภาระที่ค้างคา แบบสอบถามการรับรู้ในความสามารถของตนเอง ซึ่งได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .85, .87, .80, .73, และ .74 ตามลำดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย และค่าสัมประสิทธ์ของเพียร์สันผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้คือ1. กลุ่มตัวอย่างผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย มีการยอมรับความตายในระดับสูง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 39.20 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 5.16 2. อายุ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการยอมรับความตายในระดับสูง และความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการยอมรับความตายในระดับสูง (r = .74 , r =.77) ตามลำดับและ การรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการยอมรับความตายในระดับปานกลาง ( r = .65 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายมีความสัมพันธ์ทางลบกับการยอมรับความตายในระดับสูง ( r = - .78) และ ภาระที่ค้างคา มีความสัมพันธ์ทางลบ กับการยอมรับความตายในระดับปานกลาง (r = - .66) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ชนิดการรักษาไม่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับความตาย ของผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย
ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีประสบการณ์อาการกำเริบเฉียบพลัน, เจนจิรา สุขกลึง
ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีประสบการณ์อาการกำเริบเฉียบพลัน, เจนจิรา สุขกลึง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีประสบการณ์อาการกำเริบเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป และมีอาการกำเริบเฉียบพลันในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 132 คน ที่เข้ารับบริการ ณ แผนกผู้ป่วยนอก ณ โรงพยาบาลตติยภูมิ 3 แห่ง ในจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดราชบุรี เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและความถี่ของอาการกำเริบเฉียบพลัน แบบประเมินภาวะการทำหน้าที่ของปอดฉบับย่อ แบบสอบถามความรู้สึกหลากหลายมิติเกี่ยวกับความช่วยเหลือทางสังคม แบบบันทึกประสบการณ์การเผชิญอาการ และแบบสอบถามการจัดการอาการในผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือเท่ากับ 0.81, 0.97, 0.85, 0.97 และ 0.90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1. ผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีประสบการณ์อาการกำเริบเฉียบพลันมีภาวะการทำหน้าที่อยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ คะแนนเฉลี่ย 37.98 (SD= 8.31) 2. ปัจจัยที่สามารถทำนายภาวะการทำหน้าที่ของผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีประสบการณ์อาการกำเริบเฉียบพลันได้สูงสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ จำนวนครั้งของการเกิดอาการกำเริบเฉียบพลัน (≥ 3 ครั้ง) (β= -0.282) รองลงมา คือ อายุ (β = -0.237) การจัดการอาการกำเริบเฉียบพลัน (β= -0.235) การสนับสนุนทางสังคม (β= 0.215) ประสบการณ์การมีอาการกำเริบเฉียบพลัน (β = -0.189) และ จำนวนครั้งของการเกิดอาการกำเริบเฉียบพลัน (2 ครั้ง) (β= -0.162) ตามลำดับ และสามารถร่วมทำนายภาวะการทำหน้าที่ได้ร้อยละ 73.70 (Adjusted R2 = .737, F= 58.414, p < .001)
ผลของโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อความสามารถการทำกิจกรรมของผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก, อิสริยา ทับทิม
ผลของโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อความสามารถการทำกิจกรรมของผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก, อิสริยา ทับทิม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก อายุ 30 – 84 ปี ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ ว่าเป็นกระดูกสะโพกหัก ได้รับการผ่าตัดสะโพก และเข้าพักรักษาตัวในหอผู้ป่วยศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลเลิดสิน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติ โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จับคู่กลุ่มตัวอย่างด้วยตัวแปร อายุ ระดับการศึกษา และความปวด แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 22 คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความสามารถในการทำกิจกรรม ประเมินโดยใช้แบบบันทึกระยะทางที่ผู้ป่วยเดินได้บนพื้นราบภายในเวลา 6 นาที (Six-minute walk test) โปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ตารางบันทึกการส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเป็นเครื่องมือกำกับการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพกภายหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมีความสามารถในการทำกิจกรรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในระยะก่อนจำหน่าย สัปดาห์ที่ 2 และสัปดาห์ที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพกที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมความของแรงของกล้ามเนื้อมีความสามารถในการทำกิจกรรมสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติในระยะก่อนจำหน่าย สัปดาห์ที่ 2 และสัปดาห์ที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค, ปริญญดา เปการี
