Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Law Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Theses/Dissertations

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
File Type

Articles 1801 - 1830 of 6358

Full-Text Articles in Law

การยกเลิกความผิดทางอาญากรณีนายจ้างไม่จ่ายเงิน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้แก่ลูกจ้าง, ชลนที หนูบุญ Jan 2022

การยกเลิกความผิดทางอาญากรณีนายจ้างไม่จ่ายเงิน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้แก่ลูกจ้าง, ชลนที หนูบุญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สัญญาจ้างแรงงาน โดยหลักแล้วเป็นสัญญาซึ่งอยู่บนพื้นฐานสัญญาทางแพ่ง ถูกบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน ตั้งแต่มาตรา 575 ถึงมาตรา 586 โดยมีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาจะเป็นกรณีลูกจ้างตกลงทำงานให้นายจ้าง และนายจ้างก็ตกลงจ่ายสินจ้าง หรือค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ ซึ่งนอกจากค่าจ้างแล้ว นายจ้างก็อาจต้องจ่ายเงินอื่น ๆ ให้แก่ลูกจ้างด้วย เช่น ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และเงินที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยเงินดังกล่าวในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะขอเรียกว่า “เงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541” ซึ่งหากนายจ้างไม่จ่ายก็เท่ากับว่านายจ้างกระทำผิดสัญญา อย่างไรก็ตาม การผิดสัญญาจ้างแรงงานในกรณีไม่จ่ายเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แม้ว่าจะเป็นความผิดทางแพ่ง แต่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กลับกำหนดให้ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอาญา ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ดี กรณีดังกล่าวลูกจ้างส่วนใหญ่มิได้ประสงค์จะให้มีการดำเนินคดีอาญากับนายจ้าง เพียงแต่ประสงค์จะเรียกร้องค่าจ้างตามสิทธิพึงได้เท่านั้น ซึ่งหากมีการลงโทษอาญานายจ้างแล้ว ลูกจ้างก็ยังคงต้องดำเนินการเรียกร้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ อยู่เช่นเดิม ได้แก่ การฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน หรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งมิได้มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางอาญาเลย นอกจากนี้ ความผิดดังกล่าวยังไม่อยู่บนพื้นฐานการกำหนดโทษหรือวัตถุประสงค์การลงโทษในทางอาญา ยิ่งไปกว่านั้น ยังอาจจะขัดกับหลักการในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 อีกด้วย เป็นผลให้เกิดกฎหมายอาญาเฟ้อ และก่อให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างมากมาย ดังนั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อยกเลิกความผิดและโทษทางอาญากรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้แก่ลูกจ้าง และแสวงหาแนวทางอื่นในการจัดการกับความผิดดังกล่าวแทน


มาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศ ​: ศึกษาธุรกิจร้านอาหารไทยและธุรกิจไทยสปา, ชนิสา งามอภิชน Jan 2022

มาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศ ​: ศึกษาธุรกิจร้านอาหารไทยและธุรกิจไทยสปา, ชนิสา งามอภิชน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินว่ามาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศเพียงพอหรือไม่ รวมถึงประเมินว่าบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชัดเจนหรือไม่ โดยเริ่มต้นจากการแสดงสถานภาพและปัญหาของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศ ตลอดจนแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทฤษฎีเกี่ยวกับการเติบโตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แนวคิดเกี่ยวกับการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนทางตรงในต่างประเทศ ในส่วนต่อมาเป็นการอธิบายการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศเพื่อตรวจสอบว่านโยบาย กฎหมาย มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศเพียงพอหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่าอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชัดเจนหรือไม่ นอกจากนั้นวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ยังได้ศึกษาเปรียบเทียบมาตรการเรื่องเดียวกันของประเทศสิงคโปร์ จีน และสหราชอาณาจักรโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาตรการที่ใช้ในต่างประเทศมาพิจารณาเปรียบเทียบและเป็นต้นแบบเพื่อปรับใช้กับประเทศไทย อีกทั้งยังมีในส่วนของกรณีศึกษาการลงทุนทางตรงในต่างประเทศของธุรกิจร้านอาหารไทยและธุรกิจไทยสปาเพื่อทดสอบว่ามาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศสามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคแก่ธุรกิจร้านอาหารไทยและธุรกิจไทยสปาได้หรือไม่ ทั้งนี้จากการที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยประกอบธุรกิจหลากหลายประเภท วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เลือกศึกษาธุรกิจร้านอาหารไทยและธุรกิจไทยสปาซึ่งเป็นประเภทธุรกิจที่ดำเนินการโดยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเกือบทั้งหมดและที่สำคัญเป็นธุรกิจที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน ส่วนสุดท้ายของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นบทสรุปที่ได้จากการพิสูจน์ข้อสมมติฐานและข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนามาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศต่อไปโดยมีบทสรุปและข้อเสนอแนะว่า “มาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาและอุปสรรคในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยอีกทั้งบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ชัดเจนโดยยังขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานและยังขาดการติดตามและประเมินผลการดำเนินการของหน่วยงาน ดังนั้นประเทศไทยควรกำหนดนโยบายในเรื่องดังกล่าวที่มีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจนในรูปแบบของ “แผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตามมาตรา 11(1) ของพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543 และ “แผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมประสานกับหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การเอกชนที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 11(5) มาตรา 16(3) มาตรา 17(5) มาตรา 37 และมาตรา 38 ของพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543” ทั้งนี้บทสรุปและข้อเสนอแนะดังกล่าวเป็นคุณค่าของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เนื่องจากการมีมาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศตลอดจนการบูรณาการและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานซึ่งเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจนย่อมส่งผลให้เกิดการติดตาม การประเมินผลและการพัฒนามาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศต่อไป เมื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยสามารถจัดตั้งและดำเนินกิจการในต่างประเทศย่อมก่อให้เกิดผลดีแก่ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกการลงทุนและนำมาสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป


ปัญหาทางกฎหมายในการนำทรัพย์อิงสิทธิมาจำนอง, ชลลดา เสรีสมนึก Jan 2022

ปัญหาทางกฎหมายในการนำทรัพย์อิงสิทธิมาจำนอง, ชลลดา เสรีสมนึก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

“ทรัพย์อิงสิทธิ” ถูกสร้างและรับรองขึ้นโดยพระราชบัญญัติทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 ตุลาคม 2562 โดยมีหลักการสำคัญคือ เป็นสิทธิที่ให้บุคคลหนึ่งสามารถใช้สอยประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลอื่นได้เสมือนตนเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยพระราชบัญญัติทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. 2562 กำหนดให้สามารถนำสิทธิดังกล่าวไปเป็นหลักประกันการชำระหนี้โดยการจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ ตามมาตรา 703 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทรัพย์สินที่จำนองได้แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนที่กฎหมายกำหนดให้จำนองได้ ซึ่งคำว่า “อสังหาริมทรัพย์” ตามมาตรา 139 นอกจากจะหมายถึงที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น ยังหมายความรวมถึงทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินนั้นด้วย แต่ในทางปฏิบัติทรัพย์สินที่นำมาจำนองเป็นการทั่วไปมักอยู่ในรูปแบบของวัตถุซึ่งมีรูปร่างทั้งสิ้น ดังนั้นจึงต้องศึกษาว่า “ทรัพย์อิงสิทธิ” เป็นทรัพย์สินที่สามารถนำมาจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้จริงหรือไม่ หากจำนองได้จะมีรูปแบบและวิธีการในการจำนองอย่างไร และจะนำกฎหมายว่าด้วยเรื่องจำนองมาปรับใช้กับทรัพย์อิงสิทธิอย่างไร นอกจากนี้จะมีประเด็นปัญหาใดๆ ในทางกฎหมายเกี่ยวกับการจำนองทรัพย์อิงสิทธิหรือไม่อย่างไร จากการศึกษาพบว่าทรัพย์อิงสิทธิยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องเนื้อหาแห่งสิทธิ สถานะทางกฎหมาย และการกำหนดมูลค่า อาจทำให้มีปัญหาในการนำไปจำนองตามกฎหมาย จึงเสนอแนะว่าหน่วยงานผู้ร่างกฎหมายควรจัดทำคำอธิบายหลักเกณฑ์และวิธีการจำนองทรัพย์อิงสิทธิ รวมถึงแนวทางการนำบทบัญญัติว่าด้วยการจำนองมาปรับใช้กับทรัพย์อิงสิทธิ นอกจากนี้วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ยังเสนอให้มีการปรับแก้ไขกฎหมายทรัพย์อิงสิทธิในบางมาตราอีกด้วย


