Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Constitutional Law (1043)
- Social and Behavioral Sciences (998)
- International Law (972)
- Arts and Humanities (958)
- Criminal Law (766)
-
- Health Law and Policy (691)
- Civil Rights and Discrimination (615)
- Law and Society (603)
- Intellectual Property Law (585)
- Human Rights Law (547)
- Environmental Law (519)
- Courts (486)
- Law and Race (476)
- State and Local Government Law (450)
- Supreme Court of the United States (437)
- Administrative Law (428)
- Legal Education (425)
- Criminal Procedure (414)
- Legal Profession (389)
- Legislation (383)
- Science and Technology Law (374)
- Law and Politics (355)
- Business (349)
- Contracts (345)
- Business Organizations Law (342)
- Law and Economics (331)
- Comparative and Foreign Law (329)
- Jurisprudence (326)
- Internet Law (290)
- Institution
-
- University of Florida Levin College of Law (2299)
- Association of Arab Universities (717)
- Yeshiva University, Cardozo School of Law (481)
- Universitas Indonesia (339)
- Notre Dame Law School (289)
-
- Southern Methodist University (282)
- Fordham Law School (264)
- University of Michigan Law School (259)
- Duke Law (254)
- William & Mary Law School (229)
- American University Washington College of Law (227)
- Maurer School of Law: Indiana University (210)
- University of Chicago Law School (195)
- Seton Hall University (186)
- Columbia Law School (177)
- University of North Carolina School of Law (157)
- University of Missouri School of Law (154)
- Brigham Young University Law School (152)
- Chulalongkorn University (148)
- Singapore Management University (142)
- Case Western Reserve University School of Law (139)
- University of Georgia School of Law (139)
- University of Oklahoma College of Law (139)
- UC Law SF (136)
- University of Richmond (135)
- Brooklyn Law School (133)
- Osgoode Hall Law School of York University (132)
- St. John's University School of Law (129)
- Georgia State University College of Law (127)
- Roger Williams University (127)
- Keyword
-
- Law (188)
- COVID-19 (157)
- First Amendment (112)
- Supreme Court (100)
- Constitutional law (98)
-
- Human rights (94)
- Race (92)
- Copyright (82)
- Criminal law (82)
- International law (82)
- Discrimination (78)
- Privacy (74)
- Climate change (70)
- Constitution (70)
- Intellectual property (69)
- Pandemic (67)
- Technology (66)
- Bankruptcy (64)
- Regulation (64)
- Constitutional Law (62)
- Immigration (62)
- Justice (62)
- United States (61)
- Artificial intelligence (59)
- Legal education (59)
- Legislation (58)
- Policy (57)
- Education (55)
- Politics (55)
- Religion (55)
- Publication
-
- Florida Law Review (2248)
- Faculty Scholarship (624)
- Midad AL-Adab Refereed Quarterly Journal (613)
- Faculty Publications (246)
- Articles (240)
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (148)
- Scholarly Works (126)
- The Year in Review (125)
- Research Collection Yong Pung How School Of Law (111)
- "Dharmasisya” Jurnal Program Magister Hukum FHUI (109)
- Student Works (105)
- The Journal of the Michigan Dental Association (104)
- Indian Journal of Law and Technology (94)
- مجلة جامعة الإمارات للبحوث القانونية UAEU LAW JOURNAL (89)
- Georgia State University Law Review (83)
- Journal Articles (82)
- Indonesian Notary (76)
- Faculty Articles (75)
- Fordham Law Review (72)
- Scholarly Articles (71)
- GW Law Faculty Publications & Other Works (69)
- Mercer Law Review (67)
- Missouri Law Review (63)
- DePaul Law Review (60)
- Notre Dame Law Review (60)
- Touro Law Review (60)
- Publications (58)
- Cardozo Law Review (55)
- Utah Court of Appeals Briefs (2020 –) (55)
- Law and Contemporary Problems (54)
- Publication Type
- File Type
Articles 13951 - 13980 of 14827
Full-Text Articles in Law
การเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมและขนาดย่อยในประเทศไทยผ่านการใช้คาร์บอนเครดิตเป็นหลักประกัน, ธันวรัตน์ ปทุมาสูตร
การเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมและขนาดย่อยในประเทศไทยผ่านการใช้คาร์บอนเครดิตเป็นหลักประกัน, ธันวรัตน์ ปทุมาสูตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาถึงมาตรการทางกฎหมายในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับให้คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นหลักประกันในการให้สินเชื่อแก่ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (Micro-entrepreneurs, Small and Medium-sized Entrepreneurs : MSMEs) ของสถาบันการเงิน เพื่อแก้ปัญหาการไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนจากสถาบันการเงินเนื่องจากขาดหลักประกันในการได้รับสินเชื่อ ตลอดจนลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่ MSMEs จากการใช้บังคับของนโยบายการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศ การวิจัยนี้พบว่า มีปัญหาในการกำหนดคำจำกัดความของทรัพย์สินที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันได้ ภายใต้พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอื่นที่อยู่นอกเหนือมาตรา 8 และในกฎกระทรวงมาเป็นหลักประกันตามพระราชบัญญัติได้ อันทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติที่ต้องการแก้ปัญหาข้อจำกัดในการนำทรัพย์สินมาเป็นหลักประกัน นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในด้านกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน ที่วางข้อจำกัดเรื่องหลักประกันในการให้สินเชื่อ ทำให้สถาบันการเงินไม่สามารถยอมรับหลักประกันที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้หรือไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้ ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ตลอดจนกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถให้สินเชื่อแก่ MSMEs โดยมีทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันที่หลากหลายและคลอบคลุมทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ปัญหากฎหมายการถือหุ้นของตนเองและการซื้อหุ้นคืนของวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศไทย, ปภาวี ยิ่งกิจภิญโญ
ปัญหากฎหมายการถือหุ้นของตนเองและการซื้อหุ้นคืนของวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศไทย, ปภาวี ยิ่งกิจภิญโญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หลักการรักษาเงินทุนของบริษัทถือเป็นหลักการที่สำคัญของกฎหมายบริษัทที่มีขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้ในการได้รับชำระหนี้ และเพื่อคุ้มครองผู้ถือหุ้นมิให้ได้รับความเสียหายจากการที่ทุนของบริษัทลดลง อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ได้มีการยกเลิกหรือผ่อนคลายหลักการดังกล่าวลง เนื่องจากการกำหนดหลักการรักษาเงินทุนนั้นก่อให้เกิดความขัดข้องทางธุรกิจในทางปฏิบัติและก่อให้บริษัทเกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หากแต่เมื่อพิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทจำกัดในประเทศไทยยังปรากฏว่าบทบัญญัติต่าง ๆ ยังคงรองรับหลักการรักษาเงินทุนอยู่โดยให้บริษัทปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด โดยมีบทบัญญัติซึ่งห้ามมิให้บริษัทถือหุ้นและซื้อหุ้นของตนเองคืนซึ่งไม่เหมาะสมต่อลักษณะการประกอบธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ในปัจจุบันซึ่งเป็นธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาถึงปัญหากฎหมายการถือหุ้นของตนเองและการซื้อหุ้นคืนของวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศไทย โดยวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่วิสาหกิจเริ่มต้นซึ่งมักจะจัดตั้งในรูปแบบของบริษัทจำกัดไม่สามารถซื้อหุ้นของตนเองคืนกลับมาและนำมาถือเองเพื่อนำไปใช้บริหารทางการเงินและใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารต่าง ๆ ของบริษัทได้ เช่น นำไปจัดสรรให้แก่พนักงานตามโครงการจัดสรรหุ้นให้พนักงานของบริษัท (ESOP) หรือการทยอยให้หุ้น (Vesting) ได้ และศึกษาเปรียบเทียบการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยบริษัทในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และประเทศสิงค์โปร์ รวมถึงหลักเกณฑ์ว่าด้วยวิธีการซื้อหุ้นคืนในบริษัทมหาชนจำกัดในประเทศไทยเพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายของประเทศไทยให้เหมาะสมและคุ้มครองผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ของบริษัท
การจัดตั้งกองทุนเฉพาะเพื่อประกันสิทธิเจ้าหนี้แรงงานระหว่างที่ลูกหนี้ล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการ, ณิชมน ฤทธิ์ผดุงศิลป์