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค, ปริญญดา เปการี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวีและเป็นวัณโรค มีอายุตั้งแต่ 20 -59 ปี ทั้งเพศชายและเพศหญิง จำนวน 84 ราย ซึ่งกำลังรักษาด้วยยาต้านเอชไอวี และยารักษาวัณโรคพร้อมกัน ได้รับการรักษาดังกล่าวมาแล้วเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือน จากคลินิกยาต้านเอชไอวีและคลินิกโรคปอด ณ โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความร่วมมือในการรักษา การประเมินการสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินการรักษาโดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง การประเมินปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การประเมินความรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีและยารักษาวัณโรค และ แบบประเมินการตีตราภายในตนเองในผู้ติดเชื้อเอชไอวีฉบับภาษาไทย โดยแบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน ตรวจสอบค่าความเที่ยงได้เท่ากับ 0.93, 0.80, 0.93, 0.72, 0.97 และ 0.85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติสหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน ผลการศึกษา พบว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค มีระดับความร่วมมือในการรักษาอยู่ในระดับสูง โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 56.23 (SD = 6.218 ) และมีความร่วมมือในการรับประทานยาในระดับสูงโดยมีคะแนนเฉลี่ย 30.56 (SD= 2.78) และมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับปานกลาง โดยมีคะแนนเฉลี่ย 25.67 (SD= 5.16) การสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค (r= .218) และมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (r=.224) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีและยารักษาวัณโรค มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความร่วมมือในการรับประทานยา (r= .223) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีความสัมพันธ์ทางลบกับความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค ( r= -.311) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความสัมพันธ์ทางลบกับความร่วมมือในการรับประทานยา (r= -.312) และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (r=-.285) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนับสำคัญทางสถิติ ระหว่าง การดูแลแบบมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และการตีตราภายในตนเอง ต่อความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค …
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง, ณิรินทร์ญา ปิยะพีรกาญจน์
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง, ณิรินทร์ญา ปิยะพีรกาญจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองและศึกษาปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย และความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรก จำนวน 93 คน ที่มารับการตรวจติดตามการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจโรคประสาทศัลยศาสตร์และอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลตำรวจ และสถาบันประสาทวิทยา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย พ.ศ. 2542 แบบประเมินกิจวัตรประจำวันดัชนีบาร์เธลเอดีแอล แบบประเมินความเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบสอบถามความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย แบบประเมินความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และแบบสอบถามความเข้มแข็งทางใจสำหรับผู้สูงอายุไทย หาความเที่ยงของแบบประเมินแบบประเมินกิจวัตรประจำวันดัชนีบาร์เธลเอดีแอล ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบสอบถามความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย แบบประเมินความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และแบบสอบถามความเข้มแข็งทางใจสำหรับผู้สูงอายุไทย โดยการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .84, .85, .87, .80 และ .93 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์อีต้า สถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน และสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า 1. ความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (=73.49, SD=7.145) 2. ระดับการศึกษา ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rs=.659, rs=.265, rxy=.620 ตามลำดับ) 3. ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย มีความสัมพันธ์ทางลบกับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rxy=-.310, rxy=-.603 ตามลำดับ) 4. เพศ สถานภาพสมรส ไม่มีความสัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงต่ออาการเหนื่อยล้านอนไม่หลับ และวิตกกังวลในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริม, อรุณศรี สารธิมา
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงต่ออาการเหนื่อยล้านอนไม่หลับ และวิตกกังวลในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริม, อรุณศรี สารธิมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิต แบบชี่กงต่อความเหนื่อยล้า นอนไม่หลับและอาการวิตกกังวล ในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมเพศหญิงที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นมะเร็งเต้านมในระยะที่ 1-3 อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ได้รับยาเคมีบำบัดเสริม จำนวน 42 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คน โดยจับคู่ให้มีความคล้ายคลึงกันของ อายุ ระยะของโรคมะเร็ง ยาเคมีบำบัดสูตรเดียวกัน และจำนวนรอบของการได้รับเคมีบำบัด โดยกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กง ซึ่งพัฒนาขึ้นจากแบบจำลองการจัดการอาการของ Dodd และคณะ (2001) และแนวคิดการบริหารกาย-จิตแบบชี่กง ของ นพ. เทอดศักดิ์ เดชคง (2545) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินอาการเหนื่อยล้า แบบประเมินอาการนอนไม่หลับ แบบประเมินอาการวิตกกังวล วิเคราะห์หาค่าความเที่ยงของเครื่องมือโดยหาค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาค ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .96, .81, และ .80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Wilcoxon signed ranks test และ Independent t-test ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยอาการเหนื่อยล้า อาการนอนไม่หลับ และอาการวิตกกังวลของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริมหลังได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิต แบบชี่กงต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิต แบบชี่กง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนเฉลี่ยอาการเหนื่อยล้า อาการนอนไม่หลับ และอาการวิตกกังวลของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิต แบบชี่กงต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบพรรณนาเชิงความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ชนิดการรักษา ความวิตกกังวล ความทุกข์ทรมานจากอาการ และการสนับสนุนทางสังคมกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่จำนวน 133 คนที่รับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลตำรวจ สุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีเลือกตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน แบบสอบถามความวิตกกังวลตามสถานการณ์ แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาดังนี้ แบบประเมินความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน เท่ากับ 0.88 แบบประเมินความทุกข์ทรมานจากอาการ เท่ากับ 0.8 และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคมเท่ากับ 0.9 และหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีค่าเท่ากับ.96, .95, .85 และ 82 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่มีความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในระดับน้อย (mean = 2.39, SD = 0.78) เมื่อแยกรายด้าน พบว่า ด้านที่มีความต้องการสูงสุดคือระบบสุขภาพและข้อมูล มีความต้องการระดับปานกลาง(mean = 3.09, SD = 1.15) รองลงมาคือด้านการดูแลผู้ป่วยและการสนับสนุน (mean = 2.80 SD = 1.22) ขณะที่ด้านที่มีความต้องการน้อยที่สุดคือเพศสัมพันธ์ (mean = 1.60, SD = 0.74) 2. ความวิตกกังวลและความทุกข์ทรมานจากอาการมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = .40, .41 และ .45 ตามลำดับ) การสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางลบกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = -.18) สำหรับปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์ได้แก่ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และการรักษา
ผลของการใช้ผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นต่อความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง, ณัฐพงศ์ จันมาลา
ผลของการใช้ผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นต่อความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง, ณัฐพงศ์ จันมาลา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง ระหว่างกลุ่มทดลองที่ใช้ผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติในวันที่ 1, 2 และ 3 หลังการผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไปโรคระบบทางเดินอาหารที่รับไว้ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมโรงพยาบาลสมุทรปราการ เพื่อทำการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง จำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 30 ราย กลุ่มทดลอง 30 ราย จับคู่ (Matched pairs) ให้กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีลักษณะใกล้เคียงกัน แล้วจัดกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับฉลาก กลุ่มทดลองได้รับผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น โดยทำการรัดหน้าท้องประคบเย็นในวันที่ 1,2 และ 3 หลังการผ่าตัดเปิดช่องท้อง ประคบวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย นวัตกรรมผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบประเมินความปวดแบบมาตรวัดตัวเลข ที่ได้ทำการทดสอบค่าความเที่ยงด้วยการวัดซ้ำได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน r= .897 แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกการใช้นวัตกรรมผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Repeated-measures ANOVA และ Post-hoc Pairwise comparisons ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยผลต่างคะแนนความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้องโรคในระบบทางเดินอาหารที่ได้รับผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น ในวันที่ 1, 2 และ 3 ลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันต่อการทำหน้าที่ทางเพศในเพศชายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ, จิรพงศ์ ศรีเทพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันต่อการทำหน้าที่ทางเพศในเพศชายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 22 คน จับคู่ทั้งสองกลุ่มให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่องอายุ และประเภทของยาที่ใช้รักษาโรคหัวใจ กลุ่มควบคุมจะได้รับการพยาบาลปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมอัตมโนทัศน์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดดัชนีสากลของการทดสอบสมรรถภาพทางเพศ แบบสอบถามอัตมโนทัศน์ทางเพศ ทดสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1 และ 0.82 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.92 และ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิตทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ทางเพศในบุคคลเพศชายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ทางเพศในบุคคลเพศชายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันมีการทำหน้าที่ทางเพศดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยทำนายความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยในบุคคลภายหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, ชาลินี ปุรินทะ
ปัจจัยทำนายความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยในบุคคลภายหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, ชาลินี ปุรินทะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายเพื่อศึกษาปัจจัยทำนายความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยในบุคคลภายหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคคลที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน จำนวน 214 คน ที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกอายุรกรรมโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามทั้งหมด 9 ส่วน คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจ 3) แบบสอบถามการรับรู้อาการเจ็บหน้าอก 4) แบบสอบถามการรับรู้ความเจ็บป่วยฉบับย่อ 5) แบบสอบถามความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของโรคฉบับย่อ 6) แบบสอบถามความวิตกกังวลในผู้ป่วยโรคหัวใจ 7) แบบประเมินความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย 8) แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน และ 9) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .70, 1, .77, .83, .94, .91, .92 และ 1 ตามลำดับ และผ่านการตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือเท่ากับ .70, .71, .84, .80, .81, .84 และ .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1. บุคคลภายหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมีความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยในระดับน้อยคิดเป็นร้อยละ 23.8 มีความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยในระดับปานกลางคิดเป็นร้อยละ 57.9 มีความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยในระดับมากคิดเป็นร้อยละ 18.2 และบุคคลภายหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมีความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 36.92, SD = 9.89) 2. ปัจจัยทำนายความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยในบุคคลภายหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ประกอบด้วย 4 ตัวแปร ได้แก่ ความวิตกกังวล (Beta = .369) ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย (Beta = .281) การรับรู้ความเจ็บป่วย (Beta = .119) และการรับรู้สมรรถนะแห่งตน (Beta = - .309) สามารถทำนายความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยในบุคคลภายหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันคิดเป็นร้อยละ 69.6 (Adjusted R2 …
ผลของโปรแกรมการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าต่ออาการปวดหลังส่วนล่างในผู้ป่วยภายหลังได้รับการตรวจสวนหัวใจ, ธัญญลักษณ์ ตาทอง
ผลของโปรแกรมการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าต่ออาการปวดหลังส่วนล่างในผู้ป่วยภายหลังได้รับการตรวจสวนหัวใจ, ธัญญลักษณ์ ตาทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดแบบอนุกรมเวลามีการให้สิ่งทดลองซ้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าต่ออาการปวดหลังส่วนล่างในผู้ป่วยภายหลังได้รับการตรวจสวนหัวใจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 40 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการตรวจสวนหัวใจผ่านหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบ ณ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดปทุมธานี เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 19 คน โดยจับคู่กลุ่มตัวอย่างให้มีคุณสมบัติคล้ายคลึงในด้านเพศ อายุ ชนิดและปริมาณยาลดปวดที่ได้รับ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้า พัฒนาขึ้นโดยใช้กรอบแนวคิดทางสรีระวิทยาการเกิดอาการปวดหลังส่วนล่างในผู้ป่วยภายหลังได้รับการตรวจสวนหัวใจร่วมกับการทบทวนวรรณกรรม เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินอาการปวดหลังส่วนล่างโดยใช้มาตรวัดความปวดด้วยสายตา (Visual analog scale) ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และได้ค่าความเที่ยงด้วยวิธีการวัดซ้ำเท่ากับ 0.83 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้ป่วยภายหลังได้รับการตรวจสวนหัวใจในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้า หลังได้รับโปรแกรมในชั่วโมงที่ 2, 4 และ 6 มีคะแนนอาการปวดหลังส่วนล่างน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. ผู้ป่วยภายหลังได้รับการตรวจสวนหัวใจในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้ามีคะแนนอาการปวดหลังส่วนล่างน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ในชั่วโมงที่ 2, 4 และ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, ปริญญา ยอดอาษา
ผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, ปริญญา ยอดอาษา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว เพศชายและหญิง อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด โดยจับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่องเพศ อายุ ระดับการศึกษา แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 30 คน โดยกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติและกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันภาวะน้ำเกิน และแบบสอบถามประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับหัวใจล้มเหลวและภาวะน้ำเกิน ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .95 และ .80 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .91 และ .93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวที่ได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ, พรธิรา บุญฉวี
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ, พรธิรา บุญฉวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองนี้เป็นแบบวัดผลก่อนหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ ทั้งเพศหญิงและชาย ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดครั้งแรก สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่มีประวัติสมองเสื่อม สามารถเข้าใจ สื่อสารภาษาไทยได้ มีความสมัครใจ มีโทรศัพท์มือถือที่สามารถติดต่อสื่อสารได้ และเข้ารับการรักษาในหน่วยตรวจอายุรกรรมเฉพาะโรค หอผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 30 คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติและกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.93 และ 0.87 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.71 และ 0.86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน, สุภาวดี แก้วสินธุ์
ปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน, สุภาวดี แก้วสินธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาอัตราการเกิดภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน และเพื่อศึกษาปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน ได้แก่ ภาวะการรู้คิดบกพร่อง ประวัติโรคหลอดเลือดสมอง ระยะเวลาการเข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน ความปวด ภาวะเลือดออกในสมอง และภาวะซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉินและอุบัติเหตุโรงพยาบาลของรัฐระดับตติยภูมิ จำนวน 3 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 220 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะสับสนเฉียบพลัน แบบคัดกรองภาวะสมองเสื่อม แบบประเมินความปวด โดยใช้มาตรวัดแบบตัวเลข และในกรณีผู้สูงอายุที่ไม่สามารถบอกระดับความเจ็บปวดได้ ใช้แบบประเมินความเจ็บปวดสำหรับผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม ผ่านการตรวจสอบการหาค่าความเที่ยง โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีความเที่ยงเท่ากับ .83 และ .79 ตามลำดับ และหาค่าความเที่ยงของแบบประเมินที่ใช้ในการวิจัยโดยวิธีการวัดซ้ำ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .77 และ .97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติไคสแคว์ (Chi-square) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบพอยท์ไบซีเรียล (Point biserial correlation coefficient) และ สถิติถดถอยโลจิสติกทวิ (binary logistic regression) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน มีภาวะสับสนเฉียบพลัน จำนวน 34 คน จากจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 220 คน คิดเป็นร้อยละ 15.45 2. ภาวะการรู้คิดบกพร่อง ประวัติโรคหลอดเลือดสมอง ระยะเวลาการเข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน ระดับความปวด ภาวะเลือดออกในสมอง และภาวะซึมเศร้า มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (X2= 9.277, 10.020, rpb= .216, X2= 9.000, 9.568, 3.874 ตามลำดับ) 3. ตัวแปรที่สามารถร่วมกันทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉินได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ภาวะการรู้คิดบกพร่อง (AOR=7.25, 95% CI …
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิตในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิตในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำพินัยกรรมชีวิตของผู้ที่เป็นมะเร็ง และศึกษาความสัมพันธ์ของ อายุ ระยะของโรค ความรุนแรงของอาการ ความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย การสนับสนุนทางสังคม กับการทำพินัยกรรมชีวิตของผู้ที่เป็นมะเร็ง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคมะเร็ง และรับบริการในแผนกหอผู้ป่วยนอกโรคมะเร็งของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้งานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการทำพินัยกรรมชีวิต แบบประเมินความรุนแรงของอาการ แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม โดยค่าความเที่ยงแบบประเมินความรุนแรงของอาการ แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคมมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .88, .90 และ .89 ตามลำดับ ส่วนแบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต มีค่า KR-20 เท่ากับ .81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยโลจิสติค ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เป็นมะเร็งมีการทำพินัยกรรมชีวิตเพียงร้อยละ 37.2 โดยส่วนใหญ่ทำด้วยวิธีการบอกกล่าวร้อยละ 49.2 โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็นมะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตมากขึ้น ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นมะเร็งระยะลุกลาม ความรุนแรงของอาการ และ ความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต (OR= 2.63, 7.59, 1.05, 1.79 ตามลำดับ, p<.05) และปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็น มะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตลดลง ได้แก่ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย (OR= 0.87, p<.05)
