Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medical Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2018

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 1351 - 1380 of 1400

Full-Text Articles in Medical Sciences

การบรรลุเป้าหมายของระดับ Ldl-C ก่อนและหลังการใช้ชุดคำสั่งมาตรฐานในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน, โชคชัย แซ่ลิ่ม Jan 2018

การบรรลุเป้าหมายของระดับ Ldl-C ก่อนและหลังการใช้ชุดคำสั่งมาตรฐานในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน, โชคชัย แซ่ลิ่ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา : ในการลดระดับ LDL-cholesterol (LDL-C) ด้วยยาลดไขมันในกลุ่มยา statin ที่มีความแรงระดับสูง (high-intensity statin) มีการพิสูจน์แล้วว่าลดอุบัติการณ์เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในกลุ่มผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด แต่เนื่องจากการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมีระดับ LDL-C ยังไม่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน (LDL-C น้อยกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และ/หรือ LDL-C ลดลงอย่างน้อยร้อยละ 50) วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของการใช้ชุดคำสั่งมาตรฐานขณะจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลต่อผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันเพื่อที่ระดับไขมันได้ตามเป้าหมาย วิธีการศึกษา : หลังจากที่มีการใช้ชุดคำสั่งมาตรฐานภายในโรงพยาบาล ศึกษาข้อมูลผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันทุกคน หลังจากนั้นติดตามเก็บผลระดับไขมันในเลือดที่ 2 ถึง 6 เดือน แล้วนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลผู้ป่วยก่อนใช้ชุดคำสั่งมาตรฐานในช่วง 1 มกราคม พ.ศ. 2560 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2561 ที่มีผลข้อมูลระดับไขมันช่วงนอนโรงพยาบาลและขณะติดตามที่ 2 ถึง 6 เดือน ผลการศึกษา : มีจำนวนผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในกลุ่มก่อนใช้ชุดคำสั่งมาตรฐาน 131 คน ที่มีผลระดับไขมันในเลือด ร้อยละ 97 ได้รับยา statin ที่มีความแรงระดับสูง เทียบกับยา atorvastatin 37.4 ± 9.8 มิลลิกรัมต่อวัน ค่าเฉลี่ยของ LDL-C ขณะนอนโรงพยาบาลและติดตาม คือ 116.43 ± 42.83 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และ 81.37 ± 25.17 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ตามลำดับ ส่วนในกลุ่มที่ใช้ชุดคำสั่งมาตรฐาน เก็บข้อมูลผู้ป่วยได้ 34 คน ร้อยละ 100 ได้รับ ยา statin ที่มีความแรงระดับสูง เทียบกับยา atorvastatin 40 มิลลิกรัมต่อวัน ค่าเฉลี่ยของ LDL-C ขณะนอนโรงพยาบาลและขณะติดตาม คือ 121 ± …


การศึกษาความสัมพันธ์ของการแสดงออกของไซคลินบีร่วมกับพยาธิวิทยาและข้อมูลทางคลินิกในการพยากรณ์โรคของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะต้นชนิดที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนเป็นบวกและตัวรับสัญญาณเฮอร์ทูเป็นลบในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ระหว่างปี พ.ศ.2553-2558, กาญจนาภรณ์ ถกลกิจสกุล Jan 2018

การศึกษาความสัมพันธ์ของการแสดงออกของไซคลินบีร่วมกับพยาธิวิทยาและข้อมูลทางคลินิกในการพยากรณ์โรคของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะต้นชนิดที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนเป็นบวกและตัวรับสัญญาณเฮอร์ทูเป็นลบในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ระหว่างปี พ.ศ.2553-2558, กาญจนาภรณ์ ถกลกิจสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความเป็นมา ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะต้นชนิดที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนเป็นบวกตัวรับสัญญาณเฮอร์ทูเป็นลบจัดอยู่ในกลุ่มที่มีการพยากรณ์โรคที่ดี อย่างไรก็ตามพบผู้ป่วยหนึ่งในสามที่มีการกลับเป็นซ้ำของโรคแม้จะได้รับการรักษาเสริมหลังการผ่าตัดแล้ว ปัจจุบันมีชุดตรวจยีนเชิงพาณิชย์สามารถทำนายการกลับเป็นซ้ำของโรคได้ ค่าการแบ่งตัวของเซลล์เป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อการกลับเป็นซ้ำ ไซคลินบีเป็นหนึ่งในค่าการแบ่งตัวเหล่านั้น วัตถุประสงค์ ศึกษาการนำการแสดงออกของไซคลินบีที่ปรากฏเซลล์ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะต้นชนิดที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนเป็นบวกและตัวรับสัญญาณเฮอร์ทูเป็นลบใช้ร่วมกับข้อมูลทางคลินิกและพยาธิวิทยาของผู้ป่วย เพื่อจำแนกผู้ป่วยตามความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำ วิธีการศึกษา ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะต้นชนิดที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนเป็นบวกและตัวรับสัญญาณเฮอร์ทูเป็นลบของผู้ป่วยในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ระหว่างปี พ.ศ.2553-2558 จำนวน 214 ราย ทำการทบทวนข้อมูลด้านต่างๆของผู้ป่วยจากเวชระเบียนและนำชิ้นเนื้อของผู้ป่วยย้อมทางอิมมูโนดูการแสดงออกของไซคลินบี เพื่อหาความสัมพันธ์ของการแสดงออกของไซคลินบีต่อการกลับเป็นซ้ำของโรคมะเร็ง ผลการวิจัย ผู้เข้าร่วมวิจัย 214 ราย เป็นกลุ่มที่มีการกลับเป็นซ้ำของโรค 58 ราย กลุ่มที่ไม่มีการกลับเป็นซ้ำ 156 ราย อายุเฉลี่ยเมื่อเริ่มวินิจฉัย 53 ปี ข้อมูลพื้นฐานพบว่าขนาดของก้อนมะเร็ง พยาธิวิทยาของเซลล์มะเร็ง ระยะของโรค การลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง ค่าเคไอ-67 การได้รับยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การศึกษานี้ได้ใช้จุดตัดมัธยฐานที่ 7 ในการแบ่งค่าการแสดงออกของไซคลินบีออกเป็นสูงต่ำ ได้ค่าจุดตัดที่ 10 พบว่าในกลุ่มที่มีการกลับเป็นซ้ำมีการแสดงออกของไซคลินบีสูงร้อยละ 53.4 ในขณะที่กลุ่มที่ไม่มีการกลับเป็นซ้ำมีการแสดงออกของไซคลินบีสูงร้อยละ 22.4 ทำการวิเคราะห์ multivariate analysis พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการกลับเป็นซ้ำคือ ระดับพยาธิวิทยาของเซลล์มะเร็ง การได้รับยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด และร้อยละการแสดงออกของไซคลินบี แต่หากพิจารณาตามการแบ่งในกลุ่มที่มีการแสดงออกของไซคลินบีสูงนั้นไม่พบความสัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำของโรค โอกาสปลอดโรคที่ 5 ปีของกลุ่มที่มีการแสดงออกของไซคลินบีต่ำและกลุ่มที่มีการแสดงออกของไซคลินบีสูงคือร้อยละ 84.9 และร้อยละ 60.1 ตามลำดับ สรุปผลการวิจัย ปัจจัยที่ผลต่อการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านมระยะต้นที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนเป็นบวกและตัวรับสัญญาณเฮอร์ทูเป็นลบ ได้แก่ ระดับพยาธิวิทยาของเซลล์มะเร็ง, การได้รับยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด และร้อยละการแสดงออกของไซคลินบี ส่วนการแสดงออกของไซคลินบีที่สูงนั้นไม่พบความสัมพันธ์ต่อการกลับเป็นซ้ำของมะเร็ง


ผลกระทบของกรดไหลย้อนต่อการดำเนินของโรคพังผืดในปอด, จุฑาภัทร วีระวัฒนา Jan 2018

ผลกระทบของกรดไหลย้อนต่อการดำเนินของโรคพังผืดในปอด, จุฑาภัทร วีระวัฒนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ : ภาวะกรดไหลย้อนเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคพังผืดในปอด เคยมีรายงานว่าสัมพันธ์กับสมรรถภาพปอดที่แย่ลง อย่าวไรก็ตามการรักษาด้วย ยา proton pump inhibitor (PPI) ยังได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจนัก วิธีการศึกษา : ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น โรคพังผืดในปอดจากภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เข้ารับการตรวจกรดไหลย้อนด้วยวิธี esophageal manometry,24 hr pH monitoring /impedance หลังจากหยุดยา PPI อย่างน้อย 7 วัน มีการเก็บข้อมูลสมรรถภาพปอดและ แบบสอบถามประเมิณอาการเหนื่อย (SGRQ score) เมื่อเข้าร่วมโครงการวิจัย และติดตามผลที่ 12 สัปดาห์ ภาวะกรดไหลย้อนนิยามโดย มีค่า abnormal esophageal acid exposure (ระยะเวลาที่ค่า pH ที่หลอดอาหารส่วนปลายน้อยกว่า 4 มากกว่า 4.5%) หรือจำนวน reflux (มีการลอลงของค่าการนำไฟฟ้ามากกว่า 50% อย่างน้อย 2 ช่องการตรวจที่หลอดอาหารส่วนปลาย) มากกว่า 40 ครั้ง ผลการศึกษา : ผู้ป่วยโรคพังผืดในปอด 22 ราย (ผู้ชาย 10 ราย ผู้หญิง 12 ราย, อายุ 60.68 ± 10.13 ปี) เ มีการลดลงของค่า FVC ที่ 12 สัปดาห์ (150 มล) ในกลุ่มที่มีกรดไหลย้อนชนิดเป็นกรด เทียบกับกลุ่มที่ไม่มีกรดไหลย้อน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p value < 0.001 สรุปผลการวิจัย : ผู้ป่วยพังผืดในปอดที่มีกรดไหลย้อนชนิดที่เป็นกรด จะมีการลดลงของค่า FVC ที่ 12 สัปดาห์มากกว่ากลุ่มที่ไม่มีกรดไหลย้อน


การศึกษาเปรียบเทียบระดับมิวซิน ระหว่างชิ้นเนื้อที่โดนแสงแดดเป็นประจำและไม่โดนแสงแดดเป็นประจำ, ณัฐพล งามจิรธรรม Jan 2018

การศึกษาเปรียบเทียบระดับมิวซิน ระหว่างชิ้นเนื้อที่โดนแสงแดดเป็นประจำและไม่โดนแสงแดดเป็นประจำ, ณัฐพล งามจิรธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Glycosaminoglycans เป็นองค์ประกอบของมิวซินในชั้นหนังแท้ จากการศึกษาในอดีต พบการเพิ่มขึ้นของระดับ glycosaminoglycansในชิ้นเนื้อที่ตัดจากบริเวณที่โดนแดดเป็นประจำ ปัจจุบัน การศึกษาผลของแสงแดดต่อการเปลี่ยนแปลงระดับมิวซินในชั้นหนังแท้ในด้านของ พยาธิวิทยา ยังมีอยู่น้อย วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับมิวซินในชั้นหนังแท้ ระหว่างชิ้นเนื้อที่โดนแดดเป็นประจำ และ ไม่โดนแดดเป็นประจำในทางพยาธิวิทยา วิธีการศึกษา การวิจัยแบบวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง โดยศึกษาจากชิ้นเนื้อที่ตัดในช่วงปี 2556-2561 ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยศึกษาจากชิ้นเนื้อที่ย้อมด้วยสี H&E เพื่อแยกกลุ่มของชิ้นเนื้อเป็น กลุ่มชิ้นเนื้อที่โดนแสงแดดเป็นประจำ และ กลุ่มชิ้นเนื้อที่ไม่ได้โดนแดดเป็นประจำ นำชิ้นเนื้อทั้งหมดมาย้อมสี alcian blue และประเมินระดับมิวซินจากชั้น papillary dermis, superficial reticular dermis, deep reticular dermis โดยให้คะแนน 0-3 ในแต่ละชั้น (mucin score) หลังจากนั้น จึงเปรียบเทียบการติดสีมิวซินระหว่าง ทั้ง 2กลุ่ม ทั้งคะแนนรวม และ คะแนนในแต่ละชั้น ผลการศึกษา ชิ้นเนื้อที่ถูกนำมาศึกษาทั้งหมด 114 ชิ้น แบ่งเป็น 57 ชิ้นจากแต่ละกลุ่ม จากการประเมินคะแนนของมิวซิน พบว่า กลุ่มชิ้นเนื้อที่โดนแสงแดดเป็นประจำ มีระดับมิวซินในชั้นแต่ละชั้น papillary dermis, superficial reticular dermis, deep reticular dermis และ ระดับมิวซินรวมทุกชั้น สูงกว่า กลุ่มชิ้นเนื้อที่ไม่โดนแสงแดดเป็นประจำอย่างมีนัยสำคัญ P<0.001 และพบว่า การพบลักษณะของการโดนแสงแดดอย่างเป็นประจำสัมพันธ์กับระดับมิวซินเมื่อได้กำจัดอิทธิพลจากปัจจัยอื่นออกไปแล้ว สรุปผลการศึกษา พบการติดสีของมิวซินในชั้นหนังแท้ของชิ้นเนื้อที่โดนแสงแดดเป็นประจำ มากกว่า ชิ้นเนื้อที่ไม่โดนแสงแดดเป็นประจำ


