Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Operations and Supply Chain Management Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 91 - 120 of 244
Full-Text Articles in Operations and Supply Chain Management
ผลกระทบของความเป็นธรรมต่อความไว้วางใจที่มีต่อร้านขายยาค้าส่งในโซ่อุปทานยา, ศิวิมล ประสาธนากร
ผลกระทบของความเป็นธรรมต่อความไว้วางใจที่มีต่อร้านขายยาค้าส่งในโซ่อุปทานยา, ศิวิมล ประสาธนากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของความเท่าเทียมกันต่อความไว้วางใจที่มีต่อร้านขายยาค้าส่งในโซ่อุปทาน เป็นงานวิจัยเชิงผสม (Mixed Research) ทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ โดยประชากร คือผู้ประกอบการร้านขายยาปลีก ที่ได้รับอนุญาตให้ขายยาแผนปัจจุบันประเภท (ขย.1) และผู้ประกอบการร้านขายยาค้าส่งในประเทศไทย จากการรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการแจกแบบสอบถามออนไลน์ และเก็บแบบสอบถามเชิงรุกโดยเข้าไปสุ่มสอบถามที่ร้านขายยา ในเขต อำเภอเมือง จังหวัด นนทบุรี จากนั้นนำผลจากแบบสอบถามสัมภาษณ์ผู้ประกอบการร้านขายยาค้าส่ง โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาดังนี้ 1. เพื่อศึกษาผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจด้วยความเท่าเทียม (Business fairness) ของร้านขายยาค้าส่ง (Wholesaler drugstores) ที่จะส่งผลต่อความไว้วางใจ (Trust) และความภักดี (Loyalty) ของร้านขายยาปลีก 2. เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของความไว้วางใจ (Trust) ต่อความภักดี (Loyalty) และการแนะนำโดยการบอกต่อ (Recommendation by Word of Mouth) ของร้านขายยาปลีก (Retail drugstores) ที่จะส่งผลต่อความอยู่รอดของธุรกิจร้านขายยาค้าส่ง (Wholesaler drugstores) 3. เพื่อเสนอแนะแนวทางการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจ (Business survival) ให้กับร้านขายยาค้าส่ง (Wholesaler drugstores) ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจยาในยุคปัจจุบัน จากผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยการกระจายความเป็นธรรม (Distributive Fairness) ส่งผลต่อปัจจัยความไว้วางใจ (Trust) ที่ .399 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่นที่ 0.05 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับ ปัจจัยความเป็นธรรมตามขั้นตอน (Procedural Fairness) ส่งผลต่อปัจจัยความไว้วางใจ (Trust) ที่ .419 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่นที่ 0.05 เห็นได้ว่าปัจจัยความเป็นธรรมตามขั้นตอน (Procedural Fairness) นั้นส่งผลกับตัวแปรความไว้วางใจ (Trust) มากกว่า ซึ่งไม่สอดคล้องกับงานวิจัยต้นแบบที่การกระจายความเป็นธรรม ส่งผลต่อความไว้วางใจมากกว่า อาจเป็นผลจากระบบสาธารณสุขในประเทศของกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกัน และช่วงเวลาในการทำการวิจัยอาจส่งผลต่อความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างที่เปลี่ยนไป ในด้านปัจจัยความไว้วางใจ (Trust) ที่ส่งผลต่อปัจจัยความภักดีของลูกค้า (Customer Loyalty) ที่ .501 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่นที่ 0.05 และปัจจัยความไว้วางใจ (Trust) ที่ส่งผลต่อปัจจัยการแนะนำแบบบอกต่อ (Recommendation by …
การพัฒนากรอบการวัดสมรรถนะสำหรับโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพรในประเทศไทย, อริสรา จันทรโยธา
การพัฒนากรอบการวัดสมรรถนะสำหรับโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพรในประเทศไทย, อริสรา จันทรโยธา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนากรอบการวัดสมรรถนะและตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องในการวัดผลการดำเนินงานของโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพร เพื่อจัดลำดับความสำคัญของตัวชี้วัดในโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพรในประเทศไทย โดยทำการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในบริษัทที่ผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพรในประเทศไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการผลิตยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในการศึกษาประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1) แบบสอบถามเรื่องตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพรที่ใช้ตัวเลือกตอบเป็นมาตรส่วนประมาณค่าแบบลิเคิร์ต 4 ระดับ และ 2) แบบสอบถามการประเมินตัวชี้วัดที่สำคัญและเหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพรด้วยวิธีกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น (Analytic Hierarchy Process, AHP) ที่ใช้มุมมองตามหลัก Balanced Scorecard (BSC) 4 มุมมองประกอบกับเพิ่มมุมมองในด้านคุณภาพของยารวมด้วย ผลการวิจัยพบว่าตัวชี้วัดที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงสุดและควรนำมาเป็นตัวชี้วัดอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพรตามกรอบการวัดสมรรถนะ แต่ละมุมมอง มีดังนี้ 1.มุมมองด้านการเงิน คือ ต้นทุนการจัดการโซ่อุปทานทั้งหมดและต้นทุนรวมสินค้าต่อหน่วย 2.มุมมองด้านลูกค้า คือ ความพึงพอใจของลูกค้าด้านคุณภาพของสินค้า 3.มุมมองด้านกระบวนการภายใน คือ ประสิทธิภาพการผลิต 4.มุมมองด้านการเรียนรู้และการเติบโต ประกอบด้วย 3 ตัวชี้วัด คือ 1) มีนโยบายสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมหรือมีการร่วมมือระหว่างโรงงานและหน่วยงานอื่น 2) ด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน และ 3) ด้านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัยหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบยาให้เหมาะสม และ 5.มุมมองด้านคุณภาพของยา คือ ความปลอดภัยของยา รวมถึงผู้เชี่ยวชาญให้มุมมองด้านคุณภาพของยาเป็นกรอบการวัดสมรรถนะที่มีความสำคัญมากที่สุด รองลงมาคือมุมมองด้านการเรียนรู้และการเติบโต สำหรับการจัดลำดับตัวชี้วัดที่มีความสำคัญมากที่สุดใน 5 อันดับแรกในการศึกษานี้ ได้แก่ ความปลอดภัยของยา ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการรักษา การพัฒนาบรรจุภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย และเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานตามลำดับ ซึ่งผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่ากรอบการวัดสมรรถนะและตัวชี้วัดในมุมมองด้านคุณภาพของยาควรนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการวัดผลการดำเนินงานของอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนโบราณและสมุนไพร
คุณภาพการให้บริการของท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ในจังหวัดชลบุรี: มุมมองของตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ, เมธาวี แสงขาว
คุณภาพการให้บริการของท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ในจังหวัดชลบุรี: มุมมองของตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ, เมธาวี แสงขาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคาดหวัง การรับรู้การให้บริการ และคุณภาพการให้บริการของท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ในจังหวัดชลบุรี ในมุมมองของตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลและลักษณะของธุรกิจที่มีผลต่อความคาดหวังและการรับรู้การให้บริการท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ในจังหวัดชลบุรี ในมุมมองของตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่เข้าใช้บริการท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ในจังหวัดชลบุรีโดยเป็นสมาชิกในสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ จำนวน 160 บริษัท ทำการวิเคราะห์สถิติโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพการให้บริการของท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ในเขตความรับผิดชอบของท่าเรือแหลมฉบัง ในภาพรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในเกณฑ์ที่ควรปรับปรุง เรียงตามลำดับ ได้แก่ ความน่าเชื่อถือ การตอบสนองต่อผู้รับบริการ การให้ความมั่นใจ ความเป็นรูปธรรมของบริการ และการดูแลเอาใจใส่ ตามลำดับ ปัจจัยส่วนบุคคล ด้านตำแหน่ง การศึกษา และประสบการณ์ในการทำงานส่งผลต่อความคาดหวังก่อนเข้ารับบริการ และระดับการรับรู้ของตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเมื่อได้เข้ารับบริการของท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ในเขตความรับผิดชอบของท่าเรือแหลมฉบังทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
