Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medicine and Health Sciences Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2021

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 20701 - 20730 of 21392

Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences

Genetic Diversity And Distribution Of Tilapia Lake Virus In Fish Polyculture System In Bangladesh, Partho Pratim Debnath Jan 2021

Genetic Diversity And Distribution Of Tilapia Lake Virus In Fish Polyculture System In Bangladesh, Partho Pratim Debnath

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Tilapia is the world's second most important farmed fish species, following carp. Bangladesh is the world's fourth-largest tilapia producer and has largely adopted fish polyculture. Few research on factors associated with mortality and economic losses following such deaths have been undertaken in Bangladesh due of its perceived hardiness. Tilapia lake virus (TiLV) is an emerging pathogen in aquaculture, reportedly affecting farmed tilapia in 16 countries across multiple continents. Following an early warning in 2017 that TiLV could be widespread, we surveyed 565 tilapia farms in 15 of Bangladesh's most important tilapia-producing districts using online tilapia epidemiology and health economics survey …


Anti-Inflammatory Efficacy Of New Zealand Green-Lipped Mussel Extract In Canine Chronic Stifle Osteoarthritis Monitoring By Thermographic Imaging, Supakit Vilaisuntornkiat Jan 2021

Anti-Inflammatory Efficacy Of New Zealand Green-Lipped Mussel Extract In Canine Chronic Stifle Osteoarthritis Monitoring By Thermographic Imaging, Supakit Vilaisuntornkiat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to compare the anti-inflammatory effect of the NZGLM and placebo in patients with cranial cruciate ligament disease using thermographic imaging. This study evaluated the temperature from thermographic imaging to measure the reduce of inflammation. This study included 52 dogs with cranial cruciate disease and medial patellar luxation. All dogs were divided into 2 group that was group A and group B. The temperature at day 0 were 99.60 °F in group A and 99.07 °F in group B. The temperature at 4th week were 97.09 °F in group A and 99.02 °F in group B. The result …


ผลของการวางแผนจำหน่ายและดูแลต่อเนื่องผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะหลังเฉียบพลัน ต่อความพึงพอใจในบริการพยาบาล คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และความพึงพอใจในงานของพยาบาล, เพ็ญนภา สมสุขจีระวัฒน์ Jan 2021

ผลของการวางแผนจำหน่ายและดูแลต่อเนื่องผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะหลังเฉียบพลัน ต่อความพึงพอใจในบริการพยาบาล คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และความพึงพอใจในงานของพยาบาล, เพ็ญนภา สมสุขจีระวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของการวางแผนจำหน่ายและดูแลต่อเนื่องผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะหลังเฉียบพลัน ต่อความพึงพอใจในบริการพยาบาล คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และความพึงพอใจในงานของพยาบาล กลุ่มตัวอย่างมี 2 กลุ่มคือ 1) ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะหลังเฉียบพลันที่รักษาในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 30 คน วัดผลหลังการทดลอง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม 15 คน และกลุ่มทดลอง 15 คน กลุ่มทดลองได้รับการวางแผนจำหน่ายและดูแลต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการวางแผนจำหน่ายตามปกติ 2) พยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟูโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 9 คน ศึกษาแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) โปรแกรมการวางแผนจำหน่าย 2) โครงการอบรมเรื่องการวางแผนจำหน่ายและดูแลต่อเนื่องเพื่อการพยาบาลที่มีคุณภาพ 3) แผนการสอนสำหรับพยาบาล 4) คู่มือการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล 5) แบบสรุปการวางแผนจำหน่ายเพื่อการดูแลต่อเนื่อง 6) แบบสอบถามความพึงพอใจในบริการพยาบาล 7) แบบสอบถามคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 8) แบบสอบถามความพึงพอใจในงานของพยาบาล เครื่องมือการวิจัยทั้งหมดได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน แบบสอบถามความพึงพอใจในบริการพยาบาล แบบสอบถามคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและแบบสอบถามความพึงพอใจในงานของพยาบาล มีค่าความเที่ยง เท่ากับ .98, .94 และ .95 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ Nonparametric Test ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะหลังเฉียบพลันที่ได้รับการวางแผนจำหน่ายและดูแลต่อเนื่องมีความพึงพอใจในบริการพยาบาลสูงกว่าการใช้การวางแผนจำหน่ายแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 2. ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะหลังเฉียบพลันที่ได้รับการวางแผนจำหน่ายและดูแลต่อเนื่องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าการใช้การวางแผนจำหน่ายแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจในงานของพยาบาลหลังใช้การวางแผนจำหน่ายและดูแลต่อเนื่องสูงกว่าก่อนใช้การวางแผนจำหน่ายและดูแลต่อเนื่อง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05


ผลของการให้คำปรึกษาครอบครัวต่อพฤติกรรมการรับประทานยา ตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้แอลกอฮอล์, กุลยาณิชพงศ วงหนูพะเนาว์ Jan 2021

ผลของการให้คำปรึกษาครอบครัวต่อพฤติกรรมการรับประทานยา ตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้แอลกอฮอล์, กุลยาณิชพงศ วงหนูพะเนาว์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบกึ่งทดลอง ศึกษาหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้แอลกอฮอล์ หลังวัดซ้ำที่ 1 สัปดาห์ และ 1 เดือน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้แอลกอฮอล์ที่รับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลนางรอง ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ และครอบครัว จำนวน 20 ครอบครัว โดยจับคู่ให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันได้แก่เป็นผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้แอลกอฮอล์และครอบครัวซึ่งเป็นผู้ดูแลหลัก กลุ่มทดลองได้รับการให้คำปรึกษาครอบครัว เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) การให้คำปรึกษาครอบครัว 2) แบบประเมินพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษา 3) แบบประเมินอาการทางจิต: BPRS 4) แบบวัดความอยากดื่มแอลกอฮอล์: OCDS เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ.80, .86 และ.94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ One-way Repeated Measure ANOVA. ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ พฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้แอลกอฮอล์ หลังติดตามที่ 1 สัปดาห์ และ 1 เดือน มีพฤติกรรมการรับประทานยาตามเกณฑ์การรักษาสูงกว่าก่อนได้รับการให้คำปรึกษาครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของการให้ข้อมูลและการใช้น้ำมันหอมระเหยต่อความวิตกกังวล ของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง, จารุณี ลาบานา Jan 2021

ผลของการให้ข้อมูลและการใช้น้ำมันหอมระเหยต่อความวิตกกังวล ของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง, จารุณี ลาบานา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการให้ข้อมูลและน้ำมันหอมระเหยต่อความวิตกกังวลในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้องในระยะก่อนผ่าตัด หลังผ่าตัดและก่อนกลับบ้านตามแนวคิดการให้ข้อมูลเพื่อให้ผู้ป่วยพร้อมที่จะเผชิญเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยใช้ทฤษฏีการปรับตนเองของ Leventhal และแนวคิดน้ำมันหอมระเหย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีอายุระหว่าง 18-59 ปี ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง ณ. โรงพยาบาลตำรวจ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 22 คน โดยจับคู่ อายุ เพศ โรคทางระบบย่อยอาหาร กลุ่มทดลองได้รับการให้ข้อมูลและการใช้น้ำมันหอมระเหย โดยเนื้อหาของข้อมูลที่ให้เป็นข้อมูลในระยะก่อนผ่าตัด หลังผ่าตัดและก่อนกลับโดยใช้คู่มือการปฎิบัติตัวสำหรับผู้ที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้องที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ความวิตกกังวลใช้แบบประเมินความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ (The State Anxiety Inventory [STAI] Form Y) มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้เท่ากับ 0.71 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ One Way Repeated Measures Anova ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลและการใช้น้ำมันหอมระเหย ในระยะหลังผ่าตัด ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลและการใช้น้ำมันหอมระเหย ในระยะก่อนผ่าตัดและระยะก่อนกลับบ้าน ไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ (P > .05) การให้ข้อมูลและการใช้น้ำมันหอมระเหย สามารถลดความวิตกกังวล ของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง ในระยะหลังผ่าตัด ได้ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ ส่วนในระยะก่อนผ่าตัดและก่อนกลับบ้าน พบว่าไม่แตกต่างจากผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ


ผลของโปรแกรมการจัดการความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัดต่อภาวะกระวนกระวายหลังฟื้นจากการดมยาสลบของเด็กวัยก่อนเรียน, ฐิติมา วีระบุรุษ Jan 2021

ผลของโปรแกรมการจัดการความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัดต่อภาวะกระวนกระวายหลังฟื้นจากการดมยาสลบของเด็กวัยก่อนเรียน, ฐิติมา วีระบุรุษ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงทดลองเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัดต่อภาวะกระวนกระวายหลังฟื้นจากการดมยาสลบของเด็กวัยก่อนเรียนหลังการผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือเด็ก อายุ 2 ปี ถึง 6 ปี ที่เข้ารับการผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์และ/หรือต่อมทอนซิล ภายใต้ยาดมสลบซีโวฟลูเรน ที่รับไว้ในแผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลตติยภูมิจำนวน 44 คน สุ่มแบบง่ายเพื่อแบ่งเป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัด กลุ่มละ 22 ราย เครื่องมือวิจัยคือ โปรแกรมการจัดการความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัด โดยใช้แนวคิดของ child life services แนวคิดการเบี่ยงเบนความสนใจ ร่วมกับวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสังเกตภาวะกระวนกระวายหลังฟื้นจากการดมยาสลบ และแบบตรวจสอบรายการของกิจกรรมการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติบรรยาย สถิติทดสอบที (t-test) สถิติทดสอบไคสแควร์และไคสแควร์ของเยตส์ (Chi-square with Yates correction) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. การเกิดภาวะกระวนกระวายหลังฟื้นจากการดมยาสลบของเด็กวัยก่อนเรียน กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัดน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. การเกิดภาวะกระวนกระวายที่มีความรุนแรงหลังฟื้นจากการดมยาสลบของเด็กวัยก่อนเรียน กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยให้นวัตกรรมการพยาบาลเพื่อการเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจสำหรับเด็กวัยก่อนเรียนก่อนเข้ารับการผ่าตัดที่มีประสิทธิภาพในการลดภาวะกระวนกระวายหลังฟื้นจากการดมยาสลบ


อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ช่วงพุทธศักราช 2565-2569, นครินทร์ กมณีย์ Jan 2021

อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ช่วงพุทธศักราช 2565-2569, นครินทร์ กมณีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ช่วงพุทธศักราช 2565-2569 โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบ Ethnographic Delphi Futures Research (EDFR) ผู้ให้ข้อมูลคือผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 20 คน ประกอบด้วย กลุ่มที่ทำงานระดับนโยบายและการวางแผน หรือสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล จำนวน 2 คน กลุ่มผู้บริหารทางการพยาบาล โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จำนวน 8 คน กลุ่มผู้บริหารในองค์กรวิชาชีพ จำนวน 4 คนและกลุ่มอาจารย์พยาบาล สาขาการบริหารการพยาบาล จำนวน 6 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 รอบ คือ รอบที่ 1 การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ช่วงพุทธศักราช 2565-2569 รอบที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างเป็นแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าแนวโน้มความสำคัญของอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ช่วงพุทธศักราช 2565-2569 และรอบที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบที่ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ จัดทำแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็น เพื่อสรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ช่วงพุทธศักราช 2565-2569 ประกอบด้วย 8 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านกลยุทธ์ขององค์การ ได้แก่ การพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ สร้างเครือข่ายระดับนานาชาติ และ การสร้างอัตลักษณ์ของพยาบาล 2) ด้านโครงสร้างองค์การ ได้แก่ การกระจายอำนาจให้มากขึ้นเพื่อให้สามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น 3) ด้านระบบปฏิบัติงาน ได้แก่ การสร้างศูนย์นวัตกรรมและความเป็นเลิศทางการพยาบาล เป็นแหล่งวิชาการให้กับบุคลากรและประชาชนทั่วไป 4) ด้านการจัดการทรัพยากรทางการพยาบาล ได้แก่ การคัดเลือกบุคลากร การพัฒนาบุคลากรระดับปฏิบัติงาน ระดับผู้บริหารและการธำรงรักษาบุคลากร 5) ด้านรูปแบบการบริหารจัดการ ได้แก่ การออกแบบการบริหารงานในรูปแบบโครงการ เพื่อให้การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น 6) ด้านรูปแบบการบริการ ได้แก่ การพัฒนาศูนย์ความเชี่ยวชาญทางการพยาบาลที่สอดคล้องกับศูนย์ความเชี่ยวชาญของโรงพยาบาล 7) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ …


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความเครียดในผู้ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม, ปวีณา ทักษิณาเจนกิจ Jan 2021

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความเครียดในผู้ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม, ปวีณา ทักษิณาเจนกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ระดับความเครียดของผู้ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อมและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง เพศ ความสัมพันธ์ต่างเกื้อกูลกับผู้สูงอายุ ชั่วโมงในการดูแล คุณภาพการนอนหลับ ความสอดคล้องในการมองโลก อารมณ์ขัน กับความเครียดในผู้ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม กลุ่มตัวอย่างคือ คือผู้ดูแลหลักที่มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเพศชายและเพศหญิงที่ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองเสื่อมระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และมารับการตรวจติดตามผลการรักษา ณ คลินิกผู้สูงอายุ แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 2 แห่ง จำนวน 120 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบหลายขั้นตอน เครื่องมือในการเก็บข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดภาระในการดูแลของผู้ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม แบบประเมินการนอนหลับของผู้ดูแล แบบวัดอารมณ์ขันหลายมิติ แบบสอบถามความสัมพันธ์ต่างเกื้อกูลระหว่างผู้สูงอายุและญาติผู้ดูแล และแบบประเมินทดสอบความสอดคล้องในการมองโลก ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าความตรงตามเนื้อหาของแบบสอบถามเท่ากับ 1 , 0.96 , 1 , 0.99 และ 0.98 ตามลำดับและมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.89, 0.97, 0.95, 0.91 และ 0.83 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ระดับความเครียดของผู้ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อมโดยรวมคือ ไม่มีภาวะเครียด คิดเป็นร้อยละ 51.7 2. เพศ ไม่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของผู้ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม โดยในเพศชายและเพศหญิงมีความเครียดโดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3. ปัจจัยความสัมพันธ์ต่างเกื้อกูลกับผู้มีภาวะสมองเสื่อม และ ความสอดคล้องในการมองโลก มีความสัมพันธ์กับภาวะความเครียดของผู้ดูแล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.001 (r= - 0.598, p<0.001) และ (r= - 0.246, p=0.001) ตามลำดับ 4. ชั่วโมงในการดูแล และ คุณภาพการนอนหลับ ไม่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของผู้ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม (p= 0.132 และ 0.790 ตามลำดับ) 5. อารมณ์ขัน มีความสัมพันธ์กับภาวะความเครียดของผู้ดูแลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.001


การศึกษาความฉลาดทางวัฒนธรรมของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลทั่วไป สังกัดกระทรวงสาธารณสุข, ปิยรัตน์ ธีระเวชชวงศ์ Jan 2021

การศึกษาความฉลาดทางวัฒนธรรมของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลทั่วไป สังกัดกระทรวงสาธารณสุข, ปิยรัตน์ ธีระเวชชวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความฉลาดทางวัฒนธรรมของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลทั่วไป สังกัดกระทรวงสาธารณสุข และเพื่อเปรียบเทียบ ความฉลาดทางวัฒนธรรม จำแนกตาม อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน จำนวนผู้ป่วยต่างชาติ การได้รับการนิเทศ การฝึกอบรมการพยาบาลข้ามวัฒนธรรม กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 382 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามความฉลาดทางวัฒนธรรมของพยาบาลวิชาชีพใช้แนวคิดความฉลาดทางวัฒนธรรมของ Dyne et al (2012) และปรับให้เข้ากับบริบทพยาบาลวิชาชีพไทย ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ได้ค่า CVI= .89 และทดสอบความเที่ยงโดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามความฉลาดทางวัฒนธรรมของพยาบาลวิชาชีพ .97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. พบว่าความฉลาดทางวัฒนธรรมของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลทั่วไป สังกัดกระทรวงสาธารณสุข มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 5.27) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านพฤติกรรม (ค่าเฉลี่ย 5.45) รองลงมาคือ ด้านกระบวนการคิด (ค่าเฉลี่ย 5.42) และด้านแรงจูงใจ (ค่าเฉลี่ย 5.18) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ด้านความรู้ (ค่าเฉลี่ย 5.02) 2. พยาบาลวิชาชีพที่ดูแลจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่มีจำนวนต่างกัน ได้รับการนิเทศ และการฝึกอบรมการพยาบาลข้ามวัฒนธรรม ที่ต่างกัน มีความฉลาดทางวัฒนธรรมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนพยาบาลวิชาชีพที่มีอายุ ประสบการณ์การทำงาน ระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน มีความฉลาดทางวัฒนธรรมไม่แตกต่างกัน


ผลของการพยาบาลอย่างต่อเนื่องต่อพฤติกรรมการดูแลเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันของผู้ดูแล, พัชรพร คำภูมี Jan 2021

