Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Business Organizations Law (120)
- Law and Economics (109)
- International Law (100)
- Administrative Law (98)
- Bankruptcy Law (98)
-
- Tax Law (97)
- Contracts (95)
- Internet Law (94)
- Legislation (94)
- International Trade Law (93)
- Taxation-Federal (93)
- Constitutional Law (91)
- State and Local Government Law (91)
- Taxation-Transnational (91)
- Civil Law (90)
- Law and Politics (90)
- Organizations Law (90)
- Computer Law (89)
- Conflict of Laws (89)
- Construction Law (89)
- Oil, Gas, and Mineral Law (89)
- Supreme Court of the United States (89)
- Taxation-Federal Estate and Gift (89)
- Government Contracts (88)
- Human Rights Law (88)
- Transportation Law (88)
- Workers' Compensation Law (88)
- Other Law (87)
- Institution
-
- Universitas Indonesia (89)
- Chulalongkorn University (23)
- Fordham Law School (11)
- Yeshiva University, Cardozo School of Law (11)
- Brooklyn Law School (9)
-
- Singapore Management University (8)
- Texas A&M University School of Law (8)
- Boston University School of Law (7)
- American University Washington College of Law (6)
- DePaul University (6)
- Duke Law (6)
- University of Colorado Law School (6)
- University of Michigan Law School (6)
- Vanderbilt University Law School (6)
- Columbia Law School (5)
- Seattle University School of Law (5)
- University of Georgia School of Law (4)
- Villanova University Charles Widger School of Law (4)
- Northwestern Pritzker School of Law (3)
- Saint Louis University School of Law (3)
- University of Maryland Francis King Carey School of Law (3)
- Cornell University Law School (2)
- Lewis & Clark Law School (2)
- Maurer School of Law: Indiana University (2)
- Pace University (2)
- Penn State Dickinson Law (2)
- Pepperdine University (2)
- SJ Quinney College of Law, University of Utah (2)
- St. John's University School of Law (2)
- St. Mary's University (2)
- Keyword
-
- Securities (10)
- Finance (9)
- SEC (8)
- Banking Law (7)
- Bankruptcy (7)
-
- Blockchain (7)
- COVID-19 (7)
- Financial regulation (7)
- Banking (6)
- CFPB (6)
- Fintech (6)
- Regulation (6)
- Taxation (6)
- Banking and Finance Law (5)
- Banks (5)
- Bitcoin (5)
- Copyright (5)
- Corporate governance (5)
- Investment (5)
- Legislation (5)
- Bank (4)
- Covid-19 (4)
- Crypto (4)
- Cryptocurrency (4)
- ESG (4)
- Acquisitions (3)
- Agreement (3)
- Antitrust (3)
- Arbitration (3)
- Consumer credit (3)
- Publication
-
- "Dharmasisya” Jurnal Program Magister Hukum FHUI (86)
- Faculty Scholarship (25)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (23)
- Fordham Journal of Corporate & Financial Law (11)
- Articles (8)
-
- Research Collection Yong Pung How School Of Law (8)
- Brooklyn Journal of Corporate, Financial & Commercial Law (7)
- DePaul Business & Commercial Law Journal (6)
- University of Colorado Law Review (6)
- Seattle University Law Review (4)
- American University Business Law Review (3)
- Cardozo Law Review (3)
- Scholarly Works (3)
- Vanderbilt Journal of Transnational Law (3)
- Brooklyn Law Review (2)
- Cardozo Journal of Conflict Resolution (2)
- Elisabeth Haub School of Law Faculty Publications (2)
- Faculty Articles (2)
- Faculty Publications (2)
- Faculty Works (2)
- Journal of Business & Technology Law (2)
- Journal of Civil Rights and Economic Development (2)
- Law & Economics Working Papers (2)
- Lewis & Clark Law Review (2)
- Northwestern Journal of International Law & Business (2)
- SLU Law Journal Online (2)
- Scholarship@WashULaw (2)
- Technology and Economics Law Journal (2)
- The Journal of Business, Entrepreneurship & the Law (2)
- Utah Law Review (2)
- Publication Type
Articles 241 - 268 of 268
Full-Text Articles in Banking and Finance Law
การกำหนดมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย, ศุภณัฐ จิตต์มาตร
การกำหนดมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย, ศุภณัฐ จิตต์มาตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาการกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลในมิติการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยทั้งในรูปแบบภาคบังคับ (mandatory disclosure) ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และภาคความสมัครใจ (voluntary disclosure) ตามคำแนะนำของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนของธนาคารพาณิชย์และภาคธุรกิจพร้อมทั้งเสนอแนะมาตรฐานและแนวทางในการกำกับดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ วิธีวิจัยเอกัตศึกษาฉบันนี้ใช้วิธีวิจัยจากเอกสารโดยการศึกษา ค้นคว้า และวิเคราะห์เกี่ยวกับทฤษฎีและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลักการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนในมิติการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนศึกษาบทความ หนังสือ วารสาร รายงาน กฎหมายต่างประเทศ สื่ออินเตอร์เน็ต และคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาในประเด็นที่เหมาะสมเพื่อเสนอความเห็นและหาข้อสรุปของการศึกษา จากการศึกษาทำให้พบว่าสถาบันการเงินโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ยังไม่ได้นำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปเป็นต้นทุนดำเนินธุรกิจ และความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของแต่ละภาคส่วนยังมีความเข้าใจแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูล ประกอบกับธนาคารพาณิชย์ยังไม่มีการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมีปัญหาองค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในภาคการเงินและภาคธุรกิจ ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจแก้ไขได้ด้วยการกำกับดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงและโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอแนวทางในการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและเปรียบเทียบกันได้ในระดับสากล
