Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medicine and Health Sciences Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2024

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 26191 - 26220 of 27157

Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย, จันจิรา เพ็ญ Jan 2024

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย, จันจิรา เพ็ญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย ได้แก่ อายุ ชนิดการรักษา ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย การรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง และภาระที่ค้างคา กับการยอมรับความตาย กลุ่มตัวอย่างผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยเป็นโรคไตระยะสุดท้าย ทั้งเพศชาย และเพศหญิง ที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก ณ ศูนย์โรคไตและหน่วยไตเทียม คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาลมหาวิทยาลัย นวมิน ทราธิราช และหน่วยไตเทียมมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย จำนวน 125 ราย ที่ได้มาจากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามประเมินการยอมรับความตายวิถีพุทธ แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย แบบสอบถามความเชื่อทางศาสนาเกี่ยวกับความตาย แบบสอบถามภาระที่ค้างคา แบบสอบถามการรับรู้ในความสามารถของตนเอง ซึ่งได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .85, .87, .80, .73, และ .74 ตามลำดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย และค่าสัมประสิทธ์ของเพียร์สันผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้คือ1. กลุ่มตัวอย่างผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย มีการยอมรับความตายในระดับสูง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 39.20 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 5.16 2. อายุ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการยอมรับความตายในระดับสูง และความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการยอมรับความตายในระดับสูง (r = .74 , r =.77) ตามลำดับและ การรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการยอมรับความตายในระดับปานกลาง ( r = .65 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายมีความสัมพันธ์ทางลบกับการยอมรับความตายในระดับสูง ( r = - .78) และ ภาระที่ค้างคา มีความสัมพันธ์ทางลบ กับการยอมรับความตายในระดับปานกลาง (r = - .66) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ชนิดการรักษาไม่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับความตาย ของผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย


ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ, ฐิติพร สุรินธรรม Jan 2024

ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ, ฐิติพร สุรินธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้ตลอดชีวิต ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม และบรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การกับพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ และศึกษาตัวแปรพยากรณ์ที่สามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพระดับปฏิบัติการ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่มีประสบการณ์ทำงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จำนวน 210 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการเรียนรู้ตลอดชีวิต แบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม แบบสอบถามบรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การ และแบบสอบถามพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน ได้ค่า CVI เท่ากับ .94, .89, .88 และ .93 ตามลำดับ และทดสอบค่าความเที่ยง โดยคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ได้ค่าความเที่ยง เท่ากับ .90, .97, .95 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ อยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.49, S.D. = 0.76) การเรียนรู้ตลอดชีวิต ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม และบรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .683, .524 และ .499 ตามลำดับ) ปัจจัยที่สามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต บรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การ และภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม โดยมีอำนาจในการทำนายร้อยละ 53.6 (Adjusted R² = .536) สามารถเขียนสมการทำนายในรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้ ZIWB = .540 ZLLL + .192 ZOIC + .149 ZIL


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ, วรรณพร จงชิดกลาง Jan 2024

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ, วรรณพร จงชิดกลาง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ปัจจัยนำ ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ ทัศนคติเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ ปัจจัยเอื้อ ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม ปัจจัยเสริม ได้แก่ การเข้าถึงข้อมูลและบริการทางสังคม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการบริการ ณ คลินิกโรคหัวใจในโรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 101 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสัมภาษณ์ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ 3) แบบสอบถามเกี่ยวกับทัศนคติเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ 4) แบบสอบถามการรับรู้โอกาสเสี่ยงการป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ 5) แบบสอบถามเกี่ยวกับการสนับสนุนจากสังคม 6) แบบสอบถามด้านการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ 7) แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนี้ความตรงตามเนื้อหาในชุดที่ 2 – 7 เท่ากับ 0.97, 0.96, 0.98, 0.8, 0.9 และ 0.98 ตามลำดับ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคชุดที่ 2 – 7 เท่ากับ 1.00, 0.72, 0.81, 0.76, 0.72 และ 0.73 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมีพฤติกรรมการป้องกัน เท่ากับ 42.58 (SD = 4.817) 2. ทัศนคติเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ และการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 (r = 0.405, 0.335, 0.242) ตามลำดับ 3. ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่และการสนับสนุนทางสังคมไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ


ผลของโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้องต่ออาการท้องผูกในผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล, สุวรา พรหมวี Jan 2024

ผลของโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้องต่ออาการท้องผูกในผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล, สุวรา พรหมวี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้องต่ออาการท้องผูกในผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลเลิดสิน ที่มีภาวะเปราะบาง ประเมินด้วยแบบคัดกรองภาวะเปราะบาง (FRAIL scale) จำนวน 48 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 24 คน โดยจับคู่ตามอายุ ตำแหน่งที่เกิดพยาธิสภาพ และความเสี่ยงต่อการเกิดอาการท้องผูก กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ขณะที่กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมเป็นเวลา 8 วัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย เครื่องมือคัดกรอง ได้แก่ แบบคัดกรองภาวะเปราะบาง Mini-CogTM และแบบประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอาการท้องผูก หาความเที่ยงด้วยวิธีการวัดซ้ำเท่ากับ .80, .88, .87 ตามลำดับ เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินการขับถ่ายอุจจาระ มีค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 1.0 และความเที่ยงด้วยการวัดซ้ำเท่ากับ .76 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้อง มีค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 1.0 และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกการนวดหน้าท้องและการขับถ่ายอุจจาระ มีค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 1.0 ข้อมูลวิเคราะห์โดยใช้สถิติบรรยายและสถิติที กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้อง มีค่าเฉลี่ยของคะแนนอาการท้องผูกน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้อง มีค่าเฉลี่ยของคะแนนอาการท้องผูกน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง, ชัชพงศ์ สมุทรอาลัย Jan 2024

ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง, ชัชพงศ์ สมุทรอาลัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจ ขาดเลือดเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรังที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเลิดสิน จำนวน 66 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 33 คน ดำเนินการสุ่มกลุ่มตัวอย่างให้เข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการจับคู่ (matched pair) ด้าน อายุ เพศ ระดับการศึกษาและ ยา Statin กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับพื้นฐานและระดับปฏิสัมพันธ์ที่ครอบคลุม การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ความรู้ ทักษะการสื่อสาร ทักษะในการตัดสินใจ การจัดการตนเอง การรู้เท่าทันสื่อ โปรแกรมผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา จากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ มีค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach's Alpha = .76 แบบบันทึกข้อมูล ส่วนบุคคล แบบคัดกรองภาวะหัวใจขาดเลือด แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายเปรียบเทียบโดยใช้สถิติทีกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1.ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังการทดลองของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านการดูแลตนเองเพื่อคงภาวะสุขภาพ (tdf=32 =11.62, p < .001) ด้านการดูแลตนเองเฝ้าระวังติดตามอาการ (tdf=32 =13.8, p < .001) ด้านการดูแลตนเองจัดการกับอาการ (tdf=32 =7.07, p < .001) และระดับ LDL-C ในกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 (tdf=32 =9.3, p < .001) 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมในทุกด้าน ได้แก่ การดูแลตนเองเพื่อคงภาวะสุขภาพ การดูแลตนเองเฝ้าระวังติดตามอาการ และการดูแลตนเองจัดการกับอาการ นอกจากนี้ ระดับ LDL-C ในกลุ่มทดลองลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แม้ว่ากลุ่มควบคุมจะมีระดับ LDL-C ลดลงเช่นกันแต่กลุ่มทดลองแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ดีกว่าอย่างชัดเจน


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล, นวภัทร คงดี Jan 2024

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล, นวภัทร คงดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย เพื่อศึกษาปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปที่พ้นระยะเฉียบพลัน มีสภาวะทางการแพทย์คงที่และมีสัญญาณชีพปกติ ทั้งเพศชายและเพศหญิง ที่มารับบริการในแผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 93 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความสามารถในกิจวัตรขั้นพื้นฐานของผู้สูงอายุ แบบประเมินภาวะรู้คิด แบบประเมินภาวะเปราะบางอย่างง่าย วิเคราะห์ความเที่ยงด้วยวิธีการวัดซ้ำเท่ากับ 1.0, 0.82, 1.0 ตามลำดับ แบบวัดความเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบคัดกรองภาวะโภชนาการ และแบบประเมินความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย วิเคราะห์ความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .94, .73, .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์อีต้า และสถิติสหสัมพันธ์ของ สเปียร์แมน ผลการศึกษา พบว่า1. ผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลมีความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพในระดับปานกลาง (mean = 55.04, SD = 10.55) 2. ภาวะเปราะบาง มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (η=.259) 3. ภาวะโภชนาการ ภาวะซึมเศร้า และจำนวนชนิดของยาที่ใช้ประจำ มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rs = 313, rs = -247, rs = -264 ตามลำดับ) 4. เพศ ไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล


Knowledge Attitudes And Practices Toward Tuberculosis Prevention Among Undergraduate Students In Bangkok, Thailand: A Cross-Sectional Study, Ziqing Xu Jan 2024

Knowledge Attitudes And Practices Toward Tuberculosis Prevention Among Undergraduate Students In Bangkok, Thailand: A Cross-Sectional Study, Ziqing Xu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Tuberculosis (TB) is still a significant global public health concern, particularly in resource-limited countries. Even WHO set the targets of the End tuberculosis (TB) by 2030, the global trend in TB case incidence becomes increase including in Southeast Asian region. The newly diagnosed tuberculosis patients are highly reported in 15-24 age group. Understanding the knowledge and attitudes on TB and preventive practice of the population at risk is crucial for developing health education intervention to prevent the disease transmission. This study was a cross-sectional study. Data were collected from 424 undergraduate students aged 18-24 years at five universities (including public …


Multiplex Quantitative Polymerase Chain Reaction Assay For Mycoplasma Contamination, Pimthip Phasutha Jan 2024

Multiplex Quantitative Polymerase Chain Reaction Assay For Mycoplasma Contamination, Pimthip Phasutha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to develop multiplex qPCR to detect mycoplasma contamination. Firstly, the specific primers and probes for aligning with specific mycoplasma. were designed from conserved region called 23S rRNA, then, the designed primers and probes were verified their alignment with specific nucleotide of mycoplasma in Bioedit and checked the hairpin, self-complementary, and primer-dimer through Multi Primer Analyzer. After verification, the primers and probes do not have hairpin, self-complementary, and primer-dimer. Besides, the suitable temperature for annealing is 58oC. From the specificity test, it shows that the PCR product was detected at 254 bp which performed at the same size …


