Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Geriatric Nursing Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Articles 1 - 30 of 98

Full-Text Articles in Geriatric Nursing

ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้สัมผัสร่วมบ้านของผู้ป่วยวัณโรค, นงนภัส เกษรทอง Jan 2025

ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้สัมผัสร่วมบ้านของผู้ป่วยวัณโรค, นงนภัส เกษรทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงทำนาย เพื่อศึกษาความสามารถของปัจจัยคัดสรรในการทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้สัมผัสวัณโรคร่วมบ้าน โดยปัจจัย ประกอบด้วย 1) ความรู้เกี่ยวกับวัณโรค 2) ทัศนคติต่อวัณโรค 3) แรงจูงใจในการป้องกันวัณโรค 4) การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันวัณโรค และ 5) การรับรู้อุปสรรคเกี่ยวกับการป้องกันวัณโรค กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สัมผัสวัณโรคร่วมบ้าน จำนวน 111 คน ซึ่งเลือกอย่างเจาะจงจากโรงพยาบาล 3 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า พฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้สัมผัสวัณโรคร่วมบ้านโดยรวม อยู่ในระดับดี (Mean = 44.2, SD = 6.5) ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ทัศนคติต่อวัณโรค (b = .374, p<.05) การรับรู ้ความสามารถของตนเอง ในการป้องกันวัณโรค (b = .244, p <.05) และ การรับรู ้อุปสรรคเกี ่ยวกับการป้องกันวัณโรค (b = .166, p <.05) ปัจจัยดังกล่าวสามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคได้ร้อยละ 32.8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R2 = .328, p <.05) อย่างไรก็ตามในการศึกษานี้ ความรู ้เกี ่ยวกับวัณโรค และแรงจูงใจในการป้องกันวัณโรค ไม่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู ้สัมผัสวัณ โรคร่วมบ้าน


ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม, สุนิษา ละดา Jan 2025

ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม, สุนิษา ละดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือด 1 โรคขึ้นไป ที่มีอายุตั้งแต่ 35 – 80 ปี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 23 คน จับคู่ทั้งสองกลุ่มให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่องอายุ จำนวนโรคร่วม จำนวนกลุ่มยาที่ใช้รักษาโรค เปรียบเทียบข้อมูลพื้นฐานด้วยสถิติ Chi-square test และ Fisher’s Exact Test กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีคุณลักษณะพื้นฐานที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกตัวแปร (p > .05) กลุ่มควบคุมจะได้รับการพยาบาลปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารของผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม และแบบสอบถามประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหาร ทดสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.92 และ 1.00 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.91 และ 0.73 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิตทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชันสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม ที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชันสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉิน, สุมาลี สีส่วน Jan 2025

ผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉิน, สุมาลี สีส่วน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉิน โดยกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้คือ สมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกที่นำส่งผู้ป่วยมารับบริการที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน โดยคัดเลือกตามแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด โปรแกรมรูปธรรม-ปรนัย และแบบสอบถาม ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าความเที่ยง 0.84 โปรแกรมการสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม–ปรนัยต่อความวิตกกังวล มีเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และแบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ (The State Anxiety Inventory (STAI) Form Y) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบ Independent t-test และสถิติ paired t-test ผลการวิจัย: ผลการวิจัยพบว่าสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ห้องฉุกเฉิน ในกลุ่มทดลอง ภายหลังได้รับโปรแกรมคะแนนความวิตกกังวลตํ่ากว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และคะแนนความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมตํ่ากว่าในสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)


ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดต่อความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม, เสาวลักษณ์ ดอกลำเจียก Jan 2025

ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดต่อความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม, เสาวลักษณ์ ดอกลำเจียก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดต่อความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคระบบทางเดินอาหารทั้งเพศชายและเพศหญิง ที่เข้ารับการผ่าตัดเปิดช่องท้องแบบนัดหมายล่วงหน้าที่โรงพยาบาลราชวิถี จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 23 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวีดิทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม แบบสอบถามความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ (The State Anxiety Inventory (STAI) From Y) มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.81 และแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนสิงหาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรมต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 10.082, pp<.001) และเมื่อเปรียบเทียบภายในกลุ่มทดลองพบว่าค่าเฉลี่ยความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรมหลังทดลองต่ำกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=19.145, p<.001)


ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการและการนวดกดจุดต่อการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในหอผู้ป่วยวิกฤติ, กัญญารัตน์ อรรถสิงห์ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการและการนวดกดจุดต่อการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในหอผู้ป่วยวิกฤติ, กัญญารัตน์ อรรถสิงห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการนวดกดจุดร่วมกับการจัดการอาการ กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต ในวันที่ 1 ถึง 5 หลังผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนักที่ได้รับการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง เข้ารับการรักษาตัวที่หอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุมากกว่า 20 ปี จำนวน 44 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 22 ราย และกลุ่มทดลอง 22 ราย จับคู่ ให้กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีลักษณะใกล้เคียงกันในเรื่องของเพศ ดัชนีมวลกาย และระดับโพแทสเซียมในเลือดหลังผ่าตัด โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุด โดยการเคลื่อนไหวร่างกายวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 10-15 นาที ร่วมกับการนวดกดจุดบริเวณจุด Zusanli (ST-36) วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมการนวดกดจุดร่วมกับการจัดการอาการที่ออกแบบเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัด และแบบประเมินการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้ ซึ่งผ่านการทดสอบความเที่ยง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.87 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา Mann–Whitney U test และ Friedman test ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้ในช่วงวันที่ 1 ถึง 5 หลังผ่าตัดของผู้ป่วยที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุดสูงกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p < 0.05) (x² = 82.13, p < 0.001 และ x² = 5.62, p < 0.001 ตามลำดับ)


ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี, จิรพาวีร์ จำปาทอง Jan 2025

ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี, จิรพาวีร์ จำปาทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี เพศชายและเพศหญิง อายุ 20 - 75 ปี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด โดยจับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่องเพศ อายุ ระดับการศึกษา แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี และแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .94, 1 และ 1 และค่าความเชื่อมั่นโดยแบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี และแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมการบริโภคอาหารหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี .744 และ .719 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. พฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. พฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว, จิราวรรณ วชิรศักดาเดช Jan 2025

ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว, จิราวรรณ วชิรศักดาเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด และปัจจัยที่สามารถทำนายความร่วมมือในการรับประทานยา ได้แก่ อายุ ความรู้ ความเชื่อเกี่ยวกับความจำเป็นของยา การรับรู้อุปสรรคในการรับประทานยา ภาวะโรคร่วม และสัมพันธภาพระหว่างบุคลากรการแพทย์ ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิด warfarin จำนวน 90 คน ที่มารับบริการ ณ แผนกผู้ป่วยนอกโรคหัวใจ โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลราชวิถี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามความร่วมมือในการรับประทานยา 3) แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับยา 4) แบบสอบถามความเชื่อเกี่ยวกับความจำเป็นของยา 5) แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคในการรับประทานยา 6) แบบสอบถามภาวะโรคร่วม และ 7) แบบสอบถามสัมพันธภาพระหว่างบุคลากรการแพทย์ เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .88, .94, 1.00, 1.00 และ 1.00 ตามลำดับ ส่วนแบบสอบถามภาวะโรคร่วมเป็นแบบประเมินมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .792, .758, .790, .811, .811 และ .934 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยายและการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง (Mean = 28.29, SD = 2.90) และปัจจัยที่สามารถทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความรู้ (β = .297, p < .01) การรับรู้อุปสรรคในการรับประทานยา (β =–.342, p < .01) ความเชื่อเกี่ยวกับความจำเป็นของยา (β = .255, p < .01) และภาวะโรคร่วม (β =–.178, p < .05) โดยสามารถร่วมกันทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาได้ร้อยละ 57.5 (Adjusted R² = .575, p < .05) ส่วนอายุและสัมพันธภาพระหว่างบุคลากรการแพทย์พบว่าไม่สามารถร่วมทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาของผู้ป่วยได้


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, ญานิศา พึ่งน้อย Jan 2025

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, ญานิศา พึ่งน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด ความวิตกกังวล การสนับสนุนทางสังคม การสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัด ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมทุกระยะ ที่แพทย์พิจารณาเห็นสมควรว่าสามารถรับยาเคมีบำบัดได้ จำนวน 115 ราย มารับบริการที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามด้วยตนเอง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 44.35) เป็นเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 50–59 ปี และมีอายุเฉลี่ย 55 ปี (SD = 8.13) โดยภาพรวมการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 28.47 (SD = 7.92) ความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลาง (r = -.382) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (r = .369) และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ (r = .357) มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับการร่วมตัดสินใจ ส่วนการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำ (r = .214) และความวิตกกังวลมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำ (r = -.289) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อย่างไรก็ตาม อายุ ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการร่วมตัดสินใจ (r = –.117, p = .213)ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ดังนั้นพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ควรนำผลการศึกษานี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างการดูแลที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพในการตัดสินใจร่วมกัน