การกําหนดให้ความผิดเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ณัฐชยา เดชมา
การกําหนดให้ความผิดเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ณัฐชยา เดชมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561นั้น จัดว่าเป็นปัญหาที่สำคัญมากปัญหาหนึ่งของประเทศ เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่นักลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว ยังกระทบกระเทือนต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอีกด้วย และด้วยเหตุที่การกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง จึงทำให้ในปัจจุบันมีกลุ่มอาชญากรที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นจำนวนมาก และปัญหาที่ตามมาคือผู้กระทำความผิดจะนํารายได้ที่ได้จากการกระทำความผิดนั้นไปทำการฟอกเงินเพื่อนําเงินดังกล่าวกลับเข้าสู่ระบบการเงินปกติ อีกทั้งยังนํามาใช้เป็นทุนในการประกอบความผิดต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายฉบับใดสามารถบังคับใช้เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้เองจึงจําเป็นต้องหามาตรการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพเพื่อมาบังคับใช้ ได้แก่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เนื่องจากเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงและข้อสำคัญคือมีมาตรการริบทรัพย์สินที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้สามารถลดจำนวนผู้กระทำความผิด รวมถึงสกัดกั้นการฟอกเงินจากการกระทำความผิดที่กล่าวมาได้ จึงควรกําหนดให้การกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เพื่อที่จะนํามาตรการทางกฎหมายจากพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้
ปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยการลงทุนของธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ในวิสาหกิจเริ่มต้น : ศึกษากรณีการลงทุนในบริษัทจำกัด, ปาณิสรา อารยะถาวร
ปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยการลงทุนของธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ในวิสาหกิจเริ่มต้น : ศึกษากรณีการลงทุนในบริษัทจำกัด, ปาณิสรา อารยะถาวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาในประเด็นการเสนอขายหุ้นเพิ่มเงินทุนของบริษัทจำกัดแก่ธุรกิจเงินร่วมลงทุนซึ่งถือเป็นบุคคลภายนอกและประเด็นการออกหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาจดทะเบียนเพื่อให้สอดคล้องกับ Anti dilution provision อันจำเป็นต่อการเลือกลงทุนของ Venture Capital ในวิสาหกิจขนาดเริ่มต้นประเภทบริษัทจำกัด ในการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาดังกล่าว ได้อาศัยการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากกฎหมาย ข้อบังคับ และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนบทความและข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เป็นการวิจัยทางเอกสาร (Documentary Research) แล้วนำมาวิเคราะห์ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับกฎหมายในต่างประเทศเพื่อหาแนวทางในการพัฒนากฎหมายไทยต่อไป จากการศึกษาพบว่าปัญหาหลักของวิสาหกิจขนาดเริ่มต้นที่ยังไม่ประสบความสำเร็จคือปัญหาการขาดแคลนเงินทุน ธุรกิจเงินร่วมลงทุนจึงเป็นเครื่องมือการระดมทุนที่สำคัญของวิสาหกิจขนาดเริ่มต้น แต่เนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1222 วางหลักไว้ว่าการออกหุ้นใหม่ของบริษัทจำกัดต่อเสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิม กรณีไม่สอดคล้องกับกฎหมายและประกาศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งไม่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติจริง และตามมาตรา 1105 วรรคหนึ่ง วางหลักไว้ว่า ห้ามมิให้ออกโดยราคาต่ำไปกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติทางการค้าของธุรกิจเงินร่วมลงทุนที่มักตั้งเงื่อนไข Anti-Dilution Provision กฎหมายไทยจึงยังไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนของวิสาหกิจขนาดเริ่มต้น ทำให้ระบบนิเวศน์ทางธุรกิจ (Startup ecosystem) ของประเทศไทยยังไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ดังนั้น จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1222 โดยให้สามารถขายหุ้นแก่บุคคลภายนอกได้ และควรแก้ไขมาตรา 1105 ให้บริษัทจำกัดสามารถออกหุ้นในราคาต่ำกว่าที่ตราไว้ ในกรณีที่บริษัทดำเนินการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี บริษัทประสบปัญหาขาดทุน และผ่านการอนุมัติในมติที่ประชุมของผู้ถือหุ้นมาใช้ในประเทศไทย
การเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมและขนาดย่อยในประเทศไทยผ่านการใช้คาร์บอนเครดิตเป็นหลักประกัน, ธันวรัตน์ ปทุมาสูตร
การเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมและขนาดย่อยในประเทศไทยผ่านการใช้คาร์บอนเครดิตเป็นหลักประกัน, ธันวรัตน์ ปทุมาสูตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาถึงมาตรการทางกฎหมายในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับให้คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นหลักประกันในการให้สินเชื่อแก่ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (Micro-entrepreneurs, Small and Medium-sized Entrepreneurs : MSMEs) ของสถาบันการเงิน เพื่อแก้ปัญหาการไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนจากสถาบันการเงินเนื่องจากขาดหลักประกันในการได้รับสินเชื่อ ตลอดจนลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่ MSMEs จากการใช้บังคับของนโยบายการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศ การวิจัยนี้พบว่า มีปัญหาในการกำหนดคำจำกัดความของทรัพย์สินที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันได้ ภายใต้พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอื่นที่อยู่นอกเหนือมาตรา 8 และในกฎกระทรวงมาเป็นหลักประกันตามพระราชบัญญัติได้ อันทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติที่ต้องการแก้ปัญหาข้อจำกัดในการนำทรัพย์สินมาเป็นหลักประกัน นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในด้านกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน ที่วางข้อจำกัดเรื่องหลักประกันในการให้สินเชื่อ ทำให้สถาบันการเงินไม่สามารถยอมรับหลักประกันที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้หรือไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้ ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ตลอดจนกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถให้สินเชื่อแก่ MSMEs โดยมีทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันที่หลากหลายและคลอบคลุมทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ปัญหากฎหมายการถือหุ้นของตนเองและการซื้อหุ้นคืนของวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศไทย, ปภาวี ยิ่งกิจภิญโญ
