Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 1 - 30 of 161
Full-Text Articles in Environmental Engineering
การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการแปลงพลังงานไฟฟ้าของโซลาร์อินเวอร์เตอร์, ณัฐพิมล ณ ลำพูน
การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการแปลงพลังงานไฟฟ้าของโซลาร์อินเวอร์เตอร์, ณัฐพิมล ณ ลำพูน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ได้รับความสนใจอย่างมากจากประเทศไทยในการขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2567 (PDP2024) กำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 51% โดยพลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นหัวใจสำคัญด้วยกำลังการผลิตเป้าหมาย 27,093 เมกะวัตต์ อินเวอร์เตอร์มีบทบาทสำคัญในการแปลงไฟฟ้ากระแสตรงจากแผงโซลาร์เซลล์เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ แต่ประสิทธิภาพของอินเวอร์เตอร์ในสภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้นของประเทศไทยยังเผชิญกับความท้าทายจากอุณหภูมิสูง (35-40°C) และความชื้นสูง (70-90%) ตลอดทั้งปี ส่งผลให้เกิดปัญหา Power Derating, การลดอายุการใช้งาน และการกัดกร่อนภายในอุปกรณ์การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพของอินเวอร์เตอร์ในระบบพลังงานแสงอาทิตย์ภายใต้สภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้น โดยเน้นการศึกษา 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การกระจายภาระโหลดระหว่างอินเวอร์เตอร์ (Load Power Balancing), ระบบติดตามจุดกำลังสูงสุด (MPPT), อัตราส่วน DC/AC และอุณหภูมิ เพื่อพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์หลายตัวแปรและเสนอแนวทางที่เหมาะสมสำหรับระบบขนาดใหญ่ รวมถึงการเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่าง Central Inverter และ String Inverterวิธีการวิจัยใช้การผสมผสานระหว่างการวิเคราะห์ทางทฤษฎี การจำลองระบบ และการวิเคราะห์ข้อมูลจริง โดยสร้างแบบจำลองการทำงานของอินเวอร์เตอร์ภายใต้สภาวะโหลด 100% แบบเชื่อมต่อกริด และดำเนินการทดลอง ณ จังหวัดชลบุรี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม 2025 โดยศึกษาอุณหภูมิแวดล้อม 25-50°C อัตราส่วน DC/AC 1.0-1.8 การกระจายภาระโหลด 0-50% และจำนวน MPPT 2-12 จุด การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบเชิงเดี่ยวด้วย Simple Linear Regression, การวิเคราะห์ความไว (Sensitivity Analysis) และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบหลายตัวแปรด้วย Multiple Linear และ Non-linear Regression Analysisผลการวิจัยที่คาดว่าจะได้รับ ได้แก่ แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ใหม่สำหรับการคำนวณประสิทธิภาพอินเวอร์เตอร์ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้น แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับการเลือกประเภทอินเวอร์เตอร์ และการปรับขนาดอัตราส่วน DC/AC ที่เหมาะสม เครื่องมือประเมินประสิทธิภาพอินเวอร์เตอร์ในสภาวะการทำงานจริง รวมถึงข้อมูลสนับสนุนนโยบายพลังงานของประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายใน PDP2024 การวิจัยนี้จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือสูงขึ้น ลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นวัตกรรมการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรเพื่อการทำนาอย่างยั่งยืนภายใต้มาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม, ธัญธร โกวิทยะวงศ์
นวัตกรรมการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรเพื่อการทำนาอย่างยั่งยืนภายใต้มาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม, ธัญธร โกวิทยะวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มุ่งพัฒนาแนวทางการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรเพื่อการทำนาข้าวแบบยั่งยืน ภายใต้บริบทที่มาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมของนานาประเทศมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การศึกษานี้อาศัยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้นำเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จ และเกษตรกรทั่วไป เพื่อทำความเข้าใจปัญหา อุปสรรค และพฤติกรรมการรับรู้ของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งพบว่าเกษตรกรมักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ดีเมื่อมีโอกาสเห็นผลจริงในแปลงนา เข้าใจขั้นตอนแบบง่าย ไม่ซับซ้อน และมองเห็นประโยชน์เชิงเศรษฐกิจอย่างเด่นชัด ทั้งในมิติการลดต้นทุน การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงโอกาสในการขายผลผลิตในตลาดที่ให้ราคาที่สูงขึ้น จากผลดังกล่าว จึงพัฒนาแนวทางการถ่ายทอดความรู้ที่เน้นการสาธิตในพื้นที่จริง การใช้ผู้นำเกษตรกรเป็นต้นแบบ การสื่อสารด้วยภาษาที่ตรงประเด็น และการนำเสนอคุณค่าทางเศรษฐกิจของการทำนาแบบยั่งยืนควบคู่กับทิศทางการค้าโลกที่ให้ความสำคัญต่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แนวทางนี้ช่วยให้การถ่ายทอดองค์ความรู้เข้าถึงเกษตรกรได้มากขึ้น เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเป็นรูปธรรม และยกระดับความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงเสริมความสามารถในการแข่งขันการค้าข้าวไทยในระยะยาว
สำรวจจิตสำนึกความยั่งยืนของบุคลากรทางเภสัชกรรมโรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ในฐานะผู้บริโภค, นันทิชา เตชชินสิริ
สำรวจจิตสำนึกความยั่งยืนของบุคลากรทางเภสัชกรรมโรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ในฐานะผู้บริโภค, นันทิชา เตชชินสิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์การวิจัยมีดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อศึกษาระดับจิตสำนึกด้านความยั่งยืนของบุคลากรทางเภสัชกรรมของโรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ในฐานะผู้บริโภค 2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาของการปลูกฝังแนวคิดความยั่งยืนในองค์กรกับจิตสำนึกด้านการบริโภคอย่างยั่งยืน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ยั่งยืนในบุคลากรทางเภสัชกรรม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี (mixed method) เลือกใช้แบบแผนเชิงอธิบาย (the explanatory design) ประกอบด้วย 2 ระยะ ระยะที่ 1 การสำรวจจิตสำนึกความยั่งยืนของบุคลากรทางเภสัชกรรมในฐานะผู้บริโภค โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลได้แก่ แบบวัดจิตสำนึกด้านความยั่งยืนในฐานะผู้บริโภค ของ Carvalho, Salgueiro, Rita, (2015) ร่วมกับแนวคิดทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) ซึ่งสร้างตามแนวคิดของ Rossiter (2002) มาตราส่วนประมาณค่าแบบ Likert 7 ระดับ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1ุ60 คน ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ผลการประเมินคุณภาพของเครื่องมือ พบว่า แบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) อยู่ระหว่าง 0.66–1.00 อยู่ในเกณฑ์ดีมาก และมีค่าความเที่ยงภายใน (Cronbach’s Alpha) เท่ากับ 0.89 แสดงถึงความเที่ยงสูง ผลการวิเคราะห์ระดับจิตสำนึกด้านความยั่งยืนของบุคลากรทางเภสัชกรรมของโรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ในฐานะผู้บริโภค พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างมาก ระยะที่ 2 การสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ยั่งยืนในบุคลากรทางเภสัชกรรม คัดเลือกจาก แผนกที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนจิตสำนึกด้านการบริโภคของบุคลากรทางเภสัชกรรมสูงสุด 4 อันดับแรก จำนวน 20 คน พบว่า ภาพรวมระดับจิตสำนึกด้านความยั่งยืนทั้งสองกลุ่มมีจิตสำนึกด้านความยั่งยืนอยู่ในระดับ ค่อนข้างมาก แต่ลักษณะเชิงคุณภาพสะท้อนของเภสัชกรมอง ความยั่งยืน ในระดับยุทธศาสตร์และระบบ ส่วนผู้ช่วยเภสัชกรเน้น ความยั่งยืน ผ่านพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมจริง แนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ยั่งยืนในบุคลากรทางเภสัชกรรม 1. มิติด้านนโยบายและวัฒนธรรมองค์กร บุคลพบว่า การสร้าง วัฒนธรรมองค์กรสีเขียว เป็นรากฐานสำคัญของการส่งเสริมพฤติกรรมยั่งยืนภายในองค์กร 2. มิติด้านการเรียนรู้และการพัฒนาองค์ความรู้ โรงพยาบาลควรจัดให้มีการเรียนรู้เชิงระบบเกี่ยวกับ การบริโภคอย่างยั่งยืนในงานเภสัชกรรม ผ่านหลักสูตรอบรมและการเรียนรู้ด้วยตนเอง 3. มิติด้านกิจกรรมและการมีส่วนร่วม …
