Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 1 - 30 of 307
Full-Text Articles in Operational Research
การวิเคราะห์ความสามารถในการขับขี่และพฤติกรรมจากความเหนื่อยล้าโดยใช้สัญญาณภาพ, ภาสวิชญ์ บุญนุช
การวิเคราะห์ความสามารถในการขับขี่และพฤติกรรมจากความเหนื่อยล้าโดยใช้สัญญาณภาพ, ภาสวิชญ์ บุญนุช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อาการเหนื่อยล้ายังคงเป็นประเด็นด้านความปลอดภัยที่สำคัญในกลุ่มผู้ขับรถบรรทุก ซึ่งมักจะส่งผลให้ระดับความสามารถในการขับขี่ลดลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ การศึกษาในครั้งนี้นำเสนอแนวทางการใช้แบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) โดยมีการรวมข้อมูลเหตุการณ์การเกิดพฤติกรรมของผู้ขับขี่ที่ตรวจจับได้จากระบบ AI Camera และข้อมูลด้านประชากรศาสตร์และลักษณะการทำงาน เพื่อทำนายระดับความสามารถในการขับขี่ที่ลดลงที่มีสาเหตุมาจากอาการเหนื่อยล้า โดยทำการศึกษาจากข้อมูลจำนวน 600 วัน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ขับขี่จำนวน 105 คน โดยแบ่งระดับความสามารถในการขับขี่ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ความสามารถปกติ ความสามารถลดลง และความสามารถที่มีความเสี่ยงสูง โดยสังเกตจากพฤติกรรมการตอบสนองขณะขับขี่ การวิเคราะห์จะพิจารณาการรวมข้อมูลด้านประชากรศาสตร์และลักษณะการทำงาน วิธีการพัฒนาเกณฑ์ในการระบุระดับความสามารถในการขับขี่ กรอบเวลาในการสังเกตอาการเหนื่อยล้า และคุณภาพของข้อมูลเชิงพฤติกรรม โดยใช้แบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องภายใต้กรอบเวลาในการสังเกตที่แตกต่างกันก่อนเกิดที่ระดับความสามารถในการขับขี่ลดลง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และปัจจัยที่แสดงลักษณะการทำงานช่วยเพิ่มความแม่นยำในการทำนาย โดยสำหรับการศึกษานี้ แบบจำลองชนิด LightGBM ให้ผลการทำนายที่ดีที่สุดที่ค่าความแม่นยำ 90% ภายใต้เงื่อนไขเหตุการณ์ที่ผ่านการตรวจสอบและใช้กรอบเวลา 8 นาที ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ของการใช้กรอบเวลาสั้นในการตรวจจับอาการเหนื่อยล้า การวิเคราะห์ความสำคัญของแต่ละปัจจัย (Feature Importance) พบว่า การหาว การปฏิบัติงานต่อเนื่องเกิน 4 ชม. และการหลับตา เป็นตัวบ่งชี้ทางพฤติกรรมที่สำคัญที่สุดตามลำดับ ในขณะที่อายุ การยกของก่อนขับรถ ช่วงเวลาในการทำงาน ประสบการณ์ในการทำงาน เป็นปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และการทำงานที่มีอิทธิพลต่อการลดลงของระดับความสามารถในการขับขี่ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรวมข้อมูลเหตุการณ์ที่ผ่านการตรวจสอบเข้ากับลักษณะเฉพาะของผู้ขับขี่ และกรอบเวลาในการสังเกตอาการเหนื่อยล้าที่เหมาะสม เพื่อใช้ในการประเมินระดับความสามารถที่ลดลงที่มีสาเหตุจากอาการเหนื่อยล้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในงานขนส่ง
การเปรียบเทียบขนาดของรอยฝ่าเท้าที่ได้จากเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพาและโฟมพิมพ์เท้า, วรัญญา รัตนสุมาวงศ์
การเปรียบเทียบขนาดของรอยฝ่าเท้าที่ได้จากเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพาและโฟมพิมพ์เท้า, วรัญญา รัตนสุมาวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความแม่นยำของเครื่องมือใหม่ที่ถูกพัฒนามาใช้ทดแทนเครื่องมือเดิม เป็นปัจจัยสำคัญต่อความน่าเชื่อถือ ได้มีการพัฒนาเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติแบบพกพาเพื่อทดแทนการใช้โฟมพิมพ์เท้า และใช้ iPhone 12 mini เป็นอุปกรณ์สแกนรอยฝ่าเท้าเพื่อทดแทนเครื่อง 3D scanner เพื่อประเมินให้เห็นว่าสามารถนำเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติแบบพกพาและ iPhone 12 mini มาใช้ทดแทนได้ จึงได้มีการออกแบบการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) โดยศึกษาปัจจัยของประเภทเครื่องมือที่ใช้พิมพ์รอยฝ่าเท้า ได้แก่ โฟมพิมพ์เท้า และ เครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพา และประเภทเครื่องสแกน 3 มิติ ได้แก่ 3D scanner และ iPhone 12 mini การทดสอบได้เก็บข้อมูลเท้า 18 ข้าง จากผู้เข้าร่วมวิจัย 9 คน โดยพิมพ์ลงบนเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพาและโฟมพิมพ์เท้า และทำซ้ำ 3 ครั้ง รอยฝ่าเท้าที่ได้ถูกสร้างรูปร่างรอยฝ่าเท้าดิจิตอลด้วย iPhone 12 mini และ 3D scanner เพื่อเก็บข้อมูลตัวชี้วัดทั้ง 7 ตัว ได้แก่ ความกว้างรอยฝ่าเท้า ความยาวรอยฝ่าเท้า ความสูงรอยฝ่าเท้าในพื้นที่บริเวณอุ้งเท้า 4 ตำแหน่ง และความสูง Metatarsal head ที่ 3 จากผลการวิเคราะห์ทางสถิติแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% พบว่าตัวชี้วัดทั้ง 7 ตัว ของเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพากับโฟมพิมพ์เท้าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และการใช้ iPhone 12 กับ 3D scanner ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ผลการวิจัยสรุปได้ว่า …
การจัดเส้นทางการเดินรถที่มีหลายจุดกระจายสินค้าโดยพิจารณารอบเวลาการวางแผน, วัสพล ตรีธนวัต
การจัดเส้นทางการเดินรถที่มีหลายจุดกระจายสินค้าโดยพิจารณารอบเวลาการวางแผน, วัสพล ตรีธนวัต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาการจัดส่งอาหารแบบพลวัต โดยที่คำสั่งซื้อเข้ามาในระบบแบบพลวัตและต้องจัดส่งถึงลูกค้าภายในกรอบเวลาที่กำหนด โดยใช้ยานพาหนะที่มีความจุจำกัดสำหรับการจัดส่ง เป้าหมายหลักคือการลดระยะทางในการขนส่งทั้งหมดให้น้อยที่สุด พร้อมกับตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันเวลา ผู้เขียนได้นำเสนอวิธีการแก้ปัญหาที่ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลัก คือ 1. การจัดกลุ่มคำสั่งซื้อ คือทำการจัดกลุ่มคำสั่งซื้อตามเวลาที่คำสั่งซื้อเข้ามาและกรอบเวลาการจัดส่ง และ 2. การปรับเส้นทางสำหรับแต่ละกลุ่มคำสั่งซื้อ จะทำการคำนวณเส้นทางการจัดส่งที่เหมาะสมที่สุด โดยใช้โมเดลปัญหาการจัดเส้นทางการขนส่งแบบมีกรอบเวลา วิธีการนี้ได้รับการประเมินโดยการทดลอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากรอบเวลาการตัดสินใจ หรือช่วงเวลาที่ใช้ในการจัดกลุ่มคำสั่งซื้อ มีผลกระทบต่อผลลัพธ์ หากกรอบเวลาการตัดสินใจแคบลง จะต้องใช้จำนวนยานพาหนะที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับกรอบเวลาที่กว้างขึ้น แต่จะช่วยลดเวลาเฉลี่ยที่ลูกค้าต้องรอได้ ในขณะที่กรอบเวลาที่กว้างขึ้น ช่วยให้สามารถรวมคำสั่งซื้อหลายรายการไว้ในเส้นทางการจัดส่งเดียวกันได้มากขึ้น ซึ่งอาจลดต้นทุนระยะทางการเดินทางลงได้ อย่างไรก็ตาม หากกรอบเวลากว้างเกินไป อาจส่งผลให้ระยะทางเพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วงเวลาระหว่างการตัดสินใจและเวลาจัดส่งที่กำหนดไว้น้อยเกินไป จนทำให้เกิดการเพิ่มรอบขนส่งอาหาร
การจัดสมดุลสายการประกอบแบบขนานหลายวัตถุประสงค์ที่ทำงานโดยพนักงานหลายทักษะและหุ่นยนต์, ธนภัทร์ จิตรศรีศักดา
