Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medical Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2020

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 1741 - 1770 of 1778

Full-Text Articles in Medical Sciences

ภาวะเหลือคงค้างของสารแกดโดลิเนียมในหัวใจจากการตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจกับการทำนายภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจ, ธัชชาวุฒิ เทียนสันติสุข Jan 2020

ภาวะเหลือคงค้างของสารแกดโดลิเนียมในหัวใจจากการตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจกับการทำนายภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจ, ธัชชาวุฒิ เทียนสันติสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ : ในปัจจุบัน มีข้อมูลว่าการตรวจภาวะเหลือคงค้างของสารแกดโดลิเนียมในหัวใจจากการตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจน่าจะช่วยพยากรณ์การเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะได้ จึงเป็นที่มาของการวิจัยนี้ที่จะหาความสัมพันธ์ของการตรวจพบภาวะเหลือคงค้างของสารแกดโดลิเนียมในหัวใจกับภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะในบริบทของประเทศไทย วิธีการวิจัย : การวิจัยนี้เป็นการศึกษาจากเหตุไปหาผลแบบย้อนหลัง ผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูลของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจที่มีความสามารถในการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายน้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 50 ที่มาทำการตรวจหาภาวะเหลือคงค้างของสารแกดโดลิเนียมในหัวใจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจทั้งหมด 305 คน โดยพิจารณาศึกษาร่วมกับปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ และพิสูจน์ว่าภาวะเหลือคงค้างของสารแกดโดลิเนียมในหัวใจสามารถใช้ทำนายภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะได้หรือไม่ ผลการวิจัย : อัตราการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นผลการวิจัยหลักในกลุ่มคนไข้ที่ตรวจพบภาวะเหลือคงค้างของสารแกดโดลิเนียมในหัวใจสูงกว่ากลุ่มคนไข้ที่ตรวจไม่พบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 11.5 เทียบกับร้อยละ 4.1, p = 0.024) ในการวิเคราะห์ตัวแปรเดียว แต่ไม่พบความแตกต่างนี้ในการวิเคราะห์หลายตัวแปร, และไม่พบความแตกต่างของอัตราการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นผลการวิจัยรองเนื่องจากการเกิดเหตุการณ์น้อย นอกจากนี้การวิเคราะห์ระยะปลอดเหตุการณ์ยังแสดงให้เห็นว่า กลุ่มที่ตรวจพบภาวะเหลือคงค้างของสารแกดโดลิเนียมในหัวใจมีค่าอัตราส่วนอันตรายเป็น 2.89 เท่าของกลุ่มที่ตรวจไม่พบภาวะเหลือคงค้างของสารแกดโดลิเนียมในหัวใจ (p = 0.033) ในการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะ สรุปผลการวิจัย : ภาวะเหลือคงค้างของสารแกดโดลิเนียมในหัวใจเป็นปัจจัยหนึ่งในหลายปัจจัย แต่ไม่ใช่ปัจจัยอิสระ ที่สามารถนำมาใช้ทำนายภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะได้ การนำข้อมูลจากการวิจัยนี้มาใช้ทางคลินิกเพื่อช่วยในการตัดสินใจใส่เครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้ายังต้องรอการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตต่อไป


เปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างการใช้ยาไทโอโทรเปียมชนิดแฮนด์ดิเฮเลอร์(Tiotropium Handihaler) และการเพิ่มขนาดของยาพ่นสเตอรอยด์ (Ics)ในผู้ป่วยโรคหืดที่ยังคุมอาการไม่ได้ที่ใช้ยาพ่นสเตอรอยด์และยาขยายหลอดลมกระตุ้นเบต้ารีเซ็ปเตอร์ชนิดออกฤทธิ์นานขนาดปานกลางหรือขนาดสูง(Moderate Or High Dose Ics/Laba) อยู่เดิม, วิชญา อุ่นอนันต์ Jan 2020

เปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างการใช้ยาไทโอโทรเปียมชนิดแฮนด์ดิเฮเลอร์(Tiotropium Handihaler) และการเพิ่มขนาดของยาพ่นสเตอรอยด์ (Ics)ในผู้ป่วยโรคหืดที่ยังคุมอาการไม่ได้ที่ใช้ยาพ่นสเตอรอยด์และยาขยายหลอดลมกระตุ้นเบต้ารีเซ็ปเตอร์ชนิดออกฤทธิ์นานขนาดปานกลางหรือขนาดสูง(Moderate Or High Dose Ics/Laba) อยู่เดิม, วิชญา อุ่นอนันต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ: การรักษาโรคหืด GINA guideline แนะนำให้เพิ่มยาพ่นสเตอรอยด์ หรือเพิ่มยาพ่นไทโอโทรเปียมชนิดเรสปิแมท (TioR) ในผู้ป่วยโรคหืดที่ยังคุมอาการไม่ได้ในขั้น 4 และขั้น 5 ในประเทศไทยยาพ่นไทโอโทรเปียมชนิดแฮนด์ดิเฮเลอร์ (Tio) มีราคาถูกและสามารถเข้าถึงได้ในทุกสิทธิ์การรักษามากกว่า TioR จึงเป็นที่มาของงานวิจัยครั้งนี้ เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างการใช้ Tio และการเพิ่มขนาดของยาพ่นสเตอรอยด์ ระเบียบวิธีวิจัย: การศึกษาชนิดวิจัยเชิงทดลอง คัดเลือกผู้ป่วยโรคหืดผู้ใหญ่ที่ยังคุมอาการไม่ได้ ในขั้น 4 และ 5 สุ่มเลือกผู้ป่วยเข้ากลุ่มศึกษา 1 คือ กลุ่มที่เพิ่มยา Tio 18 ไมโครกรัมต่อวัน หรือ กลุ่มศึกษา 2 คือ กลุ่มที่เพิ่มยาพ่นบูเดโซไนด์ (Bud) 400 ไมโครกรัมต่อวัน วัตถุประสงค์หลัก เพื่อเปรียบเทียบค่าการออกแรงหายใจออกสุดที่ 1 วินาทีที่ต่ำสุด (trough FEV1) ระหว่าง 2 กลุ่มศึกษาที่ 4 และ 12 สัปดาห์ ผลการวิจัย: ผู้ป่วยทั้งหมดในการศึกษาเป็นโรคหืดชนิด type 2 phenotype ผลการศึกษาหลัก พบว่าค่าความแตกต่างของ trough FEV1 improvement ที่ 4 และ 12 สัปดาห์ ของกลุ่ม Bud มีค่ามากกว่ากลุ่ม Tio อยู่ 68.1 มิลลิลิตร (95% CI -58.1 to 194.2, P value = 0.290) และ 41.4 มิลลิลิตร (95% CI -100.5 to 183.3, P value = 0.568) ตามลำดับ สรุป: ผู้ป่วยโรคหืดที่ใช้ยาพ่นสเตอรอยด์และยาขยายหลอดลมกระตุ้นเบต้ารีเซ็ปเตอร์ชนิดออกฤทธิ์นานขนาดปานกลางหรือขนาดสูงและมี …


โครงการศึกษาการแสดงออกของไมโครอาร์เอ็นเอเพื่อทำนายภาวะการฟื้นตัวจากภาวะไตวายเฉียบพลัน, ธนวรรธ พูลเกิด Jan 2020

