Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Law Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Theses/Dissertations

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
File Type

Articles 931 - 960 of 6350

Full-Text Articles in Law

แนวทางการกำหนดค่าปรับเป็นพินัย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เป็นรายจ่ายต้องห้ามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร, ปิลันธมาส จันทร์สุโรจน์ Jan 2024

แนวทางการกำหนดค่าปรับเป็นพินัย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เป็นรายจ่ายต้องห้ามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร, ปิลันธมาส จันทร์สุโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนากระบวนการลงโทษความผิดที่ไม่ร้ายแรง โดยเปลี่ยนจากโทษปรับทางอาญาที่มีความยุ่งยากและใช้เวลานาน มาเป็นการปรับเป็นพินัยซึ่งมีความยืดหยุ่นและลดผลกระทบต่อผู้กระทำผิด โดยมาตรการนี้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในการกำกับดูแลนิติบุคคล อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณากฎหมายภาษีอากรพบว่า ค่าปรับที่เป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งระบุว่าเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา เป็นรายจ่ายต้องห้าม แต่ค่าปรับเป็นพินัยกลับไม่ถูกจัดอยู่ในหมวดนี้ นอกจากนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 40/2560 ยังได้ตีความให้รายจ่ายต้องห้ามที่เป็นค่าปรับบังคับใช้เฉพาะกับการกระทำผิดตามกฎหมายภาษีอากร ส่งผลให้ค่าปรับที่เกิดจากการกระทำผิดกฎหมายอื่นสามารถบันทึกเป็นรายจ่ายได้ ซึ่งมีผลทำให้กำไรสุทธิของนิติบุคคลลดลงและภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลงตามไปด้วย ความไม่ชัดเจนของกฎหมายดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบในแง่ความเป็นธรรม โดยทำให้นิติบุคคลที่ฝ่าฝืนกฎหมายได้รับประโยชน์จากการเสียภาษีที่น้อยกว่านิติบุคคลที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและส่งเสริมพฤติกรรมละเมิดกฎหมายโดยอ้อม นอกจากนี้ความไม่ชัดเจนของประมวลรัษฎากรและคำวินิจฉัยยังสร้างความไม่แน่นอนในทางปฏิบัติและสร้างความสับสนให้แก่ผู้ใช้กฎหมายและผู้เสียภาษีเมื่อศึกษาหลักเกณฑ์การกำหนดค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายจ่ายต้องห้ามของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส พบว่าตัวบทกฎหมายและการบังคับใช้มีความสอดคล้องกัน มีแนวปฏิบัติให้ค่าปรับเป็นพินัยที่เกิดจากการละเมิดกฎหมายเป็นรายจ่ายต้องห้าม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดได้รับผลประโยชน์ทางการเงิน ซึ่งสอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมและความแน่นอนตามหลักการทั่วไปเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากรที่ดีดังนั้นหากประเทศไทยมีการปรับปรุงแก้ไขมาตรา 65 ตรี (6) ของประมวลรัษฎากรให้รายจ่ายต้องห้ามครอบคลุมถึงค่าปรับเป็นพินัยและค่าปรับตามกฎหมายทุกประเภท จะสร้างความชัดเจนและไม่เป็นการเปิดช่องให้เกิดการตีความที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของการลงโทษทางกฎหมาย การแก้ไขดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมาย ลดการกระทำผิดซ้ำ สร้างความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไทย และสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษีอากร ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ผู้เสียภาษีทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม


ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อประกันชีวิต, ปุณิกา ธีรทัพเทวัญ Jan 2024

ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อประกันชีวิต, ปุณิกา ธีรทัพเทวัญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย โดยเน้นศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและกระบวนการขายประกันที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ยังมีการเปรียบเทียบกระบวนการก่อนและหลังการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เห็นความแตกต่างในด้านประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น ขอบเขตการศึกษาครอบคลุมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการดำเนินธุรกิจประกันชีวิต โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในต่างประเทศ เช่น GDPR ของสหภาพยุโรป และ PDPA ของสิงคโปร์ เพื่อพิจารณาความแตกต่างด้านการปฏิบัติและผลกระทบในบริบทที่หลากหลาย นอกจากนี้ การศึกษายังมุ่งเสนอแนวทางการปรับปรุง PDPA ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยเน้นการลดความซับซ้อนของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนให้ธุรกิจประกันชีวิตสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโต ผลการศึกษานี้คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยอย่างยั่งยืน


แนวทางการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ กรณีขายพ่วงผลิตภัณฑ์การเงิน, พัฒน์ พัฒโน Jan 2024

แนวทางการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ กรณีขายพ่วงผลิตภัณฑ์การเงิน, พัฒน์ พัฒโน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรอบกฎหมายและแนวทางการกำกับดูแลของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยเกี่ยวกับการขายพ่วงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน รวมถึงการเปรียบเทียบกับแนวทางของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมและแนวปฏิบัติที่เป็นธรรมในการกำกับดูแลการขายพ่วงผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยมีการกำกับดูแลผ่านแนวทาง การให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการป้องกันการบังคับขายพ่วงที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ดังกล่าวยังมีความคลุมเครือในบางประเด็น เช่น การกำหนดนิยามของความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ และข้อกำหนดที่ห้ามการบังคับให้ลูกค้าทำประกันภัยกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งเปิดโอกาสให้ธนาคารใช้แรงจูงใจทางอ้อม เช่น การเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษหรือเงื่อนไขสินเชื่อที่เอื้อประโยชน์เฉพาะผู้ที่ซื้อประกันภัยผ่านธนาคาร เมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา พบว่ากฎหมายของสหภาพยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกามีข้อกำหนดที่ชัดเจนกว่า ซึ่งให้เหตุผลของการอนุญาตขายพ่วงอย่างชัดเจน และกำหนดให้สถาบันการเงินต้องเสนอทางเลือกที่แท้จริงแก่ลูกค้า ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงมีช่องว่างในด้าน ความชัดเจนของหลักเกณฑ์การกำกับดูแล และการตีความข้อกำหนด ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ดังนั้น งานวิจัยนี้เสนอแนะให้มีการปรับปรุงแนวทางการขายพ่วงที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะ การกำหนดผลิตภัณฑ์ที่สามารถขายพ่วงได้อย่างชัดเจน พร้อมเหตุผลที่สอดคล้องกับความจำเป็นทางธุรกิจ และข้อกำหนดที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและป้องกันการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค อันจะส่งผลให้ตลาดการเงินมีความโปร่งใสและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคารพาณิชย์ในระยะยาว


การคุ้มครองผู้บริโภค : ศึกษากรณีเกี่ยวกับการคิดค่าบริการ 10%, ภัทรพร กิจสมัย Jan 2024

การคุ้มครองผู้บริโภค : ศึกษากรณีเกี่ยวกับการคิดค่าบริการ 10%, ภัทรพร กิจสมัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค : ศึกษากรณีเกี่ยวกับการคิดค่าบริการ 10% มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายที่เกี่ยวกับการเก็บค่าบริการของประเทศไทย และต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์ประเด็นปัญหาและหาแนวทางการแก้ไขค่าบริการของประเทศไทยโดยเปรียบเทียบกับต่างประเทศเพื่อให้ความคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม จากการศึกษา พบว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวกับการเก็บค่าบริการแต่อย่างใด มีเพียงกฎหมายที่กล่าวถึงวิธีการปฏิบัติของผู้ประกอบการทั่วไปในพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 และประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 72 พ.ศ. 2567 เรื่องการแสดงสินค้าและค่าบริการ ซึ่งเป็นเพียงการกำหนดแนวทางการปฏิบัติให้ผู้จำหน่ายหรือผู้ให้บริการจะต้องปฏิบัติเท่านั้นว่าผู้ประกอบธุรกิจจะต้องปฏิบัติอย่างไร แต่ไม่ได้ระบุว่าอัตราที่จะเรียกเก็บค่าบริการต้องจะเป็นอัตราเท่าไหร่ จากการศึกษากฎหมายมลรัฐฮาวายและแมสซาชูเซตส์ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอังกฤษจะมีการกำหนดกฎหมายเกี่ยวกับค่าบริการไว้อย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ปรากฏว่าแต่ละประเทศดังกล่าวนั้นได้กำหนดอัตราค่าบริการไว้ในกฎหมายแต่อย่างใด ในขณะที่ประเทศมัลดีฟส์ มีกฎหมายเกี่ยวกับการเก็บเงินค่าบริการและกำหนดอัตราค่าบริการขั้นต่ำร้อยละ 10 ไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน ปัจจุบันประเทศไทยได้ตราร่างพระราชบัญญัติค่าบริการพิเศษ พ.ศ...ที่อยู่ระหว่างปรับปรุงตามข้อเสนอจากประชาวิจารณ์ ซึ่งจากการศึกษาพบว่ากำหนดว่าการกำหนดอัตราค่าบริการพิเศษไม่เกินร้อยละสิบของราคาสินค้าและบริการนั้นยังเป็นข้อความที่ไม่ชัดเจนและเป็นอัตราที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และความไม่ชัดเจนกรณีให้ผู้ประกอบการแจ้งการเรียกเก็บค่าบริการว่าจะต้องแจ้งโดยวิธีใด อีกทั้งความไม่เหมาะสมของการกำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้บริโภคกรณีไม่ชำระค่าบริการพิเศษโดยไม่มีเหตุทางกฎหมายที่จะอ้างได้นั้น ข้อเสนอแนะ ควรออกกฎหมายกำหนดแนวทางการเรียกเก็บค่าบริการให้ชัดเจน ควรกำหนดวิธีการแจ้งการเก็บค่าบริการให้ชัดเจน โดยมีการระบุในเมนูหรือป้ายประกาศหน้าร้าน และหากไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ผู้บริโภคมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายค่าบริการนั้น นอกจากนี้ผู้บริโภคควรมีสิทธิใช้ดุลพินิจในการจ่ายค่าบริการ ซึ่งหากให้สิทธิผู้บริโภคสามารถปฏิเสธการจ่ายค่าบริการพิเศษในกรณีที่ผู้บริโภคได้รับบริการที่ไม่เหมาะสม ประการสุดท้ายไม่ควรกำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้บริโภคที่ปฏิเสธการจ่ายค่าบริการพิเศษ ในร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนพิเศษ พ.ศ...มาตรา 15


แนวทางการลดหย่อนภาษี กรณีนำค่าเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพของบุตร อายุไม่เกิน 20 ปี และยังไม่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี มาใช้ลดหย่อนภาษีได้, รัชนากานต์ วาณิชชากุล Jan 2024