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด, ณัฏฐณิชา พูลเพิ่ม Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด, ณัฏฐณิชา พูลเพิ่ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้โอกาสเสี่ยงเมื่อไม่มีการวางแผนดูแลล่วงหน้า การรับรู้ประโยชน์เมื่อมีการวางแผนดูแลล่วงหน้า การรับรู้อุปสรรคต่อการวางแผนดูแลล่วงหน้า อายุ เพศ การรับรู้พยากรณ์โรค ระยะของโรคมะเร็งปอด และ การได้รับการปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดอายุ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 162 คน ซึ่งเลือกจากโรงพยาบาลตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานครแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 8 ส่วน วิเคราะห์ด้วยสถิติสถิติทีอิสระ ความแปรปรวนทางเดียว และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดมีการวางแผนดูแลล่วงหน้าระดับปานกลาง (Mean = 50.53, SD = 13.40) ปัจจัยที่สัมพันธ์เชิงบวกกับการวางแผนดูแลล่วงหน้า ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ของการวางแผนดูแลล่วงหน้า (r = .38, p .05) ระยะของโรค (F = 2.00, df = 3, p > .05) และเพศ (t = -1.53 p > .05)


ผลของโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ต่อการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน, ณัฐธิดา ปังอุทา Jan 2025

ผลของโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ต่อการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน, ณัฐธิดา ปังอุทา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ และเปรียบเทียบการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคกระดูกพรุน มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจด้านออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 23 คน จับคู่ด้วยเพศ อายุ และคะแนนความปวด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามกรอบแนวคิดทฤษฎีการดูแลตนเองของ Orem ให้โปรแกรม 4 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยใช้แบบประเมินการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาคเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนภายหลังได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ มีการดูแลตนเองดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนที่ได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ มีคะแนนเฉลี่ยการดูแลตนเอง 63.04 (4.99) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ 46.74 (3.26) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบต่ออาการกระหายน้ำของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, ธัญชนก ปัททุม Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบต่ออาการกระหายน้ำของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, ธัญชนก ปัททุม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบทดลองเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบต่อความรุนแรงของอาการกระหายน้ำของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 30 ราย กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบ ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้แนวคิดการจัดการอาการของ Dodd และคณะ (2001) ซึ่งครอบคลุมการประเมินอาการ การให้ความรู้ และการจัดการกับอาการ โดยโปรแกรมผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก และเครื่องมือประเมินอาการกระหายน้ำแบบตัวเลขซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงด้วยวิธี test-retest และคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันได้ค่า r = 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติ Independent t-test และ Repeated-measures ANOVA โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรุนแรงของอาการกระหายน้ำของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมที่เวลา 11.00 น. และ 17.00 น. ต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และค่าเฉลี่ยคะแนนความรุนแรงของอ าการกระหายน้ำของกลุ่มทดลองที่เวลา 11.00 น. และ 17.00 น. ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน, นิชาภา พุมสอน Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน, นิชาภา พุมสอน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการฟื้นตัวหลังผ่าตัด และความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการนอนหลับ ความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล การรับรู้ความสามารถของตนเอง ความพร้อมของผู้ดูแล และการสนับสนุนทางสังคม กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ป่วยเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน โดยมีกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 1) ผู้ป่วยเนื้องอกสมองที่ได้รับการผ่าตัดในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง จำนวน 123 คน และ 2) ผู้ดูแล จำนวน 123 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามสำหรับผู้ที่เป็นเนื้องอกสมอง ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับ แบบสอบถามความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาล แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามการฟื้นตัวหลังผ่าตัด 2) แบบสอบถามสำหรับผู้ดูแล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามความพร้อมของผู้ดูแล วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า การฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน โดยรวมอยู่ในระดับสูง ( X =69.90, SD = 2.36) คุณภาพการนอนหลับ ความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความพร้อมของผู้ดูแล มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .405, .500, .306, และ .368 ตามลำดับ; P < .001) ส่วนการสนับสนุนทางสังคมไม่มีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัด ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะการเปลี่ยนผ่านฯ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ในเชิงสนับสนุนการฟื้นตัว ดังนั้น พยาบาลควรพัฒนาแนวทางการพยาบาลที่สอดคล้องกับปัจจัยที่สัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองที่ดีอย่างต่อเนื่อง


ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่ออาการหายใจลำบากในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, ประกายกาญจน์ สุขเทศ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่ออาการหายใจลำบากในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, ประกายกาญจน์ สุขเทศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน และเพื่อเปรียบเทียบคะแนนอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวทั้งเพศชายและเพศหญิงมีอายุระหว่าง 18 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ มีระดับ NYHA Class II - III มีสติสัมปชัญญะการรับรู้ดี อ่านออกเขียนได้สามารถให้ข้อมูลได้ด้วยตนเอง และมาติดตามการรักษา ณ หอผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 33 คน กำหนดให้กลุ่มตัวอย่างมีลักษณะใกล้เคียงกันโดยการจับคู่ (Matched pairs) ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมเป็น COPD และ NYHA Functional class กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ โดยใช้ระยะเวลา 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน คู่มือการใช้โปรแกรมฯ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลสุขภาพ แบบประเมินอาการหายใจลําบาก และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบสัมภาษณ์การจัดการอาการหัวใจล้มเหลว ทำการทดสอบค่าความเที่ยงด้วยการวัดซ้ำได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันเท่ากับ .71 และ .85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Wilcoxon signed rank test และ Mann-Whitney U test ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลองผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน มีคะแนนอาการหายใจลำบากน้อยกว่าก่อนทดลอง และน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


ผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง, พิจิตรา ยอดสง่า Jan 2025

ผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง, พิจิตรา ยอดสง่า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง ซึ่งเปรียบเทียบการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ และระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดบกพร่อง อายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปไม่มีโรคซึมเศร้า การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีภาวะรู้คิดบกพร่อง น้อยกว่า 25 คะแนน จำนวน 44 คน จับคู่คุณลักษณะ ด้วยเพศ อายุ โรคประจำตัว ระดับการศึกษา จัดแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 22 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ โดยใช้แนวคิดกระตุ้นการรู้คิดของ Spector (2018) และแนวคิดการสอนแนะของ Girvin (1999) ประกอบด้วยการรับรู้ตามความเป็นจริง การเคลื่อนไหวร่างกาย การกระตุ้นประสาทสัมผัส และการระลึกถึงความหลัง จัดกิจกรรม 1 ครั้ง/สัปดาห์ ทั้งหมด 6 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน ครั้งละ 90 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ร่วมกับการสอนแนะ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินการรู้คิด วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ด้านการรู้คิดของกลุ่มทดลอง หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง และผลต่างคะแนนเฉลี่ยการรู้คิด ก่อนและหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วรัมพร เซี่ยงฉิน Jan 2025

ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วรัมพร เซี่ยงฉิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือในการรับประทานอาหารและอำนาจทำนายของปัจจัย อายุ ความรู้ด้านโภชนาการ ระยะเวลาเป็นโรคไตเรื้อรัง ระยะเวลารักษาโดยการฟอกเลือด สถานะเศรษฐกิจและสังคม การสนับสนุนทางสังคม และสัมพันธภาพกับบุคลากรสุขภาพ ในผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจำนวน 121 ราย ซึ่งมารับบริการที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบ stepwise ผลการวิจัยพบว่า ความร่วมมือในการรับประทานอาหารโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 52.76, SD = 14.67) ปัจจัยที่ทำนายได้ดีที่สุดคือการสนับสนุนทางสังคม สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 10.6 (R² = .106, p< .001) เมื่อเพิ่มปัจจัยสัมพันธภาพกับบุคลากรสุขภาพ สามารถอธิบาย เพิ่มเติมได้ร้อยละ 10.1 (R² Change = .101) ระยะเวลาการฟอกเลือดอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 (R² Change = .071) ระยะเวลาเป็นโรคไตเรื้อรังอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 (R² Change = .037) อายุอธิบาย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 (R² Change = .029) ความรู้ด้านโภชนาการอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 (R² Change = .031) และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 (R² Change = .031) รวมกัน สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ทั้งหมดร้อยละ 40.6 (R² = .406, F = 5.971, p < .05) โดยพบว่า การ สนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยทำนายที่สำคัญที่สุด (β = .270, p < .01) รองลงมาคือสัมพันธภาพกับ บุคลากรสุขภาพ (β = .269, p < .01) ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ให้บริการด้านสุขภาพรวมถึงพยาบาลใน การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วย เครื่องไตเทียม โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างการสนับสนุนทางสังคม และส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่าง ผู้ป่วยกับบุคลากรสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาโดยรวมต่อไป


ผลของโปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วริษฐา หวลกระโทก Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วริษฐา หวลกระโทก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบ 2 กลุ่มวัดผลก่อนทดลองและหลังทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 40 คนใช้ระยะเวลาการศึกษา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินอาการปากแห้งและโปรแกรมการจัดการอาการปากแห้ง เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองด้วยแบบประเมินอาการปากแห้ง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์เปรียบเทียบผลต่างค่าคะแนนอาการปากแห้งในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ Paired t-test และเปรียบเทียบค่าคะแนนอาการปากแห้งระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ ด้วยสถิติ Independent T-testโดยควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนโดยการจับคู่ (Matched Pair) ให้กลุ่มตัวอย่างแต่ละคู่มีคุณสมบัติเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันมากที่สุด ได้แก่ อายุ (ต่างกันไม่เกิน 5 ปี) ระยะเวลาในการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ( 3 ปี) ความถี่ในการฟอกไตต่อสัปดาห์เท่ากันและระดับความรุนแรงของอาการปากแห้งอยู่ในระดับเดียวกัน ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยอาการปากแห้งของกลุ่มทดลองหลังการทดลอง(M=13.68, SD=7.624) น้อยกว่าก่อนการทดลอง (M=24.85, SD=4.985) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยอาการปากแห้งของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t=6.646) สรุป โปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมีประสิทธิผลในการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย, ศศิธร ทันดร Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย, ศศิธร ทันดร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย และศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าว โดยปัจจัยประกอบด้วย 1) อายุ 2) สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ 3) ความรุนแรงของโรคอาหารไม่ย่อย 4) ความรู้ 5) ทัศนคติ 6) แหล่งข้อมูลสุขภาพ และ 7) ประวัติการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ของสมาชิกในครอบครัว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย อายุ 20–59 ปี จำนวน 168 คน ในโรงพยาบาลตติยภูมิ 2 แห่งในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเลือกสถานที่เก็บข้อมูลแบบเจาะจง และเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีเรียงลำดับการมารับบริการ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วย 5 ส่วน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา 0.83–0.91 และค่าความเชื่อมั่นของครอนบาคแอลฟา 0.70–0.89 กลุ่มตัวอย่างตอบได้ด้วยตนเอง วิเคราะห์ด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันและอีต้า และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโดยรวมอยู่ในระดับดี (x̄=8.88, SD=1.89) ในขณะที่กลุ่มที่ติดเชื้อมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านสุขอนามัย ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความรู้ (r=.215, p<.05) ทัศนคติ (r=–.155, p<.05) และแหล่งข้อมูลสุขภาพ (F=3.213, p<.05) อย่างไรก็ตาม อายุ ความรุนแรงของโรคอาหารไม่ย่อย สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ และประวัติ ก า ร ติ ด เชื้ อใน ค รอบ ค รั วไม่ มี ค วาม สั ม พั น ธ์กับ พ ฤติ กรรม ดั งกล่ า ว การศึกษานี้นำมาใช้ประโยชน์ในการประเมินพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรในกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้คำแนะนำดูแลที่เหมาะสม และเป็นแนวทางศึกษาปัจจัยทำนาย พฤติกรรมดังกล่าวต่อไป


ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี, อนุชา ชลเทพ Jan 2025

ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี, อนุชา ชลเทพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้ มีรูปแบบการศึกษาเชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี และอำนาจทำนายของปัจจัยทำนาย ได้แก่ ระดับการศึกษา การรับรู้ความรุนแรงของวัณโรค การรับรู้โอกาสเสี่ยงการเป็นวัณโรค การรับรู้ความคาดหวังในประสิทธิผลเมื่อมีพฤติกรรมป้องกันวัณโรค และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันวัณโรคกับพฤติกรรมการป้องกันวัณโรค กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นวัณโรค จำนวน 215 คน ที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2 แห่ง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยรวมอยู่ในระดับที่เหมาะสม ( x̄ = 6.40 , SD =1.14) โดยเฉพาะพฤติกรรมด้านการป้องกันระดับปฐมภูมิ หรือการป้องกันการรับเชื้อวัณโรคอยู่ในระดับเหมาะสม อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมด้านการป้องกันระดับทุติยภูมิ หรือการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคแล้วป่วยเป็นวัณโรคพบว่าบางข้ออยู่ในระดับที่ไม่เหมาะสม เช่น ร้อยละ 53.5 ไม่เข้ารับการตรวจคัดกรองวัณโรค และร้อยละ 77.2 ไม่รับการรักษาวัณโรคระยะแฝง ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้แก่ระดับการศึกษาประถมศึกษา และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันวัณโรคสามารถร่วมกันทำนายความแปรปรวนต่อพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้ ร้อยละ 5.6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, นภัสวรรณ ลังกาวงษ์ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, นภัสวรรณ ลังกาวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวทั้งเพศหญิงและเพศชาย อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก คลินิกโรคหัวใจ โรงพยาบาลกำแพงเพชร จำนวน 46 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 23 ราย ดำเนินการกำหนดกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มตามเกณฑ์ที่กำหนด จับคู่ให้มีความใกล้เคียงกันในเรื่องเพศ อายุ และปริมาณยาขับปัสสาวะ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเอง เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกน้ำหนักและอาการประจำวัน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.87 และมีค่าสัมประสิทธิ์แคปปา เท่ากับ 1.0 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย สถิติ paired t-test และ independent t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะน้ำเกินของผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวที่ได้รับโปรแกรมการการจัดการตนเองหลังการทดลองน้อยกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 9.90, df=22, p < .001) 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะน้ำเกินของผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวที่ได้รับโปรแกรมการการจัดการตนเองภายหลังการทดลองน้อยกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 3.67, df=44, p < 0.001) สรุปได้ว่า ผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการการจัดการตนเองมีภาวะน้ำเกินน้อยกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ


ผลของโปรแกรมจัดการอาการที่เน้นการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงต่อความเหนื่อยล้าในผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดเครื่องไตเทียม, ทัชชญา ภัทรธรวราดล Jan 2024

