Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 31 - 60 of 344
Full-Text Articles in Law and Economics
มาตรการจูงใจทางด้านการเงินและภาษีอากรสำหรับผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ : กรณีศึกษาประเทศแคนาดาและประเทศกาน่า, ปัณณวัชร์ วัฒนณธีสิทธิ์
มาตรการจูงใจทางด้านการเงินและภาษีอากรสำหรับผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ : กรณีศึกษาประเทศแคนาดาและประเทศกาน่า, ปัณณวัชร์ วัฒนณธีสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาให้ทราบถึงแนวคิดเกี่ยวกับ “ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์" ในทางสากล ภายใต้บริบทที่ผู้ประกอบรุ่นเยาว์มีศักยภาพในเชิงพัฒนานวัตกรรมที่มีความคิดสร้างสรรค์ และรวมถึงนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในการเริ่มต้นธุรกิจ โดยเน้นการศึกษาด้านการเงินและภาษี โดยการเปรียบเทียบกับประเทศแคนาดาและประเทศกาน่า เพื่อมาเป็นแนวทางในการประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทยให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มีผู้ประกอบการรุ่นเยาว์เป็นตัวการที่สำคัญในการขับเคลื่อนแผนดังกล่าวให้สามารถประสบความสำเร็จได้ในอนาคตจากการศึกษาพบว่า นโยบายเศรษฐกิจและงบประมาณของรัฐบาลเพื่อสนับสนุนธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในประเทศแคนาดาและประเทศกาน่าให้ประสบความสำเร็จ มีผลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของการสรรค์สร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ การกระจายรายได้ไปยังพื้นที่ห่างไกล หรือแม้กระทั่งด้านความยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตดังนั้น ถ้ารัฐบาลไทยจะนำนโยบายเศรษฐกิจและงบประมาณของทั้งประเทศดังกล่าวนี้มาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทและสภาพแวดล้อมของผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในประเทศ อาจจะก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมไม่มากก็น้อย อีกทั้งยังเป็นสร้างแรงจูงใจสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีความกล้าที่เริ่มประกอบธุรกิจที่ตนเองมีพื้นฐานทางความรู้หรือประสบการณ์จากครอบครัวหรือคนใกล้ชิด ก่อให้เกิดแนวทางการประกอบธุรกิจใหม่ ๆ สร้างโอกาสและสร้างรายได้แก่ระบบเศรษฐกิจในชุมชนหรือพื้นที่ธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในอนาคต นอกจากนี้ การพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบและลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ในด้านการสร้างความยั่งยืน แผนดังกล่าวจะส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ได้มีโอกาสเติบโตทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังจะสร้างจิตสำนึกและตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พัฒนาโมเดลธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน และใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนในอนาคต
มาตราการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการกำหนดมูลค่าของแถมจากการซื้อสินค้า, ปารณัท จักรพันธุ์
มาตราการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการกำหนดมูลค่าของแถมจากการซื้อสินค้า, ปารณัท จักรพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการกำหนดมูลค่าของแถมจากการซื้อสินค้า และศึกษาสภาพปัญหาของประเทศไทยเกี่ยวกับการส่งเสริมการขายในกรณีของแถมจากการซื้อสินค้า เพื่อนำมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในต่างประเทศที่มีความชัดเจนและได้ให้การคุ้มครองแก่ผู้บริโภคไว้เป็นอย่างดีแล้ว มาปรับใช้และเสนอแนะมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการกำหนดมูลค่าของแถมจากการซื้อสินค้าให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ในปัจจุบัน ภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการประกอบธุรกิจ ผู้ประกอบธุรกิจจึงต้องใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการแสวงหาผลกำไรและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด โดย“ของแถม"เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่มุ่งเน้นให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจและสร้างแรงจูงใจในการซื้อสินค้า ได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ในประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการกำหนดมูลค่าของแถมจากการซื้อสินค้าไว้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถใช้ของแถมเพื่อเป็นการดึงดูดผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าอย่างไม่เป็นธรรม ส่งผลให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจผิดพลาดโดยเลือกซื้อสินค้าจากการให้ของแถมในลักษณะดังกล่าว จากการศึกษาพบว่า ในต่างประเทศ ได้แก่ สหภาพยุโรป ประเทศเยอรมนี และประเทศสิงคโปร์ มีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการกำหนดมูลค่าของแถม โดยห้ามไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจเพิ่มราคาหรือเปลี่ยนแปลงคุณภาพของสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุนของแถม ซึ่งเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคจากการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมจากผู้ประกอบธุรกิจ เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทย ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะให้มีการกำหนดมาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคจากการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมให้มีความชัดเจนและครอบคลุมถึงกรณีการกำหนดมูลค่าของแถมจากการซื้อสินค้า ที่ห้ามไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจนำต้นทุนของแถมมารวมไว้ในราคาสินค้าที่ขาย รวมถึงการกำหนดแนวทางการตีความและการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ ส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีความเหมาะสมและเพียงพอ รวมถึงลดการเอารัดเอาเปรียบทางการค้าของผู้ประกอบธุรกิจ
แนวทางการกำหนดค่าปรับเป็นพินัย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เป็นรายจ่ายต้องห้ามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร, ปิลันธมาส จันทร์สุโรจน์
แนวทางการกำหนดค่าปรับเป็นพินัย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เป็นรายจ่ายต้องห้ามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร, ปิลันธมาส จันทร์สุโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนากระบวนการลงโทษความผิดที่ไม่ร้ายแรง โดยเปลี่ยนจากโทษปรับทางอาญาที่มีความยุ่งยากและใช้เวลานาน มาเป็นการปรับเป็นพินัยซึ่งมีความยืดหยุ่นและลดผลกระทบต่อผู้กระทำผิด โดยมาตรการนี้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในการกำกับดูแลนิติบุคคล อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณากฎหมายภาษีอากรพบว่า ค่าปรับที่เป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งระบุว่าเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา เป็นรายจ่ายต้องห้าม แต่ค่าปรับเป็นพินัยกลับไม่ถูกจัดอยู่ในหมวดนี้ นอกจากนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 40/2560 ยังได้ตีความให้รายจ่ายต้องห้ามที่เป็นค่าปรับบังคับใช้เฉพาะกับการกระทำผิดตามกฎหมายภาษีอากร ส่งผลให้ค่าปรับที่เกิดจากการกระทำผิดกฎหมายอื่นสามารถบันทึกเป็นรายจ่ายได้ ซึ่งมีผลทำให้กำไรสุทธิของนิติบุคคลลดลงและภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลงตามไปด้วย ความไม่ชัดเจนของกฎหมายดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบในแง่ความเป็นธรรม โดยทำให้นิติบุคคลที่ฝ่าฝืนกฎหมายได้รับประโยชน์จากการเสียภาษีที่น้อยกว่านิติบุคคลที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและส่งเสริมพฤติกรรมละเมิดกฎหมายโดยอ้อม นอกจากนี้ความไม่ชัดเจนของประมวลรัษฎากรและคำวินิจฉัยยังสร้างความไม่แน่นอนในทางปฏิบัติและสร้างความสับสนให้แก่ผู้ใช้กฎหมายและผู้เสียภาษีเมื่อศึกษาหลักเกณฑ์การกำหนดค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายจ่ายต้องห้ามของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส พบว่าตัวบทกฎหมายและการบังคับใช้มีความสอดคล้องกัน มีแนวปฏิบัติให้ค่าปรับเป็นพินัยที่เกิดจากการละเมิดกฎหมายเป็นรายจ่ายต้องห้าม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดได้รับผลประโยชน์ทางการเงิน ซึ่งสอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมและความแน่นอนตามหลักการทั่วไปเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากรที่ดีดังนั้นหากประเทศไทยมีการปรับปรุงแก้ไขมาตรา 65 ตรี (6) ของประมวลรัษฎากรให้รายจ่ายต้องห้ามครอบคลุมถึงค่าปรับเป็นพินัยและค่าปรับตามกฎหมายทุกประเภท จะสร้างความชัดเจนและไม่เป็นการเปิดช่องให้เกิดการตีความที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของการลงโทษทางกฎหมาย การแก้ไขดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมาย ลดการกระทำผิดซ้ำ สร้างความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไทย และสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษีอากร ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ผู้เสียภาษีทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อประกันชีวิต, ปุณิกา ธีรทัพเทวัญ
ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อประกันชีวิต, ปุณิกา ธีรทัพเทวัญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย โดยเน้นศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและกระบวนการขายประกันที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ยังมีการเปรียบเทียบกระบวนการก่อนและหลังการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เห็นความแตกต่างในด้านประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น ขอบเขตการศึกษาครอบคลุมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการดำเนินธุรกิจประกันชีวิต โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในต่างประเทศ เช่น GDPR ของสหภาพยุโรป และ PDPA ของสิงคโปร์ เพื่อพิจารณาความแตกต่างด้านการปฏิบัติและผลกระทบในบริบทที่หลากหลาย นอกจากนี้ การศึกษายังมุ่งเสนอแนวทางการปรับปรุง PDPA ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยเน้นการลดความซับซ้อนของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนให้ธุรกิจประกันชีวิตสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโต ผลการศึกษานี้คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยอย่างยั่งยืน
แนวทางการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ กรณีขายพ่วงผลิตภัณฑ์การเงิน, พัฒน์ พัฒโน
แนวทางการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ กรณีขายพ่วงผลิตภัณฑ์การเงิน, พัฒน์ พัฒโน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรอบกฎหมายและแนวทางการกำกับดูแลของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยเกี่ยวกับการขายพ่วงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน รวมถึงการเปรียบเทียบกับแนวทางของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมและแนวปฏิบัติที่เป็นธรรมในการกำกับดูแลการขายพ่วงผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยมีการกำกับดูแลผ่านแนวทาง การให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการป้องกันการบังคับขายพ่วงที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ดังกล่าวยังมีความคลุมเครือในบางประเด็น เช่น การกำหนดนิยามของความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ และข้อกำหนดที่ห้ามการบังคับให้ลูกค้าทำประกันภัยกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งเปิดโอกาสให้ธนาคารใช้แรงจูงใจทางอ้อม เช่น การเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษหรือเงื่อนไขสินเชื่อที่เอื้อประโยชน์เฉพาะผู้ที่ซื้อประกันภัยผ่านธนาคาร เมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา พบว่ากฎหมายของสหภาพยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกามีข้อกำหนดที่ชัดเจนกว่า ซึ่งให้เหตุผลของการอนุญาตขายพ่วงอย่างชัดเจน และกำหนดให้สถาบันการเงินต้องเสนอทางเลือกที่แท้จริงแก่ลูกค้า ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงมีช่องว่างในด้าน ความชัดเจนของหลักเกณฑ์การกำกับดูแล และการตีความข้อกำหนด ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ดังนั้น งานวิจัยนี้เสนอแนะให้มีการปรับปรุงแนวทางการขายพ่วงที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะ การกำหนดผลิตภัณฑ์ที่สามารถขายพ่วงได้อย่างชัดเจน พร้อมเหตุผลที่สอดคล้องกับความจำเป็นทางธุรกิจ และข้อกำหนดที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและป้องกันการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค อันจะส่งผลให้ตลาดการเงินมีความโปร่งใสและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคารพาณิชย์ในระยะยาว