แนวทางการลดหย่อนภาษี กรณีนำค่าเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพของบุตร อายุไม่เกิน 20 ปี และยังไม่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี มาใช้ลดหย่อนภาษีได้, รัชนากานต์ วาณิชชากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการลดหย่อนภาษี กรณีนำค่าเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพของบุตร อายุไม่เกิน20ปี และยังไม่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี มาใช้ลดหย่อนภาษีได้ โดยศึกษาในขอบเขตของหลักกฎหมาย เงื่อนไข หลักเกณฑ์ และผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีค่าลดหย่อนบุตร โดยไม่พิจารณาบุตรในกรณีเป็นบุตรบุญธรรม เป็นบุคคลไร้ความสามารถ และ ทุพพลภาพ และใช้วิธีการศึกษาในกรอบของการวิจัยเชิงเอกสาร ที่มุ่งศึกษาจากปัญหาที่พบในชีวิตประจำวัน และรวบรวมข้อมูลโดยการค้นคว้าเชิงเอกสารเป็นหลัก ทั้งนี้จากการศึกษา พบว่าปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีมาตราการให้นำเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพของบุตรมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ มาตราการทางภาษีมีความไม่เสมอภาคกับกรณีของค่าอุปการะบิดามารดาและค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา การที่มาตราการทางภาษี กรณีค่าลดหย่อนบุตรยังไม่สามารถบรรเทาภาระทางการเงินของหน่วยครัวเรือนสะท้อนออกมาเป็นผลลัพธ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับแนวโน้มมีอัตราการเกิดที่ลดลง และโครงสร้างของหน่วยครัวเรือนมีการเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ เปลี่ยนจากครัวเรือนขยาย มาเป็นครัวเรือนที่เล็กลง เฉลี่ยมีสมาชิกที่เป็นวัยทำงานหนึ่งคน ที่ต้องมีภาระเลี้ยงดูวัยพึ่งพิง(บิดามารดา และ บุตร)ถึง 2 คน แม้ว่าในการดูแลบุตร จะมี ประกันสังคม, สวัสดิการข้าราชการ หรือหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพจากรัฐแล้ว แต่บิดามารดาก็ยังจำเป็นต้องเลือกซื้อ ประกันสุขภาพส่วนตัว ให้กับบุตรเพื่อเป็นการป้องกันภาระทางการเงินส่วนเกินจากค่ารักษาพยาบาล เพราะ การรักษาโรคร้ายแรงบางอย่าง ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์เบิกไม่ได้ ยาราคาแพงที่มีคุณภาพ จัดเป็นยานอกบัญชี และค่าห้องพิเศษ ห้อง ICU ในโรงพยาบาลเอกชน ก็เป็นส่วนที่ไม่ได้อยู่ในความคุ้มครองด้านสุขภาพจากรัฐ ในอีกด้านหนึ่ง บิดามารดาที่ต้องมีภาระการดูแลบุตร หากบุตรป่วยแล้วต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล อาจต้องลางานหรือหยุดงานเพื่อมาดูแล ทำให้ขาดรายได้ในช่วงระหว่างการรักษาตัวของบุตรไป การทำประกันสุขภาพส่วนตัวของบุตร จึงเป็นการได้รับความคุ้มครองรายได้ระหว่างรักษาตัว เพราะ แม้ระบบของรัฐ (เช่น ประกันสังคม) จะมีการจ่ายเงินชดเชยกรณีลาป่วย แต่ไม่เพียงพอสำหรับรายได้ที่ขาดไป กล่าวคือ ตามเงื่อนไขของการมีสิทธิได้รับค่าชดเชยการขาดรายได้ จะได้รับการชดเชยเพียงแค่ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ยิ่งไปกว่านั้น ระบบสวัสดิการของรัฐมีวงเงินจำกัด ในกรณีของการรักษาโรคร้ายแรงหรือการผ่าตัดจะมีส่วนเกินที่เกิดขึ้นมาก การทำประกันสุขภาพของบุตร ก็เพื่อเพิ่มวงเงินความคุ้มครอง อันเป็นการลดภาระทางการเงินของหน่วยครัวเรือนและเป็นการทำให้ครัวเรือนมีความมั่นคงของรายได้ และ ระบบทั้ง 3 ดังกล่าว ยังมี แนวคิดและการบริหารจัดการ ที่มีความแตกต่างกัน ขาดความเป็นองค์รวม ก่อให้เกิดต้นทุนในการบริหารสูง เกิดความซ้ำซ้อนในการกำกับควบคุมการตรวจสอบทางด้านการเงิน การตรวจสอบคุณภาพในการรักษาพยาบาล และการคำนวณต้นทุนในการรักษาพยาบาล ดังนั้น ประเทศไทย ควรมีการกำหนดมาตราการทางภาษีให้สามารถนำค่าเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพของบุตรที่อายุไม่เกิน 20 ปี และยังไม่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี มาใช้ลดหย่อนได้ รวมไปถึง ต้องสร้างนโยบายการบวกเพิ่มภาษี …


ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมโฆษณาในประเทศไทย : ศึกษากรณีเครื่องรางของขลัง, วรสิทธิ์ ศรีรุ่งกิจสวัสดิ์ Jan 2024

ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมโฆษณาในประเทศไทย : ศึกษากรณีเครื่องรางของขลัง, วรสิทธิ์ ศรีรุ่งกิจสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันกฎหมายที่ประเทศไทยนำมาบังคับใช้ควบคุมโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการที่ เกี่ยวข้องกับเครื่องรางของขลังอยู่ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ กำหนดขอบเขตลักษณะของข้อความโฆษณาของสินค้าเป็นการทั่วไปไม่ได้บัญญัติเฉพาะเจาะจงถึงลักษณะ ข้อความโฆษณาของสินค้าและบริการที่เป็นเครื่องรางของขลัง ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายชี้ชัดความผิดจากการใช้ข้อความโฆษณาที่เป็นเท็จหรือเกินจริงหรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของสินค้าหรือบริการที่เป็นเครื่องรางของขลังที่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ยืนยันความถูกต้องจากผู้ประกอบธุรกิจเครื่องรางของขลังตามบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าหรือไม่ทันการณ์ในการบังคับเอาผิดดำเนินคดี จากการศึกษากฎหมายต่างประเทศโดยเลือกศึกษาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายโฆษณาเครื่องรางของขลัง 3 ประเด็น ได้แก่ 1. กฎหมายที่ใช้บังคับควบคุม 2. ขอบเขตของลักษณะข้อความโฆษณาที่กฎหมายบัญญัติให้ควบคุม และ 3. กลไกการกำกับดูแลกันเอง พบว่ารูปแบบกฎหมายว่าด้วยการโฆษณาของประเทศจีน ประมวลวิธีปฏิบัติว่าด้วยการโฆษณาจากการกำกับดูแลกันเองของภาคเอกชนในประเทศสิงคโปร์ และกฎหมายต่อต้านไสยศาสตร์ในรัฐมหาราษฏระของประเทศอินเดียได้กำหนดขอบเขตลักษณะของข้อความที่โฆษณาสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวกับความเชื่อทางไสยศาสตร์เป็นการเฉพาะที่ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายหรือแนวปฏิบัติที่เกี่ยวกับการโฆษณาสามารถชี้ชัดความผิดของการใช้ข้อความเนื้อหาโฆษณาที่เกี่ยวกับสินค้าและบริการเครื่องรางของขลังได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์ แต่ลักษณะ การบังคับใช้ผ่านกฎหมายโฆษณาโดยตรงแบบจีน ผ่านกฎหมายต่อต้านไสยศาสตร์แบบอินเดีย หรือผ่านกลไกการกำกับดูแลกันเองแบบสิงคโปร์ ไม่เหมาะกับบริบทของประเทศไทยเนื่องจากสังคมวัฒนธรรมและความเชื่อที่แตกต่างกัน กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคควรกำหนดขอบเขตของลักษณะข้อความโฆษณาที่กฎหมายบัญญัติให้ควบคุมเป็นการเฉพาะเจาะจงถึงขอบเขตทั้งหมดที่เกี่ยวกับข้อความแสดงถึงความเหนือธรรมชาติของเครื่องรางของขลังในบทบัญญัติผ่านกฎกระทรวงที่อาศัยอำนาจตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรา 22 (5) ให้เป็นข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมส่วนรวมที่สามารถบังคับใช้กฎหมายเอาผิดดำเนินคดีโดยทันที นอกจากนี้ภาครัฐควรส่งเสริมกลไกการกำกับดูแลกันเองที่เกี่ยวกับโฆษณาของภาคเอกชนร่วมกับภาครัฐแบบ Co-Regulation ด้วย


มาตรการควบคุมสินค้านำเข้าจากประเทศจีนเพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทย, วศินี ปิยะตรึงส์ Jan 2024

มาตรการควบคุมสินค้านำเข้าจากประเทศจีนเพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทย, วศินี ปิยะตรึงส์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแข่งขันทางธุรกิจในไทยมีความรุนแรงขึ้นมากในยุคปัจจุบันสืบเนื่องจากการมีช่องทางการขายสินค้าที่หลากหลายขึ้น และการค้าที่เปิดกว้างอย่างเสรีทั้งออฟไลน์และออนไลน์ กล่าวได้ว่าการค้าแบบปัจจุบันเป็นการค้าแบบไม่มีพรมแดนไปแล้ว การค้าเช่นนี้มีส่วนในการเปิดช่องให้สินค้าจีนราคาถูกไหลเข้ามาประเทศไทยอย่างล้นหลามและแย่งตลาดของผู้ประกอบการไทยด้วยการสร้างสมรภูมิด้านราคา เมื่อการแข่งขันสูงขึ้นทั้งในด้านต้นทุนการผลิตและราคาขาย อุตสาหกรรมภายในประเทศไทยโดยเฉพาะกลุ่มSMEsจึงมีการชะลอตัวลงทำให้แรงงานส่วนหนึ่งมีความเสี่ยงที่จะตกงาน แม้จะมีการออกนโยบายป้องกันเบื้องต้นแล้วก็ตาม แต่ทางปฏิบัติยังไม่รวดเร็วและเพียงพอต่อการสะกัดสินค้าจีนที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องการตลาดแบบเชิงรุกของสินค้าจีนเกิดจากการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลจีนจึงออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้กับประเทศโดยการสนับสนุนเทคโนโลยีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซให้ทันสมัย และเน้นการผลิตสินค้าจำนวนมากในราคาที่ต่ำเพื่อส่งออกไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสินค้ามีมากเกินความต้องการทำให้เกิดอุปทานส่วนเกินที่จีนนำเอามาเป็นอาวุธในการทุ่มราคา ประเทศไทยจึงประสบสถานการณ์การขาดดุลการค้ากับจีนที่ย่ำแย่ลง แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยจำนนต่อสินค้าที่เข้ามาจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากจีนมีทั้งความหลากหลายของสินค้า และราคาที่ถูกปัญหาสำคัญคือที่ผ่านมาคือรัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการปกป้องผู้ประกอบการไทย ทำให้สินค้าจีนทะลักเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นวิกฤติที่ส่งกระทบเป็นวงกว้าง ขณะที่ในต่างประเทศได้ออกมาตรการป้องกันหลายรูปแบบเพื่อปกป้องธุรกิจในประเทศจากการค้าที่ไม่เป็นธรรม ประเทศไทยจึงควรหาวิธีจัดการปัญหาสินค้านำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นให้รัดกุมและรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ และมีการจัดระเบียบการเข้ามาของนักลงทุนจีนในช่องทางต่างๆให้อยู่ในกรอบของกฎหมายไทย รวมถึงใช้มาตรการควบคุมรูปแบบต่างๆให้เหมาะสมหากพบว่ามีความเสี่ยงเกี่ยวกับสินค้านำเข้า หน่วยงานรัฐบาลอย่างกองปกป้องและตอบโต้ทางการค้าภายใต้กรมการค้าต่างประเทศย่อมมีข้อมูลที่ละเอียดและสามารถตัดสินใจได้แม่นยำกว่าเอกชน จึงควรมีการเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด และเน้นการปฏิบัติเชิงรุกมากขึ้นเพื่อลดภาระของผู้ประกอบการในการยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้านำเข้า และสามารถคัดกรองปัญหาได้อย่างทันท่วงที


