Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Law and Economics Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Articles 151 - 180 of 344

Full-Text Articles in Law and Economics

แนวทางในการแก้ปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีการตั้งสถานประกอบการบนอาคารชุดหรือคอนโดมีเนียมที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ประกอบการร้านค้า, สิรามล สุขเอี่ยม Jan 2021

แนวทางในการแก้ปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีการตั้งสถานประกอบการบนอาคารชุดหรือคอนโดมีเนียมที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ประกอบการร้านค้า, สิรามล สุขเอี่ยม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบัน ประมวลรัษหากรได้กำหนดให้กิจการ 3 ประเภทมีหน้าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและนำส่ง ค่าภาษีดังกล่าวให้กรมสรรพากร กิจการประเภทแรก คือ กิจการขายสินค้าในราชอาณาจักร ประเภทที่สอง คือ กิจการการให้บริการในราชอาณาจักร และประเภทที่สาม คือ การนำเข้าสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศ เข้ามาในราชอาณาจักร ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการดังกล่าวและมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีจะต้องมี หน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องดำเนินการขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากรภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่มูลค่าของรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจะได้รับสิทธิ ประโยชน์ในการเครดิตภาษีซื้อ ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงาน และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ กิจการได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับสถานประกอบการที่สามารถนำมายื่นขอจด ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กล่าวคือ ผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะจัดตั้งสถานประกอบการและจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น หากสถานประกอบการเป็นอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียมและมีลักษณะเป็นห้องพักอาศัย จะ ไม่สามารถใช้ห้องพักอาศัยดังกล่าวเป็นสถานประกอบการในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้เนื่องจากขัดกับ ข้อกฎหมายที่มีการห้ามใช้ห้องพักอาศัยในการประกอบการค้า เว้นแต่จะเป็นห้องที่มีการจัดพื้นที่ไว้โดยเฉพาะ เท่านั้น ทั้งนี้ หากพิจารณานิยามคำว่า “สถานประกอบการ” ตามที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลรัษหากรนั้น หมายถึง สถานที่ซึ่งผู้ประกอบการใช้ประกอบกิจการเป็นประจำ และให้หมายรวมถึงสถานที่ซึ่งใช้เป็น ที่ผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจำด้วย ดังนั้น หากผู้ประกอบการได้ดำเนินธุรกิจภายในห้องพักอาศัย ในอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียม โดยประกอบกิจการงานนั้นเป็นประจำ และมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี อาทิ บุคคลธรรมดารับจ้างพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ โดยสถานที่ทำงานคือห้องพัก ในคอนโดมิเนียมของตนเอง และมีรายได้ต่อปีตรงตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ก็ควรมีสิทธิที่จะยื่นคำขอ เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาจากจำนวนประชากรในกรุงเทพมหานครที่มีความหนาแน่นสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับพื้นที่ของกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน ส่งผลให้ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ จากเดิมที่ประชากรเคยมีที่อยู่อาศัยในแนวราบ (Low-Rise) อาทิบ้านจัดสรร บ้านเดี่ยว หรือ อาคารพาณิชย์กลายเป็นรูปแบบที่อยู่อาศัยแนวสูงหรือแนวดิ่ง (High-Rise) คือ อาคารชุด หรือที่ เรานิยมเรียกกันว่า “คอนโดมิเนียม” ประกอบกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ประเทศไทยประสบกับปัญหา การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถออกไปทำธุรกรรม หรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ภายนอกได้ตามปกติเช่นเดิม และภาครัฐได้กำหนดมาตรการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อลดการแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้กิจการต่าง ๆ ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติวิสัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ในประเทศไทยอย่างเป็นวงกว้าง จากปัญหาดังกล่าว ผู้ศึกษาเห็นว่า ข้อกฎหมายของประเทศไทยควรเอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ ห้องชุดเป็นสถานประกอบการในการจัดตั้งธุรกิจและจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้เพื่อให้สอดคล้องกับ สภาพการณ์ปัจจุบันที่ใครอยู่ที่ไหนก็สามารถทำงานหาเงินได้จึงได้วิเคราะห์วัตถุประสงค์ของกฎหมายไทยที่ …


การขออนุญาตการจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ออนไลน์, สุปิยะ ติงวสุธาร Jan 2021

การขออนุญาตการจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ออนไลน์, สุปิยะ ติงวสุธาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แต่เดิมการขายสินค้าโดยทั่วไปจะต้องมีหน้าร้านหรือแผงสำหรับการขายสินค้า โดยอาจต้องเช้าพื้นที่ในห้าง หรือต้องหาพื้นที่เช่าอื่นๆ นอกจากผู้ขายยังต้องซื้อสินค้ามาจัดวางที่ร้าน และผู้ซื้อจะต้องไปซื้อในสถานที่ซื้อขาย แต่ในปัจจุบันธุรกิจในโลกออนไลน์เป็นช่องทางหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะการซื้อขายสินค้า หรือบริการผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Instagram หรือโปรแกรมประยุกต์อย่างแอพพลิเคชั่น line ซึ่งเป็นสังคมแห่งข่าวสารเปิดกว้าง ผู้บริโภคมีสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารข้อมูลสารสนเทศได้อย่างง่าย ถือเป็นการทำธุรกรรมการซื้อขายสินค้าระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อผ่านทางอินเทอร์เน็ตโดยทั้งสองฝ่ายไม่ต้องพบกัน แต่ใช้การติดต่อขายทางอินเทอร์เน็ตก็สามารถซื้อขายสินค้าได้ทุกรูปแบบสินค้าทุกประเภท ตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก การขายออนไลน์นั้นสามารถโฆษณาสินค้าได้ง่ายเพียงแค่ลงรายการสินค้า ลงรูป รายละเอียด และราคาของสินค้าในเว็บไซต์ก็สามารถขายของได้ ในกรณีใช้บริการเปิดร้านค้าออนไลน์ สามารถตั้งชื่อร้าน ตกแต่งป้ายร้านและหน้าตาของร้านได้ตามต้องการ ดังนั้น จะเห็นว่าการขายออนไลน์มีใช้ต้นทุนต่ำ ไม่ต้องเสียค่าเช่าร้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน การขายออนไลน์นั้นสามารถขายได้ทุกวัน อีกทั้งยังไม่จำกัดเวลา ทำให้ลูกค้าสามารถเข้ามาชมสินค้าภายในร้านค้าหรือกระทู้ขายของได้ตลอดเวลา ในขณะที่ปัจจุบันนั้นการขายออนไลน์มีสินค้ามากมายที่ผู้ขายนำมาเสนอขายให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งสินค้าบางประเภทอาจเป็นสินค้าที่ต้องอยู่ในความควบคุม หรือต้องมีการตรวจสอบก่อนที่จะนำมาจำหน่ายแก่ผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายเครื่องมือการแพทย์ซึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ส่งผลให้ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการตามกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าว แต่ปัจจุบันพบว่า การขายเครื่องมือแพทย์ทางออนไลน์นั้นมีอยู่เป็นจำนวนมากที่มีการโฆษณาที่สรรพคุณเกินความเป็นจริง การโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง เช่น โฆษณาอุปกรณ์บำบัดด้วยกระแสไฟฟ้าสถิตย์ที่มีความต่างศักยภาพสูง...ทดลองใช้ฟรีอาการที่รักษา ได้ดี : ปวดศีรษะ ท้องผูก นอนไม่หลับ ปวดหลัง ปวดไหล่ ใช้เวลาเพียงวันละ 20 นาทีรับรองโดยกระทรวงสาธารณสุขประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน ประเทศไต้หวัน...” หรือการโฆษณาเครื่องตรวจออกซิเจนในเลือดที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ เช่น ติดตามโรค หรืออาการบาดเจ็บ จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ชนิดหนึ่ง ที่โฆษณาเกินจริงว่าสามารถใช้วินิจฉัยยืนยันการติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งคณะกรรมการอาหารและยาได้ชี้แจงว่าไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้ในการวินิจฉัยยืนยันการติดเชื้อโควิด-19 ข้อความโฆษณาเกินจริงดังกล่าวพบว่ายังไม่ได้ทำการขออนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์จากคณะกรรมการอาหารและยา แม้ว่ากฎหมายจะกำหนดไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการถึงการโฆษณาสรรพคุณเครื่องมือแพทย์ทางสื่อต่างๆจะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการอาหารและยาก่อนปรากฎตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 24 กำหนดไว้ว่า ผู้ใดประสงค์จะขายเครื่องมือแพทย์ตามมาตรา 6 (3) ให้ยื่นคำขออนุญาตและเมื่อผู้อนุญาตออกใบอนุญาตให้แล้วจึงจะขายเครื่องมือแพทย์นั้นได้ การขออนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง และประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการโฆษณาเครื่องมือแพทย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 โดยกระบวนการพิจารณาอนุญาตจะต้องเป็นไปตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด ในทางปฏิบัติยังพบว่ามีการโฆษณาเครื่องมือแพทย์มีจำนวนมากเห็นได้ว่าจากสถิติการรับเรื่องร้องเรียนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในแต่ละปีพบว่ากว่าร้อยละ 60 …


ปัญหาการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือ วิชาชีพตามประมวลรัษฎากร: ศึกษากรณีเบี้ยประชุมกรรมการ, ชนมน ทองพิลา Jan 2021

ปัญหาการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือ วิชาชีพตามประมวลรัษฎากร: ศึกษากรณีเบี้ยประชุมกรรมการ, ชนมน ทองพิลา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ในสมัยนายอานันท์ ปันยารชุนดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีหรือตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2535 เป็นต้นมา ได้มีการประกาศใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มแทนภาษีการค้า โดยภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นจะจัดเก็บจากฐานการบริโภคซึ่งตามประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้ บุคคลซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี สำหรับฐานรายได้ในส่วนที่เกินหนึ่งล้านแปดแสนบาทต่อปี ทั้งนี้คำว่า “บริการ หมายถึง การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า” และการดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทในช่วงเวลานั้นก็จัดเป็นการให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพซึ่งมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากฐานรายได้ของหน้าที่งานกรรมการ ต่อมาในปี พ.ศ.2558 ได้มีประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 205 ที่กำหนดให้การปฏิบัติงานในฐานะกรรมการบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด กรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามที่กฎหมายกำหนด และกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งโดยราชการ ไม่ถือว่าเป็นการให้บริการและส่งผลให้การปฏิบัติงานในฐานะกรรมการได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการปฏิบัติงานในฐานะกรรมการ หากตีความตามความหมายของ “บริการ” ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นพบว่า การปฏิบัติงานในฐานะกรรมการเป็นการให้บริการ เนื่องจากเป็นการกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า แต่การปฏิบัติงานดังกล่าวมิใช่การกระทำในทางธุรกิจหรือวิชาชีพเสียมากกว่า เนื่องจากการขายสินค้าหรือการให้บริการซึ่งรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายมหาชนที่ได้กระทำในฐานะที่เป็นองค์กรมหาชนนั้น เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในการควบคุมกิจการต่าง ๆ (regulatory activity) ซึ่งมิใช่การประกอบธุรกิจการค้าใด ๆ ด้วยเหตุนี้ การออกประกาศฯ เพื่อยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มที่กล่าวว่า การปฏิบัติงานในฐานะกรรมการไม่ถือว่าเป็นการให้บริการนั้น ในความเห็นของผู้ศึกษาจึงเห็นว่าไม่มีเหตุผลอันสมควร จากปัญหาข้างต้น พบว่า การพิจารณาขอบเขตการใช้บังคับภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร โดยเฉพาะความหมายของการกระทำในทางธุรกิจหรือวิชาชีพนั้นมีความสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นอย่างมาก เนื่องจากยังมีการใช้บังคับที่ผิดเพี้ยนออกไปจากหลักการที่แท้จริงซึ่งมีสาเหตุมาจากความเร่งรีบในการประกาศใช้กฎหมายให้ทันในช่วงที่มีสภาพิเศษในปี พ.ศ.2534 และปัญหาการตีความของหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายอีกด้วย ทั้งนี้ในต่างประเทศ ได้แก่ สหภาพยุโรป และราชอาณาจักรบาห์เรนที่ทางผู้ศึกษาเลือกมาศึกษานั้น ได้มีการกำหนดขอบเขตการใช้บังคับภาษีมูลค่าเพิ่มและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นการกระทำในทางธุรกิจหรือวิชาชีพไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงจัดทำเอกัตศึกษาฉบับนี้ขึ้น เพื่อศึกษาขอบเขตการใช้บังคับภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรเปรียบเทียบกับกฎหมายของต่างประเทศ และเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของกรรมการซึ่งได้รับค่าตอบแทนเป็นเบี้ยประชุมกรรมการ


ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง : ศึกษาเฉพาะกรณีหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ ที่อยู่อาศัยเป็นที่พักที่คิดค่าตอบแทน (โฮมสเตย์), ฐิตินันท์ เจริญวิจิตรวงศ์ Jan 2021

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง : ศึกษาเฉพาะกรณีหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ ที่อยู่อาศัยเป็นที่พักที่คิดค่าตอบแทน (โฮมสเตย์), ฐิตินันท์ เจริญวิจิตรวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินของประเทศไทยจะเป็นไปตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ซึ่งได้แบ่งอัตราการจัดเก็บภาษีที่แตกต่างกัน ตามประเภทที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ การศึกษาครั้งนี้ มุ่งพิจารณาที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยที่มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละศูนย์จุดสามของฐานภาษีหรือมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประกอบกับประกาศกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย เรื่องหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย การกาหนดคุณลักษณะของโฮมสเตย์ให้ขึ้นอยู่กับจานวนห้อง และจานวนผู้เข้าพัก หากมีจานวนไม่เกินสี่ห้อง ผู้พักรวมกันไม่เกินยี่สิบคน จะถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย จัดเก็บภาษีอัตราที่อยู่อาศัย การกาหนดเงื่อนไขดังกล่าว ผู้ศึกษามีความเห็นว่า การเปิดให้เข้าพักของโฮมสเตย์โดยไม่จากัดระยะเวลาการเข้าพัก ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมที่ต้องเสียภาษีในอัตราไม่เกินร้อยละหนี่งจุดสองของฐานภาษีหรือมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติโรงแรม โดยจากการศึกษากฎหมายที่พักชั่วคราวของประเทศญี่ปุ่น พบว่ามีการกาหนดกรอบเวลาในการให้เข้าพักเพื่อแบ่งประเภทของธุรกิจให้เช่าที่พักส่วนบุคคลและการเช่าชั่วคราวในเชิงพาณิชย์สาหรับกิจการโรงแรมไว้อย่างชัดเจน ซึ่งหากเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าพักไม่เกิน 180 วันต่อปี ถือเป็นการให้เช่าที่พักส่วนบุคคลเป็นครั้งคราวเพื่อ “หารายได้เสริม” จะถูกเก็บภาษีทรัพย์สินคงที่ (Fixed Asset tax) แต่หากเจ้าของบ้านต้องการเปิดให้เช่าที่พักเกินกว่า 180 วันต่อปี จะต้องขอใบอนุญาตการประกอบธุรกิจโรงแรม เนื่องจากเป็นการให้บริการเชิงพาณิชย์จึงมีภาระภาษีที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ในการศึกษายังพบว่าประเทศไทยไม่มีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจโฮมสเตย์เหมือนกับประเทศญี่ปุ่น จึงส่งผลให้ธุรกิจธุรกิจโฮมสเตย์ในประเทศไทยมีจานวนมากและยากต่อการควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กาหนด เมื่อพิจารณาแนวทางการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินของประเทศญี่ปุ่นแล้ว ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะ ให้แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย ข้อ 2 โดยเพิ่มเติมกรอบระยะเวลาการเปิดให้เข้าพัก รวมทั้งควรมีกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมธุรกิจการโฮมสเตย์ พร้อมบทลงโทษสาหรับผู้ให้เช่าที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติ ไว้ในกฎหมาย