การศึกษาอุบัติการณ์ ปัจจัยเสี่ยง และผลการรักษาการติดเชื้อไวรัสบีเค ในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตในประเทศที่มีทรัพยากรจำกัด, ดิษรุจ โตวิกกัย Jan 2018

การศึกษาอุบัติการณ์ ปัจจัยเสี่ยง และผลการรักษาการติดเชื้อไวรัสบีเค ในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตในประเทศที่มีทรัพยากรจำกัด, ดิษรุจ โตวิกกัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ไวรัสบีเค เป็นไวรัสในวงศ์โพลิโอมาไวรัส ซึ่งเป็นไวรัสที่มีสารพันธุกรรมชนิดดีเอ็นเอสายคู่ ความสำคัญของไวรัสนี้สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ภายหลังการปลูกถ่ายอวัยวะโดยเฉพาะการปลูกถ่ายไต ทำให้เกิดภาวะไตอักเสบจากไวรัสบีเค และทำให้ไตวายภายหลังการปลูกถ่ายไตได้ โดยคำแนะนำในการรักษาปัจจุบันนั้นคือการลดระดับยากดภูมิคุ้มกันเป็นหลัก ดังนั้นการตรวจคัดกรองก่อนภาวการณ์ติดเชื้อไวรัสบีเคก่อนที่จะมีการลุกลาม และมีการอักเสบของเนื้อไตจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม การตรวจหาไวรัสบีเคมีความสิ้นเปลืองงบประมาณมาก เนื่องจากมีความจำเป็นต้องตรวจต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศไทย การศึกษานี้จึงเป็นการศึกษาที่จะประเมินความชุกของการติดเชื้อไวรัสบีเค ความเสี่ยงของการติดเชื้อ และแนวทางในการรักษาการติดเชื้อไวรัสบีเคภายหลังการปลูกถ่ายไตที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า อัตราการตรวจคัดกรองหาไวรัสบีเคภายหลังการปลูกถ่ายมีเพียงร้อยละ 54.8 และพบความชุกของการติดเชื้ออยู่ที่ร้อยละ 26.8 และพบภาวะไตอักเสบจากไวรัสบีเคร้อยละ 6.5 และพบว่าการใช้ยากลุ่ม calcineurin inhibitor เป็นปัจจัยเดียวที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดการติดเชื้อไวรัสบีเคอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ ในด้านการรักษา การลดระดับยากดภูมิคุ้มกัน ร่วมกับกับการให้ยา leflunomide กับ ciprofloxacin เป็นการรักษาหลักที่แพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เลือกใช้ในการรักษาไวรัสบีเค โดยไม่พบภาวการณ์เสียอวัยวะภายหลังการปลูกถ่ายภายหลังการติดตาม 2 ปี ดังนั้นการตรวจคัดกรองหาการติดเชื้อไวรัสบีเค เพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสบีเค ถือเป็นสิ่งสำคัญที่แพทย์ควรตระหนักถึง และการลดระดับยากดภูมิคุ้มกัน ร่วมกับการให้ยา ciprofloxacin และ leflunomide อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาการติดเชื้อไวรัสบีเค โดยได้ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ


การศึกษาเปรียบเทียบระดับตับคั่งไขมันและพังผืดตับระหว่างก่อนและหลังเข้ารับการรักษาด้วยยาขับสารตะกั่วทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยที่มีภาวะพิษตะกั่วเรื้อรัง, ต้องลักษณ์ ธีรศานติพันธ์ Jan 2018

การศึกษาเปรียบเทียบระดับตับคั่งไขมันและพังผืดตับระหว่างก่อนและหลังเข้ารับการรักษาด้วยยาขับสารตะกั่วทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยที่มีภาวะพิษตะกั่วเรื้อรัง, ต้องลักษณ์ ธีรศานติพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงระดับตับคั่งไขมันและพังผืดตับในผู้ป่วยพิษตะกั่วเรื้อรังระหว่างก่อนและหลังได้รับยาขับตะกั่วและประเมินการเปลี่ยนแปลงของระดับสารสื่อการอักเสบและระดับสารต้านอนุมูลอิสระในกระแสเลือดต่อการเปลี่ยนแปลงระดับตับคั่งไขมันและพังผืดตับโดยเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการขับพิษตะกั่ว วิธีการวิจัย วิจัยเชิงสำรวจไปข้างหน้าในคนงานโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่มีระยะเวลาสัมผัสตะกั่ว ≥ 12 เดือนและมีระดับตะกั่วในเลือด ≥ 70 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตรจะถูกรวบรวมเข้าการศึกษา ผู้เข้าร่วมการศึกษาทุกรายจะได้รับการวัดระดับตับคั่งไขมันและพังผืดตับด้วยเครื่อง FibroScan® โดยแสดงผลเป็น controlled attenuation parameters (CAP) และความยืดหยุ่นตับ (liver stiffness) ตามลำดับ และได้รับการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับ Glutathione และ Interleukin-1β (IL-1β) ผู้เข้าร่วมการศึกษาได้รับการขับสารตะกั่วด้วย CaNa2EDTA ขนาด 2 กรัมตามด้วย D-penicillamine 1 กรัมต่อวันเป็นเวลา 90 วัน ผลลัพธ์หลักคือระดับตับคั่งไขมัน ผลลัพธ์รองได้แก่ระดับพังผืดตับ สารสื่อการอักเสบ และ สารต้านอนุมูลอิสระ ผลการศึกษา มีผู้เข้าร่วมการศึกษา 86 ราย (71 รายเป็นเพศชายและ 15 รายเป็นเพศหญิง) ระยะเวลาสัมผัสสารตะกั่วเฉลี่ย 10.7 ± 7.6 ปี ระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ยก่อนการรักษา 81.4 ± 9.8 μg/dL และลดลงเหลือ 56.4 ± 16.8 μg/dL หลังขับตะกั่ว (p < 0.001) ค่าเฉลี่ยระดับตับคั่งไขมันก่อนการรักษาแสดงด้วย CAP เป็น 225.1 ± 49.3 เดซิเบลต่อเมตรส่วนระดับพังผืดตับแสดงด้วย liver stiffness เป็น 5.4 ± 1.0 กิโลปาสคาล หลังจากได้รับการรักษาด้วยการขับตะกั่วแล้ว ระดับตับคั่งไขมันเฉลี่ยลดลงเหลือ 221.5 ± 55.5 เดซิเบลต่อเมตร แต่ไม่ถึงระดับที่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.493) ส่วนระดับพังผืดตับนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยค่าเฉลี่ยลดลงเหลือ 5.1 ± 1.5 กิโลปาสคาล (p=0.008) การเปรียบเทียบระดับสารสื่อการอักเสบและกลูตาไธโอนพบว่าค่าเฉลี่ยของสารสื่ออักเสบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยระดับของ IL-1β ลดลงจาก 29.7 ± 1.8 เหลือ 25.8 ± 4.2 พิโคกรัมต่อมิลลิลิตร (p<0.001) ส่วนค่าเฉลี่ยของกลูตาไธโอนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังขับตะกั่วจาก 3.4 ± 3.2 เป็น 14.5 ± 7.5 ไมโครโมลต่อลิตร (p<0.001) สรุป เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการให้ยาขับสารตะกั่วในผู้ป่วยพิษตะกั่วเรื้อรังพบว่าระดับตับคั่งไขมันมีแนวโน้มลดลงแม้ว่าจะไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนระดับพังผืดตับและสารสื่อการอักเสบคือ IL-1β มีปริมาณลดลง ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระคือกลูตาไธโอนมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


การศึกษาความทนต่อน้ำตาลกลูโคสในผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์ก่อนและหลังการรักษาด้วยสารกัมมันตรังสีไอโอดีน-131 ความแรงสูง, ธัชนันท์ พรธารักษ์เจริญ Jan 2018

การศึกษาความทนต่อน้ำตาลกลูโคสในผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์ก่อนและหลังการรักษาด้วยสารกัมมันตรังสีไอโอดีน-131 ความแรงสูง, ธัชนันท์ พรธารักษ์เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา/วัตถุประสงค์: สารกัมมันตรังสีไอโอดีน-131 เป็นวิธีหนึ่งในการรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ที่มีประสิทธิภาพ สารกัมมันตรังสีไอโอดีน-131 สามารถผ่านเข้าสู่ต่อมไทรอยด์โดยผ่านทางโซเดียมไอโอไดด์ซิมพอเตอร์ เพื่อทำลายเนื้อไทรอยด์ที่ยังเหลืออยู่หลังผ่าตัด มีการศึกษาพบโซเดียมไอโอไดด์ซิมพอเตอร์ในเนื้อเยื่อของตับอ่อนโดยวิธีการย้อมทางจุลชีวะภูมิคุ้มกันเคมี และการศึกษาการแสดงออกของยีน ดังนั้นการได้รับสารกัมมันตรังสีไอโอดีน-131 ขนาดสูงอาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการทำงานของเซลล์เบต้าในตับอ่อน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความผิดปกติต่อการหลั่งอินซูลิน วิธีการ: ผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์ 16 ราย ค่ามัธยฐานอายุ 46 ปี ที่ได้รับการรักษาด้วยสารกัมมันตรังสีไอโอดีน-131 หนึ่งครั้ง (ขนาดตั้งแต่ 100-150 มิลลิคูรี่) ได้รับการตรวจความทนต่อน้ำตาลกลูโคสขนาด 75 กรัม ก่อนและหลังได้รับการรักษาด้วยสารกัมมันตรังสีไอโอดีน-131 ที่ 3 และ 6 เดือน โดยจะได้รับการตรวจวัดระดับน้ำตาล, อินซูลิน, C-peptide ที่ 0, 30, 60, 90, 120 นาที โดยก่อนรับประทานน้ำตาลจะตรวจวัดระดับไขมัน, น้ำตาลสะสม, ค่าฮอร์โมนไทรอยด์, thyroglobulin, anti-thyroglobulin หลังจากนั้นจะคำนวณดัชนีการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนโดยวัดค่า insulinogenic index, HOMA-B และดัชนีความดื้อต่ออินซูลิน ได้แก่ HOMA-IR, Matsuda index, Disposition index, พื้นที่ใต้กราฟอินซูลินต่อน้ำตาลกลูโคสและอินซูลินที่ 120 นาที ผลการวิจัย: ระดับน้ำตาลขณะอดอาหารสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยก่อนได้รับการรักษามีค่า 84 มก./ดล. และมีค่า มีค่า 84 และ 87 มก./ดล. ที่ 3 และ 6 เดือนหลังได้รับการรักษาด้วยสารกัมมันตรังสีไอโอดีน-131 (P=0.021) ไม่พบความแตกต่างของดัชนีการหลั่งอินซูลิน ดัชนีความดื้อต่ออินซูลิน แต่พบว่าดัชนีการหลั่งอินซูลิน ได้แก่ HOMA-B มีแนวโน้มลดลง จาก 65.5 เป็น 62.9 และ 61.1 ที่ 3 และ 6 เดือนหลังได้รับการรักษาด้วยสารกัมมันตรังสีอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการวิจัย: การได้รับสารกัมมันตรังสีไอโอดีน-131ขนาดสูงไม่มีผลต่อความบกพร่องของการหลั่งอินซูลิน แต่มีผลทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสขณะอดอาหารสูงขึ้นที่ 6 เดือนหลังได้รับสารกัมมันตรังสี …


การศึกษาการแสดงออกของโปรตีนโปรแกรมการตายของเซลล์และไลแกนในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดโนดอลทีเซลล์, ธิติ อัศวภาณุมาศ Jan 2018

