Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Keyword
-
- พยาบาลวิชาชีพ (4)
- Hospital Status (2)
- Magnet Hospital (2)
- Organizational Commitment (2)
- Professional nurses (2)
-
- อาการวิตกกังวล (2)
- /Female smokers(บริการเลิกบุหรี่ (1)
- AFP (1)
- Adolescent/ Cancer Relapse/ Palliative care(วัยรุ่น/ โรคมะเร็งกลับเป็นซ้ำ/ การดูแลแบบประคับประคอง) (1)
- Advanced practice nurse (1)
- Anxiety (1)
- Assertiveness (1)
- Attitude (1)
- Basic counseling program (1)
- COVID-19; ตราบาป; พยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อ; บทบาท (1)
- Career commitment (1)
- Caregiver stroke patients (1)
- Caring Competency/ Stroke Patient/ Caregiver(ความสามารถในการดูแล/ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง/ ผู้ดูแล) (1)
- Clients (1)
- Colonoscopy/ Self-practice/ Health teaching program(การส่องกล้องลำไส้ใหญ่/ การให้ความรู้/ การปฏิบัติตนก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่) (1)
- Competencies development (1)
- Competencies of critical care unit managers (1)
- Computer competencies (1)
- Critical thinking (1)
- Delivery room (1)
- Diabetes nurse's roles (1)
- Documentation efficiency (1)
- Elderly (1)
- Employee Involvement (1)
- Enhancing family caregiving ability/ Autistic symptoms/ Autistic preschoolers(ความสามารถในการดูแล/ อาการออทิสติก/ เด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนบทความวิจัย) (1)
Articles 331 - 360 of 591
Full-Text Articles in Nursing
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการดูแล ผู้ป่วยของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน (The Effects Of A Self-Efficacy Promoting Program For Care Of Stroke Patients On Caregivers During The Transition Phase From Hospital To Home), อมรวรรณ กวีภัทรนนท์, ธีรนุช ห้านิรัติศัย, ปรีย์กมล รัชนกุล
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการดูแล ผู้ป่วยของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน (The Effects Of A Self-Efficacy Promoting Program For Care Of Stroke Patients On Caregivers During The Transition Phase From Hospital To Home), อมรวรรณ กวีภัทรนนท์, ธีรนุช ห้านิรัติศัย, ปรีย์กมล รัชนกุล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือด สมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง \nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตามคุณสมบัติที่กำหนดจำนวน 23 คน โปรแกรมที่ใช้ในการศึกษาประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้สมรรถนะแห่งตนร่วมกับการดูแลผู้ป่วยอย่าง ต่อเนื่อง แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ขณะอยู่โรงพยาบาล และหลังจำหน่าย 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลผู้ป่วย แบบสอบถาม ความสามารถในการปรับตัว และแบบวัดความผาสุกของผู้ดูแล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ํา และสถิติทดสอบแบบแมคนีมาร์ \nผลการวิจัย: ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนภายหลังจำหน่ายจาก โรงพยาบาลในสัปดาห์ที่ 2 และ 6 มากกว่าก่อนเริ่มโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และ จำนวนผู้ดูแลที่มีความผาสุกในสัปดาห์ที่ 6 หลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล มากกว่าก่อนเริ่มโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ค่าเฉลี่ยการปรับตัวหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลในสัปดาห์ที่ 2, 6 และก่อนเริ่มโปรแกรมไม่แตกต่างกัน (p > .05) \nสรุปและข้อเสนอแนะ: พยาบาลสามารถนำโปรแกรมสำหรับผู้ดูแลนี้มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความผาสุกได้
อัตมโนทัศน์ทางเพศ : ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Sexual Self-Concept: Myocardial Infarction Patients), วินิตย์ หลงละเลิง, นรลักขณ์ เอื้อกิจ
อัตมโนทัศน์ทางเพศ : ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Sexual Self-Concept: Myocardial Infarction Patients), วินิตย์ หลงละเลิง, นรลักขณ์ เอื้อกิจ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
อัตมโนทัศน์ทางเพศเป็นปัจจัยด้านจิต-สังคมที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางเพศของบุคคล เนื่องจากเป็นความรู้สึกที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศที่เกี่ยวกับตนเองและมีอิทธิพลต่อการสร้างความสัมพันธ์ กับผู้อื่นรวมทั้งการรับรู้เกี่ยวกับคุณลักษณะความสามารถของตนต่อพฤติกรรมทางเพศ การรับรู้อัตมโนทัศน์ ทางเพศ (Sexual self-concept) ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 1) ความพึงพอใจในการมีเพศสัมพันธ์ (Sexual satisfaction) 2) ความวิตกกังวลในการมีเพศสัมพันธ์ (Sexual anxiety) 3) การรับรู้สมรรถนะแห่ง ตนในการมีเพศสัมพันธ์ (Perceived sexual self-efficacy) และ 4) ภาวะซึมเศร้าในการมีเพศสัมพันธ์ (Sexual depression) แนวคิดดังกล่าวได้ประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยโรคหัวใจวายและโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายพบว่า อัตมโนทัศน์ทางเพศมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมทางเพศ เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าความพึงพอใจในการมีเพศสัมพันธ์และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการมีเพศสัมพันธ์มีความสัมพันธ์ทางบวกกับ พฤติกรรมทางเพศของผู้ป่วยโรคหัวใจวายและโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ขณะที่ความวิตกกังวลในการมีเพศสัมพันธ์และภาวะซึมเศร้าในการมีเพศสัมพันธ์มีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมทางเพศของผู้ป่วย โรคหัวใจวายและโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย
อิทธิพลของความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย ความแตกฉานด้านสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคมต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว (The Influence Of Uncertainty In Illness, Health Literacy, And Social Support On Quality Of Life Of Patients With Heart Failure), วนิดา หาจักร, ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ
อิทธิพลของความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย ความแตกฉานด้านสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคมต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว (The Influence Of Uncertainty In Illness, Health Literacy, And Social Support On Quality Of Life Of Patients With Heart Failure), วนิดา หาจักร, ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว และทำนายความรู้สึกไม่แน่นอนใน ความเจ็บป่วย ความแตกฉานด้านสุขภาพ และการสนับสนุนทางสังคมที่มีต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ภาวะหัวใจล้มเหลว \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงความสัมพันธ์พยากรณ์ \nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 18 ปี ที่มา ติดตามรับการรักษา ณ คลินิกโรคหัวใจ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 85 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความ รู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยฉบับชุมชน แบบประเมินความแตกฉานด้านสุขภาพขั้นพื้นฐานสำหรับ ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว แบบวัดการช่วยเหลือทางสังคมแบบพหุมิติ และแบบสอบถามวิถีชีวิตของ ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและวิเคราะห์ความเที่ยงแล้ว มีค่า ความเที่ยงมากกว่า 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน \nและการวิเคราะห์ถดถอยแบบเข้าพร้อมกัน \nผลการวิจัย: \n1. ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวมีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 54.1 \n2. ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวมีความแตกฉานด้านสุขภาพอยู่ในระดับไม่เพียงพอร้อยละ 47.1\n3. ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยเพียงตัวแปรเดียวที่สามารถทํานายคุณภาพชีวิตของ ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (B = 651, p < .001) \n4. ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย ความแตกฉานด้านสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคม สามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวได้ร้อยละ 46.8 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ AWANG (R2 = .468, p < .001) \nสรุปและข้อเสนอแนะ: \nการศึกษาครั้งนี้พบว่าความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยสามารถทำนายคุณภาพ ชีวิตได้สูง จึงควรนำผลการวิจัยที่ได้มาพัฒนาโปรแกรมการดูแลผู้ป่วย และมีการทดสอบประสิทธิผลของ โปรแกรม เพื่อลดความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยที่จะส่งผลให้ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวมีคุณภาพชีวิต ที่ดีต่อไป
สมรรถนะผู้จัดการหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลเอกชน เขตกรุงเทพมหานคร (Manager Competencies In Critical Care Units Of Private Hospitals, Bangkok), ฉวีรัตน์ ชื่นชมกุล, บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร
สมรรถนะผู้จัดการหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลเอกชน เขตกรุงเทพมหานคร (Manager Competencies In Critical Care Units Of Private Hospitals, Bangkok), ฉวีรัตน์ ชื่นชมกุล, บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสมรรถนะผู้จัดการหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลเอกชน เขตกรุงเทพมหานคร \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณา \nวิธีดำเนินการวิจัย: ใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารหอผู้ป่วยวิกฤต จำนวน 18 คน วิธีการดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาและวิเคราะห์เอกสาร เพื่อนำสาระที่ได้มาบูรณาการกำหนดเป็นกรอบในการสร้างคำถามสัมภาษณ์ และทำการสัมภาษณ์ ผู้เชี่ยวชาญ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาร่วมกับสมรรถนะที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรม นํามาสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสำคัญของ ข้อรายการสมรรถนะในแต่ละด้าน ขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน และค่าพิสัย ระหว่างควอไทล์ จัดทำแบบสอบถามส่งให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็นอีกครั้ง นำข้อมูลที่ได้มา วิเคราะห์หาค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ เพื่อสรุปผลการวิจัย \nผลการวิจัย: สมรรถนะผู้จัดการหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลเอกชน เขตกรุงเทพมหานคร ผู้เชี่ยวชาญ ให้ระดับความสำคัญของสมรรถนะสอดคล้องกันทุกข้อ ประกอบด้วยสมรรถนะ 8 ด้าน รวม 44 ข้อ ได้แก่ 1) การบริหารจัดการความเสี่ยง 6 ข้อ 2) การพยาบาลขั้นสูง 10 ข้อ 3) การบริหารบุคลากรในหอ ผู้ป่วยวิกฤต 6 ข้อ 4) การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ อุปกรณ์และเครื่องมือทางด้านการแพทย์ 5 ข้อ 5) การตัดสินใจในสถานการณ์วิกฤต 3 ข้อ 6) การบริหารจัดการข้อขัดแย้งและการเจรจาต่อรอง 4 ข้อ 7) การประสานความร่วมมือในการทํางาน 5 ข้อ และ 8) การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ 5 ข้อ สรุปและข้อเสนอแนะ: จากผลการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับสมรรถนะผู้จัดการหอผู้ป่วยวิกฤต ซึ่งสามารถนำผลการวิจัยนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการสรรหา วางแผน และพัฒนาสมรรถนะพยาบาลผู้ที่ จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้จัดการหอผู้ป่วยวิกฤต และเป็นแนวทางในการฝึกอบรมผู้จัดการหอผู้ป่วยวิกฤต
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ ของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย (Factors Relating To Organizational Commitment Of Professional Nurses At University Hospitals), สิริษา ทันเจริญ, อารีย์วรรณ อ่วมตานี
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ ของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย (Factors Relating To Organizational Commitment Of Professional Nurses At University Hospitals), สิริษา ทันเจริญ, อารีย์วรรณ อ่วมตานี
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ และความสัมพันธ์ระหว่างสถานภาพโรงพยาบาล การเป็นโรงพยาบาลดึงดูดใจกับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบพรรณนา \nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพ ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย จำนวน 380 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามการเป็นโรงพยาบาลดึงดูดใจ ประกอบด้วย ด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ ด้านการเป็นแบบอย่าง ของการปฏิบัติการเชิงวิชาชีพ ด้านการพัฒนาคุณภาพ นวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ และด้านผลลัพธ์ คุณภาพเชิงประจักษ์ กับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา และหาค่าความ เที่ยงโดยสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้ 91, 94, 97, 96, 90 และ 95 ตามลำดับ วิเคราะห์ ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคสแควร์ และค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์เพียร์สัน \nผลการวิจัย: ผลการวิจัยมีดังนี้ \n1) พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมีความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ อยู่ในระดับมาก (X= 4.01, SD = 0.61) \n2) สถานภาพโรงพยาบาล ไม่มีความสัมพันธ์กับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพ \n3) การเป็นแบบอย่างของการปฏิบัติการเชิงวิชาชีพ การเสริมสร้างพลังอำนาจ ผลลัพธ์ คุณภาพเชิงประจักษ์ การพัฒนาคุณภาพ นวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ และ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีความสัมพันธ์ทางบวก กับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย (r = .686, 680, .584, 563 และ 556 ตามลำดับ) \nสรุปและข้อเสนอแนะ: จากผลการวิจัย จะเห็นได้ว่า การเป็นโรงพยาบาลดึงดูดใจเป็นปัจจัยที่ทำให้ พยาบาลมีความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การมากขึ้น ดังนั้นผู้บริหารการพยาบาลจึงควรธำรงรักษาการเป็น โรงพยาบาลดึงดูดใจของฝ่ายการพยาบาลต่อไป
แฟ้มสะสมผลงานกับการประเมินผลการปฏิบัติงานและการพัฒนาความสามารถของพยาบาลวิชาชีพ (Portfolio With Performance Evaluation And Competencies Development Of Professional Nurses), สุดารัตน์ ครุฑกะ, ยุพิน อังสุโรจน์
แฟ้มสะสมผลงานกับการประเมินผลการปฏิบัติงานและการพัฒนาความสามารถของพยาบาลวิชาชีพ (Portfolio With Performance Evaluation And Competencies Development Of Professional Nurses), สุดารัตน์ ครุฑกะ, ยุพิน อังสุโรจน์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
No abstract provided.
