Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medicine and Health Sciences Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2024

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 23611 - 23640 of 27156

Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง, บุญสิตา ทิงาเครือ Jan 2024

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง, บุญสิตา ทิงาเครือ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอาการไม่พึงประสงค์และปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง ได้แก่ เพศ อายุ ตำแหน่งของเนื้องอกสมอง ภาวะโรคร่วม กิจกรรมทางกาย ภาวะโภชนาการ ความเข้มแข็งทางใจ และแรงสนับสนุนทางสังคม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมองที่ได้รับการผ่าตัดไม่เกิน 6 เดือน ทั้งเพศชายและหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอก จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันประสาทวิทยา จำนวน 120 คน ที่ได้มาจากการคัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลการเจ็บป่วย แบบประเมินอาการไม่พึงประสงค์ แบบประเมินภาวะโรคร่วม แบบประเมินกิจกรรมทางกาย แบบประเมินภาวะโภชนาการ แบบประเมินความเข้มแข็งทางใจ แบบประเมินแรงสนับสนุนทางสังคม ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน หาค่าความเที่ยงของแบบประเมินดังกล่าว เท่ากับ .86 - .99 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และอีต้า ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยของความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์โดยรวม เท่ากับ 2.54 (S.D. = 1.47) โดยอาการที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อาการปวดศีรษะ อาการนอนไม่หลับ และอาการเหนื่อยล้า ตามลำดับ และพบว่า ภาวะโรคร่วม ภาวะโภชนาการ ความเข้มแข็งทางใจ และกิจกรรมทางกาย มีความสัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .47, r = -.44, r = -.36 และ r = -.24 ตามลำดับ) ขณะที่ เพศ อายุ ตำแหน่งเนื้องอกสมอง และแรงสนับสนุนทางสังคม ไม่มีความสัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง


ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท, พรปวีณ์ ยังปักษี Jan 2024

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท, พรปวีณ์ ยังปักษี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภทจำนวน 38 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 19 คน และกลุ่มควบคุม 19 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว 2) แบบสอบถามข้อมูล ส่วนบุคคล 3) แบบวัดภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท 4) แบบวัดความเข้มแข็งของครอบครัว เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 3 และ 4 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .81 และ .90 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .73 และ .84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทต่ำกว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมต่อทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, จุฑามาศ ตุ้มเฉลิมชัยสกุล Jan 2024

ผลของโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมต่อทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, จุฑามาศ ตุ้มเฉลิมชัยสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มแบบวัดซ้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนในระยะก่อนได้รับโปรแกรม หลังได้รับโปรแกรมทันที และหลังได้รับโปรแกรม 2 สัปดาห์ และเปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนที่ได้รับโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ตามเกณฑ์ DSM-V ว่าเป็นโรคออทิสติก อายุ 3-6 ปี และครอบครัวที่มารับบริการที่สถาบันราชานุกูล ประเภทผู้ป่วยใน จำนวน 40 คน โดยผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วม และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วม 2) แบบประเมินทักษะการสื่อสารทางสังคมสำหรับเด็กออทิสติก และ 3) แบบประเมินการมีความสนใจร่วมกันสำหรับเด็กออทิสติก เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยเครื่องมือชุดที่ 2 และ 3 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .91 และ .81 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .98 และ .92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated ANOVA) และทดสอบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Planned Comparisons กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนที่ได้รับโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมหลังการทดลองทันที และหลังการทดลอง 2 สัปดาห์สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (F= 68.22, p=


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน, กมลทิพย์ รุยแก้ว Jan 2024

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน, กมลทิพย์ รุยแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยกึ่งทดลองวัดก่อนและหลังมีกลุ่มเปรียบเทียบนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน อายุ 13-18 ปี จำนวน 30 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ 15 คน และกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อ 15 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการมีกิจกรรมทางกาย 2) แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคของการมีกิจกรรมทางกาย 3) แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะตนเองในการทำกิจกรรมทางกาย และ 4) แบบสอบถามพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกาย โดยมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.0, 1.0, 1.0, และ 0.83 ตามลำดับ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.78 , 0.86, 0.66 และ 0.68 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า วัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนหลังจากได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อ มีพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ และสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -3.51, t= -2.91; p < .05) แต่เปอร์เซ็นต์ไขมันภายหลังได้รับโปรแกรมฯ และระหว่างกลุ่มไม่แตกต่างกัน


ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, อภิสรา กานต์นนทกร Jan 2024

ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, อภิสรา กานต์นนทกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญา และเพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญากับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทที่มารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 40 ราย จับคู่กลุ่มตัวอย่างให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันด้วยอายุที่เริ่มเจ็บป่วยและการพักอาศัยกับผู้ใด สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญา 2) แบบประเมินการทำหน้าที่ทางสังคม เครื่องมือทุกชุดได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์ความเที่ยงของเครื่องมือโดยหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .77 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1) การทำหน้าที่ทางสังคมในผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาดีกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการฟังเสียงของมารดาต่อการตอบสนองของทารกแรกเกิดก่อนกำหนดและความผูกพันของมารดาต่อทารกในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด, ชนัญชิตา จุลเกาะ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการฟังเสียงของมารดาต่อการตอบสนองของทารกแรกเกิดก่อนกำหนดและความผูกพันของมารดาต่อทารกในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด, ชนัญชิตา จุลเกาะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบข้ามสลับในกลุ่มเดียว แบบสองระยะไขว้กัน (Single-group, two-sequence crossover design) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฟังเสียงของมารดา ต่อการตอบสนองของทารกแรกเกิดก่อนกำหนด และความผูกพันของมารดาต่อทารก กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยมารดาและทารกเกิดก่อนกำหนด จำนวน 16 คู่ ซึ่งมีอายุครรภ์ระหว่าง 32–36 สัปดาห์ โดยผู้เข้าร่วมถูกสุ่มเข้าสู่สองลำดับ ได้แก่ ลำดับที่ 1 ทารกได้รับโปรแกรมการฟังเสียงของมารดา เป็นเวลา 4 วัน ตามด้วยระยะพัก 1 วัน และจากนั้นได้รับการพยาบาลตามปกติอีก 4 วัน และลำดับที่ 2 ทารกได้รับการพยาบาลตามปกติ 4 วัน ตามด้วยโปรแกรมการฟังเสียงของมารดาอีก 4 วัน การตอบสนองของทารกถูกบันทึกด้วยวิดีโอ ในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการฟังเสียงของมารดา ทั้งการตอบสนองของทารกและความผูกพันของมารดาต่อทารก ได้รับการประเมินโดยใช้แบบประเมินการตอบสนองของทารก (Infant Response Assessment Tool) และแบบสอบถามความผูกพันของมารดาต่อทารก (Mother-to-Infant Attachment Questionnaire) ซึ่งเครื่องมือทั้งสองมีค่าความตรงและความเที่ยง เท่ากับ 0.8, 88.58%, 0.8–1 และ 0.89 ตามลำดับ ข้อมูลทั่วไปวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การตอบสนองของทารกเกิดก่อนกำหนดวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-way repeated measures ANOVA) และความผูกพันของมารดาต่อทารกวิเคราะห์โดยใช้สถิติ paired t-test ผลการวิจัยพบว่า (1) มารดาในกลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 31.25 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในครรภ์ที่สอง (ร้อยละ 56.25) และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 43.75) ทารกเพศชายร้อยละ 56.25 และเพศหญิงร้อยละ 43.75 อายุครรภ์เฉลี่ย 33.25 สัปดาห์ น้ำหนักแรกเกิดเฉลี่ย 1,967.88 กรัม ทารกส่วนใหญ่ (ร้อยละ 56.25) มีภาวะหายใจลำบาก และได้รับออกซิเจน (ร้อยละ 62.5) โดยมีค่า Apgar score …


