Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Materials Science and Engineering (888)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Chemical Engineering (656)
- Engineering Science and Materials (484)
- Physical Sciences and Mathematics (462)
-
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Industrial Engineering (372)
- Electrical and Computer Engineering (358)
- Operational Research (307)
- Civil Engineering (274)
- Construction Engineering and Management (274)
- Electrical and Electronics (264)
- Computer Engineering (243)
- Computer Sciences (235)
- Social and Behavioral Sciences (217)
- Environmental Sciences (216)
- Environmental Studies (216)
- Environmental Engineering (161)
- Mechanical Engineering (102)
- Applied Mechanics (101)
- Engineering Mechanics (100)
- Petroleum Engineering (88)
- Power and Energy (86)
- Biomedical Engineering and Bioengineering (40)
- Polymer Science (40)
- Geological Engineering (39)
- Metallurgy (39)
- Mining Engineering (39)
- Risk Analysis (38)
- Keyword
-
- Microstructure (9)
- Chitosan (7)
- Rice husk ash (7)
- Mechanical properties (6)
- Hardness (5)
-
- Heat treatment (5)
- Coating (4)
- Oxidation (4)
- Sintering (4)
- Stainless steel (4)
- Adhesion (3)
- Fatigue (3)
- Glass-ceramics (3)
- Hydroxyapatite (3)
- Layer-by-layer (3)
- Polypropylene (3)
- Powder metallurgy (3)
- Precipitation (3)
- Silica (3)
- Strain rate (3)
- X-ray diffraction (3)
- คลังสินค้า (3)
- AISI 4140 steel (2)
- Adsorption (2)
- And Nickel-Based Superalloy (2)
- Collagen (2)
- Corrosion (2)
- Cotton fabric (2)
- Cyclohexane (2)
- ECAP (2)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 2851 - 2880 of 3637
Full-Text Articles in Engineering
การศึกษาผลของปัจจัยภูมิภาคและเพศต่อการพยากรณ์อัตรามรณะของประชากรไทย, เธียรธร จุฬานุตรกุล
การศึกษาผลของปัจจัยภูมิภาคและเพศต่อการพยากรณ์อัตรามรณะของประชากรไทย, เธียรธร จุฬานุตรกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตัวแบบพยากรณ์อัตรามรณะที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือตัวแบบของลีและคาร์เตอร์ (Lee-Carter Model, LC) ซึ่งพิจารณาปัจจัย 2 ปัจจัยคือปีและอายุ และประมาณค่าพารามิเตอร์ด้วยวิธี Singular Value Decomposition (LC-SVD) และตัวแบบ Lee - Carter ที่ประมาณค่าพารามิเตอร์ด้วยวิธี Maximum Likelihood Estimation (LC-MLE) งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อพยากรณ์อัตรามรณะประชากรไทยจำแนกตามปี ช่วงอายุ เพศ และภูมิภาค โดยใช้ตัวแบบ 2 ตัวแบบ ได้แก่ 1. ตัวแบบการถดถอยแบบพหุคูณไม่เป็นเชิงเส้น (Nonlinear Multiple Regression, NLMR) ซึ่งจะแบ่งชุดข้อมูลตามอายุจำนวน 5 ช่วงอายุ ช่วงอายุละ 20 ปี ได้แก่ 1-19, … , 80-99 ปี และ 2. ตัวแบบ 2-Tier Augmented Common Factor (2-TACF) ที่ประมาณค่าพารามิเตอร์ด้วยวิธี MLE บนสมมติฐานที่ว่าจำนวนการตายของประชากรมีการแจกแจงแบบปัวซง จากการเปรียบเทียบความคลาดเคลื่อนของตัวแบบที่นำเสนอกับตัวแบบต้นฉบับ 2 ตัวแบบ ได้แก่ ตัวแบบ LC-SVD และ LC-MLE โดยใช้ค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนกำลังสอง (Mean Square Error, MSE) และค่าเฉลี่ยของร้อยละความผิดพลาดสัมบูรณ์ (Mean Absolute Percentage Error, MAPE) พบว่าตัวแบบโดยภาพรวมที่ให้ค่า MSE ต่ำที่สุด คือ LC-MLE ทั้ง In-Sample Data และ Out-Sample Data ส่วนตัวแบบโดยภาพรวมที่ให้ค่า MAPE ต่ำที่สุด คือตัวแบบ 2-TACF และ LC-SVD สำหรับ In-Sample Data และ Out-Sample …
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความผันแปรของคุณสมบัติเชิงกลหลังการอบอ่อนของเหล็กแผ่นรีดเย็น, เรืองยศ วิเชียรรักษ์
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความผันแปรของคุณสมบัติเชิงกลหลังการอบอ่อนของเหล็กแผ่นรีดเย็น, เรืองยศ วิเชียรรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดม้วน ที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตโดยกระบวนการอบอ่อนแบบเตาอบ พบว่าค่าสมบัติเชิงกลของเหล็กแผ่นจะมีความผันแปรในแต่ละตำแหน่งของความยาวม้วน โดยปัจจัยสำคัญในกระบวนการอบอ่อนได้แก่ อุณหภูมิการอบอ่อน และเวลาที่ใช้ในการอบอ่อน ถูกนำมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุของความผันแปรของค่าสมบัติเชิงกล วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ทดลองโดยใช้เหล็กแผ่นรีดเย็นที่ผ่านกระบวนการรีดในอุตสาหกรรมที่สัดส่วนการถูกรีดในสัดส่วนการรีดที่เท่ากัน และนำมาผ่านกระบวนการอบอ่อนโดยควบคุมอุณหภูมิการอบอ่อน และเวลาที่ใช้ในการอบอ่อน ในห้องปฏิบัติการ โดยอุณหภูมิการอบอ่อน ได้แก่ 570, 610, 650, 700◦C และเวลาที่ใช้ในการอบอ่อน ได้แก่ 0.5, 1, 2 ชั่วโมง จากนั้นนำชิ้นงานไปตรวจวัดค่าสมบัติเชิงกล ได้แก่ ค่าความเค้นคราก ค่าความเค้นแรงดึงสูงสุด ค่าเปอร์เซ็นต์การยืดตัว และค่าความแข็ง รวมถึงตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคในเนื้อเหล็ก ผลการทดสอบพบว่า (1) การเพิ่มอุณหภูมิการอบอ่อน ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ต่อการลดลงอย่างของค่าความเค้นคราก ค่าความเค้นแรงดึงสูงสุด และค่าความแข็ง แต่ในส่วนค่าเปอร์เซ็นต์การยืดตัว มีค่าสูงขึ้น (2) การเพิ่มเวลาที่ใช้ในการอบอ่อน ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ต่อค่าสมบัติเชิงกลเช่นเดียวกันกับการเพิ่มอุณหภูมิการอบอ่อน (3) ที่อุณหภูมิการอบอ่อน 650◦C และเวลาที่ใช้ในการอบอ่อน 2 ชั่วโมง ให้ผลลัพธ์ค่าสมบัติเชิงกล มีค่าใกล้เคียงค่าเป้าหมาย (4) ขนาดของโครงสร้างจุลภาคในเนื้อเหล็กมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิในการอบอ่อนเพิ่มมากขึ้น (5) ปัจจัยได้แก่อุณหภูมิการอบอ่อน และเวลาที่ใช้ในการอบอ่อน นั้นส่งผลกระทบต่อความผันแปรของค่าสมบัติเชิงกลของชิ้นงานทดสอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพการให้บริการโรงแรมในความแตกต่างของชนชาติ, กาญจนสุดา อุ่นศรี
ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพการให้บริการโรงแรมในความแตกต่างของชนชาติ, กาญจนสุดา อุ่นศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความแตกต่างของผู้รับบริการแต่ละชนชาติที่ส่งผลต่อคุณลักษณะคุณภาพบริการแตกต่างกันและ 2) ปัจจัยคุณลักษณะคุณภาพบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในแต่ละชนชาติ งานวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้เทคนิคตามมาตรวัด SERVQUAL ในการวิจัยเชิงสำรวจกับผู้รับบริการที่มาใช้บริการโรงแรมหรู ระดับ 5 ดาวแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร ตัวอย่างจำนวน 400 ชุด ทำการวิเคราะห์โดยใช้สถิติพรรณนา ประกอบด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานในการทดสอบสมมติฐาน โดยการทดสอบด้วยวิธีการวิเคราะห์ความสำคัญและผลการปฏิบัติงาน สร้างโมเดลสมการโครงสร้างและการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐานของการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้รับบริการแต่ละชนชาติมีคุณลักษณะคุณภาพบริการที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และความกลมกลืนของโมเดลสมการโครงสร้างมีความ สอดคล้องตามเกณฑ์ที่ยอมรับได้ดังนี้ ค่าCMIN/DF เท่ากับ 3.428 ค่าGFI เท่ากับ 0.914 ค่าCFI เท่ากับ 0.971 ค่าRMR เท่ากับ 0.017 และค่าRMSEA เท่ากับ 0.078 แสดงให้เห็นว่า ชนชาติที่แตกต่างกันสามารถส่งผลต่อคุณลักษณะคุณภาพบริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คุณลักษณะคุณภาพบริการเป็นตัวแปรส่งผลต่อความพึงพอใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ท้ายที่สุดงานวิจัยได้อภิปรายผลและให้ข้อเสนอแนะในการสร้างความพึงพอใจจากคุณลักษณะคุณภาพบริการแต่ละชนชาติไว้อย่างสัมฤทธิ์ผล ซึ่งทำให้ความพึงพอใจเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 92.15 เป็น 94.36
การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องตัดผ้าใบประกอบยางเครื่องบิน, กุลนิษฐ์ เอกนิพิฐสริ
การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องตัดผ้าใบประกอบยางเครื่องบิน, กุลนิษฐ์ เอกนิพิฐสริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องตัดผ้าใบประกอบยางเครื่องบิน ซึ่งทำการศึกษาการจัดวิธีการทำงานโดยใช้ Single Minute Exchange of Die method (SMED) และศึกษาการปรับปรุงขั้นตอนการทำงานของชุด splicer โดยประยุกต์ใช้ Design of Experiment (DOE). เพื่อที่จะลดเวลาสูญเสียที่เกิดการรอคอยของเครื่องจักรและการรอคอยของพนักงาน โดยการปรับปรุงมี 3 ส่วนหลัก คือ การศึกษาการตั้งเครื่องจักรภายในและการตั้งเครื่องจักรภายนอก มีการเพิ่มพนักงาน 1 คนต่อกะ มาทำงานในตำแหน่งพนักงานตั้งค่าเครื่องจักรภายนอก เพื่อให้เครื่องตัดผ้าใบประกอบยางเครื่องบินมีเวลาสูญเสียในการหยุดเครื่องจักรที่น้อยที่สุด และลดมูลค่าการเสียโอกาสในกรณีที่ไม่สามารถผลิตยางได้ตามความต้องการของลูกค้าได้ การศึกษาหาค่าที่เหมาะสมที่สุดในการตั้งค่าพารามิเตอร์ของชุด splicer และการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร ข้อมูลหลังการปรับปรุงเครื่องตัดผ้าใบประกอบยางเครื่องบินจากเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2561 พบว่าผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 23 ม้วนต่อกะ เป็น 28 ม้วนต่อกะ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องตัดผ้าใบประกอบยางเครื่องบินเพิ่มสูงขึ้นด้วย จาก 81.3% เป็น 85.4 % และลดมูลค่าความเสียโอกาสในกรณีที่ไม่สามารถผลิตตามความต้องการของลูกค้าได้ถึง 36.4 ล้านบาทต่อปี
การออกแบบกระบวนการวิเคราะห์สำหรับการปรับปรุงระบบการผลิต, จงกล สุขจำนงค์
การออกแบบกระบวนการวิเคราะห์สำหรับการปรับปรุงระบบการผลิต, จงกล สุขจำนงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบการผลิตต้องพบเจอกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆ และความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้นการปรับปรุงระบบการผลิตอย่างต่อเนื่องจึงมีความสำคัญอย่างมาก แต่ถึงอย่างไรระบบการผลิตส่วนมากก็จะมีองค์ประกอบและการดำเนินงานที่มีความซับซ้อน ทำให้ยากต่อการพิจารณาว่าควรดำเนินการปรับปรุงอย่างไร และหากดำเนินการปรับปรุงผิดพลาดก็จะส่งผลให้ต้องสูญเสียทั้งเวลาและทรัพยากร ดังนั้นงานวิจัยฉบับนี้จึงต้องการนำเสนอกระบวนการวิเคราะห์ระบบการผลิต เพื่อเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบได้ถึงประเด็นปัญหาที่สำคัญที่ระบบการผลิตจำเป็นต้องดำเนินการปรับปรุง และนำเสนอถึงแนวทางการปรับปรุงที่เหมาะสม โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการผลิตของระบบการผลิต ให้ได้มาซึ่งระบบการผลิตที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการได้ตามต้องการ และยังต้องตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างทันท่วงที ภายใต้การใช้ทรัพยากรและการจัดเก็บพัสดุคงคลังที่เหมาะสม โดยกระบวนการวิเคราะห์ระบบการผลิตที่ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.) ข้อมูลนำเข้าสำหรับการวิเคราะห์ ซึ่งจะเน้นไปที่ตัวชี้วัดสมรรถนะของระบบการผลิตสำหรับใช้ในการประเมิน 2.) กระบวนการประเมิน เพื่อตรวจสอบถึงประเด็นปัญหาที่ระบบการผลิตควรต้องปรับปรุง และ 3.) แนวทางการปรับปรุงระบบการผลิต คือผลลัพธ์ที่แนะนำแนวทางในการปรับปรุงในรูปแบบของการปรับองค์ประกอบของระบบการผลิต โดยหลังจากนำกระบวนการวิเคราะห์ระบบการผลิตไปทดสอบใช้จริงกับระบบการผลิตกรณีศึกษา พบว่ากระบวนการนี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถวิเคราะห์ถึงต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ทราบถึงแนวทางการปรับปรุงที่เหมาะสม และผลกระทบของการปรับปรุงที่สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงได้จริง อีกทั้งยังสามารถดำเนินการวิเคราะห์ได้อย่างง่ายจากกระบวนการวิเคราะห์ที่เป็นลำดับขั้นตอนและมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน
การบริหารจัดการและควบคุมความเสี่ยงเชิงคุณภาพสำหรับบรรจุภัณฑ์ขวดพลาสติกที่มีการลดน้ำหนัก, ณัฐกานต์ ชูวงษ์วัฒนะ
การบริหารจัดการและควบคุมความเสี่ยงเชิงคุณภาพสำหรับบรรจุภัณฑ์ขวดพลาสติกที่มีการลดน้ำหนัก, ณัฐกานต์ ชูวงษ์วัฒนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ขวดพลาสติกเพื่อประหยัดต้นทุนวัตถุดิบลงนั้น ส่งผลให้บรรจุภัณฑ์บางลง เมื่อนำเข้าสู่กระบวนการบรรจุที่มีแรงมากระทำต่อขวด ทำให้อาจเกิดข้อบกพร่องที่ไม่คาดคิดจำนวนมากขึ้นบนบรรจุภัณฑ์พลาสติกนั้นได้ ดังนั้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาประเด็นข้อบกพร่อง ประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงคุณภาพเบื้องต้น รวมทั้งดำเนินการจัดการลดข้อบกพร่องเชิงคุณภาพที่เกิดขึ้นจากการใช้บรรจุภัณฑ์ลดน้ำหนักในกระบวนการบรรจุ เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายการลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ระดับคุณภาพที่องค์กรและลูกค้ายอมรับได้ โดยงานวิจัยนี้ได้ใช้หลักการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง ใช้เทคนิคเครื่องมือการวิเคราะห์ลักษณะข้อบกพร่องของกระบวนการและผลกระทบและการออกแบบการทดลอง เพื่อหาปัจจัยหลักและค่าปรับตั้งที่เหมาะสมต่อการใช้บรรจุภัณฑ์ลดน้ำหนักในกระบวนการบรรจุ รวมทั้งจัดทำแผนการควบคุมคุณภาพและเอกสารขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อใช้ในการควบคุมค่าการปรับตั้งให้เป็นไปตามที่ได้ปรับปรุงแล้ว
การประยุกต์ใช้สารหล่อเย็นน้อยที่สุดในการกลึงชิ้นงานดรัมไฮคลัช, ณัฐรดา ขำจีน
การประยุกต์ใช้สารหล่อเย็นน้อยที่สุดในการกลึงชิ้นงานดรัมไฮคลัช, ณัฐรดา ขำจีน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การกลึงเป็นกระบวนการหลักที่ใช้ในการแปรรูปชิ้นส่วนยานยนต์ และจากความต้องการผลผลิตที่มากขึ้น จึงต้องใช้ความเร็วในการตัด และอัตราการป้อนตัดที่สูง ซึ่งการตัดดังกล่าวทำให้อุณหภูมิในการตัดสูง เป็นสาเหตุให้อายุการใช้งานของมีดตัดลดลง ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคุณภาพผิวของชิ้นงานแล้ว ยังส่งผลให้อัตราการผลิตต่ำลงด้วย จากการหยุดเครื่องจักรเพื่อทำการเปลี่ยนมีดตัดใหม่ ดังนั้นการใช้การใช้สารหล่อเย็น (คูลแลนท์) เป็นวิธีหนึ่งที่นิยมใช้เพื่อช่วยลดอุณหภูมิที่เกิดขึ้นขณะตัด ลดอัตราการสึกหรอของมีดตัด ช่วยยืดอายุการใช้งานของมีดตัด และชิ้นงานได้คุณภาพตามที่ต้องการ อย่างไรก็ตามใช้การใช้สารหล่อเย็นก็ไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดีเสมอไป จากต้นทุนที่สูงและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการใช้เทคนิค MQL จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เริ่มใช้มากขึ้นในปัจจุบัน เพื่อแก้ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น งานวิจัยนี้ได้เสนอการใช้เทคนิค MQL มาใช้ทดแทนการตัดแบบเปียกที่ใช้ในกระบวนการผลิตปัจจุบัน โดยนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อศึกษาเงื่อนไขการตัดที่เหมาะสมสำหรับวัสดุเหล็กคาร์บอนเกรด SAPH370 ด้วยเครื่องมือตัดคาร์ไบด์ โดยเงื่อนไขการตัดที่เหมาะสมจะพิจารณาจากปริมาณสารหล่อเย็นน้อยที่สุด และอายุการใช้งานของมีดตัดสูงสุด ภายใต้ความขรุขระผิวเฉลี่ย (Ra) ไม่เกิน 1.2 ไมโครเมตร จากงานวิจัยนี้ได้เสนอเงื่อนไขการตัดที่เหมาะสมที่อัตราการป้อนตัด 0.10 มิลลิเมตรต่อรอบ ความเร็วในการตัด 300 เมตรต่อนาที และปริมาณการใช้สารหล่อเย็น 5 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง
ออกแบบแป้นพิมพ์มือซ้ายสำหรับเกมคอมพิวเตอร์, ณัฐพล จิระรัตนานนท์
ออกแบบแป้นพิมพ์มือซ้ายสำหรับเกมคอมพิวเตอร์, ณัฐพล จิระรัตนานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้เล่นส่วนใหญ่ยังคงใช้แป้นพิมพ์มาตรฐานในการเล่นเกม ซึ่งแป้นพิมพ์ทั่วไปนั้น นอกจากจะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับกับมือของผู้ที่ใช้งานแล้ว ยังออกแบบมาสำหรับการพิมพ์งานพิมพ์ดีดทั่วไป ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้ในการเล่นเกมโดยเฉพาะ ส่งผลให้ผู้เล่นเกิดอาการเมื่อยล้า หรือส่งผลให้ไม่สามารถดึงศักยภาพสามารถของผู้เล่นออกมาได้ การออกแบบแป้นพิมพ์มือซ้ายที่ใช้สำหรับเกมคอมพิวเตอร์ ปรับให้รูปทรงและตำแหน่งของปุ่มตามหลักการยศาสตร์ และทดสอบกับอาสาสมัคร 10 คน เพศชาย อายุ ประสบการณ์ โดยทดสอบใน 3 วิธีการทดสอบ คือการทดสอบเวลาตอบสนองตามตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นบนจอแบบสุ่มด้วยโปรแกรมที่สร้างขึ้นเอง แล้วนำผลลัพท์ที่ได้เทียบกับแป้นพิมพ์มาตรฐาน การทดสอบโดยการเล่นเกมพื้นฐานที่ไม่ซับซ้อน และการทดสอบด้วยเกมที่มีความซับซ้อนและถูกใช้ในการแข่งขันประเภทกีฬาอีเล็กโทรนิก พบว่าผู้เล่นที่ใช้แป้นพิมพ์ของงานวิจัยนี้มีเวลาในการตอบสนองไม่แตกต่างจากการใช้งานในทุกระดับความยากที่เพิ่มขึ้นที่ระดับนัยสำคัญ 0.05
การพัฒนาระบบการจัดการพลังงานสู่มาตรฐานสากล Iso 50001:2018, จุฑามาศ พุดสีเสน