การศึกษาการแสดงออกของโปรตีนโปรแกรมการตายของเซลล์และไลแกนในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดโนดอลทีเซลล์, ธิติ อัศวภาณุมาศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ : โปรแกรมการตายของเซลล์และไลแกน เป็นกลไกสำคัญที่เกิดขึ้น ในร่างกายเพื่อใช้ในการควบคุมการทำงานของเม็ดเลือดขาวในมนุษย์ เมื่อมีการกระตุ้นโปรแกรม การตายของเซลล์จะทำให้ลดการทำงานของเม็ดเลือดขาว โดยมะเร็งหลายชนิดรวมถึงมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มีการแสดงออกของโปรแกรมการตายของเซลล์และไลแกน ซึ่งทำให้ส่งผลต่อการรักษาและพยากรณ์โรคที่แย่ลงได้ อย่างไรก็ตามข้อมูลการแสดงออกของโปรแกรมการตายของเซลล์และไลแกนยังมีน้อยในโรค กลุ่ม Peripheral T cell lymphoma ดังนั้นการศึกษานี้จึงสนใจถึงการแสดงออกของโปรแกรมการตายของเซลล์ และไลแกนในโรคกลุ่ม Peripheral T cell lymphoma รวมถึงความสัมพันธ์กับอาการแสดงและพยากรณ์โรค วิธีการดำเนินงานวิจัย : คนไข้จำนวน 65 รายได้รับการวินิจฉัยเป็น PTCL และรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่างปี 2550 ถึง 2561 ได้เก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานจากเวชระเบียนผู้ป่วยเพื่อยันยันการวินิจฉัย ได้นำชิ้นเนื้อจากภาควิชาพยาธิวิทยาเพื่อมาย้อม PD-1, PD-L1 และ PD-L2 ซึ่งได้รับการอ่านผลระดับการติดสีย้อมจากพยาธิแพทย์ทางโลหิตวิทยาทั้งสองท่าน ผลการย้อมเป็นบวกใช้เกณฑ์ติดมากกว่า 1% จากผลย้อมทั้งหมด รวมถึงสรุปความสัมพันธ์จากข้อมูลพื้นฐานและพยากรณ์โรค ผลการศึกษา : คนไข้จำนวน 60 รายได้รับการศึกษาโดยการย้อม PD-1, PD-L1 และ PD-L2 ผลย้อมเป็นบวก 43.3%, 50% และ 68.3% ตามลำดับ โดยผลแตกต่างกันขึ้นกับชนิดของโรค ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของคนไข้ที่มีการแสดงออกหรือไม่มีการแสดงออกของ PD-1 และ PD-Ls ทั้งในด้านอัตราการรอดชีวิตในระยะยาวและอัตราการอยู่รอดโดยปราศจากตัวโรค จากผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราการรอดชีวิตในระยะยาวพบว่า ความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองของผู้ป่วยเป็นปัจจัยเดียวที่มีผลต่ออัตราการรอดชีวิตในระยะยาว ข้อสรุป : การแสดงออกของ PD-1/PD-Ls สามารถพบในบางส่วนของคนไข้กลุ่มโรค PTCL ซึ่งแตกต่างกันกับชนิดของโรค อย่างไรก็ตาม ข้อมูลพื้นฐาน ผลการรักษา และพยากรณ์โรคในระยะยาวไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างคนไข้ที่มีแสดงออก PD-1/PD-Ls


การศึกษาไขว้กลุ่มแบบไปข้างหน้า เปรียบเทียบอัตราการลดลงของของเสียที่จับกับโปรตีน ระหว่างการฟอกเลือดโดยใช้ตัวกรองรูกรองใหญ่พิเศษเปรียบเทียบกับการฟอกเลือดวิธีฮีโมไดอะฟิวเตรชัน ประสิทธิภาพสูงโดยใช้ตัวกรองมาตรฐาน, ธีระชัย ธรรมาธิวัฒน์ Jan 2018

การศึกษาไขว้กลุ่มแบบไปข้างหน้า เปรียบเทียบอัตราการลดลงของของเสียที่จับกับโปรตีน ระหว่างการฟอกเลือดโดยใช้ตัวกรองรูกรองใหญ่พิเศษเปรียบเทียบกับการฟอกเลือดวิธีฮีโมไดอะฟิวเตรชัน ประสิทธิภาพสูงโดยใช้ตัวกรองมาตรฐาน, ธีระชัย ธรรมาธิวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย: การฟอกเลือดวิธีฮีโมไดอะฟิวเตรชัน เป็นวิธีการฟอกเลือดที่ดีที่สุดในปัจจุบันของผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โดยมีการศึกษาต่างๆ พบว่า การฟอกเลือดวิธีฮีโมไดอะฟิวเตรชันสามารถกำจัดสารยูรีมิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารยูรีมิกที่จับกับโปรตีน เช่น อินดอกซิลซัลเฟต และสารยูรีมิกขนาดกลาง เช่น บีต้า 2 ไมโครโกลบูลิน ได้ดีกว่าการฟอกเลือดโดยใช้ตัวกรองมาตรฐาน ทำให้การฟอกเลือดวิธีฮีโมไดอะฟิวเตรชันมีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าสามารถลดอัตราเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตามวิธีการฟอกเลือดนี้ไม่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในประเทศไทย และมีราคาแพงมากกว่าการฟอกเลือดด้วยตัวกรองมาตรฐาน จึงนำไปสู่การศึกษาปัจจุบันที่เปรียบเทียบประสิทธิภาพของการฟอกเลือดด้วยตัวกรองใหม่รูใหญ่พิเศษ (Novel super high-flux dialyzer, PES 17D alpha, Nipro, Japan) เปรียบเทียบกับการฟอกเลือดวิธีฮีโมไดอะฟิวเตรชัน ในแง่ของการกำจัดสารยูรีมิกที่จับกับโปรตีน และสารยูรีมิกขนาดกลาง โดยการศึกษานีเป็นการศึกษาแบบเทียบเคียง (non-inferiority trial) ระเบียบวิธีวิจัย: การศึกษานี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มไขว้แบบไปข้างหน้า รวบรวมผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมอยู่เดิมทั้งหมด 12 ราย แบ่งการรักษาออกเป็น 2 กลุ่ม โดยที่สุ่มผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งฟอกเลือดด้วยตัวกรองรูใหญ่พิเศษ และอีกกลุ่มหนึ่งฟอกเลือดด้วยวิธีฮีโมไดอะฟิวเตรชัน แล้วจึงสลับการรักษา 12 สัปดาห์หลังการรักษา โดยผู้ป่วยมีระยะเวลาเข้าศึกษา (run-in) และ ระยะพัก (wash-out) ของการศึกษาเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ โดยใช้การฟอกเลือดด้วยตัวกรองมาตรฐาน (high flux dialyzer) โดยกำหนดคำถามหลักของการวิจัยคือเปรียบเทียบอัตราการลดลงของอินดอกซิลซัลเฟตของทั้ง 2 การรักษา นอกจากนี้ยังเปรียบเทียบอัตราการลดลงของสารยูรีมิกขนาดกลาง และสารยูรีมิกขนาดเล็ก รวมไปถึงการสูญเสียอัลบูมินทางน้ำยาไตเทียม และตัวชี้วัดทางโภชนาการ โดยการศึกษานี้กำหนดให้จุดตัดของอัตราการลดลงของอินดอกซิลซัลเฟตไม่น้อยไปกว่าร้อยละ 5 จะถือว่าไม่มีความแตกต่างกันของการรักษาทั้ง 2 วิธี ผลการศึกษา: การฟอกเลือดด้วยตัวกรองรูใหญ่พิเศษมีประสิทธิภาพเทียบเคียงกับการฟอกเลือดวิธีฮีโมไดอะฟิวเตรชันในแง่อัตราการลดลงของอินดอกซิลซัลเฟต เป็นร้อยละ 50.9.8±25.03 และ 50.5±41.1 ตามลำดับ โดยมีค่าเฉลี่ยของความต่างร้อยละ 5.87 (ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95, -1.63, 13.37). สำหรับอัตราการลดลงของบีต้า 2 ไมโครโกลบูลิน และ อัลฟา 1 ไมโครโกลบูลิน ซึ่งเป็นสารยูรีมิกขนาดกลางไม่แตกต่างกันระหว่างการรักษาทั้ง 2 วิธี โดยมีค่าเฉลี่ยของความต่างร้อยละ 1.98 (ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95, -0.21, 4.18) …


การศึกษาประสิทธิภาพของยา จากการเปลี่ยนยาทีโนโฟเวียร์ เป็นยา อะบาคาเวียร์เปรียบเทียบกับยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ ในผู้ป่วย ติดเชื้อเอชไอวี ที่มีภาวะไตเสื่อมจากยาทีโนโฟเวียร์ ที่ 24 สัปดาห์: การวิจัยแบบสุ่ม แบบเปิด และศึกษาไปข้างหน้าหลายศูนย์, นพพร ส่งอำไพ Jan 2018

การศึกษาประสิทธิภาพของยา จากการเปลี่ยนยาทีโนโฟเวียร์ เป็นยา อะบาคาเวียร์เปรียบเทียบกับยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ ในผู้ป่วย ติดเชื้อเอชไอวี ที่มีภาวะไตเสื่อมจากยาทีโนโฟเวียร์ ที่ 24 สัปดาห์: การวิจัยแบบสุ่ม แบบเปิด และศึกษาไปข้างหน้าหลายศูนย์, นพพร ส่งอำไพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ: ยาต้านไวรัสเอชไอวีที่มีส่วนประกอบของยาทีโนโฟเวียร์ ไดโซพรอกซิล ฟูมาเรท (Tenofovir Disoproxil Fumarate: TDF) ทำให้เกิดการทำงานของไตบกพร่อง และนำไปสู่การหยุดยาทีโนโฟเวียร์ สูตรยาทดแทนในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่องคือ สูตรยาที่มียาอะบาคาเวียร์เป็นส่วนประกอบ หรือสูตรยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ เป็นต้น แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการเปลี่ยนยาทีโนโฟเวียร์เป็นยาอะบาคาเวียร์กับยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ ในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่มีการทำงานของไตบกพร่องจากยาทีโนโฟเวียร์ ผู้ป่วยและวิธีวิจัย: การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม แบบเปิด และศึกษาไปข้างหน้า ศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาจากการเปลี่ยนยาทีโนโฟเวียร์เป็นยาอะบาคาเวียร์กับยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ ในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่มีการทำงานของไตบกพร่องจากยาทีโนโฟเวียร์ ที่ 24 สัปดาห์ โดยศึกษาในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัสและมีปริมาณไวรัสน้อยกว่า 40 ตัวต่อลูกบาศก์มิลลิลิตร และมีการทำงานของท่อไตส่วนต้นบกพร่องจากยาทีโนโฟเวียร์ และ/หรือมีการลดลงของอัตราการกรองที่ไตมากกว่าร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับก่อนได้รับยาทีโนโฟเวียร์ ผู้ป่วยจะได้รับการสุ่มเลือกเปลี่ยนเป็นยาอะบาคาเวียร์ซึ่งประกอบด้วย ยาสูตรผสมอะบาคาเวียร์ 600 มิลิกรัม กับลามิวูดีน 300 มิลลิกรัม (Kivexa ®,ABC/3TC) รับประทาน 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง ร่วมกับยาเอฟฟาไวเรนซ์ 600 มิลลิกรัม(EFV, 600) รับประทาน 1 เม็ดวันละ 1 ครั้ง หรือเปลี่ยนเป็นยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ ซึ่งประกอบด้วยยา ยาโลพินาเวียร์ 200 มิลลิกรัม/ริโทนาเวียร์ 50 มิลลิกรัม (Kaletra®, LPV/r) รับประทาน 2 เม็ด ทุก 12 ชั่วโมง หรือ ยาโลพินาเวียร์ 100 มิลลิกรัม/ริโทนาเวียร์ 25 มิลลิกรัม(Aluvia®, LPV/r) รับประทาน4 เม็ด ทุก 12 ชั่วโมง ร่วมกับยา lamivudine (3TC, 150) รับประทาน 1 เม็ด ทุก 12 ชั่วโมง การทำงานของท่อไตส่วนต้นบกพร่องนิยามโดยตรวจพบความผิดปรกติมากกว่า หรือเท่ากับสองข้อขึ้นไป จากจำนวนปัจจัยดังต่อไปนี้ คือ hyperphosphaturia, nondiabetic glycosuria, …


การตรวจระดับการแสดงออกของยีนเพื่อวินิจฉัยวัณโรคเยื่อหุ้มปอด, นฤมล ลือกิตินันท์ Jan 2018

