Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1799)
- Education (1384)
- Marketing (1223)
- Higher Education (989)
- Business Administration, Management, and Operations (834)
-
- Accounting (606)
- Finance and Financial Management (602)
- Economics (522)
- Arts and Humanities (506)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (506)
- Medicine and Health Sciences (443)
- Technology and Innovation (374)
- Human Resources Management (367)
- Engineering (348)
- Physical Sciences and Mathematics (307)
- Entrepreneurial and Small Business Operations (304)
- Operations and Supply Chain Management (301)
- Business and Corporate Communications (294)
- Organizational Behavior and Theory (270)
- Life Sciences (266)
- Tourism and Travel (259)
- Management Information Systems (239)
- Sociology (231)
- Public Policy (219)
- Communication (216)
- Psychology (197)
- Public Administration (196)
- Law (186)
- Hospitality Administration and Management (169)
- Institution
-
- East Tennessee State University (593)
- Singapore Management University (361)
- Morehead State University (274)
- Walden University (266)
- Universitas Indonesia (219)
-
- University of South Florida (205)
- University of Nebraska - Lincoln (163)
- University of Mississippi (158)
- Technological University Dublin (143)
- Chulalongkorn University (141)
- Lindenwood University (136)
- University of Arkansas, Fayetteville (121)
- Association of Arab Universities (108)
- Yale University (99)
- Edith Cowan University (91)
- Brigham Young University (85)
- Georgia Southern University (81)
- Al-Muthanna University (80)
- San Jose State University (79)
- Old Dominion University (77)
- Kennesaw State University (74)
- City University of New York (CUNY) (70)
- Liberty University (70)
- Bryant University (68)
- California State University, San Bernardino (67)
- University of Texas Rio Grande Valley (63)
- University of Nevada, Las Vegas (62)
- University for Business and Technology in Kosovo (61)
- Grand Valley State University (59)
- University of South Carolina (57)
- Keyword
-
- COVID-19 (169)
- Press release (133)
- Lindenwood University (129)
- Sustainability (86)
- Leadership (85)
-
- Innovation (82)
- Marketing (79)
- Entrepreneurship (71)
- Pandemic (69)
- Technology (61)
- Social media (60)
- Business (58)
- Tourism (53)
- Management (52)
- Finance (49)
- Covid-19 (43)
- Accounting (42)
- Corporate governance (42)
- Singapore (39)
- Gender (37)
- Strategy (37)
- Social Media (36)
- Communication (34)
- Georgia Southern University (34)
- Women (33)
- Diversity (32)
- Western Kentucky University (32)
- Coronavirus (31)
- Training (31)
- Workforce (31)
- Publication
-
- ETSU News (581)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (252)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (141)
- Research Collection Lee Kong Chian School Of Business (140)
- University of South Florida (USF) M3 Publishing (140)
-
- ASEAN Marketing Journal (138)
- Archived Lindenwood Press Releases (128)
- Theses and Dissertations (124)
- Faculty Publications (105)
- Journal of Financial Crises (97)
- Research outputs 2014 to 2021 (91)
- Faculty Senate Records (80)
- Muthanna Journal of Administrative and Economics Sciences (80)
- Honors Theses (75)
- 2021 Celebration of Student Scholarship - Oral Presentations (73)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (66)
- International Journal of Religious Tourism and Pilgrimage (65)
- Dissertations (56)
- Staff Congress Records (55)
- Doctoral Dissertations and Projects (49)
- Research Collection School Of Accountancy (49)
- The Foundation Review (49)
- Perspectives@SMU (47)
- Eurasian Journal of Sport Science (45)
- 2021 Celebration of Student Scholarship - Poster Presentations (40)
- Jerash for Research and Studies Journal مجلة جرش للبحوث والدراسات (39)
- Journal of International Technology and Information Management (38)
- Dissertations and Theses Collection (Open Access) (37)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (37)
- AMTP Proceedings 2021 (36)
- Publication Type
- File Type
Articles 6241 - 6270 of 6379
Full-Text Articles in Business
เปรียบเทียบต้นทุนการใช้รถยนต์ปิกอัพไฟฟ้า และรถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปภายในธุรกิจขนส่งอะไหล่รถยนต์, ศศิธร พิรุฬ
เปรียบเทียบต้นทุนการใช้รถยนต์ปิกอัพไฟฟ้า และรถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปภายในธุรกิจขนส่งอะไหล่รถยนต์, ศศิธร พิรุฬ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบต้นทุนการใช้รถยนต์ปิกอัพไฟฟ้ากับรถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปภายใน ของบริษัทกรณีศึกษาขนส่งอะไหล่รถยนต์ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลโดยทำการเปรียบเทียบราคาค่าเช่ารถแบบรวมสัญญาบริการในเวลา 5 ปีของรถทั้ง 2 ประเภทโดยใช้แนวคิดบัญชีต้นทุนการวิเคราะห์ต้นทุนแล้วนำข้อมูลมาเปรียบเทียบหากมีความผันผวนของราคาน้ำมันดีเซล บี7 จะส่งผลต่อต้นทุนอย่างไร รวมถึงค่าความผันผวนของค่า FT ของการไฟฟ้า และการซื้อขายคาร์บอนเครดิต แล้วสรุปต้นทุนการใช้รถทั้ง 2 ประเภท นำข้อมูลที่สรุปได้นำเสนอผู้บริหาร 5 ท่านเพื่อการตัดสินใจ โดยใช้ทฤษฎีกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (AHP) เพื่อประเมินผลการพิจารณาเลือกของผู้บริหาร จากผลผู้บริการมีการเลือกใช้รถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปในโดยมีค่าน้ำหนักความสำคัญ 69 % และรถยนต์ปิกอัพไฟฟ้ามีค่าน้ำหนักความสำคัญ 31%