แนวทางการจัดงานอีเวนต์อย่างยั่งยืนเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของธุรกิจ : กรณีศึกษาอิมแพค เมืองทองธานี, พรศักดิ์ พูลพล
แนวทางการจัดงานอีเวนต์อย่างยั่งยืนเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของธุรกิจ : กรณีศึกษาอิมแพค เมืองทองธานี, พรศักดิ์ พูลพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และความต้องการของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (MICE) เกี่ยวกับการจัดงานในแนวทางที่ยั่งยืน รวมถึงการศึกษานโยบายที่เป็นแนวทางในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของธุรกิจ โดยอาศัยกรณีศึกษา THAIFEX–ANUGA ASIA และวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างแนวทางการจัดงานกับมาตรฐานสากล เพื่อประเมินขีดความสามารถของศูนย์อิมแพค เมืองทองธานีในบริบทการแข่งขันระดับภูมิภาค งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มผู้ประกอบการจำนวน 100 ราย และข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้บริหารและผู้จัดงานมืออาชีพ เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้ด้านความยั่งยืนและความสามารถในการปรับตัวขององค์กรไมซ์ในประเทศไทย ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการมีระดับความตระหนักรู้ต่อการจัดงานอย่างยั่งยืนในระดับสูง แต่ยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านทรัพยากร การบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การดำเนินงานตามมาตรฐาน ISO 20121 การจัดการพลังงาน น้ำ ของเสีย และการติดตามผลอย่างเป็นระบบ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความยืดหยุ่นทางธุรกิจ ข้อมูลเชิงคุณภาพยังระบุว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จสำคัญ ได้แก่ ภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง การร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการนำแนวทางการบริหารจัดการแบบองค์รวมมาใช้ กรณีศึกษา THAIFEX–ANUGA ASIA 2025 แสดงให้เห็นว่า การนำมาตรฐานสากลมาใช้สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของศูนย์จัดงานได้อย่างมีนัยสำคัญ ข้อเสนอแนะสำคัญจากการวิจัย คือ อุตสาหกรรมไมซ์ควรพัฒนาโครงสร้างการบริหารจัดงานอย่างยั่งยืนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เสริมสร้างระบบติดตามผลและฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม พัฒนาทักษะบุคลากร และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงาน นอกจากนี้ควรจัดทำโมเดลประเมินความยืดหยุ่นที่เหมาะสมกับบริบทไทย พร้อมทั้งสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อผลักดันการจัดงานอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทย
แนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของกระบวนการรีเคลมสารทำความเย็น : กรณีศึกษาโรงงานรีเคลมสารทำความเย็น ด้วยวิธีการกลั่นอย่างง่าย, มุทิตา วิเลปสุวรรณ
แนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของกระบวนการรีเคลมสารทำความเย็น : กรณีศึกษาโรงงานรีเคลมสารทำความเย็น ด้วยวิธีการกลั่นอย่างง่าย, มุทิตา วิเลปสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารทำความเย็นเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบทำความเย็นและปรับอากาศ ซึ่งในประเทศไทยเมื่ออุปกรณ์หมดอายุการใช้งานมักมีการปล่อยทิ้งสารทำความเย็นสู่บรรยากาศ โดยเฉพาะสารทำความเย็นกลุ่มไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) ที่มีค่าศักยภาพในการทำให้ โลกร้อน (GWP) สูง เช่น R32 และ R410A ซึ่งมีค่า GWP เท่ากับ 677 และ 1,923.50 ตามลำดับ ทำให้การรีเคลมสารทำความเย็น (Refrigerant reclamation) ซึ่งเป็นกระบวนการปรับปรุง สารทำความเย็นที่ผ่านการใช้งานแล้วให้มีคุณภาพเทียบเท่าสารใหม่ เป็นมาตรการสำคัญในการลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจก งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาแนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของกระบวนการรีเคลมสารทำความเย็นด้วยกระบวนการกลั่นอย่างง่าย (Simple distillation) ในประเทศไทย โดยใช้สาร R32 และ R410A ซึ่งมีการใช้งานแพร่หลายในเครื่องปรับอากาศเป็นกรณีศึกษา และอาศัยข้อมูลการดำเนินการจากโรงงานรีเคลม 1 แห่ง ผลการประเมินพบว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์เฉพาะส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้ามีค่าเท่ากับ 0.4378 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อสารรีเคลม 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ งานวิจัยเสนอให้มีการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของ การจัดการของเสียและการรั่วไหลระหว่างกระบวนการ เพื่อเพิ่มความครบถ้วนของการประเมินให้เป็นไปตามข้อกำหนดของการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ การประเมินคาร์บอน-ฟุตพริ้นท์ของกระบวนการรีเคลมสารทำความเย็นช่วยสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการรีเคลมสารทำความเย็นในการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศและช่วยลดผลกระทบจากการจำกัดโควตาการใช้สาร HFCs ภายใต้ข้อตกลงคิกาลี โดยทำหน้าที่เป็นแหล่งสำรองสารทำความเย็นที่ยั่งยืนต่อภาคการบำรุงรักษาและบริการในอนาคต
การแปลและตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามวัดจิตสำนึกความยั่งยืนฉบับภาษาไทย และการศึกษาระดับจิตสำนึกของเยาวชนไทย, สุทธิแดน พลวัติจรัสวัฒน์
การแปลและตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามวัดจิตสำนึกความยั่งยืนฉบับภาษาไทย และการศึกษาระดับจิตสำนึกของเยาวชนไทย, สุทธิแดน พลวัติจรัสวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นด้านความยั่งยืนได้รับความสำคัญเพิ่มมากขึ้นทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ เนื่องจากสังคมกำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจที่ทวีความซับซ้อน ส่งผลให้การเสริมสร้างความตระหนักรู้และพฤติกรรมที่สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของประเทศ เครื่องมือวัดจิตสำนึกความยั่งยืน เช่น Sustainability Consciousness Questionnaire (SCQ) ได้รับการพัฒนาและใช้ในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ในบริบทประเทศไทยยังไม่มีฉบับภาษาไทยที่ผ่านกระบวนการแปลและตรวจสอบคุณภาพเชิงประจักษ์อย่างเป็นระบบ จึงจำเป็นต้องพัฒนาเครื่องมือที่มีความถูกต้อง เหมาะสม และใช้ได้จริงกับเยาวชนไทยการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่(1) แปลและตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามวัดจิตสำนึกความยั่งยืนฉบับภาษาไทย (2) เปรียบเทียบความสอดคล้องและความคู่ขนานของโครงสร้างการวัดระหว่างเครื่องมือต้นฉบับและฉบับภาษาไทย (3) ศึกษาระดับจิตสำนึกความยั่งยืนของเยาวชนไทยอายุ 18–19 ปีในมิติของความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมด้านความยั่งยืน การศึกษาใช้แนวทางการพัฒนาเครื่องมือ โดยดำเนินงาน 2 ขั้นตอน ได้แก่(1) การแปลและตรวจสอบคุณภาพของ SCQ ฉบับยาวและฉบับสั้นผ่านกระบวนการแปลสองทิศทาง (forward–backward translation) การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และการทดสอบความเข้าใจของกลุ่มตัวอย่างเป้าหมายด้วย Cognitive Debriefing (2) การศึกษาระดับจิตสำนึกความยั่งยืนของเยาวชนไทยจำนวน 800 คน ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือพบว่า แบบสอบถามฉบับภาษาไทยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.66–1.00 อยู่ในเกณฑ์ดีมาก และมีค่าความเที่ยงภายใน (Cronbach’s Alpha) เท่ากับ 0.90 สำหรับฉบับยาว และ 0.93 สำหรับฉบับสั้น ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) แสดงให้เห็นว่าโมเดลทั้งสองรูปแบบมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยฉบับยาวมีค่า χ² = 577, df = 1068, χ²/df = 0.54, CFI = 0.93, RMSEA = 0.03 และฉบับสั้นมีค่า χ² = 160, df = 54, χ²/df = 2.96, CFI = …
แนวทางการบูรณาการโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม กรณีศึกษากองทัพอากาศไทย, ศิริกัญญารัตน์ สวนสีดา
แนวทางการบูรณาการโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม กรณีศึกษากองทัพอากาศไทย, ศิริกัญญารัตน์ สวนสีดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการบูรณาการโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR Integration) ของกองทัพอากาศให้เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ ภารกิจหลักด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยการทบทวนวรรณกรรมร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลการศึกษาพบว่า กองทัพอากาศมีศักยภาพอย่างมากในการดําเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือ สร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน แต่มีข้อจํากัดสําคัญ ได้แก่ การขาดความต่อเนื่องของโครงการจากการโยกย้ายกําลังพล ขาดระบบส่งต่องาน การประชาสัมพันธ์ที่ไม่ทั่วถึง ซึ่งแนวทางบูรณาการโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมของกองทัพอากาศทั้งหมด 5 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต (2) โครงการพัฒนาศักยภาพคนและการศึกษา (3) โครงการสังคมปลอดภัยและวัฒนธรรมรับผิดชอบร่วม (4) โครงการชุมชนสีเขียว และ (5) โครงการพลังงานสีเขียวและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะช่วยให้กิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของกองทัพอากาศที่มีอยู่ได้รับการต่อยอดและเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) จากเดิม 6 ด้านเป็น 13 ด้าน อีกทั้งขยายผลกรอบแนวคิด The “5 Ps” เพิ่มเติมใน 4 ด้าน ได้แก่ Planet People Prosperity และPartnership ที่ครอบคลุม ESG ได้ทุกด้าน รวมถึงเสนอการพัฒนาเชิงนโยบาย 4 ระดับ ตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ องค์กร บุคลากร และสังคม เพื่อขับเคลื่อนกองทัพอากาศไปสู่การบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์และการสร้างคุณค่าร่วม (CSV) สามารถพัฒนาเป็น “กองทัพเพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนแห่งชาติ” ได้อย่างเป็นรูปธรรม
Investigation Of Mechanism And Inventory Of Greenhouse Gases Emission From Activated Sludge Wastewater Treatment Facility, Chawakorn Sanusan
Investigation Of Mechanism And Inventory Of Greenhouse Gases Emission From Activated Sludge Wastewater Treatment Facility, Chawakorn Sanusan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aims to elucidate the mechanisms and quantify the inventory of greenhouse gas (GHG) emissions—specifically carbon dioxide (CO2), methane (CH4), and nitrous oxide (N2O)—from an activated sludge (AS) wastewater treatment facility at the Pattaya Wastewater Treatment Plant (Soi Wat Nongyai), Thailand. A closed dynamic flux chamber (CDC) technique coupled with a portable Fourier-transform infrared (FTIR) gas analyzer was utilized to measure gas concentrations across three critical units: the primary sedimentation tank, aeration tank, and final sedimentation tank together with a direct-probe technique to measure across the sludge thickening tank, and sludge dewatering area. Emission rates were calculated using both …
การพัฒนาถ่านชีวภาพจากกะลาแมคคาเดเมียเพื่อใช้เป็นตัวดูดซับสีซาฟรานิน, สุภานนท์ ตั้งหิรัญชัย
การพัฒนาถ่านชีวภาพจากกะลาแมคคาเดเมียเพื่อใช้เป็นตัวดูดซับสีซาฟรานิน, สุภานนท์ ตั้งหิรัญชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำกะลาแมคคาเดเมียที่เป็นของเสียภาคการเกษตรมาใช้ประโยชน์ด้วยการพัฒนาเป็นถ่านชีวภาพ เพื่อใช้เป็นตัวดูดซับซาฟรานินและนำไปขึ้นรูปเป็นเม็ด ด้วยการกระตุ้นทางความร้อนและสารเคมีเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดูดซับ โดยการศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพและเคมี การทดสอบประสิทธิภาพการดูดซับ จลนพลศาสตร์และไอโซเทอร์มการดูดซับซาฟรานิน อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อความสามารถดูดซับซาฟรานินของตัวดูดซับ จากการศึกษาพบว่า กะลาแมคคาเดเมียมีองค์ประกอบของคาร์บอนสูง แต่มีองค์ประกอบของเถ้าต่ำ มีโครงสร้างสารอินทรีย์ของเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลสและลิกนินเป็นองค์ประกอบหลัก เมื่อนำไปผ่านกระบวนการความร้อนและกระตุ้นทางเคมี โครงสร้างที่พบจะเป็นคาร์บอนอสัณฐานเป็นหลัก เนื่องจากหมู่ฟังก์ชันของโครงสร้างเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลสและลิกนินเกิดการสลายตัวเนื่องจากความร้อน พบว่าการกระตุ้นด้วยโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ และความร้อนที่ 900 องศาเซลเซียส (MNC_KOH_3_900) เกิดรูพรุนขึ้นเป็นจำนวนมากและพื้นผิวมีความขรุขระไม่เรียบเนียน มีพื้นที่ผิวจำเพาะและปริมาตรรูพรุนสูงสุดที่ 1,860.52 ตารางเมตรต่อกรัม และ 0.804 ลูกบาศก์ตารางเซนติเมตรต่อกรัม การศึกษาจลนพลศาสตร์การดูดซับซาฟรานินเป็นไปตามแบบจำลองปฏิกิริยาอันดับที่สองเสมือน ชี้ให้เห็นว่าเป็นกระบวนการดูดซับทางเคมี การศึกษาไอโซเทอร์มการดูดซับซาฟรานินเป็นไปตามแบบจำลองฟรุนดลิชโดยมีค่าความสามารถดูดซับซาฟรานินที่สภาวะสมดุล 603.68 มิลลิกรัมต่อกรัม ที่ความเข้มข้นซาฟรานินที่สมดุล 100 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยปฏิกิริยาการดูดซับเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน ในส่วนการขึ้นรูปเป็นเม็ดสามารถคงรูปและนำไปใช้ในการดูดซับซาฟรานินได้ ดังนั้น ตัวดูดซับที่พัฒนาจากกะลาแมคคาเดเมียนี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดูดซับซาฟรานินที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นทางเลือกหนึ่งในการสร้างมูลค่าให้กับของเสียภาคการเกษตร
