Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Keyword
-
- พยาบาลวิชาชีพ (4)
- Hospital Status (2)
- Magnet Hospital (2)
- Organizational Commitment (2)
- Professional nurses (2)
-
- อาการวิตกกังวล (2)
- /Female smokers(บริการเลิกบุหรี่ (1)
- AFP (1)
- Adolescent/ Cancer Relapse/ Palliative care(วัยรุ่น/ โรคมะเร็งกลับเป็นซ้ำ/ การดูแลแบบประคับประคอง) (1)
- Advanced practice nurse (1)
- Anxiety (1)
- Assertiveness (1)
- Attitude (1)
- Basic counseling program (1)
- COVID-19; ตราบาป; พยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อ; บทบาท (1)
- Career commitment (1)
- Caregiver stroke patients (1)
- Caring Competency/ Stroke Patient/ Caregiver(ความสามารถในการดูแล/ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง/ ผู้ดูแล) (1)
- Clients (1)
- Colonoscopy/ Self-practice/ Health teaching program(การส่องกล้องลำไส้ใหญ่/ การให้ความรู้/ การปฏิบัติตนก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่) (1)
- Competencies development (1)
- Competencies of critical care unit managers (1)
- Computer competencies (1)
- Critical thinking (1)
- Delivery room (1)
- Diabetes nurse's roles (1)
- Documentation efficiency (1)
- Elderly (1)
- Employee Involvement (1)
- Enhancing family caregiving ability/ Autistic symptoms/ Autistic preschoolers(ความสามารถในการดูแล/ อาการออทิสติก/ เด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนบทความวิจัย) (1)
Articles 301 - 330 of 591
Full-Text Articles in Nursing
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยของนักเรียนอาชีวศึกษาชาย, สุขิตา มาศขาว, รัตน์ศิริ ทาโต
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยของนักเรียนอาชีวศึกษาชาย, สุขิตา มาศขาว, รัตน์ศิริ ทาโต
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมทางเพศ \nที่ปลอดภัยของนักเรียนอาชีวศึกษาชาย\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n\nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนอาชีวศึกษาชายที่กําลังศึกษาหลักสูตร ปวส. ที่มีอายุระหว่าง 18-24 ปี จากโรงเรียน 2 แห่ง ที่มีลักษณะคล้ายกันในจังหวัดน่าน โดยสุ่มโรงเรียนเพื่อจัดเป็นกลุ่ม ทดลองหรือควบคุม แล้วคัดเลือกโรงเรียนละ 2 ห้อง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม จํานวน 30 คน และกลุ่ม ทดลอง จํานวน 30 คน กลุ่มควบคุมได้รับความรู้จากหลักสูตรการเรียนการสอนตามปกติ กลุ่มทดลองได้ รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) การใช้คําพูดชักจูง 2) การได้เห็นตัวแบบหรือประสบการณ์ของผู้อื่น 3) ประสบการณ์ที่กระทําสําเร็จด้วยตนเอง และ 4) สภาวะด้านร่างกายและอารมณ์ โดยมีสื่อประกอบการดําเนินกิจกรรม คือ แผนการสอน ภาพสไลด์ วีดิทัศน์ และคู่มือ "อาชีวะยุคใหม่ ทันสมัย ไม่เข้าใกล้เอดส์" ซึ่งได้รับการตรวจสอบความตรงของ เนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน 5 คน เครื่องมือกํากับการทดลอง ได้แก่ แบบประเมินการรับรู้สมรรถนะ ของตนเองในการมีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบวัดพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย มีค่าความเที่ยง .81 วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและการทดสอบค่าที่\n\nผลการวิจัย: 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยของนักเรียนอาชีวศึกษาชายหลังได้รับ โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน (x̄ = 66.40, SD = 2.43) สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ (x̄ = 55.77, SD = 6.09) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .01) และ 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมทางเพศ ที่ปลอดภัยของนักเรียนอาชีวศึกษาชายในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน (x̄ = 66.40, SD = 2,43) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับความรู้ตามปกติ (x̄ = 57.30, SD = 5.36) อย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติ (p < .01)\n \nสรุป: โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนส่งผลให้นักเรียนอาชีวศึกษาชายมีพฤติกรรมทางเพศ ที่ปลอดภัยเพิ่มขึ้นและเพิ่มมากกว่านักเรียนอาชีวศึกษาชายที่ได้รับความรู้ตามปกติ\n
ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันอาการหืดกำเริบของเด็กวัยเรียนโรคหอบหืด, ปริศนา แผ้วชนะ, วีณา จีระแพทย์
ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันอาการหืดกำเริบของเด็กวัยเรียนโรคหอบหืด, ปริศนา แผ้วชนะ, วีณา จีระแพทย์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1) เปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันอาการหืดกําเริบของเด็กวัยเรียน โรคหอบหืด ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการวางแผนจําหน่าย และ 2) เปรียบเทียบพฤติกรรม การจัดการตนเองเพื่อป้องกันอาการหืดกําเริบของเด็กวัยเรียนโรคหอบหืดระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรม การวางแผนจําหน่ายกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหอบหืด จํานวน 40 คน อายุ 7-12 ปี ที่มา รับการรักษาแผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่าง 20 คนแรก เป็นกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง 20 คนหลัง เป็นกลุ่มทดลอง จับคู่ให้เหมือนกันด้าน อายุ และเพศ เครื่องมือที่ใช้ในการ ทดลองประกอบด้วย โปรแกรมการวางแผนจําหน่าย สถานการณ์จําลอง และสมุดพกแนวทางปฏิบัติตัว เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเอง ซึ่งผ่านการตรวจสอบ ความตรงตามเนื้อหา และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที\n \nผลการวิจัย: 1) พฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันอาการหืดกําเริบของเด็กวัยเรียนโรคหอบหืด หลังได้รับโปรแกรมการวางแผนการจําหน่าย ดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 2) พฤติกรรมจัดการตนเองเพื่อป้องกันอาการหืดกำเริบของเด้กวัยเรียนโรคหอบหืด กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการวางแผนการจําหน่าย ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05\n\nสรุป: การวางแผนจําหน่ายที่ใช้สถานการณ์จําลองและสมุดพกแนวทางปฏิบัติตัว เป็นกิจกรรมการ พยาบาลที่มีประสิทธิภาพต่อการเสริมสร้างพฤติกรรมการจัดการตนเองในเด็กวัยเรียน\n
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนและการสนับสนุนจากครอบครัวต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยโรคสูงอายุต้อหิน, หทัยกาญจน์ เชาวกิจ, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนและการสนับสนุนจากครอบครัวต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยโรคสูงอายุต้อหิน, หทัยกาญจน์ เชาวกิจ, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนและการสนับสนุนจากครอบครัว ต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยสูงอายุโรคต้อหิน\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคต้อหินทั้งชายและหญิง ที่เข้ารับการรักษาในคลินิก โรคต้อหิน แผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คัดเลือกตามเกณฑ์ที่กําหนด จํานวน 60 ราย แบ่ง เป็นกลุ่มทดลอง 30 ราย กลุ่มควบคุม 30 ราย โดยจับคู่ด้าน เพศ ระดับการศึกษา รายได้ และโรคประจําตัว กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตน และการสนับสนุนจากครอบครัว ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) การประเมินทางสภาพสรีรวิทยาและ การกระตุ้นทางอารมณ์ 2) การให้คําแนะนําหรือการใช้คําพูดชักจูง 3) การเรียนรู้ผ่านตัวแบบหรือ ประสบการณ์ของผู้อื่น และ 4) ประสบการณ์ที่กระทําสําเร็จได้ด้วยตนเอง และการสนับสนุนจากครอบครัว ใน 4 ด้าน คือ ด้านอารมณ์ ด้านการประเมินค่า ด้านข้อมูลข่าวสาร ด้านทรัพยากร เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยสูงอายุโรคต้อหิน มีค่าดัชนีความตรงเชิง เนื้อหา เท่ากับ .80 มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Paired-t test และสถิติ One-way ANOVA\n \nผลการวิจัย: 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยสูงอายุโรคต้อหินหลังได้รับโปรแกรมฯ สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยสูงอายุโรคต้อหิน หลังได้รับโปรแกรมฯสูงกว่าผู้ป่วยสูงอายุโรคต้อหินที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n \nสรุป: โปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนและการสนับสนุนจากครอบครัวส่งผลให้ผู้สูงอายุโรคต้อหิน มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพดีขึ้นและดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ\n
สมรรถนะพยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟู, อนัญญา คะสะติ, กัญญดา ประจุศิลป
สมรรถนะพยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟู, อนัญญา คะสะติ, กัญญดา ประจุศิลป
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟู\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้เทคนิค EDFR\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู จํานวน 21 คน ประกอบด้วย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูแห่งประเทศไทย จํานวน 2 คน ผู้เชี่ยวชาญ จากชมรมพยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟแห่งประเทศไทย จํานวน 11 คน ผู้บริหารทางการพยาบาลระดับ หัวหน้าแผนกพยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟู จํานวน 4 คน และอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรเฉพาะทางพยาบาล เวชศาสตร์ฟื้นฟู จํานวน 3 คน วิธีดําเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ เกี่ยวกับสมรรถนะพยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟู ขั้นตอนที่ 2 นําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนํามาสร้าง แบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสําคัญของข้อรายการแต่ละข้อและ ขั้นตอนที่ 3 นําข้อมูลที่ได้มาคํานวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์และส่งแบบสอบถามไปให้ ผู้เชี่ยวชาญยืนยันคําตอบ หลังจากนั้น นําข้อมูลที่ได้มาคํานวณหาค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่าง ควอไทล์เพื่อสรุปผลการวิจัย\n\n ผลการวิจัย: สมรรถนะพยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟู ประกอบด้วย 7 ด้าน มีจํานวนทั้งหมด 57 ข้อ ได้แก่ 1) ด้านการปฏิบัติการพยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟูมีจํานวน 21 ข้อ 2) ด้านการป้องกันภาวะแทรกซ้อนมีจํานวน 7 ข้อ 3) ด้านการสอนและให้คําปรึกษามีจํานวน 5 ข้อ 4) ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีมีจํานวน 5 ข้อ 5) ด้านวิชาการและการวิจัยมีจํานวน 6 ข้อ 6) ด้านการประสานงานและการดูแลอย่างต่อเนื่องมีจํานวน 4 ข้อและ 7) ด้านการส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตมีจํานวน 9 ข้อ\n \nสรุป: สมรรถนะพยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟูประกอบด้วยสมรรถนะ 7 ด้าน ผู้บริหารทางการพยาบาล สามารถนํามาเป็นแนวทางในการพัฒนา และประเมินพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานเวชศาสตร์ฟื้นฟูได้\n
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการฟื้นฟูสภาพ ของผู้ป่วยกระดูกขาหักที่ได้รับการผ่าตัดใส่โลหะยึดตรึงภายใน, นันทยา เสนีย์, สุนิดา ปรีชาวงษ์, วรวรรธน์ ลิ้มทองกุล
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการฟื้นฟูสภาพ ของผู้ป่วยกระดูกขาหักที่ได้รับการผ่าตัดใส่โลหะยึดตรึงภายใน, นันทยา เสนีย์, สุนิดา ปรีชาวงษ์, วรวรรธน์ ลิ้มทองกุล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการฟื้นฟูสภาพ ของผู้ป่วยกระดูกขาหักที่ได้รับการผ่าตัดใส่โลหะยึดตรึงภายใน\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยกระดูกขาหักที่ได้รับการผ่าตัดใส่โลหะยึดตรึงภายใน เข้ารับ การรักษาในหอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลศูนย์ตรัง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามสะดวกตาม คุณสมบัติที่กําหนด จํานวน 50 คน โดยผู้ป่วย 25 คนแรก เป็นกลุ่มควบคุม และ 25 คนหลัง เป็นกลุ่ม ทดลอง จับคู่กลุ่มตัวอย่างทั้งสองให้มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันในด้าน เพศ อายุ และระดับการศึกษา กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการฟื้นฟูสภาพ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับ การพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ซึ่งนําแนวคิดการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของ Bandura (1997) มาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมจํานวน 4 ครั้ง โดยใช้เวลาในการทดลองทั้งหมด 8 สัปดาห์ เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมการฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วยกระดูกขาหักที่ใส่โลหะยึดตรึงภายใน ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน 5 คน มีดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ .87 และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ของครอนบาค เท่ากับ .88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบค่าที (Independent t-test)\n \nผลการวิจัย: คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วยกระดูกขาหักที่เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริม การรับรู้สมรรถนะแห่งตนสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n\nสรุป: โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนสามารถเพิ่มพฤติกรรมการฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วย กระดูกขาหักที่ได้รับการผ่าตัดใส่โลหะยึดตรึงกระดูกภายในได้ จึงควรนําไปเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วย กระดูกขาหักที่ได้รับการผ่าตัดใส่โลหะยึดตรึงภายใน และใช้เป็นมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ระยะ แรกหลังการผ่าตัดใส่โลหะยึดตรึงภายใน\n
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการคุมกำเนิดของนักเรียนอาชีวศึกษาหญิงในเขตภาคเหนือ ตอนบนของประเทศไทย, บุษบา ทับทิมสวน, รัตน์ศิริ ทาโต
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการคุมกำเนิดของนักเรียนอาชีวศึกษาหญิงในเขตภาคเหนือ ตอนบนของประเทศไทย, บุษบา ทับทิมสวน, รัตน์ศิริ ทาโต
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง การรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการคุมกําเนิด ทัศนคติต่อ การคุมกําเนิด ทัศนคติต่อการตั้งครรภ์ ความเชื่อที่เป็นมาตรฐานทางสังคม ความต้องการมีบุตรของคนรัก กับพฤติกรรมการคุมกําเนิดของนักเรียนอาชีวศึกษาหญิงในเขตภาคเหนือตอนบน และศึกษาปัจจัย ทํานายพฤติกรรมการคุมกําเนิดของนักเรียนอาชีวศึกษาหญิง\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบความสัมพันธ์เชิงทํานาย\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนอาชีวศึกษาหญิงอายุไม่เกิน 18 ปี ที่กําลังศึกษาในระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพในเขตภาคเหนือตอนบน ที่ระบุว่ามีเพศสัมพันธ์ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา จํานวน 280 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มอย่างง่าย รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ข้อมูล ส่วนบุคคล การรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการคุมกําเนิด ทัศนคติต่อการคุมกําเนิด ทัศนคติต่อการตั้งครรภ์ ความเชื่อที่เป็นมาตรฐานทางสังคม ความต้องการมีบุตรของคนรัก และพฤติกรรมการคุมกําเนิด ผ่าน การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .84, .81, .85, .82, .80 และ .83 วิเคราะห์ข้อมูลโดยคํานวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ แบบขั้นตอน\n\nผลการวิจัย: การรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการคุมกําเนิด ทัศนคติต่อการคุมกําเนิด และความเชื่อที่เป็น มาตรฐานทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการคุมกําเนิดของนักเรียนอาชีวศึกษาหญิง (r = .40, .13 และ .37, p < .05) ความต้องการมีบุตรของคนรักมีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมการ คุมกําเนิด (r = -.16, p < .05) และทัศนคติต่อการตั้งครรภ์ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการคุมกําเนิดของนักเรียนอาชีวศึกษาหญิง (r = -.003, p > .05) และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการคุมกําเนิด (β = .31) ความเชื่อที่เป็นมาตรฐานทางสังคม (β = .28) และความต้องการมีบุตรของคนรัก (β = -.16) สามารถร่วมกันทํานายพฤติกรรมการคุมกําเนิดของนักเรียนอาชีวศึกษาหญิงได้ร้อยละ 25.5\n \nสรุป: ควรมีการส่งเสริมพฤติกรรมการคุมกําเนิดของนักเรียนอาชีวศึกษาหญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ด้วย การส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการคุมกําเนิด สร้างกลุ่มเครือข่ายเพื่อนที่สนับสนุนการคุมกําเนิด รวมถึงการกระตุ้นบทบาทของคนรักในการมีส่วนร่วมในการคุมกําเนิดก็จะส่งผลให้นักเรียนอาชีวศึกษา หญิงมีการคุมกําเนิดมากขึ้น \n
ผลของการใช้รูปแบบการสนับสนุนข้อมูลการพยาบาลผู้ป่วยส่องกล้องทางเดินอาหาร ต่อความวิตกกังวลของผู้ป่วยและความพึงพอใจของพยาบาล, ปนัฐดา ชาติสุวรรณ, กัญญดา ประจุศิลป
ผลของการใช้รูปแบบการสนับสนุนข้อมูลการพยาบาลผู้ป่วยส่องกล้องทางเดินอาหาร ต่อความวิตกกังวลของผู้ป่วยและความพึงพอใจของพยาบาล, ปนัฐดา ชาติสุวรรณ, กัญญดา ประจุศิลป
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1) เพื่อเปรียบเทียบความวิตกกังวลของผู้ป่วยก่อนและหลังการใช้รูปแบบการสนับสนุน ข้อมูลการพยาบาลผู้ป่วยส่องกล้องทางเดินอาหาร และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของพยาบาลต่อการ ใช้รูปแบบการสนับสนุนข้อมูลการพยาบาลผู้ป่วยส่องกล้องทางเดินอาหาร\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบก่อนทดลอง\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยส่องกล้องทางเดินอาหาร จํานวน 20 คน และพยาบาลผ่าตัด จํานวน 23 คน ที่ได้จากการคัดเลือกตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ รูปแบบการสนับสนุน ข้อมูลการพยาบาลผู้ป่วยส่องกล้องทางเดินอาหาร เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินความวิตกกังวล ของผู้ป่วยส่องกล้องทางเดินอาหาร และแบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาลในการใช้รูปแบบการ สนับสนุนข้อมูลการพยาบาลผู้ป่วยส่องกล้องทางเดินอาหาร ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ และหาความเที่ยงด้วยการคํานวณสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าเท่ากับ .86 และ .87 ตามลําดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที \nผลการวิจัย: 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลของผู้ป่วยหลังใช้รูปแบบการสนับสนุนข้อมูลการพยาบาลผู้ป่วยส่องกล้องทางเดินอาหารต่ำกว่าก่อนการใช้รูปแบบการสนับสนุนข้อมูลการพยาบาลฯ อย่าง มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) พยาบาลมีความพึงพอใจโดยรวมต่อการใช้รูปแบบการสนับสนุนข้อมูลการพยาบาล ผู้ป่วยส่องกล้องทางเดินอาหารในระดับมาก (x̄ = 4.02, SD = .64)\n \nสรุป: การใช้รูปแบบการสนับสนุนข้อมูลการพยาบาลผู้ป่วยส่องกล้องทางเดินอาหารส่งผลให้ความวิตก กังวลของผู้ป่วยส่องกล้องทางเดินอาหารลดลง และพยาบาลมีความพึงพอใจ จึงควรนํารูปแบบการสนับสนุน ข้อมูลฯ ไปใช้ตั้งแต่วันแรกที่ได้รับการวินิจฉัยว่าต้องเข้ารับการส่องกล้องทางเดินอาหาร\n
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมของหัวหน้าหอผู้ป่วย การสนับสนุนจากองค์การกับประสิทธิผลของทีมการพยาบาลตามการรับรู้ ของพยาบาลประจำการ โรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร, เจริญขวัญ เส็นสด, สุชาดา รัชชุกูล
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมของหัวหน้าหอผู้ป่วย การสนับสนุนจากองค์การกับประสิทธิผลของทีมการพยาบาลตามการรับรู้ ของพยาบาลประจำการ โรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร, เจริญขวัญ เส็นสด, สุชาดา รัชชุกูล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสิทธิผลของทีมการพยาบาล การสนับสนุนจากองค์การ การบริหารแบบ มีส่วนร่วมของหัวหน้าหอผู้ป่วย และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมของหัวหน้า หอผู้ป่วย การสนับสนุนจากองค์การ กับประสิทธิผลของทีมการพยาบาลตามการรับรู้ของพยาบาลประจําการ โรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบพรรณนาเชิงความสัมพันธ์\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลประจําการ จํานวน 307 คน ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เป็นแบบสอบถามการบริหารแบบมีส่วนร่วมของหัวหน้าหอผู้ป่วย การสนับสนุนจากองค์การ และประสิทธิผลของทีมการพยาบาล ได้รับการตรวจสอบความตรงตาม เนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทุกแบบสอบถามได้ค่าดัชนีความตรงเท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ความเที่ยงโดยสูตร สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าเท่ากับ .88, .96 และ .94 ตามลําดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดย การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน\n\nผลการวิจัย: 1) ประสิทธิผลของทีมการพยาบาล การบริหารแบบมีส่วนร่วมของหัวหน้าหอผู้ป่วย พบว่า อยู่ ในระดับสูง (x̄ = 3.61, SD = .47 และ x̄ = 3.70, SD = .62) และการสนับสนุนจากองค์การ พบว่า อยู่ใน ระดับปานกลาง (x̄ = 3.30, SD =.67) 2) การบริหารแบบมีส่วนร่วมของหัวหน้าหอผู้ป่วย และการสนับสนุนจากองค์การมีความ สัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับประสิทธิผลของทีมการพยาบาลอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .50 และ t = .52) สรุป: ผลการศึกษาครั้งนี้ผู้บริหารทางการพยาบาลสามารถใช้เป็นข้อมูลสําหรับวางแผนในการพัฒนางาน เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพของทีมการพยาบาลต่อไป\n
บริการการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงและความต้องการของญาติผู้ดูแล สำหรับการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของจังหวัดภูเก็ต, ชญานิศ ลือวานิช, รัตนา ลือวานิช, จิตร โรมินทร์
บริการการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงและความต้องการของญาติผู้ดูแล สำหรับการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของจังหวัดภูเก็ต, ชญานิศ ลือวานิช, รัตนา ลือวานิช, จิตร โรมินทร์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาบริการการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงระยะยาวและความต้องการของญาติผู้ดูแล สําหรับการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของจังหวัดภูเก็ต\n\n รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงคุณภาพ\n\n วิธีดําเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ญาติผู้ดูแล บุคลากรสาธารณสุข อาสาสมัคร สาธารณสุข (อสม.) อาสาสมัครผู้ดูแลผู้สูงอายุ (อผส.) บุคลากรในสังกัดศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการ สังคมผู้สูงอายุ จังหวัดภูเก็ต และบุคลากรสถานบริบาล รวมจํานวน 43 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการ สัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการศึกษาเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการเปรียบเทียบอย่างต่อเนื่อง\n \nผลการวิจัย: พบว่า จังหวัดภูเก็ตมีบริการการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 5 ลักษณะ คือ การดูแลโดย ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ โดยญาติผู้ดูแล โดยบุคลากรสาธารณสุขจากโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ (รพ.สต.) โดย อสม. /อผส. และโดยสถานบริบาล สิ่งที่ญาติผู้ดูแลมีความต้องการใน การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงระยะยาวประกอบด้วย รพ.สต. ควรมียาสํารอง ให้การสนับสนุนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ และต้องการการช่วยเหลือด้านการเงิน ผู้ให้ข้อมูลหลักได้เสนอแนะบริการการดูแลผู้สูงอายุที่มี ภาวะพึ่งพิง ดังนี้ 1) ควรมีสถานที่ดูแลผู้สูงอายุในชุมชนหรือคนพิการในชุมชน โดยเฉพาะให้การดูแลผู้สูงอายุ ที่ไม่มีญาติ ญาติทํางานนอกบ้าน 2) ควรมีผู้มีจิตอาสา / บุคลากรสาธารณสุขไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน 3) ควรมี Day care สําหรับดูแลผู้สูงอายุโดยบริหารจัดการในรูปจิตอาสา และ 4) ควรมีแหล่งให้คําปรึกษา ในการดูแลผู้สูงอายุแก่ญาติผู้ดูแล\n \nสรุป: ปัจจุบันการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวนับเป็นสิ่งจําเป็น หน่วยบริการปฐมภูมิจะต้องได้รับการพัฒนา ศักยภาพในด้านการให้บริการ ผู้กําหนดนโยบายด้านสาธารณสุขของจังหวัดภูเก็ตจะต้องมีนโยบายที่ ชัดเจนในการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในชุมชน อีกทั้งควรจัดให้มีหน่วยงานให้คําแนะนํา ปรึกษาในการ ดูแลผู้สูงอายุแก่ญาติผู้ดูแล\n
การมีชีวิตอยู่กับภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้นของผู้สูงอายุ: การศึกษารายกรณีเชิงคุณภาพ, นิตติยา น้อยสีภูมิ, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
การมีชีวิตอยู่กับภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้นของผู้สูงอายุ: การศึกษารายกรณีเชิงคุณภาพ, นิตติยา น้อยสีภูมิ, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการมีชีวิตอยู่กับภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้นของผู้สูงอายุ\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษาหลายกรณี (Multiple case studies)\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กรณีศึกษา คือ ผู้สูงอายุที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้น มี ประสบการณ์ในการใช้ชีวิตหลังจากที่ทราบว่าตนเองได้รับการวินิจฉัยโรค จํานวนทั้งหมด 7 ราย ที่เข้า รับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกอายุรกรรมศัลยกรรม คลินิกผู้สูงอายุ และคลินิกความทรงจําของโรงพยาบาล 3 แห่ง โดยเลือกกรณีศึกษาแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเชิงลึกรายกรณี ร่วมกับการสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาร่วมกับการวิเคราะห์แบบ ข้ามกรณี\n \nผลการวิจัย: ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้นบอกเล่าประสบการณ์ของตนเองที่มีชีวิตอยู่กับภาวะ สมองเสื่อมใน 5 ประเด็น คือ 1) การรับรู้ความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากอาการที่เปลี่ยนแปลงไป 2) ผลกระทบ ที่ได้รับจากการมีภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้น 3) การทําใจยอมรับกับเหตุการณ์โดยใช้ศาสนา 4) การ จัดการกับอาการสมองเสื่อมระยะเริ่มต้น และ 5) ความคาดหวังการได้รับการดูแล\n \nสรุป: ผลการศึกษาครั้งนี้ บุคลากรทางสุขภาพสามารถนําความรู้ที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผน ให้การพยาบาลผู้ป่วยสมองเสื่อมในระยะเริ่มต้นและผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมในการดูแลสุขภาพ เพื่อช่วย ให้สามารถเผชิญและจัดการกับอาการและผลกระทบที่เกิดขึ้นตอบสนองความต้องการและให้การดูแลผู้ป่วย สมองเสื่อมจนกระทั่งเสียชีวิต\n
การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี / เอดส์ด้านพฤติกรรมในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย, เอกชัย แดงสอาด, นันทิยา วัฒายุ, สุพินดา เรืองจิรัษเฐียร
การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี / เอดส์ด้านพฤติกรรมในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย, เอกชัย แดงสอาด, นันทิยา วัฒายุ, สุพินดา เรืองจิรัษเฐียร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
No abstract provided.
ผลของโปรแกรมการให้ความรู้และการสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมเสี่ยง โรคหลอดเลือดสมองในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง, ปานใจ กันยะมี, ทัศนา ชูวรรธนะปกรณ์
ผลของโปรแกรมการให้ความรู้และการสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมเสี่ยง โรคหลอดเลือดสมองในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง, ปานใจ กันยะมี, ทัศนา ชูวรรธนะปกรณ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ความรู้และการสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมเสี่ยง ต่อโรคหลอดเลือดสมองในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป อาศัยอยู่ใน ชุมชนเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน เลือกกลุ่มตัวอย่างตามสะดวก จํานวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่ม ทดลอง 20 คน และกลุ่มควบคุม 20 คน โดยจับคู่กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน ในด้าน เพศ อายุ และระยะเวลาการเจ็บป่วย กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับ โปรแกรมการให้ความรู้และการสนับสนุนทางสังคม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมเสี่ยง ต่อโรคหลอดเลือดสมอง ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และทดสอบ ความเที่ยงของแบบวัดพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองด้วย Cronbach's alpha coefficient ได้ ค่าเท่ากับ .84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบด้วยสถิติที\n \nผลการวิจัย: 1) คะแนนพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงกลุ่ม ทดลองภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมการให้ความรู้และการสนับสนุนทางสังคมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<.01) นั่นคือ หลังได้รับโปรแกรมการให้ความรู้และการสนับสนุนทางสังคมผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองน้อยกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ และ 2) คะแนนพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงกลุ่มที่เข้าร่วม โปรแกรมการให้ความรู้และการสนับสนุนทางสังคม สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<.01) นั่นคือ ผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่ได้รับโปรแกรมการให้ความรู้และการ สนับสนุนทางสังคม การมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ\n\n สรุป: โปรแกรมการให้ความรู้และการสนับสนุนทางสังคมมีประสิทธิผลในการลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งมีประโยชน์ในการป้องกันภาวะเสียงของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง\n\n\n
ผลของโปรแกรมการสร้าเสริมพลังอำนาจต่อการรับรู้สมรรถนะในการดูแลตนเอง ของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง, เสาวลักษณ์ สุขพัฒนศรีกุล, วิไลวรรณ ทองเจริญ, จันทนา รณฤทธิวิชัย, วิชชุดา เจริญกิจการ
ผลของโปรแกรมการสร้าเสริมพลังอำนาจต่อการรับรู้สมรรถนะในการดูแลตนเอง ของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง, เสาวลักษณ์ สุขพัฒนศรีกุล, วิไลวรรณ ทองเจริญ, จันทนา รณฤทธิวิชัย, วิชชุดา เจริญกิจการ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างเสริมพลังอํานาจต่อการรับรู้สมรรถนะในการดูแล ตนเองของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง\n\n รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงจํานวน 60 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบสะดวก แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรม การสร้างเสริมพลังอํานาจตามแนวคิดของ Gibson ใช้ระยะเวลาในการศึกษา 5 สัปดาห์ เก็บรวบรวม ข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะในการดูแลตนเอง มีค่า ดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .95 และสัมประสิทธิ์อัลฟ่าครอนบาคเท่ากับ .81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติเชิงบรรยาย สถิติไค-สแควร์ และสถิติที\n\n ผลการวิจัย: 1) ผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงหลังได้รับโปรแกรมการสร้างเสริมพลังอํานาจมีคะแนน การรับรู้สมรรถนะในการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001\n2) ผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการสร้างเสริมพลังอํานาจมีคะแนน การรับรู้สมรรถนะในการดูแลตนเองสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .001\n \nสรุป: โปรแกรมการสร้างเสริมพลังอํานาจส่งผลให้การรับรู้สมรรถนะในการดูแลตนเองของผู้สูงอายุโรค ความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น และเพิ่มสูงกว่าผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ\n
การพัฒนาแบบประเมินศักยภาพพยาบาลในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, สุรีย์ ธรรมมิกบวร, ชลิยา วามะลุน, นงค์นุช จิตภิรมย์ศักดิ์, โสภิต ทับทิมหิน, ทิพาพร บุญมานะ, อาภาเพ็ญ ทำนุ
การพัฒนาแบบประเมินศักยภาพพยาบาลในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, สุรีย์ ธรรมมิกบวร, ชลิยา วามะลุน, นงค์นุช จิตภิรมย์ศักดิ์, โสภิต ทับทิมหิน, ทิพาพร บุญมานะ, อาภาเพ็ญ ทำนุ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาแบบประเมินศักยภาพพยาบาลในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม\n \nรูปแบบการวิจัย: การพัฒนาเครื่องมือ\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลที่มีประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดยคัดเลือก จากพยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จํานวน 120 คน ดําเนินการสร้างแบบประเมินศักยภาพ พยาบาล ตามขั้นตอนดังนี้ 1) กําหนดคํานิยามเชิงปฏิบัติการ จากการศึกษาแนวคิดและทําการ สนทนากลุ่มกับพยาบาลที่ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จํานวน 19 คน 2) สร้างข้อคําถามตามคํานิยาม ที่ได้ 6 มิติ จํานวนทั้งหมด 30 ข้อ ลักษณะคําตอบเป็นมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ ตั้งแต่ ปฏิบัติประจํา (5 คะแนน) ถึง ไม่เคยปฏิบัติ (1 คะแนน) 3) ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของแบบประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเท่ากับ .93 โดยไม่มีข้อใดถูกตัดออก 4) หาความเที่ยงโดยนําไปทดลองใช้กับ พยาบาลผู้ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จํานวน 30 คน ได้สัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .80 และ 5) ตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้าง (Construct validity) โดยการวิเคราะห์ปัจจัย (Factor analysis) ของแบบประเมินที่นําไปใช้กับพยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จํานวน 120 คน\n\nผลการศึกษา: พบว่า แบบประเมินศักยภาพพยาบาลมีองค์ประกอบหลัก 3 องค์ประกอบ รวม 30 ข้อ คือ 1) ศักยภาพการดํารงตน ประกอบด้วยข้อคําถาม จํานวน 20 ข้อ สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ ร้อยละ 67.14 2) ศักยภาพการดูแลวิถีสุขภาพของตนเอง ประกอบด้วยข้อคําถาม จํานวน 5 ข้อ สามารถ อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 4.53 และ 3) ศักยภาพการดูแลปัญหาเฉพาะโรค ประกอบด้วยข้อคําถาม …
ความสัมพันธ์ระหว่างอาการ การสนับสนุนทางสังคมและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะ และคอเพศชายภาคใต้ขณะได้รับรังสีรักษา, สุชาดา ธราพร, สุรีพร ธนศิลป์
ความสัมพันธ์ระหว่างอาการ การสนับสนุนทางสังคมและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะ และคอเพศชายภาคใต้ขณะได้รับรังสีรักษา, สุชาดา ธราพร, สุรีพร ธนศิลป์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอาการ กลวิธีการจัดการกับอาการ และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและ คอเพศชายขณะได้รับรังสีรักษา และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอาการ การสนับสนุนทางสังคม และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอเพศชายขณะได้รับรังสี\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอเพศชายขณะได้รับรังสีรักษา ณ ศูนย์มะเร็ง สุราษฎร์ธานี คัดเลือกตามสะดวก จํานวน 130 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามข้อมูลส่วน บุคคล แบบสอบถามอาการแบบสอบถามกลวิธีการจัดการกับอาการ แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอที่ได้รับรังสีรักษา มีค่าดัชนีความตรงเชิง เนื้อหาเท่ากับ .80, .87, .80, และ .81 ตามลําดับ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .80, .75, .80, และ .71 ตามลําดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน\n \nผลการวิจัย: 1) อาการน้ำลายเหนียว/คอแห้ง มีความถี่และความรุนแรงของอาการมากที่สุด โดยจัดการ กับอาการด้วยการใช้น้ำยาบ้วนปาก การใช้ยาแก้ปวด และการใส่สายให้อาหาร มากที่สุด 2) คุณภาพ\nชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอเพศชายภาคใต้ขณะได้รับรังสีรักษาอยู่ในระดับสูง (x̄ = 2.90, SD = 0.52) 3) ความถี่และความรุนแรงของอาการมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำและระดับปานกลางกับคุณภาพ ชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอเพศชายภาคใต้ขณะได้รับรังสีรักษา (r = -.28, = -.38, p<.05) และ 4) การสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและ คอเพศชายภาคใต้ขณะได้รับรังสีรักษา (r=.13, p<.05)\n \nสรุป: อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในด้านร่างกายมากที่สุด ดังนั้นพยาบาล จึงควรมีการพัฒนากลวิธีการจัดการกับอาการที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม โดยส่วนใหญ่เกิดในช่องปากที่มีทั้ง ความรุนแรงและความถี่ โดยให้สมาชิกในครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วม โดยเริ่มตั้งแต่ก่อน ขณะ และหลัง สิ้นสุดการรักษา เพื่อให้เป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง\n
คุณลักษณะของโรงพยาบาลรัฐที่น่าอยู่น่าทำงาน สังกัดกระทรวงสาธารณสุข, นงลักษณ์ จิรประภาพงศ์, สุชาดา รัชชุกูล
คุณลักษณะของโรงพยาบาลรัฐที่น่าอยู่น่าทำงาน สังกัดกระทรวงสาธารณสุข, นงลักษณ์ จิรประภาพงศ์, สุชาดา รัชชุกูล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาคุณลักษณะของโรงพยาบาลรัฐที่น่าอยู่น่าทํางาน สังกัดกระทรวงสาธารณสุข\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้เทคนิค EDFR\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เชี่ยวชาญจํานวน 24 คน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มผู้บริหาร กระทรวงสาธารณสุข กลุ่มนักวิชาการด้านการศึกษาองค์การ กลุ่มนักบริหารทรัพยากรบุคคล กลุ่ม ผู้บริหารโรงพยาบาล กลุ่มผู้บริหารการพยาบาล และกลุ่มพยาบาลด้านการปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย รอบแรกเป็นแบบสัมภาษณ์ รอบที่ 2 และรอบที่ 3 เป็นแบบสอบถามคุณลักษณะของ โรงพยาบาลรัฐที่น่าอยู่น่าทํางาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ คัดเลือกคุณลักษณะของโรงพยาบาลรัฐที่น่าอยู่น่าทํางานจากค่าพิสัยที่มีความเห็นสอดคล้องกัน (IR ≤ 1.50) และค่ามัธยฐานที่มีระดับมากขึ้นไป (Median > 3.50)\n \nผลการวิจัย: คุณลักษณะของโรงพยาบาลรัฐที่น่าอยู่น่าทํางาน สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย คุณลักษณะย่อย 64 ข้อ ซึ่งอยู่ในระดับความสําคัญ มาก ถึง มากที่สุด จําแนกได้เป็น 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการบริหารจัดการที่ดี จํานวน 18 ข้อ 2) ด้านการมีความสุขในการทํางานและผูกพันต่อองค์การ ของบุคลากร จํานวน 5 ข้อ 3) ด้านการให้ความสําคัญกับบุคลากร จํานวน 16 ข้อ 4) ด้านการมีภาวะ ผู้นําของผู้บริหาร จํานวน 10 ข้อ 5) ด้านการสื่อสารที่เปิดเผยและชัดเจน จํานวน 5 ข้อ 6) ด้านความ สามารถในการปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลง จํานวน 5 ข้อ และ 7) ด้านการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม จํานวน 5 ข้อ\n \nสรุป: ผลการวิจัยที่ได้สามารถนําไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโรงพยาบาลให้น่าอยู่น่าทํางานต่อไป \n
ความรู้และทัศนคติในการดูแลเรื่องอาหารเด็กเล็กของผู้ปกครองและครูพี่เลี้ยงเด็ก, สุปราณี การพึ่งตน
ความรู้และทัศนคติในการดูแลเรื่องอาหารเด็กเล็กของผู้ปกครองและครูพี่เลี้ยงเด็ก, สุปราณี การพึ่งตน
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความรู้และทัศนคติในการดูแลเรื่องอาหารเด็กเล็กของผู้ปกครอง และครูพี่เลี้ยงเด็ก\n \nรูปแบบการวิจัย: งานวิจัยแบบพรรณนาเชิงเปรียบเทียบ\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองที่มีบุตรอายุระหว่าง 1 ถึง 3 ขวบ จํานวน 104 คน และ ครูพี่เลี้ยงเด็ก จํานวน 86 คน คัดเลือกตามสะดวกจากศูนย์เด็กเล็กเขตเทศบาล อ.เมือง จ.จันทบุรี เก็บ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับการดูแลเรื่องอาหารเด็กเล็ก (CVI = .94, KR 20 = .70) และแบบสอบถามความคิดเห็นในการดูแลเรื่องอาหารเด็กเล็ก (CVI = .83, α = .71) วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที\n \nผลการวิจัย: คะแนนความรู้ในการดูแลเรื่องอาหารเด็กเล็กของผู้ปกครองและครูพี่เลี้ยงเด็กส่วนใหญ่ อยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 45.19 และ 61.63 ตามลําดับ ค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้และทัศนคติในการ ดูแลเรื่องอาหารเด็กเล็กระหว่างผู้ปกครองและครูพี่เลี้ยงเด็กไม่แตกต่างกัน (tdf = 188 = -1.76 และ tdf = 188 = -.89, p > .05) กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีความเข้าใจผิดบางประการเกี่ยวกับความสามารถที่ เหมาะสมตามวัยของเด็กเล็กที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหาร ผู้ปกครองและครูพี่เลี้ยงเด็กบางส่วนมี ความเชื่อด้านลบเกี่ยวกับรูปแบบและวิธีการดูแลเรื่องอาหารเด็กเล็ก\n \nสรุป: พยาบาลเด็กควรจัดบริการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับรูปแบบและวิธีการดูแลเรื่องอาหารเด็กเล็ก ที่เหมาะสม รวมทั้งปรับทัศนคติให้ผู้ดูแลเด็กมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความสามารถตามวัยของ เด็กเล็กด้านการรับประทานอาหาร\n
ลักษณะจิตบริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน, มรกต เหลืองอำนวยศิริ, อารีย์วรรณ อ่วมตานี
ลักษณะจิตบริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน, มรกต เหลืองอำนวยศิริ, อารีย์วรรณ อ่วมตานี
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาลักษณะจิตบริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา โดยเทคนิค Ethnographic Delphi Future Research (EDFR)\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้เชี่ยวชาญจํานวน 20 คน การดําเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับลักษณะจิตบริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน ขั้นตอนที่ 2 นําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนํามาสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสําคัญของข้อคําถามแต่ละข้อที่เป็นลักษณะจิตบริการในการปฏิบัติงานของ พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลเอกชน ขั้นตอนที่ 3 นําข้อมูลที่ได้มาคํานวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัย ระหว่างควอไทล์แล้วส่งแบบสอบถามกลับไปให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็นอีกครั้ง หลังจากนั้นนํา ข้อมูลที่ได้มาคํานวณค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ เพื่อสรุปผลการวิจัย\n \nผลการวิจัย: ลักษณะจิตบริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน ประกอบด้วย 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านเจตคติที่ดีต่อการให้บริการ ประกอบด้วย 4 ด้านย่อย ได้แก่ การคิดเชิงบวกต่อการให้บริการ การให้บริการด้วยความเต็มใจ การเข้าใจธรรมชาติของผู้รับบริการ และการเข้าใจความคาดหวังและ ความต้องการของผู้มารับบริการ 2) ด้านคุณลักษณะของพยาบาล ประกอบด้วย 2 ด้านย่อย ได้แก่ การ มีบุคลิกภาพที่สร้างความประทับใจ และความสามารถในการบริหารจัดการ 3) ด้านความรับผิดชอบ ประกอบด้วย 3 ด้านย่อย ได้แก่ ความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ความรับผิดชอบต่อองค์การ และความรับผิดชอบ ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม\n\nสรุป: ผู้บริหารการพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน สามารถนําผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางส่งเสริมจิตบริการ และฝึกอบรมพยาบาลวิชาชีพให้มีพฤติกรรมบริการที่เป็นเลิศ\n
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำบารมีของหัวหน้าหอผู้ป่วย สภาพแวดล้อมในการทำงาน กับผลผลิตของงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ, นิตยา พิทักษ์โกศล, กัญญดา ประจุศิลป
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำบารมีของหัวหน้าหอผู้ป่วย สภาพแวดล้อมในการทำงาน กับผลผลิตของงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ, นิตยา พิทักษ์โกศล, กัญญดา ประจุศิลป
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาภาวะผู้นําบารมีของหัวหน้าหอผู้ป่วย สภาพแวดล้อมในการทํางานและผลผลิต ของงาน ของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะ ผู้นําบารมีของหัวหน้าหอผู้ป่วย สภาพแวดล้อมในการทํางาน กับผลผลิตของงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบพรรณนาเชิงความสัมพันธ์\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพ จํานวน 382 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบ หลายขั้นตอนจากโรงพยาบาล 5 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามภาวะผู้นํา บารมีของหัวหน้าหอผู้ป่วย แบบสอบถามสภาพแวดล้อมในการทํางาน และแบบสอบถามผลผลิตของ งานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา จากผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ค่าความเที่ยงของแบบสอบถาม โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค มีค่าเท่ากับ .93, .93 และ .94 ตามลําดับ วิเคราะห์ข้อมูล โดยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน\n \nผลการวิจัย: 1) ภาวะผู้นําบารมีของหัวหน้าหอผู้ป่วย สภาพแวดล้อมในการทํางาน และผลผลิตของ งานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ อยู่ในระดับดี (x̄ = 3.91 ± .48, 3.83 ± .44, และ 4.07 ± .40)\n2) ภาวะผู้นําบารมีของหัวหน้าหอผู้ป่วย (r = .44) และสภาพแวดล้อมในการทํางาน (r = .70) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับผลผลิตของงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n\nสรุป: ผู้บริหารการพยาบาลควรส่งเสริมภาวะผู้นําบารมีของหัวหน้าหอผู้ป่วย และสภาพแวดล้อมในการ ทํางาน ควบคู่กันไปเพื่อให้บุคลากรพยาบาลสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ก่อให้เกิดผลผลิตของงานเพิ่มมากขึ้น\n
ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจและการพัฒนาทักษะต่อพฤติกรรม การใช้ถุงยางอนามัยในพนักงานหญิงบริการ, นิติยา ฤทธิไกร, รัตน์ศิริ ทาโต
ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจและการพัฒนาทักษะต่อพฤติกรรม การใช้ถุงยางอนามัยในพนักงานหญิงบริการ, นิติยา ฤทธิไกร, รัตน์ศิริ ทาโต
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะในการ ป้องกันโรคเอดส์ต่อพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัยในพนักงานหญิงบริการ\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานหญิงบริการที่ปฏิบัติงานในสถานบริการคาราโอเกะ 2 แห่ง ที่มีลักษณะการให้บริการใกล้เคียงกัน คัดเลือกสถานบริการโดยการเลือกตามสะดวก แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 25 คน (1 สถานบริการ) และกลุ่มควบคุม 25 คน (1 สถานบริการ) กลุ่มควบคุมได้รับความรู้ตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะในการป้องกันโรคเอดส์ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมการให้ข้อมูลฯ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม พฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัย เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัยมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1 สัมประสิทธิ์แอลฟ่า ของครอนบาคเท่ากับ .84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและการทดสอบค่าที่\n \nผลการวิจัย: 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัยในพนักงานหญิงบริการหลังได้รับ โปรแกรมการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะในการป้องกันโรคเอดส์สูงกว่าก่อนได้รับ โปรแกรมฯ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .01)\n2) ค่าเฉลี่ยของผลต่างคะแนนพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัยในพนักงานหญิงบริการกลุ่มที่ ได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะในการป้องกันโรคเอดส์สูงกว่ากลุ่ม ที่ได้รับความรู้ตามปกติอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .01)\n \nสรุป: โปรแกรมการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะในการป้องกันโรคเอดส์สามารถ เพิ่มอัตราการใช้ถุงยางอนามัยในพนักงานหญิงบริการ จึงควรมีการส่งเสริมให้มีการให้ข้อมูล สร้างแรงจูงใจ และพัฒนาทักษะในการป้องกันโรคเอดส์ในกลุ่มเสี่ยงนี้อย่างกว้างขวางเพื่อลดอัตราการติดเอดส์ต่อไป\n
สมรรถนะพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป, วราภรณ์ ศิลป์สวัสดิ์, กัญญาดา ประจุศิลป
สมรรถนะพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป, วราภรณ์ ศิลป์สวัสดิ์, กัญญาดา ประจุศิลป
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสมรรถนะของพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้เทคนิค EDFR\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้เชี่ยวชาญจํานวน 18 คน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญทางการบริหาร ในองค์กรวิชาชีพ 5 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพยาบาลจากสมาคมพยาบาลเวชปฏิบัติ 5 คน คณาจารย์ ในสถาบันการศึกษาที่จัดหลักสูตรฝึกอบรมพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็น แพทย์จากสมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป 3 คน การดําเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ รอบที่ 1 การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสมรรถนะของพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป รอบที่ 2 นําข้อมูลจากรอบที่ 1 มาวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างแบบสอบถามสมรรถนะของพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสําคัญของข้อรายการสมรรถนะแต่ละด้าน และรอบที่ 3 นําข้อมูล ที่ได้จากรอบที่ 2 มาคํานวณหาค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ เพื่อส่งให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยัน คําตอบเพื่อสรุปผลการวิจัย\n \nผลการวิจัย: สมรรถนะของพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป ประกอบด้วย 3 ด้าน มีจํานวนทั้งหมด 34 ข้อ ดังนี้ 1) ด้านการรักษาโรคเบื้องต้นและการให้ภูมิคุ้มกันโรค มีจํานวน 16 ข้อ 2) ด้านการพยาบาลในชุมชน มีจํานวน 10 ข้อ และ 3) ด้านการจัดการภาวะสุขภาพ มีจํานวน 8 ข้อ\n \nสรุป: ผู้บริหารการพยาบาลสามารถนําผลการวิจัยไปใช้ในการจัดการมอบหมายงานให้สอดคล้องกับ สมรรถนะของพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป\n
ผลของโปรแกรมป้องกันการถูกล่วงละเมิดทางเพศต่อความตั้งใจในการกระทำพฤติกรรม ป้องกันตนเองของนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษา, ศิรินทร์ณา ทัศนียรัตน์, ประนอม รอดคำดี
ผลของโปรแกรมป้องกันการถูกล่วงละเมิดทางเพศต่อความตั้งใจในการกระทำพฤติกรรม ป้องกันตนเองของนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษา, ศิรินทร์ณา ทัศนียรัตน์, ประนอม รอดคำดี
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความตั้งใจในการกระทําพฤติกรรมป้องกันตนเองของนักเรียนหญิง ชั้นประถมศึกษาระหว่างก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม หลังสิ้นสุดโปรแกรมทันที และระยะติดตามผล 4 สัปดาห์ \n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดแบบอนุกรมเวลา\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อายุ 9-12 ปี ที่ศึกษาอยู่ใน โรงเรียนสหศึกษาแห่งหนึ่ง จํานวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมป้องกันการถูกล่วง ละเมิดทางเพศ ที่พัฒนาจากแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองของ Bandura มีการดําเนินกิจกรรม 3 ครั้ง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความตั้งใจในการกระทําพฤติกรรมป้องกันตนเองจากการถูกล่วง ละเมิดทางเพศ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าดัชนีความตรงเท่ากับ .85 มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .77 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Repeated Measure ANOVA \nผลการวิจัย: ค่าเฉลี่ยคะแนนความตั้งใจในการกระทําพฤติกรรมป้องกันตนเองจากการถูกล่วงละเมิด ทางเพศของกลุ่มตัวอย่างภายหลังสิ้นสุดโปรแกรมทันทีและระยะติดตามผล 4 สัปดาห์ สูงกว่าก่อนเข้า ร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n\nสรุป: โปรแกรมป้องกันการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ส่งผลให้ความตั้งใจในการกระทําพฤติกรรมป้องกัน การถูกล่วงละเมิดทางเพศของนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มคงอยู่ในระยะ 4 สัปดาห์\n
ปัจจัยทำนายการใช้ถุงยางอนามัยของชายไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ใน 4 กลุ่ม เขตกรุงเทพมหานคร, พูลสุข เจนพาณิชย์ วิสุทธิพันธ์, สุธิดา มาสุธน
ปัจจัยทำนายการใช้ถุงยางอนามัยของชายไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ใน 4 กลุ่ม เขตกรุงเทพมหานคร, พูลสุข เจนพาณิชย์ วิสุทธิพันธ์, สุธิดา มาสุธน
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยทํานายการใช้ถุงยางอนามัยและความตั้งใจในการใช้ถุงยางอนามัยของ ชายไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้นใน 4 กลุ่ม\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบทํานาย\n\nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยชายไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุ 20-39 ปี ที่อาศัยหรือ ทํางานในกรุงเทพมหานคร 4 กลุ่ม ได้แก่ นักศึกษา จํานวน 65 คน พนักงานบริษัท จํานวน 143 คน หนุ่มโรงงาน จํานวน 141 คน และคนรับจ้างทั่วไป จํานวน 51 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็น แบบสอบถามซึ่งพัฒนาจากกรอบแนวคิดทฤษฎีการวางแผนพฤติกรรมของ Aizen (1991) ประกอบด้วย แบบประเมินความตั้งใจในการใช้ถุงยางอนามัย แบบประเมินเจตคติต่อการใช้ถุงยางอนามัย แบบประเมินการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และแบบประเมินการรับรู้ความสามารถในการควบคุมการใช้ ถุงยางอนามัย มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .76, .87, .78 และ .73 ตามลําดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน\n \nผลการวิจัย: 1) ปัจจัยทํานายการใช้ถุงยางอนามัย พบว่า ความตั้งใจในการใช้ถุงยางอนามัย สามารถ ทํานายการใช้ถุงยางอนามัยของนักศึกษา พนักงานบริษัทและหนุ่มโรงงานอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (β = .31, .57, และ .43, p < .05) โดยกลุ่มคนงานรับจ้างทั่วไป ไม่มีปัจจัยทํานายใดมีนัยสําคัญทางสถิติ 2) ปัจจัยทํานายความตั้งใจในการใช้ถุงยางอนามัย พบว่า การรับรู้ความสามารถในการควบคุมการใช้ถุงยางอนามัยสามารถทํานายความตั้งใจได้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติในทั้ง 4 กลุ่ม (β = .33, .40, .39 และ .51, p < .05) ส่วนการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง สามารถทํานายความตั้งใจอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ในกลุ่มคนงานรับจ้างทั่วไป และกลุ่มหนุ่มโรงงาน (β = .38 และ .24, p < .05) โดย เจตคติต่อการใช้ ถุงยางอนามัย สามารถทํานายความตั้งใจอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ เฉพาะในกลุ่มพนักงานบริษัทเท่านั้น (β = .23, p < .05)\n \nสรุป: ทฤษฎีการวางแผนพฤติกรรม สามารถนํามาประยุกต์ใช้ในการศึกษาหาปัจจัยทํานายการใช้ถุงยาง อนามัยและความตั้งใจได้บางส่วนสําหรับกลุ่มประชากร 4 กลุ่มนี้ การรณรงค์ส่งเสริมการใช้ถุงยาง อนามัยและความตั้งใจในการใช้ถุงยางอนามัยในประชากรแต่ละกลุ่มจึงควรคํานึงปัจจัยทํานายที่ เฉพาะเจาะจงเหล่านี้ \n
การพัฒนารูปแบบการดูแลทารกแรกเกิดของมารดาวัยรุ่นในชุมชน จังหวัดนครปฐม, ประไพวรรณ ด่านประดิษฐ์, วิไล ตาปะสี
การพัฒนารูปแบบการดูแลทารกแรกเกิดของมารดาวัยรุ่นในชุมชน จังหวัดนครปฐม, ประไพวรรณ ด่านประดิษฐ์, วิไล ตาปะสี
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการเตรียมความพร้อมการดูแลทารกแรกเกิดของพยาบาลวิชาชีพ ความสามารถ ในการดูแลทารกแรกเกิดและความต้องการการช่วยเหลือของมารดาวัยรุ่น และพัฒนารูปแบบการดูแล ทารกแรกเกิดในชุมชน จังหวัดนครปฐม\n \nรูปแบบการวิจัย: การศึกษาและการพัฒนา\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: ขั้นตอนที่ 1 กลุ่มตัวอย่างมี 2 กลุ่ม คือ พยาบาลวิชาชีพ ที่ปฏิบัติงานในคลินิกฝากครรภ์และหอผู้ป่วยหลังคลอด จํานวน 90 คน และกลุ่มมารดาวัยรุ่นหลังคลอดที่มีอายุ 17 ปีและต่ำกว่า ที่มาฝากครรภ์และคลอดบุตร โรงพยาบาลชุมชน จังหวัดนครปฐม จํานวน 40 คน รวบรวมข้อมูลโดย พยาบาลวิชาชีพตอบแบบสอบถามการเตรียมความพร้อมการดูแลทารกแรกเกิดแก่มารดาวัยรุ่นและมารดา วัยรุ่นหลังคลอดตอบแบบสอบถามความสามารถในการดูแลทารกแรกเกิดและความต้องการการช่วยเหลือ ของมารดาวัยรุ่นจากพยาบาลวิชาชีพ ขั้นตอนที่ 2 นําข้อมูลที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 มาสร้างและพัฒนาเป็น นวัตกรรมสู่การปฏิบัติ\n \nผลการวิจัย: ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมความพร้อมของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลทารกแรกเกิดแก่มารดา วัยรุ่น พบประเด็นที่สําคัญ คือ พยาบาลวิชาชีพไม่สามารถสอน แนะนํา และสาธิตเกี่ยวกับการดู ทารกแรกเกิดที่จําเป็นในช่วงหลังคลอดได้ครบทุกด้าน มีสื่อเอกสารการเลี้ยงดูทารกแรกเกิดเป็นแผ่นพับ หน้าเดียวแจกมารดาวัยรุ่นทุกโรงพยาบาล มีสื่อวีดิทัศน์เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่อัดสําเนามาจาก โรงพยาบาลอื่น มารดาวัยรุ่นหลังคลอดมีความสามารถในการดูแลทารกแรกเกิดเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้านด้านการเลี้ยงบุตรด้วยนมแม่ การดูแลทารกแรกเกิดที่มีอาการผิดปกติ และการให้อาหารเสริมบุตร ใน ระดับปานกลางเท่านั้น ส่วนการดูแลทารกแรกเกิดประจําวันและการให้วัคซีนบุตร มีความสามารถใน ระดับมาก และมารดาวัยรุ่นหลังคลอดต้องการความช่วยเหลือจากพยาบาลวิชาชีพ ในการสอนแนะนํา และสาธิตการดูแลทารกแรกเกิดในระดับมากที่สุดและมากทั้ง 5 ด้านที่กล่าวมาข้างต้น ขั้นตอนที่ 2 ผู้วิจัยและผู้ใช้ ได้แก่ แพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลชุมชน จังหวัด นครปฐม ได้สร้างและพัฒนานวัตกรรมสื่อวีดิทัศน์ชื่อ ดูแลลูกน้อยอย่างไร..ดูแลตัวเองอย่างไร สําหรับ ให้พยาบาลวิชาชีพใช้เป็นสื่อการสอน แนะนํา และสาธิต และแจกมารดาวัยรุ่นหลังคลอดเพื่อใช้ทบทวน ความรู้ด้วยตนเองที่บ้าน\n \nสรุป: พยาบาลวิชาชีพไม่สามารถสอน แนะนํา และสาธิตการดูแลทารกแรกเกิดแก่มารดาวัยรุ่นหลังคลอด ได้ครบทุกเรื่อง การสร้างนวัตกรรมสื่อวีดิทัศน์สําหรับพยาบาลเพื่อใช้เป็นสื่อการสอนจึงเป็นอีกแนวทาง หนึ่งในการพัฒนารูปแบบการดูแลทารกแรกเกิดของมารดาวัยรุ่น\n
อิทธิพลของการรับรู้ความรุนแรงของโรค ความแตกฉานด้านสุขภาพและการสนับสนุน จากครอบครัวต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2, สมฤทัย เพชรประยูร, ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ, คนึงนิจ พงศ์ถาวรกมล, ธวัชชัย พีรพัฒน์ดิษฐ์
อิทธิพลของการรับรู้ความรุนแรงของโรค ความแตกฉานด้านสุขภาพและการสนับสนุน จากครอบครัวต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2, สมฤทัย เพชรประยูร, ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ, คนึงนิจ พงศ์ถาวรกมล, ธวัชชัย พีรพัฒน์ดิษฐ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ความรุนแรงของโรค ความแตกฉานด้านสุขภาพ และการ สนับสนุนจากครอบครัว ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยความสัมพันธ์เชิงทํานาย\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จํานวน 85 ราย ที่มารับการตรวจ รักษาที่หน่วยตรวจโรคอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ข้อมูล ส่วนบุคคล การรับรู้ความรุนแรงของโรค ความแตกฉานด้านสุขภาพขั้นพื้นฐาน การสนับสนุนจากครอบครัว และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 แบบสอบถามทุกชุดได้รับการตรวจความตรง เชิงเนื้อหา ได้ค่า CVI เท่ากับ .82, .81, .95 และ .75 และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .77, .85, .97 และ .73 ตามลําดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหคุณ\n\nผลการวิจัย: ตัวแปรทั้งหมดร่วมกันทํานายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ ร้อยละ 31.6 (R2 = 316, p < .001) โดยตัวแปรทํานายที่มีนัยสําคัญทางสถิติ ได้แก่ การสนับสนุนจาก ครอบครัว (β = .40) สามารถทํานายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้มากที่สุด รองลงมา คือ ความแตกฉานด้านสุขภาพ (β = .26) ส่วนการรับรู้ความรุนแรงของโรค (β = -.05) ไม่ สามารถทํานายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ\n \nสรุป: พยาบาลควรส่งเสริมให้ผู้ป่วยเบาหวานมีความแตกฉานด้านสุขภาพในการดูแลตนเองโดยให้ความ รู้หรือข้อมูลในรูปแบบต่างๆ มีสื่อการสอนที่หลากหลาย จัดให้มีประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผู้ป่วยสามารถ นําไปปฏิบัติได้จริง และสนับสนุนให้สมาชิกในครอบครัวมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม เพื่อให้เกิดความ ยั่งยืนในการดูแลตนเอง\n
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจในการให้นมแม่ต่อการรับรู้ความสามารถของมารดา ปริมาณน้ำนมแม่และการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวในทารกเกิดก่อนกำหนด, ปิยาพร สินธุโครต, วีณา จีระแพทย์
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจในการให้นมแม่ต่อการรับรู้ความสามารถของมารดา ปริมาณน้ำนมแม่และการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวในทารกเกิดก่อนกำหนด, ปิยาพร สินธุโครต, วีณา จีระแพทย์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอํานาจในการให้นมแม่ ต่อการรับรู้ความสามารถ ของมารดา ปริมาณน้ำนมแม่ และการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวในทารกเกิดก่อนกําหนด\n\n รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาและทารกจํานวน 40 คู่ โดยเป็นมารดาหลังคลอดทาง ช่องคลอดครรภ์แรก และทารกเกิดก่อนกําหนดที่รับไว้ในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 20 คู่ โดยจับคู่อายุครรภ์ น้ำหนักแรกเกิดของทารก และความตั้งใจในการ ให้นมแม่ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอํานาจใน การให้นมแม่ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมเสริมสร้างพลังอํานาจในการให้นมแม่ แบบบันทึก ปริมาณน้ำนมแม่และน้ำหนักตัวของทารก แบบสอบถามพลังอํานาจในการให้นมแม่และการรับรู้ความ สามารถของมารดา ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา แบบสอบถามพลังอํานาจในการให้นมแม่ และแบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของมารดามีค่าความเที่ยงเท่ากับ .89 และ .85 ตามลําดับ วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย และสถิติทดสอบค่าที\n \nผลการวิจัย: 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้ความสามารถของมารดาหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .05) 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้ความสามารถของมารดากลุ่มทดลองสูง\nกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .05) 3) ค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำนมแม่ที่มารดาบีบเก็บได้ของ กลุ่มทดลองมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .05) และ 4) ค่าเฉลี่ยของร้อยละของ น้ำหนักตัวหลังเกิดที่ลดลงของทารกเกิดก่อนกําหนดในมารดากลุ่มทดลองแตกต่างกับกลุ่มควบคุมอย่าง ไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ (p> .05)\n \nสรุป: ควรนําโปรแกรมเสริมสร้างพลังอํานาจในการให้นมแม่ไปใช้ในการจัดบริการพยาบาลเพื่อเพิ่มการ รับรู้ความสามารถของมารดาและปริมาณน้ำนมแม่ในมารดาที่มีทารกเกิดก่อนกําหนด\n
ปัจจัยคัดสรรที่มีค่าสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมวัยผู้ใหญ่, ธิราวรรณ เชื้อตาเล็ง, สุรีพร ธนศิลป์
ปัจจัยคัดสรรที่มีค่าสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมวัยผู้ใหญ่, ธิราวรรณ เชื้อตาเล็ง, สุรีพร ธนศิลป์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร คือ อาการปวดเข่า ความรุนแรงของโรค ภาวะซึมเศร้า ความสามารถในการดูแลตนเอง อายุ ดัชนีมวลกาย และการ สนับสนุนทางสังคมกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมวัยผู้ใหญ่\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมวัยผู้ใหญ่ที่มีคุณสมบัติตามที่กําหนด จํานวน 150 คน ที่เข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอกคลินิกโรคกระดูกและข้อของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช โรงพยาบาลเลิดสิน และโรงพยาบาลศิริราช เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินอาการปวด แบบประเมินความรุนแรงของโรค แบบประเมินความสามารถในการดูแลตนเอง แบบประเมินการ สนับสนุนทางสังคม แบบประเมินภาวะซึมเศร้า และแบบประเมินคุณภาพชีวิต ตรวจสอบความตรงตาม เนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน 5 คน หาค่าความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .76, .75, .92, .91, .92, และ .92 ตามลําดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน\n \nผลการวิจัย: 1) กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมวัยผู้ใหญ่มีคุณภาพชีวิตโดยรวมเฉลี่ยในระดับสูง (x̄ = 2.74, SD = .50) 2) ความสามารถในการดูแลตนเอง การสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ ทางบวกในระดับต่ำกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมวัยผู้ใหญ่อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ\n.05 (r = .30, r = .36 ตามลําดับ) 3) อาการปวดเข่า ความรุนแรงของโรค และดัชนีมวลกาย มีความ สัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมวัยผู้ใหญ่อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 05 (r = -.33, .34 และ -.18 ตามลําดับ) ส่วนภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบในระดับสูงกับ คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมวัยผู้ใหญ่อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = -.65) และ 4) อายุไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมวัยผู้ใหญ่ (r = -.06)\n \nสรุป: …