การศึกษาอุปสรรคและการปรับใช้การจองระวางเรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์, ณิชกานต์ อินทะวงศ์
การศึกษาอุปสรรคและการปรับใช้การจองระวางเรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์, ณิชกานต์ อินทะวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการการระบบการจองระวางเรืออิเล็กทรอนิกส์ของผู้ขนส่งสินค้าทางทะเล 2. เพื่อศึกษาปัญหาที่พบจากการใช้บริการการระบบการจองระวางเรืออิเล็กทรอนิกส์ของผู้ขนส่งสินค้าทางทะเล 3.เพื่อเป็นแนวทางในการปรับใช้การให้บริการระบบการจองระวางเรืออิเล็กทรอนิกส์ของผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ทำการส่งออกสินค้าทางเรือในรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์จากประเทศไทยออกไปต่างประเทศจำนวน 340 ราย และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์ในเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 5 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ การวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยี ได้แก่ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน และสภาพแวดล้อมภายนอกมีอิทธิพลต่อการเลือกใช้บริการการจองระวางเรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน (Beta = .581) มีความสำคัญต่อการเลือกใช้บริการการจองระวางเรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน (Beta = .441) นอกจากนั้น ยังพบปัญหาการใช้บริการการจองระวางเรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ขนส่งสินค้าทางทะเล ได้แก่ ความไม่เสถียรของระบบ ความไม่คุ้นเคยกับระบบ ระบบขาดความยืดหยุ่นการเข้าไปแก้ไขข้อมูลได้ไม่สะดวก บริษัทสายเรือแต่ละแห่งใช้ระบบที่ไม่เหมือนกัน ระบบข้อมูลแตกต่างกัน ความล่าช้าในการตอบรับการจอง การจองไม่เป็นไปตามที่ต้องการ มีข้อจำกัดในการส่งข้อมูลและการเรียกดูข้อมูลย้อนหลัง กระบวนการด้านข้อมูลเอกสารการขนส่งระหว่างประเทศ และการให้บริการดำเนินการจัดการให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญ การพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องหรือการโฆษณาผ่านทางช่องทางต่าง ๆ เพื่อผลักดันให้ลูกค้าหันมาเลือกใช้บริการ ตอบสนองความต้องการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการวางแผนเส้นทางบริการระดับปฏิบัติการในอุตสาหกรรมการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ ช่วยส่งเสริมความได้เปรียบในการแข่งขัน และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการให้บริการ เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาการให้บริการประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น
การพยากรณ์ความต้องการเพื่อวางแผนการผลิตสินค้า: กรณีศึกษา ผลิตภัณฑ์เซรามิก, สุภาภรณ์ สินวนาทรัพย์
การพยากรณ์ความต้องการเพื่อวางแผนการผลิตสินค้า: กรณีศึกษา ผลิตภัณฑ์เซรามิก, สุภาภรณ์ สินวนาทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทในกรณีศึกษาใช้วิธีการวางแผนการผลิตโดยอาศัยประสบการณ์ของผู้จัดการและพนักงานฝ่ายดูแลสินค้าคงคลังซึ่งส่งผลให้สินค้าในบางช่วงเวลาขาดแคลน ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนแผนการผลิตแบบฉับพลัน ส่งผลกระทบต่อสายการผลิต ทำให้ต้องหยุดเครื่องจักรเพื่อตั้งค่าใหม่ เสียโอกาสในการผลิตสินค้า และอัตราส่วนสินค้าที่ได้มาตรฐานจะลดลงจากค่าเฉลี่ย หรือบางครั้งก็เกิดปัญหาสินค้าคงคลังมีมากเกินความต้องการ เกิดค่าใช้จ่ายในการเก็บสินค้าคงคลังเพิ่มเติม และยังทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการผลิตสูงขึ้นจากปกติ งานวิจัยชิ้นนี้จึงต้องการที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยใช้การพยากรณ์ยอดขายสินค้าเข้ามาช่วยในการปรับปรุงแผนการผลิต เพื่อให้มีความแม่นยำและสอดคล้องกับคำสั่งซื้อจริงที่เกิดขึ้นให้มากที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ได้เก็บรวบรวมข้อมูลยอดขายย้อนหลังเป็นเวลา 36 เดือน โดยที่ใช้ข้อมูล 24 เดือนแรกในการหาตัวแบบการพยากรณ์ที่เหมาะสม และใช้ข้อมูลอีก 12 เดือนที่เหลือในการวัดผล ซึ่งพบว่ารูปแบบของข้อมูลยอดขายของ 7 กลุ่มสินค้าหลัก มีลักษณะคงที่ ไม่มีแนวโน้มและไม่มีฤดูกาลเหมือนกันหมด จึงเลือกใช้วิธีวิธีการหาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ วิธีการปรับเรียบเอกซ์โพเนนเชียลอย่างง่าย และวิธีบ็อกซ์-เจนกินส์ในการกำหนดตัวแบบที่เหมาะสมตามแต่ละกลุ่มสินค้า ก่อนที่จะทำการพยากรณ์ยอดขายและวางแผนการผลิตใหม่โดยมีเป้าหมายที่จะลดจำนวนครั้งที่ต้องสั่งผลิตสินค้าต่ำกว่ากำหนด และลดจำนวนสินค้าคงคลังและค่าใช้จ่ายในส่วนสินค้าคงคลังลง ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่าแผนการผลิตใหม่ที่ใช้การพยากรณ์ยอดขายเข้ามาช่วยในการวางแผน สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของการเก็บรักษาสินค้าคงคลังโดยรวมลงเหลือ 4,188,094 บาท จากเดิม 4,646,831 บาท คิดเป็น 458,737 บาท หรือลดลง 9.87 %
ปัจจัยโลจิสติกส์การท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพในจังหวัดภูเก็ต, อทิตา สุประดิษฐ
ปัจจัยโลจิสติกส์การท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพในจังหวัดภูเก็ต, อทิตา สุประดิษฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยโลจิสติกส์การท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อนักท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพในจังหวัดภูเก็ต วิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญ และระดับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพชาวต่างชาติ ต่อปัจจัยโลจิสติกส์การท่องเที่ยว และเสนอแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงการจัดการโลจิสติกส์การท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพในจังหวัดภูเก็ต รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ผลด้วยเทคนิค IPA แบบสอบถามแบ่งตามกลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพชาวต่างประเทศ จำนวน 140 ราย ผู้ประกอบการเพื่อสุขภาพ จำนวน 18 ราย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ จำนวน 5 ราย ผลการวิจัยพบว่า (1) นักท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน เป็นผู้มีการศึกษา ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัวและพนักงาน/ เจ้าหน้าที่บริษัท มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงถึงสูง เป็นชาวยุโรปและอเมริกามากที่สุด (2) นักท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพชาวต่างชาติ ให้ความสำคัญปัจจัยโลจิสติกส์การท่องเที่ยวภาพรวมรายด้านมากที่สุดทุกด้าน ได้แก่ ด้านบุคลากร ด้านการเงิน ด้านบริการในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ด้านกายภาพ ด้านสถานที่ท่องเที่ยว และด้านข้อมูลข่าวสาร ตามลำดับ (3) นักท่องเที่ยวฯ มีระดับความพึงพอใจต่อปัจจัยโลจิสติกส์การท่องเที่ยว ภาพรวมรายด้านมากที่สุดในด้านการเงิน ด้านบุคลากร และด้านสถานที่ท่องเที่ยว ตามลำดับ (4) ปัจจัยโลจิสติกส์การท่องเที่ยวที่จำเป็นต้องดำเนินการให้มีการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน คือ ภาพรวมในด้านบริการในสถานประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัย สถานประกอบการเพื่อสุขภาพมีการให้บริการที่หลากหลาย และปัจจัยโลจิสติกส์ที่ทำได้ดี คือ ด้านบุคลากร (บริการด้วยความสุภาพ อ่อนน้อม เอาใจใส่) และด้านการเงิน (ค่าบริการ) ทั้งนี้ เพื่อเป็นเสริมจุดแข็ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ จำเป็นต้องเร่งปรับปรุงในปัจจัย มีความรู้และความเชี่ยวชาญในการให้บริการที่ดี (ด้านบุคลากร) และ มีบริการ Cashless ในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพและแหล่งท่องเที่ยว (ด้านการเงิน)