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยติดตามย้อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่ อายุ เพศ ภาวะอ้วน ภาวะขาดสารอาหาร ภาวะซีด ภาวะโรคร่วม ทัศนคติในการดูแลแผลผ่าตัด อัตราการกรองของไต การบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด และประเภทการผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิง ได้รับการผ่าตัดระยะตั้งแต่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม จำนวน 81 คน คือ กลุ่มศึกษา หมายถึง กลุ่มผู้ป่วยที่พบการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก จำนวน 27 คน และ กลุ่มควบคุม หมายถึง กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่พบการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก จำนวน 54 คน ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ในกรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบบันทึกปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก 3) แบบประเมินทัศนคติในการดูแลแผลผ่าตัด และ 4) แบบประเมินการวินิจฉัยการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก เครื่องมือผ่านการตรวจสอบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.86 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติถดถอยแบบพหุลอจิสติก ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อัตราการกรองของไต Thai eGFR < 60 ml/min (aOR 3.29 [95 % CI 1.22-8.89], p = 0.02) และระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด HbA1C ≥ 6.5 % (aOR 2.96 [95 % CI 1.08-8.12] , p = 0.04)
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง, ชนกนันท์ คันธะยันต์
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง, ชนกนันท์ คันธะยันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบสหสัมพันธ์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธด้วยโรคความดันโลหิตสูง และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ภาวะซึมเศร้า การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การรับรู้ความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม ระดับการศึกษาทางโลก ระดับการศึกษาทางธรรม และดัชนีมวลกาย กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธด้วยโรคความดันโลหิตสูง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 84 รูป พระสงฆ์ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง โดยที่พระสงฆ์สูงอายุได้รับการรักษาอยู่ในแผนกผู้ป่วยนอกอายุรกรรมโรงพยาบาลสงฆ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง แบบสอบถามการรับรู้ความเจ็บป่วย แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเที่ยงจากการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนบาคเท่ากับ .84, .81, .86, .87, .88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและพอยท์ไบซีเรียล ผลการวิจัยพบว่า 1. พระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 38.1 มีความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ระดับ 4 (แสดงพฤติกรรมใหม่ และคงไว้ได้ในสถานการณ์ตึงเครียด) แต่กว่าครึ่ง (ร้อยละ 61.90) ของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง มีความกระตือรือร้นระดับ 1 2 และ 3 (ไม่เข้าใจบทบาทการดูแลสุขภาพตนเอง ขาดความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในการดูแลตนเอง) 2. ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การรับรู้ความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม และระดับการศึกษาทางโลก (r = .736, r = .659, r = .386, r = .295) ตามลำดับ ส่วนภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบกับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 (r = -.765) อีกทั้งพบว่า การศึกษาทางธรรม และดัชนีมวลกาย ไม่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ, จิรารัตน์ ขันติยะบุตร
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ, จิรารัตน์ ขันติยะบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพและความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ โรคร่วม ดัชนีมวลกาย อาการและสภาวะการทำหน้าที่กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เคยเข้ารับการรักษาในระบบบริการทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาลภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 113 คน คัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินอาการ แบบประเมินสภาวะการทำหน้าที่ และแบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่านและตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .83, .83, และ .81 ตามลำดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อีต้าและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ คือ 1. กลุ่มตัวอย่างผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ มีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 23.38 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.55 2. สภาวะการทำหน้าที่มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .257) 3. อาการมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยอาการที่มีความสัมพันธ์ ได้แก่ อาการเจ็บหน้าอก/ใจสั่น อาการมึนงง/คิดไม่ออก อาการอ่อนเพลีย/เหนื่อยล้า อาการนอนไม่หลับ อาการปวดศีรษะ/เวียนศีรษะ อาการหายใจลำบาก/หอบเหนื่อย อาการปวดเจ็บในข้อ และปัญหาด้านอารมณ์ (r = -.363, -.295, -.292, -.281, -.250, -.247, -.229 และ -.198) ตามลำดับ 4. อายุ เพศ โรคร่วมและดัชนีมวลกายไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ที่มีอายุน้อยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง, สาธิตา วัชรดิลก