การคุ้มครองผู้บริโภค : ศึกษากรณีเกี่ยวกับการคิดค่าบริการ 10%, ภัทรพร กิจสมัย
การคุ้มครองผู้บริโภค : ศึกษากรณีเกี่ยวกับการคิดค่าบริการ 10%, ภัทรพร กิจสมัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค : ศึกษากรณีเกี่ยวกับการคิดค่าบริการ 10% มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายที่เกี่ยวกับการเก็บค่าบริการของประเทศไทย และต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์ประเด็นปัญหาและหาแนวทางการแก้ไขค่าบริการของประเทศไทยโดยเปรียบเทียบกับต่างประเทศเพื่อให้ความคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม จากการศึกษา พบว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวกับการเก็บค่าบริการแต่อย่างใด มีเพียงกฎหมายที่กล่าวถึงวิธีการปฏิบัติของผู้ประกอบการทั่วไปในพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 และประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 72 พ.ศ. 2567 เรื่องการแสดงสินค้าและค่าบริการ ซึ่งเป็นเพียงการกำหนดแนวทางการปฏิบัติให้ผู้จำหน่ายหรือผู้ให้บริการจะต้องปฏิบัติเท่านั้นว่าผู้ประกอบธุรกิจจะต้องปฏิบัติอย่างไร แต่ไม่ได้ระบุว่าอัตราที่จะเรียกเก็บค่าบริการต้องจะเป็นอัตราเท่าไหร่ จากการศึกษากฎหมายมลรัฐฮาวายและแมสซาชูเซตส์ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอังกฤษจะมีการกำหนดกฎหมายเกี่ยวกับค่าบริการไว้อย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ปรากฏว่าแต่ละประเทศดังกล่าวนั้นได้กำหนดอัตราค่าบริการไว้ในกฎหมายแต่อย่างใด ในขณะที่ประเทศมัลดีฟส์ มีกฎหมายเกี่ยวกับการเก็บเงินค่าบริการและกำหนดอัตราค่าบริการขั้นต่ำร้อยละ 10 ไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน ปัจจุบันประเทศไทยได้ตราร่างพระราชบัญญัติค่าบริการพิเศษ พ.ศ...ที่อยู่ระหว่างปรับปรุงตามข้อเสนอจากประชาวิจารณ์ ซึ่งจากการศึกษาพบว่ากำหนดว่าการกำหนดอัตราค่าบริการพิเศษไม่เกินร้อยละสิบของราคาสินค้าและบริการนั้นยังเป็นข้อความที่ไม่ชัดเจนและเป็นอัตราที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และความไม่ชัดเจนกรณีให้ผู้ประกอบการแจ้งการเรียกเก็บค่าบริการว่าจะต้องแจ้งโดยวิธีใด อีกทั้งความไม่เหมาะสมของการกำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้บริโภคกรณีไม่ชำระค่าบริการพิเศษโดยไม่มีเหตุทางกฎหมายที่จะอ้างได้นั้น ข้อเสนอแนะ ควรออกกฎหมายกำหนดแนวทางการเรียกเก็บค่าบริการให้ชัดเจน ควรกำหนดวิธีการแจ้งการเก็บค่าบริการให้ชัดเจน โดยมีการระบุในเมนูหรือป้ายประกาศหน้าร้าน และหากไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ผู้บริโภคมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายค่าบริการนั้น นอกจากนี้ผู้บริโภคควรมีสิทธิใช้ดุลพินิจในการจ่ายค่าบริการ ซึ่งหากให้สิทธิผู้บริโภคสามารถปฏิเสธการจ่ายค่าบริการพิเศษในกรณีที่ผู้บริโภคได้รับบริการที่ไม่เหมาะสม ประการสุดท้ายไม่ควรกำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้บริโภคที่ปฏิเสธการจ่ายค่าบริการพิเศษ ในร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนพิเศษ พ.ศ...มาตรา 15
แนวทางการลดหย่อนภาษี กรณีนำค่าเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพของบุตร อายุไม่เกิน 20 ปี และยังไม่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี มาใช้ลดหย่อนภาษีได้, รัชนากานต์ วาณิชชากุล
แนวทางการลดหย่อนภาษี กรณีนำค่าเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพของบุตร อายุไม่เกิน 20 ปี และยังไม่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี มาใช้ลดหย่อนภาษีได้, รัชนากานต์ วาณิชชากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการลดหย่อนภาษี กรณีนำค่าเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพของบุตร อายุไม่เกิน20ปี และยังไม่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี มาใช้ลดหย่อนภาษีได้ โดยศึกษาในขอบเขตของหลักกฎหมาย เงื่อนไข หลักเกณฑ์ และผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีค่าลดหย่อนบุตร โดยไม่พิจารณาบุตรในกรณีเป็นบุตรบุญธรรม เป็นบุคคลไร้ความสามารถ และ ทุพพลภาพ และใช้วิธีการศึกษาในกรอบของการวิจัยเชิงเอกสาร ที่มุ่งศึกษาจากปัญหาที่พบในชีวิตประจำวัน และรวบรวมข้อมูลโดยการค้นคว้าเชิงเอกสารเป็นหลัก ทั้งนี้จากการศึกษา พบว่าปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีมาตราการให้นำเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพของบุตรมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ มาตราการทางภาษีมีความไม่เสมอภาคกับกรณีของค่าอุปการะบิดามารดาและค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา การที่มาตราการทางภาษี กรณีค่าลดหย่อนบุตรยังไม่สามารถบรรเทาภาระทางการเงินของหน่วยครัวเรือนสะท้อนออกมาเป็นผลลัพธ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับแนวโน้มมีอัตราการเกิดที่ลดลง และโครงสร้างของหน่วยครัวเรือนมีการเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ เปลี่ยนจากครัวเรือนขยาย มาเป็นครัวเรือนที่เล็กลง เฉลี่ยมีสมาชิกที่เป็นวัยทำงานหนึ่งคน ที่ต้องมีภาระเลี้ยงดูวัยพึ่งพิง(บิดามารดา และ บุตร)ถึง 2 คน แม้ว่าในการดูแลบุตร จะมี ประกันสังคม, สวัสดิการข้าราชการ หรือหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพจากรัฐแล้ว แต่บิดามารดาก็ยังจำเป็นต้องเลือกซื้อ ประกันสุขภาพส่วนตัว ให้กับบุตรเพื่อเป็นการป้องกันภาระทางการเงินส่วนเกินจากค่ารักษาพยาบาล เพราะ การรักษาโรคร้ายแรงบางอย่าง ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์เบิกไม่ได้ ยาราคาแพงที่มีคุณภาพ จัดเป็นยานอกบัญชี และค่าห้องพิเศษ ห้อง ICU ในโรงพยาบาลเอกชน ก็เป็นส่วนที่ไม่ได้อยู่ในความคุ้มครองด้านสุขภาพจากรัฐ ในอีกด้านหนึ่ง บิดามารดาที่ต้องมีภาระการดูแลบุตร หากบุตรป่วยแล้วต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล อาจต้องลางานหรือหยุดงานเพื่อมาดูแล ทำให้ขาดรายได้ในช่วงระหว่างการรักษาตัวของบุตรไป การทำประกันสุขภาพส่วนตัวของบุตร จึงเป็นการได้รับความคุ้มครองรายได้ระหว่างรักษาตัว เพราะ แม้ระบบของรัฐ (เช่น ประกันสังคม) จะมีการจ่ายเงินชดเชยกรณีลาป่วย แต่ไม่เพียงพอสำหรับรายได้ที่ขาดไป กล่าวคือ ตามเงื่อนไขของการมีสิทธิได้รับค่าชดเชยการขาดรายได้ จะได้รับการชดเชยเพียงแค่ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ยิ่งไปกว่านั้น ระบบสวัสดิการของรัฐมีวงเงินจำกัด ในกรณีของการรักษาโรคร้ายแรงหรือการผ่าตัดจะมีส่วนเกินที่เกิดขึ้นมาก การทำประกันสุขภาพของบุตร ก็เพื่อเพิ่มวงเงินความคุ้มครอง อันเป็นการลดภาระทางการเงินของหน่วยครัวเรือนและเป็นการทำให้ครัวเรือนมีความมั่นคงของรายได้ และ ระบบทั้ง 3 ดังกล่าว ยังมี แนวคิดและการบริหารจัดการ ที่มีความแตกต่างกัน ขาดความเป็นองค์รวม ก่อให้เกิดต้นทุนในการบริหารสูง เกิดความซ้ำซ้อนในการกำกับควบคุมการตรวจสอบทางด้านการเงิน การตรวจสอบคุณภาพในการรักษาพยาบาล และการคำนวณต้นทุนในการรักษาพยาบาล ดังนั้น ประเทศไทย ควรมีการกำหนดมาตราการทางภาษีให้สามารถนำค่าเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพของบุตรที่อายุไม่เกิน 20 ปี และยังไม่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี มาใช้ลดหย่อนได้ รวมไปถึง ต้องสร้างนโยบายการบวกเพิ่มภาษี …
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมโฆษณาในประเทศไทย : ศึกษากรณีเครื่องรางของขลัง, วรสิทธิ์ ศรีรุ่งกิจสวัสดิ์
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมโฆษณาในประเทศไทย : ศึกษากรณีเครื่องรางของขลัง, วรสิทธิ์ ศรีรุ่งกิจสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันกฎหมายที่ประเทศไทยนำมาบังคับใช้ควบคุมโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการที่ เกี่ยวข้องกับเครื่องรางของขลังอยู่ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ กำหนดขอบเขตลักษณะของข้อความโฆษณาของสินค้าเป็นการทั่วไปไม่ได้บัญญัติเฉพาะเจาะจงถึงลักษณะ ข้อความโฆษณาของสินค้าและบริการที่เป็นเครื่องรางของขลัง ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายชี้ชัดความผิดจากการใช้ข้อความโฆษณาที่เป็นเท็จหรือเกินจริงหรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของสินค้าหรือบริการที่เป็นเครื่องรางของขลังที่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ยืนยันความถูกต้องจากผู้ประกอบธุรกิจเครื่องรางของขลังตามบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าหรือไม่ทันการณ์ในการบังคับเอาผิดดำเนินคดี จากการศึกษากฎหมายต่างประเทศโดยเลือกศึกษาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายโฆษณาเครื่องรางของขลัง 3 ประเด็น ได้แก่ 1. กฎหมายที่ใช้บังคับควบคุม 2. ขอบเขตของลักษณะข้อความโฆษณาที่กฎหมายบัญญัติให้ควบคุม และ 3. กลไกการกำกับดูแลกันเอง พบว่ารูปแบบกฎหมายว่าด้วยการโฆษณาของประเทศจีน ประมวลวิธีปฏิบัติว่าด้วยการโฆษณาจากการกำกับดูแลกันเองของภาคเอกชนในประเทศสิงคโปร์ และกฎหมายต่อต้านไสยศาสตร์ในรัฐมหาราษฏระของประเทศอินเดียได้กำหนดขอบเขตลักษณะของข้อความที่โฆษณาสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวกับความเชื่อทางไสยศาสตร์เป็นการเฉพาะที่ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายหรือแนวปฏิบัติที่เกี่ยวกับการโฆษณาสามารถชี้ชัดความผิดของการใช้ข้อความเนื้อหาโฆษณาที่เกี่ยวกับสินค้าและบริการเครื่องรางของขลังได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์ แต่ลักษณะ การบังคับใช้ผ่านกฎหมายโฆษณาโดยตรงแบบจีน ผ่านกฎหมายต่อต้านไสยศาสตร์แบบอินเดีย หรือผ่านกลไกการกำกับดูแลกันเองแบบสิงคโปร์ ไม่เหมาะกับบริบทของประเทศไทยเนื่องจากสังคมวัฒนธรรมและความเชื่อที่แตกต่างกัน กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคควรกำหนดขอบเขตของลักษณะข้อความโฆษณาที่กฎหมายบัญญัติให้ควบคุมเป็นการเฉพาะเจาะจงถึงขอบเขตทั้งหมดที่เกี่ยวกับข้อความแสดงถึงความเหนือธรรมชาติของเครื่องรางของขลังในบทบัญญัติผ่านกฎกระทรวงที่อาศัยอำนาจตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรา 22 (5) ให้เป็นข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมส่วนรวมที่สามารถบังคับใช้กฎหมายเอาผิดดำเนินคดีโดยทันที นอกจากนี้ภาครัฐควรส่งเสริมกลไกการกำกับดูแลกันเองที่เกี่ยวกับโฆษณาของภาคเอกชนร่วมกับภาครัฐแบบ Co-Regulation ด้วย
มาตรการควบคุมสินค้านำเข้าจากประเทศจีนเพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทย, วศินี ปิยะตรึงส์
มาตรการควบคุมสินค้านำเข้าจากประเทศจีนเพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทย, วศินี ปิยะตรึงส์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแข่งขันทางธุรกิจในไทยมีความรุนแรงขึ้นมากในยุคปัจจุบันสืบเนื่องจากการมีช่องทางการขายสินค้าที่หลากหลายขึ้น และการค้าที่เปิดกว้างอย่างเสรีทั้งออฟไลน์และออนไลน์ กล่าวได้ว่าการค้าแบบปัจจุบันเป็นการค้าแบบไม่มีพรมแดนไปแล้ว การค้าเช่นนี้มีส่วนในการเปิดช่องให้สินค้าจีนราคาถูกไหลเข้ามาประเทศไทยอย่างล้นหลามและแย่งตลาดของผู้ประกอบการไทยด้วยการสร้างสมรภูมิด้านราคา เมื่อการแข่งขันสูงขึ้นทั้งในด้านต้นทุนการผลิตและราคาขาย อุตสาหกรรมภายในประเทศไทยโดยเฉพาะกลุ่มSMEsจึงมีการชะลอตัวลงทำให้แรงงานส่วนหนึ่งมีความเสี่ยงที่จะตกงาน แม้จะมีการออกนโยบายป้องกันเบื้องต้นแล้วก็ตาม แต่ทางปฏิบัติยังไม่รวดเร็วและเพียงพอต่อการสะกัดสินค้าจีนที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องการตลาดแบบเชิงรุกของสินค้าจีนเกิดจากการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลจีนจึงออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้กับประเทศโดยการสนับสนุนเทคโนโลยีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซให้ทันสมัย และเน้นการผลิตสินค้าจำนวนมากในราคาที่ต่ำเพื่อส่งออกไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสินค้ามีมากเกินความต้องการทำให้เกิดอุปทานส่วนเกินที่จีนนำเอามาเป็นอาวุธในการทุ่มราคา ประเทศไทยจึงประสบสถานการณ์การขาดดุลการค้ากับจีนที่ย่ำแย่ลง แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยจำนนต่อสินค้าที่เข้ามาจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากจีนมีทั้งความหลากหลายของสินค้า และราคาที่ถูกปัญหาสำคัญคือที่ผ่านมาคือรัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการปกป้องผู้ประกอบการไทย ทำให้สินค้าจีนทะลักเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นวิกฤติที่ส่งกระทบเป็นวงกว้าง ขณะที่ในต่างประเทศได้ออกมาตรการป้องกันหลายรูปแบบเพื่อปกป้องธุรกิจในประเทศจากการค้าที่ไม่เป็นธรรม ประเทศไทยจึงควรหาวิธีจัดการปัญหาสินค้านำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นให้รัดกุมและรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ และมีการจัดระเบียบการเข้ามาของนักลงทุนจีนในช่องทางต่างๆให้อยู่ในกรอบของกฎหมายไทย รวมถึงใช้มาตรการควบคุมรูปแบบต่างๆให้เหมาะสมหากพบว่ามีความเสี่ยงเกี่ยวกับสินค้านำเข้า หน่วยงานรัฐบาลอย่างกองปกป้องและตอบโต้ทางการค้าภายใต้กรมการค้าต่างประเทศย่อมมีข้อมูลที่ละเอียดและสามารถตัดสินใจได้แม่นยำกว่าเอกชน จึงควรมีการเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด และเน้นการปฏิบัติเชิงรุกมากขึ้นเพื่อลดภาระของผู้ประกอบการในการยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้านำเข้า และสามารถคัดกรองปัญหาได้อย่างทันท่วงที
