Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (2152)
- Arts and Humanities (761)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (691)
- Sociology (574)
- Political Science (559)
-
- Law and Economics (439)
- Education (417)
- International Law (413)
- Criminal Law (387)
- Law Enforcement and Corrections (378)
- Legal Studies (378)
- Business (358)
- Human Rights Law (331)
- Physical Sciences and Mathematics (305)
- Psychology (293)
- History (287)
- Environmental Law (271)
- Criminology and Criminal Justice (261)
- Civil Rights and Discrimination (247)
- Public Policy (244)
- Constitutional Law (229)
- Law and Politics (223)
- Law and Society (220)
- American Politics (203)
- Medicine and Health Sciences (202)
- International Relations (195)
- Legislation (192)
- Criminology (189)
- Banking and Finance Law (184)
- Institution
-
- Chulalongkorn University (897)
- Cornell University Law School (402)
- World Maritime University (337)
- City University of New York (CUNY) (327)
- Claremont Colleges (240)
-
- American University in Cairo (225)
- United Arab Emirates University (182)
- Osgoode Hall Law School of York University (164)
- Walden University (142)
- Schulich School of Law, Dalhousie University (127)
- Old Dominion University (123)
- Air Force Institute of Technology (121)
- Maurer School of Law: Indiana University (119)
- University for Business and Technology in Kosovo (117)
- Portland State University (110)
- University of Rhode Island (96)
- University of Malaya (89)
- University of Nevada, Las Vegas (88)
- California State University, San Bernardino (80)
- The University of San Francisco (79)
- University of Mississippi (77)
- University of Arkansas, Fayetteville (74)
- University of Central Florida (63)
- Bemidji State University (59)
- University of Kentucky (56)
- California Polytechnic State University, San Luis Obispo (49)
- Edith Cowan University (48)
- Seton Hall University (46)
- Western Michigan University (45)
- University of Texas at El Paso (44)
- Keyword
-
- Law (179)
- Police (80)
- United States (70)
- Immigration (65)
- Policy (59)
-
- Law enforcement (56)
- Human rights (51)
- Education (50)
- Gender (49)
- Criminal justice (47)
- International law (44)
- Race (43)
- Crime (39)
- Statistical analyses (36)
- Supreme Court (34)
- Incarceration (33)
- Discrimination (31)
- Recidivism (31)
- Constitution (29)
- Egypt (28)
- History (28)
- Policing (28)
- Politics (28)
- Copyright (27)
- Women (27)
- China (26)
- Migration (26)
- Sovereignty (26)
- Criminal Justice (25)
- Law Enforcement (24)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (897)
- Theses and Dissertations (423)
- Historical Theses and Dissertations Collection (402)
- World Maritime University Dissertations (278)
- LLM Theses (172)
-
- CMC Senior Theses (155)
- Honors Theses (147)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (142)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (139)
- Theses (127)
- Archived Theses and Dissertations (120)
- Maurer Theses and Dissertations (119)
- PhD Dissertations (119)
- Dissertations and Theses (97)
- Marine Affairs Theses and Major Papers (96)
- Electronic Theses and Dissertations (95)
- Capstones (90)
- UNLV Theses, Dissertations, Professional Papers, and Capstones (86)
- Dissertations (82)
- Student Theses (69)
- Master's Theses (62)
- Honors Undergraduate Theses (55)
- Political Science Theses and Capstones (55)
- Sociology & Criminal Justice Theses & Dissertations (55)
- Maritime Safety & Environment Management Dissertations (Dalian) (52)
- Scripps Senior Theses (51)
- Student Works (2000-2009) (49)
- Undergraduate Honors Theses (48)
- Theses Digitization Project (46)
- Seton Hall University Dissertations and Theses (ETDs) (45)
- File Type
Articles 1801 - 1830 of 6358
Full-Text Articles in Law
การยกเลิกความผิดทางอาญากรณีนายจ้างไม่จ่ายเงิน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้แก่ลูกจ้าง, ชลนที หนูบุญ
การยกเลิกความผิดทางอาญากรณีนายจ้างไม่จ่ายเงิน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้แก่ลูกจ้าง, ชลนที หนูบุญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สัญญาจ้างแรงงาน โดยหลักแล้วเป็นสัญญาซึ่งอยู่บนพื้นฐานสัญญาทางแพ่ง ถูกบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน ตั้งแต่มาตรา 575 ถึงมาตรา 586 โดยมีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาจะเป็นกรณีลูกจ้างตกลงทำงานให้นายจ้าง และนายจ้างก็ตกลงจ่ายสินจ้าง หรือค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ ซึ่งนอกจากค่าจ้างแล้ว นายจ้างก็อาจต้องจ่ายเงินอื่น ๆ ให้แก่ลูกจ้างด้วย เช่น ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และเงินที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยเงินดังกล่าวในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะขอเรียกว่า “เงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541” ซึ่งหากนายจ้างไม่จ่ายก็เท่ากับว่านายจ้างกระทำผิดสัญญา อย่างไรก็ตาม การผิดสัญญาจ้างแรงงานในกรณีไม่จ่ายเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แม้ว่าจะเป็นความผิดทางแพ่ง แต่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กลับกำหนดให้ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอาญา ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ดี กรณีดังกล่าวลูกจ้างส่วนใหญ่มิได้ประสงค์จะให้มีการดำเนินคดีอาญากับนายจ้าง เพียงแต่ประสงค์จะเรียกร้องค่าจ้างตามสิทธิพึงได้เท่านั้น ซึ่งหากมีการลงโทษอาญานายจ้างแล้ว ลูกจ้างก็ยังคงต้องดำเนินการเรียกร้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ อยู่เช่นเดิม ได้แก่ การฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน หรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งมิได้มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางอาญาเลย นอกจากนี้ ความผิดดังกล่าวยังไม่อยู่บนพื้นฐานการกำหนดโทษหรือวัตถุประสงค์การลงโทษในทางอาญา ยิ่งไปกว่านั้น ยังอาจจะขัดกับหลักการในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 อีกด้วย เป็นผลให้เกิดกฎหมายอาญาเฟ้อ และก่อให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างมากมาย ดังนั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อยกเลิกความผิดและโทษทางอาญากรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้แก่ลูกจ้าง และแสวงหาแนวทางอื่นในการจัดการกับความผิดดังกล่าวแทน
มาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศ : ศึกษาธุรกิจร้านอาหารไทยและธุรกิจไทยสปา, ชนิสา งามอภิชน
มาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศ : ศึกษาธุรกิจร้านอาหารไทยและธุรกิจไทยสปา, ชนิสา งามอภิชน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินว่ามาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศเพียงพอหรือไม่ รวมถึงประเมินว่าบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชัดเจนหรือไม่ โดยเริ่มต้นจากการแสดงสถานภาพและปัญหาของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศ ตลอดจนแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทฤษฎีเกี่ยวกับการเติบโตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แนวคิดเกี่ยวกับการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนทางตรงในต่างประเทศ ในส่วนต่อมาเป็นการอธิบายการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศเพื่อตรวจสอบว่านโยบาย กฎหมาย มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศเพียงพอหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่าอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชัดเจนหรือไม่ นอกจากนั้นวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ยังได้ศึกษาเปรียบเทียบมาตรการเรื่องเดียวกันของประเทศสิงคโปร์ จีน และสหราชอาณาจักรโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาตรการที่ใช้ในต่างประเทศมาพิจารณาเปรียบเทียบและเป็นต้นแบบเพื่อปรับใช้กับประเทศไทย อีกทั้งยังมีในส่วนของกรณีศึกษาการลงทุนทางตรงในต่างประเทศของธุรกิจร้านอาหารไทยและธุรกิจไทยสปาเพื่อทดสอบว่ามาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศสามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคแก่ธุรกิจร้านอาหารไทยและธุรกิจไทยสปาได้หรือไม่ ทั้งนี้จากการที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยประกอบธุรกิจหลากหลายประเภท วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เลือกศึกษาธุรกิจร้านอาหารไทยและธุรกิจไทยสปาซึ่งเป็นประเภทธุรกิจที่ดำเนินการโดยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเกือบทั้งหมดและที่สำคัญเป็นธุรกิจที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน ส่วนสุดท้ายของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นบทสรุปที่ได้จากการพิสูจน์ข้อสมมติฐานและข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนามาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศต่อไปโดยมีบทสรุปและข้อเสนอแนะว่า “มาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาและอุปสรรคในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยอีกทั้งบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ชัดเจนโดยยังขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานและยังขาดการติดตามและประเมินผลการดำเนินการของหน่วยงาน ดังนั้นประเทศไทยควรกำหนดนโยบายในเรื่องดังกล่าวที่มีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจนในรูปแบบของ “แผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตามมาตรา 11(1) ของพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543 และ “แผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมประสานกับหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การเอกชนที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 11(5) มาตรา 16(3) มาตรา 17(5) มาตรา 37 และมาตรา 38 ของพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543” ทั้งนี้บทสรุปและข้อเสนอแนะดังกล่าวเป็นคุณค่าของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เนื่องจากการมีมาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศตลอดจนการบูรณาการและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานซึ่งเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจนย่อมส่งผลให้เกิดการติดตาม การประเมินผลและการพัฒนามาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศต่อไป เมื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยสามารถจัดตั้งและดำเนินกิจการในต่างประเทศย่อมก่อให้เกิดผลดีแก่ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกการลงทุนและนำมาสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป
ปัญหาทางกฎหมายในการนำทรัพย์อิงสิทธิมาจำนอง, ชลลดา เสรีสมนึก
ปัญหาทางกฎหมายในการนำทรัพย์อิงสิทธิมาจำนอง, ชลลดา เสรีสมนึก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
“ทรัพย์อิงสิทธิ” ถูกสร้างและรับรองขึ้นโดยพระราชบัญญัติทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 ตุลาคม 2562 โดยมีหลักการสำคัญคือ เป็นสิทธิที่ให้บุคคลหนึ่งสามารถใช้สอยประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลอื่นได้เสมือนตนเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยพระราชบัญญัติทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. 2562 กำหนดให้สามารถนำสิทธิดังกล่าวไปเป็นหลักประกันการชำระหนี้โดยการจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ ตามมาตรา 703 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทรัพย์สินที่จำนองได้แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนที่กฎหมายกำหนดให้จำนองได้ ซึ่งคำว่า “อสังหาริมทรัพย์” ตามมาตรา 139 นอกจากจะหมายถึงที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น ยังหมายความรวมถึงทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินนั้นด้วย แต่ในทางปฏิบัติทรัพย์สินที่นำมาจำนองเป็นการทั่วไปมักอยู่ในรูปแบบของวัตถุซึ่งมีรูปร่างทั้งสิ้น ดังนั้นจึงต้องศึกษาว่า “ทรัพย์อิงสิทธิ” เป็นทรัพย์สินที่สามารถนำมาจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้จริงหรือไม่ หากจำนองได้จะมีรูปแบบและวิธีการในการจำนองอย่างไร และจะนำกฎหมายว่าด้วยเรื่องจำนองมาปรับใช้กับทรัพย์อิงสิทธิอย่างไร นอกจากนี้จะมีประเด็นปัญหาใดๆ ในทางกฎหมายเกี่ยวกับการจำนองทรัพย์อิงสิทธิหรือไม่อย่างไร จากการศึกษาพบว่าทรัพย์อิงสิทธิยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องเนื้อหาแห่งสิทธิ สถานะทางกฎหมาย และการกำหนดมูลค่า อาจทำให้มีปัญหาในการนำไปจำนองตามกฎหมาย จึงเสนอแนะว่าหน่วยงานผู้ร่างกฎหมายควรจัดทำคำอธิบายหลักเกณฑ์และวิธีการจำนองทรัพย์อิงสิทธิ รวมถึงแนวทางการนำบทบัญญัติว่าด้วยการจำนองมาปรับใช้กับทรัพย์อิงสิทธิ นอกจากนี้วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ยังเสนอให้มีการปรับแก้ไขกฎหมายทรัพย์อิงสิทธิในบางมาตราอีกด้วย
ปัญหาของการเปิดเผยและส่งมอบข้อมูลภายใต้มาตรา 70 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562, ชิตพล พงศ์วชิราพร
ปัญหาของการเปิดเผยและส่งมอบข้อมูลภายใต้มาตรา 70 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562, ชิตพล พงศ์วชิราพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและกฎหมายเกี่ยวกับมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งศึกษาแนวคิด มาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และมาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยและในต่างประเทศ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนามาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 ให้มีความเหมาะสม จากการศึกษาพบว่า การที่พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 กำหนดข้อยกเว้นในการเปิดเผยและส่งมอบข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอื่นได้ เป็นการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการแสวงหาพยานหลักฐาน ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มาตามพระราชบัญญัติ ฯ ย่อมเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ จึงถือได้ว่าเป็นมาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ประการหนึ่ง เนื่องจากมาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานเป็นมาตรการที่เป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ และในปัจจุบันยังไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้อำนาจดังกล่าว ย่อมอาจก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้ ด้วยเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมแก่การเปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอื่น เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้เจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ และเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลสาธารณะตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 : กรณีกิจกรรมสื่อมวลชนและกิจกรรมของรัฐสภา, ญาณิศา ยอดประเสริฐ
การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลสาธารณะตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 : กรณีกิจกรรมสื่อมวลชนและกิจกรรมของรัฐสภา, ญาณิศา ยอดประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บุคคลสาธารณะมักถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลมาประมวลผลในกิจกรรมต่าง ๆ อย่างไม่มีขอบเขต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจกรรมของสื่อมวลชนที่มักเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลสาธารณะมากเกินความจำเป็น และกรณีของสมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะของประเทศจึงต้องถูกตรวจสอบความโปร่งใสในการทำงาน แม้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดหน้าที่และอำนาจไว้ แต่ก็ถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลมาประมวลผลในเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน้าที่และอำนาจเช่นกัน ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 4 มีข้อยกเว้นที่ไม่นำพระราชบัญญัติฉบับนี้มาใช้กับกิจกรรมสื่อมวลชนตาม (3) และกิจกรรมของสภาตาม (4) วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงศึกษาการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของบุคคลสาธารณะในกิจกรรมสื่อมวลชนและกิจกรรมของสภาซึ่งได้รับข้อยกเว้นไม่นำพระราชบัญญัติคุ้มครองส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาบังคับใช้ตามมาตรา 4 วรรค 1 ว่าการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลสาธารณะทั้ง 2 กิจกรรมได้รับยกเว้นเพียงใดโดยศึกษาเปรียบเทียบบรรทัดฐานความเป็นส่วนตัวของบุคคลสาธารณะในประเทศไทยกับต่างประเทศ พบว่ากิจกรรมสื่อมวลชนของไทยมีการรายงานข่าวข้อมูลของบุคคลสาธารณะเกินความจำเป็น ส่วนกิจกรรมของสภามีการประมวลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ให้อำนาจไว้แล้ว เพียงแต่ทั้ง 2 กิจกรรมไม่มีการกำหนดมาตรฐานในการประมวลผลอันเป็นแนวปฏิบัติที่ดีไว้ ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการจัดทำคู่มือหรือแนวทางสำหรับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของทั้ง 2 กิจกรรมเพื่อให้เกิดชัดเจนและสามารถคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะได้อย่างเหมาะสม
การคุ้มครองนักท่องเที่ยวอวกาศของ Suborbital Flight: ศึกษาเรื่องการได้รับความช่วยเหลือและการได้รับการชดใช้เยียวยาความเสียหาย, ณหทัย มากสวาสดิ์