ปัจจัยส่วนบุคคล ความผูกพันในวิชาชีพ การมีแหล่งประโยชน์ทาง สังคม กับความสำเร็จในวิชาชีพของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลรัฐ กรุงเทพมหานคร (Personal Factors, Career Commitment, Social Resources, And Career Success Of Professional Nurses, Governmental Hospitals, Bangkok Metropolis), เปรมฤดี ปองมงคล, ยุพิน อังสุโรจน์
ปัจจัยส่วนบุคคล ความผูกพันในวิชาชีพ การมีแหล่งประโยชน์ทาง สังคม กับความสำเร็จในวิชาชีพของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลรัฐ กรุงเทพมหานคร (Personal Factors, Career Commitment, Social Resources, And Career Success Of Professional Nurses, Governmental Hospitals, Bangkok Metropolis), เปรมฤดี ปองมงคล, ยุพิน อังสุโรจน์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสำเร็จในวิชาชีพของพยาบาลวิชาชีพ ความสัมพันธ์ ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความผูกพันในวิชาชีพ การมีแหล่งประโยชน์ทางสังคม กับความสำเร็จในวิชาชีพ ของพยาบาลวิชาชีพ และศึกษาตัวแปรที่ร่วมกันพยากรณ์ความสำเร็จในวิชาชีพของพยาบาลวิชาชีพ กลุ่ม ตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพระดับปฏิบัติการ โรงพยาบาลรัฐ กรุงเทพมหานคร จํานวน 371 คน \nผลการวิจัยพบว่า \n1. ความสำเร็จในวิชาชีพของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลรัฐ กรุงเทพมหานคร อยู่ในระดับสูง (x = 3.58) \n2. สถานภาพสมรส และระดับการศึกษา ไม่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จในวิชาชีพ ประสบการณ์ การทํางาน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสำเร็จในวิชาชีพของพยาบาลวิชาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (r = .209) \n3. ความผูกพันในวิชาชีพ และการมีแหล่งประโยชน์ทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความ สำเร็จในวิชาชีพของพยาบาลวิชาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .671 และ 649 ตามลำดับ) \n4. ตัวแปรที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ความสำเร็จในวิชาชีพของพยาบาลวิชาชีพ อย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ความผูกพันในวิชาชีพ และการมีแหล่งประโยชน์ทางสังคม โดยสามารถร่วมกัน พยากรณ์ความสำเร็จในวิชาชีพของพยาบาลวิชาชีพได้ร้อยละ 58.1 (R = .581) \nสมการความสำเร็จในวิชาชีพของพยาบาลวิชาชีพ ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ Z ความสำเร็จในวิชาชีพ = 462 Zความผูกพันในวิชาชีพ \n+.418 Z การมีแหล่งประโยชน์ทางสังคม
การวิเคราะห์ตัวประกอบที่ทําให้เกิดการคงอยู่ในกลุ่มงาน การพยาบาล โรงพยาบาลศูนย์ (Analysis Of Factors Contributing To Retention Of Nursing Department, Regional Hospital And Medical Centers), ละออ อริยกุลนิมิต, พวงเพ็ญ ชุณหปราณ
การวิเคราะห์ตัวประกอบที่ทําให้เกิดการคงอยู่ในกลุ่มงาน การพยาบาล โรงพยาบาลศูนย์ (Analysis Of Factors Contributing To Retention Of Nursing Department, Regional Hospital And Medical Centers), ละออ อริยกุลนิมิต, พวงเพ็ญ ชุณหปราณ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตัวประกอบที่ทำให้เกิดการคงอยู่ในกลุ่ม งานการพยาบาลและตัวบ่งชี้ที่อธิบายตัวประกอบที่ทําให้เกิดการคงอยู่ในกลุ่มงานการพยาบาล โรงพยาบาลศูนย์ กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานอย่างน้อย 5 ปี จำนวน 951 คน ประกอบ ด้วยพยาบาลระดับผู้บริหาร จำนวน 240 คน พยาบาลระดับประจำการ จำนวน 711 คน จากโรงพยาบาล ศูนย์ทั่วประเทศ จำนวน 25 แห่ง สุ่มได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็น แบบสอบถามตัวบ่งชี้ที่ทำให้เกิดการคงอยู่ในกลุ่มงานการพยาบาล ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ ได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 8 ท่าน และทดสอบความ เที่ยงด้วยวิธีสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค ได้ค่าความเที่ยง 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ ตัวประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory factor analysis) สกัดตัวประกอบหลัก Principal Component analysis และหมุนแกนแบบออโธโกนอล (Orthogonal) ด้วยวิธีแวริแมกซ์ (varimax) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ \nตัวประกอบที่ทำให้เกิดการคงอยู่ในกลุ่มงานการพยาบาล โรงพยาบาลศูนย์ มีจำนวน 10 ตัวประกอบ 117 ตัวบ่งชี้ เรียงลำดับตามอัตราร้อยละของความแปรปรวนได้ดังนี้ 1) การมีการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม 2) การมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารทางการพยาบาล 3) การให้อิสระในงาน 4) การให้ค่าตอบแทน ที่เหมาะสม 5) การพัฒนาวิชาการและวิจัย 6) การสนับสนุนการศึกษาต่อของบุคลากร 7) การมีสภาพแวดล้อม ที่ดีในการทำงาน 8) การมีความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและงาน 9) การมีโครงสร้างขององค์การแบบ แบนราบ 10) การให้โอกาสก้าวหน้าในงาน สามารถอธิบายความแปรปรวนร่วมกันได้ร้อยละ 72.03
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรมการแสดงออกที่ เหมาะสม ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์กับความสำเร็จในการ สร้างเครือข่ายของหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ (Relationships Between Personal Factors, Assertiveness, Computer Competencies And Successful Networking Of Head Nurses, Governmental University Hospitals), สุภิญญา แสนศรีจันทร์, พวงเพ็ญ ชุณหปราณ
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรมการแสดงออกที่ เหมาะสม ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์กับความสำเร็จในการ สร้างเครือข่ายของหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ (Relationships Between Personal Factors, Assertiveness, Computer Competencies And Successful Networking Of Head Nurses, Governmental University Hospitals), สุภิญญา แสนศรีจันทร์, พวงเพ็ญ ชุณหปราณ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสำเร็จในการสร้างเครือข่าย พฤติกรรมการแสดงออก ที่เหมาะสมและความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรมการแสดงออกที่เหมาะสม ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์กับความสำเร็จในการสร้างเครือข่าย ของหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ กลุ่มตัวอย่าง คือ หัวหน้าหอผู้ป่วย ซึ่งได้จากการสุ่ม แบบหลายขั้นตอน จำนวน 228 