การจัดสมดุลสายการประกอบแบบขนานหลายวัตถุประสงค์ที่ทำงานโดยพนักงานหลายทักษะและหุ่นยนต์, ธนภัทร์ จิตรศรีศักดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดสมดุลสายการประกอบแบบขนานที่ประกอบด้วยพนักงานปกติ ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และหุ่นยนต์ Cobot โดยการพิจารณาทุกฟังก์ชันวัตถุประสงค์ไปพร้อมๆกันจัดเป็นปัญหาเอ็นพีแบบยาก (NP-Hard) ที่มีความยุ่งยากและซับซ้อนของปัญหาดังนั้น จึงต้องพิจารณาใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบฮิวริสติก (Heuristic) และเมตาฮิวริสติก (Meta-Heuristic) มาช่วยในการแก้ปัญหา งานวิจัยนี้ได้มีการนำเสนอพนักงานหลายทักษะซึ่งจะมีข้อจำกัดแตกต่างกันไป โดยจะมีพนักงานปกติ พนักงานผู้พิการ และพนักงานผู้สูงอายุ เพื่อจะดูว่าการใช้พนักงานประเภทต่างๆจะมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพของสายการประกอบอย่างไร งานวิจัยนี้ใช้วิธีเชิงพันธุกรรมแบบการจัดลำดับที่ไม่ถูกครอบงำในการพัฒนาหาคำตอบของฟังก์ชันวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นการจำลองสายการประกอบโดยฟังก์ชันวัตถุประสงค์ประกอบด้วย 1) ประสิทธิภาพของสายการประกอบมากที่สุด 2) พลังงานไฟฟ้าที่หุ่นยนต์หรือ Cobot ใช้ในการทำงานน้อยที่สุด และ 3) ความแตกต่างด้านการใช้พลังงานของพนักกงงานน้อยที่สุด ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการใช้ Cobot สามารถลดภาระงานของพนักงาน โดยเฉพาะงานที่ต้องการความแม่นยำหรือทักษะเฉพาะทาง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับสายการประกอบ นอกจากนี้ การกระจายภาระงานระหว่าง Cobot และพนักงานจะช่วยลดการใช้พลังงานเฉลี่ยต่อ Cobot และทำให้การใช้งานพลังงานของพนักงานมีความสมดุลมากขึ้น ส่งผลให้ความแปรปรวนของภาระงานลดลง และการจัดสมดุลพลังงานในสายการประกอบมีความสมดุลมากขึ้น กล่าวโดยสรุปก็คือ Cobot มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของสายการประกอบ พร้อมช่วยลดข้อจำกัดด้านแรงงานและพลังงานได้อย่างชัดเจน
Virtual Reality Of Labless Machining For Next Industrial Training, Ravee Bunduwongse
Virtual Reality Of Labless Machining For Next Industrial Training, Ravee Bunduwongse
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to utilize Virtual Reality (VR) technology to develop an industrial training application with content focusing on Machining operation using lathe machine. The focus of the study is to present the content being taught in manufacturing laboratory classes about lathe machining operations in the virtual world. Development tools include Unity game engine and 3D modeling using Blender. Machining operations demonstrated within this application includes turning, facing, chamfering, grooving, internal and external threading. With 17 out of 18 operations represented in accordance to the actual teaching material, with only external threading deviating from applying threading using the lathe machine …
Virtual Reality Of Labless Welding For Next Industrial Training, Suphakit Anonglekha
Virtual Reality Of Labless Welding For Next Industrial Training, Suphakit Anonglekha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research introduces an innovative Virtual Reality (VR) application designed to educate users on Welding operations. Its main goals include creating a realistic and immersive learning environment that is also safe. The development process involved the integration of multiple technologies, leveraging the Unity engine and 3D sculpting, all based on extensive research. With all of the type of weld works found in the welding laboratory represented, except the workpiece and electrode material, the VR application accuracy rating is calculated to 94%. The study's significance lies in its contribution to virtual education, especially in fields that require hands-on experience. The VR …
การประยุกต์เทคนิคเหมืองข้อความเพื่อตรวจจับความผิดพลาดในแบบฟอร์มคำขอผลิตชิ้นงานทางวิศวกรรม, โยทะกา เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา
การประยุกต์เทคนิคเหมืองข้อความเพื่อตรวจจับความผิดพลาดในแบบฟอร์มคำขอผลิตชิ้นงานทางวิศวกรรม, โยทะกา เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว การจัดทำแบบฟอร์มคำขอสร้างผลิตภัณฑ์ (Engineering Build Request หรือ EBR) ที่ถูกต้องแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญต่อการรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ข้อผิดพลาดในเอกสารเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงิน เช่น ค่าปรับหรือการยกเลิกโครงการ การวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบข้อผิดพลาดใน EBR โดยประยุกต์ใช้เทคนิคการทำเหมืองข้อความ(Text Mining)ผ่านโปรแกรมไพทอน (Python) พร้อมทั้งผสานเทคโนโลยีการรู้จำตัวอักษร (Optical Character Recognition: OCR) และกระบวนการประมวลผลข้อความอัตโนมัติ วิธีการศึกษาประกอบด้วยการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของผู้ตรวจสอบเอกสารกับโปรแกรมอัตโนมัติโดยใช้การทดสอบ t-test แบบจับคู่ ผลการศึกษาพบว่า ระยะเวลาในการตรวจสอบของโปรแกรมอัตโนมัติ แตกต่างกันยังมีนัยสำคัญ (P-value < 0.001) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ตรวจสอบ โดยค่าเฉลี่ยระยะเวลาของโปรแกรมอัตโนมัติ คือ 0.0035 นาที และของผู้ตรวจสอบประมาณ 30 นาทีโดยเฉลี่ย และค่าความแม่นยำ (% Accuracy) ของโปรแกรมอัตโนมัติอยู่ที่ 99.48% และของผู้ตรวจสอบคือ 92.61%, 92.64% และ 92.72% ตามลำดับ จากการศึกษานี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาในการตรวจสอบเอกสารได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาการผลิตได้ดีขึ้น
การพัฒนาระบบสารสนเทศของกระบวนการปล่อยผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์, นัยรัตน์ เดชเสงี่ยมศักดิ์
การพัฒนาระบบสารสนเทศของกระบวนการปล่อยผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์, นัยรัตน์ เดชเสงี่ยมศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับการปล่อยผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ โดยเปลี่ยนจากการใช้ระบบตรวจสอบในรูปแบบเอกสารกระดาษไปสู่กระบวนการประมวลผลข้อมูลผ่านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้า ความไม่ถูกต้อง และความซ้ำซ้อนในกระบวนการปัจจุบัน การดำเนินงานประกอบด้วยการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ เช่น ผังงาน แผนภูมิกระบวนการไหล และแผนภาพการไหลของกระบวนการ เพื่อจำลองและวิเคราะห์ขั้นตอนต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความสูญเปล่า รวมถึงการประยุกต์ใช้เครื่องมือวิเคราะห์คุณภาพ ได้แก่ แผนผังก้างปลา การวิเคราะห์โหมดความล้มเหลวและผลกระทบ (FMEA: Failure Mode and Effects Analysis) และการวิเคราะห์แบบ Why-Why Analysis เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา และกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ของการวิจัยคือการออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชันออนไลน์ที่รองรับการทำงานแบบอัตโนมัติ และสามารถเชื่อมต่อกับระบบตรวจสอบระยะไกลแบบเรียลไทม์ โดยใช้วงจรชีวิตการพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Development Life Cycle: SDLC) ภายใต้ Waterfall Model เป็นกรอบการดำเนินงานหลัก มีการวิเคราะห์และสร้างแบบจำลองข้อมูลผ่าน Data Flow Diagram (DFD) และ Entity-Relationship Diagram (ERD) รวมถึงการออกแบบฐานข้อมูลโดยใช้กระบวนการ Normalization เพื่อลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล แอปพลิเคชันได้รับการออกแบบตามหลักการของ UX/UI และผ่านการทดสอบการใช้งานด้วยวิธี Usability Testing โดยมีผู้ใช้งานจำนวน 10 คนเข้าร่วมการทดสอบ ผลการทดสอบพบว่าระบบมีความเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน โดยมีอัตราความสำเร็จในการใช้งาน 100% และได้รับคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ย 86.23 จาก 100 คะแนน นอกจากนี้ ระบบใหม่ยังสามารถลดระยะเวลารวมของกระบวนการปล่อยผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ได้ถึง 24.62% และช่วยลดต้นทุนแรงงาน รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านกระดาษและการจัดการเอกสารได้มากถึง 75,567 บาทต่อปี
การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์การสั่นสะเทือนของเครื่องจักร ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง, ทศพล ลัทธปรีชา
การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์การสั่นสะเทือนของเครื่องจักร ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง, ทศพล ลัทธปรีชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคอุตสาหกรรมสมัยใหม่การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) มาประยุกต์ใช้ในระบบการผลิตและบำรุงรักษาเครื่องจักรนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน โดยระบบ IoT ช่วยให้เครื่องจักรสามารถเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้แบบเรียลไทม์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถตรวจสอบสภาพการทำงานของเครื่องจักรได้อย่างต่อเนื่อง การตรวจจับปัญหาก่อนเกิดความเสียหายจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงและยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร ในโรงงานอุตสาหกรรม เครื่องจักรหมุนรอบเช่น มอเตอร์ ที่มักจะแสดงสัญญาณความผิดปกติในรูปของการสั่นสะเทือนที่ผิดปกติ และโดยทั่วไปมักไม่มีเซนเซอร์ตรวจจับการสั่นสะเทือนเนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูง งานวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนาแบบจำลอง AI ร่วมกับระบบ IoT ในการตรวจจับและวิเคราะห์การสั่นสะเทือนจากเครื่องจักร โดยใช้ ADXL345 Accelerometer และ ESP32 Microcontroller ซึ่งมีทั้งประสิทธิภาพและราคาที่ย่อมเยาว์ โดยเริ่มต้นจากการเก็บข้อมูลการสั่นสะเทือนจากมอเตอร์ทดลองและปรับข้อมูลให้เป็นรูปแบบ Frequency Domain ด้วยวิธี Fast Fourier Transform (FFT) ต่อมาใช้ข้อมูลนี้ในการฝึกและทดสอบแบบจำลอง AI เพื่อนำมาใช้งานบนอุปกรณ์ โดยการเชื่อมโยงการรับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นระบบ IoT งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบตรวจสอบการสั่นสะเทือนที่มีราคาย่อมเยาว์ โดยใช้เทคโนโลยี AI และ IoT ในการบำรุงรักษาเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรม
การลดข้อบกพร่องในกระบวนการประกอบชิ้นส่วนฉนวนซับเสียงหลุดร่วงในตัวถังรถยนต์ โดยแนวทางซิกซ์ซิกม่า, เทวัญ เปี่ยมศักดิ์
การลดข้อบกพร่องในกระบวนการประกอบชิ้นส่วนฉนวนซับเสียงหลุดร่วงในตัวถังรถยนต์ โดยแนวทางซิกซ์ซิกม่า, เทวัญ เปี่ยมศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดสัดส่วนของเสียและค่าใช้จ่ายอัตราการทำลายชิ้นส่วนตัวถังรถยนต์ จากปัญหาชิ้นส่วนฉนวนดูดซับเสียงหลุดร่วงไปในโลหะของตัวถังรถยนต์ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างชิ้นส่วนฉนวนดูดซับเสียงและชิ้นส่วนปั๊มโลหะของตัวถังรถยนต์โดยใช้ระเบียบวิธีซิกซ์ซิกม่า โดยที่ชิ้นส่วนฉนวนกันเสียงที่ผลิตโดยซัพ-พลายเออร์ระดับหนึ่ง ในประเทศไทย โดยบ่งตามลำดับของผู้ส่งมอบ เป็นชิ้นส่วนประกอบในชิ้นส่วนโลหะของตัวรถที่ช่วยลดเสียงรั่วเข้าไปในห้องโดยสารขณะใช้งานในรถยนต์โดยสาร ผลิตโดยผู้ผลิตอุปกรณ์ดั้งเดิม (OEM) ในประเทศไทย ชิ้นส่วนฉนวนกันเสียงหายไปเมื่อกระบวนการประกอบบางส่วนประมวลผลว่าชิ้นส่วนฉนวนเสียหายจากตำแหน่งปกติของชิ้นส่วนโลหะของตัวรถ และฟังก์ชันการประกอบชิ้นส่วนไม่เป็นไปตามมาตรฐาน บริษัทสังเกตเห็นว่าชิ้นส่วนฉนวนที่เสียหายในปัจจุบันไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เมทริกซ์สาเหตุและผลในขั้นตอนการวัดของแนวทาง Six Sigma และ ขั้นตอนของ DMAIC ถูกนำมาใช้เพื่อระบุสาเหตุหลักของปัญหา สาเหตุปัจจัย ดังกล่าว ได้แก่ ขนาดรูโลหะของตัวถัง ,ขนาดชิ้นส่วนคลิปฉนวน และความหนาของชิ้นงานโลหะแผ่น การทดลองการออกแบบแบบแฟกทอเรียล หลังจากขั้นตอนการปรับปรุง เมื่อพารามิเตอร์ทั้งหมดของปัจจัยต่างๆ ได้รับการกำหนดอย่างถูกต้องตามผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนการปรับปรุง โดยชิ้นส่วนฉนวนจากหลุดร่วงจากตัวถังรถยนต์จะลดขนาดชิ้นส่วนที่ต้องส่งทำลายลดลงได้จาก 0.91% เป็นศูนย์ ภายในมาตรฐานของบริษัท ที่สำคัญที่สุดคือ ชิ้นส่วนฉนวนจะถูกแก้ไขปัญหาและถูกปรับปรุงเมื่อนำเข้ากระบวนการผลิตจำนวนมากอย่างถาวร ด้วยต้นทุนของการกำจัดเศษโลหะของตัวรถที่ไม่ได้มาตรฐานที่ลดลงได้ 854,247.89 บาทต่อเดือน ปัจจุบันผลิตภัณฑ์นี้สามารถผลิตและใช้ได้จริงเป็นจำนวนมากกับผู้ผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในโรงงานกรณีศึกษาในประเทศไทย
การเพิ่มประสิทธิภาพการเตรียมเชื้อเพลิงขยะสำหรับหม้อต้มไอน้ำฟลูอิไดซ์เบดแบบหมุนเวียน, เจนณรงค์ นันท์อัศวสิน
การเพิ่มประสิทธิภาพการเตรียมเชื้อเพลิงขยะสำหรับหม้อต้มไอน้ำฟลูอิไดซ์เบดแบบหมุนเวียน, เจนณรงค์ นันท์อัศวสิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแปรรูปขยะเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy: WtE) เป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยตอบโจทย์ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในทางปฏิบัติ ระบบหม้อไอน้ำที่ใช้ในโรงไฟฟ้าจากขยะมักประกอบด้วยสองประเภทหลัก ได้แก่ หม้อไอน้ำแบบ Gate Boiler ซึ่งเผาไหม้ขยะมูลฝอยชุมชน (Municipal Solid Waste: MSW) ได้โดยตรงด้วยต้นทุนต่ำ และหม้อไอน้ำแบบฟลูอิไดซ์เบดหมุนเวียน (Circulating Fluidized Bed: CFB Boiler) ซึ่งต้องใช้เชื้อเพลิง RDF (Refuse-Derived Fuel) ที่มีค่าความร้อนสูงและสม่ำเสมอกว่า เพื่อยกระดับความยั่งยืนและลดต้นทุนของระบบสองหม้อน้ำดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงประยุกต์ใช้แนวทาง DMAIC ร่วมกับการออกแบบการทดลอง (Design of Experiments: DOE) เพื่อศึกษาผลของความชื้นและขนาดเชื้อเพลิงต่อประสิทธิภาพการเผาไหม้ในระบบ CFB ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า ความชื้นของเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อสมรรถนะของหม้อไอน้ำ โดยการลดความชื้นของ RDF ผ่านกระบวนการอุ่นล่วงหน้า (preheating) และการจัดการเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม ช่วยเพิ่มอัตราการผลิตไอน้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันก็ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงเสริม (auxiliary fuel) และต้นทุนการเดินเครื่องโดยรวม ผลการศึกษานี้จึงชี้ให้เห็นแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ทั้งในเชิงเทคนิคและเศรษฐกิจ สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบผลิตพลังงานจากขยะ และยังสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในระยะยาว
Evacuation Plan Assessment Using Agent-Based Simulation: A Case Of Mix-Use Building, Peerada Tangprasert
Evacuation Plan Assessment Using Agent-Based Simulation: A Case Of Mix-Use Building, Peerada Tangprasert