บทบาทพยาบาลเบาหวาน ตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพ (Roles Of Diabetes Nurse's As Perceived By Professional Nurses), พรรณวดี เหลืองรัตน์, กัญญดา ประจุศิลป
บทบาทพยาบาลเบาหวาน ตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพ (Roles Of Diabetes Nurse's As Perceived By Professional Nurses), พรรณวดี เหลืองรัตน์, กัญญดา ประจุศิลป
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลที่ให้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลของรัฐและเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา \nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในแผนกที่มีการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน ในโรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชน เขตกรุงเทพมหานคร จํานวน 341 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่าง แบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถามบทบาทพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และทดสอบความเที่ยงโดยหาสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคได้ ค่าความเที่ยง .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบทีและวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว \nผลการวิจัย: \n1. บทบาทพยาบาลที่ให้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพ โดยรวมอยู่ ที่ระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าบทบาทพยาบาลที่ให้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ในด้านการปฏิบัติ การพยาบาล (x = 4.43, SD = 0.56) ด้านการประสานงานและการติดต่อสื่อสารกับทีมสหสาขาวิชาชีพ (x = 3.57, SD = 0.77) อยู่ในระดับมาก แต่บทบาทพยาบาลที่ให้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ด้านการจัดการ และประเมินผลลัพธ์ (x = 3.44, SD = 0.80) ด้านการให้ความรู้และคำปรึกษา (x = 3.20, SD = 0.65) และด้านการวิจัยและการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ (x = 3.19, SD = 0.85) อยู่ในระดับปานกลาง \n2. พยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการอบรมการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและไม่ได้รับการอบรมการดูแลผู้ป่วย เบาหวาน มีการปฏิบัติบทบาทพยาบาลเบาหวานต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วน พยาบาลวิชาชีพที่มี วุฒิการศึกษา ระยะเวลาที่ปฏิบัติงานพยาบาลวิชาชีพ และหน่วยงานที่ปฏิบัติงาน แตกต่างกัน มีการปฏิบัติบทบาทพยาบาลเบาหวานไม่ต่างกัน \nสรุปและข้อเสนอแนะ: พยาบาลวิชาชีพที่ให้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานรับรู้บทบาทของพยาบาลเบาหวาน อยู่ในระดับมาก ผู้บริหารทางการพยาบาล สามารถนำบทบาทพยาบาลเบาหวาน ไปเป็นแนวทางในการ กําหนดบทบาทของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
ผลของโปรแกรมการจัดการแบบบูรณาการต่อความเหนื่อยล้าหลังผ่าตัดของผู้ป่วยสูงอายุผ่าตัดทางศัลยกรรมกระดูก (The Effect Of Integrative Management Program On Postoperative Fatigue Of Orthopedic Elderly Patients), พัชราภรณ์ ศรีคะชินทร์, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
ผลของโปรแกรมการจัดการแบบบูรณาการต่อความเหนื่อยล้าหลังผ่าตัดของผู้ป่วยสูงอายุผ่าตัดทางศัลยกรรมกระดูก (The Effect Of Integrative Management Program On Postoperative Fatigue Of Orthopedic Elderly Patients), พัชราภรณ์ ศรีคะชินทร์, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการแบบบูรณาการต่อความเหนื่อยล้าหลังผ่าตัดของผู้ป่วยสูงอายุผ่าตัดทางศัลยกรรมกระดูก \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง \nวิธีดำเนินการวิจัย: โดยใช้แนวคิด Piper's Integrated Fatigue Model ของ Piper (1987) และ แนวทางการลดความเหนื่อยล้าของ Robinson et al. (2003) กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยสูงอายุที่ได้รับการ ผ่าตัดใหญ่ทางศัลยกรรมกระดูก ณ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 40 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 20 คน จับคู่ให้มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันในด้านอายุ เพศ ชนิดของการผ่าตัด ยาระงับความรู้สึก ชนิดของโรคเรื้อรัง และการสนับสนุนทางสังคม กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับการพยาบาลตามปกติร่วมกับโปรแกรมการจัดการแบบบูรณาการซึ่งประกอบด้วย การให้ความรู้เกี่ยวกับความเหนื่อยล้าในวันก่อนผ่าตัด การจัดกิจกรรมเพื่อลดการใช้พลังงานและสะสม พลังงาน การจัดการกับความเจ็บปวด และจัดกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายความเครียดหลังผ่าตัด เครื่องมือที่ ใช้ในการทดลองได้แก่ 1) โปรแกรมการจัดการแบบบูรณาการ ประกอบด้วย แผนการสอนและคู่มือเรื่อง ความเหนื่อยล้าหลังผ่าตัดกระดูก 2) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบประเมินความเหนื่อยล้า ซึ่งผ่านการตรวจความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.91 และ ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที่ \nผลการวิจัย: \n1. การรับรู้ความเหนื่อยล้าของผู้ป่วยสูงอายุผ่าตัดทางศัลยกรรมกระดูก ภายหลังได้รับโปรแกรม การจัดการแบบบูรณาการน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกำลัง แรงบีบมือภายหลังได้รับโปรแกรมฯ มากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 \n2. การรับรู้ความเหนื่อยล้าของผู้ป่วยสูงอายุผ่าตัดทางศัลยกรรมกระดูกกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฯ น้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่กำลังแรงบีบมือไม่แตกต่างกัน \nสรุปและข้อเสนอแนะ: โปรแกรมการจัดการแบบบูรณาการสามารถลดความเหนื่อยล้าของผู้ป่วย สูงอายุผ่าตัดทางศัลยกรรมกระดูก อย่างไรก็ตามควรมีการนำโปรแกรมดังกล่าวประยุกต์ใช้กับผู้ป่วย ศัลยกรรมอื่น ๆ ด้วย
การใช้แนวคิดลีนในการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาล กรณีศึกษา โรงพยาบาลตติยภูมิ (Lean Concept Utilization In Nursing Service Quality Improvement: A Case Study Of A Tertiary Hospital), วัชนาภา ชาติมนตรี, บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร
การใช้แนวคิดลีนในการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาล กรณีศึกษา โรงพยาบาลตติยภูมิ (Lean Concept Utilization In Nursing Service Quality Improvement: A Case Study Of A Tertiary Hospital), วัชนาภา ชาติมนตรี, บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อบรรยายการนำแนวคิดลืนไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาล รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงคุณภาพแบบศึกษาเฉพาะกรณี (case study approach) \nวิธีดำเนินการวิจัย: โรงพยาบาลที่ศึกษาเป็น 1 ใน 5 โรงพยาบาลนำร่องและได้ทำการเลือกผู้ให้ข้อมูล แบบเฉพาะเจาะจงจํานวน 18 คน เก็บรวบรวมโดยการสัมภาษณ์เจาะลึก การสังเกต การศึกษาเอกสาร ที่เกี่ยวข้องที่ได้รับอนุญาตและการถ่ายภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา และทําการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการของ Lincoln and Guba \nผลการวิจัย: การใช้แนวคิดลื่นในการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ แบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ \nระยะที่ 1 การเริ่มต้นดำเนินโครงการ ประกอบด้วย 1.1) ชักชวนจากสถาบันเพิ่มผลผลิต 1.2) มี ประกาศนโยบายประชาสัมพันธ์ทั่วทั้งองค์กร 1.3) เห็นปัญหา เห็นประโยชน์ มีส่วนร่วม และ 1.4) อบรม ให้เห็นจริง \nระยะที่ 2 ระยะดำเนินการเพื่อนำแนวคิดลืนไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาล ใน ระยะนี้มีการดำเนินงานต่อเนื่องจากระยะที่ 1 ประกอบด้วย 2.1) จัดตั้งคณะกรรมการลีนเพื่อสอน 2.2) กระตุ้นให้สำเร็จแล้วอยากทำต่อ 2.3) การใช้แนวคิดลื่นในการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาล 2.4) จัด เยี่ยมและสำรวจภายในเพื่อกระตุ้นการพัฒนา 2.5) จัดเวทีแสดงผลงาน มีการพบปะพูดคุย 2.6) ประเมิน ติดตามผลการพัฒนา และ 2.7) เกิดการเรียนรู้และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง \nระยะที่ 3 ผลการนําแนวคิดลื่นมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาล ประกอบด้วย 3.1) ทำแล้วคุณภาพเกิดกับผู้ป่วย 3.2) ผู้รับบริการพึงพอใจ ผู้ปฏิบัติมีความสุข 3.3) กระตุ้นความคิดเกิด นวัตกรรมใหม่ 3.4) หาโอกาสในการพัฒนาได้ต่อเนื่อง และ 3.5) ทำได้จริงจากสิ่งใกล้ตัว \nสรุปและข้อเสนอแนะ: ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาลต่อไป