Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 331 - 344 of 344
Full-Text Articles in Law and Economics
การเปิดเครดิตออกตั๋วแลกเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยธนาคารเพื่อรับรองภายใต้ธุรกรรมเลตเตอร์ออฟเครดิต, โสพิศ อินทะจักร์
การเปิดเครดิตออกตั๋วแลกเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยธนาคารเพื่อรับรองภายใต้ธุรกรรมเลตเตอร์ออฟเครดิต, โสพิศ อินทะจักร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบของกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศ มีการส่งเสริมในเรื่องของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น แม้กระทั่งหน่วยงานภาครัฐก็ตื่นตัวและเร่งพัฒนาระบบต่างๆ เพื่อให้รองรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และเชื่อมต่อระบบระหว่างกระทรวง ทบวง กรม กับระบบกรมศุลกากรเพื่อลดความจำเป็นในการใช้กระดาษ นอกจากนี้ แม้แต่สายเรือก็เริ่มพัฒนาใบตราส่งที่เป็นเอกสารเปลี่ยนมือได้ (Negotiable Document) ในรูปแบบของใบตราส่งอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bill of Lading) ธนาคารที่เป็นสถาบันหลักที่ให้บริการการชำระเงินสำหรับการค้าระหว่างประเทศจำเป็นต้องปรับตัว และพัฒนาการให้บริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Channel) เมื่อกล่าวถึงการให้บริการการชำระเงินระหว่างประเทศ นอกเหนือจากเอกสารการขนส่งแล้ว เอกสารสำคัญอีกอย่างที่มีบทบาทสำคัญนั่นคือ “ตั๋วแลกเงิน” (Bill of Exchange) โดยเฉพาะภายใต้ธุรกรรมเลตเตอร์ออฟเครดิตแบบมีระยะเวลา (Usance (Term) Letter of Credit) ด้วยวิธีการชำระเงินคือการรับรองตั๋วแลกเงิน และชำระเงินเมื่อถึงกำหนด เมื่อธนาคารได้รับเอกสารที่เรียกเก็บเงินภายใต้ Term L/C ธนาคารดาเนินการออกตั๋วแลกเงินให้ลูกค้าธนาคารที่เป็นผู้นำเข้ารับรองตั๋วแลกเงิน เพื่อขอรับเอกสารไปออกสินค้า ธนาคารนั้นกาลังพัฒนา E-Channel ที่ลูกค้าสามารถทาธุรกรรมทุกอย่างผ่านระบบโดยไม่ต้องติดต่อหรือนำส่งเอกสารประกอบการขอใช้บริการที่สาขาธนาคาร และสามารถรับเอกสารที่ธนาคารออกให้ผ่านทางระบบเช่นกัน ถ้าหากธนาคารสามารถออกตั๋วแลกเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการให้บริการของธนาคารให้ดียิ่งขึ้น ตั๋วแลกเงินเป็นตราสารที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง ในประเทศไทยเรื่องของตั๋วแลกเงินได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ที่ใช้บังคับกับตั๋วแลกเงินที่เป็นกระดาษเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องศึกษาพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ) ที่ให้การรับรองผลทางกฎหมายกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบกับกฎหมายตั๋วเงิน เพื่อศึกษาว่าตั๋วแลกเงินอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีความสมบูรณ์ตามกฎหมายตั๋วเงินหรือไม่ และเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นมาจะสามารถอ้างเป็นพยานหลักฐานเพื่อบังคับเอาผิดกับคู่สัญญาได้เหมือนกับตั๋วแลกเงินหรือไม่ และศึกษาจากกฎหมายแม่แบบของ United Nations Commission on International Trade Law (UNCITRAL) ว่าด้วย Electronic Transferable Records เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเอกสารและตราสารเปลี่ยนมือได้ที่อยู่ในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ถึงแม้ว่าพ.ร.บ.ธุรกรรมฯ นั้นรองรับการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในการทำธุรกรรม แต่ไม่ได้รวมถึงเอกสารหรือตราสารเปลี่ยนมือได้ จึงไม่สามารถนำมาใช้กับตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎหมายในประเทศให้รองรับการใช้งานตั๋วเงินอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เขียนมีความเห็นควรมีการยกร่างกฎหมายเฉพาะสำหรับเอกสารหรือตราสารเปลี่ยนมือได้ตามกฎหมายแม่แบบของ UNCITRAL เพื่อให้มีความเหมาะสม และไม่กระทบต่อกฎหมายเดิมที่มีอยู่
ผลกระทบจากมาตรการทางกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 335 ศึกษาเฉพาะกรณีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี, ภาริตา นุ้ยแดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ได้ปฏิรูปการบังคับคดีทั้งระบบในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดีตามคาพิพากษาหรือคำสั่งที่ใช้บังคับอยู่ ซึ่งบางส่วนไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ทำให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นไปโดยล่าช้า โดยแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาและคำสั่งให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามมาตรา 335 ผู้เขียนได้นำมาวิเคราะห์โดยนำสภาพปัญหาการขายทอดตลาดห้องชุดที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดจากกรมบังคับคดี พบว่ามาตรา 335 นี้กำหนดหลักทั่วไปกรณีมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่มีกฎหมายกำหนดไว้ให้จดทะเบียนโดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งนายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ซื้อ โดย ก่อนที่จะทำการขายทอดตลาดห้องชุดในอาคารชุดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบอกกล่าวให้นิติบุคคล อาคารชุดแจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเพื่อการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามกฎหมาย ว่าด้วยอาคารชุดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 30 วัน ซึ่งหากนิติบุคคลอาคารชุดไม่แจ้งรายการหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดเวลาหรือแจ้งว่าไม่มีหนี้ที่ค้างชำระ ให้ พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์โดยไม่ต้องใช้หนังสือรับรองการปลอดหนี้ แต่ยังเกิดอุปสรรคในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ประมูลมาจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีให้กับผู้ซื้อ NPA นั้น เกิดจากการที่ไม่สามารถจัดหาหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากนิติบุคคลอาคารชุดเพื่อมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่กรมที่ดินเพื่อจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุด ผู้เขียนจึงเสนอควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 335 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีบอกกล่าวให้นิติบุคคลอาคารชุดแจ้งรายการหนี้ ค่าใช้จ่ายที่ต้องชาระ หากนิติบุคคลไม่แจ้งรายการหนี้ที่ค้างชำระหรือแจ้งว่าไม่มีหนี้ที่ค้างชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดเวลา และความปรากฏในภายหลังจากที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดมาเป็นของผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดแล้ว ว่ามีหนี้ค่าใช้จ่ายก่อนวันที่ขายทอดตลาด ก็ไม่ถือว่าเป็นหนี้ค้างชำระตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ที่ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคนต่อมาจากการขายทอดตลาดต้องรับผิดชอบ และให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามมาตรา 335 วรรคหนึ่ง ให้กับผู้ซื้อทรัพย์ต่อจากผู้ที่ซื้อทรัพย์มาจากการขายทอดตลาดหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคนต่อมาโดยไม่ต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้ดังกล่าว
ปัญหาและแนวทางแก้ไขปรับปรุงมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีในประเทศไทย, ณัฐฐา สุภกิจพาณิชกุล
ปัญหาและแนวทางแก้ไขปรับปรุงมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีในประเทศไทย, ณัฐฐา สุภกิจพาณิชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รัฐบาลได้ออกมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีในประเทศไทยโดยออกร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ ...(พ.ศ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร หรือที่เรียกว่า มาตรการช็อปช่วยชาติซึ่งเริ่มครั้งแรกในปี 2558 ในช่วงวันที่ 25 ธันวาคมถึง 31 ธันวาคม และมีอย่างต่อเนื่องในปี 2559 ในช่วงวันที่ 14 ถึง 31 ธันวาคม 2559 และปี 2560 ในช่วงวันที่ 11 พฤศจิกายน ถึง 3 ธันวาคม โดยการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซื้อสินค้าและบริการตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่มาตรการกำหนด ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ยังมีปัญหาถึงความไม่เหมาะสมบางประการ เอกัตศึกษาเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาปัญหาของมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีในประเทศไทย ตลอดจนศึกษามาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซียและประเทศกรีซเพื่อนำแนวทางมาปรับใช้ในบางประเด็น จากการศึกษาพบว่า มาตรการช็อปช่วยชาติมีปัญหาบางประการ กล่าวคือ มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบกระจุกตัวกับธุรกิจขนาดใหญ่ รวมถึงก่อให้เกิดการชะลอการใช้จ่ายและเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น จากประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น มาตรการช็อปช่วยชาติควรขยายฐานผู้ขายรวมถึงการช็อปปิ้งในแหล่งท่องเที่ยวต่างจังหวัดหรือ SMEs รวมถึงกลุ่มเกษตรกรที่ทางการรับรองและผู้ขายสินค้าโอทอปเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบกระจายตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรลดหย่อนภาษีการท่องเที่ยวโดยกระตุ้นการท่องเที่ยวในเมืองรองในประเทศไทยเพิ่มเติมเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตแบบกระจายไปสู่ชุมชนท้องถิ่นและสู่เศรษฐกิจฐานราก ในเรื่องระยะเวลาของมาตการนั้น มาตรการช็อปช่วยชาติควรนำแนวทางของประเทศมาเลเซียและกรีซมาปรับใช้โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีทั้งปีโดยอาจเริ่มจากการพิจารณาให้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นเวลา 3 หรือ 5 ปีก่อนเพื่อพิจารณาถึงผลลัพธ์ของมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจว่าบรรลุวัตถุประสงค์ได้จริงหรือไม่ สำหรับประเด็นเรื่องประเภทของสินค้าและบริการที่เข้าเงื่อนไขนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ มาตรการนี้ควรขยายประเภทของสินค้าได้มากขึ้น สินค้าและบริการที่เข้าเงื่อนไขได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีควรเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตและไม่สมควรให้อาบอบนวดและสินค้าฟุ่มเฟือยนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ ทั้งนี้ภาครัฐควรมีการเก็บข้อมูลศึกษาถึงต้นทุนของมาตรการรวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจจากมาตรการนี้เพื่อประเมินความคุ้มค่าของมาตรการ เพื่อที่ภาครัฐจะได้นำมาพิจารณาปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ปัญหาการขายเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Rmf) ส่วนที่ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนทางภาษี, ปนัดดา ธนวงศากุล
ปัญหาการขายเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Rmf) ส่วนที่ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนทางภาษี, ปนัดดา ธนวงศากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มีการกำหนดจำนวนสูงสุดที่สามารถใช้ ลดหย่อนภาษีได้ แต่ไม่มีการกำหนดจำนวนสูงสุดที่ผู้ลงทุนสามารถลงทุนได้ จึงเกิดกรณีที่ผู้ลงทุนซื้อ เงินลงทุนเกินกว่าสิทธิลดหย่อน หรือไม่ได้นำเงินลงทุนไปใช้สิทธิลดหย่อน หรือเรียกว่าส่วนที่ไม่ได้ใช้ สิทธิลดหย่อนภาษี การถือเงินลงทุนในส่วนที่ไม่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีนั้นจะมีปัญหาว่า เงินลงทุนส่วนที่ ไม่ได้ใช้สิทธิดังกล่าวจะสามารถขายออกไปได้โดยต้องมีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาหรือไม่ เพราะไม่ได้เป็น ส่วนที่นำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แต่ในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่กลับมีการบังคับว่าเมื่อมีการขายเงิน ลงทุนส่วนที่ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนออกไปก่อนเงื่อนระยะเวลาบังคับ หากผู้ลงทุนเคยใช้สิทธิลดหย่อน ภาษี จะถือเป็นการผิดเงื่อนไขการลงทุน ด้วยปัญหาดังกล่าวนี้ทำให้ผู้ขายเงินลงทุนในส่วนที่ไม่ได้ใช้ สิทธิลดหย่อนทางภาษีก่อนครบกำหนดเวลาจะถือว่าเป็นการขายโดยผิดเงื่อนไขระยะเวลาการถือ ครอง อีกทั้งต้องมีภาระการจ่ายคืนเงินภาษีและเบี้ยปรับ ทั้งๆที่ส่วนที่ผู้ลงทุนขายออกไปนั้นไม่เคย ได้รับประโยชน์ทางภาษี และการปฏิบัติดังกล่าวหมายความว่าหากผู้ลงทุนไม่ต้องการที่จะต้องเสียภาษี และเงินเพิ่ม ผู้ลงทุนจะต้องถือเงินลงทุนส่วนที่ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนนี้ไปจนครบกำหนดเวลาเหมือน ส่วนที่ใช้สิทธิลดหย่อนทางภาษี จากการศึกษาพบว่าปัญหาดังกล่าวนั้นเกิดจากการขาดแนวทางปฏิบัติเมื่อซื้อเกินสิทธิหรือไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีทาให้เกิดการตีความและบังคับใช้ในทางที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี หากเปรียบเทียบกับ IRAs ของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพแล้วเห็นว่า มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนทำให้สามารถแยกส่วนที่ใช้สิทธิและไม่ใช้สิทธิลดหย่อนทาง ภาษีออกจากกันได้ ลดการตีความในการบังคับใช้ และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียภาษีมากกว่า ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรที่จะนำแนวทางปฏิบัติของประเทศสหรัฐอเมริกามาปรับใช้กับประเทศไทย โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนนั้นสามารถขายหน่วยลงทุนส่วนที่เกินสิทธิหรือส่วนที่ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนนั้นออกไปได้ภายในเวลาที่กำหนด โดยไม่ต้องมีโทษทางภาษี ซึ่งจะสร้างความเป็นธรรม ให้แก่ผู้เสียภาษี และผู้จัดเก็บภาษีสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักภาษีอากรที่ดี นอกจากนี้แนวทางปฏิบัติจะส่งเสริมช่วยให้ผู้ลงทุนวางแผนภาษีได้ดีขึ้นด้วย
มาตรการทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อส่งเสริมการมีบุตร, สนั่น ศิรินันท์ธนานนท์
มาตรการทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อส่งเสริมการมีบุตร, สนั่น ศิรินันท์ธนานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ซึ่งหมายถึง สังคมที่มี ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มีจำนวนมากกว่าร้อยละ 7 ของจานวนประชากรทั้งหมด โดยขณะนี้ ประเทศไทยมีประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มากถึงร้อยละ 10 หรือมากกว่า 7 ล้านคน ในขณะที่อัตรา การเจริญพันธุ์ลดลงจาก 5 คนต่อสตรีหนึ่งคนในปี พ.ศ. 2507 เหลือเพียง 1.6 คนต่อสตรีหนึ่งคนใน ปัจจุบันผลจากการที่ประเทศไทยเริ่มมีอัตราส่วนผู้สูงอายุมากขึ้นและมีอัตราการเกิดของเด็กลดลง ทำให้ประชากรวัยทางานที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ลดลงตามไปด้วย ซึ่งปัญหาเหล่านี้หากไม่วางแผนรับมือให้ดีอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ในระยะยาวทั้งในด้านสังคมและภาคเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลก็ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวจึงได้ออกมาตรการส่งเสริมการมีบุตร ณ วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561 ได้มีการประกาศบังคับใช้กฎกระทรวงฉบับที่ 338 พ.ศ. 2561 มีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสสำหรับค่าฝากครรภ์และค่า คลอดบุตรตามที่ได้จ่ายจริงสาหรับการตั้งครรภ์แต่ละคราวแต่ต้องไม่เกิน 60,000 บาท ถ้าการจ่ายค่า ฝากครรภ์และการคลอดบุตรได้มีการจ่ายต่างปีภาษี ให้ยกเว้นเงินได้ตามจานวนที่จ่ายจริงแต่รวมกัน แล้วต้องไม่เกิน 60,000 บาท ซึ่งวัตถุประสงค์ของกฎกระทรวงฉบับที่ 338 ดังกล่าวนั้นมีขึ้นเพื่อที่จะ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรและจูงใจให้ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสมีบุตรเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวก็ยังไม่เพียงพอที่จะจูงใจให้ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสมีบุตรเพิ่มขึ้นเนื่องจากภาระ ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่เพิ่มขึ้นจากการมีบุตรเพิ่มนั้นสูงกว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับ นอกจากนี้ ณ ขณะที่ได้จัดทาเอกัตศักษาฉบันนี้ เงื่อนไขในการได้รับสิทธิยกเว้นเงินได้ค่า คลอดบุตรตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรยังไม่ได้มีการประกาศบังคับใช้ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่กาลังเผชิญกับปัญหาอัตราการเกิดลดลง แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วต่างก็ประสบปัญหาอัตราการเกิดลดลงที่เช่นกัน โดยประเทศสิงคโปร์ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีอัตราส่วนผู้สูงอายุมากสุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นประกอบกับอัตราการเกิดของเด็กทารกลดลงอย่างมาก หากสถานการณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปจะทำให้ประเทศประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมได้ในอนาคต รัฐบาลประเทศสิงคโปร์จึงได้ออกมาตรการทางสังคมและมาตรการทางภาษีต่าง ๆ มาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ จากการศึกษาพบว่า