การตรวจระดับการแสดงออกของยีนเพื่อวินิจฉัยวัณโรคเยื่อหุ้มปอด, นฤมล ลือกิตินันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: วัณโรคเยื่อหุ้มปอดเป็นสาเหตุของ น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดชนิดที่มีเซลล์ลิมโฟซัยท์เด่นที่สามารถรักษาให้หายได้ที่พบบ่อยที่สุด การวินิจฉัยแยกโรคจากมะเร็งระยะแพร่กระจายมาที่เยื่อหุ้มปอดยังเป็นปัญหาสำคัญ มีการศึกษาเกี่ยวกับการตรวจวัดระดับการแสดงออกของยีนที่จำเพาะต่อเชื้อวัณโรคในเลือดเพื่อใช้ในการวินิจฉัยวัณโรคปอด แต่ยังไม่มีข้อมูลในกลุ่มวัณโรคเยื่อหุ้มปอด วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาระดับการแสดงออกของยีนที่จำเพาะต่อเชื้อวัณโรคจากน้ำช่องเยื่อหุ้มปอดและเลือดของผู้ป่วยที่มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดชนิดที่มีเซลล์ลิมโฟซัยท์เด่น วิธีการศึกษา: ผู้ป่วยที่มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดชนิดที่มีเซลล์ลิมโฟซัยท์เด่นแต่ละคน จะได้รับการเก็บน้ำจากช่องเยื่อหุ้มปอดและเลือดอย่างละ 3 ซีซี เพื่อส่งตรวจวัดระดับการแสดงออกของยีนที่จำเพาะต่อเชื้อวัณโรค โดยวิธีการ quantitative real-time polymerase chain reaction (PCR) ยีนดังกล่าวได้แก่ FCGR1B1, FCGR1B2, FCGR1A, MAFB, GBP5, APOL1, KCNJ15, STAT1, KAZN และ CD53 ค่าที่ได้จะถูกนำมาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มวัณโรคเยื่อหุ้มปอดและกลุ่มมะเร็งระยะแพร่กระจายมาที่เยื่อหุ้มปอด ผลการศึกษา: ผู้ป่วยวัณโรคเยื่อหุ้มปอด 16 คนและมะเร็งระยะแพร่กระจายมาที่เยื่อหุ้มปอด 18 คน เข้าร่วมการศึกษาช่วงปี พ.ศ. 2561 – 2562 ระดับยีน GBP5 และ STAT1 ในน้ำช่องเยื่อหุ้มปอดมีการแสดงออกสูงในกลุ่มวัณโรคเยื่อหุ้มปอดมีค่าสูงกว่ากลุ่มมะเร็งระยะแพร่กระจายมาที่เยื่อหุ้มปอดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (GBP5 8.0 เทียบกับ 0.8, p<0.001 และ STAT1 11.1 เทียบกับ 3.1, p<0.001) ระดับการแสดงออกของยีน GBP5 และ STAT1 ในน้ำช่องเยื่อหุ้มปอดสอดคล้องไปกับการแสดงออกของยีนในเลือด (GBP5 r=0.384, p=0.025 และ STAT1 r=0.436, p=0.010) ระดับยีน GBP5 ในน้ำช่องเยื่อหุ้มปอดมีค่า area under receiving operating curve (AUROC) สูงที่สุดร้อยละ 97.9% (95%CI 93.5-100%) โดยเมื่อใช้ระดับ 3.0 ในการวินิจฉัยวัณโรคเยื่อหุ้มปอดแล้ว จะมีความไว ความจำเพาะ ค่าพยากรณ์เชิงบวก และค่าพยากรณ์เชิงลบ เป็นร้อยละ 93.8, 100, 100 และ 94.7 ตามลำดับ สรุปผล: ยีน GBP5 และ STAT1 ในน้ำช่องเยื่อหุ้มปอดและเลือดมีความสัมพันธ์กับวัณโรคเยื่อหุ้มปอด โดยเฉพาะระดับยีน GBP5 อาจนำมาใช้วินิจฉัยวัณโรคเยื่อหุ้มปอดได้


การศึกษาผลของการจำกัดเกลือและน้ำต่อความเหนื่อยในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน, นิธินันท์ ฉิมพาลี Jan 2018

การศึกษาผลของการจำกัดเกลือและน้ำต่อความเหนื่อยในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน, นิธินันท์ ฉิมพาลี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับความเหนื่อยของผู้ป่วยโดยใช้ visual analog scale (VAS) ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ซึ่งได้รับปริมาณเกลือและน้ำแตกต่างกัน วิธีการศึกษา: ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายเฉียบพลันซึ่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจะถูกสุ่มเพื่อได้รับการจำกัดเกลือและน้ำ ดังนี้ กลุ่ม A ได้รับอาหารที่มีเกลือ 1.5 กรัมและจำกัดน้ำดื่มไม่เกิน 1,000 มิลลิลิตรต่อวัน ขณะที่กลุ่ม B ได้รับอาหารที่มีเกลือ 3 กรัมและจำกัดน้ำดื่มไม่เกิน 2,000 มิลลิลิตรต่อวัน ทั้งนี้การรักษาอื่นเป็นไปตามแนวทางเวชปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะได้รับการประเมิน ณ ชั่วโมงที่ 0, 24, 48 ของการศึกษา ผลการศึกษาหลักคือ การเปลี่ยนแปลงระดับความเหนื่อยของผู้ป่วยที่ 0 และ 48 ชั่วโมงของการศึกษา โดยวิธีประเมินด้วย VAS วิเคราะห์ผลการศึกษาใช้วิธี Mann-Whitney U test ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษาทั้งสิ้น 35 ราย โดยอายุเฉลี่ย 69.5 ± 15.7 ปีและเป็นเพศชายร้อยละ 45.7 ผลการศึกษาครั้งนี้ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของผลการศึกษาหลัก อันได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของระดับความเหนื่อยจาก VAS ระหว่างผู้ป่วยกลุ่ม A และ B (-2.5 (6.5) เซนติเมตร เปรียบเทียบกับ -0.7 (3.5) เซนติเมตร (median (interquartile range)) ตามลำดับ; p=0.68). นอกจากนี้ยังไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของผลการศึกษารอง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวผู้ป่วย, NTproBNP, creatitine, ระดับโซเดียมในปัสสาวะ, ปริมาณการใช้ยาขับปัสสาวะ furosemide และระยะเวลาการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ตลอดจนอัตราการเกิดภาวะล้มเหลวของการรักษา และภาวะ cardiorenal syndrome สรุปผลการศึกษา: การจำกัดเกลือและน้ำไม่มีผลต่อการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน


ปัจจัยพยากรณ์ของการกลับเป็นซ้ำในมะเร็งปอดชนิดอะดีโนระยะต้นที่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดหมด, นุสรา ลีลเดชกุล Jan 2018

ปัจจัยพยากรณ์ของการกลับเป็นซ้ำในมะเร็งปอดชนิดอะดีโนระยะต้นที่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดหมด, นุสรา ลีลเดชกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดอะดีโนที่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดหมดจัดว่าเป็นกลุ่มที่มีการพยากรณ์โรคที่ดี แต่อย่างไรก็ตามพบว่ามีผู้ป่วยประมาณร้อยละ 30 ที่ยังพบการกลับเป็นซ้ำของโรค วัตถุประสงค์: ศึกษาปัจจัยทางคลินิก,พยาธิวิทยา และโมเลกุลพันธุกรรม เพื่อหาปัจจัยพยากรณ์ที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงโอกาสการกลับเป็นซ้ำของโรคมะเร็งในผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว วิธีการศึกษา: ศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดอะดีโนที่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง หลังได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดหมด ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2552 ถึง 31 ธันวาคม พศ.2559 จำนวน 220 คน โดยตัวชี้วัดปฐมภูมิในการศึกษานี้คือ การหาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางคลินิก และลักษณะทางพยาธิวิทยากับโอกาสปลอดโรค ซึ่งใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติถดถอยทั้งแบบตัวแปรเดียวและแบบหลายตัวแปร ผลการศึกษา: หลังจากติดตามผู้ป่วยเป็นเวลาเฉลี่ย 4 ปี พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงร้อยละ 61.8, ไม่มีประวัติสูบบุหรี่ร้อยละ 67.7, เป็นโรคระยะที่1 ร้อยละ 85.5, พบการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์รีเซปเตอร์ร้อยละ 52.4 และพบผู้ป่วยมีการกลับเป็นซ้ำของโรคทั้งหมด 60 รายจาก 220 รายคิดเป็นร้อยละ 27.3 จากผลการวิเคราะห์ทางสถิติถดถอยแบบหลายตัวแปร พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสปลอดโรคอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ขนาดของก้อนมะเร็งตั้งแต่ 4 เซนติเมตรขึ้นไป, การพบการลุกลามของมะเร็งไปยังเยื่อหุ้มปอดด้านใน, การพบการตายของเซลล์มะเร็งในก้อนมะเร็ง และระยะห่างจากก้อนมะเร็งมายังหลอดลมที่น้อยกว่า 2 เซนติเมตร สรุปผลการศึกษา: ขนาดของก้อนมะเร็งตั้งแต่ 4 เซนติเมตรขึ้นไป, การพบการลุกลามของมะเร็งไปยังเยื่อหุ้มปอดด้านใน, การพบการตายของเซลล์มะเร็งในก้อนมะเร็ง และระยะห่างจากก้อนมะเร็งมายังหลอดลมที่น้อยกว่า 2 เซนติเมตร เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการพยากรณ์การกลับเป็นซ้ำของโรคอย่างมีนัยสำคัญ ในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดอะดีโนที่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหลังได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดหมด ทั้งนี้การพบกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์รีเซปเตอร์ไม่พบว่าเป็นปัจจัยพยากรณ์การกลับเป็นซ้ำของโรคอย่างมีนัยสำคัญในการศึกษานี้


ความชุกของภาวะพร่องฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ปานุวัฒน์ สุธีรยงประเสริฐ Jan 2018

ความชุกของภาวะพร่องฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ปานุวัฒน์ สุธีรยงประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

คำนำ: ภาวะพร่องฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีความสัมพันธ์กับการอักเสบเรื้อรังและภาวะสูงอายุ ภาวะนี้อาจมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการทำงานหรือสมรรถภาพทางเพศที่ลดลง การศึกษานี้เป็นการหาความชุกของภาวะนี้ในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเพศชายในประชากรไทย วิธีการ: การศึกษารวบรวมผู้ป่วยชายโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) และชายสูงอายุสุขภาพดีที่รักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ วัดระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนโดยวิธี electrochemiluminescent immunoassay (ECLIA) รวมถึงการตรวจสมรรถภาพปอด และทำแบบสอบถามเพื่อประเมินสภาวะสุขภาพกาย จิต และ คุณภาพชีวิตผู้ป่วย ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมการศึกษาประกอบด้วย ผู้ป่วย COPD เพศชาย 91 ราย และ ผู้สูงอายุชาย 39 ราย โดยมีอายุเฉลี่ย 72.6 และ 66.7 ปีตามลำดับ ความชุกของภาวะพร่องเทสโทสเตอโรนในผู้ป่วย COPD เป็น 8.8 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับผู้สูงอายุชาย 5.1 เปอร์เซ็นต์ (p = 0.722) โดยพบว่ากลุ่มผู้ป่วย COPD ที่มีภาวะพร่องฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีปริมาตร FVC ต่ำกว่าในกลุ่มที่มีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนปกติ (Pre-FVC: 2.07 vs 2.66, p = 0.03; Post-FVC: 1.80 vs 2.72, p = 0.02) สรุป: ความชุกของภาวะพร่องฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในผู้ป่วยชาย COPD ไม่แตกต่างจากประชากรสูงอายุชายสุขภาพดี โดยความชุกอยู่ที่ 8.8 เปอร์เซ็นต์ และค่าการตรวจสมรรถภาพปอดที่มีระดับ FVC ต่ำอาจสัมพันธ์กับภาวะพร่องฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน


การวินิจฉัยการปนเปื้อนของแบคทีเรียด้วยอะดีโนซีนไตรฟอสเฟตในกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อนที่ผ่านการทำความสะอาดตามมาตรฐาน, ปิยภูมิ ภาคย์วิศาล Jan 2018