ปัจจัยนำของการเกิดภาวะกรดคั่งในเลือดจากสารคีโตนในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาในกลุ่ม Sodium Glucose Co-Transporter 2 Inhibitors, อภิสรา เขียวประแดง Jan 2024

ปัจจัยนำของการเกิดภาวะกรดคั่งในเลือดจากสารคีโตนในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาในกลุ่ม Sodium Glucose Co-Transporter 2 Inhibitors, อภิสรา เขียวประแดง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อหาปัจจัยนำ (Predisposing factors) ที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะกรดคั่งในเลือดจากสารคีโตน (Diabetic ketoacidosis; DKA) ในผู้ป่วยชาวไทยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ใช้ยาในกลุ่ม Sodium glucose co-transporter 2 inhibitors (SGLT-2 inhibitors) วิธีการศึกษา: งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาจากผลไปหาเหตุแบบเก็บข้อมูลย้อนหลังในหลายศูนย์ รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยา SGLT-2 inhibitors ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยและโรงพยาบาลราชวิถี ช่วง 1 ตุลาคม 2557 ถึง 30 เมษายน 2567 ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างจำนวน 310 ราย แบ่งเป็นกลุ่มศึกษาคือผู้ป่วยที่เกิดภาวะ DKA 62 ราย (คิดเป็นความชุกของการเกิดภาวะ DKA ณ ช่วงเวลาที่ศึกษาเท่ากับร้อยละ 1.37) และกลุ่มควบคุมคือผู้ป่วยที่ไม่เกิดภาวะ DKA 248 ราย ส่วนปัจจัยนำที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการเกิดภาวะ DKA ได้แก่ การติดเชื้อ (Adjusted OR = 28.31, P < 0.001) การปรับลดขนาดยาอินซูลินภายใน 1 เดือน (Adjusted OR = 5.58, P = < 0.001) และการมีประวัติภาวะ DKA ภายใน 1 ปี (Adjusted OR = 8.76, P = 0.038) สรุปผล: ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะ DKA ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ใช้ยา SGLT-2 inhibitors ได้แก่ การติดเชื้อ การปรับลดขนาดอินซูลินภายใน 1 เดือน และการมีประวัติภาวะ DKA ภายใน 1 ปี ผู้ป่วยที่มีปัจจัยดังกล่าวจึงควรได้รับการดูแลติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะ DKA และเพิ่มความปลอดภัยจากการใช้ยา SGLT-2 inhibitors


The Efficacy Of Plant-Produced Recombinant Insulin Like Growth Factor-1 (Igf-1) In Differentiation Of Mammalian Cell Lines, Kittinop Kittirotruji Jan 2024

The Efficacy Of Plant-Produced Recombinant Insulin Like Growth Factor-1 (Igf-1) In Differentiation Of Mammalian Cell Lines, Kittinop Kittirotruji

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Insulin-like growth factor-1 (IGF-1) is a critical protein hormone with a structural resemblance to insulin, involved in regulating growth, cell proliferation, development, and survival, especially during childhood. IGF-1 exerts its biological effects through the IGF-1 receptor (IGF-1R), widely expressed across various cell types, and is key in the development of muscles, bones, and cartilage. The hormone's levels are influenced by age, nutrition, and hormonal status, peaking during adolescence and diminishing with age. Current medical applications of IGF-1 target conditions such as IGF-1 deficiency, excess growth hormone secretion, and metabolic disorders. To address production challenges, we utilized Molecular Pharming to produce …


The Impact Of N-Glycans On The Immune Response Of Plant-Produced Sars-Cov-2 Rbd-Fc Proteins, Theerakarn Srisangsung Jan 2024

The Impact Of N-Glycans On The Immune Response Of Plant-Produced Sars-Cov-2 Rbd-Fc Proteins, Theerakarn Srisangsung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

N-glycosylation is a crucial post-translational modification that significantly affects immune recognition. The plant-based platform, especially Nicotiana benthamiana, offers scalable and cost-effective production of therapeutic proteins with glycosylation patterns similar to mammalian cells. However, plant-specific N-glycans, such as α(1-3)-fucose and β(1-2)-xylose (XF), have the potential to trigger allergic reactions. This study investigates how various N-glycan structures on the RBD-Fc fusion protein influence the immune response in mice. The RBD-Fc fusion protein was used for vaccine formulation, produced in both wild-type (WT) and glycoengineered (∆XF) N. benthamiana plants. N-glycan analysis showed a predominance of mannose (Man) in RBD-Fc with an ER retention …


Characterization Of Plant Produced Vhh Antibodies Against Cobra Venom Toxins For Antivenom Therapy, Sarocha Vitayathikornnasak Jan 2024

Characterization Of Plant Produced Vhh Antibodies Against Cobra Venom Toxins For Antivenom Therapy, Sarocha Vitayathikornnasak

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Cobra (Naja kaouthia) venom contains many toxins including α-neurotoxin (α-NTX) and phospholipase A2 (PLA2), which can cause neurodegeneration, respiratory failure, and even death. The conventional antivenom produced by animal immunization faces many challenges and limitations. Heavy-chain-only antibodies (HCAb), fusing VHH with human IgG Fc region, offer advantages in tissue penetration, antigen binding, and extended half-life. This research involved the construction and transient expression of two types of VHH-FC which are specific to α-Neurotoxin (VHH-αNTX-FC) and Phospholipase A2 (VHH-PLA2-FC) in Nicotiana benthamiana leaves. The recombinant HCAbs were incubated for up to six days to optimize expression levels followed by purification by …


Cost-Effectiveness Analysis Of Pembrolizumab In High-Risk Early-Stage Triple-Negative Breast Cancer In Thailand, Thanapol Khuharatanachai Jan 2024

Cost-Effectiveness Analysis Of Pembrolizumab In High-Risk Early-Stage Triple-Negative Breast Cancer In Thailand, Thanapol Khuharatanachai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Triple-negative breast cancer (TNBC) is an aggressive subtype of breast cancer with limited treatment options. Pembrolizumab, a programmed cell death protein 1 (PD-1) inhibitor, has demonstrated promising clinical benefits in treating early-stage TNBC. However, its high cost poses a significant barrier to its widespread adoption, especially in upper-middle-income countries like Thailand. This study aims to evaluate the cost-effectiveness and budget impact of pembrolizumab for the treatment of high-risk early-stage TNBC in Thailand. Methods: A Markov model was developed to simulate the health states and costs associated with pembrolizumab and standard chemotherapy. Transition probabilities and utility values were derived from …


Production And Characterization Of Monoclonal Antibodies Against Botulinum Toxin Produced In Nicotiana Benthamiana, Kornchanok Sangprasat Jan 2024

Production And Characterization Of Monoclonal Antibodies Against Botulinum Toxin Produced In Nicotiana Benthamiana, Kornchanok Sangprasat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Botulism is an uncommon but serious neurological condition caused by the botulinum toxin produced by the gram-positive bacterium named Clostridium botulinum. Common symptoms of botulism include muscle cramps, nausea, vomiting, diarrhea, difficulty swallowing, respiratory failure, muscle weakness, and potentially death. Currently, two types of antitoxin are used: equine-derived heptavalent antitoxin and human-derived immunoglobulin (BabyBIG®). However, treatment with heptavalent antitoxin may lead to hypersensitivity reactions, while BabyBIG®, which is produced in low yield, is used only for children. This research focuses on developing three anti-BoNT monoclonal antibodies (mAbs), 1B18, C25, and M2, which will be produced using Nicotiana benthamiana as a …


A Case Of Kaposi's Sarcoma With Dyspnea, Claire Higgins, Md, Brinton Clark, Md, Mph Jan 2024

A Case Of Kaposi's Sarcoma With Dyspnea, Claire Higgins, Md, Brinton Clark, Md, Mph

Poster Presentations

Introduction: Kaposi’s sarcoma is an AIDS-defining malignancy that is rare in era of widely accessible anti-retroviral therapy (ART), with an incidence of 481 per 100,000 person years. We present a case of a 43-year-old man with HIV/AIDS and disseminated Kaposi’s sarcoma who presented for evaluation of months of worsening dyspnea on exertion which had progressed to dyspnea at rest. Case Presentation: •43-year-old man with a 10 years history of HIV/AIDS, historically non-adherent to ART, who was diagnosed with extensive Kaposi's sarcoma involving the hard palate, airway, and bones one year prior. •He has been treated with ART and doxorubicin chemotherapy …


The Prognostic Impact Of Various Circulating Cytokine Levels On Response To Egfr-Tkis Treatment In Advanced Nsclc Patients, Warissara Khuntharuks Jan 2024

The Prognostic Impact Of Various Circulating Cytokine Levels On Response To Egfr-Tkis Treatment In Advanced Nsclc Patients, Warissara Khuntharuks

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Advanced NSCLC patients are routinely treated with EGFR-TKIs but often eventually develop acquired resistance, influenced by circulating cytokines. This study investigated cytokine associations with disease control in EGFR-mutant NSCLC patients (N=123) by analyzing plasma samples at pre-treatment and 6–12 weeks post-treatment using a 27-bioplex cytokine panel, compared with healthy controls (N=30). Patients were classified as durable responders (16.3%) (PFS ≥ 104 weeks) and non-durable responders (83.7%) (PFS<104 weeks). Notably, IL-1Ra, IL2, IL-6, IL-7, IL-12p(70), TNF- alpha, IL-4, IL-5, IL-8, IL-13, Eotaxin, IP-10, MIP-1 alpha, RANTES, Basic FGF, GM-CSF and PDGF-BB were significantly presented with high levels in the patient’s pre-treatment plasma compared to healthy controls (p<0.05). High IL-6 and IL-10 levels were significant in non-durable responders (p = 0.0076 and p = 0.0166, respectively). At second-time points, non-durable responders exhibited significantly lower IL-6 levels (p=0.0019), whereas durable responders showed increased IL-10 (p = 0.0234). High pre-treatment IL-6 correlated with poor PFS (p=0.018), OS (p<0.001), and TTF (p<0.001). Consistently, high IL-10 was also correlated with shorter TTF (p<0.005). IL-6 and IL-10 showed strong diagnostic performance (AUC with 0.755 and 0.738, respectively). These cytokines may serve as prognostic biomarkers for evaluating durable EGFR-TKI responses in NSCLC patients.