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigates the effectiveness of fire evacuation plan in complex urban structures by developing an agent-based simulation (ABS) model tailored to a high-rise, mixed-use case building located in Bangkok, Thailand. As urban populations grow and multi-functional buildings become more prevalent, ensuring efficient evacuation during fire emergencies has become increasingly critical. The selected case building features a combination of commercial, retail, and public transit access points, making it representative of modern urban infrastructure with high pedestrian traffic and structural complexity. The simulation model incorporates key factors influencing evacuation performance, including walking speed, age demographics, and crowd density. Empirical data such …
การพยากรณ์และวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตของเยาวชนในสหรัฐอเมริกา ด้วยการเรียนรู้ของเครื่อง, นิธิพล เฮงวิวัฒนชัย
การพยากรณ์และวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตของเยาวชนในสหรัฐอเมริกา ด้วยการเรียนรู้ของเครื่อง, นิธิพล เฮงวิวัฒนชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาสุขภาพจิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยาวชนกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวลใจ ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและพฤติกรรมการเรียนรู้ โดยในประเทศสหรัฐอเมริกามีรายงานว่า ในเยาวชนพบผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น ผู้วิจัยจึงได้ทำการพัฒนาแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องสำหรับการพยากรณ์ระดับสุขภาพจิตของเยาวชน โดยอาศัยข้อมูลด้านพฤติกรรม จากข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมเสี่ยง ปี 2023 (YRBSS2023) และประเมินประสิทธิภาพ โดยแบบจำลองที่ศึกษาจะใช้เทคนิคการจำแนกประเภทแบบหลายคลาส ได้แก่ Logistic Regression, Support Vector Classification, Decision Tree, Random Forest และ XGBoost และเทคนิคการถดถอย ได้แก่ Multiple Linear Regression, Support Vector Regression, Decision Tree, Random Forest และ XGBoost รวมถึงเปรียบเทียบความสามารถของทั้งสองเทคนิค และงานวิจัยนี้ทำการวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิตด้วย SHAP Value จากการศึกษาพบว่า ในเทคนิค Classification แม้ว่าต้องจำแนกถึง 5 ระดับ แต่แบบจำลอง XGBoost ยังมีประสิทธิภาพดีที่สุด โดยมี Accuracy บนข้อมูล Test Set อยู่ที่ ร้อยละ 45.6 และค่าเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักของ F1 Score อยู่ที่ 0.449 สำหรับเทคนิค Regression แบบจำลอง XGBoost ยังคงให้ประสิทธิภาพดีสุดเช่นกัน โดยมี MAE บนข้อมูล Test Set เท่ากับ 0.730 และ MSE เท่ากับ 0.837 เมื่อทำการเปรียบเทียบความสามารถของเทคนิค Classification และเทคนิค Regression ที่อาศัยแบบจำลองคู่เทียบพบว่า เทคนิค Classification จะให้ค่า MAE ต่ำกว่าแบบจำลอง Regression แต่ในทางกลับกันเทคนิค Regression จะมีค่า MSE ต่ำกว่าเทคนิค Classification นอกจากนี้ พบว่า …
การวิเคราะห์ความรู้สึก การจำแนกข้อความ และการหาปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย ด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่อง, ภาติยะ ไล้สวน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองการจำแนกข้อความและการวิเคราะห์ความรู้สึกของผู้ใช้บริการบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยประยุกต์ใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง รวมถึงศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการเลือกใช้บริการ ข้อมูลที่ใช้ประกอบด้วยข้อมูลปฐมภูมิจากแบบสอบถามจำนวน 970 ชุด และข้อมูลทุติยภูมิจากข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์จำนวน 4,901 ข้อความ ในการทดลองได้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบจำลองที่สร้างจากอัลกอริทึมจำนวน 5 วิธี ได้แก่ นาอีฟเบย์ ต้นไม้ตัดสินใจ เคเนียร์เรสเนเบอร์ โครงข่ายประสาทเทียม และเอกซ์ตรีมการ์เดียนบูสติ้ง ผลการทดลองพบว่าอัลกอริทึมโครงข่ายประสาทเทียมให้ความแม่นยำสูงสุดในการจำแนกประเภทข้อความที่ร้อยละ 86 ขณะที่อัลกอริทึมเอกซ์ตรีมการ์เดียนบูสติ้ง ให้ความแม่นยำสูงสุดในงานวิเคราะห์ความรู้สึก โดยมีค่าความแม่นยำรวมร้อยละ 89 และร้อยละ 83 สำหรับข้อความเชิงลบ สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจ พบว่าคุณภาพของคำแนะนำการลงทุน ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และความสะดวกในการเข้าถึงบริการ เป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญ งานวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบตอบสนองอัตโนมัติ กลยุทธ์การสื่อสาร การตลาด และการปรับปรุงบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการได้อย่างตรงจุด
การจัดสมดุลการผลิตและการออกแบบผังกระบวนการผลิตด้วยโปรแกรมจำลองสถานการณ์, ศรัณย์กร เหมมงคลทรัพย์
การจัดสมดุลการผลิตและการออกแบบผังกระบวนการผลิตด้วยโปรแกรมจำลองสถานการณ์, ศรัณย์กร เหมมงคลทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและปรับปรุงการจัดวางผังของกระบวนการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และกำหนดจำนวนเครื่องจักรที่เหมาะสม เพื่อลดเวลาในการขนส่งชิ้นส่วน ลดเวลารอผลิต ลดงานระหว่างการผลิต และเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์ของระบบการผลิตโดยใช้โปรแกรมจำลองสถานการณ์ แนวคิดหลักที่ใช้ในการวิเคราะห์และปรับปรุงสายการผลิต ได้แก่ การศึกษาเวลา การวิเคราะห์กระบวนการผลิต และการปรับสมดุลของสายการผลิต การปรับปรุงสายการผลิตใช้ข้อมูลจากการวิเคราะห์กระบวนการผลิตปัจจุบันเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสถานีงาน จากนั้นจึงจัดวางเครื่องจักรใหม่ให้สอดคล้องกับขั้นตอนการผลิต หลังจากจำลองกระบวนการที่ปรับปรุงแล้วสำหรับการจัดทำผังการผลิตใหม่อัตราการใช้ประโยชน์เครื่องจักรในกระบวนการผลิต ที่กำลังการผลิต 390,000 ชิ้นต่อไตรมาส จากเดิม 38.47% เป็น 71.76% แบบจำลองสถานการณ์ของระบบการผลิตที่สูงที่สุดจากการพยากรณ์สำหรับปี พ.ศ.2569 ที่ 546,000 ชิ้นต่อไตรมาส อัตราการใช้ประโยชน์ของระบบการผลิตเฉลี่ยที่ 63.77% และแบบจำลองสถานการณ์ของระบบการผลิตที่สูงที่สุดในพื้นที่การผลิตที่กำหนด สามารถผลิตชิ้นงานได้ 1,194,500 ชิ้นต่อไตรมาส อัตราการใช้ประโยชน์ของระบบการผลิตเฉลี่ยที่ 59.33%
การวิเคราะห์พื้นที่เหมาะสมในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์บนหลังคา ของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย, วนิดา คำแท่ง