ปัญหากฎหมายการถือหุ้นของตนเองและการซื้อหุ้นคืนของวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศไทย, ปภาวี ยิ่งกิจภิญโญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หลักการรักษาเงินทุนของบริษัทถือเป็นหลักการที่สำคัญของกฎหมายบริษัทที่มีขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้ในการได้รับชำระหนี้ และเพื่อคุ้มครองผู้ถือหุ้นมิให้ได้รับความเสียหายจากการที่ทุนของบริษัทลดลง อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ได้มีการยกเลิกหรือผ่อนคลายหลักการดังกล่าวลง เนื่องจากการกำหนดหลักการรักษาเงินทุนนั้นก่อให้เกิดความขัดข้องทางธุรกิจในทางปฏิบัติและก่อให้บริษัทเกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หากแต่เมื่อพิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทจำกัดในประเทศไทยยังปรากฏว่าบทบัญญัติต่าง ๆ ยังคงรองรับหลักการรักษาเงินทุนอยู่โดยให้บริษัทปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด โดยมีบทบัญญัติซึ่งห้ามมิให้บริษัทถือหุ้นและซื้อหุ้นของตนเองคืนซึ่งไม่เหมาะสมต่อลักษณะการประกอบธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ในปัจจุบันซึ่งเป็นธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาถึงปัญหากฎหมายการถือหุ้นของตนเองและการซื้อหุ้นคืนของวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศไทย โดยวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่วิสาหกิจเริ่มต้นซึ่งมักจะจัดตั้งในรูปแบบของบริษัทจำกัดไม่สามารถซื้อหุ้นของตนเองคืนกลับมาและนำมาถือเองเพื่อนำไปใช้บริหารทางการเงินและใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารต่าง ๆ ของบริษัทได้ เช่น นำไปจัดสรรให้แก่พนักงานตามโครงการจัดสรรหุ้นให้พนักงานของบริษัท (ESOP) หรือการทยอยให้หุ้น (Vesting) ได้ และศึกษาเปรียบเทียบการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยบริษัทในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และประเทศสิงค์โปร์ รวมถึงหลักเกณฑ์ว่าด้วยวิธีการซื้อหุ้นคืนในบริษัทมหาชนจำกัดในประเทศไทยเพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายของประเทศไทยให้เหมาะสมและคุ้มครองผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ของบริษัท
การจัดตั้งกองทุนเฉพาะเพื่อประกันสิทธิเจ้าหนี้แรงงานระหว่างที่ลูกหนี้ล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการ, ณิชมน ฤทธิ์ผดุงศิลป์
การจัดตั้งกองทุนเฉพาะเพื่อประกันสิทธิเจ้าหนี้แรงงานระหว่างที่ลูกหนี้ล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการ, ณิชมน ฤทธิ์ผดุงศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันความคุ้มครองลูกจ้างในฐานะเจ้าหนี้แรงงานในกระบวนการล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการใช้ระบบผสมโดยใช้บุริมสิทธิควบคู่กับระบบรับประกันค่าจ้างเพื่อลูกจ้างได้รับประกันค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ตามสัญญาจ้างในช่วงที่ลูกจ้างมีความเสี่ยงมากที่สุด และสามารถช่วงสิทธิจากลูกจ้างมาเรียกร้องจากกองทรัพย์สินของนายจ้าง เพื่อระบบบังคับหลักประกันในกระบวนการล้มละลายมีความแน่นอนและการให้กู้ยืมจากระบบสินเชื่อสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงเป็นผลให้ระบบเศรษฐกิจมีความมั่นคงยิ่งขึ้น ประเทศไทยคุ้มครองลูกจ้างโดยให้บุริมสิทธิและให้การสงเคราะห์ลูกจ้างผ่านกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สิทธิที่ลูกจ้างได้รับจึงไม่ใช่การประกันสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานของลูกจ้าง ดังนั้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจึงไม่สามารถสวมบทบาทกองทุนประกันสิทธิเรียกร้องได้ จึงจำเป็นต้องศึกษาหลักการ แนวคิดและรูปแบบการจัดตั้งการประกันสิทธิเรียกร้องของลูกจ้างในกรณีนายจ้างล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการในรูปแบบกองทุน โดยนำแนวทางมาตรฐานระหว่างประเทศ รวมถึงศึกษาประเทศเกาหลีใต้และประเทศออสเตรเลียเพื่อเป็นมาตรฐานในการก่อตั้งกองทุนประกันสิทธิเรียกร้องโดยเสนอให้มีการประกับสิทธิเรียกร้องลูกจ้างโดยจัดตั้งในรูปแบบกองทุนเฉพาะเพื่อประกันสิทธิเจ้าหนี้แรงงานระหว่างที่ลูกหนี้ล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการเพื่อคุ้มครองลูกจ้างหรือเจ้าหนี้แรงงานต่อไป
ปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย, นิติพัฒน์ แสงเพชร
ปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย, นิติพัฒน์ แสงเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีสำคัญที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทยโดยมุ่งจัดเก็บจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าและการให้บริการของผู้ประกอบการในระบบเศรษฐกิจ ด้วยเหตุที่การจัดเก็บภาษีมีลักษณะเป็นการกระทบสิทธิในทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง การปรับใช้หรือตีความกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัดตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ อย่างไรก็ดี ในหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ 0702/8757 ลงวันที่ 29 กันยายน 2558 ซึ่งเป็นการตอบข้อหารือในประเด็นปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการที่อนุญาโตตุลาการได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น ปรากฏว่ากรมสรรพากรกลับไม่ได้พิจารณาว่าอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ประกอบการในทางธุรกิจหรือในทางวิชาชีพหรือไม่แต่อย่างใด ทั้งที่หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่บัญญัติเอาไว้ในประมวลรัษฎากร จากการศึกษาหลักเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากรตลอดจนหลักการของกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มโดยเปรียบเทียบกับกรณีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการในราชอาณาจักรเดนมาร์กและสมาพันธรัฐสวิสพบว่าประเทศไทยยังมีการตีความและปรับใช้หลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการที่อนุญาโตตุลาการได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรตลอดจนลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการ ผู้เขียนจึงได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการตีความการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการดังกล่าวเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสอดคล้องกับลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการ ทั้งยังเพื่อเป็นการสร้างความแน่นอนในการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับจากนักลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศต่อไปด้วย