ผลของโปรแกรมจัดการอาการที่เน้นการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงต่อความเหนื่อยล้าในผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดเครื่องไตเทียม, ทัชชญา ภัทรธรวราดล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงต่ออาการเหนื่อยล้าในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ณ หน่วยไต โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 21 คน โดยจับคู่กลุ่มตัวอย่างให้มีคุณสมบัติ คล้ายคลึงในด้านอายุ และระยะเวลาในการรักษาด้วยการฟอกเลือด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กง พัฒนาขึ้นโดย การทบทวนวรรณกรรม ใช้กรอบแนวคิดการจัดการอาการของ Dodd และคณะ (2001) ร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงของ สุรีพร ธนศิลป์ (2557) เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินคัดกรองระดับอาการเหนื่อยล้า Brief Fatigue Inventory (BFI) แปลเป็นไทยโดย เพ็ญโพยม สาคร (2564) ผ่านการตรวจสอบความตรง ตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ผู้ป่วยในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงมีอาการเหนื่อยล้าน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้ป่วยในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงจะมีอาการเหนื่อยล้าน้อยกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือดในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่, ปรีชญา ตักโพธิ์ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือดในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่, ปรีชญา ตักโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ อายุ 45-59 ปี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด โดยจับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่อง ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการป่วยเป็นโรคเบาหวาน และอายุ แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 22 คน กลุ่มควบคุม 22 คน รวม 44 คน โดยกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ร่วมกับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ โปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ เครื่องมือกำกับการทดลอง ได้แก่ แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเนื้อหาเท่ากับ .98 และมีค่าความเชื่อมันเท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติที ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตที่ระดับ .05 2. ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ ที่ได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนับสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, พรรณทิวา สุขรอด Jan 2024

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, พรรณทิวา สุขรอด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล ได้แก่ อายุ ภาวะโรคร่วม ความทุกข์ทรมานจากอาการ ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน การสนับสนุนทางสังคม และความปวด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการ ณ คลินิกศูนย์บริการเฉพาะทางหัวใจและหลอดเลือด ของโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 94 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบสอบถามความต้องการของผู้ป่วย 4) แบบประเมินภาวะโรคร่วม 5) แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ 6) แบบประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน 7) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และ 8) มาตรวัดความปวดแบบตัวเลข เครื่องมือได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน แบบสอบถามที่ 3, 5, และ 7 เท่ากับ 0.80, 1.00 และ 0.88 ตามลำดับ ซึ่งแบบสอบถามที่ 4, 6 และ 8 เป็นเครื่องมือมาตรฐาน ตรวจสอบความเที่ยงค่าแบบสอบถามที่ 3 - 7 เท่ากับ 0.89, 0.81, 0.92, 0.80, 0.85, และ 0.97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และสถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล มีความต้องการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 104.32 (S.D. = 13.56) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าความต้องการด้านข้อมูลข่าวสารอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 31.71 (S.D. = …


ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อต่ออาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง, วชิราภรณ์ ชาติครบุรี Jan 2024

ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อต่ออาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง, วชิราภรณ์ ชาติครบุรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อเปรียบเทียบคะแนนอาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อเปรียบเทียบอาการปวดในกลุ่มผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง ทั้งเพศชายและเพศหญิง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนดแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลปกติ จำนวน 21 คนและกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อต่ออาการปวด จำนวน 21 คน ผู้วิจัยพัฒนาโปรแกรมโดยได้นำกรอบแนวคิดการจัดการอาการของ Dodd et al. (2001) ร่วมกับเทคนิคการยืดเหยียดกล้ามเนื้อสำหรับผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่าง การประเมินอาการปวด ใช้แบบประเมินมาตรวัดความปวดด้วยสายตา (Visual analog scale : VAS) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอาการปวดของผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างก่อนและหลังการทดลอง ในกลุ่มทดลอง และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอาการปวดหลังการทดลองระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง หลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ มีอาการปวดต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง หลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ มีอาการปวดต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ, วรรณพร จงชิดกลาง Jan 2024

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ, วรรณพร จงชิดกลาง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ปัจจัยนำ ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ ทัศนคติเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ ปัจจัยเอื้อ ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม ปัจจัยเสริม ได้แก่ การเข้าถึงข้อมูลและบริการทางสังคม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการบริการ ณ คลินิกโรคหัวใจในโรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 101 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสัมภาษณ์ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ 3) แบบสอบถามเกี่ยวกับทัศนคติเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ 4) แบบสอบถามการรับรู้โอกาสเสี่ยงการป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ 5) แบบสอบถามเกี่ยวกับการสนับสนุนจากสังคม 6) แบบสอบถามด้านการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ 7) แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนี้ความตรงตามเนื้อหาในชุดที่ 2 – 7 เท่ากับ 0.97, 0.96, 0.98, 0.8, 0.9 และ 0.98 ตามลำดับ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคชุดที่ 2 – 7 เท่ากับ 1.00, 0.72, 0.81, 0.76, 0.72 และ 0.73 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมีพฤติกรรมการป้องกัน เท่ากับ 42.58 (SD = 4.817) 2. ทัศนคติเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ และการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 (r = 0.405, 0.335, 0.242) ตามลำดับ 3. ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่และการสนับสนุนทางสังคมไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ


ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง, ชัชพงศ์ สมุทรอาลัย Jan 2024

ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง, ชัชพงศ์ สมุทรอาลัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจ ขาดเลือดเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรังที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเลิดสิน จำนวน 66 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 33 คน ดำเนินการสุ่มกลุ่มตัวอย่างให้เข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการจับคู่ (matched pair) ด้าน อายุ เพศ ระดับการศึกษาและ ยา Statin กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับพื้นฐานและระดับปฏิสัมพันธ์ที่ครอบคลุม การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ความรู้ ทักษะการสื่อสาร ทักษะในการตัดสินใจ การจัดการตนเอง การรู้เท่าทันสื่อ โปรแกรมผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา จากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ มีค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach's Alpha = .76 แบบบันทึกข้อมูล ส่วนบุคคล แบบคัดกรองภาวะหัวใจขาดเลือด แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายเปรียบเทียบโดยใช้สถิติทีกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1.ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังการทดลองของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านการดูแลตนเองเพื่อคงภาวะสุขภาพ (tdf=32 =11.62, p < .001) ด้านการดูแลตนเองเฝ้าระวังติดตามอาการ (tdf=32 =13.8, p < .001) ด้านการดูแลตนเองจัดการกับอาการ (tdf=32 =7.07, p < .001) และระดับ LDL-C ในกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 (tdf=32 =9.3, p < .001) 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมในทุกด้าน ได้แก่ การดูแลตนเองเพื่อคงภาวะสุขภาพ การดูแลตนเองเฝ้าระวังติดตามอาการ และการดูแลตนเองจัดการกับอาการ นอกจากนี้ ระดับ LDL-C ในกลุ่มทดลองลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แม้ว่ากลุ่มควบคุมจะมีระดับ LDL-C ลดลงเช่นกันแต่กลุ่มทดลองแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ดีกว่าอย่างชัดเจน


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล, นวภัทร คงดี Jan 2024

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล, นวภัทร คงดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย เพื่อศึกษาปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปที่พ้นระยะเฉียบพลัน มีสภาวะทางการแพทย์คงที่และมีสัญญาณชีพปกติ ทั้งเพศชายและเพศหญิง ที่มารับบริการในแผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 93 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความสามารถในกิจวัตรขั้นพื้นฐานของผู้สูงอายุ แบบประเมินภาวะรู้คิด แบบประเมินภาวะเปราะบางอย่างง่าย วิเคราะห์ความเที่ยงด้วยวิธีการวัดซ้ำเท่ากับ 1.0, 0.82, 1.0 ตามลำดับ แบบวัดความเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบคัดกรองภาวะโภชนาการ และแบบประเมินความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย วิเคราะห์ความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .94, .73, .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์อีต้า และสถิติสหสัมพันธ์ของ สเปียร์แมน ผลการศึกษา พบว่า1. ผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลมีความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพในระดับปานกลาง (mean = 55.04, SD = 10.55) 2. ภาวะเปราะบาง มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (η=.259) 3. ภาวะโภชนาการ ภาวะซึมเศร้า และจำนวนชนิดของยาที่ใช้ประจำ มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rs = 313, rs = -247, rs = -264 ตามลำดับ) 4. เพศ ไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส-19 ในภาคใต้ตอนบน, กชกร มงคลวรพิลาส Jan 2024

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส-19 ในภาคใต้ตอนบน, กชกร มงคลวรพิลาส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เปนโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารเช้า การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต การสนับสนุนทางสังคม ความร่วมมือในการใช้ยา การเข้าถึงระบบบริการทางสุขภาพ กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ระหว่างกลุ่มที่ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองและกลุ่มที่ไม่ได้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง และเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ระหว่างกลุ่มที่ไม่เคยมีประวัติการติดเชื้อโควิด-19 และกลุ่มมีประวัติการติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิขึ้นไป สังกัดกระทรวงสาธารณสุขในเขตสุขภาพที่ 11 ภาคใต้ตอนบน จาก 3 แห่ง จำนวน 235 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดคุณภาพชีวิตเฉพาะโรคสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แบบสอบถามการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามความร่วมมือในการใช้ยา แบบสอบถามการเข้าถึงบริการสุขภาพ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .88, .95,.95,.97,.88 ตามลำดับ วิเคราะห์ด้วยการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation) และสถิติที (Independent t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. คุณภาพชีวิตของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 จำแนกตามมิติคุณภาพชีวิต พบว่า มิติการควบคุมเบาหวาน (x̄ =63.01,SD= 8.33) มิติความวิตกกังวล (x̄ = 21.02,SD= 2.57) มิติภาระทางสังคม (x̄ = 28.09,SD= 3.18) มิติเพศสัมพันธ์ (x̄ = 20.36,SD= 1.18) มิติความมีเรี่ยวแรงและความกระปรี้กระเปร่า (x̄ = 90.85,SD= 6.89) มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับสูง 2. คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 สัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำ …


ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่, พรทิพย์ ทองเปลว Jan 2024

ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่, พรทิพย์ ทองเปลว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายระหว่างโรคร่วม การสนับสนุนทางสังคม ภาวะเปราะบาง ภาวะซึมเศร้า ความสามารถในการดูแลตนเอง และ การรับรู้ภาวะสุขภาพ กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ ทั้งเพศชายและหญิง อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย, โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลศิริราช จำนวน 108 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล 2) แบบประเมินโรคร่วม 3) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม 4) แบบประเมินภาวะเปราะบาง 5) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 6) แบบวัดความสามารถในการดูแลตนเอง 7) แบบประเมินการรับรู้ภาวะสุขภาพ และ 8) แบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจ เอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาในชุดที่ 2-8 เท่ากับ 1.00, 0.93, 1.00, 0.93, 0.98, 0.93 และ 0.89 ตามลำดับ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.71, 0.85, 0.87, 0.81, 0.97, 0.86 และ 0.94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า โรคร่วมมีสัมประสิทธิ์การทำนายสูงสุด (β = -.336, p = < .01) รองลงมาคือ ความสามารถในการดูแลตนเอง (β = .324, p < .01) ภาวะซึมเศร้า (β = -.269, p < .01) และภาวะเปราะบาง (β = -.241, p < .01) ตามลำดับ โดยตัวแปรทั้ง 4 ตัวแปร สามารถร่วมทำนายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ได้ ร้อยละ 78.90 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (Adjusted R2 = .789, p < .01) จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบควรให้ความสำคัญกับการประเมินโรคร่วม การส่งเสริมความสามารถในการดูแลตนเอง การลดภาวะซึมเศร้าและภาวะเปราะบาง เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุให้ดีขึ้น


ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี, จตุพร เลิศอนันต์สิทธิ์ Jan 2024

ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี, จตุพร เลิศอนันต์สิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะการทำหน้าที่ และปัจจัยที่สามารถทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 121 ราย ซึ่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี โรงพยาบาลศูนย์สุรินทร์ และโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางคลินิก แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินประสบการณ์การมีอาการไม่พึงประสงค์ แบบสอบถามวิธีจัดการกับอาการ และแบบประเมินภาวะการทำหน้าที่ของผู้ที่เป็นโรคมะเร็ง ซึ่งแบบสอบถามทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.88 0.96 0.88 0.89 และ 0.94 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบนำตัวแปรทำนายทุกตัวเข้าสมการพร้อมกันในครั้งเดียว (Enter Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังได้รับการฉายรังสีมีระดับภาวะการทำหน้าที่อยู่ในระดับต่ำ โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 74.62 (S.D. = 17.97) จากการวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์โดยสถิติสัมประสิทธิ์ของเพียร์สัน (Pearson’s correlation) พบว่า ประสบการณ์อาการไม่พึงประสงค์มีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะการทำหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = –.406, p


ปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต, นันทกร ปราโมทย์ Jan 2024

ปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต, นันทกร ปราโมทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันและปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่รับบริการ ณ ศูนย์ปลูกถ่ายไต/คลินิก Post-Kidney Transplantation ในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 113 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 8 ชุด เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงของเนื้อหาในชุดที่ 2-8 เท่ากับ 0.86, 0.84, 0.92, 0.80, 1, 1 และ 0.88 ตามลำดับ และค่าความเที่ยงของแบบสอบถามเท่ากับ 0.75, 0.86, 0.95, 0.96, 0.80, 0.86 และ 0.90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตมีคะแนนเฉลี่ยความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เท่ากับ 23.09 (SD = 0.84) 2) ปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตได้สูงสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ระยะเวลาหลังได้รับการปลูกถ่ายไต (β = -0.313, p < 0.01) รองลงมาคือ การสนับสนุนทางสังคม (β = 0.264, p < 0.01) การรับรู้อุปสรรคของการรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน (β = -0.184, p < 0.05) และการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปฏิเสธไต (β = 0.173, p < 0.05) ตามลำดับ โดยสามารถร่วมทำนายความแปรปรวนของความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตได้ ร้อยละ 31.40 (Adjusted R2 = 0.314, p < 0.05)