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน, ศศิวิมล พิมพ์ศรี Jan 2024

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน, ศศิวิมล พิมพ์ศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง วัดก่อนและหลังทดลองมีกลุ่มเปรียบเทียบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชัน จำนวน 15 คน และกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชัน ผู้วิจัยพัฒนาโปรแกรมฯตามแนวคิดการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนของ Bandura (1997) 2) แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน 3) แบบสอบถามการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน โดยเครื่องมือทั้งหมด มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.0 และค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.80 และ 0.88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า คะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกินหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชัน สูงขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนได้รับโปรแกรมฯ (t= 7.284 p


ผลของโปรแกรมการสอนแนะต่อสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม, จาฬุฎา มาเมืองบน Jan 2024

ผลของโปรแกรมการสอนแนะต่อสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม, จาฬุฎา มาเมืองบน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองประเภทกลุ่มเดียววัดแบบอนุกรมเวลา มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม “ก่อน” และ “หลัง” ได้รับโปรแกรมการสอนแนะทันที และ“ระยะติดตามผล 4 สัปดาห์” กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลจบใหม่ คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 13 คน ได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินสมรรถนะพยาบาลจบใหม่ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.96 และมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-way repeated Measures ANOVA) ผลการศึกษา พบว่าพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม มีคะแนนความสามารถด้านการปฏิบัติการพยาบาล ด้านการสื่อสารและสัมพันธภาพ และด้านการพัฒนาตนเองและหน่วยงาน ภายหลังได้รับโปรแกรมการสอนแนะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p < .05) ผลการศึกษา สามารถนำโปรแกรมการสอนแนะ ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลจบใหม่โดยเฉพาะหอผู้ป่วยศัลยกรรมที่มีบริบทคล้ายกัน


ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ, วิภาวัลย์ คำมา Jan 2024

ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ, วิภาวัลย์ คำมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์ของพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้ให้ข้อมูลเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาลอย่างน้อย 3 ปี และมีความยินดีเข้าร่วมการวิจัย โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง จํานวน 12 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการบันทึกเทป ร่วมกับการบันทึกภาคสนาม และนําข้อมูลที่ได้มาถอดเทปแบบคําต่อคํา และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีของ Crist and Tanner ผลการศึกษา ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาล แบ่งเป็น 6 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) แรงจูงใจในการเข้าสู่บทบาทพยาบาลสารสนเทศ 2) ความรู้สึกและการปรับตัวต่อบทบาทใหม่ 3) บทบาทใหม่และการขยายขอบเขตงานพยาบาล 4) การเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพด้านเทคโนโลยี 5) การมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพยาบาล 6) อุปสรรคและความท้าทายในการปฏิบัติงาน จากการศึกษาครั้งนี้ทำให้ทราบว่าการเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาลต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านการพยาบาล มาสร้างและพัฒนาโปรแกรมที่มีประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์และผู้รับบริการทางการแพทย์


ผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบาย แอปพลิเคชัน ต่อความสามารถของผู้ดูแล และความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล, อรุณรัตน์ ร่มเกตุ Jan 2024

ผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบาย แอปพลิเคชัน ต่อความสามารถของผู้ดูแล และความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล, อรุณรัตน์ ร่มเกตุ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน ต่อ 1) ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ และ 2) ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อรูปแบบการดูแล โดยใช้กรอบแนวคิด IMB Model ของ Fisher & Fisher (1992) หลักการจัดการดูแลของ DMAHS (2023) และแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสำหรับผู้ดูแลของสถาบันประสาทวิทยา (2563) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบจำนวน 36 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 18 คน และพยาบาลวิชาชีพจำนวน 17 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ รูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน (Stroke Link) ที่ออกแบบให้ใช้งานสะดวก ครอบคลุมเนื้อหา 10 ด้านสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยหลังจำหน่าย ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยมีฟังก์ชันการแจ้งเตือน การบันทึกข้อมูล และการสื่อสารกับทีมพยาบาล กลุ่มผู้ดูแลได้รับการประเมินความสามารถในการดูแล 3 ครั้ง ได้แก่ ก่อนเริ่มใช้ หลังสิ้นสุด และ 4 สัปดาห์หลังจำหน่าย พยาบาลวิชาชีพได้รับการประเมินความพึงพอใจหลังจากการนำโปรแกรมไปใช้จริง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Wilcoxon signed-ranks test และ Mann-Whitney U test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลหลักหลังได้รับรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน มีคะแนนสูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหลังจากใช้รูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน มีคะแนนสูงกว่าการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด, ศลิษา ไทรสังขณรงค์ Jan 2024

ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด, ศลิษา ไทรสังขณรงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงพรรณนาแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย (Predictive Correlational Research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และ ศึกษาอำนาจการทำนายของอายุ จำนวนครั้งที่ได้รับเคมีบำบัด แรงสนับสนุนทางสังคม อาการข้างเคียงจากการได้รับเคมีบำบัด และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่มีต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด โดยคัดเลือกด้วยวิธีการแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 148 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบบสอบถามจำนวน 1 ชุด ประกอบด้วย 5 ส่วน ประกอบไปด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม 3) แบบสอบถามอาการข้างเคียงจากเคมีบำบัด 4) แบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และ 5) แบบสอบถามคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามอาการข้างเคียงจากเคมีบำบัด และแบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ เท่ากับ .88, .80, .84 และผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity Index: CVI) เท่ากับ .90, 1.0, .90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดอยู่ในระดับปานกลาง ( = 63.45, S.D. = 14.94) พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (β= .74, p < .001) แรงสนับสนุนทางสังคม (β=.42, p


The Association Between Academic Stress, Parental Academic Pressure And Depression In Adolescents, Ngoc Anh Truong Jan 2024

The Association Between Academic Stress, Parental Academic Pressure And Depression In Adolescents, Ngoc Anh Truong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This cross-sectional study investigates the relationships among parental academic pressure, academic stress, and depression in adolescents. Specifically, examining the mediating role of academic stress and analyzes the potential moderating effects of contextual factors, including peer pressure, teacher support, and stressful life events. Besides, investigating the prevalence of depression in Vietnamese adolescents. A total of 624 students aged 11 to 18 participated in the study, with 42.15% male. The participants were drawn from a secondary school and a high school in Ho Chi Minh City. Data were gathered using a questionnaire that included 6 scales to measure: depression, parental academic pressure, …


Morphological Characterization And Molecular Identification Of Armillifer Tongue Worm Isolated From A Human Case In Northern Thailand, Thanapat Pataradool Jan 2024

Morphological Characterization And Molecular Identification Of Armillifer Tongue Worm Isolated From A Human Case In Northern Thailand, Thanapat Pataradool

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Pentastomiasis, a neglected zoonotic parasitic disease caused by tongue worms (subclass Pentastomida), presents significant diagnostic challenges due to its non-specific clinical manifestations, the limitations of conventional diagnostic methods, and the absence of standardized molecular diagnostic tools. This study aimed to identify Armillifer tongue worms isolated from a human case in Northern Thailand through both morphological and molecular approaches and to evaluate the feasibility of molecular diagnosis using less invasive clinical specimens. Morphological identification was performed via gross examination, morphometric analysis, histopathological evaluation, and scanning electron microscopy, revealing features consistent with A. moniliformis. Species confirmation was achieved using multi-locus PCR and …


Scalp Fast Oscillations As A Predictor For Epilepsy In Adults With First Unprovoked Seizure, Wichuta Muangthong Jan 2024

Scalp Fast Oscillations As A Predictor For Epilepsy In Adults With First Unprovoked Seizure, Wichuta Muangthong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Patients with a first unprovoked seizure (FUS) carry different risks of recurrence, making management uncertainties arise. Low sensitivity of the conventional electroencephalography (EEG) findings limits practical usefulness. Novel application of scalp fast oscillations (SFOs) in prediction of recurrence has been recently studied; however, none has been conducted in adults. Method: 15-minute artifact-free recording was used for detection of SFOs. Time-frequency analysis with fast Fourier transform was conducted using Nihon-Kohden Neurofax® wide-band analysis software. Total number and frequency (Hz) of the SFOs, either superimposed on sharp/spike (SFOSs) or appearing in isolation (ISFOs), were calculated for each patient. Outcome was seizure …


Dosimetric Comparison Between Volumetric Modulated Arc Therapy On Truebeam And Halcyon Of Boost Plan For Total Body Irradiation, Wanwanut Jaihow Jan 2024

Dosimetric Comparison Between Volumetric Modulated Arc Therapy On Truebeam And Halcyon Of Boost Plan For Total Body Irradiation, Wanwanut Jaihow

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Total Body Irradiation (TBI) is a special treatment technique aimed at immunosuppression. The purpose of this study was to compare the dosimetric results of volumetric modulated arc therapy (VMAT) plans of TBI treatment between TrueBeam and Halcyon treatment machines. Eight TBI patients were planned by 6 MV of two lateral opposing with extended SAD technique to 5 meters to receive the prescribed dose of 1200 cGy in 6 fractions at head and legs. A single fraction boosts up the dose ranging from shoulder to mid-thigh. Plans were optimized and calculated in the Eclipse treatment planning system using VMAT by TrueBeam …


Comparing Nasal Irrigation Distribution In Draf 2a Frontal Sinus Surgery : Angled Instrument Approach Vs. Direct Instrument Approach (Carolyn's Window), Napamon Chantarapitak Jan 2024

Comparing Nasal Irrigation Distribution In Draf 2a Frontal Sinus Surgery : Angled Instrument Approach Vs. Direct Instrument Approach (Carolyn's Window), Napamon Chantarapitak

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Adequate postoperative irrigation is essential in managing chronic inflammatory sinus disease. However, access to the frontal sinus remains challenging due to complex frontal recess anatomy, especially after angled Draf 2a frontal sinusotomy. Carolyn’s window, a modification of Draf 2a, removes the nasofrontal beak by drilling to permit direct 0° endoscopic access. This study compares frontal sinus irrigation distribution between the angled Draf 2a and Carolyn’s window approaches. Fresh human cadaver heads underwent sequential dissection with angled Draf 2a and then Carolyn’s window approach. Each cavity was irrigated using a 250 mL high-pressure squeeze bottle filled with 1/1000 10% fluorescein-labeled water …


การสำรวจสุขภาวะในงานของคนทำงานในประเทศไทย: การพัฒนาเครื่องมือประเมินและการศึกษาตัดขวาง, วัชรากร ชูทอง Jan 2024