มีมาตรการส่งเสริมการมีบุตรของประเทศสิงคโปร์บางมาตรการที่สามารถนำมาเป็นแนวทางในการประยุกต์ใช้ในประเทศไทยได้ โดยการกำหนดให้มีการให้ส่วนลดภาษีจากการให้กำเนิดบุตรแทนการยกเว้นภาษีเงินได้ให้ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรส รวมถึงการออกมาตรการเงินฝากเพื่อการพัฒนาเด็กโดยให้กำหนดเงื่อนไขการเบิกจ่ายเช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ อีกทั้งยังเสนอให้กำหนดสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้สาหรับค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตรครอบคลุมในกรณีที่มารดาไม่มีเงินได้และความเป็นสามีภรรยามีไม่ครบปี ได้แก่ สามีภรรยาตายจากกันในระหว่างปี หรือสามีภรรยาหย่าขาดจากกันระหว่างปี หรือสามีภรรยาแต่งงานกันระหว่างปี รวมถึงกรณีชายและหญิงอยู่ร่วมกันฉันท์สามีภรรยาอย่างเปิดเผยโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่ได้มีการให้กำเนิดบุตร
มาตรการทางภาษีท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนธุรกิจผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันลมเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานของประเทศไทย, สิทธิสาณ ชุมพล
มาตรการทางภาษีท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนธุรกิจผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันลมเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานของประเทศไทย, สิทธิสาณ ชุมพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยพึ่งพาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่มาจากก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60 และเชื้อเพลิงถ่านหินสูงถึงร้อยละ 18 ถือได้ว่าประเทศไทยของเรามีอัตราการพึ่งพาเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วหมดไปเพื่อผลิตไฟฟ้าสูงมากประเทศหนึ่งของโลก รัฐบาลจึงต้องการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในภาพรวมของทั้งประเทศให้อยู่ที่ร้อยละ 20 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 2 เท่าตัว และรัฐบาลได้มีการผลักดันให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนเพื่อจาหน่ายให้แก่ภาครัฐ โดยรัฐบาลกำหนดให้มีมาตรการสนับสนุนต่างๆเพื่อจูงใจผู้ผลิต เช่น การเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า การบรรเทาภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลและอากรขาเข้าเครื่องจักร เป็นต้น แต่จากการวิจัยผู้เขียนพบว่ายังขาดมาตรการทางภาษีท้องถิ่นที่ชัดเจนโดยเฉพาะกรณีภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปัจจุบันพบว่า การประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นนั้นมีความไม่แน่นอนและอาศัยดุลพินิจในการประเมินค่ารายปี ผู้เขียนพบว่าการประเมินมูลค่ากังหันลมเพื่อหาค่ารายปีที่ทรัพย์สินสมควรให้เช่าได้นั้นทำได้ยากมาก ซับซ้อน และขึ้นอยู่กับการตีความข้อกฎหมายและสมมุติฐานอื่นๆที่ไม่ชัดเจน ทำให้ภาระภาษีมีความไม่แน่นอนและเป็นอุปสรรคต่อผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ถึงแม้ว่าร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะนามาใช้แทนก็ยังไม่ได้ไม่คำนึงถึงทรัพย์สินประเภทกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า และผู้เขียนพบว่า ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหากำมาใช้ การเสียภาษีจากมูลค่าสิ่งปลูกสร้างที่เป็นกังหันลมที่มีต้นทุนสูง และมูลค่าที่ดินผืนใหญ่ ยิ่งจะทำให้ภาระภาษีเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เป็นอุปสรรคต่อผู้ผลิตไฟฟ้าและส่งผมกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เนื่องจากโครงสร้างเสากังหันลม กังหันลมเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่าสูงมาก มีลักษณะที่ไม่เหมือนกับสิ่งปลูกสร้างอื่นๆทั่วไป ธุรกิจผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันลมต้องใช้มี่ดินจำนวนมาก จึงทำให้มีภาระภาษีทรัพย์สินที่สูงมากจนเป็นอุปสรรค ทั้งๆที่ธุรกิจนี้มีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายของต่างประเทศที่กำหนดบทบัญญัติในการจัดเก็บภาษีที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับผู้ปะกอบการด้านพลังงานทดแทน และมีผลเป็นการสร้างความแน่นอนทางภาษีและบรรเทาภาระภาษีในการประกอบธุรกิจประเภทนี้ ดังนั้น ผู้เขียนมีข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยเสนอให้ตราบทบัญญัติกฎหมายภาษีทรัพย์สินที่มีลักษณะเฉพาะ เพื่อเก็บภาษีผู้ประกอบการด้านพลังงานทดแทนให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม โดยมีหลักการคล้ายๆกับมาตรการทางภาษีท้องถิ่นของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการออกกฎหมายเฉพาะขึ้นมาเพื่อเก็บภาษีผู้ประกอบการด้านพลังงานทดแทน หรือที่เรียกกันว่า Nameplate Capacity Tax ซึ่งเป็นการพัฒนาปรับปรุงการวิธีการจัดเก็บภาษีท้องถิ่นให้มีความเหมาะสมกับกิจการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม เพื่อลดการใช้ดุลพินิจ เพื่อส่งเสริม และสร้างความยั่งยืนทางพลังงานของประเทศไทย
มาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลธุรกิจ Fintech : กรณีศึกษา Peer-To-Peer Lending, สุชาดา เม้ยมิ่ง
มาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลธุรกิจ Fintech : กรณีศึกษา Peer-To-Peer Lending, สุชาดา เม้ยมิ่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหามาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending ในประเทศไทย ด้วยวิธีการศึกษาและวิจัยเชิงคุณภาพโดย การศึกษารวบรวมข้อมูลเชิงเอกสารทั้งแบบปฐมภูมิและทุติยภูมิ เกี่ยวกับความเป็นมา ขั้นตอนและ กระบวนการของธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending มาตรการในการกำกับดูแลธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending ในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งปัญหา ข้อจำกัด และผล กระทบของธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending ในด้านคุณลักษณะของธุรกิจ และในด้าน ของการบังคับใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์การกำกับดูแลในปัจจุบันของประเทศไทยที่มีต่อธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending แล้วจึงนำข้อมูลที่ได้ศึกษารวบรวมมาวิเคราะห์และ สังเคราะห์ โดยการเปรียบเทียบระหว่างมาตรการในการกำกับดูแลธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to- Peer Lending ในประเทศสหรัฐอเมริกา กับกฎหมายและหลักเกณฑ์การกำกับดูแลในปัจจุบันของ ประเทศไทย เพื่อหามาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending ซึ่งจะสามารถใช้เป็นแนวทางที่เหมาะสมในการช่วยลด หรือ บรรเทาปัญหาข้อจำกัด และ ผลกระทบของธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending ได้จากผลการศึกษาพบว่า ธุรกิจ Fintech แบบ Peer-to-Peer Lending เป็นธุรกิจแตกต่างจากการให้กู้ยืม โดยสถาบันการเงินปกติ กล่าวคือ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจดังกล่าวจะไม่ใช่เงินทุนของตัวเองในการปล่อยกู้ แต่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อเชื่อมโยงระหว่างผู้ขอกู้และผู้ให้กู้ (นักลงทุน)ทำให้ผู้ขอกู้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย และสะดวกมากขึ้น เช่นเดียวกับนักลงทุนที่มีทางเลือกในการลงทุนเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ธุรกิจดังกล่าวเป็นที่ได้รับความนิยมจากหลายๆประเทศ แต่สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีการอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจ ในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากอยู่ระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาหาแนวทางในการกำกับดูแลธุรกิจนี้ ซึ่งหากไม่มีแนวทางในการกำกับดูแลอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยอาจเกิดหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นจากการกู้ยืม รวมถึงธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัย เช่น การฟอกเงิน เป็นต้น เมื่อธุรกิจ Fintech แบบ Peerto-Peer Lending ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะในการควบคุมธุรกิจนี้ จึงอาจทำให้เกิดช่องว่างในการดำเนินธุรกิจ Fintech แบบ Peer-to-Peer Lending ได้ โดยผลการศึกษาพบว่า ธุรกิจ …
มาตรการการควบรวมธุรกิจธนาคารภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย, วราพร สิริมงคลนิวัติ
มาตรการการควบรวมธุรกิจธนาคารภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย, วราพร สิริมงคลนิวัติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การควบรวมกิจการเป็นหนึ่งในการดำเนินธุรกิจโดยทั่วไป ซึ่งเป็นกระบวนการทางธุรกิจในการ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและอำนาจการควบคุมกิจการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลดีและผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจดังเช่นกิจการอื่นๆ การควบรวมหลายครั้งที่เป็นผลดีต่อการแข่งขันและผู้บริโภค โดยทาให้กิจการสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในหลายการควบรวมก็เป็นการเปลี่ยนกลไกทางตลาดโดยทำให้ราคาสูงขึ้นคุณภาพของสินค้าและบริการแย่ลง หรือการก่อให้เกิดนวัตกรรมลดลงเนื่องจากเป็นการทำให้การแข่งขันลดลงหรือเกิดภาวะที่นำไปสู่การผูกขาด จากการที่กิจการธนาคารเป็นหนึ่งในสถาบันการเงิน การควบรวมกิจการธนาคารจึงอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ที่กำหนดให้กิจการจะต้องยื่นคำขอควบรวมกิจการให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาก่อน แต่กฎหมายดังกล่าวไม่ได้มีการกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาของธนาคารแห่งประเทศไทยรวมถึงไม่ได้มีการกล่าวถึงหรือให้ความสำคัญในด้านการแข่งขันทางการค้า ประกอบกับในพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มีการระบุถึงข้อยกเว้นในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้กับกิจการที่มีกฎหมายกำกับดูแลเฉพาะในเรื่องการแข่งขันทางการค้า จึงทำให้ปัจจุบันการควบรวมกิจการธนาคารยังคงอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าต่อไปในบริบทของประเทศไทย การพิจารณาการควบรวมกิจการธนาคารโดยธนาคารแห่งประเทศไทยมีความเหมาะสมดีอยู่แล้วตามความเห็นของผู้เขียน เนื่องจากมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและธนาคารเป็นกิจการที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากกิจการทั่วไป ประกอบกับเป็นการลดภาระการทางานที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงานของรัฐ อีกทั้งลดขั้นตอนที่ยุ่งยากสาหรับผู้ประกอบธุรกิจที่จะต้องยื่นเรื่องกับหลายหน่วยงานจึงเห็นควรให้มีการเพิ่มหลักเกณฑ์ในการพิจารณาด้านการแข่งขันทางการค้าในกฎหมายที่กำกับดูแลกิจการธนาคารไปด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าพ.ศ. 2560 และทำให้ การควบรวมกิจการธนาคารจะสามารถอยู่ภายใต้การกากับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทยโดยอาจขอความเห็นจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าประกอบด้วย เพราะท้ายที่สุด แม้การแข่งขันทางการค้าที่เสรีหรือการที่กิจการอยู่ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในทางทฤษฎี หากแต่การมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจและการพิจารณาถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญนั้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องให้น้ำหนักเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและมองผลกระทบรอบด้านให้มากที่สุดก่อนการตัดสินใจใดๆ
ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่2) พ.ศ.2560 กับการส่งอีเมลเชิงพาณิชย์ในลักษณะสแปม (Spam), ชัญญารักษ์ แซ่ห่าน
ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่2) พ.ศ.2560 กับการส่งอีเมลเชิงพาณิชย์ในลักษณะสแปม (Spam), ชัญญารักษ์ แซ่ห่าน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาเกี่ยวกับบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่2) พ.ศ. 2560 กับการส่งอีเมลเชิงพาณิชย์ในลักษณะสแปม (spam) รวมทั้งศึกษาทฤษฎี แนวคิด และมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับสแปมปัจจุบันทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ และเพื่อเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มเติมบทบัญญัติกฎหมายที่เหมาะสม รวมไปถึงแนวทางในการใช้อีเมลเชิงพาณิชย์เพื่อการโฆษณาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะที่ยังสามารถปกป้องสิทธิความความเป็นอยู่ส่วนบุคคลของผู้บริโภคได้อย่างเป็นธรรม จากการศึกษาพบว่าปัจจุบัน พระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ยังไม่สามารถคุ้มครองสิทธิความเป็นอยู่ส่วนบุคคลของผู้บริโภคได้เพียงพอ เนื่องจากไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่ชัดในเรื่องการตั้งชื่อหัวเรื่องของอีเมล (Heading) ซึ่งกระทบต่อสิทธิในการรับรู้คาพรรณนาที่ถูกต้องและเพียงพอของผู้รับ เนื่องจากผู้รับไม่สามารถตัดสินใจก่อนเปิดอ่านอีเมลเชิงพาณิชย์เหล่านั้นได้ ซึ่งนอกจะทาให้สิ้นเปลืองข้อมูลอินเทอร์เน็ต ยังมีความเสี่ยงในการติดไวรัสหรือมัลแวร์อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นกฎหมายยังไม่ได้กำหนดขนาด ความถี่ และปริมาณในการส่งที่เหมาะสมกับอัตราการส่งผ่านข้อมูลระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน ทำให้ผู้รับมีโอกาสได้รับอีเมลเชิงพาณิชย์เป็นจำนวนมากจนรบกวนการใช้งานพื้นที่ในกล่องข้อความของตนอย่างปกติสุข และยังทำให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISPs) หรือผู้ดูแลระบบต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการหรือขยายแบนด์วิดท์ (Bandwidth) หรือเซิร์ฟเวอร์ (server) เพื่อรองรับกับปริมาณข้อมูลโฆษณาที่มีจำนวนมากกว่าครึ่งของอีเมลทั้งหมดบนระบบอินเทอร์เน็ต อีกทั้งยังต้องเป็นฝ่ายจัดหา พัฒนาระบบหรือมาตรการในการป้องกันสแปมเมลให้ทันสมัยอยู่เสมอเพื่อรองรับกับปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ประกอบการต้องขอความยินยอมก่อนทำการส่งอีเมลโฆษณาโดยใช้หลัก Opt-in เพียงอย่างเดียว เป็นการจำกัดสิทธิในการโฆษณามากเกินไปเช่นกัน ดังนั้นจึงควรพิจารณาปรับใช้หลัก inferred consent ในกรณีเป็นการโฆษณาสินค้าอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกับสินค้าเดิมที่ผู้รับให้คำยินยอมไว้โดยเปิดช่องทางให้ผู้รับนั้นสามารถบอกปฏิเสธการรับได้โดยง่าย เพื่อเพิ่มอิสระให้แก่ผู้ประกอบการและส่งเสริมความคล่องตัวในการทำการตลาด
แนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักในประเทศไทย, นันทรัตน์ ศรีสรรค์
แนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักในประเทศไทย, นันทรัตน์ ศรีสรรค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ธุรกิจบริการจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักเป็นธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการ ผสมผสานทั้งในด้านธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว รวมไปถึงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีความหลากหลายในเรื่องประเภทและรูปแบบของผลิตภัณฑ์ในธุรกิจบริการจัดสรรเวลา (ไทม์แชร์) ทำให้ธุรกิจบริการจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักมีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายเพื่อการ บังคับใช้เป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันมีการร้องเรียนจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมากในกรณี ปัญหาการใช้บริการจองที่พักเหล่านี้ ที่พนักงานขายพยายามใช้กลยุทธ์ต่างๆในการขาย เพื่อให้ปิดการ ขายได้ ส่งผลให้ผู้บริโภคเสียเงินทำสัญญาเพื่อใช้บริการธุรกิจการจัดสรรวันพักผ่อนเป็นจำนวนมาก และสัญญาเหล่านี้มักมีผลผูกพันเป็นระยะเวลาค่อนข้างนาน แต่เมื่อผู้บริโภคมีความประสงค์ที่จะขอใช้ สิทธิเข้าใช้บริการดังกล่าว กลับใช้บริการไม่ได้หรือไม่เป็นไปตามที่พนักงานได้โฆษณาไว้ ซึ่งในบางครั้ง สิทธิในการบอกเลิกสัญญาของผู้บริโภคนั้นได้หมดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว จากการศึกษาข้อเท็จจริงและมาตรการทางกฎหมาย ผู้วิจัยพบว่า สำหรับประเทศไทยแม้ว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจ การให้บริการจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2556 แล้วนั้น แต่ยังไม่ สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการคุ้มครองผู้บริโภค ในช่วงระยะเวลาทำสัญญา แต่ยังไม่มีมาตรการที่คุ้มครองผู้บริโภคในช่วงระยะเวลาก่อนทำสัญญาและ ช่วงระยะเวลาหลังทำสัญญาอย่างเหมาะสม ในขณะที่กฎหมายของต่างประเทศทั้งในส่วนของสหภาพ ยุโรป สหราชอาณาจักร และประเทศออสเตรเลีย มีบทบัญญัติในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคใน ธุรกิจการให้บริการจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักที่ครอบคลุมตั้งแต่ช่วงระยะเวลาก่อนทำสัญญา ตลอดจนถึงช่วงระยะเวลาหลังทำสัญญา จากผลการศึกษาแนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจจัดสรร เวลาเข้าใช้สถานที่พักในประเทศไทย เพื่อให้ปัญหาที่ผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากธุรกิจจัดสรร เวลาเข้าใช้สถานที่พักในประเทศในปัจจุบันได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะให้มีการปรับปรุงและแก้ไขประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจ การให้บริการจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2556 ให้ครอบคลุมตั้งแต่ ช่วงระยะเวลาก่อนการเข้าทำสัญญาตลอดตนถึงช่วงระยะเวลาหลังการเข้าทำสัญญา