การพัฒนาระบบการจัดการพลังงานสู่มาตรฐานสากล Iso 50001:2018, จุฑามาศ พุดสีเสน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดบูรณาการระบบการจัดการพลังงานในประเทศไทย ได้แก่ การจัดการพลังงานตามกฎหมาย และการจัดการพลังงานตามมาตรฐานสากล ISO 50001 (Energy Management System) โดยดำเนินการ เปรียบเทียบเนื้อหา ข้อกำหนดต่างๆ นำไปสู่การนำเสนอ ความสำคัญของการทำระบบการจัดการพลังงานตามมาตรฐานสากล ISO 50001:2018 ซึ่งจะพบว่าทั้ง 2 ระบบนี้มีหลักการการดำเนินงานที่คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก จะแตกต่างกันเพียงรายละเอียดบางประการ องค์กรสามารถพัฒนาต่อยอดการดำเนินการจัดการพลังงานตามกฎหมายที่องค์กรต้องดำเนินการอยู่แล้วได้เลย ซึ่งปัจจุบันการจัดการพลังงานตามมาตรฐานสากล ISO 50001 ได้มีการปรับปรุงมาตรฐานฉบับใหม่จากเดิม ISO 50001:2011 เป็น ISO 50001:2018 นอกจากนี้ ระบบมาตรฐานสากล ISO อื่นๆ ได้แก่ ISO 9001 และ ISO 14001 ได้มีการปรับปรุงมาตรฐานเช่นเดียวกัน คือ ISO 9001:2008 เป็น ISO 9001:2015 และ ISO 14001:2004 เป็น ISO 14001:2015 โดย ISO พยายามที่จะปรับปรุงโครงสร้างให้อยู่ในระดับเดียวกัน คือโครงสร้างระดับสูง หรือที่เรียกกันว่า High Level Structure (HLS) บทพื้นฐานของ Annex SL เพื่อให้มาตรฐานนั้นสามารถบูรณาการร่วมกันได้ ดังนั้นงานวิจัยฉบับนี้จึงนำมาตรฐานทั้ง 3 มาตรฐาน คือ ISO 9001:2015, ISO 14001:2015 และ ISO 50001:2018 มาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพื่อนำเสนอวิธีการช่วยให้องค์กรสามารถจัดการระบบ ISO 50001:2018 เข้าด้วยกันกับระบบของ ISO 9001:2015 และ ISO 14001:2015 ที่องค์กรดำเนินการหรือได้รับการรับรองแล้ว ร่วมกับระบบการจัดการพลังงานตามกฎหมาย
การปรับปรุงกระบวนการทดสอบทางไฟฟ้าของแผงวงจรรวม ด้วยหลักการวิเคราะห์แบบลำดับชั้น, ทิฆัมพร ศรีสวัสดิ์
การปรับปรุงกระบวนการทดสอบทางไฟฟ้าของแผงวงจรรวม ด้วยหลักการวิเคราะห์แบบลำดับชั้น, ทิฆัมพร ศรีสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราของเสียที่เกิดจากความผิดพลาดในการทดสอบทางไฟฟ้าเนื่องจากการเปิดของวงจร และหาค่าปรับตั้งปัจจัยของเครื่องจักรที่ใช้ในการทดสอบที่เหมาะสมเพื่อให้อัตราของเสียที่เกิดจากความผิดพลาดในการทดสอบทางไฟฟ้าเนื่องจากการเปิดของวงจรมีค่าน้อยที่สุด ขั้นตอนการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาในงานวิจัยนี้เลือกใช้เครื่องมือแผนผังและสาเหตุหลังจากนั้นจัดลำดับความสำคัญของปัจจัยที่มีผลต่ออัตราของเสียที่การเกิดจากความผิดพลาดในการทดสอบทางไฟฟ้าเนื่องจากการเปิดของวงจร โดยใช้ FMEA ในขั้นตอนการปรับปรุงได้ทำการคัดเลือกเครื่องจักรโดยใช้หลักการคัดเลือกเครื่องจับงานที่เหมาะสมกับชิ้นงาน โดยอาศัยหลักการกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ จากนั้นทำการทดลองเพื่อหาค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสมของเครื่องจักรโดยอาศัยวิธีการพื้นผิวตอบสนองแบบส่วนประสมกลางชนิดแบบ Faced Central Composite Design: CCF จากการวิเคราะห์การออกแบบการทดลองเบื้องต้น พบว่าที่ระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ปัจจัยที่มีผลต่อตัวแปรตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญเพื่อนำไปปรับปรุงหาระดับของปัจจัยที่เหมาะสม คือ B ความสูงของคานยกเข็มทดสอบ 100 ไมโครเมตร, C จำนวนครั้งในการทำความสะอาดเข็มทดสอบ 372 touchdown/time. นอกจากนั้นทางผู้วิจัยได้จัดทำแผนควบคุม และวิธีการปฏิบัติงานใหม่ของการตั้งค่าเครื่องจักรเพื่อสร้างเป็นมาตรฐานในการตั้งค่าเครื่องจักรให้แก่พนักงานควบคุมเครื่องจักรต่อไป หลังจากปรับปรุงกระบวนการทดสอบทางไฟฟ้าพบว่าอัตราของเสียหลังการปรับปรุงโดยเฉลี่ยอยู่ 0.0045% หรือ 45 ตัวในหนึ่งล้านตัว (45 PPM) โดยก่อนปรับปรุงกระบวนการอัตราของเสียลดลงจากก่อนปรับปรุงเท่ากับ 2.2355% คิดเป็นร้อยละ 99.79 ของ % ของเสียในกระบวนการก่อนปรับปรุง และสามารถลดความสูญเสียได้ 1,322,926 บาทต่อปี
ความสัมพันธ์ระหว่างตำเเหน่งความสูงของอุปกรณ์ห้องน้ำด้วยวิธีจำลองสถานีงานกับข้อมูลขนาด สัดส่วนร่างกายผู้สูงอายุ, นพมาศ เวียงเกตุ
ความสัมพันธ์ระหว่างตำเเหน่งความสูงของอุปกรณ์ห้องน้ำด้วยวิธีจำลองสถานีงานกับข้อมูลขนาด สัดส่วนร่างกายผู้สูงอายุ, นพมาศ เวียงเกตุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หนึ่งในปัญหาการออกแบบห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุ คือไม่สามารถระบุตำแหน่งความสูงของอุปกรณ์ห้องน้ำที่เหมาะสมได้ เนื่องจากมาตรฐานความสูงที่ใช้ได้มาจากกลุ่มตัวอย่างที่มีช่วงอายุหรือเชื้อชาติที่แตกต่างกันหรือเป็นฐานข้อมูลที่ล้าสมัย โดยการกำหนดความสูงของอุปกรณ์ห้องน้ำมาจากการอนุมานเทียบกับขนาดสัดส่วนร่างกายในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งเหมาะสมสำหรับการออกแบบให้กลุ่มบุคคลทั่วไปหรือห้องน้ำสาธารณะ เนื่องจากผู้สูงอายุมีข้อจำกัดด้านสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยจากวัยปกติทั่วไป ดังนั้นการออกแบบห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุควรใช้หลักการออกแบบเฉพาะรายบุคคล ซึ่งมีวิธีการหาตำแหน่งความสูงอุปกรณ์ห้องน้ำได้หลายวิธีได้แก่ การวัดโดยตรงจากการจำลองสถานีงาน หรือการอนุมานค่าจากสมการจะช่วยลดต้นทุนการออกแบบ การหาความสัมพันธ์ดังกล่าวในงานวิจัยนี้ใช้อาสาสมัครเป็นผู้สูงอายุที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อายุ 60-75 ปี จำนวน 100 คน (ชาย 45 คน และหญิง 55 คน) โดยผู้เข้าร่วมทดลองแต่ละคนได้ถูกวัดขนาดสัดส่วนร่างกายจำนวน 16 มิติ แบ่งเป็นสัดส่วนท่ายืน 8 มิติ และสัดส่วนท่านั่ง 7 มิติ และทดลองใช้อุปกรณ์ของห้องน้ำ 6 ประเภท ได้แก่ วาล์วน้ำฝัวบัว ที่วางสบู่ ราวแขวนผ้า ฝักบัว สายฉีดชำระ และราวแขวนกระดาษชำระ ในสถานีงานจำลอง โดยผู้เข้าร่วมทดลองสามารถทดสอบการใช้งานและปรับระดับตำแหน่งความสูงของอุปกรณ์ห้องน้ำจนกว่าได้ตำแหน่งที่พอใจ ความสูงของอุปกรณ์ห้องน้ำจะถูกเก็บบันทึกไว้เพื่อนำมาวิเคราะห์ทางสถิติ การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งความสูงของอุปกรณ์ห้องน้ำกับขนาดสัดส่วนร่างกาย โดยใช้วิธีการถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณ ผลที่ได้จากการวิเคราะห์พบว่าอุปกรณ์ห้องน้ำ 4 ประเภทได้แก่ วาล์วน้ำฝักบัว ที่วางสบู่ ราวแขวนผ้า และฝักบัว สามารถอนุมานได้จากสมการถดถอยเชิงเส้นที่ใช้ข้อมูลเฉพาะความสูงขณะยืน ซึ่งวิธีการดังกล่าวเหมาะสำหรับการออกแบบห้องน้ำเฉพาะรายบุคคล เช่น ห้องน้ำตามบ้านเรือนที่ให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ แต่สำหรับความสูงของสายฉีดชำระ และที่แขวนกระดาษชำระ สามารถใช้คำแนะนำร่วมกับการออกแบบห้องน้ำสาธารณะได้ ซึ่งในกรณีการออกแบบห้องน้ำสาธารณะต่างๆ เช่น บ้านพักคนชรา โรงพยาบาล สถานที่ราชการ สถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น สามารถใช้ค่าความสูงของอุปกรณ์ห้องน้ำจากตารางค่าทางสถิติในรูปแบบเปอร์เซ็นไทล์
การสร้างข้อต่อแรงเสียดทานต้นแบบ เพื่อพัฒนาชุดจำลองความสูงอายุ, ธีพิสิฐ คชภักดี
การสร้างข้อต่อแรงเสียดทานต้นแบบ เพื่อพัฒนาชุดจำลองความสูงอายุ, ธีพิสิฐ คชภักดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประชากรทั่วโลก ก่อให้เกิดความห่วงใยในการดูแลผู้สูงอายุ ทัศนคติต่อผู้สูงอายุในทางลบ มองผู้สูงอายุเป็นภาระของครอบครัวและสังคม มีการปรับปรุงทัศนคติเหล่านี้ด้วยชุดจำลองความสูงอายุ งานวิจัยนี้สร้างข้อต่อแรงเสียดทานต้นแบบเพื่อพัฒนาชุดจำลองความสูงอายุ โดยออกแบบจากข้อมูลการเปลี่ยนแปลงร่างกายผู้สูงอายุในส่วนกล้ามเนื้อที่ลดลงตามอายุและใช้หลักการของแรงเสียดทาน มีผู้เข้าร่วมทดลองวัยหนุ่มและวัยสูงอายุ ทดสอบ Ergometer และการเดิน(Gait Analysis) เปรียบเทียบอัตราส่วนระหว่างอัตราการเต้นของหัวใจคงที่กับสูงสุดในการทดสอบ Ergometer และพิจารณาองศาเข่า ระยะก้าวระหว่างเท้าข้างหนึ่งถึงเท้าอีกข้างหนึ่ง,จำนวนก้าวใน 1 นาทีในการเดิน ผลการทดลองทางสถิติ ในอัตราส่วนระหว่างอัตราการเต้นของหัวใจคงที่กับสูงสุดในการทดสอบ Ergometer และระยะก้าวระหว่างเท้าข้างหนึ่งถึงเท้าอีกข้างหนึ่ง จำนวนก้าวใน 1 นาที ในการเดินที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และองศาเข่าในวงจรการเดินพบว่า วัยหนุ่มสวมข้อต่อแรงเสียดทานต้นแบบไม่มีความแตกต่างกับวัยสูงอายุ แต่ไม่สวมข้อต่อแรงเสียดทานต้นแบบมีความแตกต่างกับผู้สูงอายุ การสวมข้อต่อแรงเสียดทานต้นแบบของวัยหนุ่มมีความใกล้เคียงกับผู้สูงอายุมากกว่าไม่สวมข้อต่อแรงเสียดทานต้นแบบ เนื่องจากการสวมข้อต่อแรงเสียดทานเป็นการเพิ่มภาระให้กับร่างกาย ทำให้เหนื่อยง่ายขึ้น เคลื่อนไหวไม่คล่องตัว ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้น กำลังสถิตของกล้ามเนื้อลดลงเหมือนกับผู้สูงอายุ ทั้งในการทดสอบ Ergometer และการเดิน (Gait Analysis) สามารถจำลองความสูงอายุได้