แนวคิดการหักค่าลดหย่อนและการเครดิตภาษีในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, หฤษฎ ศิริวรรณพร
แนวคิดการหักค่าลดหย่อนและการเครดิตภาษีในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, หฤษฎ ศิริวรรณพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบการหักลดหย่อนตามประมวลรัษฎากรในปัจจุบันยังไม่สามารถสร้างการกระจายรายได้ตามจุดมุ่งหมายของภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้าได้อย่างเต็มที่ส่งผลให้คนยากจนไม่สามารถยกระดับชีวิตของตนเองได้ ด้วยเหตุผลหลายประการคือ การขาดการตรวจสอบงบประมาณรายจ่ายทางภาษี การใช้บทบัญญัติว่าด้วยการยกเว้นภาษีเพื่อจุดประสงค์ในการหักลดหย่อน การบรรเทาและการให้สิทธิประโยชน์แก่บุคคลผู้มีรายได้มาก การบรรเทาและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มีผลกลับหัวกลับหาง กระทั่งความซับซ้อนในการปฏิบัติตามกฎหมาย เอกัตศึกษาชิ้นนี้ดำเนินการศึกษาโดยการทบทวนหลักการทางภาษีทั้งในส่วนเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย ตลอดจน แนวคิดทางการเมืองในการกำหนดวิธีการบรรเทาภาระภาษีพบว่า การเครดิตภาษีจะสามารถช่วยให้เกิดการจัดเก็บภาษีตามหลักภาษีอากรที่ดีได้ดีกว่า สามารถจัดการปัญหาการสนับสนุนแบบกลับหัวได้อย่างเด็ดขาด สามารถกำหนดงบประมาณรายจ่ายทางภาษีได้ดี และสามารถตอบสนองนโยบายทางสังคมได้รวดเร็ว ดังที่ปรากฏตามแนวทางของสหรัฐอเมริกา กระนั้น ยังพบว่าการเครดิตภาษีสร้างภาระทางงบประมาณในการควบคุมดูแลมาด้วย ในทางกลับกัน การหักค่าลดหย่อนซึ่งเป็นวิธีดังเดิมในระบบกฎหมายภาษีและได้รับความนิยมในหลายประเทศก็สามารถจัดการกับปัญหาการกระจายรายได้โดยการกำหนดเพดานจำนวนที่สามารถหักค่าลดหย่อน และเป็นวิธีการที่คุ้นเคยกันอยู่เดิม โดยรัฐต้องกำหนดจำนวนการหักค่าลดหย่อนที่รอบคอบและเพียงเท่าที่จำเป็นได้ดังที่ปรากฏตามแนวทางของประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐจะเลือกใช้วิธีการใดเพื่อการบรรเทาหรือให้สิทธิประโยชนทางภาษีก็ตาม รัฐพึงต้องคำนึงถึงการตรวจสอบทางงบประมาณโดยรัฐสภาผ่านการกำหนดให้รัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณรายจ่ายทางภาษี การกำหนดอำนาจผู้ที่สามารถเพิ่มหรือลดการบรรเทาภาระภาษีให้มีความสอดคล้อง ความจำเป็นในการตรากฎหมาย และความชอบด้วยกฎหมายของบทบัญญัติทางภาษี
แนวทางการปรับปรุงการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทางภาษี : ศึกษากรณีรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสาร, ปวริศา วานิช
แนวทางการปรับปรุงการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทางภาษี : ศึกษากรณีรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสาร, ปวริศา วานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาหลักเกณฑ์ของการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทางภาษีของทรัพย์สินประเภทรถยนต์ประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมาย โดยมีสมมติฐานของการศึกษาวิจัยว่าปัจจุบันข้อจำกัดในการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนทรัพย์สินของกิจการได้ไม่เกินคันละ 1 ล้านบาทนั้น ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับหลักการภาษีอากรที่ดีในเรื่องความเป็นธรรมและและความยืดหยุ่น และบริบททางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงเห็นควรให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับการใช้งานรถยนต์ดังกล่าวของกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ในการศึกษาและพิสูจน์สมมติฐานข้างต้นพบว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการแบ่งประเภทรถยนต์เอาไว้ตามกฎหมายพิกัดสรรพสามิตนั้นได้กำหนดไว้อย่างเหมาะสมแล้ว แต่หลักเกณฑ์ที่จำกัดมูลค่าต้นทุนของรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนไว้เพียง 1 ล้านบาทนั้นไม่เหมาะสมหลายประการ เนื่องจากมีการจำกัดมูลค่าที่ไม่สอดคล้องกับบริบททางด้านเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมากกว่าที่ควรและเกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่ประสงค์จะใช้รถยนต์ดังกล่าวในกิจการอย่างแท้จริง และอาจนำไปสู่การวางแผนเพื่อหลบหลีกภาษีอากรอันเป็นการขัดต่อหลักการจัดเก็บภาษีอากรตามหลักการภาษีอากร และหลักรายจ่ายทางภาษี ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การจำกัดมูลค่าต้นทุน และเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ให้มีการแบ่งการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินเพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์มากขึ้น
ปัญหาการจัดเก็บภาษีลาภลอยกับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย, สุประภา วิศิษฎ์สมบัติ
ปัญหาการจัดเก็บภาษีลาภลอยกับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย, สุประภา วิศิษฎ์สมบัติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศ รัฐจึงต้องมีการออกมาตรการในการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เป็นเหตุให้ภาครัฐสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก และทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสภาพคล่องทางการเงินติดลบในช่วงหนึ่งกว่าแสนล้านบาท ด้วยเหตุที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นก่อกำไรให้กับธุรกิจโรงกลั่นจึงมีผู้ออกมาเสนอให้ภาครัฐจัดเก็บภาษีจากโรงกลั่นน้ำมัน เอกัตศึกษาเล่มนี้จึงมุ่งศึกษาบทบาทของภาครัฐในทางเศรษฐกิจเพื่อเป็นหลักการรองรับความชอบธรรมในการแทรกแซงกลไกตลาด นอกจากนี้ยังได้หยิบยกกลไกการจัดเก็บภาษีลาภลอยในประเทศต่าง ๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ถึงความเหมาะสม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีการนำมาใช้ในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า มาตรการที่ภาครัฐมานำมาใช้แก้ปัญหาราคาน้ำมันนั้นต่างตอบโจทย์ปัญหาคนละด้าน มาตรการภาษีลาภลอยเป็นมาตรการที่จะช่วยจำลองสภาพตลาดที่ดำเนินไปโดยการแข่งขันที่สมบูรณ์ และชดเชยเงินงบประมาณที่เสียไปให้แก่ภาครัฐและชดเชยค่าใช้จ่ายของประชาชน อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีลาภลอยมีผลเป็นการลดแรงจูงใจในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการลงทุนของธุรกิจ รัฐจึงควรจัดเก็บภาษีลาภลอยเฉพาะเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วพบว่าธุรกิจโรงกลั่นได้รับลาภลอยจากกลไกตลาดที่ทำงานไม่สมบูรณ์ และเงินที่ได้รับจากการจัดเก็บภาษีจะคุ้มค่าต่อความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น และการจัดเก็บภาษีลาภลอยควรจัดเก็บภาษีจากกำไรสุทธิเฉพาะส่วนเกินกว่ากำไรตามปกติการค้าเพื่อให้เกิดการจัดเก็บภาษีเฉพาะส่วนที่เป็นลาภลอยอย่างแท้จริง และลดโอกาสในการผลักภาระภาษี
ปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ศึกษากรณีการจดทะเบียนคู่ชีวิตตามร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. ...., สุธัชชา ขุนทองแก้ว
ปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ศึกษากรณีการจดทะเบียนคู่ชีวิตตามร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. ...., สุธัชชา ขุนทองแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยได้มีการร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. .... เพื่อเป็นกฎหมายที่รองรับความสัมพันธ์ของการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวระหว่างบุคคลเพศเดียวกันที่มีการอุปการะเลี้ยงดูและมีความสัมพันธ์ในด้านอื่น ๆ ไม่แตกต่างไปจากคู่สมรส แต่อย่างไรก็ดี ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตฯยังไม่ได้กล่าวถึงสิทธิและหน้าที่ของคู่ชีวิตตามกฎหมายอื่น ๆ อีกหลายประการรวมไปถึงสิทธิและหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร เพราะหากร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตฯมีผลบังคับใช้แล้วแต่กลับไม่มีการอำนวยความเป็นธรรมให้แก่คู่ชีวิตย่อมก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของความไม่เท่าเทียมตามมา ประกอบกับการตีความกฎหมายภาษีอากรต้องตีความอย่างเคร่งครัดเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อประมวลรัษฎากรกำหนดไว้แต่เพียงคู่สมรสที่ต้องเป็นชายและหญิงที่จดเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้นจึงจะมีสิทธิและหน้าที่ทางภาษีในเรื่องของการยื่นแบบรายการและเสียภาษีรวมไปถึงการบรรเทาภาระภาษี ทำให้แม้จะมีการยอมรับสถานะคู่ชีวิตแล้วก็ไม่สามารถนำบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับแก่คู่ชีวิตได้ทันที ย่อมแสดงถึงความไม่พร้อมในการรองรับสถานะคู่ชีวิตและก่อให้เกิดไม่เป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีและไม่เป็นไปตามหลักความเสมอภาคทางภาษีอากรที่ไม่ควรเลือกปฏิบัติต่อเพศสภาพหรือเพศวิถีของผู้เสียภาษี รายงานเอกัตศึกษาฉบับนี้จึงได้ทำการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีเงินได้ของคู่ชีวิตในประเทศไอร์แลนด์ที่มีการบังคับใช้และกำหนดสิทธิและหน้าที่ทางภาษีของคู่ชีวิตเช่นเดียวกับคู่สมรส เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของคู่ชีวิตในประเทศไทยให้เกิดความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างศึกษากรณีบ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ, เรี่ยมพลอย กุศลชู
ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างศึกษากรณีบ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ, เรี่ยมพลอย กุศลชู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “บ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ" อยู่ในบทบังคับที่จะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นเช่นเดียวกับการใช้ประโยชน์อื่น ๆ แต่กฎกระทรวงกำหนดที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ พ.ศ. 2562 วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “บ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ" ไม่ชัดเจน รวมถึงกรณีบ้านอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ส่งผลต่อการใช้ดุลพินิจในการตีความหลักเกณฑ์ดังกล่าวอันนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีและขัดกับหลักภาษีอากรที่ดี เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีจากสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพโดยเปรียบเทียบกับแนวทางการจัดเก็บภาษีจากบ้านที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีลักษณะถูกทิ้งร้างหรือไม่ทำประโยชน์ ในประเทศอังกฤษและประเทศไอร์แลนด์ตามหลักการทางภาษีทรัพย์สิน เพื่อปรับปรุงกฎหมายโดยการกำหนดนิยามและลักษณะของบ้านที่ทิ้งร้างหรือบ้านไม่ทำประโยชน์หรือบ้านว่างตามกฎกระทรวงฯ ให้มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กรณีถนนและลาน, ภัสนันท์ สิทธิจรรยาวัลย์
การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กรณีถนนและลาน, ภัสนันท์ สิทธิจรรยาวัลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องจากทรัพย์สินเป็นเครื่องมือวัดความสามารถในการเสียภาษีของผู้เสียภาษีตามหลักการจัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สิน จึงมุ่งประเด็นวิเคราะห์ในบทบรรเทาภาระภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งให้อำนาจในการยกเว้นภาษีในสิ่งปลูกสร้างที่เป็น ถนน ลาน ตามกฎกระทรวง และให้อำนาจการลดภาษีในสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ตั้งของถนนหรือทางยกระดับ ที่เป็นทางพิเศษหรือเป็นทางหลวงสัมปทาน ในอัตราร้อยละ 90 ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสียสำหรับสิ่งปลูกสร้างนั้นตามพระราชกฤษฎีกา โดยไม่พิจารณาถึงลักษณะแห่งการใช้ประโยชน์เป็นเหตุผลที่สมควรและมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้ในแนวทางตีความนิยามสิ่งปลูกสร้าง ถนนและลาน ยังมีประเด็นความไม่ชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ ผลการศึกษาพบว่า หลักการตีความกฎหมายภาษีอากร ต้องอาศัยการศึกษาวิเคราะห์จากกฎหมายเดิมอันเป็นรากฐานที่เคยมีการบังคับใช้ ซึ่ง ถนนและลาน ล้วนมีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้าง อีกทั้ง การบรรเทาภาระภาษีด้วยการยกเว้นและลดภาษีในสิ่งปลูกสร้างที่เป็น ถนน ลาน โดยไม่มีข้อจำกัดแห่งการบรรเทาให้แตกต่างตามลักษณะการใช้ประโยชน์ นอกจากไม่เป็นไปตามหลักการยกเว้นภาษีและไม่สะท้อนหลักอำนวยรายได้แล้ว ยังไม่เคารพหลักความสามารถในการเสียภาษีอีกเช่นกัน ในขณะที่กฎหมายทรัพย์สินของกรณีศึกษาต่างประเทศ นอกจากจะกำหนดหลักเกณฑ์แห่งการยกเว้นภาษีทรัพย์สินตามหลักทฤษฎีแล้ว ยังมีกำหนดถึงข้อจำกัดแห่งการยกเว้นภาษี อีกทั้งยังมีความละเอียดถี่ถ้วนในการจัดแบ่งประเภทลักษณะการใช้ประโยชน์ จึงขอเสนอให้จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จากสิ่งปลูกสร้างกรณี ถนนและลาน ให้มีความเหมาะสมตามสัดส่วนของความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น และจำกัดกรณีแห่งการยกเว้นภาษีไว้เฉพาะลักษณะแห่งการใช้ประโยชน์บางประเภทเท่านั้น โดยควรจัดเก็บภาษีจากถนนและลานที่มีลักษณะการใช้ประโยชน์อื่นในทางพาณิชยกรรม