ผลของการพยาบาลอย่างต่อเนื่องต่อพฤติกรรมการดูแลเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันของผู้ดูแล, พัชรพร คำภูมี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดซ้ำ เพื่อศึกษาผลของการพยาบาลอย่างต่อเนื่องต่อพฤติกรรมการดูแลเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันของผู้ดูแลภายหลังจำหน่ายเด็กจากโรงพยาบาล 1 สัปดาห์และ 2 สัปดาห์ การพยาบาลอย่างต่อเนื่องนี้พัฒนามาจากโมเด็ลความต่อเนื่องในการดูแลของ Haggerty (Haggerty, et al., 2003) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี จำนวน 56 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการสุ่มเข้ากลุ่มอย่างเป็นระบบ ร่วมกับการจับคู่ด้วยระดับการศึกษาและประสบการณ์การดูแลเด็กโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันของผู้ดูแล ข้อมูลพฤติกรรมการดูแลถูกเก็บรวบรวมโดยแบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการดูแลเด็กของผู้ดูแลของ มลวิภา เสียงสุวรรณ (มลวิภา เสียงสุวรรณ, 2547) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลอย่างต่อเนื่องมีพฤติกรรมการดูแลเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติหลังจำหน่ายเด็กจากโรงพยาบาล 1 สัปดาห์และ 2 สัปดาห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม, พัชรินทร์ พรมโคตร Jan 2021

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม, พัชรินทร์ พรมโคตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านมและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา การสนับสนุนทางสังคม ความทุกข์ทรมานจากอาการ ความรอบรู้ทางสุขภาพ และความกลัวการกลับเป็นมะเร็งซ้ำ กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม โดยใช้กรอบแนวคิดความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของ Mishel & Braden (1988) เป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านมที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐระดับตติยภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบ คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม แบบสอบถามความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยฉบับชุมชนของมิเชล แบบประเมินความกลัวการกลับเป็นซ้ำของโรคมะเร็ง (ฉบับย่อ) แบบประเมินความรอบรู้ทางสุขภาพ แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินความทุกข์ทรมานจากอาการ ที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาและหาความเที่ยงจากแบบประเมินได้เท่ากับ .88, .90, .94, .91 และ .86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พิสัย และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านมมีความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X=69.04, S.D.=11.78) 2. ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์ทางลบกับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r= -.400) 3. ความทุกข์ทรมานจากอาการ และความกลัวการกลับเป็นมะเร็งซ้ำมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r= .324 และ .380 ตามลำดับ)


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการใช้ยากันชักของผู้ป่วยภายหลังได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมระบบประสาทและสมอง, วิภาดา มงคลเพ็ชร์ Jan 2021

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการใช้ยากันชักของผู้ป่วยภายหลังได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมระบบประสาทและสมอง, วิภาดา มงคลเพ็ชร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือในการใช้ยากันชักของผู้ป่วยภายหลังได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมระบบประสาทสมองระบบประสาทและสมอง และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ การรับรู้เกี่ยวกับการเจ็บป่วย การจัดการตนเอง ภาวะซึมเศร้า อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา การสนับสนุนทางสังคม กับความร่วมมือในการใช้ยากันชักของผู้ป่วยภายหลังได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมระบบประสาทและสมอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเพศชายและหญิง อายุ 18-59 ปี ที่ได้รับการรักษาจากแพทย์โดยการผ่าตัดทางระบบประสาทและสมอง และได้รับการรักษาด้วยการใช้ยากันชัก ที่มารับการตรวจในแผนกผู้ป่วยนอกศัลยกรรมระบบประสาทและสมอง โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันประสาทวิทยาจำนวน 110 คน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลากแบบไม่แทนที่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินการรับรู้เกี่ยวกับการเจ็บป่วย แบบประเมินการจัดการตนเอง แบบประเมินภาวะซึมเศร้า แบบประเมินอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยากันชัก ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์หาความเที่ยงโดยการใช้สัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาคได้เท่ากับ 0.73, 0.70, 0.75, 0.90, 0.94 และ 0.78 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และ Spearman rank correlation ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ร้อยละ 77.3 ของผู้ป่วยภายหลังได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมระบบประสาทและสมอง มีความร่วมมือในการใช้ยากันชักอยู่ในระดับดี 2. การรับรู้เกี่ยวกับการเจ็บป่วย (r = -.340) และอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา (r = -.242) มีความสัมพันธ์ทางลบกับความร่วมมือในการใช้ยากันชักของผู้ป่วยภายหลังได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมระบบประสาทและสมองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. การจัดการตนเอง ภาวะซึมเศร้า และการสนับสนุนทางสังคม ไม่มีความสัมพันธ์กับความร่วมมือในการใช้ยากันชักอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์ความปลอดภัยของผู้ป่วยและพยาบาลวิชาชีพ แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลตติยภูมิ, รัฐพล ยอดบุดดี Jan 2021

การศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์ความปลอดภัยของผู้ป่วยและพยาบาลวิชาชีพ แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลตติยภูมิ, รัฐพล ยอดบุดดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาโดยใช้วิธีวิจัยแบบเดลฟายเพื่อศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์ความปลอดภัยของผู้ป่วยและพยาบาลวิชาชีพ แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลตติยภูมิ ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน การดูแลผู้ป่วยแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลตติยภูมิ จำนวน 20 คน คัดเลือกแบบเจาะจงและแบบวิธีบอกต่อ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงโดยผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ มัธยฐานและพิสัยระหว่าง ควอไทล์ ผลการวิจัยพบว่า ตัวชี้วัดผลลัพธ์ความปลอดภัยของผู้ป่วย แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลตติยภูมิ ประกอบด้วย 7 ด้าน ได้แก่ 1) ความปลอดภัยจากการได้รับการดูแลในภาวะฉุกเฉิน 2) ความปลอดภัยจากการได้รับการดูแลส่งต่อภายนอกโรงพยาบาล 3) ความปลอดภัยจากการได้รับการดูแลส่งต่อภายในโรงพยาบาลและการดูแลรักษาต่อเนื่อง 4) ความปลอดภัยด้านการสื่อสารและสัมพันธภาพกับทีมสุขภาพ 5) ความปลอดภัยด้านการติดเชื้อ 6) ความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม 7) ความปลอดภัยด้านการได้รับยาและเลือด โดยมีตัวชี้วัดทั้งหมด 59 ตัวชี้วัด มีค่ามัธยฐานอยู่ในช่วง 3.75 – 4.75 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์อยู่ในช่วง .25 – 2.02 ส่วนตัวชี้วัดผลลัพธ์ความปลอดภัยของพยาบาลวิชาชีพ แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลตติยภูมิ ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1) ความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมในการปฏิบัติงานและการป้องกันความรุนแรง 2) ความปลอดภัยจากการได้รับการดูแลป้องกันการติดเชื้อ 3) ความปลอดภัยจากการได้รับการดูแลในระบบส่งต่อและกฎหมาย 4) ความปลอดภัยจากการได้รับการดูแลด้านสภาพจิตใจ 5) ความปลอดภัยด้านข้อมูลสารสนเทศ รวม 62 ตัวชี้วัด มีค่ามัธยฐานอยู่ในช่วง 4.12 – 4.75 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์อยู่ในช่วง .25 – 1.16 ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถใช้กำหนดเป็นแนวทางการประเมินผลลัพธ์เพื่อปรับปรุงกระบวนการดูแลผู้ป่วยให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางในการพัฒนาให้เกิดพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ


ผลของโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองต่ออาการซึมเศร้าในพระสงฆ์ที่อาพาธด้วยโรคจิตเภท, สุภัสสรา สิมมา Jan 2021

ผลของโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองต่ออาการซึมเศร้าในพระสงฆ์ที่อาพาธด้วยโรคจิตเภท, สุภัสสรา สิมมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียว วัดแบบอนุกรมเวลา มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอาการซึมเศร้าของพระสงฆ์ที่อาพาธด้วยโรคจิตเภทก่อนและหลังได้รับโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคอง กลุ่มตัวอย่างคือ พระสงฆ์อาพาธที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภทตามคู่มือการวินิจฉัยตามเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวช (ICD-10) ที่เข้ารับการบริการรักษาที่กลุ่มงานพยาบาลจิตเวชผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลสงฆ์ ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์จำนวน 15 รูป ได้รับการดูแลตามโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) โปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคอง 2) แบบประเมินอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยจิตเภท และ 3) แบบประเมินสัมพันธภาพระหว่างบุคคล เครื่องมือทุกฉบับได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.84 และ 0.90 ตามลำดับ ค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.92 และ 0.94 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของอาการซึมเศร้าของพระสงฆ์อาพาธด้วยโรคจิตเภทหลังเสร็จสิ้นโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองลดลงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยอาการซึมเศร้าในก่อนเข้าร่วมโปรแกรม หลังสิ้นสุดโปรแกรมทันที 2 สัปดาห์หลังสิ้นสุดโปรแกรม และ 4 สัปดาห์หลังสิ้นสุดโปรแกรมฯ ลดลงอย่างต่อเนื่อง


