Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 61 - 90 of 344
Full-Text Articles in Law and Economics
แนวทางการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจสัตว์บำบัดในประเทศไทย, ฏุฬาณัฏ วันดี
แนวทางการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจสัตว์บำบัดในประเทศไทย, ฏุฬาณัฏ วันดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ธุรกิจสัตว์บำบัดมีความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย มีแนวโน้มอัตราการเจริญเติบโตของธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นและถือเป็นธุรกิจใหม่ที่เริ่มได้รับความนิยม เหตุผลสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประเภทนี้เจริญเติบโตคือประชากรของไทยบางส่วนประสบปัญหาทางด้านจิตใจ และอารมณ์ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มีการนำสัตว์เลี้ยงมาฝึกฝนให้เกิดทักษะในการดูแลผู้ที่มีความ ซึมเศร้า ผู้สูงอายุ หรือเด็ก เพื่อให้จิตใจหรืออารมณ์ดีขึ้น หรือกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากธุรกิจสัตว์บำบัดมีความเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพสัตว์จึงต้องมีแนวทางหรือมาตรการทางกฎหมายที่มีความชัดเจนในการกำกับควบคุมดูแลธุรกิจสัตว์บำบัด และในทางกลับกันควรมีมาตรการในการส่งเสริมให้ธุรกิจสัตว์บำบัดมีมาตรฐาน เพื่อให้ไม่เป็นการทารุณกรรมสัตว์ทางกายและจิตใจ จากการศึกษากฎหมายของประเทศไทยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสัตว์บำบัดพบว่าประเทศไทยยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายที่เข้ามากำกับควบคุมดูแลธุรกิจสัตว์บำบัดโดยตรงแต่เป็นการใช้กฎหมายทั่วไปควบคุมดูแลกิจการที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ในทุกกรณี เช่น พระราชบัญญัติการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 เป็นต้น เมื่อพิจารณาแนวทางในการปฏิบัติพบว่าไม่มีแนวทางในการปฏิบัติเกี่ยวกับธุรกิจสัตว์บำบัดที่มีความชัดเจน มีประสิทธิภาพในการควบคุมธุรกิจสัตว์บำบัดนี้ ทำให้เกิดช่องโหว่ให้ผู้ประกอบธุรกิจมีการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์ทางจิตใจ จะเห็นได้ชัดเจนว่ากฎหมายของประเทศไทยยังไม่สามารถควบคุมธุรกิจสัตว์บำบัดได้ รวมถึงการกำหนดโทษแก่ผู้กระทำความผิดยังไม่มีผลในภาคบังคับทั้งในส่วนของการใช้บังคับกฎหมายและการลงโทษทางกฎหมายยังไม่ชัดเจน เมื่อพิจารณาในส่วนของกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่ากฎหมายของสหรัฐอเมริกามีมาตรฐานในการคุ้มครองสวัสดิการและสวัสดิภาพสัตว์ที่เหมาะสำหรับการนำมาใช้เป็นแนวทางในประเทศไทย โดยได้ทำการศึกษากฎหมายของสหรัฐอเมริกาเนื่องจากความเป็นหลักสากลและประเทศไทยได้นำหลักกฎหมายมาปรับใช้ ดังนั้นผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะว่าให้มีแนวทางในการควบคุมธุรกิจสัตว์บำบัด มีการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับสัตว์ จากหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดตั้งแต่กระบวนการขอใบอนุญาตเปิดกิจการ ต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบวิธีการ และต้องมีผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาดูแล รัฐควรจัดหน่วยงานโดยเฉพาะเจาะจงในการกำหนดหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลสวัสดิภาพสัตว์และควรกำหนดหน้าที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานหรือองค์กรในท้องถิ่นต้องมีความรู้เฉพาะด้านที่เปิดธุรกิจสัตว์บำบัด เพื่อเป็นการสอดส่องดูแลกิจการสัตว์บำบัด ตรวจสอบใบอนุญาตให้ตรงตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด เป็นการควบคุมไม่ให้เกิดการทารุณกรรมสัตว์ ซึ่งอาจเป็นไปในลักษณะการส่งเสริมให้การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์ให้ตรงตามมาตรฐานอันจะส่งผลดีต่อผู้รับบริการและสัตว์บำบัดอย่างดีที่สุด
ข้อจำกัดทางกฎหมายในการกำหนดวิธีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินสำหรับห้องชุดตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562, ณัฐชนน เลิศศิล
ข้อจำกัดทางกฎหมายในการกำหนดวิธีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินสำหรับห้องชุดตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562, ณัฐชนน เลิศศิล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาเล่มนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาถึงปัญหาการบังคับการใช้กฎหมายในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กรณีห้องชุดตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพ.ศ. 2562 โดยมีการกำหนดถึงทรัพย์สินที่เข้าข่ายการเสียภาษีอย่างห้องชุด วิธีการคำนวณเพื่อจัดเก็บภาษีประเภทห้องชุด รวมถึงการประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ.2562 ทั้งนี้ได้มีการออกกฎกระทรวงภายใต้พระราชบัญญัติการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ.2562 เพื่อในการกำหนดและวิธีการราคาประเมินในกรณีการประเมินสำหรับห้องชุดนั้นได้มีออก “กฎกระทรวงกำหนดราคาประเมินห้องชุดและการจัดทำบัญชีราคาประเมินห้องชุด พ.ศ.2563" เพื่อในการกำหนดราคาประเมินและวิธีการประเมินสำหรับห้องชุดและการจัดทำบัญชีราคาประเมินห้องชุด ซึ่งจากการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวพบว่าเกิดปัญหาจากการกำหนดราคาโดยมีลำดับการประเมินโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ตามข้อ 4 การกำหนดราคาประเมินห้องชุดโดยใช้ข้อมูลราคาตลาดของห้องชุดในอาคารชุดนั้น ในกรณีที่ไม่มีข้อมูลราคาตลาดหรือมีแต่ไม่เพียงพอที่จะใช้ประเมินราคาได้ ให้ใช้วิธีการประเมินดังต่อไปนี้ตามลำดับ วิธีเปรียบเทียบราคาตลาด วิธีรายได้ และวิธีต้นทุน จากการศึกษาพบว่าจากการกำหนดลำดับวิธีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเพื่อกำหนดราคาประเมินห้องชุดจากการไม่มีข้อมูลราคาตลาดหรือมีแต่ไม่เพียงพอนั้นก่อให้เกิดความไม่เหมาะสมและความไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีซึ่งส่งผลกระทบกับห้องชุดในบางกรณีเช่น กรณีห้องชุดสร้างมานานแล้วหรือห้องชุดใหม่ในพื้นที่ต่างจังหวัด ทั้งนี้ยังมีการศึกษาหลักการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของประเทศอังกฤษและมลรัฐนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกาของเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ถึงความแตกต่างของหลักการประเมินมูลค่าทรัพย์สินว่ามีความแตกต่างกับของประเทศไทยอย่างไรเพื่อที่จะสามารถนำมาปรับปรุงแก้ไขเป็นข้อเสนอแนะเพื่อให้การประเมินมูลค่าทรัพย์สินเป็นไปอย่างเหมาะสม
การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีบุคคลธรรมดามีเงินได้เนื่องจากการทำงานระยะไกล (Remote Work) ในประเทศไทย, ณิชกานต์ สงวนรัตน์
การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีบุคคลธรรมดามีเงินได้เนื่องจากการทำงานระยะไกล (Remote Work) ในประเทศไทย, ณิชกานต์ สงวนรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทต่างๆทั่วโลก ปรับตัวด้วยการบังคับใช้นโยบาย Remote Work หรือการทำงานระยะไกล ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ Work-From-Home (WFH) รวมไปถึง Work-From-Anywhere (WFA) จึงทำให้เกิดกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่า Remote Workers ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาวไทยรูปแบบ Home Base หรือชาวต่างชาติรูปแบบ Host Base จะเป็นพนักงานบริษัท (Employee) ฟรีแลนซ์ (Freelance) หรือทำธุรกิจส่วนตัว (Entrepreneur) พวกเขาสามารถทำงานระยะไกลจากที่ไหนบนโลกก็ได้ สามารถทำงานได้โดยไม่มีเงื่อนไขของสถานที่และเวลาในการทำงาน เมื่อมีทำงานระยะไกลจากในประเทศไทยให้แก่นายจ้างหรือผู้ว่าจ้างในต่างประเทศ กลุ่ม Remote Workers ต่างก็ต้องคำนึงถึงประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวกับคนเข้าเมืองและภาษีอากรที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่อาจเกิดขึ้น จากการศึกษาพบว่า กลุ่ม Remote Workers มีเงินได้จากการทำงานระยะไกลจากในประเทศไทยให้แก่ต่างประเทศ จะต้องเสียภาษีเงินได้บนแหล่งเงินได้นอกประเทศเมื่อนำเงินได้ดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยตามบทบัญญัติมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร โดยกลุ่ม Remote Workers แต่ละรูปแบบมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ที่แตกต่างกันตามนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้จ่ายและผู้รับ ได้แก่ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) สำหรับรูปแบบการจ้างงานแบบ Employee ส่วนรูปแบบการจ้างงานแบบฟรีแลนซ์ (Freelance) มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) และรูปแบบการจ้างงานแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneur) มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) เป็นผลทำให้ Remote Workers แต่ละรูปแบบต้องใช้แบบแสดงรายการในการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่แตกต่างกันตามประเภทเงินได้พึงประเมิน โดยการยื่นแบบแสดงรายการภาษีนั้นผู้มีเงินได้สามารถเลือกยื่นได้ทั้งออนไลน์และกระดาษ แต่ทั้งสองรูปแบบยังคงเป็นอุปสรรคสำหรับกลุ่ม Remote Workers เนื่องจากไม่มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ รวมไปถึงอุปสรรคในการดำเนินการและเตรียมเอกสารประกอบการขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอีกด้วย ซึ่งการกรอกเอกสารต่าง ๆ ต้องเป็นภาษาไทย เพราะหากไม่มีเลข ฯ ก็จะไม่สามารถยื่นภาษีได้ ซึ่งเป็นข้อจำกัดทำให้ภาครัฐในฐานะผู้จัดเก็บภาษีไม่สามารถจัดเก็บรายได้เข้าคลังจากการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้เสียภาษีกลุ่มบุคคลดังกล่าว นอกจากนี้ วิธีการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศไทยเป็นวิธีการประเมินตนเอง ( Self-Assessment) โดยผู้มีเงินได้มีหน้าที่แสดงประเภทเงินได้ จำนวนเงินได้ เพื่อคำนวณภาษีในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยตนเอง ผู้เงินได้โดยเฉพาะกลุ่ม Remote Workers ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศไทยซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร ทำให้ Remote Workers ชาวต่างชาติไม่ทราบว่าเงินได้ที่ตนได้รับจากการทำงานระยะไกลให้แก่นายจ้างหรือผู้ว่าจ้างในต่างประเทศต้องเสียภาษีให้แก่ประเทศไทยหรือไม่ เสียตามหลักเกณฑ์ใด ในอัตราเท่าไหร่ และเสียอย่างไร นอกจากนี้ในทางปฏิบัติยังมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการจัดเก็บภาษี เพราะถ้าผู้มีเงินได้ไม่แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเงินได้ที่ตนได้รับจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา …
มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ, ดลพร จันทร์เอี่ยม
มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ, ดลพร จันทร์เอี่ยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนคือความพร้อมของทักษะแรงงานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ปัจจุบันสถานการณ์การลงทุนในประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากแรงงานปัจจุบันมีทักษะไม่สอดคล้องกับทักษะที่ตลาดต้องการ (Skill Mismatch) นักลงทุนบางส่วนอาจลงทุนหรือย้ายฐานการผลิตสู่ประเทศอื่นๆ ที่มีความพร้อมด้านแรงงานมากกว่า ส่งผลให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง นอกจากนี้ การลงทุนได้กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ภาคกลางมากที่สุด และปัญหาความเลื่อมล้ำเชิงพื้นที่จึงคงอยู่ต่อไป ในปี พ.ศ. 2565 รัฐบาลได้กำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค ใน 16 จังหวัด โดยมีเจตนารมณ์เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาเชิงพื้นที่ระดับภูมิภาคในการลดความเหลื่อมล้ำด้วยกระจายความเจริญสู่พื้นที่โดยรอบ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จึงได้ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ตามประกาศที่ 18/2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการลงทุนในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษมากยิ่งขึ้น และกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม กรณีผู้ประกอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมด้านการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล อย่างไรก็ดี จากสถิติภาวะการส่งเสริมการลงทุนในเดือนมกราคม - กันยายน พ.ศ. 2566 พบว่ายังไม่มีโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวยังไม่ดึงดูดให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะแรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษอย่างเพียงพอ จากการศึกษาบทเรียนในการพัฒนาฝีมือแรงงานของประเทศสิงคโปร์ พบว่ารัฐบาลสิงคโปร์ได้ดำเนินกลยุทธ์ดึงดูดการลงทุนด้วยการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ให้ดำเนินการพัฒนาแรงงานเพื่อยกระดับ ปรับเปลี่ยน และสร้างทักษะใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงการยกระดับทักษะแรงงานสู่ระบบคุณวุฒิวิชาชีพ พร้อมให้เงินอุดหนุนผู้ประกอบการสำหรับค่าใช้จ่ายการฝึกอบรมและค่าจ้างของลูกจ้าง ตลอดจนส่งเสริมการจ้างงานคนในท้องถิ่น ดังนั้น นิสิตขอเสนอมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ และแนวทางการสนับสนุนจากภาครัฐ ดังนี้ (1) มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับ ปรับเปลี่ยน และสร้างทักษะใหม่ สำหรับแรงงานทุกช่วงวัยในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (2) มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับฝีมือแรงงานสู่ระบบคุณวุฒิวิชาชีพ (3) มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อกระตุ้นการจ้างงานสำหรับผู้มีภูมิลำเนาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (4) แนวทางการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพเพื่อกระตุ้นการจ้างงานซึ่ง 3 มาตรการ และแนวทางการสนับสนุนจากภาครัฐดังกล่าวจะสามารถจูงใจผู้ประกอบการให้ดำเนินการพัฒนาทักษะแรงงานซึ่งสอดคล้องกับความต้องการแรงงานในตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่องและเกิดการกระตุ้นการจ้างงานโดยเร็ว ดึงดูดการลงทุน ลดการเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน เกิดการจ้างงานเต็มที่และมีผลิตภาพ รวมถึงการมีงานที่มีคุณค่า สำหรับทุกคนตามเป้าหมายที่ 8 ของ SDG ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) สู่สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน
แนวทางในการควบคุมพฤติกรรมที่ใช้อำนาจเหนือตลาดของธุรกิจแพลตฟอร์ม : กรณีศึกษาพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 และกฎหมายป้องกันการผูกขาดของสาธารณรัฐประชาชนจีน พ.ศ. 2565, ถิง เจี่ยง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาอย่างละเอียดเกี่ยวกับการควบคุมและกำกับดูแลการใช้อำนาจเหนือตลาดของธุรกิจแพลตฟอร์มอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุ่งเน้นไปที่การเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน และให้ความสำคัญกับการพิจารณาความแตกต่างในกฎหมายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการค้า โดยเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจแพลตฟอร์มซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด ในการศึกษานี้ได้มีการเปรียบเทียบการบังคับใช้กฎหมายพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ของประเทศไทย กับกฎหมายป้องกันการผูกขาด พ.ศ. 2565 ของประเทศจีน โดยเน้นไปที่ความแตกต่างในคำจำกัดความทางกฎหมาย ขอบเขตของตลาด และการควบคุมผู้ที่มีอำนาจเหนือตลาดในทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ยังสำรวจว่าประเทศไทยและประเทศจีนจัดการกับความท้าทายที่เกิดจากธุรกิจแพลตฟอร์มที่ทรงพลังได้อย่างไร โดยมีเงื่อนไขและแนวทางของแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกัน แต่งานวิจัยนี้ได้ชี้ชัดให้เห็นว่าประเทศไทยอาจได้รับประโยชน์จากการนำกลยุทธ์บางอย่างของประเทศจีนไปปรับใช้เพื่อจัดการปัญหาที่ผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มใช้อำนาจเหนือตลาดได้อย่างมี ประสิทธิภาพและเสริมสร้างสมดุลการแข่งขัน ทั้งนี้ งานวิจัยนี้ได้ให้คำแนะนำหลายประการเพื่อปรับปรุงกรอบกฎหมายและกลไกการบังคับใช้ในประเทศไทย โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ของประเทศจีนในการจัดการกับแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพล เน้นไปที่การกำหนดคำจำกัดความของธุรกิจแพลตฟอร์มที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การปรับปรุงวิธีการกำหนดตลาด และการพัฒนาเกณฑ์ในการพิสูจน์การใช้อำนาจเหนือลาด รวมถึงการปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมพฤติกรรมที่ใช้อำนาจเหนือตลาดของแพลตฟอร์ม ส่วนท้ายของงานวิจัยนี้ได้กล่าวถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจแพลตฟอร์มในประเทศไทย รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการควบคุมการผูกขาด และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิทธิของผู้บริโภคและการแข่งขันที่ยุติธรรมในตลาด โดยสรุป งานวิจัยนี้ได้นำเสนอการเปรียบเทียบเชิงลึกระหว่างแนวทางการกำกับดูแลกับธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องปรับปรุงกฎหมายและกลไกการบังคับใช้เพื่อให้มั่นใจว่ามีการแข่งขันที่ยุติธรรม และมีการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเหมาะสมในเศรษฐกิจแพลตฟอร์มที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน
การนำเข้าแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือโดยวิธี Mou : มาตรการในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่มีประสิทธิภาพและเพื่อการพัฒนาให้สนองต่อการปฏิรูปประเทศกรณีศึกษาประเทศที่ทำ Mou, ธีรภัทร เรืองถาวรนันท์
การนำเข้าแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือโดยวิธี Mou : มาตรการในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่มีประสิทธิภาพและเพื่อการพัฒนาให้สนองต่อการปฏิรูปประเทศกรณีศึกษาประเทศที่ทำ Mou, ธีรภัทร เรืองถาวรนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันคนต่างด้าว เดินทางมาทำงานในแผ่นดินประเทศไทยโดยใช้กำลังกายความรู้ความสามารถเพื่อประสงค์ผลตอบแทนเป็นค่าจ้างหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งมีบริบทสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จในการประกอบกิจการในหลายกิจการ ทั้งนี้มีสาเหตุจากงานประเภท 3D ได้แก่ งานหนัก (Difficult) งานสกปรก (Dirty) และงานอันตราย (Dangerous) ซึ่งแรงงานไทยไม่นิยมทำ แต่เป็นที่งานหลักของหลาย ๆ สถานประกอบกิจการซึ่งเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐาน หากอุตสาหกรรมพื้นฐานเกิดปัญหาจะทำให้อุตสาหกรรมส่วนกลางกับอุตสาหกรรมหลักก็จะเกิดผลกระทบไปด้วย ดังนั้นความต้องการของผู้ประกอบการที่ต้องการแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือ เนื่องจากแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือคือแรงงานระดับล่างซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความรู้ความชำนาญ และทักษะฝีมือ เพียงแต่ทำงานตามคำชี้แนะหรือรูปแบบที่จัดไว้ได้เท่านั้น มีความคุ้มค่าจากค่าแรง และไม่มีปัญหาเหมือนแรงงานไทยที่จะเรียกร้องสิ่งต่าง ๆ กับผู้ประกอบการจึงเป็นที่มาว่าแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือมีความจำเป็นแต่ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวต้องสอดคล้องกับเรื่องของตลาดแรงงาน เพราะปัจจุบันนโยบายแรงงานมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาแรงงานเพื่อเป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 จนถึงปัจจุบันฉบับที่ 13 ประกอบกับปัจจุบันมีแผนปฏิรูปประเทศ และแผนยุทธศาสตร์ชาติ ผลการศึกษา พบว่าในปัจจุบันการนำแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือมีวิธีการนำเข้าด้วยกัน 3 แบบวิธี ซึ่งในแต่ละแบบวิธีเกิดในช่วงในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน โดยแบบที่ 1 แบบดั้งเดิมคือการขอวีซ่าเข้ามาทำงานในประเทศ แบบที่ 2 คือการนำเข้ามาผ่านบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศ (MOU) และแบบที่ 3 คือบัตรแรงงานต่างด้าวนำแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในประเทศมาขึ้นทะเบียนเพื่อพิสูจน์สัญชาติ และออกบัตรดังกล่าวให้ การนำเข้ามาผ่านบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศ (MOU) เป็นวิธีที่ภาครัฐสนับสนุนเพื่อลดปัญหาด้านอาชญากรรม ด้านความสงบ ด้านสิทธิมนุษยชน และการขาดแคลนแรงงานภายในประเทศ ข้อเสนอแนะโดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการประชาสัมพันธ์การนำเข้าแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือผ่าน MOU ให้ ผู้ประกอบการ โดยผ่านช่องทางออนไลน์ซึ่งมีข้อมูลจาการจดทะเบียนบริษัท หรือข้อมูลผู้เสียภาษี โดยจัดทำคู่มือการขออนุญาตนำเข้าแรงงานต่างด้าว เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ประกอบกับพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่ม ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้สถานประกอบกิจการให้เลือกใช้การนำเข้าแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือผ่าน MOU มีการลดค่าธรรมเนียมในการนำเข้าลดค่าธรรมเนียมการตีวีซ่า และค่าธรรมเนียมต่อวีซ่าสำหรับแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือที่นำเข้าผ่าน MOU โดยขยายระยะเวลาการลดค่าธรรมเนียม และการลดขั้นตอนในการยื่นขออนุญาตนำเข้าแรงงานต่างด้วยโดยวิธี MOU ทั้งนี้ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นว่าหากในประเด็นดังกล่าวได้รับการแก้ไขแล้ว สถานประกอบกิจการย่อมเลือกวิธีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือผ่าน MOU ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสุด
แนวทางในการพัฒนากฎหมายอาคารชุดประเภทเช่าช่วงระยะยาวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้เช่าช่วง, นฤพล เลิศปัญญาโรจน์
แนวทางในการพัฒนากฎหมายอาคารชุดประเภทเช่าช่วงระยะยาวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้เช่าช่วง, นฤพล เลิศปัญญาโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เจ้าของห้องชุดเช่าช่วงระยะยาวมีเพียงสิทธิครอบครองไม่สามารถจัดตั้งนิติบุคคลอาคาร และคณะกรรมการบริหารงานอาคารชุดได้เฉกเช่นเดียวกับอาคารชุดประเภทซื้อขายขาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดประเภทเช่าช่วงระยะยาวมีอำนาจในการบริหารงานอาคาร เกิดเป็นช่องว่างทางกฎหมายที่สามารถให้ผู้ประกอบการเองเอาเปรียบได้ ยกตัวอย่างเช่น การกำหนดค่าส่วนกลางที่สูงเกินจริง การบริหารงานเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อประโยชน์ของผู้ประกอบการ การกำหนดการบริหารงานที่ไม่เป็นธรรม ฯลฯ เนื่องด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นจึงเห็นควรให้มีการแก้ไขกฎหมายดังนี้ (1) การบริหารอาคาร การบริหารงานอาคารชุดเช่าช่วงระยะยาวควรมีการปรับเปลี่ยน โดยกำหนดให้เจ้าของห้องชุดเช่าช่วงระยะยาวนั้นมีสิทธิในการออกเสียง กำหนดนโยบายการบริหารอาคารชุด ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ลิดรอนสิทธิของผู้ประกอบการจนเกิดควร จึงเห็นควรให้ผู้ประกอบการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการคิดนโยบายในการบริหารงานอาคารชุดประเภทเช่าช่วงระยะ (2) การกำหนดค่าบริหารงานอาคาร ผู้เช่าช่วงเองต้องได้รับความเป็นธรรมในการกำหนดชำระค่าบริหารงานอาคารชุด กฎหมายควรกำหนดให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาค่าบริหารงานอาคาร โดยการคำนวนค่าบริหารงานนั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องชี้แจ้งข้อมูลต่าง ๆ โดยละเอียดให้ผู้เช่าช่วงรับทราบ โดยหากมีค่าใช้จ่ายใดที่สูงเกินมาตรฐานกลาง ผู้เช่าช่วงสามารถพิจารณาให้เปลี่ยนแปลงค่าดำเนินการนั้น ๆ ได้ (3) การคุ้มครองผู้บริโภค อาคารชุดประเภทเช่าช่วงระยะยาวนั้นควรได้รับการคุ้มครองเฉกเช่นเดียวกับอาคารชุดประเภทซื้อขายขาด ซึ่งหากพิจารณาถึงตัวบทกฎหมายพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 นั้นมีหลักการคุ้มครองผู้บริโภคที่ครอบคลุมกว่า ไม่ว่าจะเป็นด้านของการโฆษณา และการทำสัญญา จึงเห็นควรบัญญัติความหมายของอาคารชุดให้รวมไปถึงอาคารชุดเช่าช่วงระยะยาว เมื่อพิจารณาสถานการณ์เศษฐกิจของอาคารชุดเช่าช่วงระยะยาวที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้น การแก้ไขกฎหมายจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยข้อเสนอแนะที่กล่าวไปข้างต้นได้มีการคำนึงหลักความได้สัดส่วน ให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการซ่อมแซมเสื้อผ้า, นฤมล แต่งสวน
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการซ่อมแซมเสื้อผ้า, นฤมล แต่งสวน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันความนิยมของสินค้าแฟชั่นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทำให้ผู้บริโภคส่วนหนึ่งมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายให้ทันตามยุคสมัยอยู่เสมอส่งผลทำให้เสื้อผ้าที่ไม่ใช้งานแล้วถูกทิ้งกลายเป็นขยะจำนวนมาก จากประเด็นปัญหาข้างต้น ทำให้ในต่างประเทศเริ่มตระหนักในเรื่องผลกระทบของสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการผลิตเสื้อผ้าตามกระแสนิยมและหันมาให้ความสนใจกับการซ่อมแซมเสื้อผ้าเพิ่มมากขึ้นเพื่อยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์และใช้เสื้อผ้าซ้ำ เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและปัญหาขยะที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทยพบว่ายังไม่มีมาตรการทางภาษีและมิใช่ภาษีเพื่อส่งเสริมการซ่อมแซมเสื้อผ้าสำหรับจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ผู้ศึกษาจึงสนใจที่จะศึกษาถึงมาตรการทางภาษีของประเทศออสเตรียและประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นประเทศที่ได้มีการนำมาตรการภาษีมูลค่าเพิ่มมาบังคับใช้จริง และสำหรับประเทศสวีเดนก็ยังมีมาตรการการลดหย่อนภาษี ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำต้นทุนและค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนในภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี สืบเนื่องจากมาตรการลดหย่อนภาษีของประเทศสวีเดนข้างต้น ทำให้มีมาตรการที่มิใช่ภาษีแฝงอยู่ในฝั่งของผู้บริโภคด้วย นอกจากนี้ ในประเทศออสเตรียยังมีมาตรการที่มิใช่ภาษีเช่นเดียวกัน คือเป็นโครงการให้บัตรกำนัลแก่ประชาชนเพื่อสนับสนุนการซ่อมแซมซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งจากมาตรการทางภาษีและมิใช่ภาษีเพื่อส่งเสริมการซ่อมแซมเสื้อผ้าของทั้งสองประเทศข้างต้น ผู้เขียนได้ทำการเปรียบเทียบและวิเคราะห์แนวทางในการนำมาปรับใช้กับประเทศไทยเพื่อผลักดันและเพิ่มแรงจูงใจให้แก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการซ่อมแซมเสื้อผ้าให้มากขึ้น เพื่อลดปัญหาขยะและลดมลพิษจากการผลิตที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาเปรียบเทียบและวิเคราะห์แนวทางสำหรับมาตรการทางภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษีเพื่อส่งเสริมการซ่อมแซมเสื้อผ้าของประเทศไทยกับประเทศออสเตรียและประเทศสวีเดน พบว่าประเทศออสเตรียและประเทศสวีเดนมีมาตรการภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยเป็นการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือเพียงครึ่งเดียวจากอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มปกติสำหรับการซ่อมแซมเสื้อผ้า ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาซ่อมแซมเสื้อผ้ามากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาขยะและปัญหาสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น และสำหรับประเทศสวีเดนก็ยังมีมาตรการการลดหย่อนภาษี ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำต้นทุนและค่าใช้จ่ายบางส่วนสำหรับการให้บริการซ่อมแซมแก่ผู้บริโภคไปลดหย่อนในภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีได้ สืบเนื่องจากมาตรการลดหย่อนภาษีของประเทศสวีเดนข้างต้น ทำให้มีมาตรการที่มิใช่ภาษีแฝงอยู่ในฝั่งของผู้บริโภคด้วย กล่าวคือ เมื่อผู้บริโภคได้มีการว่าจ้างให้ผู้ประกอบการทำการซ่อมแซมเสื้อผ้าให้ ผู้บริโภคจะได้รับส่วนลดจากค่าบริการซ่อมแซมในใบแจ้งหนี้ทันที สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาซ่อมแซมเสื้อผ้ามากขึ้น นอกจากนี้ยังมีมาตรการมิใช่ภาษีของประเทศออสเตรียเช่นเดียวกัน คือเป็นโครงการให้ทุนสนับสนุนการซ่อมแซมโดยให้บัตรกำนัลค่าซ่อมแซมซึ่งโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากส่งผลให้โครงการนี้นำมาใช้ทั่วทั้งออสเตรีย แต่อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาประเทศไทยยังไม่มีมาตรการทางภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษีเพื่อส่งเสริมการซ่อมแซมเสื้อผ้า ดังนั้น ผู้ศึกษาเล็งเห็นว่าสำหรับประเทศไทย ภาครัฐควรนำแนวคิดของมาตรการทางภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษีดังกล่าวมาปรับใช้ภายในประเทศและเร่งส่งเสริมการซ่อมแซมเสื้อผ้าอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการซ่อมแซมและนำเสื้อผ้าที่ได้รับการซ่อมแซมกลับมาใช้ซ้ำในสัดส่วนที่มากขึ้น เพราะนอกจากทำให้เพิ่มอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์มากขึ้นแล้ว ยังทำให้เพิ่มมูลค่าแก่ตัวผลิตภัณฑ์อีกด้วยหากผลิตภัณฑ์นั้นได้รับการปรับแต่งเสื้อผ้าให้มีลวดลายเพิ่มขึ้น รวมถึงให้การสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการซ่อมแซมได้เพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจในด้านนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนาสิ่งเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจนก่อให้เกิดธุรกิจที่มีมูลค่าสูง และสิ่งสำคัญที่ทำให้ภาครัฐบรรลุเป้าหมายของมาตรการดังกล่าว คือการช่วยลดการสูญเสียทรัพยากร ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้
แนวทางในการนำหลักการทางบัญชีตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย มาใช้กับการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล, นันทนัช ศิริวัฒโก
แนวทางในการนำหลักการทางบัญชีตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย มาใช้กับการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล, นันทนัช ศิริวัฒโก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิธีการทางบัญชีสำหรับสัญญาประกันภัยนั้นจะเปลี่ยนแปลงเมื่อมาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย ถูกบังคับใช้อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2568 โดยมาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับใหม่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้งบการเงินของบริษัทประกันภัยสามารถเปรียบเทียบกับงบการเงินของอุตสาหกรรมอื่นๆ และต่อบริษัทภายในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ และเพื่อให้มูลค่าของสัญญาประกันภัยในงบการเงินสามารถสะท้อนสภาพเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบันได้ จึงนำมาสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญของมาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับใหม่นี้ คือ การกำหนดให้กิจการต้องวัดมูลค่าเริ่มแรกของกลุ่มสัญญาประกันภัย และจะต้องทยอยรับรู้กำไรจากการให้บริการตามสัญญานั้นตลอดช่วงอายุของสัญญา จากการศึกษาพบว่า วิธีการทางบัญชีตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 นั้นไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรสำหรับการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เนื่องจากตามประมวลรัษฎากรนั้นกำหนดให้การรับรู้รายได้และค่าใช้จ่ายต้องเป็นไปตามเกณฑ์สิทธิ ซึ่งไม่สอดคล้องกับการทยอยรับรู้กำไรจากการให้บริการตามสัญญา และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทประกันรวมถึงผลขาดทุนทันทีจากสัญญาที่ทำให้เกิดขาดทุน รวมทั้งการกำหนดรายจ่ายต้องห้ามเงินสำรองเบี้ยประกันภัยที่รับรู้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นๆ เป็นจำนวนร้อยละจากเบี้ยประกันภัยรับสุทธิ (หักเบี้ยประกันภัยต่อ) แต่ตามมาตรฐานฉบับใหม่นี้ไม่มีการแสดงเบี้ยประกันภัยรับและเงินสำรองในงบการเงินอีกต่อไป รวมทั้งในช่วงเปลี่ยนผ่านจากมาตรฐานฉบับปัจจุบันไปสู่มาตรฐานฉบับใหม่ กิจการต้องวัดมูลค่า ณ วันแรก สำหรับสัญญาประกันภัยที่ถืออยู่ โดยการวัดมูลค่านี้จะทำให้กิจการต้องทำรายการปรับปรุงกำไรซึ่งเคยรับรู้แล้วในอดีตผ่านกำไรสะสม และรับรู้ส่วนของกำไรของสัญญาผ่านการทยอยรับรู้ตลอดช่วงอายุของสัญญาประกันภัยต่อไปในอนาคต ดังนั้นหากจะต้องนำกำไรมาเสียภาษีซ้ำเมื่อรับรู้เป็นอีกงวดในอนาคตจากกำไรจำนวนเดิมที่เคยรับรู้ไปแล้วในอดีตนั้นจะทำให้เกิดการเสียภาษีซ้ำซ้อน ดังนั้นการแก้ไข หรือออกกฎหมายอนุบัญญัติมาเพื่อสนับสนุนหลักการทางบัญชีตามมาตรฐานฉบับใหม่เพื่อให้กิจการสามารถถือวิธีการรับรู้รายได้และค่าใช้จ่ายมาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เป็นเกณฑ์สิทธิตามประมวลรัษฎากร และกำหนดนโยบายทางภาษีที่ชัดเจนในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อให้ผู้เสียภาษีมิต้องตีความด้วยตนเอง อันนำมาสู่ความไม่เป็นธรรมในการเสียภาษีเนื่องจากรายการปรับปรุงทางภาษีที่แตกต่างกัน และทำให้ผู้เสียภาษีประหยัดต้นทุนในการทำรายการปรับปรุง เป็นผลให้รัฐสามารถเก็บภาษีได้ตรงตามความเป็นจริงและเป็นไปตามหลักภาษีอากรที่ดีอีกด้วย
แนวทางในการพัฒนาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร แก่นายจ้างที่ได้จัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะฝีมือลูกจ้าง เพื่อยกระดับฝีมือแรงงานตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545, สิษฐพงศ์ วามะศิริภัทร
แนวทางในการพัฒนาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร แก่นายจ้างที่ได้จัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะฝีมือลูกจ้าง เพื่อยกระดับฝีมือแรงงานตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545, สิษฐพงศ์ วามะศิริภัทร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษานโยบายการยกระดับฝีมือแรงงาน ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ที่สอดคล้องกับมาตรการจูงใจทางภาษีอากร และการนำส่งรายงานการฝึกอบรมลูกจ้างของนายจ้าง 2. ศึกษาประสิทธิภาพของมาตรการจูงใจทางภาษีอากร และการนำส่งรายงานการฝึกอบรมลูกจ้างของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ที่มีผลต่อการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานในประเทศ และ 3.เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของฝีมือแรงงานในประเทศ ที่สอดคล้องกับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร และการนำส่งรายงานฝึกอบรมลูกจ้างจากผลการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ในหัวข้อการลดหย่อนภาษีร้อยละ 200 นั้น มีข้อกำหนดในการยื่นลดหย่อน รวมไปถึงการยื่นรายงานการอบรมเพื่อนำส่งให้กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่เฉพาะเจาะจงของหน่วยงาน กล่าวคือ ต้องนำส่งรายงานตามที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานกำหนดเท่านั้น และหลักสูตรที่ยื่นอบรมต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้เช่นกัน ทำให้ถึงแม้ว่ากรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะประชาสัมพันธ์ว่า นโยบายดังกล่าวเป็นไปเพื่อการสร้างแรงจูงใจให้กับสถานประกอบการในการส่งลูกจ้างเข้าฝึกอบรม ตามนโยบายแผนพัฒนาชาติก็ตาม แต่มาตรการทางภาษี และการนำส่งรายงานการฝึกอบรมยังคงไม่ครอบคลุมและถูกจำกัดอยู่ในกรอบข้อกำหนด ทำให้การฝึกยกระดับฝีมือแรงงานในไทยไม่สามารถพัฒนาฝีมือแรงงานของคนในประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และกระจายความรู้ในแขนงอื่น ๆ ได้กว้างขวางเพียงพอผู้ศึกษาได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การกำหนดมาตรการลดหย่อนทางภาษี และการส่งรายงานการฝึกอบรมควรมีการกำหนดรูปแบบแผนที่ครอบคลุมทุกกิจกรรม ที่เป็นไปเพื่อการพัฒนาทักษะ และความรู้ในการทำงาน 2) เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรอบรมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ตอบโจทย์การยกระดับฝีมือแรงงานอย่างแท้จริง 3) กรมพัฒนาฝีมือแรงงานควรให้การสนับสนุนสวัสดิการขั้นพื้นฐานในการฝึกอบรม รวมไปการเพิ่มอัตราเงินคืนให้แก่สถานประกอบการ 4) การยกระดับฝีมือแรงงานอาจจะต้องเพิ่มเติมในส่วนของการสนับสนุนการยกระดับความรู้เชิงบูรณาการ และการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบุคคลที่ไม่ใช่ความรู้เชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียว
Legal Issues On Transnational Subsidies : Eu Investigations Of The Chinese Investments In Egypt And Indonesia, พิชญพัฒน์ เบ็ญจาศิริโรจน์
Legal Issues On Transnational Subsidies : Eu Investigations Of The Chinese Investments In Egypt And Indonesia, พิชญพัฒน์ เบ็ญจาศิริโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การอุดหนุน (Subsidy) เป็นประเด็นที่ได้รับการถกเถียงทั้งในแง่นิยามและความชอบด้วยกฎหมาย ที่ผ่านมา นักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายได้พยายามที่จะกำหนดขอบเขตของนิยามและมาตรฐานในการพิสูจน์การอุดหนุนและคำนวณหาประโยชน์ที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะกำกับควบคุมการอุดหนุนให้อยู่ภายใต้กฎระเบียบระหว่างประเทศ โดยภายใต้กฎหมายขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization—WTO) นั้น ความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้ (Agreement on Subsidies and Countervailing Measures—SCM) เป็นความตกลงหลักที่กำกับควบคุมการอุดหนุน อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมของการอุดหนุนได้เปลี่ยนแปลงไปและทำให้เกิดสภาวการณ์ที่การอุดหนุนสามารถกระทำข้ามผ่านเขตแดนระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้การอุดหนุนดังกล่าวอยู่นอกเหนือขอบเขตของนิยามภายใต้ความตกลง SCM โดยอาจกล่าวได้ว่า การเติบโตและการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนบนเวทีโลกเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดสภาวการณ์ดังกล่าว การส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศภายใต้ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative—BRI) ส่งผลในวงกว้างและเผชิญกับความท้าทาย ซึ่งรวมถึงประเด็นการอุดหนุนข้ามชาติ (Transnational Subsidy) กล่าวคือ การที่รัฐบาลจีนหรือหน่วยงานของรัฐจีน (public body) ให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับบริษัทจีนหรือบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทจีนกับบริษัทท้องถิ่นซึ่งผลิตสินค้าอยู่นอกประเทศจีน และสินค้านั้นถูกส่งออกไปยังประเทศหรือภูมิภาคอื่น ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายว่าการอุดหนุนข้ามชาติดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของ WTO หรือไม่เอกัตศึกษานี้มุ่งศึกษาเพื่อตอบปัญหาการอุดหนุนข้ามชาติว่าอยู่ภายใต้ขอบเขตของนิยามการอุดหนุนของความตกลง SCM หรือไม่ ซึ่งหากอยู่ภายใต้ความตกลง SCM การอุดหนุนข้ามชาติจะสามารถถูกไต่สวนและดำเนินการตอบโต้ภายใต้กฎระเบียบของ WTO ได้ เอกัตศึกษานี้ศึกษาทบทวนพัฒนาการของระเบียบที่กำกับควบคุมการอุดหนุน โดยเฉพาะในประเด็นนิยามและการตีความข้อกฎหมายภายใต้ความตกลง SCM ที่เกี่ยวข้องกับการอุดหนุนที่ข้ามผ่านเขตแดนระหว่างประเทศ และวิเคราะห์การไต่สวนการอุดหนุนข้ามชาติของสภาพยุโรป 2 กรณี ได้แก่ การนำเข้าผ้าใยแก้วถักและ/หรือทอ (woven and/or stitched glass fiber fabrics) จากอียิปต์ (EC-Case 2020/776) และการนำเข้าสินค้าแผ่นสแตนเลสรีดเย็น (stainless steel cold-rolled flat products) จากอินโดนีเซีย (EC-Case 2022/433) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลจีนหรือหน่วยงานของรัฐบาลจีน รวมทั้งศึกษาหลักกฎหมายระหว่างประเทศและการวินิจฉัยคดีของ WTO ที่เกี่ยวข้องเพื่อตอบปัญหาหลักของเอกัตศึกษานี้ และวิเคราะห์นัยของปัญหาดังกล่าวและเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทยผลการศึกษาของเอกัตศึกษานี้พบว่า การอุดหนุนข้ามชาติอาจเป็นการอุดหนุนตามนิยามของข้อ 1 และข้อ 2 ของความตกลง SCM หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า การให้ความช่วยเหลือที่เป็นตัวเงิน (financial contribution) นั้น เข้าเงื่อนไขของการอุดหนุนต้องห้าม (prohibited subsidy) หรือเป็นการให้ความช่วยเหลือที่ประโยชน์ของการอุดหนุนนั้นตกอยู่กับวิสาหกิจภายในเขตแดนของรัฐบาล ซึ่งทำให้เป็นการอุดหนุนที่อาจถูกตอบโต้ได้ (actionable subsidy) หากส่งผลกระทบต่อประโยชน์ของสมาชิกอื่นของ …
แนวทางการกำกับดูแลการไลฟ์สดขายสินค้าของประเทศไทย : กรณีศึกษากับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, หยวนฟาง เติ้ง
แนวทางการกำกับดูแลการไลฟ์สดขายสินค้าของประเทศไทย : กรณีศึกษากับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, หยวนฟาง เติ้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การไลฟ์สดขายของบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นรูปแบบธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งหมายถึงการเผยแพร่ข้อมูลผลิตภัณฑ์หรือบริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์โดยใช้ คำพูด รูปภาพ ประสบการณ์ทดลอง และรูปแบบอื่นๆ เพื่อการโฆษณาและโปรโมตผลิตภัณฑ์หรือบริการแก่ผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ และดึงดูดผู้บริโภคให้ตัดสินใจซื้อ การบูรณาการการโฆษณาและการขายได้รับการควบคุมโดยกฎหมายและข้อบังคับหลายฉบับ เช่น กฎหมายต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม กฎหมายการโฆษณา กฎหมายอีคอมเมิร์ซ และกฎหมายคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ในการศึกษามาตรการควบคุมที่เกี่ยวกับการไลฟ์สดขายของบนแพลตฟอร์มออนไลน์ครั้งนี้ ได้ศึกษากฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยและประเทศจีน รวมไปถึงปัญหาที่พบบ่อยในการไลฟ์สดและวิธีการแก้ไขปัญหาของจีน พร้อมทั้งเปรียบเทียบหลักเกณฑ์การคุ้มครองผู้บริโภคในการประกอบธุรกิจการไลฟ์สดขายของบนแพลตฟอร์มออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะอุดช่องว่างทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมการไลฟ์สดขานของ ช่วยให้อีคอมเมิร์ซรูปแบบใหม่ก้าวไปสู่ทิศทางที่ดีและเป็นมาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากการพัฒนาอีคอมเมิร์ซรูปแบบใหม่ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ
หลักการจัดสรรค่าตอบแทนที่เหมาะสมและได้สัดส่วนแก่ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์, สายสิทธิ์ ลี้อิสสรพงษ์
หลักการจัดสรรค่าตอบแทนที่เหมาะสมและได้สัดส่วนแก่ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์, สายสิทธิ์ ลี้อิสสรพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันกฎหมายลิขสิทธิ์นั้นมุ่งเน้นคุ้มครองการใช้ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ป้องกันไม่ให้บุคคลอี่นที่มิใช้เจ้าของลิขสิทธิ์นำผลงานไปใช้ ทั้งยังมุ่งปกป้องชื่อเสียงของผู้สร้างสรรค์ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้สร้างสรรค์ผลงานลิขสิทธิ์ งานอันมีลิขสิทธิ์อาจถูกโอนเปลี่ยนมือจากผู้สร้างสรรค์ไปสู่เจ้าของลิขสิทธิ์ โดยได้รับค่าตอบแทนภายใต้สัญญาที่ทั้งสองฝ่ายเจรจาตกลงเงื่อนไขกันไว้ แต่ในบางสถานการณ์ผู้สร้างสรรค์ผลงานอันมีลิขสิทธิ์อาจไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมจากการโอนผลงานลิขสิทธิ์ให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งหลักการจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้สร้างสรรค์ผลงานลิขสิทธิ์ยังไม่ได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ ทำให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานลิขสิทธิ์นั้นไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมและเสียสิทธิในผลงานของตนไป เมื่อศึกษากฎหมายสหภาพยุโรปที่เล็งเห็นถึงการเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจและการใช้ในชีวิตประจำวัน ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสิทธิของผู้สร้างสรรค์และสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ จึงมีการบัญญัติกรอบกฎหมายเพิ่ม โดยมีจุดประสงค์หลักคือการแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลในการเจรจาต่อรองระหว่างผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ กับบุคคลที่ได้รับสิทธิ โดยให้ความสำคัญกับมาตรการที่จะให้แน่ใจว่าผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์จะได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและได้สัดส่วน และอนุญาตให้ผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ขอรับค่าตอบแทนเพิ่มเติมเมื่อค่าตอบแทนที่ตกลงแล้วน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับรายได้และประโยชน์ที่มีจากการใช้ผลงานของพวกเขา สิทธิในการรับข้อมูลที่สม่ำเสมอ ทันเวลา และเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการใช้บริการผลงานของผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ รวมถึงกระบวนการทางเลือกในการแก้ไขข้อพิพาท และสิทธิในการเพิกถอน เห็นได้ว่าทางสหภาพยุโรปพยายามถ่วงดุลสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์โดยการให้การคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์มากขึ้น เอกัตศึกษาเล่มนี้จึงเสนอว่าควรให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดสรรค่าตอบแทนและสิทธิต่าง ๆ ของผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ เพื่อให้ผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์สามารถกำหนดเงื่อนไขในสัญญาหรืออำนาจต่อรองกับคู่สัญญาหรือผู้รับโอนสิทธิได้อย่างเป็นเหมาะสมและได้สัดส่วน
ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสŠาง ศึกษากรณีการประเมินราคาที่ดินสนามบินเอกชน (ท่าอากาศยานนานาชาติสมุย), ยุทธพล สอิ้งทอง
ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสŠาง ศึกษากรณีการประเมินราคาที่ดินสนามบินเอกชน (ท่าอากาศยานนานาชาติสมุย), ยุทธพล สอิ้งทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประเมินมูลค่าที่ดินของทรัพย์สินประเภทสนามบินหรือท่าอากาศยานเอกชนยังเป็นปัญหาในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามพระราชบัญญัติที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 โดยเฉพาะที่ท่าอากาศยานนานาชาติสมุย ซึ่งควรถูกจัดให้เป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะพิเศษ ด้วยมีลักษณะของทรัพย์สินตรงตามนิยามของทรัพย์สินที่ลักษณะพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด โดยกฎกระทรวงได้กำหนดราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การจัดทำบัญชีราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และแผนที่ประกอบการประเมินราคาที่ดิน พ.ศ. 2563 ข้อ 1 ได้กำหนดนิยาม “สิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะพิเศษ" ไว้ว่า สิ่งปลูกสร้างที่มีขนาดใหญ่และลักษณะการใช้ที่เฉพาะอย่าง ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ได้ ให้ใช้วิธีรายได้ ในการประเมินราคาทรัพย์สิน หากไม่มีข้อมูลรายได้หรือมีแต่ไม่เพียงพอที่จะใช้ประเมินราคาได้ ให้ใช้วิธีต้นทุนในการประเมินราคาทรัพย์สินนั้น ในขณะที่ท่าอากาศยานนานาชาติสมุย ถูกใช้วิธีเปรียบเทียบราคาตลาด ซึ่งเป็นวิธีการประเมินราคาที่ไม่แตกต่างกับที่ดินโดยรอบท่าอากาศยาน รวมถึงที่ดินอื่นในเกาะสมุยต่างก็ใช้วิธีเดียวกันทั้งหมด วิธีการประเมินราคาทรัพย์สินของท่าอากาศยานนานาชาติสมุยมีความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับลักษณะการจำแนกประเภทของทรัพย์สินเนื่องจากกฎหมายขาดความชัดเจนเป็นผลให้ผู้ประเมินต้องใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจ ซึ่งวิธีการประเมินราคาท่าอากาศยานนานาชาติสมุยควรมีความแตกต่างจากทรัพย์สินอื่นที่มีลักษณะทั่วไป เพื่อความเป็นธรรมและการบริหารภาษีที่ดี ทั้งนี้ผู้เขียนได้ศึกษาการประเมินราคาท่าอากาศยานในต่างประเทศเพิ่มเติมอีก 2 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร และประเทศออสเตรเลีย พบว่าทั้งสองประเทศมีการแยกการประเมินสำหรับทรัพย์สินของท่าอากาศยานออกมาจากทรัพย์สินประเภทอื่นๆ และใช้วิธีการประเมินด้วยหลักการที่เฉพาะเจาะจง อาทิเช่น สหราชอาณาจักรและประเทศออสเตรเลีย ได้นำผู้เชี่ยวชาญด้านท่าอากาศยานมาร่วมในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมีหน่วยงานที่รับผิดชอบการประเมินราคาท่าอากาศยานโดยเฉพาะ เป็นต้นจากการศึกษาความไม่เหมาะสมในการประเมินมูลค่าท่าอากาศยานนานาชาติสมุย มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการกำหนดให้ท่าอากาศยานเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะพิเศษ และควรมีกฎหมายเฉพาะสำหรับการประเมินมูลค่าทรัพย์สินท่าอากาศยาน โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาทำงานในส่วนนี้เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ประเมินท้องถิ่น
มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้อขายใบรับรองผลิตพลังงานหมุนเวียน, วรวุฒิ ตั้งพรเจริญสุข
มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้อขายใบรับรองผลิตพลังงานหมุนเวียน, วรวุฒิ ตั้งพรเจริญสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ใบรับรองผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) เป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่ทั่วโลกให้ความสนใจเพื่อช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2608 และจะช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนได้ในท้ายที่สุด ในปัจจุบัน หลายบริษัททั่วโลกมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และบริษัทที่อยู่ในกลุ่ม RE 100 ซึ่งมีเป้าหมายในการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ร้อยละ 100 กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก บริษัทเหล่านี้ต่างต้องการที่จะใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อนำไปเปิดเผยในรายงานด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประเทศไทยยังมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพียงแค่ร้อยละ 13 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้มีข้อจำกัดในการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การซื้อ REC จึงเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากบริษัทที่ซื้อ REC จะนำ REC ไปใช้เพื่อแสดงว่าตนเองใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนและนำไปสู่การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร นอกจากนี้ หากมีความต้องการซื้อ REC ที่มากขึ้นจะส่งเสริมผู้ผลิตไฟฟ้าให้หันมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสามารถขอจดทะเบียน REC และขาย REC ได้ ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการขายพลังงานไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนยังคงน้อยเมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ส่งผลให้การจดทะเบียน REC อาจมีไม่เพียงพอกับความต้องการซื้อที่จะเริ่มมากขึ้นในอนาคต สาเหตุเนื่องมาจากมาตรการทางภาษีที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นยังไม่สร้างแรงจูงใจอย่างเพียงพอให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าให้หันมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และยังไม่มีการกำหนดราคาคาร์บอนและออกกฎหมายเพื่อเก็บภาษีคาร์บอนกับองค์กรซึ่งมีกระบวนการผลิตที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผู้ผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล อีกทั้งการขาดสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ให้กับผู้ซื้อ REC ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นอุปสรรคให้เกิดการซื้อ REC ให้มากขึ้นเนื่องจากหากมีสิทธิประโยชน์ทางภาษี ก็จะช่วยลดต้นทุนของผู้ซื้อ REC ได้ เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งศึกษามาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมให้เกิดการซื้อขาย REC กันอย่างแพร่หลาย โดยการสนับสนุนผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอันจะทำให้เกิดการจดทะเบียน REC ให้มากขึ้น และสนับสนุนผู้ซื้อ REC ที่จะส่งผลให้เกิดความต้องการซื้อ REC ให้มีมากขึ้นผ่านการศึกษาเปรียบเทียบกับมาตรการทางภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศออสเตรเลีย อันจะทำให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์และดึงดูดบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ให้มาลงทุนในประเทศไทย ส่งผลดีต่อการจ้างงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป
แนวทางการพัฒนาตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน, อัญชลี ใหม่อารินทร์
แนวทางการพัฒนาตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน, อัญชลี ใหม่อารินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาแนวทางการพัฒนาตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และยุทธศาสตร์ชาติ เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรม ดังนั้น จำเป็นจะต้องมีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มีหลักการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพที่สุดควบคู่ไปกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม การศึกษานี้จึงต้องการพัฒนาตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมให้สอดล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และแนวทางตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นแผนการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ วิธีการศึกษาคือการศึกษาพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้นำหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ ทำให้สามารถวิเคราะห์ตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมในปัจจุบันที่สอดคล้องแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยนำมาเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ตัวชี้วัดของแผนยุทธศาสตร์ชาติที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และตัวชี้วัดกฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีกฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและประกาศใช้ตัวชี้วัดของกฎหมายอย่างเป็นทางการ ทำให้เป็นตัวอย่างในการเปรียบเทียบเพื่อหาแนวทางการพัฒนาตัวชี้วัดของกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรมไทยที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและยุทธศาสตร์ชาติ ผู้เขียนได้เสนอให้ใช้ตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและยุทธศาสตร์ชาติ โดยครอบคลุมถึงกระบวนการทางอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถสรุปตัวชี้วัดเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นตอนการแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติ ควรมีตัวชี้วัด คือ ผลิตภาพทรัพยากร 2) ขั้นตอนการเปลี่ยนวัสดุดิบและทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ ควรมีตัวชี้วัด คือ อัตราการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร อัตราการใช้ทรัพยากรต่อหน่วย GDP 3) ขั้นตอนการนำวัสดุและทรัพยากรที่เหลือใช้มาปรับผลผลิตให้กลายเป็นวัตถุดิบหรือทรัพยากรขั้นทุติยภูมิ ควรมีตัวชี้วัด คือ อัตราการใช้ทรัพยากรขั้นทุติยภูมิ อัตราการรีไซเคิลทรัพยากรทุติยภูมิ อัตราการใช้ประโยชน์วัสดุหมุนเวียนในการเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรม ปริมาณการฟื้นตัวของทรัพยากรหมุนเวียน4) ขั้นตอนการกลับคืนสู่ธรรมชาติของทรัพยากร ควรมีตัวชี้วัด คือ ปริมาณการกำจัดขยะสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วอย่างปลอดภัย ปริมาณการปล่อยมลพิษที่สำคัญ จำนวนประชาชนมีจิตสาธารณะและรับผิดชอบต่อสังคม โดยตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้มีเครื่องมือที่สามารถติดตามและประเมินผลทำให้เกิดการบรรลุผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ตามยุทธศาสตร์ชาติและความร่วมมือระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ศึกษากรณีการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนเหตุคุกคาม (Harassment) ภายในบริษัทเอกชน, สโรชิณี กลิ่นหอม
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ศึกษากรณีการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนเหตุคุกคาม (Harassment) ภายในบริษัทเอกชน, สโรชิณี กลิ่นหอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การนำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาปรับใช้กับการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนเหตุคุกคาม (Harassment) ภายในบริษัทเอกชนยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ เนื่องจากบุคคลที่อาจถูกประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอาจเป็นได้ทั้งผู้ร้องเรียน พยาน ผู้ถูกกล่าวหา หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในการสืบสวน และไม่จำกัดแต่เพียงเฉพาะพนักงาน แต่ยังรวมถึงบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียด้วย นอกจากนั้น ข้อเท็จจริงอันเกี่ยวแก่เหตุคุกคามส่วนมากมักเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวด้วย จึงก่อให้เกิดความซับซ้อนในระบบการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในการสืบสวนสอบสวนเหตุดังกล่าว ส่งผลให้เกิดปัญหาในการพิจารณาหาฐานทางกฎหมาย (Lawful Basis) ที่เหมาะสม และความได้สัดส่วนระหว่างประโยชน์ขององค์กรกับสิทธิขั้นพื้นฐานของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Proportionality) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องขอบเขตการสืบค้นและเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกจัดเก็บอยู่ในอุปกรณ์อันเป็นทรัพย์สินของบริษัทที่มอบให้พนักงานใช้ในการปฏิบัติงาน ที่ยังมีปัญหาในการตีความทางกฎหมายว่าการกระทำในลักษณะใดและเพียงใดที่ถือว่าเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของบริษัทและได้สัดส่วนสำหรับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อได้ทำการศึกษาวิเคราะห์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักสากล กฎหมายต่างประเทศ และกฎหมายในประเทศไทยประกอบกันแล้ว พิจารณาเห็นว่าภาครัฐควรพิจารณาออกกฎหมายและแนวนโยบายเพิ่มเติมเพื่อความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ (Legal Certainty) และความได้สัดส่วน (Proportionality) โดยภาครัฐควรมีการออกกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower Protection Law) เพื่อคุ้มครองกระบวนการสืบสวนสอบสวนภายในองค์กรเอกชนให้มีมาตรฐานและเป็นธรรม นอกจากนั้นภาครัฐควรประกาศแนวนโยบายของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเพิ่มเติมแนวทางการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในกระบวนการสืบสวนสอบสวนภายในบริษัทเอกชน ประกอบกับการออกแนวนโยบายเพื่อสนับสนุนการจัดทำเอกสารตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ ได้แก่ เอกสารประเมินความสมดุลของผลประโยชน์ (Legitimate Interest Assessment) และเอกสารประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Impact Assessment) อันจะช่วยให้บริษัทสามารถนำแนวทางเหล่านี้มาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ท้ายที่สุด ภาครัฐควรส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือจากภาคเอกชน เพื่อพัฒนาศักยภาพในการใช้กฎหมาย โดยการสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีการการจัดตั้งองค์กรหรือสมาคมเพื่อการสืบสวนสอบสวนภายใน (Corporate Investigation Association) ประกอบการจัดทำแนวทางการสืบสวนสอบสวนภายในบริษัทเอกชนให้ชัดเจน (Corporate Investigation Handbook) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ และสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับประโยชน์สาธารณะขององค์กรได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในที่สุด
ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ศึกษากรณีกำหนดหลักเกณฑ์การลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายด้วยเหตุอันพ้นวิสัย เทียบเคียงกับกฎหมายของต่างประเทศ, นิติธร ธิราไชย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบรรเทาภาระภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายด้วยเหตุอันพ้นวิสัยที่จะป้องกันได้โดยทั่วไป โดยศึกษาหลักเกณฑ์การลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากเหตุสาธารณภัยในประเทศไทย เทียบเคียงกับหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีในกรณีเดียวกันกับของต่างประเทศ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการบังคับใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวในประเทศไทย พร้อมทั้งนำหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีของต่างประเทศ มาเป็นแนวทางในการกำหนดหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีดังกล่าวไปในประเทศไทยให้มีความเหมาะสม จากการศึกษาหลักเกณฑ์การลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากเหตุสาธารณภัย มีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างกว้างและยังขาดความเหมาะสม ประกอบกับได้ทำการศึกษากรณีการลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายจากพื้นที่จริง (เหตุอุทกภัย จังหวัดอุบลราชธานี) ทำให้ได้เห็นถึงปัญหาการบังคับใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะความไม่ได้สัดส่วนของการลดหรือยกเว้นภาษีกับทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงมิได้มุ่งที่ตัวทรัพย์สินเป็นสำคัญ ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับความเสมอภาคทางภาษีอากร และหลักการบริหารภาษีที่ดี ผู้เขียนยังได้ทำการศึกษาเทียบเคียงกับหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีของต่างประเทศในกรณีเดียวกัน ในกลุ่มประเทศที่เกิดภัยพิบัติและมีการบรรเทาภาระภาษีเช่นเดียวกับประเทศไทย ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา มลรัฐมินนิโซตา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย มลรัฐมอนแทนา และมลรัฐเทกซัส ส่วนในทวีปเอเชีย ได้แก่สาธารณรัฐเกาหลี พบว่าในกฎหมายต่างประเทศล้วนมีการกำหนดหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีดังกล่าวไว้ชัดเจน และการลดหรือยกเว้นภาษีได้สัดส่วนกับทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย อันเป็นสาระสำคัญของภาษีทรัพย์สิน เมื่อหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีดังกล่าวที่กำหนดไว้นั้นเกิดปัญหาในการนำบังคับใช้ จึงควรนำแนวทางของต่างประเทศที่ได้จากการศึกษา เพื่อใช้ในการกำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ที่ความเหมาะสม เกี่ยวกับการลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายด้วยเหตุอันพ้นวิสัยของประเทศไทยที่สะท้อนกับหลักภาษีทรัพย์สิน และเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรม สอดคล้องกับความเสมอภาคทางภาษีอากร และหลักการบริหารภาษีที่ดี
มาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์และอุปกรณ์เสริมสำหรับคนพิการ, เจนจิรา วิริยะ
มาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์และอุปกรณ์เสริมสำหรับคนพิการ, เจนจิรา วิริยะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีจำนวนคนพิการประมาณ 2.2 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 3.39 ของประชากรไทยทั้งประเทศ ซึ่งสามารถจำแนกประเภทความพิการ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ได้ 7 ประเภท ประกอบด้วย ความพิการทางการเคลื่อนไหวและร่างกาย ความพิการทางการได้ยินและสื่อความ ความพิการทางการมองเห็น ความพิการทางด้านจิตใจและพฤติกรรม ความพิการทางด้านสติปัญญา ความพิการทางการเรียนรู้ และความพิการทางออทิสติก โดยจากข้อมูลพบว่าในประเทศไทยมีสัดส่วนคนพิการทางการเคลื่อนไหวสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 51.57 ของจำนวนคนพิการทั้งสิ้น อีกทั้งพบว่าคนพิการในประเทศไทยพบปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก คือ การเดินทางนอกจากนี้ เมื่อพิจารณาข้อมูลจากกรมขนส่งทางบก ซึ่งเปิดเผยข้อมูลการทำใบขับขี่ใหม่และต่ออายุใบขับขี่รถยนต์ของคนพิการมีแนวโน้มสูงขึ้นจากอดีต ประกอบกับข้อมูลที่ผู้เขียนดำเนินการสำรวจโดยใช้แบบสอบถามกับคนพิการ ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า คนพิการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลสูงที่สุด รองลงมาคือรถแท็กซี่ และเดินทางด้วยมอเตอร์ไซดัดแปลงส่วนบุคคลเป็นอันดับที่สาม เนื่องจากมีความสะดวกสบาย สามารถเดินทางได้อย่างเป็นอิสระ และเป็นการหลีกเลี่ยงอุปสรรคจากการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีเพียงมาตรการมาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นค่าเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะให้แก่คนพิการ แต่ยังไม่มีมาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์และอุปกรณ์เสริมสำหรับคนพิการและมาตรการเสริมอื่นที่มิใช่ภาษี เพื่อส่งเสริมให้คนพิการสามารถเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ อีกทั้ง จากการศึกษามาตรการในต่างประเทศ พบว่า ต่างประเทศเล็งเห็นถึงปัญหาในการเดินทางของคนพิการ จึงมีมาตรการทางภาษีและมาตรการอื่นที่มิใช่ภาษีในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเดินทางและส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงการเดินทางได้อย่างเท่าเทียมเหมือนคนทั่วไป ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงสนใจที่จะศึกษาถึงมาตรการทางภาษีและมาตรการอื่นที่มิใช่ภาษีของประเทศออสเตรเลียและประเทศไอร์แลนด์ เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างก็มีมาตรการเพื่อบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์รวมถึงอุปกรณ์เสริมเพื่อดัดแปลงรถยนต์ โดยกำหนดเงื่อนไขในการให้สิทธิประโยชน์แตกต่างกันออกไป อีกทั้ง มีมาตรการเสริมอื่นที่มิใช่ภาษี เพื่อให้คนพิการได้มีทางเลือกในการเดินทางนอกเหนือจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยจากการศึกษาพบว่าประเทศไทยควรปรับแนวทางมาตรการทางภาษีและมิใช่ภาษีดังต่อไปนี้ (1)มาตรการทางภาษี(1.1)การกำหนดให้มีมาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการซื้อรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ รวมถึงรถยนต์ดัดแปลงแก่คนพิการ เพื่อเป็นการบรรเทาค่าใช้จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์ เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากฐานการบริโภค โดยผู้ที่รับภาระภาษีที่แท้จริงคือผู้บริโภคขั้นสุดท้าย โดยที่บุคคลนั้นไม่สามารถผลักภาระภาษีไปให้บุคคลอื่นได้ ดังนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นภาระแก่ผู้ที่มีรายได้น้อยมากกว่าผู้ที่มีรายได้มาก(2)มาตรการส่งเสริมอื่นที่มิใช่ภาษี(2.1)การให้เงินอุดหนุนสำหรับค่าใช้จ่ายการเดินทางด้วยรถแท็กซี่ เพื่อให้คนพิการที่ยังไม่มีรถยนต์ส่วนบุคคล หรือ ไม่สามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้ มีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น(2.2)มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าทางด่วน (Toll fee) สำหรับคนพิการ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ในกรณีที่คนพิการมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้บริการทางด่วน(2.3)การสนับสนุนค่าใช่จ่ายสำหรับการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ เพื่อช่วยให้คนพิการที่ยังไม่สามารถซื้อรถยนต์ส่วนบุคคล มีทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัด สะดวก และปลอดภัย เนื่องจากมีผู้ติดตาม เช่น คู่สมรส หุ้นส่วนทางกฎหมาย (Civil partnership) หรือ เพื่อนร่วมเดินทาง (Companion) เดินทางไปด้วยและช่วยดูแลระหว่างเดินทาง(2.4)การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้สร้างแพลตฟอร์มหรือแอพพลิเคชั่นสำหรับการวางแผนการเดินทาง โดยรวม ข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะทั้งหมดและบอกตารางเวลาเดินทาง เพื่อช่วยให้คนพิการสามารถบริหารเวลาในการเดินทางได้ และเพื่อให้ทราบว่ายานพาหนะนั้นรองรับคนพิการที่ใช้รถเข็น (Wheelchair) หรือไม่(2.5)การสนับสนุนให้นำป้ายสัญลักษณ์มาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารของคนพิการ เพื่อช่วยให้คนพิการที่มีปัญหาทางด้านการสื่อสารสามารถบอกข้อจำกัดและความต้องการของตนเองขณะเดินทางกับคนอื่นที่ร่วมเดินทาง ซึ่งการใช้ป้ายหรือสัญลักษณ์จะสามารถทำให้เข้าใจได้ในทันทีทั้งฝ่ายคนพิการและคนอื่นๆในสังคมอย่างไรก็ตาม มาตรการที่จะนำมาปรับใช้ข้างต้น ภาครัฐต้องมีการพิจารณาเพื่อให้มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยกำหนดขอบเขตและเงื่อนไขต่างๆให้ชัดเจน …
มาตรการควบคุมบรรจุภัณฑ์และฉลากผลิตภัณฑ์กัญชา, ธันชนก บุญรอดจุ้ย
มาตรการควบคุมบรรจุภัณฑ์และฉลากผลิตภัณฑ์กัญชา, ธันชนก บุญรอดจุ้ย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หลังจากได้มีการถอดถอนกัญชาออกจากรายชื่อสารเสพติดให้โทษในประเภท 5 ทำให้พืชกัญชาไม่จัดเป็นยาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด การปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดเป็นเหตุให้มีความอิสระในการใช้หรือบริโภคกัญชามากยิ่งขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกัญชามีการเติบโตสูงขึ้นด้วยในประเทศไทย แต่ข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการควบคุมบรรจุภัณฑ์และฉลากของผลิตภัณฑ์กัญชายังไม่ได้มีการกำหนดอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีวิตในฐานะผู้บริโภคและยังส่งผลกระทบต่อการเลือกหรือการตัดสินใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่นกัน จากการศึกษาเอกัตศึกษาฉบับนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะศึกษาแนวทางการควบคุมที่มีความเป็นไปได้และมีความเหมาะสมเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค จากการศึกษาจากทั้งข้อกฎหมายและวัตถุประสงค์ของกฎหมายในประเทศเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ส่วนที่มีความคล้ายคลึงกับกัญชาที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมบรรจุภัณฑ์และฉลากของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 พบว่ามีข้อกำหนดในกฎหมายเฉพาะที่ชัดเจนและช่วยคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้จากการศึกษากฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกา พบว่ามีการกำหนดโดยบัญญัติเป็นกฎหมายกัญชา เกี่ยวกับการกำหนดลักษณะของบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามเกี่ยวกับรูปแบบและรายละเอียดของฉลากผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อควบคุมให้เป็นไปตามความเหมาะสมและคุ้มครองผู้บริโภค ดั้งนั้นผู้เขียนได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นและได้เสนอให้มีแนวทางในการควบคุมกัญชาโดยการออกเป็นกฎหมายเฉพาะเพื่อควบคุมลักษณะบรรจุภัณฑ์และฉลากของผลิตภัณฑ์กัญชา หรือมีแนวทางในการควบคุมเพื่อให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ซึ่งการกำหนดในลักษณะนี้จะเกิดผลดีต่อผู้บริโภคและ เป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคมากขึ้น
สถานะและผลกฎหมายในการดำเนินธุรกรรมแฟ็กเตอริงในประเทศไทย, ภัทรฤทัย แสงแดง
สถานะและผลกฎหมายในการดำเนินธุรกรรมแฟ็กเตอริงในประเทศไทย, ภัทรฤทัย แสงแดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประกอบธุรกิจแฟ็กเตอริงกำลังเข้ามามีบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจในประเทศไทย การทำธุรกรรมระหว่างผู้ขายบัญชีลูกหนี้ทางการค้ากับบริษัทแฟ็กเตอริงในปัจจุบันนั้นยังไม่มีการกำหนดแนวทางในการปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินธุรกรรมที่เกิดขึ้นจากการโอนหนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเรียกเก็บหนี้การค้า เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะสำหรับการดำเนินธุรกิจและกำกับดูแลผู้ประกอบกิจการบริษัทแฟ็กเตอริง โดยบทบัญญัติที่ใกล้เคียงมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกรรมของบริษัทแฟ็กเตอริง จึงมีการนำบทบัญญัติกฎหมายทั่วไปเกี่ยวกับนิติกรรมสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องและการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้มาปรับใช้โดยเฉพาะในส่วนของบทบัญญัติเกี่ยวกับการเรียกเก็บหนี้การค้า ดังนั้นแล้วการไม่ชัดเจนในการนำกฎหมายมาปรับใช้ ซึ่งก่อให้เกิดประเด็นในความคลุมเครือของสถานะและผลทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในการเรียกเก็บจากบัญชีลูกหนี้ในธุรกิจแฟ็กเตอริง เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาเกี่ยวสถานะและผลทางกฎหมายในการนำกฎหมายในปัจจุบันที่นำมาปรับใช้เป็นสำคัญ เพียงเฉพาะในกรอบของกฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องกับการโอนสิทธิเรียกร้องและการแปลงหนี้ใหม่ในส่วนของปัญหาในการเรียกเก็บหนี้เท่านั้น ตลอดจนแสวงหาแนวทางการกำหนดแนวปฏิบัติ หลักเกณฑ์ กฎระเบียบ เพื่อก่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บหนี้การค้าสำหรับธุรกิจแฟ็กเตอริง โดยเทียบเคียงกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีการทำแฟ็กเตอริงเป็นประเทศแรก ๆ ของโลก อีกทั้งยังมีการวางหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนไว้เพื่อแนวทางสำหรับการดำเนินธุรกรรมในการประกอบธุรกิจแฟ็กเตอริง ผลการศึกษาพบว่า หากประเทศไทยจะทำการพัฒนาธุรกิจแฟ็กเตอริงให้ได้รับความนิยมและสร้างมาตรฐานการดำเนินงานธุรกิจให้เท่าเทียมกับต่างประเทศนั้น ควรมีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการดำเนินงานธุรกิจแฟ็กเตอริง โดยกำหนดแนวทางในการปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียกเก็บหนี้โดยการกำหนดให้กระบวนการโอนสิทธิเรียกร้องและการแปลงหนี้ใหม่ให้เกิดขึ้นโดยการรับทราบของทั้งสามฝ่าย ได้แก่ ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และบริษัทแฟ็กเตอริง ซึ่งต้องมีการกำหนดข้อตกลงร่วมกันในการทำสัญญาชำระหนี้ รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขในการทำสัญญาฉบับใหม่ให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างผู้เกี่ยวข้องทั้งสามฝ่ายปรึกษาหารือกันเพื่อไม่ให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญของการทำนิติกรรมสัญญาและข้อตกลงในสัญญา นอกจากนี้กำหนดแนวทางในการไล่เบี้ยและเรียกเก็บหนี้ให้ทุกฝ่ายมีส่วนเกี่ยวข้องในการรับผิดชอบต่อหนี้นั้นร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งควรมีการทบทวนและศึกษาเกี่ยวกับหน่วยงานของภาครัฐ เพื่อเข้ามากำกับดูแลตลอดจนออกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจแฟ็กเตอริงเป็นการเฉพาะ เนื่องจากการทำแฟ็กเตอริงนี้นั้นมีความสำคัญอย่างมากสำหรับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเงินทุนในการหมุนเวียนในธุรกิจได้
แนวทางการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับประโยชน์อันชอบธรรมสำหรับการสรรหาบุคลากร, วิมลมาศศ ศกุนตนาคฐิติส
แนวทางการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับประโยชน์อันชอบธรรมสำหรับการสรรหาบุคลากร, วิมลมาศศ ศกุนตนาคฐิติส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ อันส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการสรรหาบุคลากรในงานบริหารทรัพยากรบุคคล การสรรหาบุคลากรมีกิจกรรมการประมวลผล การเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้สมัครงาน อาทิ บุคคลอ้างอิง ญาติพี่น้อง นายจ้างเดิม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจรวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวอันเป็นข้อมูลที่ไม่อาจเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ จึงมีความจำเป็นต้องศึกษาหาแนวทางเพื่อแยกแยะและคัดกรองข้อมูลกิจกรรมการประมวลผล การเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลเหล่านั้นให้สอดคล้องกับประโยชน์อันชอบธรรม สำหรับการสรรหาบุคลากร ดังความแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยใช้ฐานในการประมวลผลให้เกิดความชอบธรรม มิให้กิจการหรือผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเก็บข้อมูลซึ่งไม่สอดคล้องต่อการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้หลักจำกัดด้วยวัตถุประสงค์ตามความชอบธรรมของกิจการ
ปัญหาหน้าที่และความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการรื้อถอนสิ่งติดตั้งในกิจการปิโตรเลียมเป็นการสร้างภาระต้นทุนเกินความจำเป็นแก่ผู้รับสัมปทานจากรัฐ : ศึกษากรณีการผลักภาระต้นทุนการรื้อถอนให้แก่ผู้รับสัมปทานรายเดิม, ไพบูลย์ ชีรชานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษาปัญหาภาระหน้าที่และความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งและสิ่งอำนวยความสะดวกในกิจการปิโตรเลียม ซึ่งกิจกรรมการรื้อถอนดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่มีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากและควรเป็นหน้าที่และรับผิดชอบของใครจึงจะเหมาะสมและไม่เป็นการสร้างภาระต้นทุนแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกินความจำเป็น ตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ได้รับการแก้ไขครั้งที่ 5 (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 โดยแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 80/1 และ 80/2 เพื่อวางหลักเกณฑ์หน้าที่ของผู้รับสัมปทานหรือผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตมีภาระหน้าที่ความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งและสิ่งอำนวยความสะดวกในกิจการปิโตรเลียม และการวางหลักประกันการรื้อถอน ในกรณีที่สิ่งติดตั้งในกิจการปิโตรเลียมที่ผู้รับสัมปทานได้ส่งมอบสิ่งติดตั้งในกิจการปิโตรเลียมให้แก่รัฐและรัฐเห็นสมควรนำสิ่งติดตั้งนั้นไปใช้ประโยชน์ต่อนั้น กฎกระทรวง กำหนดแผนงาน ประมาณการค่าใช้จ่ายและหลักประกันในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียม พ.ศ. 2559 ข้อ 22 ได้กำหนดให้ผู้รับสัมปทานรายเดิมมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งดังกล่าว ซึ่งทำให้เกิดปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้รับสัมปทานกับรัฐและเป็นการสร้างภาระที่เกินความจำเป็นแก่ผู้รับสัมปทานรายเดิม จากการศึกษากฎหมายประเทศไทยโดยเปรียบเทียบกับกฎหมายสหราชอาณาจักรและกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าในกรณีที่สิ่งติดตั้งในกิจการปิโตรเลียมที่ผู้รับสัมปทานได้ส่งมอบสิ่งติดตั้งในกิจการปิโตรเลียมให้แก่รัฐและรัฐเห็นสมควรนำสิ่งติดตั้งนั้นไปใช้ประโยชน์ต่อนั้น กฎหมายสหราชอาณาจักรและกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกามีแนวทางที่ไม่เป็นการสร้างภาระที่เกินความจำเป็นแก่ผู้รับสัมปทานซึ่งสามารถนำมาใช้ในการแก้ไขกฎหมายประเทศไทยได้ 2 แนวทางดังนี้ แนวทางแรก กำหนดให้ผู้โอนสิทธิ์และผู้รับโอนสิทธิ์ในสัญญาสัมปทานมีภาระเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ในช่วงที่ผู้โอนสิทธิ์เป็นผู้ถือครองสิทธิผลประโยชน์และพันธะในสัญญาสัมปทาน และกำหนดให้ผู้โอนสิทธิและผู้รับโอนสิทธิ์ในสัญญาสัมปทานต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนตามสัดส่วนการถือครองสิทธิผลประโยชน์และพันธะในสิ่งติดตั้งนั้นในสัญญาสัมปทานหรือตามสัดส่วนการใช้งาน ซึ่งคำนวณตามสัดส่วนปริมาณการผลิตปิโตรเลียมสะสมเทียบกับปริมาณปิโตรเลียมทั้งหมด แนวทางที่สอง กำหนดให้ผู้รับโอนสิทธิ์สัญญาสัมปทานมีภาระเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งในกรณีดังกล่าว ผู้รับโอนต้องได้รับการประเมินความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยคำนึงถึงความสามารถในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรื้อถอนให้สอดคล้องกับมูลค่าสุทธิของผู้รับโอนสิทธิ์สัญญาสัมปทาน มีการประเมินความเสี่ยงทางการเงินและทำความเข้าใจถึงแผนงานในอนาคตเพื่อให้มีความมั่นใจได้ว่าผู้รับโอนที่เข้ามานั้นสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งได้
วิเคราะห์และศึกษาหน้าที่แห่งความซื่อสัตย์สุจริต (Duty Of Loyalty) ของกรรมการภายใต้กฎหมายบริษัทแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน, ชิวเย่ว เหว่ย
วิเคราะห์และศึกษาหน้าที่แห่งความซื่อสัตย์สุจริต (Duty Of Loyalty) ของกรรมการภายใต้กฎหมายบริษัทแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน, ชิวเย่ว เหว่ย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์และการศึกษาหน้าที่แห่งความซื่อสัตย์สุจริต(Duty of loyalty)ของกรรมการภายใต้กฎหมายบริษัทแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อทำความเข้าใจกับหน้าที่แห่งความซื่อสัตย์สุจริตของกรรมการจีนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาทางกฎหมายต่อผู้ถือหุ้นและนักลงทุน และเพื่อให้ทราบถึง ความรับผิดของกรรมการ หน้าที่แห่งความซื่อสัตย์สุจริตของกรรมการในทางกฎหมาย ผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และหน้าที่ในการรับผิดชดเชย หวังว่าเอกัตศึกษานี้จะสามารถให้คำแนะนำและแนวทางในการบริหารกรรมการและบริษัท และหวังว่าจะมีความสำคัญในการอ้างอิงสำหรับนักลงทุนหรือผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะนักลงทุนหรือผู้ประกอบธุรกิจของไทย เมื่อกฎหมายข้อกำหนดต่างๆที่ใช้ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้นได้ค่อยๆ พัฒนามาจนมีความสมบูรณ์มากขึ้น อำนาจในการควบคุมบริษัทโดยรวมและอำนาจในการบริหารกิจการนั้นได้แบ่งแยกออกจากกัน ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องธรรมาภิบาลของบริษัทไปแล้ว ในที่นี้หมายถึงอำนาจของผู้ที่ออกเงินทุนให้กับบริษัทและที่ประชุมผู้ถือหุ้นนั้นแยกส่วนออกจากที่ประชุมคณะกรรมการอันเป็นผู้บริหารบริษัทและชั้นผู้จัดการด้วย ดังนั้น เรื่องหน้าที่ของกรรมการและอำนาจบริหารจึงเป็นหัวข้อที่ควรค่าแก่การวิเคราะห์และขบคิดอย่างลึกซึ้ง เพื่อการควบคุมหน้าที่ของกรรมการเพื่อให้บริษัทได้ประโยชน์สูงสุด กฎหมายบริษัทจีนได้อ้างอิง“หลักการผลประโยชน์ทับซ้อน”จากประเทศอังกฤษเพื่อนำมาปรับใช้กับกฎหมายบริษัทจีน และตั้งหลักการหน้าที่แห่งความซื่อสัตย์สุจริตของกรรมการ หลักการนี้มาจากกฎหมายทรัสต์อันเก่าแก่ของประเทศอังกฤษ ซึ่งหมายความว่าผู้รับมอบหมายนั้นไม่อาจจะแสวงหาประโยชน์จากผู้มอบหมาย ให้กระทำการใด เขาจะกระทำการได้แค่เพื่อผลประโยชน์ของผู้รับประโยชน์และตัวแทนของผู้รับประโยชน์เท่านั้น หากว่าผู้รับมอบหมายนั้นละเมิดกฎก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าสำหรับกฎหมายบริษัทจีน บทสรุป หน้าที่แห่งความซื่อสัตย์สุจริตเป็นข้อกำหนดของจรรยาบรรณของกรรมการ เมื่อกรรมการมีความขัดแย้งกับผลประโยชน์ของบริษัท ผลประโยชน์ของบริษัทต้องมาก่อนเสมอ งานวิจัยฉบับนี้ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่แห่งความซื่อสัตย์สุจริตของกรรมการบริษัทจีน หลังจากการวิเคราะห์และการศึกษากฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่แห่งความซื่อสัตย์สุจริตของกรรมการในประเทศจีนแล้ว สรุปได้ว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่แห่งความซื่อสัตย์สุจริตของกรรมการในประเทศจีนยังมีข้อบกพร่องอยู่ ข้อบกพร่องอยู่หลักสามารุสรุปได้ดังต่อไปนี้ (1) กฎบางประการขาดผลทางกฎหมายหากมีการฝ่าฝืนกฎหมาย กฎหมายมีโครงสร้างและลำดับชั้นที่เข้มงวด และกฎหมายที่ครอบคลุมควรประกอบด้วยสันนิษฐาน การปฏิบัติ และการลงโทษ สามประการนี้ขาดไม่ได้ หากขาดส่วนใดไป ผลของกฎหมายจะลดลงอย่างมาก จนไม่สามารถบรรลุบทบาทเชิงบรรทัดฐานในอุดมคติได้ หากกฎหมายมีเพียงข้อกำหนดที่ห้ามเท่านั้นและขาดข้อกำหนดในเชิงปฏิบัติจริง กฎหมายนั้นย่อมไม่สมบูรณ์และสามารถถือเป็นผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปได้เท่านั้น (2) กฎหมายบางประการกำหนดไม่ชัดเจน ซึ่งส่งผลให้ศาลสามารถตัดสินคดีด้วยดุลพินิจและไม่มีข้อกฎหมายมารับรอง แต่ละศาลอาจมีการตีความกฎหมายที่แตกต่างกันในคดีเดียวกัน ซึ่งอาจนำไปสู่การพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรมและเกิดความวุ่นวายในสังคมได้ พร้อมกันนี้ควรเรียนรู้จากมาตรการกฎหมายที่มีประสิทธิภาพจากต่างประเทศเพื่อเสริมสร้างการจัดหน้าที่แห่งความซื่อสัตย์สุจริตของกรรมการ ออลิเวอร์ เวนเดล โฮล์มส์ (Oliver Wendell Holmes ) ผู้พิพากษาที่มีเชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาเคยกล่าวไว้ว่า "ชีวิตของกฎหมายไม่ได้อยู่ที่ตรรกะ แต่ปรากฏอยู่ที่ประสบการณ์ต่างหาก" (the life of the law has not been logic, it has been experience) ในกระบวนการแก้ไขและปรับปรุงกฎหมายบริษัทอย่างต่อเนื่อง กฎหมายบริษัทไม่เพียงแต่อยู่ในระดับทฤษฎีและบทบัญญัติทางกฎหมายเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ การตีความ พัฒนา และสร้างสรรค์ "กฎหมายบนกระดาษ" ตามสถานการณ์จริงระหว่างการพิจารณาคดี เพื่อให้กลายเป็น”กฎหมายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน” ดังนั้น ประเทศจีนจึงต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่แห่งความซื่อสัตย์สุจริตของกรรมการ เพื่อให้กฎหมายบริษัท มีความสอดคล้องและใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ยังทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจราบรื่นขึ้น แม้ว่ากฎหมายปัจจุบันที่เกี่ยวกับหน้าที่แห่งความซื่อสัตย์สุจริตของกรรมการยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่เชื่อว่ากฎหมายนั้นจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นได้ในอนาคต ผลที่ตามมาก็คือ ผู้พิพากษาจะเกิดความซับซ้อนเมื่อพิจารณาคดี และจำเป็นต้องพิจารณาคดีตามดุลพินิจของตนเอง จึงสมควรที่จะแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
แนวทางการกำกับดูแลเรื่องความปลอดภัยในการทำงานของแรงงาน ในสถานที่อับอากาศ : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมเคมีและการล้างถังและบ่อ, ณฐพล อุลิตร
แนวทางการกำกับดูแลเรื่องความปลอดภัยในการทำงานของแรงงาน ในสถานที่อับอากาศ : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมเคมีและการล้างถังและบ่อ, ณฐพล อุลิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุตสาหกรรมเคมีและการล้างถังนั้นมีความสำคัญอย่างมากในโลกปัจจุบัน ด้วยการพัฒนาเหล่านี้ทำให้มนุษย์มีคุณภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยราคาที่ไม่แพงเช่นบรรจุภัณฑ์สินค้า อุปโภค บริโภคที่ทำมาพลาสติกซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ได้มากจากกระบวนการผลิตที่ทำมาจากน้ำมัน โดยถังบรรจุเคมีนั้นจะต้องมีการทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ โดยการทำความสะอาดนั้นส่วนมากจะเป็นการส่งแรงงานลงไปเพื่อปฏิบัติการล้างถัง โดยในประเทศไทยนั้นยังมีรายงานเรื่องอุบัติเหตุในที่อับอากาศอยู่เป็นประจำ อิงจากข้อมูลสถิติตั้งแต่ปี 2546 จนถึง 2561 นั้น ประเทศไทยมีรายงานผู้ประสพอันตรายเกี่ยวกับที่อับอากาศจำนวน 210 ราย จึงเกิดเป็นประเด็นที่ควรพิจารณาว่า พระราชบัญญัติ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 และ กฎกระทรวง การจัดการความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทํางานในที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 ที่ออกมาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่แรงงานในที่อับอากาศนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ การวิจัยเล่มนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อศึกษาหลักกฎหมายเรื่องการควบคุม ดูแล และป้องกันอันตรายต่อแรงงานจากการปฏิบัติงานในที่อับอากาศในประเทศอเมริกาและประเทศออสเตรเลียเพื่อวิเคราะห์และหาข้อแนะนำเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยตามอิริยาบทที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากจนเกินไปจนผิดหลักความไม่ได้สัดส่วน จากการศึกษาค้นขว้าวิจัยจึงพบว่ากฎหมายเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยในที่อับอากาศของประเทศไทยนั้นเป็นหลักการที่เขียนไว้อย่างกว้างและไม่มีความละเอียดมากพอจนเป็นต้นเหตุให้ไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งกฎหมายของประเทศไทยนั้นมีบทลงโทษแล้ว แต่ก็ไม่สามารถนำเอาผู้กระทำความผิดที่ละเลยการปฏิบัติตามหลักข้อบังคับที่มีมาลงโทษได้เพียงเพราะกฎหมายนั้นมีความกว้างเกินไป เมื่อนำมาเทียบกับประเทศไทยแล้วนั้น มีหลายหลักที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้เช่น หลักการแยกและปิดกั้นพลังงานหรือสารเคมีในที่อับอากาศที่มีการระบุอย่างชัดเจนในสองประเทศว่าจะต้องมีการใช้อุปกรณ์ Lock Out Tag Out ในข้อกฎหมาย หรือหลักเฉพาะในประเทศอเมริกาเช่นแรงงานจะต้องได้รับข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของสารเคมีอันตรายที่จะพบในที่อับอากาศนั้น ๆ และหลักอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารที่นายจ้างจะต้องเตรียม ส่วนหลักพิเศษในประเทศออสเตรเลียที่คือหลักความรับผิดชอบของผู้ผลิตถังอับอากาศและหลักความรับผิดชอบของผู้คุมงานที่จะต้องดูแลแค่กิจกรรมในที่อับอากาศเดียวเท่านั้น หากมีการแก้ไขกฎกระทรวงและหลักในพระราชบัญญัติตามนี้ ประเทศไทยก็จะสามารถลดจำนวนอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับที่อับอากาศได้อย่างน้อย 50,000 รายและลดการเสียชีวิตอย่างน้อย 120 คนต่อปีหากอิงจากสถิติของประเทศอเมริกา เพื่อนำพาประเทศไทยสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมในระดับโลกและลดภาระให้แก่ภาครัฐในระยะยาว
แนวทางพัฒนาหลักเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนและการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (Livex) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Set), ณัฐรินีย์ ปุรณะพรรค์
แนวทางพัฒนาหลักเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนและการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (Livex) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Set), ณัฐรินีย์ ปุรณะพรรค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเล็งเห็นความสำคัญของภาคธุรกิจระดับ SMEs และ Startups ให้สามารถระดมทุนผ่านตลาดทุนเพื่อสร้างการเติบโตต่อไปเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ใน SET และ mai โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนดหลักเกณฑ์การเสนอขายหุ้นเพื่อเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดหลักเกณฑ์การจดทะเบียนและการซื้อขายหลักทรัพย์ในไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ ด้วยแนวคิดผ่อนปรนคุณสมบัติสำหรับบริษัท (Light-Touch Supervision) กำหนดประเภทผู้ลงทุนให้เหมาะสมกับการกำกับดูแลและความเสี่ยง (Investor Protection) รวมทั้งเน้นการเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญของบริษัทต่อผู้ลงทุน (Information-Base) สำหรับการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว ผู้ศึกษาเห็นว่าเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งระดมทุนของภาคธุรกิจระดับ SMEs และ Startups ผู้ศึกษาได้ศึกษากฎหมายและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าจดทะเบียนและการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ LiVEx เปรียบเทียบกับตลาดหลักทรัพย์ LEAP Market ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์กระดานเล็กของมาเลเซีย และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และผู้ประกอบการ รวมทั้งการเข้าฝึกอบรมหลักสูตร LiVEx จากนั้นจึงนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Analysis) และสังเคราะห์ (Synthesis) เป็นข้อสรุปเพื่อนำเสนอแนวทางมาพัฒนาหลักเกณฑ์ดังกล่าวต่อไป ผลการศึกษา แบ่งเป็น 2 ประเด็นทางกฎหมายที่สำคัญ ได้แก่ (1) คุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ LiVEx (2) การยื่นคำขอและการเสนอขาย โดยมีประเด็นแนวทางพัฒนาหลักเกณฑ์ที่สำคัญ ดังนี้ (1) ด้านคุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอเข้าตลาดหลักทรัพย์ LiVEx 1.1 เพิ่มทางเลือกคุณสมบัติด้านผลการดำเนินงาน จากเดิมกำหนดให้บริษัทมีรายได้จากกิจการผลิตตาม รง.4 ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท และมีรายได้จากกิจการบริการที่มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ควรเพิ่มหลักเกณฑ์พิจารณาผลกำไรจากการดำเนินงาน 1 ปีเต็ม เช่นเดียวกับ LEAP Market ของประเทศมาเลเซีย 1.2 ทุกบริษัทต้องมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วขั้นต่ำ 5 ล้านบาท เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าบริษัทมีเงินทุนจริง ตามแนวทางการจดทะเบียนจัดตั้งและเพิ่มทุนจดทะเบียนของห้างหุ้นส่วนและบริษัทจํากัดซึ่งมีทุนที่ขอจดทะเบียนหรือทำให้ทุนจดทะเบียนเกินกว่า 5 ล้านบาท ตามคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 66/2558 ลงวันที่ 24 มี.ค. 2558 (2) การยื่นคำขอและการเสนอขาย บริษัทต้องจัดหาที่ปรึกษาทางการเงิน (Finance Adviser : FA) เช่นเดียวกับ LEAP …
