Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Human Resources Management Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1 - 30 of 69

Full-Text Articles in Human Resources Management

การจัดการท่องเที่ยวบ่อน้ำพุร้อนเค็มคลองท่อมอย่างมีส่วนร่วมเพื่อความยั่งยืน, ชลิตา ชัชวา Jan 2025

การจัดการท่องเที่ยวบ่อน้ำพุร้อนเค็มคลองท่อมอย่างมีส่วนร่วมเพื่อความยั่งยืน, ชลิตา ชัชวา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กรณีบ่อน้ำพุร้อนเค็มคลองท่อม จังหวัดกระบี่ 2) ศึกษาการจัดการท่องเที่ยวเชิงมีส่วนร่วมเพื่อความยั่งยืน และ 3) ศึกษาแนวทางการจัดการเพื่อความยั่งยืน โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวม 15 ราย โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ด้านสภาพพื้นที่ บ่อน้ำพุร้อนเค็มคลองท่อมมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เชื่อมโยงกับการบำบัดสุขภาพ และเป็นฐานรายได้แก่ชุมชน แม้สิ่งอำนวยความสะดวกยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม ภาครัฐมีบทบาทด้านมาตรฐานความปลอดภัย ส่วนเอกชนสนับสนุนด้านบริการ ฝึกอบรม และการตลาดร่วมกับชุมชน ด้านการจัดการ ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งคณะกรรมการบริหาร จัดทำกฎระเบียบ และอบรมมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ภาครัฐและเอกชนพัฒนาการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว ส่งเสริมการตลาดเชิงสุขภาพ และสร้างเวทีความร่วมมือ ด้านการมีส่วนร่วม ชุมชนมีบทบาทเชิงปฏิบัติ แบ่งหน้าที่ชัดเจน ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งด้านความรู้และงบประมาณ แม้กระบวนการตัดสินใจบางส่วนยังขึ้นอยู่กับภาครัฐ และการแบ่งปันผลประโยชน์ยังไม่ทั่วถึง


ทัศนคติของคน Gen Y ที่มีต่อนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์, พลอยไพลิน พูลสวัสดิ์ Jan 2025

ทัศนคติของคน Gen Y ที่มีต่อนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์, พลอยไพลิน พูลสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีความสนใจที่จะศึกษาพฤติกรรมการรับรู้ของคนเจนเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อนโยบายการออมและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการรับรู้คนเจนเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อนโยบายการออม และสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เปรียบเทียบความคิดเห็นของของคน Gen y ที่มีต่อนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ และศึกษาพฤติกรรมการรับรู้คนเจนเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อนโยบายการออม และสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยการวิจัยเป็นชิงปริมาณแจกแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 384 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์โดยการทดสอบค่าที ค่าเอฟ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐาน ผลการศึกษาพบว่า ระดับทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ความรู้ในการออมของคน Gen y และนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ อยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของทัศนคติในการออมนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ของคนเจนเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า เพศ อายุ อาชีพ ค่าใช้จ่ายหลัก ค่าใช้จ่ายต่อเดือน ความเพียงพอของรายรับ–รายจ่ายที่ต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 นอกนั้นมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน และในด้านทัศนคติ การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม และความรู้ในการออม มีผลต่อนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจากผลการศึกษาอาจเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแนวทางพัฒนานโยบายด้านการออมและสวัสดิการผู้สูงอายุให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของสังคมไทยในอนาคต


การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วยรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร, สัณหณัฐ ดนตรี Jan 2025

การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วยรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร, สัณหณัฐ ดนตรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร 2) วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และผลจากการใช้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร และ 3) สังเคราะห์ผลการศึกษาและเสนอแนะแนวทางที่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานครโดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานเอกชน ผู้ใช้งานรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และผู้ไม่ได้ใช้งานรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า รวมทั้งสิ้น 28 คน โดยกำหนดวิธีการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและบรรยายข้อมูลเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่กรุงเทพมหานครถือเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่ประสบปัญหาดังกล่าว เนื่องจากเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีความหนาแน่นของการจราจรสูง ส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศบ่อยครั้ง ในปัจจุบัน รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเริ่มมีการจำหน่ายและใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างแพร่หลายในประเทศไทย รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงตระหนักถึงบทบาทสำคัญของรถยนต์ประเภทนี้ในการช่วยลดมลพิษจากภาคคมนาคม เพื่อให้การใช้งานรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าสามารถลดมลพิษได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการวางแผนและดำเนินนโยบายสนับสนุน ดังนั้น การส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างครอบคลุมและมีระบบสนับสนุนที่เหมาะสมจึงถือเป็นกลไกสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตในกรุงเทพมหานคร รวมถึงส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยโดยรวม


บทเรียนความสำเร็จในการขับเคลื่อนชุมชนปลอดขยะภายใต้แนวคิดการจัดการขยะเหลือศูนย์ กรณีศึกษาชุมชนบ้านหนองสองห้อง เทศบาลตำบลกรับใหญ่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี, รัชนีกร หอมดวงสี Jan 2024

บทเรียนความสำเร็จในการขับเคลื่อนชุมชนปลอดขยะภายใต้แนวคิดการจัดการขยะเหลือศูนย์ กรณีศึกษาชุมชนบ้านหนองสองห้อง เทศบาลตำบลกรับใหญ่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี, รัชนีกร หอมดวงสี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ถอดบทเรียนการเป็นชุมชนปลอดขยะต้นแบบของชุมชนบ้านหนองสองห้อง ตำบลกรับใหญ่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี 2) จัดทำแนวทางในการขยายผลความสำเร็จจากการขับเคลื่อนชุมชนปลอดขยะภายใต้แนวคิดขยะเหลือศูนย์แบบมีส่วนร่วม วิธีดำเนินการวิจัยดำเนินการศึกษาโดยใช้เทคนิคการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ภาคประชาชน 2) เจ้าหน้าที่ภาครัฐ 3) เจ้าหน้าที่ภาคเอกชน และเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ วิเคราะห์ผลสำเร็จในแต่ละขั้นตอนตามกรอบแนวคิดทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง ToC (Theory of Change) ผลการศึกษาพบว่า การขับเคลื่อนการจัดการขยะของชุมชนบ้านหนองสองห้อง ริเริ่มจากปัจจัยนำเข้า 2 ส่วน ได้แก่ 1) ความต้องการแก้ปัญหาขยะในพื้นที่อันเป็นผลมาจากการที่ชุมชนต้องเผชิญกับปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าที่ระบบการจัดการขยะของเทศบาลจะดำเนินการจัดการได้อย่างทันท่วงที 2) บทเรียนความสำเร็จจากชุมชนต้นแบบในพื้นที่ อันได้แก่ ชุมชนบ้านรางพลับ ตำบลกรับใหญ่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นชุมชนที่ประสบผลสำเร็จจากการประกวดรางวัลชุมชนปลอดขยะ (Zero Waste) และเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนต้นแบบได้กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญในกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ พบปัจจัยแห่งความสำเร็จในการขับเคลื่อนการเป็นต้นแบบชุมชนปลอดขยะในระดับประเทศ 6 ประเด็น ประกอบด้วย 1) การมีต้นแบบแห่งความสำเร็จ 2) การสนับสนุนของภาคีเครือข่าย 3) ความไว้เนื้อเชื่อใจ 4) แรงจูงใจ 5) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ 6) กระบวนการแบบมีส่วนร่วม


ผลของเกมกระดาน “ผจญภัยในดินแดนแห่งความเสี่ยง (Riskland)” ต่อการเสริมสร้างเจตคติในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติของเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ดารนา ทิมอรุณ Jan 2024

ผลของเกมกระดาน “ผจญภัยในดินแดนแห่งความเสี่ยง (Riskland)” ต่อการเสริมสร้างเจตคติในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติของเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ดารนา ทิมอรุณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลของเกมกระดานผจญภัยในดินแดนแห่งความเสี่ยง (Riskland) ที่มีต่อการสร้างเจตคติในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติของเยาวชน โดยเปรียบเทียบเจตคติก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ผ่านเกมกระดานดังกล่าว และ (2) เสนอแนวทางในการสร้างเจตคติในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติของเยาวชนโดยใช้เกมกระดาน Riskland งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) ด้วยวิธีการวัดคะแนนก่อนและหลังการเรียนรู้ (One Group Pretest–Posttest Design) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเยาวชนในกรุงเทพมหานคร อายุระหว่าง 12–18 ปี จำนวน 30 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) พร้อมทั้งเก็บเชิงคุณภาพจากการสังเกตพฤติกรรมระหว่างเล่นเกมกระดาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังเล่นเกมกระดาน โดยใช้สถิติ Paired Samples t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ผลการวิจัยพบว่า ก่อนเล่นเกมกระดาน เยาวชนมีเจตคติในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยรวม 3.65 และหลังการเล่นเกม ค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 4.09 แสดงให้เห็นว่าเกมกระดานมีส่วนช่วยส่งเสริมเจตคติของเยาวชนในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับกลุ่มตัวอย่าง พบว่า เยาวชนมีเจตคติเชิงบวกในทุกองค์ประกอบ มีความสนุกสนาน ตื่นเต้น และมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในกิจกรรม พร้อมทั้งสะท้อนความตั้งใจนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปปรับใช้ในชีวิตจริง


แนวทางการส่งเสริมการสื่อสารในยุคดิจิทัลเพื่อการท่องเที่ยว : กรณีศึกษา ตลาดน้ำบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ, อมฤต จงเสถียร Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมการสื่อสารในยุคดิจิทัลเพื่อการท่องเที่ยว : กรณีศึกษา ตลาดน้ำบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ, อมฤต จงเสถียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยการสื่อสารเพื่อส่งเสริมการตลาดเพื่อการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัลของตลาดน้ำโบราณบางพลีทั้ง 6 ด้าน และเสนอแนวทางการพัฒนาการส่งเสริมการตลาดเพื่อการท่องเที่ยวชุมชนตลาดน้ำโบราณบางพลีให้เกิดความยั่งยืนในยุคดิจิทัล โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตผู้ค้าขาย ผู้ดูแลชุมชน และนักท่องเที่ยว รวม 12 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ผู้ค้าขายในชุมชนส่วนใหญ่ยังใช้วิธีการขายแบบดั้งเดิม แต่ก็มีบางส่วนเริ่มปรับตัวให้มากขึ้นกับวิธีการทางดิจิทัล โดยในภาพรวมของการส่งเสริมการตลาดในปัจจุบัน คือ 1. ด้านโฆษณา มีการทำคลิปวิดีโอลง Facebook แต่ยังมีน้อย 2. ด้านการส่งเสริมการขาย ส่วนใหญ่เป็นในรูปแบบบริการและลดราคา แต่การใช้ผ่านช่องดิจิทัลยังน้อยอยู่ 3. การขายโดยบุคคล เป็นวิธีหลักที่ใช้ก็คือการพูดและโน้มน้าวในการขายของ 4. การประชาสัมพันธ์ มาจากป้ายและการบอกต่อ 5. การตลาดทางตรง ไม่มีการทำเนื่องจากเป็นวิธีที่เข้าใจยาก และ 6.การตลาดออนไลน์ มีบ้างเฉพาะบางร้านเท่านั้น สำหรับการเสนอแนวทางการพัฒนานั้น เสนอให้มีการจัดตั้งองค์กรส่งเสริมความรู้ดิจิทัลในชุมชนเพื่อสร้างพื้นฐานการใช้งาน และขยายการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่