ความไม่เหมาะสมของการจัดเก็บภาษีเงินได้สำหรับสัญญาขายฝากศึกษาเปรียบเทียบกับแม่บทการบัญชีและมาตรฐานการบัญชี, ยศวดี บุญยะกาพิมพ์
ความไม่เหมาะสมของการจัดเก็บภาษีเงินได้สำหรับสัญญาขายฝากศึกษาเปรียบเทียบกับแม่บทการบัญชีและมาตรฐานการบัญชี, ยศวดี บุญยะกาพิมพ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตามกฎหมาย สรรพากรปัจจุบันพิจารณาว่าผู้มีเงินได้จากสัญญาขายฝากและสัญญาซื้อขายเสร็จ เด็ดขาดเสียภาษีในรูปแบบเดียวกันคือเสียภาษีเงินได้จากการขายตามมาตรา 40(8) เนื่องจากทั้งสองสัญญาดังกล่าวมีรูปแบบทางกฎหมายเป็นสัญญาซื้อขาย ผู้ขายฝากจึงมีหน้าที่ที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากการขายตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากรเช่นเดียวกับผู้ขายในสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และ ณ วันที่ผู้ขายฝากนำเงินสินไถ่มาให้ผู้ซื้อฝากเพื่อเป็นการไถ่ทรัพย์คืน ผู้ซื้อฝากก็มีภาระภาษีเงินได้จากการขายตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากรเช่นกัน เนื่องจากเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์คืนให้แก่ผู้ขายฝากถือเป็นการขาย อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสัญญาขายฝาก จะเห็นได้ว่าคู่สัญญาทำสัญญาขายฝากเพื่อมุ่งประโยชน์ทางการให้สินเชื่อ ไม่ได้มุ่งไปที่การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังเช่นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด การเก็บภาษีจากผู้มีเงินได้ตามสัญญาขายฝากในรูปแบบเดียวกับผู้มีเงินได้จากสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดจึงไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงของสัญญา ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี ผู้มีเงินได้จากสัญญาขายฝากและสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดไม่ควรเสียภาษีในรูปแบบเดียวกันจากปัญหาการจัดเก็บภาษีจากผู้มีเงินได้ตามสัญญาขายฝากในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์อันแท้จริงของสัญญา ส่งผลให้ภาษีซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมกลับเป็นสิ่งที่ ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณากำหนดวิธีการจัดเก็บภาษีเงินได้จากผู้มีเงินได้ตามสัญญาต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับเนื้อหาสาระที่แท้จริงของธุรกรรมที่เกิดขึ้น โดยพิจารณาถึงประโยชน์เชิงเศรษฐกิจของสินทรัพย์และความเสี่ยงและผลตอบแทนที่มีนัยสำคัญของความเป็นเจ้าของ รวมถึงอำนาจการควบคุมสินทรัพย์เป็นสำคัญ มิได้คำนึงถึงรูปแบบทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว จะทำให้การจัดเก็บภาษีสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการทำสัญญามากขึ้น หากวิธีการจัดเก็บภาษีเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงแล้ว จะส่งผลให้การจัดเก็บภาษีของประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ก่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมกันแก่คนในสังคมได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ประชาชนก็จะมีทัศนคติที่ดีต่อการเสียภาษี และเสียภาษีด้วยความสมัครใจ รัฐบาลจะได้มีเงินคงคลังเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศอื่นได้สืบไป
กลไกทางกฎหมายเพื่อสนับสนุนธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ : กรณีศึกษาผู้ประกอบการ Fin Tech ประเภท Startup, ปิยะพงษ์ หฤทัยแจ่มจิต
กลไกทางกฎหมายเพื่อสนับสนุนธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ : กรณีศึกษาผู้ประกอบการ Fin Tech ประเภท Startup, ปิยะพงษ์ หฤทัยแจ่มจิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะและความสำคัญของธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Payment) ในสภาพสังคมและเศรษฐกิจยุคดิจิทัล รวมทั้งการกำกับดูแลและกลไกทางกฎหมายในการสนับสนุนธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับผู้ประกอบการ FinTech ประเภท Startup จากผลการศึกษาพบว่า วิวัฒนาการด้านการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ลดขั้นตอนอันซับซ้อน ง่ายต่อการใช้งาน และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการทางการเงิน เป็นผลจากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงิน หรือ FinTech กระตุ้นให้เกิดโอกาสสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ หรือ Startup ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญสามารถสร้างสรรค์คิดค้นบริการรูปแบบใหม่ หรือต่อยอดผลิตภัณฑ์หรือบริการในการแก้ไขปัญหา (Solution) ในกระบวนการชำระเงินรูปแบบเดิม ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาและการแข่งขันเชิงนวัตกรรมใหม่ทั้งในภาคธุรกิจการเงินและอุตสาหกรรมอื่น แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย ขาดความรู้ความเข้าใจในการบริหารงาน รวมทั้งการขาดแคลนบุคลากรภายในองค์กรที่มีทักษะความสามารถอย่างเพียงพอ จึงต้องมีการกำหนดกลไกทางกฎหมายในการสนับสนุนผู้ประกอบการ FinTech ประเภท Startup ผู้ให้บริการด้านการชำระเงิน โดยครอบคลุมปัจจัยความต้องการต่างๆ จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดกลไกทางกฎหมายในการสนับสนุนอีกหลายด้านที่จะช่วยผลักดันผู้ประกอบการรายใหม่ในธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น รัฐจึงจำเป็นต้องกำหนดกลไกทางกฎหมายในการสนับสนุนผู้ประกอบการ FinTech ประเภท Startup ในธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยออกประกาศเป็นมาตรการสนับสนุนระยะสั้น ได้แก่ ด้านเงินทุน และด้านการพัฒนาผู้ประกอบการ โดยกำหนดขอบเขต วิธีการ และเงื่อนไขของโครงการ เป็นต้น รวมทั้งมาตรการสนับสนุนระยะยาว ด้านการพัฒนาแรงงาน ทั้งจำนวนแรงงานและทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญของแรงงาน เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจของประเทศ
การร่วมมือกันกำหนดราคาของสายการบิน ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า, ญาดา กระจ่าง
การร่วมมือกันกำหนดราคาของสายการบิน ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า, ญาดา กระจ่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลธุรกิจการบิน ในการร่วมมือกันกำหนดราคาของประเทศไทย ด้วยวิธีการศึกษาและวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษารวบรวมข้อมูลเชิงเอกสาร บทความ หนังสือ งานวิจัย และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาค่าโดยสารของธุรกิจการบิน มาตรการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป และศึกษาคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการร่วมมือกันกำหนดราคาของสายการบิน แล้วนำข้อมูลที่ได้ศึกษารวบรวมมาวิเคราะห์แนวทางมาตรการที่มีการใช้บังคับของต่างประเทศ เพื่อหามตราการทางกฎหมายในการกำกับ ดูแลการร่วมมือกันด้านราคาของ ธุรกิจการบินในประเทศไทย ให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายต่อไป จากผลการศึกษาพบว่า ธุรกิจการบินมีหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านราคาคือ สำนักการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย มีหน้าที่ในการดูแลด้านราคาการเดินทางทางอากาศภายในประเทศ และมีสมาคมการขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) กำหนดหลักเกณฑ์ด้านราคาระหว่างประเทศ คำตัดสินของศาลและคณะกรรมาธิการของต่างประเทศได้ชี้ให้เห็นว่า การร่วมกันกำหนดราคา มีผลต่อการแข่งขันทางการค้า ซึ่งผิดกฎหมาย แม้ว่าจะเป็นการร่วมกันกำหนดราคาของสมาคมสายการบินก็ตาม ผู้วิจัยจึงได้เสนอมาตรการที่จะช่วยให้ธุรกิจการบินของประเทศไทยมีการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยเสนอให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า และสมาคม องค์กร หรือกลุ่มใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับกับธุรกิจไม่ว่าจะประเภทใด ทั้งแสวงหากำไรและไม่แสวงหากำไรอยู่ภายใต้กฎหมายการแข่งขันเดียวกัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีเป็นไปตามกลไกตลาด
ปัญหาการประกอบกิจการตลาดสดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย : ศึกษากรณีกรุงเทพมหานคร, ถาปัตย์ โกลาวัลย์
ปัญหาการประกอบกิจการตลาดสดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย : ศึกษากรณีกรุงเทพมหานคร, ถาปัตย์ โกลาวัลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการควบคุมการประกอบกิจการตลาดสดในประเทศไทย และการควบคุมกิจการค้าขายหาบเร่และแผงลอยของประเทศสิงคโปร์ เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการตลาดสดที่มิชอบด้วยกฎหมายในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่าการประกอบกิจการตลาดสดที่มิชอบด้วยกฎหมายในประเทศไทย ก่อให้เกิดปัญหาได้แก่ ปัญหาการสูญเสียรายได้ของรัฐ และปัญหาด้านสุขลักษณะและอนามัยของตลาดสด ซึ่งแม้กฎหมายไทยจะวางหลักเกณฑ์เพื่อควบคุมแก้ไขปัญหาดังกล่าวแต่ก็ไม่สามารถควบคุมแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึงศึกษาแนวทางการควบคุมหาบเร่หรือแผงลอยของประเทศสิงคโปร์ เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับการควบคุมการประกอบกิจการตลาดสดในประเทศไทย โดยประเทศสิงคโปร์กำหนดมาตรการให้ผู้ขายหาบเร่ขายสินค้าได้เฉพาะในสถานที่ที่ได้รับอนุญาต (Hawker Centres) โดย Hawker Centres ซึ่งเป็นเจ้าของโดยรัฐและภาคเอกชน โดยมีหน่วยงานของรัฐ (Hawker Department) ดูแลโดยเฉพาะ และผู้ที่จะขายสินค้าใน Hawker Centres ได้ต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐ และขายภายในเวลาที่กำหนดเท่านั้น และการขายของนอก Hawker Centres ถือเป็นความผิดและมีบทลงโทษ มาตรการดังกล่าวเป็นการจัดการควบคุมการค้าขายหาบเร่และแผงลอยที่มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จในการควบคุมและป้องกันปัญหาสุขลักษณะและอนามัย ในประเด็นดังต่อไปนี้ (1) ประเด็นหน่วยงานที่ใช้อำนาจตามกฎหมายควบคุมกิจการเพื่อวิเคราะห์ถึงความเหมาะสมของหน่วยงานที่ควบคุมการประกอบกิจการตลาดสดของประเทศไทย (2) ประเด็นผู้ประกอบการและการขออนุญาตประกอบกิจการเพื่อวิเคราะห์แนวทางการประกอบกิจการตลาดสดโดยหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน (3) ประเด็นบทลงโทษการประกอบกิจการที่มิชอบด้วยกฎหมายเพื่อวิเคราะห์แนวทางการควบคุมทั้งผู้ประกอบการและผู้ขายของในตลาดสด และ (4) ประเด็นการควบคุมสุขลักษณะและอนามัยของกิจการเพื่อวิเคราะห์หาแนวทางในการแก้ไขและป้องกันปัญหาในด้านสุขลักษณะและอนามัยของกิจการตลาดสด ในการเปรียบเทียบและวิเคราะห์ทั้ง 4 ประเด็นนี้ เพื่อให้ได้แนวทางในการควบคุมกากับการประกอบกิจการตลาดสดของประเทศไทยที่มีประสิทธิภาพต่อไป การศึกษาเรื่องนี้จึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขปัญหาดังนี้ (1) ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ดูแลและควบคุมกิจการตลาดสดโดยเฉพาะ ซึ่งต้องมีความเชี่ยวชาญในการจัดการตลาดสดและ มีความรู้ด้านสาธารณสุข เพื่อทาหน้าที่กากับควบคุมกิจการตลาดสดทั้งประเทศ (2) ควรมีการจัดตั้งตลาดสดของรัฐในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่พ่อค้าแม่ค้าที่ต้องการเช่าสถานที่สาหรับขายของ