การวินิจฉัยการปนเปื้อนของแบคทีเรียด้วยอะดีโนซีนไตรฟอสเฟตในกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อนที่ผ่านการทำความสะอาดตามมาตรฐาน, ปิยภูมิ ภาคย์วิศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: การเพาะเชื้อจากกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อน เป็นวิธีที่ช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรียดื้อยา แต่วิธีนี้ยังมีข้อจำกัดในแง่เวลาที่ต้องรอผลเพาะเชื้อนานหลายวันก่อนที่จะนำกล้องไปใช้กับผู้ป่วยรายอื่นต่อไปได้ ในขณะที่การตรวจวัดอะดีโนซีนไตรฟอสเฟต ซึ่งเป็นสารที่พบอยู่ในจุลชีพ และสารอินทรีย์ เป็นการทดสอบที่ให้ผลการตรวจทันที รวดเร็วกว่าการเพาะเชื้อ ซึ่งอาจสามารถนำมาใช้ตรวจสอบการปนเปื้อนของกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อนหลังจากผ่านการทำความสะอาด วัตถุประสงค์: ประเมินความสามารถของการทดสอบการตรวจวัดค่าอะดีโนซีนไตรฟอสเฟต ภายหลังจากการทำความสะอาดกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อนในกระบวนการทำลายเชื้อระดับสูง ในการทำนายการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียก่อโรค โดยมีการเพาะเชื้อเป็นการตรวจมาตรฐาน วิธีการศึกษา: การศึกษานี้ได้รวบรวมข้อมูลจากกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อนที่ผ่านการใช้งานในผู้ป่วย 84 ราย ในช่วงเดือนตุลาคม 2560 ถึงกันยายน 2561 โดยได้ทำการเพาะเชื้อ 84 ครั้ง จากสิ่งส่งตรวจที่ได้จากการป้ายตรวจบริเวณเอเลเวเตอร์ และทำการเพาะเชื้อ 84 ครั้ง จากน้ำล้างบริเวณช่องใส่อุปกรณ์ทำงานของกล้อง ร่วมกับได้ทำการตรวจวัดค่าอะดีโนซีนไตรฟอสเฟตจำนวน 168 ครั้ง โดยได้วิเคราะห์หาค่าความจำเพาะ ความไว ค่าการทำนายโรคเมื่อผลตรวจเป็นลบและบวก และค่าความถูกต้องของค่าอะดีโนซีนไตรฟอสเฟต ที่ระดับ 200 หน่วยรีเลทีพไลท์ยูนิท (อาร์แอลยู) และใช้กราฟอาร์โอซี ในการประเมินหาค่าจุดตัดที่เหมาะสมในการทำนายการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียก่อโรค ผลการศึกษา: จากการเพาะเชื้อจากกล้องทั้ง 84 ครั้ง พบเชื้อแบคทีเรียก่อโรคจากกล้องจำนวน 13 ครั้ง (ร้อยละ 15.5) จากสิ่งส่งตรวจที่ได้จากการป้ายตรวจเอเลเวเตอร์ ในขณะที่ไม่พบการเปื้อนเลยจากสิ่งส่งตรวจที่ได้จากน้ำล้างช่องใส่อุปกรณ์ทำงาน นอกจากนี้พบว่าในจำนวน 13 ผลการตรวจที่ตรวจพบเชื้อแบคทีเรียก่อโรคดังกล่าว มี 12 ผลการตรวจ (ร้อยละ 92.3) ที่ส่งตรวจมาจากกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อนตัวเดียวกัน ซึ่งพบในภายหลังว่ามีสิ่งแปลกปลอมขนาดเล็กติดอยู่ที่บริเวณเอเลเวเตอร์ จากการวิเคราะห์การตรวจวัดค่าอะดีโนซีนไตรฟอสเฟตด้วยกราฟอาร์โอซี พบว่ามีพื้นที่ใต้กราฟอาร์โอซี เท่ากับ 0.75 และจุดตัดที่เหมาะสมในการใช้ทำนายการปนเปื้อนเชื้อก่อโรคของกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อนภายหลังทำความสะอาดในกระบวนการทำลายเชื้อระดับสูง คือ ค่าตัวเลข 40 อาร์แอลยู เนื่องจากมีความไวและค่าการทำนายโรคเมื่อผลตรวจเป็นลบเท่ากับร้อยละ 100 สรุปผล: การตรวจวัดค่าอะดีโนซีนไตรฟอสเฟตเป็นการทดสอบที่มีประโยชน์ในการให้ผลตรวจที่รวดเร็วในการตรวจสอบความสะอาดของกล้องส่องท่อน้ำดีและตับอ่อน เนื่องจากค่าอะดีโนซีนไตรฟอสเฟตมีความสัมพันธ์ที่ดีกับการปนเปื้อนเชื้อก่อโรคที่ตรวจพบจากการเพาะเชื้อ โดยแนะนำให้ใช้ค่าตัวเลขที่ 40 อาร์แอลยู เป็นจุดตัดของการทดสอบ


อรรถประโยชน์ของสายวัดตรวจความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าของหลอดอาหาร ควบคู่กับการวัดค่าความเป็นกรดด่างในหลอดอาหาร แบบตัววัดกรด 2 ตำแหน่งในผู้ป่วยโรคกล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง, พงศ์ธร หาญบุญคุณูปการ Jan 2018

อรรถประโยชน์ของสายวัดตรวจความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าของหลอดอาหาร ควบคู่กับการวัดค่าความเป็นกรดด่างในหลอดอาหาร แบบตัววัดกรด 2 ตำแหน่งในผู้ป่วยโรคกล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง, พงศ์ธร หาญบุญคุณูปการ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา : ภาวะกรดไหลย้อนเข้าสู่กล่องเสียงเป็นภาวะที่ยากต่อการวินิจฉัยและมักมาแสดงอาการด้วยกล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง สายวัดตรวจความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าของหลอดอาหาร ควบคู่กับการวัดค่าความเป็นกรดด่างในหลอดอาหาร แบบตัววัดกรด 2 ตำแหน่งเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยในการวินิจฉัยภาวะนี้ และยังมีข้อมูลที่วัดได้ซึ่งยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาอรรถประโยชน์ของสายวัดตรวจความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าของหลอดอาหารควบคู่กับการวัดค่าความเป็นกรดด่างในหลอดอาหาร แบบตัววัดกรด 2 ตำแหน่ง ในผู้ป่วยโรคกล่องเสียงอักเสบเรื้อรังที่สงสัยสาเหตุจากโรคกรดไหลย้อน วิธีการศึกษา : ผู้ป่วยที่มีอาการรบกวนด้านหูคอจมูกนานกว่า 3 เดือนและรับการตรวจจากแพทย์โสต สอ นาสิก วิทยาแล้วไม่พบลักษณะความผิดปกติจำเพาะ จะได้เข้ารับตรวจวัดความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าของหลอดอาหารแบบตัววัดกรด2ตำแหน่ง ผลการศึกษา: กลุ่มที่มีค่าการสัมผัสกรดมากกว่าค่าปกติมีค่าเฉลี่ยค่าพื้นฐานความต้านทานไฟฟ้าของเยื่อบุผิวที่ระดับ 3, 5 ซม ต่ำกว่ากลุ่มที่มีค่าการสัมผัสกรดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ค่าพื้นฐานความต้านทานไฟฟ้าที่ระดับคอหอยและหลอดอาหารส่วนต้นมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับอัตราการไหลของน้ำลายที่ยังไม่ได้รับการกระตุ้น สรุปผลวิจัย: สายวัดตรวจความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าแบบตัววัดกรด 2 ตำแหน่งช่วยยืนยันการไหลย้อนของสารในหลอดอาหารที่ขึ้นสูงถึงคอหอยได้จึงอาจช่วยในการวินิจฉัยภาวะกรดไหลย้อนสู่กล่องเสียงได้ ค่าพื้นฐานทางไฟฟ้าในส่วนของเยื่อบุหลอดอาหารส่วนต้นและในส่วนบริเวณของคอหอยอาจมีความสำคัญในการต่อยอดงานวิจัยในอนาคตได้ อย่างไรก็ตามยังอาจมีปัจจัยอื่นนอกจากภาวะที่เกี่ยวเนื่องกับการไหลย้อนของกรดที่ยังไม่ได้รับการศึกษา


ความชุกของการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดใหม่ในขนาดที่แตกต่างจากขนาดยามาตรฐานในคนไทย, พิชญ์ธินันท์ จิรัชยโชติ Jan 2018

ความชุกของการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดใหม่ในขนาดที่แตกต่างจากขนาดยามาตรฐานในคนไทย, พิชญ์ธินันท์ จิรัชยโชติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ ศึกษาหาความชุกของการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดใหม่ในขนาดที่แตกต่างจากมาตรฐานในคนไทยและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสั่งยาในเวชปฏิบัติ วิธีการศึกษา ทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดใหม่ทุกชนิดและทุกข้อบ่งชี้ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 วิเคราะห์หาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสั่งยาขนาดที่แตกต่างจากมาตรฐาน โดยใช้สถิติการวิจัยชนิดอัตราส่วนแต้มต่อ ค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษา มีผู้ป่วยรายใหม่ที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดในระหว่าง 1 มกราคม พ.ศ. 2560 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ทุกข้อบ่งชี้จำนวน 445 ราย มีผู้ป่วยร้อยละ 53.26 ที่ได้รับยาในขนาดที่แตกต่างจากมาตรฐาน เพศหญิงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสั่งยาขนาดต่ำกว่ามาตรฐาน ในขณะที่อายุที่มากกว่า 80 ปี ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ระหว่าง 15 ถึง 50 มิลลิลิตรต่อนาทีและโรคร่วมที่มากกว่าหรือเท่ากับสองโรคขึ้นไปเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการสั่งยาของแพทย์อย่างเหมาะสม พบว่าการป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำส่วนลึกเป็นข้อบ่งชี้ที่มีการใช้ยาต่ำกว่ามาตรฐานสูงสุดถึงร้อยละ 73.90 หากวิเคราะห์ในกลุ่มย่อยไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านอายุ เพศ น้ำหนัก ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ โรคร่วม ต่อการสั่งยาในขนาดที่แตกต่างจากมาตรฐาน สรุป ความชุกของการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดใหม่ในขนาดที่แตกต่างจากมาตรฐานในคนไทย พบสูงถึงร้อยละ 53.26 ซึ่งสูงกว่าการศึกษาก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก ปัจจัยที่มีอิทธิพล ได้แก่ อายุ เพศ น้ำหนัก ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์และการมีหลายโรคร่วม


ผลของผ้าปิดตาและที่อุดหูในเวลากลางคืนต่อคุณภาพการนอนหลับในหอผู้ป่วยวิกฤต, ภูรีพัทธ์ อรรถเวชกุล Jan 2018

ผลของผ้าปิดตาและที่อุดหูในเวลากลางคืนต่อคุณภาพการนอนหลับในหอผู้ป่วยวิกฤต, ภูรีพัทธ์ อรรถเวชกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: เสียงและแสงรบกวนที่มากเกินไปในหอผู้ป่วยวิกฤตนั้นสามารถที่จะรบกวนการนอนหลับของผู้ป่วยโดยการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวของสมองส่งผลให้คุณภาพการนอนหลับเลวลง เป้าหมาย: เพื่อที่จะประเมินประสิทธิภาพของอุปกรณ์ผ้าปิดตาและที่อุดหูในการเพิ่มคุณภาพการนอนหลับของผู้ป่วยในหอผู้ป่วยวิกฤติ วิธีการศึกษา: ผู้ป่วยที่เข้าพักในหอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม จำนวน 20 คนได้เข้าสู่การศึกษา โดยจะสุ่มผู้ป่วยเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มแรกจะได้รับการสวมใส่อุปกรณ์ผ้าปิดตาและที่อุดหูในเวลากลางคืนเป็นเวลาห้าคืน ส่วนกลุ่มที่สองจะเป็นกลุ่มควบคุม มีผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มการรักษา 10 คน และ กลุ่มควบคุม 10 คน วัดผลดัชนีการตื่นตัวของสมองและค่าทางการนอนหลับอื่นๆ โดยเครื่องตรวจการนอนหลับที่มีผู้เฝ้า (attended polysomnography) วัดการนอนหลับและการเคลื่อนไหวของร่างกายในเวลากลางวันด้วย wrist actigraphy และ ประเมินคุณภาพการนอนหลับโดยแบบสอบถาม Richard-Campbell sleep questionnaire ในทุกวันของการศึกษา นอกจากนี้ข้อมูลจาก wrist actigraphy และ polysomnography จะนำมาเปรียบเทียบเพื่อหาความสัมพันธ์ ผลการศึกษา: การใช้ผ้าปิดตาและที่อุดหูในเวลากลางคืนในช่วงคืนแรกมีแนวโน้มที่จะสามารถลดค่าดัชนีการตื่นตัวของสมองได้เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (21.00 (21.40) กับ 42.10 (27.05) เหตุการณ์ต่อชั่วโมง, p=0.086) เพิ่มคุณภาพการนอนหลับ (59.00 (5.48) กับ 56.4 (5.17), p= 0.146) และเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกายในเวลากลางวัน (7806 [7003] vs 1556 [3889] ครั้ง, p =0.067) ผลการวัดค่าการนอนหลับจาก polysomnography และ wrist actigraphy มีความสัมพันธ์กันเพียงเล็กน้อยในทุก parameter สรุป: การสวมใส่ผ้าปิดตาและที่อุดหูในผู้ป่วยวิกฤติอายุรกรรมมีแนวโน้มที่จะลดดัชนีการตื่นตัวของสมอง เพิ่มคุณภาพการนอนหลับและเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกายในเวลากลางวัน อุปกรณ์ wrist actigraphy ไม่สามารถวัดค่าการนอนหลับในผู้ป่วยวิกฤติอายุรกรรมได้อย่างแม่นยำ


ความสัมพันธ์ของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวที่ไม่มีอาการในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเอชไอวีกับค่ากล้ามเนื้อหัวใจอักเสบโทรโปนิน, มนัสวี วัสสระ Jan 2018