การบูรณาการระบบแสดงตนอัตโนมัติกับการตระหนักรู้ภาพสถานการณ์ทางทะเลของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.), จุฑามาศ พบสุข
การบูรณาการระบบแสดงตนอัตโนมัติกับการตระหนักรู้ภาพสถานการณ์ทางทะเลของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.), จุฑามาศ พบสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ด้วยเทคนิคเดลฟาย (Delphi technique) กับการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ด้วยข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) ที่มาจากการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญในการสัมภาษณ์ แสดงความคิดเห็น ผ่านแบบสอบถามของเทคนิค Delphi กำหนดประเด็นสำคัญของปัญหา เพื่อสร้างเครื่องมือและเก็บข้อมูล นำมาใช้สรุปผล วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อแสดงว่าผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นเป็นหนึ่งเดียวกันในการบูรณาการระบบ AIS และการผลักดันเชิงนโยบายของ MDA ผลการวิจัยพบว่าผู้เชี่ยวชาญมีความเข้าใจการตระหนักรู้ภาพสถานการณ์ทางทะเล โดยเชื่อว่าการให้อำนาจผู้นำประเทศ ในด้านนโยบายเกี่ยวกับผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ส่งผลต่อความมั่นคงทางทะเลและยุทธศาสตร์ของประเทศที่ยั่งยืน โดยพบประเด็นปัญหาในเรื่องที่ MDA มีผลในเรื่องของแผนยุทธศาสตร์ ที่ใช้ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติในทุกด้าน จึงจำเป็นที่ต้องกำหนดหน่วยงานที่เข้าได้ถึงชั้นข้อมูลเพื่อการรักษาชั้นความลับ โดยให้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลเป็นผู้ดำเนินการ อาศัยข้อมูลจากระบบ AIS เพื่อการรักษาความปลอดภัยในทะเลและตรวจสอบเรือที่ละเมิดอธิปไตยและกระทำผิดกฎหมาย ในน่านน้ำไทย โดยต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและผลประโยชน์สูงสุดที่ยั่งยืน ที่เกี่ยวเนื่องกับทะเลในทุกมิติ
การแก้ไขปัญหาโรฮิงญาในมิติความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล, บุษยพรรณ ถิตานนท์
การแก้ไขปัญหาโรฮิงญาในมิติความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล, บุษยพรรณ ถิตานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาประเด็นปัญหาที่แท้จริงของการลักลอบเข้าเมืองของชาวโรฮิงญา (2) เพื่อศึกษาผลกระทบของการลักลอบเข้าเมืองของชาวโรฮิงญาทางทะเลต่อความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล และ (3) เพื่อศึกษาหาแนวทาง และวิธีการที่เหมาะสมในการจัดการ แก้ไขปัญหาของการลักลอบเข้าเมืองของชาวโรฮิงญาที่ลักลอบเข้ามาในประเทศไทยอย่างยั่งยืน เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งได้จากการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลปัญหาการลักลอบเข้าเมือง รวมทั้งทำการศึกษา ค้นคว้าแนวคิดและทฤษฎี รวมถึงเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำการออกแบบคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า การหลบหนีเข้าเมืองของชาวโรฮิงญาที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโดยใช้เส้นทางทางทะเลมากขึ้น แต่ลดการแวะพักในประเทศไทยน้อยลง โดยมีต้นทางจากรัฐยะไข่ ประเทศพม่า ไปยังประเทศปลายทาง ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย หรือประเทศอินโดนีเซีย ใช้ประเทศไทยเป็นทั้งทางผ่านและปลายทางเช่นเดียวกัน ซึ่งสาเหตุของการลักลอบเข้าเมืองของชาวโรฮิงญานั้นเปลี่ยนแปลงจากเหตุผลด้านเศรษฐกิจมาเป็นด้านของสิทธิ สถานะพลเมือง และการกดขี่ รวมถึงการใช้ความรุนแรง ซึ่งมีต้นเหตุมาจากประเทศต้นทาง โดยงานวิจัยในครั้งนี้สามารถสรุปถึงผลกระทบการลักลอบเข้าเมืองของชาวโรฮิงญาต่อความมั่นคงของชาติทางทะเลได้ว่า มีผลกระทบในเชิงลบระดับปานกลาง โดยมีผลกระทบต่อความปลอดภัยในการใช้ประโยชน์จากทะเล แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ ขบวนการค้ามนุษย์ การใช้เรือไม่ชักธง และการหลบหนีเข้าเมืองทางทะเลซึ่งเป็นผลสืบเนื่องต่อความมั่นคงทางบก
ความเต็มใจที่จะจ่ายค่าขนส่งแบบ On-Demand Deliveryในเขต กรุงเทพมหานครและปริมณฑล : กรณีศึกษา ห้างสรรพสินค้า, จิรักข์ เสือป่า
ความเต็มใจที่จะจ่ายค่าขนส่งแบบ On-Demand Deliveryในเขต กรุงเทพมหานครและปริมณฑล : กรณีศึกษา ห้างสรรพสินค้า, จิรักข์ เสือป่า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์ ปัจจัยทางด้านพฤติกรรมและปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการขนส่งสินค้าด่วนแบบ On-demand Delivery รวมถึงศึกษาความเต็มใจที่จะจ่ายค่าบริการขนส่งสินค้าด่วนแบบ On-demand delivery ของลูกค้าห้างสรรพสินค้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์จำนวน 956 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง พร้อมทำการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติคแบบทวิ (Binary Logistic Regression) พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเต็มใจจ่ายค่าขนส่งด่วนแบบ On-demand Delivery จากการซื้อสินค้าประเภทแฟชั่นผ่านช่องทางออนไลน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา และ มูลค่าการซื้อสินค้าต่อครั้งมากกว่า 12,000 บาท ในขณะที่ราคาค่าขนส่งด่วนแบบ On-demand Delivery เริ่มต้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครเขตชั้นใน เขตชั้นกลาง เขตชั้นนอก และปริมณฑล มีความสัมพันธ์เชิงบวก กล่าวคือ หากราคาค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 1 เท่า จะทำให้โอกาสการจ่ายค่าขนส่งด่วนแบบ On-demand Delivery ลดลง 0.162, 0.183, 0.200 และ 0.193 เท่า ตามลำดับ ในทางกลับกัน หากราคาค่าขนส่ง ลดลง 0.5 เท่า (50%) จะทำให้โอกาสการจ่ายค่าขนส่งด่วนฯ เพิ่มขึ้น 2.483, 2.339, 2.235 และ 2.276 เท่า ตามลำดับ จากผลการศึกษาข้างต้น ทำเพื่อให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างละเอียด และสามารถนำไปวางกลยุทธ์สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนา ปรับปรุงการให้บริการขนส่งสินค้าประเภทเสื้อผ้าแฟชั่นได้อย่างเหมาะสม
Adoption Factors Of The Internet Of Things In Quality Management Of The Thai Food Processing Supply Chain: Manufacturing Perspectives, Pakorn Opasvitayarux
Adoption Factors Of The Internet Of Things In Quality Management Of The Thai Food Processing Supply Chain: Manufacturing Perspectives, Pakorn Opasvitayarux
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The introduction of quality management Internet of things (QM IoT) can help food supply chain members to enhance real-time visibility, quality, safety, and efficiency of products and processes. Current literature indicates three main research gaps, including lack of studies in QM IoT in food supply chain, vagueness of integrative adoption of new technology framework, and deficient research covered both adoption attitude and intention in the same model. This study proposed an analysis model based on the technological-organizational-environmental (TOE) framework, reinforced by the collaborative structure to capture the importance of supply chain network, and used the partial least square-structural equation modeling …
การออกแบบกระบวนการจัดซื้อเครื่องใช้สำนักงานของธุรกิจขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่ง : กรณีศึกษาบริษัท Abc Drilling, มินตรา มณีฉาย