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ที่มีอายุน้อยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง, สาธิตา วัชรดิลก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีอายุน้อย และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ระดับความรุนแรงของโรค อาการเหนื่อยล้า ภาวะซึมเศร้า และความทุพพลภาพทางร่างกายกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-45 ปีที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 150 คน จากโรงพยาบาลขนาดตติยภูมิในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งสุ่มเลือกจาก 3 โรงพยาบาล เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินระดับความรุนแรงของโรคหลอดเลือด แบบประเมินความเหนื่อยล้า แบบประเมินอาการซึมเศร้า แบบประเมินระดับทุพพลภาพทางร่างกาย และแบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง .93-1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้อยู่ระหว่าง .842-.976 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Pearson‘s Correlation ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอายุน้อยมีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี และพบว่า ระดับความรุนแรงของโรค ความทุพพลภาพทางร่างกาย ภาวะซึมเศร้า อาการเหนื่อยล้า และดัชนีมวลกาย มีความสัมพันธ์ด้านลบกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอายุน้อยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = -.753, -.736, -.708, -.658 และ -.561 ตามลำดับ)
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการนอนไม่หลับในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2, อุมาพร โกปิยนันท์
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการนอนไม่หลับในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2, อุมาพร โกปิยนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอาการนอนไม่หลับในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ภาวะซึมเศร้า ดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด ความเชื่อและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอนหลับ และสุขวิทยาการนอนหลับกับอาการนอนไม่หลับ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 141 คน ที่มารับบริการคลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ 4 แห่งซึ่งสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ ในจังหวัดจันทบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและการเจ็บป่วย แบบประเมินภาวะซึมเศร้า แบบประเมินความเชื่อและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอนหลับ แบบประเมินสุขวิทยาการนอนหลับ และแบบประเมินอาการนอนไม่หลับ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิห้าคน และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.80, 0.73, 0.81 และ 0.88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยอาการนอนไม่หลับของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระยะเริ่มแรกของการมีอาการนอนไม่หลับ (M = 9.83, SD = 4.73) และภาวะซึมเศร้า ดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด ความเชื่อและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอนหลับ และสุขวิทยาการนอนหลับ มีความสัมพันธ์กับอาการนอนไม่หลับในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r เท่ากับ .451, .289, .273, .471 และ .568 ตามลำดับ)
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, นิภาภรณ์ เที่ยงหนู
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, นิภาภรณ์ เที่ยงหนู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงทำนายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง และศึกษาปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ที่มารับการรักษาที่แผนกตรวจผู้ป่วยนอก ในสถาบันประสาทวิทยา และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 120 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินคุณภาพชีวิต แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน แบบประเมินภาระการดูแล แบบประเมินภาวะซึมเศร้า แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม โดยเครื่องมือมีคุณภาพทั้งความตรงตามเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สัมประสิทธิ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองมีคุณภาพชีวิตปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 95.89 (S.D. = 11.48) ปัจจัยที่ทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม (β = .34, <.001) ภาวะซึมเศร้า (β = -.47, p <.001) และ ความสามารถในการทำกิจวัตร ประจำวันของผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง (β = .33, p =.005) สามารถร่วมกันทำนาย คุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้ร้อยละ 33 โดยการสนับสนุนทางสังคมถือเป็นปัจจัยหลักในการทำนายคุณภาพชีวิตผู้ดูแลในครอบครัว