แนวทางแก้ไขปรับปรุงอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์, วิชชา วงศ์วัชรไพบูลย์
แนวทางแก้ไขปรับปรุงอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์, วิชชา วงศ์วัชรไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยมีการใช้ระบบอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ด้วยระบบอัตราเดียวที่ร้อยละ 1 ซึ่งไม่ได้สะท้อนถึงหลักความสามารถในการเสียภาษีของผู้เสียภาษี ที่ผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าควรจะต้องรับภาระภาษีในสัดส่วนที่มากกว่าผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า เป็นผลให้มีรายได้การจัดเก็บอากรแสตมป์ในสัดส่วนที่ต่ำ อีกทั้งยังมีปัญหาการเข้ามาของทุนต่างชาติที่อาศัยช่องว่างของกฎหมายไทย ทำการกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์และปล่อยเช่าให้กับคนในชาติเดียวกัน ทำให้เกิดทุนหมุนเวียนอยู่แค่ในกลุ่มชาวต่างชาติ ส่งผลให้รัฐบาลไทยไม่สามารถหารายได้จากกลุ่มทุนนี้ได้อย่างที่ควร และเป็นการปล่อยให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาใช้ทรัพยากรในประเทศไทยอยู่เพียงฝ่ายเดียว นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังมีแนวนโยบายในการขยายระยะเวลาการเช่าอสังหาริมทรัพย์จาก 50 ปี เป็น 99 ปี เพื่อรองรับการลงทุนของนักลงทุนชาวต่างชาติโดยที่ไม่มีมาตรการทางภาษีในการรองรับแนวนโยบายที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงอย่างเพียงพอ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ขาวต่างชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศไทย โดยที่ประชาชนชาวไทยไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาการจัดเก็บและอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ของต่างประเทศ ได้แก่ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอังกฤษ และประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งมีกฎหมายภาษีที่เข้มแข็ง มีสัดส่วนการจัดเก็บอากรแสตมป์ต่อรายได้ภาษีที่สูงกว่าประเทศไทย และมีอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบอัตราก้าวหน้า จากผลการศึกษา ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรนำหลักการคิดอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไอร์แลนด์มาผนวกกับหลักการในการเก็บค่าธรรมเนียม SDLT เพิ่มเติมของประเทศอังกฤษสำหรับชาวต่างชาติที่มาเช่าเพื่ออยู่อาศัย เนื่องด้วยอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไอร์แลนด์ ได้แบ่งช่วงบันไดค่าอากรตามระยะเวลาการเช่าอยู่ที่ 35 ปี และ 100 ปี ตามลำดับ สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นมาตรการทางภาษีที่มีความสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขยายเวลาการเช่าอสังหาริมทรัพย์เป็นเวลา 99 ปี และเป็นการเก็บอากรแสตมป์ด้วยอัตราก้าวหน้าที่มีความสอดคล้องกับหลักความสามารถของผู้เสียภาษี ประกอบกับการคิดค่าธรรมเนียมอากรแสตมป์เพิ่มเติมสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่อาศัยในไทย เป็นการหารายได้เพิ่มเติมจากการมาอยู่อาศัยของชาวต่างชาติ ไม่ให้เกิดการหมุนเวียนของทุนต่างชาติเพียงฝ่ายเดียวโดยที่รัฐบาลไทยไม่ได้ประโยชน์ในส่วนนี้ และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลรวมถึงเพิ่มสัดส่วนการจัดเก็บอากรแสตมป์
แนวทางในการปรับปรุงการควบคุมโฆษณาเครื่องสำอางกึ่งยาในประเทศไทย, ศรสวรรค์ ปรมสกุล
แนวทางในการปรับปรุงการควบคุมโฆษณาเครื่องสำอางกึ่งยาในประเทศไทย, ศรสวรรค์ ปรมสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุตสาหกรรมเครื่องสำอางในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยส่งเสริมยอดขายของสินค้าในอุตสาหกรรมนี้คือการโฆษณาเครื่องสำอางผ่านสื่อชนิดต่าง ๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างความรับรู้ กระตุ้นความสนใจ และดึงดูดผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม การที่กฎหมายในประเทศไทยไม่ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตก่อนการโฆษณา และใช้เพียงคู่มือเพื่อให้ผู้ประกอบการตีความด้วยตนเอง สามารถนำไปสู่การตีความที่ผิดพลาดและการโฆษณาที่ผิดหลักกฎหมาย เช่น การโฆษณาเกินจริงหรือการใช้ข้อความที่บิดเบือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและลดความน่าเชื่อถือของตลาดสินค้าเครื่องสำอางงานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการโฆษณาเครื่องสำอางระหว่างประเทศไทย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อค้นหาแนวทางปรับปรุงกฎหมายไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น งานศึกษายังอธิบายแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาและการคุ้มครองผู้บริโภค โดยชี้ให้เห็นถึงบทบาทของการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด นอกจากนี้ ยังวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายในประเทศไทยที่ปัจจุบันยังไม่มีการบังคับให้ตรวจสอบข้อความโฆษณาก่อนการเผยแพร่ ซึ่งอาจนำไปสู่การโฆษณาที่ไม่เหมาะสมและสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภค โดยผลการเปรียบเทียบกับกฎหมายของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้พบว่าทั้งสองประเทศมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด เช่น การจัดประเภท "ผลิตภัณฑ์กึ่งยา (Quasi-Drugs)" ในญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และการกำหนดบทลงโทษชัดเจนในเกาหลีใต้ ซึ่งช่วยลดปัญหาการโฆษณาเกินจริงและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคข้อเสนอแนะสำคัญจากการศึกษานี้ คือการกำหนดให้มีการตรวจสอบข้อความโฆษณาในประเทศไทยเครื่องสำอางบางประเภทก่อนการเผยแพร่ รวมถึงการแบ่งประเภทผลิตภัณฑ์เพื่อกำกับดูแลในลักษณะเดียวกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ พร้อมทั้งเพิ่มบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับการโฆษณาที่ละเมิดกฎหมายผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงกฎหมายควบคุมการโฆษณาเครื่องสำอางในประเทศไทย จะช่วยลดปัญหาการโฆษณาเกินจริง ยกระดับความปลอดภัยของผู้บริโภค และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดสินค้าเครื่องสำอางไทย รวมถึงสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ในระดับสากลอย่างยั่งยืน
มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ให้การอุปการะแก่ผู้อื่น, ศิรรัตน์ สุขเกต
มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ให้การอุปการะแก่ผู้อื่น, ศิรรัตน์ สุขเกต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ค่าลดหย่อนตามประมวลรัษฎากรสำหรับผู้ที่ให้ความอุปการะแก่ผู้อื่น จำกัดอยู่เพียง กรณีลดหย่อนค่าดูแลบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย บุตรบุญธรรม บิดามารดา ผู้พิการ และผู้ทุพพล ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันการอุปการะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความสัมพันธ์เท่าที่กล่าวมา เช่น พี่ที่ต้องเลี้ยงดูน้อง หรือกรณีที่ลุงต้องเป็นผู้เลี้ยงหลาน ซึ่งการอุปการะก็ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายมากขึ้นเนื่องจากต้องดูแลทั้งด้านที่อยู่อาศัย ด้านบริการสุขภาพ ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่น เช่นเดียวกับกรณีที่มีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรม หรือความสัมพันธ์อื่น เมื่อศึกษาประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่ากรณีที่ให้การอุปการะแก่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี หากเป็นไปตามเกณฑ์ที่รัฐกำหนดก็สามารถใช้เครดิตภาษีสำหรับเด็ก (Child Tax Credit) เพื่อลดภาระภาษีลงได้ โดยรัฐให้เครดิตภาษีสูงสุด 2,000 ดอลลาร์ต่อคน โดยความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้การอุปการะและบุคคลผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปีในความอุปการะมิได้จำอยู่เพียงต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย บุตรบุญธรรม แต่หมายรวมไปถึงหลาน พี่ หรือน้องด้วย เมื่อพิจารณามาตรการลดหย่อนภาษีปัจจุบันของไทยกับมาตรการเครดิตภาษีสำหรับเด็ก (Child Tax Credit) ของอเมริกา ประกอบกับหลักภาษีอากรที่ดีของอดัม สมิธ จึงเห็นควรว่ารัฐควรพิจารณาเพิ่มมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้อุปการะเลี้ยงดูผู้ที่มิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมาย บุตรบุญธรรม หรือบิดามารดา แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่ไดใช้ระบบเครดิตเช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกาจึงต้องเป็นมาตราการบรรเทาภาระในรูปแบบการลดหย่อนภาษี
ความไม่เหมาะสมของเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร, ศิริพร สิงห์กุม
ความไม่เหมาะสมของเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร, ศิริพร สิงห์กุม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้ประเภทการจ้างงานเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของรัฐ โดยการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น กฎหมายจะกำหนดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้เสียภาษี ได้แก่ การหักค่าใช้จ่าย การหักค่าลดหย่อนตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสะท้อนถึงหลักการที่ว่าเงินได้ที่ได้รับมาล้วนมีต้นทุนในการได้มา และเฉพาะเงินได้หลังจากการหักค่าใช้จ่ายที่จะก่อให้เกิดความสามารถในการเสียภาษีที่แท้จริง ประมวลรัษฎากรได้กำหนดเงินได้ออกเป็น 8 ประเภทตามมาตรา 40 โดยเงินได้ประเภทการจ้างงานและการรับทำงานให้ถูกจัดอยู่ในมาตรา 40 (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน และมาตรา 40 (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ประมวลรัษฎากรได้กำหนดเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายแบ่งตามประเภทของเงินได้ เมื่อพิจารณาเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินแต่ละประเภทแล้ว พบว่าเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) ถึงมาตรา 40 (8) กำหนดให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาโดยไม่ได้มีเพดานขั้นสูงจำกัดจำนวนและผู้เสียภาษียังสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควรได้อีกด้วย ส่วนมาตรา 40 (3) แม้จะมีเพดานขั้นสูงให้หักได้ไม่เกิน 100,000 บาทแต่ผู้เสียภาษีก็สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรได้ ในขณะที่อัตราการหักค่าใช้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ 40 (2) ตามมาตรา 42 ทวิ ซึ่งล่าสุดได้รับการปรับปรุงแก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560 ระบุให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 50 แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท หักได้เฉพาะอัตราเหมาเท่านั้นและยังจำกัดเพดานขั้นสูงที่ให้หักค่าใช้จ่ายได้ แสดงให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันในการกำหนดเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายเงินได้แต่ละประเภท นอกจากนี้ แม้ว่ามีการแก้ไขปรับปรุงอัตราการหักค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว แต่ยังมีความไม่เหมาะสม ขัดต่อหลักการภาษีอากรที่ดีในเรื่องความเป็นธรรม และไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี ทำให้ผู้เสียภาษีที่มีเงินได้ตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไปต้องแบกรับภาระภาษีสูงเกินควร เมื่อศึกษาหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้จากค่าจ้าง เงินเดือนและจากการจ้างงานของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีและประเทศญี่ปุ่น พบว่ามีการกำหนดเกณฑ์ให้หักค่าใช้จ่ายออกจากเงินได้พึงประเมินจากการจ้างงานเช่นเดียวกันกับประเทศไทย แต่ทั้งสองประเทศจะกำหนดอัตราการหักค่าใช้จ่ายแบ่งเป็นขั้นบันไดตามช่วงระดับเงินได้ กล่าวคือ ผู้ที่มีเงินได้น้อยให้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ในอัตราที่สูง เพื่อช่วยลดภาระภาษีเงินได้ของผู้มีเงินได้น้อย ในขณะที่ผู้ที่มีเงินได้ระดับมากขึ้นจะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ในอัตราที่ลดลง ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีเงินได้สูงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการหักค่าใช้จ่ายมากเกินไป เกณฑ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้มีเงินได้ทุกช่วงระดับได้รับการจัดเก็บภาษีที่เหมาะสมและเป็นธรรม ดังนั้น ผู้ศึกษาเห็นว่าควรนำหลักเกณฑ์และอัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบขั้นบันไดตามช่วงระดับเงินได้ตามกฎหมายภาษีของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีและประเทศญี่ปุ่นมาปรับใช้กับการกำหนดอัตราการหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแต่ละระดับเงินได้มากยิ่งขึ้น
แนวทางในการกำหนดเวลาทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะของงานเพื่อความเป็นธรรม :กรณีศึกษาบริษัทสอบบัญชี, ศิริพล นิลวาศ
แนวทางในการกำหนดเวลาทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะของงานเพื่อความเป็นธรรม :กรณีศึกษาบริษัทสอบบัญชี, ศิริพล นิลวาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัดศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการกำหนดเวลาทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะของงานเพื่อความเป็นธรรมของบริษัทสอบบัญชีโดยหลักการกำหนดเวลาในการทำงาน ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นายจ้างสามารถกำหนดเวลาในการทำงานภายใต้กรอบวิธีการกำหนดเวลาในการทำงาน 4 ประเภท ได้แก่ 1.งานทั่วไป 2. งานอันตราย 3. งานที่ไม่อาจกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของการทำงานได้และ 4. การทำงานจากที่บ้านหรือที่พำนัก และการทำงานทางไกล ซึ่งเกิดความไม่เหมาะสมในการกำหนดเวลาในการทำงานของบริษัทสอบบัญชี ที่มีลักษณะงานเฉพาะทางโดยแยกเป็นประเภทงานหลัก ๆ ได้แก่ : 1. งานตรวจสอบบัญชี (Audit): ต้องการความได้สัดส่วนระหว่างการทำงานตามเวลาเปิดปิดของกิจการ และการทำงานที่มีความยืดหยุ่นบางช่วงเวลา 2. งานที่ปรึกษาทางธุรกิจ (Advisory) : ต้องการการทำงานแบบยืดหยุ่นสูง 3. งานสนับสนุนการดำเนินงานภายในองค์กร (Support Functions) : ต้องการทำงานตามเวลาเปิดปิดของกิจการ ผลกระทบจากเวลาในการทำงานไม่สอดรับกับการทำงานที่แท้จริง ในลักษณะของการจัดการเวลาที่ไม่เหมาะสมทำให้พนักงานประสบปัญหาความไม่สมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน โดยหลักแบ่งออกเป็น 3 ประการ ได้แก่ ประการที่ 1 ความไม่สมดุลชีวิตและการทำงาน การจัดการเวลาที่ไม่เหมาะสมทำให้ลูกจ้างต้องใช้เวลาในการทำงานที่มากกว่าปกติอันส่งผลต่อสุขภาพจิตและร่างกาย ประการที่ 2 ความปลอดภัยชีวิตอนามัย ความเครียดสะสมและโรคแทรกซ้อนจากการทำงาน หมดไฟในการทำงาน ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและชีวิตอนามัยที่เพิ่มขึ้นจากการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือการทำงานหนักเกินไป ประการที่ 3 ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เพิ่มข้อผิดพลาด และสร้างความไม่พึงพอใจในงานของพนักงาน ส่งผลต่อคุณภาพของงานและอัตราการลาออกอีกประการหนึ่งจากผลการศึกษาพบว่าในต่างประเทศ แม้ว่ามีการกำหนดเวลาการทำงานในรูปแบบกฎหมายแรงงานแล้ว แต่ยังคงออกแนวปฏิบัติเพื่อให้การทำงานของลูกจ้างสอดคล้องกับการทำงานรูปแบบใหม่ในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการจัดการทำงานแบบยืดหยุ่นทั้งในด้านสถานที่ และเวลา เพื่อให้ลูกจ้างเกิดความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และประโยชน์ทางอ้อมต่อนายจ้างในการประหยัดต้นทุนในการบริหารทรัพยากรบุคคล และในประเทศสิงค์โปร์มีการกำหนดหลักการเฉพาะ โดยกำหนดให้กลุ่มพนักงานจะต้องตกลงเวลาในการทำงานหลัก “Core hours" เพื่อให้การเลือกเวลาของพนักงานได้มีช่วงเวลาในการทำงานพร้อมกัน และเพื่อเป็นคู่มือในการสนับสนุนให้เอกชนจัดทำแนวปฏิบัติในการกำหนดเวลาในการทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะงานของลูกจ้างอย่างราบรื่น
แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพความถูกต้องและเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับนิติบุคคลที่เป็นองค์กรธุรกิจตามร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. …., ศุภกฤต อ่อนปาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้อาชญากรรมทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการฟอกเงิน การหลบเลี่ยงภาษีและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายไม่สามารถปราบปรามให้หมดไปได้ เนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลไม่สามารถหาผู้กระทำผิดที่อยู่เบื้องหลังหรือผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership: BO) จากการที่ผู้กระทำผิดได้อาศัยนิติบุคคลอำพรางความเป็นเจ้าของที่แท้จริงของเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นการฟอกเงิน นอกจากนี้ ตามที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง Asia Pacific Group on Money Laundering มีพันธกรณีตามข้อบังคับที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามข้อแนะนำของ FATF ในการกำหนดมาตรการเพื่อความโปร่งใสและการเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของนิติบุคคล (คำแนะนำข้อที่ 24) โดยกำหนดให้แต่ละประเทศต้องมีมาตรการให้มั่นใจว่าข้อมูล BO มีความเพียงพอ ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน รวมถึงหน่วยงานที่มีอำนาจสามารถเข้าถึงได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม จากผลประเมินปี 2560 ระบุว่าประเทศไทยอยู่ในระดับ “สอดคล้องเพียงบางส่วน" เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากการใช้นิติบุคคลบังหน้าเพื่อการฟอกเงินและไม่มีกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลต้องเปิดเผยข้อมูล BOจากปัญหาข้างต้น ในปี 2565 สำนักงาน ปปง. จึงออกร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. .... โดยกำหนดให้นิติบุคคลต้องรายงานข้อมูล BO ต่อหน่วยงานของรัฐ เพื่อเป็นการส่งเสริมนโยบายด้าน AML/CFT และสร้างความรับรู้แก่สาธารณะว่าบุคคลใดคือ BO นอกจากนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูล BO ในร่างกฎหมายดังกล่าวมีความถูกต้องและเป็นปัจจุบัน จึงกำหนดกลไกการตรวจสอบโดยกำหนดให้ผู้มีหน้าที่แจ้งข้อมูล BO ต้องยืนยันความถูกต้องและเป็นปัจจุบันของข้อมูลต่อสำนักงาน ปปง. ผ่านหน่วยงานกำกับดูแลของนิติบุคคลนั้น ๆ ภายในระยะเวลา 30 วันนับแต่สิ้นปี และหากข้อมูลที่แจ้งไว้มีการเปลี่ยนแปลงให้ผู้มีหน้าที่แจ้งข้อมูลต้องปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันภายใน 30 วันนับแต่ข้อมูลเปลี่ยนแปลง และให้อำนาจสำนักงาน ปปง. ในการเปิดเผยข้อมูล BO แก่ผู้มีหน้าที่รายงานการทำธุรกรรมตามกฎหมาย AML/CFT รวมถึงกำหนดมาตรการลงโทษกรณีไม่ให้ข้อมูล BO หรือรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 500,000 บาท อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. .... แล้ว แต่ยังไม่มีกลไกการตรวจสอบและมาตรการลงโทษที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับผู้กระทำผิดที่ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายและฟอกเงินผ่านนิติบุคคลบังหน้าย่อมไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงเพื่อปิดบังธุรกรรมทางการเงินและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ส่งผลให้ข้อมูลไม่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และไม่สามารถนำข้อมูล BO ของนิติบุคคลไปใช้ป้องกันการฟอกเงินได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายดังนั้น ผู้วิจัยจึงขอเสนอให้นำหลักการตามมาตรฐานสากล เรื่อง หลักความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ รวมถึงกลไกการตรวจสอบและมาตรการลงโทษที่มีประสิทธิภาพของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และอินโดนีเซีย มาปรับใช้กับประเทศไทยเพื่อให้สามารถนำข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของนิติบุคคลที่เป็นองค์กรธุรกิจตามร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. …
การขีดชื่อโดยสมัครใจของนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียนกรณีนิติบุคคลสิ้นสภาพ : แนวทางการสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในกิจการ, สิรวิชญ์ เหาตะวานิช
การขีดชื่อโดยสมัครใจของนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียนกรณีนิติบุคคลสิ้นสภาพ : แนวทางการสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในกิจการ, สิรวิชญ์ เหาตะวานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการสำคัญของการขีดชื่อนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียนในระบบกฎหมายไทย โดยการเปรียบเทียบกับหลักการและแนวปฏิบัติของกฎหมายสหราชอาณาจักร รวมถึงศึกษาผลลัพธ์และบริบทอันเป็นปริมณฑลของการขีดชื่อนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียน ตลอดจนความเหมาะสมในการกำหนดให้มีการขีดชื่อนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียนโดยสมัครใจ จากการศึกษาพบว่า การสิ้นสภาพนิติบุคคลตามกฎหมายไทย สามารถกระทำได้โดยการเลิกกิจการและชำระบัญชีประการหนึ่ง และการขีดชื่อนิติบุคคลออกจากทะเบียนกรณีไม่นำส่งงบการเงินหรือกรณีที่มิได้มีการชำระบัญชีให้สำเร็จอีกประการหนึ่ง อันเป็นเหตุให้นิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจที่มีทรัพย์สินคงเหลืออยู่ไม่มากและจะยุติการประกอบกิจการเกิดปัญหาภาระเกินควรและเป็นการละเมิดสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย นอกจากนี้ เมื่อได้ศึกษาเหตุและกระบวนการที่กฎหมายของสหราชอาณาจักรแตกต่างจากกฎหมายไทยในการสิ้นสภาพนิติบุคคล พบว่า สหราชอาณาจักรมีกระบวนการขีดชื่อออกจากทะเบียนโดยสมัครใจเป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตามเหตุที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนจึงได้พิจารณาถึงสภาพปัญหาและความเหมาะสมในการกำหนดให้มีการขีดชื่อนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียนโดยสมัครใจในประเทศไทย เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาข้างต้น ดังนั้น จึงขอเสนอแนะให้มีการนำกระบวนการขีดชื่อออกจากทะเบียนโดยสมัครใจในประเทศไทย โดยการเพิ่มเติมกระบวนการดังกล่าวในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