ปัญหาของการเปิดเผยและส่งมอบข้อมูลภายใต้มาตรา 70 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562, ชิตพล พงศ์วชิราพร Jan 2022

ปัญหาของการเปิดเผยและส่งมอบข้อมูลภายใต้มาตรา 70 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562, ชิตพล พงศ์วชิราพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและกฎหมายเกี่ยวกับมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งศึกษาแนวคิด มาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และมาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยและในต่างประเทศ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนามาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 ให้มีความเหมาะสม จากการศึกษาพบว่า การที่พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 กำหนดข้อยกเว้นในการเปิดเผยและส่งมอบข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอื่นได้ เป็นการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการแสวงหาพยานหลักฐาน ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มาตามพระราชบัญญัติ ฯ ย่อมเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ จึงถือได้ว่าเป็นมาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ประการหนึ่ง เนื่องจากมาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานเป็นมาตรการที่เป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ และในปัจจุบันยังไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้อำนาจดังกล่าว ย่อมอาจก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้ ด้วยเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมแก่การเปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอื่น เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้เจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ และเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน


การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลสาธารณะตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 : กรณีกิจกรรมสื่อมวลชนและกิจกรรมของรัฐสภา, ญาณิศา ยอดประเสริฐ Jan 2022

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลสาธารณะตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 : กรณีกิจกรรมสื่อมวลชนและกิจกรรมของรัฐสภา, ญาณิศา ยอดประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บุคคลสาธารณะมักถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลมาประมวลผลในกิจกรรมต่าง ๆ อย่างไม่มีขอบเขต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจกรรมของสื่อมวลชนที่มักเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลสาธารณะมากเกินความจำเป็น และกรณีของสมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะของประเทศจึงต้องถูกตรวจสอบความโปร่งใสในการทำงาน แม้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดหน้าที่และอำนาจไว้ แต่ก็ถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลมาประมวลผลในเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน้าที่และอำนาจเช่นกัน ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 4 มีข้อยกเว้นที่ไม่นำพระราชบัญญัติฉบับนี้มาใช้กับกิจกรรมสื่อมวลชนตาม (3) และกิจกรรมของสภาตาม (4) วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงศึกษาการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของบุคคลสาธารณะในกิจกรรมสื่อมวลชนและกิจกรรมของสภาซึ่งได้รับข้อยกเว้นไม่นำพระราชบัญญัติคุ้มครองส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาบังคับใช้ตามมาตรา 4 วรรค 1 ว่าการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลสาธารณะทั้ง 2 กิจกรรมได้รับยกเว้นเพียงใดโดยศึกษาเปรียบเทียบบรรทัดฐานความเป็นส่วนตัวของบุคคลสาธารณะในประเทศไทยกับต่างประเทศ พบว่ากิจกรรมสื่อมวลชนของไทยมีการรายงานข่าวข้อมูลของบุคคลสาธารณะเกินความจำเป็น ส่วนกิจกรรมของสภามีการประมวลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ให้อำนาจไว้แล้ว เพียงแต่ทั้ง 2 กิจกรรมไม่มีการกำหนดมาตรฐานในการประมวลผลอันเป็นแนวปฏิบัติที่ดีไว้ ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการจัดทำคู่มือหรือแนวทางสำหรับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของทั้ง 2 กิจกรรมเพื่อให้เกิดชัดเจนและสามารถคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะได้อย่างเหมาะสม


การคุ้มครองนักท่องเที่ยวอวกาศของ Suborbital Flight: ศึกษาเรื่องการได้รับความช่วยเหลือและการได้รับการชดใช้เยียวยาความเสียหาย, ณหทัย มากสวาสดิ์ Jan 2022

การคุ้มครองนักท่องเที่ยวอวกาศของ Suborbital Flight: ศึกษาเรื่องการได้รับความช่วยเหลือและการได้รับการชดใช้เยียวยาความเสียหาย, ณหทัย มากสวาสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กิจกรรมการท่องเที่ยวอวกาศแบบ Suborbital Flight เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นใหม่และมีความเสี่ยงสูง โดยเมื่อพิจารณาจากลักษณะและปัจจัยต่าง ๆ ของกิจกรรมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งห้วงอากาศและอวกาศ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่ชัดว่ากิจกรรมดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การบังคับใช้ของระบอบกฎหมายอวกาศหรือระบอบกฎหมายอากาศ และก่อให้เกิดความท้าทายต่อกฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบันว่าจะสามารถบังคับใช้กับกิจกรรมดังกล่าวได้อย่างครอบคลุมหรือไม่ โดยวิทยานิพนธ์นี้ศึกษาเฉพาะการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอวกาศแบบ Suborbital Flight ในประเด็นการได้รับความช่วยเหลือเมื่อประสบภัยและการได้รับการชดใช้เยียวยาความเสียหาย จากการพิจารณากฎหมายระหว่างประเทศทั้งระบอบกฎหมายอวกาศและระบอบกฎหมายอากาศในประเด็นดังกล่าว พบว่ากฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการบังคับใช้กับกิจกรรมการท่องเที่ยวอวกาศแบบ Suborbital Flight และส่งผลให้นักท่องเที่ยวอวกาศไม่สามารถได้รับความคุ้มครองในการได้รับความช่วยเหลือเมื่อประสบภัยและการได้รับการชดใช้เยียวยาความเสียหายจากระบอบกฎหมายทั้งสองได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิทยานิพนธ์จึงได้วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของระบอบกฎหมายทั้งสองและเสนอว่าควรนำข้อดีหรือจุดเด่นมากำหนดเป็นมาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศเป็นการเฉพาะสำหรับ Suborbital Flight เพื่อให้นักท่องเที่ยวอวกาศมีหลักประกันที่เป็นมาตรฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศในการได้รับความคุ้มครองจากกรณีการได้รับความช่วยเหลือเมื่อประสบภัยและการได้รับการชดใช้เยียวยาความเสียหายที่ชัดเจนมากขึ้น


การนำมาตรการปรับมาใช้ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครอง, ณัฐธิดา เทพรักษ์ Jan 2022

การนำมาตรการปรับมาใช้ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครอง, ณัฐธิดา เทพรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงหลักเกณฑ์การนำมาตรการปรับมาใช้ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครอง เป็นบทบัญญัติตามมาตรา 75/4 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2559 ประกอบระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการปรับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองให้ถูกต้องครบถ้วนหรือปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร พ.ศ. 2560 โดยได้นำบทบัญญัติเรื่องมาตรการปรับที่ปรากฏในกฎหมายต่างประเทศมาศึกษาเปรียบเทียบ วิเคราะห์ และนำมาพัฒนาบทบัญญัติต่างๆ เพื่อให้การใช้มาตรการปรับมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการศึกษาพบว่า บทบัญญัติเรื่องผู้มีสิทธิร้องขอใช้มาตรการปรับตามข้อ 4 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการปรับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐที่มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองให้ถูกต้องครบถ้วนหรือปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร พ.ศ. 2560 กำหนดไว้ว่า ผู้มีสิทธิร้องขอใช้มาตรการปรับได้มีเพียงคู่กรณี แต่ไม่ได้บัญญัติเพื่อให้คำนิยามว่า คู่กรณีหมายถึงผู้ใดบ้าง อีกทั้งไม่ได้มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลในการเรียกค่าปรับซ้ำได้ หากยังไม่มีการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครอง ผู้เขียนจึงขอเสนอแนวทางการเพิ่มเติมบทบัญญัติบางประการในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการปรับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองให้ถูกต้องครบถ้วนหรือปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร พ.ศ. 2560 โดยเพิ่มเติมนิยามคำว่า คู่กรณี และเพิ่มเติมบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลในการเรียกค่าปรับซ้ำได้ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐชำระค่าปรับต่อศาล แต่ความปรากฏต่อศาลว่า ยังมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองให้ถูกต้องครบถ้วน ให้ศาลมีอำนาจสั่งปรับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวทุกหกสิบวันนับแต่วันที่ได้มีการชำระค่าปรับ จนกว่าจะมีการปฏิบัติตามคำบังคับ ทั้งนี้ เพื่อให้บทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการนำมาตรการปรับมาใช้ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองไทยมีความชัดเจนและเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อให้การบังคับคดีเป็นไปตามวัตถุประสงค์และอำนวยความยุติธรรมโดยแท้จริง


การกระทำร่วมกันโดยใช้อัลกอริทึมภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า, ณิชากร ขอนทอง Jan 2022