โครงการศึกษาการแสดงออกของไมโครอาร์เอ็นเอเพื่อทำนายภาวะการฟื้นตัวจากภาวะไตวายเฉียบพลัน, ธนวรรธ พูลเกิด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความเป็นมา: การฟื้นตัวของไตมีความสำคัญต่อผลลัพธ์ของผู้ป่วยไตวายเฉียบพลัน จากข้อมูลปัจจุบันกล่าวถึงไมโครอาร์เอ็นเอมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการแสดงออกยีน โดยส่งผลต่อการสร้างโปรตีนซึ่งจะสัมพันธ์ต่อการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในการตอบสนองภาวะไตวายเฉียบพลัน อย่างไรก็ตามยังไม่ทราบกลไกแน่ชัดของไมโครอาร์เอ็นเอกับการฟื้นตัวของไต วัตถุประสงค์: เพื่อค้นหาและทดสอบไมโครอาร์เอ็นเอในปัสสาวะและเลือดเพื่อใช้ทํานายการฟื้นตัวของไตจากภาวะไตวายเฉียบพลันแบบรุนแรง วิธีการ: การศึกษาการสังเกตแบบไปข้างหน้าในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ระหว่างเดือนมิถุนายน 2020 ถึงเดือนมกราคม 2021 โดยนำตัวอย่างจากปัสสาวะและซีรั่มที่เก็บจากผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเฉียบพลันขั้นที่ 3 หลังจากนั้นติดตาม 28 วันได้แบ่งผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีการฟื้นตัวของไตและกลุ่มที่ไตไม่ฟื้นตัว โดยคำจำกัดความของภาวะการฟื้นตัวของไตมี 2 ข้อคือ ระดับครีเอตินินในเลือดกลับสู่ปกติและถ้ามีประวัติเดิมได้รับการล้างไตมาก่อนจะต้องหยุดล้างไตเป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน ซึ่งในขั้นตอนค้นพบได้ใช้นาโนสตริงเพื่อวิเคราะห์หาไมโครอาร์เอ็นเอที่ต้องการ หลังจากนั้นทำการทดสอบโดยการวัดหาระดับไมโครอาร์เอ็นเอด้วยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรสแบบย้อนกลับ (Real-time polymerase chain reaction) ผลลัพธ์: ในระยะค้นพบได้นำปัสสาวะ 10 ตัวอย่างและเลือด 9 ตัวอย่างโดยเก็บวันแรกของการศึกษาในผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเฉียบพลันขั้นที่ 3 ซึ่งนำมาวิเคราะห์เพื่อค้นหาไมโครอาร์เอ็นเอด้วยนาโนสตริง พบว่าระดับไมโครอาร์เอ็นเอในกลุ่มที่มีการฟื้นตัวของไตมีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญกับกลุ่มที่ไตไม่ฟื้นตัว โดยการศึกษานี้ในปัสสาวะพบการเพิ่มขึ้นของ miR-556-3p (5.96, p=0.004), miR-1915-3p (5.87, p=0.02), miR-4284 (8.88, p=0.04) และการลดลงของ miR-32-5p (-2.29, p=0.005), miR-96-5p (-2.14, p=0.02), miR-556-5p (-5.61, p=0.04) ขณะที่ในเลือดพบการเพิ่มขึ้นของ miR-499b-5p (3.6, p=0.04) และการลดลงของ miR-30a-3p (-2.18, p=0.0.002), miR-92b-3p (-6.29, p=0.001) และ miR-770-5p (-7.88, p=0.001) หลังจากนั้นนำไมโครอาร์เอ็นเอดังกล่าวเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบในผู้ป่วย 95 คน พบว่า miR-556-3p ในปัสสาวะมีค่าสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญระหว่างกลุ่มที่มีการฟื้นตัวของไตและกลุ่มที่ไตไม่ฟื้นตัว โดย miR-556-3p ในปัสสาวะมีค่าพื้นที่ใต้กราฟ 0.63 (95%CI; 0.51-0.76, p = 0.04) และรูปแบบทางคลินิกเพื่อทํานายการฟื้นตัวของไตโดยมีการใช้คะแนนโซฟาที่ไม่ใช้ค่าที่เกี่ยวข้องกับไตมาคำนวณ ค่าความเข้มข้นเลือด และค่าครีเอตินินวันแรกของการศึกษาในผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเฉียบพลันขั้นที่ 3 มีค่าพื้นที่ใต้กราฟ 0.78 (95%CI; 0.68-0.89, p <0.01) และเมื่อเรานำรูปแบบทางคลินิกร่วมกับ miR-556-3p ในปัสสาวะพบว่ามีค่าพื้นที่ใต้กราฟ 0.82 (95%CI; 0.72-0.91, p <0.01) สรุป: งานวิจัยนี้ได้ศึกษาไมโครอาร์เอ็นเอในผู้ป่วยไตวายเฉียบพลันเป็นครั้งแรกในกลุ่มที่มีการฟื้นตัวของไตเทียบกับกลุ่มที่ไตไม่ฟื้นตัว พบว่า miR-556-3p ในปัสสาวะสามารถช่วยทํานายการฟื้นตัวของไตได้


การใช้ยาสไปโรโนแลคโตนร่วมกับยาทาผสมอะดาพาลีน/เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ในการรักษาสิวในผู้หญิงระดับปานกลางหรือรุนแรงเปรียบเทียบกับการใช้ยาด็อกซีไซคลินร่วมกับยาทาผสมอะดาพาลีน/เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์, พรรณวดี ตันติพลับทอง Jan 2020

การใช้ยาสไปโรโนแลคโตนร่วมกับยาทาผสมอะดาพาลีน/เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ในการรักษาสิวในผู้หญิงระดับปานกลางหรือรุนแรงเปรียบเทียบกับการใช้ยาด็อกซีไซคลินร่วมกับยาทาผสมอะดาพาลีน/เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์, พรรณวดี ตันติพลับทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: การรักษาสิวตั้งแต่ระดับปานกลางถึงรุนแรงนั้นให้การรักษาจะเป็นยาทาเช่นกลุ่ม Topical retinoid, Benzoyl peroxide ร่วมกับยารับประทานเสมอ โดยยารับประทานที่เป็นตัวเลือกลำดับแรก (First line treatment) ได้แก่ Oral antibiotic ที่ใช้บ่อยคือ Doxycycline แต่อย่างไรก็ตามการใช้ Oral antibiotic เป็นระยะเวลานานนั้น อาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาหรือผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์จากยาได้ ปัจจุบันจึงมียาที่เป็นทางเลือกสำหรับผู้หญิงคือยากลุ่ม Antiandrogens ได้แก่ Spironolactone ซึ่งไปยับยั้งการจับของ Androgen receptor และยับยั้งการทำงานของ 5-Alpha reductase ส่งผลช่วยลดการสร้างไขมัน (Sebum) บนใบหน้า และทำให้สิวดีขึ้นได้ วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการรักษาสิวในผู้หญิงระดับปานกลางถึงรุนแรงระหว่างการใช้ Spironolactoneคู่กับทา A/BPO และ Doxycycline คู่กับทา A/BPO วิธีการศึกษา: ผู้เข้าร่วมวิจัยที่เป็นผู้หญิงที่มีสิวระดับปานกลางถึงรุนแรงจะถูกสุ่มเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะได้ Spironolactone คู่กับทา A/BPO อีกกลุ่มจะได้ Doxycycline คู่กับทา A/BPO แล้วติดตามที่ 4, 8, 12 สัปดาห์ โดยทุกครั้งที่มาติดตามจะทำการนับจำนวนสิวทั้งหมด ประเมิน IGA score เจาะเลือดและเก็บปัสสาวะเพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Serum potassium, Serum creatinine, Urine pregnancy test) รวมถึงมีการประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยที่สัปดาห์ที่ 12 ผลการศึกษา: เมื่อวิเคราะห์ร้อยละของจำนวนสิวที่ลดลงของทั้งสองกลุ่มเปรียบเทียบที่ 0, 12 สัปดาห์ พบว่าร้อยละของปริมาณสิวที่ลดลงของกลุ่ม Spironolactone หลังจากรับประทานยาไป 12 สัปดาห์ด้อยกว่ากลุ่ม Doxycycline อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่ม Spironolactone มีจำนวนสิวที่ลดลง 64.28%, กลุ่ม Doxycycline 81.12% (P-value 0.022) (Mean difference 16.84, 95%CI 2.6 …