การแยกกระจกออกจากซากแผงพลังงานแสงอาทิตย์แบบสองหน้าด้วยสารละลายลิโมนีน, กิตติวดี รุจิสรรย์
การแยกกระจกออกจากซากแผงพลังงานแสงอาทิตย์แบบสองหน้าด้วยสารละลายลิโมนีน, กิตติวดี รุจิสรรย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดกระจกสองหน้า (bifacial solar panel) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากสามารถรับรังสีแสงอาทิตย์ได้ทั้งสองด้าน ส่งผลให้มีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อหมดอายุการใช้งาน แผงเหล่านี้จะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีการจัดการอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาครั้งแรกในประเทศไทยที่นำสารละลายลิโมนีน ซึ่งเป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาใช้ในการแยกและกู้คืนกระจกจากซากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดกระจกสองหน้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมของกระบวนการและประเมินปริมาณกระจกที่สามารถกู้คืนได้ ผลการทดลองพบว่าสภาวะที่เหมาะสมที่สุด คือ การอบแผงที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส และแช่ในสารละลายลิโมนีนความเข้มข้นร้อยละ 70 ที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 90 นาที ภายใต้เงื่อนไขนี้สามารถกู้คืนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าประสิทธิภาพการกู้คืนกระจก (Glass Recovery Efficiency: GRE) เท่ากับร้อยละ 76.6 เศษกระจกที่ได้สามารถจำแนกเป็น 3 เกรด ได้แก่ เกรด A (ขนาดมากกว่า 2.0 มิลลิเมตร ใส สะอาด ไม่มีสิ่งปนเปื้อน) มากกว่าร้อยละ 60 ของน้ำหนักกระจกทั้งหมด เกรด B (0.5–2.0 มิลลิเมตร รูปร่างไม่สม่ำเสมอ อาจมีสิ่งปนเปื้อนเล็กน้อย) และเกรด C (น้อยกว่า 0.5 มิลลิเมตร เป็นผงหรือเศษละเอียด มีสิ่งปนเปื้อนสูง) กระบวนการนี้ใช้พลังงานต่ำ และสารละลายลิโมนีนสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ 3 รอบ อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 5.0–8.4 กรัมต่อแผง ผลการศึกษานี้จึงเป็นต้นแบบสำหรับการจัดการของเสียแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดกระจกสองหน้าในประเทศไทย และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้สารสีเขียวในการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์อย่างยั่งยืน
ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากกระบวนการชุบสังกะสีแบบกัลวาไนซ์ในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, โชติกา วิเศษสมบัติ
ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากกระบวนการชุบสังกะสีแบบกัลวาไนซ์ในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, โชติกา วิเศษสมบัติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สังกะสีเป็นหนึ่งในโลหะที่ไม่ใช่เหล็กซึ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเหล็กชุบสังกะสีหรือเหล็กชุบสังกะสีโดยเฉพาะเหล็กชุบสังกะสีแบบกัลวาไนซ์ที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน เนื่องจากคุณสมบัติป้องกันการกัดกร่อนและป้องกันการเกิดสนิม อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการผลิตไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม แล้วมีการปล่อยของเสียลงสู่สิ่งแวดล้อม อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์และระบบนิเวศได้ โดยเฉพาะจากกรณีการลักลอบเปิดโรงงานชุบสังกะสีโดยมีข่าวรายงานที่ขาดระบบจัดการของเสียที่เหมาะสม งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาปริมาณและเส้นทางการไหลของของเสียจากโรงงานชุบสังกะสีในประเทศไทย พร้อมทั้งประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการจัดการของเสีย โดยใช้การวิเคราะห์การไหลของวัสดุ (Material Flow Analysis) และการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment) ผ่านซอฟต์แวร์ STAN และ SimaPro โดยจัดหมวดหมู่ของเสียตามรหัสที่กำหนดโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ผลการศึกษาระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2563 พบว่า รหัสของเสีย 11 01 (ของเสียจากการปรับสภาพและเคลือบผิวโลหะด้วยสารเคมี) มีปริมาณสูงที่สุด รองลงมาคือรหัส 11 05 และ 12 01 คิดเป็น 76.87%, 19.33% และ 3.68% ตามลำดับ โดยของเสียส่วนใหญ่ถูกจัดการภายใต้รหัส 049 (การนำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วยวิธีอื่น), 053 (การคืนสภาพกรด/ด่าง) และ 052 (การนำโลหะกลับมาใช้ใหม่) คิดเป็น 78.88%, 16.44% และ 2.56% ตามลำดับ ทั้งนี้พบว่าของเสียส่วนใหญ่ในรหัส 11 01 ถูกจัดการภายใต้รหัส 049 และ 053 เป็นหลัก ผลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมพบว่าของเสียส่งผลต่อความเป็นพิษต่อระบบนิเวศน้ำจืด ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศทะเล ความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งต่อมนุษย์ และความเป็นพิษที่ไม่ก่อมะเร็ง โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเผาของเสียที่ปนเปื้อนสารอันตราย ส่งผลกระทบสูงที่สุด โดยปี พ.ศ. 2563 มีปริมาณของเสียและผลกระทบสูงสุด จึงถูกเลือกเป็นสถานการณ์ฐาน (S0) เพื่อเปรียบเทียบกับแนวทางจัดการของเสียทางเลือกอื่น ๆ ทั้ง 3 สถานการณ์ ทำให้พบว่าสถานการณ์ S3 ที่เน้นการนำของเสียกลับไปรีไซเคิลของเสียส่วนใหญ่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกด้านที่กล้าวข้างต้นได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสถานการณ์ฐาน
A Study Of Characteristics, Origins And Fates Of Ultrafine Particles Over Taichung City, Taiwan, Kijpat Thavorn
A Study Of Characteristics, Origins And Fates Of Ultrafine Particles Over Taichung City, Taiwan, Kijpat Thavorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Ultrafine particles (UFPs, <0.1 μm) pose health risks and are challenging to model. This study investigated UFP dynamics in Taichung City, Taiwan, using April 2021 observations and GEOS-Chem-TOMAS simulations. Observations included particle number size distributions (analyzed from 11.8 to 593.5 nm), sulfuric acid, and meteorological data. The model used 15 size bins, testing five nucleation schemes (Base, Binary, Binary ion, Ternary, Ternary ion) for new particle formation (NPF) sensitivity.Base, Ternary, and Ternary ion schemes simulated sporadic nucleation bursts; Binary schemes showed minimal activity. Despite visual coincidence with sulfuric acid peaks, simulated nucleation rates exhibited weak linear correlation (Pearson R ≈ −0.04). The model consistently and substantially underestimated observed particle number concentrations across all modes (NMBs ranging from -8.5% to -90.9%; correlation coefficients (absolute values) from 0.06 to 0.21). Crucially, no clear classical "banana-shaped" NPF events were observed in observations or model simulations. These findings underscore the need for improved nucleation/growth parameterizations, higher-resolution meteorological data, and refined local emissions for urban aerosol modeling in subtropical environments.
ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำชะขยะมูลฝอยและจุลินทรีย์ในระบบ, ธนวัฒน์ พงษ์ทองเจริญ
ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำชะขยะมูลฝอยและจุลินทรีย์ในระบบ, ธนวัฒน์ พงษ์ทองเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเพื่อศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำชะขยะมูลฝอยและจุลินทรีย์ในระบบโดยใช้ระบบบำบัดจำลองแบบเอสบีอาร์ในการทดลองครั้งนี้ โดยงานวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1.ศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการกำจัดซีโอดีและไนโตรเจนของระบบบำบัดแบบเอสบีอาร์ 2. เพื่อศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบชุมชนจุลินทรีย์ในระบบบำบัดแบบเอสบีอาร์ และ 3. เพื่อศึกษาเส้นทางของไมโครพลาสติกในระบบและความสามารถในการกำจัดไมโครพลาสติกผ่านระบบบำบัดน้ำเสียแบบแบบเอสบีอาร์ โดยงานวิจัยนี้ได้ทำการทดลองดำเนินระบบบำบัดน้ำเสียจำลองแบบเอสบีอาร์เป็นจำนวน 3 ปฏิกรณ์ที่ใส่ไมโครพลาสติกในปริมาณที่แตกต่างกันคือ 0 มก./ล., 10 มก./ล. และ 1,000 มก./ล. ดำเนินระบบเป็นระยะเวลา 94 วัน พบว่าประสิทธิภาพของการบำบัดซีโอดีโดยเฉลี่ยของทั้งสามระบบคือ 61.5%, 57.9% และ 50.8% ตามลำดับซึ่งประสิทธิภาพของการบำบัดซีโอดีลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อไมโครพลาสติกในระบบเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับพีเอชที่แปรผกผันกับปริมาณไมโครพลาสติกและความสัมพันธ์นี้ยังสอดคล้องกับสัดส่วนของชุมชนจุลินทรีย์ที่แตกต่างกันในแต่ละระบบอีกด้วย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าปริมาณไมโครพลาสติกที่เพิ่มขึ้นนั้นส่งผลกลับประสิทธิภาพการบำบัดไนโตรเจนและฟอสฟอรัสได้ นอกจากไมโครพลาสติกที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียแบบเอสบีอาร์ลดลงแล้วไมโครพลาสติกยังสามารถสะสมตกค้างในระบบและมีบางส่วนสามารถออกจากระบบบำบัดไปสู่สิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นแล้วระบบบำบัดที่ต้องรับน้ำเสียที่มีไมโครพลาสติกเจือปนเยอะเช่นน้ำชะขยะควรจะมีการกำจัดไมโครพลาสติกก่อนเข้าระบบ
การวิเคราะห์ผังการไหลและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเสียในอุตสาหกรรมทองแดงในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชัยพัทธ์ วิสารทกุล
การวิเคราะห์ผังการไหลและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเสียในอุตสาหกรรมทองแดงในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชัยพัทธ์ วิสารทกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ทองแดงเป็นโลหะสำคัญที่ใช้ในหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ของเสียที่เกิดขึ้นจากการถลุง หลอม และผลิตผลิตภัณฑ์ทองแดง โดยเฉพาะโลหะหนัก มีความอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การจัดการที่เหมาะสมจึงจำเป็น งานวิจัยนี้จึงศึกษาปริมาณ การไหล และการจัดการของเสียจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมทองแดงของประเทศไทย โดยจำกัดขอบเขตเฉพาะของเสียที่เกิดขึ้นภายในโรงงานเท่านั้น โดยไม่นับรวมของเสียที่เกิดจากการใช้งานของผู้บริโภค (พ.ศ. 2560 - 2563) พร้อมประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย Material Flow Analysis (MFA) และ Life Cycle Assessment (LCA) โดยซอฟต์แวร์ STAN และ SimaPro รวมถึงประเมินทางเลือกการจัดการ ผลการศึกษาพบว่ากากตะกอนบำบัดน้ำเสียอันตราย (รหัส 19 08) และตะกรันทองแดง (รหัส 10 06) มีปริมาณมากที่สุด โดยของเสียอันตรายส่วนใหญ่ถูกจัดการด้วยการฝังกลบอย่างปลอดภัยหลังปรับเสถียร (รหัส 073) และมีการรีไซเคิล (รหัส 049) หรือใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนในเตาซีเมนต์ (รหัส 044) สำหรับบางส่วน ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญจากการจัดการของเสีย ได้แก่ ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศทางทะเล ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศน้ำจืด ความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และความเป็นพิษที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ การวิเคราะห์ทางเลือกชี้ว่า การรีไซเคิลของเสียช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน ในขณะที่การเผาทำลายก่อให้เกิดผลกระทบสูงสุดผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน ในขณะที่การเผาทำลายก่อให้เกิดผลกระทบสูงสุด
การศึกษาการสร้างสถานีเติมไฮโดรเจนในประเทศไทยโดยใช้มาตรฐานสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา, ณัฐวรา เจริญพล
การศึกษาการสร้างสถานีเติมไฮโดรเจนในประเทศไทยโดยใช้มาตรฐานสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา, ณัฐวรา เจริญพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมความยั่งยืนด้านพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะเทคโนโลยีสถานีเติมไฮโดรเจน ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบขนส่งในอนาคต งานวิจัยฉบับนี้เริ่มต้นจากการศึกษารูปแบบการจัดตั้งสถานีเติมไฮโดรเจนในต่างประเทศ เพื่อนำมาเปรียบเทียบและประเมินความเหมาะสมในบริบทของประเทศไทย โดยเน้นรูปแบบการผลิตแบบ On-Site Electrolysis ซึ่งมีข้อได้เปรียบในด้านการใช้พื้นที่ ความปลอดภัย และความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งนี้ การศึกษาได้อ้างอิงมาตรฐาน NFPA 2 จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยด้านไฮโดรเจนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล การศึกษานี้ได้ออกแบบสถานีต้นแบบใน 3 ขนาด ได้แก่ 500, 1,000 และ 1,500 กิโลกรัมต่อวัน โดยมีต้นทุนเริ่มต้นระหว่าง 120–180 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานราคาขายไฮโดรเจนที่ 300 บาทต่อกิโลกรัม อายุโครงการ 15 ปี และใช้อัตราคิดลด 8% ผลการวิเคราะห์ทางการเงินพบว่า ในกรณีที่เอื้ออำนวยมากที่สุด ค่า IRR อยู่ในช่วง 1.69% ถึง 6.79% ซึ่งแม้จะไม่สูงมาก แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนา ขณะที่ในกรณีฐานต่ำสุด ค่า IRR ลดลงต่ำกว่าจุดคุ้มทุน และ NPV ติดลบในทุกขนาดของสถานี สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านการคืนทุนหากสถานีไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หากสามารถออกแบบให้สถานีมีความยืดหยุ่นในการขยายกำลังการผลิตในอนาคต หรือสามารถบูรณาการร่วมกับสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่เดิม ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น มาตรการทางภาษี ส่วนลดค่าไฟฟ้า หรือกลไกรับซื้อไฮโดรเจน ก็จะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ในการลงทุนสถานีเติมไฮโดรเจนในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ
การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่หมดอายุการใช้งานจากการติดตั้งบนหลังคา: กรณีศึกษา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, รสสุคนธ์ สิงห์สม
การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่หมดอายุการใช้งานจากการติดตั้งบนหลังคา: กรณีศึกษา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, รสสุคนธ์ สิงห์สม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารสำนักงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมพลังงานสะอาดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อแผงพลังงานแสงอาทิตย์หมดอายุการใช้งาน อาจก่อให้เกิดของเสียในปริมาณมากซึ่งส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) คาดการณ์ปริมาณของเสียจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่หมดอายุซึ่งติดตั้งบนหลังคาอาคารของ กฟภ. และ (2) ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากแนวทางการจัดการของเสียด้วยวิธีต่าง ๆ โดยใช้ระเบียบวิธีการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA) แบบ Gate to Gate ด้วยโปรแกรม SimaPro และวิธีการ ReCiPe 2016 จากข้อมูลการติดตั้งในปี พ.ศ. 2564 และ 2567 คาดว่าจะเกิดของเสียรวมประมาณ 932.01 ตัน ในช่วงปี พ.ศ. 2589–2592 โดยประกอบด้วยวัสดุหลัก เช่น กระจก อะลูมิเนียม ซิลิกอน และทองแดง ซึ่งมีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ใหม่ในอัตราสูง ผลการประเมินเปรียบเทียบ 3 แนวทาง ได้แก่ การฝังกลบ (S0) การอบแยกด้วยความร้อน (S1) และการบำบัดด้วยเคมี (S2) พบว่าแนวทาง S0 ซึ่งเป็นแนวทางปัจจุบันก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมสูงที่สุด โดยเฉพาะด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ที่ดิน และความเป็นพิษทางทะเล ขณะที่แนวทาง S1 และ S2 มีแนวโน้มลดผลกระทบโดยรวมได้ดีกว่า โดยเฉพาะ S1 ที่ให้ผลกระทบต่ำที่สุดในหลายหมวดหมู่หลักข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทยและ กฟภ. ได้แก่ การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการของเสียแผงพลังงานแสงอาทิตย์ การดำเนินโครงการนำร่องการรีไซเคิล การส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิลในประเทศ และการสนับสนุนกลไกความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ทั้งนี้ควรสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และแนวทางเศรษฐกิจ BCG ของประเทศ เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนทั้งด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