การจัดตั้งกองทุนเฉพาะเพื่อประกันสิทธิเจ้าหนี้แรงงานระหว่างที่ลูกหนี้ล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการ, ณิชมน ฤทธิ์ผดุงศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันความคุ้มครองลูกจ้างในฐานะเจ้าหนี้แรงงานในกระบวนการล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการใช้ระบบผสมโดยใช้บุริมสิทธิควบคู่กับระบบรับประกันค่าจ้างเพื่อลูกจ้างได้รับประกันค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ตามสัญญาจ้างในช่วงที่ลูกจ้างมีความเสี่ยงมากที่สุด และสามารถช่วงสิทธิจากลูกจ้างมาเรียกร้องจากกองทรัพย์สินของนายจ้าง เพื่อระบบบังคับหลักประกันในกระบวนการล้มละลายมีความแน่นอนและการให้กู้ยืมจากระบบสินเชื่อสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงเป็นผลให้ระบบเศรษฐกิจมีความมั่นคงยิ่งขึ้น ประเทศไทยคุ้มครองลูกจ้างโดยให้บุริมสิทธิและให้การสงเคราะห์ลูกจ้างผ่านกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สิทธิที่ลูกจ้างได้รับจึงไม่ใช่การประกันสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานของลูกจ้าง ดังนั้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจึงไม่สามารถสวมบทบาทกองทุนประกันสิทธิเรียกร้องได้ จึงจำเป็นต้องศึกษาหลักการ แนวคิดและรูปแบบการจัดตั้งการประกันสิทธิเรียกร้องของลูกจ้างในกรณีนายจ้างล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการในรูปแบบกองทุน โดยนำแนวทางมาตรฐานระหว่างประเทศ รวมถึงศึกษาประเทศเกาหลีใต้และประเทศออสเตรเลียเพื่อเป็นมาตรฐานในการก่อตั้งกองทุนประกันสิทธิเรียกร้องโดยเสนอให้มีการประกับสิทธิเรียกร้องลูกจ้างโดยจัดตั้งในรูปแบบกองทุนเฉพาะเพื่อประกันสิทธิเจ้าหนี้แรงงานระหว่างที่ลูกหนี้ล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการเพื่อคุ้มครองลูกจ้างหรือเจ้าหนี้แรงงานต่อไป
ปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย, นิติพัฒน์ แสงเพชร
ปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย, นิติพัฒน์ แสงเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีสำคัญที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทยโดยมุ่งจัดเก็บจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าและการให้บริการของผู้ประกอบการในระบบเศรษฐกิจ ด้วยเหตุที่การจัดเก็บภาษีมีลักษณะเป็นการกระทบสิทธิในทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง การปรับใช้หรือตีความกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัดตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ อย่างไรก็ดี ในหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ 0702/8757 ลงวันที่ 29 กันยายน 2558 ซึ่งเป็นการตอบข้อหารือในประเด็นปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการที่อนุญาโตตุลาการได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น ปรากฏว่ากรมสรรพากรกลับไม่ได้พิจารณาว่าอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ประกอบการในทางธุรกิจหรือในทางวิชาชีพหรือไม่แต่อย่างใด ทั้งที่หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่บัญญัติเอาไว้ในประมวลรัษฎากร จากการศึกษาหลักเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากรตลอดจนหลักการของกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มโดยเปรียบเทียบกับกรณีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการในราชอาณาจักรเดนมาร์กและสมาพันธรัฐสวิสพบว่าประเทศไทยยังมีการตีความและปรับใช้หลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการที่อนุญาโตตุลาการได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรตลอดจนลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการ ผู้เขียนจึงได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการตีความการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการดังกล่าวเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสอดคล้องกับลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการ ทั้งยังเพื่อเป็นการสร้างความแน่นอนในการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับจากนักลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศต่อไปด้วย
แนวคิดการหักค่าลดหย่อนและการเครดิตภาษีในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, หฤษฎ ศิริวรรณพร
แนวคิดการหักค่าลดหย่อนและการเครดิตภาษีในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, หฤษฎ ศิริวรรณพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบการหักลดหย่อนตามประมวลรัษฎากรในปัจจุบันยังไม่สามารถสร้างการกระจายรายได้ตามจุดมุ่งหมายของภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้าได้อย่างเต็มที่ส่งผลให้คนยากจนไม่สามารถยกระดับชีวิตของตนเองได้ ด้วยเหตุผลหลายประการคือ การขาดการตรวจสอบงบประมาณรายจ่ายทางภาษี การใช้บทบัญญัติว่าด้วยการยกเว้นภาษีเพื่อจุดประสงค์ในการหักลดหย่อน การบรรเทาและการให้สิทธิประโยชน์แก่บุคคลผู้มีรายได้มาก การบรรเทาและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มีผลกลับหัวกลับหาง กระทั่งความซับซ้อนในการปฏิบัติตามกฎหมาย เอกัตศึกษาชิ้นนี้ดำเนินการศึกษาโดยการทบทวนหลักการทางภาษีทั้งในส่วนเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย ตลอดจน แนวคิดทางการเมืองในการกำหนดวิธีการบรรเทาภาระภาษีพบว่า การเครดิตภาษีจะสามารถช่วยให้เกิดการจัดเก็บภาษีตามหลักภาษีอากรที่ดีได้ดีกว่า สามารถจัดการปัญหาการสนับสนุนแบบกลับหัวได้อย่างเด็ดขาด สามารถกำหนดงบประมาณรายจ่ายทางภาษีได้ดี และสามารถตอบสนองนโยบายทางสังคมได้รวดเร็ว ดังที่ปรากฏตามแนวทางของสหรัฐอเมริกา กระนั้น ยังพบว่าการเครดิตภาษีสร้างภาระทางงบประมาณในการควบคุมดูแลมาด้วย ในทางกลับกัน การหักค่าลดหย่อนซึ่งเป็นวิธีดังเดิมในระบบกฎหมายภาษีและได้รับความนิยมในหลายประเทศก็สามารถจัดการกับปัญหาการกระจายรายได้โดยการกำหนดเพดานจำนวนที่สามารถหักค่าลดหย่อน และเป็นวิธีการที่คุ้นเคยกันอยู่เดิม โดยรัฐต้องกำหนดจำนวนการหักค่าลดหย่อนที่รอบคอบและเพียงเท่าที่จำเป็นได้ดังที่ปรากฏตามแนวทางของประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐจะเลือกใช้วิธีการใดเพื่อการบรรเทาหรือให้สิทธิประโยชนทางภาษีก็ตาม รัฐพึงต้องคำนึงถึงการตรวจสอบทางงบประมาณโดยรัฐสภาผ่านการกำหนดให้รัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณรายจ่ายทางภาษี การกำหนดอำนาจผู้ที่สามารถเพิ่มหรือลดการบรรเทาภาระภาษีให้มีความสอดคล้อง ความจำเป็นในการตรากฎหมาย และความชอบด้วยกฎหมายของบทบัญญัติทางภาษี
แนวทางการปรับปรุงการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทางภาษี : ศึกษากรณีรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสาร, ปวริศา วานิช
แนวทางการปรับปรุงการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทางภาษี : ศึกษากรณีรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสาร, ปวริศา วานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาหลักเกณฑ์ของการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทางภาษีของทรัพย์สินประเภทรถยนต์ประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมาย โดยมีสมมติฐานของการศึกษาวิจัยว่าปัจจุบันข้อจำกัดในการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนทรัพย์สินของกิจการได้ไม่เกินคันละ 1 ล้านบาทนั้น ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับหลักการภาษีอากรที่ดีในเรื่องความเป็นธรรมและและความยืดหยุ่น และบริบททางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงเห็นควรให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับการใช้งานรถยนต์ดังกล่าวของกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ในการศึกษาและพิสูจน์สมมติฐานข้างต้นพบว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการแบ่งประเภทรถยนต์เอาไว้ตามกฎหมายพิกัดสรรพสามิตนั้นได้กำหนดไว้อย่างเหมาะสมแล้ว แต่หลักเกณฑ์ที่จำกัดมูลค่าต้นทุนของรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนไว้เพียง 1 ล้านบาทนั้นไม่เหมาะสมหลายประการ เนื่องจากมีการจำกัดมูลค่าที่ไม่สอดคล้องกับบริบททางด้านเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมากกว่าที่ควรและเกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่ประสงค์จะใช้รถยนต์ดังกล่าวในกิจการอย่างแท้จริง และอาจนำไปสู่การวางแผนเพื่อหลบหลีกภาษีอากรอันเป็นการขัดต่อหลักการจัดเก็บภาษีอากรตามหลักการภาษีอากร และหลักรายจ่ายทางภาษี ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การจำกัดมูลค่าต้นทุน และเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ให้มีการแบ่งการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินเพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์มากขึ้น
ปัญหาการจัดเก็บภาษีลาภลอยกับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย, สุประภา วิศิษฎ์สมบัติ