การวิเคราะห์พื้นที่เหมาะสมในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์บนหลังคา ของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย, วนิดา คำแท่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยมีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมเริ่มหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์กันมากขึ้น งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการประเมินปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเหมาะสมในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์บนหลังคาของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย โดยใช้กระบวนการ F-AHP ในการหาค่าความสำคัญของปัจจัย พบว่าปัจจัยด้านรังสีดวงอาทิตย์ (0.3618) และอุณหภูมิอากาศ (0.1407) เป็นปัจจัยที่มีค่าน้ำหนักสัมพัทธ์มากที่สุด รวมกันคิดเป็นกว่าครึ่งของปัจจัยทั้งหมด จากนั้นจึงนำปัจจัยทั้งสองไปใช้วิเคราะห์หาพื้นที่ที่เหมาะสมด้วยกระบวนการ F-TOPSIS พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (0.8028) และภาคใต้ฝั่งตะวันออก (0.8028) มีความเหมาะสมสูงสุด โดยเฉพาะจังหวัดมหาสารคาม (0.8642) และจังหวัดร้อยเอ็ด (0.8642) ที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความใกล้ชิดสัมพัทธ์สูงที่สุด เนื่องจากค่าที่ดีที่สุดจะใกล้เคียงกับค่าอุดมคติเชิงบวกและค่าที่แย่ที่สุดจะไกลจากค่าอุดมคติเชิงลบ นอกจากนี้การเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์แบบ Fuzzy และ Non-Fuzzy แสดงให้เห็นว่าแม้ผลการจัดลำดับปัจจัยจะมีความใกล้เคียงกันในกระบวนการ AHP แต่ผลการจัดลำดับพื้นที่จาก TOPSIS มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยวิธีการแบบ Fuzzy สามารถรองรับความไม่แน่นอนของข้อมูลได้ดีกว่า สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างปัจจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสะท้อนกระบวนการตัดสินใจที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ได้มากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้มีประโยชน์ในการสนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในด้านการสร้างโรงงานใหม่หรือพัฒนาโรงงานด้วยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์
การลดของเสียจากการบัดกรีไม่สมบูรณ์ในการประกอบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ด้วยแนวทาง Six Sigma, ฐิติทรัพย์ ศรีวโล
การลดของเสียจากการบัดกรีไม่สมบูรณ์ในการประกอบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ด้วยแนวทาง Six Sigma, ฐิติทรัพย์ ศรีวโล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นมีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการผลิตแผงวงจรไฟฟ้าเพื่อลดของเสียที่เกิดจากการบัดกรีไม่สมบูรณ์ โดยใช้หลักการของซิกซ์ ซิกมามาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงกระบวนการตามหลัก DMAIC ประกอบด้วย Define การกำหนดนิยามปัญหาพร้อมกับระบุเหตุผลว่าทำไมจึงจำเป็นต้องแก้ไข และเป้าหมายหลังทำการแก้ไขให้มีความชัดเจนมากที่สุด Measure การกำหนดตัวชี้วัด การนำมาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อนำไปใช้หาสาเหตุ ตรวจสอบประสิทธิภาพ และวัดผลการเปลี่ยนแปลงหลังจากทำการแก้ไข Analyze ทำการวิเคราะห์เพื่อดูว่าสอดคล้องกับปัญหาที่กำหนดไว้หรือไม่ Improve การปรับปรุง เป็นขั้นตอนที่นำวิธีการแก้ไขปัญหาที่ได้วิเคราะห์ในตอนต้น มาทดลองใช้ ต้องทวนสอบผลลัพธ์ของการแก้ไขด้วยข้อมูลที่เป็นกลางเพื่อยืนยันความถูกต้อง Control สร้างแผนควบคุม ตรวจสอบ และติดตามผลว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง จัดทำเอกสารในการปรับปรุง และเตรียมแผนรับมือในกรณีที่เกิดปัญหาใหม่ ในการวิจัยนี้ได้รวบรวมผู้ที่เกี่ยวข้องเเละผู้เชี่ยวชาญ ทำการระดมสมองเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ ด้วยแผนภาแสดงสาเหตุและผล และทำการทดลองตามลำดับโดยอ้างอิงจากตาราง Failure Mode and Effects Analysis โดยงานวิจัยนี้ได้ทำการทดลองแบบ One factor at a time สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบ และ ทำการทดลองแบบ Full factorial สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวของกับเครื่องจักร หลังจากทำการทดลองได้ค่าที่เหมาะสมสำหรับแต่ละตัวแปรแล้ว พบปัจจัยที่เป็นนัยสำคัญได้แก่ 1.แรงกดของ Squeegee (Pressure) 2.ระยะห่างระหว่าง Fixture กับ Stencil (Clearance) 3.ขนาดรูเปิดของ Stencil (Aperture) 4.ความเร็วในการถอยของ Fixture (Stroke) 5.ความเร็วของ Squeegee (Speed) จากนั้นได้ทำการทวนสอบเพื่อยืนยันผลในระยะควบคุม พบว่าสามารถลดสัดส่วนของเสียจากการบัดรีไม่สมบูรณ์ ได้จาก 95.79% เหลือ 0.134% สามารถลดมูลค่าสูญเสียในการผลิตได้จากเฉลี่ย 11,568.96 บาทต่อเดือน
การพยากรณ์ยอดขายรถยนต์ด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อลดระดับสินค้าคงคลังของชิ้นส่วนนำเข้า, สุวิทย์ นันทร์ทิพย์
การพยากรณ์ยอดขายรถยนต์ด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อลดระดับสินค้าคงคลังของชิ้นส่วนนำเข้า, สุวิทย์ นันทร์ทิพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยากรณ์ยอดขายรถยนต์เพื่อเปรียบเทียบความแม่นยำของค่าพยากรณ์จากตัวแบบวิธีการปรับเรียบเอกซ์โพเนนเชียลของโฮลท์และวินเทอร์ วิธีต้นไม้ตัดสินใจ วิธีป่าสุ่ม วิธีXGBoost วิธีโครงข่ายประสาทเทียมและวิธีผสม ด้วยค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ยของข้อมูลยอดขายรถยนต์รายรุ่นย่อยของบริษัทผลิตรถยนต์กรณีศึกษา โดยใช้ข้อมูลยอดขายตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2557 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ในการฝึกตัวแบบพยากรณ์และหาความสัมพันธ์ของปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า โดยใช้คำสั่ง GridSearchCV ในการปรับแต่งค่าไฮเปอร์พารามิเตอร์เพื่อหาค่าที่เหมาะสมในการพยากรณ์ของตัวแบบวิธีการเรียนรู้ของเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่าวิธีผสมเป็นวิธีที่สามารถพยากรณ์ยอดขายได้แม่นยำที่สุด เมื่อเทียบกับวิธีการพยากรณ์อื่น ๆ โดยผลลัพธ์ของวิธีผสมให้ค่าความแม่นยำที่ดีในรุ่นย่อย SM976 SM978 และ ST166 โดยมีค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ยเท่ากับ 17.93% 10.31% และ 18.34% ตามลำดับ และให้ค่าความแม่นยำที่ยอมรับได้ในรุ่นย่อย SM972 SM974 ST164 และ ST168 ด้วยค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ยเท่ากับ 23.19% 26.44% 21.71 และ 22.39% ตามลำดับ นอกจากนี้การนำผลการพยากรณ์ยอดขายของวิธีผสมมาใช้ในการกำหนดความต้องการสั่งซื้อ พร้อมทั้งทดสอบวิธีการสั่งซื้อในรูปแบบ Order-Up-To Level (OUL) ส่งผลให้ระดับคงคลังชิ้นส่วนนำเข้าเฉลี่ยต่อเดือนของทุกรุ่นย่อยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลลัพธ์ในรุ่นย่อย SM972 SM974 SM976 และ SM978 มีระดับชิ้นส่วนคงคลังลดลง 62.65% 79.65% 72.94% และ 69.21% ตามลำดับ และในส่วนของรุ่นย่อย ST162 ST164 และ ST168 มีระดับชิ้นส่วนคงคลังเฉลี่ยต่อเดือนลดลง 55.78% 52.18% และ 61.75% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับระดับสินค้าคงคลังของวิธีการพยากรณ์และวิธีการสั่งซื้อในรูปแบบปัจจุบัน
การลดของเสียจากรูพรุนของผลิตภัณฑ์ถังเก็บน้ำพลาสติกด้วยวิธี ซิกซ์ ซิกมา, ปณธร ก้านแก้ว