A Chemistry-Transport Model Study For Source Contributions Of Pm2.5 And Its Implications For Southeast Asia Regional Haze Management Policy, Abdul Wahab
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
PM2.5 pollution is a persistent issue in Southeast Asia. In response, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) launched the Second Hazefree Roadmap (2023-2030) to alleviate this issue. This roadmap can be an important institutional measure to reduce PM2.5 pollution regionally; however, it largely centres on biomass burning and does not comprehensively tackle other sources. This study aims to quantify the contributions of three key sectors—biomass burning, transport, and industry—to PM2.5 pollution. In addition, for the focus of Thailand, the study assesses transboundary PM2.5 pollution coming into Thailand. We employ the GEOS-Chem chemistry transport model, a widely used global model …
Characterization Of Size Distribution And Source Contribution To Airborne Particles In Buddhist Religious Places In Bangkok, Sopannha Chy
Characterization Of Size Distribution And Source Contribution To Airborne Particles In Buddhist Religious Places In Bangkok, Sopannha Chy
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Ultrafine particles, defined as particles with diameter below 100 nm, present high health risks but presently remain unknown in air quality management in Thailand. To better understand ultrafine particles, the appropriate quantification must be by aerosol numbers in a size-resolved manner in addition to the mass-based information currently used. This study investigated the particle number concentration and size distribution as well as estimating the source emission rate from incense burning in 3 temples and 1 shrine located in Bangkok, Thailand on peak days and normal day from 10 a.m. to 5 p.m. The Scanning Mobility Particle Sizer (SMPS) and the …
การบริหารจัดการอาคารคาร์บอนต่ำ: ยุทธศาสตร์เพื่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร, จิรายุ รัตตประดิษฐ์
การบริหารจัดการอาคารคาร์บอนต่ำ: ยุทธศาสตร์เพื่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร, จิรายุ รัตตประดิษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการใช้พลังงานในอาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ก่อให้เกิดความท้าทายสำคัญต่อความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ระบุว่า อาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ ใช้พลังงานเฉลี่ย 225 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ต่อพื้นที่หนึ่งตารางเมตรต่อปี ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ ส่งผลให้การจัดการพลังงานในอาคารเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การศึกษานี้ใช้แนวทางเชิงบูรณาการในการรวบรวมข้อมูลจากการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการอาคาร และการสำรวจพื้นที่จริงในกรุงเทพมหานคร โดยเน้นอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีการใช้พลังงานสูง กระบวนการศึกษารวมถึงการวิเคราะห์ระบบจัดการพลังงาน ระบบน้ำ ระบบแสงสว่าง และการจัดการขยะ พร้อมทั้งการเสนอแนะแนวทางปรับปรุงที่สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืน เช่น LEED และ TREES ผลการศึกษาพบว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ เช่น IoT ระบบเซ็นเซอร์ และระบบควบคุมอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดค่าใช้จ่าย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การจัดการน้ำ การใช้วัสดุรีไซเคิล และการส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอาคาร ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร รวมถึงสร้างความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว และผลการศึกษานี้สามารถเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการจัดการอาคารเชิงพาณิชย์ เพื่อความยั่งยืนในมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในอนาคต
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: กรณีศึกษากรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, เจษฎาพร รอดพิพัฒน์
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: กรณีศึกษากรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, เจษฎาพร รอดพิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางในระดับโลกและเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกประเทศต้องเผชิญ การบริหารจัดการและการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการบริหารจัดการที่สร้างสรรค์และปรับตัวให้สถานการณ์ต่าง ๆ ของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบโมเดลการวัดภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรในกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จำนวน 173 คน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้แทนภาครัฐ ผู้แทนภาคประชาชน และผู้แทนภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการยืนยันตัวบ่งชี้องค์ประกอบสำคัญของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ผลการศึกษาพบว่าภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) จินตนาการ (2) วิสัยทัศน์ (3) ยืดหยุ่น (4) การกระจายอำนาจ และ (5) การสร้างผู้นำ จากผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า “วิสัยทัศน์” มีความสำคัญสูงสุดในการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การพัฒนาแนวทางในการจัดทำกรอบการปล่อยสินเชื่อสีเขียวเพื่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, ศราวุธ โชคโสม
การพัฒนาแนวทางในการจัดทำกรอบการปล่อยสินเชื่อสีเขียวเพื่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, ศราวุธ โชคโสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการจัดทำกรอบการปล่อยสินเชื่อสีเขียว และข้อกำหนดในการเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว (Green loans) เพื่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และ 2) สร้างความรู้ความเข้าใจและสนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงการเงินสีเขียวเพื่อความยั่งยืน โดยการทบทวน ศึกษาข้อมูลทุติยภูมิทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเส่วนเสีย (Stakeholder) อย่างน้อย 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และกลุ่มนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า แนวทางเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว และข้อกำหนดในการพิจารณาสินเชื่อสีเขียว (Green loans) ผู้ประกอบการ SMEs ต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้นตามเกณฑ์ธนาคารพาณิชย์ กำหนด ได้แก่ ผลประกอบการมีกำไร ไม่มีประวัติเสียหายทางการเงิน จากนั้นจะใช้หลักการเชื่อสีเขียว (Green loan principle : GLP) และมาตรฐานการแบ่งประเภทกิจกรรมตามสี Thailand taxonomy มาเป็นเกณฑ์การคัดเลือกโครงการการ อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ จะมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ได้ เช่น กิจกรรมจากอุตสาหกรรม Brown เป็น Less Brown เป็นต้น
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์กรณีศึกษา ระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา, รัชดาภรณ์ พัฒนโภครัตนา
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์กรณีศึกษา ระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา, รัชดาภรณ์ พัฒนโภครัตนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันของระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง ต่อการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง ของระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา โดยมีพื้นที่ศึกษาครอบคลุมชายฝั่ง 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลเขารูปช้าง ตำบลเกาะแต้ว ตำบลนาทับ ตำบลตลิ่งชัน และตำบลสะกอม มีระยะทางตามแนวชายฝั่งประมาณ 38.51 กม. ในการศึกษาครั้งนี้ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ โดยใช้โปรแกรม Digital Shoreline Analysis System และวิธี End Point Rate วิเคราะห์หาอัตราการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง ร่วมกับการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายออร์โธสี และภาพถ่ายจากดาวเทียม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538-2566 รวมระยะเวลา 28 ปี ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า พื้นที่ชายฝั่งทะเลส่วนใหญ่ของระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่คงสภาพ มีอัตราการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งเฉลี่ย 0.82 เมตรต่อปี มีอัตราการทับถมสูงสุด 18.9 เมตรต่อปี และมีอัตราการกัดเซาะสูงสุด 3.93 เมตรต่อปี โดยโครงสร้างป้องกันชายฝั่งซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งที่สำคัญได้แก่ เขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำนาทับ และเขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำสะกอม ทำให้เกิดการทับถมของตะกอนด้านทิศใต้ และการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงด้านทิศเหนือ คือ 0.879 กม. และ 3.991 กม. ตามลำดับ