ปัญหาการจัดเก็บภาษีลาภลอยกับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย, สุประภา วิศิษฎ์สมบัติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศ รัฐจึงต้องมีการออกมาตรการในการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เป็นเหตุให้ภาครัฐสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก และทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสภาพคล่องทางการเงินติดลบในช่วงหนึ่งกว่าแสนล้านบาท ด้วยเหตุที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นก่อกำไรให้กับธุรกิจโรงกลั่นจึงมีผู้ออกมาเสนอให้ภาครัฐจัดเก็บภาษีจากโรงกลั่นน้ำมัน เอกัตศึกษาเล่มนี้จึงมุ่งศึกษาบทบาทของภาครัฐในทางเศรษฐกิจเพื่อเป็นหลักการรองรับความชอบธรรมในการแทรกแซงกลไกตลาด นอกจากนี้ยังได้หยิบยกกลไกการจัดเก็บภาษีลาภลอยในประเทศต่าง ๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ถึงความเหมาะสม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีการนำมาใช้ในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า มาตรการที่ภาครัฐมานำมาใช้แก้ปัญหาราคาน้ำมันนั้นต่างตอบโจทย์ปัญหาคนละด้าน มาตรการภาษีลาภลอยเป็นมาตรการที่จะช่วยจำลองสภาพตลาดที่ดำเนินไปโดยการแข่งขันที่สมบูรณ์ และชดเชยเงินงบประมาณที่เสียไปให้แก่ภาครัฐและชดเชยค่าใช้จ่ายของประชาชน อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีลาภลอยมีผลเป็นการลดแรงจูงใจในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการลงทุนของธุรกิจ รัฐจึงควรจัดเก็บภาษีลาภลอยเฉพาะเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วพบว่าธุรกิจโรงกลั่นได้รับลาภลอยจากกลไกตลาดที่ทำงานไม่สมบูรณ์ และเงินที่ได้รับจากการจัดเก็บภาษีจะคุ้มค่าต่อความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น และการจัดเก็บภาษีลาภลอยควรจัดเก็บภาษีจากกำไรสุทธิเฉพาะส่วนเกินกว่ากำไรตามปกติการค้าเพื่อให้เกิดการจัดเก็บภาษีเฉพาะส่วนที่เป็นลาภลอยอย่างแท้จริง และลดโอกาสในการผลักภาระภาษี
ปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ศึกษากรณีการจดทะเบียนคู่ชีวิตตามร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. ...., สุธัชชา ขุนทองแก้ว
ปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ศึกษากรณีการจดทะเบียนคู่ชีวิตตามร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. ...., สุธัชชา ขุนทองแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยได้มีการร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. .... เพื่อเป็นกฎหมายที่รองรับความสัมพันธ์ของการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวระหว่างบุคคลเพศเดียวกันที่มีการอุปการะเลี้ยงดูและมีความสัมพันธ์ในด้านอื่น ๆ ไม่แตกต่างไปจากคู่สมรส แต่อย่างไรก็ดี ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตฯยังไม่ได้กล่าวถึงสิทธิและหน้าที่ของคู่ชีวิตตามกฎหมายอื่น ๆ อีกหลายประการรวมไปถึงสิทธิและหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร เพราะหากร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตฯมีผลบังคับใช้แล้วแต่กลับไม่มีการอำนวยความเป็นธรรมให้แก่คู่ชีวิตย่อมก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของความไม่เท่าเทียมตามมา ประกอบกับการตีความกฎหมายภาษีอากรต้องตีความอย่างเคร่งครัดเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อประมวลรัษฎากรกำหนดไว้แต่เพียงคู่สมรสที่ต้องเป็นชายและหญิงที่จดเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้นจึงจะมีสิทธิและหน้าที่ทางภาษีในเรื่องของการยื่นแบบรายการและเสียภาษีรวมไปถึงการบรรเทาภาระภาษี ทำให้แม้จะมีการยอมรับสถานะคู่ชีวิตแล้วก็ไม่สามารถนำบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับแก่คู่ชีวิตได้ทันที ย่อมแสดงถึงความไม่พร้อมในการรองรับสถานะคู่ชีวิตและก่อให้เกิดไม่เป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีและไม่เป็นไปตามหลักความเสมอภาคทางภาษีอากรที่ไม่ควรเลือกปฏิบัติต่อเพศสภาพหรือเพศวิถีของผู้เสียภาษี รายงานเอกัตศึกษาฉบับนี้จึงได้ทำการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีเงินได้ของคู่ชีวิตในประเทศไอร์แลนด์ที่มีการบังคับใช้และกำหนดสิทธิและหน้าที่ทางภาษีของคู่ชีวิตเช่นเดียวกับคู่สมรส เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของคู่ชีวิตในประเทศไทยให้เกิดความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างศึกษากรณีบ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ, เรี่ยมพลอย กุศลชู
ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างศึกษากรณีบ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ, เรี่ยมพลอย กุศลชู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “บ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ" อยู่ในบทบังคับที่จะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นเช่นเดียวกับการใช้ประโยชน์อื่น ๆ แต่กฎกระทรวงกำหนดที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ พ.ศ. 2562 วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “บ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ" ไม่ชัดเจน รวมถึงกรณีบ้านอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ส่งผลต่อการใช้ดุลพินิจในการตีความหลักเกณฑ์ดังกล่าวอันนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีและขัดกับหลักภาษีอากรที่ดี เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีจากสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพโดยเปรียบเทียบกับแนวทางการจัดเก็บภาษีจากบ้านที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีลักษณะถูกทิ้งร้างหรือไม่ทำประโยชน์ ในประเทศอังกฤษและประเทศไอร์แลนด์ตามหลักการทางภาษีทรัพย์สิน เพื่อปรับปรุงกฎหมายโดยการกำหนดนิยามและลักษณะของบ้านที่ทิ้งร้างหรือบ้านไม่ทำประโยชน์หรือบ้านว่างตามกฎกระทรวงฯ ให้มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กรณีถนนและลาน, ภัสนันท์ สิทธิจรรยาวัลย์
การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กรณีถนนและลาน, ภัสนันท์ สิทธิจรรยาวัลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องจากทรัพย์สินเป็นเครื่องมือวัดความสามารถในการเสียภาษีของผู้เสียภาษีตามหลักการจัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สิน จึงมุ่งประเด็นวิเคราะห์ในบทบรรเทาภาระภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งให้อำนาจในการยกเว้นภาษีในสิ่งปลูกสร้างที่เป็น ถนน ลาน ตามกฎกระทรวง และให้อำนาจการลดภาษีในสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ตั้งของถนนหรือทางยกระดับ ที่เป็นทางพิเศษหรือเป็นทางหลวงสัมปทาน ในอัตราร้อยละ 90 ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสียสำหรับสิ่งปลูกสร้างนั้นตามพระราชกฤษฎีกา โดยไม่พิจารณาถึงลักษณะแห่งการใช้ประโยชน์เป็นเหตุผลที่สมควรและมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้ในแนวทางตีความนิยามสิ่งปลูกสร้าง ถนนและลาน ยังมีประเด็นความไม่ชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ ผลการศึกษาพบว่า หลักการตีความกฎหมายภาษีอากร ต้องอาศัยการศึกษาวิเคราะห์จากกฎหมายเดิมอันเป็นรากฐานที่เคยมีการบังคับใช้ ซึ่ง ถนนและลาน ล้วนมีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้าง อีกทั้ง การบรรเทาภาระภาษีด้วยการยกเว้นและลดภาษีในสิ่งปลูกสร้างที่เป็น ถนน ลาน โดยไม่มีข้อจำกัดแห่งการบรรเทาให้แตกต่างตามลักษณะการใช้ประโยชน์ นอกจากไม่เป็นไปตามหลักการยกเว้นภาษีและไม่สะท้อนหลักอำนวยรายได้แล้ว ยังไม่เคารพหลักความสามารถในการเสียภาษีอีกเช่นกัน ในขณะที่กฎหมายทรัพย์สินของกรณีศึกษาต่างประเทศ นอกจากจะกำหนดหลักเกณฑ์แห่งการยกเว้นภาษีทรัพย์สินตามหลักทฤษฎีแล้ว ยังมีกำหนดถึงข้อจำกัดแห่งการยกเว้นภาษี อีกทั้งยังมีความละเอียดถี่ถ้วนในการจัดแบ่งประเภทลักษณะการใช้ประโยชน์ จึงขอเสนอให้จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จากสิ่งปลูกสร้างกรณี ถนนและลาน ให้มีความเหมาะสมตามสัดส่วนของความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น และจำกัดกรณีแห่งการยกเว้นภาษีไว้เฉพาะลักษณะแห่งการใช้ประโยชน์บางประเภทเท่านั้น โดยควรจัดเก็บภาษีจากถนนและลานที่มีลักษณะการใช้ประโยชน์อื่นในทางพาณิชยกรรม
ปัญหาการคัดค้านและการแก้ไขบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, วศวดี มีนพัฒนสันติ
ปัญหาการคัดค้านและการแก้ไขบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, วศวดี มีนพัฒนสันติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการคัดค้านและการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทยในปัจจุบัน ผลที่ได้จากการศีกษาค้นคว้าคือ การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทยอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ. 2562 โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดทำบัญชีราคากำหนดประเมินทรัพย์สินนั้น คือ คณะกรรมการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐประจำจังหวัด โดยมีกรมธนารักษ์เข้ามาควบคุมมาตรฐานในการจัดทำบัญชีกำหนดราคาประเมินทรัพย์สิน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่ประกาศราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับจากคณะกรรมการประจำจังหวัด และจัดเก็บภาษีภายในท้องถิ่นของตนเท่านั้น จะเห็นได้ว่ามีการทำงานของสองหน่วยงานควบคู่กันในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคือคณะกรรมการประจำจังหวัด และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งผู้เขียนพบว่ายังคงมีปัญหาหลายประการเกี่ยวกับการคัดค้านและแก้ไขเปลี่ยนแปลงบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังนั้นผู้เขียนจึงได้ศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของกฎหมายภาษีทรัพย์สินของประเทศไทยในอดีต และกฎหมายมลรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศสิงคโปร์ เพื่อนำหลักการและแนวคิดมาปรับใช้กับโครงสร้างระบบภาษีของประเทศไทยในอนาคตต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศไทยมีกรอบแนวทางที่ชัดเจนในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ปัญหาการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะในการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ประกอบกิจการของนิติบุคคล:กรณีถูกบังคับให้มีการจำหน่ายที่ดินที่มีไว้เพื่อประกอบกิจการของนิติบุคคลต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน, ธีธัช รัตนปนัดดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 กำหนดให้ การขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ประกอบกิจการของนิติบุคคลถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหากำไรตามประมวลรัษฎากรมาตรา 91/2 (6) จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งหากพิจารณาจากแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ดังที่ปรากฎในหนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรจะเห็นว่าทุกกรณีที่นิติบุคคลกระทำการอันเป็นการ “ขาย" อสังหาริมทรัพย์ในทุกกรณี โดยไม่คำนึงว่านิติบุคคลผู้ขายมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งขึ้นเพื่ออะไรหรือจะได้กระทำการอันเป็นการขายโดยสมัครใจหรือไม่หรือได้กระทำมีค่าตอบแทนหรือไม่ ล้วนอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในทุกกรณีเนื่องมาจากเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ประกอบกิจการของนิติบุคคล อันเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหรือหากำไรในทุกกรณี แต่อย่างไรก็ดีหากพิจารณาจากแนวทางตามที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาจะพบว่า กรณีที่นิติบุคคลกระทำการอันมีลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์โดยบังคับของกฎหมาย ถ้านิติบุคคลดังกล่าวไม่ได้ประกอบธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ในทางการค้า การขายดังกล่าวไม่ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหรือหากำไร อันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด นำมาสู่ประเด็นที่ต้องพิจารณาว่ากรณีบังคับขายที่ดินของนิติบุคคลต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยวิธีการบังคับจำหน่ายโดยอธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมีการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีดังกล่าวเนื่องจากเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่นิติบุคคลมีไว้ประกอบกิจการอันเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหรือหากำไร เมื่อกรณีดังกล่าวไม่เป็นการขายด้วยความสมัครใจเนื่องจากเป็นการบังคับขายที่ดินโดยผลของประมวลกฎหมายที่ดินจึงไม่ควรเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหรือหากำไรอันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเช่นเดียวกันกับกรณีตามที่ปรากฎในแนวทางตามคำพิพากษาของศาลฎีกา
การระงับข้อพิพาททางภาษีระหว่างประเทศด้วยวิธีการจัดทำความตกลงตามวิธีการดำเนินการเพื่อความตกลงร่วมกันในประเทศไทย, นัชชา นิมมานเศรษฐกุล
การระงับข้อพิพาททางภาษีระหว่างประเทศด้วยวิธีการจัดทำความตกลงตามวิธีการดำเนินการเพื่อความตกลงร่วมกันในประเทศไทย, นัชชา นิมมานเศรษฐกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิธีการดำเนินการเพื่อความตกลงร่วมกัน (Mutual Agreement Procedure: MAP) เป็นหนึ่งในปฏิบัติการต่อต้านและป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีและการโยกย้ายกำไร (Anti Based-Erosion and Profit Shifting: BEPS) ซึ่ง Model Tax Convention ได้วางหลักให้ผู้เสียภาษีสามารถติดต่อไปยังหน่วยงานผู้มีอำนาจของรัฐคู่สัญญาได้ในกรณีที่เห็นว่าตนถูกจัดเก็บภาษีไม่เป็นไปตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงมาตรการภายในของรัฐคู่สัญญา ภายใน 3 ปี นับแต่ได้รับการแจ้งเตือนครั้งแรกที่มีผลทำให้เกิดการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นไปตามอนุสัญญาภาษีซ้อน โดยที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ (Competent Authority) ของรัฐคู่สัญญาที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ในการเจรจาและหารือกันเพื่อระงับข้อพิพาทที่ไม่เป็นไปตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ภายหลังจากลงนามเป็นภาคี ประเทศไทยได้อนุวัติการกฎระเบียบภายในเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของ OECD แต่อย่างไรก็ดี จากรายงานทบทวนของ OECD พบว่า มาตรการ MAP ของไทยยังคงยังมีข้อจำกัดสำหรับผู้เสียภาษี ทั้งขั้นตอนการพิจารณาคำขอจัดทำ MAP ขั้นตอนจัดทำข้อตกลง MAP หรือจนถึงภายหลังการจัดทำ MAP ไม่ว่าจะเป็นประเด็นสิทธิของผู้เสียภาษีในการเข้าถึง MAP โดยไม่ต้องคำนึงมาตรการภายใน มาตรการในการจัดทำ MAP บนหลักสุจริตและภายในเวลาเหมาะสม มาตรการในการบังคับใช้ข้อตกลง MAP รวมถึงแนวทางการพิจารณาข้อพิพาทกรณีที่มีการจัดทำ MAP ควบคู่ไปกับดำเนินการตามมาตรการภายใน เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงศึกษาแนวคิดของการนำ MAP มาใช้ในการระงับข้อพิพาททางภาษีระหว่างประเทศของประเทศไทยเปรียบเทียบกับแนวทางของต่างประเทศและหลักการที่ OECD กำหนดเอาไว้ ซึ่งพบประเด็นที่ผู้เขียนเห็นว่าเพื่อให้มาตรการของไทยมีความสอดคล้องกับหลักการที่ OECD และ Multilateral Instrument (MLI) ที่ไทยได้ลงนามข้อตกลง ประเทศไทยควรพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินการตาม MAP เพื่อให้สามารถจัดทำ MAP บนหลักสุจริตและภายในระยะเวลาเหมาะสม รับรองสิทธิในการเข้าถึงการจัดทำ MAP แนวทางในการบังคับข้อตกลง MAP และมาตรการในการติดตามการบังคับใช้ข้อตกลง MAP ในประเทศ
ปัญหาการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร, ศิรประภา พิมพการ
ปัญหาการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร, ศิรประภา พิมพการ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันศาลภาษีอากรเป็นศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีภาษีอากรเฉพาะคดีแพ่งเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันกลับไม่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร เนื่องจากไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจศาลภาษีอากรในเรื่องดังกล่าวเอาไว้ ทำให้คดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรต้องไปดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลยุติธรรมอื่นไม่ว่าจะเป็นศาลจังหวัด ศาลแขวง หรือศาลอาญา อันเป็นการสร้างภาระให้แก่คู่ความในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีภาษีอากรในหลายศาล จากการศึกษาพบว่า ควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ให้ศาลภาษีอากรมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรด้วย และควรแก้ไขบทบัญญัติกฎหมายให้สอดคล้องกับการให้คดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร การแก้ไขดังกล่าวจะทำให้คดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรโดยตรงได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยผู้พิพากษาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ส่งผลให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปด้วยความถูกต้อง สะดวกรวดเร็ว เป็นธรรม นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระให้กับประชาชนทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย และทำให้การจัดเก็บภาษีอากรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
แนวทางการพัฒนาศุภนิติกระบวนในการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ: กรณีการนั่งพิจารณาเสมือนจริงในการระงับข้อพิพาททางพาณิชย์ระหว่างประเทศ, เกวลี เมืองแก้ว
แนวทางการพัฒนาศุภนิติกระบวนในการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ: กรณีการนั่งพิจารณาเสมือนจริงในการระงับข้อพิพาททางพาณิชย์ระหว่างประเทศ, เกวลี เมืองแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาศุภนิติกระบวนในการพิจารณาข้อพิพาทในรูปแบบเสมือนจริง (Virtual Hearings) ในการอนุญาโตตุลาการเพื่อสร้างแนวปฏิบัติที่มีความชัดเจนและเหมาะสมในการนั่งพิจารณาเสมือนจริงโดยคำนึงถึงหลักความมีประสิทธิภาพ (Efficiency) และความสอดคล้องกับศุภนิติกระบวน (Due process) ในการอนุญาโตตุลาการเป็นสำคัญ จากการศึกษาพบว่าแม้ว่าการนั่งพิจารณาคดีเสมือนจริงก่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพ ได้แก่ คู่พิพาท จะได้รับความคุ้มค่า ความสะดวก และความรวดเร็ว เป็นต้น แต่คำชี้ขาดที่ทำขึ้นโดยมีการพิจารณาเสมือนจริงอาจจะมีปัญหาในประเด็นความแตกต่างของเวลาในแต่ละประเทศ ปัญหาข้อจำกัดในการสืบพยานหรือตรวจสอบพยานหลักฐาน ความน่าเชื่อถือของพยานที่อยู่ต่างสถานที่กันและอุปสรรคในการปรึกษาระหว่างทนายความและคู่พิพาทที่อยู่ต่างพื้นที่กัน เป็นต้น และอาจทำให้เกิดความเสียเปรียบในการต่อสู้คดีส่งผลให้กระบวนการอนุญาโตตุลาการไม่สอดคล้องกับ “ศุภนิติกระบวน" ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญของการอนุญาโตตุลาการอีกทั้งยังเป็นหนึ่งในเหตุที่ศาลจะนำมาพิจารณาปฏิเสธการยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดตามมาตรา 5 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ 1958 และพบว่าสถาบันอนุญาโตตุลาการต่าง ๆ ในต่างประเทศได้มีการแก้ไขข้อบังคับว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการและจัดทำแนวปฏิบัติว่าด้วยการพิจารณาเสมือนจริงไว้โดยเฉพาะอีกทั้งพิจารณาได้ว่าแนวทางว่าด้วยการพิจารณาข้อพิพาทดังกล่าวที่ใช้ในประเทศไทยยังขาดความชัดเจนและความเหมาะสมสำหรับการนั่งพิจารณาเสมือนจริงที่จะสามารถทำให้กระบวนการอนุญาโตตุลาการเป็นไปตามหลักความมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับศุภนิติกระบวน ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงเห็นว่าประเทศไทยควรที่จะมีการพัฒนาแนวปฏิบัติสำหรับการพิจารณาข้อพิพาทในรูปแบบดังกล่าว โดยผู้เขียนเสนอให้มีการแก้ไขข้อบังคับอนุญาโตตุลาการและเสนอให้มีการจัดทำแนวทางปฏิบัติการพิจารณาข้อพิพาทในรูปแบบเสมือนจริงในการอนุญาโตตุลาการเพื่อให้มีความชัดเจนและเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงหลักความมีประสิทธิภาพและความสอดคล้องกับศุภนิติกระบวนเป็นสำคัญ
ปัญหาทางกฎหมายของค่าบริการในร้านอาหาร : ศึกษากรณีข้อสัญญาไม่เป็นธรรมของการเรียกเก็บค่าบริการในร้านอาหาร, ทัชชกร ลิ้มกีรติ
ปัญหาทางกฎหมายของค่าบริการในร้านอาหาร : ศึกษากรณีข้อสัญญาไม่เป็นธรรมของการเรียกเก็บค่าบริการในร้านอาหาร, ทัชชกร ลิ้มกีรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันการรับประทานอาหารนอกบ้านเริ่มมีความนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะการรับประทานอาหารตามร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า เนื่องจากมีความรวดเร็ว และสะดวกต่อการเดินทาง และในบางครั้งยังเป็นกิจกรรมประจำวันหยุดของครอบครัวด้วยเช่นกัน โดยการรับประทานอาหารในร้านอาหารดังกล่าว จะมีการเรียกเก็บค่าบริการที่เป็นพิเศษเพิ่มเติมขึ้นมาจากค่าอาหาร ซึ่งการเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวยังไม่มีกฎหมายกำหนดสถานะ และสภาพบังคับ รวมถึงยังไม่มีการออกกฎหมาย หรือหลักเกณฑ์ที่เข้ามาควบคุม กำกับ ดูแลในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ทำให้ยังไม่มีมาตรฐานในการเรียกเก็บค่าบริการอันเป็นพิเศษนี้ ส่งผลให้ยังมีความไม่แน่นอนในการเรียกเก็บค่าบริการในร้านอาหาร เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาแนวคิด หลักเกณฑ์เกี่ยวกับค่าบริการ รวมถึงกฎหมายที่บังคับใช้และเกี่ยวข้องกับค่าบริการของประเทศไทย เปรียบเทียบกับสาธารณรัฐสิงคโปร์ และมลรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อวิเคราะห์ถึงหลักการ และแนวคิด รวมถึงเปรียบเทียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับค่าบริการในประเทศต่าง ๆ เพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมและสามารถปรับใช้กับการออกกฎหมายเกี่ยวกับค่าบริการในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
สิทธิในการรับมรดกของบิดามารดาและบุตร ศึกษากรณีบิดามารดาทอดทิ้งและไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุตร, นันทินี บูรณานุสรพงษ์
สิทธิในการรับมรดกของบิดามารดาและบุตร ศึกษากรณีบิดามารดาทอดทิ้งและไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุตร, นันทินี บูรณานุสรพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษากฎหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและบุตรในเรื่องหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูกับสิทธิในการรับมรดกของบิดามารดาที่ไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุตร กรณีที่บุตรอยู่ในสถานะเจ้ามรดก เพื่อศึกษาว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีการคุ้มครองบุตรที่ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาเพียงพอแล้วหรือไม่ เนื่องด้วยกฎหมายมิได้บัญญัติผลทางกฎหมายไว้โดยชัดแจ้งในประเด็นเรื่องสิทธิในการรับมรดกของบิดามารดาที่ไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุตร ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ว่าด้วยมรดก เรื่องการเสียสิทธิในการรับมรดกเพราะเหตุถูกกำจัดมิให้รับมรดกก็มิได้บัญญัติคุ้มครองบุตรผู้เป็นเจ้ามรดกในกรณีที่ถูกบิดามารดาทอดทิ้งและไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูไว้โดยเฉพาะซึ่งก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อตัวบุตรผู้เป็นเจ้ามรดกเมื่อตนถึงแก่ความตาย แต่บิดามารดานั้นกลับมีสิทธิในการรับมรดกของบุตรได้ตามกฎหมายในฐานะทายาทโดยธรรม ในกรณีที่บุตรมิได้ทำพินัยกรรมไว้ จากการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายครอบครัวและมรดกของสาธารณรัฐเกาหลีและสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่าต่างมีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่ง เรื่องสิทธิในการรับมรดกของบิดามารดาที่ไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุตร รวมถึงทายาทที่ละเลยหรือทอดทิ้งเจ้ามรดกไว้เป็นการเฉพาะในการคุ้มครองสิทธิของเจ้ามรดกที่ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายไทยที่ไม่มีบทบัญญัติในการคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่บุตรผู้เป็นเจ้ามรดกที่ถูกบิดามารดาทอดทิ้งแต่อย่างใด ผลของการศึกษานำไปสู่ข้อเสนอแนะให้ประเทศไทยควรมีบทบัญญัติเรื่องการเสียสิทธิในการรับมรดกของทายาทผู้ที่ไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูเจ้ามรดกไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 โดยการกำจัดสิทธิในการรับมรดกของบิดามารดาที่ไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุตร ผู้เขียนจึงขอเสนอให้มีการบัญญัติเพิ่มเติมให้การที่ไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูเจ้ามรดกเป็นหนึ่งในเหตุที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1606 โดยนำหลักกฎหมายในเรื่องการเสียสิทธิในการรับมรดกของสาธารณรัฐเกาหลีและสาธารณรัฐประชาชนจีนมาเป็นแนวทางปรับใช้ เพื่อคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่บุตรผู้ที่ถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู
ปัญหาการนำหลักการสร้างสรรค์ทางปัญญาของผู้สร้างสรรค์ตามการตีความของประเทศอังกฤษมาใช้ใน ระบบลิขสิทธิ์ไทย : ศึกษาเปรียบเทียบกรณีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์, ปาริชา โฉมยงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ศึกษาถึงปัญหาการตีความหลักการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง (Originality) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งได้การได้มาซึ่งการคุ้มครองทางลิขสิทธิ์ของกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย ซึ่งได้กำหนดให้งานที่ถูกสร้างสรรค์อันจะได้รับความคุ้มครองทางลิขสิทธิ์จะต้องเป็นงานที่มีการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง แต่อย่างไรก็ตาม ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 นั้นไม่ได้มีการกำหนดนิยามหรืออธิบายถึงหลักดังกล่าวไว้ แต่ในทางปฏิบัติคำพิพากษาศาลไทยได้มีการตีความหลักการสร้างสรรค์ด้วยตนเองโดยการนำหลักวิริยะ ทักษะ วิจารณญาณ (Skill Labour Judgement) มาบังคับใช้ ซึ่งหลักดังกล่าวปัจจุบันประเทศอังกฤษ สหภาพยุโรป รวมถึงอีกหลายประเทศไม่ได้มีการบังคับใช้หลักนี้ในการตีความหลักการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง หากแต่บังคับใช้หลักสร้างสรรค์ทางปัญญาของผู้สร้างสรรค์ (Author’s Own Intellectual Creation) มาใช้ในการตีความการสร้างสรรค์ด้วยตนเองแทน ผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาและผลกระทบของการนำหลักการสร้างสรรค์ทางปัญญาของผู้สร้างสรรค์ตามการตีความของประเทศอังกฤษมาใช้ในระบบลิขสิทธิ์ไทยโดยจะศึกษาเปรียบเทียบกรณีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาซึ่งรวมถึงการพิจารณาออกบทบัญญัติกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนในการบังคับใช้ และเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ข้อพิจารณาทางกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อัตลักษณ์ดิจิทัลในการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์, ปาลิตา รุ่งระวี