การสำรวจสุขภาวะในงานของคนทำงานในประเทศไทย: การพัฒนาเครื่องมือประเมินและการศึกษาตัดขวาง, วัชรากร ชูทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สุขภาวะในงานเป็นกรอบแนวคิดที่พัฒนาขึ้นเพื่อดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของพนักงานอันเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพในกลุ่มคนวัยทำงานในปัจจุบันที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจระดับสุขภาวะในงานและเพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องในกลุ่มพนักงานธุรกิจโทรคมนาคมแห่งหนึ่งในประเทศไทย งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง โดยดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้นใหม่ในกลุ่มพนักงานธุรกิจโทรคมนาคมแห่งหนึ่งในประเทศไทยจำนวน 655 คน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2567 จากผลการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนรวมแบบสอบถามทั้งฉบับและคะแนนรายมิติมีค่าเกินค่ากลางของแบบสอบถาม และเมื่อวิเคราะห์ขนาดของความสัมพันธ์ด้วยสถิติ Multiple linear regression พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคะแนนรวมสุขภาวะในงานได้แก่ จำนวนชั่วโมงการทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (Beta=5.76, p<0.05) และการนอนหลับมากกว่า 7 ชั่วโมง ต่อวัน (Beta=4.42, p<0.01) ) และเมื่อเปรียบ เทียบกับการวิเคราะห์ด้วยสถิติLogistic regression พบว่ากลุ่มพนักงานที่มีคะแนนรวมสุขภาวะในงานสูงมีความสัมพันธ์ทั้งปัจจัยส่วน บุคคล ได้แก่การมีบุตรตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (OR=1.92, p<0.05) และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับงาน ได้แก่ จำนวนชั่วโมงการทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์(OR=0.49, p<0.01) การศึกษานี้ทำให้ ทราบถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับคะแนนรวมสุขภาวะในงาน ส่งผลให้การวางแผนและออกแบบนโยบาย ตอบโจทย์การส่งเสริมให้พนักงานในองค์กรมีสุขภาวะในงานที่ดีได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งคณะ ผู้บริหาร และแผนกที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพนักงานในบริษัท (เช่น แผนกทรัพยากรบุคคล เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย แพทย์และพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีวอนามัย) ในการให้คำแนะนำ และออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะในงานได้อย่างเหมาะสม


ความสัมพันธ์ของความหลากหลายของลักษณะทางพันธุกรรมของยีนโซลูทแคริเออร์ แฟมิลี 29 เมมเบอร์ 4 (Slc29a4) ซิงเกิลนิวคลีโอไทด์โพลีมอร์ฟิซึมอาร์เอส3889348 กับการเกิดผลข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากยาเมทฟอร์มินของผู้ป่วยเบาหวานชาวไทย, อัครภา จุฬคุปต์ Jan 2024

ความสัมพันธ์ของความหลากหลายของลักษณะทางพันธุกรรมของยีนโซลูทแคริเออร์ แฟมิลี 29 เมมเบอร์ 4 (Slc29a4) ซิงเกิลนิวคลีโอไทด์โพลีมอร์ฟิซึมอาร์เอส3889348 กับการเกิดผลข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากยาเมทฟอร์มินของผู้ป่วยเบาหวานชาวไทย, อัครภา จุฬคุปต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา ยาเมทฟอร์มิน (Metformin) เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือดชนิดรับประทานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ประสิทธิภาพการลดระดับน้ำตาลของยานั้นขึ้นอยู่กับขนาดที่ได้รับต่อวัน อย่างไรก็ตามขนาดของยาเมทฟอร์มินที่ได้รับมีความสัมพันธ์กับอาการข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ต้องหยุดใช้ยาหรือลดขนาดยาลง เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารจากยาเมทฟอร์มิน (metformin intolerance) กลไกของความผิดปกติดังกล่าวจากยาเมทฟอร์มิน เกิดจากหลายกลไก กลไกหนึ่งเชื่อว่าเกิดจากการมีความเข้มข้นของยาเมทฟอร์มินภายในทางเดินอาหารสูงขึ้นจากความผิดปกติของกระบวนการดูดซึมยาผ่านโปรตีนขนส่ง (transporter) ในลำไส้เล็ก โดยอาจเป็นผลจากพันธุกรรม หรือ การได้รับยาที่ยับยั้งการทำงานของโปรตีนดังกล่าว มีการศึกษาพบว่าความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีนที่สร้างโปรตีนขนส่ง รวมทั้งยีนโซลูท แคริเออร์ แฟมิลี 29 เมมเบอร์ 4 (SLC29A4) single-nucleotide polymorphism rs3889348 ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากอัลลีล A เป็นอัลลีล G มีความเกี่ยวข้องกับภาวะ metformin intolerance ในหลายๆกลุ่มประชากร วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายของลักษณะทางพันธุกรรมของยีน SLC29A4 single-nucleotide polymorphism rs3889348 กับผลข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากยาเมทฟอร์มินในผู้ป่วยเบาหวานชาวไทย วิธีดำเนินการวิจัย เป็นการศึกษาในรูปแบบ cross-sectional case-control ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ระหว่างปี 2564-2568 โดยจะแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่ม metformin intolerance ซึ่งหมายถึงกลุ่มผู้ป่วยที่หยุดยา หรือลดขนาดยาเมทฟอร์มิน เนื่องจากอาการข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากการใช้ยาเมทฟอร์มิน ภายใน 6 เดือนหลังจากเริ่มใช้ยา และ 2) กลุ่ม metformin tolerance หมายถึงกลุ่มผู้ป่วยที่สามารถรับประทานยาเมทฟอร์มินได้ในขนาด ≥2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนโดยไม่เกิดอาการข้างเคียงของระบบทางเดินอาหาร การเปลี่ยนแปลงลำดับนิวคลิโอไทด์ที่ตำแหน่ง rs3889348 ของยีน SLC29A4 จากอัลลีล A เป็นอัลลีล G ถูกตรวจสอบโดยวิธี Sanger Sequencing และทำการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางพันธุกรรมดังกล่าวกับการเกิดผลข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากยาเมทฟอร์มิน ผลการศึกษา การศึกษานี้ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยทั้งหมด 233 ราย โดยแบ่งออกเป็น 2 …


การคาดการณ์ผลการรักษาภาวะลิ้นหัวใจไมทรัลตีบจากโรครูมาติค ด้วยวิธีการใช้บอลลูนถ่างขยาย โดยการใช้คะแนนประเมินจากการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงของฟิลิปปินส์, วิศรุต สกุลภาพทอง Jan 2024