ความสัมพันธ์ของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวที่ไม่มีอาการในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเอชไอวีกับค่ากล้ามเนื้อหัวใจอักเสบโทรโปนิน, มนัสวี วัสสระ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างค่า high-sensitive troponin I (hs-TnI) และภาวะการเกิดหลอดเลือดแข็งตัวโดยที่ยังไม่เกิดอาการ (subclinical atherosclerosis) ในกลุ่มประชากรที่ติดเชื้อไวรัส HIV วิธีการวิจัย ใช้การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง โดยผู้เข้าร่วมการศึกษาจะเป็นประชากรไทยที่ติดเชื้อไวรัส HIV ที่ไม่มีโรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือดหรือภาวะอื่นที่ส่งผลต่อการตรวจ มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยกลุ่มประชากรจะเป็นอาสาสมัครจากผู้ป่วยในโครงงานวิจัยของศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ผู้เข้าร่วมการศึกษานี้จะได้รับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อประเมินปริมาณหินปูนของเกาะผนังเลือดแดงหัวใจ (computed tomography coronary artery calcification) และนำเลือดไปส่งตรวจค่า hs-TnI และใช้สถิติในการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่าง coronary artery calcium score (CAC score) และ ค่า hs-TnI โดย spearman correlation coefficient และ univariate และ multivariate logistic regression ผลการศึกษา มีผู้เข้าร่วมการศึกษา 338 ราย อายุเฉลี่ย 54 ปี เป็นเพศชาย 211 ราย (62%) ทุกรายได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส โดยมีค่าซีดีโฟร์ (CD4) เฉลี่ย อยู่ที่ 614 cell/mm3 และ 98% ของกลุ่มประชากรตรวจไม่พบปริมาณไวรัสในกระแสเลือด (Viral load < 50 copies/mL) พบว่าค่า hs-TnI มีความสัมพันธ์กับค่า CAC score (r = 0.287, p<0.0001) และการวิเคราะห์ multivariated logistic regression พบว่า hs-TnI ที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มอัตราส่วนปัจจัยเสี่ยงการตรวจพบหินปูนที่ผนังหลอดเลือดแดงหัวใจ odd ratio = 1.64 (95% CI, 1.05 – 2.56, p=0.029) อย่างไรก็ตาม เมื่อนา hs-TnI ไปรวมกับ Thai CV risk score ยังไม่พบประโยชน์เพิ่มเติมในการทานายการตรวจพบหินปูนที่ผนังหลอดเลือดแดงหัวใจ (ROCAUC เพิ่มจาก 0.6827 เป็น 0.692 ,p=0.45) สรุปผลการศึกษา ในกลุ่มประชากรผู้ติดเชื้อHIVที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการรักษาแล้ว และไม่เคยมีโรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือด พบว่า hs-TnI มีความสัมพันธ์กับค่าหินปูนที่ผนังหลอดเลือดแดงหัวใจ


การศึกษาความชุก ลักษณะทางคลินิคและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษในผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว, วีรภัทร โฆษิตานุฤทธิ์ Jan 2018

การศึกษาความชุก ลักษณะทางคลินิคและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษในผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว, วีรภัทร โฆษิตานุฤทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ: ความชุกของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวและการฟื้นตัวของภาวะนี้ยังไม่เป็นที่ทราบดีในปัจจุบัน วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษและการฟื้นตัวของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวและเพื่อศึกษาหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษ ระเบียบวิธีวิจัย: ทำการศึกษาแบบทบทวนย้อนหลังในผู้ป่วย 90 คนที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวและมีภาวะไทรอยด์เป็นพิษระหว่างปีพ.ศ. 2545 – พ.ศ. 2560 ทำการคัดผู้ป่วย 26 คนออกจากการศึกษาเนื่องจากมีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (2 คน) ลิ้นหัวใจเอออติกตีบรุนแรง (1 คน) ลิ้นหัวใจไมตรัลตีบหรือรั่วรุนแรง (4 คน) หลอดเลือดหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด (1 คน) และไม่มีผลการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจขณะนอนโรงพยาบาล (18 คน) ได้ผู้ป่วยเข้าสู่การศึกษาทั้งหมด 64 คน โดยกำหนดนิยามดังนี้ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษ คือ มีการบีบตัวของหัวใจห้องซ้ายล่างน้อยกว่าร้อยละ 55 การฟื้นตัวของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษโดยสมบูรณ์ คือ มีการฟื้นตัวของการบีบตัวของหัวใจห้องซ้ายล่างมากกว่าร้อยละ 55 และการฟื้นตัวของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษบางส่วน คือ มีการฟื้นตัวของการบีบตัวของหัวใจห้องซ้ายล่างเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 แต่การบีบตัวของหัวใจห้องซ้ายล่างยังน้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 55 ผลการศึกษา: ผู้ป่วย 64 คน มีผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายลดลง (Heart failure with reduced ejection fraction; HFrEF) คิดเป็นร้อยละ 19 และมีผู้ป่วยที่มีภาวะภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษ 33 คน คิดเป็นร้อยละ 0.9 ของผู้ป่วยทั้งหมดที่มานอนโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว โดยมีค่าเฉลี่ยของอายุอยู่ที่ 46 + 15 ปี เป็นผู้หญิงร้อยละ 58 ในจำนวนผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษ 33 คน มีผู้ป่วย 14 คนที่มีผลการตรวจติดตามคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงหลังการรักษาภาวะไทรอยด์เป็นพิษ และมีผู้ป่วย 7 คนคิดเป็นร้อยละ 57 ที่มีการฟื้นตัวของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งผู้ป่วย 7 คนมีการฟื้นตัวของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษโดยสมบูรณ์ และ 1 คนมีการฟื้นตัวของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษบางส่วน จากการวิเคราะห์หาปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษพบว่าระดับฮีโมโกลบิน ระดับเม็ดเลือดขาว และระดับครีเอตินีนที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษโดยสมบูรณ์ โดยมีค่าอัตราส่วนปัจจัยเสี่ยงเป็น 1.35 ระดับความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 เป็น 1.01-1.79; …


ความแม่นยำของการใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องเปรียบเทียบกับการใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดเจาะปลายนิ้วในการปรับอินซูลินในหอผู้ป่วยวิกฤติทาง อายุรกรรม, วัณณิตา ติงสรัตน์ Jan 2018

ความแม่นยำของการใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องเปรียบเทียบกับการใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดเจาะปลายนิ้วในการปรับอินซูลินในหอผู้ป่วยวิกฤติทาง อายุรกรรม, วัณณิตา ติงสรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความแม่นยำของการใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องเปรียบเทียบกับการใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดเจาะปลายนิ้วในการปรับอินซูลินในหอผู้ป่วยวิกฤติทางอายุรกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย วิธีการวิจัย เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบไปข้างหน้าในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 18 ถึง 80 ปี ในหอผู้ป่วยวิกฤติทางอายุรกรรมที่มีน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าหรือเท่ากับ 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และได้รับการรักษาด้วยอินซูลินทางหลอดเลือดดำอย่างน้อย 24 ชั่วโมง จะได้รับการติดเครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องใต้ชั้นผิวหนัง รุ่น iPro2 Medtronic เพื่อศึกษาระดับน้ำตาลเปรียบเทียบกับการเจาะเลือดปลายนิ้วใน 24 ชั่วโมงแรก และประเมินความแม่นยำของเครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องโดยใช้ค่า mean absolute relative difference (MARD) ซึ่งค่าที่ยอมรับคือ < 14%, กราฟ surveillance error grid analysis (SEG) และดูความสอดคล้องของข้อมูล โดยการใช้ Modified Bland-Altman Plot ผลการศึกษา มีผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษาจำนวน 17 ราย ข้อมูลจากผู้ป่วยจำนวน 12 รายถูกนำมาวิเคราะห์ผล มีจำนวนคู่ของระดับน้ำตาลจากการเจาะเลือดปลายนิ้วใน 24 ชั่วโมงแแรกเปรียบเทียบกับเครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องจำนวน 144 คู่ ระดับน้ำตาลเฉลี่ยใน 24 ชั่วโมงแรกจากเครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องเท่ากับ 161.28 ± 32.16 และ จากการเจาะเลือดปลายนิ้วเท่ากับ 161.09 ± 32.30 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (p value = 0.878) ความแม่นยำของเครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องมีค่า MARD เท่ากับร้อยละ 7.2 , SEG analysis มีระดับน้ำตาลที่อยู่ใน zone A และ zone B เท่ากับร้อยละ 100 และ Modified Bland-Altman Plot แสดง 95% of limit of agreement เท่ากับ -19.3% ถึง 20.6% สรุปการศึกษานี้ แสดงให้เห็นว่าการใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องในผู้ป่วยวิกฤติทางอายุรกรรมมีระดับน้ำตาลไม่แตกต่างจากการเจาะเลือดปลายนิ้ว


การศึกษาลักษณะทางคลีนิกของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอีโลมาที่กลับเป็นซ้ำครั้งแรกในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศิริลักษณ์ สุทธินนท์ Jan 2018

การศึกษาลักษณะทางคลีนิกของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอีโลมาที่กลับเป็นซ้ำครั้งแรกในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศิริลักษณ์ สุทธินนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาลักษณะทางคลินิกพื้นฐานของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอีโลมาที่กลับเป็นซ้ำครั้งแรก ในโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ วิธีการวิจัย รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยทุกรายที่ได้รับวินิฉัยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอีโลมาที่กลับเป็นซ้ำครั้งแรกตามเกณฑ์ของ International Myeloma Working Group 2016 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 และติดตามผลการรรักษาจนถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2562 ผลการศึกษา พบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอีโลมาที่กลับเป็นซ้ำครั้งแรกจำนวน 108 คนในช่วงศึกษา อายุเฉลี่ยเมื่อแรกรับการวินิจฉัย 58.9 ปี พบว่ามีผู้ป่วยร้อยละ 13.1 มีโครโมโซมที่มีความเสี่ยงสูง t(4;14) แต่ไม่มีรายใดพบ del(17p) เมื่อโรคกลับเป็นซ้ำผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 61.6 ปี ผู้ป่วยร้อยละ 32.4 มีสมรรถภาพของร่างกายดีขึ้นกว่าเมื่อแรกวินิจฉัย ในขณะที่ผู้ป่วยร้อยละ 25.9 สมรรถภาพลดลงซึ่งสัมพันธ์กับผู้ป่วยที่ตอบสนองในการรักษาครั้งแรกไม่ดี เมื่อกลับเป็นซ้ำพบว่ามีปริมาณของโรคน้อยกว่าแรกวินิจฉัย พบระยะของโรคที่รุนแรงระยะที่สามน้อยกว่า (ร้อยละ 53.7 กับ 14.8, แรกวินิจฉัย กับ เมื่อกลับเป็นซ้ำ ตามลำดับ, ค่าเฉลี่ยของเอ็มโปรตีนน้อยกว่า (2.63 กับ 1.62), ปริมาณพลาสม่าเซลล์ในไขกระดูกน้อยกว่า (ร้อยละ 59 กับ 30) และมีปริมาณเม็ดเลือดแดงสูงกว่า (9.6 กับ 10.4) มีผู้ป่วยที่เม็ดเลือดขาวต่ำ (ร้อยละ25.2 กับ 31.8) และเกล็ดเลือดต่ำ (ร้อยละ 13.1 กับ 28) มากกว่าแสดงถึงไขกระดูกที่ทำงานได้ลดลง และถ้าพบ มีความสัมพันธ์กับระยะเวลารอดชีวิต ในการรักษาครั้งแรก (Frontline) ผู้ป่วยได้รับยาใหม่ประสิทธิภาพสูง (Novel agents) ร้อยละ 86 และได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกร้อยละ 35.2 ผู้ป่วยใช้ยาพียงแค่ 1 สูตรและใช้ระยะเวลาในการรักษา 9.9 เดือน ระยะเวลาจากการวินิจฉัยถึงโรคกลับเป็นซ้ำครั้งแรก 25.5 เดือน …


การศึกษาทางไฟฟ้ากล้ามเนื้อการกลืนระหว่างการได้รับออกซิเจนอัตราไหลสูงเทียบกับระหว่างการที่ได้รับออกซิเจนอัตราไหลต่ำ ในผู้ป่วยหลังการถอดท่อช่วยหายใจ; การศึกษาไขว้กลุ่มแบบสุ่ม, สริตา ธาวนพงษ์ Jan 2018