การใช้ เจเนอเรทีฟ เอไอ อย่างมีจริยธรรมในการทำวิจัยและการเขียนทางวิชาการเพื่อการตีพิมพ์ของนิสิตนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในกรุงเทพมหานคร, นพรุจ นาคบุรี Jan 2024

การใช้ เจเนอเรทีฟ เอไอ อย่างมีจริยธรรมในการทำวิจัยและการเขียนทางวิชาการเพื่อการตีพิมพ์ของนิสิตนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในกรุงเทพมหานคร, นพรุจ นาคบุรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ Generative AI อย่างมีจริยธรรมในการทำวิจัยและการเขียนทางวิชาการเพื่อการตีพิมพ์ของนิสิตนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในกรุงเทพมหานคร อันนำมาสู่การจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการใช้ Generative AI อย่างมีจริยธรรมในการทำวิจัยและการเขียนทางวิชาการ ดำเนินการศึกษาโดยใช้เทคนิควิจัยเชิงปริมาณ สุ่มตัวอย่างด้วยการกำหนดคุณสมบัติแบบเจาะจง (Purposive sampling) มีขนาดกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 125 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ความแตกต่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (t-test Independent) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) โดยการวิจัยครั้งนี้ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีลักษณะการใช้ Gen. AI สำหรับการทำวิจัยอยู่ในระดับ “น้อย” เหมือนกันกับการทำบทความวิจัยเมื่อพิจารณาถึงการยอมรับได้ถึงการใช้ Gen. AI อย่างมีจริยธรรม (Ethic) สำหรับการทำวิจัยอยู่ในระดับ “ปานกลาง” เช่นเดียวกันกับการทำบทความวิจัย ในส่วนระดับความรู้และเข้าใจ Gen. AI (Understand) ของนิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับ “ปานกลาง” แต่ในส่วนของระดับการประเมินผล Gen. AI (Evaluate) อยู่ในระดับ “มาก” ที่สำคัญปัจจัยทางด้านระดับการศึกษา ระดับความรู้และเข้าใจ Gen. AI (Understand) และการประเมินผล Gen. AI (Evaluate) มีผลต่อการยอมรับได้ถึงการใช้ Gen. AI อย่างมีจริยธรรม จึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะให้มีการจัดกิจกรรมฝึกอบรมส่งเสริมให้มีการยอมรับได้ถึงการใช้ Gen. AI อย่างมีจริยธรรม โดยแบ่งกลุ่มตามระดับการศึกษา และระดับความรู้และเข้าใจของนิสิตนักศึกษา รวมทั้ง ส่งเสริมให้นิสิตนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษามีทักษะและความสามารถในการประเมินผล Gen. AI โดยเน้นไปในส่วนของความสามารถในการตรวจสอบฐานข้อมูล Gen. AI ที่ใช้สร้างข้อมูลคำตอบ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นิสิตนักศึกษามีการยอมรับได้ถึงการใช้ Gen. AI อย่างมีจริยธรรมที่ดียิ่งขึ้น


แนวทางการส่งเสริมการเข้าถึงประกันสังคมของแรงงานนอกระบบ : กรณีศึกษากลุ่มหาบเร่แผงลอย เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร, นภาภิรมย์ สุระมาตย์ Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมการเข้าถึงประกันสังคมของแรงงานนอกระบบ : กรณีศึกษากลุ่มหาบเร่แผงลอย เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร, นภาภิรมย์ สุระมาตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์หรือการรับสวัสดิการ วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรคและปัจจัยในการเข้าถึงประกันสังคมของกลุ่มหาบเร่แผงลอย เขตพระนคร กรุงเทพมหานครและเพื่อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงประกันสังคมของกลุ่มหาบเร่แผงลอย เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ หาบเร่แผงลอยที่อยู่ในจุดผ่อนผันทั้งหมด 5 แห่ง ได้แก่ ถนนแพร่งนรา ถนนตานี ถนนจักรเพชร พาหุรัด ตรีเพชร ถนนพาหุรัดฝั่งไชน่าเวิลด์ถนนไกรสีห์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 เจ้าพนักงานเทศกิจชำนาญการเขตพระนครและเจ้าหน้าที่กองคุ้มครองแรงงานนอกระบบ ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นจำนวนทั้งหมด 38 คนโดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบลูกโซ่เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึกและการทำกลุ่มสนทนาและใช้วิธีการวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลแยกแยะเนื้อหาสาระและเขียนพรรณนา การศึกษาพบว่า หาบเร่แผงลอย เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีจำนวนหาบเร่แผงลอยลดลงอย่างมากจากเมื่อก่อน เนื่องจากการขาดหลักประกันสังคมทำให้ไม่ได้รับความคุ้มครองเมื่อต้องเผชิญความเจ็บป่วย อุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดต่าง ๆ ทำให้ได้รับผลกระทบและความเสี่ยงดังกล่าวโดยตรงนอกจากนี้นโยบายประกันสังคมเป็นเพียงนโยบายเดียวที่เข้ามาคุ้มครองการทำงานของหาบเร่แผงลอย ซึ่งปัญหาอุปสรรคในการเข้าถึงประกันสังคมของแรงงานนอกระบบ กรณีศึกษากลุ่มหาบเร่แผงลอย เป็นปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานและมีสาเหตุจากหลายปัจจัย ทั้งที่เกิดจากตนเอง เช่น สภาวะทางเศรษฐกิจ การขาดความรู้ความเข้าใจการไม่สนใจที่จะศึกษาการเข้าถึงประกันสังคมด้วยตนเองและเกิดจากการทำงานของภาครัฐ เช่น คุณภาพการบริการ การขาดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ความไม่เท่ากันเกี่ยวกับสวัสดิการของแรงงานในระบบ และแรงงานนอกระบบ สภาพการทำงาน โดยการกำกับดูแลจากทางภาครัฐ ทั้งในเรื่องกฎหมายและนโยบายเป็นทั้งการส่งเสริม และการสร้างความไม่มั่นคงให้กับอาชีพหาบเร่แผงลอย ซึ่งมีความขัดแย้งกันนำไปสู่ปัญหา อุปสรรคในการเข้าถึงประกันสังคมปัจจัยในการเข้าถึงประกันสังคมของแรงงานนอกระบบ กรณีศึกษากลุ่มหาบเร่แผงลอย ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยอนามัย ปัจจัยจูงใจและปัจจัยด้านนโยบาย โดยปัญหาอุปสรรคในการเข้าถึงประกันสังคมส่งผลกระทบโดยตรงต่อปัจจัยในการเข้าถึงประกันสังคมโดยตรง ซึ่งนำไปสู่การเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมการเข้าถึงประกันสังคมของแรงงานนอกระบบ ได้แก่ 1.สำนักงานประกันสังคมควรมีการจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสิทธิประกันสังคมของแรงงานนอกระบบ 2.ภาครัฐความมีการจัดทำนโยบายหรือสวัสดิการที่กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว 3.ภาครัฐควรพัฒนานโยบายประกันสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของแรงงานนอกระบบ และแรงงานในระบบ 4.สำนักงานประกันสังคมควรมีการประชาสัมพันธ์ในระบบประกันสังคมอย่างถูกต้องและชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดข้อมูลที่เป็นเท็จ 5.ภาครัฐควรมีการบูรณาการร่วมกันของสำนักงานเทศกิจและสำนักงานประกันสังคมเพื่อให้เกิดการส่งเสริมอาชีพหาบเร่แผงลอยอย่างแท้จริง


ความมั่นคงของมนุษย์ท่ามกลางการแพร่ระบาดของวิกฤตโควิด-19: การศึกษารายกรณีสามล้อถีบในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา, เนติ ภูริทัตสิริ Jan 2024

ความมั่นคงของมนุษย์ท่ามกลางการแพร่ระบาดของวิกฤตโควิด-19: การศึกษารายกรณีสามล้อถีบในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา, เนติ ภูริทัตสิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาชีวิตความเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตของผู้ประกอบอาชีพสามล้อถีบก่อนการเกิดสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 (2) เพื่อศึกษาสถานการณ์ตามกรอบแนวคิดความมั่นคงของมนุษย์และการรับมือของผู้ประกอบอาชีพสามล้อถีบ และ (3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการยกระดับความมั่นคงของมนุษย์ของผู้ประกอบอาชีพสามล้อถีบในพื้นที่เทศบาลนครนครราชสีมา โดยใช้วิธีการเชิงคุณภาพ ในรูปแบบการศึกษารายกรณี โดยมีกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ประกอบอาชีพสามล้อถีบ กลุ่มบุคคลแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวนรวม 19 ราย โดยใช้เครื่องมือแบบบันทึกการศึกษาภาคสนาม แนวคำถามการสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบบันทึกการถอดข้อมูลโสตทัศนูปกรณ์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งใช้ในการสัมภาษณ์เชิงลึก และใช้การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมเพื่อศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบอาชีพสามล้อถีบเป็นแรงงานสูงอายุและย้ายถิ่นเข้ามาในพื้นที่เพื่อทำงานระยะยาว ปัจจุบันประสบปัญหาเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ อาทิ การมีรายได้น้อย การมีความเสี่ยงด้านสุขภาพ และเมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้อาชีพสามล้อถีบได้รับผลกระทบ 5 มิติ คือ (1) ผลกระทบมิติการมีงานทำและรายได้ (2) ผลกระทบมิติสุขภาพ (3) ผลกระทบมิติอาหาร (4) ผลกระทบมิติครอบครัว ส่งผลให้มีการปรับตัว และ (5) ผลกระทบมิติที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการปรับตัวที่คล้ายกัน เช่น การปรับตัวด้านค่าใช้จ่ายและรายได้ การถีบสามล้อเพื่อรับอาหารและสิ่งของ การเรียนรู้เทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ และการใช้อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อโควิด


ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการพัฒนาเมือง : กรณีศึกษาชุมชนแออัดบนถนนพระรามสี่, ธนิตา ชาญชิตปรีชา Jan 2024

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการพัฒนาเมือง : กรณีศึกษาชุมชนแออัดบนถนนพระรามสี่, ธนิตา ชาญชิตปรีชา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้ศึกษาพัฒนาการเปลี่ยนแปลงบนถนนพระรามสี่ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน และทัศนคติระดับครัวเรือนต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ในระยะก่อนและหลังปี 2565 โดยศึกษาชุมชนแออัดในระยะ 1 กิโลเมตรจากถนนพระรามสี่ จำนวน 2 แห่ง คือ ชุมชนพัฒนาบ่อนไก่ และชุมชนพระเจน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยใช้การศึกษาแบบย้อนหลัง (Retrospective study) และการวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลโดยการวิเคราะห์เอกสาร แบบสอบถาม จำนวน 80 ชุด และการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับตัวแทนครัวเรือน นักวิชาการ และตัวแทนเจ้าหน้าที่รัฐ การศึกษาพบว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งมวลชน และโครงการพัฒนาเมือง ส่งผลให้เกิดการเข้าถึงพื้นที่ และการเพิ่มขึ้นของมูลค่าที่ดิน ซึ่งสร้างทั้งประโยชน์และแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อผู้อาศัยในชุมชนแออัด การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบบางประการสามารถสังเกตเห็นได้ชัด เช่น การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพ ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงย้ายเข้าออกของคนดั้งเดิม หรือเศรษฐกิจชุมชนดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้สภาพแวดล้อมชุมชนที่เปลี่ยนแปลงที่เร็วกว่าภายในชุมชน รวมถึงเงื่อนไขการพัฒนาที่อยู่อาศัยได้ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการขยับฐานะทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ครัวเรือนในชุมชนทั้งสองแห่งได้รับผลกระทบด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามตัวแทนครัวเรือนทั้งสองแห่งยังมีทุนทางสังคมอยู่มาก ข้อเสนอแนะต่อการจัดการผลกระทบ พบว่า การพัฒนาเมืองควรมีกระบวนการทำความเข้าใจและออกแบบร่วมกันระหว่างผู้อาศัยในชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยคำนึงถึงเงื่อนไขของครัวเรือนที่อาศัยในชุมชน ภาครัฐควรส่งเสริมและจัดให้มีการคุ้มครองทางสังคมที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในชุมชน รวมถึงทบทวนการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ส่งผลให้เกิดภาระภาษีที่อยู่อาศัยแก่ผู้เช่าอาศัยในชุมชน


แนวทางการเสริมพลังให้กับคนเก็บของเก่าที่หลุมฝังกลบเพื่อขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กรณีศึกษา: ศูนย์กำจัดมูลฝอย องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี, จิราภรณ์ จันทร์แย้ม Jan 2024

แนวทางการเสริมพลังให้กับคนเก็บของเก่าที่หลุมฝังกลบเพื่อขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กรณีศึกษา: ศูนย์กำจัดมูลฝอย องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี, จิราภรณ์ จันทร์แย้ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาค้นคว้าวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาวิถีชีวิตและการเก็บขยะพลาสติกของคนเก็บของเก่าในพื้นที่ศูนย์กำจัดมูลฝอย องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ตำบลคลองขวาง อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี และเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้คนเก็บของเก่าเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยคนเก็บของเก่าในศูนย์กำจัดมูลฝอย องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและสังเกตการณ์อย่างไม่มีส่วนร่วม โดยผู้ในข้อมูลสัมภาษณ์แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ กองทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีและกลุ่มคนเก็บของเก่าขายภายในศูนย์กำจัดมูลฝอย องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มคนเก็บของเก่าขายมีวิถีชีวิตในการทำงานเริ่มทำงานในบ่อขยะตั้งแต่เช้าและเลิกงานช่วงเย็นๆ การใช้ชีวิตประจำวันจะดำเนินภายในบ่อขยะทั้งพักผ่อน รับประทานอาหาร คัดแยกขยะโดยจะมีเพิงเล็ก ๆ ไว้หลบแดดหลบฝน ด้านคุณภาพชีวิตกลุ่มคนเก็บของเก่าถือเป็นกลุ่มที่ขาดโอกาสทางทั้งคมในด้านการศึกษา สวัสดิการและขาดโอกาสการได้รับคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐาน การทำงานแบบเดิมในทุก ๆ วัน คัดแยกขยะตามความเข้าใจโดยคัดแยกตามลักษณะของพลาสติกเช่น ขวดใส พลาสติกหนา พลาสติกทึบ การขาดองค์ความรู้ความเข้าใจทำให้เสียโอกาสการสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นการส่งเสริมสนับสนุนด้านองค์ความรู้จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำความเข้าใจเป็นอย่างมาก การพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ยังมีจำนวนไม่มาก จำกัดอยู่ในวงแคบเนื่องจากทรัพยากรและองค์ความรู้ที่จำกัดการสร้างแผนงานเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในการนำพลาสติกมาจัดการอย่างถูกต้องโดยใช้นักรีไซเคิลระดับมืออาชีพที่มีอยู่ภายในพื้นที่เป็นแรงงานสำคัญให้เกิดการสร้างแผนงานการดำเนินงานการจัดการขยะพลาสติกภายในศูนย์กำจัดมูลฝอยเพื่อสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มนักรีไซเคิลและการสร้างรายได้จากการจัดการขยะพลาสติกในกระบวนการแปรรูปขยะพลาสติกอย่างยั่งยืนยังช่วงลดปริมาณขยะพลาสติกและพื้นที่ฝังกลบขยะมูลฝอยที่มีอย่างจำกัด


การปรับตัวและการต่อรองของชุมชนชาติพันธุ์ต่อนโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐ : กรณีศึกษาชุมชนบ้านกลาง และชุมชนบ้านแม่ฮ่าง จังหวัดลำปาง, วัชรารินทร์ วงศ์ษานิติ Jan 2023

การปรับตัวและการต่อรองของชุมชนชาติพันธุ์ต่อนโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐ : กรณีศึกษาชุมชนบ้านกลาง และชุมชนบ้านแม่ฮ่าง จังหวัดลำปาง, วัชรารินทร์ วงศ์ษานิติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นงานศึกษาเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ คือ ศึกษาการปรับตัวและการต่อรองของชุมชนชาติพันธุ์ต่อนโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐ กรณีศึกษา คือ ชุมชนกะเหรี่ยงโปว์บ้านกลาง อำเภอแม่เมาะ และชุมชนปกาเกอะญอ - อาข่าบ้านแม่ฮ่าง อำเภองาว จังหวัดลำปาง ผู้วิจัยสัมภาษณ์ชาวบ้านในชุมชนบ้านกลาง อำเภอแม่เมาะ จำนวน 20 คน และชาวบ้านชุมชนบ้านแม่ฮ่าง อำเภองาว จำนวน 20 คน อีกทั้งผู้แทนหน่วยงานและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชุมชนบ้านกลาง อำเภอแม่เมาะ และชุมชนบ้านแม่ฮ่างอำเภองาว จังหวัดลำปาง ที่มีความเห็นต่อการปรับตัวและการต่อรองของชุมชนบ้านกลาง และชุมชนบ้านแม่ฮ่างจำนวน 7 คน รวมจำนวนผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งหมด 47 คน จากงานศึกษา พบว่า นโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของรัฐ เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่า การจัดการที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างได้รับผลกระทบ การสูญเสียที่ดินทำกิน การสูญเสียวิถีไร่หมุนเวียนที่มาแต่เดิม และถูกห้ามเก็บของป่า ซึ่งผลกระทบที่ชุมชนได้รับนำมาสู่การปรับตัวและการต่อรอง ซึ่งผลการวิจัยพบว่า การปรับตัวของชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างมีทั้งที่เป็นไปในลักษณะคล้ายคลึงกันและแตกต่างกัน การปรับตัวที่คล้ายคลึงกัน คือ การลดจำนวนปีของไร่หมุนเวียน และการลดพื้นที่แปลง หรือเลิกการทำไร่หมุนเวียน แต่ความแตกต่างคือชุมชนบ้านกลางยังคงยืนหยัดทำไร่หมุนเวียนอยู่แม้จะต้องปรับรูปแบบและรอบเวลา ในขณะที่ชุมชนบ้านแม่ฮ่างหันมาปลูกพืชเกษตรกรรมผสมผสานและนำการท่องเที่ยวมาเป็นแหล่งรายได้เสริม แต่ทั้งสองชุมชนไม่สามารถเข้าไปเก็บของป่าได้ดังเดิม และไม่สามารถดำรงชีวิตแบบเดิมได้อีกแล้วจึงนำมาสู่การต่อรองของชุมชนทั้งสอง ประกอบด้วยการเคลื่อนไหวการชุมนุม การจัดทำข้อมูลชุมชน การจัดการทรัพยากรของชุมชน ซึ่งการต่อรองเหล่านี้เป็นการเรียกร้องสิทธิของชุมชน และแสดงให้เห็นถึงการยืนหยัดต่อสู้ ในการรักษาอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของตนเองที่ชุมชนพิสูจน์ได้ว่าคนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุล ผลที่เกิดขึ้นของชุมชนหลังจากการปรับตัวและการต่อรองของชุมชน รัฐได้มีการจัดการทรัพยากรผ่านกลไกของกฎหมายหรือนโยบายที่เกี่ยวข้องกับโดยเพิ่มบทบาทของรัฐในการจัดการทรัพยากรมากขึ้น ส่งผลให้ชุมชนมีบทบาทและอำนาจในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมลดลง ทำให้ชุมชนยังไม่มีความมั่นคงในถิ่นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน อีกทั้งขาดกระบวนการมีส่วนร่วมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติกับรัฐจึงเกิดการเรียกร้องให้มีการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน และกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรสู่ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ส่งผลให้พื้นที่บางส่วนของชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่ฮ่างได้รับการกันออกจากพื้นที่เตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท แต่ยังมีพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในพื้นที่เตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท โดยอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบสิทธิ์เป็นลำดับไป