การศึกษาผลกระทบของความตกลงเขตการค้าเสรีจีน – อาเซียนต่อมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ในประเทศไทย, อรฤดา คำเลิศลักษณ์ Jan 2021

การศึกษาผลกระทบของความตกลงเขตการค้าเสรีจีน – อาเซียนต่อมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ในประเทศไทย, อรฤดา คำเลิศลักษณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากกระแสความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและแรงผลักดันของปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับโลก ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์โลกให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่ใช้ในการ ขับเคลื่อนยานยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผา ไหม้ สู่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยจากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยีมาสู่ยานยนต์ไฟฟ้านี้ จึงส่งกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยในฐานะผู้เป็นฐาน การผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในรายใหญ่ของโลก ให้ต้องมีการปรับตัว และก้าวให้ทันต่อสถานการณ์และแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างสิ้นเชิงในครั้งนี้ ด้วยเหตุนี้ นโยบายภาครัฐจึงมีส่วนสําคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรม ยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม สําหรับประเทศไทย จากการศึกษาโดยใช้เครื่องมือ SWOT Analysis พบว่า มาตรการภาษีนําเข้าภายใต้กรอบความตกลง เขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน (ACFTA) เป็นอุปสรรคต่อนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยาน ยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ BEV ภายในประเทศ โดยจะมีผลเป็นการลดทอนประสิทธิภาพนโยบายของ ภาครัฐอย่างเป็นสาระสําคัญ กระทบต่อเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ที่สําคัญในระดับภูมิภาคให้ล่าช้าออกไปหรือมิอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อศึกษาเปรียบเทียบกับนโยบายผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ ภายในประเทศของประเทศเวียดนามและประเทศอินโดนีเซียพบว่า มีการดําเนินนโยบายที่แตกต่าง ออกไปกล่าวคือ ทั้งประเทศเวียดนามและประเทศอินโดนีเซีย ได้มีมาตรการตั้งกําแพงภาษี (Tariff Barrier) สําหรับการนําเข้ารถยนต์ไฟฟ้าทั้งคัน (CBU) จากประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ภายใต้กรอบ ความตกลง ACFTA และในขณะเดียวกัน ทางภาครัฐก็ได้มีการปรับใช้นโยบายในการส่งเสริม ความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมภายในประเทศควบคู่กันไปอย่างชัดเจน เพื่อมุ่งพัฒนา ข้อได้เปรียบของแต่ละประเทศที่มีอยู่ และผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ ซึ่งนับว่า นโยบายดังกล่าวของภาครัฐนั้นมีความสอดคล้องกับแนวคิดในการปกป้องและส่งเสริม อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ภายในประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จากประเด็นปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้มีการศึกษาเปรียบเทียบนโยบายและมาตรการของ ต่างประเทศ เพื่อหาแนวทางปรับใช้ที่เหมาะสมสําหรับประเทศไทย เพื่อเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านให้ ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ที่สําคัญในระดับภูมิภาคได้


ระบบประกันสังคมพื้นฐานสำหรับการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน, เอก มั่นเกษวิทย์ Jan 2021

ระบบประกันสังคมพื้นฐานสำหรับการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน, เอก มั่นเกษวิทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แรงงานถือเป็นปัจจัยสําคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ หากแรงงานมีความรู้ มี ทักษะสูงย่อมส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการทํางาน ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศใน ภาพรวม ทั้งนี้มีบางประเทศที่มีความต้องการแรงงานจากประเทศต่างๆเข้ามาทํางานในประเทศตน เพื่อทําให้เศรษฐกิจในประเทศเจริญเติบโตก้าวหน้าต่อไป ทําให้แรงงานในบางประเทศมีความประสงค์ จะย้ายถิ่นในการทํามาหากิน โดยปัจจัยต่างๆนั้นมาจากการที่ประเทศต้นทางไม่ตอบสนองต่อความ ต้องการเท่ากับประเทศปลายทางที่แรงงานย้ายถิ่นจะไปประกอบอาชีพ ในการเคลื่อนย้ายแรงงานนั้น จะต้องมีบริบทที่เป็นมาตรฐานที่ทําให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นไปตามหลักการรวมกลุ่มทาง ภูมิภาค ซึ่งตามหลักการทางการรวมกลุ่มทางภูมิภาคนั้น ประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายแรงงานจะ เกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีการกําหนดหลักประกันที่สําคัญและนํามาใช้ได้จริง เช่น การมีหลักประกันทาง สังคมและความมั่นคง เป็นต้น การรวมกลุ่มทางภูมิภาคนั้นไม่ใช่แค่เป็นการรวมกลุ่มแค่ในประเทศที่ พัฒนาแล้ว ในฝั่งเอเชียก็มีการรวมกลุ่มทางภูมิภาคขึ้นนั้นคือ การเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่ง เป็นการรวมกลุ่มของสิบประเทศสมาชิก เพื่อเป็นการพัฒนา เสริมสร้างการค้า การเคลื่อนย้ายแรงงาน ได้อย่างเสรี ในการเคลื่อนย้ายแรงงานของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนจากประเทศต้นทางไปยังประเทศ ปลายทาง เมื่อแรงงานมีการย้ายถิ่นไปทํางานที่ประเทศปลายทาง แรงงานย้ายถิ่นย่อมต้องเผชิญกับ ความไม่มั่นคงทางสังคม ต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางด้านวัฒนธรรมและความเสี่ยงภัยต่าง ๆ ใน ระหว่างทํางาน การคุ้มครองทางสังคมจึงเป็นสิ่งจําเป็นสําหรับการย้ายถิ่น เพื่อให้แรงงานย้ายถิ่นมี ความคุ้มครอง เป็นการสร้างความมั่นคงทางสังคมให้แก่แรงงานเมื่อต้องย้ายไปทํางานในต่างประเทศ การคุ้มครองทางสังคมที่สําคัญแก่แรงงาน คือ เรื่องของการประกันสังคม จากการศึกษาพบว่าระบบประกันสังคมของสมาชิกในกลุ่มประเทศอาเซียนให้สิทธิแรงงาน ข้ามชาติไม่เท่าเทียมกับแรงงานในประเทศของตน หรือบางประเทศไม่ให้สิทธิประโยชน์กับแรงงาน ข้ามชาติเลย ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อกําหนดขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ตามอนุสัญญา ฉบับที่ 102 ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่ําที่แรงงานควรได้รับ และตามอนุสัญญาฉบับที่ 118 ว่าด้วยการ ปฏิบัติที่เท่าเทียม (ประกันสังคม) และอนุสัญญาฉบับที่ 157 ว่าด้วยสิทธิประโยชน์ประกันสังคม ดังนั้นการที่จะทําให้การเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนมีประสิทธิภาพ มากขึ้น จําเป็นต้องมีการร่วมกันพัฒนา ทบทวน ปรับปรุงระบบความมั่นคงให้มีความชัดเจน


การจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ สำหรับวัตถุอันตรายทางการเกษตรของประเทศไทย, ณัฐวดี บุญยะกาพิมพ์ Jan 2021

การจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ สำหรับวัตถุอันตรายทางการเกษตรของประเทศไทย, ณัฐวดี บุญยะกาพิมพ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะสำหรับวัตถุอันตรายทางการเกษตรของประเทศไทย โดยศึกษาปัญหาและผลกระทบจากวัตถุอันตรายทางการเกษตรและหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะในประเทศไทย พร้อมทั้งศึกษาหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะสำหรับวัตถุอันตรายทางการเกษตรของประเทศเดนมาร์กเพื่อเป็นแนวทางในการนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย


สิทธิของผู้ให้สินเชื่อที่ไม่สามารถเป็นผู้รับหลักประกันได้ตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558, เพชรไพลิน ทองพาหุสัจจะ Jan 2021

สิทธิของผู้ให้สินเชื่อที่ไม่สามารถเป็นผู้รับหลักประกันได้ตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558, เพชรไพลิน ทองพาหุสัจจะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการเพิ่มเติมประเภทของทรัพย์สินที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันได้โดยไม่ต้องส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินทำให้ลูกหนี้สามารถใช้ทรัพย์สินนั้นต่อไปในการประกอบกิจการได้ และเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหนี้ที่ไม่จำเป็นต้องดูแลทรัพย์สินที่ลูกหนี้นำมาเป็นหลักประกัน การบัญญัติพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจนี้ขึ้นจึงถือได้ว่าเป็นประโยชน์แก่ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้โดยทั่วไป แต่สำหรับเจ้าหนี้ต่างประเทศ เช่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) เป็นต้น ที่ให้สินเชื่อร่วมกับเจ้าหนี้ที่เป็นธนาคารพาณิชย์ของไทย ซึ่งเจ้าหนี้ต่างประเทศดังกล่าวไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ทำให้เจ้าหนี้ต่างประเทศดังกล่าวไม่สามารถเป็นผู้รับหลักประกันได้ตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิทธิในหลักประกันที่เจ้าหนี้ต่างประเทศควรจะได้รับเทียบเท่ากับเจ้าหนี้ที่เป็นธนาคารพาณิชย์ไทยในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ และเกิดการบังคับหลักประกันเกิดขึ้น เนื่องจากเจ้าหนี้ต่างประเทศข้างต้นไม่สามารถเป็นผู้รับหลักประกันตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจได้ เจ้าหนี้ต่างประเทศเหล่านั้นจึงต้องเลือกทางเลือกอื่นในการจัดทำหลักประกันบนทรัพย์สินของลูกหนี้นั่นก็คือ การทำจำนอง จำนำ การทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง (Assignment) ซึ่งตามกฎหมายไทยนั้น การทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องไม่สามารถทำมาเป็นหลักประกันเพื่อประกันการชำระหนี้ได้ ทำให้เมื่อเกิดการบังคับหลักประกันบนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันชิ้นเดียวกัน ระหว่างเจ้าหนี้ที่เป็นธนาคารพาณิชย์ไทยซึ่งสามารถเป็นผู้รับหลักประกันตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจได้ กับเจ้าหนี้ต่างประเทศที่ไม่สามารถเป็นผู้รับหลักประกันทางธุรกิจได้ สิทธิบนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันที่เจ้าหนี้ทั้ง 2 จะได้รับย่อมแตกต่างกัน กล่าวคือ การเป็นผู้รับหลักประกันทางธุรกิจจะถือได้ว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และถือได้ว่าเป็นเจ้าหนี้มีบุริมสิทธิ ทำให้สมารถได้รับชำระหนี้ได้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นในกรณีที่ลูกหนี้ล้มละลาย แต่ฝ่ายเจ้าหนี้ต่างประเทศที่ไม่ได้เป็นผู้รับหลักประกันจึงถือได้ว่าเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 จำเป็นจะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อรอรับชำระหนี้ตามสัดส่วนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ จากที่กล่าวมาข้างต้นทำให้เห็นถึงความเสียเปรียบของเจ้าหนี้ต่างประเทศที่ได้รับจากการให้สินเชื่อร่วมกับเจ้าหนี้ที่เป็นธนาคารพาณิชย์ไทยเนื่องมาจากการที่พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 ไม่กำหนดให้เจ้าหนี้ต่างประเทศเหล่านั้น สามารถเป็นผู้รับหลักประกันได้ ในอนาคตหากไม่มีการแก้ไชพระราชบัญญัติเพื่อเพิ่มเติมเจ้าหนี้ต่างประเทศเหล่าหนี้เข้าไปเป็นผู้รับหลักประกัน อาจจะทำให้เจ้าหนี้ต่างประเทศไม่อยากเข้าร่วมให้สินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ไทยเนื่องมาจากการได้รับสิทธิที่ไม่เท่ากันระหว่างเจ้าหนี้ทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งจะถือเป็นการตัดโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่ของภาคธุรกิจของประเทศไทยก็เป็นได้ ข้อเสนอแนะ การกำหนดให้ผู้รับหลักประกันต้องเป็นสถาบันการเงินหรือบุคคลอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ถือเป็นการจำกัดการเป็นผู้รับหลักประกันตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ ดังนั้น จึงทำให้นิติบุคคลต่างประเทศอื่น ๆ ไม่สามารถเป็นผู้รับหลักประกันตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นการปิดโอกาสในการให้สินเชื่อโดยใช้ทรัพย์เป็นหลักประกันจากนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศ สถาบันการเงินระหว่างประเทศและองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญ โดยสถาบันการเงินและองค์กรเหล่านี้ในทางปฏิบัติก็มีการให้สินเชื่อกันอยู่แล้ว และอาจทำให้สถาบันการเงินและองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศผู้ให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการในไทยรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียม หรืออาจส่งผลให้ผู้ขอสินเชื่อได้รับกระทบต่อการพิจารณาการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินของต่างประเทศ ดังนั้นผู้เขียนจึงขอเสนอให้พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 มีการเพิ่มให้สถาบันการเงินระหว่างประเทศและองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเหล่านั้น ให้สามารถเป็นผู้รับหลักประกันตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจได้


แนวทางในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากกัญชาและกัญชง, วัชระ ธิเขียว Jan 2021

แนวทางในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากกัญชาและกัญชง, วัชระ ธิเขียว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันกัญชาและกัญชงก าลังได้รับความสนใจจากประชาชน ซึ่งประเทศไทยมีการบังคับใช้ กฎกระทรวงว่าด้วยเรื่องการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต น าเข้า ส่งออก จ าหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง (Hemp) พ.ศ. 2563 จึงท าให้ประเทศไทยเปิดโอกาสให้ สามารถบริโภคกัญชงได้ทั้งเชิงการแพทย์และเชิงสันทนาการ ส่วนกัญชาสามารถบริโภคได้เฉพาะ เชิงการแพทย์เท่านั้น อย่างไรก็ดี หากประชาชนบริโภคกัญชาและกัญชงไม่ถูกต้องตามค าแนะน าของผู้เชี่ยวชาญอาจ ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ อาทิ อาการมึนเมา เคลิ้ม ใจสั่น หน้ามืด เห็นภาพหลอน และรบกวน การรับรู้ของร่างกาย เป็นต้น ซึ่งอาการดังกล่าวมีสาเหตุมาจากสาร THC ที่อยู่ในกัญชาและกัญชง ที่สามารถ เข้าสู่ร่างกายด้วยระบบทางเดินอาหารไม่ว่าเป็น การรับประทาน การดื่ม และการสูบ เป็นต้น ทั้งนี้ อาการ ที่ไม่พึงประสงค์จะมีลักษณะที่รุนแรงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในร่างกายของแต่ละบุคคลว่า มีความไว หรือความอ่อนไหวต่อสาร THC มากหรือน้อยเพียงใด ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีปริมาณปลอดภัยที่ แน่ชัดในการบริโภคสาร THC ที่มีอยู่ในกัญชาและกัญชง ดังนั้น จึงควรมีแนวทางในการจัดเก็บ ภาษีสรรพสามิตจากกัญชาและกัญชง เพื่อควบคุมการบริโภคกัญชาและกัญชงที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการเปิดโอกาสให้ประชาชนบริโภคกัญชาและกัญชงภายใต้การจัดเก็บ ภาษีสรรพสามิตตามมูลค่า หรือตามปริมาณ หรือตามความเข้มข้นของสารเคมีซึ่งแต่ละมลรัฐสามารถ จัดรูปแบบการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตให้เข้ากับสภาพสังคมและเศรษฐกิจของตนเองได้ทั้งนี้ ผู้ศึกษาพบว่า เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกามีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเพื่อจ ากัดการบริโภคกัญชาและกัญชงที่มี ผลกระทบต่อสุขภาพ โดยจ าแนกตามวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตแล้ว มีผลลัพธ์ดังต่อไปนี้ ประการที่หนึ่ง แต่ละมลรัฐสามารถจัดเก็บภาษีสรรพสามิตที่เป็นรายได้ของภาครัฐได้เพิ่มมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะสร้างรายได้ให้กับภาครัฐเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประการที่สอง เมื่อมีการเปิดโอกาสให้ประชาชนบริโภคกัญชาและกัญชงภายใต้การจัดเก็บ ภาษีสรรพสามิตสามารถจ ากัดการบริโภคของประชาชนช่วงอายุ 12 ถึง 17 ปี ออกจากประชากรที่มีการบริโภค กัญชาและกัญชงทั้งหมดได้นอกจากนี้ ยังสามารถลดจ านวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอาการที่ไม่พึง ประสงค์จากการบริโภคกัญชาและกัญชงได้อีกด้วย ประการที่สาม การตรวจจับผู้กระท าความผิดโทษฐานจ าหน่ายสินค้าผิดกฎหมายในตลาดมืด มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากผลลัพธ์ข้างต้นจะเห็นได้ว่า การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากกัญชาและกัญชงของประเทศ สหรัฐอเมริกาสามารถยับยั้ง หรือจ ากัดการบริโภคของประชาชนบางกลุ่มออกไปได้และยังท าให้ผู้ป่วย …


แนวทางการแก้ไขผลกระทบต่อเจ้าหนี้ในเรื่องระยะเวลาในการทวงหนี้, วันวิสา ตั้งมนสิการกุล Jan 2021

แนวทางการแก้ไขผลกระทบต่อเจ้าหนี้ในเรื่องระยะเวลาในการทวงหนี้, วันวิสา ตั้งมนสิการกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาการทวงถามหนี้ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มุ่งเน้นศึกษาในมุมมองของเจ้าหนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งฝ่ายเจ้าหนี้และ ลูกหนี้ผลการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 9 (2) และประกาศ คณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ เรื่อง จํานวนครั้งในการติดต่อทวงถามหนี้ที่ได้กําหนดให้ เจ้าหนี้สามารถติดตามทวงหนี้ได้ในวันจันทร์ – วันศุกร์ภายในเวลา 08.00 – 20.00 นาฬิกา ส่วน วันหยุดราชการภายในเวลา 08.00 –18.00 นาฬิกา และเจ้าหนี้สามารถทวงถามลูกหนี้ได้ไม่เกิน 1 ครั้งต่อ 1 วันนั้น ไม่เหมาะสมกับการปฏิบัติต่อลูกหนี้กลุ่มที่ไม่ได้ทํางานในช่วงเวลากลางวัน หรือ ลูกหนี้ที่ทํางานเป็นช่วงกะเวลา ถือว่าเป็นการกําหนดกรอบเวลาในทวงถามหนี้ที่ไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ในขณะที่กฎหมายประเทศออสเตรเลียตาม Section 4 ของ Debt collection guideline for collectors and creditors, October 2021 ได้กําหนดเวลาติดต่อลูกหนี้ทางโทรศัพท์การติดต่อ โดยตรงต่อหน้ากัน และการติดต่อสถานที่ทํางานที่แตกต่างกัน และยังเปิดโอกาสให้สามารถตกลงกัน ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ได้ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่สะดวกที่จะติดต่อในเวลาที่กฎหมายกําหนดไว้ หรือไม่ ต้องการให้ติดต่อในขณะที่มีสมาชิกในการครอบครัวอยู่ด้วย ข้อเสนอแนะ ควรแก้ไขช่วงเวลาในการติดตามทวงถามหนี้โดยกําหนดให้วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ให้ติดต่อได้ในเวลา 07.00 นาฬิกาถึงเวลา 21.00 นาฬิกาในวันหยุดสุดสัปดาห์ให้ติดต่อได้ในเวลา 09.00 นาฬิกาถึงเวลา 21.00 นาฬิกา และห้ามทําการติดต่อในวันหยุดนักขัตฤกษ์แห่งชาติและเปิด โอกาสมีการตกลงกันระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้เกี่ยวกับกรณีให้ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลอื่นตามความ ประสงค์ เช่น ลูกหนี้ร้องขอให้ติดต่อในเวลาอื่นเนื่องจากลูกหนี้ทํางานเป็นกะ ทําให้การติดต่อในเวลา ดังกล่าวไม่สะดวก เป็นต้น เนื่องจากการแก้ไขให้เปิดโอกาสตกลงกันเกี่ยวกับเวลาในการติดต่อทวงถามหนี้นั้น กําหนดให้ ลูกหนี้เป็นผู้แสดงเจตนาเพื่อตกลงต่อเจ้าหนี้ ถึงเหตุผลที่ลูกหนี้ไม่สะดวกให้เจ้าหนี้ทวงถามหนี้ในเวลา ที่ระบุไว้ในกฎหมาย มีประโยชน์ต่อฝ่ายลูกหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้มีเจตนาสุจริต แต่ไม่สะดวกให้เจ้าหนี้ ติดต่อระหว่างการทํางาน หรือไม่สะดวกให้เจ้าหนี้ติดต่อในเวลาที่อยู่กับครอบครัวอยู่ก็สามารถแจ้งให้ เจ้าหนี้ติดต่อมาในช่วงเวลาที่ตนสะดวก


แนวทางการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... (การแลกเปลี่ยนข้อมูลตามคำขอระหว่างประเทศและการแลกเปลี่ยนข้อมูลอัตโนมัติระหว่างประเทศ) : ศึกษากฎทั่วไปว่าด้วยการต่อต้านการเลี่ยงภาษีอากร (General Anti-Tax Avoidance Rules), สุภาวี ไกรทอง Jan 2021

แนวทางการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... (การแลกเปลี่ยนข้อมูลตามคำขอระหว่างประเทศและการแลกเปลี่ยนข้อมูลอัตโนมัติระหว่างประเทศ) : ศึกษากฎทั่วไปว่าด้วยการต่อต้านการเลี่ยงภาษีอากร (General Anti-Tax Avoidance Rules), สุภาวี ไกรทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเนื้อหาสาระสำคัญในร่างพระราชบัญญัติการ แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามการภาษีอากรระหว่างประเทศ พ.ศ. ... ซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติ ภายใต้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 54) พ.ศ. 2564 ที่มีสาระสำคัญในการ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรในการนำข้อมูลผู้มีถิ่นฐานทางภาษีของประเทศคู่สัญญา ที่ถือครอง บัญชี หรือมีบัญชีที่เข้าข่ายต้องถูกนำส่งข้อมูลโดยอัตโนมัติ เป็นรายปี ด้วยวิธีบันทึกลงในฐานข้อมูล ตามมาตรฐานและการรักษาความปลอดภัยทางข้อมูลที่กำหนดโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการ พัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และกรมสรรพากรไทยจะได้รับข้อมูลทางบัญชีของผู้มีถิ่นที่อยู่เพื่อการ จัดเก็บภาษีในไทยส่งกลับมาเช่นกัน จากการวิเคราะห์มาตรการตามร่างพระราชบัญญัติฯ พบว่า เมื่อได้รับข้อมูลทางบัญชีจากการ แลกเปลี่ยนข้อมูลอัตโนมัติระหว่างประเทศจากประเทศภาคีที่ทำตามความตกลง หากพบความ ผิดปกติ เช่น มีแนวโน้มกระทำธุรกรรมเพื่อเลี่ยงภาษี กฎหมายไทยยังไม่มีการบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์ อักษรในเรื่องดังกล่าวในการตรวจสอบผู้ที่กระทำการจงใจเลี่ยงภาษีด้วยการย้ายเงินได้ เงินทุน ประกอบธุรกรรมในต่างประเทศ เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินใน ยุคดิจิทัล การลงทุนในรูปแบบต่างๆ นั้นมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วและในบางครั้งอาจเกินกว่าที่ข้อ กฎหมายจะสามารถระบุออกมาได้อย่างครอบคลุม ดังนั้นกฎหมายดังกล่าวจะต้องดำเนินการให้เท่า ทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน เพื่อให้การใช้บังคับกฎหมายเป็นไปอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด จึงศึกษาแนวทางการบัญญัติกฎ ทั่วไปว่าด้วยการต่อต้านการเลี่ยงภาษีอากร (General Anti-tax Avoidance Rules) และเสนอให้ เพิ่มมาตรการต่อต้านการเลี่ยงภาษีอากร เพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่ และกำหนดกลไกทางกฎหมายอย่าง ครบถ้วนในการใช้ข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลฯ เพื่อพิจารณาในประเด็นการ กระทำที่มีเหตุจูงใจ หรือเชื่อได้ว่าจงใจเลี่ยงภาษีรวมถึงหลักการรายงานข้อมูลเงินได้นอกประเทศไม่ ว่าจะนำเงินได้กลับเข้าประเทศหรือไม่ โดยการระบุขั้นต่ำของยอดเงินในบัญชีและประเภทของเงินได้ ที่ต้องรายงาน รวมไปถึงการเปิดเผยข้อมูลโดยสมัครใจเพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเข้า รายงานโดยตรงต่อหน่วยงานทางภาษีที่เกี่ยวข้อง หากไม่มั่นใจเกี่ยวกับการทำธุรกรรมในต่างประเทศ ในอดีตที่มีผลสืบเนื่องทางภาษี และมีการลดหย่อนโทษที่อาจเกิดขึ้นหากผู้มีหน้าที่เสียภาษีถูก ตรวจสอบ ผู้ศึกษาเชื่อว่าจะสามารถสร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติในการจัดเก็บภาษีบนเงินได้ ดังกล่าวได้ในอนาคต


การกำหนดค่าจ้างรายชั่วโมง กรณีแรงงานหญิงมีครรภ์, อุษณีย์ มหากิจศิริ Jan 2021

การกำหนดค่าจ้างรายชั่วโมง กรณีแรงงานหญิงมีครรภ์, อุษณีย์ มหากิจศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาเล่มนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาถึงแนวทางในการกำหนดค่าจ้างรายชั่วโมง กรณี แรงงานหญิงมีครรภ์กล่าวคือ ปัจจุบันพบว่าประเทศไทยยังไม่มีมาตรการคุ้มครองแรงงานหญิงมีครรภ์ใน เรื่องค่าตอบแทนการทำงานและค่าจ้างขั้นต่ำนี้เหมาะสมเพียงพอ โดยเอกัตศึกษานี้จะศึกษาถึงมาตรการ ทางกฎหมายตามหลักการสากลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ และกฎหมายของต่างประเทศที่ เกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีสาธารณรัฐฝรั่งเศส และ เครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและนำเสนอแนวทางกำหนดค่าจ้างรายชั่วโมงของ แรงงานหญิงมีครรภ์ของไทยต่อไป จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังขาดมาตรการกำหนดค่าจ้างรายชั่วโมง กรณีแรงงานหญิงมี ครรภ์ในขณะที่บริบทการจ้างงานเปลี่ยนแปลงไปทำให้ไม่สอดคล้องกับวิธีการกำหนดค่าจ้างแบบเดิม กล่าวคือ แรงงานหญิงมีครรภ์ต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านสรีระร่างกายประกอบกับอันตรายจากโรค ระบาดติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ตลอดจนวิธีการจ้างงานเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีทำให้รูปแบบ การจ้างงานระยะสั้นเป็นที่นิยม ฉะนั้น หากประเทศไทยได้มีการกำหนดค่าจ้างรายชั่วโมง กรณีแรงงาน หญิงมีครรภ์ขึ้นมาให้เป็นรูปธรรม ย่อมส่งผลให้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขเยียวยาอย่างเป็นระบบ ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ก็จะได้รับสิทธิที่แรงงานพึงจะได้รับ ทั้งยังเป็นหลักประกันในชีวิตจากการทีได้รับค่าจ้าง ที่เป็นธรรม อนึ่ง จากการศึกษาและพิจารณาถึงมาตรการทางกฎหมายตามหลักสากลและของ ต่างประเทศพบว่าได้มีการกำหนดเรื่องค่าตอบแทนการทำงานของแรงงานหญิงมีครรภ์ไว้อีกด้วย ตามเหตุที่ได้กล่าวมา ผู้เขียนจึงขอเสนอแนะให้ประเทศไทยสมควรมีการกำหนดค่าจ้างรายชั่วโมง กรณีแรงงานหญิงมีครรภ์ขึ้นไว้เป็นการเฉพาะ โดยกำหนดจากความเหมาะสมของจำนวนชั่วโมงการ ทำงานของหญิงมีครรภ์พร้อมทั้งนำมาตรการทางกฎหมายตามหลักการสากลและของต่างประเทศมาปรับ ใช้ให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยอย่างเหมาะสม