แนวทางแก้ไขผลกระทบของการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามเสาหลักที่สอง (Pillar 2) ของความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโยกย้ายกำไร (Base Erosionand Profit Shifting) (Beps) – ศึกษากรณีกิจการที่ได้รบการส่งเสริมการลงทุน, สิริพร สิริจินดาเลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายรูปแบบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและส่งเสริมการจ้างงานในประเทศ รวมทั้งพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ เช่น การยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมทั้งการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบเพื่อการส่งออก โดยหวังว่าการให้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวจะเป็นแรงจูงใจสำคัญให้บริษัทข้ามชาติมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นปัจจุบันอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 20 สามารถยกเว้นหรือปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน อย่างไรก็ตามเมื่อพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป โดยการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มนั้นคำนึงถึงการคำนวณอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มบริษัท ดังนั้นการที่บริษัทได้รับการยกเว้นหรือปรับลดอัตราภาษีจากการส่งเสริมการลงทุน จะส่งผลให้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวไม่สามารถดึงดูดการลงทุนได้ตามที่คาดหวัง การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลให้นักลงทุนพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่า ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกรณีที่ประเทศอื่นมีระบบภาษีที่เอื้อต่อการลงทุนมากกว่า การศึกษามาตรการของประเทศสิงคโปร์และแคนาดาพบว่า ทั้งสองประเทศได้ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม โดยเน้นการให้เครดิตภาษี (Qualified Refundable Tax Credits: QRTC) ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์ OECD ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์คืนเครดิตภาษีจากการลงทุน จากการลงทุนในกิจกรรมเศรษฐกิจมูลค่าสูง ส่วนประเทศแคนาดาให้เครดิตภาษีสำหรับเทคโนโลยีสะอาดและการวิจัยพัฒนา แนวทางนี้ช่วยส่งเสริมการลงทุน พัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และรักษาอัตราภาษีที่แท้จริงไว้ ดังนั้นประเทศไทยควรพิจารณาปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยนำแนวทางการให้เครดิตภาษีจากการลงทุนของประเทศสิงคโปร์และแคนาดามาใช้ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการดึงดูดการลงทุนและยังคงรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว ทั้งนี้การให้เครดิตภาษีจากการลงทุนจะไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาษีส่วนเพิ่ม แต่ยังส่งเสริมการลงทุนในกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนของประเทศด้วย
แนวทางการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากทรัพย์สินทางปัญญา, อนัญญา แสงรุ่งเรืองกิจ
แนวทางการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากทรัพย์สินทางปัญญา, อนัญญา แสงรุ่งเรืองกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่การใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องด้วยทรัพย์สินทางปัญญาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ที่นานาประเทศต่างให้ความสำคัญและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ผู้เขียนทำการศึกษาโดยการวิจัยทางเอกสาร โดยการศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลกฎหมาย และมาตรการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตจากแหล่งที่เชื่อถือและอ้างอิงได้ เพื่อวิเคราะห์ปัญหา และแนวทางในการประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทย ปัจจุบันการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนของประเทศไทยมีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศสิงคโปร์ แต่อัตราการยื่นขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญากลับอยู่ในระดับต่ำ และมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับสองปีที่ผ่านมา ภาพรวมการจัดอันดับโลกด้านปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยก็ต่ำลงติดต่อกันสองปีซ้อน สะท้อนให้เห็นว่านโยบายของภาครัฐยังไม่สามารถดึงดูดให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนตัดสินใจลงทุนพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาและนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญามีดังนี้ (1) การขาดความพร้อมด้านเงินทุนของผู้ประกอบการ (2) การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะในการบริหารจัดการงานวิจัยและพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ (3) งานวิจัยและพัฒนาส่วนมากไม่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคม (4) การส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญายังไม่เพียงพอ (5) ผู้ประกอบการขาดความเข้าใจทรัพย์สินทางปัญญาอย่างแท้จริง และ (6) มาตราการส่งเสริมทางภาษียังไม่ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีในปัจจุบันมุ่งเน้นการให้สิทธิประโยชน์สำหรับค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา และไม่ครอบคลุมช่วงที่การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาสำเร็จและนำมาใช้ประโยชน์ ซึ่งสิทธิประโยชน์ทางภาษีปัจจุบันเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 598) พ.ศ. 2559 คือยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายจริง นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่มีการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาและอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ สามารถได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 13 ปีตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 จากการศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศสิงคโปร์และประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถทางการแข่งขันสูงและสามารถนำงานวิจัยและพัฒนามาปรับใช้สร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างโดดเด่น พบว่าทั้งสองประเทศมีนโยบายทางภาษีที่สนับสนุนครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาจนถึงภายหลังระยะเวลาที่ทรัพย์สินทางปัญญาถูกสร้างสำเร็จแล้ว โดยการลดอัตราภาษีสำหรับรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งสามารถสร้างแรงจูงใจต่อผู้ประกอบการในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์ในประเทศได้นอกเหนือจากการสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเพียงอย่างเดียว ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์รายได้ที่สามารถใช้สิทธิได้จะเป็นไปตามสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการวิจัยและพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญานั้น โดยเป็นไปตามแนวทางสากล Nexus approach ที่ประกาศโดย OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ทำให้นโยบายการส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญานี้มีความโปร่งใสและไม่เป็นภัย ดังนั้นหากประเทศไทยสามารถนำสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้โดยการพิจารณาลดอัตราภาษีสำหรับรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา และการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่สอดคล้องกับแนวทางสากล จะสามารถช่วยบรรเทาภาระภาษีของผู้ประกอบการและจูงใจให้เกิดการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและนวัตกรรมในภาคธุรกิจ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
แนวทางการปรับปรุงกฎหมายศุลกากรเกี่ยวกับคำวินิจฉัยล่วงหน้าในประเทศไทย, อารียา ตระการภาสกุล
แนวทางการปรับปรุงกฎหมายศุลกากรเกี่ยวกับคำวินิจฉัยล่วงหน้าในประเทศไทย, อารียา ตระการภาสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การให้คำวินิจฉัยล่วงหน้า (Advance Ruling) ถือเป็นกลไกสำคัญในการลดอุปสรรคและข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นในกระบวนการศุลกากร โดยผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าสามารถช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าและทำให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินต้นทุนก่อนการดำเนินการนำเข้าสินค้าได้ และลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ ท่าที่ตรวจปล่อยสินค้า แต่กฎหมายศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าของประเทศไทยนั้น ยังคงมีความจำกัดในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น ปัญหาการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าของศุลกากรไทยไม่ครอบคลุมการอำนวยความสะดวก ด้านศุลกากร ปัญหาภาระการดำเนินการต่ออายุคำวินิจฉัยล่วงหน้า และปัญหาการออกผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าในรูปแบบกระดาษ ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้ปฏิบัติงานจากการศึกษาหลักการเกี่ยวกับการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าจากความตกลงระหว่างประเทศ ได้แก่ ความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation Agreement: TFA) อนุสัญญาว่าด้วยพิธีการศุลกากรที่เรียบง่ายและสอดคล้องกัน (International Convention on the Simplification and Harmonization of Customs Procedure) ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) และ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) โดยความตกลงและอนุสัญญาข้างต้นเน้นให้ประเทศภาคีจะต้องกำหนดเรื่องการจำแนกพิกัดอัตราศุลกากร และ/หรือ ถิ่นกำเนิดสินค้า และ/หรือ ราคาศุลกากร เป็นอย่างน้อย มีการกำหนดว่าระยะเวลาผูกพันของผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าต้องมีระยะเวลาที่สมเหตุสมผลและชัดเจน โดยในความตกลง ATIGA และ RCEP กำหนดให้ผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าต้องมีผลบังคับใช้อย่างน้อย 3 ปีนับจากวันที่ออกคำวินิจฉัย และไม่มีการกำหนดเกี่ยวกับรูปแบบในการออกผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าเมื่อศึกษากฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ แล้วพบว่าขอบเขต การให้คำวินิจฉัยของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างของการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าที่มีความหลากหลายและครอบคลุมเรื่องทางศุลกากร การไม่กำหนดระยะเวลาผูกพันของคำวินิจฉัยล่วงหน้าของสหรัฐอเมริกาและข้อกำหนดที่สามารถขอต่ออายุผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าได้ของมาเลเซียและเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างของการให้ความยืดหยุ่นของกฎหมายศุลกากรที่จะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ และการสนับสนุนการออกผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างของประเทศที่พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้รองรับกับข้อกฎหมายเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคทางการค้าดังนั้นหากประเทศไทยดำเนินการปรับปรุงระบบการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้า โดยขยายขอบเขตของการให้คำวินิจฉัยให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร และขยายระยะเวลาผลผูกพันของคำวินิจฉัยล่วงหน้าหรือเพิ่มทางเลือกให้สามารถต่ออายุผลคำวินิจฉัยลวงหน้าได้ รวมถึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกคำวินิจฉัยให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบพิธีการศุลกากรอื่น ๆ ได้ แนวทางเหล่านี้นอกจากจะสอดคล้องกับหลักการอำนวยความสะดวกทางการค้า สนับสนุนการค้าเสรีของอนุสัญญาและความตกลงระหว่างประเทศแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในระบบศุลกากรของประเทศไทยในเวทีสากล และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในฐานะประเทศที่มีระบบการดำเนินพิธีการศุลกากรที่มีมาตรฐาน โปร่งใส สะดวก ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพ
ผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย, ไอลดา ศิริสิงห์
ผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย, ไอลดา ศิริสิงห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมไทย โดยศึกษาผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบเชิงลบให้กับกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมผู้มีส่วนได้เสียต่อสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชนและเศรษฐกิจภายในประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นก็ส่งผลกระทบมหาศาลต่อธุรกิจในอุตสาหกรรมบริการ สภาพอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่โรงแรมต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่วัสดุก่อสร้างไปจนถึงวัตถุดิบอาหาร ตลอดจนพลังงานและต้นทุน operation การดำเนินกิจการ และการเติบโตของอุตสาหกรรมทั้งหมดประเทศไทยคือจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวชั้นนำของโลกที่มีธรรมชาติ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ การบริการต้อนรับ และทำเลที่เหมาะสมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี พ.ศ.2560 ประเทศไทยได้รับความนิยมเป็นอันดับ 10 ของโลก และมีรายได้จากกิจกรรมการท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 4 ในปี พ.ศ.2561 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยว 38.27 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 จากปี พ.ศ.2560 ในปี พ.ศ. 2559 รายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็นร้อยละ 17.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังเป็นแหล่งงานมากกว่า 4.2 ล้านงาน หรือร้อยละ 11 ของการจ้างงานในประเทศทั้งหมดจากการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังขาดความตระหนักรู้ในการเตรียมความพร้อมกับกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะเข้ามามีบทบาท ทั้งกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ และข้อกำหนด ในการรายงานการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและประเภทก๊าซที่นำมาประเมินการปล่อย การตรวจวัดปริมาณการปล่อย การทวนสอบรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการนำส่งรายงานก๊าซเรือนกระจก กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นการปิดโอกาสธุรกิจรายเล็กในประเทศไทย หรือผู้ประกอบการในระดับ SMEs แต่จะเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยปรับตัวสู่ความยั่งยืน และก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตแม้ว่ากฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการดำเนินงานให้กับผู้ประกอบการ ทั้งค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวกับการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดเก็บภาษีคาร์บอนตามกฎหมาย ดังนั้น จึงเห็นควรให้รัฐ กำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาพรวมขององค์กรที่ถูกควบคุมทั้งหมด เพื่อช่วยให้องค์กรอุตสาหกรรม และธุรกิจสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว
มาตรการส่งเสริมการมีตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนในประเทศไทย, รัสรินทร์ ตันตราชัย
มาตรการส่งเสริมการมีตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนในประเทศไทย, รัสรินทร์ ตันตราชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดการภาษีในประเทศไทยยังคงเผชิญกับความซับซ้อนของกฎหมายและกระบวนการยื่นแบบภาษี ซึ่งส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดและความเสี่ยงในการถูกลงโทษทางกฎหมาย ปัจจุบัน ระบบภาษีของไทยยังขาดมาตรการที่ส่งเสริมและควบคุมตัวแทนภาษีในระดับบุคคลที่ชัดเจน การพัฒนาระบบตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนจึงมีความสำคัญในการเพิ่มความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของระบบภาษี โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เสียภาษีต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญในการจัดการภาษีอย่างถูกต้องและครบถ้วนงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์มาตรการส่งเสริมการมีตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนในประเทศไทย โดยพิจารณาแนวคิดเกี่ยวกับการเพิ่มความน่าเชื่อถือของตัวแทนภาษี ศึกษามาตรการตัวแทนภาษีที่ใช้ในประเทศไทย เปรียบเทียบกับมาตรการตัวแทนภาษีในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นระบบขึ้นทะเบียนตัวแทนภาษี แบ่งเป็น 3 ประเภท (1) ตัวแทนที่ลงทะเบียน โดยผ่านการสอบหรือมีประสบการณ์การทำงานกับกรมสรรพากรตามกำหนด (2) ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต และ (3) ทนายความ มีสิทธิในการเป็นตัวแทนต่อหน้ากรมสรรพากรได้อย่างไม่จำกัด (Unlimited representation rights) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีที่มีคุณสมบัติเหล่านี้สามารถเป็นตัวแทนลูกค้าในเรื่องใดก็ได้ ตั้งแต่การยื่นแบบ การให้คำปรึกษา รวมทั้งการตรวจสอบ ปัญหาการชำระเงิน/การจัดเก็บ การอุทธรณ์ และการเป็นตัวแทนในศาล ผลการศึกษาพบว่าในประเทศไทยแม้ว่ากรมสรรพากรจะมีการกำหนดบทบาทของสำนักงานบัญชีตัวแทนที่ได้รับอนุญาตให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีในนามของผู้เสียภาษี แต่บทบาทดังกล่าวยังคงจำกัดอยู่ในรูปแบบองค์กร โดยไม่มีการรับรองตัวแทนภาษีที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในระดับบุคคลที่ครอบคลุมและเป็นมาตรฐาน การเพิ่มระบบการขึ้นทะเบียนตัวแทนภาษีสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่ตัวแทนภาษี ช่วยลดข้อผิดพลาดในการยื่นแบบภาษี อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษีเพื่อเป็นทางเลือกในการยื่นแบบผ่านตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียน และสร้างความมั่นใจในกระบวนการจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพบทสรุปจากการวิเคราะห์มาตรการส่งเสริมการมีตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนในประเทศไทย ผู้เขียนเห็นว่า รัฐควรสนับสนุนออกประกาศคำสั่งกรมสรรพากรโดยอาศัยอำนาจตามความในประมวลรัษฎากร โดยเหตุที่การจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรอยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร ทั้งนี้ ตามมาตรา 5 แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อให้การควบคุมและกำกับดูแลการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนซึ่งมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดสามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระ หรือดำเนินการอื่นใดตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดในนามของผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้
ปัญหาการรับรู้รายได้เพื่อการคำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร:ศึกษากรณีรายได้จากการให้บริการของธุรกิจให้บริการคลาวด์ (Cloud), ธีรารัตน์ นิธิสันถวะคุปต์
ปัญหาการรับรู้รายได้เพื่อการคำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร:ศึกษากรณีรายได้จากการให้บริการของธุรกิจให้บริการคลาวด์ (Cloud), ธีรารัตน์ นิธิสันถวะคุปต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด และหลักการรับรู้รายการรายได้ธุรกิจให้บริการการประมวลผลแบบคลาวด์ตามมาตรฐานการบัญชี และตามประมวลรัษฎากรของประเทศไทย และเปรียบเทียบกับกฎหมายภาษีอากรของต่างประเทศ รวมทั้งมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่ถูกใช้ในการอ้างอิง และเพื่อการวิเคราะห์ประเด็นปัญหา หรืออุปสรรคในการรับรู้รายการรายได้ของธุรกิจให้บริการการประมวลผลแบบคลาวด์ตามประมวลรัษฎากรในการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย รวมทั้งเพื่อศึกษา และเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุง กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือแนวทางในการปฏิบัติการรับรู้รายการรายได้ของธุรกิจให้บริการการประมวลผลแบบคลาวด์เพื่อใช้ในการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลให้สอดคล้องกับแนวคิดการจัดเก็บภาษีอากรที่ดีซึ่งจะช่วยให้กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง และเป็นธรรมกับผู้เสียภาษี และเพื่อให้สอดคล้องกับการรับรู้รายได้ตามมาตรฐานการบัญชี ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 จากการศึกษาพบว่าการรับรู้รายการรายได้ธุรกิจให้บริการการประมวลผลแบบคลาวด์ โดยใช้เกณฑ์สิทธิของธุรกิจให้บริการการประมวลผลแบบคลาวด์ตามประมวลรัษฎากรไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 มาตรฐานการรายงานทางการเงิน และลักษณะภาษีอากรที่ดี ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียภาษี และขัดต่อหลักความแน่นอนตามแนวคิดการจัดเก็บภาษีอากรที่ดี จึงจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป ดังนั้น บทสรุปของการศึกษานี้ ผู้ศึกษาวิจัยจึงเสนอแนะโดยนำหลักการรับรู้รายการรายได้เพื่อการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศสหรัฐอเมริกามาเป็นแนวทางในการแก้ไข โดยให้มีการแก้ไขหลักเกณฑ์โดยการออกคำสั่งสรรพากรเพื่อแก้ไขแนวปฏิบัติในการรับรู้รายการรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรายได้ค่าบริการที่มีการเรียกเก็บเงินล่วงหน้า ข้อ 2 (1) แห่งคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.73/2541 การให้เช่าทรัพย์สิน หรือการให้บริการอื่น ในส่วนของหลักการรับรู้รายการรายได้ธุรกิจให้บริการให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป และก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษี และหลักความแน่นอนตามแนวคิดการจัดเก็บภาษีอากรที่ดี รวมทั้งไม่ทำให้เกิดปัญหาความไม่สอดคล้องกันระหว่างการรับรู้รายการรายได้ และรายจ่ายตามมาตรฐานการบัญชี ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 กับการรับรู้รายการรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรอันจะช่วยทำให้ภาครัฐได้รับรายได้ภาษีอากรที่ถูกต้อง ครบถ้วน สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดข้อพิพาทระหว่างรัฐ และผู้เสียภาษีอีกด้วย
แนวทางการกำหนดหลักการเสียภาษีนำเข้าของจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขันตามกฎหมายศุลกากรไทย, สรัช เพิ่มยงค์
แนวทางการกำหนดหลักการเสียภาษีนำเข้าของจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขันตามกฎหมายศุลกากรไทย, สรัช เพิ่มยงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการนำเข้าจักรยานสองล้อเข้ามาในประเทศไทยมีพิกัดศุลกากรที่ต้องสำแดงแบ่งออกเป็น 4 พิกัด คือ รถจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขัน (8712.00.10) อัตราอากรร้อยละ 1 รถจักรยานสองล้อที่ออกแบบเพื่อให้เด็กขับขี่ (8712.00.20) อัตราอากรร้อยละ 30 รถจักรยานสองล้ออื่นๆ (8712.00.30) อัตราอากรร้อยละ 30 และ อื่นๆ (8712.00.90) อัตราอากรร้อยละ 30 ซึ่งเห็นได้ว่า อัตราอากรของจักรยานชนิดที่ใช้แข่งขันมีอัตราที่ต่ำที่สุด โดยการนำเข้าจักรยานชนิดนี้เป็นที่นิยมมาก แต่ในพิกัดดังกล่าวมีการกำหนดคำนิยามของจักรยานสองล้อดังกล่าวเพียงว่า “ชนิดที่ใช้แข่งขัน" ในกฎหมายศุลกากร แต่เดิมการนำเข้าจักรยานสองล้อในประเทศไทยมีเพียงพิกัดเดียวคือจักรยานสองล้อที่ไม่มีมอเตอร์ขับเคลื่อน (8712.00) อัตราอากรร้อยละ 40 ต่อมาเกิดการรวมตัวของกลุ่มผู้นำเข้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แล้วมาร้องขอต่อกระทรวงการคลัง ให้มีการพิจารณาปรับลดอากรนำเข้าของจักรยานสองล้อ เพื่อส่งเสริมการใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทาง เพราะนอกจากจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังช่วยลดมลภาวะ รักษาสิ่งแวดล้อม ลดปัญหาการจราจรติดขัด และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งผลการพิจารณาคือมีการปรับลดอากรนำเข้าจักรยานสองล้อ โดยยังคงพิกัดจักรยานอื่นๆไว้ เนื่องจากต้องการปกป้องอุตสาหกรรมจักรยานสองล้อที่ผลิตในประเทศไว้ และเพิ่มพิกัดจักรยานชนิดที่ใช้แข่งขันขึ้นอีกหนึ่งพิกัด หลังมีการเพิ่มพิกัดจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขัน (8712.00.10) แล้ว ในช่วงแรกยังไม่มีอุปสรรคในการนำเข้า เพราะเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่พิจารณายังเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของการลดอากรดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่ภายหลังความเข้าใจดังกล่าวก็เปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนหน้าที่รับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ จึงเกิดการใช้ดุลยพินิจพิจารณาความเป็นจักรยานชนิดที่ใช้แข่งขันหรือไม่ จึงเป็นปัญหาขึ้นระหว่างศุลกากรกับผู้นำเข้าเรื่อยมา ต่อมาสำนักพิกัดกรมศุลกากรได้มีแนวทางการแก้ปัญหาการแบ่งแยกระหว่างพิกัดจักรยานทั่วไปกับจักรยานชนิดที่ใช้แข่งขัน โดยการขอให้สมาคมจักรยานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นผู้พิจารณารับรองรายละเอียดจักรยานชนิดที่ใช้แข่งขัน ดังกล่าว อย่างไรก็ตามการให้สมาคมจักรยานฯ รับรองพิกัดจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขันก็ยังประสบปัญหาในทางปฏิบัติอีก เพราะสมาคมฯจะยึดถือเฉพาะจักรยานชนิดที่ใช้แข่งขันในแบบของ UCIเท่านั้น แท้ที่จริงจักรยานที่มีคุณภาพดี ที่ใช้อะไหล่ อุปกรณ์ ทันสมัย เช่นเดียวกับจักรยานชนิดที่ใช้แข่งขันก็มีอยู่อีกมาก แต่กลับไม่ได้รับการรับรอง และกระบวนการการนำเข้าเกิดความล่าช้า มีความซ้ำซ้อน มีค่าใช้จ่ายสูง และอาจเกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้นำเข้าบางรายที่ต่างก็นำเข้าจักรยานชนิดเดียวกันที่สมาคมฯไม่ยอมรับรอง ดังนั้นการนำเข้าจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขันตามกฎหมายศุลกากรไทย จึงประสบปัญหา ส่งผลให้เกิดความผิดพลาดในการตีความและใช้ดุลยพินิจ นำไปสู่การจัดเก็บอากรที่ผิดพลาด อีกทั้งการไม่มีคำนิยาม คำอธิบาย ดังกล่าว ส่งผลให้เกิดปัญหาการตีความที่ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของการปรับลดอากรที่แท้จริง เอกัตศึกษาฉบับนี้ได้ใช้วิธีการศึกษาหาแนวทางแก้ปัญหาการไม่มีคำนิยามของจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขัน ซึ่งส่งผลต่อการนำเข้าจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขันตามกฎหมายศุลกากรไทย โดยการวิเคราะห์และเปรียบเทียบระหว่างการนำเข้าจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขันของประเทศไทยกับต่างประเทศ ซึ่งได้แก่ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (ประเทศเนเธอร์แลนด์และประเทศฝรั่งเศส) และประเทศเวียดนาม จากการศึกษาพบว่ากฎหมายศุลกากรของประเทศเนเธอร์แลนด์และฝรั่งเศส ซึ่งมีการนำเข้าจักรยานที่มีลักษณะและคุณภาพที่หลากหลายเป็นจำนวนมาก จะมีพิกัดศุลกากรของจักรยานสองล้อเพียงพิกัดเดียว แม้จะมีผู้ผลิตจักรยานคุณภาพสูงภายในประเทศ เพื่อส่งเสริมการใช้จักรยานที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ขณะที่การนำเข้าจักรยานสองล้อตามกฎหมายศุลกากรประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่มีการผลิตจักรยานสองล้อทั่วไปเพื่อใช้เป็นพาหนะรวมถึงมีการนำเข้าจักรยานสองล้อจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเริ่มมีการนำเข้าจักรยานคุณภาพสูงตามตลาดที่เติบโตมากขึ้น มีการแยกพิกัดชนิดที่ใช้แข่งขัน โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรใช้ดุลยพินิจพิจารณาในการเสียภาษีนำเข้ารถจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขัน คือ …
การศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนามในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, จิตรกัญญา กัลยาณมิตร
การศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนามในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, จิตรกัญญา กัลยาณมิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายของไทยและเวียดนาม ตลอดจนปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งเสริมการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และเพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของกฎหมายของไทยและเวียดนาม ตลอดจนปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งเสริมการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ศึกษาได้เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 กับกฎหมายการลงทุน ปี พ.ศ. 2563 (The Law on Investment 2020) ของเวียดนาม รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งเสริมการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยและเวียดนาม ได้แก่ ความตกลงการค้าเสรี สัญญาว่าด้วยการเก็บภาษีซ้อน อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เสถียรภาพทางการเมือง ประชากร และภูมิศาสตร์ เพื่อทราบความแตกต่างของกฎหมายของไทยและเวียดนาม ตลอดจนปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งเสริมการลงทุนทางตรงต่างประเทศของไทยในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อได้แนวทางในการส่งเสริมการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า มาตรการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยและประเทศเวียดนามในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีความแตกต่างกัน โดยมาตรการส่งเสริมการลงทุนของเวียดนามในบางเรื่องให้สิทธิประโยชน์มากกว่ามาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทย นอกจากนี้ เวียดนามยังมีความได้เปรียบในปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งเสริมการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย ปัจจัยเหล่านั้นได้แก่ การจัดทำความตกลงการค้าเสรี อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เสถียรภาพทางการเมือง และประชากร
แนวทางในการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไรในการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้น : ศึกษาเฉพาะกรณีบุคคลธรรมดา, วรัญญา เจตสินไพศาล
แนวทางในการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไรในการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้น : ศึกษาเฉพาะกรณีบุคคลธรรมดา, วรัญญา เจตสินไพศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การลงทุนในหุ้น เป็นหนึ่งในวิธีการลงทุนที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อง่ายขายคล่องและมักได้รับผลตอบแทนในระดับที่น่าพึงพอใจ ในการลงทุนใดๆ ทุกคนย่อมคาดหวังกำไรจากการลงทุนเป็นปกติ แต่ในหลายๆสถานการณ์ การขาดทุนก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นในประเทศไทยในปัจจุบัน บุคคลธรรมดาอาจต้องเสียภาษีมากกว่าความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นจริง เอกัตศึกษาฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้นสำหรับการขายหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์ในกรณีที่มีผลขาดทุนของบุคคลธรรมดาตามกฎหมายไทย ศึกษาหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้นในกรณีที่มีผลขาดทุนของบุคคลธรรมดาตามกฎหมายต่างประเทศและแนวทางในการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไร วิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยในกำหนดแนวทางในการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไรในการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้น จากการศึกษาเปรียบเทียบ พบว่าประเทศไทยไม่อนุญาตให้บุคคลธรรมดานำผลขาดทุนมาหักลบออกจากผลกำไรได้ ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่นกำหนดให้บุคคลธรรมดาสามารถนำผลขาดทุนที่เกิดขึ้นมาหักลบออกจากผลกำไรได้ อีกทั้งยังมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการนำผลขาดทุนสะสมไปปีถัดไปและข้อห้ามในการนำผลขาดทุนมาหักลบกำไรบางประการ ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรพิจารณาปรับแก้กฎหมายภาษีเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้นในกรณีที่มีผลขาดทุนสำหรับการขายหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์ ให้สามารถนำผลขาดทุนที่เกิดขึ้นมาหักลบออกจากผลกำไรและนำผลขาดทุนสะสมไปปีถัดไปได้โดยมีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันไประหว่างหุ้นสองประเภท แต่เพื่อไม่ให้เกิดการใช้ประโยชน์จากการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไรในทางที่ผิด จึงควรพิจารณาถึงข้อห้ามในการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไร ตลอดจนอำนาจในการตรวจสอบและประเมินโทษปรับของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นจริง
การศึกษาผลกระทบของข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย, บัณฑิต อัสสวุฒิ
การศึกษาผลกระทบของข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย, บัณฑิต อัสสวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้ ได้ทำการศึกษาผลกระทบของข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย เฉพาะในบทบัญญัติ ข้อ 14 ของประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน (กตท.) ที่ ทจ.49/2555 เรื่อง การออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ สำหรับกรณีศึกษาถึงผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของกองทรัสต์ SHREIT ในช่วงที่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ซึ่งทำให้หลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินสำหรับกองทรัสต์ที่บังคับใช้ในปัจจุบันเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการกองทรัสต์ ผู้ศึกษาได้นำเอาหลักการและแนวคิดทางกฎหมาย ความเป็นมาของทรัสต์ที่มีจุดเริ่มต้นจากระบบคอมมอนลอว์ (Common law) ของประเทศอังกฤษ ความเป็นมาของทรัสต์และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย รวมถึงความเป็นมาของหลักเกณฑ์ข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์ และได้นำหลักการความรู้ทางการเงินที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักการบริหารความเสี่ยง เครื่องมือชี้วัดทางการเงิน หลักการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) เป็นต้น เพื่อนำมาบูรณาการให้มีความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่ใช้บังคับกับกองทรัสต์ นอกจากนี้ ผู้ศึกษาได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับข้อจำกัดของการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ ซึ่งมีรายละเอียดในบทที่ 3 ทั้งหมด 10 ประเทศ จาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ กลุ่มภูมิภาคในแถบยุโรป ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กลุ่มภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลาง และภูมิภาคอเมริกา และได้นำหลักเกณฑ์ของต่างประเทศที่ทำการศึกษานั้น มาพิจารณาเพื่อจำแนกหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินของประเทศและพบว่าหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินประกอบด้วย 4 หลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้ศึกษาได้นำหลักเกณฑ์ที่จำแนกมาใช้เพื่อเป็นหลักในการวิเคราะห์ในบทที่ 4 ต่อไป ทั้งนี้ ผู้ศึกษาได้วิเคราะห์ถึงประเด็นปัญหาของข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์ในปัจจุบัน และวิเคราะห์ถึงต้นทุน-ผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis) ของหลักเกณฑ์จากต่างประเทศแต่ละรูปแบบ เพื่อให้สามารถพิจารณาในประเด็นปัญหาและผลกระทบของหลักเกณฑ์ที่บังคับใช้ในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน และนำข้อสังเกตของแต่ละหลักเกณฑ์จากต่างประเทศที่จำแนกไว้มาใช้ในการเทียบเคียงกับหลักเกณฑ์ของประเทศไทย เพื่อนำไปสู่แนวทางในการปรับปรุงหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินของกองทรัสต์ในประเทศไทย ให้มีความทันต่อยุคสมัย และเหมาะกับบริบทของประเทศไทย ตามวัตถุประสงค์และประโยชน์ที่จะได้รับของเอกัตศึกษาฉบับนี้ ดังนั้น ในบทที่ 5 ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับบทสรุปและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมาย โดยผู้ศึกษาจึงได้เสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์ของการกู้ยืมเงิน เนื่องจากหลักเกณฑ์ข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์ในประเทศไทยที่มีความเข้มงวดและยังขาดความยืดหยุ่น โดยเสนอให้แก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์ใน ข้อ 14 ของประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 49/2555 เรื่อง การออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
มาตรการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบโดยการเสริมสร้างศักยภาพในการพิจารณาสินเชื่อและบริหารจัดการของกองทุนหมู่บ้าน, ธาม สมุทรานนท์
มาตรการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบโดยการเสริมสร้างศักยภาพในการพิจารณาสินเชื่อและบริหารจัดการของกองทุนหมู่บ้าน, ธาม สมุทรานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยนั้นประสบปัญหาหนี้นอกระบบในวงกว้าง ผู้ได้รับผลกระทบปัญหานี้โดยตรงคือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชนบทและชุมชนแออัดในเมืองใหญ่ กลุ่มคนเหล่านี้ต้องทนที่จะกู้หนี้ยืมสินมาในอัตราดอกเบี้ยที่สูงถึงร้อยละยี่สิบต่อเดือน เพื่อนำเอามาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสูงมาก จึงทำให้ไม่สามารถหาเงินมาใช้คืนง่ายๆ ต้องติดอยู่ในวงจรอุบาว์แห่งการกู้หนี้ยืมสินไม่เรื่อยๆ ในขณะที่หากไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นได้ทันตามกรอบเวลาที่เจ้าหนี้นอกระบบกำหนด ก็จะถูกข่มขู่หรือทำร้ายร่างกาย ผู้มีรายได้น้อยไม่มีทางเลือกอื่นนัก เนื่องจากหากจะไม่ยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินในระบบ เช่น ธนาคารพาณิชย์ก็มักจะโดนปฏิเสธสินเชื่อ เนื่องจากสถาบันการเงินในระบบต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 อย่างเคร่งครัด ทำให้จำเป็นจะต้องมีข้อพิจารณาจำนวนมาก ก่อนที่จะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ ผู้มีรายได้น้อยที่ไปยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ จำเป็นจะต้องยื่นเอกสารแสดงหลักฐานทางการเงินที่เป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึงยื่นหลักประกันที่เป็นสินทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากไม่อาจแสดงหลักฐานดังกล่าวได้สิ่งเหล่านี้ ธนาคารพาณิชย์จึงไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อแก่ผู้มีรายได้น้อยดังกล่าวได้ เพราะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงในการให้สินเชื่อที่พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 กำหนดมาอย่างเคร่งครัด อีกประการหนึ่งที่สำคัญ ธนาคารพาณิชย์ไม่มีสาขาย่อยลงไปถึงระดับหมู่บ้าน ประชาชนที่มีรายได้น้อยจะต้องเสียค่าเดินทางจำนวนมากเพื่อเข้าเมืองไปติดต่อธนาคาร จึงเป็นอีกสาเหตุที่ประชาชนกลุ่มนี้ไม่ประสงค์จะใช้บริการธนาคารพาณิชย์ เพื่อลดปัญหาหนี้นอกระบบและช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น รัฐบาลไทยจึงได้จัดตั้งกองทุนหมู่บ้านขึ้นในปี พ.