แนวทางการจัดการขยะชุมชนเพื่อป้องกันการเกิดขยะทะเลโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : กรณีศึกษา ชุมชนริมคลองในเขตเทศบาลเมืองลัดหลวงและองค์การบริหารส่วนตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ, กรกช วงศ์สำราญ Jan 2023

แนวทางการจัดการขยะชุมชนเพื่อป้องกันการเกิดขยะทะเลโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : กรณีศึกษา ชุมชนริมคลองในเขตเทศบาลเมืองลัดหลวงและองค์การบริหารส่วนตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ, กรกช วงศ์สำราญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษา คือ เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการขยะชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในการจัดการขยะชุมชนเพื่อป้องกันการเกิดขยะทะเลโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกและการสนทนากลุ่ม เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลคนสำคัญ (Key informants) บุคลากรระดับนโยบายและระดับปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 4 ท่าน ประชาชนในชุมชน จำนวน 9 ท่าน และสนทนากลุ่มโดยตัวแทนชุมชน แกนนำชุมชนเกี่ยวกับโครงการขยะร่วมกับนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม 12 ท่าน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เชิงบรรยายและการวิเคราะห์เชิงบริบทของเนื้อหา ปัญหาขยะทะเลมีแหล่งกำเนิดสำคัญมาจากขยะในแม่น้ำ จากการศึกษาพบว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรมีการดำเนินงาน ดังนี้ 1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และควรมีองค์กรภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในการอุดหนุนกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่องเพื่อลดปัญหาขยะพลาสติกไม่ให้รั่วไหลออกสู่ทะเลได้อย่างยั่งยืน 2) ควรมีการผลักดันให้มีการสนับสนุนความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อลดการใช้ขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว 3) รัฐบาลควรมีการผลักดันให้มีการออกกฎหมายหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการลดขยะพลาสติกในทะเลอย่างยั่งยืนในระยะยาว


แนวทางการแบ่งปันอาหารส่วนเกินเพื่อลดขยะอาหารตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน: กรณีศึกษา ครัวเรือนมุสลิม ชุมชนสวนหลวง 1, กิตติณัฐฎา พันธ์โพธิ์ Jan 2023

แนวทางการแบ่งปันอาหารส่วนเกินเพื่อลดขยะอาหารตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน: กรณีศึกษา ครัวเรือนมุสลิม ชุมชนสวนหลวง 1, กิตติณัฐฎา พันธ์โพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการแบ่งปันอาหารส่วนเกินในครัวเรือนมุสลิมเพื่อลดปัญหาขยะอาหาร และเสนอแนะเป็นแนวทางการแบ่งปันอาหารส่วนเกิน กรณีศึกษา ชุมชนสวนหลวง 1 ประกอบด้วยปัจจัยด้านความรู้ ด้านทัศนคติ ด้านการปฏิบัติ ด้านความเชื่อทางศาสนา และด้านแนวทางการแบ่งปันอาหารส่วนเกินของชุมชน โดยใช้เทคนิคการวิจัยเชิงปริมาณทำการเก็บแบบสอบถามปลายปิดจากครัวเรือนมุสลิมในชุมชนสวนหลวง 1 จำนวน 92 ครัวเรือน ที่คำนวณจากโปรแกรม G*Power ทำการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงในครัวเรือนมุสลิมและอาศัยการเก็บแบบสอบถามตามความสะดวกหรือความบังเอิญ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย (1) สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลครัวเรือนและลักษณะทางประชากรศาสตร์ (2) สถิติเชิงอนุมาณ ใช้วิธี Stepwise Multiple Regression Analysis เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยที่มีผลต่อการแบ่งปันอาหารส่วนเกินในครัวเรือนมุสลิม ชุมชนสวนหลวง 1 ผลการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการแบ่งปันอาหารส่วนเกินในครัวเรือนมุสลิมทั้ง 5 ด้าน พบว่า ด้านความรู้เกี่ยวกับสาเหตุและแนวทางแก้ไขการเกิดอาหารส่วนเกินและขยะอาหาร กลุ่มตัวอย่างสามารถตอบถูกเกินร้อยละ 70 ในขณะที่ความหมายของอาหารส่วนเกินและผลกระทบของขยะอาหารต่อสิ่งแวดล้อมกลุ่มตัวอย่างสามารถตอบถูกได้ต่ำกว่าร้อยละ 50 ด้านทัศนคติและด้านการปฏิบัติโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านความเชื่อทางศาสนาและด้านแนวทางการแบ่งปันอาหารส่วนเกินของชุมชนอยู่ในระดับมาที่สุด สำหรับการวิเคราะห์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการแบ่งปันอาหารส่วนเกิน พบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด 2 ด้าน ได้แก่ (1) การเพิ่มปัจจัยด้านแนวทางการแบ่งปันอาหารส่วนเกินของชุมชน เรื่องการจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารส่วนเกินและขยะอาหาร (2) การลดปัจจัยด้านทัศนคติ เรื่องการแยกขยะอาหารก่อนทิ้งไม่ช่วยแก้ปัญหาขยะอาหาร โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย (β) เท่ากับ 2.125 ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .01


ทุนอุดมศึกษาต่อการพัฒนาเยาวชน และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน, อัคตัรมีซี อาหามะ Jan 2023

ทุนอุดมศึกษาต่อการพัฒนาเยาวชน และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน, อัคตัรมีซี อาหามะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการดำเนินงาน “โครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่มีส่วนในการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในมิติผลกระทบจากนักศึกษาทุน และการจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาโครงการฯ ในอนาคต โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกลุ่มประชากรเป้าหมายจำนวน 2 กลุ่มได้แก่ กลุ่มที่ 1 นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการทุนอุดมศึกษาฯ ในระยะที่ 1 – 3 จำนวน 24 ราย กลุ่มที่ 2 บุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินงานโครงการการทุนอุดมศึกษาฯ จำนวน 4 ราย ผลการศึกษาพบว่า 1) การดำเนินงานโครงการทุนอุดมศึกษาฯ ได้ส่งผลให้เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่สามารถเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่มีคุณสมบัติตามที่โครงการฯ กำหนด ได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการดำเนินงานโครงการทุนฯ 2) นักศึกษาที่ได้รับทุนหลังจากสำเร็จการศึกษาได้มีโอกาสในการประกอบอาชีพตามศักยภาพของตนเองที่มีส่วนกับการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในทางตรง และทางอ้อมในมิติด้านการศึกษา ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และการส่งเสริมภาพลักษณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมในระดับภูมิภาคต่างๆ 3) บทบาทการประกอบอาชีพของนักศึกษาทุนสอดคล้องและมีส่วนในการหนุนเสริมการดำเนินงานของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน ระยะ 20 ปี พ.ศ.2560-2579 และเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และ4) ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการพัฒนาโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรมีการทบทวนการแนวทางการดำเนินงานและการจัดสรรทุนให้สอดคล้องกับบริบทของสถานการณ์ความต้องการบัณฑิตในพื้นที่ และการดำเนินงานของโครงการให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 การสร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต


มโนทัศน์ต่อ “ชีวิตที่ดี” ของชุมชนพื้นเมืองในบริบทพื้นที่ป่าและทะเล: วิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างรุ่น, สกุลรัตน์ ยี่สกุล Jan 2023

มโนทัศน์ต่อ “ชีวิตที่ดี” ของชุมชนพื้นเมืองในบริบทพื้นที่ป่าและทะเล: วิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างรุ่น, สกุลรัตน์ ยี่สกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ถึงมุมมอง “ชีวิตที่ดี” ของชนพื้นเมืองต่างรุ่นในบริบทของป่าและทะเล และนำเสนอแนวการพัฒนาทางเลือกคุณภาพชีวิตที่สอดคล้องกับมุมมอง “ชีวิตที่ดี” ของชุมชนจากกรณีศึกษา คือ ชุมชนกะเหรี่ยงโพล่งห้วยกระซู่-ห้วยแห้ง ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี และชุมชนชาวเลอูรักลาโว้ยสังกาอู้ ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ โดยการศึกษาวิจัยใช้วิธีเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารและภาคสนามจากการสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลักจากชุมชนและบุคคลภายนอกผู้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตชนพื้นเมือง ทั้งหมด 73 คน ผลการศึกษาพบว่า การกำหนดทิศทางการพัฒนาของประเทศ เช่น นโยบายด้านการจัดการทรัพยากร นโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยว เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อมุมมอง “ชีวิตที่ดี” ของชุมชนพื้นเมือง และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนมุมมองและการปรับตัวที่หลากหลายโดยมีเงื่อนไขเรื่องรุ่นเป็นตัวกำหนดสำคัญ ชุมชนกะเหรี่ยงห้วยกระซู่-ห้วยแห้ง ให้ความสำคัญกับการ “อยู่กับป่า” “กินกับป่า” และ “การพึ่งพาตนเอง” ในขณะที่ชาวเลสังกาอู้ให้ความสำคัญกับ “ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์” “ความสัมพันธ์ทางสังคม” และ “อิสระในชีวิต” ความเปลี่ยนแปลงสำคัญต่อชีวิตเกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้รับแรงกดดันจากปัจจัยด้านทุนและนโยบายการพัฒนาที่ส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจ สองชุมชนเผชิญประเด็นปัญหาจากนโยบายการส่งเสริมพื้นที่อนุรักษ์ร่วมกัน และปัญหาอื่นๆ ที่แต่ละชุมชนมีระดับความรุนแรงแตกต่างกัน ชุมชนห้วยกระซู่-ห้วยแห้งเผชิญกับความท้าทายจากนโยบายการส่งเสริมเกษตรเชิงเดี่ยว/เชิงพาณิชย์ และการผนวกรวมชาวบ้านเข้าสู่ระบบตลาด ขณะที่ชุมชนสังกาอู้เผชิญกับความท้าทายจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว ประมงพาณิชย์ และการแข่งขันในการเข้าถึงทรัพยากรที่เข้มข้นขึ้น อย่างไรก็ตามหลังการเผชิญวิกฤติปัญหาผู้อาวุโสยังคงมีมุมมองต่อ “ชีวิตที่ดี” ในวิถีดั้งเดิม แต่ได้พยายามปรับมุมมองยอมรับสังคมใหญ่มากขึ้น คนรุ่นกลางมองถึง “ชีวิตที่ดี” ด้วยการผสมผสานวิถีดั้งเดิมกับวิถีชีวิตใหม่เพื่อความมั่นคงของชีวิต สำหรับคนรุ่นใหม่มีแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่หลากหลาย โดยมีเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับมุมมองของผู้อาวุโสและคนรุ่นกลาง คือความต้องการใช้ชีวิตร่วมอย่างมั่นคงกับครอบครัวและชุมชน การศึกษานี้ช่วยให้เห็นว่า “ชีวิตที่ดี” ของผู้คนมีความหลากหลาย โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเฉพาะทางวัฒนธรรม การใช้แนวทางการพัฒนาที่เป็นแบบแผนกระแสหลักจึงไม่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน ส่งผลให้การพัฒนาไม่เป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพและขณะเดียวกันได้สร้างผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพชีวิตแต่ละพื้นที่จึงควรค้นหาแนวทางที่สอดคล้องกับมุมมอง “ชีวิตที่ดี” ในแต่ละบริบทสังคมวัฒนธรรม


​ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กนักเรียนไร้สัญชาติในตำบลช่องแคบ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ​: สถานการณ์ ปัญหาและแนวทางแก้ไข ​, สุมารีรักษ์ แกล้วกล้า Jan 2023

​ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กนักเรียนไร้สัญชาติในตำบลช่องแคบ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ​: สถานการณ์ ปัญหาและแนวทางแก้ไข ​, สุมารีรักษ์ แกล้วกล้า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ วิเคราะห์ปัจจัย ปัญหาและอุปสรรคในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของเด็กไร้สัญชาติหลังจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในพื้นที่ตำบลช่องแคบ อำเภอพบพระ จังหวัดตากและเพื่อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของเด็กไร้สัญชาติ ในพื้นที่ดังกล่าวโดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้บริหารและครูในสถานศึกษา นักเรียนไร้สัญชาติและผู้ปกครองและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 30 คน โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงและใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ด้วยแบบสัมภาษณ์ (Interview Form) และนำผลมาวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา จากการศึกษาพบว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีจำนวนของเด็กไร้สัญชาติเพิ่มมากขึ้นแม้ว่าประเทศไทยจะมีนโยบายในการจัดการปัญหาเกี่ยวกับคนไร้สัญชาติในพื้นที่ดังกล่าวแล้วก็ตาม การเพิ่มขึ้นดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการอพยพย้ายถิ่นของคนบริเวณชายขอบผ่านช่องทางธรรมชาติอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากประชากรไร้สัญชาติเห็นถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดจนทราบถึงสิทธิที่พวกเขาจะได้รับเมื่อพวกเขาอพยพย้ายถิ่นเข้าสู่ประเทศไทยและส่งผลต่อเนื่องทำให้จำนวนเด็กนักเรียนที่มีความต้องการในการเข้ารับการศึกษาเพิ่มมากขึ้น สำหรับสถานการณ์ในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของเด็กนักเรียนไร้สัญชาติในพื้นที่ดังกล่าวยังมีอุปสรรคเกิดขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก แม้ว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีการรับเอากฎหมาย นโยบายและข้อกำหนดของกระทรวงศึกษาธิการมาปฏิบัติแต่ก็ยังมีนักเรียนบางคนที่ถูกจำกัดการเข้าถึงสิทธิและโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา โดยอุปสรรคดังกล่าวเกิดขึ้นจากปัจจัยทางด้านปัจเจกบุคคล อาทิ อุปสรรคทางด้านเศรษฐกิจและสังคม อุปสรรคทางด้านทัศนคติของตัวเด็กนักเรียนไร้สัญชาติ ครอบครัวของเด็กนักเรียนรวมถึงบุคลากรที่มีความเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา นอกจากนี้ความไม่รู้สิทธิและข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกับการศึกษาก็ถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาหลังจบการศึกษาของเด็กนักเรียนไร้สัญชาติ ผลจากอุปสรรคดังกล่าวนำไปสู่การตัดสินใจในการศึกษาต่อหลังจากจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของเด็กไร้สัญชาติ โดยเฉพาะอุปสรรคทางด้านเศรษฐกิจและสังคมเนื่องจากผู้ปกครองของเด็กนักเรียนไร้สัญชาติมีฐานะค่อนข้างยากจนและมีวิถีชีวิตค่อนข้างยากลำบาก ดังนั้นเด็กนักเรียนไร้สัญชาติบางคนจึงเลือกที่จะเข้าสู่ระบบแรงงานและยุติการศึกษาหลังจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หรือตัดสินใจยุติการศึกษากลางคันก่อนจบการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แม้ว่าเด็กตลอดจนผู้ปกครองของเด็กนักเรียนเหล่านี้จะมีทัศนคติในเชิงบวกต่อการศึกษาก็ตาม


รูปแบบการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนมัธยมศึกษาโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครผ่านแนวคิดของโดนาบีเดียน, พิชชาพร มงคลวงศ์โรจน์ Jan 2023

รูปแบบการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนมัธยมศึกษาโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครผ่านแนวคิดของโดนาบีเดียน, พิชชาพร มงคลวงศ์โรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนมัธยมศึกษาโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร เปรียบเทียบรูปแบบการดูแลสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษาของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครตามขนาดของโรงเรียน ที่ตั้ง และสภาพแวดล้อม วิเคราะห์ความท้าทายและปัจจัยความสำเร็จของรูปแบบการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อช่วยในการพัฒนานโยบายและรูปแบบการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครดำเนินการศึกษาโดยใช้เทคนิควิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม และสุ่มกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายโดยมีขนาดตัวอย่างทั้งสิ้น 86 โรงเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของโรงเรียนกับรูปแบบการดูแลสุขภาพจิตโรงเรียนด้วย One-Way ANOVA โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคุณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จและความท้าทายของรูปแบบการดูแลสุขภาพจิตโรงเรียน ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนมัธยมศึกษาโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางถึงมาก ด้านกระบวนการมากที่สุด ส่วนด้านโครงสร้างน้อยที่สุด จากการเปรียบเทียบตามขนาดของโรงเรียน ที่ตั้ง และสภาพแวดล้อม พบว่า ด้านโครงสร้างโรงเรียนขนาดกลางมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด กรุงเทพเหนือมากที่สุดเรื่องครูและบุคลากรของโรงเรียนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักจิตวิทยา การให้คำปรึกษาเบื้องต้น ด้านกระบวนการโรงเรียนขนาดกลางมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด การสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อสุขภาพจิตของโรงเรียนทั้งสามขนาดอยู่ในระดับมากที่สุด โรงเรียนขนาดกลางมีค่าเฉลี่ยการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบเพื่อส่งเสริมด้านสุขภาพจิต ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมากที่สุด ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่และกรุงธนเหนือมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดในการปฏิบัติในห้องเรียนเพื่อการส่งเสริมสุขภาพจิตให้เกิดประสิทธิภาพ และโรงเรียนในกรุงธนใต้มากที่สุดเรื่องกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนในห้องได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น เพื่อนช่วยเพื่อน จิตอาสาช่วยเพื่อน การเรียนรู้ร่วมกันในชั้นเรียน ด้านผลลัพธ์โรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนในเขตกรุงเทพเหนือมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในเขตกรุงเทพกลางค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด เมื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของรูปแบบการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนกับสภาพแวดล้อม พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ขนาดและที่ตั้ง ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัจจัยความสำเร็จและความท้าทายของรูปแบบการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เป็นผลมาจากครูและบุคลากรของโรงเรียนมีความสามารถคัดกรองนักเรียนที่อยู่กลุ่มเสี่ยงได้ และการมีกล้องวงจรปิดที่สามารถใช้งานได้จริง กรุงเทพมหานครรวมถึงโรงเรียนในสังกัดควรโดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคนให้สามารถคัดกรองกลุ่มเสี่ยงได้เบื้องต้น และให้ความสำคัญกับโรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนในเขตกรุงเทพกลางที่มีข้อจำกัดในการดำเนินงานมากกว่าก่อน


ผลกระทบโรคระบาดโควิด-19 ต่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา : กรณีศึกษา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก, ณัฐพล แจ่มสุวรรณ Jan 2023

ผลกระทบโรคระบาดโควิด-19 ต่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา : กรณีศึกษา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก, ณัฐพล แจ่มสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลกระทบโรคระบาดโควิด-19 ต่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา : กรณีศึกษา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก และ 2) จัดทำข้อเสนอแนะต่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา: กรณีศึกษา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ภายใต้วิถีปกติใหม่ โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ พระภิกษุ ผู้ประกอบการร้านค้าภายในวัด นักท่องเที่ยวชาวไทย และเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 15 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาใช้วิธีการแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า ผลกระทบโรคระบาดโควิด-19 ต่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา พบว่า 1) ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ วัดมีรายได้ลดลง 2) ผลกระทบด้านสังคม นักท่องเที่ยวมีความวิตกกังวลและเครียดสะสมกลายเป็นปัญหาทางสุขภาพจิต และ 3) ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หน้าวิหารมีควันธูปลดลง และบริเวณโดยรอบมีความสะอาดมากขึ้น ดังนั้น จึงนำสู่การจัดทำข้อเสนอแนะต่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาภายใต้วิถีปกติใหม่ ดังนี้ 1) ด้านเศรษฐกิจ ควรนำแอพพลิเคชั่นผ่านระบบการทำบุญแบบออนไลน์มาช่วยอำนวยความสะดวก และประหยัดเวลาในการร่วมบริจาคเงินแก่นักท่องเที่ยว เพื่อลดการแพร่เชื้อโรคโควิด-19 2) ด้านสังคม ควรมีการเผยแพร่กิจกรรมทางศาสนาผ่านทางเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ เพื่อนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และ 3) ด้านสิ่งแวดล้อม ควรจัดที่นั่งโดยเว้นระยะห่าง กำหนดจำนวนคนและเวลาเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว


A Predictive Factors Of Intention And Behavior Toward Waste Separation Of Waterfront Communities: A Case Study Of Khlong Lat Luang Community Phra Pradaeng District Samut Prakan, Chadalak Samritthinanta Jan 2023

A Predictive Factors Of Intention And Behavior Toward Waste Separation Of Waterfront Communities: A Case Study Of Khlong Lat Luang Community Phra Pradaeng District Samut Prakan, Chadalak Samritthinanta

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aims to study the factors influencing the intention and behavior of waste management among residents living along the Chao Mueang Canal in Phra Pradaeng District, Samut Prakan Province. The study employs quantitative research methods by collecting questionnaires from 114 households along the Chao Mueang Canal. Data analysis utilizes descriptive statistics, including frequency, percentage, mean, and standard deviation, to analyze the socio-economic aspects of the sample group. Inferential statistics, such as the independent t-test, One-way ANOVA, and Structural Equation Modeling (SEM), are used to analyze the factors influencing waste separation behavior and intention, with a statistical significance level set …


แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรด้วยหญ้าแฝก กรณีศึกษา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มมะม่วงบ้านท่าทอง จังหวัดสุพรรณบุรี, บุษรินทร์ ดวงเด่น Jan 2023

แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรด้วยหญ้าแฝก กรณีศึกษา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มมะม่วงบ้านท่าทอง จังหวัดสุพรรณบุรี, บุษรินทร์ ดวงเด่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนการยอมรับการนำหญ้าแฝกมาใช้ในพื้นที่เกษตรกรรมของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมะม่วงบ้านท่าทอง ตำบลปากน้ำ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลคนสำคัญ 8 คน และเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ จากเอกสารทางวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ข้อมูลประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงและแนวคิดห่วงโซ่ผลลัพธ์ ในการวิเคราะห์กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่นำไปสู่ผลลัพธ์ในระยะยาว เพื่อจัดทำข้อเสนอแนวทางการขยายผลการสร้างการยอมรับการนำหญ้าแฝกมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรม ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม 5 กระบวนการ คือ 1) การค้นหาเงื่อนไขปัญหาของชุมชน 2) การแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาของเกษตรกร 3) การขยายผลการใช้หญ้าแฝกโดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 4) การต่อยอดการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร และ 5) การเป็นพื้นที่ต้นแบบในด้านการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งกระบวนการขับเคลื่อนดังกล่าว เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรในชุมชนได้อย่างยั่งยืนในอนาคต โดยมีข้อเสนอแนะต่อแนวทางการขยายผลการนำหญ้าแฝกมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรม คือ การสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก โดยเฉพาะการส่งเสริมการเรียนรู้ในเชิงปฏิบัติการ การส่งเสริมการสร้างเครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชนในกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ และการให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายในด้านต่าง ๆ ที่จำเป็นสอดคล้องกับปัญหาของพื้นที่ เพื่อให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถดำเนินกิจกรรมภายในกลุ่มได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ


พฤติกรรมการใช้และทิ้งพลาสติกชีวภาพของประชาชนในกรุงเทพมหานคร, สรรชุดา แย้มเกษร Jan 2023

พฤติกรรมการใช้และทิ้งพลาสติกชีวภาพของประชาชนในกรุงเทพมหานคร, สรรชุดา แย้มเกษร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พลาสติกชีวภาพถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดปัญหาการสะสมของขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าจัดการไม่ถูกวิธีจะตกค้างในสิ่งแวดล้อมจนเกิดปัญหาไมโครพลาสติก การแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดต้องเริ่มจากสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับพลาสติกทุกประเภทตั้งแต่การเลือกใช้จนถึงการจัดการขยะ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและลดปริมาณความต้องการใช้พลาสติก บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้และทิ้งพลาสติกชีวภาพของประชาชนในกรุงเทพมหานครผ่านปัจจัยการรับรู้ตามทฤษฎีของ Gibson ประกอบด้วยปัจจัยด้านความรู้ ประสบการณ์ สติปัญญา และสภาพแวดล้อม โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณอย่างแบบสอบถามปลายปิด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลมี 2 ส่วน ประกอบด้วย (1) สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปและลักษณะทางประชากรศาสตร์ (2) สถิติเชิงอนุมาน ด้วยวิธี Stepwise Multiple Regression Analysis วิเคราะห์ข้อมูลความสัมพันธ์ของปัจจัยการรับรู้ต่อพฤติกรรมการใช้และทิ้งพลาสติกชีวภาพของกลุ่มตัวอย่างประชาชนในกรุงเทพมหานครจำนวน 85 คน ที่คำนวณจากโปรแกรม G*Power อาศัยการสุ่มตัวอย่างแบบโควตา (Quota Sampling) โดยแบ่งกลุ่มตามที่ตั้งของเขตในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (strata) ทั้งหมด 3 เขต (เขตชั้นใน เขตชั้นกลาง และเขตชั้นนอก) ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการรับรู้ตามทฤษฎีของ Gibson (ตัวแปรต้น) ต่อพฤติกรรมการใช้และทิ้งพลาสติกชีวภาพของประชาชนในกรุงเทพมหานคร (ตัวแปรตาม) พบว่าปัจจัยด้านสติปัญญามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้และทิ้งพลาสติกชีวภาพมากที่สุด แบ่งเป็น 2 เรื่อง คือ (1) หาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฉลากและคำอธิบายบนผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับพลาสติกชีวภาพ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย (β) เท่ากับ 2.077 ที่ระดับนัยสำคัญ .01 และ (2) ลดปริมาณการใช้พลาสติกชีวภาพ เพราะบางชนิดก่อให้เกิดไมโครพลาสติกตกค้างในสิ่งแวดล้อมและสะสมในร่างกายส่งผลต่อสุขภาพ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย (β) เท่ากับ 3.574 ที่ระดับนัยสำคัญ .05 ดังนั้นข้อเสนอแนะสำหรับการใช้และทิ้งพลาสติกชีวภาพเพื่อให้พฤติกรรมของประชาชนในกรุงเทพมหานครเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น จึงควรเน้นการรับรู้ด้านสถิติปัญญาเรื่องฉลากและคำอธิบายบนผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ รวมถึงลดปริมาณการใช้พลาสติกชีวภาพบางชนิดที่ก่อให้เกิดไมโครพลาสติก


การให้ความหมายและแนวทางการยกระดับงานที่มีคุณค่าของลูกจ้างทำงานบ้านในยุคปกติใหม่: กรณีศึกษาลูกจ้างทำงานบ้านหญิงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, บุรสิทธิ์ เหมาะใจ Jan 2022

การให้ความหมายและแนวทางการยกระดับงานที่มีคุณค่าของลูกจ้างทำงานบ้านในยุคปกติใหม่: กรณีศึกษาลูกจ้างทำงานบ้านหญิงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, บุรสิทธิ์ เหมาะใจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ชี้ให้เห็นถึงชีวิตและพลวัตการทำงานของลูกจ้างทำงานบ้านหญิงก่อนและระหว่างสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 2) ค้นหาความหมายของงานที่มีคุณค่าในยุคปกติใหม่ และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนางานที่มีคุณค่าของลูกจ้างทำงานบ้านหญิง ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก ลูกจ้างทำงานบ้านหญิงในกรุงเทพมหานคร จำนวน 8 ราย นายจ้าง 3 ราย และนักวิชาการและเจ้าหน้าที่รัฐ 3 ราย ผลการศึกษาพบว่า 1) ชีวิตและพลวัตการทำงานของลูกจ้างทำงานบ้านก่อนสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ลูกจ้างทำงานบ้านหลายรายเริ่มเข้ามาประกอบอาชีพลูกจ้างทำงานบ้านตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นตอนต้นซึ่งมีระดับการศึกษาที่ไม่สูงมากนัก อีกทั้งมีปัญหาสะสมจากการทำงานในอาชีพดังกล่าว เช่น ไม่มีสัญญาการจ้างงาน ค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับภาระงานและชั่วโมงการทำงาน และการขาดสวัสดิการในการทำงาน ด้านรูปแบบการทำงานจำแนกได้ 2 รูปแบบ คือ ทำงานประจำกับนายจ้างเพียงคนเดียว ทำงานแบบครั้งคราวโดยมีนายจ้างหลายคน เมื่อมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ลูกจ้างทำงานบ้านประสบกับสภาวะความยากลำบากที่มากยิ่งขึ้น ทั้งจากการทำงานที่หนักกว่าปกติ การถูกลดค่าจ้าง/เงินเดือน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการเดินทางและอุปกรณ์ป้องกันโรค รวมทั้งต้องบริหารจัดการเพื่อดูแลค่าใช้จ่ายให้สมาชิกในครอบครัวที่สูญเสียรายได้หรือถูกเลิกจ้างในช่วงเวลาดังกล่าว จนส่งผลให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ในขณะที่ความช่วยเหลือจากภาครัฐที่ลูกจ้างทำงานบ้านได้รับ เช่น โครงการเราชนะ โครงการคนละครึ่ง เป็นเพียงแค่การช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้บ้างในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น แต่ไม่มีมาตรการที่ให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบอาชีพนี้โดยตรงในการทำงาน 2) การให้ความหมายต่องานที่มีคุณค่า พบว่า ลูกจ้างทำงานบ้าน นายจ้าง ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ให้ความหมายไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ เป็นงานที่สามารถตอบสนองต่อการดำรงชีวิตหรือความต้องการในชีวิตของแรงงานได้ 3) แนวทางการพัฒนางานที่มีคุณค่าของลูกจ้างทำงานบ้านหญิง พบว่า ความต้องการสูงสุดของลูกจ้างทำงานบ้าน คือ การหลักประกันทางสังคมที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับแรงงานที่มีนายจ้างอื่น ๆ รวมถึงการได้รับการคุ้มครองแรงงานตาม อนุสัญญาฉบับที่ 189 และข้อแนะฉบับที่ 201 เพื่อให้เกิดความมั่นคงในการทำงาน


ถอดบทเรียนการใช้หญ้าแฝกแก้ปัญหาดินดานเพื่อทำการเกษตร : กรณีศึกษา พื้นที่หมู่บ้านรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี, วิศรุตา วิเชียร Jan 2022