ผลของการสนับสนุนของครอบครัวต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาในผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง, อรุณกมล ทราบรัมย์ Jan 2021

ผลของการสนับสนุนของครอบครัวต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาในผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง, อรุณกมล ทราบรัมย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองนี้เป็นการศึกษาแบบสองกลุ่มวัดผลสองครั้งก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาในผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรงก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการสนับสนุนของครอบครัว และ 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการสนับสนุนของครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรงที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ และมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ จำนวน 40 คน และผู้ดูแลครอบครัวละ 1 คน ซึ่งได้รับการจับคู่ อายุและเพศแล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 20 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการสนับสนุนของครอบครัวซึ่งผู้วิจัยพัฒนาโปรแกรมฯ จากแนวคิดการสนับสนุนทางสังคม ของ House (1981) ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการสนับสนุนของครอบครัว 2) แบบสอบถามข้อมูล ส่วนบุคคล 3) แบบประเมินอาการทางจิต (Brief Psychiatric Rating Scale: BPRS) 4) แบบวัดพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษา 5) แบบวัดการสนับสนุนทางสังคม ซึ่งได้ผ่านการทดสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบราคเท่ากับ .85 และ .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาในผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรงดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการสนับสนุนของครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาในผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรงกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการสนับสนุนของครอบครัวดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล บรรยากาศความปลอดภัย การสนับสนุนทางสังคม การให้ข้อมูลย้อนกลับ กับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ, อัจฉริยาพร พรมมาลุน Jan 2021

ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล บรรยากาศความปลอดภัย การสนับสนุนทางสังคม การให้ข้อมูลย้อนกลับ กับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ, อัจฉริยาพร พรมมาลุน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล บรรยากาศความปลอดภัย การสนับสนุนทางสังคม การให้ข้อมูลย้อนกลับ กับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพจำนวน 115 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมี 5 ส่วน คือ ข้อมูลส่วนบุคคล พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน บรรยากาศความปลอดภัยในการทำงาน การสนับสนุนทางสังคม และการให้ข้อมูลย้อนกลับ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและวิเคราะห์ความเที่ยงของแบบสอบถาม โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค มีค่าเท่ากับ เท่ากับ .83, .96, .96, และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิอยู่ในระดับดี ( x = 4.47, SD= 0.35) 2. ปัจจัยส่วนบุคคล คือ สถานที่ปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ (χ2=20.39, p< .05) และประสบการณ์การทำงาน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=.255) 3. บรรยากาศความปลอดภัยในการทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=.737) 4. การสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=.660) 5. การให้ข้อมูลย้อนกลับมีความสัมพันธ์ทางบวก กับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=.926)


การประเมินผลของการซ่อมแซมดีเอ็นเอที่เสียหายจากกระบวนการ Cytosine Deamination ในตัวอย่าง Ffpe หลายชนิด, นรมน แซ่จิว Jan 2021

การประเมินผลของการซ่อมแซมดีเอ็นเอที่เสียหายจากกระบวนการ Cytosine Deamination ในตัวอย่าง Ffpe หลายชนิด, นรมน แซ่จิว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ตัวอย่างชิ้นเนื้อที่ฝังพาราฟิน (Formalin-fixed, paraffin-embedded; FFPE) เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้ในการรักษาสภาพชิ้นเนื้อสำหรับงานทางนิติพยาธิวิทยา สามารถเก็บรักษาได้ที่อุณหภูมิห้องได้เป็นระยะเวลานาน อย่างไรก็ตามสารเคมีจากกระบวนการตรึงฟอร์มาลินทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของลำดับนิวคลีโอไทด์ อาทิเช่น DNA crosslinking, การแตกหักของสายดีเอ็นเอ และการเกิดดีอะมิเนชั่นบนเบสไซโตซีน ซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จในการวิเคราะห์ลำดับนิวคลีโอไทด์ หลายงานวิจัยได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการซ่อมแซมความเสียหายของดีเอ็นเอด้วยการใช้เอนไซม์เพื่อลดความเสียหายของดีเอ็นเอในตัวอย่าง FFPE ก่อนกระบวนการเพิ่มจำนวนดีเอ็นเอ แต่ปัจจุบันยังไม่มีรายงานถึงวิธีการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการกู้คืนข้อมูลลำดับนิวคลีโอไทด์ที่ใช้สำหรับวิธี Sanger sequencing การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสามารถของ NEBNext® FFPE DNA Repair Kit ในการซ่อมแซมดีเอ็นเอในตัวอย่าง FFPE ภายใต้สภาวะการตรึงฟอร์มาลินที่ต่างกัน ประกอบด้วย 10% Neutral Buffered Formalin (10%NBF) เป็นเวลา 24 ชั่วโมง และ 20% Neutral Buffered Formalin (20%NBF) เป็นเวลา 1 เดือน โดยความเสียหายของดีเอ็นเอจะพิจารณาจากปริมาณและคุณภาพของดีเอ็นเอรวมถึงการเปลี่ยนแปลงเบสภายในดีเอ็นเอด้วยวิธี Sanger Sequencing จากผลการทดลองพบว่าตัวอย่าง 20%NBF มีปริมาณดีเอ็นเอที่สามารถวัดด้วยเทคนิค Real-time PCR น้อยกว่าตัวอย่าง 10%NBF และมีการแตกหักของดีเอ็นเอมากกว่า และยังพบว่าดีเอ็นเอที่สกัดจากอวัยวะบริเวณช่องอกและกะโหลกศีรษะมีคุณภาพดีกว่าอวัยวะบริเวณช่องท้อง นอกจากนี้ยังพบการเกิดไซโตซีนดีอะมิเนชั่นในตัวอย่าง 20%NBF ที่ระยะเวลา 1 เดือนเท่านั้น โดยมีอัตราการเกิดไซโตซีนดีอะมิเนชั่นอยู่ที่ 51.85% จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าจำนวนร้อยละของฟอร์มาลินที่สูงขึ้นและระยะเวลาในการตรึงที่นานขึ้นส่งผลต่อการแตกหักและการเกิดไซโตซีนดีอะมิเนชั่นบนสายดีเอ็นเอ งานวิจัยนี้จึงเป็นประโยชน์เพื่อใช้เป็นแนวทางการประเมินและจัดการกับตัวอย่าง FFPE สำหรับการวิเคราะห์ดีเอ็นเอทางนิติวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังพบว่าชุดซ่อมแซมดีเอ็นเอ NEBNext® FFPE DNA Repair Kit ช่วยแก้ความเสียหายของการเกิดไซโตซีนดีอะมิเนชั่นแต่ไม่สามารถกู้คืนเบสเดิมได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามควรมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อเพิ่มความถูกต้องและแม่นยำในการวิเคราะห์ลำดับนิวคลีโอไทด์จากตัวอย่าง FFPE ที่เสียหายจากกระบวนการเตรียมตัวอย่างในงานทางนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป


การศึกษาการกลายพันธุ์บนตำแหน่ง Y-Str ที่มีอัตราการกลายพันธุ์รวดเร็วจำนวนสองตำแหน่งในชายไทยที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด, พิมพ์พิศมัย แขดอน Jan 2021

การศึกษาการกลายพันธุ์บนตำแหน่ง Y-Str ที่มีอัตราการกลายพันธุ์รวดเร็วจำนวนสองตำแหน่งในชายไทยที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด, พิมพ์พิศมัย แขดอน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Y chromosome short tandem repeat (Y-STR) ถูกใช้อย่างแพร่หลายในงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจการล่วงละเมิดทางเพศ, การตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์พ่อ-ลูกชาย เนื่องจาก Y-STR มีความจำเพาะในเพศชาย อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของ Y-STR คือไม่สามารถใช้ในการระบุตัวบุคคลของชายมีความใกล้ชิดทางสายเลือดเพราะ Y-STR มีรูปแบบ haplotype ที่เหมือนกันในครอบครัว ในการศึกษานี้ทำการศึกษาการกลายพันธุ์ของชายที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดในตำแหน่ง DYF399S1 และตำแหน่ง DYF403S1a/b ซึ่งเป็น Y-STR ที่มีอัตราการกลายพันธุ์ที่รวดเร็ว (Rapidly Mutating Y-STR (RM Y-STR)) ในคู่พ่อและลูกชายชาวไทยจำนวน 150 คู่ จากผลการศึกษาพบการกลายพันธุ์ของคู่พ่อและลูกชายจำนวน 10 คู่ในตำแหน่ง DYF399S1 และ 3 คู่ในตำแหน่ง DYF403S1a แต่ไม่พบการกลายพันธุ์ในตำแหน่ง DYF403S1b โดยตำแหน่ง DYF399S1 มีอัตราการกลายพันธุ์เท่ากับ 6.67 x 10-2 ต่อตำแหน่งต่อรุ่น ตำแหน่ง DYF403S1a อัตราการกลายพันธุ์เท่ากับ 2.00 x 10-2 ต่อตำแหน่งต่อรุ่น ดังนั้นทั้งสองตำแหน่งนับว่าเป็น Y-STR ที่มีอัตราการกลายพันธุ์ที่รวดเร็วในชายที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดชาวไทย


การตรวจติดตามระดับยา Meropenem และการประเมินผลการรักษาทางคลินิกในผู้ป่วยเด็กวิกฤต, ภัสสรา ไม้มงคล Jan 2021

การตรวจติดตามระดับยา Meropenem และการประเมินผลการรักษาทางคลินิกในผู้ป่วยเด็กวิกฤต, ภัสสรา ไม้มงคล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบดื้อยาหลายขนาน (multidrug-resistant Gram-negative bacteria, MDR-GNB) ในโรงพยาบาลทำให้ผู้ป่วยวิกฤตมีอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น นอกจากนี้เมื่อผู้ป่วยวิกฤตติดเชื้อในกระแสเลือดจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเภสัชจลนศาสตร์ของยาปฏิชีวนะซึ่งอาจทำให้ระดับยาในพลาสมาไม่เพียงพอต่อการรักษาโดยเฉพาะยา meropenem ซึ่งมักนิยมนำมาใช้รักษาการติดเชื้อ MDR-GNB ในโรงพยาบาล งานวิจัยนี้จึงทำการตรวจติดตามระดับยา meropenem ในผู้ป่วยวิกฤตเด็กเพื่อเปรียบเทียบระดับยา meropenem ในรูปอิสระที่ mid-dose (Cmid, fT ร้อยละ 50), trough (Ctrough, fT ร้อยละ 100), เปรียบเทียบสัดส่วนผู้ป่วยที่มีระดับยาเป็นไปตาม PK-PD targets (fT>MIC ร้อยละ 50 และ 100) และผลการรักษาทางคลินิกระหว่างผู้ป่วยที่ได้รับยา meropenem ทางหลอดเลือดดำแบบหยดยืดเวลา (extended infusion, EI) กับแบบหยดยาระยะสั้น (intermittent bolus, IB) ซึ่งงานวิจัยนี้ศึกษาในผู้ป่วยเด็กอายุตั้งแต่ 1 เดือนถึง 18 ปี หลังจากผู้ป่วยได้รับยา meropenem ทุก 8 ชั่งโมงด้วยวิธี EI หรือ IB จากข้อมูลการตรวจติดตามระดับยา meropenem ในผู้ป่วยเด็กจำนวน 72 ราย ขนาดยา meropenem ที่ผู้ป่วยได้รับ คือ 120 และ 60 มก./กก./วัน ด้วยวิธี EI และ IB ตามลำดับ หลังจากวัดระดับยา meropenem ในพลาสมาผู้ป่วยและเปรียบเทียบ Cmid และ Ctrough พบว่า Cmid ของการให้ยาแบบ EI และ IB เท่ากับ 17.3 มก./ล. (13.7-21.8) และ 3.4 มก./ล. (1.7-6.7) (P<0.001) ตามลำดับ Ctrough ของการให้ยาแบบ EI และ IB เท่ากับ 2.3 มก./ล. (1.6-3.4) และ 0.8 มก./ล. (0.4-1.5) (P=0.005) ตามลำดับ นอกจากนี้สัดส่วนผู้ป่วยที่มีระดับยา meropenem เป็นไปตาม PK-PD targets ในกลุ่ม EI มีมากกว่ากลุ่ม IB จากผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าแบบแผนการให้ยา meropenem 20 มก./กก./ครั้ง ด้วยวิธี IB ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยวิกฤตเด็กเนื่องจากทำให้ระดับยาไม่เพียงพอต่อการรักษา ส่วนแบบแผนการให้ยา meropenem 40 มก./กก./ครั้ง ด้วยวิธี EI สามารถทำให้ Cmid' Ctrough และสัดส่วนผู้ป่วยที่มีระดับยาเป็นไปตาม PK-PD targets สูงกว่า


การศึกษาการแสดงออกในระดับโปรตีนเพื่อทำนายการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งช่องสายเสียง, ศิวะพร ธนสาร Jan 2021

การศึกษาการแสดงออกในระดับโปรตีนเพื่อทำนายการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งช่องสายเสียง, ศิวะพร ธนสาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการแสดงออกของโปรตีนทั้งหมด 16 ชนิด ระหว่างกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งช่องสายเสียงที่กลับมาเป็นซ้ำและกลุ่มที่ไม่กลับมาเป็นซ้ำ โดยนำตัวอย่างชิ้นเนื้อเยื่อที่ฝังในพาราฟินบล็อกมาย้อมด้วยเทคนิคอิมมูโนฮิสโตเคมี (Immunohistochemistry) ด้วยแอนติบอดี pRb780, c-Met, Ki67, RPA32, CyclinD1, P53, HIF1alpha, Bcl2, BAX, BAK, Bclxl, PI3K, B-catenin, VEGF, CD44 และ P16 โดยการแสดงออกของโปรตีนจะถูกประเมินจากภาพถ่ายดิจิทัลโดยใช้ชุดซอฟต์แวร์ Imagescope v.10.2.2.2352 (Aperio Technologies, USA) นำมาคำนวณค่ามัธยฐาน H-score และใช้สถิติ Receiver operating characteristic (ROC) curve ในการเลือกจุดตัดที่เหมาะสม (cut off point) สำหรับแบ่งกลุ่มการแสดงออกของโปรตีนในผู้ป่วย จากนั้นหาความสัมพันธฺระหว่างข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางคลินิก และการแสดงออกของโปรตีนกับอัตราการกลับมาเป็นซ้ำ ผลการศึกษาพบว่า ค่ามัธยฐาน H-score ของแอนติบอดี pRb780 เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยที่กลับมาเป็นซ้ำ (p=0.0012) ในขณะที่การแสดงออกของโปรตีน c-Met ลดลงในกลุ่มผู้ป่วยที่กลับมาเป็นซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.0014) ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ กับการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งช่องสายเสียง เมื่อทำการวิเคราะห์ด้วย Crude hazard ratio พบว่าการแสดงออกของโปรตีน pRb780 ร่วมกับ c-Met เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งช่องสายเสียงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Hazard ratio=9.53, 95%CI=1.21-74.82) เมื่อวิเคราะห์ด้วย Adjusted hazard ratio พบว่า การแสดงออกของโปรตีน pRb780 ร่วมกับ c-Met มีความสัมพันธ์กับการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งช่องสายเสียง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Hazard ratio=8.73, 95%CI=1.09-69.75) กล่าวคือเมื่อผู้ป่วยที่มีการแสดงออกของโปรตีน pRb780 สูง ร่วมกับ การแสดงออกของโปรตีน c-Met ต่ำ จะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ถึง 8.73 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่มีการแสดงออกของโปรตีน pRb780 ต่ำ ร่วมกับ การแสดงออกของโปรตีน …


ผลของการฝึกพิลาทิสที่มีต่อความสามารถในการทรงตัวและความสามารถในการทำงานสองชนิดพร้อมกันของนักกีฬาฟุตซอลชายระดับมหาวิทยาลัย, ณัฐฐาพร อะวิลัย Jan 2021