การลดของเสียจากรูพรุนของผลิตภัณฑ์ถังเก็บน้ำพลาสติกด้วยวิธี ซิกซ์ ซิกมา, ปณธร ก้านแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ถังเก็บน้ำพลาสติกประเภทโพลีเอทิลีน ผลิตโดยเครื่องจักรผลิตแบบหมุน ลดความผิดพลาดจาการเกิดของเสียประเภทรูพรุนในผลิตภัณฑ์ถังเก็บน้ำพลาสติกที่มีขนาดรูพรุนใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร หรือ ขนาดรูพรุน 0.5 เซนติเมตร มีการกระจายตัวเกินกว่า 15 เซนติเมตร พบว่าผลิตภัณฑ์ถังเก็บน้ำพลาสติกรุ่น B002 มีของเสียสูงที่สุดที่ร้อยละ 21 ส่งผลให้เกิดมูลค่าการเสียโอกาสกว่า 21,972 บาท/เดือน การเกิดของเสียรูพรุนเกิดขึ้นในกระบวนการเผาแม่แบบ ใช้หลักการและแนวคิด ซิกซ์ ซิกมา ประยุกต์ในการปรับปรุงกระบวนการ ประกอบด้วย 5 ส่วน (D-M-A-I-C) ได้แก่ ขั้นตอนการนิยามปัญหาพบรูพรุนที่ตำแหน่ง 1. ด้านบน 2. ด้านล่าง และ 6. ด้านหลัง ขั้นตอนการวัดเพื่อกำหนดสาเหตุของปัญหาสามารถระบุปัจจัยได้ 4. ปัจจัย ได้แก่ อุณหภูมิ ระยะเวลา ความแรงหัวพ่นไฟและ วิธีการ ขั้นตอนการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาพิจารณาค่าที่ได้จากแบบจำลองที่มีนัยสำคัญโดยมีทั้งสิ้น 16การทดลองค่าความน่าเชื่อถือของแบบจำลองสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 84.76 ขั้นตอนการปรับปรุงแก้ไขกระบวนการนำค่าใช้โปรแกรมมินิแทบหาค่าปัจจัยที่ดีที่สุดทำการและทำการทดลอง และขั้นตอนการควบคุมกระบวนการผลิตสร้างวิธีการทำงานและใช้แผนภูมิควบคุมในการติดตามกระบวนการ ผลหลังจากการปรับปรุงกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ถังเก็บน้ำพลาสติก พบจำนวนของเสียสามารถลดลงทั้งหมดร้อยละ 21 ไม่พบของเสียจากข้อบกพร่องรูพรุนของผลิตภัณฑ์ถังน้ำพลาสติกรุ่น B002
การพยากรณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศไทยด้วยปัจจัยอัตราเงินเฟ้อของประเทศคู่ค้าโดยใช้วิธีการเรียนรู้เชิงลึก, เตชินท์ อานนท์วัฒนา
การพยากรณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศไทยด้วยปัจจัยอัตราเงินเฟ้อของประเทศคู่ค้าโดยใช้วิธีการเรียนรู้เชิงลึก, เตชินท์ อานนท์วัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงความแม่นยำของการพยากรณ์เงินเฟ้อทั่วไปในประเทศไทย โดยการประเมินประสิทธิภาพของแบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึก แบบจำลองอนุกรมเวลา และแบบจำลองแบบผสมในช่วงการพยากรณ์ล่วงหน้า 1, 3, 6 และ 12 เดือน รวมถึงมีการประเมินประสิทธิภาพของการเพิ่มตัวแปรอัตราเงินเฟ้อของประเทศคู่ค้าในแบบจำลอง โดยจะมีการวิเคราะห์เปรียบเทียบแบบจำลองต่าง ๆ ได้แก่ ANN, RNN, LSTM, VAR, Hybrid Model (VAR-ANN) และ BOTMM ของธนาคารแห่งประเทศไทย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแบบจำลองที่มีประสิทธิภาพในการพยากรณ์สูงที่สุด และแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มตัวแปรอัตราเงินเฟ้อของประเทศคู่ค้าที่มีต่อความแม่นยำในการพยากรณ์ โดยผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าแบบจำลองแบบผสม Hybrid (VAR-ANN) มีประสิทธิภาพเหนือกว่าแบบจำลองอื่น ๆ ในทุกช่วงการพยากรณ์ล่วงหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ผลลัพธ์จากการเพิ่มตัวแปรอัตราเงินเฟ้อของประเทศคู่ค้าช่วยเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์อย่างมาก ผลลัพธ์เหล่านี้เป็นประโยชน์สำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการพยากรณ์เงินเฟ้อ และแสดงให้เห็นถึงข้อได้เปรียบในเชิงปฏิบัติของแบบจำลองแบบผสมในการเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์สำหรับตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
การออกแบบระบบแชทบอทร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ช่วยวินิจฉัยการแพ้ยา, ปกรณ์ เสงี่ยมรัตน์
การออกแบบระบบแชทบอทร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ช่วยวินิจฉัยการแพ้ยา, ปกรณ์ เสงี่ยมรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษาและพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยวินิจฉัยอาการแพ้ยา โดยใช้ระบบแชทบอทปัญญาประดิษฐ์ที่มีการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) และเทคนิคการจำแนกประเภทข้อมูลภาพ ในการวิจัยและพัฒนาแบบจำลองการจำแนกข้อมูลภาพเพื่อการตรวจหาอาการแพ้ยา นักพัฒนาเลือกใช้แบบจำลอง InceptionV3 และแบบจำลอง MobileNetV2 ซึ่งเป็นโครงข่ายประสาทเทียมแบบคอนโวลูชัน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าแบบจำลอง MobileNetV2 มีประสิทธิภาพดีกว่าแบบจำลอง InceptionV3 โดยมีความแม่นยำสุดท้ายที่ 99.29% อีกทั้งขนาดของแบบจำลอง MobileNetV2 มีขนาดเล็กทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานบนสมาร์ทโฟนและยังพบว่าการจำแนกผื่นแพ้ยาสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อนำแบบจำลองไปมาใช้ในแชทบอทที่พัฒนา พบว่าแบบจำลองที่มีค่า Kappa 0.76 มีความเห็นพ้องที่ดีระหว่างการทำนายและค่าจริง ส่วนการทดสอบการพัฒนาและการใช้งานของแชทบอทประสบให้ผลลัพธ์ที่เป็นบวก แชทบอทสามารถตอบสนองสถานการณ์ที่อาสาสมัครทดสอบได้ 100% และมีคะแนน System Usability Scale (SUS) ที่ยอมรับได้ที่ 70.1 ด้วยการพัฒนานี้ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ยาชนิดไม่รุนแรง ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปโรงพยาบาล ระบบแชทบอทสามารถช่วยเหลือเบื้องต้นในการวิเคราะห์อาการแพ้ยา ข้อมูลชนิดการแพ้ยา ข้อมูลบริการคลินิก และให้คำแนะนำเพื่อลดอาการไม่พึงประสงค์ ซึ่งยังช่วยลดเวลาเดินทางและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการไปโรงพยาบาล นอกจากนี้ระบบแชทบอทที่ได้พัฒนาขึ้นมานี้ยังสามารถเป็นต้นแบบเพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการแพทย์ในอนาคตและการรองรับเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์
การสำรวจคุณลักษณะของอนุกรมเวลาที่เหมาะสมกับตัวแบบความจำระยะยาวระยะสั้นต่าง ๆ, ลักษณ์นภิศ แก้วหวังสกูล
การสำรวจคุณลักษณะของอนุกรมเวลาที่เหมาะสมกับตัวแบบความจำระยะยาวระยะสั้นต่าง ๆ, ลักษณ์นภิศ แก้วหวังสกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ข้อมูลมีความสำคัญในการดำเนินชีวิตและธุรกิจ และในปัจจุบันที่ข้อมูลมีปริมาณมาก การพยากรณ์ข้อมูลอนุกรมเวลาจึงเป็นกระบวนการที่มีบทบาทสำคัญ หนึ่งในเทคนิคที่ได้รับความนิยมในการพยากรณ์คือ การเรียนรู้ของเครื่อง (ML) โดยเฉพาะตัวแบบ LSTM การเลือกใช้ตัวแบบ LSTM ในการพยากรณ์ข้อมูลอนุกรมเวลายังมีความท้าทาย เนื่องจากประสิทธิภาพของตัวแบบขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของข้อมูลอนุกรมเวลา เช่น Skewness Kurtosis Chaotic และ Coefficient of Variation (CV) การศึกษานี้จึงมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะของข้อมูลอนุกรมเวลาและผลกระทบต่อประสิทธิภาพของตัวแบบ LSTM แบบต่าง ๆ ได้แก่ LSTM Bi-LSTM และ CNN-LSTM โดยใช้ชุดข้อมูลจำนวน 50 ชุด จาก www.kaggle.com และสร้างชุดข้อมูลเพื่อพิจารณาทางสถิติด้วยการออกแบบการทดลอง (DOE) ผลการศึกษาพบว่าลักษณะที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการพยากรณ์คือ Skewness Kurtosis และCV โดย Skewness จะส่งผลต่อประสิทธิภาพอย่างมีนัยสำคัญต่อเมื่อข้อมูลชุดนั้นมี Kurtosis ร่วมด้วย ส่วน Kurtosis และ CV ส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการพยากรณ์เมื่อ Kurtosis เป็นแบบ Leptokurtic และ CV มีค่ามากกว่า 20% ซึ่งสอดคล้องกันทั้งจากชุดข้อมูลที่ได้จาก www.kaggle.com และข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นมา ความโกลาหลจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญมี Skewness Kurtosis และ CV ร่วมด้วย และตัวแบบไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการพยากรณ์
Battery Sales Forecasting Using Traditional Forecasting And Machine Learning Techniques, Santi Wongkamphu