ถอดบทเรียนการใช้หญ้าแฝกแก้ปัญหาดินดานเพื่อทำการเกษตร : กรณีศึกษา พื้นที่หมู่บ้านรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี, วิศรุตา วิเชียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนการใช้หญ้าแฝกแก้ปัญหาดินดานเพื่อทำการเกษตร และเสนอแนวทางในการรณรงค์ส่งเสริมการใช้หญ้าแฝกแก้ปัญหาดินดานเพื่อทำการเกษตร ดำเนินการศึกษาโดยใช้เทคนิคการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เป็นเครื่องมือในการศึกษาและรวบรวมข้อมูล พิจารณาคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive random) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มหน่วยงานภาครัฐที่ขับเคลื่อนการใช้หญ้าแฝก คือ เจ้าหน้าที่จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 3 ท่าน และเจ้าหน้าที่จากสถานีพัฒนาที่ดินเพชรบุรี 1 ท่าน 2) กลุ่มภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง คือ เครือข่ายคนรักษ์แฝก 3 ท่าน และ 3) กลุ่มอาชีพเกษตร ในพื้นที่หมู่บ้านเป้าหมายในการขยายผลและถ่ายทอดเทคโนโลยี 8 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (content analysis) และการตีความ (interpretation) ตามกรอบการวิจัยเชิงย้อนรอย (Expost facto research) โดยวิเคราะห์ตามกรอบแนวคิดทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง (Theory of change) ในลักษณะการพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า การที่กลุ่มเกษตรกรมีการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกแก้ปัญหาดินดานเพื่อทำการเกษตรที่ประสบผลสำเร็จ จุดเริ่มต้นมาจากการมีบทบาทผู้นำ (Actors) ในการขับเคลื่อนที่ชัดเจน กล่าวคือ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ สถานีพัฒนาที่ดินเพชรบุรี และภาคีเครือข่ายคนรักษ์แฝก สร้างความร่วมมือกันในลักษณะเครือข่ายเพื่อกำหนดกลยุทธ์การดำเนินงาน (Activity) ที่เน้นหนักในด้านการสนับสนุน (Input) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องให้กับกลุ่มเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง คือ 1) กลยุทธ์การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการใช้หญ้าแฝกแก้ปัญหาดินดาน 2) กลยุทธ์การแจกจ่ายพันธุ์กล้าหญ้าแฝก 3) กลยุทธ์การติดตามประเมินผล และ 4) กลยุทธ์การบริหารจัดการ ซึ่งบทบาทผู้นำ (Actors) และกลยุทธ์การดำเนินงาน (Activity) เปรียบเสมือนตัวแปรสำคัญที่สามารถสร้างความเชื่อมโยงและความร่วมมือระหว่างกลุ่มเกษตรกร ส่งผลให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรและนำหญ้าแฝกไปใช้แก้ปัญหาดินดานในพื้นที่ เกิดผลการเปลี่ยนแปลงภายหลังจากการใช้หญ้าแฝกใน 3 มิติ คือ 1) ในแง่ของ Output คือ ดินดานลดน้อยลง พืชให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 2) ในแง่ของ Outcome คือ กลุ่มเกษตรกรยอมรับหญ้าแฝก ปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรที่คำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรดินตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) …


เทคนิคการฟื้นสภาพดินโดยการเติมธาตุอาหารธรรมชาติจากหินบะซอลต์ผุ: การทดลองสำหรับปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ในจังหวัดอุดรธานี, วีระพล แก้วอินทร์ Jan 2022

เทคนิคการฟื้นสภาพดินโดยการเติมธาตุอาหารธรรมชาติจากหินบะซอลต์ผุ: การทดลองสำหรับปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ในจังหวัดอุดรธานี, วีระพล แก้วอินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หินบะซอลต์อุดมไปด้วยซิลิกาและสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ดินบะซอลต์ที่เกิดจากการผุพังและย่อยสลายของหินบะซอลต์นั้นยังประกอบไปด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุซึ่งมีความจำเป็นสำหรับพืช รวมถึงมีความสำคัญต่อลักษณะเฉพาะบางประการและพืชบางชนิดด้วย เช่น กลิ่นหอมของข้าว เป็นต้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแหล่งหินบะซอลต์ผุที่มีศักยภาพ ทั้งลักษณะทางกายภาพ เคมี และมีความเหมาะสมเชิงพื้นที่ เพื่อนำบะซอลต์ผุที่มีศักยภาพเหล่านั้นไปทดลองปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 (KDML105) วัดผลอัตราการเติบโตรวมถึงผลผลิตของข้าวด้วย เราให้ความสนใจพื้นที่เขากระโดงซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้วและมีบะซอลต์ผุอยู่มากมายทั้งบริเวณโดยรอบและบริเวณใกล้เคียง วิธีการเริ่มจากการประมวลผลภาพถ่ายดาวเทียมจำนวน 3 ดวงด้วยเทคนิค GIS เพื่อค้นหาและเปรียบเทียบขอบเขตและการกระจายตัวของบะซอลต์ จากนั้นจึงกำหนดพื้นที่เป้าหมาย 3 แห่ง สำหรับการขุดดินบะซอลต์ วิเคราะห์ตัวอย่างดินจาก 7 โปรไฟล์ด้วย XRD และ XRF พบว่าพื้นที่หลังองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยราช ไปทางทิศใต้ประมาณ 0.8 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีความเหมาะสมที่สุด จากนั้นจึงนำบะซอลต์ผุไปทำการทดลองแบบ RCBD ในพื้นที่ทดลองในจังหวัดอุดรธานี ทำการสังเกตการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าวขาวดอกมะลิ 105 รวมถึงการตรวจวัดคุณสมบัติทางด้านความหอมของเมล็ดข้าวด้วย ผลการวิจัยพบว่าหินบะซอลต์ผุมีผลต่อความสูงของต้นข้าว การแตกหน่อ จำนวนรวง จำนวนเมล็ดต่อรวง และน้ำหนักผลผลิตโดยรวม บะซอลต์ผุ 25% ต่อดินเสื่อมโทรม 75% คืออัตราส่วนที่เหมาะสมในการปรับสภาพดินที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของข้าวได้ดีทำให้ข้าวมีความสมบูรณ์ทั้งระยะการเจริญเติบโตช่วงต้นและระยะการสร้างเมล็ด รวมถึงทำให้ได้ผลผลิตรวมที่ดีที่สุดสำหรับการทดลองในครั้งนี้


การปรับตัวของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Smes) ในการจ้างงานแรงงานต่างด้าวในยุคโควิด-19 : กรณีศึกษาภาคการบริการ จังหวัดปทุมธานี, เบญจพร บุญบำรุง Jan 2022

การปรับตัวของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Smes) ในการจ้างงานแรงงานต่างด้าวในยุคโควิด-19 : กรณีศึกษาภาคการบริการ จังหวัดปทุมธานี, เบญจพร บุญบำรุง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ต่อผู้ประกอบการ SMEs ภาคการบริการ ที่มีการจ้างงานแรงงานต่างด้าว ศึกษาแนวทางการปรับตัวในการจ้างงานแรงงานต่างด้าว และเสนอแนะแนวทางในการปรับตัวหลังจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดปทุมธานี โดยวิธีการดำเนินการวิจัยใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง แบ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างในเชิงปริมาณจำนวน 150 คน และในเชิงคุณภาพจำนวน 7 คน ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ต่อผู้ประกอบการที่มีการจ้างงานแรงงานต่างด้าว โดยศึกษาสภาพการจ้างงานแรงงานต่างด้าวก่อนสถานการณ์โรคโควิด-19 อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.25 และในช่วงสถานการณ์โรคโควิด-19 อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.06 และแนวทางการปรับตัวในการจ้างงานแรงงานต่างด้าวของผู้ประกอบการ SMEs อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.44 สำหรับการวิเคราะห์เชิงคุณภาพช่วยให้เห็นภาพในเชิงลึกมากขึ้น พบว่า ช่วงสถานการณ์โรควิด-19 เริ่มระบาดหนักทำให้ผู้ประกอบการ SMEs บางรายพบปัญหาในการหาแรงงานต่างด้าวได้ยากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยหลายด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสาธารณสุข ทำผู้ประกอบการบางรายแบกรับภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้การใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดำเนินธุรกิจต้องพิจารณาที่ต้นทุนและรายได้ต่อธุรกิจ


กระบวนการลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เชิงเดี่ยวบนพื้นที่สูงกรณีศึกษาน้ำพางโมเดล จังหวัดน่าน, กณภัทร รุ่งเรืองวงศ์ Jan 2022

กระบวนการลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เชิงเดี่ยวบนพื้นที่สูงกรณีศึกษาน้ำพางโมเดล จังหวัดน่าน, กณภัทร รุ่งเรืองวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกรในการลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เชิงเดี่ยวบนพื้นที่สูง และเพื่อจัดทำแนวทางในการลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เชิงเดี่ยวบนพื้นที่สูง โดยกรณีศึกษาน้ำพางโมเดล จังหวัดน่าน เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการที่มีการขับเคลื่อนการลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการลดการเผาเศษซากวัสดุทางการเกษตร และลด PM 2.5 และช่วยให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทำกินของตนได้ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการน้ำพางโมเดล และเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลโครงการน้ำพางโมเดลรวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 13 คน โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ด้วยวิธีสัมภาษณ์แบบเจาะลึกรายบุคคล ผลการวิจัยได้ถูกวิเคราะห์และสรุปออกมาเป็น 5 กระบวนการ ประกอบด้วย 1)กระบวนการสร้างความเข้าใจร่วมกัน โดยการจัดตั้งเวทีเพื่อพูดคุยให้ตระหนักถึงปัญหาและคิดหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน จากนั้นจึงเกิดเป็น 2)กระบวนการรวมกลุ่มน้ำพางโมเดล เพื่อความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนชุมชนและการรักษาผืนป่า เช่น การเข้าร่วมโครงการและการตั้งวิสาหกิจชุมชน 3)กระบวนการถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกร โดยการจัดอบรมเพื่อพัฒนาและต่อยอดความรู้ด้านการเกษตร 4)กระบวนการร่วมกันสร้างระบบนิเวศป่าคือ การรักษาผืนป่าผ่านกิจกรรมปลูกป่า บวชป่า ทำแนวกันไฟ เป็นต้น และ 5)การสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก ทั้งในด้านเงินทุน ความรู้ รวมถึงกล้าพันธุ์ไม้ เพื่อให้โครงการน้ำพางโมเดลดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการศึกษาแนวทางการลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เชิงเดี่ยวบนพื้นที่สูงผู้วิจัยได้วิเคราะห์และสรุปแนวทาง ประกอบด้วย 1) การระดมความคิดของเกษตรกรที่เกี่ยวข้อง 2) การสร้างความเชื่อมั่น 3) การประกอบอาชีพเสริม 4) การสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก 5) การจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน 6) การพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต โดยความยั่งยืนของโครงการสะท้อนผ่านความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างอย่างยืนเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในที่ดินทำกินควบคู่กับการรักษาผืนป่าให้คงอยู่สืบไป


การวิเคราะห์มิติทางสังคมของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์, ณัฐดนยา ทิพยจารุโภคา Jan 2022