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามพฤติกรรม การแสดงออกที่เหมาะสม แบบสอบถามความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ และแบบสอบถามความสำเร็จ ในการสร้างเครือข่าย ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 11 ท่าน และวิเคราะห์ค่า ความเที่ยงโดยทดสอบค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค มีค่าเท่ากับ .90, 95 และ 98 ตามลำดับ วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์การจรณ์ และสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ แบบเพียร์สัน \nผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ \n1. หัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ มีความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายและความ สามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ อยู่ในระดับปานกลาง (X = 2.91 และ 2.73 ตามลำดับ) ส่วนพฤติกรรมการ แสดงออกที่เหมาะสม อยู่ในระดับสูง (X = 3.86) \n2. ปัจจัยส่วนบุคคล ด้านอายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงานด้านบริหารของหัวหน้า หอผู้ป่วย ไม่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จในการสร้างเครือข่าย \n3. พฤติกรรมการแสดงออกที่เหมาะสม มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับความสําเร็จในการ สร้างเครือข่ายของหัวหน้าหอผู้ป่วย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = 267) และความสามารถใน การใช้คอมพิวเตอร์ มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายของ หัวหน้าหอผู้ป่วย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .315)
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล พลังวิชาชีพพยาบาล ความเชื่ออำนาจภายในตนกับความผูกพันในวิชาชีพของ พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลทั่วไป (Relationships Between Personal Factors, Nursing Career Vitality, Internal Locus Of Control, And Career Commitment Of Professional Nurses, General Hospitals), สุนีย์รัตน์ บุญศิลป์, สุชาดา รัชชกูล
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล พลังวิชาชีพพยาบาล ความเชื่ออำนาจภายในตนกับความผูกพันในวิชาชีพของ พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลทั่วไป (Relationships Between Personal Factors, Nursing Career Vitality, Internal Locus Of Control, And Career Commitment Of Professional Nurses, General Hospitals), สุนีย์รัตน์ บุญศิลป์, สุชาดา รัชชกูล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล พลังวิชาชีพพยาบาล ความเชื่ออำนาจภายในตนกับความผูกพันในวิชาชีพของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลทั่วไป กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลทั่วไปจํานวน 389 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามจำนวน 1 ชุด แบ่งเป็น 4 ตอน คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพลังวิชาชีพพยาบาล แบบสอบถามความเชื่ออำนาจภายในตนและแบบสอบถามความผูกพันใน วิชาชีพ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและหาค่าความเที่ยงของแบบสอบถามโดยสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ของครอนบาคได้ 83 86 และ 85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์การจรณ์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน \nผลการวิจัยมีดังนี้ (1) ความผูกพันในวิชาชีพของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลทั่วไปอยู่ในระดับ มาก (X = 3.71 S.D. = 43) (2) พลังวิชาชีพพยาบาลและความเชื่ออำนาจภายในตนของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลทั่วไปอยู่ในระดับมาก (X = 3.53 S.D. = 40, = 3.95 S.D. = 37 ตามลำดับ) (3) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุและประสบการณ์การทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันในวิชาชีพอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ.05 (r = 13 และ 12 ตามลำดับ) แต่ระดับการศึกษาและสถานภาพสมรสไม่มีความสัมพันธ์ กับความผูกพันในวิชาชีพของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลทั่วไป (4) พลังวิชาชีพพยาบาลและความเชื่อ อำนาจภายในตนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันในวิชาชีพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 \n(r = . 50 และ .61 ตามลำดับ)
บทบาทของคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย "สึนามิ", จินตนา ยูนิพันธุ์, เยาวลักษณ์ โภไคยวณิชกุล
บทบาทของคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย "สึนามิ", จินตนา ยูนิพันธุ์, เยาวลักษณ์ โภไคยวณิชกุล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
No abstract provided.
การปฏิบัติอย่างอิสระของพยาบาลในต่างประเทศ (Independent Practice Of Western Professional Nurses ), จินตนา ยูนิพันธุ์, วราภรณ์ ชัยวัฒน์, สุกัญญา ประจุศิลป
การปฏิบัติอย่างอิสระของพยาบาลในต่างประเทศ (Independent Practice Of Western Professional Nurses ), จินตนา ยูนิพันธุ์, วราภรณ์ ชัยวัฒน์, สุกัญญา ประจุศิลป
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การปฏิบัติอย่างอิสระของพยาบาลเป็นรูปแบบการบริการพยาบาลรูปแบบหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับกันใน ต่างประเทศว่า เป็นรูปแบบการบริการพยาบาลที่สามารถตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่ารูปแบบการบริการในลักษณะนี้ดูเหมือนว่าจะเหมาะสมและเป็นไปได้ที่จะนํามา ปฏิบัติในสังคมไทย แต่การที่จะส่งเสริมให้พยาบาลปฏิบัติอย่างอิสระโดยไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนและมีปัจจัยเอื้อที่เหมาะสมก็อาจส่งผลกระทบในทางลบทั้งต่อสุขภาพของประชาชนและต่อวิชาชีพกาพยาบาลได้ บทความนี้ เป็นการนำเสนอผลของการทบทวนวรรณกรรมต่างประเทศเกี่ยวกับการปฏิบัติอย่างอิสระของพยาบาลวิชาชีพ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการวิจัยสังเคราะห์รูปแบบของการปฏิบัติอย่างอิสระของพยาบาวิชาชีพที่เหมาะสมกับ บริบทสังคมไทยต่อไป
โปรแกรมทักษะพื้นฐานการให้คำปรึกษาเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรม การป้องกันโรคเอดส์ของแกนน่านักศึกษา (Basic Counseling Program For Preventive Behavior Enhancing Of Aids Of Student's Leader), ชฎาภา ประเสริฐทรง, พิจิตรา ชัยสิงห์ประสาท, ชนิกา เจริญจิตต์กุล