การกระทำร่วมกันโดยใช้อัลกอริทึมภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า, ณิชากร ขอนทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การกระทำร่วมกันโดยอาศัยอัลกอริทึมของผู้ประกอบธูุรกิจเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลให้เกิดการลด จำกัด หรือผูกขาดการแข่งขัน อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 มาตรา 54 อย่างไรก็ตามประเทศไทยไม่ปรากฏคดีเกี่ยวกับการพิจารณาการกระทำร่วมกันโดยใช้อัลกอริทึมของผู้ประกอบธุรกิจ เนื่องด้วยถ้อยคำตามบทบัญญัติที่ไม่อาจตีความได้หากปราศจากพยานหลักฐานหรือพฤติการณ์ หรือสิ่งอื่นใดที่จะชี้ถึงการมีอยู่ของการกระทำร่วมกันโดยใช้อัลกอริทึมของผู้ประกอบธุรกิจ ส่งผลให้กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นข้อบกพร่องในการกำกับดูแลการกระทำดังกล่าว จึงควรมีการวางแนวทางหรือกำหนดมาตรการเพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐาน หรือแนวทางการพิจารณาการกระทำร่วมกันโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรืออัลกอริทึม เพื่อให้สอดคล้องกับระบบกฎหมายของประเทศไทยและบทลงโทษจากการฝ่าฝืนมาตราดังกล่าว ได้แก่ โทษทางอาญาและโทษทางปกครอง เพื่อความเข้าใจของผู้ที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายและเท่าทันต่อเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง มิเช่นนั้นจะเกิดสุญญากาศทางกฎหมายของกฎหมายการแข่งขันทางการค้าที่ผู้ประกอบธุรกิจจะฉวยโอกาสในการแสงหาประโยชน์ร่วมกันโดยอาศัลอัลกอริทึม ทั้งนี้จากการศึกษาเห็นว่าแนวทางของกฎหมายต่างประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษาแนวทางการตีความกฎหมายการแข่งขันทางการค้า หรือแนวทางการพิจารณาของศาลในประเทศต่างๆ ในประเด็นการกระทำร่วมกันโดยใช้อัลกอริทึมของผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย


ความสามารถในการให้ความยินยอมของผู้เยาว์ในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล, ดลญา แสงดาว Jan 2022

ความสามารถในการให้ความยินยอมของผู้เยาว์ในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล, ดลญา แสงดาว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผู้เยาว์เป็นบุคคลเปราะบาง เนื่องจากมีความสามารถอย่างจำกัดในการให้ความยินยอมอย่างอิสระ ซึ่งการให้ความยินยอมในการประมวลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน ฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาว่า กิจกรรมใดที่ผู้เยาว์สามารถให้ความยินยอมในการประมวลข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยลำพัง รวมถึงความเหมาะสมของกำหนดอายุของผู้เยาว์ที่สามารถให้ความยินยอมด้วยตนเอง ตามมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ตลอดจนการนำบทบัญญัติเรื่องนิติกรรมที่ผู้เยาว์สามารถทำได้โดยลำพัง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 22 มาตรา 23 และมาตรา 24 มาใช้เป็นข้อยกเว้นกรณีที่ผู้เยาว์สามารถให้ความยินยอมในการประมวลข้อมูลส่วนบุคคลด้วยตนเองได้ ผลการศึกษาพบว่า กิจกรรมที่ผู้เยาว์สามารถให้ความยินยอมได้โดยลำพัง ได้แก่ การให้ความยินยอมแก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลในการอนุญาตให้ผู้ปกครองเข้าถึงหรือขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลแทนผู้เยาว์ ในขณะที่กำหนดอายุของผู้เยาว์ยังมีความไม่สอดคล้องกับหลักการศึกษาทางการแพทย์เกี่ยวกับพัฒนาการด้านความคิดสติปัญญาของผู้เยาว์ และการตีความและปรับใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 22 มาตรา 23 และมาตรา 24 ยังมีความไม่ชัดเจนอยู่มาก ผู้เขียนจึงเห็นควรให้มีการนำหลักการของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ประเทศอังกฤษ ประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น ในเรื่องความสามารถและกำหนดอายุในการให้ความยินยอมของผู้เยาว์ ตลอดจนมาตรฐานในการตรวจสอบความยินยอมของผู้ปกครอง มาพัฒนาและปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ของประเทศไทยต่อไป


ขอบเขตความรับผิดทางอาญาตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542, ตรีภพ โสวรรณรัตน์ Jan 2022

ขอบเขตความรับผิดทางอาญาตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542, ตรีภพ โสวรรณรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขอบเขตของความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โดยมุ่งศึกษาปัญหาในการบังคับใช้ รวมถึงแนวความคิดและเจตนารมณ์ในการบัญญัติความผิดฐานฟอกเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดตามมาตรา 5 (3) และนิยามของ "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ที่แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี พ.ศ. 2558 อีกทั้งยังศึกษาขอบเขตการบังคับใช้และการบัญญัติความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรฐานสากล เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปรับปรุงความผิดฐานฟอกเงิน จากการศึกษาพบว่าความผิดฐานฟอกเงินในประเทศไทยมีการนำไปบังคับใช้เป็นจำนวนน้อย เนื่องจากความไม่ชัดเจนในข้อกฎหมายว่าการตีความความหมายของความผิดอาญาฟอกเงินนั้นกว้างแค่ไหน อย่างไร โดยสาเหตุของปัญหาดังกล่าวมีที่มาจากการแก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 ที่เพิ่มเติมลักษณะของการกระทำความผิดตามมาตรา 5 (3) ที่มีขอบเขตความรับผิดที่กว้างขวางและไม่ชัดเจน มีลักษณะของการกระทำที่อาจไปทับซ้อนกับการกระทำความผิดมูลฐาน อันนำไปสู่การลงโทษซ้ำหรือลงโทษไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำความผิดได้ อีกทั้ง ในการแก้ไขครั้งดังกล่าวยังได้มีการแก้ไขนิยามของ “ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด” อันเป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ให้มีขอบเขตกว้างเกินไปกว่าที่พันธกรณีระหว่างประเทศกำหนด จนทำให้เกิดความสับสนในการบังคับใช้ได้ ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการแก้ไของค์ประกอบความผิดฐานฟอกเงินดังกล่าว โดยกำหนดให้ความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรา 5 (3) ไม่นำไปบังคับใช้กับผู้กระทำความผิดมูลฐานเพื่อป้องกันการลงโทษซ้ำ หรือการลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ อีกทั้ง ยังแก้ไขวัตถุแห่งการกระทำความผิดให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และกำหนดเหตุยกเว้นความผิดและเหตุยกเว้นโทษในบางกรณี เพื่อเป็นการจำกัดขอบเขตที่กว้างขวางของความผิดฐานฟอกเงิน ลดการบังคับใช้โทษทางอาญา และทำให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น


การใช้เทคโนโลยีใหม่ในการขัดกันทางอาวุธกับผลกระทบต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ, ดามร คำไตรย์ Jan 2022

การใช้เทคโนโลยีใหม่ในการขัดกันทางอาวุธกับผลกระทบต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ, ดามร คำไตรย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การใช้เทคโนโลยีใหม่ในการขัดกันทางอาวุธเปลี่ยนแปลงสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะของเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นอาวุธ เทคโนโลยีที่ไม่ใช่อาวุธโดยสภาพแต่ถูกใช้เยี่ยงอาวุธ เทคโนโลยีที่ใช้ประกอบร่วมกับระบบอาวุธเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบอาวุธ ก่อให้เกิดข้อพิจารณาว่ากฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศยังสามารถปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมและเพียงพอหรือไม่ แม้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศมีหลักการพื้นฐานที่มีลักษณะเป็นการทั่วไปเพื่อจำกัดวิธีการและปัจจัยในการขัดกันทางอาวุธที่จะต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อบุคคลและทรัพย์สิ่งของที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง แต่เมื่อพิจารณาถึงความยืดหยุ่นของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ฝ่าฝืนหรือบิดเบือนต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย พบว่ากฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศยังมีขีดจำกัดในการปรับตัวของหลักการทำให้ไม่สามารถนำไปปรับใช้กับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างเหมาะสมในบางกรณี เทคโนโลยีมีความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง รวดเร็วและไม่สามารถคาดหมายได้ ในขณะที่พัฒนาการของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วให้เท่าทันพัฒนาการของการใช้เทคโนโลยีในการขัดกันทางอาวุธ โดยขณะนี้ยังเร็วไปที่จะสามารถบ่งชี้หลักกฎหมายใหม่ที่ควรจะมีเพิ่มเติมเพื่อให้ปรับใช้ได้กับการใช้เทคโนโลยีใหม่อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม การใช้กฎหมายระหว่างประเทศในมิติอื่นเช่นการควบคุมหรือการจำกัดการใช้เทคโนโลยีโดยทั่วไป ซึ่งรวมถึงจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีใหม่เช่นปัญญาประดิษฐ์อาจเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมการใช้เทคโนโลยีใหม่ให้สอดคล้องต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ


การปรับใช้กฎอนามัยระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพ ในช่วงการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดต่ออันตรายระหว่างประเทศ: กรณีศึกษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ในประเทศไทย, ตรีรัตน์ ทองมั่ง Jan 2022

การปรับใช้กฎอนามัยระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพ ในช่วงการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดต่ออันตรายระหว่างประเทศ: กรณีศึกษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ในประเทศไทย, ตรีรัตน์ ทองมั่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบต่อด้านต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาสุขภาพและการเสียชีวิตของประชากรโลก ผู้เขียนจึงมุ่งศึกษาแนวทางในการป้องกันการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดต่อระหว่างประเทศตามข้อคำนึงถึงเนื้อหาของสิทธิด้านสุขภาพตาม CESCR General Comment No. 14: The Right to the Highest Attainable Standard of Health (Art. 12) โดยมีการศึกษาถึงแนวทางของคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อให้สิทธิด้านสุขภาพได้รับการคุ้มครอง ในสถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวมถึงการศึกษาความสัมพันธ์ของสิทธิด้านสุขภาพกับสิทธิมนุษยชนประการอื่น ๆ และบรรดาข้อจำกัดในยุคของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมีการวิเคราะห์เชื่อมโยงกับการประยุกต์ใช้สิทธิด้านสุขภาพตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในประเทศไทยภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากการศึกษาพบว่า การดำเนินนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ภายในประเทศตามแนวทางของกฎอนามัยระหว่างประเทศขององค์การอนามัยโลกยังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายในประเทศไทย เนื่องจากพบความท้าทายในการประยุกต์ใช้สิทธิ ได้แก่ การกระทำอันเป็นการเลือกปฏิบัติ อุปสรรคในการเข้าถึงระบบสุขภาพของกลุ่มบุคคลที่อ่อนแอ การขาดแคลนอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงาน การควบคุมโรคระบาด การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก สินค้า และบริการด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัคซีนสำหรับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นำไปสู่การดำเนินมาตรการที่เป็นข้อจำกัดสิทธิมนุษยชนประการอื่น ดังนั้น ความท้าทายในการประยุกต์ใช้สิทธิด้านสุขภาพ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จึงต้องหาแนวทางแก้ไข โดยมุ่งเน้นที่การปรับใช้นโยบายและมาตรการตามข้อคำนึงถึงเนื้อหาของสิทธิด้านสุขภาพตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เพื่อให้บรรลุถึงการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพได้ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019


ปัญหากฎหมายลิขสิทธิ์กรณีผู้ใช้งานในโลกอินเตอร์เน็ตสร้างสรรค์ผลงานโดยการทำซ้ำ ดัดแปลง หรือรวบรวมผลงานของผู้อื่น, พรกรัณย์ เลิศธนพาณิชย์ Jan 2022

ปัญหากฎหมายลิขสิทธิ์กรณีผู้ใช้งานในโลกอินเตอร์เน็ตสร้างสรรค์ผลงานโดยการทำซ้ำ ดัดแปลง หรือรวบรวมผลงานของผู้อื่น, พรกรัณย์ เลิศธนพาณิชย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากสภาพสังคมปัจจุบันที่มีการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ใช้งานหรือบุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานและเผยแพร่ลงบนโลกอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานที่ผู้ใช้งานดัดแปลงจากผลงานอันมีลิขสิทธิ์อื่น (User-Derived Content)(“UDC”) ที่มักนำผลงานอันมีลิขสิทธิ์มาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และผู้ทำผลงาน UDC ส่วนมากไม่อาจอ้างข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เพื่อให้รับความคุ้มครองได้ จึงเป็นประเด็นที่ควรศึกษาหาแนวทางการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ทำผลงาน UDC อย่างเหมาะสม เมื่อศึกษาถึงข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ในกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และสาธารณรัฐเกาหลี พบว่า สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐเกาหลีกำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีลักษณะเป็นการทั่วไป ซึ่งสามารถปรับใช้เพื่อให้ความคุ้มครองกับ UDC เป็นรายกรณีได้ หากพิจารณาแล้วว่าเป็นการใช้งานที่เป็นธรรม ในขณะที่แคนาดากำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นกรณีเฉพาะสำหรับการทำผลงานสร้างสรรค์ของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต (User-Generated Content)(“UGC”) ซึ่งหากผลงาน UDC ได้ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้แล้วย่อมได้รับความคุ้มครอง วิทยานิพนธ์นี้จึงเสนอให้ประเทศไทยแก้ไขเพิ่มเติมข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ทำผลงาน UDC โดยการแก้ไขมาตรา 32 ให้เป็นบทบัญญัติข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีลักษณะเป็นการทั่วไป โดยนำแนวทางของสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐเกาหลีมาปรับใช้ ประกอบกับการนำแนวทางการกำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของประเทศแคนาดามาปรับใช้ เพื่อให้ความคุ้มครองการสร้างสรรค์ของผู้ทำ UDC อันสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายลิขสิทธิ์และเพื่อรองรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่อไป


สิทธิการตัดขาดการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานของลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานไทย, พัทธมนัส ไพบูลย์ศิริ Jan 2022

สิทธิการตัดขาดการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานของลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานไทย, พัทธมนัส ไพบูลย์ศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานเป็นปัญหาหนึ่งที่พบได้จากการทำงานในปัจจุบัน เนื่องจากการติดต่อสื่อสารที่สะดวกและรวดเร็ว จึงมีการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานมากขึ้น ลูกจ้างต้องทำงานนอกเวลาทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยนายจ้างสามารถติดต่อและสั่งงานลูกจ้างได้ผ่านทางโทรศัพท์ การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ และการส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ในโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ที่มีการทำงานที่บ้าน ซึ่งมีความแตกต่างกับการทำงานปกติ ทำให้การปิดการติดต่อสื่อสารเรื่องงานทำได้ยากขึ้น อันกระทบต่อสิทธิความเป็นส่วนตัว สิทธิการพักผ่อน และสิทธิความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน อีกทั้งกฎหมายแรงงานที่สำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีการรับรองและคุ้มครองลูกจ้างเกี่ยวกับสิทธิการตัดขาดการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานแต่ไม่ครอบคลุมถึงลูกจ้างทุกคนอย่างเหมาะสม รวมทั้งกฎหมายแรงงานอื่นๆ ไม่มีการรับรองและคุ้มครองลูกจ้างเกี่ยวกับสิทธิการตัดขาดการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงาน วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งพิจารณาว่าการรับรองและคุ้มครองสิทธิการตัดขาดการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานมีความเหมาะสมและเพียงพอหรือไม่ รวมถึงหาแนวทาง รูปแบบ หรือวิธีการที่เหมาะสมในการพัฒนากฎหมาย เพื่อให้มีการรับรองและคุ้มครองสิทธิดังกล่าวอย่างเหมาะสม ในรูปแบบการออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 เพื่อเป็นการสร้างสมดุลระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวให้กับทั้งลูกจ้างและนายจ้าง โดยไม่เป็นการกระทบสิทธิของทั้งสองฝ่ายมากเกินไป


วิวัฒนาการการกำหนดความผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์, พุฒิพงศ์ จวบความสุข Jan 2022

วิวัฒนาการการกำหนดความผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์, พุฒิพงศ์ จวบความสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิวัฒนาการและแนวคิดของการกำหนดความผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ของประเทศไทย ตามที่ปรากฏใน กฎหมายมังรายศาสตร์ กฎหมายตราสามดวง กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 และประมวลกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบัน รวมถึงศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศอังกฤษ ประเทศอินเดีย และประเทศฝรั่งเศสโดยอธิบายกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ รวมถึงสภาพสังคม การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดองค์ประกอบความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เพื่อพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลกระทบในการกำหนดความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นความผิดที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองกรรมสิทธิ์ ตลอดจนสิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของบุคคลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้บุคคลใดมาทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินของบุคคลอื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย อีกทั้งมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน จากการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายและสังคมวิทยากฎหมายพบว่า การกำหนดความผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย อาณาจักรล้านนาซึ่งเป็นอาณาจักรใกล้เคียง สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยปฏิรูปกฎหมายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยแปรผันตามปัจจัยด้านสังคม การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ล้วนมีอิทธิพลต่อการวิวัฒน์ของกฎหมาย วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้ศึกษาถึงแนวความคิดของการบัญญัติความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์โดยแบ่งช่วงการศึกษาออกเป็นสองช่วง คือ ช่วงยุคกฎหมายก่อนสมัยใหม่ และช่วงยุคกฎหมายสมัยใหม่ โดยถือเอาช่วงการปฏิรูปกฎหมายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศเพื่อที่จะสามารถเปรียบเทียบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกําหนดความผิดของแต่ละประเทศในแต่ละช่วงเวลาได้ ทั้งนี้การศึกษาพบว่า แนวความคิดการกําหนดความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ของประเทศไทย และต่างประเทศมีความคล้ายคลึงกันในแต่ละยุคสมัย โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองเปลี่ยนแปลงไปจากการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของผู้ปกครอง หรือทรัพย์สินที่มีความสำคัญต่อชุมชนหรือรัฐ มาเป็นการมุ่งคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเอกชนเพื่อผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจของเอกชนและรัฐ อีกทั้งมีการแยกความรับผิดทางแพ่งและความรับผิดทางอาญาออกจากกันอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงไปกฎหมายของแต่ละประเทศยังคงมุ่งคุ้มครองทรัพย์สินบางประเภทที่มีความสำคัญตั้งแต่ครั้งอดีตกาล การกำหนดความรับผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์จึงมิได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กัน อันมีผลต่อแนวความคิดในการคุ้มครองกรรมสิทธิ์ และสิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของบุคคล ทั้งนี้ จุดเปลี่ยนของการปฏิรูปกฎหมายของแต่ละประเทศแตกต่างกันกล่าวคือ ประเทศฝรั่งเศสเกิดจากสภาวะการขับเคลื่อนภายในประเทศในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการปกครอง ในขณะที่ประเทศอังกฤษเกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ประเทศไทยเกิดจากสภาวะกดดันทางอ้อมในด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ต่างจากประเทศอินเดียซึ่งการปฏิรูปเกิดจากสภาวะการบังคับโดยตรงเนื่องจากอยู่ภายใต้อาณานิคม


ปัญหากฎหมายการลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสมาคมการค้าและหอการค้าในประเทศไทย, มิณ นิติพน Jan 2022

ปัญหากฎหมายการลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสมาคมการค้าและหอการค้าในประเทศไทย, มิณ นิติพน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะมุ่งศึกษาเรื่องข้อจำกัดและการกำกับดูแลการลงทุนแห่งพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509 โดยวิเคราะห์เกี่ยวกับข้อจำกัดของสมาคมการค้าที่ปัจจุบันอนุญาตให้ถือได้เฉพาะตราสารหนี้และหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้ พร้อมทั้งวิเคราะห์ถึงการกำกับดูแลการลงทุนของสมาคมการค้า และ ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาหากมีการปรับปรุงบทบัญญัติในข้อจำกัดการลงทุนของสมาคมการค้าตามมาตรา 22(1) วิธีการวิจัยในเอกัตศึกษาฉบับนี้ดำเนินการวิจัยจากเอกสาร ศึกษาค้นคว้า และวิเคราะห์เกี่ยวหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสมาคมการค้า ตลอดจน รวบรวมข้อเท็จจริง ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับการลงทุนของสมาคมการค้ารวมทั้งการขอคำปรึกษาและนำจากอาจารย์ เพื่อการวิเคราะห์และศึกษาทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเสนอความคิดเห็นและหาข้อสรุปของการศึกษาต่อไป การศึกษานี้พบว่าบทบัญญัติในเรื่องการลงทุนของพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509 แสดงให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันในเรื่องการพัฒนาการค้า และไม่ทันต่อกันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอให้แก้ไขบทบัญญัติของพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509 ตามมาตรา 22(1) เพื่อให้สมาคมการค้ามีทางเลือกในการบริหารจัดการสินทรัพย์ของตนเองมากขึ้น โดยพิจารณาเลือกลงทุนในความเสี่ยงที่ต่ำ และยังเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสมาคมการค้าที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำการส่งเสริมการประกอบวิสาหกิจอันมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้แบ่งปันกัน โดยดำเนินกิจการสนับสนุนสมาชิกในสมาคมการค้าให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์เท่านั้น พร้อมกับวิเคราะห์แนวทางการกำกับดูแลการลงทุนของสมาคมการค้า


การกำหนดมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย, ศุภณัฐ จิตต์มาตร Jan 2022

การกำหนดมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย, ศุภณัฐ จิตต์มาตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาการกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลในมิติการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยทั้งในรูปแบบภาคบังคับ (mandatory disclosure) ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และภาคความสมัครใจ (voluntary disclosure) ตามคำแนะนำของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนของธนาคารพาณิชย์และภาคธุรกิจพร้อมทั้งเสนอแนะมาตรฐานและแนวทางในการกำกับดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ วิธีวิจัยเอกัตศึกษาฉบันนี้ใช้วิธีวิจัยจากเอกสารโดยการศึกษา ค้นคว้า และวิเคราะห์เกี่ยวกับทฤษฎีและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลักการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนในมิติการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนศึกษาบทความ หนังสือ วารสาร รายงาน กฎหมายต่างประเทศ สื่ออินเตอร์เน็ต และคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาในประเด็นที่เหมาะสมเพื่อเสนอความเห็นและหาข้อสรุปของการศึกษา จากการศึกษาทำให้พบว่าสถาบันการเงินโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ยังไม่ได้นำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปเป็นต้นทุนดำเนินธุรกิจ และความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของแต่ละภาคส่วนยังมีความเข้าใจแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูล ประกอบกับธนาคารพาณิชย์ยังไม่มีการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมีปัญหาองค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในภาคการเงินและภาคธุรกิจ ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจแก้ไขได้ด้วยการกำกับดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงและโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอแนวทางในการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและเปรียบเทียบกันได้ในระดับสากล


การกําหนดให้ความผิดเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ณัฐชยา เดชมา Jan 2022

การกําหนดให้ความผิดเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ณัฐชยา เดชมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561นั้น จัดว่าเป็นปัญหาที่สำคัญมากปัญหาหนึ่งของประเทศ เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่นักลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว ยังกระทบกระเทือนต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอีกด้วย และด้วยเหตุที่การกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง จึงทำให้ในปัจจุบันมีกลุ่มอาชญากรที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นจำนวนมาก และปัญหาที่ตามมาคือผู้กระทำความผิดจะนํารายได้ที่ได้จากการกระทำความผิดนั้นไปทำการฟอกเงินเพื่อนําเงินดังกล่าวกลับเข้าสู่ระบบการเงินปกติ อีกทั้งยังนํามาใช้เป็นทุนในการประกอบความผิดต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายฉบับใดสามารถบังคับใช้เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้เองจึงจําเป็นต้องหามาตรการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพเพื่อมาบังคับใช้ ได้แก่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เนื่องจากเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงและข้อสำคัญคือมีมาตรการริบทรัพย์สินที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้สามารถลดจำนวนผู้กระทำความผิด รวมถึงสกัดกั้นการฟอกเงินจากการกระทำความผิดที่กล่าวมาได้ จึงควรกําหนดให้การกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เพื่อที่จะนํามาตรการทางกฎหมายจากพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้


ปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยการลงทุนของธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ในวิสาหกิจเริ่มต้น : ศึกษากรณีการลงทุนในบริษัทจำกัด, ปาณิสรา อารยะถาวร Jan 2022

ปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยการลงทุนของธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ในวิสาหกิจเริ่มต้น : ศึกษากรณีการลงทุนในบริษัทจำกัด, ปาณิสรา อารยะถาวร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาในประเด็นการเสนอขายหุ้นเพิ่มเงินทุนของบริษัทจำกัดแก่ธุรกิจเงินร่วมลงทุนซึ่งถือเป็นบุคคลภายนอกและประเด็นการออกหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาจดทะเบียนเพื่อให้สอดคล้องกับ Anti dilution provision อันจำเป็นต่อการเลือกลงทุนของ Venture Capital ในวิสาหกิจขนาดเริ่มต้นประเภทบริษัทจำกัด ในการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาดังกล่าว ได้อาศัยการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากกฎหมาย ข้อบังคับ และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนบทความและข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เป็นการวิจัยทางเอกสาร (Documentary Research) แล้วนำมาวิเคราะห์ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับกฎหมายในต่างประเทศเพื่อหาแนวทางในการพัฒนากฎหมายไทยต่อไป จากการศึกษาพบว่าปัญหาหลักของวิสาหกิจขนาดเริ่มต้นที่ยังไม่ประสบความสำเร็จคือปัญหาการขาดแคลนเงินทุน ธุรกิจเงินร่วมลงทุนจึงเป็นเครื่องมือการระดมทุนที่สำคัญของวิสาหกิจขนาดเริ่มต้น แต่เนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1222 วางหลักไว้ว่าการออกหุ้นใหม่ของบริษัทจำกัดต่อเสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิม กรณีไม่สอดคล้องกับกฎหมายและประกาศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งไม่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติจริง และตามมาตรา 1105 วรรคหนึ่ง วางหลักไว้ว่า ห้ามมิให้ออกโดยราคาต่ำไปกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติทางการค้าของธุรกิจเงินร่วมลงทุนที่มักตั้งเงื่อนไข Anti-Dilution Provision กฎหมายไทยจึงยังไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนของวิสาหกิจขนาดเริ่มต้น ทำให้ระบบนิเวศน์ทางธุรกิจ (Startup ecosystem) ของประเทศไทยยังไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ดังนั้น จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1222 โดยให้สามารถขายหุ้นแก่บุคคลภายนอกได้ และควรแก้ไขมาตรา 1105 ให้บริษัทจำกัดสามารถออกหุ้นในราคาต่ำกว่าที่ตราไว้ ในกรณีที่บริษัทดำเนินการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี บริษัทประสบปัญหาขาดทุน และผ่านการอนุมัติในมติที่ประชุมของผู้ถือหุ้นมาใช้ในประเทศไทย


การเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมและขนาดย่อยในประเทศไทยผ่านการใช้คาร์บอนเครดิตเป็นหลักประกัน, ธันวรัตน์ ปทุมาสูตร Jan 2022

การเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมและขนาดย่อยในประเทศไทยผ่านการใช้คาร์บอนเครดิตเป็นหลักประกัน, ธันวรัตน์ ปทุมาสูตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาถึงมาตรการทางกฎหมายในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับให้คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นหลักประกันในการให้สินเชื่อแก่ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (Micro-entrepreneurs, Small and Medium-sized Entrepreneurs : MSMEs) ของสถาบันการเงิน เพื่อแก้ปัญหาการไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนจากสถาบันการเงินเนื่องจากขาดหลักประกันในการได้รับสินเชื่อ ตลอดจนลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่ MSMEs จากการใช้บังคับของนโยบายการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศ การวิจัยนี้พบว่า มีปัญหาในการกำหนดคำจำกัดความของทรัพย์สินที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันได้ ภายใต้พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอื่นที่อยู่นอกเหนือมาตรา 8 และในกฎกระทรวงมาเป็นหลักประกันตามพระราชบัญญัติได้ อันทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติที่ต้องการแก้ปัญหาข้อจำกัดในการนำทรัพย์สินมาเป็นหลักประกัน นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในด้านกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน ที่วางข้อจำกัดเรื่องหลักประกันในการให้สินเชื่อ ทำให้สถาบันการเงินไม่สามารถยอมรับหลักประกันที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้หรือไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้ ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ตลอดจนกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถให้สินเชื่อแก่ MSMEs โดยมีทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันที่หลากหลายและคลอบคลุมทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น


ปัญหากฎหมายการถือหุ้นของตนเองและการซื้อหุ้นคืนของวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศไทย, ปภาวี ยิ่งกิจภิญโญ Jan 2022

ปัญหากฎหมายการถือหุ้นของตนเองและการซื้อหุ้นคืนของวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศไทย, ปภาวี ยิ่งกิจภิญโญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หลักการรักษาเงินทุนของบริษัทถือเป็นหลักการที่สำคัญของกฎหมายบริษัทที่มีขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้ในการได้รับชำระหนี้ และเพื่อคุ้มครองผู้ถือหุ้นมิให้ได้รับความเสียหายจากการที่ทุนของบริษัทลดลง อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ได้มีการยกเลิกหรือผ่อนคลายหลักการดังกล่าวลง เนื่องจากการกำหนดหลักการรักษาเงินทุนนั้นก่อให้เกิดความขัดข้องทางธุรกิจในทางปฏิบัติและก่อให้บริษัทเกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หากแต่เมื่อพิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทจำกัดในประเทศไทยยังปรากฏว่าบทบัญญัติต่าง ๆ ยังคงรองรับหลักการรักษาเงินทุนอยู่โดยให้บริษัทปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด โดยมีบทบัญญัติซึ่งห้ามมิให้บริษัทถือหุ้นและซื้อหุ้นของตนเองคืนซึ่งไม่เหมาะสมต่อลักษณะการประกอบธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ในปัจจุบันซึ่งเป็นธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาถึงปัญหากฎหมายการถือหุ้นของตนเองและการซื้อหุ้นคืนของวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศไทย โดยวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่วิสาหกิจเริ่มต้นซึ่งมักจะจัดตั้งในรูปแบบของบริษัทจำกัดไม่สามารถซื้อหุ้นของตนเองคืนกลับมาและนำมาถือเองเพื่อนำไปใช้บริหารทางการเงินและใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารต่าง ๆ ของบริษัทได้ เช่น นำไปจัดสรรให้แก่พนักงานตามโครงการจัดสรรหุ้นให้พนักงานของบริษัท (ESOP) หรือการทยอยให้หุ้น (Vesting) ได้ และศึกษาเปรียบเทียบการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยบริษัทในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และประเทศสิงค์โปร์ รวมถึงหลักเกณฑ์ว่าด้วยวิธีการซื้อหุ้นคืนในบริษัทมหาชนจำกัดในประเทศไทยเพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายของประเทศไทยให้เหมาะสมและคุ้มครองผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ของบริษัท


การจัดตั้งกองทุนเฉพาะเพื่อประกันสิทธิเจ้าหนี้แรงงานระหว่างที่ลูกหนี้ล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการ, ณิชมน ฤทธิ์ผดุงศิลป์ Jan 2022

การจัดตั้งกองทุนเฉพาะเพื่อประกันสิทธิเจ้าหนี้แรงงานระหว่างที่ลูกหนี้ล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการ, ณิชมน ฤทธิ์ผดุงศิลป์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันความคุ้มครองลูกจ้างในฐานะเจ้าหนี้แรงงานในกระบวนการล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการใช้ระบบผสมโดยใช้บุริมสิทธิควบคู่กับระบบรับประกันค่าจ้างเพื่อลูกจ้างได้รับประกันค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ตามสัญญาจ้างในช่วงที่ลูกจ้างมีความเสี่ยงมากที่สุด และสามารถช่วงสิทธิจากลูกจ้างมาเรียกร้องจากกองทรัพย์สินของนายจ้าง เพื่อระบบบังคับหลักประกันในกระบวนการล้มละลายมีความแน่นอนและการให้กู้ยืมจากระบบสินเชื่อสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงเป็นผลให้ระบบเศรษฐกิจมีความมั่นคงยิ่งขึ้น ประเทศไทยคุ้มครองลูกจ้างโดยให้บุริมสิทธิและให้การสงเคราะห์ลูกจ้างผ่านกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สิทธิที่ลูกจ้างได้รับจึงไม่ใช่การประกันสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานของลูกจ้าง ดังนั้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจึงไม่สามารถสวมบทบาทกองทุนประกันสิทธิเรียกร้องได้ จึงจำเป็นต้องศึกษาหลักการ แนวคิดและรูปแบบการจัดตั้งการประกันสิทธิเรียกร้องของลูกจ้างในกรณีนายจ้างล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการในรูปแบบกองทุน โดยนำแนวทางมาตรฐานระหว่างประเทศ รวมถึงศึกษาประเทศเกาหลีใต้และประเทศออสเตรเลียเพื่อเป็นมาตรฐานในการก่อตั้งกองทุนประกันสิทธิเรียกร้องโดยเสนอให้มีการประกับสิทธิเรียกร้องลูกจ้างโดยจัดตั้งในรูปแบบกองทุนเฉพาะเพื่อประกันสิทธิเจ้าหนี้แรงงานระหว่างที่ลูกหนี้ล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการเพื่อคุ้มครองลูกจ้างหรือเจ้าหนี้แรงงานต่อไป


ปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย, นิติพัฒน์ แสงเพชร Jan 2022

ปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย, นิติพัฒน์ แสงเพชร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีสำคัญที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทยโดยมุ่งจัดเก็บจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าและการให้บริการของผู้ประกอบการในระบบเศรษฐกิจ ด้วยเหตุที่การจัดเก็บภาษีมีลักษณะเป็นการกระทบสิทธิในทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง การปรับใช้หรือตีความกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัดตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ อย่างไรก็ดี ในหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ 0702/8757 ลงวันที่ 29 กันยายน 2558 ซึ่งเป็นการตอบข้อหารือในประเด็นปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการที่อนุญาโตตุลาการได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น ปรากฏว่ากรมสรรพากรกลับไม่ได้พิจารณาว่าอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ประกอบการในทางธุรกิจหรือในทางวิชาชีพหรือไม่แต่อย่างใด ทั้งที่หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่บัญญัติเอาไว้ในประมวลรัษฎากร จากการศึกษาหลักเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากรตลอดจนหลักการของกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มโดยเปรียบเทียบกับกรณีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการในราชอาณาจักรเดนมาร์กและสมาพันธรัฐสวิสพบว่าประเทศไทยยังมีการตีความและปรับใช้หลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการที่อนุญาโตตุลาการได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรตลอดจนลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการ ผู้เขียนจึงได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการตีความการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการดังกล่าวเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสอดคล้องกับลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการ ทั้งยังเพื่อเป็นการสร้างความแน่นอนในการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับจากนักลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศต่อไปด้วย


แนวคิดการหักค่าลดหย่อนและการเครดิตภาษีในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, หฤษฎ ศิริวรรณพร Jan 2022

แนวคิดการหักค่าลดหย่อนและการเครดิตภาษีในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, หฤษฎ ศิริวรรณพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ระบบการหักลดหย่อนตามประมวลรัษฎากรในปัจจุบันยังไม่สามารถสร้างการกระจายรายได้ตามจุดมุ่งหมายของภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้าได้อย่างเต็มที่ส่งผลให้คนยากจนไม่สามารถยกระดับชีวิตของตนเองได้ ด้วยเหตุผลหลายประการคือ การขาดการตรวจสอบงบประมาณรายจ่ายทางภาษี การใช้บทบัญญัติว่าด้วยการยกเว้นภาษีเพื่อจุดประสงค์ในการหักลดหย่อน การบรรเทาและการให้สิทธิประโยชน์แก่บุคคลผู้มีรายได้มาก การบรรเทาและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มีผลกลับหัวกลับหาง กระทั่งความซับซ้อนในการปฏิบัติตามกฎหมาย เอกัตศึกษาชิ้นนี้ดำเนินการศึกษาโดยการทบทวนหลักการทางภาษีทั้งในส่วนเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย ตลอดจน แนวคิดทางการเมืองในการกำหนดวิธีการบรรเทาภาระภาษีพบว่า การเครดิตภาษีจะสามารถช่วยให้เกิดการจัดเก็บภาษีตามหลักภาษีอากรที่ดีได้ดีกว่า สามารถจัดการปัญหาการสนับสนุนแบบกลับหัวได้อย่างเด็ดขาด สามารถกำหนดงบประมาณรายจ่ายทางภาษีได้ดี และสามารถตอบสนองนโยบายทางสังคมได้รวดเร็ว ดังที่ปรากฏตามแนวทางของสหรัฐอเมริกา กระนั้น ยังพบว่าการเครดิตภาษีสร้างภาระทางงบประมาณในการควบคุมดูแลมาด้วย ในทางกลับกัน การหักค่าลดหย่อนซึ่งเป็นวิธีดังเดิมในระบบกฎหมายภาษีและได้รับความนิยมในหลายประเทศก็สามารถจัดการกับปัญหาการกระจายรายได้โดยการกำหนดเพดานจำนวนที่สามารถหักค่าลดหย่อน และเป็นวิธีการที่คุ้นเคยกันอยู่เดิม โดยรัฐต้องกำหนดจำนวนการหักค่าลดหย่อนที่รอบคอบและเพียงเท่าที่จำเป็นได้ดังที่ปรากฏตามแนวทางของประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐจะเลือกใช้วิธีการใดเพื่อการบรรเทาหรือให้สิทธิประโยชนทางภาษีก็ตาม รัฐพึงต้องคำนึงถึงการตรวจสอบทางงบประมาณโดยรัฐสภาผ่านการกำหนดให้รัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณรายจ่ายทางภาษี การกำหนดอำนาจผู้ที่สามารถเพิ่มหรือลดการบรรเทาภาระภาษีให้มีความสอดคล้อง ความจำเป็นในการตรากฎหมาย และความชอบด้วยกฎหมายของบทบัญญัติทางภาษี


แนวทางการปรับปรุงการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทางภาษี : ศึกษากรณีรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสาร, ปวริศา วานิช Jan 2022

แนวทางการปรับปรุงการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทางภาษี : ศึกษากรณีรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสาร, ปวริศา วานิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาหลักเกณฑ์ของการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทางภาษีของทรัพย์สินประเภทรถยนต์ประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมาย โดยมีสมมติฐานของการศึกษาวิจัยว่าปัจจุบันข้อจำกัดในการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนทรัพย์สินของกิจการได้ไม่เกินคันละ 1 ล้านบาทนั้น ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับหลักการภาษีอากรที่ดีในเรื่องความเป็นธรรมและและความยืดหยุ่น และบริบททางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงเห็นควรให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับการใช้งานรถยนต์ดังกล่าวของกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ในการศึกษาและพิสูจน์สมมติฐานข้างต้นพบว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการแบ่งประเภทรถยนต์เอาไว้ตามกฎหมายพิกัดสรรพสามิตนั้นได้กำหนดไว้อย่างเหมาะสมแล้ว แต่หลักเกณฑ์ที่จำกัดมูลค่าต้นทุนของรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนไว้เพียง 1 ล้านบาทนั้นไม่เหมาะสมหลายประการ เนื่องจากมีการจำกัดมูลค่าที่ไม่สอดคล้องกับบริบททางด้านเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมากกว่าที่ควรและเกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่ประสงค์จะใช้รถยนต์ดังกล่าวในกิจการอย่างแท้จริง และอาจนำไปสู่การวางแผนเพื่อหลบหลีกภาษีอากรอันเป็นการขัดต่อหลักการจัดเก็บภาษีอากรตามหลักการภาษีอากร และหลักรายจ่ายทางภาษี ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การจำกัดมูลค่าต้นทุน และเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ให้มีการแบ่งการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินเพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์มากขึ้น


ปัญหาการจัดเก็บภาษีลาภลอยกับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย, สุประภา วิศิษฎ์สมบัติ Jan 2022

ปัญหาการจัดเก็บภาษีลาภลอยกับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย, สุประภา วิศิษฎ์สมบัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศ รัฐจึงต้องมีการออกมาตรการในการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เป็นเหตุให้ภาครัฐสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก และทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสภาพคล่องทางการเงินติดลบในช่วงหนึ่งกว่าแสนล้านบาท ด้วยเหตุที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นก่อกำไรให้กับธุรกิจโรงกลั่นจึงมีผู้ออกมาเสนอให้ภาครัฐจัดเก็บภาษีจากโรงกลั่นน้ำมัน เอกัตศึกษาเล่มนี้จึงมุ่งศึกษาบทบาทของภาครัฐในทางเศรษฐกิจเพื่อเป็นหลักการรองรับความชอบธรรมในการแทรกแซงกลไกตลาด นอกจากนี้ยังได้หยิบยกกลไกการจัดเก็บภาษีลาภลอยในประเทศต่าง ๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ถึงความเหมาะสม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีการนำมาใช้ในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า มาตรการที่ภาครัฐมานำมาใช้แก้ปัญหาราคาน้ำมันนั้นต่างตอบโจทย์ปัญหาคนละด้าน มาตรการภาษีลาภลอยเป็นมาตรการที่จะช่วยจำลองสภาพตลาดที่ดำเนินไปโดยการแข่งขันที่สมบูรณ์ และชดเชยเงินงบประมาณที่เสียไปให้แก่ภาครัฐและชดเชยค่าใช้จ่ายของประชาชน อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีลาภลอยมีผลเป็นการลดแรงจูงใจในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการลงทุนของธุรกิจ รัฐจึงควรจัดเก็บภาษีลาภลอยเฉพาะเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วพบว่าธุรกิจโรงกลั่นได้รับลาภลอยจากกลไกตลาดที่ทำงานไม่สมบูรณ์ และเงินที่ได้รับจากการจัดเก็บภาษีจะคุ้มค่าต่อความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น และการจัดเก็บภาษีลาภลอยควรจัดเก็บภาษีจากกำไรสุทธิเฉพาะส่วนเกินกว่ากำไรตามปกติการค้าเพื่อให้เกิดการจัดเก็บภาษีเฉพาะส่วนที่เป็นลาภลอยอย่างแท้จริง และลดโอกาสในการผลักภาระภาษี


ปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ศึกษากรณีการจดทะเบียนคู่ชีวิตตามร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. ...., สุธัชชา ขุนทองแก้ว Jan 2022

ปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ศึกษากรณีการจดทะเบียนคู่ชีวิตตามร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. ...., สุธัชชา ขุนทองแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยได้มีการร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. .... เพื่อเป็นกฎหมายที่รองรับความสัมพันธ์ของการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวระหว่างบุคคลเพศเดียวกันที่มีการอุปการะเลี้ยงดูและมีความสัมพันธ์ในด้านอื่น ๆ ไม่แตกต่างไปจากคู่สมรส แต่อย่างไรก็ดี ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตฯยังไม่ได้กล่าวถึงสิทธิและหน้าที่ของคู่ชีวิตตามกฎหมายอื่น ๆ อีกหลายประการรวมไปถึงสิทธิและหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร เพราะหากร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตฯมีผลบังคับใช้แล้วแต่กลับไม่มีการอำนวยความเป็นธรรมให้แก่คู่ชีวิตย่อมก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของความไม่เท่าเทียมตามมา ประกอบกับการตีความกฎหมายภาษีอากรต้องตีความอย่างเคร่งครัดเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อประมวลรัษฎากรกำหนดไว้แต่เพียงคู่สมรสที่ต้องเป็นชายและหญิงที่จดเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้นจึงจะมีสิทธิและหน้าที่ทางภาษีในเรื่องของการยื่นแบบรายการและเสียภาษีรวมไปถึงการบรรเทาภาระภาษี ทำให้แม้จะมีการยอมรับสถานะคู่ชีวิตแล้วก็ไม่สามารถนำบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับแก่คู่ชีวิตได้ทันที ย่อมแสดงถึงความไม่พร้อมในการรองรับสถานะคู่ชีวิตและก่อให้เกิดไม่เป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีและไม่เป็นไปตามหลักความเสมอภาคทางภาษีอากรที่ไม่ควรเลือกปฏิบัติต่อเพศสภาพหรือเพศวิถีของผู้เสียภาษี รายงานเอกัตศึกษาฉบับนี้จึงได้ทำการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีเงินได้ของคู่ชีวิตในประเทศไอร์แลนด์ที่มีการบังคับใช้และกำหนดสิทธิและหน้าที่ทางภาษีของคู่ชีวิตเช่นเดียวกับคู่สมรส เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของคู่ชีวิตในประเทศไทยให้เกิดความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ


ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างศึกษากรณีบ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ, เรี่ยมพลอย กุศลชู Jan 2022

ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างศึกษากรณีบ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ, เรี่ยมพลอย กุศลชู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “บ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ" อยู่ในบทบังคับที่จะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นเช่นเดียวกับการใช้ประโยชน์อื่น ๆ แต่กฎกระทรวงกำหนดที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ พ.ศ. 2562 วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “บ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ" ไม่ชัดเจน รวมถึงกรณีบ้านอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ส่งผลต่อการใช้ดุลพินิจในการตีความหลักเกณฑ์ดังกล่าวอันนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีและขัดกับหลักภาษีอากรที่ดี เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีจากสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพโดยเปรียบเทียบกับแนวทางการจัดเก็บภาษีจากบ้านที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีลักษณะถูกทิ้งร้างหรือไม่ทำประโยชน์ ในประเทศอังกฤษและประเทศไอร์แลนด์ตามหลักการทางภาษีทรัพย์สิน เพื่อปรับปรุงกฎหมายโดยการกำหนดนิยามและลักษณะของบ้านที่ทิ้งร้างหรือบ้านไม่ทำประโยชน์หรือบ้านว่างตามกฎกระทรวงฯ ให้มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น


การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กรณีถนนและลาน, ภัสนันท์ สิทธิจรรยาวัลย์ Jan 2022

การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กรณีถนนและลาน, ภัสนันท์ สิทธิจรรยาวัลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เนื่องจากทรัพย์สินเป็นเครื่องมือวัดความสามารถในการเสียภาษีของผู้เสียภาษีตามหลักการจัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สิน จึงมุ่งประเด็นวิเคราะห์ในบทบรรเทาภาระภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งให้อำนาจในการยกเว้นภาษีในสิ่งปลูกสร้างที่เป็น ถนน ลาน ตามกฎกระทรวง และให้อำนาจการลดภาษีในสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ตั้งของถนนหรือทางยกระดับ ที่เป็นทางพิเศษหรือเป็นทางหลวงสัมปทาน ในอัตราร้อยละ 90 ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสียสำหรับสิ่งปลูกสร้างนั้นตามพระราชกฤษฎีกา โดยไม่พิจารณาถึงลักษณะแห่งการใช้ประโยชน์เป็นเหตุผลที่สมควรและมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้ในแนวทางตีความนิยามสิ่งปลูกสร้าง ถนนและลาน ยังมีประเด็นความไม่ชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ ผลการศึกษาพบว่า หลักการตีความกฎหมายภาษีอากร ต้องอาศัยการศึกษาวิเคราะห์จากกฎหมายเดิมอันเป็นรากฐานที่เคยมีการบังคับใช้ ซึ่ง ถนนและลาน ล้วนมีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้าง อีกทั้ง การบรรเทาภาระภาษีด้วยการยกเว้นและลดภาษีในสิ่งปลูกสร้างที่เป็น ถนน ลาน โดยไม่มีข้อจำกัดแห่งการบรรเทาให้แตกต่างตามลักษณะการใช้ประโยชน์ นอกจากไม่เป็นไปตามหลักการยกเว้นภาษีและไม่สะท้อนหลักอำนวยรายได้แล้ว ยังไม่เคารพหลักความสามารถในการเสียภาษีอีกเช่นกัน ในขณะที่กฎหมายทรัพย์สินของกรณีศึกษาต่างประเทศ นอกจากจะกำหนดหลักเกณฑ์แห่งการยกเว้นภาษีทรัพย์สินตามหลักทฤษฎีแล้ว ยังมีกำหนดถึงข้อจำกัดแห่งการยกเว้นภาษี อีกทั้งยังมีความละเอียดถี่ถ้วนในการจัดแบ่งประเภทลักษณะการใช้ประโยชน์ จึงขอเสนอให้จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จากสิ่งปลูกสร้างกรณี ถนนและลาน ให้มีความเหมาะสมตามสัดส่วนของความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น และจำกัดกรณีแห่งการยกเว้นภาษีไว้เฉพาะลักษณะแห่งการใช้ประโยชน์บางประเภทเท่านั้น โดยควรจัดเก็บภาษีจากถนนและลานที่มีลักษณะการใช้ประโยชน์อื่นในทางพาณิชยกรรม


ปัญหาการคัดค้านและการแก้ไขบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, วศวดี มีนพัฒนสันติ Jan 2022

ปัญหาการคัดค้านและการแก้ไขบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, วศวดี มีนพัฒนสันติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการคัดค้านและการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทยในปัจจุบัน ผลที่ได้จากการศีกษาค้นคว้าคือ การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทยอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ. 2562 โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดทำบัญชีราคากำหนดประเมินทรัพย์สินนั้น คือ คณะกรรมการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐประจำจังหวัด โดยมีกรมธนารักษ์เข้ามาควบคุมมาตรฐานในการจัดทำบัญชีกำหนดราคาประเมินทรัพย์สิน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่ประกาศราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับจากคณะกรรมการประจำจังหวัด และจัดเก็บภาษีภายในท้องถิ่นของตนเท่านั้น จะเห็นได้ว่ามีการทำงานของสองหน่วยงานควบคู่กันในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคือคณะกรรมการประจำจังหวัด และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งผู้เขียนพบว่ายังคงมีปัญหาหลายประการเกี่ยวกับการคัดค้านและแก้ไขเปลี่ยนแปลงบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังนั้นผู้เขียนจึงได้ศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของกฎหมายภาษีทรัพย์สินของประเทศไทยในอดีต และกฎหมายมลรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศสิงคโปร์ เพื่อนำหลักการและแนวคิดมาปรับใช้กับโครงสร้างระบบภาษีของประเทศไทยในอนาคตต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศไทยมีกรอบแนวทางที่ชัดเจนในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น