การออกแบบเส้นทางการเดินรถขนส่งสำหรับตัวแทนจำหน่ายโลหะบัดกรีและลวดเชื่อมประสาน, นรีทิพย์ อติคุณธำรง
การออกแบบเส้นทางการเดินรถขนส่งสำหรับตัวแทนจำหน่ายโลหะบัดกรีและลวดเชื่อมประสาน, นรีทิพย์ อติคุณธำรง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนาสร้างตัวแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อใช้ในการช่วยออกแบบเส้นทางการเดินรถขนส่งสำหรับบริษัทตัวแทนจำหน่ายโลหะบัดกรีและลวดเชื่อมประสานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยอ้างอิงจากรูปแบบปัญหา Capacitated Vehicle Routing Problem (CVRP) ปัจจุบันบริษัทดังกล่าวมีนโยบายการเดินรถขนส่งแบบตายตัว ซึ่งง่ายต่อจัดการ หากแต่ขาดความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่แปรเปลี่ยนไปในแต่ละวัน ส่งผลทำให้บริษัทจำเป็นต้องจ้างรถ Outsource และจ้างพนักงานในการทำงานล่วงเวลาเป็นจำนวนมาก ผู้วิจัยได้ทำการแบ่งการสร้างตัวแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ตัวแบบ Travelling Salesman Problem (TSP) ในการออกแบบเส้นทางการเดินรถที่ไม่ขัดแย้งกับนโยบายของบริษัท และ ตัวแบบ Capacitated Vehicle Routing Problem (CVRP) ในการออกแบบเส้นทางการเดินรถโดยไม่คำนึงถึงนโยบายของบริษัท ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้ระหว่างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้น และการดำเนินงานในอดีตเป็นเวลา 35 วัน ผู้วิจัยพบว่า แผนการเดินรถขนส่งจากแบบจำลอง TSP สามารถลดต้นทุนการเดินรถของบริษัทลงได้ประมาณ 4% ในขณะที่แผนการเดินรถขนส่งจากแบบจำลอง VRP สามารถลดต้นทุนการเดินรถได้มากถึง 28%
การปรับปรุงระบบการจัดการคลังสินค้าสำหรับโรงงานผลิตชุดชั้นในสตรี, ธนิชกาญจน์ ภูภัทรกิจ
การปรับปรุงระบบการจัดการคลังสินค้าสำหรับโรงงานผลิตชุดชั้นในสตรี, ธนิชกาญจน์ ภูภัทรกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง การปรับปรุงระบบการจัดการคลังสินค้าสำหรับโรงงานผลิตชุดชั้นในสตรี มีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงระบบการจัดการของคลังสินค้าที่กำลังประสบปัญหาการรับมือกับปริมาณความต้องการที่ไม่แน่นอน รวมทั้งการจัดสรรการใช้สอยพื้นที่ที่มีอยู่อย่างไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ โดยพบว่าการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพนี้ส่งผลให้การส่งสินค้าสำเร็จรูปไปยังลูกค้าตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1 ถึง 40 ได้เพียงเฉลี่ยอาทิตย์ละ 84% ค่าความแปรปรวนอยู่ที่ 16% ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดคือ 95% ต่อสัปดาห์ โดยสาเหตุหลักมาจากการค้นหาวัตถุดิบล่าช้าของคลังสินค้า ทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของสายการผลิตได้ ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของสายการผลิต หรือ Downtime เพื่อที่จะลดปัญหาการหยุดชะงักของสาย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคลังสินค้า รวมทั้งการจัดการพื้นของคลังสินค้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงมีการนำหลักการ ABC Classification ผสมผสานกับการจัดการแผนผังคลังสินค้าใหม่ พบว่า (1) สามารถกำจัดจำนวนพาเล็ทที่วางสินค้าไม่จำเป็นได้สูงถึง 1,342 พาเล็ท คืนพื้นที่สำหรับการจัดการวัตถุดิบในอนาคต (2) การจัดวางแผนผังคลังสินค้าโดยอาศัยหลักการ FIFO ทำให้การจัดวางสินค้า การค้นหา และการไปหยิบสินค้าเป็นไปได้โดยสะดวก สามารถลดชั่วโมงการหยุดชะงักของสายการผลิตอันเกิดจากความล่าช้าในการหาวัตถุดิบได้ จากเดิม 79,930 ชั่วโมง คน เป็น 3,048 ชั่วโมง คน หรือลดลง 96.19% (3) สามารถลดค่าใช้ในการเช่ายืมอุปกรณ์ภายในคลังสินค้าได้ถึง 300,000 บาทต่อเดือน รวมทั้งยังสามารถลดค่าเช่าคลังสินค้าภายนอกและค่าขนส่งได้ถึง 600,000 บาทต่อเดือน
ฮิวริสติกสำหรับการเลือกสูตรและการจัดตารางการผลิตคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีการผลิตแบบซ้อนทับ, นันทิยา เอี่ยมสำอางค์
ฮิวริสติกสำหรับการเลือกสูตรและการจัดตารางการผลิตคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีการผลิตแบบซ้อนทับ, นันทิยา เอี่ยมสำอางค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ ศึกษาปัญหาการเลือกสูตรและการจัดตารางการผลิตคอนกรีตสำเร็จรูปที่สามารถผลิตงานซ้อนทับกันได้ วัตถุประสงค์คือเพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่ำที่สุดโดยจะต้องผลิตให้ทันกำหนดส่งงาน โดยมีสูตรการผลิตให้เลือก 5 สูตร สูตรการผลิตที่แพงจะใช้เวลาในการผลิตสั้น ส่วนสูตรการผลิตที่ถูกจะใช้เวลาในการผลิตนาน โดยแต่ละขั้นตอนการผลิตนั้น ต้องใช้ทรัพยากรเฉพาะในการผลิตซึ่งมีเพียง 1 หน่วยเท่านั้น จึงไม่สามารถผลิตขั้นตอนการผลิตเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกันได้ จากงานวิจัยก่อนหน้าซึ่งเสนอวิธีการแบ่งปัญหาย่อยออกเป็น 2 ส่วนเพื่อหาคำตอบงานวิจัยนี้จึงเสนอแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ซึ่งพิจารณาปัญหาทั้งหมดเป็นปัญหาเดียวกันเพื่อปรับปรุงคำตอบ ซึ่งแบบจำลองทางคณิตศาสตร์รวมนี้สามารถหาคำตอบได้ยอ่างมีประสิทธิภาพในปัญหาขนาดเล็กเท่านั้น เมื่อปัญหามีขนาดใหญ่ขึ้น แบบจำลองทางคณิตศาสตร์จะใช้เวลาในการหาคำตอบค่อนข้างนาน ทำให้ไม่สามารถหาคำตอบที่ดีที่สุดออกมาได้และอาจได้คำตอบที่แย่กว่าการแบ่งปัญหาย่อย จึงเสนอวิธีฮิวริสติกซึ่งพิจารณาทั้งงานชั้นล่างและงานซ้อนทับพร้อม ๆ กัน วิธีฮิวริสติกนี้สามารถหาคำตอบได้ดีกว่าแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ 24 ปัญหา จาก 29 ปัญหา โดยได้คำตอบที่ดีกว่าไม่เกิน 43% และได้คำตอบที่แย่กว่าไม่เกิน 16% วิธีนี้ใช้เวลาน้อยกว่าแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ค่อนข้างมาก โดยสามารถลดเวลาจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์โดยเฉลี่ย 86.45%
การวิเคราะห์ปัจจัยในการเผาไหม้เชื้อเพลิงชีวมวลของหม้อกำเนิดไอน้ำฟลูอิไดซ์เบดแบบฟองแก๊ส, ธนกร พุ่มชุมพล
การวิเคราะห์ปัจจัยในการเผาไหม้เชื้อเพลิงชีวมวลของหม้อกำเนิดไอน้ำฟลูอิไดซ์เบดแบบฟองแก๊ส, ธนกร พุ่มชุมพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ทำการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเผาไหม้เชื้อเพลิงชีวมวลของหม้อกำเนิดไอน้ำฟลูอิไดซ์เบดแบบฟองแก๊ส โดยพิจารณาใช้เชื้อเพลิงที่มีต้นทุนต่ำและโรงงานสามารถจัดหาได้ ซึ่งในงานวิจัยนี้ศึกษาสูตรเชื้อเพลิงทั้งหมด 3 สูตร คือ สูตรเชื้อเพลิง A (ไม้สับ:แกลบ:ไฟเบอร์:ขี้เลื่อย 8:6:1:1) สูตร B (ไม้สับ:แกลบ:ไฟเบอร์:ขี้เลื่อย 5:5:1:1) และสูตร C (ไม้สับ:แกลบ:ไฟเบอร์ 5:2:2) จากการวิเคราะห์สมการถดถอยพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตไอน้ำแรงดันสูงและเปอร์เซ็นต์ออกซิเจนคือ ค่าความชื้น อัตราการป้อนเชื้อเพลิง อัตราการป้อนอากาศ ความดันเตาเผาไหม้ และอุณหภูมิเตาเผาไหม้ วิเคราะห์ด้วยวิธิการพื้นผิวตอบสนองเพื่อให้ได้อัตราการผลิตไอน้ำที่ 43 kg/s ค่าออกซิเจนส่วนเกินในช่วง 3-4.5% และมีต้นทุนเชื้อเพลิงต่อตันไอน้ำเฉลี่ยลดลง พบว่าค่าที่เหมาะสมสำหรับสูตรเชื้อเพลิง A B และ C มีผลดังนี้ ค่าความชื้นเชื้อเพลิงอยู่ที่ 33 % อัตราการป้อนเชื้อเพลิงอยู่ที่ 1455 ton/d 1469 ton/d 1504 ton/d อัตราการป้อนอากาศอยู่ที่ 54.00 kg/s 58.23 kg/s 56.52 kg/s ความดันเตาเผาไหม้อยู่ที่ -1.00 mbar -1.10 mbar -1.21 mbar และอุณหภูมิเตาเผาไหม้อยู่ที่ 881 oC 870 oC 848 oC ตามลำดับ หลังปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยใช้สภาวะที่กำหนดพบว่าอัตราการผลิตไอน้ำแรงดันสูงสตรเชื้อเพลิง A B และ C มีค่า 43.32 kg/s, 43.26 43.44 kg/s ตามลำดับ และค่าออกซิเจนส่วนเกิน มีค่า 4.00%, 4.11%, 4.13% ตามลำดับ สำหรับต้นทุนเชื้อเพลิงของสูตรเชื้อเพลิง A B และ C มีค่า 557.11 บาท/ตันไอน้ำ 553.78 บาท/ตันไอน้ำ และ 573.06 บาท/ตันไอน้ำ ตามลำดับ
การลดการสูญเสียในการผลิตของโรงงานผลิตหลอดไฟสำหรับยานยนต์, นานา รัตนนิยม
การลดการสูญเสียในการผลิตของโรงงานผลิตหลอดไฟสำหรับยานยนต์, นานา รัตนนิยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตหลอดไฟสำหรับยานยนต์ โดยเป็นการสูญเสียที่เกิดจากข้อบกพร่องในการผลิต โดยมีการแบ่งกลุ่มการสูญเสียเป็น 2 ประเภท คือ การสูญเสียที่เกิดภายในกระบวนการผลิตและการสูญเสียที่เกิดระหว่างกระบวนการผลิตหนึ่งไปยังกระบวนการหนึ่ง โดยการสูญเสียที่ทำการวิเคราะห์ทั้งหมดในกระบวนการขึ้นรูปและดูดอากาศของหลอดไฟประเภทไฟหน้า รุ่น T19 ด้วยการประยุกต์ใช้การประเมินการขัดข้องและผลกระทบ (FMEA) ด้วยการประเมินความรุนแรง (Severity) โอกาสในการเกิด (Occurrence) และความสามารถในการตรวจจับ (Detection) เพื่อนำไปคำนวณค่าดัชนีความเสี่ยง (RPN) และดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่อง เมื่อค่าดัชนีความเสี่ยงมากกว่า 100 คะแนน งานวิจัยนี้เริ่มจากการศึกษาข้อมูลปริมาณการขาย มูลค่าที่ขายได้ ต้นทุนการผลิต การสูญเสียและแนวโน้มการเกิดของแต่ละประเภทหลอดไฟ จากนั้นได้ทำการศึกษากระบวนการผลิตของหลอดไฟประเภทไฟหน้า T19 ในทุกกระบวนการ พบว่า กระบวนการขึ้นรูปและดูดอากาศมีมูลค่าการสูญเสียในอัตราส่วนร้อยละ 82 เทียบกับผลรวมการสูญเสียทุกกระบวนการ จึงทำการค้นหาข้อบกพร่องทั้งหมดที่สามารถเกิดได้โดยคณะทำงาน และทำการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องเมื่อได้คะแนนดัชนีความเสี่ยง RPN ตามข้อกำหนดการประเมิน หลังจากนั้นได้ค้นหาสาเหตุของปัญหาด้วยการระดมความคิด แผนผังเหตุและผล การทดลอง พิสูจน์ตามหลัก 3 จริง จึงสามารถลดข้อบกพร่องได้ทั้ง 11 หัวข้อของการสูญเสีย ผลการดำเนินการพบว่ากระบวนการขึ้นรูปและดูดอากาศมีข้อบกพร่องที่ทำให้เกิดการสูญเสียมีค่าดัชนีความเสี่ยงมากกว่า 100 เท่ากับ 11 หัวข้อ หลังจากการดำเนินการแก้ไขและได้ทำการประเมินอีกครั้งพบว่า ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภาวะความรุนแรงได้ แต่สามารถลดโอกาสในการเกิด และเพิ่มความสามารถในการตรวจจับ โดยค่าดัชนีความเสี่ยง RPN ที่มีค่าน้อยกว่า 100 มีทั้งหมด 10 หัวข้อ และมี 1 หัวข้อที่ยังมีค่ามากกว่า 100 เนื่องจากยังไม่สามารถเพิ่มความสามารถในการตรวจจับได้ การดำเนินการนี้ส่งผลให้มูลค่าการสูญเสียลดลง คิดเป็นร้อยละ 2.60 เมื่อเทียบกับมูลค่าการผลิต ส่งผลให้สามารถลดความสูญเสียลงคิดเป็นมูลค่า 392,390.37 บาทต่อเดือน ซึ่งทำให้ต้นทุนของผลิตภัณฑ์ลดลงได้ในที่สุด
การประยุกต์ใช้กระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น (Ahp) สำหรับการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนเพื่อเป็นพลังงาน, นุชนาถ สุขสมัย
การประยุกต์ใช้กระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น (Ahp) สำหรับการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนเพื่อเป็นพลังงาน, นุชนาถ สุขสมัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่ผ่านมาพบว่าเมื่อมีการจัดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานขยะมักไม่ได้รับการยอมรับจากชุมชนทั้งในประเด็นแนวทางการจัดการขยะเป็นพลังงานและเทคโนโลยีการผลิตพลังงานของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ งานวิจัยนี้จึงนำกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น (AHP) มาใช้เป็นเครื่องมือวิจัย ผลของงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนจัดตั้งโรงไฟฟ้าที่ได้รับการยอมรับจากชุมชนต่อไป ชุมชนที่เป็นกรณีศึกษาตั้งอยู่ที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี มีปริมาณขยะ 16,500 ตัน/ปี ในการดำเนินงานวิจัยได้เก็บข้อมูลความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจำนวน 24 คน และความคิดเห็นของตัวแทนชุมชนจำนวน 21 คน การวิเคราะห์แบ่งออกเป็นสองประเด็น ประเด็นแรกเป็นการวิเคราะห์หาแนวทางการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนเพื่อเป็นพลังงาน มีเกณฑ์หลักของการวิเคราะห์เป็นปัจจัย PESTEL ประกอบด้วย การเมือง (P) เศรษฐกิจ (Ec) สังคม (S) เทคโนโลยี (T) สิ่งแวดล้อม (En) และกฎหมาย (T) ประเด็นที่สองเป็นเทคโนโลยีการผลิตพลังงานสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ โดยมีเกณฑ์หลักได้แก่ ประเภทของขยะ (W) เงินลงทุน (I) พลังงานจากกระบวนการผลิต (E) และการยอมรับในเทคโนโลยี (A) ผลการวิเคราะห์พบว่าผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนชุมชนมีความเห็นตรงกันว่าควรทำการคัดแยกขยะมูลฝอยในพื้นที่ก่อนการนำไปผลิตเป็นพลังงานและควรมีกำลังผลิตไฟฟ้าน้อยกว่า 10 MW แต่ประเด็นเทคโนโลยีการผลิตนั้นผู้เชี่ยวชาญเลือกเทคโนโลยีแก๊สซิฟิเคชันในขณะที่ตัวแทนชุมชนเลือกการเผาด้วยเตาเผาซึ่งเป็นความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน จากการสังเกตพบว่าตัวแทนชุมชนมีประสบการณ์ด้านการผลิตพลังงานจากเตาเผามากกว่าอย่างอื่น ข้อแนะนำควรให้ชุมชนมีประสบการณ์ในเทคโนโลยีการผลิตพลังงานแบบอื่นๆ และได้รับการยอมรับจากชุมชนก่อนการจัดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ
ผลกระทบของความสูงเก้าอี้ต่อท่าทางและพื้นที่ขั้นต่ำในการลุกขึ้นยืนของผู้ใหญ่ตอนปลายและผู้สูงอายุ, พงศธร พรมสกล
ผลกระทบของความสูงเก้าอี้ต่อท่าทางและพื้นที่ขั้นต่ำในการลุกขึ้นยืนของผู้ใหญ่ตอนปลายและผู้สูงอายุ, พงศธร พรมสกล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การลุกขึ้นจากเก้าอี้เป็นกิจกรรมที่แสดงถึงการรักษาความเป็นเป็นอิสระของการใช้ชีวิตสำหรับวัยผู้สูงอายุ มักถูกพบว่าวัยผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีปัญหาการลุกขึ้นซึ่งส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุการหกล้มขณะลุกจากเก้าอี้ ปัญหาการลุกจากเก้าอี้ของวัยผู้สูงอายุอาจเกิดจากการออกแบบความสูงเก้าอี้และพื้นที่ขั้นต่ำที่ไม่เหมาะสมกับการสำหรับการลุกขึ้น ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการลุกขึ้นยืนและหาพื้นที่ขั้นต่ำสำหรับการลุกขึ้นยืนอย่างเหมาะสมกับผู้สูงอายุ โดยเปรียบเทียบความแตกต่างของการลุกขึ้นจากเก้าอี้ระหว่างผู้สูงอายุและวัยรุ่น เพื่อหาอิทธิพลความสูงเก้าอี้ต่อท่าทางและพื้นที่ขั้นต่ำการลุกขึ้นจากเก้าอี้ของผู้สูงอายุ ผู้เข้าร่วมการทดลอง 120 คนแบ่งเป็นวัยผู้สูงอายุ 90 คน (อายุเฉลี่ย 66.42 ปี, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.56 ปี) และวัยรุ่น 30 คน (อายุเฉลี่ย 21.07 ปี, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.83 ปี) ระบบวิเคราะห์การเคลื่อนไหวถูกใช้เพื่อเก็บข้อมูลการลุกขึ้นยืนของทั้งสองกลุ่มผู้เข้าร่วมการทดลอง ซึ่งการวิจัยได้กำหนดระดับความสูงเก้าอี้ 3 ความสูง ประกอบด้วย 90%, 100%, และ 110% ของระดับความสูงข้อพับแนวเข่าด้านใน ผลการเปรียบเทียบการลุกขึ้นยืนของทั้งสองกลุ่มผู้เข้าร่วมการทดลอง พบว่าความเร็วเชิงมุมเฉลี่ยของลำตัวและสะโพกมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทั้ง 3 ระดับความสูงเก้าอี้ ซึ่งอาจเกิดจากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ลดลง ดังนั้นจึงหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการลุกขึ้นจากเก้าอี้ของผู้สูงอายุ ซึ่งพบว่าปัจจัยร่วมระหว่างเพศและกลุ่มช่วงอายุส่งผลต่อมุมงอลำตัวสูงสุดและความเร็วเชิงมุมเฉลี่ยสะโพกอย่างมีนัยสำคัญ และความสูงของเก้าอี้ส่งผลต่อมุมงอลำตัวสูงสุดและเวลาที่ใช้ลุกขึ้นยืนมีความแตกต่างอย่างมีนัย มากกว่าไปนั้นการลุกขึ้นยืนของผู้สูงอายุสามารถแบ่งออกได้ 2 ท่าทางโดยแบ่งจากความเร็วเชิงมุมของลำตัวและสะโพก คือ ท่า momentum transfer และท่า Stabilization พบว่าเมื่อเพิ่มความสูงเก้าอี้ขึ้นผู้สูงอายุมีแนวโน้มใช้ท่า stabilization เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นท่าที่ใช้ความเร็วต่ำและเสี่ยงต่อการหกล้มน้อยกว่า นอกจากนี้การหาพื้นที่การลุกขึ้นยืนของผู้สูงอายุซึ่งถูกแบ่งออกเป็นความยาวและความกว้างของการเคลื่อนที่ลำตัว โดยวัดจากระยะที่เคลื่อนที่ไกลสุดของร่างกายจากด้านหลังไปด้านหน้าและการเคลื่อนที่ไกลสุดจากด้านซ้ายไปด้านขวาตามลำดับ พบว่าระยะที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุทางด้านหน้าและด้านข้างไม่ควรต่ำกว่า 0.89 และ 0.77 เมตรตามลำดับ ท้ายที่สุดแล้วการออกแบบเก้าอี้ควรใช้ความสูงมากว่าระดับ 100% ข้อพับแนวเข่าด้านในแต่ไม่เกิน 110% เพราะส้นเท้าเริ่มจะไม่สัมผัสพื้น นอกจากระดับความสูงเก้าอี้หรือที่นั่งสิ่งที่ควรคำนึงถึงในการออกแบบคือพื้นที่ขั้นต่ำของการลุกขึ้นยืนของผู้สูงอายุ
การออกแบบระบบเก็บข้อมูลและประมวลผลข้อมูลลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ใหม่, ปิยวรรณ ปราณี
การออกแบบระบบเก็บข้อมูลและประมวลผลข้อมูลลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ใหม่, ปิยวรรณ ปราณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบระบบเก็บข้อมูลและประมวลผลข้อมูลลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ใหม่ซึ่งสามารถลดเวลา ลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อน และลดต้นทุนค่าดำเนินงานได้ โดยข้อมูลลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ใหม่(NCP Survey) เป็นข้อมูลสำคัญในการวิเคราะห์ลักษณะกลุ่มลูกค้าของรถยนต์แต่ละรุ่นเพื่อกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด จากวิธีการทำงานในปัจจุบันพบปัญหาข้อมูลล่าช้า ข้อมูลไม่ครบถ้วน และมีขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ผู้วิจัยจึงได้นำแนวความคิดเรื่อง 8 Waste, 3 GEN แผนผังก้างปลา FMEA และWhy-Why Analysis มาใช้ในการหาสาเหตุของปัญหา พบว่าสาเหตุหลักมาจากวิธีการได้มาของข้อมูลอยู่ในรูปแบบกระดาษ นำไปสู่การหาแนวทางการปรับปรุงแก้ไขจึงได้มีการศึกษาเรื่องการทำแบบบสอบถามออนไลน์(Online Survey) ข้อดีข้อเสียต่างๆ ซึ่งสุดท้ายได้เลือกทำเป็น Web Application เนื่องจากสอดคล้องกับความต้องการของระบบและเกณฑ์ของบริษทัท จึงทำการออกแบบระบบใหม่โดยการสร้างแผนผังการทำงาน(Process flow) และแผนภาพกระแสข้อมูล (Data Flow) เพื่อจำลองขั้นตอนการทำงานของระบบ มีการออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้งาน(User Interface) และออกแบบส่วนแสดงผล(Output Design) ซึ่งผลการออกแบบระบบได้ถูกทดสอบโดยการเปรียบเทียบผลลัพธ์กับวิธีการเดิมพบว่าได้รับข้อมูลเร็วขึ้นจากเดิมใช้เวลาเฉลี่ย 108 วันเหลือ 0 วันหรือเป็นแบบ Realtime และได้ข้อมูลครบถ้วนมากขึ้น สามารถลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อนได้ และสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้จากปีละ 1,440,000 บาท เหลือเพียงค่าดูแลรักษาระบบปีละ 55,000 บาท โดยมีค่าพัฒนาระบบ 450,000 บาทในปีแรก
ข้อมูลพื้นฐานเพื่อใช้ในการออกแบบทางเดินสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทยโดยวิเคราะห์ท่าทางการเดิน, วรวุฒิ ขอเจริญ
ข้อมูลพื้นฐานเพื่อใช้ในการออกแบบทางเดินสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทยโดยวิเคราะห์ท่าทางการเดิน, วรวุฒิ ขอเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุบัติเหตุการหกล้มของผู้สูงอายุนับเป็นปัญหาระดับโลกเพราะการหกล้มของสูงอายุอาจนำไปสู่อาการบาดเจ็บเล็กน้อยจนถึงเสียชีวิต ซึ่งสาเหตุของอุบัติเหตุการหกล้มของผู้สูงอายุเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น สิ่งแวดล้อมรอบข้างไม่เหมาะสมหรือปัจจัยด้านร่างกายของผู้สูงอายุที่ถดถ้อย ดังนั้นการออกแบบการป้องกันอุบัติเหตุการหกล้มคือการออกแบบให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ การศึกษาการเดินของผู้สูงอายุโดยใช้หลักการวิเคราะห์ท่าทางการเดินสามารถนำไปใช้ออกแบบทางเดิน ผู้เข้าร่วมการทดลองเป็นผู้สูงอายุจำนวน 100 คน ประกอบด้วย เพศชาย 40 คน และเพศหญิง 60 คน ที่ผ่านการประเมินความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้เข้าร่วมการทดลองทั้งหมดถูกวัดขนาดสัดส่วนร่างกายแบบสถิตจำนวน 5 สัดส่วนและน้ำหนัก จากนั้นถูกติดตั้งลูกบอลวาวแสงบนร่างกายจำนวน 16 ตำแหน่ง สำหรับบันทึกพิกัดการเคลื่อนไหวของการเดินบนพื้นพรมเป็นระยะทาง 4 - 5 เมตร ด้วยระบบบันทึกการเคลื่อนไหว(Motion capture) มิติการเคลื่อนไหวของการเดินถูกวิเคราะห์ทั้งหมด 6 มิติ ได้แก่ ความสูงของศีรษะขณะเดิน ความกว้างของร่างกายส่วนบนขณะเดิน ระยะการก้าวเดิน ระยะห่างของเท้าด้านใน-นอกขณะเดิน และความสูงของปลายนิ้วโป้งเท้าขณะเดิน ข้อมูลมิติการเคลื่อนไหวถูกนำเสนอในรูปแบบมาตรฐาน ISO 7250 - 2 และแผนภูมิฮิสโตแกรม จากผลการทดสอบหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติการเคลื่อนไหวกับ กลุ่มเพศ อายุ และดัชนีมวลร่างกาย สรุปว่า การออกแบบทางเดินสำหรับผู้สูงอายุควรคำนึงถึงปัจจัยเรื่องเพศเป็นหลัก มิติการเคลื่อนไหวที่ได้ถูกนำไปใช้สร้างกรอบการเดินของผู้สูงอายุ กรอบการเดินสามารถนำไปใช้เป็นมาตรฐานการออกแบบทางเดินสำหรับผู้สูงอายุซึ่งประกอบด้วย มิติการเคลื่อนไหว 6 มิติ และ ขนาดสัดส่วนร่างกาย 1 สัดส่วน โดยกรอบการเดินดังกล่าวได้ถูกนำเสนอแบบแบ่งตามเพศ และแบบสาธารณะ เพื่อใช้ในการออกแบบสถานที่หรืออุปกรณ์ ที่เกี่ยวกับทางเดินสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ
การปรับปรุงระบบจัดการอะไหล่คงคลังในโรงงานปั๊มชิ้นงานเหล็ก, วราภรณ์ หมื่นสุนทร
การปรับปรุงระบบจัดการอะไหล่คงคลังในโรงงานปั๊มชิ้นงานเหล็ก, วราภรณ์ หมื่นสุนทร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดการอะไหล่คงคลังมีความสำคัญต่องานบำรุงรักษา การบริหารอะไหล่ที่ดีส่งผลให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงระบบการบริหารอะไหล่คงคลัง โดยลดระดับพัสดุคงคลังของอะไหล่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในส่วนของงานบำรุงรักษาเครื่องจักรสำหรับการปั๊มชิ้นงานเหล็กที่โรงงานกรณีศึกษาแห่งหนึ่ง จากการศึกษาข้อมูลการเบิกใช้ ระยะเวลานำและปริมาณการสั่งซื้ออะไหล่ในงานซ่อมบำรุง พบว่า อะไหล่คงคลังยังมีระยะเวลาในการหมุนเวียนช้าและทำให้มีมูลค่าอะไหล่คงคลังสูง ซึ่งเป็นผลจากนโยบายการถือครองอะไหล่ปัจจุบันยังไม่ได้นำข้อมูลการใช้อะไหล่มาร่วมพิจารณา ดังนั้นในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาและวิเคราะห์ลักษณะความต้องการใช้อะไหล่ โดยแบ่งลักษณะความต้องการอะไหล่ออกเป็น 2 ประเภท คือ อะไหล่สำหรับงานบำรุงรักษาเชิงป้องกัน และอะไหล่สำหรับงานบำรุงรักษาหลังเกิดเหตุขัดข้อง ซึ่งสามารถรวบรวมความต้องการจากแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกันรายเครื่องจักร และแผนการพยากรณ์การเสียของอะไหล่ตามลำดับ สำหรับนโยบายใหม่นั้น ได้เสนอให้กำหนดปริมาณการสั่งซื้อตามความต้องการและระยะเวลานำของอะไหล่แต่ละประเภท โดยที่ปริมาณอะไหล่สำรองยังคงกำหนดเช่นเดียวกับนโยบายปัจจุบัน เมื่อได้นำแนวทางการรวบรวมความต้องการอะไหล่และนโยบายการสั่งซื้อจึงนำไปทดสอบกับข้อมูลการใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 จนถึงเดือนมิถุนายน 2562 พบว่าการดำเนินงานตามนโยบายใหม่มีระดับอะไหล่คงคลังลดลงทุกรายการ ตั้งแต่ 1 เท่าไปจนถึง 5 เท่า เมื่อได้นโยบายใหม่แล้ว หลังจากนั้นจึงทำการออกแบบระบบฐานข้อมูลและการไหลของข้อมูลที่สนับสนุนการดำเนินงานตามวิธีการและนโยบายที่นำเสนอในรูปแบบของโปรแกรมสนับสนุนการทำงาน จากการใช้โปรแกรมในการทำงานสามารถลดเวลาการทำงาน 9.03 นาที คิดเป็น 75% เมื่อเทียบกับการทำงานแบบเดิม
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความตรงและแรงตัดในกระบวนการกลึงอะลูมิเนียม, พรรณิภา พ่วงพัด
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความตรงและแรงตัดในกระบวนการกลึงอะลูมิเนียม, พรรณิภา พ่วงพัด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความตรงเบี่ยงเบนศูนย์กับอัตราส่วนแรงตัดที่เกิดขึ้นในขณะกลึงชิ้นงานอะลูมิเนียมโดยใช้วัสดุชิ้นงานอะลูมิเนียมเกรด Al6063 และติดตั้งไดนาโมมิเตอร์บนชุดป้อมมีดของเครื่องกลึงซีเอ็นซีเพื่อวัดแรงตัดที่เกิดขึ้นในขณะตัด ซึ่งความสัมพันธ์ของแรงตัด และความตรงเบี่ยงเบนศูนย์ของชิ้นงาน จะถูกทดสอบภายใต้เงื่อนไขการตัดต่าง ๆ ดังนี้คือ ความเร็วตัดที่ 150, 200 และ 250 เมตรต่อนาที อัตราป้อนตัดที่ 0.100, 0.125 และ 0.150 มิลลิเมตรต่อรอบ ความลึกตัดที่ 0.1, 0.2 และ 0.3 มิลลิเมตร รัศมีจมูกมีดที่ 0.4 และ 0.8 มิลลิเมตร และอัตราส่วนแรงตัดที่คำนวณจากแรงป้อนตัดพลวัตต่อแรงป้อนตัดสถิต จากการทดลองพบว่าเมื่อใช้ความเร็วตัด และรัศมีจมูกมีดตัดมากขึ้น จะทำให้ชิ้นงานมีค่าความตรงที่ดีขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างแรงตัดพลวัต และความตรงสามารถพิจารณาได้จากสัญญาณความถี่ที่เกิดขึ้น ในโดเมนความถี่ด้วยวิธีการแปลงฟูเรียร์อย่างเร็ว (Fast Fourier Transform) ซึ่งสัญญาณความถี่ได้เกิดขึ้นที่ค่าเดียวกัน ดังนั้นอัตราส่วนแรงตัดจึงสามารถนำมาใช้ในการทำนายความตรงของชิ้นงานได้ในขณะตัด อัตราส่วนแรงตัดถูกนำมาใช้เพื่อทำนายความตรงเบี่ยงเบนศูนย์ของชิ้นงานในขณะกลึงด้วยสมการเอกซ์โพเนนเชียล วิธีการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณถูกประยุกต์ใช้ในการคำนวณหาสัมประสิทธิ์ของสมการที่ใช้ในการทำนายความตรงเบี่ยงเบนหนีศูนย์ของชิ้นงานในขณะตัด ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุดที่ระดับความเชื่อมั่น 95% จากสมการพบว่าอัตราป้อนตัดเป็นปัจจัยที่มีผลต่อค่าความตรงเบี่ยงเบนของชิ้นงานมากที่สุด รองลงมาก็คือรัศมีจมูกมีด ความลึกในการตัด ความเร็วตัด และอัตราส่วนแรงตัด ตามลำดับ และสมการที่พัฒนาขึ้นสามารถทำนายค่าความตรงเบี่ยงเบนศูนย์โดยมีระดับความแม่นยำเท่ากับ 89.13%
การพัฒนาตัวแบบทางคณิตศาสตร์สำหรับการสำรองเกินในธุรกิจรถเช่า, ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์
การพัฒนาตัวแบบทางคณิตศาสตร์สำหรับการสำรองเกินในธุรกิจรถเช่า, ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ธุรกิจรถเช่าเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และด้วยการแข่งขันที่สูงผู้ประกอบการจึงต้องหาวิธีการให้ได้มาซึ่งส่วนแบ่งทางการตลาด โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจสำหรับสินค้าที่มีอายุและมีจำนวนจำกัด หนึ่งในวิธีการที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการคือการสำรองเกิน (overbooking) การสำรองเกินเป็นหนึ่งในวิธีการของการบริหารรายได้ (revenue management) โดยการเปิดให้จองเกินจำนวนรถเช่าที่มีเพื่อป้องกันการมีรถเช่าเหลือจากการที่ลูกค้ายกเลิกการจอง ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ไป แต่ถ้าผู้ประกอบการเปิดสำรองเกินมากเกินย่อมมีโอกาสที่ลูกค้ามาใช้บริการเกินจำนวนรถเช่าที่มี ซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนในการหารถจากบริษัทอื่นให้กับลูกค้า จำนวนการสำรองเกินหรือระดับสำรองเกิน (overbooking level) ที่ทำให้เกิดต้นทุนรวมต่ำที่สุดจึงเป็นเป้าหมายของการสำรองเกิน
งานวิจัยนี้นำเสนอตัวแบบทางคณิตศาสตร์เพื่อหาจุดสำรองเกินที่เหมาะสมที่สุด โดยนำแนวคิดเรื่องการปฏิเสธ (rejection) ให้เป็นตัวชี้วัดในการแบ่งต้นทุนเสียโอกาสที่เกิดจากการสำรองเกิน การปฏิเสธเกิดจากการที่ลูกค้าจองเกินระดับสำรองเกิน ทำให้ต้องปฏิเสธลูกค้าเหล่านั้นไป เมื่อถึงเวลาใช้บริการรถเช่า มีลูกค้ายกเลิกทำให้เกิดรถเช่าที่เหลือ การเสียโอกาสนี้จึงเกิดจากการปฏิเสธลูกค้าจากการตั้งระดับสำรองเกินที่ไม่เหมาะสม ตัวแบบสำรองเกินในงานวิจัยนี้มีตัวแปรสุ่มสองชนิดได้แก่จำนวนการจองของลูกค้า (booking request) และ จำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการจริง (show-up) ทำให้ปัญหาการสำรองเกินมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการสร้างตัวแบบทางคณิตศาสตร์ในการหาระดับสำรองเกินที่ให้เกิดต้นทุนต่ำที่สุดและการพิสูจน์ ส่วนที่สองคือการวิเคราะห์ผลทางคอมพิวเตอร์ซึ่งประกอบไปด้วย การวิเคราะห์ความไว การประมาณค่าตัวแปรตัดสินใจ และการเปรียบเทียบผล
การสร้างนโยบายจัดการคลังสินค้าเพื่อรองรับสินค้าแบบมีการส่งกลับคืน, สาธิดา ยิ้มผึ้ง
การสร้างนโยบายจัดการคลังสินค้าเพื่อรองรับสินค้าแบบมีการส่งกลับคืน, สาธิดา ยิ้มผึ้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทกรณีศึกษาดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ มีหน้าที่จัดหาชิ้นส่วนรถยนต์ส่งออกไปยังฐานการผลิตในต่างประเทศ จากการศึกษาปัญหาการบริหารพัสดุคงคลังของกล่องบรรจุภัณฑ์แบบมีการส่งกลับคืน (Returnable) พบว่า ความต้องการใช้งานมีความไม่แน่นอน ข้อมูลพัสดุคงคลังเชื่อถือได้น้อยและไม่มีการตรวจสอบก่อนนำมาใช้ การคาดการณ์จำนวนกล่องบรรจุภัณฑ์ที่คาดว่าจะส่งกลับไม่แม่นยำ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจสั่งซื้อบนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่สามารถเชื่อถือได้ มีปริมาณการสั่งซื้อมาก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความถูกต้องในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังของบริษัทกรณีศึกษา และเสนอนโยบายจัดการคลังสินค้าที่มีปริมาณการสั่งซื้อเหมาะสมเพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยใช้ Inventory Record Accuracy (IRA) หรือเปอร์เซ็นต์ความถูกต้องของสินค้าคลังเป็นตัววัดผลขั้นตอนของการตรวจสอบความถูกต้องในการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง ปรับปรุงวิธีการทำงานโดยใช้วิธีพยากรณ์ความต้องการร่วมกับการหาวิธีการสั่งซื้อภายใต้ข้อมูลที่ไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ผู้วิจัยใช้วิธีการพยากรณ์แบบอนุกรมเวลา และนำผลลัพธ์ที่ได้ไปใช้กำหนดนโยบายบริหารสินค้าคงคลัง โดยงานวิจัยนี้ใช้ระบบบริหารสินค้าคงคลังแบบรอบการสั่งที่ (Periodic review) คือกำหนดรอบการสั่งในทุกสัปดาห์ โดยที่การปริมาณสั่งซื้อในแต่ละคาบไม่จำเป็นต้องเท่ากัน ปริมาณพัสดุคงคลังเพื่อความปลอดภัยถูกกำหนดเป็น 1.6MAD หรือเทียบเท่าระดับการบริการที่ 90% เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของความต้องการ และความผิดพลาดจากการพยากรณ์ ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากการวิจัย 6 เดือน พบว่ากล่องบรรจุภัณฑ์กลุ่มตัวอย่างมีปริมาณการซื้อลดลง 9% และต้นทุนรวมลดลง 12.48 ล้านบาท
การปรับปรุงกระบวนการจัดการวัสดุในโรงงานผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์แบบยืดหยุ่นได้, สกุลทิพย์ ประจักษ์สุวิถี
การปรับปรุงกระบวนการจัดการวัสดุในโรงงานผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์แบบยืดหยุ่นได้, สกุลทิพย์ ประจักษ์สุวิถี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงระบบการบริหารจัดการสินค้าคงคลังในส่วนกระบวนการสั่งซื้อวัตถุดิบของโรงงานผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์แบบยืดหยุ่นได้ จากการศึกษาปัญหาพบว่า พนักงานทำการสั่งซื้อวัตถุดิบมาเผื่อมากเกินความต้องการของลูกค้า ส่งผลทำให้ต้นทุนสินค้าคงคลังรวมสูง ขั้นตอนการพัฒนาปรับปรุงเริ่มจากการใช้ทฤษฎี ABC Analysis ในการจำแนกกลุ่มวัตถุดิบโดยใช้เทคนิคการแบ่งกลุ่มวัตถุดิบแบบหลายกฎเกณฑ์ ได้แก่ เกณฑ์มูลค่าต่อปี เกณฑ์ระยะเวลานำ และเกณฑ์ความถี่ในการเบิกใช้งาน และได้เลือกทำการปรับปรุงการสั่งซื้อวัตถุดิบกลุ่ม AAA เท่านั้น มีวัตถุดิบรวมทั้งหมด 27 ชนิด หลังจากนั้นจึงวิเคราะห์รูปแบบความต้องการใช้วัตถุดิบ พบว่าวัตถุดิบทุกชนิดมีรูปแบบความต้องการลักษณะแนวโน้มขึ้นลงและลักษณะผันแปรตามฤดูกาล เทคนิคการพยากรณ์ที่สอดคล้องกับลักษณะความต้องการของวัตถุดิบ ได้แก่ เทคนิคการพยากรณ์ฤดูกาลอย่างง่าย เทคนิคการพยากรณ์ปรับเรียบเอกซ์โพเนนเชียลแบบโฮลต์-วินเทอร์ และการสร้างตัวแบบพยากรณ์โดยวิธีบอกซ์-เจนกินส์ หรือ ARIMA Model หลังจากกนั้นได้เลือกเทคนิคการพยากรณ์ที่ให้ค่าความคลาดเคลื่อนของค่าเฉลี่ยของค่าสัมบูรณ์ของเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนที่น้อยที่สุด และนำค่าพยากรณ์ไปกำหนดนโยบายสินค้าคงคลัง โดยวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวนของวัตถุดิบ ถ้าค่าของสัมประสิทธิ์ความแปรปรวนมีค่าน้อยกว่า 0.25 คือมีความแปรปรวนน้อย ความต้องการของวัตถุดิบมีลักษณะคงที่ นโยบายสินค้าคงคลังที่ใช้คือ EOQ ถ้าหาค่าของสัมประสิทธิ์ความแปรปรวนมีค่ามากกว่า 0.25 คือมีความแปรปรวนมาก ความต้องการของวัตถุดิบมีลักษณะไม่คงที่ นโยบายสินค้าคงคลังที่ใช้คือ Silver Meal และ Newsboy รวมทั้งคำนวณหาปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสม จุดสั่งซื้อ ปริมาณวัตถุดิบสำรอง จำนวนครั้งในการสั่งซื้อต่อปี หลังจากที่นำนโยบายสินค้าคงคลังไปประยุกต์ใช้เพื่อคำนวณหาต้นทุนสินค้าคงคลังรวม พบว่าต้นทุนสินค้าคงคลังรวมก่อนการปรับปรุงประมาณ 2,164 ล้านบาทต่อปี และหลังการปรับปรุงประมาณ 2,115 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นสรุปว่า นโยบาย EOQ และ Silver Meal ทำให้เกิดต้นทุนสินค้าคงคลังรวมต่ำที่สุดโดยลดลงประมาณ 49 ล้านบาทของต้นทุนสินค้าคงคลังรวมทั้งหมด
การลดปริมาณของเสียในกระบวนการพิมพ์โค้ดแบบหมึกลงบนผลิตภัณฑ์กระป๋อง, สิทธิกร เลิศอริยสกุล
การลดปริมาณของเสียในกระบวนการพิมพ์โค้ดแบบหมึกลงบนผลิตภัณฑ์กระป๋อง, สิทธิกร เลิศอริยสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการลดของเสียจากกระบวนการพิมพ์โค้ดแบบหมึกลงบนผลิตภัณฑ์กระป๋อง ซึ่งมีของเสียเกิดขึ้นใน 2 รูปแบบ คือโค้ดลบและโค้ดขาด วิธีการที่ใช้ลดของเสียเนื่องจากโค้ดลบคือการให้ความร้อนบนผิวกระป๋องก่อนเข้าสู่กระบวนการพิมพ์ และวิธีการที่ใช้ลดของเสียจากโค้ดขาดคือการปรับปรุงแผนการบำรุงรักษาเครื่องพิมพ์ จากผลการวิเคราะห์พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการให้ความร้อนผิวกระป๋องคือ อุณหภูมิ ระดับแรงลม และระยะเวลาในการให้ความร้อน จากการออกแบบการทดลองโดยวิธีบ็อกซ์ -เบห์นเคน (Box Behnken) และหาค่าที่เหมาะสมโดยวิธีพื้นผิวตอบสนองพบว่ากระป๋องประเภท Tin ใช้อุณหภูมิ 512 องศาเซลเซียส แรงลมระดับ 3 ระยะเวลาในการให้ความร้อน 0.66 วินาที กระป๋องประเภท Aluminum ใช้อุณหภูมิ 309 องศาเซลเซียส แรงลมระดับ 3.5 ระยะเวลาในการให้ความร้อน 0.66 วินาที เป็นค่าที่เหมาะสมของแต่ละปัจจัยผลลัพธ์จากการแก้ไขโดยการให้ความร้อนผิวกระป๋องก่อนพิมพ์เครื่องพิมพ์ ทำให้สามารถลดของเสียเนื่องจากโค้ดลบลงเหลือเพียง 0.014 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการปรับปรุงแผนการบำรุงรักษาเครื่องพิมพ์ดำเนินการโดยการเพิ่มรอบการทำความสะอาดหัวพิมพ์ เพิ่มรอบการทำความสะอาดระบบผสมน้ำหมึก และปรับปรุงแผนการตรวจเช็คอุปกรณ์ต่าง ๆ ของเครื่อง ทำให้สามารถลดของเสียเนื่องจากโค้ดขาดลงเหลือเพียง 0.006 เปอร์เซ็นต์ ในการดำเนินการทั้งหมดส่งผลให้ของเสียโดยรวมจากสายการผลิตที่ 1 ลดลงจาก 0.2 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 0.02 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งได้ตามเป้าหมายที่โรงงานกำหนดไว้
นวัตกรรมกระบวนการเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนการบริการอาหารผู้ป่วยในโรงพยาบาล, สืบสกุล โทนแจ้ง
นวัตกรรมกระบวนการเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนการบริการอาหารผู้ป่วยในโรงพยาบาล, สืบสกุล โทนแจ้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การบริการอาหารผู้ป่วยในโรงพยาบาลนับว่าเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญเพราะอาหารนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษาและถือเป็นยาชนิดหนึ่ง ในโรงพยาบาลที่ผ่านมาตรฐานคุณภาพระดับนานาชาติแห่งหนึ่ง พบว่าในปี 2017 มีจำนวนข้อร้องเรียนเรื่องได้รับอาหารไม่ตรงตามที่ระบุ 217 ราย คิดเป็น 37.4% ของข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้นในงานโภชนาการซึ่งถือว่ามีความผิดพลาดสูง แต่ปัญหาดังกล่าวยังไม่เคยได้รับการศึกษาหรือแนวทางแก้ไข งานวิจัยนี้จึงต้องการศึกษาสาเหตุและกระบวนการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการบริการอาหารผู้ป่วยแล้วนำมาใช้เป็นข้อมูลสำหรับสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเพื่อป้องกันการเกิดความคลาดเคลื่อนการให้บริการอาหารผู้ป่วยในโรงพยาบาล การศึกษาสาเหตุที่ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนการบริการอาหารผู้ป่วยในโรงพยาบาลโดยประยุกต์แนวทางมาจากความคลาดเคลื่อนในการให้ยาเนื่องจากกระบวนการมีลักษณะคล้ายกัน จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณได้แก่ เปอร์เซ็นข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้นใน 1 ปี (แบบสอบถาม ก) และคะแนนเฉลี่ยความคิดเห็นถึงสาเหตุของความคลาดเคลื่อนจากบุคลากรที่เกี่ยวข้องในระบบริการอาหาร (แบบสอบถาม ข) โดยพบว่าความคลาดเคลื่อนมีสาเหตุจาก 1.) การคัดลอกคำสั่งให้อาหาร (ก=61.3%, ข=4.63) 2.) การให้บริการอาหาร (ก=25.8%, ข=2.45) 3.) การจ่ายอาหาร (ก=10.1%, ข=2.31) 4.) การสั่งให้อาหาร (ก=2.7%, ข=1.02). ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการสนทนากับบุคลากรที่เกี่ยวข้องในระบบการบริการอาหารจำนวน 4 กลุ่ม จึงสามารถสรุปได้ว่า ความคลาดเคลื่อนมีสาเหตุหลักมาจากการคัดลอกคำสั่งให้อาหาร เมื่อวิเคราะห์กระบวนการคัดลอกโดยใช้พิมพ์เขียวบริการ พบว่าความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นที่กระบวนการถ่ายโอนข้อมูลทางด้านโภชนาการของผู้ป่วยระหว่างแผนก จากนั้นหาวิธีการที่จะช่วยตอบสนองความต้องการกลุ่มผู้ใช้เป้าหมายและวิเคราะห์โดยใช้ผังต้นไม้แล้วนำมาใส่ในตารางเมตริกซ์แสดงเป็นรายการทางเลือกและเลือกแนวคิดที่น่าสนใจออกมา 5 แนวคิด แล้วให้บุคลากรในโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องให้คะแนนนำไปสู่การพัฒนาโปรแกรม ในรูปของ Mobile Application สำหรับระบบปฏิบัติการ Android ชื่อว่า "Gourmet Nutri" ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านอาหารโดยโปรแกรมสามารถดึงข้อมูลทางโภชนาการของผู้ป่วยจากฐานข้อมูลโรงพยาบาลได้ทันทีและอัพเดทอัตโนมัติเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสถานะผู้ป่วย เมื่อได้ข้อมูลแล้วพนักงานสามารถนำโปรแกรมดังกล่าวไปรับรายการอาหารผู้ป่วยได้บน Tablet และส่งข้อมูลรายการอาหารไปยังครัวเพื่อจัดเตรียมอาหารได้ทันที โดยโปรแกรมดังกล่าวช่วยลดขั้นตอนการทำงานจาก 26 ขั้นตอนคิดเป็น 1,304 นาที เหลือ 17 ขั้นตอนคิดเป็น 985 นาที แสดงให้เห็นถึงเวลาการทำงานที่ลดลง 24.46% ผลการประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรมโดยผู้ใช้งานจริงพบว่ามีความพึงพอใจเฉลี่ย 4.14 ถือว่าอยู่ในระดับดีมาก เมื่อประเมินประสิทธิภาพการลดความคลาดเคลื่อนการบริการอาหารโดยการทดสอบสมมติฐานค่าสัดส่วนกรณี 2 กลุ่มประชากร คือสัดส่วนความผิดพลาดก่อนใช้โปรแกรมมีค่า 6.22x10-4 ต่อถาด และสัดส่วนความผิดพลาดหลังปรับปรุง 2.26x10-4 ต่อถาด ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญที่ช่วงความเชื่อมั่น 95%
การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเครื่องมือแพทย์ ภายใต้พื้นที่การผลิตที่ลดลง, อทิตยา มารศรี
การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเครื่องมือแพทย์ ภายใต้พื้นที่การผลิตที่ลดลง, อทิตยา มารศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเครื่องมือแพทย์ ภายใต้เงื่อนไขพื้นที่การผลิตลดลง ซึ่งในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ AAA ทำการผลิตในรูปแบบผลัก โดยทำการผลิตแบบเป็นงวดของกระบวนการประกอบย่อย 11 สถานี จากนั้นเก็บเป็นชิ้นงานระหว่างกระบวนการไว้ทั้งหมด ก่อนที่จะส่งให้กับกระบวนการประกอบหลักเป็นผู้ประกอบชิ้นส่วนย่อยทั้งหมดเข้าด้วยกันและส่งให้กลุ่มงานถัดไปวิธีการวิจัยเริ่มจาก การศึกษาพื้นที่ที่ใช้ในแต่ละส่วนงาน เวลา และวิธีการทำงานของกระบวนการผลิตในปัจจุบัน จากนั้น วิเคราะห์งานที่ไม่เกิดมูลค่าและปรับปรุงกระบวนการผลิตด้วยเทคนิค ECRS หลังจากนั้นทำการศึกษาเวลาเพื่อหาเวลามาตรฐานของแต่ละงานใหม่ และศึกษาลำดับก่อนหลังของการประกอบ เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการออกแบบรูปแบบการผลิตแบบเซลลูล่าร์ โดยประยุกต์ใช้เทคนิคการจัดสมดุลการผลิตโดยการรวมงานของกระบวนการย่อยบางสถานี เข้ากับงานของกระบวนการประกอบหลัก และทำการผลิตในรูปแบบเซลลูล่าร์ 3 คน ต่อจุดการทำงานประกอบให้ได้ผลิตภัณฑ์ AAA และกำหนดเวลามาตรฐานของการทำงานแบบเซลลูล่าร์ โดยรูปแบบการผลิตจะเป็นไปในรูปแบบดึง โดยออกแบบให้เข้าใกล้การผลิตแบบไหลทีละชิ้น ผลจากการปรับปรุงพบว่า พื้นที่ในการผลิตลดลงจาก 219 ตารางเมตรเหลือ 111 ตารางเมตร หรือลดลง 49 เปอร์เซ็นต์ สถานีทำงานลดลงจาก 15 สถานีเหลือ 10 สถานี ใช้คนทำงานลดลงจาก 30 คนเหลือ 27 คน หรือลดลง 3 คน และรอบเวลาในการผลิตลดลงจาก 652 วินาที/ชิ้น เหลือ 574 วินาที/ชิ้น หรือประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 5.52 ชิ้น/คน/ชม. เป็น 6.27 ชิ้น/คน/ชม. หรือเพิ่มขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์ สำหรับพื้นที่ที่ลดได้ 108 ตารางเมตร จะใช้ในการรองรับสายการผลิตของผลิตภัณฑ์ใหม่
การลดต้นทุนโดยการปรับส่วนผสมแก้วและปัจจัยในกระบวนการหลอม, อนุธิดา ทองอร่าม
การลดต้นทุนโดยการปรับส่วนผสมแก้วและปัจจัยในกระบวนการหลอม, อนุธิดา ทองอร่าม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของปัจจัยในกระบวนการเตรียมส่วนผสมและกระบวนการหลอมแก้วที่มีต่อต้นทุนการผลิตและจำนวนฟองอากาศในบล็อกแก้ว และหาค่าปัจจัยที่เหมาะสมที่ทำให้มีต้นทุนที่เกี่ยวข้องต่ำที่สุดและมีจำนวนฟองอากาศอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ขั้นตอนการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาในงานวิจัยนี้เลือกใช้เครื่องมือแผนผังสาเหตุและผล และเลือกใช้เมทริกซ์ของความสัมพันธ์ของสาเหตุและผลในการจัดลำดับความสำคัญของปัจจัยที่มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ในขั้นตอนการปรับปรุงได้ทำการทดลองเพื่อหาค่าที่เหมาะสมของปัจจัย โดยใช้แบบการทดลองแบบพื้นผิวผลตอบแบบบ็อกซ์-เบห์นเคน จากนั้นจึงทำการสร้างสมการความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำเข้ากับต้นทุนการผลิตและจำนวนฟองอากาศเพื่อหาค่าระดับปัจจัยที่เหมาะสมที่ทำให้มีต้นทุนการผลิตและจำนวนฟองอากาศต่ำที่สุด พบว่าค่าระดับปัจจัยที่เหมาะสม คือ คือ อุณหภูมิเตาหลอม 1530 องศาเซลเซียส ปริมาณความชื้นส่วนผสม 2.5 เปอร์เซ็นต์ และสัดส่วนปริมาณเศษแก้วต่อปริมาณวัตถุดิบหลัก 26 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นจึงทำการทดสอบเพื่อยืนยันผลที่ได้จากการปรับตั้งค่าระดับปัจจัยใหม่ พร้อมทั้งจัดทำวิธีการปฏิบัติงาน แผนควบคุมและแผ่นตรวจสอบการตั้งค่าเครื่องจักรก่อนเข้ากระบวนการเตรียมส่วนผสมและกระบวนการหลอม ผลการปรับปรุงจากการใช้ค่าปรับตั้งที่เหมาะสม พบว่าต้นทุนการผลิตเฉลี่ยก่อนปรับปรุงที่มีค่าเท่ากับ 513,760 บาทต่อวัน เปรียบเทียบกับหลังปรับปรุงมีค่าเท่ากับ 499,457 บาทต่อวัน ลดลงไปได้ 14,303 บาทต่อวัน หรือ 5,220,648 บาทต่อปี คิดเป็นต้นทุนการผลิตที่ลดลงไปได้ 2.78 เปอร์เซ็นต์ และจำนวนฟองอากาศเฉลี่ยหลังปรับปรุงเท่ากับ 244 ฟองต่อหนึ่งชิ้นงานบล็อกแก้ว เปรียบเทียบกับก่อนปรับปรุงที่เป็น 262 ฟองต่อหนึ่งชิ้นงานบล็อกแก้ว คิดเป็นจำนวนฟองอากาศที่ลดลงไปได้ 6.83 เปอร์เซ็นต์