แนวทางแก้ไขปรับปรุงอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์, วิชชา วงศ์วัชรไพบูลย์ Jan 2024

แนวทางแก้ไขปรับปรุงอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์, วิชชา วงศ์วัชรไพบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยมีการใช้ระบบอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ด้วยระบบอัตราเดียวที่ร้อยละ 1 ซึ่งไม่ได้สะท้อนถึงหลักความสามารถในการเสียภาษีของผู้เสียภาษี ที่ผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าควรจะต้องรับภาระภาษีในสัดส่วนที่มากกว่าผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า เป็นผลให้มีรายได้การจัดเก็บอากรแสตมป์ในสัดส่วนที่ต่ำ อีกทั้งยังมีปัญหาการเข้ามาของทุนต่างชาติที่อาศัยช่องว่างของกฎหมายไทย ทำการกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์และปล่อยเช่าให้กับคนในชาติเดียวกัน ทำให้เกิดทุนหมุนเวียนอยู่แค่ในกลุ่มชาวต่างชาติ ส่งผลให้รัฐบาลไทยไม่สามารถหารายได้จากกลุ่มทุนนี้ได้อย่างที่ควร และเป็นการปล่อยให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาใช้ทรัพยากรในประเทศไทยอยู่เพียงฝ่ายเดียว นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังมีแนวนโยบายในการขยายระยะเวลาการเช่าอสังหาริมทรัพย์จาก 50 ปี เป็น 99 ปี เพื่อรองรับการลงทุนของนักลงทุนชาวต่างชาติโดยที่ไม่มีมาตรการทางภาษีในการรองรับแนวนโยบายที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงอย่างเพียงพอ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ขาวต่างชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศไทย โดยที่ประชาชนชาวไทยไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาการจัดเก็บและอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ของต่างประเทศ ได้แก่ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอังกฤษ และประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งมีกฎหมายภาษีที่เข้มแข็ง มีสัดส่วนการจัดเก็บอากรแสตมป์ต่อรายได้ภาษีที่สูงกว่าประเทศไทย และมีอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบอัตราก้าวหน้า จากผลการศึกษา ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรนำหลักการคิดอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไอร์แลนด์มาผนวกกับหลักการในการเก็บค่าธรรมเนียม SDLT เพิ่มเติมของประเทศอังกฤษสำหรับชาวต่างชาติที่มาเช่าเพื่ออยู่อาศัย เนื่องด้วยอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไอร์แลนด์ ได้แบ่งช่วงบันไดค่าอากรตามระยะเวลาการเช่าอยู่ที่ 35 ปี และ 100 ปี ตามลำดับ สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นมาตรการทางภาษีที่มีความสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขยายเวลาการเช่าอสังหาริมทรัพย์เป็นเวลา 99 ปี และเป็นการเก็บอากรแสตมป์ด้วยอัตราก้าวหน้าที่มีความสอดคล้องกับหลักความสามารถของผู้เสียภาษี ประกอบกับการคิดค่าธรรมเนียมอากรแสตมป์เพิ่มเติมสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่อาศัยในไทย เป็นการหารายได้เพิ่มเติมจากการมาอยู่อาศัยของชาวต่างชาติ ไม่ให้เกิดการหมุนเวียนของทุนต่างชาติเพียงฝ่ายเดียวโดยที่รัฐบาลไทยไม่ได้ประโยชน์ในส่วนนี้ และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลรวมถึงเพิ่มสัดส่วนการจัดเก็บอากรแสตมป์


แนวทางในการปรับปรุงการควบคุมโฆษณาเครื่องสำอางกึ่งยาในประเทศไทย, ศรสวรรค์ ปรมสกุล Jan 2024

แนวทางในการปรับปรุงการควบคุมโฆษณาเครื่องสำอางกึ่งยาในประเทศไทย, ศรสวรรค์ ปรมสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุตสาหกรรมเครื่องสำอางในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยส่งเสริมยอดขายของสินค้าในอุตสาหกรรมนี้คือการโฆษณาเครื่องสำอางผ่านสื่อชนิดต่าง ๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างความรับรู้ กระตุ้นความสนใจ และดึงดูดผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม การที่กฎหมายในประเทศไทยไม่ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตก่อนการโฆษณา และใช้เพียงคู่มือเพื่อให้ผู้ประกอบการตีความด้วยตนเอง สามารถนำไปสู่การตีความที่ผิดพลาดและการโฆษณาที่ผิดหลักกฎหมาย เช่น การโฆษณาเกินจริงหรือการใช้ข้อความที่บิดเบือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและลดความน่าเชื่อถือของตลาดสินค้าเครื่องสำอางงานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการโฆษณาเครื่องสำอางระหว่างประเทศไทย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อค้นหาแนวทางปรับปรุงกฎหมายไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น งานศึกษายังอธิบายแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาและการคุ้มครองผู้บริโภค โดยชี้ให้เห็นถึงบทบาทของการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด นอกจากนี้ ยังวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายในประเทศไทยที่ปัจจุบันยังไม่มีการบังคับให้ตรวจสอบข้อความโฆษณาก่อนการเผยแพร่ ซึ่งอาจนำไปสู่การโฆษณาที่ไม่เหมาะสมและสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภค โดยผลการเปรียบเทียบกับกฎหมายของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้พบว่าทั้งสองประเทศมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด เช่น การจัดประเภท "ผลิตภัณฑ์กึ่งยา (Quasi-Drugs)" ในญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และการกำหนดบทลงโทษชัดเจนในเกาหลีใต้ ซึ่งช่วยลดปัญหาการโฆษณาเกินจริงและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคข้อเสนอแนะสำคัญจากการศึกษานี้ คือการกำหนดให้มีการตรวจสอบข้อความโฆษณาในประเทศไทยเครื่องสำอางบางประเภทก่อนการเผยแพร่ รวมถึงการแบ่งประเภทผลิตภัณฑ์เพื่อกำกับดูแลในลักษณะเดียวกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ พร้อมทั้งเพิ่มบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับการโฆษณาที่ละเมิดกฎหมายผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงกฎหมายควบคุมการโฆษณาเครื่องสำอางในประเทศไทย จะช่วยลดปัญหาการโฆษณาเกินจริง ยกระดับความปลอดภัยของผู้บริโภค และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดสินค้าเครื่องสำอางไทย รวมถึงสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ในระดับสากลอย่างยั่งยืน


มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ให้การอุปการะแก่ผู้อื่น, ศิรรัตน์ สุขเกต Jan 2024

มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ให้การอุปการะแก่ผู้อื่น, ศิรรัตน์ สุขเกต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ค่าลดหย่อนตามประมวลรัษฎากรสำหรับผู้ที่ให้ความอุปการะแก่ผู้อื่น จำกัดอยู่เพียง กรณีลดหย่อนค่าดูแลบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย บุตรบุญธรรม บิดามารดา ผู้พิการ และผู้ทุพพล ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันการอุปการะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความสัมพันธ์เท่าที่กล่าวมา เช่น พี่ที่ต้องเลี้ยงดูน้อง หรือกรณีที่ลุงต้องเป็นผู้เลี้ยงหลาน ซึ่งการอุปการะก็ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายมากขึ้นเนื่องจากต้องดูแลทั้งด้านที่อยู่อาศัย ด้านบริการสุขภาพ ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่น เช่นเดียวกับกรณีที่มีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรม หรือความสัมพันธ์อื่น เมื่อศึกษาประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่ากรณีที่ให้การอุปการะแก่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี หากเป็นไปตามเกณฑ์ที่รัฐกำหนดก็สามารถใช้เครดิตภาษีสำหรับเด็ก (Child Tax Credit) เพื่อลดภาระภาษีลงได้ โดยรัฐให้เครดิตภาษีสูงสุด 2,000 ดอลลาร์ต่อคน โดยความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้การอุปการะและบุคคลผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปีในความอุปการะมิได้จำอยู่เพียงต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย บุตรบุญธรรม แต่หมายรวมไปถึงหลาน พี่ หรือน้องด้วย เมื่อพิจารณามาตรการลดหย่อนภาษีปัจจุบันของไทยกับมาตรการเครดิตภาษีสำหรับเด็ก (Child Tax Credit) ของอเมริกา ประกอบกับหลักภาษีอากรที่ดีของอดัม สมิธ จึงเห็นควรว่ารัฐควรพิจารณาเพิ่มมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้อุปการะเลี้ยงดูผู้ที่มิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมาย บุตรบุญธรรม หรือบิดามารดา แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่ไดใช้ระบบเครดิตเช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกาจึงต้องเป็นมาตราการบรรเทาภาระในรูปแบบการลดหย่อนภาษี


ความไม่เหมาะสมของเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร, ศิริพร สิงห์กุม Jan 2024