การออกแบบกระบวนการจัดซื้อเครื่องใช้สำนักงานของธุรกิจขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่ง : กรณีศึกษาบริษัท Abc Drilling, มินตรา มณีฉาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาด้านการจัดซื้อเครื่องใช้สำนักงานของบริษัทขุดเจาะน้ำมันที่ดำเนินการในประเทศไทย เพื่อเสนอข้อเสนอแนะในการจัดซื้อเครื่องใช้สำนักงานของบริษัทขุดเจาะน้ำมันทั้ง 3 แท่นขุดเจาะของบริษัท ABC Drilling เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อนำเสนอรูปแบบการจัดซื้อ (Purchasing Model) ที่มีประสิทธิภาพของบริษัท ABC Drilling และจัดทำ Organization Model ด้านการจัดซื้อจัดหา โดยเก็บรวบรวมข้อมูลการจัดซื้อของปี พ.ศ.2563 เพื่อวิเคราะห์ผลงานการจัดซื้อและใช้แบบสอบถามเพื่อจัดทำข้อสรุปและข้อเสนอแนะ ผลการวิจัยพบว่า การทำสัญญาจัดซื้อจัดหา (Fixed Price Agreement) ร่วมกับการทำประมูลแบบอัตโนมัติ (Automatic Bidding) ทำให้แท่นขุดเจาะที่ 1 สามารถประหยัดต้นทุน 5.39 % ส่วนแท่นขุดเจาะที่ 2 สามารถประหยัดต้นทุน 5.90 % และแท่นขุดเจาะที่ 3 สามารถประหยัดต้นทุน 8.03 % ดังนั้นเมื่อบริษัท ABC Drilling ทำสัญญาซื้อขาย (Fixed Price Agreement) ร่วมกับการทำประมูลแบบอัตโนมัติ (Automatic Bidding) จะทำให้บริษัทประหยัดต้นทุนโดยเฉลี่ย 6.44 % และผู้ให้สัมภาษณ์ทุกรายเห็นด้วยว่าควรมีการจัดซื้อแบบไฮบริด (Hybrid Procurement) โดย 85.71 % คิดเห็นว่าสินค้าหมวดหมู่ A ซึ่งเป็นสินค้าที่มีการสั่งซื้อเป็นประจำ โดยมีการสั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 6 รายการขึ้นไป และมียอดสั่งซื้อตั้งแต่ 20,000 บาทต่อปี ควรมีระบบการจัดซื้อแบบรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง (Centralization Purchasing) 57.14 % คิดเห็นว่าสินค้าหมวดหมู่ B ซึ่งเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ทั่วไป ราคาถูกควรมีระบบการจัดซื้อแบบรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง (Centralization Purchasing) และ 71.43 % คิดเห็นว่าสินค้าหมวดหมู่ C ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความเฉพาะเจาะจงและต้องตรวจสอบควรมีระบบการจัดซื้อแบบกระจายอำนาจ (Decentralization Purchasing)
การกำหนดนโยบายการสั่งซื้อวัตถุดิบ : กรณีศึกษาบริษัทผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย, สมใจ พิพัฒน์ผลสกุล
การกำหนดนโยบายการสั่งซื้อวัตถุดิบ : กรณีศึกษาบริษัทผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย, สมใจ พิพัฒน์ผลสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดนโยบายการสั่งซื้อที่สามารถช่วยควบคุมต้นทุนของการสั่งและต้นทุนการถือครองวัตถุดิบคงคลังให้อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุด ผู้วิจัยได้ศึกษารูปแบบการสั่งซื้อวัตถุดิบและวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทกรณีศึกษา ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย โดยพบว่าบริษัทมีระดับวัตถุดิบคงคลังในปริมาณที่สูงเมื่อเทียบกับสัดส่วนความต้องการใช้จริงของการผลิต อีกทั้งยังขาดเครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณวิเคราะห์ปริมาณการสั่ง โดยใช้แต่เพียงการคาดเดาและประสบการณ์ของผู้บริหารในการตัดสินใจสั่งซื้อวัตถุดิบแต่ละครั้ง จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงได้ประยุกต์ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS เพื่อพยากรณ์ความต้องการใช้วัตถุดิบและทดสอบค่าความคลาดเคลื่อนเพื่อเลือกวิธีการพยากรณ์ที่เหมาะสม จากนั้นนำผลลัพธ์ค่าความต้องการวัตถุดิบที่ได้มาคำนวณทดสอบหานโยบายสั่งซื้อด้วยแบบจำลองการสั่ง 2 รูปแบบ คือ แบบจำลองจุดสั่งซื้อใหม่ (Reorder Point: ROP) และแบบจำลองระดับคงคลังเป้าหมาย (Order Up-to Level: OUL) จากผลการคำนวณพบว่าการสั่งซื้อวัตถุดิบด้วยแบบจำลองระดับคงคลังเป้าหมายเป็นนโยบายที่เหมาะสมกับบริษัทกรณีศึกษาเพราะให้ผลของค่าใช้จ่ายรวมน้อยที่สุด รวมถึงระดับวัตถุดิบคงคลัง ณ สิ้นเดือนที่ลดลงเช่นกัน เมื่อเทียบกับนโยบายปัจจุบันบริษัท สามารถลดค่าใช้จ่ายรวมต่อปีลงได้ 425,438,792.40 บาทหรือประมาณ 15.23%
การเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น บริษัทกรณีศึกษา : บริษัทรองเท้าและเสื้อผ้ากีฬา, ทศพล ทาเทพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ในการเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าบริษัทกรณีศึกษารองเท้าและเสื้อผ้ากีฬา ซึ่งเป็นการพิจารณาปัจจัยเชิงคุณภาพและปัจจัยเชิงประมาณเพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมในการตั้งคลังสินค้า โดยที่ทางเลือกในการตั้งคลังสินค้า 2 ทำเล คือ คลังสินค้าบางปะอิน และ คลังสินค้าบางนา การกำหนดงานวิจัยได้ใช้ผลคะแนนของค่าน้ำหนักความสำคัญที่ได้รับจากแบบสอบถามของผู้มีประสบการณ์ทางด้านโลจิสติกส์และมีสิทธิ์ในการตัดสินใจเพื่อหาค่าลำดับความสำคัญให้ได้ทางเลือกที่เหมาะสมกับบริษัทกรณีศึกษา นอกจากนี้เพื่อความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของทางเลือกที่ได้รับ ผู้วิจัยจึงมีการวิเคราะห์ความไวของหลักเกณฑ์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของทางเลือกที่มีความเสถียรและไม่เปลี่ยนแปลงไปตามค่าน้ำหนักความสำคัญของหลักเกณฑ์ที่ผู้วิจัยนำใช้ในการพิจารณา จากผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกที่ตั้งคลังสินค้าที่ได้จากการเก็บแบบสอบถาม ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือปัจจัยเชิงปริมาณได้แก่ ปัจจัยด้านต้นทุนการขนส่งและด้านต้นทุนการจัดการคลังสินค้า อีกส่วนคือปัจจัยเชิงคุณภาพได้แก่ การเข้าถึงลูกค้า ระบบสาธารณูปโภค ความพร้อมของระบบคมนาคม สังคมและชุมชน การก่อมลพิษจากการขนส่ง สภาพภูมิประเทศ และ ผลกระทบจากการจราจร อีกทั้งมีการแบ่งหลักเกณฑ์ตามนโยบายบริษัท คือ นโยบายด้านความยั่งยืนโดยแบ่งเป็น ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้หลักเกณฑ์ที่ใช้มีความสอดคล้องกับการดำเนินงานของบริษัท และได้เพิ่มหลักเกณฑ์ทางด้านต้นทุนที่แต่เดิมทางบริษัทใช้ในการพิจารณา โดยผลที่ได้จากการพิจารณากระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ และ วิเคราะห์ความไวของหลักเกณฑ์ พบว่าทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการจัดตั้งคลังสินค้าของบริษัทกรณี คือ คลังสินค้าบางนา
การปรับปรุงนโยบายการจัดการสินค้าคงคลัง : กรณีศึกษาบริษัทเทรดดิ้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, พิมพ์ธาดา สุวรรณสมพงศ์
การปรับปรุงนโยบายการจัดการสินค้าคงคลัง : กรณีศึกษาบริษัทเทรดดิ้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, พิมพ์ธาดา สุวรรณสมพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาของการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและกำหนดแนวทางที่เหมาะสมในการปรับปรุงนโยบายสินค้าคงคลัง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยใช้การวิเคราะห์ ABC-XYZ Analysis เป็นเครื่องมือแบ่งกลุ่มสินค้า และใช้วิธีการควบคุมสินค้าคงคลังแบบกำหนดรอบ (Periodic Inventory System) จากนั้นทำการเปรียบเทียบตัวชี้วัดประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังด้านต้นทุน เวลา และความน่าเชื่อถือในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ผู้วิจัยได้คัดเลือกสินค้าเพื่อการศึกษาจำนวน 2 รายการ ซึ่งประสบปัญหาแตกต่างกัน ทำให้การคำนวณหาปริมาณสินค้าคงคลังสำรอง (Safety Stock) นั้นแตกต่างกัน ได้แก่ 1) สินค้าจากกลุ่ม AY ที่ยอดขายสูงมาก แต่มีความต้องการสินค้าและระยะเวลาจัดส่งที่แปรผัน 2) สินค้าจากกลุ่ม BX ที่ยอดขายสูง มีความต้องการสินค้าคงที่ แต่มีระยะเวลาจัดส่งแปรผัน อีกทั้งมีการกำหนดใช้ระดับการให้บริการ (Customer Service Level) ในหลายระดับสำหรับทดสอบและเปรียบเทียบผลลัพธ์จากตัวชี้วัดประสิทธิภาพ ผลจากการวิจัย พบว่าสามารถกำหนดแนวทางในการปรับปรุงนโยบายการจัดการสินค้าคงคลังได้ 3 แนวทาง ดังนี้ 1) มุ่งเน้นการตอบสนองการความต้องการอย่างสูงสุด 2) เพิ่มการตอบสนองความต้องการให้ดีเทียบเท่าในอดีต 3) เน้นควบคุมต้นทุนสินค้าคงคลัง และเพิ่มการตอบสนองความต้องการให้ดีขึ้นจากปัจจุบัน โดยเมื่อเทียบกับนโยบายปัจจุบันพบว่าทั้งสามแนวทางส่งผลให้ต้นทุนการจัดเก็บสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 3.4% 2.3% และ 1.5% ตามลำดับ แต่จะทำให้ต้นทุนการเสียโอกาสในการขายและอัตราจำนวนสินค้าสำเร็จรูปขาดมือลดลงอย่างมาก ในขณะที่ระยะเวลาที่ใช้ในการขายสินค้าคงคลังคงเหลือจะเพิ่มขึ้นจากเดิมเพียง 1 วันเท่านั้น