โปรแกรมทักษะพื้นฐานการให้คำปรึกษาเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรม การป้องกันโรคเอดส์ของแกนน่านักศึกษา (Basic Counseling Program For Preventive Behavior Enhancing Of Aids Of Student's Leader), ชฎาภา ประเสริฐทรง, พิจิตรา ชัยสิงห์ประสาท, ชนิกา เจริญจิตต์กุล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีแบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลองและ มีการติดตามผลภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมไปแล้วนาน 1 เดือน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้ โปรแกรมทักษะพื้นฐานการให้คําปรึกษาเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคเอดส์ กลุ่มตัวอย่างเป็น แกนนํานักศึกษา มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ แบบสอบถามเจตคติเกี่ยวกับโรคเอดส์ แบบสอบถามวิธีการป้องกัน โรคเอดส์ แบบสอบถามความรู้ด้านทักษะพื้นฐานการให้คำปรึกษาและแบบประเมินตนเอง ตรวจสอบค่าความ เชื่อมั่นของแบบสอบถามโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้เท่ากับ 77, 82, 79, 71 และ 73 ตามลำดับ และโปรแกรมทักษะพื้นฐานการให้คำปรึกษาเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการป้องกันโรคเอดส์ สถิติที่ ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า \n1) คะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมการป้องกันโรคเอดส์ของแกนนำนักศึกษาภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม มีคะแนนสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 \n2) คะแนนเฉลี่ยของการใช้ทักษะพื้นฐานการให้คำปรึกษาเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการป้องกัน โรคเอดส์ของแกนนํานักศึกษาภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมมีคะแนนสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 \n3) คะแนนเฉลี่ยของการประเมินตนเองด้านพฤติกรรมการป้องกันโรคเอดส์ ของแกนนำนักศึกษา ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมมีคะแนนสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 \n4) คะแนนเฉลี่ยของการประเมินตนเองด้านการใช้ทักษะพื้นฐานการให้คำปรึกษา เพื่อสร้างเสริม พฤติกรรมการป้องกันโรคเอดส์ของแกนนำนักศึกษาภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมมีคะแนนสูงกว่าก่อนเข้า ร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01\n5) คะแนนเฉลี่ยของการประเมินตนเองด้านพฤติกรรมการป้องกันโรคเอดส์ ของแกนนำนักศึกษา ภายหลังการติดตามผล 1 เดือน มีคะแนนสูงกว่าภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 \n6) คะแนนเฉลี่ยของการประเมินตนเองด้านการใช้ทักษะพื้นฐานการให้คำปรึกษาเพื่อสร้างเสริม พฤติกรรมการป้องกันโรคเอดส์ของแกนนำนักศึกษา ภายหลังการติดตามผล 1 เดือน มีคะแนนสูงกว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 \nจากผลการวิจัยจะเห็นได้ว่า โปรแกรมทักษะพื้นฐานการให้คําปรึกษาเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการ ป้องกันโรคเอดส์ มีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคเอดส์ของแกนนำนักศึกษา และแกนนำนักศึกษายังสามารถใช้ทักษะพื้นฐานการให้คําปรึกษาเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการป้องกัน โรคเอดส์ในการสร้างเครือข่ายเพื่อนช่วยเพื่อนให้ห่างไกลโรคเอดส์
การจัดอัตรากำลังบุคลากรทางการพยาบาลในห้องคลอดตามปริมาณภาระงาน: กรณีศึกษาโรงพยาบาลรามาธิบดี (Nursing Personnel Staffing In Delivery Room According To Workload: A Case Study Of Ramathibodi Hospital), นิตยา โรจนนิรันดร์กิจ, บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร
การจัดอัตรากำลังบุคลากรทางการพยาบาลในห้องคลอดตามปริมาณภาระงาน: กรณีศึกษาโรงพยาบาลรามาธิบดี (Nursing Personnel Staffing In Delivery Room According To Workload: A Case Study Of Ramathibodi Hospital), นิตยา โรจนนิรันดร์กิจ, บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาจํานวนชั่วโมงความต้องการการพยาบาลต่อวันของผู้รับ บริการห้องคลอด จำแนกตามประเภทผู้รับบริการ และศึกษาอัตรากําลังบุคลากรทางการพยาบาลตามปริมาณ ภาระงานในห้องคลอด โรงพยาบาลรามาธิบดี สังเกตเวลาที่บุคลากรทางการพยาบาล ซึ่งประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ 22 คน และผู้ช่วยพยาบาล 23 คน ใช้ในการปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลโดยตรงและ กิจกรรมที่นอกเหนือกิจกรรมการพยาบาลโดยตรง โดยผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัย 6 คน ซึ่งเป็นผู้สังเกตและบันทึก เวลาที่ใช้ในการปฏิบัติแต่ละกิจกรรม โดยจับเวลาตั้งแต่เริ่มปฏิบัติกิจกรรมจนสิ้นสุดการปฏิบัติกิจกรรม นอกจากนี้ได้ให้บุคลากรทางการพยาบาลบันทึกเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานและกิจกรรม ส่วนบุคคลด้วยตนเอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบจำแนกประเภทผู้รับบริการ แบบบันทึกกิจกรรม การพยาบาลโดยตรง และกิจกรรมที่นอกเหนือกิจกรรมการพยาบาลโดยตรง ใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลทั้งสิ้น \n30 วัน \nผลการวิจัยพบว่า \n1. จำนวนชั่วโมงความต้องการการพยาบาลต่อวันของผู้รับบริการห้องคลอด ประเภทที่ 1, 2, 3, 4, และ 5 เท่ากับ 6.24, 7.16, 7.75, 9.92 และ 10.90 ชั่วโมง ตามลำดับ และจำนวนชั่วโมงความต้องการ การพยาบาลต่อวันของทารกแรกเกิดเท่ากับ 1.61 ชั่วโมง \n2. จำนวนอัตรากำลังบุคลากรทางการพยาบาลในห้องคลอด โรงพยาบาลรามาธิบดี ตามปริมาณ ภาระงาน ประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ 26 คน ผู้ช่วยพยาบาล 20 คน \n3. อัตราส่วนของพยาบาลวิชาชีพ : ผู้ช่วยพยาบาล ในเวรเช้า เวรบ่าย และเวรดึก เท่ากับ 7 : 6, 6 : 4 และ 4 : 4 ตามลำดับ
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล บรรยากาศจริยธรรมในกลุ่ม งานการพยาบาล การมีส่วนร่วมในงานของบุคลากรกับคุณภาพชีวิต การทำงานของพยาบาลประจำการ โรงพยาบาลทั่วไป เขตภาคกลาง (Relationships Between Personal Factors, Ethical Climate In Nursing Departments, Employee Involvement, And Quality Of Working Life Of Staff Nurses, General Hospitals, Central Region), ประภาพร นิกรเพสย์, สุกัญญา ประจุศิลป