การคุ้มครองนักท่องเที่ยวอวกาศของ Suborbital Flight: ศึกษาเรื่องการได้รับความช่วยเหลือและการได้รับการชดใช้เยียวยาความเสียหาย, ณหทัย มากสวาสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กิจกรรมการท่องเที่ยวอวกาศแบบ Suborbital Flight เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นใหม่และมีความเสี่ยงสูง โดยเมื่อพิจารณาจากลักษณะและปัจจัยต่าง ๆ ของกิจกรรมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งห้วงอากาศและอวกาศ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่ชัดว่ากิจกรรมดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การบังคับใช้ของระบอบกฎหมายอวกาศหรือระบอบกฎหมายอากาศ และก่อให้เกิดความท้าทายต่อกฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบันว่าจะสามารถบังคับใช้กับกิจกรรมดังกล่าวได้อย่างครอบคลุมหรือไม่ โดยวิทยานิพนธ์นี้ศึกษาเฉพาะการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอวกาศแบบ Suborbital Flight ในประเด็นการได้รับความช่วยเหลือเมื่อประสบภัยและการได้รับการชดใช้เยียวยาความเสียหาย จากการพิจารณากฎหมายระหว่างประเทศทั้งระบอบกฎหมายอวกาศและระบอบกฎหมายอากาศในประเด็นดังกล่าว พบว่ากฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการบังคับใช้กับกิจกรรมการท่องเที่ยวอวกาศแบบ Suborbital Flight และส่งผลให้นักท่องเที่ยวอวกาศไม่สามารถได้รับความคุ้มครองในการได้รับความช่วยเหลือเมื่อประสบภัยและการได้รับการชดใช้เยียวยาความเสียหายจากระบอบกฎหมายทั้งสองได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิทยานิพนธ์จึงได้วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของระบอบกฎหมายทั้งสองและเสนอว่าควรนำข้อดีหรือจุดเด่นมากำหนดเป็นมาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศเป็นการเฉพาะสำหรับ Suborbital Flight เพื่อให้นักท่องเที่ยวอวกาศมีหลักประกันที่เป็นมาตรฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศในการได้รับความคุ้มครองจากกรณีการได้รับความช่วยเหลือเมื่อประสบภัยและการได้รับการชดใช้เยียวยาความเสียหายที่ชัดเจนมากขึ้น
การนำมาตรการปรับมาใช้ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครอง, ณัฐธิดา เทพรักษ์
การนำมาตรการปรับมาใช้ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครอง, ณัฐธิดา เทพรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงหลักเกณฑ์การนำมาตรการปรับมาใช้ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครอง เป็นบทบัญญัติตามมาตรา 75/4 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2559 ประกอบระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการปรับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองให้ถูกต้องครบถ้วนหรือปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร พ.ศ. 2560 โดยได้นำบทบัญญัติเรื่องมาตรการปรับที่ปรากฏในกฎหมายต่างประเทศมาศึกษาเปรียบเทียบ วิเคราะห์ และนำมาพัฒนาบทบัญญัติต่างๆ เพื่อให้การใช้มาตรการปรับมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการศึกษาพบว่า บทบัญญัติเรื่องผู้มีสิทธิร้องขอใช้มาตรการปรับตามข้อ 4 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการปรับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐที่มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองให้ถูกต้องครบถ้วนหรือปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร พ.ศ. 2560 กำหนดไว้ว่า ผู้มีสิทธิร้องขอใช้มาตรการปรับได้มีเพียงคู่กรณี แต่ไม่ได้บัญญัติเพื่อให้คำนิยามว่า คู่กรณีหมายถึงผู้ใดบ้าง อีกทั้งไม่ได้มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลในการเรียกค่าปรับซ้ำได้ หากยังไม่มีการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครอง ผู้เขียนจึงขอเสนอแนวทางการเพิ่มเติมบทบัญญัติบางประการในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการปรับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองให้ถูกต้องครบถ้วนหรือปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร พ.ศ. 2560 โดยเพิ่มเติมนิยามคำว่า คู่กรณี และเพิ่มเติมบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลในการเรียกค่าปรับซ้ำได้ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐชำระค่าปรับต่อศาล แต่ความปรากฏต่อศาลว่า ยังมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองให้ถูกต้องครบถ้วน ให้ศาลมีอำนาจสั่งปรับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวทุกหกสิบวันนับแต่วันที่ได้มีการชำระค่าปรับ จนกว่าจะมีการปฏิบัติตามคำบังคับ ทั้งนี้ เพื่อให้บทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการนำมาตรการปรับมาใช้ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองไทยมีความชัดเจนและเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อให้การบังคับคดีเป็นไปตามวัตถุประสงค์และอำนวยความยุติธรรมโดยแท้จริง
การกระทำร่วมกันโดยใช้อัลกอริทึมภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า, ณิชากร ขอนทอง
การกระทำร่วมกันโดยใช้อัลกอริทึมภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า, ณิชากร ขอนทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การกระทำร่วมกันโดยอาศัยอัลกอริทึมของผู้ประกอบธูุรกิจเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลให้เกิดการลด จำกัด หรือผูกขาดการแข่งขัน อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 มาตรา 54 อย่างไรก็ตามประเทศไทยไม่ปรากฏคดีเกี่ยวกับการพิจารณาการกระทำร่วมกันโดยใช้อัลกอริทึมของผู้ประกอบธุรกิจ เนื่องด้วยถ้อยคำตามบทบัญญัติที่ไม่อาจตีความได้หากปราศจากพยานหลักฐานหรือพฤติการณ์ หรือสิ่งอื่นใดที่จะชี้ถึงการมีอยู่ของการกระทำร่วมกันโดยใช้อัลกอริทึมของผู้ประกอบธุรกิจ ส่งผลให้กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นข้อบกพร่องในการกำกับดูแลการกระทำดังกล่าว จึงควรมีการวางแนวทางหรือกำหนดมาตรการเพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐาน หรือแนวทางการพิจารณาการกระทำร่วมกันโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรืออัลกอริทึม เพื่อให้สอดคล้องกับระบบกฎหมายของประเทศไทยและบทลงโทษจากการฝ่าฝืนมาตราดังกล่าว ได้แก่ โทษทางอาญาและโทษทางปกครอง เพื่อความเข้าใจของผู้ที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายและเท่าทันต่อเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง มิเช่นนั้นจะเกิดสุญญากาศทางกฎหมายของกฎหมายการแข่งขันทางการค้าที่ผู้ประกอบธุรกิจจะฉวยโอกาสในการแสงหาประโยชน์ร่วมกันโดยอาศัลอัลกอริทึม ทั้งนี้จากการศึกษาเห็นว่าแนวทางของกฎหมายต่างประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษาแนวทางการตีความกฎหมายการแข่งขันทางการค้า หรือแนวทางการพิจารณาของศาลในประเทศต่างๆ ในประเด็นการกระทำร่วมกันโดยใช้อัลกอริทึมของผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
ความสามารถในการให้ความยินยอมของผู้เยาว์ในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล, ดลญา แสงดาว
ความสามารถในการให้ความยินยอมของผู้เยาว์ในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล, ดลญา แสงดาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้เยาว์เป็นบุคคลเปราะบาง เนื่องจากมีความสามารถอย่างจำกัดในการให้ความยินยอมอย่างอิสระ ซึ่งการให้ความยินยอมในการประมวลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน ฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาว่า กิจกรรมใดที่ผู้เยาว์สามารถให้ความยินยอมในการประมวลข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยลำพัง รวมถึงความเหมาะสมของกำหนดอายุของผู้เยาว์ที่สามารถให้ความยินยอมด้วยตนเอง ตามมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ตลอดจนการนำบทบัญญัติเรื่องนิติกรรมที่ผู้เยาว์สามารถทำได้โดยลำพัง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 22 มาตรา 23 และมาตรา 24 มาใช้เป็นข้อยกเว้นกรณีที่ผู้เยาว์สามารถให้ความยินยอมในการประมวลข้อมูลส่วนบุคคลด้วยตนเองได้ ผลการศึกษาพบว่า กิจกรรมที่ผู้เยาว์สามารถให้ความยินยอมได้โดยลำพัง ได้แก่ การให้ความยินยอมแก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลในการอนุญาตให้ผู้ปกครองเข้าถึงหรือขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลแทนผู้เยาว์ ในขณะที่กำหนดอายุของผู้เยาว์ยังมีความไม่สอดคล้องกับหลักการศึกษาทางการแพทย์เกี่ยวกับพัฒนาการด้านความคิดสติปัญญาของผู้เยาว์ และการตีความและปรับใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 22 มาตรา 23 และมาตรา 24 ยังมีความไม่ชัดเจนอยู่มาก ผู้เขียนจึงเห็นควรให้มีการนำหลักการของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ประเทศอังกฤษ ประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น ในเรื่องความสามารถและกำหนดอายุในการให้ความยินยอมของผู้เยาว์ ตลอดจนมาตรฐานในการตรวจสอบความยินยอมของผู้ปกครอง มาพัฒนาและปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ของประเทศไทยต่อไป
ขอบเขตความรับผิดทางอาญาตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542, ตรีภพ โสวรรณรัตน์
ขอบเขตความรับผิดทางอาญาตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542, ตรีภพ โสวรรณรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขอบเขตของความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โดยมุ่งศึกษาปัญหาในการบังคับใช้ รวมถึงแนวความคิดและเจตนารมณ์ในการบัญญัติความผิดฐานฟอกเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดตามมาตรา 5 (3) และนิยามของ "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ที่แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี พ.ศ. 2558 อีกทั้งยังศึกษาขอบเขตการบังคับใช้และการบัญญัติความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรฐานสากล เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปรับปรุงความผิดฐานฟอกเงิน จากการศึกษาพบว่าความผิดฐานฟอกเงินในประเทศไทยมีการนำไปบังคับใช้เป็นจำนวนน้อย เนื่องจากความไม่ชัดเจนในข้อกฎหมายว่าการตีความความหมายของความผิดอาญาฟอกเงินนั้นกว้างแค่ไหน อย่างไร โดยสาเหตุของปัญหาดังกล่าวมีที่มาจากการแก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 ที่เพิ่มเติมลักษณะของการกระทำความผิดตามมาตรา 5 (3) ที่มีขอบเขตความรับผิดที่กว้างขวางและไม่ชัดเจน มีลักษณะของการกระทำที่อาจไปทับซ้อนกับการกระทำความผิดมูลฐาน อันนำไปสู่การลงโทษซ้ำหรือลงโทษไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำความผิดได้ อีกทั้ง ในการแก้ไขครั้งดังกล่าวยังได้มีการแก้ไขนิยามของ “ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด” อันเป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ให้มีขอบเขตกว้างเกินไปกว่าที่พันธกรณีระหว่างประเทศกำหนด จนทำให้เกิดความสับสนในการบังคับใช้ได้ ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการแก้ไของค์ประกอบความผิดฐานฟอกเงินดังกล่าว โดยกำหนดให้ความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรา 5 (3) ไม่นำไปบังคับใช้กับผู้กระทำความผิดมูลฐานเพื่อป้องกันการลงโทษซ้ำ หรือการลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ อีกทั้ง ยังแก้ไขวัตถุแห่งการกระทำความผิดให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และกำหนดเหตุยกเว้นความผิดและเหตุยกเว้นโทษในบางกรณี เพื่อเป็นการจำกัดขอบเขตที่กว้างขวางของความผิดฐานฟอกเงิน ลดการบังคับใช้โทษทางอาญา และทำให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น