ข้อพิจารณาทางกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อัตลักษณ์ดิจิทัลในการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์, ปาลิตา รุ่งระวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันมีการใช้อัตลักษณ์ดิจิทัลและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นผ่านกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตน แต่ยังคงมีปัญหาในการนำไปใช้ซึ่งเกิดจากการไม่แยกพิจารณาหน้าที่ของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์กับอัตลักษณ์ดิจิทัล โดยผู้ใช้จำเป็นต้องรู้และเข้าใจถึงหน้าที่ของลายมือชื่อและอัตลักษณ์ดิจิทัลก่อน อันจะทำให้การใช้งานมีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ดี กฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์รองรับให้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์และอัตลักษณ์ดิจิทัลมีผลทางกฎหมาย น่าเชื่อถือและใช้งานได้ แต่ความน่าเชื่อถือนั้นอาจถูกโต้แย้งได้จากประเด็นทางด้านเทคนิค บุคคลและเจตนา จึงจำเป็นต้องมีหลักฐานในการตรวจสอบการใช้อัตลักษณ์ดิจิทัลและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ การใช้อัตลักษณ์ดิจิทัลและการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นเรื่องของการพิสูจน์และยืนยันตัวตนเช่นกัน แม้จะเป็นการดำเนินการทางดิจิทัลแต่กฎหมายก็รองรับในสิทธิในอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคล การนำไปใช้งานจะไม่มีปัญหาความชัดเจนหากเข้าใจถึงแนวคิดทางกฎหมาย นอกจากนี้ การนำไปใช้งานควรต้องใช้ให้ถูกต้องตามหน้าที่ของสิ่งนั้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความไม่ชัดเจนในเรื่องความน่าเชื่อถือและการใช้งานได้ ดังนั้น จากประเด็นปัญหาที่เกิดจึงต้องทำให้ข้อพิจารณาในด้านต่าง ๆ ของอัตลักษณ์ดิจิทัลและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์มีความชัดเจน
ปัญหาทางกฎหมายในการเข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย : ศึกษากรณีบริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะสำหรับการควบรวมกิจการ, พัชราพรรณ รัตนไมตรีเกียรติ
ปัญหาทางกฎหมายในการเข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย : ศึกษากรณีบริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะสำหรับการควบรวมกิจการ, พัชราพรรณ รัตนไมตรีเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะสำหรับการควบรวมกิจการ (Special Purpose Acquisition Company) เป็นการระดมทุนรูปแบบหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในต่างประเทศตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1992 โดยการจัดตั้งบริษัทที่ไม่มีการประกอบกิจการ และนำหุ้นของบริษัทดังกล่าวออกจำหน่ายแก่สาธารณะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินที่ระดมทุนได้ไปควบรวมกิจการกับบริษัทอื่น ทั้งนี้ ในประเทศไทยยังไม่สามารถระดมทุนในรูปแบบดังกล่าวได้ เนื่องจากอุปสรรคทางกฎหมายจากการขาดหลักเกณฑ์การอนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และเกณฑ์การรับหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่สอดคล้องกับโครงสร้างของบริษัทประเภทดังกล่าว และอุปสรรคจากข้อจำกัดของข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่องการรับหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน พ.ศ. 2558 (“หลักเกณฑ์การรับจดทะเบียน") เป็นเหตุให้บุคคลที่มีส่วนได้เสียไม่ได้รับประโยชน์จากการระดมทุนโดยใช้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ฯ อย่างที่ควร เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเป็นการศึกษาเปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์ในเรื่องเดียวกันของสหรัฐเมริกา สิงคโปร์ และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เพื่อวิเคราะห์แนวทางในการปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับจดทะเบียนของไทยและขจัดอุปสรรคในการระดมทุนด้วยการเสนอขายหลักทรัพย์ออกใหม่ของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะฯ
อาชีพช่างตัดผมภายใต้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560, ศักดา เจริญสันติพงศ์
อาชีพช่างตัดผมภายใต้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560, ศักดา เจริญสันติพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อาชีพช่างตัดผม เป็นอาชีพหนึ่งที่ถูกกำหนดให้เป็นอาชีพสงวนสำหรับคนชาติตามกฎหมาย ห้ามมิให้คนต่างด้าวทำในราชอาณาจักรไทยโดยเด็ดขาดภายใต้กฎหมายมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันความต้องการในการใช้บริการช่างตัดผมชาวต่างชาติที่มีทักษะความสามารถได้เกิดขึ้นในสังคม จากกระแสนิยมวัฒนธรรมต่างชาติที่ได้รับการยอมรับประกอบกับการบังคับใช้กฎหมายกับคนต่างด้าวนั้นเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้มีร้านตัดผมที่ดำเนินธุรกิจโดยช่างตัดผมชาวต่างชาติเปิดให้บริการอย่างเปิดเผย และมีผู้ใช้บริการมากมาย ซึ่งเป็นลักษณะของกฎหมายที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามพัฒนาการของสังคม เอกัตตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการของกฎหมายในการกำหนดให้อาชีพช่างตัดผมเป็นอาชีพสงวน ศึกษาแนวทางที่เหมาะสมและประโยชน์ในการปรับให้อาชีพช่างตัดผมเป็นอาชีพที่อนุญาตให้คนต่างด้าวทำได้ โดยทำการวิจัยเชิงเอกสาร ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมาตรฐานการประกอบอาชีพช่างตัดผมของประเทศไทย ประเทศออสเตรเลีย และ ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ หาข้อสรุป และเสนอแนวทางการวางมาตรฐานอาชีพสำหรับช่างทำผมที่จะประกอบอาชีพในประเทศไทยหากมีการปรับให้อาชีพช่างตัดผมเป็นอาชีพที่อนุญาตให้คนต่างด้าวทำได้ จากการศึกษาพบว่า ความเปลี่ยนแปลงของความต้องการในการใช้บริการช่างตัดผมชาวต่างชาตินั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมของกฎหมาย ผู้วิจัยได้ศึกษาเปรียบเทียบหลักเกณฑ์การเข้าสู่อาชีพช่างตัดผมของประเทศไทยและต่างประเทศแล้ว พบว่าในต่างประเทศมีวิธีการคัดกรองบุคคลากรเข้าสู่อาชีพช่างตัดผมที่หลากหลาย และเหมาะสมต่อสถานการณ์ความต้องการของสังคมมากกว่าการคัดกรองด้วยสัญญาติของประเทศไทยในปัจจุบัน ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางกำหนดมาตรฐานการคัดกรองบุคคลากรเข้าสู่อาชีพช่างตัดผมอันมีหลักเกณฑ์ยึดโยงกับมาตรฐานความสามารถ ฝีมือ และทักษะของช่างตัดผมโดยให้ใช้บังคับกับทั้งช่างตัดผมชาวไทยและชาวต่างชาติ อันจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะในด้านเศรษฐกิจและสังคม หรือด้านการส่งเสริมการแข่งขันและพัฒนาทักษะของช่างตัดผมไทย โดยไม่ต้องกำหนดให้อาชีพช่างตัดผมเป็นอาชีพสงวนเฉพาะชาติไทยอีกต่อไป
การคุ้มครองสิทธิบัตรเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ : ศึกษาเฉพาะกรณีการตรวจสอบสิทธิบัตรการประดิษฐ์เปรียบเทียบระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และ ไทย, อวิรุทธ์ อภิศิกาญจนพงศ์
การคุ้มครองสิทธิบัตรเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ : ศึกษาเฉพาะกรณีการตรวจสอบสิทธิบัตรการประดิษฐ์เปรียบเทียบระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และ ไทย, อวิรุทธ์ อภิศิกาญจนพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้ มุ่งศึกษาประเด็นการตรวจสอบสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ซึ่งเป็นวิทยาการคอมพิวเตอร์แขนงหนึ่งและมีสาระสำคัญการประดิษฐ์เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันระหว่างระบบข้อมูล โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ตลอดจนศึกษาการกำหนดขอบเขตของซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ อีกทั้งได้เสนอให้มีการปรับปรุงแนวปฏิบัติการตรวจสอบสิทธิบัตรการประดิษฐ์เกี่ยวข้องกับระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติที่สากล เนื่องจากการประดิษฐ์ที่มีลักษณะเป็น ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของคอมพิวเตอร์ ไม่อาจขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ได้ภายใต้ พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ประกอบกับแนวปฏิบัติการตรวจสอบสิทธิบัตรของสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาว่าด้วยการประดิษฐ์ที่เกี่ยวกับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไม่มีความชัดเจน ทั้งยังใช้หลักเกณฑ์การการตรวจสอบที่กว้างจนเกินไปจนไม่สามารถกำหนดขอบเขตของถ้อยคำว่า ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของคอมพิวเตอร์ อันเป็นข้อมูลการทำงานพื้นฐานของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อาจส่งผลให้ผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรปฏิเสธคำขอรับสิทธิบัตรในสาขาการะดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ผู้เขียนจึงได้ศึกษาวิธีปฏิบัติการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เปรียบเทียบระหว่างแนวปฏิบัติของประเทศไทยกับแนวปฏิบัติของสาธารณรัฐประชาชนจีน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ในฐานะกลุ่มประเทศที่มีการจดทะเบียนสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับสาขาปัญญาประดิษฐ์มากที่สุดในโลก ถึงวิธีการตรวจสอบสาระสำคัญของการประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมการทำงานของคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ อันเป็นระบบการทำงานของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ซึ่งอาจได้รับความคุ้มครองในระบบสิทธิบัตรได้
ข้อพิจารณาเพื่อยกเลิกความผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้, ปริญญา มีศิริ