การทดลองแบบสุ่มเพื่อแสดงผลการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาทขนาดใหญ่ด้วยวิตามินดีในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคเส้นประสาท และมีภาวะพร่องวิตามินดี, ธันยพร อังศุวัชรากร Jan 2024

การทดลองแบบสุ่มเพื่อแสดงผลการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาทขนาดใหญ่ด้วยวิตามินดีในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคเส้นประสาท และมีภาวะพร่องวิตามินดี, ธันยพร อังศุวัชรากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาทขนาดใหญ่ด้วยวิตามินดีในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคเส้นประสาท และมีภาวะพร่องวิตามินดี วิธีวิจัย : ศึกษาแบบสุ่มเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างกลุ่มวิตามินดีและกลุ่มยาหลอกในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยคัดเลือกผู้ป่วยที่มีอาการหรืออาการแสดงของเส้นประสาทขนาดใหญ่จากเบาหวาน และมีภาวะพร่องวิตามินดี แบ่งเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับวิตามินดีสอง ขนาด 60,000 IU ต่อสัปดาห์ และกลุ่มที่ได้รับยาหลอก เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ผลลัพธ์หลักคือ การเปลี่ยนแปลงของคะแนน modified NDS หลังได้รับการรักษา 12 สัปดาห์ ผลลัพธ์รองคือ การเปลี่ยนแปลงของการนำไฟฟ้าของเส้นประสาท การรับรู้การสั่นสะเทือน และประเมินคะแนนความรู้สึกของอาการชา ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมการศึกษาครบ 12 สัปดาห์ จำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มละ 30 ราย ผลการรักษาที่ 12 สัปดาห์พบว่าคะแนน modified NDS ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มวิตามินดี (P = 0.045) อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (P = 0.060) เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงการนำไฟฟ้าของเส้นประสาท การรับรู้การสั่นสะเทือน และคะแนนความรู้สึกของอาการชา ไม่พบความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม สรุป: การรักษาด้วยวิตามินดีสองในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคเส้นประสาทขนาดใหญ่ และมีภาวะพร่องวิตามินดี ไม่ทำให้คะแนน modified NDS ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


Development Of Cannabis Extract Active Coating On Granules With Taste Masking Polymer Via Fluidized Bed, Samuel Wirajaya Prawinata Jan 2024

Development Of Cannabis Extract Active Coating On Granules With Taste Masking Polymer Via Fluidized Bed, Samuel Wirajaya Prawinata

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Abstract Cannabis extract, one of the herbal medicine products on the national list of essential medicines, offers various therapeutic benefits; however, it has unpleasant taste, and the products are available as liquid preparation which can significantly reduce patient compliance and drug effectiveness. The objectives of this study were to develop film formulations and characterizations composed of tetrahydrocannabinol and taste-masking polymers and develop tetrahydrocannabinol-coated granules via a fluidized bed-coating. Eudragit E100 (E100) and Kollidon VA64 (KVA64) were used as taste-masking polymers. Plasticizers with different chemical structures, including polyethylene glycol (PEG-400), triacetin, and diethyl phthalate, were used to modify various film characteristics. …


Identification Of Carpaine In Carica Papaya Leaf Products Using Direct Analysis In Real Time Mass Spectrometry (Dart-Ms), Piyawadi Khaoiam Jan 2024

Identification Of Carpaine In Carica Papaya Leaf Products Using Direct Analysis In Real Time Mass Spectrometry (Dart-Ms), Piyawadi Khaoiam

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Carpaine, a major alkaloid present in Carica papaya leaves, has been shown to increase platelet counts in patients suffering from thrombocytopenia. Numerous commercial papaya leaf products are available, but few provide proper bioactive ingredient information. We present herein a technique for rapid screening of carpaine in these products using DART-MS. The results indicate that carpaine was detected in various forms (powder, solution) of papaya leaves. Its presence was confirmed by examining the mass pattern when conducted on a standard solution at both low and high voltages (+10 V and +90 V), using MS1 and MS2 data obtained from LC-QTOF-MS/MS. The …


ผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืน ต่อประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนด, นวรัตน์ อธินุวัฒน์ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืน ต่อประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนด, นวรัตน์ อธินุวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืนต่อประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนดที่มีอายุหลังมีประจำเดือนระหว่าง 32-36+6 สัปดาห์และมารดา จำนวน 34 คู่ แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืน 17 คู่ และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ 17 คู่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินความพร้อมในการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนด และแบบประเมินประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารก โดยเครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.87 และ 0.85 และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.88 และค่าสัมประสิทธิ์ Cohen’s Kappa เท่ากับ 0.84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ Repeated Measure ANOVA ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนดหลังได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืนวันที่ 1, 4 และ 7 ดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนดหลังได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืนวันที่ 1, 4 และ 7 ดีกว่าทารกเกิดก่อนกำหนดที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดในการเตรียมความพร้อมการดูดกลืน เพื่อให้ทารกมีประสิทธิภาพการดูดนมมารดา


ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีประสบการณ์อาการกำเริบเฉียบพลัน, เจนจิรา สุขกลึง Jan 2024

ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีประสบการณ์อาการกำเริบเฉียบพลัน, เจนจิรา สุขกลึง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีประสบการณ์อาการกำเริบเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป และมีอาการกำเริบเฉียบพลันในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 132 คน ที่เข้ารับบริการ ณ แผนกผู้ป่วยนอก ณ โรงพยาบาลตติยภูมิ 3 แห่ง ในจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดราชบุรี เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและความถี่ของอาการกำเริบเฉียบพลัน แบบประเมินภาวะการทำหน้าที่ของปอดฉบับย่อ แบบสอบถามความรู้สึกหลากหลายมิติเกี่ยวกับความช่วยเหลือทางสังคม แบบบันทึกประสบการณ์การเผชิญอาการ และแบบสอบถามการจัดการอาการในผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือเท่ากับ 0.81, 0.97, 0.85, 0.97 และ 0.90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1. ผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีประสบการณ์อาการกำเริบเฉียบพลันมีภาวะการทำหน้าที่อยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ คะแนนเฉลี่ย 37.98 (SD= 8.31) 2. ปัจจัยที่สามารถทำนายภาวะการทำหน้าที่ของผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีประสบการณ์อาการกำเริบเฉียบพลันได้สูงสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ จำนวนครั้งของการเกิดอาการกำเริบเฉียบพลัน (≥ 3 ครั้ง) (β= -0.282) รองลงมา คือ อายุ (β = -0.237) การจัดการอาการกำเริบเฉียบพลัน (β= -0.235) การสนับสนุนทางสังคม (β= 0.215) ประสบการณ์การมีอาการกำเริบเฉียบพลัน (β = -0.189) และ จำนวนครั้งของการเกิดอาการกำเริบเฉียบพลัน (2 ครั้ง) (β= -0.162) ตามลำดับ และสามารถร่วมทำนายภาวะการทำหน้าที่ได้ร้อยละ 73.70 (Adjusted R2 = .737, F= 58.414, p < .001)


ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของมารดาต่อพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำและระดับบิลิรูบินในเลือดของทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟ, กิตติยา หวลคิด Jan 2024

ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของมารดาต่อพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำและระดับบิลิรูบินในเลือดของทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟ, กิตติยา หวลคิด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นแบบกึ่งทดลองวัดเฉพาะหลังการทดลองแบบมีกลุ่มเปรียบเทียบ เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำและระดับบิลิรูบินในเลือดของทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟ ระหว่างกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของมารดา และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาและทารกแรกเกิดครบกำหนดที่มีภาวะตัวเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ ในโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร จำนวน 30 คู่ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามสะดวก และคัดเข้าด้วยวิธีจับฉลาก โดยจับคู่ (Matched pairs) ให้มีความคล้ายคลึงกันด้านระดับการศึกษา แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 15 คู่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของมารดา 2) แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของมารดา 3) แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำในทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟ และ 4) แบบติดตามระดับ บิลิรูบินในเลือดทารก ซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน แบบสอบถามทั้ง 2 ฉบับมีค่า CVI เท่ากับ 0.88 และ 0.97 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยง (Cronbach's alpha coefficient) เท่ากับ 0.92 และ 0.95 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำในทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟ และค่าเฉลี่ยระดับบิลิรูบินในเลือดของทารก โดยใช้สถิติ Independent t-test ผลการวิจัย พบว่ามารดากลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำในทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และทารกในกลุ่มทดลองมีระดับบิลิรูบินในเลือด ณ วันที่มาตรวจติดตาม ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


A Vexing Case: A Newly Discovered Autoinflammatory Disease, Ashley Edwards, Md, Caroline Mcculley, Md Jan 2024

A Vexing Case: A Newly Discovered Autoinflammatory Disease, Ashley Edwards, Md, Caroline Mcculley, Md

Poster Presentations

Introduction: Vacuoles, E1 enzyme, X-linked, autoinflammatory, somatic (VEXAS) Syndrome is a recently recognized adult-onset autoinflammatory disease that can lead to potentially lifethreatening multi-system inflammation with estimated prevalence of up to 1 in 5,000 males over the age of 50. Given its significant morbidity and mortality and high prevalence, increased awareness of this condition is of foremost importance. Herein we outline a case of VEXAS syndrome. Case Presentation: Mr. N is a 73-year-old male with a past medical history significant for hypertension and recent episode of uveitis who first presented to the hospital for significant unintentional weight loss, fevers, and abdominal …


การศึกษาการสึกระหว่างโคบอลต์โครเมียมและวัสดุเซรามิกที่ใช้ในงานทันตกรรมดิจิตอล, มรกต ไทยรัตน์ Jan 2024

การศึกษาการสึกระหว่างโคบอลต์โครเมียมและวัสดุเซรามิกที่ใช้ในงานทันตกรรมดิจิตอล, มรกต ไทยรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: ทำการศึกษาสภาวะจำลองเพื่อวัดการสูญเสียปริมาตรจากการสึกหลังจากจำลองการขัดถู 250,000 รอบของโลหะผสมโคบอลต์โครเมียม (CoCr) กับวัสดุที่ใช้ทำการบูรณะฟันหลักห้าชนิด วัสดุและวิธีการ: เตรียมตัวอย่างทดสอบตัดเป็นสี่เหลี่ยมจำนวนชนิดละ 8 ชิ้น (5 x 5 x 2 มิลลิเมตร) จากโลหะผสมที่ไม่มีทองผสม (NP), ลิเธียมไดซิลิเกต (EM) เธียมไดซิลิเกตเสริมความแข็งแรง (TR) เซรามิคที่มีเรซินเป็นฐาน (CM) และเซอร์โคเนีย (ZR) ตัวอย่าง EM TR และ ZR ได้รับการเผาตามคำแนะนำของผู้ผลิต แท่งโลหะผสมโคบอลต์โครเมียมสร้างขึ้นโดยการหล่อโลหะแบบไล่ขี้ผึ้ง จำลองการสึกแบบสององค์ประกอบด้วยเครื่องจำลองการสึกจากการขัดถู จำนวน 250,000 รอบ วัดการสูญเสียปริมาตรของชิ้นงานทดสอบโดยใช้เครื่องวัดความหยาบพื้นผิว การสูญเสียปริมาตรของแท่งโลหะผสมคำนวณโดยการความยาวที่ลดลงและรัศมีของพื้นที่ที่เกิดบริเวณที่สึก วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้ MANOVA (pNP>ZR) การสูญเสียปริมาตรของแท่งโลหะหลังการสึกในกลุ่ม CM น้อยกว่าในกลุ่ม EM และ NP ในขณะที่กลุ่มอื่น ๆ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ


Prediction The Dose Distributions Of Prostate Cancer Patients Using Deep Learning, Pumipat Chaikamthorn Jan 2024

Prediction The Dose Distributions Of Prostate Cancer Patients Using Deep Learning, Pumipat Chaikamthorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Volumetric Modulated Arc Therapy (VMAT) is one of the advanced modalities in recent radiotherapy. It uses the inverse treatment planning system for optimization and dose calculation. However, this approach is a trial-and-error process, which takes a long time. An accurate deep-learning model that can predict the dose would solve this issue. This approach can save more treatment planning time, by guiding the planners to the optimum dose while maintaining the plan quality. The 40 previously treated prostate cancer plans were collected the volumetric information of PTV and OARs, overlapping volume, and the dosimetric information. The regression deep learning model, which …


Seroprevalence And Epidemiology Of Human Respiratory Syncytial Virus (Rsv) Among Young Children In Thailand, Siripat Pasittungkul Jan 2024

Seroprevalence And Epidemiology Of Human Respiratory Syncytial Virus (Rsv) Among Young Children In Thailand, Siripat Pasittungkul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Respiratory Syncytial Virus (RSV) is a significant cause of both upper and lower respiratory tract infections, capable of affecting both children and adults, with the potential for reinfection throughout life. Despite the current availability of an RSV vaccine for pregnant women and the elderly, RSV remains a leading cause of severe lower respiratory tract infections in infants and young children globally. Reinfections by the same or different RSV subgroups in children residing in the tropics are currently under-studied. Therefore, This study investigated the seroprevalence and epidemiology of RSV infections in Thai children. Our seroprevalence study (2015-2020) involved 302 mothers and …


Optimal Dual-Time-Point Dynamic 68ga-Psma-11 Pet/Ct Protocols For Parametric Imaging Generation In Prostate Cancer Patients, Paphawarin Burasothikul Jan 2024

Optimal Dual-Time-Point Dynamic 68ga-Psma-11 Pet/Ct Protocols For Parametric Imaging Generation In Prostate Cancer Patients, Paphawarin Burasothikul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Globally, prostate cancer is the second most common cancer for men. Prostate cancer patients presenting metastasis exhibit a poor prognosis, consequently leading to diminished survival rates. Thus, 68Ga-PSMA-11 PET/CT examination plays a critical role in prostate cancer diagnosis. Parametric imaging techniques offer the potential to improve the accuracy of quantification analysis in PET/CT diagnosis, but their effectiveness is constrained by lengthy acquisition protocols. This study developed optimal dual-time-point (DTP) parametric imaging using shortened dynamic 68Ga-PSMA-11 PET/CT scans in prostate cancer patients and investigated the feasibility of parametric images in terms of image quality by comparing them with a routine standardized …


การวิจัยแนวทางนำนโยบายระบบให้คำปรึกษาทางไกลด้านโรคผิวหนังผ่านแอปพลิเคชันไลน์ สำหรับแพทย์ทั่วไปในเขตพื้นที่สุขภาพ ของประเทศไทย ไปสู่การปฏิบัติ, ศุภกฤษ บุญละคร Jan 2024

การวิจัยแนวทางนำนโยบายระบบให้คำปรึกษาทางไกลด้านโรคผิวหนังผ่านแอปพลิเคชันไลน์ สำหรับแพทย์ทั่วไปในเขตพื้นที่สุขภาพ ของประเทศไทย ไปสู่การปฏิบัติ, ศุภกฤษ บุญละคร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภูมิหลัง: สถาบันโรคผิวหนังได้จัดตั้งระบบให้คำปรึกษาทางไกลด้านโรคผิวหนังแก่แพทย์ทั่วไปผ่านแอปพลิเคชันไลน์ตั้งแต่ปี 2560 โดยมีการขอคำปรึกษามากกว่า 3,000 ครั้ง แต่แนวโน้มการส่งเคส กลับลดลงทุกปี วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการใช้งานระบบให้คำปรึกษาทางไกลด้านโรคผิวหนังภายใต้มุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นำมาสู่การพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ วิธีการ: การวิจัยเพื่อการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โดยศึกษาสถิติการให้คำปรึกษาย้อนหลังการสำรวจความคิดเห็นของแพทย์ทั่วไปที่ขอรับคำปรึกษา จำนวน 215 คน การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวน 45 คน และการระดมสมองในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 7 คน เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการดำเนินงานของระบบให้คำปรึกษาทางไกลด้านโรคผิวหนัง จากนั้นส่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้ผู้บริหารพิจารณา และวัดผลการยอมรับต่อข้อเสนอแนะ ผล: แพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนมีการใช้ระบบมากที่สุด ร้อยละ 57.34 โดยแพทย์ผิวหนังสามารถให้คำแนะนำได้ถึง ร้อยละ 98.85 อย่างไรก็ตามยังพบว่า แพทย์มีความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูล และความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลที่ส่งปรึกษา ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะที่ได้จากการระดมสมองพบว่า ควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ขอรับคำปรึกษา ควรใช้ Platform ที่ปลอดภัยสำหรับการส่งข้อมูล ควรสร้าง Checklist สำหรับการส่งข้อมูล ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร รวมถึงการพิจารณาการเบิกจ่ายค่าตอบแทนให้กับแพทย์ เพื่อรองรับการขยายการดำเนินงานในอนาคต สรุป: การมีระบบที่เป็นมาตรฐาน ปลอดภัย และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้แพทย์ทั่วไปในเขตสุขภาพสามารถเข้าถึงบริการด้านโรคผิวหนัง เพิ่มความมั่นใจในการรักษา และลดการส่งต่อผู้ป่วยได้