การคาดการณ์ผลการรักษาภาวะลิ้นหัวใจไมทรัลตีบจากโรครูมาติค ด้วยวิธีการใช้บอลลูนถ่างขยาย โดยการใช้คะแนนประเมินจากการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงของฟิลิปปินส์, วิศรุต สกุลภาพทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินความไวและความจำเพาะของระบบคะแนนใหม่ของศูนย์หัวใจแห่งประเทศฟิลิปปินส์ (PHC) ในการทำนายความสำเร็จของการทำ PTMC ในผู้ป่วยลิ้นหัวใจไมตรัลตีบจากไข้รูมาติก ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เปรียบเทียบกับคะแนน Wilkins แบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบกราฟ receiver operating characteristic (ROC) ของทั้งสองระบบคะแนน วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยที่มีภาวะลิ้นหัวใจไมตรัลตีบจากไข้รูมาติก ซึ่งได้รับการทำ PTMC จนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 โดยมีการทบทวนภาพคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจเพื่อกำหนดคะแนน Wilkins และ PHC ก่อนเก็บข้อมูลผลลัพธ์ของหัตถการเพื่อนำมาวิเคราะห์ทางสถิติ ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยรวมทั้งสิ้น 186 รายเข้าร่วมในการศึกษา ผลการศึกษาพบว่าคะแนน Wilkins มีความไว 65.4% และความจำเพาะ 67.8% ในขณะที่คะแนน PHC มีความจำเพาะสูงกว่า (84.7%) แต่ความไวต่ำกว่า (57.5%) การวิเคราะห์ ROC พบว่าคะแนน PHC มีค่า C-statistic สูงกว่าที่ 0.755 เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนน Wilkins ที่ 0.682 สรุป: คะแนน PHC แบบใหม่มีความจำเพาะสูงกว่าคะแนน Wilkins แบบดั้งเดิม แม้ว่าความไวจะต่ำกว่าเล็กน้อย นอกจากนี้ คะแนน PHC ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำนายผลลัพธ์ของการทำ PTMC ได้ดีกว่าคะแนน Wilkins


การศึกษาว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดเอสทียกของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนหน้าที่มีภาวะช็อกที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊มมีผลการรักษาที่ดีกว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดอื่นที่มีภาวะช็อกที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊มหรือไม่?, โสวิชญา ปานทอง Jan 2024

การศึกษาว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดเอสทียกของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนหน้าที่มีภาวะช็อกที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊มมีผลการรักษาที่ดีกว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดอื่นที่มีภาวะช็อกที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊มหรือไม่?, โสวิชญา ปานทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ: ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีภาวะช็อคจากหัวใจถือเป็นภาวะที่รุนแรง ในปัจจุบันตาม แนวทางมาตรฐานเวชปฏิบัติไม่แนะนำให้ใช้เครื่องบอลลูนปั๊มเป็นประจำในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อคจากหัวใจจากภาวะดังกล่าว อย่างไรก็ตามเครื่องบอลลูนปั๊มยังเป็นอุปกรณ์ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในเวชปฏิบัติ การศึกษานี้จึงทำเพื่อศึกษาว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดเอสทียกของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนหน้าที่มีภาวะช็อกที่ ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊มมีผลการรักษาที่ดีกว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดอื่นที่มีภาวะช็อกที่ได้รับการ รักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊มหรือไม่ วิธีวิจัย: ทำการศึกษาแบบทบทวนย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยในของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยเก็บข้อมูลผู้ป่วยโรคภาวะ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีภาวะช็อคจากหัวใจที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊ม ตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 ถึง 31 ธันวาคม 2567 โดยวิเคราะห์ชนิดของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดเอสทียกของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนหน้า กับชนิดอื่น เพื่อศึกษาอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาล และ อัตราการเสียชีวิตที่ 30 วัน รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่น ได้แก่ ภาวะ เลือดออก, ติดเชื้อ, ภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ตำแหน่งต่างๆ รวมถึงผลข้างเคียงต่อไต โดยใช้ข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วยที่เข้า รับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในช่วงเวลาดังกล่าว ผลการศึกษา: ในผู้ป่วย 353 ราย (อายุเฉลี่ย 69.5 ± 11.9 ปี เป็นเพศชาย 68.3%) ที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊ม พบว่าอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันบริเวณผนังด้านหน้า 120 ราย (34%) ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดอื่นร่วมกับภาวะช็อกจากหัวใจที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊ม (OR 1.37,95% CI 0.87-2.16, p= 0.173) แม้ว่าจะทำกาารวิเคราะห์โดยการยกเว้นผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีภาวะแทรกซ้อนทางกลไกก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ ด้านอัตราเสียชีวิตในโรงพยาบาล(OR 1.096, 95% CI 0.663-1.809, p= 0.72) นอกจากนี้ยังไม่พบความแตกต่างในอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันระหว่างทั้งสองกลุ่ม (OR 1.35, 95% CI 0.84-2.17, p= 0.22) สรุป: ในผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันร่วมกับภาวะช็อกจากหัวใจที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊ม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในผลลัพธ์ทางคลินิกระหว่างกลุ่มที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่บริเวณผนังหัวใจส่วนหน้ากับกลุ่มที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันรูปแบบอื่น ผลการศึกษานี้อาจบ่งชี้ว่าประสิทธิภาพของเครื่องบอลลูนปั๊มไม่ได้รับอิทธิพลจากชนิดของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม เนื่องจากปัจจัยที่ทำนายประสิทธิภาพของเครื่องบอลลูนปั๊มยังคงไม่ชัดเจน


Local Diagnostic Reference Level At Nuclear Medicine Centers In Thailand And Myanmar, Yin Moe Aye Jan 2024

Local Diagnostic Reference Level At Nuclear Medicine Centers In Thailand And Myanmar, Yin Moe Aye

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Diagnostic reference level (DRL) has been an effective and practical tool in the optimization of radiation protection in medical exposure to patients. Local DRL represents the median value, or 50th percentile, of the quantity distribution of common nuclear medicine examinations. This study aims to establish LDRL at NM centers in Thailand and Myanmar. Methods: The demographic data of adult patients with body weight 45-75kg, radiation metric parameters including radiopharmaceutical administered activity (MBq), Volumetric CT dose index (CTDIvol, mGy), dose length product (DLP, mGy. cm), and scan length (cm), of SPECT, SPECT/CT, and PET/CT imaging were retrospectively collected from January 2023 …


การศึกษาภาวะหมดไฟ พื้นที่ชีวิตการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพนักงานในสถานประกอบการ ประเทศไทย, อินทุอร หงษ์ศิริ Jan 2024