ข้อพิจารณาเพื่อยกเลิกความผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้, ปริญญา มีศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดความรับผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ ผู้เขียนมุ่งศึกษาทฤษฎีการก่ออาชญากรรม ทฤษฎีการกำหนดความรับผิดทางอาญา ที่มาและเจตนารมณ์ทางกฎหมายของบทบัญญัติดังกล่าวของประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และต่างประเทศ เพื่อกำหนดความรับผิดทางอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ และนำเสนอแนวทางการพัฒนาแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าวให้เหมาะสมกับสภาพบ้านเมืองของประเทศไทยและสอดคล้องกับแนวคิดการกำหนดความรับผิดทางอาญาในปัจจุบัน สืบเนื่องจากบทบัญญัติความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญาได้มีการบัญญัติใช้บังคับเมื่อปี พ.ศ.2499 จนถึงปัจจุบันยังไม่เคยมีการแก้ไขเพิ่มเติม ปัจจุบันสภาพบ้านเมือง เศรษฐกิจ สังคม และแนวคิดในการกำหนดความผิดทางอาญาได้เปลี่ยนแปลงไป หากมีมาตรการอื่นนอกจากการใช้กฎหมายอาญาแก้ปัญหาแล้วก็ไม่สมควรกำหนดให้การกระทำนั้นเป็นความผิดอาญา และการกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้เกิดจากการเข้าทำสัญญาทางแพ่ง จึงไม่สมควรลงโทษอาญาเพียงเพราะไม่ชำระหนี้ ในอดีตได้บัญญัติเป็นกฎหมายอาญาเนื่องจากยังไม่มีมาตรการอื่นใดมาใช้แก้ปัญหากรณีนี้ได้ และใช้กับเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้มีเจ้าหนี้หลายรายเท่านั้นอันเป็นการแก้ปัญหาในกระบวนการล้มละลาย แต่ประมวลกฎหมายอาญาปัจจุบันกลับขยายขอบเขตให้รวมไปถึงแก่กรณีที่มีเจ้าหนี้รายเดียวด้วยและยังไม่คำนึงถึงประโยชน์ตามสมควรที่ลูกหนี้ได้รับอีกด้วย ดังนั้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอแนะให้มีการยกเลิกความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ และเสนอให้สมควรปรับปรุงกระบวนการกฎหมายในทางแพ่งเพื่อให้เกิดความมั่นใจแก่เจ้าหนี้และยังคงรักษาไว้ซึ่งหลักประกันของเจ้าหนี้โดยคำนึงวัตถุประสงค์ของเจ้าหนี้เป็นสำคัญอีกด้วย
ขอบเขตของคำว่า “ทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย" ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น, จรรยาสรรค์ จึงสงวนพรสุข
ขอบเขตของคำว่า “ทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย" ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น, จรรยาสรรค์ จึงสงวนพรสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขอบเขตของคำว่า “ทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย" ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ผู้วิจัยมุ่งศึกษาพัฒนาการกฎหมายและการตีความของประเทศไทยในความผิดฐานดังกล่าว ตลอดจนศึกษาเชิงเปรียบเทียบกับบทบัญญัติและแนวทางการวินิจฉัยในกฎหมายต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของถ้อยคำและถูกต้องตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย จากการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไทยไม่มีบทนิยามคำว่า “ทรมาน" และ “ทารุณโหดร้าย" การตีความจึงพิจารณาจากความหมายทั่วไป ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บังคับใช้กฎหมายโดยพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป ส่งผลให้บางกรณีพนักงานอัยการไม่ได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย ทำให้ข้อเท็จจริงที่น่าจะพิจารณาได้ว่าเป็นการฆ่าลักษณะดังกล่าวกลับไม่ได้มีประเด็นให้ผู้พิพากษาได้วินิจฉัย นอกจากนั้นยังส่งผลในชั้นพิจารณาพิพากษาคดีของศาล การตีความที่ผู้พิพากษาให้ความสำคัญต่อองค์ประกอบด้านจิตใจของผู้กระทำและองค์ประกอบภายนอกยิ่งหย่อนกว่ากัน ทำให้เกิดผลประหลาดขึ้น บางลักษณะของการกระทำน่าจะเป็นการทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย แต่ศาลฎีกาตัดสินว่าไม่เป็นความผิดฐานดังกล่าว หรือในบางกรณีลักษณะของการกระทำคล้ายกัน แต่กลับมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษที่แตกต่างกัน ผู้กระทำผิดจึงไม่ได้รับการลงโทษที่ได้สัดส่วนกับการกระทำ และผู้เสียหายไม่ได้รับความยุติธรรมจากการดำเนินคดี ดังนั้น ผู้วิจัยเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาขอบเขตของคำว่า “ทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย" ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น โดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่เหมาะสมกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ และสอดคล้องกับกฎหมายต่างประเทศในระดับสากล
การยุติคดีอาญาโดยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์, เพชรมณี ศรีอ่อน
การยุติคดีอาญาโดยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์, เพชรมณี ศรีอ่อน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แม้ว่าบทบัญญัติกฎหมายของไทยจะอนุญาตให้มีการไกล่เกลี่ยคดีอาญาได้ แต่ก็จำกัดไว้เฉพาะคดีบางประเภทเท่านั้น และผลทางกฎหมายยังไม่สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาถึงปัญหาการยุติคดีอาญาโดยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททั้งก่อนและหลังฟ้องคดี โดยศึกษาเฉพาะความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ผ่านหลักการ แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และการไกล่เกลี่ยคดีอาญาตามกฎหมายไทยโดยวิเคราะห์เปรียบเทียบกับกฎหมายประเทศฝรั่งเศส นิวซีแลนด์ และแคนาดา (รัฐโนวาสโกเทีย) จากการศึกษาพบว่า การไกล่เกลี่ยคดีอาญาเป็นมาตรการทางเลือกนอกเหนือจากกระบวนการพิพากษาของศาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คู่กรณีทุกฝ่ายได้แสวงหาแนวทางระงับข้อพิพาทร่วมกัน ชดใช้เยียวยาความเสียหาย และแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด อย่างไรก็ตาม กฎหมายไทยจำกัดให้ไกล่เกลี่ยเพื่อยุติคดีได้เฉพาะความผิดเกี่ยวกับทรัพย์อันยอมความได้ และความผิดฐานลักทรัพย์ ตามมาตรา 334 เท่านั้น ซึ่งยังไม่ครอบคลุมถึงความผิดเกี่ยวกับทรัพย์อื่น ๆ ที่มีลักษณะไม่ร้ายแรง เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติกฎหมายเพื่อขยายขอบเขตของความผิดที่สามารถไกล่เกลี่ยได้ โดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 มาตรา 336 วรรคหนึ่ง มาตรา 357 วรรคหนึ่ง และมาตรา 365 เนื่องจากความผิดเหล่านี้เป็นความผิดที่มีคุณธรรมทางกฎหมายเป็นเรื่องส่วนบุคคล และความเสียหายที่เกิดขึ้นกระทบต่อประโยชน์ของปัจเจกบุคคลเป็นการส่วนตัวมากกว่ากระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมส่วนรวม และเสนอให้กำหนดผลทางกฎหมายเมื่อการไกล่เกลี่ยคดีอาญาเป็นผลสำเร็จด้วย
ปัญหาการกำหนดความผิดฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362, ลักษมณ โอภาสวัฒนา
ปัญหาการกำหนดความผิดฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362, ลักษมณ โอภาสวัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มุ่งศึกษาปัญหาและความเหมาะสมในการกำหนดความผิดฐานอาญาฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 โดยเมื่อพิจารณาคำพิพากษาฎีกาแล้ว พบว่าการกระทำความผิดฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 362 ในหลายกรณีไม่ได้มีความร้ายแรงถึงขนาดต้องถูกลงโทษตามกฎหมายอาญา ตัวอย่างเช่น การเข้าไปปลูกต้นไม้หรือปลูกสิ่งปลูกสร้างลงบนที่ดินของผู้อื่น ต่างจากความผิดฐานบุกรุกเคหสถานตามมาตรา 364 ที่เป็นการกระทำอันกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยของบุคคลอย่างร้ายแรง อีกทั้งมีความใกล้ชิดต่ออันตรายมากกว่า เนื่องจากเคหสถานเป็นที่อยู่อาศัยของบุคคล หากมีการบุกรุกเข้าไปในเคหสถานก็ย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และเสรีภาพของบุคคลได้โดยง่าย แต่ความผิดฐานบุกรุกทั้งสองมาตรากลับมีอัตราโทษที่เท่ากัน คือโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงนำไปสู่ปัญหาว่าการกำหนดความผิดฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 362 นั้นไม่ได้สัดส่วนกับลักษณะของการกระทำ จากศึกษาเปรียบเทียบกับบทบัญญัติความผิดฐานบุกรุกของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส พบว่าความผิดฐานบุกรุกของต่างประเทศนั้นให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นเป็นสำคัญ การบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นจะอยู่ในการกระทำละเมิดทางแพ่งเท่านั้น อีกทั้งมีการแบ่งระดับความผิดโดยพิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำ ซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติความผิดฐานบุกรุกตามกฎหมายไทยที่เป็นไปอย่างกว้างขวาง และไม่สอดคล้องกับทฤษฎีการกำหนดความผิดต่าง ๆ ส่งผลให้กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากเกินไป ดังนั้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอให้ยกเลิกความผิดฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 และให้การบุกรุกที่อยู่ภายใต้มาตรา 362 อยู่ในฐานะการกระทำละเมิดในทางแพ่งเป็นสำคัญ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายอาญาเป็นไปอย่างได้สัดส่วนและเป็นมาตรการสุดท้าย
การกำหนดความผิดอาญากรณีพกพาสารกัดกร่อนในที่สาธารณะ, วรกมล เบ็ญจาธิกุล
