Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Education Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1 - 30 of 1377

Full-Text Articles in Education

การพัฒนาบอร์ดเกมบูรณาการแนวคิดแบบสืบเสาะและแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปฐมพร ดำงาม Jan 2025

การพัฒนาบอร์ดเกมบูรณาการแนวคิดแบบสืบเสาะและแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปฐมพร ดำงาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยการใช้แบบสอบถามกับนักเรียนในแต่ละภูมิภาค จำนวน 420 คน 2) พัฒนาบอร์ดเกมบูรณาการแนวคิดแบบสืบเสาะและแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินร่างต้นแบบบอร์ดเกมจำนวน 5 คน และทดลองใช้ร่างต้นแบบบอร์ดเกมกับนักเรียนจำนวน 5 คน 3) เพื่อศึกษาผลการใช้บอร์ดเกมบูรณาการแนวคิดแบบสืบเสาะและแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ที่มีต่อการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 28 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนใหญ่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ 3 – 4 ครั้งต่อสัปดาห์ และเห็นด้วยมากกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนและทำงานในห้องเรียน (M=3.85) เมื่อจำแนกตามองค์ประกอบของทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ นักเรียนส่วนใหญ่เห็นด้วยมากกับการสังเกตเห็นความถูกต้องของข้อมูลและข้อผิดพลาดในการตอบของปัญญาประดิษฐ์ (M=3.87) สำหรับลักษณะคำสั่งที่ใช้กับปัญญาประดิษฐ์มักถามในลักษณะของการบอก ถามตอบทั่วไปมากที่สุด เมื่อจำแนกตามองค์ประกอบของทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ส่วนใหญ่ไม่สะท้อนให้เห็นความลึกซึ้งในการตั้งคำถาม 2) ผลการประเมินร่างต้นแบบบอร์ดเกมโดยผู้เชี่ยวชาญด้านบอร์ดเกมและเทคโนโลยีการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่า เห็นด้วยมากกับการออกแบบองค์ประกอบสำคัญของบอร์ดเกม (M = 4.40) และเห็นด้วยมากที่สุดตามรายละเอียดของการพัฒนาบอร์ดเกม (M=4.56) ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณคดีเห็นด้วยมากกับองค์ประกอบการวิพากษ์วรรณคดีในบอร์ดเกม (M = 4.17) และรายละเอียดของการพัฒนาบอร์ดเกม (M=4.19)เมื่อทดลองใช้ร่างต้นแบบกับนักเรียนกลุ่มทดลอง พบว่า นักเรียนมีส่วนร่วมสูงและให้ความสนใจในการเล่นบอร์ดเกมดี แต่ต้องปรับกติกาให้เพียงพอกับเวลา และชี้แจงกติกาในคู่มือให้ชัดเจน 3) ผลการใช้บอร์ดเกมบูรณาการแนวคิดแบบสืบเสาะและแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ที่มีต่อการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่า คะแนนเฉลี่ยของทักษะการคิดเชิงวิพากษ์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถติที่ระดับ .05 โดยผู้เรียนมีความคิดเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกมในระดับเห็นด้วยมาก (M = 4.49)


การจัดการเรียนรู้เคมีโดยใช้การออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อพัฒนาการคิดเชิงระบบ และเจตคติต่อวิชาเคมีของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ศุภธิดา ลุลอบ Jan 2025

การจัดการเรียนรู้เคมีโดยใช้การออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อพัฒนาการคิดเชิงระบบ และเจตคติต่อวิชาเคมีของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ศุภธิดา ลุลอบ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบความสามารถด้านการคิดเชิงระบบของผู้เรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการออกแบบเชิงวิศวกรรมเคมี และ (2) ศึกษาเจตคติต่อวิชาเคมีของผู้เรียนหลังการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เรียนชายระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาเลือกเฉพาะทางเคมีอุตสาหกรรม จำนวน 25 คน จากโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษแห่งหนึ่ง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยการออกแบบเชิงวิศวกรรมเคมี แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการคิดเชิงระบบจำนวน 15 ข้อ และแบบวัดเจตคติต่อวิชาเคมีที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพซ้ำ การเก็บข้อมูลใช้การทดสอบก่อนและหลังเรียน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (Paired sample t-test) และสถิติทดสอบอันดับเครื่องหมายของวิลคอกซัน (Wilcoxon Signed-Rank Test) ผลการวิจัยพบว่า คะแนนความสามารถด้านการคิดเชิงระบบหลังเรียนเฉลี่ยร้อยละ 59.63 สูงกว่าก่อนเรียนที่เฉลี่ยร้อยละ 30.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = -27.13, p< .001) และมีคะแนนเฉลี ่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนในทุกองค์ประกอบ โดยเฉพาะด้านพฤติกรรม ของระบบ มีพัฒนาการมากที ่สุด นอกจากนี ้ พบว่าเจตคติต่อวิชาเคมีหลังเรียนอยู ่ในระดับสูง โดยเฉพาะด้านประโยชน์ของเคมีต่ออาชีพในอนาคตซึ่งสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ แสดง ให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยการออกแบบเชิงวิศวกรรมเคมีมีประสิทธิผลในการส่งเสริมทั้ง ความสามารถด้านการคิดเชิงระบบและเจตคติต่อวิชาเคมีของผู้เรียน


ชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทย : กรณีศึกษาครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล, กิตติภพ พินิชการ Jan 2025

ชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทย : กรณีศึกษาครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล, กิตติภพ พินิชการ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา “ชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทยบ้านครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล” ในฐานะบ้านครูดนตรีไทยในปัจจุบันที่เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายวัยและอาชีพผ่านการเรียนรู้ซอสามสาย การรวมวงดนตรีไทย และการพบปะทางสังคม โดยใช้กรอบแนวคิดชุมชนแห่งการปฏิบัติ (Communities of Practice) เป็นกรอบสำคัญในการศึกษา 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ศึกษาที่มา ขอบเขตขององค์ความรู้และเป้าหมายร่วมกันของชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทยของครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล 2) ศึกษาลักษณะของความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทยของครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล 3) ศึกษากระบวนการเรียนรู้และแนวปฏิบัติร่วมภายในชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทยของครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัย เชิงคุณภาพแบบชาติพันธุ์วรรณา (Ethnography) ในลักษณะกรณีศึกษา โดยศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมทุกวันเสาร์ ณ บ้านครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล และสมาชิกชุมชนจำนวน 25 คน วิเคราะห์ข้อมูลและสร้างข้อสรุปแบบอุปนัยผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านที่มา ขอบเขตองค์ความรู้และเป้าหมาย (Domain) ชุมชนก่อรูปขึ้นจาก การรวมตัวของผู้มีใจรักและสนใจในดนตรีไทย โดยมีซอสามสายเป็นองค์ความรู้หลัก และมีเป้าหมายร่วมกัน ในการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดดนตรีไทยผ่านการปฏิบัติและเรียนรู้ร่วมกัน 2) ด้านลักษณะของความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของสมาชิก (Community) โครงสร้างความสัมพันธ์มีลักษณะเป็นกัลยาณมิตรที่เอื้ออาทร เกื้อกูล และให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกัน โดยครูเสนีย์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของความปลอดภัยทางใจ และมีเครือข่ายผู้สนับสนุนทั้งภายในและภายนอกเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรม 3) ด้านกระบวนการเรียนรู้และแนวปฏิบัติร่วม (Practice) กระบวนการเรียนรู้เกิดผ่านการต่อเพลง การบรรเลงรวมวง การแลกเปลี่ยน การรับประทานอาหารร่วมกัน ตลอดจนการใช้สื่อสังคมออนไลน์และเวทีการแสดงเพื่อสร้าง อัตลักษณ์ ความภาคภูมิใจ และสร้างการรับรู้ต่อสังคม งานวิจัยนี้ได้นำเสนอภาพระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ได้จากการถอดบทเรียน เพื่ออธิบายองค์ประกอบและเงื่อนไขในการจัดการดนตรีศึกษาแบบตามอัธยาศัยแบบหนึ่งในบริบทดนตรีไทยในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของบ้านดนตรีไทยในกรอบ บ้าน วัด วัง สู่รูปแบบ ชุมชนแห่งกัลยาณมิตรทางการปฏิบัติ ที่เน้นการเรียนรู้อย่างเปิดกว้างควบคู่กับการหล่อหลอมคุณธรรมจริยธรรม


ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพต่อสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดทางเคมีของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กิรณา ผาคำ Jan 2025

ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพต่อสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดทางเคมีของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กิรณา ผาคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1. เพื่อศึกษาสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดของผู้เรียน ก่อนเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ 2. เพื่อศึกษาสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดของผู้เรียน หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ 3. เพื่อเปรียบเทียบผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ ก่อนและหลังเรียนต่อสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดของผู้เรียน เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมวิธี รูปแบบการวิจัยแบบขั้นตอนเชิงอธิบาย (Exploratory Sequential Mixed Method Design) กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (แผนการเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์) จำนวน 10 คน ได้จากการวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัย ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ จำนวน 6 แผน ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 15 คาบเรียน และ 2. แบบประเมินสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดของผู้เรียน เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ เป็นคำถามปลายเปิด จำนวน 7 สถานการณ์ โดยใช้ร่วมกับการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง เพื่อแปลความหมายสมรรถนะของผู้เรียน โดยเครื่องมือทั้ง 2 ผ่านการประเมินความตรงเชิงโครงสร้างจากผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัย พบว่าจากทั้งหมด 5 ระดับสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดก่อนการจัดการเรียนรู้นักเรียนส่วนใหญ่มีความถี่ของสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดระดับที่ 1 (นักเรียน 8 คนจาก 10 คน) และสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดระดับที่ 4 ไม่ปรากฏผู้เรียนมีสมรรถนะระดับที่ 4 และหลังการจัดการเรียนรู้ นักเรียนมีความถี่ของระดับสมรรถนะในระดับที่ 1 ลดลง (นักเรียน 2 คนจาก 10 คน) และนักเรียนส่วนมากมีระดับสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดอยู่ในระดับที่ 4 (นักเรียน 9 คนจาก 10 คน) เมื่อเปรียบเทียบผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ ก่อนและหลังเรียนต่อสมรรถนะด้านตัวแทนความคิด พบว่าค่ามัธยฐานของความถี่สมรรถนะด้านตัวแทนความคิดของผู้เรียน เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ ก่อนการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ มีค่า 1.286 และค่ามัธยฐานของความถี่สมรรถนะด้านตัวแทนความคิดเฉลี่ยของผู้เรียน เรื่อง พันธะโคเวเลนต์หลังเรียน …


การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติการเคมีและเจตคติที่ดีต่อวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, โประวรรตน์ ขันติวรพันธุ์ Jan 2025

การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติการเคมีและเจตคติที่ดีต่อวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, โประวรรตน์ ขันติวรพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติการเคมีและเจตคติต่อวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (2) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับแหล่งเรียนรู้ออนไลน์เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติการเคมีและเจตคติต่อวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และ (3) เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับแหล่งเรียนรู้ออนไลน์เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติการเคมีและเจตคติต่อวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ปีการศึกษา 2568 จำนว 35 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งตามระยะการวิจัย ได้แก่ ระยะที่ 1 ใช้แบบสอบถามสภาพและความต้องการในการจัดการเรียนรู้ ระยะที่ 2 ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ และแบบประเมินความเหมาะสมของกิจกรรมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และระยะที่ 3 ใช้แบบประเมินทักษะปฏิบัติการเคมี และแบบวัดเจตคติต่อวิชาเคมี ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงบรรยาย และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน โดยใช้ระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้รวม 240 นาทีผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1) สภาพการจัดการเรียนรู้เดิมยังขาดกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมทักษะปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ รวมถึงสื่อที่กระตุ้นเจตคติต่อวิชาเคมี ผู้เรียนต้องการกิจกรรมที่ช่วยให้เข้าใจอุปกรณ์และขั้นตอนในห้องปฏิบัติการได้ชัดเจนยิ่งขึ้น2) จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ ชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม สามารถส่งเสริมการปฏิบัติจริง การมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้ และการใช้แหล่งเรียนรู้ออนไลน์ควบคู่กับบอร์ดเกมเพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับอุปกรณ์และทักษะในห้องปฏิบัติการ3) หลังเข้าร่วมกิจกรรม ผู้เรียนมีคะแนนทักษะปฏิบัติการเคมีสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 10.40 และหลังเรียนเท่ากับ 16.26 (t = 10.17, p< .001) และมีเจตคติต่อวิชาเคมีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 3.24 และหลังเรียนเท่ากับ 4.33 ผู้เรียนส่วนใหญ่เห็นว่าบอร์ดเกมช่วยให้เข้าใจอุปกรณ์และขั้นตอนในห้องปฏิบัติการได้ง่ายขึ้น และเพิ่มความสนใจที่จะเรียนวิชาเคมีมากขึ้น


การจัดการเรียนรู้การอ่านตามกลยุทธ์การอ่านเชิงสนทนาเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการอ่าน และความเพลิดเพลินในการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, จักรณรงค์ อินพหล Jan 2025

การจัดการเรียนรู้การอ่านตามกลยุทธ์การอ่านเชิงสนทนาเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการอ่าน และความเพลิดเพลินในการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, จักรณรงค์ อินพหล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาขั้นตอนการจัดการเรียนรู้การอ่านตามกลยุทธ์การอ่านเชิงสนทนาเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการอ่านและความเพลิดเพลินในการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้การอ่านตามกลยุทธ์การอ่านเชิงสนทนาที่มีต่อสมรรถนะการอ่าน และความเพลิดเพลินในการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ตัวอย่างวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 16 คน ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 คาบ คาบละ 1 ชั่วโมง รวม 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบวัดสมรรถนะการอ่าน 2) แบบวัดความเพลิดเพลินในการอ่านโดยการประเมินตนเอง และ 3) แบบวัดความเพลิดเพลินในการอ่านโดยการสัมภาษณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามกลยุทธ์ การอ่านเชิงสนทนา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วย ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ (Relative Gain Score) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้การอ่านตามกลยุทธ์การอ่านเชิงสนทนาพัฒนาขั้น ประกอบด้วย 3 ขั้น ได้แก่ (1) ขั้นกำหนดวัตถุประสงค์และเตรียมตัวอ่าน (2) ขั้นตอบสนองต่อบทอ่าน และ (3) ขั้นประเมินค่าและคิดต่อยอดจากบทอ่าน และ 2) จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพพบว่า ได้ผลสอดคล้องกันคือนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้การอ่านตามกลยุทธ์การอ่านเชิงสนทนา มีพัฒนาการสมรรถนะการอ่านและความเพลิดเพลินในการอ่านตั้งแต่ระดับต้นขึ้นไปทุกคน


Guidelines For Designing Efl Textbooks To Promote Critical Reading Using Out-Of-Class English Materials, Chudakarn Pakarasang Jan 2025

Guidelines For Designing Efl Textbooks To Promote Critical Reading Using Out-Of-Class English Materials, Chudakarn Pakarasang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purposes of this mixed methods study were to 1) examine the extent to which critical reading instruction is embedded in Thai upper-secondary classrooms, and 2) propose guidelines for designing EFL textbooks to promote critical reading using out-of-class English materials for upper-secondary students. Data were collected through a questionnaire, classroom observations, and follow-up interviews. The research instruments consisted of 1) Teacher’s Critical Reading Teaching Practice Questionnaire, 2) observation field notes, and 3) semi-structured interview questions. The participants in the first phase were 91 English teachers in Bangkok, selected through purposive and convenience sampling. From this group, four model teachers were …