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมตะกั่วในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชวิศา สถิรวิสาลกิจ
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมตะกั่วในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชวิศา สถิรวิสาลกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตะกั่วเป็นโลหะนอกกลุ่มเหล็กที่มีการใช้งานมากที่สุดชนิดหนึ่ง ในประเทศไทยนั้นอุตสาหกรรมตะกั่วที่สำคัญประกอบด้วยการหลอมและผลิตตะกั่วบริสุทธิ์และการผลิตแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด ตะกั่วเป็นโลหะหนักที่มีความอันตราย เมื่อแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมจะสามารถสะสมและทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อระบบนิเวศรวมถึงสุขภาพของมนุษย์ได้ การจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมตะกั่วอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก งานวิจัยนี้จึงได้ทำการศึกษาปริมาณและเส้นทางการไหลของเสียและการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมตะกั่วในประเทศไทย พ.ศ. 2560 - 2563 และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียโดยใช้หลักการวิเคราะห์การไหลของวัสดุและการประเมินวัฏจักรชีวิตด้วยซอฟต์แวร์ STAN และ SimaPro อีกทั้งยังมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของทางเลือกการจัดการของเสีย ผลการศึกษาพบว่ากากตะกอนจากการบำบัดน้ำเสียที่มีสารอันตราย (รหัส 19 08) มีปริมาณมากที่สุด ของเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมดส่วนใหญ่ถูกนำไปจัดการโดยการฝังกลบอย่างปลอดภัยเมื่อทำการปรับเสถียรหรือทำให้เป็นก้อนแข็งแล้ว (รหัส 073) เมื่อทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการกำจัดของเสีย (รหัส 07) พบว่าผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศทางทะเล ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศระบบนิเวศน้ำจืด ความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และความเป็นพิษที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ จากสถานการณ์ทางเลือกในการจัดการของเสียพบว่าการรีไซเคิลของเสียบางส่วนส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่การเผาทำลายของเสียก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมสูงที่สุด
การประเมินประสิทธิภาพของอาคารเขียว: กรณีศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นภัสสร แพรกอุดม
การประเมินประสิทธิภาพของอาคารเขียว: กรณีศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นภัสสร แพรกอุดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพด้านคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคารของอาคารเขียวและอาคารสำนักงานทั่วไปในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และประเมินค่าใช้จ่ายด้านการใช้พลังงานของระบบระบายอากาศและระบบปรับอากาศภายในอาคาร โดยดำเนินการตรวจวัดทั้งเชิงวัตถุวิสัยและตรวจวัดเชิงอัตวิสัย ภายในอาคารเขียว 3 อาคาร และอาคารสำนักงานทั่วไป 1 อาคาร โดยใช้เครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคารและแบบสอบถาม จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่ามีความแตกต่างกันของผลการตรวจวัดอย่างมีนัยสำคัญหว่างอาคารเขียว และผลการตรวจวัดในบางอาคารเกินค่าเฝ้าระวังฯ โดยเฉพาะ PM2.5 (16.67-40.26 µg/m3) เนื่องจากมลพิษภายนอกอาคารและพฤติกรรมของผู้ใช้อาคาร ผลจากแบบประเมินแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้อาคารส่วนมากพึงพอใจกับคุณภาพของสภาวะแวดล้อมโดยรวม ส่วนข้อมูลผลกระทบทางสุขภาพวิเคราะห์โดยใช้ Odd Ratio พบว่า ผู้ใช้อาคารที่มีระดับมลพิษสูงมีโอกาสเกิดอาการทางสุขภาพมากกว่าผู้ใช้อาคารที่ได้รับสัมผัสในระดับที่ต่ำกว่า ในส่วนของค่าไฟฟ้าจากระบบปรับอากาศ อาคารสำนักงานทั่วไปมีค่าสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับอาคารเขียว โดยการบริหารจัดการอาคารที่ไม่เหมาะสมและนโยบายการประหยัดพลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจส่งผลกรทบต่อคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคารให้แย่ลงได้ โดยสรุป คุณภาพอากาศภายนอกอาคารและพฤติกรรมของผู้ใช้อาคารเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของอาคารในด้านคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคารของอาคารเขียวได้
การประเมินก๊าซเรือนกระจกระดับเมืองและศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน กรณีศึกษา จังหวัดสระแก้ว, จิรัชญา จิตรจารุวงศ์
การประเมินก๊าซเรือนกระจกระดับเมืองและศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน กรณีศึกษา จังหวัดสระแก้ว, จิรัชญา จิตรจารุวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดสระแก้ว ในปี พ.ศ.2560-2564 ครอบคลุมกิจกรรม 5 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคพลังงาน ภาคขนส่ง ภาคของเสีย ภาคอุตสาหกรรม และภาคการเกษตร และคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดสระแก้วในปี พ.ศ.2593 เพื่อนําเสนอมาตรการและศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจก และนำเสนอแนวทางเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี พ.ศ.2593 จากผลการศึกษาพบว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดสระแก้วในปีฐานคือ พ.ศ.2562 เท่ากับ 1,248,722 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (2.21 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/คน/ปี) กลุ่มกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดคือภาคพลังงาน คิดเป็นร้อยละ 42.17 รองลงมาคือภาคขนส่ง ร้อยละ 28.53 ภาคเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ร้อยละ 15.06 และภาคการจัดการของเสีย ร้อยละ 14.24 ผลการคาดการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ.2593 ของจังหวัดสระแก้วเท่ากับ 1,462,231 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในกรณีที่จังหวัดสระแก้วดำเนินการตามมาตรการที่มีศักยภาพตามแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศจะลดก๊าซเรือนกระจกได้ 1,119,718 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมีศักยภาพการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ได้ 217,371 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หากจังหวัดสระแก้วต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี พ.ศ.2593 จะต้องดำเนินการมาตรการคาร์บอนต่ำอย่างเข้มข้นเพิ่มเติม เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกลงอีก 320,718 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน นโยบายรถยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ร่วมกับการสนับสนุนการใช้พลังงานไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียรวมชุมชน การติดตั้งตัวดักจับและกักเก็บคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ การหมุนเวียนของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ การทำเกษตรอินทรีย์/เกษตรอัจฉริยะ และการทำปศุสัตว์สีเขียว มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้จังหวัดสระแก้วลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ซึ่งจะทำให้จังหวัดสระแก้วสามารถบรรลุได้ตามเป้าหมายของประเทศ
Comparative Assessment Of Environmental And Post- Occupancy Evaluation Of Green Buildings Vs Conventional Buildings, Wint Thiri Marn
Comparative Assessment Of Environmental And Post- Occupancy Evaluation Of Green Buildings Vs Conventional Buildings, Wint Thiri Marn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Due to increasing office space demand and rising rental rates, stakeholders seek cost-effective alternatives that align with sustainability goals. Therefore, green building offers an extensive solution particularly in growing office building rental rates and the need for cost-effective options that are consistent with environmentally conscious goals. Using the IPCC standard, the study assessed emissions across Scope 1 (refrigerant fugitive emissions) and Scope 1 emission from (Wastewater treatment system), Scope 2 (energy consumption emissions), and Scope 3 (emissions from water consumption, and waste generation). Scope 1 emissions are found to vary due to the usage of water-based fire-retardant systems, but they …
การกำจัดสารอินทรีย์และไนโตรเจนควบคู่กับการผลิตโพลีไฮดรอกซีแอลคาโนเอตด้วยจุลินทรีย์เชื้อผสมร่วมกับการเติม Thauera Mechernichensis Tl1, นวภัทร ช่อทอง