การใช้เทคโนโลยีใหม่ในการขัดกันทางอาวุธกับผลกระทบต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ, ดามร คำไตรย์
การใช้เทคโนโลยีใหม่ในการขัดกันทางอาวุธกับผลกระทบต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ, ดามร คำไตรย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การใช้เทคโนโลยีใหม่ในการขัดกันทางอาวุธเปลี่ยนแปลงสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะของเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นอาวุธ เทคโนโลยีที่ไม่ใช่อาวุธโดยสภาพแต่ถูกใช้เยี่ยงอาวุธ เทคโนโลยีที่ใช้ประกอบร่วมกับระบบอาวุธเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบอาวุธ ก่อให้เกิดข้อพิจารณาว่ากฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศยังสามารถปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมและเพียงพอหรือไม่ แม้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศมีหลักการพื้นฐานที่มีลักษณะเป็นการทั่วไปเพื่อจำกัดวิธีการและปัจจัยในการขัดกันทางอาวุธที่จะต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อบุคคลและทรัพย์สิ่งของที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง แต่เมื่อพิจารณาถึงความยืดหยุ่นของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ฝ่าฝืนหรือบิดเบือนต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย พบว่ากฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศยังมีขีดจำกัดในการปรับตัวของหลักการทำให้ไม่สามารถนำไปปรับใช้กับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างเหมาะสมในบางกรณี เทคโนโลยีมีความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง รวดเร็วและไม่สามารถคาดหมายได้ ในขณะที่พัฒนาการของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วให้เท่าทันพัฒนาการของการใช้เทคโนโลยีในการขัดกันทางอาวุธ โดยขณะนี้ยังเร็วไปที่จะสามารถบ่งชี้หลักกฎหมายใหม่ที่ควรจะมีเพิ่มเติมเพื่อให้ปรับใช้ได้กับการใช้เทคโนโลยีใหม่อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม การใช้กฎหมายระหว่างประเทศในมิติอื่นเช่นการควบคุมหรือการจำกัดการใช้เทคโนโลยีโดยทั่วไป ซึ่งรวมถึงจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีใหม่เช่นปัญญาประดิษฐ์อาจเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมการใช้เทคโนโลยีใหม่ให้สอดคล้องต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
การปรับใช้กฎอนามัยระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพ ในช่วงการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดต่ออันตรายระหว่างประเทศ: กรณีศึกษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ในประเทศไทย, ตรีรัตน์ ทองมั่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบต่อด้านต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาสุขภาพและการเสียชีวิตของประชากรโลก ผู้เขียนจึงมุ่งศึกษาแนวทางในการป้องกันการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดต่อระหว่างประเทศตามข้อคำนึงถึงเนื้อหาของสิทธิด้านสุขภาพตาม CESCR General Comment No. 14: The Right to the Highest Attainable Standard of Health (Art. 12) โดยมีการศึกษาถึงแนวทางของคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อให้สิทธิด้านสุขภาพได้รับการคุ้มครอง ในสถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวมถึงการศึกษาความสัมพันธ์ของสิทธิด้านสุขภาพกับสิทธิมนุษยชนประการอื่น ๆ และบรรดาข้อจำกัดในยุคของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมีการวิเคราะห์เชื่อมโยงกับการประยุกต์ใช้สิทธิด้านสุขภาพตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในประเทศไทยภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากการศึกษาพบว่า การดำเนินนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ภายในประเทศตามแนวทางของกฎอนามัยระหว่างประเทศขององค์การอนามัยโลกยังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายในประเทศไทย เนื่องจากพบความท้าทายในการประยุกต์ใช้สิทธิ ได้แก่ การกระทำอันเป็นการเลือกปฏิบัติ อุปสรรคในการเข้าถึงระบบสุขภาพของกลุ่มบุคคลที่อ่อนแอ การขาดแคลนอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงาน การควบคุมโรคระบาด การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก สินค้า และบริการด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัคซีนสำหรับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นำไปสู่การดำเนินมาตรการที่เป็นข้อจำกัดสิทธิมนุษยชนประการอื่น ดังนั้น ความท้าทายในการประยุกต์ใช้สิทธิด้านสุขภาพ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จึงต้องหาแนวทางแก้ไข โดยมุ่งเน้นที่การปรับใช้นโยบายและมาตรการตามข้อคำนึงถึงเนื้อหาของสิทธิด้านสุขภาพตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เพื่อให้บรรลุถึงการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพได้ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
ปัญหากฎหมายลิขสิทธิ์กรณีผู้ใช้งานในโลกอินเตอร์เน็ตสร้างสรรค์ผลงานโดยการทำซ้ำ ดัดแปลง หรือรวบรวมผลงานของผู้อื่น, พรกรัณย์ เลิศธนพาณิชย์
ปัญหากฎหมายลิขสิทธิ์กรณีผู้ใช้งานในโลกอินเตอร์เน็ตสร้างสรรค์ผลงานโดยการทำซ้ำ ดัดแปลง หรือรวบรวมผลงานของผู้อื่น, พรกรัณย์ เลิศธนพาณิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากสภาพสังคมปัจจุบันที่มีการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ใช้งานหรือบุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานและเผยแพร่ลงบนโลกอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานที่ผู้ใช้งานดัดแปลงจากผลงานอันมีลิขสิทธิ์อื่น (User-Derived Content)(“UDC”) ที่มักนำผลงานอันมีลิขสิทธิ์มาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และผู้ทำผลงาน UDC ส่วนมากไม่อาจอ้างข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เพื่อให้รับความคุ้มครองได้ จึงเป็นประเด็นที่ควรศึกษาหาแนวทางการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ทำผลงาน UDC อย่างเหมาะสม เมื่อศึกษาถึงข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ในกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และสาธารณรัฐเกาหลี พบว่า สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐเกาหลีกำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีลักษณะเป็นการทั่วไป ซึ่งสามารถปรับใช้เพื่อให้ความคุ้มครองกับ UDC เป็นรายกรณีได้ หากพิจารณาแล้วว่าเป็นการใช้งานที่เป็นธรรม ในขณะที่แคนาดากำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นกรณีเฉพาะสำหรับการทำผลงานสร้างสรรค์ของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต (User-Generated Content)(“UGC”) ซึ่งหากผลงาน UDC ได้ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้แล้วย่อมได้รับความคุ้มครอง วิทยานิพนธ์นี้จึงเสนอให้ประเทศไทยแก้ไขเพิ่มเติมข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ทำผลงาน UDC โดยการแก้ไขมาตรา 32 ให้เป็นบทบัญญัติข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีลักษณะเป็นการทั่วไป โดยนำแนวทางของสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐเกาหลีมาปรับใช้ ประกอบกับการนำแนวทางการกำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของประเทศแคนาดามาปรับใช้ เพื่อให้ความคุ้มครองการสร้างสรรค์ของผู้ทำ UDC อันสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายลิขสิทธิ์และเพื่อรองรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่อไป
สิทธิการตัดขาดการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานของลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานไทย, พัทธมนัส ไพบูลย์ศิริ
สิทธิการตัดขาดการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานของลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานไทย, พัทธมนัส ไพบูลย์ศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานเป็นปัญหาหนึ่งที่พบได้จากการทำงานในปัจจุบัน เนื่องจากการติดต่อสื่อสารที่สะดวกและรวดเร็ว จึงมีการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานมากขึ้น ลูกจ้างต้องทำงานนอกเวลาทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยนายจ้างสามารถติดต่อและสั่งงานลูกจ้างได้ผ่านทางโทรศัพท์ การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ และการส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ในโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ที่มีการทำงานที่บ้าน ซึ่งมีความแตกต่างกับการทำงานปกติ ทำให้การปิดการติดต่อสื่อสารเรื่องงานทำได้ยากขึ้น อันกระทบต่อสิทธิความเป็นส่วนตัว สิทธิการพักผ่อน และสิทธิความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน อีกทั้งกฎหมายแรงงานที่สำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีการรับรองและคุ้มครองลูกจ้างเกี่ยวกับสิทธิการตัดขาดการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานแต่ไม่ครอบคลุมถึงลูกจ้างทุกคนอย่างเหมาะสม รวมทั้งกฎหมายแรงงานอื่นๆ ไม่มีการรับรองและคุ้มครองลูกจ้างเกี่ยวกับสิทธิการตัดขาดการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงาน วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งพิจารณาว่าการรับรองและคุ้มครองสิทธิการตัดขาดการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานมีความเหมาะสมและเพียงพอหรือไม่ รวมถึงหาแนวทาง รูปแบบ หรือวิธีการที่เหมาะสมในการพัฒนากฎหมาย เพื่อให้มีการรับรองและคุ้มครองสิทธิดังกล่าวอย่างเหมาะสม ในรูปแบบการออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 เพื่อเป็นการสร้างสมดุลระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวให้กับทั้งลูกจ้างและนายจ้าง โดยไม่เป็นการกระทบสิทธิของทั้งสองฝ่ายมากเกินไป
วิวัฒนาการการกำหนดความผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์, พุฒิพงศ์ จวบความสุข
วิวัฒนาการการกำหนดความผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์, พุฒิพงศ์ จวบความสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิวัฒนาการและแนวคิดของการกำหนดความผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ของประเทศไทย ตามที่ปรากฏใน กฎหมายมังรายศาสตร์ กฎหมายตราสามดวง กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 และประมวลกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบัน รวมถึงศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศอังกฤษ ประเทศอินเดีย และประเทศฝรั่งเศสโดยอธิบายกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ รวมถึงสภาพสังคม การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดองค์ประกอบความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เพื่อพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลกระทบในการกำหนดความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นความผิดที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองกรรมสิทธิ์ ตลอดจนสิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของบุคคลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้บุคคลใดมาทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินของบุคคลอื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย อีกทั้งมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน จากการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายและสังคมวิทยากฎหมายพบว่า การกำหนดความผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย อาณาจักรล้านนาซึ่งเป็นอาณาจักรใกล้เคียง สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยปฏิรูปกฎหมายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยแปรผันตามปัจจัยด้านสังคม การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ล้วนมีอิทธิพลต่อการวิวัฒน์ของกฎหมาย วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้ศึกษาถึงแนวความคิดของการบัญญัติความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์โดยแบ่งช่วงการศึกษาออกเป็นสองช่วง คือ ช่วงยุคกฎหมายก่อนสมัยใหม่ และช่วงยุคกฎหมายสมัยใหม่ โดยถือเอาช่วงการปฏิรูปกฎหมายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศเพื่อที่จะสามารถเปรียบเทียบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกําหนดความผิดของแต่ละประเทศในแต่ละช่วงเวลาได้ ทั้งนี้การศึกษาพบว่า แนวความคิดการกําหนดความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ของประเทศไทย และต่างประเทศมีความคล้ายคลึงกันในแต่ละยุคสมัย โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองเปลี่ยนแปลงไปจากการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของผู้ปกครอง หรือทรัพย์สินที่มีความสำคัญต่อชุมชนหรือรัฐ มาเป็นการมุ่งคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเอกชนเพื่อผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจของเอกชนและรัฐ อีกทั้งมีการแยกความรับผิดทางแพ่งและความรับผิดทางอาญาออกจากกันอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงไปกฎหมายของแต่ละประเทศยังคงมุ่งคุ้มครองทรัพย์สินบางประเภทที่มีความสำคัญตั้งแต่ครั้งอดีตกาล การกำหนดความรับผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์จึงมิได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กัน อันมีผลต่อแนวความคิดในการคุ้มครองกรรมสิทธิ์ และสิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของบุคคล ทั้งนี้ จุดเปลี่ยนของการปฏิรูปกฎหมายของแต่ละประเทศแตกต่างกันกล่าวคือ ประเทศฝรั่งเศสเกิดจากสภาวะการขับเคลื่อนภายในประเทศในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการปกครอง ในขณะที่ประเทศอังกฤษเกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ประเทศไทยเกิดจากสภาวะกดดันทางอ้อมในด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ต่างจากประเทศอินเดียซึ่งการปฏิรูปเกิดจากสภาวะการบังคับโดยตรงเนื่องจากอยู่ภายใต้อาณานิคม
ปัญหากฎหมายการลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสมาคมการค้าและหอการค้าในประเทศไทย, มิณ นิติพน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะมุ่งศึกษาเรื่องข้อจำกัดและการกำกับดูแลการลงทุนแห่งพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509 โดยวิเคราะห์เกี่ยวกับข้อจำกัดของสมาคมการค้าที่ปัจจุบันอนุญาตให้ถือได้เฉพาะตราสารหนี้และหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้ พร้อมทั้งวิเคราะห์ถึงการกำกับดูแลการลงทุนของสมาคมการค้า และ ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาหากมีการปรับปรุงบทบัญญัติในข้อจำกัดการลงทุนของสมาคมการค้าตามมาตรา 22(1) วิธีการวิจัยในเอกัตศึกษาฉบับนี้ดำเนินการวิจัยจากเอกสาร ศึกษาค้นคว้า และวิเคราะห์เกี่ยวหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสมาคมการค้า ตลอดจน รวบรวมข้อเท็จจริง ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับการลงทุนของสมาคมการค้ารวมทั้งการขอคำปรึกษาและนำจากอาจารย์ เพื่อการวิเคราะห์และศึกษาทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเสนอความคิดเห็นและหาข้อสรุปของการศึกษาต่อไป การศึกษานี้พบว่าบทบัญญัติในเรื่องการลงทุนของพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509 แสดงให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันในเรื่องการพัฒนาการค้า และไม่ทันต่อกันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอให้แก้ไขบทบัญญัติของพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509 ตามมาตรา 22(1) เพื่อให้สมาคมการค้ามีทางเลือกในการบริหารจัดการสินทรัพย์ของตนเองมากขึ้น โดยพิจารณาเลือกลงทุนในความเสี่ยงที่ต่ำ และยังเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสมาคมการค้าที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำการส่งเสริมการประกอบวิสาหกิจอันมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้แบ่งปันกัน โดยดำเนินกิจการสนับสนุนสมาชิกในสมาคมการค้าให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์เท่านั้น พร้อมกับวิเคราะห์แนวทางการกำกับดูแลการลงทุนของสมาคมการค้า
การกำหนดมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย, ศุภณัฐ จิตต์มาตร
การกำหนดมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย, ศุภณัฐ จิตต์มาตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาการกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลในมิติการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยทั้งในรูปแบบภาคบังคับ (mandatory disclosure) ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และภาคความสมัครใจ (voluntary disclosure) ตามคำแนะนำของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนของธนาคารพาณิชย์และภาคธุรกิจพร้อมทั้งเสนอแนะมาตรฐานและแนวทางในการกำกับดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ วิธีวิจัยเอกัตศึกษาฉบันนี้ใช้วิธีวิจัยจากเอกสารโดยการศึกษา ค้นคว้า และวิเคราะห์เกี่ยวกับทฤษฎีและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลักการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนในมิติการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนศึกษาบทความ หนังสือ วารสาร รายงาน กฎหมายต่างประเทศ สื่ออินเตอร์เน็ต และคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาในประเด็นที่เหมาะสมเพื่อเสนอความเห็นและหาข้อสรุปของการศึกษา จากการศึกษาทำให้พบว่าสถาบันการเงินโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ยังไม่ได้นำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปเป็นต้นทุนดำเนินธุรกิจ และความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของแต่ละภาคส่วนยังมีความเข้าใจแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูล ประกอบกับธนาคารพาณิชย์ยังไม่มีการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมีปัญหาองค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในภาคการเงินและภาคธุรกิจ ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจแก้ไขได้ด้วยการกำกับดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงและโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอแนวทางในการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและเปรียบเทียบกันได้ในระดับสากล
การกําหนดให้ความผิดเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ณัฐชยา เดชมา
การกําหนดให้ความผิดเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ณัฐชยา เดชมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561นั้น จัดว่าเป็นปัญหาที่สำคัญมากปัญหาหนึ่งของประเทศ เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่นักลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว ยังกระทบกระเทือนต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอีกด้วย และด้วยเหตุที่การกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง จึงทำให้ในปัจจุบันมีกลุ่มอาชญากรที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นจำนวนมาก และปัญหาที่ตามมาคือผู้กระทำความผิดจะนํารายได้ที่ได้จากการกระทำความผิดนั้นไปทำการฟอกเงินเพื่อนําเงินดังกล่าวกลับเข้าสู่ระบบการเงินปกติ อีกทั้งยังนํามาใช้เป็นทุนในการประกอบความผิดต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายฉบับใดสามารถบังคับใช้เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้เองจึงจําเป็นต้องหามาตรการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพเพื่อมาบังคับใช้ ได้แก่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เนื่องจากเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงและข้อสำคัญคือมีมาตรการริบทรัพย์สินที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้สามารถลดจำนวนผู้กระทำความผิด รวมถึงสกัดกั้นการฟอกเงินจากการกระทำความผิดที่กล่าวมาได้ จึงควรกําหนดให้การกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เพื่อที่จะนํามาตรการทางกฎหมายจากพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้
ปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยการลงทุนของธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ในวิสาหกิจเริ่มต้น : ศึกษากรณีการลงทุนในบริษัทจำกัด, ปาณิสรา อารยะถาวร
ปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยการลงทุนของธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ในวิสาหกิจเริ่มต้น : ศึกษากรณีการลงทุนในบริษัทจำกัด, ปาณิสรา อารยะถาวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาในประเด็นการเสนอขายหุ้นเพิ่มเงินทุนของบริษัทจำกัดแก่ธุรกิจเงินร่วมลงทุนซึ่งถือเป็นบุคคลภายนอกและประเด็นการออกหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาจดทะเบียนเพื่อให้สอดคล้องกับ Anti dilution provision อันจำเป็นต่อการเลือกลงทุนของ Venture Capital ในวิสาหกิจขนาดเริ่มต้นประเภทบริษัทจำกัด ในการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาดังกล่าว ได้อาศัยการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากกฎหมาย ข้อบังคับ และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนบทความและข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เป็นการวิจัยทางเอกสาร (Documentary Research) แล้วนำมาวิเคราะห์ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับกฎหมายในต่างประเทศเพื่อหาแนวทางในการพัฒนากฎหมายไทยต่อไป จากการศึกษาพบว่าปัญหาหลักของวิสาหกิจขนาดเริ่มต้นที่ยังไม่ประสบความสำเร็จคือปัญหาการขาดแคลนเงินทุน ธุรกิจเงินร่วมลงทุนจึงเป็นเครื่องมือการระดมทุนที่สำคัญของวิสาหกิจขนาดเริ่มต้น แต่เนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1222 วางหลักไว้ว่าการออกหุ้นใหม่ของบริษัทจำกัดต่อเสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิม กรณีไม่สอดคล้องกับกฎหมายและประกาศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งไม่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติจริง และตามมาตรา 1105 วรรคหนึ่ง วางหลักไว้ว่า ห้ามมิให้ออกโดยราคาต่ำไปกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติทางการค้าของธุรกิจเงินร่วมลงทุนที่มักตั้งเงื่อนไข Anti-Dilution Provision กฎหมายไทยจึงยังไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนของวิสาหกิจขนาดเริ่มต้น ทำให้ระบบนิเวศน์ทางธุรกิจ (Startup ecosystem) ของประเทศไทยยังไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ดังนั้น จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1222 โดยให้สามารถขายหุ้นแก่บุคคลภายนอกได้ และควรแก้ไขมาตรา 1105 ให้บริษัทจำกัดสามารถออกหุ้นในราคาต่ำกว่าที่ตราไว้ ในกรณีที่บริษัทดำเนินการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี บริษัทประสบปัญหาขาดทุน และผ่านการอนุมัติในมติที่ประชุมของผู้ถือหุ้นมาใช้ในประเทศไทย
การเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมและขนาดย่อยในประเทศไทยผ่านการใช้คาร์บอนเครดิตเป็นหลักประกัน, ธันวรัตน์ ปทุมาสูตร
การเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมและขนาดย่อยในประเทศไทยผ่านการใช้คาร์บอนเครดิตเป็นหลักประกัน, ธันวรัตน์ ปทุมาสูตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาถึงมาตรการทางกฎหมายในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับให้คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นหลักประกันในการให้สินเชื่อแก่ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (Micro-entrepreneurs, Small and Medium-sized Entrepreneurs : MSMEs) ของสถาบันการเงิน เพื่อแก้ปัญหาการไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนจากสถาบันการเงินเนื่องจากขาดหลักประกันในการได้รับสินเชื่อ ตลอดจนลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่ MSMEs จากการใช้บังคับของนโยบายการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศ การวิจัยนี้พบว่า มีปัญหาในการกำหนดคำจำกัดความของทรัพย์สินที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันได้ ภายใต้พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอื่นที่อยู่นอกเหนือมาตรา 8 และในกฎกระทรวงมาเป็นหลักประกันตามพระราชบัญญัติได้ อันทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติที่ต้องการแก้ปัญหาข้อจำกัดในการนำทรัพย์สินมาเป็นหลักประกัน นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในด้านกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน ที่วางข้อจำกัดเรื่องหลักประกันในการให้สินเชื่อ ทำให้สถาบันการเงินไม่สามารถยอมรับหลักประกันที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้หรือไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้ ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ตลอดจนกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถให้สินเชื่อแก่ MSMEs โดยมีทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันที่หลากหลายและคลอบคลุมทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ปัญหากฎหมายการถือหุ้นของตนเองและการซื้อหุ้นคืนของวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศไทย, ปภาวี ยิ่งกิจภิญโญ
ปัญหากฎหมายการถือหุ้นของตนเองและการซื้อหุ้นคืนของวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศไทย, ปภาวี ยิ่งกิจภิญโญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หลักการรักษาเงินทุนของบริษัทถือเป็นหลักการที่สำคัญของกฎหมายบริษัทที่มีขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้ในการได้รับชำระหนี้ และเพื่อคุ้มครองผู้ถือหุ้นมิให้ได้รับความเสียหายจากการที่ทุนของบริษัทลดลง อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ได้มีการยกเลิกหรือผ่อนคลายหลักการดังกล่าวลง เนื่องจากการกำหนดหลักการรักษาเงินทุนนั้นก่อให้เกิดความขัดข้องทางธุรกิจในทางปฏิบัติและก่อให้บริษัทเกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หากแต่เมื่อพิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทจำกัดในประเทศไทยยังปรากฏว่าบทบัญญัติต่าง ๆ ยังคงรองรับหลักการรักษาเงินทุนอยู่โดยให้บริษัทปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด โดยมีบทบัญญัติซึ่งห้ามมิให้บริษัทถือหุ้นและซื้อหุ้นของตนเองคืนซึ่งไม่เหมาะสมต่อลักษณะการประกอบธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ในปัจจุบันซึ่งเป็นธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาถึงปัญหากฎหมายการถือหุ้นของตนเองและการซื้อหุ้นคืนของวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศไทย โดยวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่วิสาหกิจเริ่มต้นซึ่งมักจะจัดตั้งในรูปแบบของบริษัทจำกัดไม่สามารถซื้อหุ้นของตนเองคืนกลับมาและนำมาถือเองเพื่อนำไปใช้บริหารทางการเงินและใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารต่าง ๆ ของบริษัทได้ เช่น นำไปจัดสรรให้แก่พนักงานตามโครงการจัดสรรหุ้นให้พนักงานของบริษัท (ESOP) หรือการทยอยให้หุ้น (Vesting) ได้ และศึกษาเปรียบเทียบการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยบริษัทในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และประเทศสิงค์โปร์ รวมถึงหลักเกณฑ์ว่าด้วยวิธีการซื้อหุ้นคืนในบริษัทมหาชนจำกัดในประเทศไทยเพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายของประเทศไทยให้เหมาะสมและคุ้มครองผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ของบริษัท
การจัดตั้งกองทุนเฉพาะเพื่อประกันสิทธิเจ้าหนี้แรงงานระหว่างที่ลูกหนี้ล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการ, ณิชมน ฤทธิ์ผดุงศิลป์
การจัดตั้งกองทุนเฉพาะเพื่อประกันสิทธิเจ้าหนี้แรงงานระหว่างที่ลูกหนี้ล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการ, ณิชมน ฤทธิ์ผดุงศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันความคุ้มครองลูกจ้างในฐานะเจ้าหนี้แรงงานในกระบวนการล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการใช้ระบบผสมโดยใช้บุริมสิทธิควบคู่กับระบบรับประกันค่าจ้างเพื่อลูกจ้างได้รับประกันค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ตามสัญญาจ้างในช่วงที่ลูกจ้างมีความเสี่ยงมากที่สุด และสามารถช่วงสิทธิจากลูกจ้างมาเรียกร้องจากกองทรัพย์สินของนายจ้าง เพื่อระบบบังคับหลักประกันในกระบวนการล้มละลายมีความแน่นอนและการให้กู้ยืมจากระบบสินเชื่อสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงเป็นผลให้ระบบเศรษฐกิจมีความมั่นคงยิ่งขึ้น ประเทศไทยคุ้มครองลูกจ้างโดยให้บุริมสิทธิและให้การสงเคราะห์ลูกจ้างผ่านกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สิทธิที่ลูกจ้างได้รับจึงไม่ใช่การประกันสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานของลูกจ้าง ดังนั้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจึงไม่สามารถสวมบทบาทกองทุนประกันสิทธิเรียกร้องได้ จึงจำเป็นต้องศึกษาหลักการ แนวคิดและรูปแบบการจัดตั้งการประกันสิทธิเรียกร้องของลูกจ้างในกรณีนายจ้างล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการในรูปแบบกองทุน โดยนำแนวทางมาตรฐานระหว่างประเทศ รวมถึงศึกษาประเทศเกาหลีใต้และประเทศออสเตรเลียเพื่อเป็นมาตรฐานในการก่อตั้งกองทุนประกันสิทธิเรียกร้องโดยเสนอให้มีการประกับสิทธิเรียกร้องลูกจ้างโดยจัดตั้งในรูปแบบกองทุนเฉพาะเพื่อประกันสิทธิเจ้าหนี้แรงงานระหว่างที่ลูกหนี้ล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการเพื่อคุ้มครองลูกจ้างหรือเจ้าหนี้แรงงานต่อไป
ปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย, นิติพัฒน์ แสงเพชร
ปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย, นิติพัฒน์ แสงเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีสำคัญที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทยโดยมุ่งจัดเก็บจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าและการให้บริการของผู้ประกอบการในระบบเศรษฐกิจ ด้วยเหตุที่การจัดเก็บภาษีมีลักษณะเป็นการกระทบสิทธิในทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง การปรับใช้หรือตีความกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัดตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ อย่างไรก็ดี ในหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ 0702/8757 ลงวันที่ 29 กันยายน 2558 ซึ่งเป็นการตอบข้อหารือในประเด็นปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการที่อนุญาโตตุลาการได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น ปรากฏว่ากรมสรรพากรกลับไม่ได้พิจารณาว่าอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ประกอบการในทางธุรกิจหรือในทางวิชาชีพหรือไม่แต่อย่างใด ทั้งที่หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่บัญญัติเอาไว้ในประมวลรัษฎากร จากการศึกษาหลักเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากรตลอดจนหลักการของกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มโดยเปรียบเทียบกับกรณีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการในราชอาณาจักรเดนมาร์กและสมาพันธรัฐสวิสพบว่าประเทศไทยยังมีการตีความและปรับใช้หลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการที่อนุญาโตตุลาการได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรตลอดจนลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการ ผู้เขียนจึงได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการตีความการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการดังกล่าวเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสอดคล้องกับลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการ ทั้งยังเพื่อเป็นการสร้างความแน่นอนในการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับจากนักลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศต่อไปด้วย
แนวคิดการหักค่าลดหย่อนและการเครดิตภาษีในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, หฤษฎ ศิริวรรณพร
แนวคิดการหักค่าลดหย่อนและการเครดิตภาษีในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, หฤษฎ ศิริวรรณพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบการหักลดหย่อนตามประมวลรัษฎากรในปัจจุบันยังไม่สามารถสร้างการกระจายรายได้ตามจุดมุ่งหมายของภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้าได้อย่างเต็มที่ส่งผลให้คนยากจนไม่สามารถยกระดับชีวิตของตนเองได้ ด้วยเหตุผลหลายประการคือ การขาดการตรวจสอบงบประมาณรายจ่ายทางภาษี การใช้บทบัญญัติว่าด้วยการยกเว้นภาษีเพื่อจุดประสงค์ในการหักลดหย่อน การบรรเทาและการให้สิทธิประโยชน์แก่บุคคลผู้มีรายได้มาก การบรรเทาและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มีผลกลับหัวกลับหาง กระทั่งความซับซ้อนในการปฏิบัติตามกฎหมาย เอกัตศึกษาชิ้นนี้ดำเนินการศึกษาโดยการทบทวนหลักการทางภาษีทั้งในส่วนเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย ตลอดจน แนวคิดทางการเมืองในการกำหนดวิธีการบรรเทาภาระภาษีพบว่า การเครดิตภาษีจะสามารถช่วยให้เกิดการจัดเก็บภาษีตามหลักภาษีอากรที่ดีได้ดีกว่า สามารถจัดการปัญหาการสนับสนุนแบบกลับหัวได้อย่างเด็ดขาด สามารถกำหนดงบประมาณรายจ่ายทางภาษีได้ดี และสามารถตอบสนองนโยบายทางสังคมได้รวดเร็ว ดังที่ปรากฏตามแนวทางของสหรัฐอเมริกา กระนั้น ยังพบว่าการเครดิตภาษีสร้างภาระทางงบประมาณในการควบคุมดูแลมาด้วย ในทางกลับกัน การหักค่าลดหย่อนซึ่งเป็นวิธีดังเดิมในระบบกฎหมายภาษีและได้รับความนิยมในหลายประเทศก็สามารถจัดการกับปัญหาการกระจายรายได้โดยการกำหนดเพดานจำนวนที่สามารถหักค่าลดหย่อน และเป็นวิธีการที่คุ้นเคยกันอยู่เดิม โดยรัฐต้องกำหนดจำนวนการหักค่าลดหย่อนที่รอบคอบและเพียงเท่าที่จำเป็นได้ดังที่ปรากฏตามแนวทางของประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐจะเลือกใช้วิธีการใดเพื่อการบรรเทาหรือให้สิทธิประโยชนทางภาษีก็ตาม รัฐพึงต้องคำนึงถึงการตรวจสอบทางงบประมาณโดยรัฐสภาผ่านการกำหนดให้รัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณรายจ่ายทางภาษี การกำหนดอำนาจผู้ที่สามารถเพิ่มหรือลดการบรรเทาภาระภาษีให้มีความสอดคล้อง ความจำเป็นในการตรากฎหมาย และความชอบด้วยกฎหมายของบทบัญญัติทางภาษี
แนวทางการปรับปรุงการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทางภาษี : ศึกษากรณีรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสาร, ปวริศา วานิช
แนวทางการปรับปรุงการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทางภาษี : ศึกษากรณีรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสาร, ปวริศา วานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาหลักเกณฑ์ของการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทางภาษีของทรัพย์สินประเภทรถยนต์ประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมาย โดยมีสมมติฐานของการศึกษาวิจัยว่าปัจจุบันข้อจำกัดในการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนทรัพย์สินของกิจการได้ไม่เกินคันละ 1 ล้านบาทนั้น ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับหลักการภาษีอากรที่ดีในเรื่องความเป็นธรรมและและความยืดหยุ่น และบริบททางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงเห็นควรให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับการใช้งานรถยนต์ดังกล่าวของกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ในการศึกษาและพิสูจน์สมมติฐานข้างต้นพบว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการแบ่งประเภทรถยนต์เอาไว้ตามกฎหมายพิกัดสรรพสามิตนั้นได้กำหนดไว้อย่างเหมาะสมแล้ว แต่หลักเกณฑ์ที่จำกัดมูลค่าต้นทุนของรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนไว้เพียง 1 ล้านบาทนั้นไม่เหมาะสมหลายประการ เนื่องจากมีการจำกัดมูลค่าที่ไม่สอดคล้องกับบริบททางด้านเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมากกว่าที่ควรและเกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่ประสงค์จะใช้รถยนต์ดังกล่าวในกิจการอย่างแท้จริง และอาจนำไปสู่การวางแผนเพื่อหลบหลีกภาษีอากรอันเป็นการขัดต่อหลักการจัดเก็บภาษีอากรตามหลักการภาษีอากร และหลักรายจ่ายทางภาษี ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การจำกัดมูลค่าต้นทุน และเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ให้มีการแบ่งการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินเพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์มากขึ้น
ปัญหาการจัดเก็บภาษีลาภลอยกับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย, สุประภา วิศิษฎ์สมบัติ