การศึกษาภาวะหมดไฟ พื้นที่ชีวิตการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพนักงานในสถานประกอบการ ประเทศไทย, อินทุอร หงษ์ศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลุ่มอาการหมดไฟในการทำงาน (Burn-out Syndrome) และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง (รวมถึงปัจจัยในพื้นที่การทำงาน) ในกลุ่มพนักงานของกลุ่มเอทานอลในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอ้อยในประเทศไทย ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมผ่านแบบสอบถามออนไลน์ในเดือนกรกฎาคม 2567 จากพนักงานทั้ง 446 คนทั้งในสำนักงานในกรุงเทพมหานครและโรงงานในต่างจังหวัด โดยไม่มีการสุ่มตัวอย่าง (อัตราการตอบกลับคือ 88.7% หรือ n=390) แบบสอบถามประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านงาน ปัจจัยด้านพื้นที่ชีวิตการทำงาน และแบบประเมินภาวะหมดไฟในการทำงาน (MBI-GS) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วย การวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตัวแปรสองตัว และ การวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ ผลการศึกษาพบว่า พนักงานมีความชุกของภาวะหมดไฟในการทำงานร้อยละ 11.3 ปัจจัยที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ประกอบด้วย ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางลบ ได้แก่ ความสัมพันธ์ของครอบครัวระดับดีหรือดีมาก (OR = 0.37, 95%CI: 0.14 - 0.99) และการนอนหลับมากกว่าหรือเท่ากับ 7 ชั่วโมงต่อวัน (OR = 0.35, 95%CI: 0.15 - 0.82) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวก ได้แก่ มีโรคทางจิตเวช (OR = 8.24, 95%CI: 1.25 - 54.56) และจำนวนชั่วโมงในการทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน (OR = 4.35, 95%CI: 1.49 -12.67) นอกจากนี้ ความไม่สอดคล้องกันในหกด้านของพื้นที่ชีวิตการทำงานมีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการหมดไฟอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบด้วยด้านภาระงาน (OR = 3.23, 95% CI: 1.35 - 7.70) ด้านการควบคุม (OR = 8.01, 95% CI: 3.11 - 20.63) ด้านรางวัล (OR = 19.72, 95% CI: …


A Retrospective Descriptive Study Of Unit Costs Associated With Mechanical Ventilator Use In General Medical Wards, Sunarida Munketwit Jan 2024

A Retrospective Descriptive Study Of Unit Costs Associated With Mechanical Ventilator Use In General Medical Wards, Sunarida Munketwit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background and Purpose: Due to shortages of intensive care unit (ICU) beds, mechanical ventilators are increasingly used in general medical wards, potentially raising hospitalization costs. This study evaluates the daily ventilator cost (unit costs) in general medical wards.Methods: Patients on mechanical ventilator admitted to the general medical ward at King Chulalongkorn Memorial Hospital, Thailand (January 2020-December 2024) were included, excluding home ventilators users. Data from electronic medical records included baseline characteristics (age, gender and physical status), comorbidities, principle diagnosis, parameters of severity scores, hospital costs, length of stays, mortality, re-intubation, ventilator-associated pneumonia (VAP) and tracheostomy.Results: A total of 1,097 patients …


ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในนักเรียนแพทย์ทหาร, ศุภวิชญ์ แสงอุดม Jan 2024

ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในนักเรียนแพทย์ทหาร, ศุภวิชญ์ แสงอุดม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในนักเรียนแพทย์ทหารไทย โดยเป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวางที่เก็บข้อมูลจากนักเรียนแพทย์ทหารชั้นปีที่ 2 ถึง 6 จำนวน 406 คน ผ่านแบบสอบถาม Thai Mental Health Literacy Scale (TMHLS) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ผลการศึกษาพบว่าระดับคะแนนเฉลี่ยของความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตอยู่ในระดับปานกลาง (119.05 ± 11.07) โดยมีมิติการตระหนักรู้ปัญหาสุขภาพจิตในระดับสูง ขณะที่ความรู้เกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือ การดูแลตนเอง การค้นหาข้อมูล และทัศนคติต่อการเข้ารับบริการสุขภาพจิตอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ นักเรียนแพทย์ชั้นปีที่สูงกว่ามีคะแนนสูงกว่าชั้นปีที่ต่ำกว่า (p < 0.001) นักเรียนเพศหญิงมีคะแนนสูงกว่าเพศชาย (p < 0.001) นักเรียนที่อยู่กับเพื่อนมีคะแนนต่ำกว่าผู้ที่อยู่คนเดียว (p = 0.005) ผู้ที่เคยเรียนวิชาจิตเวชศาสตร์และอ่านหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพจิตมีคะแนนสูงกว่าผู้ที่ไม่เคยเรียนหรืออ่านหนังสือดังกล่าว (p < 0.001) นอกจากนี้ นักเรียนที่เคยมีเพื่อนหรือคนใกล้ชิดที่เจ็บป่วยทางจิตมีคะแนนสูงกว่าผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ดังกล่าว (p < 0.001) จากผลการศึกษานี้ ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรด้านสุขภาพจิตที่มีโครงสร้างชัดเจน เพื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตในนักเรียนแพทย์ โดยควรเน้นการลดการตีตราพัฒนาทัศนคติที่ดีและสนับสนุนพฤติกรรมการรับรู้หรือขอความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม


ความสัมพันธ์ระหว่างค่าการแข็งตัวของเลือด ค่าการสลายลิ่มเลือด และค่าการอักเสบกับกลุ่มอาการหลังลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด, วรปภัส เฉลิมสุวิวัฒนาการ Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างค่าการแข็งตัวของเลือด ค่าการสลายลิ่มเลือด และค่าการอักเสบกับกลุ่มอาการหลังลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด, วรปภัส เฉลิมสุวิวัฒนาการ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ: กลุ่มอาการหลังลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด (post thrombotic syndrome, PTS) เป็น ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย ร้อยละ 20-50 หลังลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำที่ขา (deep vein thrombosis,DVT) มีบางการศึกษาที่พบความสัมพันธ์ของค่าการแข็งตัวของเลือดและการอักเสบที่สูงขึ้นกับการเกิดPTS อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษาความสัมพันธ์ของของการสลายลิ่มเลือดที่อุดตันได้ช้า กับการเกิด PTSวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างPTSโดยใช้ Villaltascoreกับ กระบวนการแข็งตัวของเลือดใช้ค่า D–dimer,กระบวนการสลายลิ่มเลือดโดยใช้ค่า ELTและกระบวนการอักเสบใช้ค่า hs-CRPวัสดุและวิธีการ: ผู้ป่วยลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดที่ขา ที่ได้รับการรักษา ทานหรือฉีดยาละลายลิ่มเลือดที่แผนกผู้ป่วยนอกโลหิตวิทยา ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในปี 2567ได้รับการ เก็บข้อมูลปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยเสี่ยง ตรวจร่างกายประเมิน Villatascaleและเจาะเลือดเพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการ ELT,D-dimer,hs-CRP และ ตรวจ Dopplerultrasoundประเมิน residual thrombosisผลการศึกษา: จากการศึกษาที่จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง (cross-sectionalstudy) จำนวนผู้ป่วยที่ศึกษาทั้งหมด 104คน ค่าเฉลี่ยอายุ อยู่ที่ 56ปี (ช่วงอายุ 41-71 ปี) ค่ามัธยฐานการตรวจติดตาม อยู่ที่ 41.5เดือนหลังจากเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด (8.5–84เดือน)ผู้ป่วยเพศหญิงร้อยละ 52 ได้ยาวอร์ฟาริน, direct oral anticoagulant และ low molecular weight heparin ร้อยละ 56.7, 36.5 และ 6.7 ตามลำดับ พบ PTS 88 คน (84.6%) ความรุนแรงน้อย, ปานกลาง และมากร้อยละ 21.1,49% และ 14.4 ตามลำดับ ค่า ELTในกลุ่มPTSความรุนแรงปานกลาง/มาก ยาวกว่ากลุ่มไม่รุนแรง/รุนแรงน้อยอย่างมีนัยสำคัญ (273Vs.237นาที ตามลำดับ,P (1.80vs. 1.65 mg/dl ตามลำดับ; P = 0.838) สรุป :ภาวะการสลายลิ่มเลือดช้า และภาวะการแข็งตัวของเลือดมากเกินไป มีความสัมพันธ์กับ …


The Predictive Value Of A Positive T-Wave In Avr For The Diagnosis Of Ischemic Etiology In Patients With Cardiomyopathy, Warradit Srisuwanwattana Jan 2024

The Predictive Value Of A Positive T-Wave In Avr For The Diagnosis Of Ischemic Etiology In Patients With Cardiomyopathy, Warradit Srisuwanwattana

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Ischemic cardiomyopathy (ICM) is a major contributor to left ventricular (LV) dysfunction, and differentiating it from non-ischemic causes is crucial for accurate diagnosis and appropriate management. While cardiac MRI remains the gold standard for diagnosing ICM, the presence of a positive T wave in lead aVR on electrocardiogram (ECG) has been proposed as a potential diagnostic marker. However, the diagnostic utility of this T wave for identifying ischemic cardiomyopathy based on cardiac MRI as the reference standard, remains uncertain. Objectives: The objective of this study was to evaluate the diagnostic accuracy of a positive T wave in lead aVR …


การวิเคราะห์ต้นทุนประสิทธิผลของการรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ แพร่กระจายที่มียีนราสไวด์ไทป์และไม่สามารถผ่าตัดได้ระหว่างการใช้ยากลุ่มแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ในขนานที่ 3 เปรียบเทียบกับขนานที่ 1, วิทยา สีลาผอง Jan 2024

การวิเคราะห์ต้นทุนประสิทธิผลของการรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ แพร่กระจายที่มียีนราสไวด์ไทป์และไม่สามารถผ่าตัดได้ระหว่างการใช้ยากลุ่มแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ในขนานที่ 3 เปรียบเทียบกับขนานที่ 1, วิทยา สีลาผอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ การใช้ยากลุ่มแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ร่วมกับเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจายที่มียีนราสไวด์ไทป์และไม่สามารถผ่าตัดได้ช่วยเพิ่มระยะเวลาการรอดชีวิตได้ทั้งในขนานที่หนึ่งหรือขนานต่อมา แต่อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้สามารถเบิกจ่ายได้เฉพาะในขนานที่สาม ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาต้นทุนประสิทธิผลของการใช้ยานี้ในบริบทประเทศไทย วิธีดำเนินการวิจัย วิเคราะห์ต้นทุนประสิทธิผลในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจายที่มียีนราสไวด์ไทป์และไม่สามารถผ่าตัดได้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทยในช่วงปี พ.ศ. 2561-2565 วัตถุประสงค์หลักเปรียบเทียบการใช้ยากลุ่มแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ในขนานที่ 3 เปรียบเทียบกับขนานที่ 1 วัตถุประสงค์รองเปรียบเทียบการใช้ยากลุ่มแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์กับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ยากลุ่มแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ โดยมีพดานเกณฑ์ความเต็มใจที่จะจ่ายที่กำหนด คือ 160,000 บาท/ปี ผลการวิจัย ช่วงปีพุทธศักราช 2561-2565 จำนวนผู้ป่วยทั้งหมดที่เข้าเกณฑ์ 117 ราย ปีสุขภาวะที่เพิ่มขึ้นเท่ากับ 1.72 และ 1.36 ในกลุ่มที่ได้รับยาแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ในขนานที่ 3 และขนานที่ 1 ตามลำดับ ค่ามัธยฐานจำนวนรอบของการให้ยาแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ คือ 9 และ 11 ตามลำดับ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดคือ 2,157,890 บาทและ 1,501,807 บาทตามลำดับ พบว่าค่าอัตราส่วนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อปีสุขภาวะเท่ากับ 1,797,488 บาท/ปีสุขภาวะที่เพิ่มขึ้น ปีสุขภาวะที่เพิ่มขึ้นเท่ากับ 1.59 และ 1.18 ในกลุ่มที่ได้รับยาแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์และกลุ่มที่ไม่ได้รับยาตามลำดับ ค่าอัตราส่วนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อปีสุขภาวะเท่ากับ 2,953,685 บาท/ปีสุขภาวะที่เพิ่มขึ้น สรุปผลการวิจัย แม้ว่าการวิเคราะห์ต้นทุนประสิทธิผลโดยใช้ข้อมูลในชีวิตจริงจะพบว่าการใช้ยาแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจายที่ไม่สามารถผ่าตัดได้และมียีนราสไวด์ไทป์ ขนานที่ 3 เทียบกับขนานที่ 1 ไม่คุ้มค่า แต่ด้วยข้อจำกัดสำคัญหลายประการ ประกอบกับค่าเฉลี่ยจำนวนการใช้ยาแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ที่น้อยกว่า แต่ให้ปีสุขภาวะที่เพิ่มขึ้น (QALY) มากกว่า การให้ยาแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ในขนานที่ 3 ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าขนานที่ 1 ในสภาวการณ์ปัจจุบัน


ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเมาเรือของกำลังพลประจำเรือ กองทัพเรือไทย, ลีลาวดี เพ็งสุทธิ์ Jan 2024

ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเมาเรือของกำลังพลประจำเรือ กองทัพเรือไทย, ลีลาวดี เพ็งสุทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของการเมาเรือจากการทำงานและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านการทำงาน และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมกับการเกิดอาการเมาเรือในกำลังพลประจำเรือของกองทัพเรือไทย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยกำลังพลประจำเรือสังกัดกองเรือยุทธการ ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการผ่านแบบสอบถามที่ออกแบบเพื่อประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเมาเรือ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเชิงคุณภาพกับการเมาเรือดำเนินการโดยใช้การทดสอบไคสแควร์และการทดสอบฟิชเชอร์ ผลการวิจัยพบความชุกของการเมาเรือที่ร้อยละ 40.8 โดยปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) กับการเมาเรือ ได้แก่ การใช้ยาป้องกันการเมาเรือและคะแนนความไวรับต่อการ เมาเหตุเคลื่อนไหวที่สูงกว่า 11.3 สำหรับปัจจัยด้านการท างานและสิ่งแวดล้อม พบว่าขนาดของเรือ ระยะเวลาทำงานเฉลี่ยต่อวัน ตำแหน่งของห้องนอน และสภาพอากาศที่มีพายุขณะเดินเรือ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p < 0.05) กับการเกิดอาการเมาเรือ ดังนั้นจึงควรกำหนดนโยบายการคัดกรองและประเมินความเสี่ยง ต่อการเมาเรือสำหรับกำลังพลก่อนการปฏิบัติหน้าที่ พิจารณาใช้คะแนนความไวรับต่อการเมาเหตุเคลื่อนไหวใน การวางแผนมาตรการป้องกันและการมอบหมายหน้าที่ที่เหมาะสม จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและ จัดการการเมาเรือแก่กำลังพลอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในเรือเพื่อลดปัจจัยกระตุ้นการ เมาเรือ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและจัดการปัญหาการเมาเรือในกำลังพลประจำเรือของกองทัพเรือไทย


การศึกษาเปรียบเทียบระดับความขุ่นของกระจกตาในผู้ป่วยโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรมกับผู้ป่วยโรคคอเลสเตอรอลสูงที่ไม่ใช่โรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรม, ภาสุ หาญตระกูล Jan 2024

การศึกษาเปรียบเทียบระดับความขุ่นของกระจกตาในผู้ป่วยโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรมกับผู้ป่วยโรคคอเลสเตอรอลสูงที่ไม่ใช่โรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรม, ภาสุ หาญตระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: การวินิจฉัยและประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในโรคคอเลสเตอรอลสูงจากพันธุกรรม (Familial Hypercholesterolemia, FH) มีปัจจัยหลายประการมาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการสะสมไขมันที่กระจกตา (Arcus cornealis) ปัจจุบันการวัดค่าความขุ่นของกระจกตา (Corneal Densitometry, CD) เป็นวิธีเชิงปริมาณที่สามารถประเมินระดับความขุ่นของกระจกตาได้แม่นยำกว่าการวัดโดยวิธีตรวจร่างกาย อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาที่เปรียบเทียบค่าความขุ่นของกระจกตาในผู้ป่วย FH และไม่ใช่ FH หรือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าความขุ่นกระจกตากับระดับ LDL-C ในเลือด วัตถุประสงค์: ศึกษาเปรียบเทียบระดับความขุ่นของกระจกตาจากการสะสมของไขมัน โดยการวัด corneal densitometry ในผู้ป่วย FH เปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ใช่ FH และ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความขุ่นของกระจกตาในผู้ป่วยโรค FH และผู้ป่วยไม่ใช่ FH กับระดับ LDL-C ในเลือด วิธีการศึกษา: การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวางนี้ได้รวมดวงตาจำนวน 98 ดวงจากผู้ป่วย FH จำนวน 49 ราย และ 98 ดวงจากผู้ป่วยที่ไม่เป็น FH จำนวน 49 ราย ผลลัพธ์หลักของการศึกษานี้คือการเปรียบเทียบค่าความขุ่นของกระจกตา (CD) ระหว่างผู้ป่วยที่เป็น FH และไม่เป็น FH ผลลัพธ์รองคือความสัมพันธ์ระหว่างค่าความขุ่นของกระจกตากับระดับ LDL-C ในเลือด ผู้เข้าร่วมการศึกษาทุกคนได้รับการตรวจทางจักษุวิทยาและการถ่ายภาพกระจกตาด้วยเครื่อง Scheimpflug เพื่อตรวจวัดค่าความขุ่นของกระจกตา นอกจากนี้ จะทำการตรวจวัดระดับไขมันในเลือด ได้แก่ Total Cholesterol, Triglycerides, LDL-C และ HDL-C และทำการหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าความขุ่นของกระจกตากับ LDL-C ในเลือดโดยใช้ LDL-C burden ซึ่งทำการวิเคราะห์โดย Spearman’s correlation ผลการวิจัย:อัตราส่วนระหว่างเพศชายต่อเพศหญิงในกลุ่มผู้ป่วย FH และกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เป็น FH คือ 15/34 และ 12/37 รายตามลำดับ (P = 0.499) อายุเฉลี่ยของกลุ่มผู้ป่วย FH และกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เป็น FH อยู่ที่ 52 …


Evaluating Dosimetric Accuracy Of Aaa And Axb Algorithms In Lung Stereotactic Body Radiation Therapy, May Thu Htet Jan 2024

Evaluating Dosimetric Accuracy Of Aaa And Axb Algorithms In Lung Stereotactic Body Radiation Therapy, May Thu Htet

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The accuracy of dose calculation in heterogeneous media is heavily influenced by the choice of dose calculation algorithm. This study aimed to compare the dosimetric performance of the Anisotropic Analytical Algorithm (AAA) and Acuros XB (AXB) in stereotactic body radiotherapy (SBRT) for lung cancer. Twenty-four lung cancer patients were divided into two groups: free breathing (FB) and deep inspiration breath hold (DIBH). For each patient, three half-arc volumetric modulated arc therapy (VMAT) plans were generated using 6 MV flattening filter-free (FFF) beams, prescribing 50 Gy in five fractions to the planning target volume (PTV), using the Eclipse Treatment Planning System. …