การกำหนดความผิดอาญากรณีพกพาสารกัดกร่อนในที่สาธารณะ, วรกมล เบ็ญจาธิกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดความผิดอาญากรณีพกพาสารกัดกร่อนในที่สาธารณะ เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ ปัญหาและอุปสรรคในการควบคุมการพกพาสารกัดกร่อนในที่สาธารณะของกฎหมายไทยในปัจจุบัน รวมถึงเปรียบเทียบการกำหนดความผิดอาญาในลักษณะดังกล่าวของกฎหมายต่างประเทศ จากการศึกษาพบว่ากฎหมายประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดความผิดอาญากรณีพกพาสารกัดกร่อนในที่สาธารณะเป็นการเฉพาะ นอกจากนั้นแนวคำพิพากษาศาลฎีกาตีความว่าน้ำกรดซึ่งเป็นสารกัดกร่อนประเภทหนึ่งไม่ใช่อาวุธโดยสภาพแม้ว่าสารกัดกร่อนดังกล่าวสามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงได้หากถูกใช้เป็นอาวุธ ทำให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายเนื่องจากโทษอาญาที่ลงไม่ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของความผิด นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการปราบปรามอาชญากรรมรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้หากปล่อยให้มีการพกพาสารกัดกร่อนตามอำเภอใจในที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม จากการเปรียบเทียบกฎหมายของประเทศอังกฤษ ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ และเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่ามีการบัญญัติกฎหมายควบคุมสารกัดกร่อนไว้เป็นการเฉพาะ มีการกำหนดนิยามของสารกัดกร่อน และมีการกำหนดโทษที่สูงกว่ากฎหมายของประเทศไทย โดยบางประเทศมีทั้งโทษจำคุกและเฆี่ยน และบางประเทศมีแนวทางสำหรับผู้พิพากษาในการตีความให้สารกัดกร่อนเป็นอาวุธอันตรายอย่างสูง เพื่อลดโอกาสในการก่ออาชญากรรมโดยการใช้สารกัดกร่อนเป็นอาวุธ ดังนั้น ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้มีการตราพระราชบัญญัติสารกัดกร่อนขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อกำหนดคำนิยาม กำหนดความผิดและบทลงโทษที่เหมาะสม เพื่อลดโอกาสในการก่อภยันตรายในที่สาธารณะโดยใช้สารกัดกร่อนเป็นอาวุธในการก่ออาชญากรรม และ กำหนดความผิดฐานพาสารกัดกร่อนติดตัวไปในสาธารณสถาน เว้นแต่เป็นกรณีที่มีเหตุอันควรหรือมีอำนาจตามกฎหมาย หรือมีไว้เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพโดยสุจริต รวมถึงเสนอแนะการวางแนวทางของศาลว่าควรตีความให้สารกัดกร่อนเป็นอาวุธโดยสภาพ
การกำหนดเหตุฉกรรจ์ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 อันเนื่องมาจากการกระทำต่อเด็ก, ศักดิพัฒน์ ประทุม
การกำหนดเหตุฉกรรจ์ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 อันเนื่องมาจากการกระทำต่อเด็ก, ศักดิพัฒน์ ประทุม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การฆ่าเด็กเป็นการใช้ความรุนแรงต่อเด็กที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมไทย เนื่องจากเด็กเป็นเหยื่อที่มีความอ่อนแอทางชีวภาพส่งผลให้ผู้กระทำโดยส่วนใหญ่มุ่งที่จะกระทำความผิดต่อเด็ก เนื่องจากกระทำความผิดสำเร็จได้ง่ายและสะดวกกว่ากระทำต่อผู้ใหญ่ แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ในปัจจุบันกลับไม่ได้บัญญัติคุ้มครองเด็กเป็นพิเศษแต่อย่างใด ส่งผลให้ผู้กระทำความผิดไม่เกรงกลัวต่อบทลงโทษ แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 71 จะบัญญัติคุ้มครองเด็กจากความรุนแรงทั้งปวงและการฆ่าเด็กส่งผลกระทบกระเทือนอย่างร้ายแรงต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ตาม ผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายอาญาของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ตุรกี และฟิลิปปินส์ พบว่าได้กำหนดให้การฆ่าเด็กเป็นเหตุฉกรรจ์ซึ่งทำให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษหนักขึ้นกว่าการฆ่าผู้ใหญ่ โดยพิจารณาตามโครงสร้างรับผิดทางอาญา ได้แก่ องค์ประกอบภายนอกของความผิด คือ ผู้กระทํา การกระทำ และวัตถุแห่งการกระทำ และองค์ประกอบภายในของความผิด คือ เจตนา เพื่อเสนอแนวทางการกำหนดเหตุฉกรรจ์ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ที่เหมาะสมในการคุ้มครองผู้เสียหายที่เป็นเด็ก เพื่อให้ผู้กระทำความผิดเกิดความเกรงกลัวต่อกฎหมายและในขณะเดียวกันเพื่อป้องกันยับยั้งอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นกับเด็กในอนาคต
การกำหนดความผิดทางอาญากรณีบังคับให้เด็กสมรส, อนัญญา จ่าวัง
การกำหนดความผิดทางอาญากรณีบังคับให้เด็กสมรส, อนัญญา จ่าวัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดในการกำหนดความผิดที่เกี่ยวข้องกับกรณีการบังคับให้เด็กสมรสและความจำเป็นที่ประเทศไทยควรจะกำหนดให้การบังคับให้เด็กสมรสเป็นความผิดทางอาญา และวิเคราะห์ปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทยต่อกรณีการบังคับให้เด็กสมรส รวมถึงสำรวจมาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศในการกำหนดความรับผิดทางอาญากรณีการบังคับให้เด็กสมรส และมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการคุ้มครองเด็กจากการถูกบังคับให้สมรสของประเทศออสเตรเลีย อังกฤษ และฟิลิปปินส์ เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางที่เหมาะสมต่อการกำหนดความผิดทางอาญากรณีการบังคับให้เด็กสมรสในประเทศไทย การบังคับให้เด็กสมรสเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของเด็กอย่างร้ายแรงซึ่งผู้กระทำมักเป็นบุคคลในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลอื่น ๆ ที่มีหน้าที่ในการดูแลเด็ก เด็กถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่อาจยังไม่มีความสามารถเพียงพอในการปกป้องสิทธิของตนเอง จึงทำให้ตกเป็นผู้เสียหายจากการกระทำดังกล่าวได้โดยง่าย ซึ่งส่งผลให้เกิดผลกระทบทางด้านลบทั้งต่อตัวเด็กเองและต่อสังคม จากการศึกษาพบว่าประเทศไทยยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายใด ๆ ที่จะนำมาใช้บังคับกับกรณีการบังคับให้เด็กสมรสได้อย่างชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาในการคุ้มครองเด็กจากการกระทำดังกล่าว และเมื่อสำรวจกฎหมายต่างประเทศพบว่าประเทศออสเตรเลีย อังกฤษ และฟิลิปปินส์ ได้มีการกำหนดความผิดทางอาญากรณีบังคับให้เด็กสมรส รวมถึงมีมาตรการทางกฎหมายอื่นเพื่อคุ้มครองเด็กจากการกระทำนั้น ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์การกระทำกรณีบังคับให้เด็กสมรสประกอบกับหลักเกณฑ์การกำหนดความผิดทางอาญาแล้ว พบว่าการบังคับให้เด็กสมรสเป็นการกระทำที่มีลักษณะร้ายแรงและสมควรที่จะกำหนดให้เป็นความผิดทางอาญา ดังนั้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอให้มีการกำหนดความผิดทางอาญากรณีบังคับให้สมรสโดยการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ให้เป็นหนึ่งในการกระทำที่ต้องห้ามมิให้กระทำต่อเด็กซึ่งหากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษทางอาญาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการบังคับใช้ในการคุ้มครองเด็กจากการถูกบังคับให้สมรสตามสิทธิและเสรีภาพของเด็กอันพึงจะได้รับต่อไป
การแทรกแซงอำนาจหน้าที่ในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นของราชการส่วนภูมิภาค, กมลชนก แจ่มจิตร
การแทรกแซงอำนาจหน้าที่ในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นของราชการส่วนภูมิภาค, กมลชนก แจ่มจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาการแทรกแซงอำนาจหน้าที่ของราชการส่วนภูมิภาคเกี่ยวกับการกำกับดูแลราชการส่วนท้องถิ่นในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นซึ่งอาจมีลักษณะเป็นอำนาจบังคับบัญชามากกว่าอำนาจกำกับดูแลตามหลักการสากล รวมถึงศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาการแทรกแซงอำนาจหน้าที่ในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นของราชการส่วนภูมิภาคของประเทศไทยในปัจจุบัน ผ่านรูปแบบการวิจัยเอกสารเปรียบเทียบกฎหมายต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมัน ประเทศญี่ปุ่น และประเทศอังกฤษ โดยเมื่อพิจารณาขั้นตอนการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นในประเทศไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้ว ปรากฏหลักการ ทฤษฎี แนวคิดพื้นฐาน และขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญในกฎหมายต่างประเทศที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดถึงการให้อิสระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น ผลการวิจัยพบว่าการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นตามกฎหมายไทยให้อำนาจหน้าที่แก่ราชการส่วนภูมิภาคผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอมีอำนาจลงนามให้ความเห็นชอบในข้อบัญญัติท้องถิ่นซึ่งมีลักษณะเกินขอบเขตอำนาจกำกับดูแลตามหลักการกระจายอำนาจและทฤษฎีความเป็นอิสระขององค์ปกครองส่วนท้องถิ่นอันส่งผลให้การจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นขาดความเป็นอิสระและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของท้องถิ่นอย่างแท้จริง ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นจึงควรมีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อให้เป็นไปตามหลักการกระจายอำนาจและทฤษฎีความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น