Academic Management Strategies For Public Universities In Henan Province, People’S Republic Of China To Enhance The Digital Literacy, Jiepei Jin Jan 2025

Academic Management Strategies For Public Universities In Henan Province, People’S Republic Of China To Enhance The Digital Literacy, Jiepei Jin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to 1) study the conceptual framework of public university academic management and the digital literacy. 2) analyze strengths, weaknesses, opportunities, and threats of academic management of public universities in Henan province, China to enhance the digital literacy. 3) develop academic management strategies for public universities in Henan province, China to enhance the digital literacy. A multi-phase mixed methods research design was employed integrating both quantitative and qualitative approaches. The sample consisted of 38 universities in Henan Province, People’s Republic of China. The informants were university administrators and faculty members. The instruments used for data collection included questionnaire, …


Academic Management Strategies Of Private High Schools In Zhejiang, China Based On The Concept Of Digital Entrepreneurship, Jingmei Ma Jan 2025

Academic Management Strategies Of Private High Schools In Zhejiang, China Based On The Concept Of Digital Entrepreneurship, Jingmei Ma

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to achieve three research objectives: 1) To study the conceptual frameworks of academic management of private high schools and digital entrepreneurship competencies; 2) To identify the strengths, weaknesses, opportunities, and threats (SWOT) of academic management in Zhejiang private high schools based on the concept of digital entrepreneurship; 3) To develop academic management strategies for Zhejiang private high schools to enhance students’ digital entrepreneurship competencies. A multiphase mixed-methods research design was adopted, integrating quantitative and qualitative approaches. The informants included teachers and administrators from private high schools in Zhejiang Province, with a total of 627 respondents. Research instruments …


The Implementation Of Digital Extensive Reading To Enhance Reading Ability For Chinese Efl Learners, Xiaoyi Wu Jan 2025

The Implementation Of Digital Extensive Reading To Enhance Reading Ability For Chinese Efl Learners, Xiaoyi Wu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this study were: (1) to investigate the effect of Digital Extensive Reading on Chinese junior high school EFL learners’ reading ability, encompassing vocabulary knowledge, reading comprehension, and reading fluency; (2) to explore these learners’ opinions on DER. The participants were fifteen A2-level junior high school learners in China, selected via convenience sampling and engaged in nine 120-minute DER sessions. Both qualitative and quantitative data were collected. For the first research objective, descriptive statistics, the Wilcoxon signed-rank test and effect-size calculations were employed to analyze pre- and post-test scores on vocabulary knowledge and reading comprehension. Thematic analysis was …


อนาคตภาพของหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ กรณีศึกษาโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก, อิทธิกร บุนนาค Jan 2025

อนาคตภาพของหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ กรณีศึกษาโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก, อิทธิกร บุนนาค

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันของการใช้หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 2. สังเคราะห์อนาคตภาพของการใช้หลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ภายใต้กรอบการวิจัยเชิงอนาคต กลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้สอนในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 420 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามภูมิภาค เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามเกี่ยวกับการจัดหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นในระดับสูง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ขณะที่ข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากผู้บริหารและครูผู้สอนในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 9 คน นำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการสร้างฉากทัศน์อนาคต การสังเคราะห์ภาพอนาคตของการใช้หลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสามารถจำแนกออกเป็น 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ (1) ฉากทัศน์ของการเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป (incremental change scenario) ซึ่งสะท้อนการปรับการดำเนินงานภายใต้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและเชิงระบบ (2) ฉากทัศน์ของโรงเรียนที่สามารถพัฒนาได้อย่างเป็นรูปธรรม (transformative scenario) ซึ่งโรงเรียนสามารถขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะได้อย่างชัดเจนเมื่อได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม และ (3) ฉากทัศน์ของโรงเรียนที่ยังคงรูปแบบเดิมเป็นหลัก (business as usual scenario) ซึ่งการดำเนินงานด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างจำกัด ผลการวิจัยชี้ให้เห็นความจำเป็นของการพัฒนากลไกสนับสนุนที่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก เพื่อให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะในระยะยาว


ผลการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีต่อการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา, อนุสร นิลละออ Jan 2025

ผลการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีต่อการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา, อนุสร นิลละออ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง โดยทำการเก็บข้อมูลจาก อาสาสมัครนักศึกษา ที่มาจากวิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้การเลือกแบบอาสาสมัคร ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา 2)เพื่อนำเสนอแนวทางการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษาจากกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ในการเก็บข้อมูล คือ นักศึกษาอาชีวศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการปากช่อง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ 1)แผนการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร 2)แบบทดสอบทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา 3)แบบประเมินผลความพึงพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตร มีสถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบ dependent t-test ผลการวิจัยพบว่า 1)ผลการวัดทักษะการคิดวิเคราะห์พบว่าคะแนนที่ได้จากการวัดทักษะการคิดวิเคราะห์รวมทุกด้าน นักศึกษาส่วนใหญ่มีทักษะการคิดวิเคราะห์อยู่ในระดับดีมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านการวิเคราะห์ความสำคัญ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์และการวิเคราะห์หลักการพบว่าการวิเคราะห์หลักการมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ((X) = 4.60 , S.D. = 0.56) และการวิเคราะห์ความสำคัญค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ((X) = 3.14 , S.D. = 0.63) ผู้วิจัยจึงนำผลการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร พบว่านักศึกษาอาชีวศึกษามีทักษะการคิดวิเคราะห์หลังจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์สูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เพิ่มขึ้นทุกด้าน แสดงว่ากิจกรรมเสริมหลักสูตรนี้มีเนื้อหาและกระบวนการถ่ายทอดทักษะความรู้ที่เหมาะสมในการเสริมสร้างนักศึกษาให้เกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ 2)แนวทางการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษาประกอบด้วย 5 แนวทางดังนี้คือ 1)แนวทางระดับสถานศึกษาและหลักสูตรสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เปิดกว้างการเปิดโอกาสให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระช่วยให้กล้าคิดวิเคราะห์ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียนรู้จากประสบการณ์ 2)แนวทางระดับครูผู้สอนควรบูรณาการแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์เข้ากับกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างเป็นระบบ โดยการส่งเสริม “การลงมือปฏิบัติจริง” และมีการสะท้อนคิดเพื่อให้ได้ฝึกการคิด วิเคราะห์ โดยเฉพาะในสาขาวิชาที่ต้องใช้ทักษะวิชาชีพ โดยครูมีบทบาทเป็น “ผู้อำนวยความรู้” มากกว่าการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ 3)แนวทางระดับนักศึกษาจัดกิจกรรมที่ให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริงซึ่งช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดี 4)แนวทางการประเมินผลใช้การประเมินจากผลงานจริงการสังเกตพฤติกรรม 5)แนวทางการประยุกต์ใช้ในระดับผู้บริหารนโยบายการศึกษาสนับสนุนการบูรณาการเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลในการวิเคราะห์ข้อมูลให้นักศึกษาใช้เทคโนโลยีในการค้นคว้า วิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลโดยเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริงพร้อมโครงการนำร่องเพื่อเป็นแนวทางให้ครูและผู้บริหารสามารถนำมาปรับใช้ต่อยอดในบริบทของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การพัฒนาต้นแบบโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลังเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ศิริวิช เกษรากุล Jan 2025