ปัญหาในการโอนพัสดุของรัฐวิสาหกิจตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560, กมลชนก อินวะษา Jan 2021

ปัญหาในการโอนพัสดุของรัฐวิสาหกิจตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560, กมลชนก อินวะษา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในอดีต การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุถูกกำหนดให้ส่วนราชการจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับดังกล่าวนั้นมีผลบังคับใช้กับ ส่วนราชการ ซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุโดยใช้เงินงบประมาณ เงินกู้ และเงินช่วยเหลือ ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม สำนักงาน หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือ ในต่างประเทศ เท่านั้น แต่ไม่รวมถึงรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ทำให้หน่วยงานที่ไม่ได้ถูกบังคับใช้ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับดังกล่าวจำเป็นต้องจัดทำข้อบังคับหรือระเบียบขึ้นเองเพื่อนำไว้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับหน่วยงานของตนเอง ต่อมา พบปัญหาจากการดำเนินการจัดหาพัสดุของหน่วยงานของรัฐหลายประเด็น เช่น นักลงทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาร่วมประมูลในโครงการของหน่วยงานของรัฐไม่มีความเชื่อมั่นในระบบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยนั้นไม่มีการออกกฎหมายกลางที่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐทุกแห่งให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงทำให้กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง จัดทำร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐขึ้น โดยได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน และมีหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ตอบแบบสอบถามความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ในเวลาต่อมาจึงเกิดพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ที่มีผลใช้บังคับวันที่ 23 สิงหาคม 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐมีหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และได้มีการออกระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ โดยพระราชบัญญัติและระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าว ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณด้วย ทำให้รัฐวิสาหกิจนั้นเกิดความไม่คล่องตัวในการโอนพัสดุ เนื่องจากการจำกัดหน่วยงานผู้รับโอนเป็นการจำกัดที่ไม่สอดคล้องกับการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจที่ต้องดำเนินการรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียที่มากกว่าที่กฎหมายกำหนดให้ ทำให้เกิดการบริหารพัสดุที่มีอยู่อย่างไม่คุ้มค่าและไม่เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งหน่วยงานผู้โอนและผู้รับโอน ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงเห็นว่า ควรมีการกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการโอนพัสดุสำหรับรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้การโอนพัสดุของรัฐวิสาหกิจมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด


ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทที่อยู่อาศัย, อรณิชา ศิริลักษณาพร Jan 2021

ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทที่อยู่อาศัย, อรณิชา ศิริลักษณาพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทที่อยู่อาศัยตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 นั้นได้มีการออกพระราชบัญญัติแทนกฎหมายเดิมซึ่งก็คือ พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 โดยหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการจัดเก็บภาษีนั้นมีลักษณะแตกต่างจากเดิม โดยตามกฎหมายเดิมนั้นจะมีฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวณเพื่อจัดเก็บภาษี คือ ค่ารายปีหรือค่าเช่าจากทรัพย์สินนั้น ส่วนตามกฎหมายปัจจุบันนั้นจะมีฐานภาษีจากมูลค่าประเมินทุนทรัพย์ของทรัพย์สินนั้น โดยจากการบังคับใช้กฎหมายฉบับปัจจุบันนั้นส่งผลให้เจ้าของทรัพย์สินในส่วนของที่อยู่อาศัย เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม เป็นต้น ต้องมีการรับภาระในการจ่ายชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพิ่ม ทั้งที่ถ้าตามกฎหมายเดิมเจ้าของทรัพย์สินในส่วนของที่อยู่อาศัยจะไม่มีภาระในการจ่ายชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเนื่องจากเป็นการอยู่อาศัยโดยเจ้าของทรัพย์สินเอง ไม่ได้มีการให้ผู้อื่นเช่าจึงไม่มีค่ารายปีที่ต้องนำมาคำนวณเป็นฐานภาษี การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในปัจจุบันฐานภาษีนั้นเกิดจากมูลค่าประเมินทุนทรัพย์ของทรัพย์สิน และอัตราภาษีของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในแต่ละประเภทไม่เท่ากัน คือ มีการจัดประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ที่อยู่อาศัย การใช้ประโยชน์อื่น หรือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่า เป็นต้น ซึ่งประเภทของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่แตกต่างกันก็จะทำให้มีการจัดเก็บอัตราภาษีไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงเกิดปัญหาในการตีความนิยามของคำว่าประเภทของที่อยู่อาศัยนั้นว่ามีความเหมาะสมและแน่นอนหรือไม่ เช่น ที่อยู่อาศัยที่มีการให้เช่าเพื่ออยู่อาศัย หรือ โฮมสเตย์ควรจะมีการจัดประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นที่อยู่อาศัย หรือเพื่อการใช้ประโยชน์อื่นในทางพาณิชยกรรม เนื่องจากการจัดประเภทที่แตกต่างกันย่อมส่งผลถึงอัตราภาษีที่ใช้ในการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างด้วยเช่นกัน ซึ่งหากถูกจัดประเภทเป็นที่อยู่อาศัยอัตราภาษีย่อมต่ำกว่าการจัดประเภทเพื่อการใช้ประโยชน์อื่น อีกทั้ง การประเมินมูลค่าทุนทรัพย์เพื่อใช้เป็นฐานภาษีในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นสามารถทำได้หลายวิธี เช่น วิธีต้นทุน วิธีเปรียบเทียบราคาตลาดและวิธีรายได้ เป็นต้น ซึ่งวิธีการประเมินทุนทรัพย์แต่ละวิธีนั้นย่อมมีมูลค่าในการประเมินทุนทรัพย์ที่แตกต่างกัน ซึ่งหากทางหน่วยงานที่รับผิดชอบในการประเมินมูลค่าทุนทรัพย์ใช้วิธีในการประเมินที่ไม่เหมาะสม คือ ทำให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต้องรับภาระภาษีมากหรือน้อยเกินสมควรย่อมเป็นการประเมินที่ไม่เป็นธรรม เช่น หากประเมินมูลค่าอาคารที่มีต้นทุนการก่อสร้างที่สูง เนื่องจากอาจซื้อวัสดุก่อสร้างมาด้วยราคาที่แพงเกินสมควรจะทำให้การใช้วิธีต้นทุนในการประเมินมูลค่าทุนทรัพย์อาจจะไม่เหมาะสม เนื่องจากหากประเมินด้วยวิธีเปรียบเทียบราคาตลาดแล้วมูลค่าที่ประเมินได้ย่อมอาจมีมูลค่าต่ำกว่าค่อนข้างมาก และจะส่งผลต่อฐานภาษีเพื่อนำไปใช้ในการคำนวณภาษีต่อไป โดยหากฐานภาษียิ่งมีมูลค่าสูงย่อมทำให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีต้องรับภาระภาษีมากขึ้นและหากฐานภาษีมีมูลค่าน้อยกว่าสมควรก็ย่อมทำให้รายได้ของรัฐในการจัดเก็บภาษีนั้นต่ำลง โดยพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ประกอบกับพระราชบัญญัติการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ.2562 นั้นมีการเปลี่ยนวิธีจากการกำหนดค่ารายปีเป็นการประเมินมูลค่าของทรัพย์สินเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งกรณีที่ดินจะใช้ราคาตลาดเป็นหลักในการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ส่วนสิ่งปลูกสร้างจะใช้ราคาประเมินโดยวิธีต้นทุนเป็นหลัก แต่จากการศึกษานั้นพบว่าประเภทของบ้านนั้นมีหลายประเภท เช่น บ้านไม้ บ้านปูน หรือบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ แต่กรมธนารักษ์หรือผู้ประเมินทุนทรัพย์นั้นได้จำแนกประเมินในการกำหนดราคาประเมินเพียง 2 ประเภท คือ บ้านเดี่ยวและบ้านทาวน์โฮมซึ่งไม่สอดคล้องกับประเภทบ้านที่มีอยู่อย่างหลากหลายในปัจจุบัน และบ้านแต่ละประเภทก็ย่อมมีต้นทุนไม่เท่ากัน จะประเมินบ้านแต่ละประเภทมีต้นทุนที่เท่ากันเพื่อใช้ในการคำนวณเป็นฐานภาษีนั้นย่อมไม่เหมาะสมและไม่เท่าเทียม ดังนั้น จากปัญหาข้างต้นจึงได้มีการศึกษามาตรการทางภาษีของต่างประเทศ คือ ประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลีใต้เพื่อที่จะทำการเปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศไทย และนำมาเสนอแนวทางในการลดหรือขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นจากปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทที่อยู่อาศัยในเรื่องของการตีความนิยามของคำว่าประเภทของที่อยู่อาศัย และการกำหนดประเภทของที่อยู่อาศัยในการประเมินมูลค่าทุนทรัพย์เพื่อเป็นฐานในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562


แนวทางที่เหมาะสมในการกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการทำงานทางไกลผ่านมัลติมีเดีย (Telework) ในประเทศไทย, อฑตยา นิลทองคำ Jan 2021

แนวทางที่เหมาะสมในการกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการทำงานทางไกลผ่านมัลติมีเดีย (Telework) ในประเทศไทย, อฑตยา นิลทองคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ตราบใดที่สภาวการณ์ในเรื่องค่าฝุ่น 2.5 PM ยังคงมีความทวีพูนอยู่และมากขึ้นที่ยังไม่ สามารถจัดการหรือควบคุมให้ดีขึ้นได้ หรือแม้กระทั่งสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ในปัจจุบันที่ยังคงระบาดอยู่ทั่วโลก ผู้ประกอบการหรือนายจ้างย่อมต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตทั้ง ในด้านสังคมและพฤติการณ์ในการทํางานที่เปลี่ยนแปลงไปให้เข้ากับสภาวการณ์ที่ยังดํารงอยู่ใน ปัจจุบัน ดังนั้นตัวผู้ประกอบหรือนายจ้าง และตัวพนักงงานหรือลูกจ้างต้องมีการเตรียมความพร้อม เรื่องการทํางานนอกสถานที่ หรือที่เรียกว่าการทํางานทางไกลผ่านมัลติมิเดีย (Telework) อยู่เสมอ และดูเหมือนจะเป็นรูปแบบการทํางานที่คนให้ความสนใจนิยมมากขึ้น อีกทั้งจากการที่ผู้วิจัยได้ศึกษาการทํางานทางไกลผ่านมัลติมิเดีย (Telework) พบว่า ถึงแม้ว่าการทํางานแบบนี้จะมีข้อดีในเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทําให้สามารถพูดคุย กันแบบเห็นหน้าได้โดยไม่ต้องไปทํา ณ สํานักงาน ที่ช่วยให้เวลาในการทํางานมีความยืดหยุ่นมาก ยิ่งขึ้น และยังเป็นการลดใช้จ่ายส่วนกลางที่ตัวผู้ประกอบการต้องรับภาระ แต่ถึงกระนั้นแล้วใช้ว่าการ ทํางานรูปแบบนี้จะมีข้อดีอย่างเดียว แต่หากยังพบถึงปัญหาไม่ว่าจะเป็นในเรื่องไม่มีการจัดสรรเวลาใน การทํางานที่ดี ไม่ว่าจะเป็นฝั่งลูกจ้างที่โดนใช้เวลานอกงานทําให้ไปรบกวนเวลาว่างที่ควรจะเป็นอิสระ และได้รับการพักผ่อน อีกทั้งฝั่งนายจ้างอาจได้รับผลกระทบที่ฝั่งลูกจ้างไม่จัดสรรเวลาให้ดี ทํางานไม่ ครบตามเวลาที่กําหนดจึงทําให้การทํางานไม่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามที่พึงต้องการในเนื้อ งาน เป็นตัน ปัญหาเหล่านี้ยังขาดบทกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิแรงงานที่ควรจะได้รับ ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่ผู้วิจัยได้ทําการศึกษา ได้แก่สหรัฐอเมริกา และสหพันธ สาธารณรัฐเยอรมนีพบว่าประเทศเหล่านี้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในทางกฎหมายโดยการมีบัญญัติ กฎหมายขึ้นโดยเฉพาะเพื่อกําหนดกฎเกณฑ์หรือสร้างกรอบนโยบายในการคุ้มครองลูกจ้างที่ทํางาน ทางไกลผ่านมัลติมีเดีย (Telework) เพื่อขจัดปัญหาที่ได้เกิดขึ้น และหากย้อนกลับมาดูถึงสภาวการณ์ ของกฎหมายที่เป็นความว่างเปล่าของกฎหมายไทยที่ยังไม่มีแนวทางในการปฏิบัติหรือการบัญญัติ กฎหมายเฉพาะ หากมองถึงข้อบกพร่องของความว่างเปล่าที่ไม่มีกฎหมายในการเข้ามาควบคุมการทํา สัญญาเกี่ยวกับการทํางานในลักษณะนี้จากการศึกษาผู้วิจัยจึงต้องการให้มีการกําหนดกฎเกณฑ์หรือ สร้างกรอบนโยบายอันเป็นแนวทางในการทํางานทางไกลผ่านมัลติมีเดีย (Telework) เพื่อเป็นการ สร้างนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่สามารถได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายแรงงานตาม ความเหมาะสมทั้งส่วนสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและสิทธิหน้าที่ของลูกจ้างเพื่อให้เป็นการประกัน โครงสร้างและรูปแบบการทําสัญญาการทํางานทางไกลผ่านมัลติมีเดีย (Telework) ที่จะมี ประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่ายที่เป็นไปตามแนวทางมาตรการสากล


การขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีถูกหักเกินกว่าภาษีที่ต้องเสีย ตามมาตรา 27 ตรี และมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร: ศึกษากรณี ผู้มีสิทธิขอคืนภาษี, ชาลิสา อมรธาตรี Jan 2021

การขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีถูกหักเกินกว่าภาษีที่ต้องเสีย ตามมาตรา 27 ตรี และมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร: ศึกษากรณี ผู้มีสิทธิขอคืนภาษี, ชาลิสา อมรธาตรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เป็นการจัดเก็บภาษีล่วงหน้า ซึ่งถือว่าเป็นวิธีเสียภาษีที่ดีที่สุด เนื่องจากเป็นการเสียภาษีที่กำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ หักภาษีก่อนที่จะมีการจ่ายเงินได้ให้แก่ผู้มีเงินได้ จึงเป็นการเก็บภาษีในขณะที่มีเงินได้เกิดขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลสามารถเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยและสม่ำเสมอ อีกทั้งยังช่วยทำให้รัฐบาลประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีเงินได้อีกด้วย เพราะเป็น การมอบหมายให้เอกชนช่วยเก็บภาษีแทน โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษีจากเงินที่จ่ายให้แก่ผู้รับ และนำเงินส่งกรมสรรพากรก่อนที่จะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับ กล่าวคือ “ผู้จ่ายเงินได้” เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้รับ หรือ “ผู้มีเงินได้” ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี อย่างไรก็ดี การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กฎหมายกำหนด กรณีผู้จ่ายเงินได้มิได้ทำการหักและนำส่งภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือตามคำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากร หรือหักและนำส่งภาษีแล้ว แต่ไม่ครบจำนวน ที่ถูกต้องผู้จ่ายเงินได้จำต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษี ที่ไม่ได้หักและนำส่ง หรือตามจำนวนภาษีที่นำส่งขาดไป แล้วแต่กรณี กรณีที่ผู้จ่ายเงินได้ทำการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายแล้ว ผู้มีเงินได้ย่อมพ้นความรับผิดที่จะต้องชำระภาษีเท่ากับจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักภาษีไว้ และผู้จ่ายเงินได้จะเป็นผู้รับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 54 แห่งประมวลรัษฎากร ในทางกลับกัน กรณีผู้มีเงินได้เสียภาษีเงินได้เกินไปกว่าจำนวนที่ต้องเสีย หรือเสียไปโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียเนื่องจากผู้จ่ายเงินได้ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เกินไป หรือหักภาษีไว้โดยไม่มีหน้าที่ต้องหัก ผู้มีเงินได้มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีที่ชำระไว้เกินจากกรมสรรพากรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติมาตรา 27 ตรี และมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร แม้หลักเกณฑ์การขอคืนภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย จะถูกบัญญัติไว้ในบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร แต่เมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 27 ตรี และมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากรแล้วพบว่ามีประเด็นปัญหาบางประการ กล่าวคือ บทบัญญัติมาตรา 27 ตรี มีความไม่ชัดเจนเรื่องผู้มีสิทธิขอคืนภาษี แม้แนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรตามแนววินิจฉัยในหนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรซึ่งกรมสรรพากรถือว่าผู้ถูกกระทบกระเทือนสิทธิโดยตรงเป็นผู้มีสิทธิขอคืนภาษี อาทิ ผู้มีเงินได้ที่ถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย หรือผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ที่นำเงินของตนเองส่งภาษีไว้ผิดหรือซ้ำ แต่หนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรของกรมสรรพากรก็เป็นเพียงแนวปฏิบัติในการบริหารงานจัดเก็บภาษีอากรมิใช่คำสั่งทางปกครองตามความหมายของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เนื่องจากมิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล จึงไม่มีผลผูกพันให้กรมสรรพากรจะต้องปฏิบัติตามแต่ประการใด ในขณะที่มาตรา 63 มิได้กำหนดไว้เป็นการเฉพาะว่าผู้มีสิทธิขอคืนภาษีจะต้องเป็นผู้ใดเพียงแต่กำหนดว่าบุคคลใดถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษี หรือผู้ที่ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี แต่ถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้ว บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่ถูกหักและนำส่งไว้แล้วนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้อง ขอคืนต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงสามารถอนุมานได้ว่า …


ประเด็นการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่มีต่อผู้สอบบัญชี, พิจิตรี เลิศลักษณาพร Jan 2021

ประเด็นการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่มีต่อผู้สอบบัญชี, พิจิตรี เลิศลักษณาพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงปัญหาและผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วน บุคคล พ.ศ. 2562 ที่มีต่อวิชาชีพผู้สอบบัญชีในประเทศไทย เนื่องจากการตรวจสอบบัญชีเป็นหนึ่งใน งานที่ให้ความเชื่อมั่นซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่อาจประกอบไปด้วยข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจาก ผู้สอบบัญชีจะใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นหลักฐานซึ่งช่วยให้ผู้สอบบัญชีสามารถแสดงความเชื่อมั่น หรือ แสดงข้อเท็จจริงที่มีต่องานที่ได้ปฏิบัติ โดยในการได้มาซึ่งหลักฐานการสอบบัญชีนี้ ผู้สอบบัญชีได้รับ ข้อมูลในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสําหรับการตรวจสอบงบการเงิน นอกจากนี้ ผู้สอบบัญชี ยังเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากได้มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตามคําสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล จากการเข้าไปทําสัญญากับผู้ควบคุมข้อมูลส่วน บุคคลสําหรับงานที่ให้ความเชื่อมั่นอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ประเด็นการได้รับข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวยังไม่ได้มีการระบุขอบเขตของ ข้อมูลส่วนบุคคล รวมไปถึงวิธีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ผู้สอบบัญชีได้รับ ข้อมูลจากนอกเหนือจากความจําเป็นเพื่อที่จะใช้เป็นหลักฐานสอบบัญชี รวมถึงมีการจัดเก็บที่อาจไม่ เหมาะสม ทั้งนี้การให้ความจํากัดความและขอบเขตที่อนุญาตให้ผู้สอบบัญชีเข้าถึงข้อมูล และแนวการ จัดเก็บข้อมูลถือเป็นสิ่งที่สําคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและทําให้เกิดการปฏิบัติตามหลักของ กฎหมายได้ดียิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ ควรมีการกําหนดนิยามของข้อมูลที่ผู้สอบบัญชีจะตรวจสอบให้ชัดเจน เพื่อกําหนด ขอบเขตและควรกําหนดแนวปฏิบัติในการจัดเก็บข้อมูลโดยคํานึงถึงความเหมาะสมในวัตถุประสงค์ ของการจัดเก็บข้อมูลอีกด้วย


แนวทางการกำกับดูแลการขนส่งสินค้าโดยอากาศยานไร้คนขับเพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในประเทศไทย, ธฤต ภูมิวัฒน์ Jan 2021

แนวทางการกำกับดูแลการขนส่งสินค้าโดยอากาศยานไร้คนขับเพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในประเทศไทย, ธฤต ภูมิวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนําเสนอมาตรการและแนวทางในการกํากับดูแลการใช้อากาศ ยานไร้คนขับหรือโดรน เพื่อการศึกษาในแง่ของการพัฒนาระบบขนส่งในประเทศไทย พร้อมทั้งศึกษา แนวคิด ทฤษฎีและความหมายของอากาศยานไร้คนขับ โดยมีการวิเคราะห์ถึงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ในทางกฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องกับใช้อากาศยานไร้คนขับเพื่อขนส่งสินค้าในประเทศไทย โดยมีการใช้ แนวทางการกํากับดูแล และกฎเกณฑ์รวมถึงข้อบังคับต่าง ๆ ของประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป เข้ามาใช้ในการเปรียบเทียบและหาแนวทางให้มีการนําอากาศยานไร้คนขับไปใช้ในการขนส่งเพื่อพัฒนา ระบบโลจิสติกส์ในประเทศไทย จากการศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์และสภาพปัญหาของการใช้อากาศยานไร้คนขับใน ประเทศไทยพบว่าการนําอากาศยานไร้คนขับไปใช้ในทางพาณิชย์ หรือเพื่อการขนส่งสินค้าในระดับ B2C ยังไม่สามารถทําได้เนื่องจากพบปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้โดรนที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ของบุคคลอื่นในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุที่ไม่สามารถควบคุมได้ อีกทั้งยังมีปัญหาที่เกี่ยวกับการกระทบต่อสิทธิ ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปเองยังคงมีการศึกษาและพัฒนาอยู่ใน ขณะนี้ ปัจจุบันในประเทศไทยก็ยังไม่มีการกําหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ในการใช้โดรนเพื่อการขนส่ง สินค้าเป็นการเฉพาะ จึงเป็นการยากในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาการใช้โดรนเพื่อการขนส่งในประเทศ ไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ดีจากการวิเคราะห์เกี่ยวกับการกํากับดูแลการใช้โดรนเพื่อขนส่งสินค้า ในประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปก็พบว่า ยังคงมีการใช้ระบบอนุญาตในการพิจารณาให้ทําการ บินโดรนในเชิงพาณิชย์เนื่องจากโดรนยังคงเป็นเทคโนโลยีใหม่และอาจเป็นอันตรายต่อบุคคลภายนอกหาก ต้องมีการบินผ่านเขตชุมชนหรือที่พักอาศัย จึงยังคงต้องรอให้มีการพัฒนาโดรนต่อไปเพื่อการกําหนด หลักเกณฑ์ที่ชัดเจนมากขึ้นในอนาคต ข้อเสนอแนะจึงควรเริ่มต้นให้มีการใช้โดรนขนส่งสินค้าขนาดเล็กภายในเขตประกอบการของ ผู้ประกอบการที่มีกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ของตนเอง โดยในการขออนุญาตนั้นกฎหมายจะต้องกําหนดน้ําหนักและประเภทของสินค้าที่สามารถบรรทุกไปกับตัวโดรนได้โดยโดรนสามารถแนบวัตถุสิ่งของจาก ภายนอกได้ถ้ามีการแนบวัตถุไปอย่างรัดกุมโดยจะต้องไม่ทําให้ลักษณะของการบินเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่ง หมายถึงการแนบสินค้าหรือวัตถุไปกับโดรนนั้นจะต้องไม่เป็นภาระซึ่งส่งผลกระทบในการบินของโดรน รวมไปถึงชนิดของสินค้าต้องไม่เป็นสินค้าอันตราย


ปัญหาการกำกับดูแลโทเคนที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ (Non-Fungible Token : Nft) ภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561, สุจารี จิตรหัสต์ชัย Jan 2021

ปัญหาการกำกับดูแลโทเคนที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ (Non-Fungible Token : Nft) ภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561, สุจารี จิตรหัสต์ชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แนวทางการกับดูแลโทเคนที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ หรือ Non-Fungible Token (NFT) เป็นประเด็นถกเถียงในกลุ่มผู้ที่ให้ความสนใจด้านเทคโนโลยี เนื่องจากความเห็นของภาครัฐและ เอกชนมีความแตกต่างกัน โดยที่ภาครัฐมีประกาศคําสั่งโดยอาศัยอํานาจ พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ห้ามศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ให้บริการซื้อขาย NFT ในขณะที่ทางฝั่งของภาคเอกชนบางส่วนกลับ ไม่เห็นด้วยกับประกาศดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่า การห้ามศูนย์ซื้อขายให้บริการ NFT เป็นการปิดกั้น โอกาสของคนไทยในการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถ ดึงดูดนวัตกรรมและการลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศได้ จากการศึกษาแนวทางการกํากับดูแล NFT ในต่างประเทศ สามารถแบ่งกลุ่มแนวทาง การกํากับดูแลได้ 2 แนวทาง คือ (1) กลุ่มประเทศที่มีการปรับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ กฎหมายใกล้เคียงที่มีอยู่ในการกํากับดูแล NFT และ (2) กลุ่มประเทศที่มีกฎหมายไม่สนับสนุน ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึง NFT โดยแนวทางการกํากับดูแล NFT ของประเทศไทย ก็มีความคล้ายกับกลุ่มประเทศรูปแบบที่ (1) กล่าวคือ ประเทศไทยมีการปรับใช้กฎหมายเกี่ยวกับ สินทรัพย์ดิจิทัลในการกํากับดูแล NFT ที่เข้าข่ายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้ที่ต้องการซื้อขาย NFT สามารถทําธุรกรรมได้ผ่าน NFT Marketplace ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเฉพาะสําหรับการซื้อขาย NFT โดยหน่วยงานทางการจะพิจารณาลักษณะ NFT ตามประเภทและลักษณะของ NFT ที่ซื้อขายใน NFT Marketplace นั้น ๆ ว่าเข้าข่ายอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า การห้ามให้บริการ NFT ในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นเป็น แนวทางที่เหมาะสม เพราะ (1) NFT เป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะเฉพาะ มีกลไกการให้ ราคาที่ต่างจากสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น ๆ และ (2) NFT มีทั้งรูปแบบที่อาจเข้าข่ายเป็นสินทรัพย์ ดิจิทัลภายใต้ พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ และรูปแบบที่ไม่เข้าข่ายอยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าว จึงควร มีรูปแบบการกํากับดูแลที่แตกต่างจากสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น ๆ นอกจากนี้ (3) จากการศึกษา แนวทางการกํากับดูแลของต่างประเทศยังไม่พบข้อมูลปรากฏว่า มีหน่วยงานกํากับดูแลของประเทศ ใดอนุญาตให้มีการซื้อขาย NFT …


แนวทางปรับปรุงการตรวจสอบและรับรองบัญชี ตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ศึกษากรณี ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีภาษีอากร, สาธินี เลิศเมธากุล Jan 2021