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล บรรยากาศจริยธรรม ในกลุ่มงานการพยาบาล การมีส่วนร่วมในงานของบุคลากร กับคุณภาพชีวิตการทํางานของพยาบาลประจำการ โรงพยาบาลทั่วไป เขตภาคกลาง และเพื่อศึกษาปัจจัยที่สามารถร่วมพยากรณ์คุณภาพชีวิตการทำงานของ พยาบาลประจำการ โรงพยาบาลทั่วไป เขตภาคกลาง กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลประจําการ โรงพยาบาลทั่วไป เขตภาคกลาง จำนวน 362 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล แบบสอบถาม บรรยากาศจริยธรรมในกลุ่มงานการพยาบาล แบบสอบถามการมีส่วนร่วมในงานของบุคลากร และแบบ สอบถามคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลประจำการ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและหาค่า ความเที่ยงของเครื่องมือได้เท่ากับ 94, 90 และ 83 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน สมการถดถอยพหุคูณแบบเพิ่มตัวแปรเป็นขั้นตอน \nผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ บรรยากาศจริยธรรมในกลุ่มงานการพยาบาล การมีส่วนร่วมในงานของบุคลากร และคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลประจำการ โรงพยาบาลทั่วไป เขตภาคกลางอยู่ในระดับสูง ระดับ ปานกลางและระดับสูงตามลำดับ ปัจจัยส่วนบุคคลไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาล ประจำการ บรรยากาศจริยธรรมในกลุ่มงานการพยาบาล การมีส่วนร่วมในงานของบุคลากร มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลประจำการ (r=0.593, r= 0.644) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ตัวแปรที่สามารถร่วมพยากรณ์คุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลประจำการอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ บรรยากาศจริยธรรมในกลุ่มงานการพยาบาล และการมีส่วนร่วมในงานของบุคลากร ได้ร้อยละ 44.2
การประเมินความพึงพอใจของผู้รับบริการและผู้ให้บริการในคลินิกเวชปฏิบัติครอบครัว กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลหาดใหญ่ (Program Evaluatlion On The Satisfaction Of Clients And Health Teams At Family Medicine Clinic Department Of Social Medicine, Hat Yai Hospital), นวลตา อาภาคัพภะกุล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การศึกษานี้วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ให้บริการและผู้รับบริการคลินิกเวชปฏิบัติ ครอบครัว โรงพยาบาลศูนย์หาดใหญ่ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ 1) ผู้ป่วยที่มารับบริการ จำนวน 200 คน 2) แพทย์ผู้ให้บริการประจำคลินิกเวชปฏิบัติครอบครัว 2 คน 3) พยาบาลและเจ้าหน้าที่ จำนวน 27 คน 4) แพทย์ทั้งในและนอกคลินิกเวชปฏิบัติครอบครัว 4 คน 5) หัวหน้ากลุ่มงานเวชกรรมสังคม และ 6) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์หาดใหญ่ การเก็บรวมรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามและสัมภาษณ์ เจาะลึก ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้รับบริการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกันสุขภาพ มีอาชีพค้าขายและรับจ้าง รายได้เฉลี่ย 6,600 บาทต่อเดือนต่อครอบครัว มีการศึกษาระดับประถมศึกษาตอนต้น มาใช้บริการเฉลี่ย 6 ครั้งต่อปี ผู้รับบริการส่วนใหญ่พักอาศัยอยู่ในชุมชนใกล้เคียงที่ต้องใช้เวลาในการเดินทางมารับบริการเฉลี่ย ประมาณ 18 นาที รวมเวลาที่ใช้ในการมารับบริการที่คลินิกประมาณ 37 นาที และคิดว่าจะยังคงมาใช้บริการ \nที่คลินิกเวชปฏิบัติครอบครัวเพราะมีความพอใจในบริการที่ได้รับและไม่เสียเวลาในการรอรับบริการมากกว่า เหตุผลอื่น 2) โดยเฉลี่ยมีความพึงพอใจในระดับมาก ในเรื่องการประชาสัมพันธ์ห้องรอตรวจ แพทย์ ห้องยา ห้องทำหัตถการ และบรรยากาศทั่วไป แต่ที่พอใจน้อยที่สุดคือ คุณภาพของยาที่ได้รับ 3) พยาบาลและ เจ้าหน้าที่ มีความพึงพอใจต่อการให้บริการและเห็นความสำคัญของการจัดให้มีคลินิกเวชปฏิบัติคู่การดูแล ทั้งชุมชนได้ดี 6) ผู้บริหารระดับกลางและสูงพอใจในระดับหนึ่ง การขยายงานต่อไป คือ การเป็นแม่ขาย ในการดำเนินงาน และเป็นแหล่งความรู้ของนักศึกษาแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุข คลินิกเวชปฏิบัติครอบครัวจะยังคงดำเนินนโยบายและให้การสนับสนุนต่อไป และเน้นที่การเป็นแม่ข่าย ในการดำเนินงาน และเป็นแหล่งความรู้
การสร้างแรงจูงใจยุคใหม่, พวงเพ็ญ ชุณหปราณ
การสร้างแรงจูงใจยุคใหม่, พวงเพ็ญ ชุณหปราณ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
No abstract provided.
การปฐมนิเทศโดยใช้กระบวนการกลุ่ม, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
การปฐมนิเทศโดยใช้กระบวนการกลุ่ม, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
No abstract provided.
การเปลี่ยนแปลงของระดับแอลฟา-ฟีโตโปรตีนและ ฮอร์โมนฮิวแมน คลอริโอนิค โกนาโดโทรปิน ของสตรีมีครรภ์และน้ําหนักทารกแรกเกิด (The Change Of Alpha-Fetoprotein (Afp) And Human Chorionic Gonadotropin (Hcg) Hormone Levels In Pregnant Women And Their Newborn Birth Weight), กัลยาณี ตันนศฤงฆาร, เบญจภรณ์ ประภักดี, สมชาย อิสระวาณิชย์, อนุสรณ์ รังสิโยธิน, วีนัส อุดมประเสริฐกุล, เริงศักดิ์ บุญบรรดาลชัย, สุชาดา มะโนทัย, อากฤษฎ์ บุญสงวน, สมร ตันธนสุทธิวงศ์, หทัยพร ชุมมณีกุล
การเปลี่ยนแปลงของระดับแอลฟา-ฟีโตโปรตีนและ ฮอร์โมนฮิวแมน คลอริโอนิค โกนาโดโทรปิน ของสตรีมีครรภ์และน้ําหนักทารกแรกเกิด (The Change Of Alpha-Fetoprotein (Afp) And Human Chorionic Gonadotropin (Hcg) Hormone Levels In Pregnant Women And Their Newborn Birth Weight), กัลยาณี ตันนศฤงฆาร, เบญจภรณ์ ประภักดี, สมชาย อิสระวาณิชย์, อนุสรณ์ รังสิโยธิน, วีนัส อุดมประเสริฐกุล, เริงศักดิ์ บุญบรรดาลชัย, สุชาดา มะโนทัย, อากฤษฎ์ บุญสงวน, สมร ตันธนสุทธิวงศ์, หทัยพร ชุมมณีกุล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
ศึกษาระดับแอลฟา-ฟีโตโปรตีน (AFP) และฮอร์โมนฮิวแมน คลอริโอนิค โกนาโดโทรปิน (HCG) ในสตรีมีครรภ์ที่เข้ารับการตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ โดยทำการเจาะเลือดที่ช่วงอายุครรภ์ \nระหว่าง 14-18, 22-26 และ 30-34 สัปดาห์ ตามลําดับ พบว่าระดับ AFP มีค่า 61.42 ± 41.81 IU/ml (74.32 ± 50.59 ng/ml), 208.54 ± 72.62 IU/ml (252.33 ± 87.87 ng/ml) และ 260.41 ± 96.08 IU/ml (315.10 ± 116.26 ng/ml) ตามลำดับ และระดับฮอร์โมน HCG มีค่า 35,533.35 ± 200000.45 mIU/ml(3,826.59 ± 2153.85 ng/ml), 24,150.62 ±13191.36 mIU/ml (2,600.78 ± 1420.58 ng/ml) และ 351917.35 ± 22697.51 mIU/ml (3,867.94 ± 2444.29 ng/ml) ตามลำดับ ส่วนน้ำหนัก เฉลี่ยของทารกแรกเกิดมีค่า 3,121.74 + 363.64 กรัม
คุณภาพบริการพยาบาลในยุคแข่งขัน, บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร
คุณภาพบริการพยาบาลในยุคแข่งขัน, บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
No abstract provided.