ปัญหาการคัดค้านและการแก้ไขบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, วศวดี มีนพัฒนสันติ
ปัญหาการคัดค้านและการแก้ไขบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, วศวดี มีนพัฒนสันติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการคัดค้านและการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทยในปัจจุบัน ผลที่ได้จากการศีกษาค้นคว้าคือ การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทยอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ. 2562 โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดทำบัญชีราคากำหนดประเมินทรัพย์สินนั้น คือ คณะกรรมการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐประจำจังหวัด โดยมีกรมธนารักษ์เข้ามาควบคุมมาตรฐานในการจัดทำบัญชีกำหนดราคาประเมินทรัพย์สิน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่ประกาศราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับจากคณะกรรมการประจำจังหวัด และจัดเก็บภาษีภายในท้องถิ่นของตนเท่านั้น จะเห็นได้ว่ามีการทำงานของสองหน่วยงานควบคู่กันในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคือคณะกรรมการประจำจังหวัด และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งผู้เขียนพบว่ายังคงมีปัญหาหลายประการเกี่ยวกับการคัดค้านและแก้ไขเปลี่ยนแปลงบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังนั้นผู้เขียนจึงได้ศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของกฎหมายภาษีทรัพย์สินของประเทศไทยในอดีต และกฎหมายมลรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศสิงคโปร์ เพื่อนำหลักการและแนวคิดมาปรับใช้กับโครงสร้างระบบภาษีของประเทศไทยในอนาคตต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศไทยมีกรอบแนวทางที่ชัดเจนในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ปัญหาการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะในการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ประกอบกิจการของนิติบุคคล:กรณีถูกบังคับให้มีการจำหน่ายที่ดินที่มีไว้เพื่อประกอบกิจการของนิติบุคคลต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน, ธีธัช รัตนปนัดดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 กำหนดให้ การขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ประกอบกิจการของนิติบุคคลถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหากำไรตามประมวลรัษฎากรมาตรา 91/2 (6) จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งหากพิจารณาจากแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ดังที่ปรากฎในหนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรจะเห็นว่าทุกกรณีที่นิติบุคคลกระทำการอันเป็นการ “ขาย" อสังหาริมทรัพย์ในทุกกรณี โดยไม่คำนึงว่านิติบุคคลผู้ขายมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งขึ้นเพื่ออะไรหรือจะได้กระทำการอันเป็นการขายโดยสมัครใจหรือไม่หรือได้กระทำมีค่าตอบแทนหรือไม่ ล้วนอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในทุกกรณีเนื่องมาจากเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ประกอบกิจการของนิติบุคคล อันเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหรือหากำไรในทุกกรณี แต่อย่างไรก็ดีหากพิจารณาจากแนวทางตามที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาจะพบว่า กรณีที่นิติบุคคลกระทำการอันมีลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์โดยบังคับของกฎหมาย ถ้านิติบุคคลดังกล่าวไม่ได้ประกอบธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ในทางการค้า การขายดังกล่าวไม่ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหรือหากำไร อันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด นำมาสู่ประเด็นที่ต้องพิจารณาว่ากรณีบังคับขายที่ดินของนิติบุคคลต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยวิธีการบังคับจำหน่ายโดยอธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมีการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีดังกล่าวเนื่องจากเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่นิติบุคคลมีไว้ประกอบกิจการอันเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหรือหากำไร เมื่อกรณีดังกล่าวไม่เป็นการขายด้วยความสมัครใจเนื่องจากเป็นการบังคับขายที่ดินโดยผลของประมวลกฎหมายที่ดินจึงไม่ควรเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหรือหากำไรอันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเช่นเดียวกันกับกรณีตามที่ปรากฎในแนวทางตามคำพิพากษาของศาลฎีกา
การระงับข้อพิพาททางภาษีระหว่างประเทศด้วยวิธีการจัดทำความตกลงตามวิธีการดำเนินการเพื่อความตกลงร่วมกันในประเทศไทย, นัชชา นิมมานเศรษฐกุล
การระงับข้อพิพาททางภาษีระหว่างประเทศด้วยวิธีการจัดทำความตกลงตามวิธีการดำเนินการเพื่อความตกลงร่วมกันในประเทศไทย, นัชชา นิมมานเศรษฐกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิธีการดำเนินการเพื่อความตกลงร่วมกัน (Mutual Agreement Procedure: MAP) เป็นหนึ่งในปฏิบัติการต่อต้านและป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีและการโยกย้ายกำไร (Anti Based-Erosion and Profit Shifting: BEPS) ซึ่ง Model Tax Convention ได้วางหลักให้ผู้เสียภาษีสามารถติดต่อไปยังหน่วยงานผู้มีอำนาจของรัฐคู่สัญญาได้ในกรณีที่เห็นว่าตนถูกจัดเก็บภาษีไม่เป็นไปตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงมาตรการภายในของรัฐคู่สัญญา ภายใน 3 ปี นับแต่ได้รับการแจ้งเตือนครั้งแรกที่มีผลทำให้เกิดการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นไปตามอนุสัญญาภาษีซ้อน โดยที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ (Competent Authority) ของรัฐคู่สัญญาที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ในการเจรจาและหารือกันเพื่อระงับข้อพิพาทที่ไม่เป็นไปตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ภายหลังจากลงนามเป็นภาคี ประเทศไทยได้อนุวัติการกฎระเบียบภายในเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของ OECD แต่อย่างไรก็ดี จากรายงานทบทวนของ OECD พบว่า มาตรการ MAP ของไทยยังคงยังมีข้อจำกัดสำหรับผู้เสียภาษี ทั้งขั้นตอนการพิจารณาคำขอจัดทำ MAP ขั้นตอนจัดทำข้อตกลง MAP หรือจนถึงภายหลังการจัดทำ MAP ไม่ว่าจะเป็นประเด็นสิทธิของผู้เสียภาษีในการเข้าถึง MAP โดยไม่ต้องคำนึงมาตรการภายใน มาตรการในการจัดทำ MAP บนหลักสุจริตและภายในเวลาเหมาะสม มาตรการในการบังคับใช้ข้อตกลง MAP รวมถึงแนวทางการพิจารณาข้อพิพาทกรณีที่มีการจัดทำ MAP ควบคู่ไปกับดำเนินการตามมาตรการภายใน เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงศึกษาแนวคิดของการนำ MAP มาใช้ในการระงับข้อพิพาททางภาษีระหว่างประเทศของประเทศไทยเปรียบเทียบกับแนวทางของต่างประเทศและหลักการที่ OECD กำหนดเอาไว้ ซึ่งพบประเด็นที่ผู้เขียนเห็นว่าเพื่อให้มาตรการของไทยมีความสอดคล้องกับหลักการที่ OECD และ Multilateral Instrument (MLI) ที่ไทยได้ลงนามข้อตกลง ประเทศไทยควรพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินการตาม MAP เพื่อให้สามารถจัดทำ MAP บนหลักสุจริตและภายในระยะเวลาเหมาะสม รับรองสิทธิในการเข้าถึงการจัดทำ MAP แนวทางในการบังคับข้อตกลง MAP และมาตรการในการติดตามการบังคับใช้ข้อตกลง MAP ในประเทศ
ปัญหาการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร, ศิรประภา พิมพการ
ปัญหาการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร, ศิรประภา พิมพการ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันศาลภาษีอากรเป็นศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีภาษีอากรเฉพาะคดีแพ่งเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันกลับไม่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร เนื่องจากไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจศาลภาษีอากรในเรื่องดังกล่าวเอาไว้ ทำให้คดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรต้องไปดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลยุติธรรมอื่นไม่ว่าจะเป็นศาลจังหวัด ศาลแขวง หรือศาลอาญา อันเป็นการสร้างภาระให้แก่คู่ความในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีภาษีอากรในหลายศาล จากการศึกษาพบว่า ควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ให้ศาลภาษีอากรมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรด้วย และควรแก้ไขบทบัญญัติกฎหมายให้สอดคล้องกับการให้คดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร การแก้ไขดังกล่าวจะทำให้คดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรโดยตรงได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยผู้พิพากษาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ส่งผลให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปด้วยความถูกต้อง สะดวกรวดเร็ว เป็นธรรม นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระให้กับประชาชนทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย และทำให้การจัดเก็บภาษีอากรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
The Banker Removal Power, Da Lin
The Banker Removal Power, Da Lin
Law Faculty Publications
The Federal Reserve (“the Fed”) can remove bankers from office if they violate the law, engage in unsafe or unsound practices, or breach their fiduciary duties. The Fed, however, has used this power so rarely that few even realize it exists. Although major U.S. banks have admitted to repeated and flagrant lawbreaking in recent years, the Fed has never removed a senior executive from one of these institutions.
This Article offers the first comprehensive account of the banker removal power. It makes four contributions. First, drawing on a range of primary sources, it recovers the power’s statutory foundations, showing that …
ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยศุลกากร : กรณีมีการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด อากรตอบโต้การอุดหนุน และอากรปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น, ณิษา ปัณฐรัตนากุล
ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยศุลกากร : กรณีมีการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด อากรตอบโต้การอุดหนุน และอากรปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น, ณิษา ปัณฐรัตนากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด อากรตอบโต้การอุดหนุน และอากรปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น มีปัญหาการนำกฎหมายว่าด้วยศุลกากรมาใช้บังคับกับการเรียกเก็บอากรดังกล่าว ทั้งในเรื่องความรับผิดในการชำระอากรกรณีที่มีการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากร การกำหนดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม การคืนอากร การอุทธรณ์การประเมินอากร การนำบทกำหนดความผิดและบทกำหนดโทษตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรมาใช้บังคับ และการเรียกเก็บอากรสำหรับเศษหรือของที่ด้อยคุณภาพ ซึ่งเป็นปัญหาการบังคับใช้กฎหมายระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วิทยานิพน์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาแนวความคิดและเจตนารมณ์ในการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด อากรตอบโต้การอุดหนุน และอากรปกป้องจากกการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น และนำเสนอข้อพิจารณาเกี่ยวกับปัญหาการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยศุลกากร ภายใต้พระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติมาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น พ.ศ. 2550 โดยมีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกัน โดยพิจารณาถึงเจตนารมณ์แห่งกฎหมายเป็นสำคัญ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และแก้ไขบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการของกรมศุลกากรในการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด อากรตอบโต้การอุดหนุน และอากรปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น ให้สอดคล้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน
10 Things Judges Should Know About Cryptocurrency, Lee Reiners
10 Things Judges Should Know About Cryptocurrency, Lee Reiners
Faculty Scholarship
No abstract provided.
Rogue Brokers And The Limits Of Agency Law, Deborah A. Demott
Rogue Brokers And The Limits Of Agency Law, Deborah A. Demott
Faculty Scholarship
No abstract provided.
Regulating Global Stablecoins: A Model-Law Strategy, Steven L. Schwarcz
Regulating Global Stablecoins: A Model-Law Strategy, Steven L. Schwarcz
Faculty Scholarship
Digital currencies have the potential to improve the speed and efficiency of the payment system. The principal challenge is retail: to facilitate day-to-day payments among consumers as an alternative to cash, both domestically and across national borders. Two models of digital currencies are becoming viable: central bank digital currencies and nongovernment-issued currencies that are backed by assets having intrinsic value (stablecoins or, when widely used internationally, global stablecoins). Because they are not government issued, global stablecoins present complex and novel cross-border regulatory challenges, including managing the costs of complying with a multitude of national laws and ensuring international legal enforceability. …
Rethinking Countercyclical Financial Regulation, Jeremy C. Kress, Matthew C. Turk
Rethinking Countercyclical Financial Regulation, Jeremy C. Kress, Matthew C. Turk
Georgia Law Review
The 2008 financial crisis exposed a longstanding problem in financial regulation: traditional regulatory strategies tend to be procyclical. That is, regulatory tools—most notably, bank capital requirements—incentivize excessive credit growth during economic expansions and insufficient lending during contractions. The procyclicality of U.S. financial regulation was a key driver of the housing bubble in the mid-2000s and the massive credit crunch that followed. To combat this phenomenon, Congress and the federal banking agencies attempted to mitigate procyclical boom-and-bust cycles by implementing regulatory approaches that were explicitly countercyclical. The Dodd-Frank Act and related post-crisis reforms included several countercyclical features that were designed to …
Responding To Mass, Computer-Generated, And Malattributed Comments, Steven J. Balla, Reeve Bull, Bridget C.E. Dooling, Emily Hammond, Michael A. Livermore, Michael Herz, Beth Simone Noveck
Responding To Mass, Computer-Generated, And Malattributed Comments, Steven J. Balla, Reeve Bull, Bridget C.E. Dooling, Emily Hammond, Michael A. Livermore, Michael Herz, Beth Simone Noveck
Articles
A number of technological and political forces have transformed the once staid and insider dominated notice-and-comment process into a forum for large scale, sometimes messy, participation in regulatory decisionmaking. It is not unheard of for agencies to receive millions of comments on rulemakings; often these comments are received as part of organized mass comment campaigns. In some rulemakings, questions have been raised about whether public comments were submitted under false names, or were automatically generated by computer “bot” programs. In this Article, we examine whether and to what extent such submissions are problematic and make recommendations for how rulemaking agencies …
Securitizing Notes Of Small Businesses And Needy Workers, Tamar Frankel
Securitizing Notes Of Small Businesses And Needy Workers, Tamar Frankel
Faculty Scholarship
Businesses, whether large ones or small ones, such as restaurants and small shops, are presently closed and some of their employees have been laid off.1 Currently, the government is lending money to these small businesses2 and the now unemployed workers for their sustenance. It then collects the payments from some of the borrowers and the source of the rest of the money is taxes.3 Since not all, or perhaps only a few, small businesses own real estate, they might sign notes promising to repay the loans but can offer no asset backing. Presumably, the nation’s financial deficit …
China's Approach To Central Bank Digital Currency: Selectively Reshaping International Financial Order?, Heng Wang
Research Collection Yong Pung How School Of Law
China is likely to be the first major economy to issue central bank digital currency (CBDC), the digital version of sovereign currency. China’s CBDC is also known as e-CNY, DC/EP, or digital yuan. ECNY has the potential to profoundly affect the international financial system and order. This article explores the following crucial issues from an international perspective: what are the core features of e-CNY? What is China’s approach to CBDC? What is the long-term sustainability of China’s CBDC approach? This article argues that the role of the state, the potential cross-border use of e-CNY, and China’s proactiveness in international governance …
Restructuring Support Agreements: An Empirical Analysis, Anthony J. Casey, Frederick Tung, Katherine Waldock
Restructuring Support Agreements: An Empirical Analysis, Anthony J. Casey, Frederick Tung, Katherine Waldock
Faculty Scholarship
Restructuring support agreements (RSAs), or contracts that commit bankruptcy parties to supporting a plan of reorganization that will conform to certain requirements, are now a common feature of Chapter 11. Parties utilize these agreements in nearly half of all large cases. While prior literature has debated the normative value of RSAs, we take an empirical approach to look at what provisions the parties include in these agreements and how those provisions have changed over time.
Our analysis looks at all RSAs associated with large bankruptcies through the end of 2020. We characterize the types of firms with RSAs, the parties …
Developments In The Laws Affecting Electronic Payments And Financial Services, Sarah Jane Hughes, Stephen T. Middlebrook, Tom Kierner
Developments In The Laws Affecting Electronic Payments And Financial Services, Sarah Jane Hughes, Stephen T. Middlebrook, Tom Kierner
Articles by Maurer Faculty
The past year proved to be a busy period for the regulation of electronic payments and financial services. In this year’s survey, we discuss rulemakings, enforcement actions, and other litigation that has significantly impacted the law governing payments and financial services. Part II addresses the ongoing fight between federal and state authorities over which should properly regulate Fin- Tech entities and describes some new steps the Office of the Comptroller of the Currency (“OCC”) has taken to assert its authority in this area. Part III details an enforcement action that California regulators took against a FinTech company they determined had …