ผลของการฝึกพิลาทิสที่มีต่อความสามารถในการทรงตัวและความสามารถในการทำงานสองชนิดพร้อมกันของนักกีฬาฟุตซอลชายระดับมหาวิทยาลัย, ณัฐฐาพร อะวิลัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาผลของการฝึกพิลาทิสที่มีต่อความสามารถในการทรงตัวและความสามารถในการทำงานสองชนิดพร้อมกัน แบ่งเป็นสองการศึกษา โดยศึกษาการทำงานสองชนิดที่ไม่ได้รับการฝึกฝนมาก่อน พร้อมกับว่านักกีฬามีความแตกต่างจากประชาชนทั่วไปหรือไม่ประการใด แล้วจึงทำการศึกษาผลการฝึกพิลาทิสที่มีต่อการทำงานสองชนิดพร้อมกันเปรียบเทียบในนักกีฬาฟุตซอล ดังนั้นในการศึกษาที่1 เป็นการศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการทำงานเดี่ยว และการทำงานสองชนิดพร้อมกัน ระหว่างกลุ่มประชาชนทั่วไปและกลุ่มนักกีฬาฟุตซอล อายุ 18-25 ปี ของมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต กลุ่มละ 24 คน โดยได้รับการทดสอบความสามารถในการทำงานเดี่ยว 3 รูปแบบ ได้แก่ ดัชนีการเซ ผลการลบเลขถอยหลังทีละ7 และผลการโยนบีนแบ็ค และความสามารถในการทำงานสองชนิดพร้อมกัน 2 รูปแบบ ได้แก่การทำงานสองชนิดที่เป็นงานกลไกพร้อมกับงานใช้ความคิด โดยวัดดัชนีการเซในการยืนขาเดียวพร้อมผลการลบเลข และการทำงานสองชนิดที่ทั้งสองงานเป็นงานกลไก โดยวัดดัชนีการเซในการยืนขาข้างเดียวพร้อมผลการโยนบีนแบ็ค ทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้ Independent sample t-test พบว่า การทำงานสองชนิดที่ทั้งสองงานเป็นงานกลไกเท่านั้น ที่มีความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเป็นนักกีฬามีผลต่อความสามารถในการทำงานสองชนิดที่เป็นงานกลไก ในการศึกษาที่ 2 ศึกษาผลของการฝึกโปรแกรมพิลาทิสที่มีต่อความสามารถในการทรงตัว ความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ความสามารถในการทำงานเดี่ยว และความสามารถในการทำงานสองชนิดพร้อมกัน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตซอลเพศชายจำนวน 26 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มๆ ละ 13 คน; กลุ่มที่ 1 กลุ่มฝึกฟุตซอลตามโปรแกรมปกติ สัปดาห์ละ 3-4 ครั้งๆละ 2 ชั่วโมง และกลุ่มที่ 2 กลุ่มฝึกพิลาทิสเสริมร่วมกับฝึกซ้อมฟุตซอลตามปกติ โดยฝึกพิลาทิสเสริมสัปดาห์ละ 2 ครั้งๆ ละ 1 ชั่วโมง แล้วทำการศึกษาตัวแปรด้านความสามารถในการทำงานเดี่ยว ได้แก่ ดัชนีการเซ การลบเลขถอยหลังทีละ7 และการโยนบีนแบ็ค และความสามารถในการทำงานสองชนิดที่เป็นงานกลไกพร้อมกับงานใช้ความคิด โดยวัดดัชนีการเซในการยืนทรงตัวพร้อมลบเลขถอยหลัง และการทำงานสองชนิดที่ทั้งสองงานเป็นงานกลไก โดยวัดดัชนีการเซในการยืนทรงตัวพร้อมการโยนบีนแบ็ค ความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว และความสมดุลของกล้ามเนื้อ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Independent T-test) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม และ Paired T-test ภายในกลุ่ม พบว่าภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 กลุ่มฝึกพิลาทิสเสริม มีกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวที่มีความแข็งแรงขึ้น สามารถรักษาสมดุลการทรงตัวได้ดี ความสามารถในการทำงานสองชนิดที่เป็นงานกลไกพร้อมกับงานใช้ความคิดในการลบเลขถูกต้อง และการทำงานสองชนิดที่ทั้งสองงานเป็นงานกลไก ค่าดัชนีการเซในการทรงตัว และผลการโยนบีนแบ็คเข้าเป้าหมาย แตกต่างจากกลุ่มฝึกฟุตซอลปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 …


ผลฉับพลันของการฝึกเอกเซ็นตริกอย่างเดียว คอนเซ็นตริกอย่างเดียว และเอกเซ็นตริกตามด้วยคอนเซ็นตริกที่มีต่อความสามารถในการกระโดดและการสปริ๊นท์ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลชาย, ญาดา ศิริไชย Jan 2021

ผลฉับพลันของการฝึกเอกเซ็นตริกอย่างเดียว คอนเซ็นตริกอย่างเดียว และเอกเซ็นตริกตามด้วยคอนเซ็นตริกที่มีต่อความสามารถในการกระโดดและการสปริ๊นท์ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลชาย, ญาดา ศิริไชย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลฉับพลันของการฝึกเอกเซ็นตริกอย่างเดียว เอกเซ็นตริกอย่างเดียว และเอกเซ็นตริกตามด้วยคอนเซ็นตริกที่มีต่อความสามารถในการกระโดดและการสปริ๊นท์ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลชาย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เป็นนักกีฬารักบี้ชาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อายุ 18-25 ปี (ค่าเฉลี่ยอายุ 22.10±3.17 ปี น้ำหนัก 85.09±15.93 กก. ส่วนสูง 173.70±5.59 ซม. ความแข็งแรงสัมพัทธ์ 1.79±0.14เท่าของน้ำหนักตัว) จำนวน 10 คน ใช้วิธีถ่วงดุลลำดับ ทำการจับสลากแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มตัวอย่างจะได้รับการกระตุ้นจำนวน 5 ครั้ง 1 เซต ด้วยการฝึกทั้ง 3 รูปแบบ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทำการทดสอบพลังสูงสุด ความเร็วของบาร์เบลสูงสุด แรงปฏิกิริยาสูงสุด และความเร็วที่ระยะ 10 และ 20 เมตร ก่อนการทดลองเพื่อเป็นค่าเริ่มต้น และหลังจากได้รับการกระตุ้นการจากฝึก วิเคราะห์ทางสถิติโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน จากการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ และความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำโดยการจัดคอลัมน์ กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า การฝึกทั้ง 3 รูปแบบ มีค่าพลังสูงสุดและความเร็วของบาร์เบล แตกต่างจากค่าเริ่มต้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 การฝึกเอกเซ็นตริกตามด้วยคอนเซ็นตริก มีค่าพลังสูงสุด ความเร็วบาร์เบลสูงสุด อัตราการพัฒนาแรงที่เวลา 100 และ 250 แตกต่างจากการฝึกอีก 2 รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 การฝึกเอกเซ็นตริกอย่างเดียวและคอนเซ็นตริกอย่างเดียว มีค่าแรงปฏิกริยาสูงสุดแตกต่างจากการฝึกเอกเซ็นตริกตามด้วยคอนเซ็นตริกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 และไม่พบความแตกต่างของความเร็ว ของค่าเริ่มต้นและการฝึกทั้ง 3 รูปแบบ สรุปผลการวิจัย การฝึกเอกเซ็นตริกตามด้วยคอนเซ็นตริกพัฒนาพลังสูงสุดและความเร็วบาร์เบลสูงสุดได้ดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยพัฒนาอัตราการพัฒนาแรงได้ ดังนั้นการฝึกเอกเซ็นตริกตามด้วยคอนเซ็นตริกพัฒนาความสามารถการกระโดดในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลได้


ผลของการฝึกด้วยแรงต้านแบบแบ่งเซตย่อยที่มีต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้สูงอายุ, ธเนศ จินดา Jan 2021

ผลของการฝึกด้วยแรงต้านแบบแบ่งเซตย่อยที่มีต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้สูงอายุ, ธเนศ จินดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกด้วยแรงต้านแบบแบ่งเซตย่อยและแบบดั้งเดิมที่มีต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้สูงอายุ วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง อายุเฉลี่ย 62.64±2.46 ปี จำนวน 29 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฝึกด้วยแรงต้านแบบดั้งเดิม จำนวน 14 คน (ชาย 2 คน) และกลุ่มฝึกด้วยแรงต้านแบบแบ่งเซตย่อย จำนวน 15 คน (ชาย 2 คน) โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้น แบ่งตามอายุ เพศ และการทดสอบ ยืน-นั่ง บนเก้าอี้ 30 วินาที ทั้งสองกลุ่มทำการฝึก 2 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ โดยกลุ่มฝึกด้วยแรงต้านแบบดั้งเดิม ฝึกที่ความหนักร้อยละ 50 ถึง 80 ของความแข็งแรงสูงสุด จำนวนครั้ง : 10 ถึง 14 ครั้ง จำนวนเซต : 3 เซต และพักระหว่างเซต : 120 วินาที กลุ่มฝึกด้วยแรงต้านแบบแบ่งเซตย่อย ฝึกที่ความหนักร้อยละ 50 ถึง 80 ของความแข็งแรงสูงสุด จำนวนครั้ง : 14 (7, 7), 12 (6, 6), 10 (5, 5) ครั้ง จำนวนเซต : 3 เซต พักระหว่างการออกแรง : 20 วินาที และพักระหว่างเซตการฝึก : 100 วินาที ก่อนและหลังการฝึก 12 สัปดาห์ ทำการทดสอบตัวแปรทางสรีรวิทยา องค์ประกอบของร่างกาย ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ ความสามารถในการทรงตัวทั้งขณะอยู่นิ่งและขณะเคลื่อนไหว นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้โปรแกรม …