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑล, ธมนวรรณ จงเจริญชัยวงศ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑล, ธมนวรรณ จงเจริญชัยวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และศึกษาลักษณะพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑลที่เคยซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานคือ การวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่าช่องทางการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ที่นิยม คือ Shopee และ Lazada ความถี่ในการสั่งซื้อส่วนใหญ่ซื้อเดือนละ 1 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการสั่งซื้อครั้งละ 501-1,000 บาท สินค้าที่นิยมซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ คือ ของใช้ส่วนตัว เช่น สบู่ ยาสระผม และ ของใช้ในบ้าน เช่น น้ำยาทำความสะอาด กระดาษชำระ สาเหตุที่เลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ คือ ความสะดวกสบาย ราคา และโปรโมชั่นสินค้า นิยมชำระเงินผ่านบัตรเครดิต/บัตรเดบิต และชอบนโยบายการจัดส่งสินค้าแบบฟรีค่าจัดส่ง ไม่มียอดการสั่งซื้อขั้นต่ำ (ราคาสินค้ารวมค่าจัดส่ง) และยังคงจะซื้อสินค้ายี่ห้อเดิม แต่จะซื้อจากช่องทางออนไลน์อื่นที่มีราคาสินค้าและค่าจัดส่งที่ถูกกว่า ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีจำนวน 5 ปัจจัย ดังนี้ ปัจจัยด้านกายภาพและการนำเสนอ (Physical Evidence/Environment and Presentation) ปัจจัยการส่งเสริมการตลาด (Promotion) ปัจจัยด้านการขนส่ง (Transportation) ปัจจัยด้านบุคคล (People) และปัจจัยผลิตภัณฑ์ (Product)
การลดปัญหาการขาดแคลนสินค้าจากการล่าช้าในการขนส่งของธุรกิจนำเข้า-ส่งออกเคมีภัณฑ์, อัคพงษ์ จักสอง
การลดปัญหาการขาดแคลนสินค้าจากการล่าช้าในการขนส่งของธุรกิจนำเข้า-ส่งออกเคมีภัณฑ์, อัคพงษ์ จักสอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง การลดปัญหาการขาดแคลนสินค้าจากการล่าช้าในการขนส่ง ของธุรกิจนำเข้า – ส่งออกเคมีภัณฑ์ เป็นกรณีศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1. ลดปัญหาการขาดแคลนสินค้าขององค์กร 2. ปรับปรุงจุดสั่งซื้อใหม่ (Re-order Point : ROP) ให้มีประสิทธิภาพ 3. ลดต้นทุนในการจัดเก็บ และการสั่งซื้อสินค้า จากผลการศึกษาเรื่อง การลดปัญหาการขาดแคลนสินค้าจากการล่าช้าในการขนส่ง ของธุรกิจนำเข้า – ส่งออกเคมีภัณฑ์ การใช้จุดสั่งซื้อใหม่แบบเดิมที่บริษัทใช้อยู่ทำให้สินค้าเกิดความขาดแคลน เนื่องจากเกิดการล่าช้าในการผลิตและขนส่ง อีกทั้งเวลานำ (Lead time) ในการขนส่งจากประเทศเนเทอร์แลนด์ 120 วันซึ่งถือว่ามีระยะเวลานาน และยังมีความไม่แน่นอน ดังนั้นผู้วิจัยได้นำเครื่องมือ มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร โดยการพยากรณ์ความต้องการ การกำหนดจุดสั่งซื้อใหม่ (Re-order Point : ROP) การกำหนดสินค้าเพื่อความปลอดภัย (Safety Stock) และการคำนวณหาปริมาณการสั่งซื้อประหยัด (Economic Order Quantity) เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนสินค้าจากการล่าช้านการขนส่ง หรือ กรณีที่ฝ่ายขายมีการขายสินค้าเกินกว่า Demand ทำให้สินค้าเพียงพอต่อการขาย และผลจากการคำนวนพบว่า จากกรณีศึกษาสินค้าตัวอย่าง 5 รายการ มีผลให้ต้นทุนการสั่งซื้อและต้นทุนการเก็บรักษารวมลดลง 4,716,501.63 บาท หรือคิดเป็น 95%
การเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างพาเลทแบบใช้ครั้งเดียวและพาเลทแบบหมุนเวียนของบริษัท : กรณีศึกษา ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก, สิริพร เหล่าวงษ์สิริวัฒน์
การเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างพาเลทแบบใช้ครั้งเดียวและพาเลทแบบหมุนเวียนของบริษัท : กรณีศึกษา ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก, สิริพร เหล่าวงษ์สิริวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อวิเคราะห์และศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่า ในด้านต้นทุนรวม ในการใช้พาเลทพลาติกหมุนเวียนหรือพาเลทไม้หมุนเวียน เพื่อทดแทนการใช้พาเลทไม้แบบใช้ครั้งเดียว เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์เพื่อลดค่าใช้จ่ายของบริษัทกรณีศึกษา ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก งานวิจัยฉบับนี้ประกอบไปด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง และการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องในการจัดเตรียมสินค้า การนับจำนวนสินค้า การจัดส่ง และการทำรับสินค้า ต่อมานำข้อมูลที่รวบรวมได้มาคำนวณประมาณการจำนวนพาเลทหมุนเวียนที่เหมาะสมในอนาคตและต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งเปรียบเทียบระหว่างการใช้พาเลทไม้ใช้ครั้งเดียวและพาเลทหมุนเวียน ผลการวิจัย พบว่าการลงทุนสำหรับพาเลทไม้หมุนเวียน มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อยู่ที่ 3,422,441.70 บาท และพาเลทพลาสติกหมุนเวียนอยู่ที่ 3,198,231.26 บาท ดังนั้น ผู้วิจัยจึงแนะนำให้บริษัทกรณีศึกษาเปลี่ยนจากการใช้งานพาเลทไม้ใช้ครั้งเดียวมาเป็นพาเลทไม้หมุนเวียน เนื่องจาก ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ได้รับมีค่าสูงกว่า และโครงการนี้คุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งวิจัยฉบับนี้สามารถนำมาเป็นแนวทางให้บริษัทสามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งสินค้าต่อไป
การเปรียบเทียบการลงทุนของธุรกิจขนส่งที่ใช้รถเทรลเลอร์ดั๊มและพื้นเรียบ, วลัยลักษณ์ สุขวงษ์
การเปรียบเทียบการลงทุนของธุรกิจขนส่งที่ใช้รถเทรลเลอร์ดั๊มและพื้นเรียบ, วลัยลักษณ์ สุขวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบ รายได้ ต้นทุนและผลตอบแทน สำหรับใช้เป็นแนวทางการลงทุนในอนาคตของธุรกิจขนส่งที่ใช้รถเทรลเลอร์ดั๊มในการขนส่งวัสดุก่อสร้าง(หิน,ทราย) กับ ธุรกิจขนส่งที่ใช้รถเทรลเลอร์พื้นเรียบในการขนส่งเหล็กม้วน โดยการศึกษาข้อมูลรายได้ ต้นทุน ของธุรกิจรถบรรทุกทั้ง 2 ประเภท ของบริษัทตัวอย่าง A ระหว่างปี พ.ศ. 2558-2563 นำข้อมูลมาวิเคราะห์หาผลตอบแทนในการลงทุน โดยพิจารณาจากระยะเวลาคืนทุน (Payback Period :PB), มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value :NPV) และอัตราผลตอบแทนจากโครงการ (Internal Rate of Return :IRR) โดยใช้วิธีการกำหนดสถานการณ์ (Scenario Analysis) เปรียบเทียบปีที่ดีที่สุด (Best Year), ปีปกติ(Base Year) และปีที่แย่ที่สุด(Worst Year) ของทั้ง 2 อุตสาหกรรม ผลของการศึกษาจากการใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ทางการเงินทั้ง 3 ชนิด สรุปผลการวิจัยได้ผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกันในทุกสถานการณ์ คือ การลงทุนธุรกิจขนส่งวัสดุก่อสร้างที่ใช้รถเทรลเลอร์ดั๊มคุ้มค่ากว่ารถเทรลเลอร์พื้นเรียบที่ขนส่งเหล็กม้วน บริษัทควรลงทุนซื้อรถเทรลเลอร์ดั๊มเพื่อขนส่งวัสดุก่อสร้างในการขยายกิจการในอนาคต แต่หากสถานการณ์ ณ ตอนที่จะตัดสินใจลงทุนนั้น อุตสาหกรรมการก่อสร้างถดถอย และบริษัทฯมีโอกาสที่จะสามารถขยายการลงทุนในรถพื้นเรียบที่ขนส่งเหล็กม้วนเพื่อการกระจายความเสี่ยง ก็ยังสามารถลงทุนได้ เนื่องจากผลการวิเคราะห์ทางการเงินนั้นผ่านเกณฑ์ในการลงทุน ได้แก่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เป็นบวก และ อัตราผลตอบแทนภายในจากการลงทุน (IRR) มากกว่าต้นทุนของเงินทุน(WACC)
การปรับปรุงกระบวนการงานจัดซื้อ : กรณีศึกษาธุรกิจผลิตพลังงานไฟฟ้าของบริษัท A, นิชาภัทร พันธ์เมือง
การปรับปรุงกระบวนการงานจัดซื้อ : กรณีศึกษาธุรกิจผลิตพลังงานไฟฟ้าของบริษัท A, นิชาภัทร พันธ์เมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการจัดซื้อและมีเป้าหมายในการเริ่มต้นในการในการปรับปรุงกระบวนการของบริษัทกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจผลิตไฟฟ้า บริษัทปรับใช้การจัดการการจัดซื้อแบบรวมศูนย์ที่เกี่ยวข้องกับทีมจัดซื้อ 6 ทีมที่จัดกลุ่มตามสินค้าโภคภัณฑ์ การสำรวจเกี่ยวกับใบขอซื้อที่จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 พบว่ามีคำขอสั่งซื้อจำนวนมากทำให้เกิดปัญหากับแผนกต่างๆ ที่ต้องการซื้อสินค้า ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา การศึกษานี้จึงไม่สามารถจัดการกับผลิตภัณฑ์ทุกประเภทได้ แต่จะเน้นที่การจัดซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัยเท่านั้น การศึกษารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทางธุรกิจที่ครอบคลุมกระบวนการย่อยที่สำคัญ รวมทั้งการรับ PR การตรวจสอบ PR การจัดหาและคัดเลือกการจัดหา การจัดการซัพพลายเออร์ การส่งมอบ และการจัดการสัญญา จากนั้นการศึกษาจะใช้แนวคิดแบบลีนเพื่อประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการและค้นหากิจกรรมที่ไม่เพิ่มมูลค่า การศึกษาได้เสนอเทคนิค ECRS (Eliminate, Combine, Rearrange, and Simplify) เพื่อปรับปรุงกระบวนการและแสดงให้เห็นศักยภาพในการลดระยะเวลาปฏิบัติงานโดยระยะเวลาการสั่งซื้อลดลง 86% ของระยะเวลาก่อนปรับปรุง เดิมใช้เวลา 27,223 นาทีโดยประมาณในการจัดซื้อให้กับ 26 โรงไฟฟ้า ซึ่งหลังจากปรับปรุงกระบวนการใช้เวลา 3,693 นาที