การพัฒนาต้นแบบโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลังเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ศิริวิช เกษรากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลังสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 2. ศึกษาผลของโปรแกรมที่มีต่อสุขภาพจิตของนักเรียน โดยเปรียบเทียบคะแนนสุขภาพจิตก่อนและหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม การดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ระยะตามลำดับ ระยะที่ 1 เป็นการมุ่งทำความเข้าใจนักเรียนอย่างรอบด้านผ่านการสัมภาษณ์ครูแนะแนว จำนวน 10 คน และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) ดำเนินการโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เพื่อสำรวจประสบการณ์ด้านสุขภาพจิต การจัดการอารมณ์ ความสัมพันธ์ทางสังคม และอุปสรรคที่นักเรียนพบเจอ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาที่ครูแนะแนวและนักเรียนพบเจอประกอบด้วย 1. นักเรียนมีความเครียดสูงและขาดทักษะจัดการอารมณ์อย่างเหมาะสม 2. กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตที่มีอยู่ยังไม่ต่อเนื่องและไม่เป็นระบบ 3. ครูและนักเรียนต้องการโปรแกรมที่มีบรรยากาศที่ปลอดภัย 4. โรงเรียนมีข้อจำกัดด้านเวลา บุคลากร งบประมาณ และความแตกต่างของนักเรียน จึงจำเป็นต้องใช้โปรแกรมที่ยืดหยุ่นและนำไปใช้ได้จริง และ 5. ครูและนักเรียนต้องการให้โปรแกรมบูรณาการอยู่ในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตในระยะยาว ระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาต้นแบบโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลัง โดยสังเคราะห์กรอบแนวคิดจากผลการศึกษาระยะที่ 1 และการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ พบว่า องค์ประกอบของความสามารถในการฟื้นพลัง ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. การตระหนักรู้และเห็นคุณค่าในตนเอง 2. ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ 3. ความยืดหยุ่นทางความคิดและทัศนคติเชิงบวก 4. ความเชื่อมั่นในตนเองและการกำกับชีวิต 5. ทักษะระหว่างบุคคลและสังคม และ 6. แหล่งสนับสนุนภายนอก ต้นแบบโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลัง ประกอบด้วย 8 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที ใช้เวลาดำเนินกิจกรรมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวม 4 สัปดาห์ ระยะที่ 3 เป็นการทดสอบผลของโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลังนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 43 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 คน และกลุ่มควบคุม 23 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลอง …


กลยุทธ์การเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนสำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิตที่เป็นนักกีฬา, สุทธิศักดิ์ จานทอง Jan 2025

กลยุทธ์การเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนสำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิตที่เป็นนักกีฬา, สุทธิศักดิ์ จานทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และความต้องการของผู้เรียนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตที่เป็นนักกีฬา 2) เพื่อการนำเสนอกลยุทธ์การเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตที่เป็นนักกีฬา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาปัจจุบันที่กำลังศึกษาชั้นปีที่ 1-ชั้นปีที่ 4 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตหรือศึกษาศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) และบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตหรือ ศึกษาศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) ซึ่งจบปีการศึกษา 2565-2568 จำนวน 385 คนสำหรับแบบสอบถาม และผู้ให้สัมภาษณ์ คือ นักศึกษาปัจจุบัน 1 คน และที่สำเร็จการศึกษาแล้วหรือศิษย์เก่า 1 คน รวม 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า PNImodified และค่า Pearson correlation coefficient สำหรับแบบสอบถาม และเทคนิคการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา โดยการจำแนกชนิดข้อมูล สำหรับแบบสัมภาษณ์ ผลการวิจัย พบว่า สถานการณ์โควิด-19 ได้ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อให้นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้นและพัฒนาความเป็นเลิศด้านกีฬา มีปัญหาการทับซ้อนด้านการเรียนและเวลาในการซ้อม ส่วนใหญ่ต้องการการเรียนออนไลน์ตามเวลาที่สะดวก สภาพปัญหาของนักกีฬา คือ การจัดการเวลาเรียนแบบผสมผสาน ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ และจัดสภาพแวดล้อมการเรียนออนไลน์ อยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ ความต้องการการเรียนรู้แบบผสมผสาน พบว่า ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง การจัดการเวลาเรียนแบบผสมผสาน ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ ปัญหาที่พบของการเรียนรู้แบบผสมผสานที่นำเสนอ คือ ด้านจิตพิสัย ด้านรายวิชา การจัดการเวลาเรียนแบบผสมผสาน ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ และการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนออนไลน์ อยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ และกลยุทธ์การเรียนรู้แบบผสมผสาน คือ เน้นการปฏิบัติจริงและการมีส่วนร่วม ใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ หลักสูตรที่ยืดหยุ่น และพัฒนาทักษะที่จำเป็น


การจัดการเรียนรู้การอ่านบันเทิงคดีตามกลยุทธ์โซเครติกเซมินาร์เพื่อเสริมสร้างการอ่านสะท้อนคิดและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ศุภณัฐ เดชรักษา Jan 2025

การจัดการเรียนรู้การอ่านบันเทิงคดีตามกลยุทธ์โซเครติกเซมินาร์เพื่อเสริมสร้างการอ่านสะท้อนคิดและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ศุภณัฐ เดชรักษา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้การอ่านบันเทิงคดีตามกลยุทธ์โซเครติก เซมินาร์ 2) ศึกษาผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้การอ่านบันเทิงคดีตามกลยุทธ์โซเครติกเซมินาร์ในการเสริมสร้างการอ่านสะท้อนคิดและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ประชากร ได้แก่ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขนาดกลาง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 40 คน ในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดกลางแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดการอ่านสะท้อนคิด และแบบวัดการรู้ซึ้งถึงความรู้สึก เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามขั้นของกิจกรรม การเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น สถิติวิเคราะห์ที่ใช้ ได้แก่ การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยสองกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยหลายกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กันแบบวัดซ้ำ และการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมการเรียนรู้การอ่านบันเทิงคดีตามกลยุทธ์โซเครติกเซมินาร์ ประกอบด้วย 2 ขั้นหลัก ได้แก่ ขั้นการเตรียมบทอ่านและคำถามก่อนสัมมนา และขั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นการวิเคราะห์บทอ่านรายบุคคล ขั้นการสัมมนาบทอ่าน ขั้นการเชื่อมโยงสู่ประสบการณ์ของตนเอง และขั้นการประเมินผลเพื่อสะท้อนการเรียนรู้และพัฒนา ผลการนำไปใช้กับตัวอย่างพบว่า คะแนนการอ่านสะท้อนคิดของนักเรียนหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีพัฒนาการระหว่างจัด การเรียนรู้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดทุกช่วงเวลา ส่วนคะแนนการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีพัฒนาการระหว่างจัดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดทุกช่วงเวลา


การถ่ายทอดวิธีการสอนขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง, อวัสดากานต์ ภูมี Jan 2025

การถ่ายทอดวิธีการสอนขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง, อวัสดากานต์ ภูมี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง "การถ่ายทอดวิธีการสอนขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง" มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาประวัติและพัฒนาการของการถ่ายทอดการขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2475 – 2531) 2) สังเคราะห์เนื้อหา วิธีการสอน และเทคนิคการสอนขับร้องแบบตะวันตกจากเอกสารการสอนในสถาบันการศึกษาภาครัฐ จำนวน 20 เล่ม และ 3) ศึกษาบริบทนโยบายการศึกษาของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนดนตรีและขับร้อง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพผสานวิธีการทางประวัติศาสตร์ ตามขั้นตอนการศึกษาทางประวัติศาสตร์ 6 ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบวิเคราะห์เนื้อหาเอกสาร จากเอกสารการในสถาบันการศึกษาภาครัฐ ครอบคลุมตำรา หนังสือ แบบเรียน คู่มือการสอน และเอกสารราชการ และ 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ที่ผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์คัดเข้าและเกณฑ์คัดออก จำนวน 2 กลุ่ม รวม 22 คน ข้อมูลทั้งหมดถูกนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เนื้อหา วิธีการสอน และเทคนิคการขับร้อง เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมและนโยบายรัฐที่มีต่อพัฒนาการการจัดการเรียนการสอนวิชาขับร้อง ผลการวิจัยพบว่า พัฒนาการขององค์ความรู้ด้านการถ่ายทอดวิธีการสอนขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทย มิได้เป็นพัฒนาการเชิงวิชาการที่เกิดขึ้นอย่างอิสระ แต่เป็นผลผลิตที่ถูกกำกับโดยอุดมการณ์และนโยบายของรัฐในแต่ละยุคสมัย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ยุคสำคัญ ได้แก่ 1) ยุคก่อร่างแห่งการวางรากฐาน (พ.ศ. 2475 – 2500) ภายใต้อิทธิพลของแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2475 และพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2478 ที่รัฐมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานพลเมืองแบบ “พุทธิศึกษา” ส่งผลให้เกิด “กระบวนทัศน์เน้นทฤษฎี” โดยมีพระเจนดุริยางค์เป็นตัวแทนหลัก เนื้อหาจึงมุ่งเน้นการอ่านเขียนโน้ตและทฤษฎีดนตรีมากกว่าเทคนิคการขับร้องเพื่อตอบสนองการวัดผลที่ชัดเจน 2) ยุคเข้าสู่ระบบการศึกษา (พ.ศ. 2501 – 2515) เป็นยุคแห่งการขยายตัวตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2503 ที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและการผลิตครู ทำให้เกิดช่องว่างทางวิธีสอนที่องค์ความรู้เดิมไม่สามารถตอบสนองได้ นำไปสู่ 3) ยุคพัฒนาการ (พ.ศ. 2516 – 2531) ซึ่งเป็นยุคที่สถาบันอุดมศึกษาเข้มแข็งและมีการตอบสนองต่อแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2520 ที่เน้นทั้งความเป็นเลิศและความเท่าเทียม ก่อให้เกิดการขยายตัวขององค์ความรู้เป็น 2 ทิศทาง คือ …


การพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันตามแนวการสอนประสบการณ์การอ่านแบบเสริมต่อการเรียนรู้ร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, วลัย ตันติวิชญ์โกศล Jan 2025

การพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันตามแนวการสอนประสบการณ์การอ่านแบบเสริมต่อการเรียนรู้ร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, วลัย ตันติวิชญ์โกศล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็นในการใช้โมไบล์แอปพลิเคชันฯ 2) เพื่อพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันฯ 3) เพื่อศึกษาผลการใช้โมไบล์แอปพลิเคชันฯ และ 4) เพื่อนำเสนอโมไบล์แอปพลิเคชันฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็น คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 646 คน โดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัล 2) แบบสัมภาษณ์สำหรับครูผู้สอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา กลุ่มทดลองใช้โมไบล์แอปพลิเคชันฯ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 34 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โมไบล์แอปพลิเคชันฯ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามโมไบล์แอปพลิเคชันฯ 3) เกณฑ์การประเมินการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัล 4) แบบประเมินความพึงพอใจการใช้โมไบล์แอปพลิเคชัน 5) แบบประเมินรับรองระบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็น การจัดลำดับความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-Way ANOVA with Repeated Measure Analysis) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความต้องการจำเป็นในการไฮไลต์ข้อความระหว่างอ่านเพื่อหาสาระสำคัญ (PNImodified = 0.42) มากที่สุด รองลงมาคือ การได้สะสมเหรียญตรารางวัลจากการร่วมกิจกรรมการอ่านบทความบนโมไบล์แอปพลิเคชัน (PNImodified = 0.39) และการได้ร่วมกิจกรรมการอ่านบทความบนโมไบล์แอปพลิเคชันที่มีการแข่งขันกับสมาชิกในชั้นเรียน (PNImodified = 0.36) ซึ่งรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ ที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบได้แก่ 1) เนื้อหาการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัล 2) กลยุทธ์แนวการสอนประสบการณ์การอ่านแบบเสริมต่อการเรียนรู้ 3) การใช้เกมิฟิเคชัน 4) กิจกรรมและสื่อการเรียนการสอน 5) การประเมินผลการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัล โดยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สำรวจก่อนอ่าน 2) …


การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษา, อภิวัฒน์ กุมภิโร Jan 2025

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษา, อภิวัฒน์ กุมภิโร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษา และศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษา โดยการวิจัยนี้ประกอบด้วย 2 ระยะ คือ การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ และการนำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมาประเมินประสิทธิผล ซึ่งตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 32 คน โดยวิธีการส่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิต จำนวน 8 แผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 1.00 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิต โดยแบ่งเป็น 6 องค์ประกอบ มีความสอดคล้อง 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.67, 0.67, 0.77, 0.91, 0.93 และ 0.90 ตามลำดับ และค่าอำนาจจำแนกเท่ากับ 0.25-0.80, 0.27-0.63, 0.34-0.66, 0.54-0.85, 0.68-0.91 และ 0.63-0.86 มีระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตฐาน และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ บทบาทผู้สอน บทบาทผู้เรียน และ 4) การประเมินผล 2. ผลการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษา ที่พัฒนาขึ้น 2.1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนกลุ่มทดลองภายหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตภายหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลได้ว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาที่พัฒนาขึ้นโดยประยุกต์ใช้การแบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพ และทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านมีประสิทธิผลในการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ


แนวทางการสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม, อัศวิน ลิ้มชัยเจริญ Jan 2025

แนวทางการสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม, อัศวิน ลิ้มชัยเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าของความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ 2) เพื่อวิเคราะห์บทบาทของความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในการเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม 3) เพื่อวิเคราะห์การสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม และ 4) เพื่อนำเสนอแนวทางในการสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา การสัมภาษณ์เชิงลึก การวิจัยเอกสาร และการจัดสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า 1. คุณค่าของความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ประกอบด้วยคุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์ จริยศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วรรณศิลป์ และสหบท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์ตามวิถีทางมนุษยศาสตร์ เชื่อมโยงความเป็นศิลป์และศาสตร์เข้าด้วยกันเพื่อหล่อหลอมบุคคลให้เกิดทั้งความรู้ทางสติปัญญา และยังสร้างพลเมืองที่มีจริยธรรมและมีจิตสำนึกต่อความเป็นประวัติศาสตร์ 2. ความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์มีบทบาทในการเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยมในรูปแบบที่เรียกว่าอุดมการณ์ชาตินิยมเชิงมนุษยศาสตร์ที่เป็นการรักชาติบนพื้นฐานของสติปัญญา ความเข้าใจในรากเหง้าวัฒนธรรม และจิตสำนึกในคุณค่าความเป็นมนุษย์ อุดมการณ์ดังกล่าวมุ่งสร้างความจงรักภักดีและความผูกพันต่อชาติอย่างมีเหตุผลและมีวุฒิภาวะ มิใช่ความรักชาติที่ตั้งอยู่บนความหลงใหลหรือแนวคิดสุดโต่ง หากแต่เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงชะตากรรมร่วมของชาติ เคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม และธำรงรักษาอัตลักษณ์ของตนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมร่วมสมัย 3. การสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยมดำเนินการผ่านองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ (1) ผู้สืบทอด ได้แก่ ภาครัฐและหน่วยงานในกำกับของรัฐ ครูหรือบุคลากรทางการศึกษา นักเขียน สำนักพิมพ์ นักวิจารณ์ ผู้ผลิตสื่อบันเทิงที่สร้างจากนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ครอบครัวและชุมชม (2) ผู้รับการสืบทอด ได้แก่ ผู้อ่านนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ผู้ชมสื่อบันเทิงที่สร้างจากนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ เยาวชนไทย สังคม และประชาคมโลก (3) องค์ความรู้ที่สืบทอด ได้แก่ องค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ องค์ความรู้เกี่ยวกับความเป็นไทยและมรดกทางวัฒนธรรม และองค์ความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมและความเป็นพลเมือง และ (4) วิธีการสืบทอด ได้แก่ วิธีการแบบเป็นทางการ วิธีการแบบไม่เป็นทางการ และวิธีการผ่านสื่อผสม 4. แนวทางการสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยมดำเนินการผ่านระบบการศึกษา คือ (1) การศึกษาในระบบ ผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียน การออกนโยบายและหลักสูตรที่เอื้ออำนวย และการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ (2) การศึกษานอกระบบ ผ่านการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียน การเชื่อมโยงเนื้อหากับบริบทจริงของท้องถิ่น และเน้นการต่อยอดพัฒนาอาชีพหรือคุณค่าในเชิงเศรษฐกิจ และ (3) การศึกษาตามอัธยาศัย ผ่านการเรียนรู้ในครอบครัว ชุมชน และเครือข่ายทางสังคม การสร้างแหล่งเรียนรู้ เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ที่กำกับดูแลโดยภาครัฐ และการใช้สื่อและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อขยายการเรียนรู้เชิงวัฒนธรรม ทั้งนี้ ปัจจัยสู่ความสำเร็จของแนวทางการสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม คือการจัดการความรู้เกี่ยวกับนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ …


ผลการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอสที่มีต่อการฟังเพื่อความเข้าใจของนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์, กุลสตรี มันทิกะ Jan 2025

ผลการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอสที่มีต่อการฟังเพื่อความเข้าใจของนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์, กุลสตรี มันทิกะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจของนักเรียน ก่อนและหลังได้รับการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอสทั้งในภาพรวมและจำแนกตามระดับการฟัง และ 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจของนักเรียนระหว่างได้รับการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอส ตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำนวน 25 คน โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการฟัง เพื่อความเข้าใจและแผนการจัดกิจกรรม ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจโดยภาพรวมหลังได้รับการสอนซ่อมเสริมสูงกว่าก่อนได้รับการสอนซ่อมเสริมอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาจำแนกตามระดับการฟังเพื่อความเข้าใจ พบว่า ทั้ง 5 ระดับ มีคะแนนเฉลี่ยหลังได้รับการสอนซ่อมเสริมสูงกว่าก่อนได้รับการสอนซ่อมเสริมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนระหว่างได้รับการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอส พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจหลังการสอนสูงกว่าก่อนการสอนในทุกระดับการฟัง


แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาละครชาตรีของจังหวัดเพชรบุรี, จิณห์จุฑา สุวรรณ์คัมภีระ Jan 2025

แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาละครชาตรีของจังหวัดเพชรบุรี, จิณห์จุฑา สุวรรณ์คัมภีระ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาละครชาตรีของจังหวัดเพชรบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์คุณค่าภูมิปัญญาละครชาตรีของจังหวัดเพชรบุรี 2) วิเคราะห์การสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาละครชาตรีของจังหวัดเพชรบุรี และ 3) นำเสนอแนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาละครชาตรีของจังหวัดเพชรบุรี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตภาคสนาม ผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยครูละครชาตรี ศิลปินท้องถิ่น ผู้สืบสาน ผู้เรียน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปวัฒนธรรม รวมจำนวน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า ละครชาตรีเพชรบุรีมีคุณค่าภูมิปัญญาหลัก 3 ด้าน ได้แก่ (1) คุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์ สะท้อนความงามของท่ารำ เสียงดนตรี และภาษาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ (2) คุณค่าด้านจริยศาสตร์ ถ่ายทอดผ่านพิธีไหว้ครู ครอบครู และบทละครที่สอนคุณธรรม ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และการรู้จักตน (3) คุณค่าวัฒนธรรม ซึ่งละครชาตรีทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คนในชุมชน เป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม และเป็นเวทีในการอนุรักษ์อัตลักษณ์ของจังหวัดเพชรบุรี การสืบสานดำเนินการผ่านระบบ ครูสู่ศิษย์ และการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ในพิธีกรรมจริง ส่งผลให้ผู้เรียนได้รับทั้งทักษะทางศิลปะและคุณธรรมทางใจ รวมถึงการบูรณาการเข้ากับระบบการศึกษาและสื่อร่วมสมัยเพื่อขยายฐานผู้เรียนและผู้ชม แนวทางการสืบสานที่เหมาะสมประกอบด้วย 3 มิติ คือ (1) การอนุรักษ์อย่างมีชีวิต (2) การพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ และ (3) การมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งทั้งหมดมุ่งสู่การธำรงคุณค่าและพัฒนาศิลปะการแสดงพื้นบ้านให้คงอยู่ได้อย่างยั่งยืน


นวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผูู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย, ชรินรัตน์ ทองเป็นใหญ่ Jan 2025

นวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผูู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย, ชรินรัตน์ ทองเป็นใหญ่

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความเข้มแข็งทางจิตใจ (resilience) เป็นกระบวนการที่เด็กและเยาวชนในปัจจุบันจำเป็นจะต้องมีเพื่อที่จะรับมือกับความยากลำบากและความท้าทายในชีวิต ความเข้มแข็งทางจิตใจสามารถส่งเสริมได้ตั้งแต่ปฐมวัยและผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดคือผู้ปกครองซึ่งมักจะถูกจำกัดบทบาทการมีส่วนร่วมในโรงเรียน จากสภาพปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย และ 3) พัฒนานวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาระดับความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้ปกครองนักเรียนชั้นอนุบาลของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 381 คน โดยได้กลุ่มตัวอย่างเริ่มจากการสุ่มแบบง่าย (simple random sampling) และเพิ่มเติมด้วยการได้กลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (convenience sampling) เพื่อให้ครบจำนวนที่กำหนด เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินระดับความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ครูอนุบาล และผู้ปกครองนักเรียนชั้นของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 603 คน โดยได้กลุ่มตัวอย่างเริ่มจากการสุ่มแบบง่าย (simple random sampling) และเพิ่มเติมด้วยการได้กลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (convenience sampling) เพื่อให้ครบจำนวนที่กำหนด เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 3 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยใช้ทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อพัฒนานวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย โดยใช้การทดสอบนวัตกรรมเชิงกระบวนการและสื่อการเรียนรู้ และการสนทนากลุ่มจาก ผู้บริหารโรงเรียน ครูอนุบาล และผู้ปกครองนักเรียนชั้นของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 1 โรง จำนวน 7 คน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง ระยะเวลาทดสอบ 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดกลุ่มข้อมูลและการสังเคราะห์บทสรุป และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความเข้มแข็งทางจิตใจ ด้านการกำกับตนเอง อยู่ในระดับค่อนข้างมาก 2) ความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง พบว่า …


ผลของวิธีการสอนโดยการใช้เทคนิคการตั้งคำถามที่มีต่อการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ณัฐดนัย นิรุตติ์เมธีกุล Jan 2025

ผลของวิธีการสอนโดยการใช้เทคนิคการตั้งคำถามที่มีต่อการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ณัฐดนัย นิรุตติ์เมธีกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม และ (2) วิเคราะห์ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม ที่มีต่อทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้องเรียน 29 คน ระยะเวลาในการวิจัย คือ 15 คาบเรียน คาบเรียนละ 50 นาที โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที และการจัดกลุ่มข้อมูล เพื่อเสนอข้อค้นพบของการวิจัยผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้(1) นักเรียนที่่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการใช้เทคนิคการตั้งคำถาม พบว่า คะแนนเฉลี่ยของทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะทักษะด้านการวิเคราะห์และการประเมิน อย่างไรก็ตามทักษะด้านการแปลความ การอนุมาน และการอธิบาย ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(2) การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม ที่มีต่อทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน แบ่งเป็น 2.1) ขั้นการตั้งคำถาม ไม่สามารถส่งเสริมทักษะการแปลความของนักเรียนได้ หากปราศจากความรู้พื้นฐานในประเด็นที่ศึกษา 2.2) ขั้นการพัฒนาคำถาม สามารถส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ผ่านกิจกรรมการจำแนกประเภทคำถามปลายเปิดและปลายปิด 2.3) ขั้นการจัดลำดับความสำคัญของคำถาม สามารถส่งเสริมทักษะการประเมินของนักเรียน ผ่านกิจกรรมการคัดเลือกคำถามที่มีคุณภาพ ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ แต่ไม่สามารถส่งเสริมทักษะการอธิบาย อย่างเป็นเหตุเป็นผลได้ 2.4) ขั้นการสะท้อนความคิดและการนำไปใช้ สามารถส่งเสริมทักษะการควบคุมตนเองได้ ผ่านกิจกรรมการสะท้อนการเรียนรู้ของตนเอง


การจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคม เพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจและความผูกพันกับการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฏฐภัทร มูลหิลัญจน์เดชา Jan 2025

การจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคม เพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจและความผูกพันกับการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฏฐภัทร มูลหิลัญจน์เดชา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคม 2) เพื่อเปรียบเทียบความผูกพันกับการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังได้รับ การจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคม ตัวอย่างวิจัย ได้แก่ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชลบุรี จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบการอ่านเพื่อความเข้าใจ แบบวัดความผูกพันกับการอ่าน และแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านวรรณคดีไทยเพื่อความเข้าใจตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคม หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ทั้งในภาพรวมและจำแนกตามระดับการอ่านสูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) คะแนนเฉลี่ยความผูกพันกับการอ่านของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคม หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ทั้งในภาพรวมและจำแนกตามองค์ประกอบสูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05


แนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา, ณัฐพรรษ สอนประสาร Jan 2025

แนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา, ณัฐพรรษ สอนประสาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพ และปัญหาการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนรวมวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา 2) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการคำนวณโดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และการสุ่มแบบเป็นชั้นภูมิ (แบ่งชั้น) (Stratified Sampling) โดยจำแนกโรงเรียนตามภูมิภาคทั้ง 4 ภาค และใช้การจัดสรรกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วน (Proportional Allocation) ดำเนินการส่งแบบสอบถามไปยังครูที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด 285 ฉบับ และได้รับการตอบกลับมาอย่างสมบูรณ์จำนวน 228 ฉบับ คิดเป็น ร้อยละ 80 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสอบถามเกี่ยวกับแนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.6-1.0 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) โรงเรียนส่วนใหญ่มีความตั้งใจจัดการเรียนรวมวิชาพลศึกษา แต่ยังขาดบุคลากรเฉพาะทางและระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน จึงต้องพึ่งพารูปแบบที่ยืดหยุ่นมากกว่ารูปแบบมาตรฐาน (SEAT Framework) 2) แนวทางการเรียนรวมตาม SEAT Framework มีจุดเด่นด้านการจัดการเรียนรวมวิชาพลศึกษาให้กับผู้เรียนและกิจกรรมการเรียนการสอน ที่ได้รับการสนับสนุนจากครูผู้สอนเป็นอย่างดี แต่ยังมีจุดด้อยด้านสภาพสิ่งแวดล้อม ด้านเครื่องมือ โดยเฉพาะอุปกรณ์เฉพาะในการเรียนวิชาพลศึกษาของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ และด้านครูการศึกษาพิเศษที่มีจำนวนน้อย บางโรงเรียนไม่มีครูเหล่านี้ จึงเป็นแนวทางที่ควรปรับปรุงอย่างเร่งด่วน


การพัฒนารูปแบบการสอนภาษาโดยใช้ภาระงานเป็นฐานร่วมกับการให้ข้อมูลป้อนกลับด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์และการมีส่วนร่วมของนักเรียน, ณัฐวุฒิ จิโนวัฒน์ Jan 2025

การพัฒนารูปแบบการสอนภาษาโดยใช้ภาระงานเป็นฐานร่วมกับการให้ข้อมูลป้อนกลับด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์และการมีส่วนร่วมของนักเรียน, ณัฐวุฒิ จิโนวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนภาษาโดยใช้ภาระงานเป็นฐานร่วมกับการให้ข้อมูลป้อนกลับด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์และการมีส่วนร่วมของนักเรียน 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนฯ และ 3) เพื่อรับรองรูปแบบการสอนฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ คือ ผู้เชี่ยวชาญ 2 ด้าน ได้แก่ ด้านภาษาไทย จำนวน 3 คน และด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 2 คน รวมจำนวน 5 คน โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นสำหรับผู้เชี่ยวชาญ 2) แบบประเมินรูปแบบการสอนฯ 3) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนฯ 4) แบบประเมินทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์ 5) แบบประเมินตนเองในการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และ 6) แบบประเมินรับรองรูปแบบการสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติ Repeated Measurement ANOVA และ Post-Hocผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบสำคัญ 7 ประการ ได้แก่ ภาระงานการเขียน ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง ข้อมูลป้อนกลับ เกมมิฟิเคชัน ผู้สอน ผู้เรียน และการประเมิน และมีขั้นตอนสำคัญ 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นก่อนปฏิบัติภาระงาน ขั้นปฏิบัติภาระงาน และขั้นหลังปฏิบัติภาระงาน ผลการทดลองใช้รูแบบการสอนฯ พบว่า คะแนนทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์ของผู้เรียนหลังเรียนมีค่าสูงกว่าทั้งช่วงก่อนเรียน และระหว่างเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และผลการสังเกตพฤติกรรมทั้ง 4 ด้าน พบว่านักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ มีทักษะการคิดวิเคราะห์และสามารถนำข้อมูลป้อนกลับจากปัญญาประดิษฐ์ไปพัฒนางานเขียนของตนเองได้อย่างสร้างสรรค์ ทั้งยังมีส่วนร่วมกับเพื่อนและกิจกรรมในระดับสูง


พหุกรณีศึกษาเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับความเชื่อทางญาณวิทยาวิทยาศาสตร์และแนวปฏิบัติของครูวิทยาศาสตร์ชาวไทยและชาวต่างชาติ, ณิชา ทีทา Jan 2025

พหุกรณีศึกษาเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับความเชื่อทางญาณวิทยาวิทยาศาสตร์และแนวปฏิบัติของครูวิทยาศาสตร์ชาวไทยและชาวต่างชาติ, ณิชา ทีทา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบความเชื่อทางญาณวิทยาวิทยาศาสตร์ของครูวิทยาศาสตร์ไทยและครูชาวต่างชาติและ 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อทางญาณวิทยาวิทยาศาสตร์และแนวปฏิบัติของครูแต่ละกลุ่ม กลุ่มที่ศึกษาคือ ครูไทย 5คน และครูชาวต่างชาติ 4 คน ในจังหวัดขอนแก่น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตชั้นเรียน แบบวิเคราะห์แผน และแบบสอบถาม ซึ่งเครื่องมือทั้งหมดมีค่า IOC 0.50 ขึ้นไป เมื่อ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาโดยนำผลจากข้อมูลมาเปรียบเทียบเพื่อหาความคล้ายคลึงและความแตกต่างระหว่างครูไทยและครูชาวต่างชาติ ผลการวิจัยพบว่า (1) ครูไทยมีความเชื่อทางญาณวิทยาซับซ้อนน้อยกว่าครูชาวต่างชาติที่มีความเชื่อที่ซับซ้อนกว่าเกือบทุกองค์ประกอบ (2) แนวปฏิบัติของครูไทยค่อนข้างเน้นครูเป็นศูนย์กลางและถูกจำกัดด้วยบริบทโรงเรียน ในขณะที่ครูชาวต่างชาติเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและใช้วิธีการสืบสอบมากกว่า (3) ความเชื่อของครูไทยไม่ส่งผลต่อแนวปฏิบัติโดยตรง เนื่องจากข้อจำกัดด้านหลักสูตร เวลา และการประเมินผล แสดงให้เห็นความไม่สอดคล้องระหว่างความเชื่อและการปฏิบัติ ในขณะที่ครูชาวต่างชาติระบุว่าความเชื่อส่งผลต่อแนวปฏิบัติ และมีความสอดคล้องสูงกว่า การวิจัยชี้ให้เห็นว่าบริบทมีอิทธิพลสำคัญต่อการนำความเชื่อไปสู่การปฏิบัติของครูไทย