ผลของการฝึกวินยาสะโยคะต่อความเครียดในวัยทำงาน, ธนิสร สินพิเชธกร Jan 2021

ผลของการฝึกวินยาสะโยคะต่อความเครียดในวัยทำงาน, ธนิสร สินพิเชธกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกวินยาสะโยคะต่อความเครียด และผลของการฝึกวินยาสะโยคะต่อสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพและอัตราการแปรผันของการเต้นของหัวใจในวัยทำงาน กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคคลวัยทำงานอายุระหว่าง 18 - 35 ปี เพศชายและเพศหญิง มีระดับความเครียดต่ำถึงปานกลาง 6 - 26 คะแนน จากแบบทดสอบการรับรู้ความเครียด (Perceived Stress Scale; PSS) แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 15 คน คือกลุ่มทดลองที่ฝึกวินยาสะโยคะ 8 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการฝึกใด เก็บข้อมูลตัวแปรการรับรู้ความเครียด ปริมาณคอร์ติซอลในน้ำลาย ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ คุณภาพการนอนหลับ คุณภาพชีวิต และตัวแปรสมรรถภาพทางกายแล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการทดลองด้วยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Paired t-test) และวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบค่าทีแบบอิสระ (Independent t-test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 การวิจัยพบว่ากลุ่มฝึกวินยาสะโยคะมีอัตราส่วนระหว่างความแปรปรวนของอัตรากรเต้นของหัวใจความถี่ต่ำต่อความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจความถี่สูง (LF/HIF ratio) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปริมาณฮอร์โมนคอร์ติซอลในน้ำลาย การรับรู้ความเครียด มีแนวโน้มลดลงแต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่สมรรถภาพทางกายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลอง สำหรับกลุ่มควบคุมไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ของตัวแปรใดๆ โดยสรุปการวิจัยนี้พบว่าการฝึกวินยาสะโยคะเป็นเวลา 8 สัปดาห์ช่วยปรับสมดุลการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติและเพิ่มสมรรถภาพทางกายในวัยทำงาน แต่ไม่ส่งผลเปลี่ยนแปลงความเครียดและคุณภาพชีวิต


ผลของการฝึกสปีดแลดเดอร์ที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวและสมรรถนะการทำกิจกรรมในผู้สูงอายุ, ธีรศักดิ์ จันทร์ประโคน Jan 2021

ผลของการฝึกสปีดแลดเดอร์ที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวและสมรรถนะการทำกิจกรรมในผู้สูงอายุ, ธีรศักดิ์ จันทร์ประโคน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของการฝึกสปีดแลดเดอร์ที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวและสมรรถนะการทำกิจกรรมในผู้สูงอายุ วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง อายุ 60-70 ปี จำนวน 36 คน อายุเฉลี่ย 63.94±2.90 ปี แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฝึกสปีดแลดเดอร์จำนวน 18 คน (ชาย 1 คน) และกลุ่มควบคุมจำนวน 18 คน (ชาย 1 คน) โดยทำการสุ่มแบบแบ่งชั้น ตามช่วงอายุ เพศ และความสามารถในก้าวเท้าเป็นสี่เหลี่ยม (Four square step test) กลุ่มฝึกสปีดแลดเดอร์ (Speed ladder group) ทำการฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุม (Control group) ให้ดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ ก่อนและหลังการฝึก 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบตัวแปร ทางสรีรวิทยาทั่วไป ความคล่องแคล่วว่องไว เวลาปฏิกิริยา ความเร็วในการเดิน การทรงตัว สมรรถภาพทางกายและสมรรถนะในการทำกิจกรรม ใช้การวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรต่าง ๆ ระหว่างกลุ่มที่ฝึกสปีดแลดเดอร์ และกลุ่มควบคุม เปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการฝึกของแต่ละกลุ่ม ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ [Two-way ANOVA repeated measurement (2x2)] และทำการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ โดยใช้วิธีทดสอบของแอลเอสดี (LSD) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัย: หลังการทดลอง 8 สัปดาห์ กลุ่มฝึกสปีดแลดเดอร์มีความความคล่องแคล่วว่องไว เวลาปฏิกิริยา ความสามารถทางแอโรบิก ความแข็งแรงและทนทานของกล้ามเนื้อรยางค์บนและล่าง ความเร็วในการเดิน การทรงตัวขณะอยู่นิ่งขณะยืนสองขาและยืนขาเดียว การทรงตัวขณะเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และมีอัตราการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวขณะพัก เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และมีความความคล่องแคล่วว่องไว เวลาปฏิกิริยา ความเร็วในการเดิน การทรงตัวขณะอยู่นิ่งขณะยืนสองขาและยืนขาเดียว การทรงตัวขณะเคลื่อนไหว ความสามารถทางแอโรบิก …


การรับรู้รูปแบบเนื้อหาเชิงการตลาดบนสื่อสังคมออนไลน์และความไว้วางใจต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อชุดออกกำลังกายผ่านเฟซบุ๊คของคนไทย, พลอยชมพู นาคสุรพันธุ์ Jan 2021

การรับรู้รูปแบบเนื้อหาเชิงการตลาดบนสื่อสังคมออนไลน์และความไว้วางใจต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อชุดออกกำลังกายผ่านเฟซบุ๊คของคนไทย, พลอยชมพู นาคสุรพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้รูปแบบเนื้อหาเชิงการตลาดบนสื่อสังคมออนไลน์และความไว้วางใจต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อชุดออกกำลังกายผ่านเฟซบุ๊คของคนไทย วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ คนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่สนใจซื้อชุดออกกำลังกายผ่านเฟซบุ๊ค ทั้งที่มีประสบการณ์และไม่มีประสบการณ์ซื้อสินค้า จำนวน 424 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างค่าคำถามกับวัตถุประสงค์ พบว่าค่าที่ได้คือ 0.83 และค่าความเที่ยงของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.87 ผู้วิจัยเก็บแบบสอบถามออนไลน์จาก กลุ่มของเฟซบุ๊คแฟนเพจที่เกี่ยวกับการออกกำลังกาย 5 เพจ โดยผู้วิจัยโพสลงในกลุ่มของเฟซบุ๊ค ได้แก่ 1)เพจชุมชนคนสร้างซิกแพ็ค sixpackclub.net 2)เพจBebe Fit Routine 3)เพจForcejun 4)เพจFitnumgun 5)เพจFit Kab Dao วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติในการทดสอบสมมติฐาน ใช้ค่าสถิติสมการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ โดยตั้งระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ 0.05 ผลการวิจัย เมื่อทดสอบสมมติฐาน พบว่า เนื้อหาเชิงการตลาดบนสื่อสังคมออนไลน์ ด้านเนื้อหาสร้างแรงบันดาลใจ ด้านเนื้อหาที่ให้คำแนะนำหรือความรู้ ด้านเนื้อหาที่ให้แนวคิด และด้านเนื้อหาที่สร้างอารมณ์ / บันเทิง เป็นเนื้อหา ภาพการ สื่อสาร ด้วยภาพเสียงที่ต่อเนื่อง ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อชุดออกกำลังกายของคนไทย และ ความสามารถทำตามที่ตกลงกับลูกค้า มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีและรวดเร็วกับลูกค้า จำนวนผู้ติดตามของผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจบนสื่อสังคมออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ค สามารถเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงิน และการมีบริการหลังการขาย ทำให้ท่านเกิดความไว้วางใจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อชุดออกกำลังกายผ่านเฟซบุ๊คของคนไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และด้านเนื้อหาที่บอกแนวทางแก้ไขปัญหาและการเปิดเผยความคิดเห็นของลูกค้าที่ซื้อไปอย่างตรงไปตรงมา ไม่ส่งผลต่อ การตัดสินใจซื้อชุดออกกำลังกายผ่านเฟซบุ๊คของคนไทย สรุปผลการวิจัย ด้านเนื้อหาสร้างแรงบันดาลใจ ด้านเนื้อหาที่ให้คำแนะนำหรือความรู้ ด้านเนื้อหาที่ให้แนวคิด และด้านเนื้อหาที่สร้างอารมณ์ / บันเทิง เป็นเนื้อหา ภาพการ สื่อสาร ด้วยภาพเสียงที่ต่อเนื่อง และสามารถทำตามที่ตกลงกับลูกค้า ปฏิสัมพันธ์ที่ดีและรวดเร็วกับลูกค้า จำนวนผู้ติดตามของผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจบนสื่อสังคมออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ค สามารถเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงิน และการมีบริการหลังการขาย ทำให้ท่านเกิดความไว้วางใจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อชุดออกกำลังกายผ่านเฟซบุ๊คของคนไทย


ผลของการเพ่งความตั้งใจที่ส่งผลต่อความแม่นยำในการเล่นลูกพิทช์ในกีฬากอล์ฟ, พัชรี นุตรพิบูลมงคล Jan 2021

ผลของการเพ่งความตั้งใจที่ส่งผลต่อความแม่นยำในการเล่นลูกพิทช์ในกีฬากอล์ฟ, พัชรี นุตรพิบูลมงคล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการเพ่งความตั้งใจแบบภายในและการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอกที่ส่งผลต่อความแม่นยำในการเล่นลูกพิทช์ ความเร็วของหัวไม้ขณะเข้าปะทะลูกกอล์ฟ สแมชแฟคเตอร์ องศาการทำงานของข้อมือ และระดับการเพ่งความตั้งใจของการทำงานของข้อมือและหัวไม้กอล์ฟในการเล่นลูกพิทช์ในกีฬากอล์ฟ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้ได้แก่นักกอล์ฟสมัครเล่นเพศชาย ที่มีแต้มต่ออยู่ระหว่าง 0 – 24 จำนวน 24 คน เข้ารับการทดสอบการพิทช์ลูกกอล์ฟที่ระยะ 50 หลา ในเงื่อนไขการเพ่งความตั้งใจแบบภายใน (IN) การเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก (EX) และเงื่อนไขควบคุม (CON) โดยใช้วิธีการถ่วงดุลลำดับ วิเคราะห์ความแตกต่างทางสถิติของค่าเฉลี่ยของความแม่นยำ ความเร็วหัวไม้กอล์ฟ สแมชแฟคเตอร์ และองศาข้อมือด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวเมื่อมีการวัดซ้ำ (One way ANOVA with repeated measure) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า ระดับความแม่นยำในการตีลูกเข้าหาเป้าหมายที่กำหนดภายใต้การเพ่งความตั้งใจแบบภายในและการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอกนั้นมากกว่าเงื่อนไขควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่มีความแตกต่างกันของระดับความแม่นยำระหว่างการเพ่งความตั้งใจแบบภายในและการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอก ในขณะที่ความเร็วของหัวไม้กอล์ฟขณะเข้าปะทะลูกกอล์ฟ สแมชแฟคเตอร์ และองศาการทำงานของข้อมือซ้ายไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทั้ง 3 เงื่อนไข เมื่อเปรียบเทียบความแม่นยำระหว่างชุดการตี ในเงื่อนไขการเพ่งความตั้งใจแบบภายในที่ชุดการตีที่ 3 มีความแม่นยำเพิ่มขึ้นจากชุดการตีที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่พบความแตกต่างในการเพ่งความตั้งใจแบบภายนอกและเงื่อนไขควบคุม สรุปผลการวิจัย การกำหนดตำแหน่งให้เพ่งความตั้งใจในขณะทำการพิทช์ที่ระยะ 50 หลา ช่วยเพิ่มระดับความแม่นยำในการตีลูกเข้าหาเป้าหมายได้ โดยลักษณะของคำในคำสั่งที่ใช้ในช่วงก่อนเริ่มต้นการทดสอบส่งผลต่อตำแหน่งของการเพ่งความตั้งใจ และยิ่งผ่านการฝึกซ้อม การเพ่งความตั้งใจแบบภายในมีแนวโน้มที่จะช่วยพัฒนาระดับทักษะให้ดียิ่งขึ้นได้ ดังนั้นทั้งโค้ชและนักกีฬาจึงควรนำเทคนิคการเพ่งความตั้งใจไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม


ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร, ศิษฏ์ เกตุเอี่ยม Jan 2021

ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร, ศิษฏ์ เกตุเอี่ยม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร และเพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามตัวแปรเพศและรายได้ที่ได้รับจากผู้ปกครอง วิธีดําเนินการวิจัย ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติทดสอบ “ที” (t-test) และสถิติทดสอบ “เอฟ”(F-test) ในกรณีที่พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 จึงทำการทดสอบรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ (Scheffe’s) ผลการวิจัย 1) นักเรียนระดับมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครมีความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหารในระดับปานกลาง มีทัศนคติในการบริโภคอาหารในระดับที่ดี และมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารในระดับปานกลาง 2) นักเรียนระดับมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครเพศชายและเพศหญิง มีความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่แตกต่างกัน 3) นักเรียนระดับมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครที่มีรายได้ที่ได้รับจากผู้ปกครองที่แตกต่างกันมีความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่แตกต่างกัน สรุปผลการวิจัย นักเรียนระดับมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครมีความรู้และพฤติกรรมเกี่ยวกับการบริโภคอาหารในระดับปานกลาง แต่มีทัศนคติเกี่ยวกับการบริโภคอาหารในระดับดี นอกจากนี้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครที่มีเพศ และรายได้ที่ได้รับจากผู้ปกครองที่แตกต่างกันมีความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่แตกต่างกัน


การวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อของกล้ามเนื้อรยางค์ขาขณะลงน้ำหนักบางส่วนในนักกีฬาแบดมินตัน, สรวุฒิ รัตนคูณชัย Jan 2021

การวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อของกล้ามเนื้อรยางค์ขาขณะลงน้ำหนักบางส่วนในนักกีฬาแบดมินตัน, สรวุฒิ รัตนคูณชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและด้านหลังขณะลงน้ำหนักบางส่วนในนักกีฬาแบดมินตันและเพื่อเปรียบเทียบคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและด้านหลังขณะเดินด้วยความเร็วต่ำและความเร็วสูงในนักกีฬาแบดมินตัน วิธีดำเนินการวิจัย : กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักกีฬาแบดมินตันของโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด จำนวน 15 คน อายุระหว่าง 15-21 ปี ทำการติดตั้งตัววัดคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG) บริเวณกล้ามเนื้อต้นขา 5 มัดที่ขาข้างขวา ได้แก่ Rectus femoris, Vastus medialis, Vastus lateralis, Bicep femoris, Semitendinosus and Semimembranosus วิเคราะห์อัตราส่วนระหว่างความต่างศักย์ของคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อสูงสุดขณะทำการเคลื่อนไหวด้วยการเดิน และคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อขณะมีการหดตัวของกล้ามเนื้อสูงสุดด้วยความตั้งใจ (EMG max / MVC) อัตราส่วนพื้นที่ใต้กราฟของคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อกลุ่มเป้าหมายขณะมีการเคลื่อนไหวด้วยการเดิน และพื้นที่ใต้กราฟของคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อขณะมีการหดตัวของกล้ามเนื้อสูงสุดด้วยความตั้งใจ (Integrated EMG /MVC) ในขณะที่นักกีฬาเดินบนลู่วิ่งต้านแรงโน้มถ่วงเดินช้าที่ความเร็ว 0.69 เมตรต่อวินาทีและที่เดินเร็วที่ความเร็ว 1 เมตรต่อวินาที ในสองภาวะน้ำหนักคือ ลงน้ำหนักตัวเต็มที่ 100% และภาวะที่มีการพยุงน้ำหนักร่างกายจนเหลือ 60% วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Two Way repeated ANOVA กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value 0.05 ผลการวิจัย : ผลการวิเคราะห์ EMG max / MVC และ Integrated EMG / MVC ของกล้ามเนื้อเกือบทุกมัดมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( p-value 0.05) ในทุกสภาวะ ยกเว้นที่กล้ามเนื้อ Bicep femoris ที่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในทุกสภาวะ สรุปผลการวิจัย : จากการที่คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อขณะเดินบนลู่วิ่งต้านแรงถ่วงในกล้ามเนื้อ Bicep femoris ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกสภาวะ ผู้วิจัยจึงเสนอแนะว่า การออกกำลังกายบนลู่วิ่งต้านแรงโน้มถ่วง สามารถใช้กับนักกีฬาที่ต้องการออกกำลังกล้ามเนื้อต้นขาในขณะที่อยู่ในสภาวะที่ต้องลดแรงสะท้อนต่อข้อเข่า


ผลของชุดกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่วมกับการใช้สหประสาทความรู้สึกต่อการคิดและการวางแผนการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิตในเด็กออทิสติกสเปกตรัม, สุบิน สาวะธรรม Jan 2021

ผลของชุดกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่วมกับการใช้สหประสาทความรู้สึกต่อการคิดและการวางแผนการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิตในเด็กออทิสติกสเปกตรัม, สุบิน สาวะธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่วมกับการใช้สหประสาทความรู้สึกต่อการคิดและการวางแผนการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิตในเด็กออทิสติกสเปกตรัม กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กออทิสติกสเปกตรัมที่มีปัญหาด้านการคิดและการวางแผนการเคลื่อนไหว จำนวน 20 คน แบ่งเป็น กลุ่มควบคุม ซึ่งได้รับการเรียนรู้ตามปกติ จำนวน 10 คน และกลุ่มทดลอง ซึ่งได้รับการฝึกกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่วมกับการใช้สหประสาทความรู้สึก จำนวน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ จำนวน 10 คน ประเมินผลด้านการคิดและการวางแผนการเคลื่อนไหว และคุณภาพชีวิตก่อนและหลังเข้าร่วมการวิจัย 12 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่า ภายหลัง 12 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนด้านการคิดและการวางแผนการเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นและมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มควบคุมมีคะแนนคุณภาพชีวิตต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนกลุ่มทดลองมีคะแนนคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้น และมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การฝึกด้วยกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่วมกับการใช้สหประสาทความรู้สึกช่วยเพิ่มทักษะด้านการคิดและการวางแผนการเคลื่อนไหว ทั้งยังส่งเสริมทำให้คุณภาพชีวิตของเด็กออทิสติกสเปกตรัมที่มีปัญหาด้านการคิดและการวางแผนการเคลื่อนไหวให้ดีขึ้นอีกด้วย