ความไม่เหมาะสมของเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร, ศิริพร สิงห์กุม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้ประเภทการจ้างงานเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของรัฐ โดยการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น กฎหมายจะกำหนดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้เสียภาษี ได้แก่ การหักค่าใช้จ่าย การหักค่าลดหย่อนตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสะท้อนถึงหลักการที่ว่าเงินได้ที่ได้รับมาล้วนมีต้นทุนในการได้มา และเฉพาะเงินได้หลังจากการหักค่าใช้จ่ายที่จะก่อให้เกิดความสามารถในการเสียภาษีที่แท้จริง ประมวลรัษฎากรได้กำหนดเงินได้ออกเป็น 8 ประเภทตามมาตรา 40 โดยเงินได้ประเภทการจ้างงานและการรับทำงานให้ถูกจัดอยู่ในมาตรา 40 (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน และมาตรา 40 (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ประมวลรัษฎากรได้กำหนดเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายแบ่งตามประเภทของเงินได้ เมื่อพิจารณาเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินแต่ละประเภทแล้ว พบว่าเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) ถึงมาตรา 40 (8) กำหนดให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาโดยไม่ได้มีเพดานขั้นสูงจำกัดจำนวนและผู้เสียภาษียังสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควรได้อีกด้วย ส่วนมาตรา 40 (3) แม้จะมีเพดานขั้นสูงให้หักได้ไม่เกิน 100,000 บาทแต่ผู้เสียภาษีก็สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรได้ ในขณะที่อัตราการหักค่าใช้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ 40 (2) ตามมาตรา 42 ทวิ ซึ่งล่าสุดได้รับการปรับปรุงแก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560 ระบุให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 50 แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท หักได้เฉพาะอัตราเหมาเท่านั้นและยังจำกัดเพดานขั้นสูงที่ให้หักค่าใช้จ่ายได้ แสดงให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันในการกำหนดเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายเงินได้แต่ละประเภท นอกจากนี้ แม้ว่ามีการแก้ไขปรับปรุงอัตราการหักค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว แต่ยังมีความไม่เหมาะสม ขัดต่อหลักการภาษีอากรที่ดีในเรื่องความเป็นธรรม และไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี ทำให้ผู้เสียภาษีที่มีเงินได้ตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไปต้องแบกรับภาระภาษีสูงเกินควร เมื่อศึกษาหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้จากค่าจ้าง เงินเดือนและจากการจ้างงานของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีและประเทศญี่ปุ่น พบว่ามีการกำหนดเกณฑ์ให้หักค่าใช้จ่ายออกจากเงินได้พึงประเมินจากการจ้างงานเช่นเดียวกันกับประเทศไทย แต่ทั้งสองประเทศจะกำหนดอัตราการหักค่าใช้จ่ายแบ่งเป็นขั้นบันไดตามช่วงระดับเงินได้ กล่าวคือ ผู้ที่มีเงินได้น้อยให้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ในอัตราที่สูง เพื่อช่วยลดภาระภาษีเงินได้ของผู้มีเงินได้น้อย ในขณะที่ผู้ที่มีเงินได้ระดับมากขึ้นจะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ในอัตราที่ลดลง ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีเงินได้สูงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการหักค่าใช้จ่ายมากเกินไป เกณฑ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้มีเงินได้ทุกช่วงระดับได้รับการจัดเก็บภาษีที่เหมาะสมและเป็นธรรม ดังนั้น ผู้ศึกษาเห็นว่าควรนำหลักเกณฑ์และอัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบขั้นบันไดตามช่วงระดับเงินได้ตามกฎหมายภาษีของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีและประเทศญี่ปุ่นมาปรับใช้กับการกำหนดอัตราการหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแต่ละระดับเงินได้มากยิ่งขึ้น


แนวทางในการกำหนดเวลาทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะของงานเพื่อความเป็นธรรม :กรณีศึกษาบริษัทสอบบัญชี, ศิริพล นิลวาศ Jan 2024

แนวทางในการกำหนดเวลาทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะของงานเพื่อความเป็นธรรม :กรณีศึกษาบริษัทสอบบัญชี, ศิริพล นิลวาศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัดศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการกำหนดเวลาทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะของงานเพื่อความเป็นธรรมของบริษัทสอบบัญชีโดยหลักการกำหนดเวลาในการทำงาน ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นายจ้างสามารถกำหนดเวลาในการทำงานภายใต้กรอบวิธีการกำหนดเวลาในการทำงาน 4 ประเภท ได้แก่ 1.งานทั่วไป 2. งานอันตราย 3. งานที่ไม่อาจกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของการทำงานได้และ 4. การทำงานจากที่บ้านหรือที่พำนัก และการทำงานทางไกล ซึ่งเกิดความไม่เหมาะสมในการกำหนดเวลาในการทำงานของบริษัทสอบบัญชี ที่มีลักษณะงานเฉพาะทางโดยแยกเป็นประเภทงานหลัก ๆ ได้แก่ : 1. งานตรวจสอบบัญชี (Audit): ต้องการความได้สัดส่วนระหว่างการทำงานตามเวลาเปิดปิดของกิจการ และการทำงานที่มีความยืดหยุ่นบางช่วงเวลา 2. งานที่ปรึกษาทางธุรกิจ (Advisory) : ต้องการการทำงานแบบยืดหยุ่นสูง 3. งานสนับสนุนการดำเนินงานภายในองค์กร (Support Functions) : ต้องการทำงานตามเวลาเปิดปิดของกิจการ ผลกระทบจากเวลาในการทำงานไม่สอดรับกับการทำงานที่แท้จริง ในลักษณะของการจัดการเวลาที่ไม่เหมาะสมทำให้พนักงานประสบปัญหาความไม่สมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน โดยหลักแบ่งออกเป็น 3 ประการ ได้แก่ ประการที่ 1 ความไม่สมดุลชีวิตและการทำงาน การจัดการเวลาที่ไม่เหมาะสมทำให้ลูกจ้างต้องใช้เวลาในการทำงานที่มากกว่าปกติอันส่งผลต่อสุขภาพจิตและร่างกาย ประการที่ 2 ความปลอดภัยชีวิตอนามัย ความเครียดสะสมและโรคแทรกซ้อนจากการทำงาน หมดไฟในการทำงาน ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและชีวิตอนามัยที่เพิ่มขึ้นจากการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือการทำงานหนักเกินไป ประการที่ 3 ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เพิ่มข้อผิดพลาด และสร้างความไม่พึงพอใจในงานของพนักงาน ส่งผลต่อคุณภาพของงานและอัตราการลาออกอีกประการหนึ่งจากผลการศึกษาพบว่าในต่างประเทศ แม้ว่ามีการกำหนดเวลาการทำงานในรูปแบบกฎหมายแรงงานแล้ว แต่ยังคงออกแนวปฏิบัติเพื่อให้การทำงานของลูกจ้างสอดคล้องกับการทำงานรูปแบบใหม่ในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการจัดการทำงานแบบยืดหยุ่นทั้งในด้านสถานที่ และเวลา เพื่อให้ลูกจ้างเกิดความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และประโยชน์ทางอ้อมต่อนายจ้างในการประหยัดต้นทุนในการบริหารทรัพยากรบุคคล และในประเทศสิงค์โปร์มีการกำหนดหลักการเฉพาะ โดยกำหนดให้กลุ่มพนักงานจะต้องตกลงเวลาในการทำงานหลัก “Core hours" เพื่อให้การเลือกเวลาของพนักงานได้มีช่วงเวลาในการทำงานพร้อมกัน และเพื่อเป็นคู่มือในการสนับสนุนให้เอกชนจัดทำแนวปฏิบัติในการกำหนดเวลาในการทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะงานของลูกจ้างอย่างราบรื่น


แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพความถูกต้องและเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับนิติบุคคลที่เป็นองค์กรธุรกิจตามร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. …., ศุภกฤต อ่อนปาน Jan 2024

แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพความถูกต้องและเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับนิติบุคคลที่เป็นองค์กรธุรกิจตามร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. …., ศุภกฤต อ่อนปาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้อาชญากรรมทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการฟอกเงิน การหลบเลี่ยงภาษีและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายไม่สามารถปราบปรามให้หมดไปได้ เนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลไม่สามารถหาผู้กระทำผิดที่อยู่เบื้องหลังหรือผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership: BO) จากการที่ผู้กระทำผิดได้อาศัยนิติบุคคลอำพรางความเป็นเจ้าของที่แท้จริงของเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นการฟอกเงิน นอกจากนี้ ตามที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง Asia Pacific Group on Money Laundering มีพันธกรณีตามข้อบังคับที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามข้อแนะนำของ FATF ในการกำหนดมาตรการเพื่อความโปร่งใสและการเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของนิติบุคคล (คำแนะนำข้อที่ 24) โดยกำหนดให้แต่ละประเทศต้องมีมาตรการให้มั่นใจว่าข้อมูล BO มีความเพียงพอ ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน รวมถึงหน่วยงานที่มีอำนาจสามารถเข้าถึงได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม จากผลประเมินปี 2560 ระบุว่าประเทศไทยอยู่ในระดับ “สอดคล้องเพียงบางส่วน" เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากการใช้นิติบุคคลบังหน้าเพื่อการฟอกเงินและไม่มีกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลต้องเปิดเผยข้อมูล BOจากปัญหาข้างต้น ในปี 2565 สำนักงาน ปปง. จึงออกร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. .... โดยกำหนดให้นิติบุคคลต้องรายงานข้อมูล BO ต่อหน่วยงานของรัฐ เพื่อเป็นการส่งเสริมนโยบายด้าน AML/CFT และสร้างความรับรู้แก่สาธารณะว่าบุคคลใดคือ BO นอกจากนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูล BO ในร่างกฎหมายดังกล่าวมีความถูกต้องและเป็นปัจจุบัน จึงกำหนดกลไกการตรวจสอบโดยกำหนดให้ผู้มีหน้าที่แจ้งข้อมูล BO ต้องยืนยันความถูกต้องและเป็นปัจจุบันของข้อมูลต่อสำนักงาน ปปง. ผ่านหน่วยงานกำกับดูแลของนิติบุคคลนั้น ๆ ภายในระยะเวลา 30 วันนับแต่สิ้นปี และหากข้อมูลที่แจ้งไว้มีการเปลี่ยนแปลงให้ผู้มีหน้าที่แจ้งข้อมูลต้องปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันภายใน 30 วันนับแต่ข้อมูลเปลี่ยนแปลง และให้อำนาจสำนักงาน ปปง. ในการเปิดเผยข้อมูล BO แก่ผู้มีหน้าที่รายงานการทำธุรกรรมตามกฎหมาย AML/CFT รวมถึงกำหนดมาตรการลงโทษกรณีไม่ให้ข้อมูล BO หรือรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 500,000 บาท อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. .... แล้ว แต่ยังไม่มีกลไกการตรวจสอบและมาตรการลงโทษที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับผู้กระทำผิดที่ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายและฟอกเงินผ่านนิติบุคคลบังหน้าย่อมไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงเพื่อปิดบังธุรกรรมทางการเงินและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ส่งผลให้ข้อมูลไม่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และไม่สามารถนำข้อมูล BO ของนิติบุคคลไปใช้ป้องกันการฟอกเงินได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายดังนั้น ผู้วิจัยจึงขอเสนอให้นำหลักการตามมาตรฐานสากล เรื่อง หลักความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ รวมถึงกลไกการตรวจสอบและมาตรการลงโทษที่มีประสิทธิภาพของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และอินโดนีเซีย มาปรับใช้กับประเทศไทยเพื่อให้สามารถนำข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของนิติบุคคลที่เป็นองค์กรธุรกิจตามร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. …