แนวทางปรับปรุงการตรวจสอบและรับรองบัญชี ตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ศึกษากรณี ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีภาษีอากร, สาธินี เลิศเมธากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการตรวจสอบและรับรองบัญชีของ ประเทศไทยในปัจจุบัน วิเคราะห์ปัญหาของการปฏิบัติงานของผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีและปัญหา อื่นที่ส่งผลต่อความถูกต้องของจํานวนภาษีเงินได้นิติบุคคลก่อนการยื่นแบบแสดงรายการ และศึกษา แนวทางการตรวจสอบและรับรองบัญชีของประเทศญี่ปุ่น โดยใช้ผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีภาษี อากร (CPTA) เพื่อให้ทราบถึงแนวคิดที่สําคัญ และข้อดีของแนวทางดังกล่าว นําไปสู่การเสนอ แนวทางปรับปรุงการตรวจสอบและรับรองบัญชีของประเทศไทย เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี อากร จากการศึกษาพบว่า การตรวจสอบและรับรองบัญชีของประเทศไทยไม่สามารถรับรองความ ถูกต้องของจํานวนภาษีเงินได้ ทําให้ต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องของการเสียภาษีซ้ำโดย กรมสรรพากร มีสาเหตุมาจากการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตในฐานะผู้ตรวจสอบและ รับรองบัญชีไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองความถูกต้องของจํานวนภาษีที่จะต้องชําระ ผู้ประกอบการ ขาดความรู้ความเข้าใจและมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเสียภาษี และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้เป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอากรโดยเฉพาะ สําหรับการจัดเก็บภาษีเงินได้ของประเทศญี่ปุ่นมีการรับรองความถูกต้องของจํานวนภาษีเงิน ได้ที่จะต้องเสียตั้งแต่ก่อนการยื่นแบบแสดงรายการ โดยกําหนดให้มีวิชาชีพผู้ตรวจสอบและรับรอง บัญชีภาษีอากร (CPTA) ทําหน้าที่ให้คําปรึกษาด้านภาษี คํานวณภาษีและจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง กับการเสียภาษี หรือการคืนภาษี รวมถึงเป็นตัวแทนในการเสียภาษีและเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ กรมสรรพากรกรณถีูกตรวจสอบ โดยปฏิบัติงานเป็นอิสระจากกรมสรรพากร ผู้เขียนจึงเสนอแนะว่าควรมีการปรับปรุงการตรวจสอบและรับรองบัญชีของประเทศไทยให้ เป็นการรับรองความถูกต้องของจํานวนภาษีเงินได้ที่จะต้องเสียตั้งแต่ก่อนการยื่นแบบแสดงรายการ ตามแนวทางของประเทศญี่ปุ่น จะทําให้การคํานวณภาษีของกิจการที่ผ่านการตรวจสอบและรับรอง บัญชีโดย CPTA นั้นถูกต้อง ครบถ้วน มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นการตรวจสอบในสาระสําคัญทางด้าน ภาษีอากรโดยเฉพาะ ส่งผลให้แบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีของกิจการนั้นถูกต้องและครบถ้วน ในสาระสําคัญตั้งแต่ตอนชําระภาษี ซึ่งจะให้ความเชื่อมั่นต่อกรมสรรพากรและช่วยลดขั้นตอนในการ ตรวจสอบซ้ำของกรมสรรพากรได้


มาตรการทางภาษีเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน : ศึกษากรณีการส่งเสริมการพัฒนาอาคารเขียวในประเทศไทย, วุฒิพงศ์ ลิ้มวราภัส Jan 2021

มาตรการทางภาษีเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน : ศึกษากรณีการส่งเสริมการพัฒนาอาคารเขียวในประเทศไทย, วุฒิพงศ์ ลิ้มวราภัส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุดปัญหาหนึ่งที่มีความ จําเป็นต้องได้รับการแก้ไข ทั้งนี้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไข ปัญหานี้เนื่องจากเป็นความตกลงร่วมกันของทั้ง 193 ประเทศทั่วโลก โดยตกลงที่จะปฏิบัติตาม เป้าหมายดังกล่าว เพื่อหยุดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสร้างโลกที่ดีขึ้น และเนื่องจาก ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 193 ประเทศทั่วโลก จึงจําเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนให้แก่ทุกภาคส่วน ประกอบด้วยภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อให้ร่วมมือกันบรรลุเป้าหมาย 17 ประการ ของการพัฒนาที่ยั่งยืน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีรายงานจากสหประชาชาติที่ได้อ้างว่าอาคารเขียวจะช่วยให้ บรรลุเป้าหมายที่ 7 และ 11 ซึ่งจะช่วยให้แต่ละประเทศเข้าใกล้การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในทฤษฎีภาษีอากร มีหลักการที่ว่ามาตรการภาษีสามารถที่จะช่วยส่งเสริม การพัฒนาอาคารเขียวได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ดังนั้น หากนํามาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริม การพัฒนาอาคารเขียวมาใช้จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ แต่อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีของไทยในการส่งเสริมการพัฒนาอาคารเขียวจําเป็น ต้องได้รับการปรับปรุง เนื่องจากมีประสิทธิภาพต่ํา ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ ปัญหาของมาตรการภาษีส่งเสริมการพัฒนาอาคารเขียวในประเทศไทย เพื่อสร้างแนวทางในการ ปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอาคารเขียว นอกจากนี้รายงานวิจัยฉบับนี้ยังได้ วิเคราะห์ปัญหาของมาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางการเงินในการส่งเสริมการพัฒนาอาคาร เขียวในประเทศไทยด้วย เพื่อช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้สําเร็จ


แนวทางการแก้ปัญหาวิธีการเฉลี่ยภาษีซื้อของธุรกิจ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับที่ 29 เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขการเฉลี่ยภาษีซื้อ ตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร, สุรณัติ วัฒนาไพศาล Jan 2021

แนวทางการแก้ปัญหาวิธีการเฉลี่ยภาษีซื้อของธุรกิจ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับที่ 29 เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขการเฉลี่ยภาษีซื้อ ตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร, สุรณัติ วัฒนาไพศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประกอบธุรกิจในปัจจุบันมีการแข่งขันอย่างรุนแรงและรวดเร็ว กิจการที่มีความรวดเร็วในการปรับตัวเพื่อแสวงหารายได้จากการทำธุรกิจมีความสำคัญมากขี้นกว่าในอดีต ส่งผลให้กิจการในปัจจุบันมีความหลากหลายของประเภทเงินได้จากกิจการที่ทำมากขึ้น โดยรายได้เหล่านั้นต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับกรมสรรพากร อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงการก็บภาษีการบริโภคแล้วจะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันตามแต่ละประเภทธุรกรรมของรายได้ที่เกิดขี้น เช่น การขายสินค้าหรือให้บริการโดยทั่วไปต้องนำรายได้มาเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม รายได้จากการว่าความหรือการสอบบัญชีได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ รายได้จากการขายสินค้าในต่างประเทศก็ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Out of Scope VAT) เป็นต้น การประกอบการธุรกิจในปัจจุบันที่สภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเป็นโอกาสและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ ทำให้บางช่วงเวลากิจการอาจมีรายได้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม การที่กิจการมีรายได้ทั้ง 2 ประเภทอยู่ในกิจการเดียวกันนี้ ย่อมส่งผลต่อการคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการ ในการประกอบการธุรกิจนั้นมีภาระภาษีที่เกี่ยวข้องหลายประเภท โดยภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเป็นภาระภาษีสำคัญอย่างหนึ่งของธุรกิจ ที่กำหนดให้ผู้ประกอบการมีหน้าที่ยื่นชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคิดคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ สำหรับการคำนวณภาษีซื้อที่จะใช้เครดิตได้นั้น หากกิจการมีรายได้ที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ในกิจการเดียวกัน กิจการมีหน้าที่ในการเฉลี่ยภาษีซื้อเพื่อให้ได้ภาษีซื้อที่สามารถนำมาใช้เครดิตได้ สำหรับภาษีซื้อที่เกี่ยวกับรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นไม่สามารถขอคืนได้ถือเป็นต้นทุนรายจ่ายของกิจการ หากว่ากิจการสามารถขอคืนภาษีซื้อในส่วนนี้ได้ย่อมทำให้กิจการมีกระแสเงินสดเพื่อใช้ในการประกอบการมากขึ้นและมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น ประเด็นปัญหาที่มักเกิดขึ้นสำหรับธุรกิจคือ ผู้ประกอบการไม่มีความรู้ ความเข้าใจที่เพียงพอในเรื่องการเฉลี่ยภาษีซื้อตามวิธีการที่สรรพากรกำหนด ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อาจเกิดจากการเป็นกิจการขนาดย่อมที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่มีความเข้าใจในกระบวนการดังกล่าว หรือ อาจเห็นว่าจำนวนเงินเป็นจำนวนเงินที่ไม่มาก เป็นต้น โดยทั่วไปการขอเครดิตภาษีซื้อนั้น สำหรับกิจการที่มีรายได้อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มสามารถขอคืนได้ทั้งจำนวนและกิจการที่มีรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ แต่สำหรับกิจการที่มีรายได้ทั้งสองประเภทคือประเภทรายได้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและประเภทที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สัมพันธ์กับรายได้ในส่วนใดนั้น กิจการต้องใช้วิธีการเฉลี่ยภาษีซื้อในการปันส่วนภาษีซื้อที่สามารถขอเครดิตภาษีคืนได้ ตามวิธีการที่กำหนดตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับที่ 29 เพื่อหาภาษีซื้อที่กิจการสามารถใช้ในการเครดิตภาษีซื้อได้ สำหรับกิจการที่มีรายได้หลายประเภทและต้องมีการเฉลี่ยภาษีซื้อนั้น ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับที่ 29 ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้กิจการที่มีรายได้ทั้งที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) และไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Non VAT) นำมาเป็นฐานในการเฉลี่ยภาษีซื้อเพียงวิธีเดียวสำหรับวิธีการทั่วไป และมีข้อผ่อนปรนคือ หากว่ารายได้จากกิจการที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Non VAT) น้อยกว่าร้อยละ 10 จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อ ซึ่งเป็นการพิจารณาเพียงอัตราร้อยละเพียงอย่างเดียวโดยมิได้คำนึงถึงมูลค่าของรายการที่เกิดขึ้น แต่ในสภาพการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง และ ธุรกิจก็ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อให้กิจการอยู่รอดได้นั้น บางช่วงเวลากิจการต้องมีรายได้จากกิจการที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเข้ามาเป็นครั้งคราวจนทำให้สัดส่วนของรายได้ไม่เป็นไปตามที่สรรพากรกำหนดไว้ ทำให้กิจการต้องดูสัดส่วนรายได้ตลอดเวลาเพื่อให้การคำนวณเฉลี่ยภาษีซื้อได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จึงถือว่าไม่มีความยืดหยุ่นและหากยื่นแบบผิดพลาดจะทำให้กิจการต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม เป็นจำนวนเงินที่สูงเป็นภาระต่อกิจการหากว่าสรรพากรจะกำหนดวิธีการอื่นเพิ่มเติมในการเฉลี่ยภาษีซื้อ จะทำให้กิจการที่มีข้อจำกัดด้านการเงิน และ ความรู้ทางการบัญชีและภาษีอากร สามารถปฎิบัติให้ถูกต้องเพื่อให้เสียภาษีให้ถูกต้องและครบถ้วน ไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับกิจการ


มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมที่ครอบครองและใช้สารเคมี หรือวัตถุอันตราย กรณีศึกษาสารสไตรีนในโรงงานหมิงตี้เคมีคอล, นวียา อโนรีย์ Jan 2021

มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมที่ครอบครองและใช้สารเคมี หรือวัตถุอันตราย กรณีศึกษาสารสไตรีนในโรงงานหมิงตี้เคมีคอล, นวียา อโนรีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้เคมีคอลในจังหวัดสมุทรปราการ สาเหตุจากถังบรรจุ สารสไตรีน (Styrene Monomer) ในโรงงานระเบิด สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของ ประชาชนเป็นวงกว้าง อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สะท้อนถึงปัญหา มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมวัตถุอันตรายที่ใช้และจัดเก็บในโรงงานอุตสาหกรรมยังไม่ เหมาะสมเพียงพอ และไม่มีมาตรการทางกฎหมายกําหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงภัย ต้องทําประกันภัยความรับผิดในความเสียหายต่อบุคคลภายนอก เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษากฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมวัตถุอันตรายที่ใช้และจัดเก็บในโรงงาน อุตสาหกรรมและศึกษาเปรียบเทียบกับต่างประเทศ จากการศึกษาพบว่ามาตรการควบคุมดูแลวัตถุอันตรายของประเทศไทย เริ่มต้นตั้งแต่ กําหนดให้ผู้ผลิต นําเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายตามรายชื่อที่กรมโรงงาน อุตสาหกรรมกําหนดต้องแจ้งให้ทราบหรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน ตลอดจนการ ควบคุมติดตามโดยการรายงานปริมาณวัตถุอันตรายที่ใช้หรือจัดเก็บในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม มาตรการควบคุมก็มีข้อจํากัดเนื่องจากรายชื่อวัตถุอันตรายที่ถูกควบคุมติดตามนั้น กรมโรงงาน อุตสาหกรรมกําหนดชื่อเป็นรายตัววัตถุอันตรายทําให้ไม่ครอบคลุมวัตถุอันตรายอื่น ๆ ที่มีความ อันตรายเช่นกันแต่ไม่อยู่ในรายชื่อวัตถุอันตรายที่ต้องควบคุมติดตาม เห็นได้ชัดจากกรณีสารสไตรีน ของโรงงานหมิงตี้เคมีคอลที่ถูกจัดเก็บไว้ในโรงงานจํานวนมาก โดยสารสไตรีนไม่ถูกกําหนดให้ต้อง รายงานปริมาณการใช้หรือจัดเก็บในแต่ละปีต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อเกิดอุบัติภัยขึ้นความ เสียหายจึงกระจายเป็นวงกว้าง โดยผู้เขียนได้ศึกษาเปรียบเทียบมาตรการควบคุมสารเคมีของประเทศ ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความก้าวหน้าในระบบกฎหมายสารเคมีได้แก่ ประเทศอังกฤษ และประเทศ สหรัฐอเมริกา เพื่อนํามาเปรียบเทียบมาตรการควบคุมสารเคมีของประเทศไทยและพิจารณาถึง มาตรการควบคุมสารเคมีที่ยังไม่เหมาะสมของประเทศไทย บทสรุปจากการศึกษาในครั้งนี้ ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้มีการทบทวนบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ให้ครอบคลุมวัตถุอันตรายได้กว้างขึ้น เพื่อให้สามารถควบคุมติดตามวัตถุอันตรายและลดโอกาสที่จะ เกิดอุบัติภัยจากวัตถุอันตราย และเสนอแนะให้มีมาตรการทางกฎหมายกําหนดให้โรงงานอุตสาหกรรม ต้องส่งรายงานปริมาณวัตถุอันตรายที่ใช้หรือจัดเก็บในแต่ละปีให้กับหน่วยงานท้องถิ่นและเปิดเผย ข้อมูลที่จําเป็นแก่ประชาชนด้วย เพื่อหน่วยงานท้องถิ่นจะสามารถวางแผนรองรับล่วงหน้าและเมื่อเกิด เหตุฉุกเฉินหน่วยงานท้องถิ่นจะมีข้อมูลที่เพียงพอในการประเมินสถานการณ์และกําหนดแนวทาง ระงับเหตุได้อย่างทันการณ์นอกจากนี้ ควรมีบทบัญญัติให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้และจัดเก็บวัตถุอันตราย ต้องจัดทําประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก เพื่อเป็นการประกันว่าหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ผู้เสียหายจะได้รับการชดเชยเยียวยาและเป็นการถ่ายโอนความเสี่ยงของผู้ประกอบกิจการโรงงานด้วย


แนวทางการกำหนดสถานะลูกจ้างสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์ม, นันทินี วิโรจนะดารา Jan 2021

แนวทางการกำหนดสถานะลูกจ้างสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์ม, นันทินี วิโรจนะดารา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันมีการใช้บริการผ่านธุรกิจแพลตฟอร์มได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้บริโภคในการรับสินค้าหรือบริการในเวลาที่รวดเร็ว สำหรับประเทศไทยมีธุรกิจที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มหลายประเภทด้วยกัน ได้แก่ บริการรับส่งอาหารหรือพัสดุ บริการรถสาธารณะ บริการที่พักอาศัยชั่วคราวหรือบริการทำความสะอาด โดยลักษณะสำคัญของธุรกิจแพลตฟอร์มนั้น คือ การจับคู่ความต้องการของผู้เสนอขายสินค้าและบริการกับผู้ต้องการเสนอซื้อสินค้าและบริการผ่านระบบโครงข่ายดิจิทัล แรงงานที่ทำงานบนแพลตฟอร์มถูกจัดว่ามิใช่ลูกจ้างของแพลตฟอร์มแต่เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือหุ้นส่วน (partner) ของแพลตฟอร์ม เช่น กรณีแพลตฟอร์มบริการทำความสะอาด บนเว็บไซต์ได้มีการระบุไว้ว่า “BeNeat (บีนีท) แพลตฟอร์มเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ให้บริการกับผู้รับบริการเท่านั้น ผู้ให้บริการเป็นผู้รับจ้างอิสระ (ซึ่งไม่ใช่ในฐานะลูกจ้าง คนงาน ผู้ร่วมทุน หุ้นส่วน หรือผู้ได้รับสิทธิพิเศษในการให้บริการจากบีนีทอย่างหนึ่งอย่างใดทั้งสิ้น บีนีทไม่ได้เป็นผู้ให้บริการและจ้างผู้ใดให้บริการเช่นว่านั้น…” แพลตฟอร์มที่เข้ามาเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงความต้องการซื้อขายแรงงานทำให้เกิดความสัมพันธ์ในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น การที่จัดว่าแรงงานบนแพลตฟอร์มทุกกรณีว่าไม่ใช่ลูกจ้างของแพลตฟอร์มนั้น อาจไม่เหมาะสมกับรูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนไป เนื่องจากบางกรณีใช้แพลตฟอร์มเป็นเพียงสื่อกลางในการจับคู่ระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างเพื่อให้เกิดการจ้างงานที่สำเร็จเป็นคราว ๆ ไป เช่น การจ้างทดสอบโปรแกรม ที่มีการใช้แพลตฟอร์มเป็นตัวกลางในการจับคู่ระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างเท่านั้น การจัดว่าไม่ได้สถานะเป็นลูกจ้างของแพลตฟอร์มนั้นเหมาะสมแล้ว แต่หากเจ้าของแพลตฟอร์มมีกำหนดบทลงโทษเพื่อการควบคุมพฤติกรรมและวิธีการทำงานของผู้รับจ้างรวมถึงข้อควรปฏิบัติที่มีลักษณะคล้ายกับข้อตกลงร่วมกัน เช่น การแต่งกายที่ไม่เหมาะสม การไม่แจ้งลูกค้าล่วงหน้าเมื่อใช้เวลาเดินทางนานเกินกว่ากำหนดหรือการรับงานอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีบทลงโทษตั้งแต่ตักเตือน ระงับการบริการชั่วคราวไปจนถึงระงับการบริการถาวร ความสัมพันธ์รูปแบบนี้ก็จะมีความใกล้เคียงกับการเป็นลูกจ้าง การที่แรงงานที่ทำงานบนแพลตฟอร์มบางกลุ่มถูกจัดว่าไม่ใช่ “ลูกจ้าง” ทั้งที่มีรูปแบบการทำงานใกล้เคียงกับการเป็นลูกจ้างของแพลตฟอร์ม ทำให้แรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน ได้แก่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หรือ พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย หรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ทำให้ขาดการคุ้มครองเรื่องสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น วันลา ค่าตอบแทนแรงงานที่เป็นธรรม การชดเชยการเลิกจ้าง ความปลอดภัยในการทำงานหรือสิทธิในการรวมตัวเพื่อเจรจาต่อรอง ฯลฯ จึงจำเป็นต้องหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดสถานะการเป็นลูกจ้างของแรงงานบนแพลตฟอร์มเพื่อทำให้แรงงานกลุ่มนี้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน


แนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาฝีมือแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานต่างประเทศ : กรณีศึกษาประเทศออสเตรเลีย และแคนาดา, มณฑิรา อินทโชติ Jan 2021

แนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาฝีมือแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานต่างประเทศ : กรณีศึกษาประเทศออสเตรเลีย และแคนาดา, มณฑิรา อินทโชติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมพัฒนาฝีมือแรงงาน และการ ส่งออกแรงงานไปทํางานต่างประเทศของประเทศไทย โดยศึกษาเพิ่มเติมในความต้องการแรงงาน ต่างชาติของประเทศออสเตรเลียและแคนาดา และกลไกการส่งออกแรงงานของประเทศฟิลิปปินส์ ด้วยวิธีการศึกษาโดยการวิจัยทางเอกสาร โดยการค้นคว้า ศึกษา สืบค้น รวบรวมข้อมูล จากกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศและข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังศึกษาถึงข้อจํากัดของ กฎหมายและแนวทางปฏิบัติต่าง ๆ ที่สามารถเป็นแนวทางในการประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศ ไทยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งเสริมพัฒนาฝีมือแรงงานและการส่งออกแรงงานไปทํางานในต่าง ประเทศให้มีระบบที่ดียิ่งขึ้น จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีระบบการพัฒนาแรงงานฝีมือและการส่งเสริมแรงงานไป ทํางานต่างประเทศอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แต่ในด้านของการพัฒนานั้นพบปัญหาคือ ยังคงขาดความ หลากหลายในกลุ่มอาชีพที่พัฒนา และไม่มีระบบการติดตามประสิทธิผลของแรงงานที่ผ่านการอบรม ผ่านผู้ประกอบการ ทําให้ไม่สามารถเห็นประโยชน์ที่ชัดเจนพอจากแรงงานที่ผ่านการพัฒนาแล้ว ส่วน ของการส่งเสริมไปทํางานต่างประเทศนั้น เป็นประเด็นที่รัฐบาลไทยให้การส่งเสริมไม่เพียงพอ มีระบบ การจัดการแต่ยังไม่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสังเกตได้จากข้อตกลงระหว่างประเทศด้านแรงงานที่มี อย่างจํากัด ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาฝีมือแรงงานและการส่งเสริมแรงงานไทยไปทํางานต่างประเทศ มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานของประเทศออสเตรเลียและ แคนาดา จึงควรมีการปรับปรุงเชิงนโยบายของประเทศเพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว และกระตุ้นให้ แรงงานไทยเป็นแรงงานฝีมือที่พัฒนาแล้วอย่างแท้จริง ประกอบกับมีกลไกการส่งออกแรงงานที่เกิด ประโยชน์สูงสุดกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ


ปัญหาเกี่ยวกับมาตรการของรัฐในการช่วยเหลือผู้รับจ้าง ในสัญญาจ้างก่อสร้างภาครัฐ : ศึกษากรณีเหตสุดวิสัยอันเนื่องมาจากโรคโควิด 19 ระบาด, ภาวิตา ลี้สกุล Jan 2021

ปัญหาเกี่ยวกับมาตรการของรัฐในการช่วยเหลือผู้รับจ้าง ในสัญญาจ้างก่อสร้างภาครัฐ : ศึกษากรณีเหตสุดวิสัยอันเนื่องมาจากโรคโควิด 19 ระบาด, ภาวิตา ลี้สกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับมาตรการของรัฐในการช่วยเหลือผู้รับจ้างในสัญญาจ้างก่อสร้างภาครัฐกรณีเหตสุดวิสัยอันเนื่องมาจากโรคโควิด 19 ระบาด วิเคราะห์ปัญหาปัญหาเกี่ยวกับมาตรการของรัฐในการช่วยเหลือดังกล่าว และเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา เช่น ข้อเสนอเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เพียงพอของมาตรการที่ใช้ในการเยียวยาผู้รับจ้างในสัญญาจ้างก่อสร้าง รวมถึง การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อเสนอเกี่ยวกับการแก้กฎหมายให้รองรับหลักการปฏิบัติการชำระหนี้ก่อให้เกิดภาระเกินสมควรแก่คู่สัญญา (hardship) ในชั้นนี้จึงสมควรที่จะศึกษาในปัญหาดังกล่าว รวมถึงการนำเสนอการแก้ไขหรือเพิ่มเติมกฎหมาย การกำหนดนโยบายที่สำคัญที่ช่วยเหลือผู้รับจ้างในสัญญาจ้างก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบ โดยการกำหนดนโยบายดังกล่าวควรบัญญัติเป็นกฎหมายพิเศษขึ้นมานอกเหนือจากการใช้บังคับตามที่กำหนดไว้ในระบบกฎหมายปกติ อันจะก่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับแนวนโยบายในการช่วยเหลือผู้รับจ้างในสัญญาจ้างก่อสร้าง


มาตรการส่งเสริมธุรกิจเงินร่วมลงทุนเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเริ่มต้น, รวิศา โสพร Jan 2021

มาตรการส่งเสริมธุรกิจเงินร่วมลงทุนเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเริ่มต้น, รวิศา โสพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิสาหกิจเริ่มต้นหรือสตาร์ทอัพเป็นกลไกสําคัญอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ ประเทศ การมีธุรกิจสตาร์ทอัพจํานวนมากจะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโต ดึงดูด นักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย สร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนในประเทศ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ในการประกอบธุรกิจสตาร์ทอัพนั้น จําเป็นจะต้องมีแหล่งเงินทุนเพื่อเข้ามาสนับสนุนธุรกิจ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจนกระทั่งเติบโตและขยายธุรกิจเพื่อเข้าสู่ตลาดใหม่ ๆ ในอนาคต ปัจจุบันแหล่ง เงินทุนที่สําคัญสําหรับสตาร์อัพ คือ ธุรกิจเงินร่วมลงทุน หรือ Venture Capital (VC) มีสตาร์ทอัพ มากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ประสบความสําเร็จเพราะได้รับเงินสนับสนุนจากธุรกิจเงิน ร่วมลงทุน เนื่องจากนักลงทุนประเภทนี้มีความเข้าใจในธุรกิจสตาร์ทอัพและมองเห็นถึงศักยภาพของ ธุรกิจ สามารถยอมรับความเสี่ยงในระดับที่สูง สามารถให้คําแนะนําและเป็นที่ปรึกษาด้านการดําเนิน ธุรกิจ โดยมีเป้าหมายร่วมกับเจ้าของสตาร์ทอัพ คือ ผลักดันให้ธุรกิจเติบโตจนประสบความสําเร็จ เพื่อ ผลตอบแทนที่มีมูลค่าสูง มาตรการส่งเสริมธุรกิจเงินร่วมลงทุนที่มีอยู่ในปัจจุบันของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับ ต่างประเทศพบว่าประเทศไทยมีข้อจํากัดบางประการที่ทําให้ไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนได้เท่าที่ควร มี สภาพแวดล้อมในการทําธุรกิจเงินร่วมลงทุนที่เป็นอุปสรรค เช่น มีการร่างพระราชบัญญัติการพัฒนา และส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น พ.ศ. .... ตั้งแต่ปี 2559 จนกระทั่งปัจจุบัน แต่ยังไม่สามารถตราเป็น พระราชบัญญัติเพื่อใช้บังคับเป็นการทั่วไป มาตรการยกเว้นภาษีกําไรจากลงทุนและเงินปันผลจากการ ลงทุนขาดความต่อเนื่อง โครงการ SMART Visa ที่ให้สิทธิพิเศษแก่ชาวต่างชาติที่เป็นนักลงทุนไม่ ครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายรัฐบาล เป็นต้น จากการศึกษามาตรการส่งเสริมธุรกิจเงินร่วมลงทุนของประเทศสิงคโปร์และอิตาลี ในด้าน กฎหมาย มาตรการทางภาษี มาตรการเชิงนโยบายของภาครัฐ ผู้เขียนเห็นว่า สามารถนําแนวคิดหรือ รูปแบบการส่งเสริมธุรกิจเงินร่วมลงทุนบางประการมาปรับใช้ตามความเหมาะสมของบริบทและ สภาพแวดล้อมของประเทศไทย โดยปรับปรุงกฎหมายให้เอื้ออํานวยต่อการลงทุน เพิ่มมาตรการ ยกเว้นภาษีกําไรจากลงทุนและเงินปันผลจากการลงทุนในสตาร์ทอัพ เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่นัก ลงทุนต่างชาติ ตลอดจนรัฐบาลจัดตั้งกองทุนร่วมกับธุรกิจเงินร่วมลงทุนเพื่อสนับสนุนเงินทุนให้แก่ สตาร์อัพ หากประเทศไทยมีมาตรการส่งเสริมธุรกิจเงินร่วมลงทุนที่เหมาะสมจะช่วยดึงดูดนักลงทุนให้ มีส่วนร่วมในการสนับสนุนสตาร์ทอัพให้สามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนซึ่งจะช่วยขับเคลื่อน ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย


การศึกษากฎหมาย หลักเกณฑ์ และเสนอแนวทางในการจัดเก็บภาษีป้ายให้สอดคล้องกับรูปแบบป้ายอิเล็กทรอนิกส์, วริศรา การบูรณ์ Jan 2021

การศึกษากฎหมาย หลักเกณฑ์ และเสนอแนวทางในการจัดเก็บภาษีป้ายให้สอดคล้องกับรูปแบบป้ายอิเล็กทรอนิกส์, วริศรา การบูรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาเล่มนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัญหาในการจัดเก็บภาษีป้ายอิเล็กทรอนิกส์ เนื่อง ด้วยสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันมีการพัฒนาในด้านเทคโนยีไปไกล และ ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ป้ายที่แสดงสื่อความต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่นําเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้ พบเห็น จึงทําให้พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 ที่มีการบัญญัติใช้มาเป็นเวลานาน ไม่สอดคล้อง กับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยได้ศึกษาปัญหาในการจัดเก็บภาษีป้าย และแนวทางการแก้ไขที่ สามารถนํามาประยุกต์ใช้ได้จริง และรองรับการพัฒนารูปแบบของป้ายอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต จากการศึกษาพบว่า ปัญหาในการจัดเก็บภาษีป้ายที่ไม่ครอบคลุมป้ายที่ใช้งานจริงในปัจจุบัน มาจากหลักเกณฑ์การคํานวณภาษี โดยภาษีป้ายจะใช้การคํานวณจากขนาดป้าย (ความกว้างคูณด้วย ความยาวจะได้พื้นที่ป้าย) คูณด้วยอัตราภาษีโดยมีการกําหนดการเลือกอัตราไว้ว่า หากเป็นข้อความที่ เป็นอักษรไทย จะสามารถเลือกใช้อัตราที่ต่ําซึ่งมีผลทําให้เสียภาษีน้อยลง แต่หากข้อความบนป้ายมี อักษรต้างประเทศ รูปภาพ สัญลักษณ์อื่นๆ แสดงอยู่ ก็จะทําให้อัตราภาษีที่ใช้คูณสูงขึ้น ผู้เขียนเห็นว่า การใช้หลักเกณฑ์การวัดขนาด ควรปรับเปลี่ยน เนื่องจากหากเป็นป้ายอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบของ การยิงแสงเลเซอร์ไปยังจุดต่าง ๆ ซึ่งสามารถย่อ และขยายได้ รวมถึงการตั้งเวลาเปิดปิดได้นั้น จะทํา ให้หลักเกณฑ์ไม่สามารถคํานวณยอดภาษีที่สมควรเป็นได้และการใช้หลักเกณฑ์ดูข้อความที่แสดงบน ป้ายเพื่อเลือกอัตราภาษี อาจเกิดปัญหาได้เนื่องจากป้ายอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ สามารถปรับเปลี่ยน ข้อความที่แสดงได้อย่างรวดเร็ว ทําให้เป็นช่องทางการหลีกเลี่ยงภาษีได้อีกหนึ่งช่องทาง ผู้เขียนจึงเห็น ควรเปลี่ยนหลักเกณฑ์การคํานวณดังกล่าวมาเป็นคูณจากยอดมูลค่าที่ชําระค่าจัดทําป้ายตาม แบบอย่างของเมืองฟิลาเดลเฟีย (PHILADELPHIA) แห่งรัฐเพนซิลเวเนีย สหรฐัอเมริกา จะทําให้ภาษี ที่ต้องชําระผันแปรตามมูลค้าป้ายและผลตอบรับ เช่น การใช้ป้ายอิเล็กทรอนิกส์ในการแสดงโฆษณา เพื่อการค้า ก็จะมีมูลค่า ค่าโฆษณาที่สูง ผลตอบรับสูง และเสียภาษีสูงกว่าป้ายที่เป็นสองมิติแบบเดิม ที่ผลตอบรับน้อยกว่าเนื่องจากไม่ค่อยดึงดูดสายตาและมีมูลค่าโฆษณาที่น้อยกว่าเช่นกัน


มาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลธุรกิจการให้บริการด้านสุขภาพ โดยระบบโทรเวชกรรม (Telemedicine) ในประเทศไทย, ศิรวีย์ ครองศิล Jan 2021

มาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลธุรกิจการให้บริการด้านสุขภาพ โดยระบบโทรเวชกรรม (Telemedicine) ในประเทศไทย, ศิรวีย์ ครองศิล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการในการกํากับดูแลธุรกิจการให้บริการด้านสุขภาพ ผ่านระบบโทรเวชกรรม (Telemedicine) ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันความก้าวหน้าในการให้บริการด้าน สุขภาพมีการพัฒนาตามเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และเทรนด์การดูแลสุขภาพที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นของ โลก จึงควรให้ความสําคัญกับการบริการด้านสุขภาพเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชากร เพื่อ ตอบสนองความต้องการและสร้างมาตรฐานในเทคโนโลยีโทรเวชกรรม จากการศึกษาพบว่าประเทศไทย ยังมุ่งเน้นการให้บริการโทรเวชกรรมไปที่กลุ่มของผู้ให้บริการที่เป็นสถานพยาบาลแต่เพียงเท่านั้น ทั้งที่ใน ปัจจุบันการบริการด้านสุขภาพที่มีใบประกอบอนุญาตไม่ควรจะจํากัดอยู่แค่ในโรงพยาบาล เพื่อเป็นการ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพของประชาชนและเป็นการพัฒนาธุรกิจดังกล่าว โดยใช้จุด แข็งที่ประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญในระบบสุขภาพเป็นจํานวนมาก ได้รับรองมาตรฐานสากลเป็นที่น่าเชื่อถือ ของประชาชนไม่ว่าจะใยนประเทศหรือชาวต่างชาติ จึงควรใช้จุดแข็งนี้เป็นเครื่องมือในการต่อยอดให้ กลายเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์อย่างครบวงจร (Medical Hub) มีการให้บริการทางการแพทย์ที่ ทันสมัย ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนโดยใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อข้อมูลด้านสุขภาพแม้ว่าจะอยู่ นอกสถานพยาบาล ซึ่งไม่เพียงแต่ในประเทศแต่การบริการนี้ยังครอบคลุมไปถึงผู้ป่วยที่อยู่ในต่างประเทศ อีกด้วย ผู้ศึกษาเห็นว่าแนวปฏิบัติดังกล่าวควรมีการเพิ่มเติมในส่วนการกําหนดมาตรฐานของผู้ให้บริการ การขออนุญาตเป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพแบบองค์รวม จึงต้องการศึกษาหลักการแนวปฏิบัติของโทรเวช กรรมทั้งในประเทศไทย ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศสิงค์โปร์ เพื่อนํามาวิเคราะห์เปรียบเทียบ มาตรฐานสําหรับผู้ให้บริการ ลักษณะของการขอใบอนุญาตดําเนินการให้บริการด้านสุขภาพในแต่ละสาขา วิชาชีพ มาตรฐานของสถานประกอบการที่ให้บริการโทรเวชกรรม รวมไปถึงมาตรการส่งเสริมการ ให้บริการด้านสุขภาพผ่านโทรเวชกรรม จากการศึกษาพบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศสิงค์โปร์ มีแนวปฏิบัติที่ออกมากําหนดมาตรฐานการให้บริการ Telemedicine เป็นการเฉพาะ ผู้ศึกษาจึงได้มีการเสนอแนะว่าประเทศไทยควรจะนําแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้ในประเทศไทย โดยควรมีกฎหมายเฉพาะที่กํากับดูแลและควบคุมผู้ให้บริการด้านสุขภาพผ่านระบบโทรเวชกรรม มีการ จํากัดความรับผิด เพื่อให้ผู้รับการบริการด้านสุขภาพผ่านระบบโทรเวชกรรม ได้รับมาตรฐานการให้บริการ ที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงควรมีมาตรการในส่งเสริมเทคโนโลยีโทรเวชกรรมในประเทศไทย เพื่อดู แนวโน้มความเป็นไปได้ทางธุรกิจและไม่เป็นการปิดกั้นในการพัฒนาทางการแพทย์และธุรกิจ ภาครัฐควร ออกมาตรการสนับสนุนการใช้และการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับโทรเวชกรรมในประเทศไทย เพื่อที่ประชาชนจะได้รับผลประโยชน์จากเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพได้อย่างทั่วถึงแม้อยู่ ในพื้นที่ห่างไกล อีกทั้งยังเป็นการลดความแออัดในโรงพยาบาล ลดระยะเวลาในการเข้ารับการรักษา ทํา ให้เกิดการบริหารจัดการการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงในแง่มุมของความเข้มแข็งของ ประเทศในด้าน Health Informatics ของเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ ในประเทศและเปิดทางสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ สร้างโอกาสในการเข้าแข่งขันในระดับสากลได้อย่างไร้ ขีดจํากัด และสร้างรายได้ให้แก่ประเทศต่อไป


ปัญหาการลดอัตราค่าใช้จ่ายแบบเหมาสำหรับการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีฟาร์มสุกรรายย่อย, จิตติมา เกียรติจานนท์ Jan 2020

ปัญหาการลดอัตราค่าใช้จ่ายแบบเหมาสำหรับการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีฟาร์มสุกรรายย่อย, จิตติมา เกียรติจานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ค่าใช้จ่ายเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการคำนวณภาษี และค่าใช้จ่ายถือเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับหักเป็นต้นทุนในการทำงานของผู้มีเงินได้ เพื่อให้ได้เงินได้หรือรายได้สุทธิมาคิดภาษีตามอัตราภาษี โดยกฎหมายได้กำหนดอัตราการหักค่าใช้จ่ายมากหรือน้อยตามแต่ละประเภทของเงินได้ เนื่องจากเงินได้พึงประเมินแต่ละประเภทต่างมีค่าใช้จ่ายต่างกัน หากกำหนดค่าใช้จ่ายให้หักเป็นการเหมาตายตัวทุกประเภทแล้วย่อมไม่สมเหตุสมผลกับผู้มีเงินได้ ดังนั้น ผู้มีเงินได้จึงมีทางเลือกสำหรับการค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธีด้วยกัน คือ การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา การหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร ในทางทฤษฏี ผู้มีเงินได้ควรเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร เพราะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่า จะทำให้มีภาระภาษีที่ต้องเสียน้อยลง แต่อย่างไรก็ตาม การหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรนั้นจำเป็นต้องทำตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ ต้องมีเอกสารและหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ค่าใช้จ่ายที่นำมาใช้ต้องเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจหรือประเภทเงินได้ที่ได้มา มีจำนวนที่เหมาะสม และไม่เป็นค่าใช้จ่ายที่กฎหมายห้ามไม่ให้หักเป็นรายจ่าย เช่น รายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการส่วนตัว เป็นต้น จากหลักเกณฑ์ที่กล่าวมานั้น หากพิจารณาในด้านต้นทุนของการจัดการเอกสาร ความรู้ของผู้มีเงินได้ และรูปแบบของการประกอบกิจการแล้วนั้น ในทางปฏิบัติ ผู้มีเงินได้ที่เป็นบุคคลธรรมดาส่วนใหญ่จึงเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา เพราะมีความสะดวกและประหยัดต้นทุนในด้านการจัดการเอกสารมากกว่า ผู้มีเงินได้จากการประกอบกิจการฟาร์มสุกรเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรประเภท 40(8) ที่มีสิทธิเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งวิธีการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา และหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร โดยก่อนปี พ.ศ.2560 ผู้ประกอบกิจการฟาร์มสุกรมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ถึงร้อยละ 85 ของเงินได้พึงประเมิน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงเลือกหักค่าใช้จ่ายในอัตราเหมา ทั้งเหตุผลของความสะดวกและความคุ้มค่ากว่าการลงทุนจัดทำเอกสารแล้วนั้น ยังรวมถึงเหตุผลของสภาพธุรกิจที่ต้องติดต่อค้าขายกับผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา และเกษตรกรรายย่อยที่ไม่สามารถจัดทำเอกสารหลักฐานตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นสาเหตุของการไม่สามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษีของกิจการได้ เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2560 กรมสรรพากรได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 629) พ.ศ.2560 ให้มีการปรับปรุงอัตราค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรประเภท 40 (8) เป็นอัตราเหมาร้อยละ 60 โดยให้เหตุผลว่า อัตราค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักได้จากเงินได้พึงประเมินในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ประกอบกับเพื่อเป็นการสนับสนุนให้บุคคลธรรมดาหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร หรือเปลี่ยนรูปแบบการประกอบกิจการจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล อันเป็นผลให้ผู้มีเงินได้ต้องจัดทำบัญชีประกอบการหักค่าใช้จ่ายดังกล่าวเพื่อแสดงผลประกอบการที่แท้จริง จากการประกาศลดอัตราค่าใช้จ่ายแบบเหมาร้อยละ 85 เหลือเพียงร้อยละ 60 ส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ประกอบการฟาร์มสุกรที่มีส่วนต่างกำไรที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงร้อยละ 25 หรือเรียกได้ว่าผู้ประกอบการมีกำไรส่วนเกินที่ถูกประเมินโดยกรมสรรพากรสูงถึงร้อยละ 40 ที่จะนำไปหักค่าลดหย่อนแล้วนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามโครงสร้างอัตราภาษี ซึ่งหากพิจารณาจากสภาพธุรกิจแล้วนั้น กำไรส่วนเกินของสินค้าประเภทสุกรมีเพียง 5-15% โดยเฉลี่ย เนื่องจากผู้ประกอบการฟาร์มสุกรไม่สามารถเป็นผู้กำหนดรายได้ค่าสินค้าให้กับตนเองได้อย่างชัดเจน จากการที่สุกรเป็นสินค้าประเภทโภคภัณฑ์ ราคาของสินค้าขึ้นลงตามอุปสงค์อุปทาน อีกทั้งสุกรเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรกรรมที่ถูกกำกับควบคุมภายใต้กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ภาครัฐจะเข้าแทรกแซงราคาเพื่อดูแลค่าครองชีพของพลเมืองในช่วงที่ราคาสุกรขยับตัวสูง โดยการขอความร่วมมือในการตรึงราคาจำหน่ายสุกรมีชีวิต การประกาศลดอัตราค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 60 จึงไม่สะท้อนให้เห็นถึงผลประกอบการที่แท้จริงของผู้ประกอบการฟาร์มสุกรได้ และยังเป็นการสร้างภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้เสียภาษีเงินได้อีกด้วย ดังนั้น ด้วยเหตุผลและความจำเป็นตามที่กล่าวมาจึงต้องศึกษาถึงความเหมาะสมของการบังคับลดอัตราเหมาจ่ายแก่กลุ่มเกษตรกรรายย่อย และศึกษามาตรการและวิธีการในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากผู้ประกอบธุรกิจฟาร์มสุกรที่มีประสิทธิภาพและสามารถสะท้อนให้เห็นถึงรายได้ที่แท้จริงของผู้ประกอบการ แทนการบังคับให้ผู้ประกอบการบุคคลธรรมดาเข้าสู่ระบบนิติบุคคล