การวิเคราะห์ที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าลำไยสดในภาคเหนือที่เหมาะสมเพื่อการส่งออกไปยังประเทศจีน, พิมพ์ชนก วัทคุวัทพงษ์
การวิเคราะห์ที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าลำไยสดในภาคเหนือที่เหมาะสมเพื่อการส่งออกไปยังประเทศจีน, พิมพ์ชนก วัทคุวัทพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิเคราะห์ที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าลำไยสดในภาคเหนือที่เหมาะสมเพื่อการส่งออกไปยังประเทศจีน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมลำไยสดจากเดิมที่อยู่กันแบบกระจัดกระจายในภาคเหนือก่อนการส่งออกเพื่อสู้กับโรงรับซื้อผลไม้จีนเนื่องจากการผูกขาดการซื้อขายและการกำหนดราคาผลไม้ไทยในปัจจุบัน หากปล่อยไว้โดยไม่มีการแก้ไข การป้องกัน หรือการควบคุม ธุรกิจการค้าผลไม้ไทยเพื่อการส่งออกอาจประสบวิกฤตได้ ในการคัดเลือกปัจจัยจะใช้หลักทฤษฎีการเลือกทำเลที่ตั้งตามแนวมหภาคและจุลภาค โดยเลือกหัวข้อหลักในการคัดเลือกอิงตามองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าประเภทเดียวกัน เพื่อกำหนดเป็นปัจจัยที่จะใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกจังหวัดที่เหมาะสมสำหรับที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้า พร้อมทั้งการนำเกณฑ์ด้านกฎกระทรวงและระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Geographic Information System : GIS) เป็นตัวคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในจังหวัดนั้น โดยศูนย์กระจายสินค้าลำไยสดที่ต้องการจัดตั้งจะรับเอาผลผลิตจากแหล่งลำไยสด 50 อำเภอที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกใน 5 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา และจังหวัดน่าน ปลายทางของการส่งออกของไทยจะสิ้นสุดที่ด่านเชียงของ จังหวัดเชียงราย ผลการคัดเลือกพบว่า พื้นที่ที่เหมาะสมตามเกณฑ์คือพื้นที่สีม่วงในตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยด้านเหนือจรดเส้นขนานระยะ 300 เมตรกับศูนย์กลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1006 ด้านตะวันออกจรดเหมืองร่องเชี่ยวฝั่งตะวันตก ด้านใต้จรดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1006 ฟากเหนือ ด้านตะวันตกจรดน้ำแม่คาวฝั่งตะวันออก และการวิเคราะห์เมทริกซ์ระยะทางระหว่างจุดเริ่มต้นกับจุดปลายทาง (Origin-Destination cost matrix analysis) พบว่า พื้นที่ใกล้วัดบ้านมอญ ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่ควรจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า โดยสามารถรับเอาลำไยสดได้สูงสุดทั้งหมด 50 อำเภอ และจำนวนลำไยที่ส่งออกไปยังประเทศจีนคิดเป็นประมาณ 690,533 ตัน/ปี
การเปรียบเทียบการส่งสินค้าอาหารสดผ่านศูนย์กระจายสินค้ากับการส่งโดยตรงสู่ร้านค้า: กรณีนำร่องของบริษัทค้าปลีกสมัยใหม่, ปภาวรินทร์ ทะสอน
การเปรียบเทียบการส่งสินค้าอาหารสดผ่านศูนย์กระจายสินค้ากับการส่งโดยตรงสู่ร้านค้า: กรณีนำร่องของบริษัทค้าปลีกสมัยใหม่, ปภาวรินทร์ ทะสอน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดความแตกต่างในด้านต้นทุน เวลา และประสิทธิภาพของการจัดส่งอาหารสดจากซัพพลายเออร์ผ่านศูนย์กระจายสินค้าไปยังร้านค้า (CD) และการจัดส่งตรงจากซัพพลายเออร์ไปยังร้านค้า (DSD) ของบริษัทค้าปลีกโดยทำการเปรียบเทียบการเลือกกรณีการจัดส่งทั้ง 2 ประเภท จากการศึกษาการดำเนินงานของซัพพลาพเออร์ภายใต้การจัดส่งที่คล้ายคลึงกัน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกตการปฏิบัติงานภาคสนามและการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการโดยตรง จากการศึกษาการเปรียบเทียบระหว่างการจัดส่งแบบ DSD และการจัดส่งแบบ CD พบว่าการจัดส่งแบบ DSD จะช่วยให้สินค้ามีคุณภาพและลดเวลาการจัดส่งจากซัพพลายเออร์ไปถึงหน้าร้านประมาณ 5 ชั่วโมง สินค้าที่วางขายหน้าร้านมีความสดกว่า และสินค้าเกิดความเสียหายน้อยกว่า ในขณะเดียวกันยังส่งผลให้ต้นทุนลดลงโดยเฉลี่ยประมาณ 1.70 บาทต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาเจาะลึกลงไปจะเห็นว่า ในการเปลี่ยนรูปแบบการจัดส่ง บริษัทค้าปลีกเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการลดต้นทุน สามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ประมาณ 6.20 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ซัพพลายเออร์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 4.50 บาทต่อกิโลกรัม
การเลือกที่ตั้งคลาวด์คิทเช่น ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, มธุริน อมาตยกุล
การเลือกที่ตั้งคลาวด์คิทเช่น ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, มธุริน อมาตยกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาตำแหน่งที่ตั้งที่เหมาะสมสำหรับการสร้างคลาวด์คิทเช่น ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยได้ทำการรวบรวมข้อมูลอาคารพาณิชย์ให้เช่า ที่พักลูกค้า และซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีสินค้าญี่ปุ่นจำหน่าย และใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ในการวิเคราะห์หาตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด โดยคำนึงถึงตำแหน่งที่สามารถให้บริการลูกค้าได้ครอบคลุม และอยู่ใกล้ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีสินค้าญี่ปุ่นจำหน่าย จากผลการวิเคราะห์โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ จะได้ตำแหน่งอาคารพาณิชย์ให้เช่าจำนวน 3 ลำดับแรกที่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และนำข้อมูลด้านต้นทุนมาวิเคราะห์ร่วมเพื่อเพิ่มข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ได้แก่ ต้นทุนรวม ประมาณการรายได้ และผลตอบแทนการลงทุน รวมทั้งข้อมูลทางกายภาพต่างๆ จากผลการวิเคราะห์พบว่า อาคารพาณิชย์ให้เช่าที่เหมาะสมที่สุด คือ อาคารที่ 1 เนื่องจากมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) และอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) สูงที่สุด รวมถึงใช้ระยะเวลาคืนทุน (PB) น้อยที่สุดด้วย รวมไปถึงข้อมูลทางกายภาพ ยังเป็นอาคารใหม่ มีพื้นที่จอดรถจักรยานยนต์ได้หลายคัน และมีตำแหน่งอยู่ใกล้ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีสินค้าญี่ปุ่นจำหน่าย เพียง 150 เมตร
การวิเคราะห์ทำเลที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด, ปริญญารัตน์ บุตรเงิน
การวิเคราะห์ทำเลที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด, ปริญญารัตน์ บุตรเงิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิเคราะห์ทำเลที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด โดยเป็นการวิเคราะห์ผ่านระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) ซึ่งปัจจัยได้จากการทบทวนวรรณกรรมและทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจากการวิเคราะห์ 5 ปัจจัยในการเลือกพื้นที่ทางเลือกที่เหมาะสม พบว่า ปัจจัยขนาดพื้นที่เหมาะสมรวมถึงปัจจัยขอบเขตความปลอดภัยคือ พื้นที่ทางเลือกที่ 1, 3 และ 6 ปัจจัยเส้นทางคมนาคมหลักในนิคมอุตสาหกรรมคือ พื้นที่ทางเลือก 1, 2, 3, 5 และ 6 ปัจจัยเส้นทางการวางท่อส่งเชื้อเพลิงจากสถานีส่งเชื้อเพลิงภายในนิคมอุตสาหกรรม คือ พื้นที่ทางเลือก 1, 2, 3 และ 6 พบว่า พื้นที่ทางเลือก 1, 3 และ 6 ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด ในส่วนของการคัดกรองปัจจัยเพื่อหาทำเลที่เหมาะสมในพื้นที่ทางเลือก 1, 3 และ 6 พบว่า พื้นที่ทางเลือกที่ 1 ทางทิศใต้เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด
การประยุกต์วิธีการแมกซ์ดิฟสำหรับการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้คลังสินค้าสาธารณะในธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่รถ, นัสรินทร์ ปัญญาวุธ
การประยุกต์วิธีการแมกซ์ดิฟสำหรับการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้คลังสินค้าสาธารณะในธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่รถ, นัสรินทร์ ปัญญาวุธ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้วิธีการแมกซ์ดิฟ (MaxDiff Analysis) ในการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้คลังสินค้าสาธารณะในธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่รถเพื่อเป็นประโยชน์ต่อบริษัทในธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่รถทั้งอะไหล่รถยนต์ อะไหล่รถขุดดิน และอะไหล่รถเพื่อการเกษตร การระบุและจัดลำดับปัจจัยที่ต้องพิจารณาเมื่อมีการตัดสินใจเลือกใช้คลังสินค้าสาธารณะในธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่รถและเป็นแนวทางในการใช้เลือกคลังสินค้าสาธารณะในธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่รถ โดยวิจัยนี้ได้เริ่มจากการศึกษาปัจจัยเชิงปริมาณและปัจจัยเชิงคุณภาพที่มีผลต่อการเลือกใช้คลังสินค้าสาธารณะ รวบรวมปัจจัยหลักและปัจจัยรองจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและคัดเลือกปัจจัยหลักและปัจจัยรองโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อนำปัจจัยที่ถูกคัดเลือกมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัยนี้ วิธีการแมกซ์ดิฟถูกนำมาวิเคราะห์ในการจัดลำดับความสำคัญของ 8 ปัจจัยหลัก และ 22 ปัจจัยรอง โดยออกแบบสอบถามด้วยวิธีการแมกซ์ดิฟเพื่อส่งแบบสอบให้พนักงานบริษัทที่เช่าคลังสินค้าสาธารณะสำหรับชิ้นส่วนอะไหล่รถจำนวน 33 ท่าน ผลจากการวิจัยโดยการคำนวณคะแนนในการจัดลำดับปัจจัยจากวิธีการแมกซ์ดิฟ พบว่าลำดับของมิติปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเลือกใช้คลังสินค้าสาธารณะในธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่รถเรียงตามลำดับ ดังนี้ 1) ด้านต้นทุน 2) ด้านดำเนินงานคลังสินค้า 3) ด้านความน่าเชื่อถือ 4) ด้านที่ตั้งคลังสินค้า 5) ด้านโครงสร้างคลังสินค้า 6) ด้านความยืดหยุ่น 7) ด้านองค์กร 8) ปัจจัยภายนอก สำหรับการจัดลำดับของมิติปัจจัยรอง 5 อันดับแรกที่ส่งผลต่อการเลือกใช้คลังสินค้าสาธารณะ ได้แก่ 1) ต้นทุนการบริหารสินค้าคงคลัง 2) ต้นทุนการบริหารคลังสินค้า 3) ระบบการบริหารจัดการคลังสินค้า 4) คุณภาพและความน่าเชื่อถือของการขนส่ง/ส่งมอบสินค้า 5) ขนาดคลังสินค้า/พื้นที่ส่วนกลางเพียงพอและเหมาะสม ตามลำดับ
การวิเคราะห์ที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าของชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องจักรของ ท่าเรือแหลมฉบังในเขตพื้นที่ Eec กรณีศึกษาบริษัท Abc, ธนิสา รัตนโชติถาวร
การวิเคราะห์ที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าของชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องจักรของ ท่าเรือแหลมฉบังในเขตพื้นที่ Eec กรณีศึกษาบริษัท Abc, ธนิสา รัตนโชติถาวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิเคราะห์ที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าของชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องจักรของท่าเรือแหลมฉบัง ในเขตพื้นที่ EEC กรณีศึกษาบริษัท ABC มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าที่เหมาะสมให้กับบริษัทกรณีศึกษา เพื่อประโยชน์ทางด้านธุรกิจในการขยายกิจการของบริษัท และเพื่อเพิ่มความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ผู้วิจัยได้ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เป็นเครื่องมือหลักในงานวิจัยชิ้นนี้ โดยได้มีการแบ่งการดำเนินงานวิจัยออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่หนึ่ง การวิเคราะห์ที่ตั้งศักยภาพของศูนย์กระจายสินค้า ด้วยการซ้อนทับชั้นข้อมูล ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยเกณฑ์ที่กำหนด ได้มาจากการทบทวนวรรณกรรม และจากหน่วยงานราชการต่างๆ ส่วนที่สอง การวิเคราะห์เลือกพื้นที่ที่เหมาะสมที่มีระยะทางรวมไปยังโรงงานลูกค้า ดีที่สุด 3 อันดับแรก โดยวิเคราะห์ร่วมกับปริมาณความต้องการสินค้าของแต่ละโรงงาน ด้วยวิธีการวิเคราะห์เมทริกซ์ค่าใช้จ่ายระหว่างจุดเริ่มต้นกับจุดปลายทาง (Origin-Destination Cost Matrix Analysis) และในส่วนที่สาม การคัดกรองพื้นที่ที่มีความเหมาะสมที่สุด โดยแบ่งออกเป็น 1) การคัดกรองพื้นที่ตามปัจจัยขนาดพื้นที่ 2) การคัดกรองพื้นที่ตามปัจจัยโบราณสถานและกิจการบริการสาธารณะ และ 3) การคัดกรองพื้นที่ตามปัจจัยราคาที่ดิน จากการวิเคราะห์ สามารถสรุปผลการศึกษาได้ว่า พื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทกรณีศึกษา ควรอยู่ในบริเวณตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีพื้นที่รวม 155,085.16 ตารางเมตร มีความเหมาะสมทั้งขนาดพื้นที่ ราคาที่ดิน ระยะทางและปริมาณความต้องการสินค้า
การวางแผนจัดเตรียมอะไหล่และสารเคมีสำหรับการซ่อมบำรุงอากาศยานระดับซี : กรณีศึกษา ผู้ให้บริการซ่อมบำรุงอากาศยาน, พัฒนศักดิ์ ชุณห์ขจร
การวางแผนจัดเตรียมอะไหล่และสารเคมีสำหรับการซ่อมบำรุงอากาศยานระดับซี : กรณีศึกษา ผู้ให้บริการซ่อมบำรุงอากาศยาน, พัฒนศักดิ์ ชุณห์ขจร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบสนับสนุนการวางแผนจัดเตรียมอะไหล่และสารเคมีสำหรับงานซ่อมบำรุงอากาศยานระดับซี ของผู้ให้บริการซ่อมบำรุงอากาศยานที่เป็นกรณีศึกษา ซึ่งประสบปัญหาในการวางแผนจัดเตรียมและคาดการณ์ความต้องการอะไหล่และสารเคมี ส่งผลให้ได้รับอะไหล่และสารเคมีล่าช้าและไม่เพียงพอกับความต้องการใช้งาน ในขั้นตอนการออกแบบเพื่อนำไปพัฒนาโปรแกรม ได้มีการรวบรวมข้อมูลที่สำคัญ เช่น ประวัติการเข้าซ่อมบำรุง วงรอบการซ่อมบำรุง ข้อมูลอะไหล่และสารเคมี จากนั้นทำการสรุปขั้นตอนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนซ่อมบำรุงอากาศยานผ่าน IDEF0 แล้วใช้แผนภาพยูสเคส (Use Case Diagram) สรุปความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล กิจกรรมที่เกิดขึ้น รวมถึงผู้ใช้งานข้อมูลเพื่อให้ทราบถึงขอบเขตในการพัฒนาโปรแกรม จากนั้นได้ดำเนินการออกแบบการคำนวณช่วงเวลาการเข้าซ่อมบำรุงครั้งถัดไปจากประวัติเพื่อให้ได้แผนซ่อมบำรุงของอากาศยานแต่ละลำ พร้อมทั้งทำการออกแบบการคำนวณความต้องการอะไหล่และสารเคมีที่สอดคล้องกับแผนและวงรอบในการจัดหาอะไหล่และสารเคมี สุดท้ายจึงได้ทำการพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษาไพธอน (Python) เพื่อให้โปรแกรมสามารถ 1) เพิ่ม ลบ แก้ไข จัดเก็บข้อมูลในพื้นที่ที่กำหนด 2) คำนวณช่วงเวลาการเข้ารับการซ่อมบำรุง 3) คำนวณและออกเอกสารความต้องการอะไหล่และสารเคมี และ 4) ออกเอกสารสรุปงาน จากผลการทดสอบในด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผล พบว่าโปรแกรม 1) สามารถให้ผลการคำนวณที่น่าเชื่อถือ 2) สามารถเข้าถึงตัวข้อมูลได้ตรงตามที่กำหนด ลดการสร้างไฟล์ข้อมูลที่ไม่จำเป็น และ 3) สามารถออกเอกสารจากข้อมูลที่มีการบันทึกไว้ได้อย่างสมบูรณ์ จากการออกแบบและพัฒนาโปรแกรม ที่สามารถคาดการณ์ความต้องการอะไหล่และสารเคมีได้ล่วงหน้า ทำให้ไม่เกิดความล่าช้าในการจัดหา ส่งผลให้ได้รับอะไหล่และสารเคมีตรงกับความต้องการในการใช้งาน ซึ่งช่วยให้สามารถส่งอากาศยานที่มีความสมควรแก่การเดินอากาศคืนให้กับสายการบินได้ตรงตามแผนการซ่อมบำรุงที่วางไว้