การขีดชื่อโดยสมัครใจของนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียนกรณีนิติบุคคลสิ้นสภาพ : แนวทางการสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในกิจการ, สิรวิชญ์ เหาตะวานิช Jan 2024

การขีดชื่อโดยสมัครใจของนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียนกรณีนิติบุคคลสิ้นสภาพ : แนวทางการสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในกิจการ, สิรวิชญ์ เหาตะวานิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการสำคัญของการขีดชื่อนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียนในระบบกฎหมายไทย โดยการเปรียบเทียบกับหลักการและแนวปฏิบัติของกฎหมายสหราชอาณาจักร รวมถึงศึกษาผลลัพธ์และบริบทอันเป็นปริมณฑลของการขีดชื่อนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียน ตลอดจนความเหมาะสมในการกำหนดให้มีการขีดชื่อนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียนโดยสมัครใจ จากการศึกษาพบว่า การสิ้นสภาพนิติบุคคลตามกฎหมายไทย สามารถกระทำได้โดยการเลิกกิจการและชำระบัญชีประการหนึ่ง และการขีดชื่อนิติบุคคลออกจากทะเบียนกรณีไม่นำส่งงบการเงินหรือกรณีที่มิได้มีการชำระบัญชีให้สำเร็จอีกประการหนึ่ง อันเป็นเหตุให้นิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจที่มีทรัพย์สินคงเหลืออยู่ไม่มากและจะยุติการประกอบกิจการเกิดปัญหาภาระเกินควรและเป็นการละเมิดสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย นอกจากนี้ เมื่อได้ศึกษาเหตุและกระบวนการที่กฎหมายของสหราชอาณาจักรแตกต่างจากกฎหมายไทยในการสิ้นสภาพนิติบุคคล พบว่า สหราชอาณาจักรมีกระบวนการขีดชื่อออกจากทะเบียนโดยสมัครใจเป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตามเหตุที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนจึงได้พิจารณาถึงสภาพปัญหาและความเหมาะสมในการกำหนดให้มีการขีดชื่อนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียนโดยสมัครใจในประเทศไทย เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาข้างต้น ดังนั้น จึงขอเสนอแนะให้มีการนำกระบวนการขีดชื่อออกจากทะเบียนโดยสมัครใจในประเทศไทย โดยการเพิ่มเติมกระบวนการดังกล่าวในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์


แนวทางแก้ไขผลกระทบของการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามเสาหลักที่สอง (Pillar 2) ของความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโยกย้ายกำไร (Base Erosionand Profit Shifting) (Beps) – ศึกษากรณีกิจการที่ได้รบการส่งเสริมการลงทุน, สิริพร สิริจินดาเลิศ Jan 2024

แนวทางแก้ไขผลกระทบของการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามเสาหลักที่สอง (Pillar 2) ของความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโยกย้ายกำไร (Base Erosionand Profit Shifting) (Beps) – ศึกษากรณีกิจการที่ได้รบการส่งเสริมการลงทุน, สิริพร สิริจินดาเลิศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายรูปแบบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและส่งเสริมการจ้างงานในประเทศ รวมทั้งพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ เช่น การยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมทั้งการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบเพื่อการส่งออก โดยหวังว่าการให้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวจะเป็นแรงจูงใจสำคัญให้บริษัทข้ามชาติมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นปัจจุบันอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 20 สามารถยกเว้นหรือปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน อย่างไรก็ตามเมื่อพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป โดยการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มนั้นคำนึงถึงการคำนวณอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มบริษัท ดังนั้นการที่บริษัทได้รับการยกเว้นหรือปรับลดอัตราภาษีจากการส่งเสริมการลงทุน จะส่งผลให้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวไม่สามารถดึงดูดการลงทุนได้ตามที่คาดหวัง การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลให้นักลงทุนพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่า ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกรณีที่ประเทศอื่นมีระบบภาษีที่เอื้อต่อการลงทุนมากกว่า การศึกษามาตรการของประเทศสิงคโปร์และแคนาดาพบว่า ทั้งสองประเทศได้ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม โดยเน้นการให้เครดิตภาษี (Qualified Refundable Tax Credits: QRTC) ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์ OECD ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์คืนเครดิตภาษีจากการลงทุน จากการลงทุนในกิจกรรมเศรษฐกิจมูลค่าสูง ส่วนประเทศแคนาดาให้เครดิตภาษีสำหรับเทคโนโลยีสะอาดและการวิจัยพัฒนา แนวทางนี้ช่วยส่งเสริมการลงทุน พัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และรักษาอัตราภาษีที่แท้จริงไว้ ดังนั้นประเทศไทยควรพิจารณาปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยนำแนวทางการให้เครดิตภาษีจากการลงทุนของประเทศสิงคโปร์และแคนาดามาใช้ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการดึงดูดการลงทุนและยังคงรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว ทั้งนี้การให้เครดิตภาษีจากการลงทุนจะไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาษีส่วนเพิ่ม แต่ยังส่งเสริมการลงทุนในกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนของประเทศด้วย


แนวทางการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากทรัพย์สินทางปัญญา, อนัญญา แสงรุ่งเรืองกิจ Jan 2024

แนวทางการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากทรัพย์สินทางปัญญา, อนัญญา แสงรุ่งเรืองกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่การใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องด้วยทรัพย์สินทางปัญญาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ที่นานาประเทศต่างให้ความสำคัญและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ผู้เขียนทำการศึกษาโดยการวิจัยทางเอกสาร โดยการศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลกฎหมาย และมาตรการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตจากแหล่งที่เชื่อถือและอ้างอิงได้ เพื่อวิเคราะห์ปัญหา และแนวทางในการประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทย ปัจจุบันการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนของประเทศไทยมีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศสิงคโปร์ แต่อัตราการยื่นขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญากลับอยู่ในระดับต่ำ และมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับสองปีที่ผ่านมา ภาพรวมการจัดอันดับโลกด้านปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยก็ต่ำลงติดต่อกันสองปีซ้อน สะท้อนให้เห็นว่านโยบายของภาครัฐยังไม่สามารถดึงดูดให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนตัดสินใจลงทุนพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาและนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญามีดังนี้ (1) การขาดความพร้อมด้านเงินทุนของผู้ประกอบการ (2) การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะในการบริหารจัดการงานวิจัยและพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ (3) งานวิจัยและพัฒนาส่วนมากไม่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคม (4) การส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญายังไม่เพียงพอ (5) ผู้ประกอบการขาดความเข้าใจทรัพย์สินทางปัญญาอย่างแท้จริง และ (6) มาตราการส่งเสริมทางภาษียังไม่ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีในปัจจุบันมุ่งเน้นการให้สิทธิประโยชน์สำหรับค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา และไม่ครอบคลุมช่วงที่การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาสำเร็จและนำมาใช้ประโยชน์ ซึ่งสิทธิประโยชน์ทางภาษีปัจจุบันเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 598) พ.ศ. 2559 คือยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายจริง นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่มีการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาและอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ สามารถได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 13 ปีตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 จากการศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศสิงคโปร์และประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถทางการแข่งขันสูงและสามารถนำงานวิจัยและพัฒนามาปรับใช้สร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างโดดเด่น พบว่าทั้งสองประเทศมีนโยบายทางภาษีที่สนับสนุนครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาจนถึงภายหลังระยะเวลาที่ทรัพย์สินทางปัญญาถูกสร้างสำเร็จแล้ว โดยการลดอัตราภาษีสำหรับรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งสามารถสร้างแรงจูงใจต่อผู้ประกอบการในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์ในประเทศได้นอกเหนือจากการสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเพียงอย่างเดียว ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์รายได้ที่สามารถใช้สิทธิได้จะเป็นไปตามสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการวิจัยและพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญานั้น โดยเป็นไปตามแนวทางสากล Nexus approach ที่ประกาศโดย OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ทำให้นโยบายการส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญานี้มีความโปร่งใสและไม่เป็นภัย ดังนั้นหากประเทศไทยสามารถนำสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้โดยการพิจารณาลดอัตราภาษีสำหรับรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา และการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่สอดคล้องกับแนวทางสากล จะสามารถช่วยบรรเทาภาระภาษีของผู้ประกอบการและจูงใจให้เกิดการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและนวัตกรรมในภาคธุรกิจ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก


แนวทางการปรับปรุงกฎหมายศุลกากรเกี่ยวกับคำวินิจฉัยล่วงหน้าในประเทศไทย, อารียา ตระการภาสกุล Jan 2024

แนวทางการปรับปรุงกฎหมายศุลกากรเกี่ยวกับคำวินิจฉัยล่วงหน้าในประเทศไทย, อารียา ตระการภาสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การให้คำวินิจฉัยล่วงหน้า (Advance Ruling) ถือเป็นกลไกสำคัญในการลดอุปสรรคและข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นในกระบวนการศุลกากร โดยผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าสามารถช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าและทำให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินต้นทุนก่อนการดำเนินการนำเข้าสินค้าได้ และลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ ท่าที่ตรวจปล่อยสินค้า แต่กฎหมายศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าของประเทศไทยนั้น ยังคงมีความจำกัดในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น ปัญหาการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าของศุลกากรไทยไม่ครอบคลุมการอำนวยความสะดวก ด้านศุลกากร ปัญหาภาระการดำเนินการต่ออายุคำวินิจฉัยล่วงหน้า และปัญหาการออกผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าในรูปแบบกระดาษ ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้ปฏิบัติงานจากการศึกษาหลักการเกี่ยวกับการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าจากความตกลงระหว่างประเทศ ได้แก่ ความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation Agreement: TFA) อนุสัญญาว่าด้วยพิธีการศุลกากรที่เรียบง่ายและสอดคล้องกัน (International Convention on the Simplification and Harmonization of Customs Procedure) ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) และ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) โดยความตกลงและอนุสัญญาข้างต้นเน้นให้ประเทศภาคีจะต้องกำหนดเรื่องการจำแนกพิกัดอัตราศุลกากร และ/หรือ ถิ่นกำเนิดสินค้า และ/หรือ ราคาศุลกากร เป็นอย่างน้อย มีการกำหนดว่าระยะเวลาผูกพันของผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าต้องมีระยะเวลาที่สมเหตุสมผลและชัดเจน โดยในความตกลง ATIGA และ RCEP กำหนดให้ผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าต้องมีผลบังคับใช้อย่างน้อย 3 ปีนับจากวันที่ออกคำวินิจฉัย และไม่มีการกำหนดเกี่ยวกับรูปแบบในการออกผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าเมื่อศึกษากฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ แล้วพบว่าขอบเขต การให้คำวินิจฉัยของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างของการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าที่มีความหลากหลายและครอบคลุมเรื่องทางศุลกากร การไม่กำหนดระยะเวลาผูกพันของคำวินิจฉัยล่วงหน้าของสหรัฐอเมริกาและข้อกำหนดที่สามารถขอต่ออายุผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าได้ของมาเลเซียและเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างของการให้ความยืดหยุ่นของกฎหมายศุลกากรที่จะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ และการสนับสนุนการออกผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างของประเทศที่พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้รองรับกับข้อกฎหมายเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคทางการค้าดังนั้นหากประเทศไทยดำเนินการปรับปรุงระบบการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้า โดยขยายขอบเขตของการให้คำวินิจฉัยให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร และขยายระยะเวลาผลผูกพันของคำวินิจฉัยล่วงหน้าหรือเพิ่มทางเลือกให้สามารถต่ออายุผลคำวินิจฉัยลวงหน้าได้ รวมถึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกคำวินิจฉัยให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบพิธีการศุลกากรอื่น ๆ ได้ แนวทางเหล่านี้นอกจากจะสอดคล้องกับหลักการอำนวยความสะดวกทางการค้า สนับสนุนการค้าเสรีของอนุสัญญาและความตกลงระหว่างประเทศแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในระบบศุลกากรของประเทศไทยในเวทีสากล และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในฐานะประเทศที่มีระบบการดำเนินพิธีการศุลกากรที่มีมาตรฐาน โปร่งใส สะดวก ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพ


ผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย, ไอลดา ศิริสิงห์ Jan 2024

ผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย, ไอลดา ศิริสิงห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมไทย โดยศึกษาผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบเชิงลบให้กับกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมผู้มีส่วนได้เสียต่อสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชนและเศรษฐกิจภายในประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นก็ส่งผลกระทบมหาศาลต่อธุรกิจในอุตสาหกรรมบริการ สภาพอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่โรงแรมต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่วัสดุก่อสร้างไปจนถึงวัตถุดิบอาหาร ตลอดจนพลังงานและต้นทุน operation การดำเนินกิจการ และการเติบโตของอุตสาหกรรมทั้งหมดประเทศไทยคือจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวชั้นนำของโลกที่มีธรรมชาติ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ การบริการต้อนรับ และทำเลที่เหมาะสมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี พ.ศ.2560 ประเทศไทยได้รับความนิยมเป็นอันดับ 10 ของโลก และมีรายได้จากกิจกรรมการท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 4 ในปี พ.ศ.2561 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยว 38.27 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 จากปี พ.ศ.2560 ในปี พ.ศ. 2559 รายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็นร้อยละ 17.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังเป็นแหล่งงานมากกว่า 4.2 ล้านงาน หรือร้อยละ 11 ของการจ้างงานในประเทศทั้งหมดจากการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังขาดความตระหนักรู้ในการเตรียมความพร้อมกับกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะเข้ามามีบทบาท ทั้งกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ และข้อกำหนด ในการรายงานการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและประเภทก๊าซที่นำมาประเมินการปล่อย การตรวจวัดปริมาณการปล่อย การทวนสอบรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการนำส่งรายงานก๊าซเรือนกระจก กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นการปิดโอกาสธุรกิจรายเล็กในประเทศไทย หรือผู้ประกอบการในระดับ SMEs แต่จะเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยปรับตัวสู่ความยั่งยืน และก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตแม้ว่ากฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการดำเนินงานให้กับผู้ประกอบการ ทั้งค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวกับการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดเก็บภาษีคาร์บอนตามกฎหมาย ดังนั้น จึงเห็นควรให้รัฐ กำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาพรวมขององค์กรที่ถูกควบคุมทั้งหมด เพื่อช่วยให้องค์กรอุตสาหกรรม และธุรกิจสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว


มาตรการส่งเสริมการมีตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนในประเทศไทย, รัสรินทร์ ตันตราชัย Jan 2024

มาตรการส่งเสริมการมีตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนในประเทศไทย, รัสรินทร์ ตันตราชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดการภาษีในประเทศไทยยังคงเผชิญกับความซับซ้อนของกฎหมายและกระบวนการยื่นแบบภาษี ซึ่งส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดและความเสี่ยงในการถูกลงโทษทางกฎหมาย ปัจจุบัน ระบบภาษีของไทยยังขาดมาตรการที่ส่งเสริมและควบคุมตัวแทนภาษีในระดับบุคคลที่ชัดเจน การพัฒนาระบบตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนจึงมีความสำคัญในการเพิ่มความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของระบบภาษี โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เสียภาษีต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญในการจัดการภาษีอย่างถูกต้องและครบถ้วนงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์มาตรการส่งเสริมการมีตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนในประเทศไทย โดยพิจารณาแนวคิดเกี่ยวกับการเพิ่มความน่าเชื่อถือของตัวแทนภาษี ศึกษามาตรการตัวแทนภาษีที่ใช้ในประเทศไทย เปรียบเทียบกับมาตรการตัวแทนภาษีในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นระบบขึ้นทะเบียนตัวแทนภาษี แบ่งเป็น 3 ประเภท (1) ตัวแทนที่ลงทะเบียน โดยผ่านการสอบหรือมีประสบการณ์การทำงานกับกรมสรรพากรตามกำหนด (2) ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต และ (3) ทนายความ มีสิทธิในการเป็นตัวแทนต่อหน้ากรมสรรพากรได้อย่างไม่จำกัด (Unlimited representation rights) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีที่มีคุณสมบัติเหล่านี้สามารถเป็นตัวแทนลูกค้าในเรื่องใดก็ได้ ตั้งแต่การยื่นแบบ การให้คำปรึกษา รวมทั้งการตรวจสอบ ปัญหาการชำระเงิน/การจัดเก็บ การอุทธรณ์ และการเป็นตัวแทนในศาล ผลการศึกษาพบว่าในประเทศไทยแม้ว่ากรมสรรพากรจะมีการกำหนดบทบาทของสำนักงานบัญชีตัวแทนที่ได้รับอนุญาตให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีในนามของผู้เสียภาษี แต่บทบาทดังกล่าวยังคงจำกัดอยู่ในรูปแบบองค์กร โดยไม่มีการรับรองตัวแทนภาษีที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในระดับบุคคลที่ครอบคลุมและเป็นมาตรฐาน การเพิ่มระบบการขึ้นทะเบียนตัวแทนภาษีสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่ตัวแทนภาษี ช่วยลดข้อผิดพลาดในการยื่นแบบภาษี อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษีเพื่อเป็นทางเลือกในการยื่นแบบผ่านตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียน และสร้างความมั่นใจในกระบวนการจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพบทสรุปจากการวิเคราะห์มาตรการส่งเสริมการมีตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนในประเทศไทย ผู้เขียนเห็นว่า รัฐควรสนับสนุนออกประกาศคำสั่งกรมสรรพากรโดยอาศัยอำนาจตามความในประมวลรัษฎากร โดยเหตุที่การจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรอยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร ทั้งนี้ ตามมาตรา 5 แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อให้การควบคุมและกำกับดูแลการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนซึ่งมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดสามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระ หรือดำเนินการอื่นใดตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดในนามของผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้


การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ระหว่างการสมรส, นัศรา อาวรณ์ Jan 2024

การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ระหว่างการสมรส, นัศรา อาวรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ลิขสิทธิ์ถือเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่มีบทบัญญัติกฎหมายบังคับใช้ไว้โดยเฉพาะ อันได้แก่ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แต่เมื่อผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์เป็นบุคคลผู้สมรสตามกฎหมาย หากพิจารณาตามเจตนารมณ์ของการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ที่ได้มาระหว่างการสมรสนั้นควรถือว่าเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้สร้างสรรค์ เนื่องจากนิยามของคำว่าลิขสิทธิ์ซึ่งได้กำหนดไว้ในมาตรา 4 หมายถึงสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะกระทำการใดตามพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น แต่หากพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างการสมรสอาจถือเป็นสินสมรสได้ตามมาตรา 1474 ผู้เขียนได้ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายลิขสิทธิ์ และประมวลกฎหมายแพ่ง มลรัฐ Louisiana ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีแนวคำพิพากษาของศาลกรณีของลิขสิทธิ์ที่ได้มาระหว่างการสมรส ประมวลกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และประมวลกฎหมายแพ่ง ของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีบทบัญญัติกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับลิขสิทธิ์กรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นผู้สมรส เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์และเสนอแก้ไขปรับปรุงกฎหมายของประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า บทบัญญัติกฎหมายและแนวทางการพิจารณาเรื่องการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ระหว่างการสมรสของประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนและเหมาะสม การพิจารณานำเรื่องของอำนาจการจัดการสินสมรส และการแบ่งสินสมรสมาปรับใช้กับลิขสิทธิ์ในฐานะของสินสมรสกับกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์นั้นไม่มีความเหมาะสมและส่งผลให้เกิดปัญหาความยุ่งยากตามมาผู้เขียนจึงเสนอให้ลิขสิทธิ์ที่ได้มาระหว่างการสมรสเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้สร้างสรรค์ โดยให้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพิ่มเติม (5) ในมาตรา 1471 เกี่ยวกับสินส่วนตัว ได้แก่ “สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของโดยการสร้างสรรค์” ซึ่งจะหมายความรวมถึงลิขสิทธิ์ด้วย และเสนอแก้ไขโดยเพิ่มเติมมาตรา 15/1 ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 กำหนดให้สิทธิแต่ผู้เดียวตามมาตรา 15 เป็นสิทธิของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โดยการสร้างสรรค์ และไม่ถือเป็นสิทธิที่ได้มาระหว่างการสมรสในฐานะสินสมรส เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์


การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครองก่อนฟ้องคดี, พิมพ์ศุภางค์ ทองปาน Jan 2024