ความปลอดภัยและการตอบสนองของภูมิคุ้มกันชนิด Humoral และ Cellular ต่อการได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีขนาดปกติเทียบกับขนาดสองเท่าในผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการปลูกถ่ายตับ, พลิตถิยา สินธุเสก Jan 2020

ความปลอดภัยและการตอบสนองของภูมิคุ้มกันชนิด Humoral และ Cellular ต่อการได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีขนาดปกติเทียบกับขนาดสองเท่าในผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการปลูกถ่ายตับ, พลิตถิยา สินธุเสก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประวัติความเป็นมา เนื่องจากผู้ป่วยได้รับการปลูกถ่ายตับมีระดับภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบีต่ำกว่าระดับที่สามารถป้องกันโรคได้ภายหลังจากปลูกถ่ายตับและมีรายงานการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีขึ้น การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีสองขนาดในเด็กที่ได้รับการปลูกถ่ายตับและตรวจพบระดับภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบีมีค่าต่ำ วิธีการ ผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการปลูกถ่ายตับที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทุกคนได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมในการวิจัยโดยพิจารณาเกณฑ์ต่อไปนี้คือมีประวัติเคยได้รับการฉีดวัคซีนตับอักเสบบีมาก่อนแต่ตรวจพบว่าระดับภูมิคุ้มกันต่อไวรัส ≤100 mIU/mL โดยการแบ่งชั้นตามระยะเวลานับที่ได้รับการปลูกถ่ายตับ จากนั้นทำการสุ่มชนิด block of four เป็น 2 กลุ่มคือ อาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนขนาดมาตรฐาน (0.5 มล.) 3 ครั้งและขนาดสองเท่าของมาตรฐาน (1 มล.) 3 ครั้งเข้ากล้ามที่เวลา 0-1-6 เดือน โดยผู้ปกครองของอาสาสมัครจะไม่ทราบว่าบุตรหลานได้รับการจัดอยู่ในกลุ่มใด มีการนัดติดตามที่ช่วงระยะเวลา (time point) 0, 1, 6, 7-9 และ 9-12 เดือน แบ่งการตอบสนองต่อวัคซีนเป็น 2 กลุ่ม โดยอาสาสมัครที่มีระดับภูมิคุ้มกันมากกว่า 10 mIU/mL ภายหลังได้รับวัคซีนครบ 3 เข็มอาสาสมัครที่มีระดับภูมิคุ้มกันน้อยกว่า 10 mIU/mL ภายหลังได้รับวัคซีนครบ 3 เข็มเป็น responder และ nonresponder ทั้งนี้ระดับภูมิคุ้มกันต้อง ≤10 mIU/mL ก่อนได้รับวัคซีน สำหรับตัวอย่างเลือดจะนำไปสกัดเม็ดเลือดขาว (periphearal blood mononuclear cells หรือ PBMCs) และทำการตรวจโดยวิธี the enzyme-linked immune absorbent spot (ELISpot) assay และ flow cytometry มีการศึกษาสะกิดผิวหนังด้วยวัคซีนตับอักเสบบีในอาสาสมัครก่อนได้รับวัคซีนด้วยวิธี Mantoux และอ่านผลที่ 48 และ 72 ชั่วโมง โดยรอยนูนที่ผิวหนังที่มขนาดไม่น้อยกว่า 5 มิลลิเมตรอ่านผลเป็นบวก ผลการศึกษาหลักคือสัดส่วนของ responder และ nonresponder ภายหลังการได้รับวัคซีนและระดับภูมิคุ้มกันที่เวลา 7-9 เดือน โดยการศึกษานี้จดทะเบียนใน Thai Clinical Trials Registry with study …


การแสดงออกของยีนและคุณลักษณะของเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งในประชากรเซลล์ไลน์ U87mg Glioblastoma, รุ่งนภา บุตรศรี Jan 2020

การแสดงออกของยีนและคุณลักษณะของเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งในประชากรเซลล์ไลน์ U87mg Glioblastoma, รุ่งนภา บุตรศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มะเร็งสมองชนิดกลัยโอบลาสโตมา (Glioblastoma หรือ GBM) เป็นมะเร็งสมองชนิดที่พบมากที่สุด มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ทำให้คนไข้โดยเฉลี่ยเสียชีวิตภายในหนึ่งปี นอกจากนี้เซลล์ GBM ยังมีความหลากหลายทางสัณฐาน ดังนั้นผู้วิจัยจึงเล็งเห็นความสำคัญของเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งที่เป็นประชากรที่มีความสำคัญในแง่ของการตอบสนองต่อการรักษาและการกลับมาเป็นซ้ำของโรคมะเร็ง การที่จะสามารถพัฒนาการรักษาที่มีความจำเพาะในการกำจัดเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งนี้ จะต้องมีกระบวนการในการระบุเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง (identification) ที่มีความจำเพาะและแม่นยำ ผู้วิจัยจึงต้องการค้นคว้าในเชิงลึกเพื่อหาการแสดงออกของยีนและโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับความเป็นเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง โดยทำการแยกประชากรเซลล์ U87MG ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ประชากรเซลล์รวม ประชากรเซลล์ใหญ่ และประชากรเซลล์เล็กออกจากกัน โดยใช้ความแตกต่างของขนาดเซลล์ ด้วยเทคนิค Fluorescence-activated cell sorting (FACS) จากนั้นนำประชากรดังกล่าวมาเลี้ยงแยกกัน โดยทำการศึกษาประชากรทั้งหมด ประชากรขนาดใหญ่และประชากรขนาดเล็ก แล้วศึกษาความเป็นเซลล์ต้นกำเนิดในระดับอาร์เอ็นเอด้วยเทคนิค Real-Time PCR โดยมุ่งเน้นไปที่การศึกษา (1) pluripotency markers/ transcription factor ได้แก่ OCT4, SOX2, NANOG และ c-MYC (2) cancer stem cell signalling ได้แก่ mTOR pathway โดยเน้นไปที่ mTORC2 และ LIN28/let-7 pathway และ (3) cellular phenotypes ได้แก่ วัฏจักรของเซลล์ (cell cycle) การแบ่งตัวของเซลล์ (cell proliferation) และการเคลื่อนที่ของเซลล์ (cell migration) งานวิจัยนี้เป็นรายงานแรกที่ศึกษาความเป็นเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง GBM ใน U87MG โดยการแยกเซลล์ออกเป็นประชากรเซลล์ใหญ่และประชากรเซลล์เล็กด้วย FACS โดยพบว่าเซลล์ U87MG มีการแสดงออกของยีนที่บ่งชี้ความเป็นเซลล์ต้นกำเนิด ได้แก่ OCT4, SOX2, LIN28B,c-MYC, ZWINT, TYMS และ RCF4 ยีนที่เกี่ยวข้องกับ GBM ที่ทำการศึกษาการแสดงออก ได้แก่ SPARCL1, GDF15, LAMA1, …


การวิเคราะห์ดีเอ็นเอเมทิเลชั่นด้วยอนุภาคแม่เหล็ก และอนุภาคนาโนทอง เพื่อใช้ในการระบุเลือด, ศุภราภรณ์ ชูชื่น Jan 2020

