Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Law Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Theses/Dissertations

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
File Type

Articles 2701 - 2730 of 6363

Full-Text Articles in Law

แนวทางการออกมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการผลิตพลังงานไฟฟ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์, ยุพเรศ มีความดี Jan 2020

แนวทางการออกมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการผลิตพลังงานไฟฟ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์, ยุพเรศ มีความดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

No abstract provided.


แนวทางในการจัดเก็บภาษีเงินได้สำหรับบริษัทจำกัดคนเดียว, ธิติณัฎฐ์ ปรีดิพานิจวิภา Jan 2020

แนวทางในการจัดเก็บภาษีเงินได้สำหรับบริษัทจำกัดคนเดียว, ธิติณัฎฐ์ ปรีดิพานิจวิภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อการวิเคราะห์แนวทางการจัดเก็บภาษีเงินได้สําหรับบริษัทจํากัดคนเดียวโดยใช้หลักการจัดเก็บภาษีเงินได้ที่เหมาะสมกับบริบทของบริษัทจํากัดคนเดียวที่กําลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเป็นการศึกษากฎหมายเชิงเปรียบเทียบ โดยรวบรวมข้อมูลของประเทศที่ได้จัดตั้งบริษัทจํากัดคนเดียวและมีหลักปฏิบัติสําหรับการจัดเก็บภาษีเงินได้บริษัทจํากัดคนเดียว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอินเดีย เพื่อให้ได้หลักการจัดเก็บภาษีเงินได้สําหรับบริษัทจํากัดคนเดียวที่เหมาะสมที่สุดสําหรับประเทศไทย ซึ่งจากการศึกษาเปรียบเทียบการจัดเก็บภาษีเงินได้บริษัทจํากัดคนเดียวในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศฝรั่งเศส พบว่าบริษัทจํากัดคนเดียวถูกจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยใช้แนวความคิดระบบส่งผ่านเงินได้ประกอบกับการพิจารณาลักษณะและคุณสมบัติพิเศษของบริษัทจํากัดคนเดียว โดยไม่คํานึงว่า บริษัทจํากัดคนเดียวจะมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายก็ตาม ซึ่งเมื่อนํามาวิเคราะห์ประกอบกับบริบทของบริษัทจํากัดคนเดียวในประเทศไทยที่มีโอกาสเกิดขึ้นแล้ว การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสําหรับบริษัทจํากัดคนเดียวถือเป็นแนวคิดการจัดเก็บภาษีเงินได้ที่สอดคล้องกับหลักการจัดเก็บภาษีอากรที่ดีและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ดังนั้น จึงเสนอแนะให้ประเทศไทยรับแนวคิดการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาปรับปรุงประมวลรัษฎากรและกฎหมายภาษีอากรที่เกี่ยวข้องเพื่อบังคับใช้ต่อไป


การจัดทำสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจครอบครัว, รัฐพงษ์ วัฒนาพร Jan 2020

การจัดทำสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจครอบครัว, รัฐพงษ์ วัฒนาพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ธุรกิจครอบครัวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลกและต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย มีการประมาณการว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจบนโลกใบนี้คือธุรกิจครอบครัว สำหรับประเทศไทย มีการประมาณว่า 72 เปอร์เซ็นต์ของระบบเศรษฐกิจไทยคือธุรกิจครอบครัว ธุรกิจครอบครัวเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยและทำให้เกิดการจ้างแรงงานมากมายเพื่อมาปฏิบัติการในองค์กรธุรกิจครอบครัวเหล่านี้ อาการส่งต่อธุรกิจครอบครัวไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ และธุรกิจครอบครัวเกิดความล่มสลาย นอกจากจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยแล้วยังส่งผลต่อภาคแรงงานส่วนใหญ่ ก่อให้เกิดภาวะการว่างงานและกลายเป็นปัญหาสำหรับรัฐบาลที่ต้องเพิ่มมาตรการเยียวยาและใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหา ในระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาธุรกิจครอบครัวในประเทศไทยเกิดคดีความมากมายที่สืบเนื่องมาจากการขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์การชิงอำนาจการบริหารงานระหว่างสมาชิกกันเอง โดยปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดในสมาชิกรุ่นที่ 2 เส้นทางให้การส่งต่อธุรกิจครอบครัวไปยังรุ่นที่ 3 เป็นไปได้ยากหรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลย ความขัดแย้งกันในบางกรณีเป็นการฟ้องร้องกันและให้กฎหมายเป็นผู้ตัดสิน แต่ในบางกรณีก็บานปลายจนกระทบความสัมพันธ์ของครอบครัวจนเลือกที่จะใช้ความรุนแรงถึงขั้นจ้างวานฆ่าสมาชิกในครอบครัวเพื่อจบปัญหา ในขณะเดียวกันก็มีธุรกิจครอบครัวไทยที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินการส่งต่อธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งการส่งต่อธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นนั้นประกอบด้วยหลายปัจจัย เช่นความสามารถในการเป็นผู้บริหารเจ้าของกิจการและบริหารคนในครอบครัวไปพร้อมกัน ความสามารถของทายาทที่จะรับช่วงสืบทอดธุรกิจ ความสามารถในการบริหารความขัดแย้งเป็นต้น นอกจากให้ความสำคัญกับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความอยู่รอดของธุรกิจครอบครัวแล้ว ยังต้องมีการนำหลักและวิธีการทางกฎหมายเข้ามาจัดการและบังคับภายในองค์กรธุรกิจครอบครัวอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะลดความขัดแย้งในครอบครัวรวมถึงส่งเสริมให้ธุรกิจไทยสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน กฎหมายอาจเป็นเครื่องมือที่สำคัญและจำเป็นในการสร้างแผนสืบทอดธุรกิจครอบครัวรวมถึงช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจครอบครัวไทยดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนและจากการสันนิษฐานนี้ จึงเป็นที่มาของการศึกษาเพื่อค้นหาเรื่อง การจัดทำสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจครอบครัว โดยกำหนดคำถามวิจัยไว้ว่า การจัดทำสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนในธุรกิจครอบครัวได้อย่างแท้จริง และควรเผยแผ่ ชักจูงให้ธุรกิจครอบครัวไทยหันมาให้ความสำคัญและเริ่มจัดทำแผนการสืบทอดธุรกิจรวมถึงเอกสารทางกฎหมาย เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางบังคับให้สมาชิกในครอบครัวหลีกเลี่ยงการสร้างปัญหาให้กับธุรกิจ เป็นแผนรับมือเบื้องต้นเมื่อเกิดปัญหา และหากปัญหานั้นไม่สามารถจัดการกันได้เองภายในครอบครัว ยังสามารถนำเอกสารที่สร้างขึ้นจากกฎหมายนี้เข้าจัดการแทนได้


การปฏิบัติการค้าที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจค้าปลีก : กรณีศึกษา ค่าธรรมเนียมแรกเข้า, รัชพร รุจิวรกุลทอง Jan 2020

การปฏิบัติการค้าที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจค้าปลีก : กรณีศึกษา ค่าธรรมเนียมแรกเข้า, รัชพร รุจิวรกุลทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เศรษฐกิจของประเทศไทยถูกขับเคลื่อนด้วยการอุปโภคและบริโภคซึ่งแน่นอนว่าธุรกิจค้าส่งค้าปลีกเป็นกลไกหลักอย่างหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้การอุปโภคและบริโภคของประชากรในประเทศไทยทำได้ง่ายขึ้น ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกในประเทศมีมูลค่า 2.6 ล้านล้านบาทในปี 2561 เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 จากปี 2560 และมีสัดส่วนร้อยละ 15.9 ของ GDP สูงเป็นอันดับสองรองจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่มีสัดส่วนร้อยละ 26.8 ในอดีตธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งจะแยกออกจากกันอย่างชัดเจนกล่าวคือผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกจะดำเนินธุรกิจในรูปแบบที่ขายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้าผู้บริโภคโดยตรงเพียงกลุ่มเดียวลูกค้ากลุ่มที่ซื้อสินค้าปลีกมักจะนำสินค้าเหล่านี้ไปอุปโภคบริโภคโดยตรงและไม่ได้นำไปขายต่อเพื่อทำกำไร กำไรจากการค้าปลีกมาจากการขายสินค้าจำนวนเพียงเล็กน้อยให้กับลูกค้าหลายราย ซึ่งตัวอย่างธุรกิจค้าปลีกที่ทุกคนคุ้นเคย ก็คือร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ ร้านโชห่วยหรือแม้แต่แผงลอยขายสินค้าบนฟุตบาท หากรายได้และกำไรส่วนมากของธุรกิจมาจากการขายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้าจำนวนมาก ธุรกิจนั้นก็ถือว่าเป็นธุรกิจค้าปลีกทั้งสิ้น ส่วนผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งจะดำเนินธุรกิจในรูปแบบที่ขายสินค้าหรือบริการครั้งละจำนวนมาก ๆ ให้กับลูกค้าที่มีวัตถุประสงค์ในการซื้อสินค้าเพื่อนำไปขายต่อให้แก่ผู้บริโภครายย่อยอีกต่อหนึ่ง กล่าวคือ ธุรกิจค้าส่งเป็นกิจการที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีก โดยปกติมักมีปริมาณการซื้อขายจำนวนสินค้าครั้งละมาก ๆ เนื่องจากเป็นการขายเพื่อนำไปขายต่อให้กับผู้บริโภค หรือเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรม ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกมีความสำคัญมากในห่วงโซ่อุปทาน จะเห็นได้ว่าโรงงานที่ผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก ๆ โดยส่วนมากแล้วจะมีความเชี่ยวชาญเรื่องการผลิตและเลือกที่จะไม่ใช้เวลาและทรัพยากรไปกับการเข้าถึงลูกค้าผู้บริโภคโดยตรง ด้วยเหตุผลนี้แล้วจึงทำให้โรงงานผู้ผลิตมักจะมองหาตัวแทนจัดจำหน่ายขนาดใหญ่ ที่สามารถช่วยกระจายสินค้าของโรงงานไปสู่ผู้บริโภค การทำแบบนี้ช่วยให้โรงงานสามารถจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการผลิตสินค้าของตนเองโดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการขายและการกระจายสินค้า ยิ่งไปกว่านั้นการที่การกระจายสินค้าจากโรงงานให้เข้าถึงผู้บริโภคในประเทศทั้ง 77 จังหวัดไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นโรงงานผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายในประเทศมีความจำเป็นต้องพึ่งพาธุรกิจค้าส่งค้าปลีกในการกระจายและขายสินค้า ในปัจจุบัน ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ หรือที่เรียกว่า Modern Trade ที่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมค้าส่งค้าปลีก ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดและมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต จากเดิมที่ธุรกิจค้าปลีกในไทยเป็นร้านขายของชำขนาดเล็กที่จัดหาสินค้ามาจำหน่ายโดยซื้อผ่านตัวกลาง (ธุรกิจค้าส่ง) กลายมาเป็นร้านค้าปลีกที่มีรูปลักษณ์ทันสมัย มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย ลดการพึ่งพาผู้ค้าส่งโดยทำการเข้าไปติดต่อซื้อสินค้าจากโรงงานหรือผู้นำเข้าโดยตรง และเนื่องด้วยผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่เป็นนายทุนรายใหญ่ที่มีเครือข่ายสาขาจำนวนมากส่งผลให้กลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่จึงมีอำนาจต่อรองเหนือผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้า ประกอบกับการบริหารจัดการร้านค้าอย่างเป็นระบบ มีระบบขนส่งเป็นของตนเองและบางรายมีศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย ตลอดจนการนำเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ มาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการตลาด ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้จึงส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเพราะเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ผลิต ผู้นำเข้าสินค้า และ ผู้บริโภค จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ มีอำนาจการต่อรองเหนือผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายมากขึ้นและอำนาจการต่อรองดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต จนเป็นเหตุให้ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายรายเล็กไม่สามารถต่อรองกับผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกได้นอกจากจะไม่สามารถต่อรองกับผู้ประกอบการธุรกิจค้าส่งค้าปลีกรายใหญ่ ๆ ได้ ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายหลายรายยังถูกเรียกเก็บผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม เช่น การเรียกเก็บค่าแรกเข้าสินค้าใหม่ โดยไม่มีหลักเกณฑ์ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการวางสินค้าพิเศษเพิ่มเติมจากที่ได้ระบุไว้ในสัญญาหรือการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่มหรือการขอส่วนลดในวาระพิเศษที่ทางผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายไม่สามารถปฏิเสธการจ่ายได้ เป็นต้น ซึ่งการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแบบเกินสมควร และค่าธรรมเนียมที่มีอัตราไม่แน่นอนก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมระหว่างชัพพลายเออร์ จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันระหว่างซัพพลายเออร์ เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และการเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงเกิดเหตุจะกลายเป็นเครื่องมือของชัพพลายเออร์รายใหญ่ที่มีทุนหนานำมาใช้กีดกันซัพพลายเออร์รายเล็กที่มีเงินทุนน้อยทำให้ไม่สามารถเข้ามาแข่งขัยในตลาดได้ อีกทั้งยังทําให้ผู้ผลิตรายใหม่มีต้นทุนในการเข้าสู่ตลาดสูงมากขึ้น


การปรับปรุงการคืนภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National E-Payment), คณัสนันท์ ธีรธรรมเสถียร Jan 2020

การปรับปรุงการคืนภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National E-Payment), คณัสนันท์ ธีรธรรมเสถียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บุคคลธรรมดาเมื่อได้รับเงินหรือรายได้ ที่เกี่ยวข้องกับเงินได้พึงประเมินตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด โดยหมายถึงเงินได้หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ที่กำหนดในประมวลรัษฎากร เช่น เงินเดือน ค่าเช่า หรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ เป็นต้น บุคคลธรรมดาผู้นั้น กฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ทั้งนี้ หน้าที่ดังกล่าวมิได้ใช้บังคับแค่เพียงบุคคลธรรมดาผู้มีสัญชาติไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวต่างชาติ ห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคล วิสาหกิจชุมชน และกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง โดยการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี จะนำเงินได้ที่ได้รับในปีภาษีนั้น ๆ หักด้วยค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ แล้วนำไปคำนวณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งอยู่ในลักษณะอัตราก้าวหน้า จากนั้นจึงนำไปหักกับภาษีที่เกิดขึ้นระหว่างปีภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเป็นภาษีที่ผู้จ่ายเงินได้จะหักภาษีแล้วนำส่งกรมสรรพากรไว้เมื่อมีการจ่ายเงินได้ในแต่ละครั้ง รวมไปถึง หากมีภาษีเงินได้บุคคลธรมดาที่ยื่นก่อนกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ก็จะถูกนำไปหักออกจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีด้วยเช่นกัน เพื่อหายอดภาษีสุทธิที่ต้องเสียเพิ่มเติมหรือได้รับคืนบางส่วนจากกรมสรรพากร ในปีภาษี 2562 ที่ผ่านมา พบว่า ผู้มีหน้าที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะมีภาษีที่ได้รับคืนเป็นจำนวนกว่า 43,000 ล้านบาท จากจำนวนแบบทั้งสิ้น 3,310,472 แบบ ซึ่งคิดเป็นค่าเฉลี่ยการคืนภาษี 13,160.25 บาท ต่อ 1 แบบ โดยกระบวนการคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอดีต บุคคลธรรมดาสามารถนำหนังสือแจ้งคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค.21) พร้อมเอกสารยืนยันตัวตน และ/หรือ หนังสือมอบอำนาจจากบุคคลผู้เป็นเจ้าของ ค.21 พร้อมเอกสารยืนยันตัวตนของผู้รับมอบอำนาจ มายื่นรับเงินคืนภาษีได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ตามที่ระบุในหนังสือดังกล่าว โดยต่อมาได้เปลี่ยนจากการรับที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่มาเป็นธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาใดก็ได้ เพื่อรับเช็คคืนภาษี แล้วนำไปขึ้นเงินได้ทันที ทั้งนี้ ในช่วงปลายปีพ.ศ. 2558 ประเทศไทยได้มีแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) (แผนยุทธศาสตร์ฯ) โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยและบูรณาการสวัสดิการ และส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน ตลอดจนส่งเสริม e-Payment ในทุกภาคส่วน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าวไปพร้อมกัน โดยกรมสรรพากรได้นำโครงการระบบการชำระเงินแบบ Any ID หรือที่รู้จักกันในปัจจุบันว่า พร้อมเพย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการภายใต้แผนยุทธศาสตร์ฯ มาเปลี่ยนแปลงกระบวนการคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเป็นการโอนเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านช่องทางนี้ สามารถคืนได้เฉพาะบุคคลธรรมดาผู้มีสัญชาติไทยเท่านั้น เนื่องจาก บัญชีพร้อมเพย์จะต้องลงทะเบียนด้วยหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน …


การป้องกันการทุจริตในการเรี่ยไร โดยความโปร่งใสผ่านกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการเรี่ยไร (ภาคเอกชน), คีรีวรรณ ลาภล้ำวานิช Jan 2020

การป้องกันการทุจริตในการเรี่ยไร โดยความโปร่งใสผ่านกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการเรี่ยไร (ภาคเอกชน), คีรีวรรณ ลาภล้ำวานิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เกี่ยวกับรายละเอียดของโครงการเรี่ยไร การรับอนุญาตของผู้เรี่ยไร ตัวผู้รับผลประโยชน์ ประมาณการร้อยละของ เงินที่จะถูกแจกจ่ายให้ผู้รับผลประโยชน์ผลการรวบรวมและการจัดสรรเงินที่ได้รับตลอดจนการใช้เงิน 3. มาตรการ เสริมสร้างความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล ให้หน่วยงานของรัฐที่ท าการอนุญาตตรวจสอบความมีตัวตน ของผู้รับผลประโยชน์ก่อนอนุญาต โดยใบสมัครให้แนบหนังสือมอบอำนาจหรือสัญญา (ข้อตกลง) ระหว่าง ผู้ขอรับอนุญาตกับผู้รับผลประโยชน์ ให้ผู้เรี่ยไรที่ได้รับอนุญาตจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายและนำส่งให้หน่วยงาน ของรัฐภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อทำการกระทบยอดข้อมูลก่อนการเปิดเผยข้อมูล และกำหนดให้ใช้ บัญชีเงินฝากธนาคารในการจัดเก็บเงินที่เรี่ยไรได้โดยเฉพาะในแต่ละโครงการเรี่ยไร 4. มาตรการให้การเปิดเผย ข้อมูลมีความรวดเร็ว โดยให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตรวจสอบอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาที่กำหนด และเปิดเผยผลการรวบรวบและการใช้จ่ายเงินเป็นประจำปีอย่างสม่ำเสมอ และกรณีมีข้อมูลเปลี่ยนแปลง กระทบต่อทะเบียน ให้ผู้เรี่ยไรที่ได้รับอนุญาตแจ้งให้หน่วยงานของรัฐทราบภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนให้ถูกต้อง ทันการณ์ 5. มาตรการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมการตรวจสอบ และการอภิปรายสาธารณะ เพื่อให้กลไกความโปร่งใสทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยกลไกการมี ส่วนร่วมของประชาชนและกลไกความรับผิดชอบในการตรวจสอบ โดยกำหนดให้สาธารณชนมีสิทธิ ตรวจสอบบัญชีรายรับ-รายจ่าย และเอกสารข้อมูลต่าง ๆ ให้กรมการปกครองจัดหาช่องทางการร้องเรียน เพื่อให้ ผู้เสียหายจากการเรี่ยไรหรือมีเหตุสงสัยสามารถร้องเรียน นำไปสู่การวิพากษ์วิจารย์สาธารณะและร่วมกันปราศรัย ข้อสงสัย และให้บุคคลที่ได้รับอนุญาตท าการเรี่ยไร มีหน้าที่ชี้แจงต่อสาธารณะโดยชัดแจ้งในข้อสงสัยนั้น รวมทั้งภาครัฐต้องจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์การเผยแพร่ทะเบียนผู้เรี่ยไรที่ได้รับอนุญาตต่อสาธารณะให้ ประชาชนได้ทราบและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนในการรักษาสิทธิที่จะได้รับข่าวสาร สิทธิในการรับฟัง ความคิดเห็น สิทธิในการมีส่วนร่วมตรวจสอบ เพื่อให้ความโปร่งใสทำงานได้อย่างเต็มที่ ผู้เรี่ยไรกระทำการทุจริตได้ ยากขึ้นและทำให้ความโปร่งใสเป็นเครื่องมือป้องกันการทุจริตในกระบวนการเรี่ยไรได้


การสำคัญผิดในสาระสำคัญของข้อเท็จจริงในข้อยกเว้นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ และผลทางกฎหมายอาญา, ณภัทร์กมล ศรีสกุลภิญโญ Jan 2020

การสำคัญผิดในสาระสำคัญของข้อเท็จจริงในข้อยกเว้นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ และผลทางกฎหมายอาญา, ณภัทร์กมล ศรีสกุลภิญโญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ยังมีปัญหาในเรื่องการพิเคราะห์เจตนาของ ผู้กระทําความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของการสําคัญผิดในสาระสําคัญของข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบ ความผิดตามมาตรา ๖๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หากผู้กระทําผิดสําคัญผิดว่าตนเองนั้นมีเหตุในการยกเว้น การขอคํายินยอมตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ผลในทางกฎหมาย จะเป็นเช่นไร และการบัญญัติข้อยกเว้นในลักษณะดังกล่าวจะเป็นไปได้เพียงใดที่จะก่อให้เกิดความสําคัญผิดขึ้นได้ การศึกษาของรายงานฉบับนี้จะมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ปัญหาในการสําคัญผิดในสาระสําคัญของข้อเท็จจริงใน ข้อยกเว้นความยินยอมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา ๒๔(๓) และมาตรา ๒๔(๕) ประกอบ กับทฤษฎีองค์ประกอบความรับผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๒ ที่มีผลกระทบต่อธุรกิจ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์(e-Commerce) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการศึกษาของรายงานฉบับนี้จะมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ปัญหาในการสําคัญ ผิดในสาระสําคัญของข้อเท็จจริงในข้อยกเว้นความยินยอมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา ๒๔(๓) และมาตรา ๒๔(๕) ประกอบกับทฤษฎีองค์ประกอบความรับผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๒ ที่มีผลกระทบต่อธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์e-Commerce โดยใช้วิธีศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางเอกสาร และรวบรวมข้อมูลต่างจาก ตําราวิชาการ บทความ และแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือทางอินเตอร์เน็ต พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๒๔ (๓) และ มาตรา ๒๔(๕) ห้ามมิให้ผู้ ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทําการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วน บุคคล เว้นแต่ เป็นการจําเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือเพื่อใช้ในการ ดําเนินการตามคําขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทําสัญญานั้นและฐานผลประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมาย การตีความข้อยกเว้นความยินยอมฐานผลประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายมีความอ่อนไหวในการใช้งานต้อง มีการตีความตามองค์ประกอบความรับผิดทางอาญาโดยจะใช้ฐานการสําคัญผิดในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมาย อาญาและเนื่องจากการในพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่มีข้อยกเว้นสําหรับการพัฒนาธุรกิจและข้อยกเว้นในการขอ ความยินยอมก็มีความไม่ชัดเจนในขอบเขตการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลจึงนําไปสู่ความเสี่ยงในการทําผิดหมาย คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากความเข้าใจผิดในสาระสําคัญของผู้ประกอบการ


ความไม่ชัดเจนของหลักกฎหมายเรื่องคลังสินค้าทัณฑ์บนเกี่ยวกับการเก็บอากร กรณีนำเศษหรือส่วนสูญเสียที่เกิดจากการผลิตมาบริโภคในประเทศไทย, วิมล เขียวขจี Jan 2020