ปัญหาการจัดเก็บภาษีลาภลอยกับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย, สุประภา วิศิษฎ์สมบัติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศ รัฐจึงต้องมีการออกมาตรการในการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เป็นเหตุให้ภาครัฐสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก และทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสภาพคล่องทางการเงินติดลบในช่วงหนึ่งกว่าแสนล้านบาท ด้วยเหตุที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นก่อกำไรให้กับธุรกิจโรงกลั่นจึงมีผู้ออกมาเสนอให้ภาครัฐจัดเก็บภาษีจากโรงกลั่นน้ำมัน เอกัตศึกษาเล่มนี้จึงมุ่งศึกษาบทบาทของภาครัฐในทางเศรษฐกิจเพื่อเป็นหลักการรองรับความชอบธรรมในการแทรกแซงกลไกตลาด นอกจากนี้ยังได้หยิบยกกลไกการจัดเก็บภาษีลาภลอยในประเทศต่าง ๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ถึงความเหมาะสม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีการนำมาใช้ในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า มาตรการที่ภาครัฐมานำมาใช้แก้ปัญหาราคาน้ำมันนั้นต่างตอบโจทย์ปัญหาคนละด้าน มาตรการภาษีลาภลอยเป็นมาตรการที่จะช่วยจำลองสภาพตลาดที่ดำเนินไปโดยการแข่งขันที่สมบูรณ์ และชดเชยเงินงบประมาณที่เสียไปให้แก่ภาครัฐและชดเชยค่าใช้จ่ายของประชาชน อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีลาภลอยมีผลเป็นการลดแรงจูงใจในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการลงทุนของธุรกิจ รัฐจึงควรจัดเก็บภาษีลาภลอยเฉพาะเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วพบว่าธุรกิจโรงกลั่นได้รับลาภลอยจากกลไกตลาดที่ทำงานไม่สมบูรณ์ และเงินที่ได้รับจากการจัดเก็บภาษีจะคุ้มค่าต่อความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น และการจัดเก็บภาษีลาภลอยควรจัดเก็บภาษีจากกำไรสุทธิเฉพาะส่วนเกินกว่ากำไรตามปกติการค้าเพื่อให้เกิดการจัดเก็บภาษีเฉพาะส่วนที่เป็นลาภลอยอย่างแท้จริง และลดโอกาสในการผลักภาระภาษี
ปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ศึกษากรณีการจดทะเบียนคู่ชีวิตตามร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. ...., สุธัชชา ขุนทองแก้ว
ปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ศึกษากรณีการจดทะเบียนคู่ชีวิตตามร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. ...., สุธัชชา ขุนทองแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยได้มีการร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. .... เพื่อเป็นกฎหมายที่รองรับความสัมพันธ์ของการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวระหว่างบุคคลเพศเดียวกันที่มีการอุปการะเลี้ยงดูและมีความสัมพันธ์ในด้านอื่น ๆ ไม่แตกต่างไปจากคู่สมรส แต่อย่างไรก็ดี ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตฯยังไม่ได้กล่าวถึงสิทธิและหน้าที่ของคู่ชีวิตตามกฎหมายอื่น ๆ อีกหลายประการรวมไปถึงสิทธิและหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร เพราะหากร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตฯมีผลบังคับใช้แล้วแต่กลับไม่มีการอำนวยความเป็นธรรมให้แก่คู่ชีวิตย่อมก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของความไม่เท่าเทียมตามมา ประกอบกับการตีความกฎหมายภาษีอากรต้องตีความอย่างเคร่งครัดเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อประมวลรัษฎากรกำหนดไว้แต่เพียงคู่สมรสที่ต้องเป็นชายและหญิงที่จดเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้นจึงจะมีสิทธิและหน้าที่ทางภาษีในเรื่องของการยื่นแบบรายการและเสียภาษีรวมไปถึงการบรรเทาภาระภาษี ทำให้แม้จะมีการยอมรับสถานะคู่ชีวิตแล้วก็ไม่สามารถนำบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับแก่คู่ชีวิตได้ทันที ย่อมแสดงถึงความไม่พร้อมในการรองรับสถานะคู่ชีวิตและก่อให้เกิดไม่เป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีและไม่เป็นไปตามหลักความเสมอภาคทางภาษีอากรที่ไม่ควรเลือกปฏิบัติต่อเพศสภาพหรือเพศวิถีของผู้เสียภาษี รายงานเอกัตศึกษาฉบับนี้จึงได้ทำการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีเงินได้ของคู่ชีวิตในประเทศไอร์แลนด์ที่มีการบังคับใช้และกำหนดสิทธิและหน้าที่ทางภาษีของคู่ชีวิตเช่นเดียวกับคู่สมรส เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของคู่ชีวิตในประเทศไทยให้เกิดความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างศึกษากรณีบ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ, เรี่ยมพลอย กุศลชู
ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างศึกษากรณีบ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ, เรี่ยมพลอย กุศลชู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “บ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ" อยู่ในบทบังคับที่จะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นเช่นเดียวกับการใช้ประโยชน์อื่น ๆ แต่กฎกระทรวงกำหนดที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ พ.ศ. 2562 วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “บ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ" ไม่ชัดเจน รวมถึงกรณีบ้านอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ส่งผลต่อการใช้ดุลพินิจในการตีความหลักเกณฑ์ดังกล่าวอันนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีและขัดกับหลักภาษีอากรที่ดี เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีจากสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพโดยเปรียบเทียบกับแนวทางการจัดเก็บภาษีจากบ้านที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีลักษณะถูกทิ้งร้างหรือไม่ทำประโยชน์ ในประเทศอังกฤษและประเทศไอร์แลนด์ตามหลักการทางภาษีทรัพย์สิน เพื่อปรับปรุงกฎหมายโดยการกำหนดนิยามและลักษณะของบ้านที่ทิ้งร้างหรือบ้านไม่ทำประโยชน์หรือบ้านว่างตามกฎกระทรวงฯ ให้มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กรณีถนนและลาน, ภัสนันท์ สิทธิจรรยาวัลย์
การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กรณีถนนและลาน, ภัสนันท์ สิทธิจรรยาวัลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องจากทรัพย์สินเป็นเครื่องมือวัดความสามารถในการเสียภาษีของผู้เสียภาษีตามหลักการจัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สิน จึงมุ่งประเด็นวิเคราะห์ในบทบรรเทาภาระภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งให้อำนาจในการยกเว้นภาษีในสิ่งปลูกสร้างที่เป็น ถนน ลาน ตามกฎกระทรวง และให้อำนาจการลดภาษีในสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ตั้งของถนนหรือทางยกระดับ ที่เป็นทางพิเศษหรือเป็นทางหลวงสัมปทาน ในอัตราร้อยละ 90 ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสียสำหรับสิ่งปลูกสร้างนั้นตามพระราชกฤษฎีกา โดยไม่พิจารณาถึงลักษณะแห่งการใช้ประโยชน์เป็นเหตุผลที่สมควรและมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้ในแนวทางตีความนิยามสิ่งปลูกสร้าง ถนนและลาน ยังมีประเด็นความไม่ชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ ผลการศึกษาพบว่า หลักการตีความกฎหมายภาษีอากร ต้องอาศัยการศึกษาวิเคราะห์จากกฎหมายเดิมอันเป็นรากฐานที่เคยมีการบังคับใช้ ซึ่ง ถนนและลาน ล้วนมีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้าง อีกทั้ง การบรรเทาภาระภาษีด้วยการยกเว้นและลดภาษีในสิ่งปลูกสร้างที่เป็น ถนน ลาน โดยไม่มีข้อจำกัดแห่งการบรรเทาให้แตกต่างตามลักษณะการใช้ประโยชน์ นอกจากไม่เป็นไปตามหลักการยกเว้นภาษีและไม่สะท้อนหลักอำนวยรายได้แล้ว ยังไม่เคารพหลักความสามารถในการเสียภาษีอีกเช่นกัน ในขณะที่กฎหมายทรัพย์สินของกรณีศึกษาต่างประเทศ นอกจากจะกำหนดหลักเกณฑ์แห่งการยกเว้นภาษีทรัพย์สินตามหลักทฤษฎีแล้ว ยังมีกำหนดถึงข้อจำกัดแห่งการยกเว้นภาษี อีกทั้งยังมีความละเอียดถี่ถ้วนในการจัดแบ่งประเภทลักษณะการใช้ประโยชน์ จึงขอเสนอให้จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จากสิ่งปลูกสร้างกรณี ถนนและลาน ให้มีความเหมาะสมตามสัดส่วนของความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น และจำกัดกรณีแห่งการยกเว้นภาษีไว้เฉพาะลักษณะแห่งการใช้ประโยชน์บางประเภทเท่านั้น โดยควรจัดเก็บภาษีจากถนนและลานที่มีลักษณะการใช้ประโยชน์อื่นในทางพาณิชยกรรม
ปัญหาการคัดค้านและการแก้ไขบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, วศวดี มีนพัฒนสันติ
ปัญหาการคัดค้านและการแก้ไขบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, วศวดี มีนพัฒนสันติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการคัดค้านและการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทยในปัจจุบัน ผลที่ได้จากการศีกษาค้นคว้าคือ การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทยอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ. 2562 โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดทำบัญชีราคากำหนดประเมินทรัพย์สินนั้น คือ คณะกรรมการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐประจำจังหวัด โดยมีกรมธนารักษ์เข้ามาควบคุมมาตรฐานในการจัดทำบัญชีกำหนดราคาประเมินทรัพย์สิน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่ประกาศราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับจากคณะกรรมการประจำจังหวัด และจัดเก็บภาษีภายในท้องถิ่นของตนเท่านั้น จะเห็นได้ว่ามีการทำงานของสองหน่วยงานควบคู่กันในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคือคณะกรรมการประจำจังหวัด และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งผู้เขียนพบว่ายังคงมีปัญหาหลายประการเกี่ยวกับการคัดค้านและแก้ไขเปลี่ยนแปลงบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังนั้นผู้เขียนจึงได้ศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของกฎหมายภาษีทรัพย์สินของประเทศไทยในอดีต และกฎหมายมลรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศสิงคโปร์ เพื่อนำหลักการและแนวคิดมาปรับใช้กับโครงสร้างระบบภาษีของประเทศไทยในอนาคตต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศไทยมีกรอบแนวทางที่ชัดเจนในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น