นวัตกรรมอุปกรณ์ช่วยเดินที่มีระบบรองรับน้ำหนักแขน สำหรับผู้ป่วยพาร์กินสันที่มีปัญหาการเดินและการทรงตัว, ชนวัฒน์ อนันต์
นวัตกรรมอุปกรณ์ช่วยเดินที่มีระบบรองรับน้ำหนักแขน สำหรับผู้ป่วยพาร์กินสันที่มีปัญหาการเดินและการทรงตัว, ชนวัฒน์ อนันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาแนวคิด ทัศนคติ ความต้องการใช้นวัตกรรมอุปกรณ์ช่วยเดินพร้อมทั้งมีการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมอุปกรณ์ช่วยเดินต้นแบบ ทำการทดสอบใช้งานกับผู้ป่วยที่มีปัญหา การเดิน การทรงตัวและหลังโค้งงอ รวมถึงศึกษาการยอมรับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมและโอกาสทางการตลาดมีการศึกษาวิจัยทั้งหมด 4 ระยะ ตามทฤษฎีของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product Development) ผลการวิจัย ระยะที่ 1 โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ผู้ดูแล แพทย์และนักกายภาพบำบัด จำนวน 20 คน พบว่า ผู้ใช้งานให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการหกล้ม ปัญหาการเดิน การทรงตัวและหลังโค้งงอ นวัตกรรมต้องมีการใช้งานง่าย มีความแข็งแรง ปลอดภัย ขนาดของผลิตภัณฑ์และสามารถใช้อุปกรณ์ได้ภายในบ้าน ระยะที่ 2 มีการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมอุปกรณ์ช่วยเดิน จำนวน 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบที่ 1 แบบค้ำรักแร้ หรือ วงแขน และรูปแบบที่ 2 แบบรองรับน้ำหนักแขน เมื่อได้นวัตกรรมที่สมบูรณ์แล้วจึงมีการสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อคัดเลือกนวัตกรรม จำนวน 8 คน พบว่า ผู้เชี่ยวชาญเลือกนวัตกรรมรูปแบบที่ 2 จำนวน 6 คน ทางผู้วิจัยจึงนำนวัตกรรมรูปแบบที่ 2 นำไปพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ (Prototype Development) ระยะที่ 3 ทดสอบเปรียบเทียบผู้ป่วยพาร์กินสันที่มีอาการหลังโค้งงอ จำนวน 7 คน อายุเฉลี่ย 68.14 ปี พบว่า ก่อนใช้อุปกรณ์ มีอาการหลังโค้งงอเฉลี่ย 42.43 องศา ขณะใช้อุปกรณ์มีอาการหลังโค้งงอเฉลี่ย 13.63 องศา แสดงให้เห็นว่าใช้อุปกรณ์แล้วอาการหลังโค้งงอดีขึ้น มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ระยะที่ 4 ผลของการศึกษายอมรับผลิตภัณฑ์นวัตกรรม จำนวน 171 คน พบว่า มีระดับการยอมรับนวัตกรรมที่สูงทุกข้อ สนใจนวัตกรรมถึง 133 คน คิดเป็นร้อยละ 77.8 และสนใจซื้อนวัตกรรม จำนวน 87 คน …
การประยุกต์เทคนิคบัญชีต้นทุนการไหลวัสดุในกระบวนการจัดการคลังสินค้า สำหรับบริษัท Xyz, มนต์ทิพย์ จันทราทิพย์
การประยุกต์เทคนิคบัญชีต้นทุนการไหลวัสดุในกระบวนการจัดการคลังสินค้า สำหรับบริษัท Xyz, มนต์ทิพย์ จันทราทิพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เทคนิคบัญชีต้นทุนการไหลวัสดุ (Material Flow Cost Accounting: MFCA) เป็นเทคนิคในการวิเคราะห์ต้นทุนความสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการ มุ่งเน้นให้เกิดการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพรวมถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์หลักการบัญชีต้นทุนการไหลวัสดุกับกระบวนการจัดการคลังสินค้า ส่งเสริมการใช้วัสดุให้มีประสิทธิภาพ และลดความสูญเสียในกระบวนการจัดการคลังสินค้าของบริษัท XYZ โดยเลือกกลุ่มสินค้าที่มีความคล่องตัวสูงมาทำการศึกษา จากนั้นทำการเก็บรวบรวมข้อมูลต้นทุนที่เกี่ยวข้องในแต่ละกระบวนการ และทำการวิเคราะห์ต้นทุนความสูญเสียตามหลักการบัญชีต้นทุนการไหลวัสดุ จากการศึกษาพบว่า ต้นทุนผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าลบไม่ก่อให้เกิดรายได้แก่บริษัท พบในส่วนของต้นทุนวัสดุสูงที่สุด รองลงมาเป็นต้นทุนระบบและต้นทุนพลังงาน และพบว่าต้นทุนความสูญเสียของสินค้า Super Premium สินค้า Premium สินค้า Standard และสินค้า Economy คิดเป็นร้อยละ 0.044 ร้อยละ 0.062 ร้อยละ 0.089 และ ร้อยละ 0.158 ตามลำดับ เมื่อคิดคำนวณเป็นจำนวนเงินที่สูญเสียโดยรวมต่อวันของสินค้าทั้ง 4 ประเภทรวมเป็น 1,676.88 บาทต่อวัน ซึ่งความสูญเสียนี้เกิดขึ้นในกระบวนการจัดเตรียมสินค้า นอกจากนี้ยังพบว่า มูลค่าความสูญเสียนี้ ไม่ได้ถูกบันทึกอยู่ในระบบบัญชีปัจจุบันเนื่องจากการบันทึกบัญชีในปัจจุบัน เป็นการบันทึกบัญชีแบบดั้งเดิมที่รวมต้นทุนทุกอย่างไว้ด้วยกัน ไม่มีการจำแนกค่าใช้จ่ายในแต่ละประเภทสินค้าซึ่งยากต่อการแบ่งสัดส่วนต้นทุนต่าง ๆ ต่อประเภทสินค้า กิจกรรมหรือกระบวนการ ซึ่งแตกต่างจากการบันทึกบัญชีต้นทุนการไหลวัสดุที่สามารถแสดงให้เห็นถึงมูลค่าความสูญเสียนี้ได้
Diversification Benefits Of Commodity Indices Versus Islamic Stock Indices, Sita Khan
Diversification Benefits Of Commodity Indices Versus Islamic Stock Indices, Sita Khan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this study is to investigate conditional correlations between the Dow Jones Emerging Market index and commodity indices (i.e., agriculture, energy, industrial metals, livestock, precious metals) and Islamic stock indices (i.e., JKII, KLFTEMSI, MSCI Bahrain, MSCI Kuwait, and MSCI Qatar). Additionally, this paper classifies the properties of assets whether it is a diversifier, a hedger, or a safe-haven assets to the Dow Jones Emerging Market index. The estimation method is the dynamic conditional correlation generalized autoregressive conditional heteroskedasticity (DCC-GARCH) model to estimate the conditional correlations during the period of 2007-2021 which covers the Global financial crisis (GFC) and …
Do Issuers Affect Derivative Warrants Overpricing? Evidence Of Thailand, Sarunporn Thupthong