แนวทางการจัดเก็บและยกเว้นภาษีสรรพสามิตจากบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการกู้คืนบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทย, ปริญญ์ วานิชพิพัฒน์
แนวทางการจัดเก็บและยกเว้นภาษีสรรพสามิตจากบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการกู้คืนบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทย, ปริญญ์ วานิชพิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันในประเทศไทยมีการใช้บรรจุภัณฑ์อย่างแพร่หลายก่อให้เกิดขยะจากบรรจุภัณฑ์จำนวนมหาศาล ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการการจัดการขยะจากบรรจุภัณฑ์ที่ดีเท่าที่ควร ทำให้ไม่สามารถกำจัดขยะบรรจุภัณฑ์ได้อย่างถูกวิธี เนื่องจากไม่ได้มีการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางจึงไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ที่ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก ซึ่งขยะบรรจุภัณฑ์ส่วนมากที่พบล้วนเป็นขยะที่ย่อยสลายยากไม่ว่าจะเป็น ขวดน้ำพลาสติก ขวดโลหะ หรือแม้แต่ขวดแก้ว และปัญหาการทิ้งขยะบรรจุภัณฑ์ที่กระจัดกระจายนั้นยังนำไปสู่ปัญหาการ อุดตันตามท่อระบายน้ำทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม ปัญหาขยะลอยในแม่น้ำและไหลลงทะเลในที่สุด ในปัจจุบันพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ไม่มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากบรรจุภัณฑ์ โดยไม่ได้บัญญัติให้บรรจุภัณฑ์เป็นสินค้าที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีสรรพสามิตจึงไม่ได้กำหนดประเภทของบรรจุภัณฑ์ที่ต้องเสียภาษี และไม่ได้กำหนดอัตราภาษีของบรรจุภัณฑ์แต่ละชนิดประเภทไว้เป็นอย่างเฉพาะ รวมทั้งไม่มีมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการต้องมีระบบการกู้คืนบรรจุภัณฑ์ของตนเองกลับคืนมาเพื่อประโยชน์ในการใช้ซ้ำและนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดขยะบรรจุภัณฑ์และเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากขยะบรรจุภัณฑ์ตกค้างสะสมในประเทศไทย ซึ่งจากการศึกษาหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบรรจุภัณฑ์จากผู้ผลิตและนำเข้ารวมถึงการบังคับใช้มาตรการยกเว้นทางภาษีจากการกู้คืนบรรจุภัณฑ์ของสาธารณรัฐเอสโตเนีย ที่มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบรรจุภัณฑ์ในอัตราที่แตกต่างกันในแต่ละประเภทของวัสดุบรรจุภัณฑ์ ขึ้นอยู่กับความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและความยากง่ายในการนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิล รวมถึงให้สิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีสรรพสามิตกับผู้ประกอบการที่ทำการกู้คืนบรรจุภัณฑ์ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด อีกทั้งยังมีการใช้ระบบวางมัดจำเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกู้คืนขยะ และเพื่อให้มาตรการทางภาษีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยผลลัพธ์ที่ได้จากการบังคับใช้มาตรการทางภาษีและการกู้คืนของสาธารณรัฐเอสโตเนีย พบว่าอัตราการกู้คืนขยะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณขยะของประเทศ และยังทำให้สาธารณรัฐเอสโตเนียสามารถบรรลุเป้าหมายการกู้คืนบรรจุภัณฑ์ตามที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้ ดังนั้นประเทศไทยจึงควรมีมาตรการทางกฎหมายเพื่อใช้ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบรรจุภัณฑ์จากผู้ผลิตและนำเข้า รวมถึงการบังคับใช้มาตรการยกเว้นทางภาษีจากการกู้คืนบรรจุภัณฑ์มาบังคับใช้ โดยให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตบรรจุภัณฑ์จากผู้ผลิตและนำเข้าในอัตราที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของวัสดุบรรจุภัณฑ์และจัดให้มีการยกเว้นภาษีให้กับผู้ผลิตและผู้นำเข้าที่สามารถกู้คืนบรรจุภัณฑ์ได้ตามเป้าหมายการกู้คืนที่กำหนด โดยภาครัฐต้องกำหนดอัตราการ กู้คืนที่เหมาะสม อีกทั้งควรมีการจัดตั้งองค์กรกู้คืนเพื่อช่วยกลุ่มธุรกิจขนาดย่อยในการจัดการกู้คืนขยะ ควรให้มีการนำระบบการวางมัดจำมาใช้เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม และควรมีการกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ผลิต ผู้นำเข้า และองค์กรกู้คืนที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในการกู้คืนและไม่สามารถกู้คืนบรรจุภัณฑ์ได้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้การบังคับใช้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
แนวทางในการจัดเก็บภาษีความั่งคั่ง (Wealth Tax) ในประเทศไทย, พัฒน์ณิชานนท์ ลาภประเสริญล้ำ
แนวทางในการจัดเก็บภาษีความั่งคั่ง (Wealth Tax) ในประเทศไทย, พัฒน์ณิชานนท์ ลาภประเสริญล้ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภาษีความมั่งคั่ง ถือเป็นภาษีทางตรงที่เรียกเก็บจากบุคคลที่มีฐานะร่ำรวยและถือเป็นภาษีทรัพย์สินชนิดหนึ่ง ซึ่งภาษีทรัพย์สินนั้นเป็นภาษีที่มีความสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาส่วนท้องถิ่น เนื่องจากหลักการการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินโดยทั่วไปนั้น จะจัดเก็บจากอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในแต่ละท้องถิ่นเพื่อนำเงินรายได้ไปใช้จ่ายในการจัดหาบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนและพัฒนาท้องถิ่นนั้น ๆ ให้มีความเจริญมากยิ่งขึ้น หากประเทศใดมีระบบการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินที่ดีก็จะมีรายได้เพียงพอที่จะพัฒนาท้องถิ่นและลดภาระของรัฐบาลกลางที่จะต้องให้เงินอุดหนุนแก่ท้องถิ่นลงได้ จากการศึกษาพบว่าประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวกับภาษีทรัพย์สินหลายฉบับ ซึ่งบางฉบับนั้นยังมีข้อบกพร่องหลายประการทั้งในด้านโครงสร้างภาษีและการบริหารจัดเก็บภาษี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ส่งผลให้เงินรายได้จากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่เพียงพอที่จะนำไปพัฒนาบริหารท้องถิ่น กล่าวคือ ในด้านโครงสร้างภาษีของกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีวิธีการบรรเทาภาระภาษีในส่วนของการลดอัตราภาษีและการยกเว้นภาษีสำหรับที่อยู่อาศัยและเกษตรกรรม โดยไม่ได้คำนึงถึงมูลค่าของทรัพย์สินที่ถือครอง ทำให้ผู้ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่าน้อยมีภาระภาษีมากกว่าผู้ที่ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่าสูง ประกอบกับอัตราภาษีที่ต่ำเกินไปจนกระทั่งไม่เป็นภาระแก่ผู้ถือครองทรัพย์สินทำให้ไม่มีการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินและกระจายทรัพย์สินที่ถือครอง ซึ่งขัดกับหลักประโยชน์ที่ได้รับและขัดกับวัตถุประสงค์ในการประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 สำหรับในด้านการบริหารจัดเก็บภาษีนั้น มีการจัดเก็บภาษีในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้แก่คนรวยและก่อให้เกิดการเลี่ยงภาษีได้ง่าย อีกทั้ง การประเมินมูลค่าทรัพย์สินซึ่งกำหนดให้ใช้มูลค่าประเมินโดยกรมธนารักษ์ที่เกิดขึ้นจากประเภทของทรัพย์สินและการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น ยังขาดประสิทธิภาพและไม่มีความเป็นธรรม ดังนั้น ผู้เขียนเอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งเน้นศึกษาและค้นคว้าข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาภาษีทรัพย์สินของประเทศไทยในส่วนพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 และการนำหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งของประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทยเป็นหลัก โดยเฉพาะการขยายฐานภาษีทรัพย์สินเพื่อให้รัฐบาลมีรายได้ที่เพียงพอต่อการบริหารพัฒนาประเทศซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินของประเทศไทย ประกอบกับสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคมและลดความเหลื่อมล้ำในประเทศได้
แนวทางการจัดเก็บภาษีจากการใช้ทรัพยากรน้ำของสระว่ายน้ำในประเทศไทย, สุชาดา ณัฏฐาชัย
แนวทางการจัดเก็บภาษีจากการใช้ทรัพยากรน้ำของสระว่ายน้ำในประเทศไทย, สุชาดา ณัฏฐาชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันสระว่ายน้ำในประเทศไทยได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เดิมสระว่ายน้ำมักมีวัตถุประสงค์เพื่อการสันทนาการ เพื่อการกีฬา หรือเพื่อการรักษาบำบัด แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปสระว่ายน้ำกลายเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความหรูหราฟุ่มเฟือย สังเกตได้จากโครงการบ้านที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ที่ได้มีการขายบ้านพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวหรือแม้กระทั่งโรงแรมที่มีการสร้างสระว่ายน้ำส่วนตัวภายในห้องพักหรือพูลวิลล่า ส่งผลให้สระว่ายน้ำมีจำนวนมากขึ้นทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรน้ำที่มากขึ้นเช่นกันโดยก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำและการแย่งใช้น้ำจากทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด เอกัตศึกษาจึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวทางในการกำหนดมาตรการทางภาษีจากการใช้ทรัพยากรน้ำของสระว่ายน้ำ โดยศึกษากฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง เปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศได้แก่กฎหมายของประเทศฝรั่งเศสและประเทศกรีซ จากการศึกษาผู้เขียนพบว่า ประเทศไทยไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับการจัดเก็บภาษีจากการใช้ทรัพยากรน้ำของสระว่ายน้ำ ในขณะที่ประเทศฝรั่งเศสมีการจัดเก็บภาษีการพัฒนา และประเทศกรีซมีการจัดเก็บภาษีฟุ่มเฟือย จึงเสนอให้นำกฎหมายของประเทศฝรั่งเศสและประเทศกรีซเป็นแบบอย่างในการกำหนดมาตรการทางภาษีการใช้ทรัพยากรน้ำของสระว่ายน้ำที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะอาชีพ : แนวทางการใช้ค่าเรียนคอร์สออนไลน์เป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, ภรทิพย์ ปักษีเลิศ
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะอาชีพ : แนวทางการใช้ค่าเรียนคอร์สออนไลน์เป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, ภรทิพย์ ปักษีเลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการกำหนดมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพในกรณีการกำหนดค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าใช้จ่ายในการเรียนที่รวมถึงการเรียนรูปแบบออนไลน์ ผู้วิจัยทำการศึกษาด้วยวิธีการวิจัยทางเอกสาร โดยการศึกษา รวบรวมข้อมูลกฎหมาย รวมถึงข้อมูลทางด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในต่างประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว นำมาวิเคราะห์ปัญหา ข้อจำกัด และแนวทางในการประยุกต์หลักเกณฑ์ดังกล่าวกับบริบทประเทศไทย จากการศึกษามาตรการปัจจุบันของประเทศไทยพบว่า ประเทศไทยมีการสนับสนุนผ่านภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยนายจ้างที่เป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงานมาหักลดหย่อนภาษีได้ แต่มาตรการดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักความเสมอภาคทางภาษีอากร และไม่สอดคล้องนิยามการพัฒนาฝีมือแรงงานตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ตลอดจนไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีในปัจจุบัน มาตรการที่มีอยู่จึงไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการส่งเสริมพัฒนาทักษะอาชีพของแรงงานไทย ผู้วิจัยได้ทำการศึกษามาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะอาชีพในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา และประเทศสิงคโปร์ พบว่าทั้ง 3 ประเทศให้การสนับสนุนผ่านภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีการกำหนดหลักเกณฑ์ร่วมกันที่สำคัญคือมาตรฐานคุณภาพหลักสูตรที่เรียนและความสัมพันธ์ระหว่างหลักสูตรที่เรียนและอาชีพที่ผู้เสียภาษีประกอบ รวมไปถึงหลักเกณฑ์เฉพาะที่ยกมาวิเคราะห์ ได้แก่ การกำหนดช่วงอายุที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของประเทศแคนาดา การอนุญาตให้ใช้ค่าใช้จ่ายในการเรียนเพื่อเปลี่ยนสาขาอาชีพภายในระยะเวลา 2 ปีของประเทศสิงคโปร์ และการกำหนดเพดานรายได้สุทธิสูงสุดที่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความสอดคล้องกับบริบทปัญหาและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในสังคมปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพของแรงงานไทยอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน จึงควรเพิ่มเติมมาตรการทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยกำหนดเป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้และจำเป็นต้องวางหลักเกณฑ์การควบคุมคุณภาพครอบคลุมไปถึงการเรียนรูปแบบออนไลน์ซึ่งเป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้ชีวิตของประชากรวัยทำงานในปัจจุบันด้วย ตลอดจนพิจารณาหลักเกณฑ์ตามสภาพสังคมในปัจจุบัน โดยพิจารณาต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์และประโยชน์ของมาตรการเป็นสำคัญ