การประเมินช่วงค่าอ้างอิงมาตรฐานใหม่ของการนับจำนวนเรติคูโลไซต์สำหรับประชากรไทยผู้ใหญ่สุขภาพดี: การเปรียบเทียบกับวิธีโฟลไซโตเมตรี และการนับด้วยกล้องจุลทรรศน์, หทัยพร อภัยวิวัฒน์ Jan 2024

การประเมินช่วงค่าอ้างอิงมาตรฐานใหม่ของการนับจำนวนเรติคูโลไซต์สำหรับประชากรไทยผู้ใหญ่สุขภาพดี: การเปรียบเทียบกับวิธีโฟลไซโตเมตรี และการนับด้วยกล้องจุลทรรศน์, หทัยพร อภัยวิวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ: การศึกษานี้ประเมินประสิทธิภาพการตรวจวิเคราะห์ของเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติ Mindray BC-6200 สำหรับการนับจำนวนเรติคูโลไซต์ โดยมุ่งเน้นไปที่การประเมินความไม่แม่นยํา, การทดสอบการปนเปื้อนระหว่างตัวอย่าง และการทดสอบระยะเวลาคงสภาพของเรติคูโลไซต์ในหลอดทดสอบ ความถูกต้องของการนับจำนวนเรติคูโลไซต์ถูกเปรียบเทียบกับวิธีการนับด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบแมนนวลและโฟลไซโตเมตรีซึ่งเป็นวิธีอ้างอิงมาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีการหาค่าช่วงอ้างอิงมาตรฐานของจำนวนเรติคูโลไซต์ และพารามิเตอร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องสำหรับประชากรไทย วิธีการ: ประชากรไทย ผู้ใหญ่สุขภาพดีทั้งเพศชายและเพศหญิง จำนวนอย่างละ 60 ราย และตัวอย่างเลือดที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ 182 ตัวอย่างจากผู้ป่วยที่มีภาวะทางพยาธิสภาพต่าง ๆ ถูกนำมาใช้ตรวจนับจำนวนเรติคูโลไซต์ด้วยเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติ Mindray BC-6200, วิธีการนับด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบแมนนวล และโฟลไซโตเมตรี เพื่อหาค่าช่วงอ้างอิงมาตรฐานของจำนวนเรติคูโลไซต์ และประเมินความสัมพันธ์ของค่าเรติคูโลไซต์ระหว่างวิธีการตรวจวิเคราะห์ ผลการทดลอง: การประเมินความไม่แม่นยําในการนับจำนวนเรติคูโลไซต์ในทุกระดับของสารควบคุมคุณภาพ (ค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวน, %CV) ต่ำกว่า %CV ที่อ้างอิงโดยผู้ผลิต, การทดสอบการปนเปื้อนระหว่างตัวอย่างมีค่าน้อยกว่า 0.01% และการทดสอบระยะเวลาคงสภาพของค่าเรติคูโลไซต์ในหลอดทดสอบนั้นสามารถคงสภาพได้ถึง 24 ชั่วโมง ช่วงค่าอ้างอิงมาตรฐานมีดังนี้: จำนวนเรติคูโลไซต์สัมบูรณ์ (x109/L): 34.88-118.50, อัตราส่วนของเรติคูโลไซต์ตัวอ่อนต่อจำนวนเรติคูโลไซต์ทั้งหมด (IRF, %): 2.71-15.28, ปริมาณฮีโมโกลบินของเซลล์เรติคูโลไซต์ (RHE, pg): 22.84-29.70, การประเมินความสัมพันธ์ระหว่างวิธีการตรวจวิเคราะห์พบว่าการนับจำนวนเรติคูโลไซต์ด้วยเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติ, วิธีการนับด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบแมนนวลและโฟลไซโตเมตรี มีความสัมพันธ์ที่ดีมาก (r > 0.9785, p-value


The Association Of Mirnas As Biomarkers For Severe Liver Dysfunction In Severe Dengue Infection, Napat Pas-Arj Jan 2024

The Association Of Mirnas As Biomarkers For Severe Liver Dysfunction In Severe Dengue Infection, Napat Pas-Arj

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Identification early biomarkers for severe liver dysfunction in severe dengue patients is essential. Currently, there is no any data on circulating miRNAs to predict this important complication, Therefore, this study aimed to explore the role of circulating miRNAs in severe liver dysfunction in dengue infection. On the initial day of admission, serum samples were gathered from patients with dengue infection. These patients were monitored for 14 days post-admission to ascertain their final diagnosis. Following the WHO 2009 criteria, participants were categorized into severe liver dysfunction and non-severe liver dysfunction group. To conduct a transcriptomic analysis of circulating miRNAs used the …