การวิเคราะห์ดีเอ็นเอเมทิเลชั่นด้วยอนุภาคแม่เหล็ก และอนุภาคนาโนทอง เพื่อใช้ในการระบุเลือด, ศุภราภรณ์ ชูชื่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การระบุชนิดหรือที่มาของของเหลวจากร่างกายในทางนิติวิทยาศาสตร์ สามารถนำมาใช้เพื่ออ้างอิงบุคคลหรือการกระทำของผู้ต้องสงสัยเพื่อนำไปสู่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงในกระบวนการยุติธรรมได้ ปัจจุบันมีการศึกษาวิเคราะห์ปริมาณดีเอ็นเอเมทิเลชั่นด้วยเทคนิค bisulfite conversion ร่วมกับ pyrosequencing จากการศึกษาพบว่าตัวอย่างชนิดต่าง ๆ มีปริมาณดีเอ็นเอเมทิเลชั่นที่มีความจำเพาะต่อเนื้อเยื่อหรือเซลล์นั้น ๆ จึงสามารถนำมาใช้เพื่อระบุชนิดของตัวอย่างได้ แต่ด้วยตัวอย่างทางนิติวิทยาศาสตร์ที่พบได้นั้นมักจะมีความเสื่อมสภาพของดีเอ็นเอ วิธีการที่อาศัยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของดีเอ็นเอด้วยสารเคมีรุนแรงจึงอาจไม่เหมาะสม งานวิจัยนี้จึงได้พัฒนาวิธีการวิเคราะห์ปริมาณดีเอ็นเอเมทิเลชั่น โดยอาศัยหลักการของ monoclonal antibody ที่จำเพาะกับ 5-methylcytosine (5mC) บนดีเอ็นเอ และ probe ที่จำเพาะกับตำแหน่งบนยีน C20orf117 ร่วมกับการใช้อนุภาคแม่เหล็กและอนุภาคนาโนทอง โดยสามารถวิเคราะห์ปริมาณดีเอ็นเอเมทิเลชั่นได้จากการเปลี่ยนแปลงสีของสารละลายอนุภาคนาโนทองที่อัตราส่วนค่าการดูดกลืนแสงความยาวคลื่นที่ 630 ต่อ 520 นาโนเมตร เมื่อทำการสร้างกราฟมาตรฐานพบว่าจุดตัดผลบวก (cut-off point) มีอัตราส่วนค่าการดูดกลืนแสงเฉลี่ย เท่ากับ 0.797 ± 0.009 และมีการเปลี่ยนแปลงสีของสารละลายจากสีแดงเป็นสีม่วงอย่างสังเกตได้ โดยค่าการดูดกลืนแสงเฉลี่ยที่น้อยกว่าค่าจุดตัดผลบวกจะให้ค่าเป็นบวก เมื่อทำการวิเคราะห์ปริมาณดีเอ็นเอเมทิเลชั่นด้วยอนุภาคแม่เหล็กร่วมกับอนุภาคนาโนทองในตัวอย่างเลือดและน้ำลาย พบว่าตัวอย่างเลือดทั้งหมดจำนวน 62 ตัวอย่าง มีอัตราส่วนค่าการดูดกลืนแสงเฉลี่ยน้อยกว่าค่า cut-off point ซึ่งให้ผลการวิเคราะห์ที่เป็นบวก และยังมีสีของสารละลายอนุภาคนาโนทองเป็นสีแดง ในขณะที่ตัวอย่างน้ำลายจำนวน 6 ตัวอย่าง พบว่า 4 จาก 6 ตัวอย่าง มีอัตราส่วนค่าการดูดกลืนแสงเฉลี่ยมากกว่าค่า cut-off point ซึ่งให้ผลการวิเคราะห์เป็นลบ โดยสามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงสีของอนุภาคนาโนทองด้วยตาเปล่าได้ในเวลา 10 นาที จากผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าสามารถใช้ C20orf117 probe และอนุภาคแม่เหล็กร่วมกับอนุภาคนาโนทองในการวิเคราะห์ปริมาณดีเอ็นเอเมทิเลชั่นเพื่อระบุตัวอย่างเลือดได้ ผลจากงานวิจัยนี้ได้นำเสนอวิธีการวิเคราะห์ปริมาณดีเอ็นเอเมทิเลชั่นซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมต่อการประยุกต์ใช้กับตัวอย่างทางนิติวิทยาศาสตร์ในการศึกษาต่อไป


การศึกษาการแสดงออกของยีนในเลือดคนไข้โรคฉี่หนูอาการรุนแรง, เจนจิรา ดินฮูเซ็น Jan 2020

การศึกษาการแสดงออกของยีนในเลือดคนไข้โรคฉี่หนูอาการรุนแรง, เจนจิรา ดินฮูเซ็น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ โรคเลปโตสไปโรสิส หรือโรคฉี่หนู เป็นโรคที่เป็นปัญหาสำคัญระดับโลก โรคส่วนใหญ่น่าจะเกิดในสัตว์มากกว่าคน แต่สามารถพบคนเป็นโรคนี้ได้ในหลายพื้นที่อาการของโรคมีตั้งแต่ความรุนแรงน้อย จนไปถึงระดับความรุนแรงมาก ในปัจจุบันการวินิจฉัยโรคเลปโตสไปโรสิสวิเคราะห์อาการทางคลินิกร่วมกับตรวจวินิจฉัยทางชีวโมเลกุล (molecular diagnostic) ซึ่งไม่สามารถประเมินความรุนแรงของโรคได้. วัตถุประสงค์ในการวิจัยครั้งนี้ ต้องการศึกษาการแสดงออกและการตอบสนองของคนไข้โรคติดเลปโตสไปรา ที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุการเกิดความรุนแรงของโรค ซึ่งในอนาคตอาจเป็นทางเลือกที่ใช้ควบคู่ไป กับวิธีการวินิจฉัยการเกิดความรุนแรงของโรคเลปโตสไปโรสิสได้. วิธีการศึกษา นำเลือดผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเลปโตสไปโรสิส แบ่งเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มรุนแรงและไม่รุนแรง มาทำการค้นหายีนโดยใช้เทคโนโลยี Nanostring® nCounter® PanCancer IO 360 เมื่อได้ยีนที่น่าสนใจ ทำการตรวจสอบยีนที่ค้นพบด้วยวิธี RT-PCR. ผลการศึกษา จากการค้นหาการแสดงออกของยีนด้วยเทคนิค Nanostring โดยเลือกยีนจากความแตกต่างของผู้ป่วยทั้ง 2 กลุ่มที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งได้ยีนที่สนใจคือ PDCD1, Nos2 และ IL4 ซึ่งเป็นยีน down regulate ทั้งหมด จึงนำยีนที่ได้มาทำการตรวจสอบด้วยวิธี RT-PCR ในผู้ป่วย 99 คน ซึ่งพบว่า ยีน PDCD1 สามารถระบุการเกิดความรุนแรงของโรคได้ โดยมี AUC เท่ากับ 0.65 สรุปผลการศึกษา PDCD1 สามารถเป็นตัวชี้วัดทางชีวภาพ ในการทำนายการเกิดโรคเลปโตสไปโรสิสอาการรุนแรงได้


การศึกษาระบาดวิทยาและความหลากหลายทางจีโนไทป์ของโรต้าไวรัสสายพันธุ์เอ ที่พบในเด็กทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีที่มีอาการท้องเสียเฉียบพลัน ในประเทศไทยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2559 ถึง 2562, สิริพัทธ์ พสิษฐังกูร Jan 2020

การศึกษาระบาดวิทยาและความหลากหลายทางจีโนไทป์ของโรต้าไวรัสสายพันธุ์เอ ที่พบในเด็กทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีที่มีอาการท้องเสียเฉียบพลัน ในประเทศไทยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2559 ถึง 2562, สิริพัทธ์ พสิษฐังกูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ฮิวแมนโรต้าไวรัสสายพันธุ์ A (Human Rotavirus A) เป็นสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันหรือท้องเสียในเด็กทารกและเด็กเล็กทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี อีกทั้งยังเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญในประเทศไทยอีกด้วย ในงานวิจัยครั้งนี้จึงมีจุดประสงค์ที่จะศึกษาระบาดวิทยาของเชื้อโรต้าไวรัสในประเทศไทยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2559 ถึง 2562 โดยทำการเก็บตัวอย่างจากอุจจาระของผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการท้องเสียระหว่างเดือนมกราคม ปีพ.ศ. 2559 ถึง เดือนธันวาคม ปีพ.ศ.2562 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 2,001 ตัวอย่าง การตรวจวินิจฉัยฮิวแมนโรต้าไวรัสสายพันธุ์ A ใช้เทคนิค real-time PCR ผลการวิจัยพบตัวอย่างที่ให้ผลบวกต่อเชื้อโรต้าไวรัสจำนวน 301 ตัวอย่าง (15.0%) กลุ่มอายุผู้ป่วยติดเชื้อโรต้าไวรัสพบมากในช่วงอายุ 0 ถึง 2 ปี โดยอัตราการติดเชื้อโรต้าไวรัสพบมากในช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย จากการจัดจำแนกสายพันธุ์พบว่า สายพันธุ์โรต้าไวรัสที่พบมากที่สุด คือ สายพันธุ์ G3P[8] (33.6%, 101/301), รองลงมาคือ G8P[8] (10.6%, 32/301), G9P[8] (6.3%, 19/301), G2P[4] (6.0%, 18/301) และ G1P[6] (5.3%, 16/301) ตามลำดับ นอกจากนี้ยังตรวจพบโรต้าไวรัสสายพันธุ์ที่พบได้น้อยในคน อาทิ G2P[8], G3P[4] และ G9P[4] เมื่อทำการวิเคราะห์ในเชิง genetic backbone พบว่า DS-1-like G3P[8] เป็นสายพันธุ์ที่พบมากที่สุด (28.2%, 85/301) ผลการวิเคราะห์ phylogenetic tree แสดงให้เห็นว่า DS-1-like G3P[8] ที่พบในประเทศไทยมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมใกล้ชิดกับ DS-1-like G3P[8] ที่พบในประเทศอื่น ๆทั่วโลก ดังนั้นความเกี่ยวข้องกันทางพันธุกรรมของเชื้อโรต้าไวรัสที่พบในประเทศไทยและต่างประเทศควรมีการศึกษาต่อไป เพื่อเป็นประโยชน์ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรต้าไวรัสและการพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันการระบาดของโรคในอนาคตต่อไป


การเกิดเมทิลเลชั่นของยีน Rheb ในเซลล์เม็ดเลือดขาวเป็นตัวบ่งชี้ในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยวิธี Real – Time Pcr, สุธาสินี อาษายุทธ์ Jan 2020

การเกิดเมทิลเลชั่นของยีน Rheb ในเซลล์เม็ดเลือดขาวเป็นตัวบ่งชี้ในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยวิธี Real – Time Pcr, สุธาสินี อาษายุทธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ดีเอ็นเอเมทิเลชั่นที่ผิดปกติของเซลล์สโตรมาที่อยู่ล้อมรอบเซลล์มะเร็งเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงระดับเหนือพันธุกรรมที่เกิดจากการหลั่งของเซลล์มะเร็ง เราค้นหาการเกิดดีเอ็นเอเมทิเลชั่นในเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เกิดจากการหลั่งของเซลล์มะเร็งเต้านมที่จะสามารถเป็นตัวบ่งชี้ในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมได้ เราระบุยีนที่มีการเกิดดีเอ็นเอเมทิเลชั่นที่ผิดปกติจากการเลี้ยงเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดโมโนนิวเคลียสของผู้มีสุขภาพดีร่วมกับเซลล์มะเร็งเต้านม 3 สายพันธุ์ โดยใช้ดีเอ็นเอเมทิลเลชั่นไมโครแอเรย์ จากการวิเคราะห์ทางชีวสารสนเทศ 6 ตำแหน่ง CpG ที่เกิดเมทิลเลชั่นถูกเลือกนำมาทดสอบเบื้องต้นเพื่อระบุตำแหน่ง CpG ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการตรวจหาในเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมด้วยปฏิกิริยา methylation-specific polymerase chain reaction (MSP) โดยยีน RHEB (cg03998173) ได้รับเลือกเป็นยีนตรวจสอบด้วยผลความไว 100% และความจำเพาะ 80% ต่อมานำตัวบ่งชี้การเกิดเมทิลเลชั่นนี้ทดสอบในเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 200 ราย และผู้มีสุขภาพดี 200 ราย ด้วยวิธี SYBR green-based real-time MSP (RT-MSP) โดยพบการเกิดเมทิลเลชั่นของยีน RHEB ในเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 188 ราย (94%) และผู้มีสุขภาพดี 59 ราย (29.50%) ด้วยความไวที่สูง 94% และความจำเพาะ 70.50% (P<0.0001) สรุปได้ว่า การเกิดเมทิลเลชั่นของยีน RHEB เป็นตัวบ่งชี้มะเร็งตัวใหม่ที่มีความไวและจำเพาะที่สูงจากการเกิดดีเอ็นเอเมทิเลชั่นที่เปลี่ยนแปลงไปในเซลล์เม็ดเลือดขาวจากเลือดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ดังนั้นการเกิดเมทิลเลชั่นของยีน RHEB อาจเป็นตัวบ่งชี้มะเร็งในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมได้


คุณลักษณะและบทบาทของพลาสมาเกล็ดเลือดเข้มข้นในโรคข้อเสื่อม, สุภัทรา ผาคำ Jan 2020

คุณลักษณะและบทบาทของพลาสมาเกล็ดเลือดเข้มข้นในโรคข้อเสื่อม, สุภัทรา ผาคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะของพลาสมาเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) ความสามารถในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ และประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม เพศหญิงจำนวน 40 ราย โดยพบว่า PRP ที่เก็บได้มีปริมาณ เกล็ดเลือดมากกว่าค่าเฉลี่ยในเลือดประมาณ 2 เท่า และมีปริมาณ IL-1, IL-2, IL-5, IL-7, IL-8, IL-9, IL-12, IL-17, IFN-γ, TNF-α, IP-10, MIP-1β, bFGF, VEGF และ PDGF-BB สูงกว่าในพลาสมาอย่างมีนัยสำคัญ แต่ปริมาณของ IL-10 ใน PRP ต่ำกว่าในพลาสมาอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อทำการทดสอบทางห้องปฏิบัติการพบว่า เซลล์กระดูกอ่อนและเซลล์เยื่อบุข้อของผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมที่เลี้ยงในอาหารเลี้ยงเซลล์ที่ผสม PRP มีอัตราการเจริญเพิ่มจำนวนและอัตราการเจริญเคลื่อนตัวมากกว่าเซลล์ที่เลี้ยงในอาหารเลี้ยงเซลล์ที่ผสมพลาสมา ซึ่งอาจเป็นผลมาจากจำนวนเกล็ดเลือดที่อยู่ใน PRP มากกว่าพลาสมา ประมาณ 2 เท่า ทำให้ใน PRP มีปริมาณ growth factors และ cytokines มากกว่า รวมถึงการให้ PRP อย่างต่อเนื่องส่งผลให้เซลล์ทั้ง 2 ชนิดมีการเจริญเพิ่มจำนวนมากกว่าเซลล์ที่ได้รับพลาสมา อย่างเห็นได้ชัด และยังพบว่าเซลล์กระดูกอ่อนที่เลี้ยงในอาหารเลี้ยงที่ผสม PRP มีการแสดงออกยีนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพัฒนาของเซลล์กระดูกอ่อน (SOX9, aggrecan และ COL2A1 ) มากกว่าในเซลล์ที่เลี้ยงในพลาสมา และเซลล์เยื่อบุข้อที่เลี้ยงในอาหารเลี้ยงที่ผสม PRP ก็มีการแสดงออกยีนประเภท proinflammatory cytokines (IL-1β, IL-6 และ MMP-13) ซึ่งบ่งชี้ถึงการอักเสบน้อยกว่าในเซลล์ที่เลี้ยงในพลาสมา นอกจากนี้เมื่อทำการทดสอบทางคลินิกโดยการฉีด PRP เข้าข้อเข่าแล้วทำการประเมิน VAS score ประเมินสมรรถภาพทางกาย (Sit to Stand test, Time Up and Go test and 3 minute walk test) รวมถึงการประเมินด้วยชุดคำถาม …


Variation Of Tuberculosis Prevalence Across Diagnostic Approaches And Geographical Areas Of Indonesia, Alvera Noviyani Jan 2020

Variation Of Tuberculosis Prevalence Across Diagnostic Approaches And Geographical Areas Of Indonesia, Alvera Noviyani

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Tuberculosis (TB) has contributed a significant disease burden and economic loss worldwide. Given no gold standard for diagnosis, early identification of TB infection has been challenging. This study aimed to comparatively investigate the prevalence of TB across diagnostic approaches (sputum AFB, sputum culture, sputum genetic test, and chest x-ray) and geographical areas in Indonesia. Methods: Participant demographic variables and TB screening test results were obtained from the Tuberculosis Unit, Health Research and Development Agency, Ministry of Health (HRDA-MoH). Variations across geographical areas and diagnostic approaches are expressed as prevalence rate and 95%CI. Results: A total of 67,944 records were …


Sonographic Ductal Changes And Pertinent Characteristics That Associate With Proliferative Lesions Of Breast, Anggraeni Ayu Rengganis Jan 2020

Sonographic Ductal Changes And Pertinent Characteristics That Associate With Proliferative Lesions Of Breast, Anggraeni Ayu Rengganis

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Managing for sonographic focally thick duct lesions is not established in practice guidelines. Most cases showed scant cells on fine-needle aspiration (FNA). The study aimed to detect any variables that could predict proliferative lesions of the ducts and avoid unnecessary biopsies. A retrospective cohort design was done to analyze the association between ultrasound (US) variables and the outcome of proliferative or non-proliferative ductal lesions, determined by corresponding histopathology or cytology on consecutive follow-ups for at least three years. The data collection from 2015-2017 at King Chulalongkorn Memorial Hospital showed that 199 female patients with 210 index lesions met the eligibility …


Agreement Of Total Corneal Power Measured By Casia 2, Pentacam Axl, And Iolmaster 700 In Normal And Keratoconic Patients, Rusaporn Yodying Jan 2020

Agreement Of Total Corneal Power Measured By Casia 2, Pentacam Axl, And Iolmaster 700 In Normal And Keratoconic Patients, Rusaporn Yodying

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Purpose: To evaluate agreement of total corneal power (TCP), ocular biometry and IOL power calculation measured by CASIA 2, Pentacam AXL, and IOLMaster 700 in normal and keratoconic patients Setting: King Chulalongkorn Memorial Hospital, Chulalongkorn University, Bangkok, Thailand Design: Prospective observational study Methods: One-hundred normal eyes and 34 keratoconic eyes were enrolled. Biometric values were measured by each device for three times by two operators to evaluate repeatability and reproducibility of TCP and other parameters. The agreement of TCP and other parameters including total corneal astigmatism, anterior keratometry, anterior corneal astigmatism, posterior keratometry, posterior corneal astigmatism, anterior chamber depth, white-to-white …


Detection Of Leptospires By Rpa-Nalfia And Crispr-Cas12a, Sirawit Jirawannaporn Jan 2020

Detection Of Leptospires By Rpa-Nalfia And Crispr-Cas12a, Sirawit Jirawannaporn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The key barrier in leptospirosis diagnosis is a lack of available sensitive point-of-care testing. Therefore, we aimed to develop and validate nucleic acid lateral flow immunoassay (NALFIA) and clustered regularly interspaced short palindromic repeat (CRISPR)/CRISPR-associated protein 12a (CRISPR/Cas12a) platform combined with isothermal amplification to detect leptospires from extracted patients' DNA samples. A recombinase polymerase amplification (RPA)-NALFIA and RPA-CRISPR/Cas12a assay was designed to detect the LipL32, SecY and lfb1 genes of pathogenic Leptospira spp. The RPA-NALFIA targeting LipL32 observed the LOD at 105 copies/reaction. In comparison, the RPA-CRISPR/Cas12a targeting LipL32 and SecY demonstrated a limit of detection (LOD) of 100 copies/reaction, …


Developing A Novel Bioink From Hyaluronic Acid-Alginate-Silk Fibroin (Ha- Alg-Sf) For Cartilage 3d Printing, Truc Thanh Nguyen Jan 2020

Developing A Novel Bioink From Hyaluronic Acid-Alginate-Silk Fibroin (Ha- Alg-Sf) For Cartilage 3d Printing, Truc Thanh Nguyen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the development of a bioink for cartilage 3D printing, Hyaluronic acid (HA), Alginate (Alg) were modified into amine-hyaluronic acid (HA-NH2) and aldehyde alginate (Alg-CHO). Magnetic Nuclear Resonance (NMR) and Fourier Transform Infrared Spectroscopy (FTIR) confirmed the successful modification of HA-NH2 and Alg-CHO. The hydrogel HA-Alg was crosslinked as a result of Schiff's base reaction, between primary amines and aldehydes to form imine bonds. By varying volume ratios, the optimal hydrogel HA-Alg (5:5) exhibited its printability, biocompatibility, and functionality as a bioink for cartilage tissue. HA-Alg (5:5) was printable with a custom-made extrusion 3D printer, had slow degradation, shear-thinning behavior, …


Effects Of Topical Application Of Combined Phyllanthus Emblica Linn. And Simvastatin On Diabetic Wound In Mice, Tingting Liao Jan 2020

Effects Of Topical Application Of Combined Phyllanthus Emblica Linn. And Simvastatin On Diabetic Wound In Mice, Tingting Liao

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Non-healing diabetic foot ulcers are the most common cause of lower extremity amputation. Drug combination treatment is the most recent emerging strategy in local treatment of diabetic wound. This study aimed to find out the combined effects and underlying mechanisms of combined Phyllanthus emblica Linn. (PE) and simvastatin (SIM) on diabetic wound in mice. Male BALB/C mice were divided into five groups: control group (CON+Vehicle), diabetic wounded group (DM+Vehicle, streptozotocin 45 mg/kg. i.p. daily for 5 days), diabetic wounded groups with daily treatment of 100%PE cream, 5%SIM cream, and 100%PE+5%SIM combined cream, w/v, for 4 days, 7 days and 14 …


Analgesic Efficacy Of Perineural Dexmedetomidine With Bupivacaine In Adductor Canal Block For Post Total Knee Arthroplasty: A Randomized Controlled Trial, Vachira Udompornmongkol Jan 2020

Analgesic Efficacy Of Perineural Dexmedetomidine With Bupivacaine In Adductor Canal Block For Post Total Knee Arthroplasty: A Randomized Controlled Trial, Vachira Udompornmongkol

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objectives: The primary objective was to study the anaนาlgesic efficacy of perineural dexmedetomidine with bupivacaine in adductor canal block (ACB) in patients undergoing total knee arthroplasty (TKA) and the secondary objectives were to investigate the ambulation ability and the side effects. Materials and Methods: Sixty patients aged 18-85 years, ASA status I-III underwent primary, unilateral TKA under spinal anesthesia. They were randomized into 2 groups; Group C received 20 ml 0.25% bupivacaine and Group D received 20 ml 0.25% bupivacaine plus 0.5 mcg/kg dexmedetomidine for ACB. The primary outcome was 1st rescue analgesic duration. 24-hour morphine consumption, postoperative pain score, …


The Effects Of Limited Infusion Rate Of Fluid In The Early Resuscitation Of Sepsis On Syndecan-1 Shedding: A Randomized Controlled Trial (Life3s Trial), Jutamas Saoraya Jan 2020

The Effects Of Limited Infusion Rate Of Fluid In The Early Resuscitation Of Sepsis On Syndecan-1 Shedding: A Randomized Controlled Trial (Life3s Trial), Jutamas Saoraya

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Aggressive fluid administration is recommended in the resuscitation of septic patients. However, the delivery of a rapid fluid bolus might cause harm by inducing degradation of the endothelial glycocalyx. This research aimed to examine the effects of the limited infusion rate of fluid on glycocalyx shedding as measured by syndecan-1 in patients with sepsis-induced hypoperfusion. Methods: A prospective, randomized, controlled, open-label trial was conducted between November 2018 and February 2020 in an urban academic emergency department. Patients with sepsis-induced hypoperfusion, defined as hypotension or hyperlactatemia, were randomized to receive either the standard rate (30 ml/kg/hr) or limited rate (10 …


Telomere Shortening And Cellular Senescence Induced By Oxalate And Nephrolithiasis Urine In Hk-2 Cells, Kamonchanok Chuenwisad Jan 2020

Telomere Shortening And Cellular Senescence Induced By Oxalate And Nephrolithiasis Urine In Hk-2 Cells, Kamonchanok Chuenwisad

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Kidney stone disease is a common urologic problem worldwide, especially in the tropics such as Thailand. It is known as a multifactorial condition, and aging increases the risk of stone development. The major type of stones is calcium oxalate (CaOx), and its formation is driven by increased urinary oxalate excretion and calcium oxalate monohydrate (COM) crystallization. Both oxalate and COM are known to induce reactive oxygen species (ROS) production and cause oxidative stress. Furthermore, patients with CaOx stone have increased extent of oxidative stress. In this study, we investigated the induction of cellular senescence and telomere shortening through oxidative stress …


Modeling Genetic Risk Factor Of Alzheimer's Disease "Sorl1" Using Patient Specific Pluripotent Stem Cells, Kamonchanok Kongsri Jan 2020

Modeling Genetic Risk Factor Of Alzheimer's Disease "Sorl1" Using Patient Specific Pluripotent Stem Cells, Kamonchanok Kongsri

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Alzheimer’s disease is the most common neurodegenerative; cause of dementia and trends to increase in elder society. There is still not cure. A new strategy development for treatment is needed. SORL1 is a major genetic risk factor associated with sporadic AD. It correlates with degrading amyloid beta (Aβ) by sorting to lysosome. SORL1 overexpression has been reported that reduce Aβ production. However, the molecular mechanism that regulate in neurons is still unclear. The purpose of this study is to generate an effective drug discovery platform for identifying molecules that can modulate SORL1 level in human neurons by using induced pluripotent …


Effect Of Peak Plantar Presure On Plantar Corn Size, Milintorn Wongchinchai Jan 2020

Effect Of Peak Plantar Presure On Plantar Corn Size, Milintorn Wongchinchai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Corn and callus are one of the most common problems faced by dermatologists in dermatology clinic. Repeated local irritation to plantar skin results in the thickening of traumatized skin. Corn and callus are often overlooked, and this becomes longstanding problem causing pain when walking and standing up. There is no study explore the correlation between plantar pressure and size of corn. Objectives: To explore the correlation between peak plantar pressure and size of corn Materials and methods: 30 participants with plantar corn were recruited in this study. Their plantar corns were measured in millimetre using a dermoscope. Each participant …


Modelling Of Cholangiocarcinogenesis By Using Pluripotent Stem Cell, Natthida Kittimawikrom Jan 2020

Modelling Of Cholangiocarcinogenesis By Using Pluripotent Stem Cell, Natthida Kittimawikrom

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The exome sequencing study of cholangiocarcinoma (CCA) revealed SMAD4 mutation was frequently observed. The role of SMAD4 to cholangiocarcinogenesis as well as cell origin of CCA are not fully understand. According to current CCA model including cell lines and animal models, it still limited in resembling human cells and early event during carcinogenesis. The objective of this study was to study the role of SMAD4 signaling disruption in cholangiocyte progenitors. To clarify these questions, we used induced pluripotent stem cells (iPSCs) to differentiate into cholangiocyte organoids by using growth factors induction in this study. The result demonstrated that cholangiocyte organoids …


Population Pharmacokinetics Of Intravenous Colistin In Pediatrics (Poppicop Study), Noppadol Wacharachaisurapol Jan 2020

Population Pharmacokinetics Of Intravenous Colistin In Pediatrics (Poppicop Study), Noppadol Wacharachaisurapol

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Colistin use in pediatrics is surging in line with the increase of multidrug-resistant Gram-negative bacteria (MDR-GNB). However, the appropriate dose is uncertain owing to the lack of pharmacokinetics data. In this study, we aimed to characterize the pharmacokinetic parameters of colistin in pediatric patients, identify the factors influencing the pharmacokinetic parameters, and propose optimal dosage regimens. Methods: A prospective, multicenter, population pharmacokinetic (PPK) study was conducted. Serial blood samples were obtained from patients after receiving the standard colistin recommended dose of 5 mg of colistin base activity (CBA)/kg/day. Plasma colistin concentrations were measured. Data were pooled from this study …


Is Add-On Budesonide-Impregnated Nasal Dressing Useful Following Endoscopic Sinus Surgery With Perioperative Oral Steroid?, Onusa Taweewuthisub Jan 2020

Is Add-On Budesonide-Impregnated Nasal Dressing Useful Following Endoscopic Sinus Surgery With Perioperative Oral Steroid?, Onusa Taweewuthisub

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Some chronic rhinosinusitis with nasal polyps patients undergoing endoscopic sinus surgery (ESS) have unfavorable results despite proper postoperative treatments including oral and topical steroids. Steroid-impregnated absorbable nasal dressing has been shown to improve outcomes of the surgery. In some clinical practices, budesonide-impregnated nasal dressing is used together with perioperative oral steroid but the additional benefits of it are still unknown. This study aims to determine whether budesonide-impregnated nasal dressing had any benefits following ESS when a short course of oral steroid was given in perioperative period. This is a prospective, double-blinded, within person randomized, placebo-controlled study conducted in tertiary care …


Identification Of Genetic And Antigenic Variation And Evolution Pattern Among Influenza A And B Viruses In Thailand, Nungruthai Suntronwong Jan 2020

Identification Of Genetic And Antigenic Variation And Evolution Pattern Among Influenza A And B Viruses In Thailand, Nungruthai Suntronwong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Seasonal influenza viruses commonly cause respiratory disease and have a considerable impact on public health threats which annually estimates 3 to 5 million cases of severe illness worldwide. The triggering of the seasonal influenza epidemic results from a complex interplay between viral, host and external factors such as climate. Although vaccination is an effective tool for influenza prevention and its complications, the composition of vaccine strain has been changed every year due to influenza constantly evolving. Here, we aim to examine the association between influenza activity and local climate factors, host immunity, genetic and antigenic variation and evolution pattern among …


Circulating-Tumor Dna And Cancer-Induced Gene Expression As Novel Liquid Biomarkers Of Liver Cancers, Pattapon Kunadirek Jan 2020

Circulating-Tumor Dna And Cancer-Induced Gene Expression As Novel Liquid Biomarkers Of Liver Cancers, Pattapon Kunadirek

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Liver cancer is one of the most cancer-related mortality with high incidence worldwide. Hepatocellular carcinoma (HCC) is the most common liver cancer type. Currently, Liquid biopsy is known as a non-invasive biomarker tool that specifically represents tumor appearance, leading to improved patient outcomes. Therefore, the novel biomarkers of liquid biopsy in Thai HCC patients are still unexplored and needed for precision medicine. The main aims of this study were First, to explore genetic profiles from liquid biopsies of circulating cell-free DNA (cfDNA) and peripheral blood mononuclear cells (PBMCs) using next-generation sequencing (NGS) and identify novel biomarkers for HCC from these …


A Topical Eye Drop Versus Intra-Meibomian Gland Injection Of Bevacizumab For Meibomian Gland Dysfunction Patients., Chitchanok Tantipat Jan 2020

A Topical Eye Drop Versus Intra-Meibomian Gland Injection Of Bevacizumab For Meibomian Gland Dysfunction Patients., Chitchanok Tantipat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Purpose: To compare the efficacy and safety of topical bevacizumab eye drop versus intra-meibomian gland injection of bevacizumab when used with the standard lid hygiene in meibomian gland dysfunction (MGD) patients. Methods: 60 eyes of 30 MGD patients with lid margin telangiectasia were randomized to receive 0.05% bevacizumab eye drop or single 2.5% intra-meibomian gland bevacizumab injection plus standard lid hygiene. The primary outcomes were telangiectasia grading and the computerized lid margin neovascularized area (LMNA). The secondary outcomes were the ocular surface disease index (OSDI) score, corneal staining, meibomian gland quality, meiboscore, conjunctival redness, fluorescein break up time (FBUT), noninvasive …


การศึกษาหาปัจจัยที่ใช้พยากรณ์การใช้ยาวาร์ฟารินที่ไม่ได้ประสิทธิภาพในคนไทยที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะแบบสั่นระริกที่ไม่ได้เกิดจากลิ้นหัวใจผิดปกติ, ปิโยรส เลิศสงวนสินชัย Jan 2020

การศึกษาหาปัจจัยที่ใช้พยากรณ์การใช้ยาวาร์ฟารินที่ไม่ได้ประสิทธิภาพในคนไทยที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะแบบสั่นระริกที่ไม่ได้เกิดจากลิ้นหัวใจผิดปกติ, ปิโยรส เลิศสงวนสินชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ: ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะแบบสั่นระริกที่ไม่ได้เกิดจากลิ้นหัวใจผิดปกติในประเทศไทย และในประเทศต่างๆของทวีปเอเชียซึ่งมีปัญหาในแง่เศรษฐานะ โดยส่วนใหญ่จะได้รับการรักษาด้วยยาวาร์ฟาริน เพื่อป้องกันการเกิดหลอดเลือดสมองอุดตัน และภาวะลิ่มเลือดหลุดลอยไปอุดตันหลอดเลือดแดงต่างๆ โดยพบว่าประสิทธิภาพของยาวาร์ฟารินขึ้นกับค่าของ Time in therapeutic range (TTR) และพบว่าค่า TTR ที่น้อยกว่าร้อยละ 65 จะทำให้ประสิทธิภาพของยาวาร์ฟารินลดลงอย่างมาก ในปัจจุบันมีการใช้คะแนน SAMe-TT2R2 ในการพยากรณ์ค่า TTR แต่การศึกษาส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในประชากรผิวขาว และพบว่าคะแนนSAMe-TT2R2 ให้คะแนนคนเอเชียเริ่มที่ 2 คะแนนตั้งแต่ต้น ดังนั้นจากปัจจัยด้านเชื้อชาติ อาจส่งผลทำให้การประเมินผู้ป่วยที่จะไม่ได้ประสิทธิภาพจากยาวาร์ฟารินมากเกินความเป็นจริง วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาหาปัจจัยที่มีผลต่อการพยากรณ์การใช้ยาวาร์ฟารินที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ (โดยมีค่า TTR ที่น้อยกว่าร้อยละ 65)ในคนไทยที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะแบบสั่นระริกที่ไม่ได้เกิดจากลิ้นหัวใจผิดปกติ และหา New scoring system ขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้พยากรณ์การใช้ยาวาร์ฟารินที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ (โดยมีค่า TTR ที่น้อยกว่าร้อยละ 65) และเปรียบเทียบ New scoring system กับคะแนนSAMe-TT2R2 ในการพยากรณ์การใช้ยาวาร์ฟารินที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ ในคนไทยที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะแบบสั่นระริกที่ไม่ได้เกิดจากลิ้นหัวใจผิดปกติ ระเบียบวิธีวิจัย: ทำการศึกษาแบบทบทวนย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยนอกและในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยรวบรวมผู้ป่วยภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะแบบสั่นระริกที่ไม่ได้เกิดจากลิ้นหัวใจผิดปกติที่ได้รับการรักษาด้วยยาวาร์ฟารินทุกราย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2557 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2561 ในงานวิจัยนี้จะคำนวณค่า TTR ด้วย Rosendaal's Method และ ใช้ค่า TTR ที่น้อยกว่าร้อยละ 65 เพื่อบ่งบอกถึงการใช้ยาวาร์ฟารินที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ ผลการศึกษา: ผู้ป่วยภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะแบบสั่นระริกที่ไม่ได้เกิดจากลิ้นหัวใจผิดปกติที่ได้รับการรักษาด้วยยาวาร์ฟารินที่เข้ามาในงานวิจัยมีทั้งหมด 864 คน มีค่าเฉลี่ยอายุ 73.6 ± 11.58 ปี มีค่าเฉลี่ยค่า TTR คิดเป็นร้อยละ 48.1 ± 25.2 และพบว่าผู้ป่วย 637 คน คิดเป็นร้อยละ 73.7 ที่มีค่า TTR น้อยกว่าร้อยละ 65 จากการวิเคราะห์หาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการพยากรณ์การใช้ยาวาร์ฟารินที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ (TTRน้อยกว่าร้อยละ 65) …


Genetic Diversity Of Merozoite Surface Protein 1 Gene Of Plasmodium Falciparum In Thailand, May Myat Thu Jan 2020

Genetic Diversity Of Merozoite Surface Protein 1 Gene Of Plasmodium Falciparum In Thailand, May Myat Thu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In 2030, World health organization's target is to eliminate malaria at least in 35 countries. At present, Thailand is low risk of malaria so that, it has the potential to eliminate. About 10 years ago, malaria prevalence was high along the country border areas. To prevent the recurrence in those areas, evaluation of drug susceptibility of parasites and vaccine are important. Therefore, basic knowledge on genetic diversity in malaria parasite is needed. Merozoite surface protein 1(msp1), one of the vaccine candidate genes, is useful for monitoring genetic diversity of the parasite and the potential gene of vaccine. However, high diversity …