Do Issuers Affect Derivative Warrants Overpricing? Evidence Of Thailand, Sarunporn Thupthong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Derivative warrants have become increasingly popular in many countries. However, numerous literatures provide the empirical evidences that derivative warrants are overpriced relative to the comparable options. Many researchers found that the derivative warrant overpricing can be explained by hedging cost, liquidity premium, market power, and asymmetric information of investors. These explanations are likely to be related to characteristics of derivative warrant issuer. Therefore, this paper comes up with the objective to reconfirm the overpricing phenomenon in Thailand and investigate the issuer identity effect on the derivative warrant overpricing as well as examine what issuer’s characteristics cause the level of overpricing …
Halloween Effect And Equity Mutual Funds In Thailand, Tunyaporn Wiriyadee
Halloween Effect And Equity Mutual Funds In Thailand, Tunyaporn Wiriyadee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper investigates one of the most famous seasonal anomalies, namely Halloween effect. It is based on the observation that return during November to April so-called winter period tend to perform better than return during May to October so-called summer period. Using a sample of 97 Thailand equity funds during 2012-2021, we extend previous research by focusing on the Halloween effect in mutual funds market. Our research consists of three main objectives. First, we investigate the existence of Halloween effect in Thailand equity mutual funds. Second, we look into different characteristics of funds by categorizing based on categories from Morningstar …
Cryptocurrency Trading With Ensemble Machine Learning Algorithm, Siwat Assavakijphanich
Cryptocurrency Trading With Ensemble Machine Learning Algorithm, Siwat Assavakijphanich
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this project, we aimed to use ensemble machine learning algorithms to trade ten cryptocurrencies along with attempting to add more external factors. Cryptocurrency included in this project were Cardano (ADA), Binance Coin (BNB), Bitcoin (BTC), DOGE, DOT, Ethereum (ETH), LINK, Polygon (MATIC), Uniswap (UNI), and Ripple (XRP). Furthermore, ten external factors, which are ten major stock indices, were added to the algorithm. All machine learning algorithms in this project are used to trade for four trading circumstacnes, an 1-hour interval, six-hour interval, daily interval and weekly interval. There are six machine learning models in this project which will be …
Contributing Factors In Aircraft Accidents Triggering Fatalities, Prakayphet Chalayonnawin
Contributing Factors In Aircraft Accidents Triggering Fatalities, Prakayphet Chalayonnawin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Air transport has always been considered the safest way to travel. It has contributed numerous economic and social benefits, for instance, connecting multimodal modes of transportation, increasing employment, driving global and local economic activities, reducing travel time and generating trade, tourism, and services, connecting people and countries, and supporting humanitarian activities in a remote rural area. Historical records on the fatality ratio suggested that air transportation has the highest likelihood of accidents (occurrences with fatalities) when compared to all other transportation modes, including highway, railroad, and water. Then, when an accident occurs, it largely affects various stakeholders. This study aims …
Gis Mapping Evaluation Of Stroke Service Areas In Bangkok Using Emergency Medical Services, Kiatirat Sreemongkol
Gis Mapping Evaluation Of Stroke Service Areas In Bangkok Using Emergency Medical Services, Kiatirat Sreemongkol
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Nowadays, stroke is the leading cause of death in Thailand. Patients must be treated within 4.5 hours from symptom onset to increase recovery rate. Time is therefore a critical factor of the success or failure of the treatments. The objective of this research is to investigate the service coverage of various healthcare centers through current Emergency Medical Services (EMS) in Bangkok. To get service coverages for Stroke in Bangkok, the updated speed of the traffic and the amount of time it takes for each mode of transport for the pre-hospital stroke process are collected and examined using GIS mapping. The …
The Healthcare Information For Patient Referral, Veerawan Aumpanseang
The Healthcare Information For Patient Referral, Veerawan Aumpanseang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Despite the cooperative sharing of Health Information Exchange (HIE), various distinct limitations and barriers are found, i.e., substantial time and resources are being used to achieve health information. This paper aims to investigate the limits of healthcare information sharing policy implementation and assorts the critical and shareable set of relevant healthcare information to patient referral systems in Thailand. Mixed-methods research methodology, both quantitative and qualitative mechanisms are conducted. The study results present the correlation between the current healthcare information exchange among the hospitals in patient referral systems and the limitations of implementing the HIE policy composed of technical, economic, political, …