ความไม่ชัดเจนของหลักกฎหมายเรื่องคลังสินค้าทัณฑ์บนเกี่ยวกับการเก็บอากร กรณีนำเศษหรือส่วนสูญเสียที่เกิดจากการผลิตมาบริโภคในประเทศไทย, วิมล เขียวขจี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดเก็บภาษีอากรจะจัดเก็บจากสินค้าที่นำเข้าและส่งของออกสำเร็จ ตามมาตรา 13 วรรค สอง ที่บัญญัติให้ความรับผิดในอันที่จะต้องเสียอากรสำหรับของที่นำเข้ามาหรือส่งออกไปนอก ราชอาณาจักร เกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จหรือส่งของออกสำเร็จ ซึ่งเวลาดังกล่าวมีความสำคัญ อย่างมาก ในการใช้พิจารณาว่าสินค้าหรือของดังกล่าวที่นำเข้ามาสำเร็จแล้วหรือไม่ ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 50 หากนำเข้านั้นสำเร็จแล้ว ภาระภาษีหรือหน้าที่ในการเสียค่าภาษีอากรจะเกิดขึ้นทันที และ หนี้ดังกล่าวจะระงับไปได้ ก็ต่อเมื่อมีการชำระหนี้ค่าภาษีอากรแล้ว หรือมีกฎหมายบัญญัติให้หนี้นั้น ระงับไปด้วยเหตุอื่นๆ เท่านั้น หนี้จึงจะระงับไปได้ ดังนั้น หากเกิดเหตุภัยพิบัติใดๆ ขึ้น ภายหลังที่มี การนำเข้าสำเร็จ จะไม่ทำให้หนี้ค่าภาษีอากรหมดไป การคำนวณค่าภาษีอากรให้ถือตามมาตรา 14 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 อย่างไรก็ตาม การคำนวณค่าภาษีอากรยังมีข้อยกเว้นสำหรับการคำนวณอากรแก่ของที่นำไป จัดเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามมาตรา 124 คือ หากนำมาสินค้าหรือวัตถุดิบ ไปเก็บไว้ใน คลังสินค้าทัณฑ์บนก่อน จะยังไม่ต้องชำระค่าภาษีอากรในขณะนั้น แม้หน้าที่ในการเสียค่าภาษีอากร จะเกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่วันที่มีการนำเข้าสำเร็จ ทั้งนี้ หากนำของออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บนเพื่อจำหน่ายหรือบริโภคภายในประเทศ กฎหมายกำหนดให้จัดเก็บอากร โดยให้คำนวณตามสภาพของและราคาของเดิมในเวลาที่นำของนั้น เข้าไปจัดเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บน และให้ใช้สภาพและราคานั้นเป็นฐานในการคำนวณอากร ไม่ว่า ของนั้นจะออกมาจากคลังสินค้าทัณฑ์บนในสภาพเดิมหรือในสภาพอื่น แค่เฉพาะอัตราศุลกากรเท่านั้น ที่กฎหมายกำหนดให้ใช้ตามอัตราอากรที่เป็นอยู่สำหรับของตามพิกัดศุลกากรนั้น ในเวลาที่ของนำออก จากคลังสินค้าทัณฑ์บน การตีความคำว่า “สภาพอื่น” กรมศุลกากร ยังให้รวมถึงสภาพเศษหรือส่วน สูญเสียจากการผลิตในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามสูตรการผลิต ที่นำออกมาเพื่อบริโภคภายในประเทศ และไม่ได้ส่งออกจะต้องเสียภาษีอากร โดยให้คำนวณอากรตามสภาพแห่งของราคาศุลกากร และพิกัด ศุลกากร การนำเศษหรือส่วนสูญเสียจากการผลิตในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามสูตรการผลิต และที่นำ ออกมาเพื่อบริโภคภายในประเทศ แม้ของนั้นจะมีมูลค่าหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่สมควรให้มีการจัดเก็บภาษี อากรแก่ของ เช่นเดียวกับมาตรา 29 ควรได้รับยกเว้นอากรเหมือนกัน จึงสมควรที่จะศึกษาวิเคราะห์ ในประเด็นดังกล่าว เพื่อให้มีการแก้ไขและปรับปรุงกฎหมายให้การจัดเก็บอากรให้มีประสิทธิภาพและ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกรมศุลกากรไทยต่อไป


ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ไม่เป็นธรรม : ศึกษากรณีใช้ที่อยู่อาศัยเพื่อการพาณิชยกรรมแบบไม่มีหน้าร้าน, กรรณิการ์ โสวรรณี Jan 2020

ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ไม่เป็นธรรม : ศึกษากรณีใช้ที่อยู่อาศัยเพื่อการพาณิชยกรรมแบบไม่มีหน้าร้าน, กรรณิการ์ โสวรรณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทต่อรูปแบบของการดําเนินชีวิตและการดําเนินธุรกิจ มากขึ้นจนเกิดเป็นช่องทางใหม่ในการดําเนินธุรกิจผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) หรือ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์E-Commerce การดําเนินธุรกิจในรูปแบบผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ สามารถดําเนินธุรกิจที่บ้านก็ได้โดยไม่จําเป็นที่จะต้องมีหน้าร้านเหมือนการค้าขายสมัยก่อนที่ต้องมี หน้าร้านให้เห็นชัดเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ การใช้ที่อยู่อาศัยดําเนินธุรกิจในรูปแบบพาณิชยกรรมแบบไม่มีหน้าร้านจะถูกจัดเป็นการใช้ ประโยชน์หลายประเภท โดยการคํานวณภาษีจะเก็บตามสัดส่วนการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ในแต่ละ ประเภทโดยที่ดินจะคํานวณเป็นตารางวาและสิ่งปลูกสร้างเป็นตารางเมตร ซึ่งตามพระราชบัญญัติ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มีการกําหนดประเภทของการใช้ประโยชน์ไว้อย่างชัดเจน แต่ การสํารวจและประเมินเพื่อเรียกเก็บภาษีของแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจะมีข้อจํากัดใน ด้านบุคคลากรด้านการสํารวจ ซึ่งรูปแบบการขายสินค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์นั้น เจ้าของที่ดินหรือ สิ่งปลูกสร้างอาจจะไม่ได้ระบุว่า ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยและเพื่อการพาณิชยกรรม ทําให้อาจจะถูก ประเมินเป็นการใช้ประโยชน์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว เพราะไม่มีลักษณะทางกายภาพของ หน้าร้าน โดยพื้นที่ภายในของที่อยู่อาศัยอาจมีการประกอบธุรกิจเพื่อการพาณิชยกรรม เช่น การขาย สินค้าผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือมีสินค้าเก็บไว้ภายในที่อยู่อาศัย เป็นต้น ซึ่งจะแตกต่างจาก เจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ที่อยู่อาศัยเพื่อการพาณิชยกรรมแบบมีหน้าร้านที่มีลักษณะทาง กายภาพของร้านเห็นได้อย่างชัดเจน จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยเห็นว่า ภาครัฐควรเพิ่มมาตรการที่มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกับความเป็นจริงเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถทราบข้อมูลอื่นเพิ่มเติม ในอันที่จะเป็นประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีตามสัดส่วนของการใช้ประโยชน์จากเจ้าของที่ดินและหรือ สิ่งปลูกสร้างที่ใช้ที่อยู่อาศัยเพื่อการพาณิชยกรรมแบบไม่มีหน้าร้าน เช่น การใช้ฐานข้อมูลเพื่อ เชื่อมโยงกันเป็นระบบของภาครัฐ ได้แก่ กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดินและรวมถึง ผู้ให้บริการขายสินค้าออนไลน์ เช่น Facebook เป็นต้น ในอันที่จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นสําหรับเป็นฐานข้อมูลในการทราบถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของเจ้าของที่ดินและ หรือสิ่งปลูกสร้างโดยจะส่งผลถึงประเภทของการใช้ประโยชน์จากสิ่งปลูกสร้างนั้นให้สามารถจัดเก็บ ภาษีได้อย่างถูกต้องสอดคล้องกับความจริงและเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีรายอื่น


ปัญหาการตรวจสอบการจัดเก็บภาษีกรณีการประกอบธุรกรรมด้วยเงินสด, ปลิดา วัฒนจิราพร Jan 2020

ปัญหาการตรวจสอบการจัดเก็บภาษีกรณีการประกอบธุรกรรมด้วยเงินสด, ปลิดา วัฒนจิราพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการตรวจสอบและการจัดเก็บภาษีของ เจ้าหน้าที่สรรพากรความหมายและปัญหาที่เกิดขึ้นใน กรณีการประกอบธุรกรรมด้วยเงินสด แล้วนำมาเปรียบเทียบการตรวจสอบและการจัดเก็บภาษีในต่างประเทศ เพื่อให้ทราบถึงข้อดีข้อเสีย ของมาตรการและวิธีการต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบจากการประกอบธุรกรรมด้วยเงินสด นำไปสู่แนวทาง การแก้ไขและวิธีการ มาตรการในการตรวจสอบและการจัดเก็บภาษีกรณีการประกอบธุรกรรมด้วย เงินสด เพื่อให้การตรวจสอบและการจัดเก็บภาษีถูกต้องและครบถ้วน จากการศึกษา พบว่ามาตรการทางกฎหมายรวมถึงการกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการ บริหารความเสี่ยง การรณรงค์เพื่อเป็นการจูงใจ การสนับสนุน ในเรื่องการทำธุรกรรมเป็นเงินสดยังไม่ มีประสิทธิภาพเพียงพอ ประกอบกับหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบและจัดเก็บภาษีของเจ้าพนักงานยัง ขาดประสิทธิภาพเนื่องจากมีการประเมินความเสี่ยงของผู้เสียภาษีหลังจากการยื่นแบบแสดงรายการ รวมทั้งการใช้อำนาจและดุลยพินิจของเจ้าพนักงานในการประเมินภาษี ทำให้ผู้เสียภาษีมีทัศนคติ ที่ไม่ดีกับผู้ตรวจสอบอีกทั้งยังขาดหลักฐานเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการวิเคราะห์ของเจ้าพนักงาน ขาดมาตรการจูงใจและการบังคับใช้ ให้ประชาชนมีการลดการใช้เงินสดในการทำธุรกรรม ในขณะที่ต่างประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์และประเทศสวีเดน มีการนำมาตรการ การบริหารความเสี่ยงมาใช้ก่อนทำการประเมินการตรวจสอบ และมีมาตรการจูงใจและการบังคับ ให้ผู้ประกอบการมีการลดการใช้เงินสดเพื่อจะใช้เป็นฐานข้อมูลในการประเมินความเสี่ยง ตามหลักการบริหารความเสี่ยง ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรมีการศึกษาและนำแนวทางการใช้ มาตรการต่าง ๆ ของประเทศสวีเดนและประเทศสิงคโปร์นำมาปรับปรุงและปรับใช้ในประเทศไทย ที่เป็นการตรวจสอบและจัดเก็บภาษีในกลุ่มธุรกิจที่รับชำระเป็นเงินสด เพื่อให้แก้ไขปัญหาการเลี่ยง การตรวจสอบภาษีจากการรับช าระและบริการเป็นเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ


ปัญหาการประเมินเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562, ภารวี เกียรติเสรีธรรม Jan 2020

ปัญหาการประเมินเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562, ภารวี เกียรติเสรีธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ประเทศไทยจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามพระราชบัญญัติภาษี ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ซึ่งมีวิธีการประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แตกต่างไปจากพระราชบัญญัติ โรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 ที่เคยใช้ในการจัดเก็บมาก่อน กรมส่งเสริมการปครองท้องถิ่นให้ความเห็น ว่าเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไม่เป็นสิ่งปลูกสร้างที่จะต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ต่างไปจากที่ ผ่านมา เพราะการประเมินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 เสาส่งสัญญาณ โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่งที่ต้องจัดเก็บภาษี การไม่จัดเก็บภาษีสำหรับเสาส่งสัญญาณ โทรศัพท์เคลื่อนที่ อาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ถูกต้อง และจะทำให้หน่วยงานท้องถิ่นสูญเสียรายได้ เอกัตศักษาเล่มนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อศึกษาถึงหลักการที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีในประเทศไทย และ การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินของนครนิวยอร์ก (New York City) มลรัฐนิวยอร์ก (New York State) ประเทศ สหรัฐอเมริกา เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเหมาะสมและแนวทางในการประเมินเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในประเทศไทย จากการศึกษา พบว่า เสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีลักษณะเป็นทรัพย์สินที่มีความคงทนถาวร มี มูลค่าที่วัดได้ ก่อให้เกิดประโยชน์และรายได้ต่อผู้เป็นเจ้าของ บุคคลอื่นใช้ประโยชน์ทางอ้อมจากระบบสัญญาณ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ให้บริการ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของทรัพย์สินที่จะต้องน ามาเสียภาษี ดังนั้นเสาส่งสัญญาณ โทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงควรถูกประเมินเป็นสิ่งปลูกสร้าง และถูกจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตาม พระราชบัญญัติภาษที่ดินและสิ่งปลูกสร้า พ.ศ. 2562 ดังนั้น กรมส่งเสริมการปกรครองท้องถิ่นควรสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ถูกต้อง เพื่อแก้ไขความเข้าใจที่ผิดพลาดในการจัดเก็บ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยออกประกาศ หลักเกณฑ์หรือแนวทาง ปฏิบัติในการจัดเก็บภาษี เพื่อทำให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีและผู้มีหน้าที่จัดเก็บภาษีมีความเข้าใจที่ตรงกัน และนำ วิธีประการเมินมูลค่าเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ของมลรัฐนิวยอร์ก มาปรับใช้ในการกำหนดราคาประเมินของเสา ส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย


ปัญหาการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ศึกษากรณีนำเงินตราและตราสารเปลี่ยนมือออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศ, รสกร ไชยบัวแดง Jan 2020

ปัญหาการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ศึกษากรณีนำเงินตราและตราสารเปลี่ยนมือออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศ, รสกร ไชยบัวแดง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันอาชญากรส่วนใหญ่มุ่งประกอบอาชญากรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์สินอันเป็นปัจจัยสำคัญ ในการดำรงชีวิต นอกจากนี้นวัตกรรมและเทคโนโลยีหลายประเภทมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องทำให้อาชญากรสามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์สินในจำนวนที่มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้การประกอบอาชญากรรมมีรูปแบบและวิธีการที่พัฒนาเป็นการกระทำความผิดในรูปแบบองค์กรอาชญากรรม และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งยากต่อการควบคุมและปราบปรามด้วยกฎหมายในลักษณะเดิมๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการควบคุมและปราบปรามการแปรสภาพของเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด หรือเรียกว่า "การฟอกเงิน" ซึ่งเป็นการกระทำด้วยวิธีการใดๆ ก็ตามให้เงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดกลายเป็นเงินที่เสมือนว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมลงโทษและยึดเงินนั้น ประเทศไทยจึงได้มีการตราพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2559 เพื่อใช้ เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดช่องทางการเงินของอาชญากร โดยได้กำหนดมาตรการที่ยึดหลักการในข้อแนะนำของคณะทำงาน Financial Action Task Force หรือ FATF ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่หลักในการกำหนดมาตรการด้านต่างๆ เพื่อต่อต้านการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธ ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ตลอดจนภัยอื่นๆ ที่จะกระทบต่อระบบการเงินระหว่างประเทศ นอกจากนี้ FATF ยังร่วมมือกับหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องเพื่อระบุจุดอ่อนด้านต่างๆ ในระดับชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครอง ไม่ให้มีการนำระบบการเงินระหว่างประเทศไปใช้กระทำความผิด


ปัญหาการลดอัตราค่าใช้จ่ายแบบเหมาสำหรับการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีฟาร์มสุกรรายย่อย, จิตติมา เกียรติจานนท์ Jan 2020

ปัญหาการลดอัตราค่าใช้จ่ายแบบเหมาสำหรับการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีฟาร์มสุกรรายย่อย, จิตติมา เกียรติจานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ค่าใช้จ่ายเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการคำนวณภาษี และค่าใช้จ่ายถือเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับหักเป็นต้นทุนในการทำงานของผู้มีเงินได้ เพื่อให้ได้เงินได้หรือรายได้สุทธิมาคิดภาษีตามอัตราภาษี โดยกฎหมายได้กำหนดอัตราการหักค่าใช้จ่ายมากหรือน้อยตามแต่ละประเภทของเงินได้ เนื่องจากเงินได้พึงประเมินแต่ละประเภทต่างมีค่าใช้จ่ายต่างกัน หากกำหนดค่าใช้จ่ายให้หักเป็นการเหมาตายตัวทุกประเภทแล้วย่อมไม่สมเหตุสมผลกับผู้มีเงินได้ ดังนั้น ผู้มีเงินได้จึงมีทางเลือกสำหรับการค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธีด้วยกัน คือ การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา การหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร ในทางทฤษฏี ผู้มีเงินได้ควรเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร เพราะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่า จะทำให้มีภาระภาษีที่ต้องเสียน้อยลง แต่อย่างไรก็ตาม การหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรนั้นจำเป็นต้องทำตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ ต้องมีเอกสารและหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ค่าใช้จ่ายที่นำมาใช้ต้องเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจหรือประเภทเงินได้ที่ได้มา มีจำนวนที่เหมาะสม และไม่เป็นค่าใช้จ่ายที่กฎหมายห้ามไม่ให้หักเป็นรายจ่าย เช่น รายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการส่วนตัว เป็นต้น จากหลักเกณฑ์ที่กล่าวมานั้น หากพิจารณาในด้านต้นทุนของการจัดการเอกสาร ความรู้ของผู้มีเงินได้ และรูปแบบของการประกอบกิจการแล้วนั้น ในทางปฏิบัติ ผู้มีเงินได้ที่เป็นบุคคลธรรมดาส่วนใหญ่จึงเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา เพราะมีความสะดวกและประหยัดต้นทุนในด้านการจัดการเอกสารมากกว่า ผู้มีเงินได้จากการประกอบกิจการฟาร์มสุกรเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรประเภท 40(8) ที่มีสิทธิเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งวิธีการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา และหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร โดยก่อนปี พ.ศ.2560 ผู้ประกอบกิจการฟาร์มสุกรมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ถึงร้อยละ 85 ของเงินได้พึงประเมิน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงเลือกหักค่าใช้จ่ายในอัตราเหมา ทั้งเหตุผลของความสะดวกและความคุ้มค่ากว่าการลงทุนจัดทำเอกสารแล้วนั้น ยังรวมถึงเหตุผลของสภาพธุรกิจที่ต้องติดต่อค้าขายกับผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา และเกษตรกรรายย่อยที่ไม่สามารถจัดทำเอกสารหลักฐานตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นสาเหตุของการไม่สามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษีของกิจการได้ เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2560 กรมสรรพากรได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 629) พ.ศ.2560 ให้มีการปรับปรุงอัตราค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรประเภท 40 (8) เป็นอัตราเหมาร้อยละ 60 โดยให้เหตุผลว่า อัตราค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักได้จากเงินได้พึงประเมินในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ประกอบกับเพื่อเป็นการสนับสนุนให้บุคคลธรรมดาหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร หรือเปลี่ยนรูปแบบการประกอบกิจการจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล อันเป็นผลให้ผู้มีเงินได้ต้องจัดทำบัญชีประกอบการหักค่าใช้จ่ายดังกล่าวเพื่อแสดงผลประกอบการที่แท้จริง จากการประกาศลดอัตราค่าใช้จ่ายแบบเหมาร้อยละ 85 เหลือเพียงร้อยละ 60 ส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ประกอบการฟาร์มสุกรที่มีส่วนต่างกำไรที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงร้อยละ 25 หรือเรียกได้ว่าผู้ประกอบการมีกำไรส่วนเกินที่ถูกประเมินโดยกรมสรรพากรสูงถึงร้อยละ 40 ที่จะนำไปหักค่าลดหย่อนแล้วนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามโครงสร้างอัตราภาษี ซึ่งหากพิจารณาจากสภาพธุรกิจแล้วนั้น กำไรส่วนเกินของสินค้าประเภทสุกรมีเพียง 5-15% โดยเฉลี่ย เนื่องจากผู้ประกอบการฟาร์มสุกรไม่สามารถเป็นผู้กำหนดรายได้ค่าสินค้าให้กับตนเองได้อย่างชัดเจน จากการที่สุกรเป็นสินค้าประเภทโภคภัณฑ์ ราคาของสินค้าขึ้นลงตามอุปสงค์อุปทาน อีกทั้งสุกรเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรกรรมที่ถูกกำกับควบคุมภายใต้กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ภาครัฐจะเข้าแทรกแซงราคาเพื่อดูแลค่าครองชีพของพลเมืองในช่วงที่ราคาสุกรขยับตัวสูง โดยการขอความร่วมมือในการตรึงราคาจำหน่ายสุกรมีชีวิต การประกาศลดอัตราค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 60 จึงไม่สะท้อนให้เห็นถึงผลประกอบการที่แท้จริงของผู้ประกอบการฟาร์มสุกรได้ และยังเป็นการสร้างภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้เสียภาษีเงินได้อีกด้วย ดังนั้น ด้วยเหตุผลและความจำเป็นตามที่กล่าวมาจึงต้องศึกษาถึงความเหมาะสมของการบังคับลดอัตราเหมาจ่ายแก่กลุ่มเกษตรกรรายย่อย และศึกษามาตรการและวิธีการในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากผู้ประกอบธุรกิจฟาร์มสุกรที่มีประสิทธิภาพและสามารถสะท้อนให้เห็นถึงรายได้ที่แท้จริงของผู้ประกอบการ แทนการบังคับให้ผู้ประกอบการบุคคลธรรมดาเข้าสู่ระบบนิติบุคคล


ปัญหาการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทต่างประเทศ: ศึกษากรณีบริษัทต่างประเทศจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อสนับสนุนการตลาดในประเทศไทย, ชัยวัฒน์ ลีเลิศยุทธ์ Jan 2020

ปัญหาการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทต่างประเทศ: ศึกษากรณีบริษัทต่างประเทศจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อสนับสนุนการตลาดในประเทศไทย, ชัยวัฒน์ ลีเลิศยุทธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บริษัทต่างประเทศที่ประสงค์จะประกอบกิจการขายสินค้าในประเทศไทย อาจใช้วิธีจัดตั้ง บริษัทลูกขึ้นหลายบริษัทและแบ่งแยกหน้าที่งานให้บริษัทลูกทำ เช่น การสนับสนุนการตลาด การ ติดต่อประสานงานกับลูกค้าในประเทศ การนำเสนอสินค้าและรวบรวมคำสั่งซื้อให้กับบริษัท ต่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อลดปริมาณกำไรที่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย และโยกย้ายกำไรไปยังประเทศที่มี อัตราภาษีที่ต่ำกว่าหรือเป็นดินแดนภาษีต่ำ (Tax haven) เมื่อศึกษากรณีศึกษาการจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อสนับสนุนด้านการตลาดในประเทศไทย และ หลักการพิจารณาสถานประกอบการถาวรตามอนุสัญญาภาษีซ้อนตามร่างอนุสัญญาภาษีซ้อนของ OECD และของ UN ประกอบกับคำอธิบายร่างอนุสัญญาภาษีซ้อนของ OECD ฉบับปีค.ศ. 2017 พบว่าการดำเนินการของบริษัทลูกดังกล่าวครอบคลุมถึงการมีบทบาทหลักอย่างเป็นปกติวิสัยของตัว แทนที่ไม่อิสระและทำให้เกิดการตกลงทำสัญญาซึ่งโดยปกติแล้ววิสาหกิจต่างประเทศจะไม่แก้ไขใน สาระสำคัญของสัญญานั้น จึงก่อให้เกิดสถานประกอบการถาวรประเภทตัวแทน และยังถือเป็นการ ดำเนินธุรกิจผ่านสถานธุรกิจประจำของบริษัทต่างประเทศ จึงก่อให้เกิดสถานประกอบการถาวรใน ความหมายทั่วไปด้วย ดังนั้น บริษัทต่างประเทศจึงควรต้องมีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย บนกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของสถานประกอบการถาวรตามมาตรา 76 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร นอกจากนี้ ยังพบว่าการบังคับใช้บทบัญญัติตามมาตรา 66 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ควร ตีความให้กว้างกว่าการประกอบกิจการโดยสำนักงานสาขาที่จัดตั้งในประเทศไทย ให้ครอบคลุมถึงการ ที่บริษัทต่างประเทศเข้ามามีตัวตนและกระทำกิจการในประเทศไทยในลักษณะของสถานธุรกิจใน ประเทศไทยเสมือนว่าได้กระทำกิจการในประเทศไทยผ่านสาขา อันจะมีผลให้บริษัทต่างประเทศต้องมี ภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลในลักษณะเดียวกับการเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในประเทศไทย โดยตรง โดยอาจวิเคราะห์รายละเอียดของการดำเนินกิจกรรมของบริษัทลูกเพื่อสนับสนุนด้าน การตลาดในประเทศไทย จากการศึกษาปัญหาดังกล่าว ผู้ศึกษาเห็นว่ารัฐบาลไทยควรเจรจาแก้ไขอนุสัญญาภาษีซ้อน กับประเทศคู่สัญญามักถูกใช้เป็นฐานในการหลีกเลี่ยงภาษีตามแนวทางการพิจารณาสถาน ประกอบการถาวรของร่างอนุสัญญาภาษีซ้อนของ OECD และ UN เพื่อป้องกันการโยกย้ายกำไรเพื่อ หลีกเลี่ยงภาษีของบริษัทข้ามชาตินอกจากนี้ ยังเสนอให้ออกคำสั่งกรมสรรพากรเพื่อวางแนวปฏิบัติใน การพิจารณาสถานประกอบการถาวรในความหมายทั่วไปและสถานประกอบการถาวรประเภทตัว แทนที่สอดคล้องกับหลักการของร่างอนุสัญญาภาษีซ้อนของ OECD และ UN และโครงการป้องกัน การถูกกัดกร่อนฐานภาษีและการโอนกำไรไปต่างประเทศ (BEPS Project) ที่ประเทศไทยได้เข้าเป็น สมาชิก รวมถึงคำสั่งกรมสรรพากรเพื่อวางแนวปฏิบัติในการพิจารณากิจกรรมที่เข้าลักษณะ “กระทำ กิจการในประเทศไทย” เพื่อการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากบริษัทต่างประเทศตามบทบัญญัติตาม มาตรา 66 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร


ปัญหาของการรับรู้รายได้และรายจ่ายในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทประกันชีวิต, ณัฐพงษ์ บุญรังษี Jan 2020

ปัญหาของการรับรู้รายได้และรายจ่ายในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทประกันชีวิต, ณัฐพงษ์ บุญรังษี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การรับรู้รายได้และรายจ่ายของธุรกิจประกันชีวิตต้องอาศัยการคำนวณโดยใช้การประมาณ การและสมมติฐานที่สำคัญ เช่น สมมติฐานทางคณิตศาสตร์ประกันภัย ความเสี่ยงทางด้านการเงิน ความเสี่ยงจากตัวสัญญาประกันภัย และการคิดลดมูลค่าเงินปัจจุบัน เป็นต้น เมื่อทำการศึกษาการรับรู้ รายได้และรายจ่ายเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากรที่กำหนดให้ ใช้เกณฑ์สิทธิ์โดยให้รับรู้รายจ่ายสำรองประกันชีวิตและรายจ่ายสำรองเบี้ยของสัญญาที่ไม่ใช่สัญญา คุ้มครองชีวิตเฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 65 และ 40 ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับในรอบ ระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอาประกันต่อออกแล้ว ตามลำดับ หลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับลักษณะการรับรู้รายได้และรายจ่ายตามรูปแบบการ ดำเนินธุรกิจของบริษัท รวมถึงการรับรู้รายได้และรายจ่ายทางบัญชีรูปแบบใหม่ตามมาตรฐานการ รายงานทางการเงินฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2567 และ กำหนดให้บริษัทรับรู้รายได้และรายจ่ายจากการรับประกันภัยสำหรับความคุ้มครองที่เหลืออยู่โดย สะท้อนการให้การบริการตามสัญญาและสิ่งตอบแทนที่บริษัทคาดว่าจะมีสิทธิได้รับจากการให้บริการ ดังกล่าวโดยใช้หลักการปันตามการล่วงของเวลา ความแตกต่างดังกล่าวส่งผลให้เกิดผลต่างระหว่าง กำไร (ขาดทุน) สุทธิทางภาษีและกำไรที่ (ขาดทุน) ที่แท้จริงจากการดำเนินธุรกิจ ทำให้เกิดต้นทุนค่า เสียโอกาสในการนำเงินรายได้เบี้ยประกันภัยไปลงทุนเพื่อให้เกิดผลตอบแทนส่วนเพิ่มและเงินสำรอง ของบริษัทที่ควรกันไว้สำหรับผู้เอาประกันภัย เมื่อทำการศึกษาและวิเคราะห์เปรียบเทียบหลักเกณฑ์การรับรู้รายได้และรายจ่ายของบริษัท ประกันชีวิตของเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐเกาหลีพบว่ามี ความสอดคล้องกันระหว่างกับลักษณะการรับรู้รายได้และรายจ่ายตามรูปแบบการดำเนินธุรกิจของ บริษัทประกันชีวิต รวมถึงหลักการทางบัญชีและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรฐานการบัญชีและ มาตรฐานการรายงานทางการเงินและรายงานตามข้อบังคับที่บริษัทถือปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน ส่งผลให้ รายจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เกิดขึ้นมีความสมเหตุสมผลและไม่เป็นภาระที่เกินความจำเป็น ดังนั้น การแก้ไขบทบัญญัติตามกฎหมายให้บริษัทประกันชีวิตในประเทศไทยสามารถรับรู้ รายได้และรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลที่สอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจ ตามที่ได้มีการ ปฏิบัติในต่างประเทศ นอกจากจะทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่ภาคธุรกิจในเรื่องของภาระรายจ่ายภาษี เงินได้ ยังช่วยเพิ่มสภาพคล่อง เงินสำรองและเงินทุนสะสม เพื่อใช้ในการลงทุนและเกิดประโยชน์ต่อผู้ เอาประกันภัย


ปัญหาความไม่ชัดเจนว่าด้วยกฎหมายศุลกากร ในกรณีที่เกิดปัญหา การจำแนกพิกัดศุลกากรของสินค้าที่ต่างกันระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร, อรุณวรรณ ภาคภากร Jan 2020

ปัญหาความไม่ชัดเจนว่าด้วยกฎหมายศุลกากร ในกรณีที่เกิดปัญหา การจำแนกพิกัดศุลกากรของสินค้าที่ต่างกันระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร, อรุณวรรณ ภาคภากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาในการจัดเก็บภาษีอากรสำหรับสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ยังมีความคลุมเคลือไม่ชัดเจนต่อ ผู้ประกอบการจำแนกพิกัดอัตราศุลกากรของเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ไม่เป็นไปในทางทิศเดียวกันนั้น ซึ่งแต่ละ หน่วยงานที่มีอำนาจนั้นต่างฝ่ายต่างใช้ดุลยพินิจของตนในการจำแนกพิกัดอัตราศุลกากร ทำให้ผู้ประกอบการ สับสนและไม่เข้าใจถึงความไม่ชัดเจนของการจำแนกพิกัดศุลกากรของแต่ละหน่วยงานส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่ สามารถที่จะคาดการณ์ของธุรกิจตนเองได้เลยเนื่องจากอาจถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง หรืออาจเสียเบี้ยปรับและ เงินเพิ่ม เป็นต้น แม้ในปัจจุบันปัญหาการจำแนกพิกัดอัตราศุลกากรที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันนั้นแก้โดยให้ อำนาจอธิบดีกรมศุลกากรตีความพิกัดอัตราศุลกากรโดยวิธีออกประกาศแจ้งพิกัดอัตราศุลกากร แต่อธิบดีกรม ศุลกากรมักจะไม่ใช้วิธีนี้ในการแก้ไขปัญหาทุกครั้งเนื่องจากการออกประกาศแจ้งพิกัดศุลกากรนั้นอาจเกิดความไม่ ยุติธรรม อีกทั้งยังมีการให้บริการการจำแนกประเภทพิกัดศุลกากรล่วงหน้า ซึ่งเป็นวิธีที่ดีและใช้กันหลายประเทศ แต่ในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดที่เกิดขึ้น คือยังขาดบุคลากรในการให้บริการ จึงทำให้มีความล่าช้าเกิดขึ้น จากการวิจัยผู้วิจัยได้มีการสัมภาษณ์ผู้อำนวยการส่วนมาตรฐานพิกัดอัตราศุลกากร พนักงานบริษัทเอกชน และผู้ประกอบการรายย่อย ในประเด็นปัญหาการจำแนกพิกัดอัตราศุลกากรที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน การออก ประกาศแจ้งพิกัดอัตราศุลกากร และการให้บริการการจำแนกประเภทพิกัดศุลกากรล่วงหน้า อีกทั้งยังศึกษาและ แนวทางการแก้ไขของทฤษฎีไคเซ็น (KAIZEN Theory) ซึ่งเป็นแนวทางในการปรับปรุงขั้นตอนการผ่านพิธีการ ศุลกากรในการนำสินค้าเข้ามาของผู้ประกอบการ โดยการสลับขั้นตอนเท่านั้น อาจจะเป็นการแก้ไขไม่มากนัก แต่ ได้ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อสาธารณะ (Public Value) โดยประโยชน์ของการสลับขั้นตอนจะทำให้มีการพิจารณา พิกัดศุลกากรแก่สินค้าก่อน ผู้ประกอบการจึงนำผลการพิจารณาพิกัดศุลกากรไปกรอกในใบขนสินค้า ซึ่งวิธีนี้จะ คล้ายกับการขอคำวินิฉัยพิกัดศุลกากรล่วงหน้าแต่จะเหมาะสมกว่าหลายประการ ดังนั้นหากประเทศไทยมีกฎหมายที่กำหนดไว้ชัดเจนต่ออำนาจดุลยพินิจชี้ขาดของการจำแนกพิกัดอัตรา ศุลกากรปัญหาข้อพิพาทดังกล่าวนั้นอาจลดลงไปได้ นอกจากนี้ควรพัฒนาบุคลากรที่มีอยู่ให้เชี่ยวชาญในประเภท สินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อลดปัญหาการให้บริการการจำแนกพิกัดล่วงหน้าล่าช้า หากกรมศุลกากรสามารถแก้ปัญหา จุดนี้ได้ ย่อมสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ประกอบการและสร้างความชัดเจนในการจัดเก็บภาษีที่อย่างถูกต้องและเป็น ธรรมมากขึ้น


ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการโฆษณาในประเทศไทย : กรณีศึกษาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, พารณ ธรรมาพิทักษ์กุล Jan 2020

ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการโฆษณาในประเทศไทย : กรณีศึกษาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, พารณ ธรรมาพิทักษ์กุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันการเติบโตของธุรกิจอาหารเสริมเพื่อสุขภาพมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น จากความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการมีสุขภาพที่ดีขึ้น รูปร่างที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับผู้ประกอบการที่เห็นถึงความต้องการเหล่านี้ รวมถึงผู้ประกอบการจากธุรกิจอื่น ๆ ที่เห็นการเติบโตของความต้องการของตลาดธุรกิจอาหารเสริม นั่นเป็นที่มาที่ทำให้ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเกิดขึ้นมากมายในท้องตลาด เมื่อสินค้ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นมาในท้องตลาด จึงเกิดการแข่งขันกันในการขายสินค้าหรือแข่งขันกันในด้านการแย่งผู้บริโภคที่มีอยู่จำกัดเมี่อเปรียบเทียบกับจำนวนของผู้ประกอบการและผลิตภัณฑ์สินค้าในท้องตลาด โดยการแข่งขันกันของผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารเสริมคือการเข้าถึงผู้บริโภคหรือให้ผู้บริโภครู้จักสินค้าของตนเองให้ได้มากที่สุด ซึ่งวิธีการที่จะเข้าถึงผู้บริโภคได้นั้น หนึ่งในเครื่องมือที่สามารถส่งข้อมูล ข่าวสาร หรือเนื้อหาของสินค้าไปถึงผู้บริโภคได้คือการโฆษณา ในปัจจุบันนอกจากการโฆษณาผ่านป้ายโฆษณา ทีวี หรือวิทยุกระจายเสียงแล้วนั้น การเกิดขึ้นของสื่อออนไลน์ที่มีจำนวนผู้ใช้บริการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์นั้นได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น และเป็นเครื่องมือที่สามารถที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหรือผู้บริโภคที่ต้องการได้ ซึ่งเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการสินค้าจำพวกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในการใช้สื่อเหล่านี้ ในการโฆษณาชวนเชื่อให้ผู้อื่นใช้สินค้า ซึ่งข้อดีที่เกิดขึ้นคือผู้ประกอบการรายย่อยหรือรายเล็กที่ไม่ได้มีต้นทุนจำนวนมาก สามารถที่จะสร้างธุรกิจของตนเองได้ โดยผลิตสินค้าแล้วใช้ช่องทางออนไลน์ในการโฆษณาสินค้าของตนเองไปสู่ผู้บริโภค ซึ่งต้นทุนในการโฆษณานั้นต่ำกว่าการโฆษณาผ่านช่องทางทีวี วิทยุ หรือแผ่นป้ายโฆษณาในสมัยก่อน แต่อย่างไรก็ตามในข้อดีก็ย่อมมีข้อเสียเกิดขึ้น โดยผู้ประกอบการบางรายมีการใช้คำโฆษณาชวนเชื่อ ที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง จนทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย จากโฆษณาชวนเชื่อผ่านช่องทางออนไลน์เหล่านี้ เนื่องจากมีต้นทุนการโฆษณาที่ต่ำ และสามารถที่จะนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่การโฆษณาต่าง ๆ นั้นต้องผ่านบริษัทโฆษณาจำพวกทีวี วิทยุ หรือป้ายโฆษณา ซึ่งต้องมีการตรวจสอบในส่วนของเนื้อหาสำหรับการโฆษณาโดยละเอียด แต่ปัจจุบันนั้นการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์นั้นไม่ได้มีขั้นตอนในส่วนนี้ ทำให้เกิดการโฆษณาเพื่อจูงใจลูกค้าหรือผู้บริโภคด้วยสรรพคุณสินค้าที่เกินความจริงเกิดขึ้น แม้ว่ากฎหมายจะมีมาตรการในการตรวจสอบและลงโทษผู้ที่กระทำความผิดแต่เหมือนว่ากฎหมายและบทลงโทษที่มีในปัจจุบันจะไม่สามารถที่จะควบคุมหรือป้องกันการโฆษณาที่เกินความจริงได้ โดยในกรณีที่เกิดขึ้นล่าสุดนั้นมีพิธีกรท่านหนึ่งที่ทำการโฆษณาสินค้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของตนเองผ่านช่องทางออนไลน์เฟสบุ๊ค โดยมีการรีวิวและอวดอ้างสรรพคุณที่เกินความจริงของสินค้า ต่อมาได้ถูกแจ้งข้อหาทางกฎหมายในการกระทำความผิดดังกล่าว ซึ่งจากการสืบประวัติพบว่าพิธีกรท่านนี้ได้ถูกดำเนินการแจ้งข้อหาเกี่ยวกับการโฆษณาสินค้าเกินความจริงซ้ำเป็นคดีที่ 8 แล้ว เป็นการกระทำความผิดเดิมซ้ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นว่ากฎหมายในการควบคุมการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทยนั้น ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการให้ผู้กระทำความผิดเกิดความเกรงกลัว ไม่กล้าที่จะกระทำความผิดหรือกระทำความผิดเดิมซ้ำ


ผลกระทบของการควบคุมความสูงอาคารตาม พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ที่มีต่อการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, ศุภฤกษ์ ไชยมาตย์ Jan 2020

ผลกระทบของการควบคุมความสูงอาคารตาม พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ที่มีต่อการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, ศุภฤกษ์ ไชยมาตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ได้มีการเติบโตและพัฒนาเป็นอย่างมาก ทั้งการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยคอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน และโรงแรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามย่านธุรกิจต่างๆ และตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร ที่ง่ายต่อการเดินทาง และสะดวกต่อการเข้าถึงนั้น ทำให้ภาคเอกชนต้องการที่จะเข้ามาลงทุน และพัฒนาที่ดินในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลให้เป็นพื้นที่เหล่านั้นมีการเติบโตในด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างมาก ทั้งจากผู้ลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้เกิดความต้องการในตัวที่ดินเพื่อที่จะนำมาพัฒนาโครงการต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ราคาที่ดินต่อตารางวาเพิ่มขึ้นในทุกๆปี จากความต้องการในการใช้ที่ดินของผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อทำการพัฒนาที่ดิน เพื่อพัฒนาในรูปแบบอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ตามรูปแบบของธุรกิจที่ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องการจะลงทุน ภายใต้ข้อกำหนดของพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 ซึ่งก็คือการสร้างในพื้นที่ที่สามารถสร้างอาคารอยู่อาศัยรวม และอาคารขนาดใหญ่ ได้ในพื้นที่ที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติข้างต้น โดยที่ปัจจุบันหลายโครงการด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอาคารสำนักงานให้เช่าในพื้นที่ธุรกิจใจกลางเมือง ( CBD : Central Business District ) ซึ่งโดยเฉพาะอาคารสำนักงานให้เช่าเกรด A เช่นในเขตพื้นที่เพลินจิต ชิดลม อโศก สีลม และสาทร เป็นต้น พบว่ามีอัตราการเช่าเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ให้เช่า โดยพบว่าความต้องการของพื้นที่เช่าอาคารสำนักงานเพื่อประกอบธุรกิจนั้น เพิ่มขึ้นประมาณ 200,000 ตารางเมตร ในทุกๆปี โดยมีการคาดว่าพื้นที่อาคารสำนักงานที่ถูกเช่าเพิ่มขึ้นในแต่ละปีจะอยู่ที่ระดับนี้ต่อไป ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการพื้นที่สำนักงานที่มาจากทั้งบริษัทไทยและบริษัทข้ามชาติที่ต้องการเข้ามาตั้งสำนักงานในประเทศไทย ทำให้มีความต้องการในพื้นที่เช่าอาคารสำนักงานมากขึ้น และเป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จึงเป็นที่น่าสนใจในกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในการพัฒนาโครงการอาคารสำนักงานให้เช่า ซึ่งหากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตัดสินใจลงทุนและได้เข้าพัฒนาโครงการ โดยใช้ประโยชน์ในที่ดินตามความสามารถในการพัฒนาที่ดินของผู้ประกอบการแล้วนั้น จะสามารถเพิ่มพื้นที่เช่า และส่งผลต่อรายได้ค่าเช่า และกำไรของกิจการโดยตรงจากการให้เช่าในพื้นที่เช่าได้ตามขนาดการลงทุนของผู้ลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยสภาพของการใช้พื้นที่ในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครในปัจจุบันนั้น โดยเฉพาะในย่านใจกลางเมือง หรือศูนย์กลางเขตธุรกิจ จะพบว่าที่ดินมีราคาค่อนข้างสูงและยากที่จะหาพื้นที่ที่ใหญ่พอจะสร้างอาคารสูงสำหรับพัฒนาโครงการได้ จึงมีโอกาสเป็นไปได้ยากที่จะมีการสร้างอาคารใหม่ๆ ที่มีขนาดใหญ่ได้ ซึ่งหากต้องการพัฒนาที่ได้ในพื้นที่ดังกล่าว ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาจเลือกที่จะทำการทุบอาคารเดิมของโครงการที่มีอยู่ก่อน เพื่อทำการลงทุนสร้างอาคารใหม่ในพื้นที่เดิม เช่น โครงการโรงแรมดุสิตธานี เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้มีค่าใช่จ่ายเพิ่มขึ้นสำหรับปรับที่ดินให้มีความพร้อมก่อนที่จะเริ่มเข้าไปทำการพัฒนาพื้นที่และพัฒนาโครงการใหม่เกิดขึ้น ผู้ศึกษามองว่า ข้อกำหนดในพระราชบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นอุปสรรคต่อการเริ่มต้นที่จะพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ซึ่งจะพบว่าตัวข้อกำหนดมีลักษณะล้าหลัง หากเทียบกับ ความรู้ความสามารถในการก่อสร้าง หรือเทคโนโลยีต่างๆในปัจจุบัน โดยเมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์โดยรวม ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ส่วนใหญ่จะคำนึงถึงด้านความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ซึ่งผู้ศึกษามองว่าหากผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหริมทรัพย์สามารถจัดทำ และดูแลกำกับควบคุม ให้โครงการต่างๆ ภายใต้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้น ปลอดภัยและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้วนั้น การควบคุมความสูงของอาคาร จึงไม่จำเป็นมากนัก หากมีการออกแบบที่เหมาะสม ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการก่อสร้างต่างๆ มีการพัฒนาไปอย่างมากการที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต้องการที่จะสร้างตึกที่สูง แต่สามารถดูแลด้านต่างๆตามที่ข้อกฎหมายได้กำหนดไว้แล้วนั้น ข้อกฎหมายในส่วนที่กำหนดถึงความสูงของอาคารข้างต้น อาจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาการออกแบบและสร้างอาคาร หากเพียงแค่พิจารณาเฉพาะด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้องแทน


ผลกระทบจากการใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน กับการรับรู้รายได้และรายจ่ายตามประมวลรัษฎากร : ศึกษากรณีสัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าของบริษัทมหาชน, ชลธิชา วงษ์ดนตรี Jan 2020

ผลกระทบจากการใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน กับการรับรู้รายได้และรายจ่ายตามประมวลรัษฎากร : ศึกษากรณีสัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าของบริษัทมหาชน, ชลธิชา วงษ์ดนตรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในการประกอบธุรกิจที่มีการทำธุรกรรมระหว่างประเทศนั้น ทุกองค์กรจะต้องเผชิญกับปัญหาในเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับผลประกอบการของกิจการ ในการซื้อขายกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย มักจะทำสัญญาโดยราคาซึ่งมักเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศและวันส่งมอบไว้ล่วงหน้า ดังนั้นแล้วผู้ซื้อหรือผู้ขายที่ไม่ได้ใช้หน่วยสกุลเงินเดียวกับสัญญาที่ระบุจะต้องแบกรับความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจจะเกิดได้ทั้งกำไรหรือขาดทุน ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นผู้ซื้อหรือผู้ขายมักจะทำสัญญาป้องกันความเสี่ยง (Financial Hedging) เช่น สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract), สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าผ่านตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Future Contract), สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน (Cross Currency Swap) เป็นต้น เพื่อสร้างความมั่นใจว่าตนเองจะได้รับหรือจ่ายเงินด้วยจำนวนเงินที่ได้กำหนดอัตราไว้ ณ ปัจจุบัน ด้วยความสำคัญของธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว และเป็นธุรกรรมการที่เกิดอย่างเป็นปกติสำหรับผู้ประกอบการทั่วโลก ดังนั้นคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (International Accounting Standard Board : IASB) จึงได้กำหนดแนวทางปฏิบัติโดยออกมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่องเครื่องมือทางการเงิน (International Financial Reporting Standards : IFRS9) ซึ่งสภาวิชาชีพแห่งประเทศไทยก็ได้นำมาใช้เป็นแนวทางในการปรับใช้สำหรับผู้ประกอบการในประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยออกมาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย ฉบับที่ 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน (Thai Financial Reporting Standards : TFRS9) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในรอบบัญชี พุทธศักราช 2563 โดยมาตรฐานดังกล่าวมีวัตุประสงค์เพื่อสะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมการจัดการความเสี่ยงของกิจการที่ใช้เครื่องมือทางการเงิน (Hedging instrument) สัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของ TFRS 9 ซึ่งเมื่อมาตรฐานดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้ว ทำให้ในทางบัญชีมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการรับรู้รายได้และรายจ่ายของสัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศ ซึ่งแนวทางการบัญชีดังกล่าวไม่ได้สอดคล้องกับแนวทางการรับรู้รายได้และรายจ่ายตามประมวลรัษฎากร และภายใต้คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.68/2541 เรื่อง ข้อผูกพันตามสัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า กล่าวคือ ณ วันที่ทำสัญญา Forward Contract ไม่ต้องมีการรับรู้ทางบัญชี เพียงแต่บันทึก Memo ไว้เท่านั้น และ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีจะต้องปรับปรุงลูกหนี้-เจ้าหนี้ที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญา รวมทั้งรับรู้กำไรขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการทำสัญญา Forward Contract เพื่อสะท้อนความเสี่ยงจากการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศในงบการเงิน และรับรู้ส่วนต่างของกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงกับที่รับรู้ไปแล้ว ณ วันสิ้นรอบบัญชีที่เหลือ ณ วันสิ้นสุดสัญญาอีกครั้งหนึ่ง สำหรับแนวปฏิบัติทางภาษีภายใต้ประมวลรัษฎากรจะสามารถรับรู้กำไรหรือขาดทุนจากสัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศเป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ต่อเมื่อรายการดังกล่าวการเกิดขึ้นจริงหรือวันสิ้นสุดสัญญา อย่างไรก็ดีกรมสรรพากรได้ประกาศคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.68/2541 ให้เป็นแนวทางในการเลือกปฏิบัติสำหรับการรับรู้กำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง …


มาตรการควบคุมการจำหน่ายอาหารในลักษณะสตรีทฟู้ด กรณีศึกษากรุงเทพมหานคร, นันทวรรณ อินทรักษ์ Jan 2020

มาตรการควบคุมการจำหน่ายอาหารในลักษณะสตรีทฟู้ด กรณีศึกษากรุงเทพมหานคร, นันทวรรณ อินทรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการควบคุมการจำหน่ายอาหารในลักษณะ สตรีทฟู้ด กรณีศึกษากรุงเทพมหานคร ตลอดจนปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการจำหน่ายอาหารสตรีทฟู้ด และศึกษามาตรการควบคุมการจำหน่ายอาหารในลักษณะสตรีทฟู้ดในประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อ นำมาพัฒนาและส่งเสริมการประกอบธุรกิจสตรีทฟู้ด และทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงการบริโภคอาหารที่ ปลอดภัย อร่อย สะดวกและราคาไม่แพงมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่สังคมไทยต้อง เผชิญทั้งในระบบเศรษฐกิจ สุขอนามัยและชีวิตความเป็นอยู่ ฐานะการเงินในการดำรงชีวิต อีกทั้ง วิกฤตการณ์โควิด 19 อย่างไรก็ตามกฎหมายของไทยที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอาหารสตรีทฟู้ด รัฐได้กำหนดข้อ กฎหมายตั้งแต่พระราชบัญญัติไปจนถึงประกาศกรุงเทพมหานคร และมีลักษณะของเนื้อหากฎหมาย เพื่อกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสตรีทฟู้ดในรูปแบบมาตรการควบคุม มีกฎเกณฑ์สำหรับการดำเนิน ธุรกิจ มีการใช้ระบบใบอนุญาต และกำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง และมีการ บังคับใช้กฎหมายตามแต่เขตพื้นที่นั้น แต่ปัจจุบันพบว่ากฎหมายในเนื้อหาบางส่วนที่บังคับใช้ใน ปัจจุบันยังคงไม่คลอบคลุมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่ยังคงไม่เป็นระบบ จากการศึกษามาตรการควบคุมการจำหน่ายอาหารในลักษณะสตรีทฟู้ดในประเทศ สหรัฐอเมริกา ผู้วิจัยเห็นว่าสามารถนำมาปรับใช้กับกรุงเทพมหานครได้ โดยกำหนดข้อกฎหมายทั้งข้อ ปฏิบัติและข้อห้ามปฏิบัติเกี่ยวกับสุขลักษณะอนามัยของการจำหน่ายอาหารในลักษณะสตรีทฟู้ด ส าหรับมาตรการควบคุมของภาครัฐเชิงพื้นที่และเชิงการบริหารจัดการ มีการน าเอาเทคโนโลยีเช่น ระบบกำหนดตำแหน่งที่ตั้ง ระบบการกำหนดพื้นที่จำหน่ายอาหารในที่สาธารณะ ระบบการสมัครยื่น ขอหรือต่อใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจสตรีทฟู้ดผ่านช่องทางออนไลน์มาใช้ในการปฏิบัติงาน รวมถึงจัดทำคู่มือเกี่ยวกับขั้นตอนการจำหน่ายอาหารในลักษณะสตรีทฟู้ดในรูปแบบที่มีเนื้อหาชัดเจน และคลอบคลุมผ่านสื่อออนไลน์ มีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและผู้เกี่ยวข้องที่มีความชำนาญ เฉพาะในการสร้างองค์ความรู้ การวางแผนนโยบายต่าง ๆ เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐ ท าให้ผู้บริโภคได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยและช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจสตรีทฟู้ดมีโอกาสในการ ประกอบกิจการมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสในการพัฒนาและส่งเสริมให้ธุรกิจสตรีทฟู้ดของ กรุงเทพมหานครให้เติบโตในระดับสากลมากยิ่งขึ้น


มาตรการความช่วยเหลือต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้สถานการณ์ การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019, กิตติพัฒน์ เพียรธรรม Jan 2020

มาตรการความช่วยเหลือต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้สถานการณ์ การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019, กิตติพัฒน์ เพียรธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมานั้น ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และของทุกประเทศ และทุกธุรกิจอุตสาหกรรม ซึ่งหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่มีผลต่อการพัฒนาและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง คือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งนับได้ว่าเป็นภาคเศรษฐกิจหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย สถานการณ์ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นี้มีผลต่อเนื่องถึงภาคเศรษฐกิจอื่นมากมาย รวมทั้งมีความสำคัญสูงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์หรือหลักประกันที่สำคัญของภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวของภาคอสังหาริมทรัพย์ จะส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคเศรษฐกิจต่างๆ ของประเทศ ซึ่งรัฐจำเป็นต้องเร่งผลักดันมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงสามารถอยู่รอดกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้ยั่งยืนต่อไป มาตรการทางภาษีหลักๆ ที่ใช้กอบกู้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยนั้นค่อนข้างคล้ายคลึงทั่วโลกคือการ "เลื่อน" และ "ลด" สำหรับประเทศไทย ได้เลื่อนการชำระภาษีนิติบุคคลออกไปสามเดือนและหนึ่งเดือนสำหรับภาษีประเภทอื่นๆ ซึ่งนับว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก และแทบไม่ช่วยผู้ประกอบการเท่าที่ควร เพราะช่วงเวลาใหม่ที่กำหนดให้ชำระภาษีนั้น ยังอยู่ในห้วงที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งภาคเอกชนย่อมต้องการสงวนเงินสดไว้กับตัวเพื่อรักษาสภาพคล่อง หลังจากเจ็บหนัก จากการประกาศล็อกดาวน์ในช่วงเดือนเมษายน ส่วนนโยบายลดภาษีของไทย ถือว่าแทบไม่ช่วยอะไร เพราะการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจาก 3 เปอร์เซ็นต์เป็น 1.5 เปอร์เซ็นต์ แทบไม่ได้มีสาระสำคัญ หากหันไปมองมาตรการทางภาษีของเหล่าประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก จะเห็นว่าทิ้งห่างไทยไปแบบไม่เห็นฝุ่น เช่น ในประเทศเกาหลีใต้ ที่เลื่อนระยะเวลาชำระภาษีไป 9 เดือน ส่วนญี่ปุ่นเลื่อนให้ 12 เดือน หากรายได้ของธุรกิจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่นโยบายลดภาษีของต่างประเทศก็มีเนื้อมีหนัง เช่น จีน ที่ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม 1 เปอร์เซ็นต์ และยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม ที่ได้รับผลกระทบหนักอย่างการท่องเที่ยว เกาหลีใต้ ก็มีการลดภาษีให้ธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง ส่วน สิงคโปร์ ประกาศคืนภาษีบางส่วนให้ผู้ประกอบการหลายคนอาจสงสัยว่าถ้ารัฐบาลทั้งลดทั้งเลื่อนแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาบริหารประเทศ มาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและระบบการเงิน รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกันวางแนวทางเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจและระบบการเงิน ในสภาวการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็น ผู้จ้างแรงงานร้อยละ 80 ของประเทศ ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง จึงอาจส่งผลให้มีการเลิกจ้างงานและผิดนัดชำระหนี้ ในขณะเดียวกันความผันผวนในตลาดการเงินอาจทำให้บริษัทที่มีคุณภาพ ไม่สามารถไถ่ถอนตราสารหนี้ที่ครบกำหนดได้ จนกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและลดประสิทธิภาพในการระดมทุน มาตรการทางการเงิน ในส่วนของการเยียวยาผู้ประกอบการของไทยมีการเยียวยาเพื่อลดค่าใช้จ่ายและการพยายามเพิ่มเงินสด (Cash flows) ให้กับผู้ประกอบการ โดยรัฐบาลและธนาคารกลางได้ให้ความช่วยเหลือผ่าน (1) ทางด้านภาษี โดยเป็นการเลื่อนภาษี ลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย …


การกระทำโดยถือวิสาสะในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์, มุกดา ประสิทธิ์สมบัติ Jan 2020

การกระทำโดยถือวิสาสะในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์, มุกดา ประสิทธิ์สมบัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมา ความหมาย และขอบเขตของการกระทำโดยถือวิสาสะในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ได้แก่ ความผิดฐานลักทรัพย์ ความผิดฐานยักยอก และความผิดฐานบุกรุก แนวคิดและทฤษฎีการตีความกฎหมาย โครงสร้างความรับผิดทางอาญา เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบว่าศาลฎีกาไทยตีความเป็นไปตามแนวทางการตีความของศาลฎีกาต่างประเทศหรือไม่ การกระทำโดยถือวิสาสะคือการกระทำที่ผู้กระทำได้กระทำการบางอย่างโดยพลการเพราะผู้กระทำเข้าใจหรือเชื่อว่าหากเจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์รู้จะยินยอมหรืออนุญาตให้กระทำได้ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยมาโดยตลอดว่าการกระทำโดยถือวิสาสะเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปเป็นการกระทำที่ขาดองค์ประกอบภายในส่วนเจตนาพิเศษ จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งเป็นแนวคำวินิจฉัยที่สอดคล้องกับกฎหมายของประเทศอังกฤษ แต่หากพิจารณาตามโครงสร้างความรับผิดทางอาญาจะพบว่าการกระทำโดยถือวิสาสะนั้น หากผู้กระทำได้รับความยินยอมจะทำให้การกระทำนั้นไม่ครบองค์ประกอบความผิด แต่หากความยินยอมไม่มีอยู่จริง แต่ผู้กระทำสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์ให้ความยินยอมหรืออนุญาต การกระทำนั้นจะเป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเป็นเหตุให้ผู้กระทำมีอำนาจกระทำได้ส่งผลให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐาน เช่น ความผิดฐานลักทรัพย์และความผิดฐานบุกรุก เป็นต้น โดยผลของมาตรา 62 ซึ่งสอดคล้องกับหลักกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งหากพิจารณาในทางนี้ก็จะไม่ต้องพิจารณาอีกว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยอีกด้วยว่า หากผู้กระทำเอาทรัพย์ไปโดยถือวิสาสะและต่อมาได้เปลี่ยนเจตนาเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยทุจริตก็อาจเข้าข่ายกระทำความผิดฐานยักยอกได้ สอดคล้องกับหลักกฎหมายและการตีความของศาลฎีกาในต่างประเทศ จึงมีข้อเสนอแนะให้พิจารณาตามโครงสร้างความรับผิดทางอาญาจะทำให้การวินิจฉัยมีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนมากขึ้น เพื่อนำไปเป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุงแนวทางการบังคับใช้กฎหมายต่อไป


ปัญหาการเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง, กรณ์กมล ประเสริฐศักดิ์ Jan 2020

ปัญหาการเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง, กรณ์กมล ประเสริฐศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในการบัญญัติกฎหมายให้ครอบคลุมกับทุกกิจกรรมในสังคมเป็นเรื่องที่พิจารณาว่าเป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง ในระบบกฎหมาย ซีวิลลอว์ จึงอาจเกิดปัญหาช่องว่างแห่งกฎหมายเมื่อผู้ใช้กฎหมายไม่สามารถแสวงหาบทบัญญัติของกฎหมายลายลักษณ์อักษรมาปรับแก่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ประกอบกับการที่ผู้พิพากษามีหน้าที่ต้องพิพากษาคดี จะปฏิเสธการตัดสินคดีโดยอ้างว่าไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดีหรือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะใช้บังคับนั้นเคลือบคลุมหรือไม่บริบูรณ์ไม่ได้ ดังนั้น นิติวิธีในระบบกฎหมายจึงเข้ามามีบทบาทเกื้อหนุนให้ผู้ใช้กฎหมายสามารถปรับใช้กฎหมายและแสวงหาวิถีทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ จึงมุ่งศึกษาถึงการใช้นิติวิธีในการเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งเพื่ออุดช่องว่างแห่งกฎหมายในระบบกฎหมายไทย โดยได้ศึกษาบทบัญญัติกฎหมายและหลักการในประเทศสาธารณรัฐอิตาลี ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และประเทศสมาพันธรัฐสวิส เป็นตัวอย่างประกอบ จากการศึกษาพบว่า เรื่องการเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งถูกนำมาปรับใช้แก่คดีด้วยเหตุผลแห่งความเสมอภาคและเป็นธรรม โดยหากปรากฏข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันแต่ไม่ได้รับการพิจารณาบนฐานของกฎหมายเดียวกัน ความอยุติธรรมย่อมเกิดขึ้น ทั้งนี้ ในระบบกฎหมายไทย การเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน เมื่อวิเคราะห์แล้ว การเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งเป็นนิติวิธีตามมาตรา 4 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย ซึ่งมาตราดังกล่าวเป็นนิติวิธีที่ถูกนำมาใช้กับทุกสาขากฎหมาย ดังนั้น ในการพิจารณาการปรับใช้การเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามสาขากฎหมาย จึงต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงหลักการและลักษณะเฉพาะของสาขากฎหมายเอกชนและสาขากฎหมายมหาชนประกอบด้วย นอกจากนี้ ในการศึกษาลงลึกถึงการปรับใช้การเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประเภทของบทบัญญัติแห่งกฎหมายลายลักษณ์อักษรในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย ทำให้เกิดข้อสังเกตและข้อควรระวังในการปรับใช้การเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประเภทของบทบัญญัติแห่งกฎหมายลายลักษณ์อักษรต่อไป อย่างไรก็ตาม การพิจารณาการปรับใช้การเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งจำต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาการอุดช่องว่างแห่งกฎหมายด้วย การศึกษาที่ดำเนินมาแล้วในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ จึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะใน 2 แง่มุม กล่าวคือ ข้อเสนอแนะในแง่มุมความเข้าใจทางทฤษฎีต่อนิติวิธีในการเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งในระบบกฎหมายไทย และข้อเสนอแนะในแง่มุมการปรับใช้การเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งในระบบกฎหมายไทย ซึ่งข้อเสนอแนะดังกล่าว ส่งผลให้การปรับใช้การเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งเป็นไปตามหลักการและขอบเขตมากยิ่งขึ้น การศึกษานี้ จึงคาดหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในการปรับใช้การเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งเพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่คดีตามนิติวิธีในระบบกฎหมายต่อไป


การกำหนดความรับผิดทางอาญาเกี่ยวกับภาพส่วนบุคคล, ชินวัตร บุญส่งสุวรรณ์ Jan 2020

การกำหนดความรับผิดทางอาญาเกี่ยวกับภาพส่วนบุคคล, ชินวัตร บุญส่งสุวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการกำหนดความรับผิดทางอาญาเกี่ยวกับการกระทำต่อภาพส่วนบุคคลของผู้อื่น ได้แก่ การแอบบันทึกภาพ การติดตั้งอุปกรณ์บันทึกภาพ การครอบครองภาพ การเผยแพร่ภาพ และการข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพ โดยได้ทำการศึกษาความหมายของภาพส่วนบุคคล จากนั้นจึงศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคล และทฤษฎีในการกำหนดความรับผิดและโทษทางอาญา รวมทั้งสำรวจบทบัญญัติแห่งกฎหมายไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์แสวงหาแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนากฎหมายไทยให้ตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่า ราชอาณาจักรไทยยังไม่มีบทบัญญัติใดที่กำหนดความรับผิดทางอาญาเกี่ยวกับภาพส่วนบุคคลไว้ในลักษณะที่กล่าวแล้วโดยตรง จึงต้องนำฐานความผิดที่มีอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติอื่นมาปรับใช้เพื่อคุ้มครองเหยื่อ ซึ่งไม่ครอบคลุมในทุกลักษณะของการกระทำ ทั้งอัตราโทษไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำความผิด ในขณะที่กฎหมายของสหรัฐอเมริกา มลรัฐนิวยอร์ก มลรัฐอิลลินอยส์ อังกฤษ แคนาดา และสาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้มีฐานความผิดที่ได้กระทำต่อภาพส่วนบุคคล ซึ่งครอบคลุมในทุกลักษณะของการกระทำที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนจึงเสนอให้คุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของเหยื่อด้วยการกำหนดให้การกระทำต่อภาพส่วนบุคคลเป็นความผิดอาญา โดยนำประเด็นที่กฎหมายต่างประเทศได้กำหนดไว้มาเป็นแนวทางในการปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย อันจะเกิดประโยชน์ในการพัฒนากฎหมายและเป็นการป้องปรามการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม


การกำหนดเหตุฉกรรจ์ในความผิดฐานยักยอก, วนัชพร บดิการ Jan 2020

การกำหนดเหตุฉกรรจ์ในความผิดฐานยักยอก, วนัชพร บดิการ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาและความเหมาะสมของเหตุฉกรรจ์ในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไทย ซึ่งจะได้ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการกำหนดโทษและการกำหนดเหตุฉกรรจ์ และนำไปวิเคราะห์เปรียบเทียบกับเหตุฉกรรจ์ในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาของต่างประเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขเพิ่มเติมเหตุฉกรรจ์ในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่นำมาใช้ในการกำหนดเหตุฉกรรจ์ในความผิดอาญานั้นมีอยู่ด้วยกัน 5 ประการ ได้แก่ ปัจจัยที่เกี่ยวกับผู้กระทำ ลักษณะการกระทำ พฤติการณ์แวดล้อม มูลเหตุจูงใจ และผู้เสียหาย ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ถูกนำมากำหนดให้เป็นเหตุฉกรรจ์ในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาของต่างประเทศ อันได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญาของมลรัฐมิชิแกน(สหรัฐอเมริกา) สาธารณรัฐสิงคโปร์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และสาธารณรัฐฝรั่งเศส ในขณะที่เหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไทยตามมาตรา 354 กำหนดจากปัจจัยด้านผู้กระทำเท่านั้น ส่งผลทำให้การลงโทษผู้กระทำความผิดไม่เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน ตลอดจนไม่สอดคล้องกับความร้ายแรงของการกระทำที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมและเศรษฐกิจ ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงขอเสนอให้มีการแก้ไขเหตุฉกรรจ์ในความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 354 แห่งประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไทยให้เป็นความผิดอาญาแผ่นดินและเพิ่มเติมเหตุฉกรรจ์ในกรณีดังต่อไปนี้ การยักยอกที่กระทำโดยลูกจ้าง โดยผู้ที่ได้รับความไว้วางใจ โดยร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป การยักยอกสวัสดิการของลูกจ้าง การยักยอกเพื่อค้ากำไร การยักยอกเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความยากลำบากทางการเงิน การยักยอกที่กระทำต่อผู้เปราะบาง และการยักยอกที่กระทำต่อองค์กรการกุศล


การศึกษาเปรียบเทียบระบบกำกับดูแลการรวมธุรกิจตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า, พีรพงศ์ จงไพศาลสกุล Jan 2020

การศึกษาเปรียบเทียบระบบกำกับดูแลการรวมธุรกิจตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า, พีรพงศ์ จงไพศาลสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเปรียบเทียบระบบการกำกับดูแลการรวมธุรกิจตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของต่างประเทศ และประเทศไทยนั้น แสดงให้เห็นว่าระบบการกำกับดูแลการรวมธุรกิจตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ยังมีข้อบกพร่องหลายประการที่อาจส่งผลให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าไม่สามารถนำพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาเป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลการรวมธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อบกพร่องในการกำกับดูแลการรวมธุรกิจตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ที่พบจากการศึกษาได้แก่ ระบบการกำกับดูแลการรวมธุรกิจที่ไม่เหมาะสม การไม่กำกับดูแลการรวมธุรกิจรูปแบบสำคัญบางรูปแบบ การไม่มีเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจนและครบถ้วนสมบูรณ์ ตลอดจนการมีกระบวนการดำเนินการรวมธุรกิจที่ไม่เหมาะสม และการไม่มีแนวทางในการพิจารณากำหนดมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนและเหมาะสม ซึ่งข้อบกพร่องเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ในปัจจุบันนั้น ยังคงไม่สามารถการกำกับดูแลการรวมธุรกิจได้อย่างสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ดังนั้น คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าจึงควรพิจารณาปรับปรุงและเพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วยการกำกับดูแลการรวมธุรกิจภายใต้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 และกฎหมายลำดับรองฉบับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การกำกับดูแลการรวมธุรกิจตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทยนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


การกำหนดให้ความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 เป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542, เนติพงศ์ วงศ์นามไกรว่อง Jan 2020

การกำหนดให้ความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 เป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542, เนติพงศ์ วงศ์นามไกรว่อง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับสำคัญในการดำเนินคดีอาญาต่อกลุ่มผู้มีอิทธิพลเงินกู้นอกระบบ รวมถึงค้นหามาตรการทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวด้วย จากการศึกษาพบว่า นอกจากอาชญากรรมเงินกู้นอกระบบจะสร้างผลตอบแทนสูงแก่ผู้กระทำผิดแล้ว ยังสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่สูงขึ้นด้วย เมื่อวิเคราะห์ถึงมาตรการทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องแล้ว ถือว่ายังไม่มีประสิทธิภาพในการปราบปรามปัญหาเงินกู้นอกระบบ เพราะโทษทางอาญาและวิธีการเพื่อความปลอดภัยที่บังคับใช้ไม่อาจข่มขู่ผู้กระทำความผิดได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้กระทำความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดนำเงินได้จากการกระทำความผิดครั้งก่อนๆไปเป็นต้นทุนในการการทำความผิดครั้งต่อไปได้เรื่อยๆโดยสะดวก ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงขอเสนอแนะให้ภาครัฐกำหนดให้ความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 เป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เพื่อให้สามารถนำมาตรการพิเศษต่างๆ มาใช้ในการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายต่อการดำเนินคดีต่อผู้มีอิทธิพลซึ่งปล่อยเงินกู้นอกระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าแบบสัมผัส (Tactile Mark), เกวลิน ติยะจามร Jan 2020

การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าแบบสัมผัส (Tactile Mark), เกวลิน ติยะจามร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เครื่องหมายการค้าแบบสัมผัส เป็นหนึ่งในเครื่องหมายการค้ารูปแบบใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจและได้รับการคุ้มครองในหลายๆ ประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา และประเทศรัสเซีย อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาถึงกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย ได้แก่ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 กลับพบว่าพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวยังไม่ได้มีการให้ความคุ้มครองแก่เครื่องหมายการค้าแบบสัมผัสแต่อย่างใด เพื่อประโยชน์ในการเสนอแนะแนวทางการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าแบบสัมผัสที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ผู้เขียนได้ทำการศึกษาค้นคว้าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง คำพิพากษาของศาล ความเห็นของนักกฎหมาย ตลอดจนคู่มือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ของประเทศที่ได้มีการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าแบบ ได้แก่ ประเทศแคนาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศรัสเซีย และประเทศออสเตรเลีย นอกจากนี้ ผู้เขียนได้ดำเนินการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ทนายความจากสำนักงานกฎหมาย ผู้ประกอบธุรกิจ และผู้บริโภค เพื่อนำความคิดเห็นของบุคคลดังกล่าวมาวิเคราะห์และพิจารณาประกอบกัน ทั้งนี้ ผู้เขียนขอเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 ในบางมาตรา และเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการที่จำเป็นบางประการ เพื่อให้เครื่องหมายการค้าแบบสัมผัสได้รับการคุ้มครองในประเทศไทยอย่างเหมาะสมและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อผู้ประกอบธุรกิจ ผู้บริโภค และสังคมโดยรวม


การดำเนินคดีอาญาต่อผู้ต้องหาที่เป็นนิติบุคคลในชั้นสอบสวน: ศึกษาเปรียบเทียบหลักกฎหมายรัฐบาลกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา, ปราบดา สุขสุนทรีย์ Jan 2020

การดำเนินคดีอาญาต่อผู้ต้องหาที่เป็นนิติบุคคลในชั้นสอบสวน: ศึกษาเปรียบเทียบหลักกฎหมายรัฐบาลกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา, ปราบดา สุขสุนทรีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ด้วยเหตุที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของประเทศไทยใช้บังคับสำหรับการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่เป็นบุคคลธรรมดา และผู้ต้องหาที่เป็นนิติบุคคล แต่สภาพความเป็นนิติบุคคลมีความแตกต่างจากบุคคลธรรมดา จึงทำให้พบปัญหาในทางปฏิบัติทั้งในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการฟ้องคดี ได้แก่ ปัญหาการใช้ดุลยพินิจในการดำเนินคดีอาญากับนิติบุคคล ปัญหาการคุ้มครองหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากการคุกคามของนิติบุคคล ปัญหาการแสวงหาพยานหลักฐานจากนิติบุคคล ปัญหาการดำเนินคดีกับนิติบุคคลข้ามชาติ ปัญหาการหาบุคคลผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงจากการใช้นิติบุคคลในการกระทำผิดและปัญหาเรื่องการแสดงเจตนาของนิติบุคคล วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินคดีอาญาต่อผู้ต้องหาที่เป็นนิติบุคคลในชั้นสอบสวนโดยเปรียบเทียบกับหลักกฎหมายรัฐบาลกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งพบว่าประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีเกณฑ์การใช้ดุลยพินิจของพนักงานอัยการในการดำเนินคดีอาญากับนิติบุคคล,มีมาตรฐานการคุ้มครองการหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากการคุกคามของนิติบุคคล,เครื่องมือทางกฎหมายในการแสวงหาพยานหลักฐานจากนิติบุคคลเป็นการเฉพาะ,แนวทางการดำเนินคดีกับนิติบุคคลที่ประกอบอาชญากรรมข้ามชาติ,กฎหมายหรือหน่วยงานที่ทำให้สามารถหาบุคคลผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงจากการใช้นิติบุคคลในการกระทำผิดและเกณฑ์การแสดงเจตนาของนิติบุคคลที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานมากกว่าของประเทศไทย ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาแล้วจึงควรนำขั้นตอนการดำเนินคดีอาญาในกรณีที่ผู้ต้องหาเป็นนิติบุคคลมาปรับใช้ในประเทศไทย


การปรับใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งในพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560, ภวัลกรณ์ จารุธรรม Jan 2020

การปรับใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งในพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560, ภวัลกรณ์ จารุธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เสนอให้มีการนำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้เป็นทางเลือกควบคู่กับการดำเนินคดีอาญาสำหรับการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 50 และ 54 ของพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 เนื่องจากมาตรฐานการพิสูจน์ในกระบวนการดำเนินคดีอาญาไม่เหมาะสมกับพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนกฎหมายแข่งขันทางการค้า ทั้งนี้ สามารถจะสังเกตได้ว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยปรากฏว่ามีคำพิพากษาที่ลงโทษพฤติกรรมที่มีโทษทางอาญาตามกฎหมายแข่งขันทางการค้ามาก่อน ในการศึกษาผู้เขียนได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบแนวคิดของมาตรการลงโทษทางแพ่งในระบบกฎหมายของประเทศไทย ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศออสเตรเลียมาประกอบกับแนวคิดของมาตรการลงโทษทางการเงินตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของสหภาพยุโรปและของประเทศเยอรมนี การศึกษาดังกล่าวพบว่าการนำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาปรับใช้เป็นทางเลือกควบคู่กับการดำเนินคดีอาญาจะทำให้สามารถลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดได้ดีขึ้น แต่จำเป็นที่จะต้องมีการบัญญัติสิทธิของจำเลยในกระบวนการดำเนินคดีมาตรการลงโทษทางแพ่งให้เป็นเช่นเดียวกับสิทธิของจำเลยในกระบวนการดำเนินคดีทางอาญา ส่วนการปรับใช้มาตรการทางโทษแพ่งกับพฤติกรรมที่มีโทษทางปกครองนั้น ผู้เขียนเห็นว่าไม่เหมาะสมเพราะผู้มีสิทธิฟ้องคดีในกระบวนการดำเนินคดีมาตรการลงโทษทางแพ่งและผู้มีสิทธิฟ้องคดีในกระบวนการดำเนินคดีปกครองนั้นต่างกัน ในการกระบวนการดำเนินคดีมาตรการลงโทษทางแพ่งรัฐเท่านั้นที่จะสามารถฟ้องคดีได้ ในขณะที่ในกระบวนการดำเนินคดีทางปกครอง ผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง คือ ปัจเจกชนที่ทำการโต้แย้งคำสั่งทางปกครอง อนึ่ง สภาพบังคับของมาตรการลงโทษทางแพ่งจะประกอบไปด้วยค่าปรับทางแพ่ง การเรียกคืนกำไรที่ได้ไปจากการกระทำความผิด และการชดเชยเงินที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ไปเพื่อตรวจสอบการกระทำความผิด