ศ. 2544 โดยถือเป็นสถาบันการเงินรายย่อย เพื่อให้เป็นแหล่งทุนสำหรับชาวบ้านผู้มีรายได้น้อยโดยมีเงื่อนไขในการพิจารณาสินเชื่อที่แตกต่างไปจากการพิจารณาให้สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ คือสถาบันการเงินรายย่อยมีจุดประสงค์ในการในการช่วยเหลือให้ผู้มีรายได้น้อย เข้าถึงสินเชื่อได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าท้องตลาด และลดกระบวนการพิจารณาสินเชื่อให้เอื้อต่อวิถีชีวิตผู้มีรายได้น้อยไม่ว่าจะเป็น การไม่ขอเอกสารทางการเงินที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือการไม่เรียกหลักประกัน เป็นต้น กองทุนหมู่บ้านของประเทศไทยยังขาดศักยภาพในการพิจารณาสินเชื่อและบริหารจัดการเมื่อเปรียบเทียบกับจากสถาบันการเงินต่างประเทศได้แก่องค์กรการเงินรายย่อยและธนาคารเพื่อการพัฒนาชุมชนที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศบังกลาเทศ (Grameen Bank) และธนาคารรักยัตในประเทศอินโดนีเซีย (PT Bank Rakyat Indonesia Tbk) จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับหลักหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดที่พัฒนาขึ้นจากการศึกษาและวิเคราะห์ในเชิงเปรียบเทียบแล้ว กองทุนหมู่บ้านของประเทศไทยได้คะแนนการประเมินเพียงร้อยละ 45.81 % จากเกณฑ์การวัดคุณลักษณะของสถาบันการเงินรายย่อยที่ดี โดยมีข้อจำกัดประการสำคัญคือข้อจำกัดจากคุณภาพและศักยภาพของบุคลากรของกองทุนหมู่บ้าน ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอให้มีการแก้ไขด้วยการแก้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และปรับปรุงเพิ่มเติมแนวทางปฏิบัติของกองทุน โดยรัฐควรจัดหาเงินทุนสนับสนุนให้ในระยะแรก เพื่อให้สามารถจ้างพนักงานได้ สถาบันการเงินรายย่อยที่ถูกบริหารโดยพนักงานมืออาชีพที่มีค่าตอบแทนชัดเจนหมู่บ้าน เพิ่มให้คณะกรรมการทำการรายงานผลดำเนินการกองทุนในทุกๆ ไตรมาส ไม่ใช่ปีละ 1 ครั้งเหมือนเก่า แต่เป็นปีละ 4 ครั้ง กองทุนหมู่บ้านควรจะแก้ปัญหาหนี้สูญด้วยการวางระบบการบริหารสินเชื่อให้รัดกุมมากขึ้น โดยสามารถเริ่มจากการนำการปล่อยกู้แบบกลุ่ม โดยอาจนำเอาตามแนวทางโมเดลของธนาคารกรามีนมาประยุกต์ใช้ ประยุกต์การปล่อยกู้แบบกลุ่มและใช้แรงกดดันทางสังคมเป็นหลักประกันทางเลือก แต่จะต้องทำแบบสอบถามในรูปแบบคล้ายคลึงกับที่ธนาคาร BRI ทำ ซึ่งเป็นแบบสอบถามความกลุ่มลูกค้าเป้าหมายธนาคารว่าต้องการให้สินเขื่อมีรูปแบบและเงื่อนไขอย่างไรบ้างถึงจะเหมาะสม และเพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการผลักดันให้กองทุนหมู่บ้านอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง รัฐบาลไทยควรจะยกระดับกองทุนหมู่บ้านให้แปรสถานะเป็นธนาคารรัฐวิสาหกิจ
แนวทางในการกำกับดูแลการออกแบบเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่เป็นรูปแบบการค้ามืด (Dark Patterns) ต่อผู้บริโภค, กษิณา เด่นสุริยพรม
แนวทางในการกำกับดูแลการออกแบบเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่เป็นรูปแบบการค้ามืด (Dark Patterns) ต่อผู้บริโภค, กษิณา เด่นสุริยพรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคด้านการโฆษณาในรูปแบบการค้ามืด (Dark Patterns) ที่เป็นการชักจูงให้ผู้บริโภคกระทำหรือตัดสินใจในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคเองหรือเป็นการจำกัดสิทธิการตัดสินใจของผู้บริโภค โดยการออกแบบเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันในรูปแบบของ Dark Patterns มีทั้งหมด 5 รูปแบบ ได้แก่ Nagging (การสร้างความรำคาญ), Obstruction (การขัดขวาง), Sneaking (การแอบซ่อน), Interface Interference (การแทรกแซง) และ Forced Action (การกระทำโดยบังคับ) โดยในแต่ละรูปแบบมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจตามที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องการ ปัจจุบันการซื้อขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เป็นการซื้อขายผ่านหน้าร้านค้าไปสู่การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำให้ต้องมีการปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยให้มีความชัดเจนเพียงพอและให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องนี้ จึงสมควรกำหนดแนวทางหรือบทบัญญัติของกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคในการควบคุมการโฆษณาในรูปแบบของ Dark Patterns จากผลการศึกษาพบว่าในต่างประเทศมีมาตรการทางกฎหมายที่ชัดเจนในการควบคุมการโฆษณาในทุกรูปแบบของ Dark Patterns และมีบทลงโทษเพื่อเยียวยาผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยผู้วิจัยจึงได้เสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมในการคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เป็นรูปแบบการค้ามืด (Dark Patterns) และเสนอให้มีการแก้ไขบทบัญญัติในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ให้ชัดเจนเพียงพอในการกำกับดูแลการออกแบบเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคด้านการโฆษณาของประเทศไทย
แนวทางในการปรับปรุงหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการอนุญาตจดทะเบียนรถยนต์สามล้อ, จีรัฐติกุล งามจรรยาภรณ์
แนวทางในการปรับปรุงหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการอนุญาตจดทะเบียนรถยนต์สามล้อ, จีรัฐติกุล งามจรรยาภรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมาย หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตจดทะเบียนรถยนต์สามล้อในปัจจุบัน ปัญหา และข้อจำกัดรวมถึงผลกระทบที่ได้รับจากกฎหมายหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตจดทะเบียนรถยนต์สามล้อในปัจจุบัน ตลอดจนศึกษาและวิเคราะห์ และเปรียบเทียบลักษณะโครงสร้าง ลักษณะการใช้งานตามประโยชน์ใช้สอย และสถิติอุบัติเหตุทางการจราจร เพื่อเสนอแนวทางในการพิจารณานำสู่การปรับปรุงกฎหมาย หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตจดทะเบียนรถยนต์สามล้อ จากการวิเคราะห์คุณสมบัติ และลักษณะโครงสร้าง ของรถยนต์สามล้อมีความแข็งแรง และสามารถบรรทุกสินค้า หรือผู้โดยสารได้ในจำนวนที่มากกว่ารถจักรยานยนต์ รวมไปถึงก่อให้ความสะดวก ความสบาย และคล่องตัวกับผู้ใช้งาน และผู้โดยสารตามหลักการขนส่ง รวมถึงก่อให้เกิดความปลอดภัยต่อสินค้า และผู้ใช้งานอีกด้วย รถยนต์สามล้อมีขนาดที่เล็กกะทัดรัดกว่ารถยนต์ และมีเหมาะสมกับสภาพถนนหรือลักษณะซอยในเมืองต่าง ๆ เช่น กรุงเทพมหานครที่มีซอยตันมากถึง 45% โดยใช้พื้นที่ในการจอดรถ และพื้นที่ในช่องทางเดินรถที่น้อยกว่า สามารถเดินรถในซอยแคบและกลับรถในซอยตันได้ แต่สามารถบรรทุกสินค้า หรือผู้โดยสารได้ไม่ต่างกันมาก อีกทั้งมีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยบางส่วนที่คล้ายคลึงกัน เช่น เข็มขัดนิรภัย โดยข้อมูลด้านอุบัติเหตุรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ และรถยนต์พบว่าลักษณะของโครงสร้าง ของรถยนต์สามล้อและความเร็วตามกฎหมายที่ต่ำกว่ายานพาหนะประเภทอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ใช้งานมากกว่ารถจักรยานยนต์ทั้งในด้านความรุนแรงต่อการบาดเจ็บ และอัตราการเสียชีวิตของผู้ใช้งานยานพาหนะ พบว่าอัตราผู้เสียชีวิตของรถยนต์สามล้อมีน้อยกว่ารถจักรยานยนต์ และพบว่าในประเทศสิงค์โปร์ มีการใช้เพื่อการขนส่งจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของนิติบุคคล ซึ่งถือเป็นมาตรการที่ทำให้เกิดความรัดกุมด้านการนำไปใช้งานให้ถูกประเภท รวมถึงประเทศอินเดียที่มีข้อกำหนดให้นำรถยนต์สามล้อที่ใช้ในธุรกิจเหล่านี้ ไปตรวจสภาพประจำปีเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ขับขี่ และผู้ใช้ถนนร่วมกัน อีกทั้งในปัจจุบันมีมาตรการส่งเสริมให้เปลี่ยนแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อสอดคล้องต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงมีความเหมาะสมที่จะนำแนวทางการควบคุมดูแลของรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลในประเทศสิงคโปร์และอินเดียมาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นแนวทางในการขออนุญาตจดทะเบียนรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมธุรกิจของภาคเอกชนต่าง ๆ ในสามารถมีทางเลือกในการใช้งานยานพาหนะอย่างเหมาะสม และลดต้นทุนของธุรกิจ รวมไปถึงการส่งเสริมการใช้เครื่องยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อลดมลภาวะในประเทศไทยเช่นกัน
มาตรการการส่งเสริมและควบคุมรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน สำหรับรับส่งคนพิการ - ผู้สูงอายุ, เซียเวย หลิน
มาตรการการส่งเสริมและควบคุมรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน สำหรับรับส่งคนพิการ - ผู้สูงอายุ, เซียเวย หลิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์" เมื่อปี 2564 โดยมีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 12.3 ล้านคน และมากเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน นอกจากนี้ ยังมีคนพิการ 2.1 ล้านคน ปัจจุบันผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้มีปัญหาสุขภาพ ประสบปัญหาด้านการเดินทาง กล่าวคือ มียานพาหนะที่สามารถรองรับกลุ่มคนพิเศษเหล่านี้น้อยเกินกว่าความต้องการ อีกทั้ง ยานพาหนะบางประเภทยังมีข้อจำกัดในการรองรับการใช้งานสำหรับผู้ที่ใช้วีลแชร์ขนาดใหญ่ หรือการเข้าถึงเส้นทางที่คับแคบ ดังนั้นรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง สำหรับรับส่งคนพิการและผู้สูงอายุ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรได้รับการผลักดันและส่งเสริมให้เกิดการผลิตและให้บริการมากขึ้น เนื่องจากเป็นรถยนต์ที่สามารถนำมาใช้ในลักษณะของรถยนต์ส่วนตัวและรถขนส่งสาธารณะได้ มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการรองรับการใช้งานของผู้ใช้วีลแชร์แบบธรรมดาและไฟฟ้าทั้งขนาดเล็กและใหญ่ และมีอุปกรณ์ที่ช่วยลดภาระและการพึ่งพาคนรอบข้างของคนพิการและผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่งสำหรับรับ-ส่งคนพิการและผู้สูงอายุ ยังมีปัญหาด้านกฏหมายอยู่หลายประการ ประการที่ 1 คือปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูงเนื่องจากรถยนต์ดังกล่าวเข้าข่ายที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต 25% - 40% ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 และบัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พิกัดที่ 06.02 ในกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 ทำให้ผู้ให้บริการต้องแบกรับต้นทุนที่สูง จึงมีการผลิตรถยนต์ประเภทดังกล่าวน้อยเกินกว่าความต้องการของตลาด ประการที่ 2 ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการสนับสนุนและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่ชัดเจนในการควบคุมการผลิตและให้บริการอย่างเหมาะสมที่จะควบคุมให้การใช้รถประเภทนี้เพียงพอต่อความต้องการและมีความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งาน งานวิจัยเล่มนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อศึกษากฏหมาย มาตรการการส่งเสริมและควบคุมความปลอดภัยในการผลิตและให้บริการรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนสำหรับรับส่งคนพิการ-ผู้สูงอายุของไทย และประเทศญี่ปุ่น เพื่อวิเคราะห์ เปรียบเทียบ และหาแนวทางแนะนำเพื่อปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย จากการศึกษาพบว่ารัฐบาลไทยควรกำหนดมาตรการการส่งเสริมและควบคุมรถยนต์โดยสารดังกล่าว โดยกำหนดมาตรการทางภาษีที่เหมาะสม ออกกฏเกณฑ์การขออนุญาตผลิตรถยนต์ดังกล่าวให้ชัดเจนเพื่อลดขั้นตอนการดำเนินการและภาระของเจ้าหน้าที่ ให้เงินอุดหนุนและเงินสินเชื่อสำหรับคนพิการ ผู้สูงอายุ และเจ้าของกิจการที่จ้างงานคนพิการและผู้สูงอายุสำหรับซื้อรถยนต์โดยสารดังกล่าว รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็น นอกจากนี้ควรมีการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อควบคุมการผลิตรถยนต์ดังกล่าวให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล มาตรการเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการและผู้สูงอายุ รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเชิงการแพทย์ของประเทศไทย อีกทั้งทำให้การผลิตรถยนต์มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด และผู้ใช้บริการได้รับความปลอดภัยมากขึ้น