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑล, ธมนวรรณ จงเจริญชัยวงศ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑล, ธมนวรรณ จงเจริญชัยวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และศึกษาลักษณะพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑลที่เคยซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานคือ การวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่าช่องทางการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ที่นิยม คือ Shopee และ Lazada ความถี่ในการสั่งซื้อส่วนใหญ่ซื้อเดือนละ 1 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการสั่งซื้อครั้งละ 501-1,000 บาท สินค้าที่นิยมซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ คือ ของใช้ส่วนตัว เช่น สบู่ ยาสระผม และ ของใช้ในบ้าน เช่น น้ำยาทำความสะอาด กระดาษชำระ สาเหตุที่เลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ คือ ความสะดวกสบาย ราคา และโปรโมชั่นสินค้า นิยมชำระเงินผ่านบัตรเครดิต/บัตรเดบิต และชอบนโยบายการจัดส่งสินค้าแบบฟรีค่าจัดส่ง ไม่มียอดการสั่งซื้อขั้นต่ำ (ราคาสินค้ารวมค่าจัดส่ง) และยังคงจะซื้อสินค้ายี่ห้อเดิม แต่จะซื้อจากช่องทางออนไลน์อื่นที่มีราคาสินค้าและค่าจัดส่งที่ถูกกว่า ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีจำนวน 5 ปัจจัย ดังนี้ ปัจจัยด้านกายภาพและการนำเสนอ (Physical Evidence/Environment and Presentation) ปัจจัยการส่งเสริมการตลาด (Promotion) ปัจจัยด้านการขนส่ง (Transportation) ปัจจัยด้านบุคคล (People) และปัจจัยผลิตภัณฑ์ (Product)
การวิเคราะห์การนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องสำอางทางบก เส้นทางสิงคโปร์-ไทย ผ่านด่านสะเดา จังหวัดสงขลา : กรณีศึกษาบริษัท Abc, พรรทิตา รัตนจีนะ
การวิเคราะห์การนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องสำอางทางบก เส้นทางสิงคโปร์-ไทย ผ่านด่านสะเดา จังหวัดสงขลา : กรณีศึกษาบริษัท Abc, พรรทิตา รัตนจีนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากวิกฤติการขนส่งสินค้าทางเรือที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบันภายหลังจากการแพร่ ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ทำให้ขั้นตอนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าทั้งหมดล่าช้า และค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบให้การขนส่งสินค้าล่าช้าและต้นทุนการขนส่งเพิ่มมากขึ้น ทำให้บริษัทกรณีศึกษาสนใจการขนส่งทางบก เนื่องจากมีความรวดเร็ว ตารางการเดินรถที่ยืดหยุ่นกว่าการขนส่งทางเรือที่ทางบริษัทใช้ในการขนส่งปัจจุบัน เพื่อช่วยให้บริษัทมีทางเลือกในการขนส่งเครื่องสำอางที่มีประสิทธิภาพและใช้ระยะเวลาในการนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องสำอางจากศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทที่ประเทศสิงคโปร์ สั้นลงกว่าปัจจุบันและส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าในประเทศไทยได้ตรงตามแผนที่วางไว้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการนำเข้าเครื่องสำอางทางบกจากประเทศสิงคโปร์ด้วยวิธีการขนส่งที่มีประสิทธิภาพและศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลการขนส่งในมิติด้านเวลา และ ต้นทุนกับการขนส่งทางเรือที่บริษัท ABC ใช้อยู่ในปัจจุบันเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ของบริษัท ABC ในการนำเข้าเครื่องสำอางจากศูนย์กระจายสินค้าบริษัทที่ประเทศสิงคโปร์โดยใช้ระบบ สารสนเทศภูมิศาสตร์ ผ่านโปรแกรม ArcGIS Pro 2.6.1 และการวิเคราะห์โครงข่าย (Network Analysis) เป็นเครื่องมือหลักในการทำวิจัยควบคู่กับเส้นทางสิงคโปร์ - มาเลเซีย – ด่านสะเดา จังหวัดสงขลาจาก Google Map ผลการวิจัยพบว่าการขนส่งทางบกมีระยะเวลาการนำเข้าเครื่องสำอางสั้นกว่าทางเรือ 6 วัน และมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่ใกล้เคียงกับต้นทุนที่บริษัท ABC เสียอยู่ในปัจจุบัน
การเปรียบเทียบรูปแบบการขนส่งการขนส่งแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ในเส้นทาง ไทย-จีน ในช่วง Covid-19, พงศกร เอื้อชีวกุล
การเปรียบเทียบรูปแบบการขนส่งการขนส่งแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ในเส้นทาง ไทย-จีน ในช่วง Covid-19, พงศกร เอื้อชีวกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นบทนี้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโครงการวิจัย ประกอบด้วยการเปรียบเทียบรูปแบบการขนส่งการขนส่งแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ในเส้นทางไทย-จีนในช่วง Covid-19 รูปแบบการขนส่งทางเรือ ทางอากาศ และการขนส่งทางรถข้ามแดนที่เป็นการขนส่งทางหลัก ไปที่ประเทศจีน ในช่วง Covid -19 โดยประเภทสินค้าที่จะทำการศึกษาจะเป็น สินค้าแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ มีวัตถุประสงค์เพื่เปรียบเทียบการลดต้นทุนของการขนส่ง รวมถึงศึกษาประโยชน์ของรูปแบบการขนส่งในรูปแบบต่างๆ ซึ่งในช่วง Covid-19ที่ผ่านมาได้มีหลายปัจจัยที่ทำให้การขนส่งรูปแบบต่างๆเปลี่ยนแปลงไป เริ่มจากรวบรวมข้อมูลด้านการขนส่งในช่วงCovid-19 จากบริษัทกรณีศึกษาพร้อมกับศึกษาข้อมูลจากบริษัทผู้ขนส่งที่สามารถให้บริการได้หลากหลายรูปแบบเพื่อทราบถึงปัญหาในช่วงที่มีโรคระบาดเกิดขึ้นและศึกษาที่ต้นทุนค่าขนส่งแต่ละรูปแบบในช่วงCovid-19 และ ใช้กระบวนการวิเคราะห์ความสำคัญของปัจจัยต่างๆโดยเก็บรวบรวมการให้น้ำหนักจากผู้ผลิตแผงอิเล็กทรอนิกส์โดยกำหนดปัจจัยสำคัญในการขนส่งมา4อย่างได้แก่ ต้นทุนการขนส่งที่ประหยัด ความถี่ในการขนส่งที่สูง ระยะเวลาในการขนส่งที่สั้น และปริมาณการขนส่งต่อรอบจำนวนมาก โดยให้คะแนนการขนส่งทางเรือมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบคะแนนแล้ว แต่เนื่องจากสถานณการณ์ Covid-19 ทำให้การขนส่งทางรถข้ามแดนทางบกมีบทบาทมากขึ้นเนื่องจากสามารถประหยัดต้นทุนรองลงมาจากทางเรือและมีระยะเวลาการขนส่งที่รวดเร็วมากกว่าพร้อมทั้งสามารถกำหนดรอบการวิ่งได้ถี่และมั่นคงมากกว่าทางเรือ ส่วนการขนส่งทางอากาศถึงจะมีต้นทุนที่สูงที่สุดแต่เป็นการขนส่งที่มีระยะเวลาที่รวดเร็วที่สุดจึงจำเป็นอย่างมากในการใช้เติมสายการผลิตที่เร่งด่วนที่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วง Covid-19 โดยได้ใช้เครื่องมือการหาปริมาณหรือจำนวนการสั่งซื้อสินค้าที่เหมาะสม (Economic Order Quantity) ด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ที่เหมาะสม รวมกับการให้คะแนนของทางอื่นปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อการจัดส่ง
การปรับปรุงระบบการจัดเก็บสินค้าคงคลัง และกำหนดนโยบายการสั่งซื้อสินค้าอย่างเหมาะสม กรณีศึกษา บริษัทจัดจำหน่ายรองเท้าสตรี, ชิสา ฤกษ์ศิลาธรณ์
การปรับปรุงระบบการจัดเก็บสินค้าคงคลัง และกำหนดนโยบายการสั่งซื้อสินค้าอย่างเหมาะสม กรณีศึกษา บริษัทจัดจำหน่ายรองเท้าสตรี, ชิสา ฤกษ์ศิลาธรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้วิจัยได้ทำการศึกษากรณีของบริษัทจัดจำหน่ายรองเท้าแฟชั่นสตรี ซึ่งปัจจุบันกำลังประสบปัญหาการมีสินค้าคงคลังที่เสื่อมสภาพเป็นจำนวนมาก ซึ่งสินค้าที่ทำรายได้หลักของบริษัทมีสัดส่วนไม่ถึง 50% ของสินค้าคงคลังทั้งหมด ในขณะที่ระดับการให้บริการลูกค้าอยู่ในระดับ 90% งานวิจัยฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงนโยบายการสั่งซื้อและการจัดเก็บสินค้าคงคลังประเภทที่มีความหลากหลายมากเพื่อลดปริมาณ รวมถึงต้นทุนสินค้าคงคลังในขณะที่ยังสามารถรักษาระดับการให้บริการลูกค้าให้อยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 การศึกษาเริ่มจากการจัดลำดับความสำคัญของสินค้าด้วยวิธี ABC Classification และเลือกสินค้าที่มีความสำคัญที่สุด 126 SKU มาดำเนินการหานโยบายการสั่งซื้อที่เหมาะสมด้วยการสร้างแบบจำลองสถานการณ์มอนติคาร์โล ภายใต้สถานการณ์ที่มีปริมาณความต้องการและระยะเวลาสั่งซื้อแบบไม่คงที่ โดยได้เปรียบเทียบผลการกำหนดนโยบายระหว่างแบบปริมาณการสั่งคงที่ (Q Model) และรอบการสั่งคงที่ (P Model) พร้อมทั้งเปรียบเทียบผลลัพธ์ของนโยบายใหม่ที่กำหนดกับนโยบายปัจจุบัน เพื่อสรุปและกำหนดเป็นนโยบายที่เหมาะสมในการสั่งซื้อสินค้าในอนาคต โดยได้ใช้ข้อมูลยอดขายปี 2562 และ 2563 จากการศึกษาพบว่านโยบายแบบรอบเวลาการสั่งคงที่ (P model) โดยกำหนดรอบเวลาให้สั่งสินค้ากลุ่ม A B และ C ทุก 2 เดือน ในขณะที่กำหนดระดับการให้บริการที่ 99% เมื่อเทียบกับนโยบายปัจจุบัน สามารถลดต้นทุนรวมได้ 22.66% ในปี 2562 และ 7.19% ในปี 2563 นอกจากนี้นโยบายใหม่ยังส่งผลให้ Inventory Turnover เฉลี่ยสูงขึ้น รวมถึงระดับการให้บริการที่เพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย