Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Constitutional Law (990)
- Social and Behavioral Sciences (887)
- International Law (833)
- Intellectual Property Law (652)
- Criminal Law (644)
-
- Law and Society (574)
- Civil Rights and Discrimination (561)
- Legal Education (554)
- Environmental Law (545)
- Health Law and Policy (504)
- Human Rights Law (485)
- Courts (466)
- Science and Technology Law (454)
- Supreme Court of the United States (438)
- State and Local Government Law (419)
- Arts and Humanities (416)
- Comparative and Foreign Law (414)
- Administrative Law (404)
- Law and Race (379)
- Legislation (376)
- Criminal Procedure (354)
- Business (340)
- Law and Politics (337)
- Law and Gender (335)
- Legal Profession (323)
- Business Organizations Law (317)
- Internet Law (301)
- Law and Economics (301)
- Dispute Resolution and Arbitration (300)
- Institution
-
- Yeshiva University, Cardozo School of Law (664)
- Brigham Young University Law School (303)
- Notre Dame Law School (291)
- American University Washington College of Law (253)
- Ohio Northern University (246)
-
- University of Michigan Law School (232)
- Duke Law (209)
- Seton Hall University (201)
- William & Mary Law School (200)
- Universitas Indonesia (199)
- Fordham Law School (188)
- Maurer School of Law: Indiana University (186)
- Vanderbilt University Law School (175)
- Association of Arab Universities (172)
- University of North Carolina School of Law (158)
- University of Chicago Law School (154)
- Columbia Law School (152)
- Southern Methodist University (150)
- Loyola University Chicago, School of Law (143)
- University of Missouri School of Law (143)
- Roger Williams University (142)
- University of Georgia School of Law (140)
- UC Law SF (139)
- Case Western Reserve University School of Law (138)
- University of Richmond (138)
- University of Minnesota Law School (135)
- Osgoode Hall Law School of York University (134)
- Washington and Lee University School of Law (133)
- Brooklyn Law School (132)
- University of Tennessee College of Law (124)
- Keyword
-
- Law (146)
- Constitutional law (125)
- Supreme Court (117)
- International law (101)
- Climate change (100)
-
- Privacy (98)
- Human rights (92)
- Discrimination (85)
- Abortion (79)
- COVID-19 (78)
- Copyright (78)
- Education (77)
- Regulation (76)
- Criminal law (75)
- First Amendment (73)
- Technology (73)
- Race (71)
- Administrative law (66)
- Artificial intelligence (64)
- AI (63)
- Constitution (63)
- Intellectual property (63)
- Environmental law (62)
- International Law (61)
- Legislation (58)
- United States (57)
- Dobbs (56)
- Policy (56)
- Constitutional Law (55)
- Justice (55)
- Publication
-
- Faculty Scholarship (544)
- Articles (248)
- Ohio Northern University Law Review (245)
- Faculty Publications (225)
- Utah Court of Appeals Briefs (2020 –) (183)
-
- Scholarly Works (112)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (109)
- Student Works (104)
- Midad AL-Adab Refereed Quarterly Journal (103)
- Faculty Articles (100)
- Research Collection Yong Pung How School Of Law (83)
- 2023–2024 Flyers (74)
- Vanderbilt Law School Faculty Publications (73)
- 2022–2023 Flyers (72)
- Fordham Law Review (72)
- Journal Articles (69)
- internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation) (69)
- Georgetown Law Faculty Publications and Other Works (67)
- Roger Williams University Law Review (66)
- The Journal of the Michigan Dental Association (66)
- Mercer Law Review (65)
- Scholarly Articles (61)
- FIU Law Review (60)
- Georgia State University Law Review (60)
- Tennessee Journal of Law and Policy (59)
- GW Law Faculty Publications & Other Works (58)
- Jurnal Hukum & Pembangunan (55)
- Law Faculty Publications (53)
- Seton Hall Law Review (53)
- Cardozo Law Review (51)
- Publication Type
Articles 10741 - 10770 of 11462
Full-Text Articles in Law
แนวทางการกำหนดขอบเขตของการโฆษณาเปรียบเทียบ, พิณ ริ้วธำรงสฤษฏ
แนวทางการกำหนดขอบเขตของการโฆษณาเปรียบเทียบ, พิณ ริ้วธำรงสฤษฏ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้ประกอบธุรกิจย่อมเป็นผู้ที่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ สินค้าหรือบริการนั้นดีที่สุด และอยู่ในฐานะที่ ตัดสินใจว่าจะบอกข้อมูลส่วนไหนและอะไรบ้างแก่ผู้บริโภค ซึ่งการโฆษณาในรูปแบบการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ ของตนกับคู่แข่งทางการค้ามีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาว่าจะเข้าข่าย “การกระทำที่ไม่เป็นธรรมทางการค้า ( Unfair Trade Practice )" หรือไม่ หากการโฆษณาเปรียบเทียบโดยผู้ประกอบธุรกิจเองนั้นไม่มีลักษณะที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย และเมื่อข้อมูลที่นำมาใช้ในการเปรียบเทียบไม่เป็นการขัดกับหลักกฎหมายอันเกี่ยวกับการโฆษณาไว้ นั้น ย่อมต้องถือว่าเป็นการกระทำที่สามารถกระทำได้ ทั้งนี้ เมื่อมีแนวทางในการทำโฆษณาเปรียบเทียบที่ชัดเจน ทางกฎหมายอย่างเป็นหลักเกณฑ์ จะช่วยลดปัญหาข้อกฎหมายที่เกิดจากการการโฆษณาเปรียบเทียบ เช่น การ โฆษณาเปรียบเทียบที่อาจส่งผลเป็นการลดคุณค่าของเครื่องหมายการค้า หรือการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิใน การทำมาหาได้ของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น เป็นต้น
ความรับผิดเพื่อละเมิดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล : ศึกษาแนวคิดการหลีกเลี่ยงที่ใช้ต้นทุนถูกที่สุดและหลักการใส่ใจระมัดระวังที่ดี, พีระพัฒน์ เทพรักษ์
ความรับผิดเพื่อละเมิดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล : ศึกษาแนวคิดการหลีกเลี่ยงที่ใช้ต้นทุนถูกที่สุดและหลักการใส่ใจระมัดระวังที่ดี, พีระพัฒน์ เทพรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการซื้อขายสินค้าได้มีการพัฒนารูปแบบการซื้อขายที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เกิดช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่มากขึ้น สมัยอดีตนั้นการซื้อขายกันมีการตกลงกันระหว่าง 2 ฝ่าย ผู้ซื้อและผู้ขาย โดยต่างฝ่ายต่างสามารถระบุข้อตกลงตราบเท่าที่ต้องการระหว่าง 2 ฝ่าย รวมถึงสามารถตรวจสอบสินค้าด้วยตนเองได้ก่อนการชำระเงินค่าสินค้า แต่ในปัจจุบันการซื้อขายได้เปลี่ยนแปลงไป มีตัวกลางอย่าง Digital Platform เข้ามาเป็นตัวกลางในการซื้อขาย ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายไม่สามารถที่จะสร้างข้อตกลงระหว่าง 2 ฝ่ายได้ ขาดการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายซึ่งถูกจำกัดโดยตัวกลาง และอำนาจต่อรองของ Digital Platform ที่ถือว่ามีมากกว่าผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะด้วยฐานผู้บริโภคในตลาดออนไลน์ที่มีจำนวนมากจากการไม่มีขอบเขตของสถานที่ในการเสนอขายสินค้า ทำให้เกิดกลุ่มของผู้บริโภคที่มีทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงความสามารถที่จะตอบสนองลูกค้าที่สนใจสินค้าได้ตลอดเวลา (24 ชั่วโมง)ด้วยอำนาจต่อรองที่มากกว่านี้เอง ทำให้ Digital Platform มักทำข้อสัญญาที่ปฏิเสธความรับผิดของตนเอง โดยโอนความรับผิดชอบทั้งหมดไปให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้ขาย เมื่อเกิดธุรกรรมการซื้อขายขึ้น พบปัญหาต่างๆตามมาไม่ว่าจะเป็น การไม่ได้รับสินค้า สินค้ามีปัญหา สินค้าไม่ตรงตามที่เสนอขาย การถูกลวงขาย และอื่นๆ ตัวกลางอย่าง Digital Platform อาจปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ โดยระบุให้ผู้ซื้อและผู้ขายไปติดต่อและตกลงชดใช้ค่าความเสียหายกันเอง เป็นสิ่งที่สังคมเริ่มเกิดปัญหา เมื่อธุรกิจใหม่ๆมุ่งแต่จะหารายได้ แต่ขาดความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานของสังคมที่จะมีกฎหมายหรือบทลงโทษใดๆที่เกิดขึ้นจากผู้ประกอบธุรกิจที่จงใจหรือประมาทเลินเล่อ หรือแม้แต่การไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอในการประกอบธุรกิจ จนเกิดความความเสียหายแก่ผู้อื่นได้ศึกษาและวิเคราะห์มาตรการสำหรับความรับผิดเพื่อละเมิดอันเกิดจากการกระทำโดยจงใจ ประมาทเลินเล่อ หรือการงดเว้นหน้าที่ที่ต้องกระทำของ Digital Platform โดยศึกษากฎหมายและแนวคำพิพากษาของประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดเพื่อละเมิดในแต่ละลักษณะความผิด เช่น ความรับผิดเพื่อการกระทำของตนเอง ความรับผิดในการกระทำความผิดของผู้อื่น (Vicarious Liability) เป็นต้น และศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับความสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหรือความเสียหายได้โดยใช้ต้นทุนที่ถูกที่สุด (Cheapest Cost Avoider) เพื่อกำหนดความรับผิดเพื่อละเมิด ซึ่งเป็นหน้าที่ที่จะต้องใส่ใจระมัดระวัง (Duty of Care) ของ Digital Platformดังนั้นหากมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดเพื่อละเมิด กำหนดให้ Digital Platform มีความรับผิดต่อการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายของผู้ขายที่เสนอขายสินค้าผ่าน Digital Platform ตามหลักความรับผิดเพื่อละเมิดที่เกิดจากการกระทำความผิดของผู้อื่น (Vicarious Liability) จะทำให้มีมาตรการทางกฎหมายที่สามารถคุ้มครองผู้เสียหายจากการใช้บริการของ Digital Platform ให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายในเวลาที่เหมาะสม Digital Platform จำต้องออกคำสั่งหรือวางแนวนโยบายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย และถือว่าเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าในฐานะที่จะรับภาระในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายได้
หลักเกณฑ์การขอใช้ประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย, มณฑล แก่นโพธิ์
หลักเกณฑ์การขอใช้ประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย, มณฑล แก่นโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักเกณฑ์การขอใช้ประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย โดยมุ่งศึกษาถึงแนวคิด หลักการ และวิธีการขั้นตอนการขอใช้ประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งถือเป็นที่ดินของรัฐโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงศึกษารูปแบบของรัฐและการปกครองของแต่ละประเทศ เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ว่าการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถขอใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐได้นั้นเป็นผลมาจากการที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนการขอใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐที่ไม่สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจและขัดต่อหลักการปกครองตนเองอย่างมีอิสระของท้องถิ่นหรือไม่จากการศึกษาพบว่า การขอใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่ได้กำหนดเรื่องอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะไว้แต่อย่างใด อีกทั้งเกณฑ์ในการพิจารณาที่ไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจน ทำให้การพิจารณาคำขอใช้ประโยชน์ไม่ได้พิจารณาเพียงขั้นตอนตามกฎหมาย แต่รวมถึงการตรวจสอบความเหมาะสมขององค์กรปกครองของท้องถิ่น ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถขอใช้ที่ดินของรัฐในพื้นที่ได้หากราชการส่วนกลางหรือราชการส่วนภูมิภาคไม่อนุญาต ดังนั้น เอกัตฉบับนี้จึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำหนดขั้นตอนการขอใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐให้สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งจะทำให้ที่ดินของรัฐถูกใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ปัญหาการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อป้องกันการเข้าถึงจากเด็กและเยาวชน, ศศินิภา สุขเกษม
ปัญหาการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อป้องกันการเข้าถึงจากเด็กและเยาวชน, ศศินิภา สุขเกษม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากการที่ประเทศไทยได้ปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 และมีการผลักดันส่งเสริมให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ โดยยกเลิกความผิดฐานผลิต นำเข้า ส่งออก มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพหรือเสพ แต่ยังคงควบคุมในส่วนของช่อดอกกัญชา และห้ามมีปริมาณความเข้มข้นของสาร THC (Tetrahydrocannabinol) เกินกว่าร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก ซึ่งปลดกัญชาโดยปราศจากกฎหมายควบคุมอย่างชัดเจนทำให้เกิดภาวะสุญญากาศในการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ทำให้อายุของเด็กที่เสพหรือบริโภคกัญชามีอายุลดน้อยลง ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุอันเกิดจากการที่เด็กหรือเยาวชนบริโภคผลิตภัณฑ์กัญชาอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่ตั้งใจบริโภคและเข้าใจผิดว่าไม่มีส่วนผสมของกัญชาจึงบริโภค และการบริโภคนั้นอาจส่งผลร้ายในเด็กและเยาวชนในบางราย เช่น ผลิตภัณฑ์กัญชาประเภทอาหารที่ทำออกมาในรูปแบบของขนมที่มีขายในท้องตลาดทั่วไปจำพวกคุ้กกี้ทำให้มีลักษณะที่คล้ายกับโอรีโอ้โดยใส่ส่วนผสมของกัญชาเข้าไปในขนม โดยลักษณะของอาหารนี้อาจทำให้เด็กและเยาวชนเกิดความเข้าใจผิดว่าสามารถรับประทานได้ รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการใช้บริโภคกัญชา หากออกแบบให้มีลักษณะที่ดึงดูดเด็กและเยาวชนก็จะเกิดปัญหาจากการที่ผู้บริโภคจะเป็นเด็กและเยาวชนที่มีอายุลดน้อยลง ทั้งยังไม่มีการจำกัดพื้นที่และขอบเขตของสถานที่ที่สามารถจำหน่ายและบริโภคไว้อย่างชัดเจน ตลอดจนไม่มีการกำหนดรูปแบบของผลิตภัณฑ์ในด้านบรรจุภัณฑ์และฉลาก รูปแบบโฆษณาและการตลาดเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ ซึ่งประเด็นทั้งหมดนี้หากไม่มีการควบคุมก็จะส่งผลเสียต่อการเข้าถึงผลิตภัณฑ์กัญชาในเด็กและเยาวชนได้ จึงควรมีการกำนดมาตรการ หรือกฎหมายที่ใช้ควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาให้ชัดเจน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาถึงกฎหมายการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาในต่างประเทศเพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย
ปัญหาการปรับใช้ มาตรา 1382 และมาตรา 1383 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ : ศึกษากรณีการใช้หลักสุจริตในการกำหนดอายุความ, วรนิษฐา ทรัพย์ประดิษฐ
ปัญหาการปรับใช้ มาตรา 1382 และมาตรา 1383 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ : ศึกษากรณีการใช้หลักสุจริตในการกำหนดอายุความ, วรนิษฐา ทรัพย์ประดิษฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กฎหมายครอบครองปรปักษ์คือ การที่บุคคลหนึ่งครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เป็นระยะเวลาติดต่อกันตามที่กฎหมายกำหนด บุคคลนั้นจะได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ซึ่งมีบทบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และ 1383 โดยเอกัตศึกษาเล่มนี้มุ่งศึกษาที่มาและเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครองปรปักษ์ โดยศึกษาถึงที่ต้นกำเนิด และเหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้เกิดหลักกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากในปัจจุบันเกิดปัญหาและข้อพิพาทมากมายอันสืบเนื่องมาจากการครอบครองปรปักษ์ ทั้งการที่กฎหมายรับรองให้สามารถมีการครอบครองปรปักษ์จากการได้ทรัพย์มาโดยไม่สุจริตได้ ทำให้สังคมเกิดการตั้งคำถามว่ากฎหมายที่มีและเป็นอยู่มีความเป็นธรรมหรือไม่ คุ้มครองสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินได้อย่างเพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม อันส่งผลไปถึงความเหมาะสมของอายุความครอบครองปรปักษ์ด้วยเหตุนี้ จึงควรพิจารณาถึงที่มาและพัฒนาการของกฎหมายครอบครองปรปักษ์ รวมถึงเจตนารมณ์ของผู้ร่างเพื่อนำมาเทียบเคียงกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีความเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน และอาจสามารถปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติในเรื่องการครอบครองปรปักษ์ให้เหมาะสมและเป็นธรรม ต่อเจ้าของหรือทายาทของเจ้าของทรัพย์สิน รวมทั้งมีน้ำหนักได้สัดส่วนกับประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเอกัตศึกษาเล่มนี้จึงได้ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายครอบครองปรปักษ์ในแต่ละประเทศ โดยพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ บริบททางสังคม และแนวคิดของกฎหมายแต่ละประเทศนั้น ๆ รวมถึงแนวความคิดของนักกฎหมายที่เสนอแนวทางเพื่อปรับแก้กฎหมายครอบครองปรปักษ์เพื่อให้มีความเป็นธรรมกับเจ้าของทรัพย์สินมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ โดยศึกษาหลักกฎหมายโรมัน อันเป็นต้นกำเนิดของกฎหมายครอบครองปรปักษ์ กฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นต้นแบบที่ประเทศไทยนำมาศึกษาและพัฒนาเป็นกฎหมายครอบครองปรปักษ์ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในปัจจุบัน รวมถึงกฎหมายของประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมัน ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศโปแลนด์ ซึ่งมีแนวคิดให้ความสำคัญกับหลักสุจริตในการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ และได้รับอิทธิพลมาจากกฎหมายโรมัน นอกจากนี้ยังศึกษาถึงแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่ดินที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งควรนำมาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดอายุความครอบครองปรปักษ์ที่เหมาะสมได้
แนวทางในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคของการใช้ดาร์กแพทเทิร์นของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522, ศศินี เรืองอารีย์รัชต์
แนวทางในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคของการใช้ดาร์กแพทเทิร์นของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522, ศศินี เรืองอารีย์รัชต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันมีผู้เข้าถึงข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทำธุรกรรมทางการเงิน รวมไปถึงซื้อขายออนไลน์เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งทำให้ตกอยู่ในฐานะของผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน ด้านผู้ประกอบธุรกิจย่อมประสงค์ให้ธุรกิจเติบโต มียอดขายที่ดี หรือมีการเข้าถึงโดยคนจำนวนมาก จึงมีการกระทำที่เรียกว่า ดาร์กแพทเทิร์น (Dark Pattern) อันเป็นการออกแบบอินเตอร์เฟสและรูปแบบตัวเลือกบนแพลตฟอร์มออนไลน์หรือเว็บไซต์ ในมุมมองของการตลาด เดิมมักถูกใช้ในเชิงบวก คือ ทำให้ลูกค้าหรือผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น มีการจับคู่กับบุคคลที่เหมาะสมกับสินค้านั้นๆ หรือลดระยะเวลาในการเข้าทำรายการ อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวก็อาจถูกใช้โดยไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและมีผลในทางลบต่อการแข่งขันในตลาด เมื่อผู้ประกอบธุรกิจอาศัยดาร์กแพทเทิร์น (Dark Pattern) ที่มีรูปแบบของการกระทำที่หลากหลายมาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลกำไรและสร้างอำนาจทางการตลาดโดยปราศจากจิตสำนึกและความรับผิดชอบ ย่อมเป็นการทำลายพฤติกรรมของผู้บริโภค เพราะการซื้อของผู้บริโภคนั้นไม่ได้เกิดจากการตัดสินโดยอิสระอย่างแท้จริง เมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะผู้ประกอบธุรกิจมีการนำการตลาดและการโฆษณามาส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการ จึงมีการกำหนดสิทธิผู้บริโภคและหน้าที่ของผู้ประกอบการ โดยได้มีการบัญญัติรับรองสิทธิของผู้บริโภคไว้ในมาตรา 4 ซึ่งจะขอเน้นพิจารณาถึงสิทธิของผู้บริโภคที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ เนื่องจากดาร์กแพทเทิร์นเป็นการกระทำที่ขัดต่อสิทธิข้อนี้โดยตรง เพราะทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการได้โดยสมัครใจ และถูกชักจูงโดยการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งบทบัญญัติที่พอจะนำมาปรับใช้กับดาร์กแพทเทิร์นได้ ก็เป็นในส่วนของการโฆษณาที่มีการใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือข้อความที่เป็นเท็จ รวมถึงการสร้างความรำคาญ อันทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม แม้บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 จะให้การคุ้มครองสิทธิแก่ผู้บริโภค แต่เนื่องด้วยดาร์กแพทเทิร์นมีความเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง หรือมีผลในเชิงเบี่ยงเบนการตัดสินใจของผู้บริโภคให้ต่างไปจากเดิมอันเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้บริโภคตั้งแต่เพียงเล็กน้อยไปจนถึงการสูญเสียทางด้านทรัพย์สินหรือความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคลที่มีมูลค่าสูง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องการมีการศึกษาถึงปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นดังกล่าวของผู้ประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของภาครัฐควรจัดให้มีการหารือถึงแนวทางการจัดการกับปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นอันมีผลเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ซึ่งสามารถศึกษาแนวทางได้จากทั้งสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศอินเดีย อันเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของบริษัททางด้านเทคโนโลยีชื่อดังจำนวนมาก จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ประเทศไทยยังขาดมาตรการทางกฎหมายในการจัดการกับปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นอันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค รัฐจึงควรมีการจัดทำแนวทาง (Guideline) สำหรับผู้ประกอบธุรกิจในการป้องกัน หลีกเลี่ยง และดำเนินการแก้ไขปรับปรุงการออกแบบเว็บไซต์และแพลตฟอร์มให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว โดยแนวทางดังกล่าวสาระสำคัญควรประกอบไปด้วยการกำหนดนิยามของดาร์กแพทเทิร์น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภค ประเภทของการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการใช้ดาร์กแพทเทิร์มพร้อมด้วยแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ ตลอดจนการพิจารณาถึงความเป็นไปและรูปแบบของมาตรการทางกฎหมายสำหรับการพัฒนาและเพิ่มเติมกฎหมายให้สามารถควบคุมดาร์กแพทเทิร์นให้มีประสิทธิภาพ เสริมความคุ้มครองผู้บริโภค และเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคในทางปฏิบัติ
ปัญหาการกำกับดูแลธุรกิจ Cloud Kitchen ในประเทศไทย, สิริกาญจน์ ขุนณรงค์
ปัญหาการกำกับดูแลธุรกิจ Cloud Kitchen ในประเทศไทย, สิริกาญจน์ ขุนณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ หรือ Cloud Kitchen นั้น เป็นการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบใหม่ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงระยะเวลาภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นธุรกิจจำหน่ายอาหารที่มุ่งเน้นจำหน่ายอาหารโดยการสั่งและจัดส่งผ่านช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น ช่องทางฟู้ดเดลิเวอรี่ ไม่มีพื้นที่หน้าร้านให้ลูกค้าเข้าใช้บริการได้ และยังมีรูปแบบการประกอบธุรกิจที่ค่อนข้างหลากหลาย แตกต่างกันไปตามปัจจัยแวดล้อม แผนการดำเนินงาน และองค์ประกอบทางธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบครัวระบบคลาวน์ซึ่งเป็นครัวเดี่ยว ซึ่งเป็นครัวที่มีผู้ประกอบกิจการเพียงแบรนด์เดียว สำหรับครัวเดียว หรือรูปแบบครัวระบบคลาวน์ซึ่งเป็นครัวรวม หรือ Shared Kitchen อันเป็นการใช้พื้นที่ครัว อุปกรณ์ วัตถุดิบ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือผู้สัมผัสอาหารร่วมกันของหลายแบรนด์ธุรกิจร้านอาหาร หรือรูปแบบครัวระบบคลาวน์ซึ่งเป็นครัวที่ดำเนินการเตรียม ปรุง และจัดส่งอาหารโดยพนักงานของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรับและส่งอาหารนั้น เป็นต้นซึ่งเมื่อธุรกิจจำหน่ายอาหารมีความหลากหลาย มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป เกิดเป็นธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบใหม่มากมาย ดังเช่นในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ แต่ประเทศไทยกลับมีบทบัญญัติกฎหมายและแนวทางกำกับดูแลการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารที่มุ่งเน้นใช้กำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบดั้งเดิม อันมีลักษณะเป็นธุรกิจร้านอาหารที่มีหน้าร้าน และมีรูปแบบการประกอบอาหารแบบครัวเดี่ยว โดยแนวทางกำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารจะเป็นไปตามบังคับแห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และกฎกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 เป็นหลัก ทำให้ภาครัฐไม่สามารถบังคับใช้บทบัญญัติกฎหมายกับธุรกิจจำหน่ายอาหารได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง อีกทั้งยังมีปัญหาความล้าหลังของบทบัญญัติกฎหมายที่ยังไม่มีบทบัญญัติกฎหมายหรือแนวทางกำกับดูแลการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารที่เป็นรูปแบบใหม่นี้เป็นการเฉพาะ จนอาจมีช่องว่าง ไม่ชัดเจน ไม่สอดคล้อง และไม่ครอบคลุมเพียงพอกับการกำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารที่มีความหลากหลายในปัจจุบัน โดยเฉพาะในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจอาจอาศัยช่องว่างจากความไม่ชัดเจน ไม่สอดคล้องดังกล่าวดำเนินธุรกิจเหล่านั้นจนเกิดเป็นประเด็นปัญหาในหลายมิติ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคซึ่งเลือกซื้ออาหารผ่านช่องทางออนไลน์ซึ่งเตรียมและปรุงอาหารผ่านครัวระบบคลาวน์ โดยเฉพาะในรูปแบบครัวรวมผู้เขียนจึงได้จัดทำเอกัตศึกษาฉบับนี้ขึ้นโดยศึกษาเปรียบเทียบบทบัญญัติกฎหมายและแนวทางกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ในประเทศไทย ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศสิงคโปร์ โดยมุ่งเน้นศึกษาในส่วนของข้อกำหนดด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยอาหาร หลักปฏิบัติ หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจให้บริการและผู้ใช้บริการครัวระบบคลาวน์ ตลอดจนการให้ความคุ้มครองและความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในการพิจารณาเลือกซื้ออาหารซึ่งเตรียมและปรุงผ่านครัวระบบคลาวน์ โดยเฉพาะในรูปแบบครัวรวมที่มีการใช้พื้นที่ร่วมกันของร้านอาหารหลากหลายแบรนด์ ทั้งนี้ ผู้เขียนพบว่าธุรกิจธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์นั้นควรมีแนวทางในการกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ ในหลายมิติ ทั้งด้านการกำหนดนิยามและแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจน การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขแนวทางการขออนุญาตประกอบกิจการ และแนวทางคุ้มครองและให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคจากการเลือกสั่งซื้ออาหารจากครัวระบบคลาวน์ โดยการแสดงข้อมูลเบื้อต้น อันได้แก่ สถานที่ตั้งครัวระบบคลาวน์ ครัวที่ทำการปรุงอาหารนั้นโดยแท้จริงในกรณีที่อาหารนั้นได้รับการปรุงผ่านครัวของแบรนด์ร้านอาหารหรือครัวอื่นที่มิใช่แบรนด์ที่ผู้บริโภคตัดสินใจสั่งซื้ออาหาร ตลอดจนแสดงผลการปฏิบัติตามแนวทางกำกับดูแลของครัวระบบคลาวน์นั้นว่าดำเนินการถูกต้องเหมาะสมเพียงใด เพื่อสร้างความไว้วางใจให้ผู้บริโภคผ่านการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและมีมาตรฐาน ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อและบริโภคอาหารที่ปลอดภัย ถูกสุขอนามัย ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดต่อผลกระทบทางด้านร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถกำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ได้อย่างชัดเจนและครอบคลุม
หลักพื้นฐานในการร่างกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย, สุริยะรังสี ธงชัย
หลักพื้นฐานในการร่างกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย, สุริยะรังสี ธงชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาเล่มนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิต หรือสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาร์บอนเครดิตเป็นวัตถุไม่มีรูปร่างชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาซื้อขายกันได้ในฐานะวัตถุแห่งสัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จากการศึกษาพบว่า คาร์บอนเครดิตมีลักษณะแตกต่างจากทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หลายประการ เช่น คาร์บอนเครดิตไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน ผู้ขายอาจไม่มีกรรมสิทธิ์ขณะทำสัญญา ราคาคาร์บอนเครดิตมีความผันผวนสูงคล้ายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จึงไม่อาจกำหนดราคาแน่นอนได้ในขณะทำสัญญา การส่งมอบหรือโอนคาร์บอนเครดิตจะถือว่าสมบูรณ์ต่อเมื่อคาร์บอนเครดิตได้โอนเข้าบัญชีนายทะเบียนของผู้ซื้อและได้รับการยืนยันจากหน่วยงานทางทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ในกรณีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านตลาดซื้อขายล่วงหน้าหรือศูนย์การซื้อขายคาร์บอนเครดิตมักไม่มีการส่งมอบสินค้ากันจริง และผู้ซื้อมักเป็นนักเก็งกำไร ซึ่งไม่ได้ประสงค์ในกรรมสิทธิ์หรือครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในตัวสินค้า หากแต่มุ่งแสวงหากำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาที่ทำสัญญาไว้กับราคาสินค้าจริง ณ วันหมดอายุของสัญญาเท่านั้นในปัจจุบัน ระบบกฎหมายของประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับธุรกรรมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตโดยเฉพาะ และไม่มีการออกกฎหมายลำดับรอง เช่น ประกาศ หรือข้อบังคับ หรือแนวทางในการกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างชัดเจน คู่สัญญาจึงอาจแสดงเจตนาเข้าทำสัญญา หรือกำหนดเนื้อหาของสัญญาได้ตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญา อย่างไรก็ตาม การที่ไม่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้ชัดเจน อาจก่อให้เกิดปัญหาเนื่องจากธุรกรรมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีความซับซ้อน หากคู่สัญญาไม่มีความรู้ ความเข้าใจอย่างเพียงพอในการกำหนดเนื้อหาของคู่สัญญา อาจก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้ดังนั้น ผู้เขียนจึงมุ่งศึกษาเปรียบเทียบเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตตลอดจนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องตามระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทางในการกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยต่อไป
แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีการฟอกเขียวโดยผู้ประกอบการ (Greenwashing), อริสาสิริ ชมกรด
แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีการฟอกเขียวโดยผู้ประกอบการ (Greenwashing), อริสาสิริ ชมกรด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดพื้นฐานและความเป็นมาของการคุ้มครองสิทธิจของผู้บริโภคใน การฟอกเขียว หรือการกล่าวอ้างถึงสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรการในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจากการฟอกเขียว นั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พุทธศักราช 2522 โดยเปรียบเทียบกับมาตรการคุ้มครองของของ ต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป เพื่อเป็น แนวทางในการวิเคราะห์ปัญหาที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคจากการฟอกเขียว หรือการกล่าวอ้างถึง สิ่งแวดล้อมตามกฎหมายไทย และสามารถเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ จากการวิจัยพบว่าสิทธิของผู้บริโภคในการได้รับการคุ้มครองจากการฟอกเขียวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของ ผู้บริโภคอันควรได้รับการคุ้มครองไว้เป็นสำคัญ ผู้เขียนจึงขอเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะกรรมการ ว่าด้วยการโฆษณา และออกมาตรการอื่นเพิ่มเติม เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วนและ ครอบคลุม
กระบวนการก่อนชั้นอนุญาโตตุลาการ : ศึกษากรณีผลผูกพันของคู่กรณีที่ตกลงให้ใช้การระงับข้อพิพาทด้วยคณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาทในสัญญาก่อสร้าง (Daab), อรีญา วัฒนทรายทอง
กระบวนการก่อนชั้นอนุญาโตตุลาการ : ศึกษากรณีผลผูกพันของคู่กรณีที่ตกลงให้ใช้การระงับข้อพิพาทด้วยคณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาทในสัญญาก่อสร้าง (Daab), อรีญา วัฒนทรายทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กระบวนการก่อนชั้นอนุญาโตตุลาการ (Pre-Arbitration Procedure) เป็นกระบวนการที่ใช้ในการแก้ไขข้อพิพาทก่อนเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ (Arbitration) ที่อาจทำให้ประเด็นข้อขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในระหว่างการก่อสร้างโครงการตามสัญญาก่อสร้างหมดไป และไม่จำเป็นต้องนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อคู่สัญญาที่จะสามารถแก้ไขข้อพิพาทได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นหากมีการเลือกใช้กระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาท เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท ซึ่งบุคคลที่ถูกคัดเลือกให้เป็นคณะกรรมการเพื่อชี้ขาดข้อพิพาทนั้นมักเป็นวิศวกร ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ และได้คลุกคลีอยู่กับโครงการก่อสร้างนั้นมาตั้งแต่เริ่มก่อสร้างโครงการ จึงทำให้สามารถเข้าใจปัญหาและวินิจฉัยตัดสินปัญหานั้นได้ดีกว่า โดยในสัญญาก่อสร้างของต่างประเทศ หรือมีลักษณะระหว่างประเทศปรากฏข้อตกลงในสัญญาให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาท (Dispute Adjudication Board หรือ DAAB) เพื่อทำหน้าที่พิจารณาชี้ขาด หรือตัดสินประเด็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งข้อตกลงในแบบสัญญาก่อสร้างมาตรฐานของต่างประเทศที่ผู้เขียนได้นำมาศึกษาเปรียบเทียบเพื่อวางแนวปฏิบัติในการทำข้อตกลงในการทำสัญญาก่อสร้างในประเทศไทย คือ สัญญา FIDIC และ NEC นอกจากนี้การเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการยังทำให้เกิดค่าใช้จ่าย ใช้เวลาในการดำเนินการนานขึ้น และส่งผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างให้ได้รับความเสียหายมากการศึกษากรณีผลผูกพันของคู่กรณีที่ตกลงให้ใช้คณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาทมีวัตถุประสงค์หลักคือ การวิเคราะห์และทบทวนกระบวนการการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างคู่กรณี โดยใช้คณะกรรมการ ชี้ขาดข้อพิพาทในสัญญาก่อสร้างเป็นเครื่องมือในการแก้ไขข้อพิพาทที่เกิดขึ้น โดยมุ่งเน้นที่การวิเคราะห์กรณีที่มีผลผูกพันในการใช้การระงับข้อพิพาท เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ DAAB ในการแก้ไขข้อพิพาท จากผลการศึกษาพบว่าในประเทศสิงคโปร์ ได้ให้ความสำคัญของกระบวนการการระงับข้อพิพาทหลายระดับโดยต้องมีการปฏิบัติตามข้อตกลงตามสัญญาอนุญาโตตุลาการให้ครบถ้วนก่อนจึงจะสามารถนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการได้ ส่วนในประเทศอังกฤษ มีทั้งกรณีที่มีการยอมรับให้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่กำหนดในสัญญาให้ครบถ้วนก่อน และกรณีที่ศาลถือตามเจตนารมณ์ของคู่พิพาทที่ประสงค์จะระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการ และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ศาลมีความเห็นตามอนุญาโตตุลาการที่มีอำนาจพิจารณาโดยใช้หลัก Admissibility วินิจฉัยตามเจตนารมณ์ของคู่สัญญา รับข้อพิพาทไว้พิจารณาได้ แม้จะไม่ได้กระทำการให้ครบขั้นตอนก่อนกระบวนการอนุญาโตตุลาการก็ตาม สำหรับประเทศไทยแม้จะยังไม่เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการบังคับใช้คณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาทเกิดขึ้น แต่มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตีความตามสัญญาที่แตกต่างกับการตีความตามสัญญาของศาลในประเทศอังกฤษ จึงเห็นควรกำหนดแนวทางสำหรับการกำหนดข้อสัญญาในประเทศไทยเกี่ยวกับผลผูกพันของการมีคณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาทเพื่อให้เกิดความชัดเจน เป็นสากล และเพื่อเป็นการลดข้อพิพาทที่จะเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ รวมถึงลดข้อพิพาทที่จะขึ้นสู่ศาลเพื่อให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้
แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านพักอาศัย, อารียา พยัคฆาภรณ์
แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านพักอาศัย, อารียา พยัคฆาภรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในปัจจุบัน และมีแนวโน้มจะมากขึ้นอีกในอนาคต อย่างไรก็ดี ด้วยลักษณะเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคต้องมีความรู้ ความเข้าใจในตัวสินค้า และเป็นการลงทุนระยะยาวที่ใช้เวลาการคืนทุนค่อนข้างนาน จึงมีความจำเป็นที่ผู้บริโภคจะต้องได้รับสัญญาที่มีข้อกำหนดระบุถึงสาระสำคัญของสินค้า ตลอดจนสิทธิหน้าที่ของผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ ประกอบกับปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีของการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านพักอาศัยเป็นการเฉพาะจากการศึกษาแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญากรณีติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านพักอาศัยของต่างประเทศ ได้แก่ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เครือรัฐออสเตรเลีย ประเทศญี่ปุ่น และประเทศมาเลเซีย พบว่ามีแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญาที่แตกต่างกัน โดยแบ่งรูปแบบการบังคับใช้กับผู้ประกอบธุรกิจได้เป็น 2 รูปแบบ คือ บังคับใช้โดยกฎหมาย และ อาศัยความสมัครใจของผู้ประกอบธุรกิจ เมื่อผู้วิจัยวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับบริบทของประเทศไทยแล้ว พบว่าแต่ละรูปแบบการบังคับใช้มีความเหมาะสมกับประเทศไทยในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ในช่วงระยะเริ่มต้นที่ผู้บริโภคเริ่มสนใจการติดตั้งโซลาร์เซลล์ และยังไม่ได้ปรากฏข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคจากผู้ประกอบธุรกิจ การบังคับใช้เป็นกฎหมายจึงยังไม่อาจกระทำได้ เพราะตามแนวปฏิบัติในการออกประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาให้เป็นธุรกิจควบคุมสัญญาจะต้องปรากฏสถิติข้อร้องเรียนก่อน ผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการเผยแพร่แบบสัญญามาตรฐานสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนบนเว็บไซต์ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน อันเป็นแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภครูปแบบสมัครใจในระยะเริ่มต้นก่อน แต่หากในอนาคตปรากฏข้อร้องเรียนเช่นว่านั้น ผู้วิจัยเสนอให้นำรูปแบบการบังคับใช้เป็นกฎหมาย หรือ รูปแบบที่อาศัยความสมัครใจของผู้ประกอบธุรกิจมาปรับใช้ตามความเหมาะสมต่อไปในประเด็นเรื่องหน่วยงานกำกับดูแล ผู้วิจัยเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นหน่วยงานผู้มีหน้าที่มีอำนาจกำกับดูแลธุรกิจติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านพักอาศัย ด้วย สคบ. มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคมากกว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)
Among Us: Impostor Syndrome And Barriers To Black Success, Deshayla M. Strachan
Among Us: Impostor Syndrome And Barriers To Black Success, Deshayla M. Strachan
Cardozo Journal of Equal Rights & Social Justice
Black women are going places-but they're not going into the practice of law. While law schools are becoming more diverse, the legal profession is not. The lack of diversity in the legal profession, coupled with existing implicit bias, causes heightened Impostor Syndrome in women, especially Black women, as well as women from other underrepresented groups. The harder the impostor feelings hit, the more difficult it is to retain women of color in the legal profession. Emotions associated with Impostor Syndrome (e.g., feelings of insufficiency) begin upon entry into the legal profession, as many roadblocks prevent marginalized groups from gaining admission …
Easing The Burden Of Survivors Of Domestic Violence Through The "One Family, One Judge" Court Model: Why Integrated Domestic Violence ("Idv") Courts Should Be Instituted Throughout The United States, Elka B. Blonder
Cardozo Journal of Equal Rights & Social Justice
The note advocates for the implementation of Integrated Domestic Violence (IDV) Courts nationwide, arguing that these courts provide a more efficient and supportive system for survivors of domestic violence by consolidating criminal, civil, and family cases under a single judge. This "one family, one judge" model aims to reduce the fragmentation and trauma survivors face in traditional court systems, offering a holistic approach that enhances survivor safety and offender accountability.
ปัญหาการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร, ปวีณธร อมรพันธุ์
ปัญหาการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร, ปวีณธร อมรพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาปัญหาการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร เพื่อให้ทราบถึงขั้นตอนและขอบเขตการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร การกำหนดแนวทางการการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร การกำหนดแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร และการแสวงหาพยานหลักฐานในการสอบสวนได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหารตามกฎหมายทหารของประเทศไทยนั้น หากปรากฏว่ามีการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จะเริ่มจากการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ปรากฏ จากนั้นจึงดำเนินการสอบสวนวินัยและอาญา แต่พยานหลักฐานในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้นหากปล่อยระยะเวลาให้ล่าช้า พยานหลักฐานอาจถูกทำลายหรือสูญสลายไป แต่กระบวนการในการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหารตั้งแต่การสอบสวน การจับ หรือการค้น ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ซึ่งมิได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจในการสอบสวน การจับ และการค้น โดยเฉพาะการจับและการค้นโดยไม่มีหมายในคดีความผิดเกี่ยวยาเสพติดในที่ตั้งหน่วยทหาร ต่างจากกฎหมายทหารของต่างประเทศที่ได้บัญญัติฐานความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้ในกฎหมายทหารของตนเอง เมื่อเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายทหาร จึงทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจในการสอบสวน การจับ และการค้น โดยเฉพาะการการจับและการค้นโดยไม่มีหมายในคดีความผิดเกี่ยวยาเสพติดในที่ตั้งหน่วยทหารได้ ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและชอบด้วยกฎหมาย จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจในการสอบสวน การจับ และการค้น โดยเฉพาะการจับและการค้นโดยไม่มีหมายในคดีความผิดเกี่ยวยาเสพติดในที่ตั้งหน่วยทหารได้
การวิเคราะห์ประเด็นปัญหาการเอาไปซึ่งอสังหาริมทรัพย์, อัญชิษฐา จันทร์แจ่ม
การวิเคราะห์ประเด็นปัญหาการเอาไปซึ่งอสังหาริมทรัพย์, อัญชิษฐา จันทร์แจ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผิดฐานลักทรัพย์ โดยมุ่งศึกษากรณีวัตถุแห่งการกระทำในความผิดฐานลักทรัพย์เป็นอสังหาริมทรัพย์ ตามที่ได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 4096/2557 และ ที่ 5295/2563 วินิจฉัยไปในแนวทางเดียวกันว่า การที่จำเลยนำห้องชุดของผู้อื่นซึ่งตนถือกรรมสิทธิ์แทนไปขายให้แก่บุคคลที่สาม จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์ในการตีความกฎหมายอาญา จะเห็นได้ว่า ศาลตีความคำว่า "ทรัพย์" โดยขยายความให้รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้สามารถปรับใช้บทบัญญัติกับข้อเท็จจริงในคดีได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่มิได้คำนึงถึงนิยามหรือบทวิเคราะห์ศัพท์ที่มีอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การตีความในลักษณะนี้จะทำให้เกิดความไม่ชัดเจนแน่นอนซึ่งขัดกับหลักความชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อพิจารณาองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 การกระทำต้องมีการเอาไปหรือการพาทรัพย์เคลื่อนที่ไป เมื่อวัตถุแห่งการกระทำเป็นอสังหาริมทรัพย์จึงไม่อาจมีการกระทำในลักษณะการเอาไปที่จะทำให้ครบองค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์ได้ บทสรุปของวิทยานิพนธ์เล่มนี้ คือ อสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถเป็นวัตถุแห่งการกระทำในความผิดฐานลักทรัพย์ได้ และผู้เขียนมีข้อเสนอแนะ 2 ประการ ด้วยกัน ประการแรก ในกรณีมีคดีที่มีข้อเท็จจริงคล้ายคลึงกับคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวข้างต้น ศาลอาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดฐานอื่นให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่ศาลพิจารณาได้ความได้ และอีกประการหนึ่ง เพื่อลดปัญหาการตีความโดยขยายความเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด จึงควรบัญญัตินิยามคำว่า “ทรัพย์” ในประมวลกฎหมายอาญาให้มีขอบเขตที่ชัดเจน และบัญญัติความผิดเกี่ยวกับการเอาไปซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมตามแนวคิดในการบัญญัติความผิดฐานรุกล้ำอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมขึ้นมาจากความผิดฐานลักทรัพย์ของประเทศญี่ปุ่น
การวิเคราะห์บทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1, อิษิรา ธนรัช
การวิเคราะห์บทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1, อิษิรา ธนรัช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายของบทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 โดยมีขอบเขตที่มุ่งศึกษาตั้งแต่แนวคิดเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรม แนวความคิดและหลักการดำเนินคดีอาญา ความเป็นมา หลักการและเหตุผล และเจตนารมณ์ของบทบัญญัติกฎหมาย ไปจนถึงมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมและตรวจสอบการฟ้องคดีอาญาของเอกชนตามกฎหมายตามกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศ บทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 เป็นบทบัญญัติที่มีความไม่ชัดเจน ประกอบกับยังไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางในการวินิจฉัยหรือตีความ การปรับใช้บทบัญญัติมาตรานี้จึงอาจกระทบต่อสิทธิโดยชอบธรรมของประชาชนในการเสนอคดีอาญาต่อศาลและไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการดำเนินคดีอาญา อย่างไรก็ตาม มีข้อค้นพบว่า ควรแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติดังกล่าว โดยให้การค้นหาความสุจริตในการฟ้องคดีเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการไต่สวนมูลฟ้อง และยกเลิกถ้อยคำทั้งในส่วนที่จำกัดสิทธิของเอกชนผู้ฟ้องคดีจนเกินสมควรและในส่วนที่ไม่อยู่ในความหมายของการฟ้องคดีโดยสุจริต รวมถึงควรกำหนดแนวทางในการใช้ดุลพินิจของศาล นอกจากนี้ ควรมีการกำหนดให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายแก่ผู้ถูกฟ้องคดีจากการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตด้วย
การแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาภายใต้มาตรา 54(1) พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560, ศรุตา พุมดวง
การแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาภายใต้มาตรา 54(1) พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560, ศรุตา พุมดวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่ง เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้ในตลาดที่มีการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์ ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นคู่แข่งกันกลับใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารความต้องการในการกำหนดราคาหรือเงื่อนไขทางการค้าที่ส่งผลต่อราคาระหว่างกัน จนก่อให้เกิดการร่วมกันจำกัดการแข่งขันด้านราคาในตลาด การจะวินิจฉัยว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่งลักษณะใดผิดกฎหมายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน เนื่องจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาในบริบทของตลาดหนึ่งอาจมีผลเป็นการส่งเสริมประสิทธิภาพ แต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาในลักษณะเดียวกันในอีกตลาดหนึ่งอาจส่งผลเป็นการจำกัดการแข่งขันได้ ด้วยเหตุนี้ บทบัญญัติแห่งกฎหมายจึงไม่สามารถบัญญัติห้ามการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่งไว้โดยเฉพาะเจาะจง แต่เป็นหน้าที่ของผู้บังคับใช้กฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่งในแต่ละกรณีเข้ากับองค์ประกอบของบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการร่วมกันจำกัดการแข่งขันหรือไม่ อย่างไร ดังนั้น วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงทำการศึกษาเกี่ยวกับแนวคิด วิธีการใช้ การตีความบทบัญญัติว่าด้วยการควบคุมการร่วมกันจำกัดการแข่งขัน ตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าสหภาพยุโรปและกฎหมายต่อต้านทรัสต์ของสหรัฐอเมริกา ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่ง เพื่อที่จะหาวิถีทางในการใช้บทบัญญัติว่าด้วยการห้ามการร่วมกันจำกัดการแข่งขันด้านราคา ตามมาตรา 54(1) พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 กับการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่งอย่างเหมาะสมต่อไป
ปัญหาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงาน, กิตติธัช ณรงค์ชัย
ปัญหาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงาน, กิตติธัช ณรงค์ชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นเครื่องมือสำคัญในการยุติข้อพิพาททางด้านแรงงาน ที่ต้องการให้ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นสามารถระงับลงโดยคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถกลับไปทำงานร่วมกันได้อย่าปกติสุขอีกครั้ง อันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมแรงงานและเศรษฐกิจของประเทศ แต่เมื่อพิจารณาถึงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแรงงานทั้งในศาลแรงงานและนอกศาลแรงงานในปัจจุบันกลับพบว่า การไกล่เกลี่ยที่ปรากฏอยู่ในบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแรงงาน และแนวปฏิบัติของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน รวมถึงคณะกรรมการที่เกี่ยวกับการแรงงานนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายฉบับ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน และไม่สอดคล้องเชื่อมโยงกัน รวมทั้งยังมีประเด็นอีกหลายประเด็นที่เป็นการโต้แย้งสิทธิอันเป็นการพิพาททางด้านแรงงานแต่ไม่สามารถที่จะเข้าถึงเครื่องมือการไกล่เกลี่ยได้ ดังนั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงทำการศึกษาหลักการที่สำคัญของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท บทบัญญัติในพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในส่วนของการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ตลอดจนบทบัญญัติของกฎหมาย และแนวปฏิบัติในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแรงงานของสหราชอาณาจักร และประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อปรับปรุงวิธีการ แนวทาง และแนวปฏิบัติของเจ้าพนักงานและศาลแรงงานในการใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยเข้ามาระงับข้อพิพาททางแรงงาน เพื่อให้เกิดความสอดคล้องเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบกับหลักการทางด้านการไกล่เกลี่ยและหลักการทางด้านแรงงาน และทำให้เมื่อมีการโต้แย้งสิทธิ หรือมีข้อพิพาททางแรงงานเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นข้อพิพาทแรงงานประเภทใดก็สามารถเข้าถึงเครื่องมือการไกล่เกลี่ยเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแรงงานได้ในทุกประเภท
การดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพระบรมวงศานุวงศ์ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข, ชวกร วนิชอาภาพรรณ์
การดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพระบรมวงศานุวงศ์ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข, ชวกร วนิชอาภาพรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าบนพื้นฐานของประวัติศาสตร์กฎหมายไทย รวมทั้งพัฒนาการทางการเมืองการปกครองสมัยใหม่นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้ได้รับ ข้อค้นพบเกี่ยวกับบริบทแวดล้อมแห่งยุคสมัยและปัจจัยสำคัญ 3 ประการนับแต่พุทธศักราช 2518 เป็นต้นมา ที่ส่งผลต่อการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพระบรมวงศานุวงศ์ ได้แก่ ประการแรก ทัศนคติของประชาชนต่อสถานะการเป็นที่เคารพสักการะและอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ ประการที่สอง ลักษณะของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งจากจำนวนของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ลดน้อยลงอย่างมากจนเสมือนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองค์พระมหากษัตริย์ยิ่งขึ้น และบทบาททางการเมืองสมัยใหม่กลับกลายเป็นของประชาชนแทนที่พระบรมวงศานุวงศ์อย่างสมบูรณ์ และประการที่สาม การว่างเว้นพระบรมวงศานุวงศ์ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาเป็นเวลายาวนานกว่า 50 ปี บริบทแวดล้อมแห่งยุคสมัยและปัจจัยสำคัญทั้ง 3 ประการดังกล่าวนี้ ได้ยกเลิกการเปิดช่องทางนิตินโยบายของรัฐธรรมนูญในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองของพระบรมวงศานุวงศ์ไปโดยปริยาย และก่อกำเนิดขึ้นเป็นประเพณีการปกครองหรือกฎหมายจารีตประเพณีทางรัฐธรรมนูญว่าด้วยการดำรงอยู่ในฐานะเหนือการเมืองและความเป็นกลางทางการเมืองของพระบรมวงศานุวงศ์ ส่งผลให้พระบรมวงศานุวงศ์ไม่สามารถดำรงตำแหน่งใด ๆ ในทางการเมืองได้ ตามนัยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2562
การให้ความคุ้มครองทางทรัพย์สินทางปัญญาแก่การจัดแสงสี, ธมลวรรณ สานุรักษ์
การให้ความคุ้มครองทางทรัพย์สินทางปัญญาแก่การจัดแสงสี, ธมลวรรณ สานุรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานแสงสีถือเป็นงานศิลปะแขนงใหม่ที่ผู้สร้างสรรค์ก่อเกิดผลงานหลากหลายรูปแบบจนทำให้งานแสงสีได้รับการกล่าวถึงและเป็นที่ยอมรับในวงการของงานศิลปะ อีกทั้งงานแสงสียังสร้างอาชีพ และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้สร้างสรรค์งานแสงสีถือเป็นงานศิลปะแขนงใหม่ที่มีคุณค่าในทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก แต่บทบัญญัติของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาประเทศไทยยังอาจไม่เพียงพอต่อการคุ้มครองงานแสงสี เพื่อให้งานแสงสีในประเทศไทยได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม ผู้เขียนจึงได้ศึกษากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่ อนุสัญญากรุงเบิร์น (Berne Convention) อนุสัญญากรุงปารีส (Paris Convention) ความตกลง TRIPS (TRIPS Agreement) และกฎหมายสหภาพยุโรป รวมถึงกฎหมายต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศชั้นนำที่มีการให้ความสำคัญในการคุ้มครองงานทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนได้สัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการให้ความคุ้มครองงานแสงสี โดยแบ่งบุคคลที่สัมภาษณ์ได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ นักวิชาการ ที่ปรึกษากฎหมาย และศิลปินซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์งานแสงสี พร้อมทั้งนำข้อมูลมาวิเคราะห์และแบ่งเป็นปัญหาต่าง ๆ ตามประเภทของงานทรัพย์สินทางปัญญาเป็น 6 ประเด็น ดังนี้ ลักษณะงานแสงสีที่จะเข้าองค์ประกอบเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ การปรับใช้หลักเสรีภาพในการถ่ายภาพงานแสงสี (Freedom of Panorama) การคุ้มครองการประดิษฐ์เกี่ยวกับงานแสงสีภายใต้กฎหมายสิทธิบัตร การให้ความคุ้มครองงานแสงสีตามบทนิยามคำว่า “เครื่องหมาย” การคุ้มครองงานแสงสีในฐานะส่วนประกอบของสินค้าหรือบริการ (Trade Dress) การคุ้มครองความลับทางการค้าในงานแสงสี ตลอดจนพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียของการให้ความคุ้มครองงานแสงสีตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่างๆ ที่ได้กล่าวไปข้างต้น จากการศึกษาพบว่าการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแก่งานแสงสีเพียงพอแล้ว ทั้งนี้ ผู้เขียนเสนอแนะแนวทางเพื่อให้การคุ้มครองงานแสงสีภายใต้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้ครอบคลุมและดียิ่งขึ้น โดยให้มีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เรื่องข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรม และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เรื่องบทบัญญัติในส่วนของคำนิยามคำว่า “เครื่องหมาย” สำหรับเครื่องหมายการค้าสามมิติ (Hologram Marks) ตลอดจนส่งเสริม สนับสนุนให้มีการจดแจ้ง หรือจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับงานแสงสี เผยแพร่ความรู้ จัดทำหลักเกณฑ์ แนวปฏิบัติ หรือคู่มือ (Guidelines) จัดอบรมหรือให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้สนใจ ติดตามพัฒนาการในการคุ้มครองงานแสงสีในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
การเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในเหตุภาวะฉุกเฉินสาธารณะ : ศึกษากรณีการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในประเทศไทย, นัยน์ปพร อินทธรรมรักษ์
การเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในเหตุภาวะฉุกเฉินสาธารณะ : ศึกษากรณีการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในประเทศไทย, นัยน์ปพร อินทธรรมรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแพร่ระบาดของ Covid-19 ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขของโลก Covid-19 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมวลมนุษยชาติ และสาธารณสุขโลก อย่างไม่เคยมีมาก่อน รัฐต่าง ๆ พยายามหาวิธีควบคุมป้องกันจนก่อให้เกิดปัญหาใหม่อันเกิดจากการพยายามป้องกันและควบคุมโรคนี้ จนมีผู้กล่าวว่า “ภายในไม่กี่เดือนแรกของการแพร่ระบาดของ Covid -19 เป็นที่ชัดเจนว่ามีภัย 2 ประเภท ประเภทแรก เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพส่วนบุคคลและสาธารณะที่เกิดจากไวรัสร้ายแรงที่สามารถแพร่เชื้อได้ค่อนข้างง่าย ผ่านกิจกรรมทางสังคมหรือในผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ประการที่สอง เป็นภัยที่เกิดจากความพยายามในการปกป้องและควบคุม การแพร่ระบาดของ Covid-19 ของรัฐบาล ซึ่งกระทบทั้งต่อสิทธิส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคม รัฐทั่วโลกเริ่มใช้มาตรการเว้นระยะห่าง จำกัดการเดินทาง กักกัน รวมทั้งการประกาศเคอร์ฟิว โดยอาศัยหลักการเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณี (Derogation clauses) ภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ มาใช้เพื่อควบคุมโรค ซึ่งเป็นการยกเว้นกฎหมายที่ใช้ในภาวะปกตินี้ วิทยานิพนธ์นี้พบว่าเป็น “การหลอกกฎหมาย” (pseudo-democratic or pseudo-legalist masquerade)” เช่นเดียวกับประเทศไทยก็ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของ Covid-19 ไปพร้อมกับประชาคมโลก และได้ใช้มาตรการควบคุมโรคโดยใช้อาศัยอำนาจภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการควบคุมความมั่นคง และภัยพิบัติ โดยมีมาตรการหลายรูปแบบ อาทิ ห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง กักบริเวณ ห้ามออกนอกบ้าน มีการสั่งปิดสถานที่ต่าง ๆ ห้ามให้ข่าวหรือทำให้แพร่หลายทางสื่อต่าง ๆ ซึ่งมีข้อความ หรือข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ Covid-19 อันไม่เป็นความจริง หรือเจตนาบิดเบือน มีการกำหนดเวลาออกนอกเคหะสถาน หรือช่วงเวลาเคอร์ฟิวทั่วประเทศ มีการบังคับให้สวมหน้ากาก สิ่งเหล่านี้ได้สร้างปัญหาใหม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน ทั้งเศรษฐกิจและสังคม การกระทำเหล่านี้ยังส่อไปทางที่ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งศึกษาว่า หลักการ Derogation clauses ที่มีอยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศ มีความเป็นมาและมีอยู่อย่างไร การกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมโรค ของรัฐต่าง ๆ และโดยเฉาะของประเทศไทย สอดคล้องกับหลัก Derogation clauses หรือไม่ โดยในบทที่ 2 จะศึกษา หลักการ ทฤษฎี รวมทั้งกฎหมาย ตราสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความเห็น คำแนะนำ รายงาน ขององค์กรตามสนธิสัญญา ความเห็นของนักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งการปรับใช้กฎหมายของรัฐต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย และบทที่ …
ปัญหาในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 :ศึกษากรณีสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษา, ปพิชญา แจงจำรูญ
ปัญหาในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 :ศึกษากรณีสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษา, ปพิชญา แจงจำรูญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในสังคมยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและใช้กันโดยทั่วไป การละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลจึงมีจำนวนมากและสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือความเสียหายให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้หลายประเทศตระหนักถึงการให้ความสำคัญเกี่ยวกับ “สิทธิความเป็นส่วนตัว” หรือ “Rights to Privacy” สถานศึกษาเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีการเก็บ รวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก ส่งผลให้ต้องมีมาตรการในการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสมและเพียงพอ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีความมุ่งหมายที่จะศึกษาแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในสถานศึกษาผ่านกิจกรรมที่ปรากฏในสถานศึกษาและนำมาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ จากการศึกษาและการสัมภาษณ์สถานศึกษา พบว่า สถานศึกษามีสถานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูล และมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งสถานศึกษายังปฏิบัติไม่สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในหลายประการ กล่าวคือ บางสถานศึกษามีการกำหนดนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแต่ไม่ได้แจ้งรายละเอียดการเก็บรวบรวมข้อมูล (Privacy Notice) ไม่ได้กำหนดระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูล ไม่มีการจัดทำบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (RoPA) หรือบางสถานศึกษาไม่มีนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้น จากการศึกษาผู้เขียนจึงได้เสนอให้ต้นสังกัดของสถานศึกษากำหนดให้สถานศึกษาภายใต้สังกัดของตนปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยให้สถานศึกษาจัดทำนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกำหนดเสนอให้ต้นสังกัดสถานศึกษากำหนดแนวทางในการปฏิบัติตาม นอกจากนี้ เห็นควรให้ต้นสังกัดของสถานศึกษามีโครงการหรือการจัดอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้กับสถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งรับทราบและมีแนวทางในการดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน
การคุ้มครองคู่หมั้นโดยเงื่อนไขการส่งมอบหรือโอนของหมั้น, พบธรรม ไรวิรัตน์
การคุ้มครองคู่หมั้นโดยเงื่อนไขการส่งมอบหรือโอนของหมั้น, พบธรรม ไรวิรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การหมั้นเป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณโดยเป็นช่วงเวลาที่ชายหญิงได้คบหาดูใจกันเพื่อเป็นการเตรียมตัวก่อนสมรส เมื่อพิจารณาถึงเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของการหมั้นนั้นปรากฏในมาตรา 1437 วรรคหนึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่บัญญัติว่า “การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น” จากบทกฎหมายดังกล่าว จึงหมายความว่าการส่งมอบของหมั้นโดยฝ่ายชายนั้นเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาหมั้น ส่งผลกระทบต่อการเกิดหรือความสมบูรณ์ของสัญญาหมั้น หากไม่มีการส่งมอบของหมั้น ก็จะไม่ถือว่าเป็นการหมั้นที่ได้รับการรับรองโดยกฎหมาย ทำให้คู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาหมั้นไม่ได้รับการคุ้มครอง ทั้งที่การหมั้นควรจะมีสาระสำคัญที่เจตนาจะสมรสของชายหญิงเสียมากกว่า จึงเห็นสมควรให้มีการแก้ไขกฎหมายในส่วนเงื่อนไขการส่งมอบหรือโอนของหมั้นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองคู่สัญญาที่ได้รับความเสียหายได้อย่างแท้จริง ผู้เขียนได้ศึกษาบทบัญญัติกฎหมายและแนวทางของการเกิดหรือความสมบูรณ์ของสัญญาหมั้นเปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งมีการบัญญัติเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญาหมั้นแตกต่างกันออกไปซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วการส่งมอบของหมั้นไม่ได้เป็นองค์ประกอบความสมบูรณ์ของสัญญาหมั้นแตกต่างจากกฎหมายประเทศไทย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเจตนาว่าจะสมรสระหว่างชายหญิงเสียมากกว่า ทั้งศึกษาเปรียบเทียบการหมั้นกับเอกเทศสัญญาสำคัญอื่นที่มีเรื่องของการส่งมอบทรัพย์สินเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงศึกษาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบเกี่ยวกับการสมรสเท่าเทียม ผู้เขียนจึงเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนที่เกี่ยวกับเงื่อนไขการส่งมอบหรือโอนของหมั้นเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสัญญาหมั้นในการคุ้มครองคู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาซึ่งโดยมากมักเป็นหญิง ทั้งให้สอดคล้องกับสภาพสังคม ประเพณีของประเทศไทยในปัจจุบัน
แนวทางที่เหมาะสมสำหรับการใช้หลัก Militant Democracy ยามต้องเผชิญกับสภาวะ Abusive Constitutionalism ในประเทศไทย, สิรภูมิ ชินะโชติ
แนวทางที่เหมาะสมสำหรับการใช้หลัก Militant Democracy ยามต้องเผชิญกับสภาวะ Abusive Constitutionalism ในประเทศไทย, สิรภูมิ ชินะโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่ให้ประชาชนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศโดยแสดงเจตจำนงของตนเองผ่านทางผู้แทนในรัฐสภา ในขณะที่ประชาชนทุกคนย่อมมีเจตจำนงทางการเมืองหรือความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันและมีความหลากหลาย จึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีประชาชนบางคนหรือบางกลุ่มแสดงออกซึ่งเจตจำนงเพื่อมุ่งหวังในการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อการพิทักษ์ไว้ซึ่งคุณค่าสูงสุดของรัฐธรรมนูญและเพื่อการปกป้องระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมิให้ถูกล้มล้าง จึงมีการนำเสนอแนวคิดการใช้มาตรการทางการเมืองและมาตรการทางกฎหมายในระบอบประชาธิปไตย ที่มีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้สิทธิเสรีภาพหรือกระบวนการในระบอบประชาธิปไตยเพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตยเสียเอง ซึ่งเรียกหลักการดังกล่าวในชื่อว่า “หลักประชาธิปไตยปกป้องตนเอง” หรือ “Militant Democracy” เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยมาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ รูปแบบของภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยก็ได้เปลี่ยนแปลงไป ภัยคุกคามในรูปแบบใหม่นี้มีความไม่ชัดเจนถึงความมุ่งหมายที่จะล้มล้างระบอบประชาธิปไตย โดย David Landau เรียกภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยในยุคใหม่นี้ว่า “การใช้รัฐธรรมนูญนิยมในทางที่มิชอบ (Abusive Constitutionalism)” มีเป้าหมายหลักคือการหาช่องโหว่ทางการเมืองและใช้ช่องโหว่นั้นในการรักษาอำนาจของตนเองให้คงอยู่ยาวนานยิ่งขึ้น เมื่อรูปแบบของภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต มาตรการต่าง ๆ รวมไปถึงการบังคับใช้และการตีความหลักประชาธิปไตยปกป้องตนเอง (Militant Democracy) ก็มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะศึกษาถึงหลักประชาธิปไตยปกป้องตนเองเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในอดีต และเพื่อรับมือต่อภัยคุกคามในปัจจุบันที่เรียกว่า การใช้รัฐธรรมนูญนิยมในทางที่มิชอบ โดยศึกษาเปรียบเทียบการใช้หลักประชาธิปไตยปกป้องตนเองในภัยคุกคามรูปแบบปัจจุบันของต่างประเทศ เพื่อศึกษาเป็นแนวทางหรืออาจนำมาพัฒนาปรับปรุงข้อกฎหมายหลักประชาธิปไตยปกป้องตนเองของไทย ยามที่ต้องเผชิญกับสภาวะ Abusive Constitutionalism ภายในประเทศ
การจัดการทรัพย์สินของบุตรกรณีมารดาเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรส, ศุภพัฒน์ พงษ์สุวรรณ
การจัดการทรัพย์สินของบุตรกรณีมารดาเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรส, ศุภพัฒน์ พงษ์สุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการจัดการทรัพย์สินของบุตรโดยมารดาซึ่งเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรส เนื่องจากมารดาดังกล่าวยังมีสถานะเป็นผู้เยาว์ตามกฎหมายเพราะมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์และไม่ได้จดทะเบียนสมรส จึงทำให้ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยความสามารถของผู้เยาว์ กล่าวคือ ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใด ๆ จะต้องขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน รวมทั้งการใช้สิทธิทางศาลด้วยเช่นกัน ประกอบกับการจัดการทรัพย์สินของบุตรมักอยู่ในรูปแบบของการทำนิติกรรมและการใช้สิทธิทางศาล จึงเท่ากับว่าหากมารดาซึ่งเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรสจะจัดการทรัพย์สินของบุตรในรูปแบบการทำนิติกรรมหรือการใช้สิทธิทางศาล มารดาดังกล่าวจะต้องขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมของตนก่อน มิฉะนั้น นิติกรรมจะตกเป็นโมฆียะและอาจถูกบอกล้างได้ และในส่วนของการใช้สิทธิทางศาล ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งไม่ได้ จนกว่าจะได้มีการแก้ไขความบกพร่องดังกล่าว วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของบุตรโดยมารดาซึ่งเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรส ได้แก่ การจัดการทรัพย์สินของบุตรและความสามารถของผู้เยาว์ โดยศึกษาจากกฎหมายของประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ รัฐควิเบกแห่งประเทศแคนาดา รัฐแคลิฟอร์เนียแห่งสหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และประเทศญี่ปุ่น เพื่อวิเคราะห์และหาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อทำให้มารดาซึ่งเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรสสามารถจัดการทรัพย์สินของบุตรได้โดยปราศจากข้อจำกัดทางกฎหมาย ผลการศึกษาสรุปว่า แนวทางที่จะทำให้มารดาซึ่งเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรสสามารถจัดการทรัพย์สินของบุตรได้โดยปราศจากข้อจำกัดทางกฎหมาย ได้แก่ แนวทางที่หนึ่ง การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติความสามารถของผู้เยาว์โดยลำพังที่ให้ผู้เยาว์สามารถทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้นเพื่อการอุปการะเลี้ยงดูบุตรหรือจัดการทรัพย์สินของบุตร แนวทางที่สอง การแก้ไขบทบัญญัติการบรรลุนิติภาวะและพ้นจากภาวะผู้เยาว์โดยอายุ โดยลดอายุการบรรลุนิติภาวะลงมาที่ 18 ปีบริบูรณ์ และแนวทางที่สาม การเพิ่มเติมบทบัญญัติการบรรลุนิติภาวะโดยทางอื่น โดยให้ผู้เยาว์สามารถบรรลุนิติภาวะได้โดยคำสั่งศาล
สิทธิเสมอภาคของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย, เนตรนภา ปรีชา
สิทธิเสมอภาคของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย, เนตรนภา ปรีชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สิทธิความเสมอภาคนับเป็นว่าเป็นสิทธิที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของบุคคลทุกคนในสังคม สิทธิความเสมอภาคมีการบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการตราพระราชบัญญัติเพื่อมีการบังคับใช้ในประเทศ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสิทธิความเสมอภาคเป็นเรื่องที่สำคัญ การศึกษาในส่วนของการคุ้มครองและการรับรองสิทธิครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวภายใต้หลักความเสมอภาคจึงเป็นสิ่งที่รัฐจำเป็นจะต้องคุ้มครองและรับรองสิทธิ ปัญหากลุ่มเปราะบางอย่างครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวให้ได้รับการปฏิบัติทัดเทียมกับกลุ่มเปราะบางอื่นๆอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายใดบ้างรองรับการรับรองสิทธิและครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว รวมไปถึงรัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิไว้อย่างไรและทำการศึกษาบทกฎหมายต่างประเทศที่มีความเกี่ยวข้องอีกทั้งได้ทำการสัมภาษณ์แม่เลี้ยงเดี่ยวในต่างประเทศ จากการศึกษาพบว่าทุกประเทศที่ทำการศึกษาให้ความสำคัญกับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวโดยมีทั้งกฎหมายและสวัสดิการต่างๆมอบให้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยจึงมีความแตกต่างทั้งด้านกฎหมายและสวัสดิการ ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการนำกฎหมายและรัฐสวัสดิการในต่างประเทศมาปรับใช้ในประเทศไทย โดยการปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพกฎหมายและสังคมของประเทศไทย ด้วยการบัญญัติและวิธีการต่างๆไว้ในกฎหมาย โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการที่เหมาะสม รวมไปถึงการตรากฎหมายและพระราชบัญญัติมาบังคับใช้เพื่อให้สอดคล้องกับการรับรองและคุ้มครองสิทธิครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย
หน้าที่ในการบอกกล่าว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อาจส่งผลต่อความรับผิดของลูกหนี้ร่วม, ธชธร ประตังถาโต
หน้าที่ในการบอกกล่าว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อาจส่งผลต่อความรับผิดของลูกหนี้ร่วม, ธชธร ประตังถาโต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยได้กำหนดหลักการให้การกระทำบางประการของลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งที่ได้ไปกระทำต่อเจ้าหนี้ หรือการกระทำบางประการของเจ้าหนี้ต่อลูกหนี้ร่วมคนหนึ่ง อาจจะมีผลกระทบถึงลูกหนี้ร่วมคนอื่นด้วย อย่างไรก็ดี กฎหมายกลับไม่ได้มีการอธิบายว่าลูกหนี้ร่วมคนอื่น ๆ ซึ่งต้องผูกพันในผลของการกระทำเหล่านั้นด้วย จะทราบถึงการกระทำนั้นได้อย่างไร จากการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยและของต่างประเทศได้ยอมรับหลักการว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญบางประการขึ้น บุคคลที่มีส่วนกระทำให้เกิดผลกระทบต่อความรับผิดและจะกล่าวอ้างสิทธิโดยอาศัยผลของเหตุการณ์ที่กระทบต่อความรับผิดของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลหนี้นั้น ควรเป็นผู้มีหน้าที่ในการบอกกล่าวไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยหากฝ่าฝืนหน้าที่ดังกล่าว ย่อมไม่สามารถอ้างสิทธิของตนโดยอาศัยผลของเหตุการณ์ที่กระทบต่อความรับผิดของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลหนี้ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลหนี้ทุกฝ่ายควรที่จะต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความสุจริต รวมถึงพึงมีหน้าที่กระทำการปกป้องคุ้มครองสิทธิของกันและกันอันรวมถึงการบอกกล่าวให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลหนี้ทราบถึงเหตุการณ์ที่กระทบต่อความรับผิดของเขาด้วย ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรกำหนดให้ลูกหนี้ร่วมที่จะเข้าชำระหนี้หรือได้ชำระหนี้แล้ว หรือลูกหนี้ร่วมที่ได้รับการปลดหนี้นั้น มีหน้าที่ในการบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ร่วมคนอื่น ว่าตนจะชำระหนี้หรือตนได้มีการชำระหนี้หรือตนได้รับการปลดหนี้จากเจ้าหนี้แล้ว
การกำหนดความรับผิดทางอาญาสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่, วัชรพงศ์ ค่อยจะโปะ
การกำหนดความรับผิดทางอาญาสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่, วัชรพงศ์ ค่อยจะโปะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ถึงปัญหาการกำหนดมาตรการทางกฎหมายสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่โดยนำทฤษฎีอาชญาวิทยามาใช้อธิบายสาเหตุของปัญหา และนำแนวคิดและทฤษฎีทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบกับมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องของต่างประเทศมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ เพื่อนำเสนอแนวทางการกำหนดความรับผิดทางอาญาในการกำหนดหน้าที่สำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่า กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ยังไม่ได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายที่เพียงพอและเหมาะสมในการควบคุมและกำกับดูแลสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานบริการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดหน้าที่ให้แก่ผู้ประกอบการในการรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นมาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุความรุนแรงและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยซึ่งเป็นมาตรการระงับเหตุความรุนแรง และในส่วนมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมและกำกับดูแลสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ที่เป็นสถานบริการซึ่งเป็นสถานที่จำหน่ายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงสูง แต่กลับไม่ได้กำหนดหน้าที่ให้ผู้ประกอบการรักษาความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยในสถานที่จำหน่ายที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จนเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความรุนแรงในสถานที่จำหน่าย ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ถูกกระทำความรุนแรง ผู้ใช้บริการโดยทั่วไป สถานประกอบการ ตลอดจนระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ด้วยเหตุนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงเสนอแนะให้เพิ่มเติมการกำหนดความรับผิดทางอาญาและมาตรการทางปกครองกรณีฝ่าฝืนไม่จดแจ้งการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่แก่ผู้ประกอบการเพื่อควบคุมและกำกับดูแลผู้ประกอบการด้วยระบบการจดแจ้งให้เหมาะสมตามประเภทสถานที่จำหน่าย และกำหนดความผิดทางพินัยและมาตรการทางปกครองเพื่อกำหนดหน้าที่การรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในสถานที่แก่ผู้ประกอบการให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อการป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายตามระดับความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงของประเภทสถานที่จำหน่ายต่อไป
มาตรการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็ก: กรณีศึกษาการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลในประเทศไทย (Targeted Advertisement), เจนจิรา ดาวเรือง
มาตรการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็ก: กรณีศึกษาการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลในประเทศไทย (Targeted Advertisement), เจนจิรา ดาวเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลส่งผลกระทบต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กทั้งในรูปแบบของการเฝ้ามองพฤติกรรมทางออนไลน์ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ การทำโปรไฟล์ หรือการนำเสนอโฆษณาที่ตอบสนองต่อความต้องการหรือลักษณะเฉพาะของตัวเด็ก สามารถชักจูงความคิดหรือกระตุ้นความต้องการของผู้รับโฆษณาได้โดยเฉพาะเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือวัตถุประสงค์อื่นใด การที่เด็กซึ่งเป็นบุคคลกลุ่มเปราะบางของสังคมอาจมีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและเครือข่ายออนไลน์และมีวิจารณญาณในการรับสื่อโฆษณาที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงจากการตกเป็นเป้าหมายของการแทรกแซงสิทธิในความเป็นส่วนตัวและการแสวงหาประโยชน์อันไม่ชอบจากการกระทำดังกล่าวได้โดยง่าย จากการศึกษาพิจารณาได้ว่า กฎหมายภายในของไทยในปัจจุบันอาจมีไม่เพียงพอสำหรับการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กจากการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลตามมาตรฐานระหว่างประเทศ ดังนั้น วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันเพื่อคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กให้สอดคล้องกับพันธกรณีของประเทศไทยที่มีอยู่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ศาลปกครองกับสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560, อดิศร คงพุนพิน
ศาลปกครองกับสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560, อดิศร คงพุนพิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิชุมชน และคำวินิจฉัย คดีปกครองเกี่ยวกับสิทธิชุมชนที่สำคัญทั้งจากคำวินิจฉัยของศาลต่างประเทศและคำวินิจฉัย ขององค์กรระงับข้อพิพาทระดับเหนือรัฐ เพื่อนำมากำหนดเป็นแนวทางทางกฎหมายในการวินิจฉัยคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิชุมชนในศาลปกครองของไทย ผลการศึกษาพบว่า “สิทธิชุมชน” เป็นสิทธิประเภท “สิทธิเชิงกลุ่ม” ที่มีพัฒนาการมาจากกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ “ชุมชน” สามารถใช้สิทธิทางศาลได้โดยการมอบหมายให้ปัจเจกบุคคล และ/หรือ นิติบุคคล ที่เป็นตัวแทนหรือผู้แทนของชุมชนนำคดีไปฟ้องต่อศาลในนามของชุมชน และกรณี ที่ศาลปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทรงสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญและมีสิทธิ ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น มีสิทธิในการดำรง วิถีชีวิตในพื้นที่ป่า เป็นต้น แม้ว่าจะมีข้อจำกัดที่ทำให้ศาลไม่สามารถออกคำบังคับให้ผู้ฟ้องคดีเข้าไปดำรงวิถีชีวิตอยู่ในพื้นที่ป่าได้ก็ตาม หากแต่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอค่าสินไหมทดแทนจากการที่ต้องสูญเสียสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง และ/หรือ สิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาด้วย ศาลปกครองย่อมสามารถกำหนดให้ฝ่ายปกครองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี จากการที่ต้องสูญเสียสิทธิดังกล่าวในการดำรงวิถีชีวิตตาม จารีตประเพณีตามบรรทัดฐานคำวินินิจของศาลต่างประเทศได้