Battery Sales Forecasting Using Traditional Forecasting And Machine Learning Techniques, Santi Wongkamphu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Battery sales forecasting is crucial for demand planning in the automotive battery industry. This objective of this study is to identify traditional forecasting methods and machine learning techniques to predict monthly sales for a case-study battery manufacturer in Thailand. The monthly sales data of the 10-best-selling products are from January 2018 to December 2023. Traditional forecasting models considered in this research are Holt’s Linear Trend, Holt-Winters Seasonal, Autoregressive Integrated Moving Average (ARIMA), Seasonal ARIMA (SARIMA) and SARIMA with Exogenous Variables (SARIMAX). The machine learning approaches are Long Short-Term Memory (LSTM) and Artificial Neural Networks (ANN). Hybrid models integrating both traditional …
An Analysis Of Retail Promotion Effectiveness Using Agent-Based Modeling, Chutima Binsiravanich
An Analysis Of Retail Promotion Effectiveness Using Agent-Based Modeling, Chutima Binsiravanich
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In modern metropolitan environments, retailers engage in intense competition to attract consumers and increase profits. It is critical to develop an effective price promotion plan. However, the complexity of customer preferences and many product qualities in retail, especially for competitive products, makes it challenging to create effective promotional methods. This study proposes an agent-based simulation to represent the outcomes of strategic retail tactics where real-world testing for all strategies is not practical. In the simulation model, advertising efficacy and word-of-mouth influence drive consumer decisions, with subsequent judgments based on store price reductions. Twelve different promotion strategies (including different price reduction, …
วิธีการฮิวริสติกส์แบบหลายวัตถุประสงค์สำหรับปัญหาการเก็บเกี่ยวถั่วลันเตา, พูนสิริ วสุพงศ์พิพัฒน์
วิธีการฮิวริสติกส์แบบหลายวัตถุประสงค์สำหรับปัญหาการเก็บเกี่ยวถั่วลันเตา, พูนสิริ วสุพงศ์พิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ทรัพยากรทางการเกษตรเป็นหนึ่งในทรัพยากรหลักที่สำคัญ ที่จำเป็นต้องมีการวางแผนการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้เลือกศึกษาปัญหาการวางแผนการจัดตารางการเก็บเกี่ยว โดยใช้ถั่วลันเตาเป็นกรณีศึกษา เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ข้างต้น ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาหาปัจจัยและข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการการเก็บเกี่ยวถั่วลันเตาในเครือข่ายที่มีโรงแช่แข็งถั่วลันเตา และกลุ่มเกษตรกรที่ทำสัญญาซื้อขายถั่วลันเตากับโรงแช่แข็งถั่วลันเตาล่วงหน้า โดยโรงแช่แข็งถั่วลันเตาจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการการเก็บเกี่ยวทั้งหมด จากข้อกำหนดต่าง ๆ ที่รวบรวมมา ผู้วิจัยได้สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์แบบหลายวัตถุประสงค์ และออกแบบวิธีการทางฮิวริสติกส์แบบการหาค่าเหมาะสมที่สุดด้วยการเคลื่อนที่ของกลุ่มอนุภาค (Particle Swarm Optimization: PSO) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมุ่งเน้นไปที่วัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน 3วัตถุประสงค์ คือ 1. การลดต้นทุนที่ใช้ในการขนส่งถั่วลันเตา 2. การลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่สิ่งแวดล้อม และ 3. การกระจายการเก็บเกี่ยวให้เกษตรกรได้รับการเก็บเกี่ยวอย่างเท่าเทียมกัน ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพของวิธีการทั้ง 2 ผ่านปัญหาจำลองขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ โดยผู้วิจัยพบว่า วิธีการฮิวริสติกส์ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพค่อนข้างดี โดยวิธีการดังกล่าวสามารถหาผลเฉลยของปัญหาแบบวัตถุประสงค์เดี่ยวที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับวิธีการแม่นตรงผ่านโปรแกรม CPLEX นอกจากนี้ วิธีการฮิวริสติกส์ที่พัฒนาขึ้นยังสามารถประยุกต์ใช้กับปัญหาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ในขณะที่วิธีการแบบแม่นตรงไม่สามารถให้คำตอบได้ เนื่องจากปัญหาด้านความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์
การออกแบบฮิวริสติกเพื่อการจัดตารางการทำงานของนักประดิษฐ์ตาเทียมในการผลิตตาเทียมเฉพาะบุคคล, รชา เลิศศักดิ์วานิช
การออกแบบฮิวริสติกเพื่อการจัดตารางการทำงานของนักประดิษฐ์ตาเทียมในการผลิตตาเทียมเฉพาะบุคคล, รชา เลิศศักดิ์วานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตาเทียมเฉพาะบุคคลเป็นอุปกรณ์ทดแทนดวงตาที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจของผู้ป่วยที่สูญเสียดวงตา โดยประดิษฐ์ขึ้นให้เหมาะสมกับตาข้างที่เหลืออยู่ของผู้ป่วย ทำให้ต้องออกแบบเฉพาะบุคคล และใช้ผู้เชี่ยวชาญในการประดิษฐ์ ทำให้การวางแผนการทำงานและการจัดตารางการทำงานเป็นไปได้ยาก ต้องเผื่อเวลาการนัดหมายผู้ป่วย ซึ่งอาจเกิดผลเสียกับผู้ป่วย ดังนั้นจึงต้องการให้เวลาเสร็จงานของการประดิษฐ์ตาเทียมและความล่าช้าน้อยที่สุด นอกจากนี้กระบวนการประดิษฐ์ยังมีความซับซ้อนและหลายขั้นตอน ทำให้ต้องพิจารณาทักษะการทำงานในการมอบหมายงานและจัดลำดับของงานประดิษฐ์ เพื่อลดเวลาสูญเปล่าจากการรอคอยในกระบวนการต้ม ผู้วิจัยได้นำเสนอแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และออกแบบขั้นตอนวิธีฮิวริสติกสำหรับการมอบหมายงานและจัดตารางการประดิษฐ์ตาเทียมเฉพาะบุคคล เพื่อให้มีเวลาเสร็จงานและเวลาล่าช้าน้อยที่สุด โดยได้นำเสนอวิธีเชิงพันธุกรรม ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถประยุกต์ใช้กับปัญหาได้หลากหลาย รวมถึงสามารถพัฒนาเพื่อให้คำตอบที่ได้เป็นคำตอบที่ดีที่สุด ซึ่งในงานวิจัยนี้ได้เปรียบเทียบผลลัพธ์จากการใช้วิธีคัดเลือก วิธีสลับสมาชิก และวิธีกลายพันธุ์ที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้ขั้นตอนวิธีที่เหมาะสมมากที่สุด และใช้ขั้นตอนวิธีดังกล่าวในการทดสอบปัจจัยต่าง ๆ ผลจากการทดลองพบว่าวิธีเชิงพันธุกรรมใช้เวลาประมวลผลเพียง 34 วินาที ซึ่งน้อยกว่าแบบจำลองคณิตศาสตร์ถึง 98% รวมถึงให้ผลลัพธ์ของตารางการประดิษฐ์ตาเทียมที่ดี โดยมีการทำกระบวนการอื่นในระหว่างการรอต้มทุกครั้งเพื่อลดเวลารอคอยของนักประดิษฐ์ตาเทียม และผลจากการทดสอบปัจจัยพบว่าผลลัพธ์ที่ได้จากกรณีที่พิจารณาเวลานัดหมายสามารถครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ได้มากกว่าการไม่พิจารณาเวลานัดหมาย และในการศึกษาความสำคัญของวัตถุประสงค์พบว่าควรจะให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์ที่ใกล้เคียงกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมมากที่สุด ทั้งมุมมองด้านเวลาและความสมดุลของการมอบหมายงาน
การตัดสินใจหลายเกณฑ์แบบไฮบริดเพื่อหาคู่ค้าพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในอุตสาหกรรมสารกึ่งตัวนำ, จิรยุ พุดพวง