Developing Instruments For Cross-Cultural Research, วราภรณ์ ชัยวัฒน์
Developing Instruments For Cross-Cultural Research, วราภรณ์ ชัยวัฒน์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
เครื่องมือวิจัยที่ได้รับการพัฒนาในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศทางซีกโลกตะวันตกมักได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องมือที่ดีหรือเป็นเครื่องมือมาตรฐาน ดังนั้นนักวิจัยส่วนใหญ่จึงนิยมนำเครื่องมือเหล่านั้น มาแปลเพื่อใช้ในการวิจัยของตน โดยไม่ได้ให้ความสนใจมากนักเกี่ยวกับผลของความแตกต่างของภาษาวัฒนธรรม และลักษณะประชากรต่อความเที่ยงและความตรงของเครื่องมือ บทความนี้เป็นการกล่าวถึงผลกระทบเหล่านั้น และวิธีการสร้างเครื่องมือวิจัยสำหรับใช้ในการวิจัยข้ามวัฒนธรรม
ค่าใช้จ่ายของผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรทางบก ที่เข้ารับบริการโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช (A Vehicle Traumatic Patient's Payment In Maharaj Nakhonsrithammaraj Hospital), สายชล หนูเอก, จุรีวัฒน์ คงทอง, วรรณี มีขวด, สุวาณี ณ นคร
ค่าใช้จ่ายของผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรทางบก ที่เข้ารับบริการโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช (A Vehicle Traumatic Patient's Payment In Maharaj Nakhonsrithammaraj Hospital), สายชล หนูเอก, จุรีวัฒน์ คงทอง, วรรณี มีขวด, สุวาณี ณ นคร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาค่าใช้จ่ายของ ผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรทางบกที่เข้ารับบริการโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช 2) เปรียบเทียบ ค่าใช้จ่ายในประเภทผู้บาดเจ็บที่เป็นคนเดินเท้า คนขับขี่ และคนโดยสาร 3) เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของ การบาดเจ็บที่เกิดจากการใช้ยานยนต์ที่ต่างกัน 4) เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในกลุ่มผู้บาดเจ็บที่คาดเข็มขัด นิรภัย และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 5) เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในกลุ่มผู้บาดเจ็บที่สวมหมวกนิรภัยและไม่สวม หมวกนิรภัย 6) เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในกลุ่มผู้บาดเจ็บที่ดื่มแอลกอฮอล์และไม่ดื่มแอลกอฮอล์ 7) เปรียบเทียบ ค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่ได้รับอุบัติเหตุ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรทางบกที่เข้ารับบริการ รักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช จํานวน 351 ราย โดยการสุ่มตัวอย่างแบบ Cluster Sampling โดยจับสลากผู้บาดเจ็บที่มารับบริการในระยะเวลาหนึ่งเดือน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบบันทึกการเฝ้าระวังการบาดเจ็บระดับจังหวัด และแบบบันทึกค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราช วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่าง ของค่าเฉลี่ย โดยการทดสอบค่า ที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว \nผลการวิจัยพบว่า ผู้บาดเจ็บที่ไม่นอนโรงพยาบาล จํานวน 251 คน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 200 บาทต่อคน ผู้บาดเจ็บที่เป็นคนเดินเท้าจะมีค่าใช้จ่ายมากกว่าผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ผู้บาดเจ็บที่การบาดเจ็บเกิดจาก ยานพาหนะอื่น ๆ มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการบาดเจ็บที่เกิดจากรถจักรยานยนต์ ผู้บาดเจ็บที่ดื่มแอลกอฮอล์ มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า ผู้บาดเจ็บที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ส่วนค่าใช้จ่ายเฉลี่ย ของผู้บาดเจ็บที่คาดและไม่คาดเข็มขัดนิรภัย, ผู้บาดเจ็บที่สวมและไม่สวมหมวกนิรภัยผู้บาดเจ็บที่เกิดเหตุ ในเวลาที่ต่างกัน ไม่มีความแตกต่างกัน ผู้บาดเจ็บที่นอนโรงพยาบาล จำนวน100 คน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 7,196 บาทต่อคน ไม่มีความแตกต่างกัน ในค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของผู้บาดเจ็บในกลุ่มของประเภทผู้บาดเจ็บ ประเภทยานยนต์ ผู้บาดเจ็บที่คาดและไม่คาดเข็มขัดนิรภัย, ผู้บาดเจ็บที่สวมและไม่สวมหมวกนิรภัย, ผู้บาดเจ็บที่เกิดเหตุในเวลาที่ต่างกัน
ผลของการใช้แบบบันทึกการพยาบาลผ่าตัด โดยใช้กระบวนการพยาบาลต่อประสิทธิภาพการบันทึก และการรับรู้คุณค่าของวิชาชีพพยาบาล (Effects Of Using Perioperation Nursing Documentation By Using Nursing Process On Nursing Documentation Efficiency And Perceived Value Of Nursing Profession), จริดาภรณ์ ธนบัตร, ยุพิน อังสุโรจน์
ผลของการใช้แบบบันทึกการพยาบาลผ่าตัด โดยใช้กระบวนการพยาบาลต่อประสิทธิภาพการบันทึก และการรับรู้คุณค่าของวิชาชีพพยาบาล (Effects Of Using Perioperation Nursing Documentation By Using Nursing Process On Nursing Documentation Efficiency And Perceived Value Of Nursing Profession), จริดาภรณ์ ธนบัตร, ยุพิน อังสุโรจน์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การวิจัยเชิงกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการบันทึกการพยาบาลผ่าตัดโดยใช้ กระบวนการพยาบาล และเพื่อเปรียบเทียบการรับรู้คุณค่าของวิชาชีพการพยาบาลก่อนและหลังการใช้แบบ บันทึก กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพและพยาบาลเทคนิคทุกคน ที่ปฏิบัติงานในแผนกผ่าตัด โรงพยาบาลระนอง จำนวน 15 คน และแบบบันทึกการพยาบาลผ่าตัด จำนวน 30 ฉบับ \nเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือแบบบันทึกการพยาบาลผ่าตัดโดยใช้กระบวนการพยาบาลพร้อม คู่มือการใช้แบบบันทึก แบบตรวจสอบประสิทธิภาพการบันทึกด้านความครอบคลุมตามกระบวนการบันทึก \nด้านการบริหารความเสี่ยงและด้านความถูกต้องตามกฎหมาย แบบสอบถามประสิทธิภาพการบันทึก ด้านความคล่องตัวในการบันทึก และแบบสอบถามการรับรู้คุณค่าของวิชาชีพการพยาบาล ทุกฉบับผ่าน การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และสถิติทดสอบ Wilcoxon signed rank test \nผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการบันทึกของแบบบันทึกการพยาบาลผ่าตัดโดยใช้กระบวนการพยาบาลด้านความครอบคลุมตามกระบวนการบันทึกอยู่ในระดับปานกลาง ด้านการบริหารความเสี่ยงอยู่ใน ระดับดี ด้านความถูกต้องตามกฎหมายอยู่ในระดับดีมาก และด้านความคล่องตัวในการบันทึกอยู่ในระดับมาก และการรับรู้คุณค่าของวิชาชีพการพยาบาลก่อนและหลังการใช้แบบบันทึกทางการพยาบาลผ่าตัดโดยใช้ \nกระบวนการพยาบาลไม่แตกต่างกัน
การรักษาโรคบาดทะยักใน ไอ.ซี.ยู โรงพยาบาลตำรวจ, สุวัฒนา โภคสวัสดิ์
การรักษาโรคบาดทะยักใน ไอ.ซี.ยู โรงพยาบาลตำรวจ, สุวัฒนา โภคสวัสดิ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
บาดทะยัก (Tetanus) เป็นโรคที่เกิดจากแบคทีเรียชื่อ Clostridium Tetani ซึ่งเป็น Anaerobic bacteria ทำให้เกิดโรคที่มีอาการทารุณต่อผู้ป่วยมาก และยังมีอัตราการตายค่อนข้างสูง แต่เมื่อผู้ป่วยหายแล้ว จะไม่มี Neurological deficit หลงเหลือเลย และข้อที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ Immunization สำหรับโรคบาดทะยัก ได้ผลดีเกือบ 100 เปอร์เซนต์ มีอันตรายจากการฉีดวัคซีนน้อยมาก และราคาถูกมาก แต่เราก็ยังพบผู้ป่วยบาดทะยัก อยู่เสมอในประเทศของเรา