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครองก่อนฟ้องคดี, พิมพ์ศุภางค์ ทองปาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สืบเนื่องจากในปัจจุบันมีคดียื่นฟ้องต่อศาลปกครองเป็นจำนวนมาก และนับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ปริมาณคดีกับจำนวนตุลาการที่รับผิดชอบสำนวนของแต่ละศาลไม่มีความสมดุลกัน ซึ่งหากปล่อยให้ศาลเป็นผู้พิจารณาตัดสินคดีไปตามกระบวนวิธีพิจารณาคดีของศาลที่มีขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะก็จะส่งผลให้การตัดสินคดีเป็นไปด้วยความล่าช้า จากปัญหาดังกล่าวศาลจึงได้พยายามแสวงหาเครื่องมือเพื่อเป็นกลไกที่ใช้ในการระงับข้อพิพาทอันจะเป็นการคุ้มครองให้เกิดความสงบสุขในสังคม โดยให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของสังคมในปัจจุบันที่ต้องการความรวดเร็วและเป็นธรรม ด้วยเหตุนี้ จึงได้นำการระงับข้อพิพาททางเลือกด้วยวิธีการไกล่เกลี่ยมาใช้ โดยได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 ให้อำนาจศาลปกครองนำวิธีการไกล่เกลี่ยมาใช้ในการระงับข้อพิพาทคดีปกครองภายหลังจากที่ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ส่งผลให้ปริมาณคดีลดลงได้จำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ดี การระงับข้อพิพาททางเลือกด้วยวิธีการไกล่เกลี่ยภายหลังจากที่ได้มีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองดังกล่าว ยังไม่ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์หรือตรงตามเป้าประสงค์ที่แท้จริงตามหลักการของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแต่อย่างใด วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งทำการศึกษาถึงแนวทางหรือมาตรการทางกฎหมาย ตลอดจนความเป็นไปได้ในการนำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในช่วงเวลาก่อนฟ้องคดีมาใช้กับข้อพิพาททางปกครอง ว่าจะสามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครองก่อนฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้หรือไม่จากการศึกษาระบบกฎหมายต่างประเทศทั้ง 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศออสเตรเลีย ประเทศเยอรมนี และประเทศฝรั่งเศส พบว่าในแต่ละประเทศล้วนแต่มีการนำเอาการระงับข้อพิพาททางเลือกด้วยวิธีการไกล่เกลี่ยไปใช้ในการระงับข้อพิพาททางปกครองที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนฟ้องคดีต่อศาล โดยได้มีการบัญญัติกฎหมายออกมารองรับและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย แต่ทั้งนี้ ในแต่ละประเทศอาจมีความแตกต่างกันในรายละเอียดบางประการ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของรูปแบบและวิธีการไกล่เกลี่ยที่แต่ละประเทศนำไปใช้ ประกอบกับเมื่อได้ทำการศึกษาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีของระบบกฎหมายไทยในปัจจุบัน พบว่า มีเพียงพระราชบัญญัติว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 เท่านั้น ที่ได้บัญญัติรองรับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีไว้ อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวกำหนดให้อำนาจในการไกล่เกลี่ยได้ก็เฉพาะแต่ข้อพิพาททางแพ่งและทางอาญาเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงข้อพิพาททางปกครอง หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในระบบกฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครองก่อนฟ้องคดีออกมารองรับเพื่อให้คู่กรณีผู้ซึ่งมีปัญหาข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งทางปกครองได้สามารถเลือกใช้วิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในช่วงเวลาก่อนฟ้องคดีไว้แต่อย่างใดด้วยเหตุนี้ เพื่อให้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีความชัดเจนและเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการรองรับให้แก่คู่กรณีได้มีทางเลือกในการเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือกด้วยวิธีการไกล่เกลี่ย อีกทั้ง ยังเป็นผลดีต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของการพิจารณาคดีและการบริหารจัดการคดีของศาลปกครองไทย ผู้เขียนจึงเห็นควรเสนอให้มีการบัญญัติกฎหมายว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครองก่อนฟ้องคดีขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะ โดยนำระบบกฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครองก่อนฟ้องคดี ประกอบกับนำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 มาปรับให้มีความเหมาะสมกับบริบทกฎหมายปกครองไทย อันจะเป็นการอำนวยความยุติธรรมให้แก่คู่กรณีได้อย่างแท้จริงตรงตามวัตถุประสงค์ของหลักการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และเป็นผลให้กระบวนการระงับข้อพิพาททางปกครองของไทยมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น


แนวทางการพัฒนามาตรฐานการจ้างแรงงานภาคเกษตรกรรม : ศึกษากรณีลูกจ้างในงานเพาะปลูก, อิทธิ วงษ์บุญธรรม Jan 2024

แนวทางการพัฒนามาตรฐานการจ้างแรงงานภาคเกษตรกรรม : ศึกษากรณีลูกจ้างในงานเพาะปลูก, อิทธิ วงษ์บุญธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงกรอบแนวคิด และหลักการทั่วไปเกี่ยวกับมาตรฐานการจ้างแรงงานภาคเกษตรที่มีลักษณะการทำงานพิเศษเฉพาะตามฤดูกาล โดยศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศที่มีการรับรองสิทธิแรงงานและให้การคุ้มครองแรงงานภาคเกษตร ได้แก่ ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า หลักการกำหนดเงื่อนไขการจ้างแรงงาน และการคุ้มครองแรงงานภาคเกษตรของประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศไทย มีองค์ประกอบของการคุ้มครองสิทธิแรงงาน โดยปัญหาที่พบจากการศึกษาในบริบทการจ้างแรงงานภาคเกษตรของประเทศไทย คือ การกำหนดเงื่อนไขการจ้างแรงงานภาคเกษตร เช่น งานเพาะปลูก ซึ่งมีลักษณะต้องผันแปรตามภูมิอากาศทั่วไป และความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งบริบทเรื่องสิ่งแวดล้อมที่สำคัญจำเป็น ได้แก่ ดิน น้ำ อากาศ เหตุปัจจัยที่กล่าวมาเป็นมาตรที่บ่งชี้เงื่อนไขการจ้างงานในเรื่อง เวลาการทำงาน เวลาพัก วันหยุด ค่าจ้าง สวัสดิการ ความปลอดและอาชีวอนามัย รวมทั้งแรงงานหญิงและเด็ก ดังนั้น ปัญหาของการกำหนดเงื่อนไขการจ้างงาน อาจเกิดจากนายจ้างบางรายมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามสิทธิทางแรงงานที่ลูกจ้างพึงมี ซึ่งตามหลักการและทางปฏิบัติมักมีปัจจัยที่ทำให้ลักษณะการทำงานแตกต่างไปจากงานประเภทอื่น การนี้เองทำให้เงื่อนไขการจ้างงานเคร่งครัดเข้มงวดไปกับลักษณะของงานเกษตรบางประเภท เช่น งานเพาะปลูก ในส่วนของเงื่อนไขการคุ้มครองแรงงานภาคเกษตร มีพื้นฐานมาจากสิทธิแรงงาน ซึ่งสิทธิแรงงานยังไม่มีความเสมอภาคควรมีการแก้ไขในประการนี้ให้สอดคล้องกับหลักดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ กฎหมายแรงงานภาคเกษตรจึงควรได้รับการพัฒนาโดยการกำหนดมาตรฐานการจ้างแรงงานให้แตกต่างไปจากงานประเภทอื่น


การเปลี่ยนตัวคู่สัญญาฝ่ายเอกชนในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, รัชนี ทองเรือง Jan 2024

การเปลี่ยนตัวคู่สัญญาฝ่ายเอกชนในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, รัชนี ทองเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการเปลี่ยนตัวคู่สัญญาฝ่ายเอกชนในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นสัญญาทางปกครอง โดยการคัดเลือกคู่สัญญาฝ่ายเอกชน หน่วยงานของรัฐจะใช้วิธีการตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งในแต่ละวิธีอาจใช้เกณฑ์ราคา เกณฑ์เทคนิค หรือเกณฑ์ราคาประกอบเกณฑ์เทคนิคแล้วแต่กรณี เอกชนที่จะได้รับคัดเลือกเข้ามาเป็นคู่สัญญานั้นต้องผ่านวิธีการและมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดมาก่อน คุณสมบัติของคู่สัญญาจึงถือว่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ดังนั้น หากในระหว่างการดำเนินงานตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายเอกชนได้มีการโอนหน้าที่ตามสัญญาให้เอกชนรายอื่นอันเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ซึ่งเอกชนรายนั้นไม่ได้ผ่านกระบวนการคัดเลือกตามที่กฎหมายกำหนด เป็นผลให้หน่วยงานของรัฐไม่ได้พิจารณาคุณสมบัติของเอกชนรายนั้นตามขั้นตอนของกฎหมาย กรณีดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของสัญญาจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ จากการศึกษาพบว่าในปัจจุบันไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงตัวคู่สัญญาฝ่ายเอกชนในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีเพียงแนวทางซักซ้อมความเข้าใจของกรมบัญชีกลางเท่านั้น และนิติวิธีในการนำกฎหมายเอกชนมาปรับใช้กับกฎหมายปกครองยังขาดความชัดเจนอยู่มาก ผู้เขียนจึงเห็นควรตรากฎหมายบัญญัติหลักการทางกฎหมายในเรื่องดังกล่าวไว้ให้ชัดเจนโดยการนำบทบัญญัติเรื่องการห้ามเปลี่ยนตัวคู่สัญญาฝ่ายเอกชนในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป มาปรับใช้เป็นแนวทางในการบัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้ในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ของประเทศไทยต่อไป


สิทธิได้รับค่าชดเชยของเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนในกรณีเกษียณอายุ, ภัทรกร การะพิมพ์ Jan 2024

สิทธิได้รับค่าชดเชยของเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนในกรณีเกษียณอายุ, ภัทรกร การะพิมพ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาประเด็นสิทธิได้รับค่าชดเชยของเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ในกรณีเกษียณอายุมาเป็นประเด็นในการศึกษา อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2452 ได้ยกเว้นมิให้องค์การมหาชนอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แต่ให้เจ้าหน้าที่องค์การมหาชนต้องได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าสิทธิที่กำหนดไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งยังมีประเด็นการตีความที่แตกต่างกันอยู่ทั้งคำพิพากษาของศาลปกครอง คำพิพากษาของศาลยุติธรรมและการวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยใช้การศึกษาด้วยการวิจัยเอกสาร ผลจากการศึกษาหลักการการคุ้มครองแรงงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศและอนุสัญญาระหว่างประเทศเรื่องหลักการการเลิกจ้างพบว่า การจ่ายเงินค่าชดเชยไม่ว่าจะด้วยเหตุให้ออกจากงาน สิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเกษียณอายุนั้นมีความสำคัญในการคุ้มครองและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนในฐานะแรงงานภาครัฐ เจ้าหน้าที่องค์การมหาชนจึงควรมีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยในกรณีสิ้นสุดสัญญาจ้างด้วยเหตุเกษียณอายุในการศึกษาคำพิพากษาของศาลปกครองพบว่า ศาลปกครองได้มุ่งผลประโยชน์ทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่องค์การมหาชนได้รับเมื่อเกษียณอายุเทียบกับอัตราเงินชดเชยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ขณะที่คำพิพากษาของศาลยุติธรรมเน้นเรื่องการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับขององค์การมหาชนที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายผลประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ในกรณีเกษียณอายุ และส่วนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุว่า คณะกรรมการขององค์การมหาชนมีอำนาจตามกฎหมายที่จะกำหนดสิทธิประโยชน์ให้กับเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนในอัตราที่ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานได้โดยไม่ต้องขออนุมัติต่อรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี การศึกษานี้ได้ข้อเสนอแนะให้องค์การมหาชนพิจารณาทบทวนระเบียบ ข้อบังคับที่มีอยู่ โดยให้มีการกำหนดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการจ่ายเงินสิทธิผลประโยชน์ของทั้งผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนในกรณีเกษียณอายุให้ไม่น้อยกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์อันแท้จริงของพระราชบัญญัติองค์การมหาชน และในขณะเดียวกันก็เป็นการป้องกันการนำคดีขึ้นสู่ศาล อันจะกระทบต่อการจัดทำบริการสาธารณะขององค์การมหาชนด้วย ประกอบกับหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ดังนั้นองค์การมหาชนควรมีกองทุนบำเหน็จบำนาญสำหรับพนักงานของรัฐทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นองค์การมหาชนที่จัดขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะซึ่งรวมถึงมหาวิทยาลัยในกำกับ และองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา ให้ได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนบำเหน็จบำนาญของพนักงานของรัฐ อย่างในประเทศฝรั่งเศส หรือประเทศเยอรมัน ที่กฎหมายบังคับให้หน่วยงานของรัฐในฐานะที่เป็นนายจ้างต้องจัดให้มีกองทุนบำเหน็จบำนาญ เพื่อให้พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐมีสิทธิได้รับบำนาญ ช่วยให้พนักงานสามารถมีเงินไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณอย่างมั่นคงและเพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินออมส่วนตัวเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ครอบคลุม เช่น เงินสงเคราะห์และเงินชดเชย ซึ่งช่วยให้ครอบครัวของผู้รับบำเหน็จบำนาญที่ถึงแก่ความตายหรือทุพพลภาพได้รับเงินช่วยเหลืออีกด้วย