การกำจัดสารอินทรีย์และไนโตรเจนควบคู่กับการผลิตโพลีไฮดรอกซีแอลคาโนเอตด้วยจุลินทรีย์เชื้อผสมร่วมกับการเติม Thauera Mechernichensis Tl1, นวภัทร ช่อทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการผลิตพลาสติกชีวภาพชนิดโพลีไฮดรอกซีแอลคาโนเอต (พีเอชเอ) ควบคู่กับการกำจัดสารอินทรีย์และไนโตรเจน ด้วยจุลินทรีย์สายพันธุ์ผสมร่วมกับการเติม Thauera mechernichensis TL1 ในอัตราส่วน 97.5 : 2.5 % g MLVSS ภายใต้สภาวะที่มีอาหารเกินพอสลับกับขาดแคลน (feast and famine conditions) ภายในถังปฏิกรณ์แบบกึ่งเท (sequencing batch reactor) จำนวน 2 ถัง โดยในถังปฏิกรณ์ที่ 1 มีการเติมอากาศตลอดเวลาทั้งช่วงที่มีอาหารเกินพอ และช่วงที่ขาดแคลนอาหาร (aerobic feast/famine) และในถังปฏิกรณ์ที่ 2 มีการเติมอากาศเฉพาะช่วงอาหารเกินพอ และปล่อยให้เกิดสภาวะแอน็อกซิกในช่วงขาดแคลนอาหาร (aerobic feast/anoxic famine) กำหนดค่าอายุสลัดจ์ (SRT) 10 วัน และรอบการเดินระบบ (cycle time) ระยะเวลา 2 วัน โดยใช้อะซิเตท 1,000 mgCOD/L เป็นแหล่งคาร์บอน โดยมีความเข้มข้นแอมโมเนียเริ่มต้น 70 mgN/L และศึกษาความสามารถในการสะสมพีเอชเอสูงสุดของตะกอนจุลินทรีย์ในระบบทีละเทแบบเติมแหล่งคาร์บอนต่อเนื่อง (fed-batch reactor) ผลการศึกษาพบว่า ถังปฎิกรณ์ที่ 1 ผลิต พีเอชเอได้สูงสุดที่ในรอบการเดินระบบที่ 28 โดยมีปริมาณ 10.04 % ของน้ำหนักเซลล์แห้ง และมีประสิทธิภาพในการกำจัดสารอินทรีย์ 88.1 ± 1.3% แต่ไม่มีประสิทธิภาพในการกำจัดไนโตรเจน ส่วนถังปฎิกรณ์ที่ 2 ผลิตพีเอชเอได้สูงสุดที่ในรอบการเดินระบบที่ 35 โดยมีปริมาณ 8.37 % ของน้ำหนักเซลล์แห้ง มีประสิทธิภาพในการกำจัดสารอินทรีย์ 87.6 ± 1.7% และมีประสิทธิภาพในการกำจัดไนโตรเจน 78.0 ± 2.0% และได้ศึกษากลุ่มประชากรจุลินทรีย์ในระบบด้วยเทคนิค 16S rRNA gene amplicon sequencing (MiSeq) พบว่า จุลินทรีย์กลุ่ม Thauera …
การศึกษารูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติก เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยหลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต, เบญจวรรณ บัวนุ่ม
การศึกษารูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติก เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยหลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต, เบญจวรรณ บัวนุ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติก เป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่หากมีการนำไปใช้จะส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ขึ้นอยู่กับบริบทการนำไปใช้ โดยวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาการออกแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกในต่างประเทศเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการออกแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในประเทศไทย โดยการศึกษาในประเทศไทย พิจารณาจากมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของบรรจุภัณฑ์พลาสติก จากการศึกษาพบว่า องค์ประกอบสำคัญเมื่อมีการใช้หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility : EPR) ได้แก่ การจัดตั้งองค์กรกลางมาบริหารจัดการ การกำหนดค่าธรรมเนียม การกำหนดเป้าหมาย และการมีระบบการเก็บรวบรวม ซึ่งผู้ประกอบการในประเทศไทยมีความพร้อมที่จะรับผิดชอบในการจ่ายค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์ผ่านองค์กรกลาง (Producer Responsibility Organization : PRO) เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการค่าธรรมเนียมให้สามารถนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ มาตรการเศรษฐศาสตร์จะจูงใจให้เกิดการลดการใช้พลาสติกและเพิ่มปริมาณการรีไซเคิล สอดคล้องตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งสู่ความยั่งยืนโดยใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการเกิดของเสียและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ประเทศไทยมีสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้นไป
การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการกำจัดขยะหน้ากากอนามัย, ชัญญานุช วชิราศรีศิริกุล
การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการกำจัดขยะหน้ากากอนามัย, ชัญญานุช วชิราศรีศิริกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ช่วงหลายปีที่ผ่านมาปัญหาโรคระบาดที่ติดต่อทางสารคัดหลั่งส่งผลให้เกิดขยะติดเชื้อเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นหน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้ง ซึ่งจะต้องถูกจัดการอย่างถูกวิธี ไม่เช่นนั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาและผลกระทบทางลบทั้งในด้านสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประมาณการปริมาณขยะหน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้งที่เกิดขึ้นของกรุงเทพมหานคร และประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการกำจัดขยะหน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้งในรูปแบบต่าง ๆ โดยกลุ่มตัวอย่างระบุเป็นบุคคลทั่วไป ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตสูงที่สุดในประเทศไทย ทำการเก็บข้อมูลแบบสอบถามจำนวน 3 รอบ จำนวน 413 คน (ปี 2564) 238 คน (ปี 2565) และ 112 คน (ปี 2566) ตามลำดับ โดยกำหนดการเก็บข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลทางออนไลน์โดยใช้ Google Forms และวิเคราะห์ผลทางสถิติ จากผลการศึกษาพบว่า ในช่วงการระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 มีปริมาณการใช้งานหน้ากากอนามัยเฉลี่ย 5,795,752 - 7,389,590 ชิ้นต่อวัน ซึ่งจำนวนการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นสอดคล้องกับจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมที่เพิ่มสูงขึ้น และมีหน้ากากอนามัยมากกว่าร้อยละ 75.6-78.6 ที่ถูกทิ้งปนไปกับขยะทั่วไป ส่งผลให้ถูกกำจัดอย่างไม่ถูกวิธี อีกทั้งยังพบว่าส่วนใหญ่ประชาชนมีความรู้ในการจัดการที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีอายุน้อย และมีระดับการศึกษาที่ต่ำกว่าชั้นมัธยมศึกษาเป็นต้นไป จึงควรมีการมุ่งเน้นให้ความรู้เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการหน้ากากอนามัยได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น ในส่วนของการประเมินผลกระทบทาสิ่งแวดล้อม จะใช้การวิเคราะห์การไหลของวัสดุ (MFA) ร่วมกับการประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA) พบว่าในสถานการณ์ที่มีสัดส่วนการฝังกลบของหน้ากากอนามัยมากที่สุด จะมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และในสถานการณ์ที่มีการเผาด้วยเตาเผาทั้งหมด จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด แต่ในระยะสั้นยังจำเป็นต้องใช้การกำจัดด้วยวิธีการเผา เนื่องจากจะต้องควบคุมเชื้อโรค และการเผายังง่ายต่อการปฏิบัติ อีกทั้งการฝังกลบยังมีการการปลดปล่อยไมโครพลาสติกที่เป็นประเด็นปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่สำคัญในปัจจุบัน
การบ่มมอร์ตาร์ที่ผสมเถ้าลอยด้วยคาร์บอนไดออกไซด์, ชมพูนุท เลิศอานันท์ภร
การบ่มมอร์ตาร์ที่ผสมเถ้าลอยด้วยคาร์บอนไดออกไซด์, ชมพูนุท เลิศอานันท์ภร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค่าความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ใช้ในการบ่มมอร์ตาร์เพื่อทำให้มอร์ตาร์ที่ผสมเถ้าลอยมีความแข็งแรงมากที่สุดและศึกษาประสิทธิภาพการกักเก็บคาร์บอนของมอร์ตาร์ที่ผสมเถ้าลอยที่ผ่านกระบวนการบ่มด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ โดยความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ร้อยละ 20 40 และ 60 จากการศึกษาพบว่า มอร์ตาร์ที่ผ่านการบ่มด้วยคาร์บอนไดออกไซด์มีผลของกำลังรับแรงอัดที่อายุทดสอบ 1 วันและปริมาณการเกิดสารประกอบแคลเซียมคาร์บอเนตมากกว่ามอร์ตาร์มาตรฐาน (OPC100) มอร์ตาร์ผสมเถ้าลอยและผ่านการบ่มด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ความเข้มข้นร้อยละ 40 มีผลของกำลังรับแรงอัดที่ทุกอายุทดสอบสูงที่สุดเมื่อเทียบกับมอร์ตาร์ชุดอื่น ที่อายุ 56 วัน มีผลกำลังรับแรงอัดเท่ากับ 44.16 MPa นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์ความพรุนของมอร์ตาร์ที่ผ่านการบ่มด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ที่อายุทดสอบ 28 วัน พบว่า ปริมาตรรูพรุนของมอร์ตาร์ลดลงในช่วง 0.1 µm – 1 µm และขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยของรูพรุนรวมถึงความพรุนของโพรงช่องว่างของมอร์ตาร์ลดลงเมื่อความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ใช้ในการบ่มมอร์ตาร์สูงขึ้น สอดคล้องกับปริมาณแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ที่เพิ่มขึ้นจากการวิเคราะห์สารประกอบที่เป็นผลึก สำหรับปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของซีเมนต์เพสต์ที่ผ่านการบ่มด้วยคาร์บอนไดออกไซด์มีปริมาณเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงขึ้น ซีเมนต์เพสต์ที่ไม่มีการแทนที่ปูนซีเมนต์ด้วยเถ้าลอย (OPC) จะมีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนที่มากกว่าซีเมนต์เพสต์ที่มีการแทนที่ปูนซีเมนต์ด้วยเถ้าลอย (FA Mortar) เล็กน้อย เนื่องจากแคลเซียมไฮดรอกไซด์ ( Ca(OH)2 ) ในมอร์ตาร์ไม่ต้องไปทำปฏิกิริยาปอซโซลานกับเถ้าลอย จึงสามารถไปทำปฏิกิริยาคาร์บอเนชั่นกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างเต็มที่