Innovation In Evaluating And Recommending Fashion Clothing Sellers On Live Streaming, Earth Chandrruangphen
Innovation In Evaluating And Recommending Fashion Clothing Sellers On Live Streaming, Earth Chandrruangphen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Today, many sellers use live streaming to directly present and sell fashion clothes to customers. The approach is very popular in Thailand because it is convenient, cost effective, and could reach a large number of customers. This research has made various academic and practical contributions. In terms of academic contribution, it explores live streaming shopping criteria that influence customer intention to watch and purchase fashion clothes. The results show that, among 20 different criteria, there are three criteria with significant positive influence: product quality, price transparency, and broadcast timing pre-announcement; and three criteria with weak positive influence: seller image, seller …
การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่นรสอาหารสำหรับอาหารแห้งเพื่อการรักษาโรคในสุนัข, กมล ภาคย์ประเสริฐ
การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่นรสอาหารสำหรับอาหารแห้งเพื่อการรักษาโรคในสุนัข, กมล ภาคย์ประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ ศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเพื่อแต่งกลิ่นรสอาหารแห้งสำหรับรักษาสุนัข มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย ดังนี้ (1) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการซื้อผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่นรสอาหารในกลุ่มผู้เลี้ยงสุนัข (2) พัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต้นแบบกระบวนการแต่งกลิ่นรสอาหารชนิดแห้งสำหรับสุนัขที่ต้องควบคุมอาหาร (3) ทดสอบการยอมรับผลิตภัณฑ์นวัตกรรม และ (4) ศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ การวิจัยอาศัยกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นแนวทางหลักในการทำวิจัย เริ่มจากศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่นรสอาหารผ่านแบบสอบถาม พบว่าความตั้งใจใช้งานผลิตภัณฑ์สูงในสถานการณ์ที่สุนัขกินอาหารได้น้อย และพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เชิงบวก ได้แก่ ความไม่แน่ใจในความรู้ การยึดสุนัขเป็นศูนย์กลาง การปฏิบัติตามคำแนะนำสัตวแพทย์ และ ปัจจัยมี่มีความสัมพันธ์เชิงลบ ได้แก่ พฤติกรรมผสมอาหารคนให้สุนัข ความสามารถในการควบคุมผลของการปรุงแต่งกลิ่น ขณะที่สมบัติผลิตภัณฑ์สัมพันธ์กับความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ สำหรับปัจจัยที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ การไม่เปลี่ยนโภชนาการในอาหาร การมีงานวิจัยรับรองความปลอดภัย การช่วยให้สุนัขกินอาหารดีขึ้น การผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ และขั้นตอนการใช้งานผลิตภัณฑ์ง่ายไม่ซับซ้อน จากความต้องการดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ใช้หลักการระเหยกลิ่นรอบอาหาร ทดลองแต่งกลิ่นอาหารสุนัขโรคเบาหวานด้วยกลิ่นสังเคราะห์กลิ่นเนื้อหมูพบสัดส่วนการกินอาหารที่แต่งกลิ่นด้วยวิธีการระเหยสูงกว่าอาหารที่ไม่แต่งกลิ่นอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลต่างค่าเฉลี่ยของสัดส่วนการกินอาหารอยู่ที่ 0.34 ปรับปรุงผลิตภัณฑ์จนได้รูปแบบเป็นจานเซรามิกชนิดรูพรุนเป็นวัสดุดูดซับกลิ่นใต้ชามอาหาร และนำไปทดสอบการยอมรับทางเทคโนโลยีกับสัตวแพทย์ผ่านการสัมภาษณ์และทดสอบกับกลุ่มผู้เลี้ยงสุนัขป่วยที่ให้สุนัขกินอาหารเพื่อการรักษาผ่านแบบสอบถาม พบว่าผลิตภัณฑ์ต้นแบบได้รับการยอมรับทั้งจากสัตวแพทย์และผู้เลี้ยงสุนัขป่วย สำหรับการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเชิงพาณิชย์จากการวิเคราะห์การตลาด การดำเนินงาน และการเงิน พบว่าระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ 5 เดือน อัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) ร้อยละ 351.84 และมูลค่าปัจจุบันของโครงการ (NPV) อยู่ที่ 20,783,852 บาท
ระบบประเมินอุปนิสัยและคุณลักษณะของผู้ประกอบการ, ปฐมพล เหล่าวิระยะศักดิ์
ระบบประเมินอุปนิสัยและคุณลักษณะของผู้ประกอบการ, ปฐมพล เหล่าวิระยะศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาความแตกต่างในด้านคุณลักษณะและอุปนิสัยระหว่างผู้ประกอบการระยะเริ่มต้นและผู้ประกอบการที่มั่นคงแล้วซึ่งมีผลต่อการประกอบธุรกิจจัดตั้งใหม่ เพื่อพัฒนาระบบประเมินอุปนิสัยและคุณลักษณะผู้ประกอบการ โดยรวบรวมตัวแบบคุณลักษณะความโน้มเอียงในการเป็นผู้ประกอบการ การมุ่งเน้นการตลาด การดูดซับความรู้ และอุปนิสัยความมีใจรักและความเพียร และเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกับผู้ประกอบการ 123 ราย แบ่งเป็น 47 ราย ที่ทำธุรกิจมาน้อยกว่า 3.5 ปี และ 76 ราย ที่ทำธุรกิจมามากกว่า 3.5 ปี แล้วทำการวิเคราะห์ทางสถิติโดยเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มผู้ประกอบการทั้งสองกลุ่ม ผลการวิเคราะห์พบว่าค่ารวมปัจจัยคุณลักษณะของกลุ่มผู้ประกอบการที่มั่นคงแล้วที่ดำเนินธุรกิจมากกว่า 3.5 ปี ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับผู้ประกอบการระยะเริ่มต้น แต่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญด้านคุณลักษณะย่อยแต่ละปัจจัยในด้าน 1) การแก้ปัญหาผ่านการทดลองด้วยตนเอง 2) การทำสิ่งต่างๆโดยคาดการณ์ถึงปัญหาหรือความต้องการในอนาคต 3) การพยายามช่วยเหลือหากลูกค้าประสบปัญหากับสินค้าและบริการ 4) การตอบสนองต่อลูกค้าเมื่อพบว่าลูกค้าไม่พึงพอใจกับคุณภาพการบริการ 5) ความคุ้นเคยกับการดูดซับความรู้ใหม่ และอุปนิสัย 6) ด้านความมุ่งมั่นและความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งที่ทำ ผลการวิจัยเสนอแนวทางการประเมินเพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประการธุรกิจระยะเริ่มต้นให้เป็นผู้ประกอบการที่มั่นคงได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคำนึงถึงปัจจัยย่อยทั้งด้านอุปนิสัยความมีใจรักและความเพียรควบคู่ไปกับ ความโน้มเอียงในการเป็นผู้ประกอบการ การมุ่งเน้นการตลาด และการดูดซับความรู้ โดยผลการวิเคราะห์สามารถนำมาพัฒนาระบบประเมินอุปนิสัยและคุณลักษณะผู้ประกอบการเพื่อสนับสนุนการพิจารณาคัดเลือกผู้ประกอบการระยะเริ่มต้นที่มีศักยภาพ รวมถึงดำเนินโครงการส่งเสริม บ่มเพาะ พัฒนา หรือให้ทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การประยุกต์ใช้แนวทางลีน ซิกซ์ ซิกมา เพื่อลดการสึกหรอของแม่พิมพ์แบบตัดและพันช์ขนาดเล็ก, ปิยะธิดา การสร้าง