ปัจจัยส่วนบุคคล สภาพแวดล้อมในการทำงาน และ การได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจในงาน กับการรับรู้ ความสามารถด้านการจัดการของหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลศูนย์ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข (Personal Factors, Work Environment, And Job Empowerment By Nurse Directors With Managerial Self-Efficacy Of Head Nurses, Medical Centers Under The Jurisdiction Of The Ministry Of Public Health), ภัสรา จารุสุสินธ์, ยุพิน อังสุโรจน์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล สภาพแวดล้อมใน การทำงาน และการได้รับการเสริมสร้างพลังอํานาจในงานของหัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล กับการรับรู้ ความสามารถด้านการจัดการของหัวหน้าหอผู้ป่วย กลุ่มตัวอย่าง คือ หัวหน้าหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลศูนย์ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข จํานวน 277 คน \nผลการวิจัยพบว่า หัวหน้าหอผู้ป่วยมีการรับรู้ความสามารถด้านการจัดการโดยรวมอยู่ในระดับสูง ปัจจัยส่วนบุคคล ด้านอายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในตําแหน่ง และการได้รับการอบรม ด้านการบริหาร ไม่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้ความสามารถด้านการจัดการของหัวหน้าหอผู้ป่วย สภาพแวดล้อมในการทํางาน และการได้รับการเสริมสร้างพลังอํานาจในงานของหัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล มีความสัมพันธ์ทางบวกกับ การรับรู้ความสามารถด้านการจัดการของหัวหน้าหอผู้ป่วยอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .65 และ .43 ตามลำดับ)
เครื่องมือวัดความพึงพอใจในงาน (Job-Satisfaction Instruments), ชนกพร จิตปัญญ, วราภรณ์ ชัยวัฒน์, กัลยา แก้วธนะสิน, หทัยรัตน์ โชคชัยธนากุล
เครื่องมือวัดความพึงพอใจในงาน (Job-Satisfaction Instruments), ชนกพร จิตปัญญ, วราภรณ์ ชัยวัฒน์, กัลยา แก้วธนะสิน, หทัยรัตน์ โชคชัยธนากุล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
No abstract provided.
การเตรียมแผนการสอน : แนวทางการปฏิบัติ, พวงเพ็ญ ชุณหปราณ
การเตรียมแผนการสอน : แนวทางการปฏิบัติ, พวงเพ็ญ ชุณหปราณ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
No abstract provided.
ผลของโครงการชั้นเรียนปลอดบุหรี่ ต่อความรู้และเจตคติต่อการสูบบุหรี่ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนท่าศาลาประสิทธิ์ศึกษา (Effect Of Smoke Free Class Project On Knowledge And Attitude In Cigarette-Smoking Of Mathayomsuksa 1 Thasalaprasitsuksa School), เจือจันทน์ วัฒกีเจริญ, วิเชียร ชูเสมอ
ผลของโครงการชั้นเรียนปลอดบุหรี่ ต่อความรู้และเจตคติต่อการสูบบุหรี่ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนท่าศาลาประสิทธิ์ศึกษา (Effect Of Smoke Free Class Project On Knowledge And Attitude In Cigarette-Smoking Of Mathayomsuksa 1 Thasalaprasitsuksa School), เจือจันทน์ วัฒกีเจริญ, วิเชียร ชูเสมอ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงความรู้และเจตคติของนักเรียนภายหลัง การให้ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ เพื่อส่งเสริมให้มีความรู้และเจตคติในการป้องกันตนเอง จากบุหรี่ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนท่าศาลาประสิทธิ์ศึกษา ปีการศึกษา 2541 ทั้งหญิงและชาย จำนวน 474 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองจำนวน 269 และ 205 คนตามลำดับ กิจกรรมการให้ความรู้ประกอบด้วยการชมวิดีทัศน์ กิจกรรมเกมส์นักข่าว กิจกรรมบทบาทสมมุติเรื่องการปฏิเสธบุหรี่ และกิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ประเมินผลโดยใช้แบบสอบถามความรู้และเจตคติ ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มทดลองมีค่าความรู้และเจตคติสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ \nหลังการประเมินผล ครั้งที่ 1 และกลุ่มทดลองมีค่าความรู้สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ หลังการติดตามผล 1 ปี ส่วนเจตคติไม่แตกต่างกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลอาการวิตกกังวลซึ่งเป็นอุปนิสัย กับอาการวิตกกังวล ขณะเผชิญของหญิงตั้งครรภ์ ที่มีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง (Relationships Between Personal Factors, Trait Anxiety And State Anxiety Of Pregnants With Hyperemesis Gravidarum.), ปิยภรณ์ ปัญญาวชิร, พรทิพย์ วงศ์วิเศษสิริกุล
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลอาการวิตกกังวลซึ่งเป็นอุปนิสัย กับอาการวิตกกังวล ขณะเผชิญของหญิงตั้งครรภ์ ที่มีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง (Relationships Between Personal Factors, Trait Anxiety And State Anxiety Of Pregnants With Hyperemesis Gravidarum.), ปิยภรณ์ ปัญญาวชิร, พรทิพย์ วงศ์วิเศษสิริกุล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณา เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ซึ่งได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ครอบครัว ความสามารถในการเบิกค่ารักษา อาการวิตกกังวลซึ่งเป็นอุปนิสัย และ อาการวิตกกังวลขณะเผชิญ ของหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง กลุ่มตัวอย่างคือ หญิงตั้งครรภ์ ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง และได้เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยสูติกรรม 3 คณะแพทย ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ในระหว่างเดือนมีนาคม 2541 ถึง มีนาคม 2543 เก็บรวบรวมข้อมูลโดย ใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS. FW Version 7.5 ผลการวิจัยพบว่า ระดับการศึกษา รายได้ครอบครัว ความสามารถในการเบิกค่ารักษาพยาบาลมีความสัมพันธ์ทางลบกับอาการวิตกกังวล ซึ่งเป็นอุปนิสัย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อาการวิตกกังวลซึ่งเป็นอุปนิสัยมีความสําคัญทางบวกกับอาการ วิตกกังวลขณะเผชิญอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับอาการวิตกกังวล ซึ่งเป็นอุปนิสัยและระดับการศึกษา สามารถร่วมกันทำนายอาการวิตกกังวลขณะเผชิญได้ร้อยละ 14.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัย ครั้งนี้พยาบาลสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งมีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง โดยการ ให้ข้อมูลกับหญิงตั้งครรภ์เพื่อลดอาการวิตกกังวล และสามารถตั้งครรภ์ต่อไปได้อย่างมีความสุข
ผู้บริหารการพยาบาล บรรยากาศที่เป็นสุขในงานบริการพยาบาล, ลดาวัลย์ รวมเมฆ
ผู้บริหารการพยาบาล บรรยากาศที่เป็นสุขในงานบริการพยาบาล, ลดาวัลย์ รวมเมฆ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
No abstract provided.