วิถีวชิราวุธ : รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์, พรธิวา พรมน้ำฉ่า Jan 2025

วิถีวชิราวุธ : รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์, พรธิวา พรมน้ำฉ่า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าของวิถีวชิราวุธที่เสริมสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามพลวัตการจัดการศึกษาในบริบทไทย และ 2) เพื่อนำเสนอรูปแบบการจัดการศึกษาของวิถีวชิราวุธเพื่อเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย การวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์เชิงพรรณนา การวิเคราะห์เชิงตีความ และการสังเคราะห์เชิงอุปนัย การรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย การศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ผู้บริหาร ครู ผู้กำกับคณะ กลุ่มที่ 2 นักเรียนเก่า ผู้ปกครอง และกลุ่มที่ 3 นักเรียนวชิราวุธวิทยาลัย การวิจัยภาคสนามโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย และการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการวิจัยพบว่า วชิราวุธวิทยาลัยอบรมนักเรียนตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 3 ประการ ได้แก่ ผู้มีศาสนา หมายถึง บุคคลที่มีศีลธรรมเป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจและมีคุณธรรมในการดำเนินชีวิต ผู้ดี หมายถึง บุคคลที่มีความประพฤติดี สะอาดทั้งกาย วาจา ใจ และรู้จักกาลเทศะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ผู้มีความรู้ หมายถึง บุคคลที่มีสติปัญญาความรู้ในการดำรงชีวิตและ คุณค่าของวิถีวชิราวุธประกอบด้วย 3 ประการ คือ 1) คุณค่าด้านประวัติศาสตร์ สะท้อนพลวัตการจัดการศึกษา แบ่งเป็น 5 ยุคของผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ได้แก่ ยุคที่ 1 ได้มีการวางรากฐานการศึกษาที่ผสานวิชาการ คุณธรรม และภาวะผู้นำตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยุคที่ 2 เน้นการพัฒนาคุณธรรม ความรับผิดชอบ และทักษะชีวิต เพื่อรองรับสังคมประชาธิปไตยและการปรับตัวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคที่ 3 เสริมสร้างทักษะด้านเทคโนโลยีและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เพื่อเตรียมผู้เรียนสู่สังคมโลกที่เปลี่ยนแปลง ยุคที่ 4 การจัดการศึกษาที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยเน้นความรู้ คุณธรรม และทักษะสังคม เพื่อเตรียมผู้เรียนสู่ยุคโลกาภิวัตน์และยุคดิจิทัล ยุคที่ 5 เสริมสร้างทักษะดิจิทัลควบคู่คุณธรรม การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้สอดรับกับสังคมในศตวรรษที่ 21 2) คุณค่าด้านจริยศาสตร์ พบจากการฝึกจรรยาและการปลูกฝังคุณธรรมผ่านกิจวัตรประจำวัน การใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำ หลักสูตรและกิจกรรม ซึ่งหล่อหลอมความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ …


ความชุกและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บในนักดนตรีซอไทย, พฤฒิธเรศ แสงศิรินาวิน Jan 2025

ความชุกและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บในนักดนตรีซอไทย, พฤฒิธเรศ แสงศิรินาวิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาปัญหาความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและโครงกระดูกที่เกี่ยวข้องกับการเล่นดนตรี (Playing-Related Musculoskeletal Disorders: PRMDs) ในกลุ่มนักดนตรีซอไทย (ซออู้ ซอด้วง และซอสามสาย) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอีกทั้งยังมีข้อมูลเชิงประจักษ์ด้านการบาดเจ็บเฉพาะกลุ่มนักดนตรีซอในประเทศไทยค่อนข้างจำกัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาความชุกของอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในนักดนตรีซอไทย และ 2) เพื่อประเมินความเสี่ยงทางกายรศาสตร์ต่อการบาดเจ็บจากท่าทางการบรรเลงใช้ระเบียบวิธีวิจัยพหุวิธีแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Multimethod Design) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่าน 3 เครื่องมือหลัก ได้แก่ 1) การสำรวจความชุกด้วยแบบสอบถามที่ประยุกต์จาก Nordic Questionnaire ในกลุ่มตัวอย่างนักดนตรีซอไทยจำนวน 61 คน 2) การสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มผู้ที่มีประวัติการรักษาทางการแพทย์จำนวน 9 คน เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและผลกระทบเชิงลึก และ 3) การประเมินความเสี่ยงทางกายรศาสตร์ด้วยวิธี Rapid Entire Body Assessment (REBA) ในกลุ่มตัวอย่างผู้เรียนจำนวน 19 คน เพื่อวิเคราะห์ท่าทางการบรรเลง พร้อมทั้งวิเคราะห์เปรียบเทียบความเสี่ยงกับท่าทางขณะนั่งเก้าอี้ ที่ปรากฏในกลุ่มตัวอย่างบางส่วน จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลความชุก (Prevalence) ด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ด้วย thematic analysis และสรุประดับความเร่งด่วนในการปรับปรุงจากเกณฑ์ Action level ของ REBAผลการวิจัยพบว่า นักดนตรีซอไทยมีอัตราความชุกของอาการบาดเจ็บสูงถึงร้อยละ 98.4 โดยเฉพาะในกลุ่มนักดนตรีซอด้วงและซอสามสายที่พบประวัติอาการบาดเจ็บถึงร้อยละ 100 บริเวณร่างกายที่พบอาการบาดเจ็บสูงสุดขณะบรรเลง คือ นิ้วมือ (ร้อยละ 91.8) รองลงมาคือ ขา (ร้อยละ 85.2) และมือ (ร้อยละ 83.6) ทั้งนี้ "ขา" เป็นตำแหน่งที่พบระดับความเจ็บปวดรุนแรงที่สุด ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับวัฒนธรรมการนั่งพับเพียบผลการประเมินความเสี่ยงด้วย REBA ชี้ให้เห็นว่า ท่าทางการนั่งพับเพียบขณะบรรเลงมีความเสี่ยงอยู่ในระดับ "สูงมาก" (Very High Risk) มีคะแนนเฉลี่ย 11.00 คะแนน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขทันที สาเหตุหลักเกิดจากการนั่งพับเพียบและการรับน้ำหนักแบบคงที่ (Static Loading) …


นวัตกรรมการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม, พฤฒยา เลิศมานพ Jan 2025

นวัตกรรมการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม, พฤฒยา เลิศมานพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม และ 3) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัด สพฐ. จำนวน 380 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัยคือแบบวัดระดับภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 62 เขต ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและครูที่ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัด สพฐ. จำนวน 760 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัยคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 3 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยใช้ทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อพัฒนานวัตกรรมการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาและตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม โดยใช้การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มและการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 17 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดกลุ่มข้อมูลและการสังเคราะห์บทสรุป และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.85, SD = 0.37) 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม พบว่า ด้านการเรียนรู้แบบกลุ่ม (PNImodified = 0.158) มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงที่สุด 3) นวัตกรรมการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ได้เป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนการ ซึ่งประกอบด้วย 3 นวัตกรรมย่อย ได้แก่ (1) นวัตกรรมค่ายผู้นำเชิงคุณธรรม (Virtuous Camp) (2) นวัตกรรม E-Virtuous Interactive และ …