การประยุกต์ใช้แนวทางลีน ซิกซ์ ซิกมา เพื่อลดการสึกหรอของแม่พิมพ์แบบตัดและพันช์ขนาดเล็ก, ปิยะธิดา การสร้าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการสึกหรอบริเวณขอบคมตัดของแม่พิมพ์แบบตัดและพันช์ขนาดเล็กในโรงงานกรณีศึกษา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดจำนวนผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาเพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีต้นทุนค่าใช้จ่ายทากระบวนการผลิตที่สูงขึ้น โดยการปรับปรุงกระบวนการผลิตจะนำแนวคิดลีน ซิกซ์ ซิกมา (Lean Six Sigma) มาประยุกต์ใช้ ในการดำเนินงานวิจัยจะดำเนินตามหลักการซิกซ์ ซิกมา ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอน โดยเริ่มจากการ ศึกษากระบวนการผลิตแม่พิมพ์แบบตัดและพันช์ขนาดเล็ก สำรวจสภาพปัญหาในปัจจุบันโดยอ้างอิงจากข้อมูลทางสถิติ และกำหนดขอบเขตในงานวิจัย ต่อมา รวบรวมข้อมูลทางสถิติเพื่อหาปัจจัยที่เป็นไปได้ และคัดกรองเพื่อหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดการสึกหรอในกระบวนการผลิตแม่พิมพ์แบบตัดและพันช์อย่างแท้จริง ซึ่งมีทั้งหมด 2 ปัจจัย คือ น้ำมันหล่อลื่น และ การเคลือบผิว ในระยะปรับปรุงกระบวนการ ได้ทำการทดสอบสมมติฐาน พบว่า กลุ่มแม่พิมพ์และพันช์ที่มีการใช้น้ำมันหล่อลื่นและการเคลือบผิวมีสัดส่วนของเสียน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้น้ำมันหล่อลื่นและการเคลือบผิว จึงทำการออกแบบการทดลองแบบแฟคทอเรียล (Full Factorial Design) เพื่อหาระดับปัจจัยที่เหมาะสมในการลดการสึกหรอ ซึ่งค่าของระดับปัจจัยที่เหมาะสม คือ การใช้การเคลือบผิวชนิด PVD – AlCrN และ การใช้น้ำมันว่านหางจระเข้ ต่อมานำค่าระดับปัจจัยที่ได้ไปปรับใช้กับกระบวนการผลิตจริงเพื่อยืนยันผลการทดลอง พบว่า สามารถลดแม่พิมพ์และพันช์ที่มีการสึกหรอจากเดิมที่พบ 25 ตัวต่อเดือนโดยเฉลี่ย เหลือเพียง 3 ตัวต่อเดือนโดยเฉลี่ย และสามารถลดค่าใช้จ่ายทางกระบวนการผลิตที่เกิดจากของเสียลดลงจาก 72,566 บาทต่อเดือน เหลือ 8,766 ต่อเดือนโดยเฉลี่ย จากการศึกษาพบว่ามีความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีการเคลือบผิวบางแบบ PVD และน้ำมันว่านหางจระเข้ไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นรูปแบบการอนุญาตให้ใช้สิทธิ โดยไม่จำกัดสิทธิผู้ได้รับอนุญาต จากการวางแผนธุรกิจในกรณีปกติ (Based Case) จะมีระยะเวลาการคืนทุน (Payback Period) อยู่ที่ 1 ปี มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อยู่ที่ 2,858,006.17 บาท และมีอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) เท่ากับ 342.35%
ต้นแบบนวัตกรรมกระบวนการในการวิเคราะห์ทำเลที่เหมาะสมของสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถแท็กซี่ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, พิชามญช์ เขียวทอง
ต้นแบบนวัตกรรมกระบวนการในการวิเคราะห์ทำเลที่เหมาะสมของสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถแท็กซี่ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, พิชามญช์ เขียวทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนส่งผลให้ทุกประเทศทั่วโลกลดการใช้พลังงานจากฟอสซิลเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงทำให้ภาคขนส่งและอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับสูงเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น การเปลี่ยนจากรถแท็กซี่เครื่องยนต์สันดาปภายในมาเป็นแท็กซี่ไฟฟ้า เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยมลพิษทางอากาศในเมืองใหญ่ๆอย่างกรุงเทพมหานครได้ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนจากการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดนี้ จำเป็นต้องมีสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่เพียงพอเพื่อรองรับความต้องการในการอัดประจุไฟฟ้าของแท็กซี่ในแต่ละพื้นที่ งานวิจัยนี้นำเสนอนวัตกรรมกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดทำเลที่เหมาะสมในการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถแท็กซี่ไฟฟ้า ตามรูปแบบการเดินทางของแท็กซี่ที่มีลักษณะเฉพาะ กระบวนการในการวิเคราะห์หาทำเลที่เหมาะสมดังกล่าวจะใช้ข้อมูล GPS การเดินทางของแท็กซี่วิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลตำแหน่งของสถานีบริการเชื้อเพลิงที่มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนเป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้า โดยจะพิจารณาจากระยะเวลาในการเดินทางไปถึงสถานีและความต้องการในการอัดประจุไฟฟ้าของแต่ละสถานี ซึ่งการใช้ข้อมูลระยะเวลาในการเดินทางจาก Google Maps Distance Matrix API นั้นมีการคำนึงถึงสภาพการจราจรในปัจจุบัน จึงสามารถลดเวลาการเดินทางโดยรวมไปยังสถานีอัดประจุไฟฟ้าได้ดีกว่าการใช้ข้อมูลระยะทาง งานวิจัยนี้ใช้โมเดลการจัดคิวเพื่อจำลองกิจกรรมการอัดประจุไฟฟ้าและคำนวณหาจำนวนเครื่องอัดประจุไฟฟ้าที่เหมาะสมในแต่ละสถานี ผลการวิเคราะห์ตำแหน่งสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่เหมาะสมถูกตรวจสอบความแม่นยำโดยใช้ข้อมูลจริงจากการใช้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมกระบวนการที่นำเสนอสามารถแนะนำตำแหน่งที่เหมาะสมในการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าได้ดีกว่าแนวทางปฏิบัติที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กระบวนการวิเคราะห์ดังกล่าวสามารถเป็นต้นแบบที่นำไปใช้กับการวิเคราะห์ทำเลอื่น ๆ ได้ นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้ศึกษาการยอมรับนวัตกรรมและการบริหารจัดการเพื่อนำต้นแบบนวัตกรรมกระบวนการในการวิเคราะห์ทำเลที่มีความเหมาะสมในการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า ไปสู่การใช้งานในเชิงพาณิชย์ เพื่อให้การเลือกทำเลที่มีความเหมาะสมในติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้ามีขั้นตอนที่ชัดเจน เหมาะสม มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าต่อการลงทุน