การตัดสินใจหลายเกณฑ์แบบไฮบริดเพื่อหาคู่ค้าพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในอุตสาหกรรมสารกึ่งตัวนำ, จิรยุ พุดพวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอแนวทางในการคัดเลือกคู่ค้าเชิงกลยุทธ์ในอุตสาหกรรมสารกึ่งตัวนำ โดยใช้วิธีการผสมผสานระหว่างตรรกศาสตร์คลุมเครือ กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (F-AHP) และวิธีการจัดลำดับความสำคัญโดยพิจารณาจากความคล้ายคลึงกันในอุดมคติ (F-TOPSIS) เพื่อจัดการกับความกำกวมและความไม่แน่นอนในการตัดสินใจของมนุษย์ กระบวนการไฮบริดนี้ประกอบด้วยหลายขั้นตอนหลัก ได้แก่ การศึกษาขั้นตอนการตัดสินใจและการคัดเลือกเกณฑ์จากวรรณกรรมและผู้เชี่ยวชาญ การวิเคราะห์ข้อมูลการจัดซื้อ การประเมินความสำคัญของเกณฑ์โดยใช้ F-AHP และการจัดอันดับทางเลือกโดยใช้ F-TOPSIS พร้อมทั้งการวิเคราะห์ความไว (Sensitivity Analysis) ของเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อประเมินความเสถียรของผลลัพธ์ ผลการศึกษาจากกรณีศึกษาพบว่าวิธีการนี้สามารถลดการสูญเสียรายได้อย่างมีนัยสำคัญ ประมาณ 3.2 ล้านดอลลาร์ และช่วยลดความเสี่ยงในการเลือกคู่ค้าที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันในตลาด นอกจากนี้ยังส่งผลให้มีการประหยัดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า และปรับปรุงประสิทธิภาพในการส่งมอบสินค้าและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังมีการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่สามารถปรับเปลี่ยนและนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีลักษณะการตัดสินใจที่ซับซ้อนเช่นเดียวกัน
การประเมินราคาเครื่องจักรโดยใช้เทคนิคเดลฟายและกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น, นัจนันท์ เลี่ยงทรชน
การประเมินราคาเครื่องจักรโดยใช้เทคนิคเดลฟายและกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น, นัจนันท์ เลี่ยงทรชน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาเกณฑ์การประเมินราคาเครื่องจักรที่เหมาะสม สำหรับการประเมินราคาเครื่องจักรตามแนวทางการเปรียบเทียบราคาตลาด โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้นในการกำหนดเกณฑ์และน้ำหนักความสำคัญ และใช้เทคนิคเดลฟายในการหาระดับของแต่ละเกณฑ์ การดำเนินงานวิจัยได้เริ่มจาก 1) ทำการสำรวจเกณฑ์การประเมินราคา 2) การสอบถามเชิงลึกถึงเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องจากนักประเมินอาชีพ 3) สร้างผังโครงสร้างการตัดสินใจเชิงลำดับชั้นสำหรับการหาเกณฑ์ในการประเมินราคา 4) วิเคราะห์น้ำหนักความสำคัญจากกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น 5) วิเคราะห์ระดับคุณสมบัติของเกณฑ์จากเทคนิคเดลฟาย 6) เปรียบเทียบผลการประเมินราคาเครื่องจักรด้วยวิธีเปรียบเทียบราคาตลาด งานวิจัยนี้ได้เลือกเครื่องกลึงโลหะ เครื่องผสมยาง ห้องเย็น เครื่องฉีดพลาสติก และเครื่องสีข้าว มาเป็นตัวแทนของกลุ่มอุตสาหกรรมในงานวิจัย โดยสร้างผังโครงสร้างการตัดสินใจเชิงลำดับชั้นการประเมินราคาประกอบด้วยเกณฑ์หลักทั้งหมด 6 เกณฑ์ เกณฑ์รอง 15 เกณฑ์ ผลจากการหาน้ำหนักความสำคัญของเกณฑ์ พบว่าเกณฑ์หลักที่มีน้ำหนักความสำคัญสูงในทุกเครื่องจักร คือ สภาพเครื่องจักร และประสิทธิภาพ ส่วนเกณฑ์รอง คือ สภาพความพร้อมใช้งาน เมื่อนำเกณฑ์หลักและเกณฑ์รองมาพิจารณาร่วมกัน ทำให้ได้เกณฑ์การประเมินราคาเครื่องจักรทั้งหมด 17 เกณฑ์ ที่มีค่าน้ำหนักความสำคัญของแต่ละเกณฑ์ในแต่ละเครื่องจักรแตกต่างกัน โดยน้ำหนักความสำคัญของเกณฑ์จะสัมพันธ์วัตถุประสงค์ของเครื่องจักรนั้นๆ อาจปรับเปลี่ยนมีความแตกต่างกันตามหน้าที่ของเครื่องจักร จากนั้นใช้เทคนิคเดลฟายในการหาระดับของแต่ละเกณฑ์ ซึ่งนักประเมินทั้งกลุ่มมีความเห็นชอบต่อการแบ่งระดับของแต่ละเกณฑ์ดังกล่าว เมื่อนำเกณฑ์ที่ได้นี้ไปใช้ในการประเมินมูลค่าของเครื่องกัดแนวตั้งและเครื่องฉีดพลาสติกเพื่อเป็นตัวอย่างการสร้างเกณฑ์ในงานวิจัยนี้ พบว่าสามารถลดความแตกต่างของมูลค่าเครื่องกัดแนวตั้งและเครื่องฉีดพลาสติก ของนักประเมินแต่ละคนได้ถึง 83.05% และ 97.56% ตามลำดับ
การวางแผนและจัดตารางการทำงานสำหรับการทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์ยา ด้วยเทคนิคการหาค่าเหมาะสมที่สุด, วริศรา วรฤทัย
การวางแผนและจัดตารางการทำงานสำหรับการทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์ยา ด้วยเทคนิคการหาค่าเหมาะสมที่สุด, วริศรา วรฤทัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการวางแผนและจัดตารางการทำงานสำหรับการทดสอบความคงตัวของยา โดยมีแนวคิดในการแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 การหารูปแบบมอบหมายงานให้กับพนักงานและเครื่องทดสอบ ในการแก้ปัญหาดังกล่าวแบบจำลองกำหนดการเชิงเส้นจำนวนเต็มแบบผสมได้ถูกนำมาใช้ในการหาคำตอบของปัญหา แต่เนื่องจากมีหลายวัตถุประสงค์ที่ใช้ในการตัดสินใจ อีกทั้งแต่ละวัตถุประสงค์มีหน่วยที่ต่างกัน ทำให้แก้ปัญหาด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์เดียวทำได้ยาก จึงได้มีการพัฒนาแบบจำลองคณิตศาสตร์จำนวน 2 โมเดลเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาดังกล่าว โมเดลที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อการลดความแตกต่างของภาระงานสูงสุด และต่ำที่สุด และการทำงานล่วงเวลาของพนักงานให้น้อยที่สุด ในขณะที่โมเดลที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาลำดับความสำคัญของการทดสอบยา ส่วนที่ 2 เป็นการจัดตารางการทำงานของพนักงานและเครื่องทดสอบด้วยวิธีการฮิวริสติก โดยมีข้อมูลนำเข้าจากผลคำตอบที่ได้รับในงานส่วนที่ 1 และได้นำกฎการจัดลำดับความสำคัญ จำนวน 2 วิธี ได้แก่ กฎการเลือกงานที่ใช้เวลาน้อยที่สุดทำก่อน และกฎการเลือกงานที่ใช้เวลาทำนานที่สุดทำก่อน มาใช้ในการเรียงลำดับงานจำนวน 3 รูปแบบ ได้แก่ เวลาปฏิบัติงานรวมของการทดสอบ เวลาปฏิบัติงานเวลาในขั้นตอนแรกของการทดสอบ และเวลาปฏิบัติงานตามหัวข้อทดสอบ ผลการวิจัยจากงานส่วนที่ 1 พบว่ารูปแบบการการมอบหมายงานให้พนักงานและเครื่องทดสอบจากแบบจำลองคณิตศาสตร์ทั้ง 2 โมเดลให้ค่าคำตอบที่เหมือนกัน โดยยาแต่ละชนิดมีการเลื่อนทดสอบไปในเดือนถัด ๆ ไปมากขึ้น ภายใต้เงื่อนไขยาแต่ละชนิดต้องทดสอบภายใน 4 เดือน โดยมีจำนวนยาที่เลื่อนการทดสอบออกไปจำนวน 2,013 ล็อต ในส่วนของภาระงานที่พนักงานได้รับพบว่ามีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน และในเดือนที่ 4 มีจำนวนภาระงานเกิดขึ้นสูงสุด ซึ่งทำให้เกิดการทำงานล่วงเวลาทั้งเภสัชกรและนักวิทยาศาสตร์ จากการจัดตารางการทำงานและวัดผลด้วยตัวชี้วัดประสิทธิภาพ พบว่าการจัดตารางการทำงานจากเวลาปฏิบัติงานเวลาในขั้นตอนแรกของการทดสอบ ด้วยวิธี SPT ให้ผลเฉลยที่ดีที่สุดตามวัตถุประสงค์ โดยไม่จำเป็นต้องทำงานล่วงเวลา โดยผลการศึกษานี้เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งที่ใช้ในการจัดตารางการทำงานของพนักงานและเครื่องทดสอบ
Aircraft Arrival Delay Prediction Using Machine Learning Method, Patara Charnvanichborikarn
Aircraft Arrival Delay Prediction Using Machine Learning Method, Patara Charnvanichborikarn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Flight delays pose a significant challenge to the growth and efficiency of the US airline industry, which is a central focus of our thesis that extends to the broader global airline sector. This study aims to predict aircraft arrival delays utilizing machine learning models. In addressing the substantial challenge of aircraft delays within the US airline industry, our research relied on Kaggle datasets. Following comprehensive data reorganization and cleanup processes, a crucial aspect of our approach involved integrating weather data from the arrival airport at the time of arrival into the model, thereby enhancing our dataset to bolster predictive accuracy. …