The Importance Of Protecting Depositors In The Banking Industry In Myanmar, Hnin Shwe Sin Htet Jan 2024

The Importance Of Protecting Depositors In The Banking Industry In Myanmar, Hnin Shwe Sin Htet

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Economic shocks have been precipitated by financial instability, which has impeded economic advancement and adversely affected numerous emerging nations. The financial sector is considered indispensable to the growth of an economy due to the repercussions of financial instability. As a result, numerous nations have enhanced their regulatory and supervisory frameworks to ensure that banks operate in a stable economic environment and maintain the stability of the financial system. Furthermore, in order to bolster the prudential oversight and supervision that central banks provide, as well as their role as lenders of last resort, numerous countries have implemented deposit insurance schemes. In …


ปัญหากฎหมายในธุรกิจเช่าซื้อตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565, อธิวัฒน์ สินสิริวาณิชย์ Jan 2024

ปัญหากฎหมายในธุรกิจเช่าซื้อตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565, อธิวัฒน์ สินสิริวาณิชย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางและมาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลสัญญาเช่าซื้อ เนื่องจากปัจจุบันแม้ธุรกรรมการเช่าซื้อรถยนต์จะมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่กลับคงปัญหาหนี้เสียสะสมเป็นระดับต้น ๆ ของประเภทหนี้เสียทั้งหมด ทั้งการกำกับดูแลธุรกิจเช่าซื้อภายใต้ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 ยังคงขาดความชัดเจน และเป็นการสร้างภาระแก่ผู้ประกอบธุรกิจจนเกินควร ไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด ส่งผลให้ผู้บริโภคยังไม่ได้รับความคุ้มครองที่ควรเป็น และต้องเผชิญภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบธุรกิจที่สะท้อนกลับมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาและเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายที่กำกับดูแลสัญญาเช่าซื้อให้สอดคล้องกับกลไกตลาดและสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคและการลดภาระแก่ผู้ประกอบธุรกิจ จึงเห็นควรให้มีการพิจารณาทบทวน ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้การประกอบธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 ดังนี้ (1) มีมาตรการในการสร้างความตระหนักรู้ทางด้านการเงินแก่ผู้เช่าซื้อถึงค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นภายหลังเข้าทำสัญญา (2) ยกเลิกกฎเกณฑ์ที่เป็นการจำกัดสิทธิผู้ประกอบธุรกิจในการเรียกเก็บมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อภายหลังการขายทอดตลาด (3) ทบทวนอัตราส่วนลดดอกเบี้ยปิดบัญชีเช่าซื้อล่วงหน้าให้เป็นดุลพินิจของผู้ประกอบธุรกิจ และ (4) มีมาตรการในการสร้างความตระหนักถึงความเสี่ยงและผลอันเลวร้ายของสัญญาค้ำประกัน


Exploring The Patentability Of Computer Software In Thailand: A Comparative Study With The Us, Eu, Japanese, And Korean Patent Laws, Panida Pornpattra Jan 2024

Exploring The Patentability Of Computer Software In Thailand: A Comparative Study With The Us, Eu, Japanese, And Korean Patent Laws, Panida Pornpattra

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The patentability of software or computer programs is an ongoing issue within legal and technical communities worldwide, especially with the rise of artificial intelligence and machine learning technologies. Software or computer programs in Thailand are protected as literary works under the Copyright Act B.E. 2537 (1994), where they are defined as ‘instructions, sets of instructions, or any other components used in conjunction with a computer to make the computer work or to generate a result no matter what the computer language is.' In contrast, the Thai Patent Act B.E. 2522 (1979) does not adopt this definition. Instead, it explicitly excludes …


ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาของผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคล, ธัญชนก ทวีกาญจน์ Jan 2024

ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาของผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคล, ธัญชนก ทวีกาญจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินคดีอาญาของผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลและเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาในการกำหนดบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการแทนนิติบุคคล ในกรณีที่ผู้แทนนิติบุคคลกระทำผิดต่อตัวนิติบุคคลหรือผู้แทนนิติบุคคลมีผลประโยชน์ขัดกันกับนิติบุคคลนั้นเอง จากการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (3) กำหนดให้ เฉพาะผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นๆ ของนิติบุคคลเท่านั้นที่เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลในการดำเนินคดีอาญา โดยประเทศไทยยังไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายในทางอาญากรณีการดำเนินคดีอาญาของนิติบุคคลในกรณีที่ผู้แทนนิติบุคคลกระทำผิดต่อตัวนิติบุคคล หรือผู้แทนนิติบุคคลมีผลประโยชน์ขัดกันกับนิติบุคคลนั้นเอง ส่งผลให้บุคคลอื่นที่มิใช่ผู้จัดการหรือผู้แทนตามกฎหมายของนิติบุคคลไม่มีอำนาจในการดำเนินคดีอาญาแทนนิติบุคคลที่เป็นผู้เสียหายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่เป็นความผิดอาญาอันยอมความได้ ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถดำเนินคดีอาญากับผู้แทนนิติบุคคลที่เป็นผู้กระทำความผิดอาญาต่อนิติบุคคลนั้นได้ ในต่างประเทศ อันได้แก่ ประเทศเยอรมนี แอฟริกาใต้ และญี่ปุ่น มีมาตรการทางกฎหมายที่แก้ไขปัญหาการดำเนินคดีอาญาของนิติบุคคล ในกรณีที่ผู้แทนนิติบุคคลไม่ร้องทุกข์หรือฟ้องร้องดำเนินคดีเนื่องจากเป็นผู้กระทำผิดต่อตัวนิติบุคคล หรือมีผลประโยชน์ขัดกันกับนิติบุคคลนั้นเสียเอง วิทยานิพนธ์เล่มนี้เสนอให้เพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย ในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคลและผู้มีอำนาจจัดการนิติบุคคลนั้นเป็นผู้กระทำผิดเองหรือมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับนิติบุคคล ให้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีขึ้นเพื่อดำเนินคดีอาญาแทนนิติบุคคลนั้นได้


Disciplining The Responses To Cross-Border Subsidies: The Case Study Of Eu And Us Trade Remedy Investigations Against Products From Indonesia And Thailand, Jia Zhen Cen Jan 2024

Disciplining The Responses To Cross-Border Subsidies: The Case Study Of Eu And Us Trade Remedy Investigations Against Products From Indonesia And Thailand, Jia Zhen Cen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The geopolitical confrontation between the United States and China extends across various levels and domains, with trade being one of the most prominent arenas. Subsidies, a longstanding source of contention in international trade, have become an even more contentious issue following China’s launch of the Belt and Road Initiative (BRI) in 2013. Traditionally, subsidies are provided by a government to its domestic producers, and WTO subsidy rules allow its Members to take countervailing measures against subsidies of their direct trading partners when those subsidies cause injury to the Member's domestic industries. However, the rise in cross-border subsidies – where governments …


การตีความข้อยกเว้นด้านความมั่นคงมาตรา Xxi(B) ขององค์การการค้าโลก, นิธินันท์ ลีธนะกุล Jan 2024

การตีความข้อยกเว้นด้านความมั่นคงมาตรา Xxi(B) ขององค์การการค้าโลก, นิธินันท์ ลีธนะกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ข้อยกเว้นด้านความมั่นคงตามมาตรา XXI(b) แห่งความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ทวีความสำคัญขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากประเทศสมาชิกนำมาใช้เป็นเครื่องมือจำกัดการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์การตีความและการบังคับใช้ข้อยกเว้นดังกล่าว โดยเปรียบเทียบกับบทบัญญัติมาตรการที่กระทำได้ (Non-Precluded Measures Clause: NPM) ในกฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศ โดยตั้งสมมติฐานว่าการพิจารณาเพียงเงื่อนไขตาม (i)-(iii) ของมาตรา XXI(b) เป็นเกณฑ์ที่อาจทำให้ประเทศสมาชิกยกอ้างข้อยกเว้นความมั่นคงได้โดยง่ายเกินไป การศึกษาใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสารโดยวิเคราะห์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการระงับข้อพิพาทของ WTO คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการด้านการลงทุนระหว่างประเทศ ตลอดจนประวัติการเจรจาและวัตถุประสงค์ของมาตรา XXI ผลการศึกษาพบว่า WTO ยังขาดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของรัฐ แม้ไม่อาจนำกฎเกณฑ์ของกฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศมาใช้โดยตรงเนื่องจากลักษณะธุรกรรมและความสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน แต่มีส่วนที่สอดคล้องกันคือการใช้วลี "it considers necessary" ที่สะท้อนลักษณะบทบัญญัติแบบอัตวินิจฉัย (self-judging) ทั้งนี้ แนวปฏิบัติจากกฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของรัฐภายใต้กรอบ WTO ในส่วนของหลักสุจริตได้ อย่างไรก็ตาม ความกังวลสำคัญคือการใช้ข้อยกเว้นด้านความมั่นคงในทางที่ผิดอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ข้อยกเว้นกลายเป็นหลักปฏิบัติปกติ ซึ่งทำลายเจตนารมณ์ดั้งเดิมและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการค้าระหว่างประเทศ การศึกษานี้จึงเสนอแนะให้พัฒนาแนวทางการตีความที่ชัดเจนขึ้น สร้างกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของรัฐและการรักษาเสถียรภาพของระบบการค้าระหว่างประเทศ