แพลตฟอร์มการกู้ยืมระหว่างบุคคลกับบุคคลผ่านช่องทางออนไลน์จากข้อมูลทางเลือกแบบทดสอบบุคลิกภาพและแบบประเมินเจตคติต่อเงิน, รังรองรัตน์ อินทร์พยุง
แพลตฟอร์มการกู้ยืมระหว่างบุคคลกับบุคคลผ่านช่องทางออนไลน์จากข้อมูลทางเลือกแบบทดสอบบุคลิกภาพและแบบประเมินเจตคติต่อเงิน, รังรองรัตน์ อินทร์พยุง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาตัวแปรที่มีผลต่อการวิเคราะห์สินเชื่อเพื่อใช้ในการพัฒนาแพลตฟอร์มการกู้ยืมระหว่างบุคคลกับบุคคลผ่านช่องทางออนไลน์จากข้อมูลทางเลือกแบบทดสอบบุคลิกภาพและแบบประเมินเจตคติต่อเงิน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือบุคคลทั่วไปที่มีข้อมูลเครดิตบูโร จำนวน 400 คน โดยการวิจัยนี้ได้ทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบโควตา ผสมผสานกับการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก โดยแบ่งออกเป็นผู้ที่มีประวัติเครดิตบูโรในระดับความเสี่ยงสูงกว่าหรือเท่ากับระดับความเสี่ยง CC จำนวน 250 คน (ร้อยละ 62.5 ของตัวอย่างทั้งหมด) และ ผู้ที่มีประวัติเครดิตบูโรต่ำกว่าหรือเท่ากับระดับความเสี่ยง DD จำนวน 150 คน (ร้อนละ 37.5 ของตัวอย่างทั้งหมด) การวิจัยในครั้งนี้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธี Logistic regression ซึ่งได้ผลลัพธ์ออกมาว่า ตัวแปรข้อมูลทั่วไปได้แก่ ประเภทที่อยู่อาศัย สถานภาพ อาชีพ รายได้ต่อเดือน บุคลิกภาพแบบไม่มั่นคงทางอารมณ์และบุคลิกภาพแบบเปิดรับประสบการณ์ใหม่ โดยประเภทที่อยู่อาศัยประเภททาวน์เฮาและคอนโดจะส่งผลให้คะแนนการพิจารณาให้สินเชื่อลดลง 1.427 และ 1.311 เมื่อเทียบกับตัวแปร reference ประเภทที่อยู่อาศัยแบบบ้านที่เป็น 0 อย่างมีนัยสำคัญ สถานภาพแต่งงานแล้วมีผลให้คะแนนการพิจารณาสินเชื่อเพิ่มขึ้น 0.663 เมื่อเทียบกับตัวแปร reference สถานภาพโสดที่เป็น 0 อย่างมีนัยสำคัญ อาชีพธุรกิจส่วนตัวส่งผลให้คะแนนการพิจารณาสินเชื่อลดลง 1.822 เมื่อเทียบกับตัวแปร reference อาชีพข้าราชการที่เป็น 0 อย่างมีนัยสำคัญ และรายได้ต่อเดือนสูงมีผลดีต่อการพิจารณาให้สินเชื่อตามค่าเบต้าที่เป็นบวกในสมการ
นวัตกรรมระบบการประเมินจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, ธาดาธิเบศร์ ภูทอง
นวัตกรรมระบบการประเมินจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, ธาดาธิเบศร์ ภูทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยประเมินศักยภาพจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 2) สร้างตัวชี้วัดการประเมินศักยภาพจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 3) พัฒนาและทดสอบนวัตกรรมระบบการสนับสนุนการตัดสินใจการประเมินศักยภาพจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 4) ศึกษาการยอมรับการใช้งานของนวัตกรรมระบบการประเมินศักยภาพจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ 5) ศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชยกรรมของนวัตกรรมระบบการประเมินศักยภาพจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและสัมภาษณ์เชิงลึก จากนั้นพัฒนาเครื่องมือวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อสร้างตัวชี้วัดการประเมินศักยภาพจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ AMOS นำข้อมูลองค์ประกอบที่ได้ไปสอบถามความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนาค่าน้ำหนักของเกณฑ์และตัวชี้วัดของกรอบในการประเมิน ด้วยกระบวนการการตัดสินใจแบบพิจารณาหลายเกณฑ์ วิเคราะห์เพื่อจัดกลุ่มตามระดับศักยภาพด้วยเทคนิคการวิเคราะห์กลุ่ม ตรวจสอบความความตรงภายในและภายนอกของตัวแบบนวัตกรรม ศึกษาความต้องการและพัฒนาต้นแบบนวัตกรรม นำต้นแบบนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นไปทดสอบการยอมรับการใช้งาน และจัดทำแผนธุรกิจเพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชยกรรม ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการประเมินศักยภาพของจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ สภาพแวดล้อมของจุดหมายปลายทาง นโยบายของพื้นที่และกลยุทธ์ที่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โครงสร้างพื้นฐานและขีดความสามารถเพื่อการรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ทรัพยากรที่มนุษย์สร้างขึ้นและวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กลยุทธ์และโครงสร้างการให้บริการส่งเสริมสุขภาพ ศักยภาพในการสร้างนวัตกรรม และการรวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งร่วมกันและการทำการตลาดเชิงรุก โดยทั้งหมดนี้ประกอบด้วยตัวชี้วัด จำนวน 41 ตัวชี้วัด 2) ผลการสร้างตัวชี้วัดการประเมินศักยภาพของจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างจากการทดสอบความสอดคล้องของตัวแบบองค์ประกอบหลักและตัวชี้วัดในการประเมินศักยภาพของจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่พัฒนาขึ้น พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 3) ผลจากการวิเคราะห์กลุ่มที่มีศักยภาพต่างกันด้วยเทคนิค K-means Cluster Analysis พบว่า สามารถจำแนกกลุ่มที่มีความแตกต่างกันได้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีระดับศักยภาพสูง ศักยภาพปานกลาง และศักยภาพต่ำ ซึ่งผลจากการทดสอบความตรงภายในและความตรงภายนอกของตัวแบบการประเมินศักยภาพจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ได้พัฒนาขึ้น แสดงให้เห็นว่าตัวแบบการประเมินมีความตรงทั้งภายในและภายนอก และมีความแม่นยำของประสิทธิภาพในการทำนาย สามารถเชื่อถือได้ และมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้ผลจากการสนทนากลุ่มและการตอบแบบสอบถามถึงความเหมาะสมในการออกแบบต้นแบบแนวคิดนวัตกรรมระบบการสนับสนุนการตัดสินใจการประเมินศักยภาพของจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พบว่า ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของต้นแบบนวัตกรรมระบบนี้ มีความเหมาะสมสำหรับการพัฒนาเป็นนวัตกรรมระบบการสนับสนุนการตัดสินใจการประเมินศักยภาพของจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 4) ผลการทดสอบการยอมรับการใช้งานของนวัตกรรมนี้ พบว่า มีความพร้อมและได้รับการยอมรับการใช้งานอยู่ในระดับมาก และ 5) ผลจากการจัดทำแผนธุรกิจนวัตกรรมระบบประเมินจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการศึกษาความเป็นไปได้ในการบริหารจัดการ การผลิตและการดำเนินธุรกิจของนวัตกรรมนี้ มีความเหมาะสมในการลงทุนและมีความเป็นไปได้ในการนำออกสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ ด้วยแนวทางการอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียว และได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยใช้เงินลงทุน 660,000 บาท มีอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงจากการลงทุน เท่ากับ 82.21% ใช้ระยะเวลาคืนทุน 1.43 ปี
นวัตกรรมวงดนตรีอังกะลุงอัจฉริยะเพื่อเสริมสร้างกิจกรรมดนตรีนันทนาการสำหรับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้สูงอายุ, สรัญญา หิรัญปัณฑาพร
นวัตกรรมวงดนตรีอังกะลุงอัจฉริยะเพื่อเสริมสร้างกิจกรรมดนตรีนันทนาการสำหรับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้สูงอายุ, สรัญญา หิรัญปัณฑาพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ออกแบบ พัฒนา และทดสอบนวัตกรรมวงดนตรีอังกะลุงอัจฉริยโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างการจัดกิจกรรมดนตรีวงอังกะลุงสำหรับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งศึกษาการยอมรับนวัตกรรมและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดกิจกรรมดนตรีวงอังกะลุงผู้สูงอายุ 2 ท่าน พบว่า ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญต้องใช้ทักษะและประสบการณ์ทางด้านดนตรีอย่างมากในการจัดกิจกรรมด้วยรูปแบบการใช้สัญลักษณ์มือ ทำให้เกิดความขาดแคลนบุคคลากรในด้านดังกล่าว ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบของการทำกิจกรรมดนตรีวงอังกะลุงกับผู้สูงอายุด้วยรูปแบบการใช้สัญลักษณ์มือ พบ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ผู้ควบคุมวง ผู้สูงอายุ เครื่องดนตรีอังกะลุง โน้ตเพลง และเพลงบรรเลงประกอบ ซึ่งนำไปสู่การออกแบบและพัฒนานวัตกรรม หลังจากทำการทดสอบและปรับปรุงนวัตกรรมตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเบื้องต้น เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติจากการทดสอบนวัตกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญในสถานดูแลผู้สูงอายุ สรุปได้ว่า การทำกิจกรรมดนตรีด้วยนวัตกรรมวงดนตรีอังกะลุงอัจฉริยะสามารถทำให้ผู้สูงอายุเขย่าอังกะลุงได้ถูกต้องไม่แตกต่างจากการทำกิจกรรมด้วยรูปแบบการใช้สัญลักษณ์มือที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า นวัตกรรมนี้สามารถเสริมสร้างและช่วยลดภาระของผู้เชี่ยวชาญการจัดกิจกรรมดนตรีวงอังกะลุงสำหรับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้สูงอายุได้ แม้ว่าผู้สูงอายุยังคงต้องการการพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ควบคุมวงอยู่ การศึกษาการยอมรับนวัตกรรมวงดนตรีอังกะลุงอัจฉริยะจากการเก็บข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 18 คน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความเห็นต่อการยอมรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมอยู่ในระดับ “เห็นด้วย"
นวัตปะการังเพื่อการพัฒนาและการฟื้นฟูระบบนิเวศแนวปะการัง, วรุต ศรีสุวรรณ์
นวัตปะการังเพื่อการพัฒนาและการฟื้นฟูระบบนิเวศแนวปะการัง, วรุต ศรีสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันปัญหาปะการังเสื่อมโทรมไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่เป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรง และกระจายออกเป็นวงกว้างทั่วโลก ถ้าปล่อยให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้นต่อไปโดยไม่ทำการแก้ไข ปะการังจะหมดไปจากท้องทะเลในระยะเวลาอันใกล้ ที่ผ่านมาหลายหน่วยงาน ได้พยายามแก้ไขฟื้นฟูแนวปะการังด้วยวิธีต่างๆ หนึ่งในวิธีที่มีการทำอย่างต่อเนื่อง คือ การนำวัสดุที่เลิกใช้ ได้แก่ มอเตอร์ไซต์ รถถัง ยางรถยนต์ ท่อพีวีซี หรือ แท่งปูนสี่เหลี่ยม ไปวางไว้เป็นปะการังเทียม กลายเป็นมลภาวะทางสายตา และอาจมีสารพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้ จะเห็นได้ว่าการออกแบบ และวัสดุแบบเดิม จำเป็นต้องใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และทัศนภาพที่ดียิ่งขึ้น จากปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยได้เลือกใช้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ซีเมนต์แบบ 3 มิติ เพื่อทำให้การขึ้นรูปปะการังเทียมรูปแบบใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นนั้น ออกมาเสมือน กลมกลืนกับแนวปะการังจริงมากที่สุด และยังมีการปรับรูปร่างให้เข้ากันได้กับชนิด และแนวปะการังบริเวณใกล้เคียง ด้วยวัสดุที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยให้สัตว์ยอมรับ และสามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม ผลจากการศึกษา และการรวบรวมข้อมูลงานวิจัยเชิงคุณภาพผ่านกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product Development: NPD) ร่วมกับกระบวนการออกแบบของชีวจำลอง (Biomimicry Design Process) ของงานวิจัยนี้ ทำให้เกิดนวัตกรรมเพื่อเปลี่ยนแนวคิดของการอนุรักษ์ท้องทะเลของโลกให้เป็นไปอย่างสมดุล กลมกลืน และยั่งยืน ภายใต้ชื่อ "นวัตปะการัง" ที่เกิดขึ้นด้วยการรวบรวมการออกแบบที่โดดเด่นดังต่อไปนี้ (1) พื้นผิวได้รับการพ่นเคลือบผิวนอกด้วยสารประกอบไดแคลเซียมฟอสเฟส (Di-calcium Phosphate) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของอาหารตัวอ่อนปะการัง และถูกออกแบบมาให้มีพื้นผิวขรุขระ เพื่อให้เหมาะสมกับการลงเกาะของปะการังชนิดต่างๆ (2) มีช่องสำหรับปลูกปะการังจริง