การวิเคราะห์มิติทางสังคมของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์, ณัฐดนยา ทิพยจารุโภคา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ เพื่อทำความเข้าใจการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในมิติทางสังคม สำรวจประเด็นสำคัญ และผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วและอาจจะเกิดขึ้นทางด้านสังคม สุขภาพ ที่อาจจะมาจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ โดยผู้วิจัยได้กำหนดระเบียบวิธีการวิจัยหรือกระบวนวิธีการวิจัยประกอบไปด้วยการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์บุคคลจำนวน 20 คน จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและเขียนรายงานผลงานวิจัยในลักษณะเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า จากวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 โรงพยาบาลเอกชนต้องหาโอกาสใหม่ๆ ทดแทนการรายได้จากกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนไทย จึงได้หันไปหากลุ่มลูกค้าจากต่างประเทศซึ่งเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อสูง ต่อมารัฐบาลประสบปัญหาขาดดุลเดินสะพัดติดต่อกันหลายปี จึงได้มีการกำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพของเอเชีย โดยไทยมีการท่องเที่ยวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีกลุ่มสถานพยาบาลเอกชนที่ได้รับมาตรฐานด้านการบริการด้านสุขภาพหลายแห่ง ด้วยจุดแข็งเหล่านี้ จึงพัฒนาแผนและนโยบายเพื่อการเป็นศูนย์กลางสุขภาพ (Medical hub) ในระดับเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกมองไปในด้านของผลดีด้านเศรษฐกิจรายได้กำไรที่เพิ่มขึ้นของประเทศ จึงมีประเด็นว่าผลกระทบการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์นั้นมักจะไม่ได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเมื่อมีการผลักดันนโยบายนี้ ดังนั้น การศึกษามิติทางสังคมของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ได้สำรวจประเด็นสำคัญไว้ดังนี้ 1. แนวคิดและนิยามของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) และนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourists) 2. ผลกระทบต่ออัตรากำลังบุคลากรทางการแพทย์และอัตราค่ารักษาพยาบาล 3. ผลกระทบจากโลกาภิวัตน์และกระบวนการทำให้เป็นสินค้า 4. มาตรฐานคุณภาพโรงพยาบาล 5. ผลกระทบด้านการแพร่กระจายปัญหาการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยา และโรคติดต่อที่ระบาดครั้งใหญ่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ ในอีกมุมหนึ่ง การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มีส่วนที่ทำให้การรักษาพยาบาลในยุคปัจจุบันเปรียบเสมือนเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและกลุ่มคนที่มีฐานะด้านการเงิน เรื่องนี้จึงมีความซับซ้อนและต้องทำความเข้าใจจากหลายแง่มุม และจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะมีการศึกษาพิจารณาจากแง่มุมที่ไม่ได้มีการพูดถึงมากนัก ทั้งในเรื่องของคำนิยามและความหมายของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ตามกระแสเสรีนิยมใหม่ซึ่งทำให้เรื่องการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์โยงใยได้กับข้อถกเถียงเรื่องความเป็นธรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการส่งเสริมธุรกิจและอุตสาหกรรมนี้ การทำความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นจะนำไปสู่การสร้างแนวทางการเสริมความเป็นธรรมด้านสุขภาพและการกระจายผลประโยชน์ให้สังคมโดยรวมได้ต่อไป


พลวัตแนวคิดและปฏิบัติการและการปรับตัวของคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน หลังปี 2549, นิภาวรรณ แก้วแสนทิพย์ Jan 2022

พลวัตแนวคิดและปฏิบัติการและการปรับตัวของคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน หลังปี 2549, นิภาวรรณ แก้วแสนทิพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าพัฒนาการแนวคิดและปฏิบัติการของคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) และการปรับตัวของ กป.อพช. ภายหลังการรัฐประหาร 2549 และหลังการรัฐประหาร 2557 ผ่านการวิเคราะห์ปฏิบัติการของ กป.อพช. และเครือข่าย ภายใต้แนวคิดเรื่องประชาสังคมและกระบวนการสร้างกรอบโครง โดยหลังการรัฐประหารปี 2549 – 2557 วิเคราะห์ผ่าน 3 ปฏิบัติการได้แก่ 1) การจัดทำข้อเสนอแนะรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และการประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2) การผลักดันแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืน และ 3) การผลักดันโฉนดชุมชน สำหรับหลังการรัฐประหาร 2557 ศึกษาผ่าน 3 ปฏิบัติการได้แก่ 1) ขบวนการจัดทำข้อเสนอแนะรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และการประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2) การคัดค้านนโยบายทวงคืนผืนป่า และ 3) การคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ผลการศึกษาพบว่า พลวัตแนวคิดและปฏิบัติการขององค์กรพัฒนาเอกชน สามารถแบ่งออกเป็น 5 ช่วงเวลาสำคัญ ช่วงแรก ช่วงหลังป่าแตก ปี 2523 ถึงช่วงปี 2534 เน้นการทำงานพัฒนาชนบท ภายใต้แนวคิดวัฒนธรรมชุมชน ช่วงที่สอง ช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ถึงช่วงปี 2543 องค์กรพัฒนาเอกชนเติบโตภายใต้เงื่อนไขการทำงานสนับสนุนชาวบ้านในการเคลื่อนไหวท้าทายอำนาจรัฐจากการแย่งชิงทรัพยากร ด้วยแนวคิดเรื่องสิทธิชุมชน ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็ผลักดันทางเลือกการพัฒนาเข้าไปในรัฐ ช่วงที่สาม ยุครัฐบาลทักษิณ ปี 2544 ถึงช่วงปี 2549 องค์กรพัฒนาเอกชนผลักดันนโยบายเข้าไปในรัฐแต่สุดท้ายรัฐเข้ามาแทนที่ ในอีกด้านหนึ่งก็พยายามท้าทายอำนาจรัฐและนำไปสู่ขบวนการขับไล่รัฐบาล ช่วงที่สี่ ยุคหลังรัฐประหารปี 2549 ถึงการรัฐประหารปี 2557 เกิดการแตกแยกภายใน แต่องค์กรพัฒนาเอกชนพยายามเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันเชิงโครงสร้างและปรับตัวเป็นองค์กรวิชาชีพ ช่วงที่ห้า ช่วงรัฐประหารปี 2557 ถึงช่วงการเลือกตั้งปี 2562 แม้จะยังมีการการแบ่งแยกภายใน แต่ กป.อพช. ยังเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันเชิงโครงสร้างและตอบโต้นโยบายรัฐ ในขณะที่บางส่วนเข้าไปผนวกกับรัฐ สำหรับการปรับตัวของ กป.อพช. พบว่าภายหลังการรัฐประหาร 2549 พื้นที่ขององค์กรพัฒนาเอกชนหดแคบและมีความขัดแย้งภายใน แต่ กป.อพช.และเครือข่าย มีความพยายามในการปรับตัวใน 4 ลักษณะ …


บทบาทของพระสงฆ์ด้านสาธารณสงเคราะห์ในบริบทพุทธศาสนาเพื่อสังคม, พิรญาณ์ แสงปัญญา Jan 2022

บทบาทของพระสงฆ์ด้านสาธารณสงเคราะห์ในบริบทพุทธศาสนาเพื่อสังคม, พิรญาณ์ แสงปัญญา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทด้านสาธารณสงเคราะห์ของพระสงฆ์ในบริบทของพุทธศาสนาเพื่อสังคม 2) ศึกษาการดำเนินกิจกรรมสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธของพระสังฆาธิการและภาคีเครือข่ายภายใต้กรอบที่มหาเถรสมาคมกำหนดไว้ 4 รูปแบบ คือ สงเคราะห์ เกื้อกูล พัฒนา บูรณาการ และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการทำงานสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธในอนาคตของคณะสงฆ์ไทย โดยกำหนดขอบเขตการวิจัย 3 ส่วน คือ 1) ขอบเขตเชิงเนื้อหา กิจกรรมสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธ 4 รูปแบบ ตามที่กล่าวในข้อ 2 จากพระสงฆ์ไทยในอดีตและปัจจุบัน 2) ขอบเขตเชิงพื้นที่ เพื่อศึกษาความเหมือน ความต่างและปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินกิจกรรม วัดที่กำหนดเป็นพื้นที่ศึกษา ได้แก่ (1) วัดห้วยหมู จังหวัดราชบุรี (2) วัดม่วงตารศ จังหวัดนครปฐม (3) วัดญาณเวศกวัน จังหวัดนครปฐม และ (4) วัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี 3) ขอบเขตเชิงประชากร กลุ่มเป้าหมายหลักจาก 4 วัดที่ได้กำหนดไว้ในขอบเขตเชิงพื้นที่ รูปแบบการวิจัยใช้วิธีการวิจัยภาคสนาม ประกอบด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปองค์ความรู้และแนวคิดการทำงานสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธ บทบาทสังคหธุระและพุทธศาสนาเพื่อสังคม เครื่องมือการวิจัยภาคสนามประกอบด้วยแบบบันทึกการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาโดยอิงกรอบแนวคิดทฤษฎีที่กำหนดไว้ในการศึกษาเพื่อสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย สรุปผลการศึกษา พบว่า 1) การดำเนินกิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ใน 4 พื้นที่เป้าหมายการศึกษา มีแนวทางที่สอดคล้องตามกรอบการดำเนินงานที่ฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคมได้กำหนดไว้ซึ่งมีความโดดเด่นต่างกันไป 2) การดำเนินกิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ของพระครูจันทสีลากร พระครูโกวิทสุตสาร และพระราชธรรมนิเทศ เป็นแนวทางที่สอดคล้องไปตามแนวคิดสังคหธุระ 3)การดำเนินกิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ของกลุ่มอาสาคิลานธรรม เป็นแนวทางที่สอดคล้องไปตามแนวคิดพุทธศาสนาเพื่อสังคม 4) การดำเนินกิจกรรมของวัดห้วยหมู วัดม่วงตารศ และวัดสวนแก้ว ยังขาดการพัฒนาสังฆพัฒนาทายาท การพัฒนาองค์ความรู้ และการพัฒนาภาคีเครือข่าย ดังนั้นกิจกรรมต่าง ๆ จึงตั้งอยู่บนความเสี่ยงด้านความยั่งยืน 5)การดำเนินกิจกรรมของกลุ่มอาสาคิลานธรรมดำเนินไปอย่างมีระบบ มีหลักการที่ชัดเจน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องผ่านการอบรมและการสั่งสมประสบการณ์ จึงเป็นแนวทางที่มุ่งไปสู่ความยั่งยืน 6) การดำเนินกิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ของสงฆ์จะยั่งยืนได้ต้องมีการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการการสาธารณสงเคราะห์ การพัฒนาศาสนทายาทและการพัฒนาภาคีเครือข่าย 7) การดำเนินกิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ที่ได้ประสิทธิผล ผู้ทำกิจกรรมควรมีคุณลักษณะของจิตอาสา