การศึกษาทางไฟฟ้ากล้ามเนื้อการกลืนระหว่างการได้รับออกซิเจนอัตราไหลสูงเทียบกับระหว่างการที่ได้รับออกซิเจนอัตราไหลต่ำ ในผู้ป่วยหลังการถอดท่อช่วยหายใจ; การศึกษาไขว้กลุ่มแบบสุ่ม, สริตา ธาวนพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา การใช้ออกซิเจนอัตราไหลสูงผ่านสายจมูกมีการนำมาใช้มากขึ้นในปัจจุบันโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยหลังการถอดท่อช่วยหายใจ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับผลที่เกิดขึ้นต่อการกลืนนั้นยังไม่ชัดเจน การศึกษาครั้งนี้จึงต้องการเปรียบเทียบ latency time ของปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ในผู้ป่วยหลังการถอดท่อช่วยหายใจที่ใช้ออกซิเจนอัตราไหลสูงผ่านทางสายจมูกด้วยอัตราไหล 50 ลิตรต่อนาที กับออกซิเจนอัตราไหลต่ำ 5 ลิตรต่อนาที วิธีศึกษา การศึกษาในระยะที่ 1 เป็นการศึกษาข้ามกลุ่มแบบสุ่ม ทำการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจมา ≥ 48 ชั่วโมง และอยู่ในภาวะหลังการถอดท่อช่วยหายใจไม่เกิน 48 ชั่วโมง โดยผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการสำลัก มีภาวะกลืนลำบากอยู่เดิม หรือไม่ผ่านการตรวจคัดกรองการกลืนลำบากจะถูกตัดออกจากการศึกษา ก่อนที่จะเข้าสู่ ระยะ run-in ด้วยการให้ออกซิเจนอัตราไหลต่ำ 1-5 ลิตรต่อนาทีเพื่อให้ได้ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนที่ ≥ 92% เป็นเวลา 5 นาที จากนั้นจะทำการสุ่มผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่มเพื่อได้รับออกซิเจนอัตราไหลสูง 50 ลิตรต่อนาที หรือออกซิเจนอัตราไหลต่ำ 5 ลิตรต่อนาที เป็นเวลา 5 นาที จากนั้นผู้ป่วยจะได้คำสั่งให้กลืนน้ำ 3 มิลลิลิตร จำนวน3 ครั้ง เพื่อทำการเก็บข้อมูลคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ซึ่งจะถูกอ่านค่าโดยทีมผู้วิจัยที่ไม่ทราบถึงวิธีการให้ออกซิเจนที่ผู้ป่วยได้รับ ตามด้วยระยะ wash out เป็นเวลา 5 นาที แล้วจึงสลับวิธีการให้ออกซิเจนแก่ผู้ป่วย แล้วทำการทดสอบการกลืนอีกครั้ง เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 2 ของการศึกษาผู้ป่วยทุกรายจะได้รับออกซิเจนอัตราไหลสูงด้วยอัตรา 30 และ 40 ลิตรต่อนาที นาน 5 นาที ก่อนที่จะทดสอบการกลืน ผลการศึกษา จำนวนผู้ป่วยที่เข้าร่วมการศึกษามีทั้งหมด 20 คน มีค่าเฉลี่ยของค่า latency time ของปฏิกิริยารีเฟล็กซ์การกลืน ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนอัตราไหลสูงด้วยอัตราไหล 50 ลิตรต่อนาที เท่ากับ 1.11 ±0.56 วินาที ซึ่งสั้นกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนอัตราไหลต่ำด้วยอัตราไหล 5 ลิตรต่อนาที เท่ากับ 1.29 ±0.7 วินาที (p= 0.027) ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อค่า latency …


การเปรียบเทียบการทำความสะอาดรอบท่อปัสสาวะระหว่างน้ำเกลือปกติและน้ำยาแซฟลอน ก่อนสวนปัสสาวะในการลดอุบัติการณ์ของแบคทีเรียในปัสสาวะหลังการคาสายสวน: การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม, สาริน คหะแก้ว Jan 2018

การเปรียบเทียบการทำความสะอาดรอบท่อปัสสาวะระหว่างน้ำเกลือปกติและน้ำยาแซฟลอน ก่อนสวนปัสสาวะในการลดอุบัติการณ์ของแบคทีเรียในปัสสาวะหลังการคาสายสวน: การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม, สาริน คหะแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนเป็นการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่พบบ่อยซึ่งนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ทำให้ผู้ป่วยต้องรับการรักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้น มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากขึ้น พบว่าการมีเชื้อแบคทีเรียอยู่บริเวณรอบท่อปัสสาวะมีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ของการมีแบคทีเรียในปัสสาวะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการทำความสะอาดรอบท่อปัสสาวะก่อนคาสายสวน ระหว่างของน้ำเกลือปกติและน้ำยาฆ่าเชื้อแซฟลอน ในการลดอุบัติการณ์ของแบคทีเรียในปัสสาวะหลังการคาสายสวน ผู้ป่วยและวิธีวิจัย: การวิจัยเชิงทดลองไปข้างหน้าแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบ ว่าน้ำเกลือปกติไม่ด้อยกว่าน้ำยาแซฟลอนในการลดอุบัติการณ์ของแบคทีเรียในปัสสาวะในวันที่ 5 หลังการคาสายสวน โดยถือว่าไม่ด้อยกว่าหากอุบัติการณ์แตกต่างกันไม่เกินร้อยละ 10 ทำในผู้ป่วยที่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่ได้รับการคาสายสวนปัสสาวะใน 2 หอผู้ป่วยอายุรกรรมวิกฤต 2 หอผู้ป่วยศัลยกรรมประสาทวิกฤต 1 หอผู้ป่วยศัลยกรรมวิกฤต 4 หอผู้ป่วยอายุรกรรมทั่วไป 4 หอผู้ป่วยศัลยกรรมทั่วไป และห้องฉุกเฉิน ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนมิถุนายน พ.ศ.2561 ถึงวันที่ 30 เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2562 โดยผู้ป่วยจะได้น้ำเกลือปกติหรือน้ำยาแซฟลอนทำความสะอาดรอบท่อปัสสาวะก่อนคาสายสวน น้ำยาแต่ละชนิดจะถูกสุ่มให้ใช้ในแต่ละหอผู้ป่วยที่มีลักษณะผู้ป่วยเหมือนกันตั้งแต่เริ่มการศึกษา และหลังจากนั้นจะสลับกันทุก 3 เดือนจนครบกำหนดระยะเวลาการศึกษา ผู้ป่วยที่ได้รับการคาสายสวนจะได้รับการเก็บปัสสาวะเพาะเชื้อในวันที่ 1, 3, และ 5 ของการคาสายสวน ผลการวิจัย: จำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 508 ราย ถูกสุ่มให้อยู่ในกลุ่มน้ำเกลือปกติ 254 ราย และน้ำยาแซฟลอน 254 ราย ผู้ป่วยร้อยละ 55.7 ได้รับการคาสายสวนที่ห้องฉุกเฉิน อุบัติการณ์ของแบคทีเรียในปัสสาวะในวันที่ 3 และ 5 หลังการคาสายสวนของผู้ป่วยทุกรายเท่ากับร้อยละ 3.5 และ 12 ตามลำดับ อัตราการติดเชื้อ 2.9 ครั้งต่อ 1000 วันใส่สายสวน ระยะเวลามัธยฐานของการคาสายสวนคือ 5 (IQR 4, 7) วัน ในวันที่ 5 หลังการคาสายสวนพบว่าอุบัติการณ์ของแบคทีเรียในปัสสาวะในกลุ่มที่ใช้น้ำเกลือปกติและน้ำยาแซฟลอนในการทำความสะอาด เท่ากับร้อยละ 10.6 และ 6.6 ตามลำดับ (ค่าเฉลี่ยของผลต่าง ร้อยละ 3.9; 95% confidence interval (CI) 0.3 to …


การศึกษายีนกลายพันธุ์ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงระยะแพร่กระจายไปที่ตับที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดตับระหว่างกลุ่มที่มีการกลับเป็นซ้ำเร็วและช้า, สาริศ อารยะพงษ์ Jan 2018

การศึกษายีนกลายพันธุ์ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงระยะแพร่กระจายไปที่ตับที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดตับระหว่างกลุ่มที่มีการกลับเป็นซ้ำเร็วและช้า, สาริศ อารยะพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา : การรักษาโดยการผ่าตัดตับในมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่มีการกระจายไปที่ตับสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและโอกาสหายขาดได้ อย่างไรก็ตามพบว่าหลังการผ่าตัดตับ มีอัตราการเกิดโรคกลับเป็นซ้ำได้ถึง 50% การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาลักษณะทางพันธุกรรมที่สัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำของโรคในผู้ป่วยกลุ่มนี้ วิธีดำเนินการ : เป็นการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่มีการแพร่กระจายไปที่ตับที่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดตับอย่างสมบูรณ์ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่มกราคม 2550 จนถึงเมษายน 2562 ที่มีการกลับเป็นซ้ำเร็วภายใน 6 เดือนกับกลุ่มที่มีการกลับเป็นซ้ำช้าหลัง 3 ปี โดยตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีน KRAS, NRAS, BRAF, PIK3CA, APC, CTNNB1, SMAD4, MLH1, MSH2, MSH6 และ PMS2 ด้วยวิธี Whole Exome Sequencing จากชิ้นเนื้อมะเร็งบริเวณตับของผู้ป่วย ผลการศึกษา : มีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่มีการแพร่กระจายไปที่ตับที่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดตับจำนวน 521 คน ผู้ป่วยเข้าตามเกณฑ์ 39 คน อยู่ในกลุ่มที่กลับเป็นซ้ำเร็ว 20 คน พบว่ากลุ่มที่กลับเป็นซ้ำเร็วมีจำนวนมะเร็งที่ตับและได้รับการรักษาก่อนผ่าตัดมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สามารถตรวจ WES ได้ทั้งหมด 18 คน พบว่าในกลุ่มที่มีการกลับเป็นซ้ำเร็วมีการกลายพันธุ์ของยีน NRAS มากกว่า(18.2% vs 0%, p=0.5) และพบการกลายพันธุ์ของยีน MMR น้อยกว่า (9.1% vs 28.6%, p=0.53) พบความแตกต่างของการแปรผันของจำนวนชุดดีเอ็นเอในยีนบางตัวระหว่างสองกลุ่ม ซึงไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการศึกษา : กลุ่มผู้ป่วยที่กลับเป็นซ้ำเร็วพบการกลายพันธุ์ของยีน NRAS ได้บ่อยกว่า และมีการกลายพันธุ์ของยีนกลุ่ม MMR ที่น้อยกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่มีการกลับเป็นซ้ำของโรคช้าแต่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้จำเป็นต้องศึกษาเพื่อยืนยันในกลุ่มประชากรที่เยอะขึ้น


การเปรียบเทียบอัตราเสียชีวิตในโรงพยาบาลระหว่างผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อผนังหัวใจช่วงล่างของเวนตริเคิลซ้ายขาดเลือดชนิดเอสทียกที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดร่วมและไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดร่วมที่ได้รับการรักษาโดยวิธีการฉีดสีและถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยการใช้บอลลูนหรือขดลวดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สุเมธ ปรีชาวุฒิเดช Jan 2018

การเปรียบเทียบอัตราเสียชีวิตในโรงพยาบาลระหว่างผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อผนังหัวใจช่วงล่างของเวนตริเคิลซ้ายขาดเลือดชนิดเอสทียกที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดร่วมและไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดร่วมที่ได้รับการรักษาโดยวิธีการฉีดสีและถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยการใช้บอลลูนหรือขดลวดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สุเมธ ปรีชาวุฒิเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อผนังหัวใจช่วงล่างของเวนตริเคิลซ้ายขาดเลือดชนิดเอสทียก ถ้ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดร่วม จะมีการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี มีภาวะแทรกซ้อนทางด้านการไหลเวียนโลหิตและระบบไฟฟ้าหัวใจ ส่งผลต่อภาวะทุพพลภาพและการเสียชีวิตในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่ของการศึกษาก่อนหน้านี้ได้รับการรักษาด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำและยังจำกัดการศึกษาในประชากรผิวขาว วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอัตราเสียชีวิตในโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อผนังหัวใจช่วงล่างของเวนตริเคิลซ้ายขาดเลือดชนิดเอสทียกซึ่งมีและไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดร่วมในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการฉีดสีและถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยการใช้บอลลูนขดลวด วิธีการศึกษา: เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อผนังหัวใจช่วงล่างของเวนตริเคิลซ้ายขาดเลือดชนิดเอสทียกที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการฉีดสีและถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยการใช้บอลลูนขดลวดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ 1 มกราคม 2550 - 31 ธันวาคม 2559 ผลการศึกษา: ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อผนังหัวใจช่วงล่างของเวนตริเคิลซ้ายขาดเลือดชนิดเอสทียกที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการฉีดสีและถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยการใช้บอลลูนขดลวดจำนวน 452 ราย มีผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดร่วมจำนวน 99 ราย อัตราเสียชีวิตในโรงพยาบาลเท่ากับร้อยละ 23.2 สาเหตุหลักมาจากการเกิดภาวะหัวใจช็อค เทียบกับร้อยละ 5.1 ในผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือด (ค่าพีน้อยกว่า 0.001) ผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดมีอุบัติการณ์ของการเกิดภาวะหัวใจช็อคมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (ร้อยละ 48.5 เทียบกับร้อยละ 15.6, ค่าพีน้อยกว่า 0.001) สัดส่วนการบีบตัวของหัวใจเวนตริเคิลซ้ายน้อยกว่า (ร้อยละ 51.15 ± 17.27 เทียบกับร้อยละ 55.79 ± 12.46, ค่าพี 0.037) ภาวะการนำกระแสไฟฟ้าในหัวใจผิดปกติชนิดเอวีบล็อคสมบูรณ์ (ร้อยละ 33.3 เทียบกับร้อยละ 11.9 ค่าพีน้อยกว่า 0.001) และภาวะชนิดวีที (ร้อยละ 15.2 เทียบกับร้อยละ 5.9 ค่าพี 0.003) หลังจากนำตัวแปรอายุ เพศหญิง ภาวะหัวใจช็อค สัดส่วนการบีบตัวของหัวใจเวนตริเคิลซ้าย ภาวะชนิดวีที และภาวะการนำกระแสไฟฟ้าในหัวใจผิดปกติชนิดเอวีบล็อคสมบูรณ์มาปรับ พบว่าภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดมีแนวโน้มที่จะเป็นตัวทำนายที่ไม่ดีสำหรับการตายในโรงพยาบาล (อัตราส่วนความเสี่ยงอันตรายที่ปรับแล้ว 1.96 ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95, 0.73 ถึง 5.23 ค่าพี 0.18) อย่างไรก็ตามมันเป็นตัวทำนายอิสระที่สำคัญสำหรับการตายที่ 1 ปี (อัตราส่วนความเสี่ยงอันตรายที่ปรับแล้ว 2.12 ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95, 1.03 ถึง 4.36 ค่าพี 0.041) สรุปผล: ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อผนังหัวใจช่วงล่างของเวนตริเคิลซ้ายขาดเลือดชนิดเอสทียกซึ่งได้รับการรักษาโดยวิธีการฉีดสีและถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยการใช้บอลลูนขดลวด และมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดมีอัตราตายในโรงพยาบาลสูงกว่าเมื่อเทียบกับที่ไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือด และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดมีแนวโน้มที่จะส่งผลที่ไม่ดีเกิดขึ้นตามมามากกว่าเมื่อเทียบกับไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือด


ผลของการทำพลาสมาเฟอเรซิสที่มีต่อระดับยาไมโคฟีโนลิกแอซิดในพลาสมาของในผู้ป่วย, สุดารัตน์ ปิยะศิริเดช Jan 2018

ผลของการทำพลาสมาเฟอเรซิสที่มีต่อระดับยาไมโคฟีโนลิกแอซิดในพลาสมาของในผู้ป่วย, สุดารัตน์ ปิยะศิริเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและที่มา: ไมโคฟีโนลิกแอซิด(mycophenolic acid, MPA) และการทำพลาสมาเฟอเรซิส เป็นกระบวนการรักษาภาวะความผิดปกติจากภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยปลูกถ่ายไต แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนของการทำพลาสมาเฟอเรซิสที่มีผลต่อระดับไมโคฟีโนลิกแอซิด วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ (pharmacokinetic)ของยาMPA โดยการวัดค่า area under the time-concentration curve ที่ 0-12 ชั่วโมง (AUC0-12) ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการตรวจติดตามระดับยาMPA ในเลือดของผู้ป่วย โดยเทียบระหว่างวันที่ทำพลาสมาเฟอเรซิสและวันที่ไม่ได้ทำพลาสมาเฟอเรซิส ระเบียบวิธีวิจัย: ผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไต ที่รับประทานยาไมโคฟีโนเลทโมฟีติล(mycophenolate mofetil, MMF) 1,000 มก./วัน และเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการทำพลาสมาเฟอเรซิสที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่พ.ศ.2561-2562 โดยผู้ป่วยจะได้รับการเก็บตัวอย่างเลือดที่ 0, 1/2, 1, 2, 3, 4, 6, 8 และ 12 ชั่วโมงหลังรับประทานยา MMFมื้อเช้า เพื่อนำไปวัดระดับ MPA และนำค่า MPAที่ได้ไปคำนวณหาค่า AUC0-12 ของยาMPA ผู้ป่วยจะได้รับการทำพลาสมาเฟอเรซิสภายใน 4 ชั่วโมงหลังจากที่ผู้ป่วยรับประทาน MMF มื้อเช้า โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษาคือการติดตามระดับ AUC0-12 ของยาMPA ที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างวันที่ทำและไม่ได้ทำพลาสมาเฟอเรซิส ผลการศึกษา: ผล AUC0-12 ของ MPA จำนวนทั้งสิ้น 40 AUC โดยเป็น AUC0-12 ในวันที่ไม่ได้ทำพลาสมาเฟอเรซิสจำนวน 20 AUC และในวันที่ทำพลาสมาเฟอเรซิสจำนวน 20 AUC ในผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไตทั้งสิ้น 6 ราย ค่าเฉลี่ยของอายุผู้ป่วยคือ 56.2 ±20.7 ปี ผู้ป่วยทุกรายรับประทาน MMF 1,000 มก./วัน ติดต่อกันนานอย่างน้อย 72 ชั่วโมงก่อนเข้าร่วมการศึกษา ค่าเฉลี่ยของระดับ AUC0-12 ของยาMPA ในวันที่ทำพลาสมาเฟอเรซิสต่ำกว่าวันที่ไม่ได้ทำพลาสมาเฟอเรซิสอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (28.22 ±8.21 และ 36.79 ±10.29 …


ผลกระทบของยาเคมีบำบัดต่อการทำงานของรังไข่ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่ได้รับการรักษามะเร็งระบบโลหิตในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อโณทัย จินตบัญญัติ Jan 2018

ผลกระทบของยาเคมีบำบัดต่อการทำงานของรังไข่ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่ได้รับการรักษามะเร็งระบบโลหิตในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อโณทัย จินตบัญญัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผลกระทบของยาเคมีบำบัดต่อภาวะที่รังไข่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ในผู้ป่วยมะเร็งทางโลหิตวิทยาหลังการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด วิธีการวิจัย ทำการศึกษาโดยการเก็บตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยเพศหญิงที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วยโรคมะเร็งระบบโลหิตประกอบด้วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอิลอยด์, มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน อายุ 18-40 ปี จำนวน 29 ราย เพื่อส่งตรวจระดับฮอร์โมน anti-Müllerian hormone(AMH), follicle-stimulating hormone(FSH), luteinizing hormone(LH) และ estradiol หลังหยุดการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือปลูกถ่ายไขกระดูกที่ระยะเวลา 3, 6 และ 12 เดือนเทียบกับอาสาสมัครสุขภาพดีที่อายุเท่ากัน และผู้ป่วยตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับรูปแบบของประจำเดือนและอาการของภาวะหมดระจำเดือนก่อน ระหว่าง และหลังการได้รับยาเคมีบำบัด ผลการศึกษา ในผู้ป่วย 29 รายพบว่า ผู้ป่วยที่หยุดยาเคมีบำบัดตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปมีจำนวน 21ราย พบว่าระดับ AMH ในกลุ่มผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ย 0.96 ± 0.98 นาโนกรัม/มิลลิลิตร เทียบกับกลุ่มอาสาสมัครมีค่าเฉลี่ย 3.78 ± 2.68 ng/mL นาโนกรัม/มิลลิลิตร ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) เช่นเดียวกับระดับ FSH โดยในกลุ่มผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ย 23.91 ± 37.96 ยูนิต/ลิตรและในกลุ่มผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ย 4.90 ± 3.96 ยูนิตต่อลิตร (p=0.03) ในขณะที่ฮอร์โมนอื่นไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในกลุ่มผู้ป่วยหลังหยุดยาเคมีบำบัดที่ 3 และ 6 เดือนพบว่าได้จำนวนประชากรน้อยเกินไปซึ่งจะไม่แสดงผลการศึกษา ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกจะมีระดับ AMH ต่ำว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001) ผู้ป่วย 17 ใน 21 รายมีการเปลี่ยนแปลงของประจำเดือน โดย 6 รายที่ไม่มีประจำเดือนเลย หลังหยุดยาเคมีบำบัด ผู้ป่วย 4 รายไม่มีประจำเดือนอีกเลย ซึ่ง 4 รายนี้เป็นผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไขกระดูก สรุป ระดับฮอร์โมน AMH และ FSH มีความไวในการประเมินการทำงานของรังไข่ในผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตหลังได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและการปลูกถ่ายไขกระดูก ในขณะที่ระดับของ estradiol และ LH จะเปลี่ยนแปลงเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกเท่านั้น


การตรวจหาเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในเหาโคจาก 3 จังหวัดของประเทศไทย, จุฬาลักษณ์ พรมรังษ์ Jan 2018

การตรวจหาเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในเหาโคจาก 3 จังหวัดของประเทศไทย, จุฬาลักษณ์ พรมรังษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เหาโค (Cattle lice) เป็นแมลงดูดเลือดชนิดหนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหาสุขภาพสัตว์ทั่วโลก หลายงานวิจัยได้เปิดเผยข้อมูลการตรวจพบเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในเหาโคและเหาโคอาจมีศักยภาพที่สามารถทำหน้าที่เป็นพาหะนำโรคต่าง ๆ ที่สามารถติดต่อโดยเหา และการศึกษาชนิดของเหาโคโดยใช้เทคนิคทางอณูชีววิทยาและการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในประเทศไทยยังไม่มีการรายงาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในเหาโคและจำแนกชนิดของเหาโคที่เก็บจากพื้นที่ 3 จังหวัดของประเทศไทย โดยตัวอย่างเหาโคทั้งหมด 109 ตัวอย่าง จะนำมาสกัดดีเอ็นเอและใช้เทคนิค PCR ศึกษาบนตำแหน่งยีน 18S rRNA ที่ได้ทำการพัฒนาออกแบบขึ้นเพื่อระบุชนิดของเหาโค และตรวจหาเชื้อ Bartonella spp., Acinetobacter spp. และ Rickettsia spp. จากนั้นนำมาวิเคราะห์หาลำดับนิวคลีโอไทด์และสร้างแผนภูมิวิวัฒนาการ จากผลลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีน 18S rRNA แสดงให้เห็นว่าชนิดของเหาโคในงานวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ Haematopinus quadripertusus และ Haematopinus spp. ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ H. tuberculatus และสามารถตรวจพบเชื้อ Bartonella spp. ทั้งยีน gltA และ rpoB ทั้งหมด 25 ตัวอย่างจาก 109 ตัวอย่าง (22.93%) พบทั้งในระยะไข่และตัวเต็มวัย เมื่อทำการวิเคราะห์ลำดับนิวคลีโอไทด์และศึกษาแผนภูมิวิวัฒนาการของยีน gltA และ rpoB พบว่าเชื้อ Bartonella spp. ในงานวิจัยนี้มีความใกล้ชิดกับสายพันธุ์ B. bovis งานวิจัยนี้เป็นการรายงานครั้งแรกของการตรวจพบเชื้อ Bartonella spp. ในเหาโคที่เก็บจากพื้นที่ 3 จังหวัดของประเทศไทย และทำให้ทราบถึงข้อมูลชนิดของเหาโคในประเทศไทยโดยใช้เทคนิคทางอณูชีววิทยา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจนำมาใช้เพื่อระบุศักยภาพของเหาโคที่จะทำหน้าที่เป็นพาหะนำโรคและอาจถ่ายทอดเชื้อแบคทีเรียก่อโรคเหล่านี้จากสัตว์มาสู่มนุษย์


Deep Coverage Whole Genome Sequences And Plasma Lipoprotein(A) In Individuals Of European And African Ancestries, Seyedeh M. Zekavat, Sanni Ruotsalainen, Robert E. Handsaker, Maris Alver, Jonathan Bloom, Timothy Poterba, Laura Almasy, John Blangero, Joanne E. Curran, Ravindranath Duggirala, Juan M. Peralta, Harald H. H. Goring Jan 2018

Deep Coverage Whole Genome Sequences And Plasma Lipoprotein(A) In Individuals Of European And African Ancestries, Seyedeh M. Zekavat, Sanni Ruotsalainen, Robert E. Handsaker, Maris Alver, Jonathan Bloom, Timothy Poterba, Laura Almasy, John Blangero, Joanne E. Curran, Ravindranath Duggirala, Juan M. Peralta, Harald H. H. Goring

School of Medicine Publications

Lipoprotein(a), Lp(a), is a modified low-density lipoprotein particle that contains apolipoprotein(a), encoded by LPA, and is a highly heritable, causal risk factor for cardiovascular diseases that varies in concentrations across ancestries. Here, we use deep-coverage whole genome sequencing in 8392 individuals of European and African ancestry to discover and interpret both single-nucleotide variants and copy number (CN) variation associated with Lp(a). We observe that genetic determinants between Europeans and Africans have several unique determinants. The common variant rs12740374 associated with Lp(a) cholesterol is an eQTL for SORT1 and independent of LDL cholesterol. Observed associations of aggregates of rare non-coding …