เพื่อเพิ่มอัตราการขยายพันธุ์ให้เร็วขึ้น (3) ผ่านการทดสอบภายใต้ระบบ Hydrodynamic Testing System ที่ SEAFDEC เพื่อดูการไหลเวียนที่เหมาะสมของกระแสน้ำในการแก้ปัญหาการจม และทรุดตัวลงในพื้นตะกอน (4) ลดแรงต้านกระแสน้ำ เพื่อป้องกันการถูกพัดพา (5) เกิดกระแสน้ำวนขนาดเล็ก เพื่อเป็นการเพิ่มเวลา และอัตราการลงเกาะของตัวอ่อนปะการัง (6) ถูกตกแต่งให้มีโครงสร้าง 3 มิติ ทำให้เกิดพื้นที่แสงและเงา ช่วยให้สัตว์เข้าไปหลบภัยได้ เป็นการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ (7) ถูกออกแบบให้ถอดประกอบ และปรับแต่งโครงสร้างได้ตามความต้องการ เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานตามวัตถุประสงค์ในแต่ละพื้นที่ และด้วยขนาดชิ้นส่วนประกอบที่มีขนาดเล็กเล็ก มีน้ำหนักเบา ทำให้สามารถยกเคลื่อนย้ายได้ง่าย ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำ รวมทั้งค่าติดตั้งต่ำกว่าปะการังเทียมรูปแบบเดิม และ (8) ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นสถานีทดแทนปะการังธรรมชาติ (Smart Station) …
นวัตกรรมการบริการภาครัฐเพื่อพัฒนาเมืองให้มีศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไมซ์, จารุวรรณ สุวรรณศาสน์
นวัตกรรมการบริการภาครัฐเพื่อพัฒนาเมืองให้มีศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไมซ์, จารุวรรณ สุวรรณศาสน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยและบทบาทของผู้มีส่วนได้เสียที่ส่งผลต่อการพัฒนาเมืองจุดหมายปลายทางของการจัดประชุมในประเทศไทย 2) เพื่อพัฒนาต้นแบบของระบบประเมินความพร้อมของเมืองจุดหมายปลายทางของการจัดประชุมในประเทศไทย และ 3) เพื่อศึกษาการยอมรับของนวัตกรรมการบริการที่ส่งเสริมให้เกิดโมเดลการพัฒนาเมืองจุดหมายปลายทางของการจัดประชุมด้วยการพัฒนาระบบเว็บแอปพลิเคชันที่ประเมินความพร้อมของเมืองและนำเสนอแนวทางการพัฒนาเมืองตามความต้องการของผู้จัดการประชุม และศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของระบบประเมินฯ งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มและแบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่มีความสำคัญในการพิจารณาเลือกเมืองจุดหมายปลายทางสำหรับจัดประชุมจากความต้องการของผู้จัดประชุมประเภท ต่างๆ ประกอบด้วย 6 กลุ่มปัจจัย 38 ตัวแปร ที่มีผลต่อความพร้อมในการเป็นเมืองจุดหมายปลายทางของการจัดประชุม ซึ่งผลจากการศึกษามีความสอดคล้องกับงานวิจัยในอดีตแต่มีลำดับความสำคัญที่ต่างกัน และพบตัวแปรใหม่ที่ได้จากงานวิจัยจำนวน 17 ตัวแปร งานวิจัยยังได้พัฒนาระบบประเมินความพร้อมของเมืองที่ตอบสนองความต้องการของผู้จัดงานจากเกณฑ์ทั้ง 6 ด้าน และผู้วิจัยได้ทดสอบระบบประเมินกับจังหวัดต้นแบบที่เป็นเมืองศักยภาพด้านการจัดประชุมในแต่ละภูมิภาค รวม 6 จังหวัด โดยผลการประเมินการยอมรับใช้เครื่องมือประเมินอยู่ในระดับดีมาก การนำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ด้วยวิธีการขายลิขสิทธิ์ของระบบเพื่อเป็นเครื่องมือการบริการภาครัฐแบบฟรีเมี่ยม (Freemium) คือการบริการของภาครัฐที่ให้เครื่องมือประเมินความพร้อมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ควบคู่กับการอบรมหลักสูตรผู้นำด้านการพัฒนาเมืองและการเรียนรู้ผ่าน e-learning ที่มีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จากการวิเคราะห์การเงิน พบว่า ระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ 4.08 ปี โดยรายได้จากการลงทุนประกอบด้วย รายได้ของ สสปน (ผู้ซื้อลิขสิทธิ์) มีรายได้ 538,400 บาท ใน 5 ปี และคาดว่ามีผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ถึง 5,969,100 บาท จากการสนับสนุนให้เกิดการจัดประชุมจากการพัฒนาความพร้อมของเมือง
แบบจำลองทางเลือกเชิงพื้นที่สำหรับการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ กรณีศึกษา พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากประจำ จังหวัดสุโขทัย, ณรัช วรากุลภิญโญ
แบบจำลองทางเลือกเชิงพื้นที่สำหรับการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ กรณีศึกษา พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากประจำ จังหวัดสุโขทัย, ณรัช วรากุลภิญโญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุทกภัยเป็นภัยธรรมชาติประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดซึ่งเกิดจากฝนตกหนัก หิมะละลายอย่างรวดเร็ว คลื่นพายุจากพายุไซโคลนเขตร้อนหรือสึนามิในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน และคาดว่าความถี่และความรุนแรงของน้ำท่วมจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยมักเกิดภัยพิบัตินี้อยู่เสมอ ซึ่งจังหวัดสุโขทัยเป็นอีกหนึ่งที่ต้องเผชิญกับปรากฏการณ์นี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าจะมีแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2563 แต่พื้นที่อพยพบางส่วนยังคงอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก วัตถุประสงค์ในศึกษาจึงทำการหาที่ตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่ออพยพประชาชนในพื้นที่และผู้ประสบภัยที่ต้องการสถานพยาบาล และหาเส้นทางที่เหมาะสมและสะดวกแก่ประชาชนในการอพยพจากหมู่บ้านไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวและไปยังโรงพยาบาล การศึกษานี้ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และฟังก์ชันโซเวอร์ในไมโครซอฟต์ เอกซ์เซล เพื่อระบุตำแหน่งที่ตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว จากผลการวิจัยพบว่าในพื้นที่ที่ทำการศึกษามีหมู่บ้านจำนวน 41 หมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากประจำ แล้วสถานที่ตั้งโรงเรียนเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยแบ่งการคำนวณออกเป็นร้อยละ 50 60 70 80 90 และ 100 ของประชากร ผลที่ได้จากการจำลองสถานการณ์ คือ จำนวนศูนย์พักพิงชั่วคราวสามารถรองรับผู้อพยพได้เพียงพอและมีระยะทางเฉลี่ยจากศูนย์พักพิงชั่วคราวไปยังโรงพยาบาลสั้นกว่าแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่ระยะทางเฉลี่ยรวมมากขึ้น
การประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งด้วยกระบวนการกิจกรรมหลักด้านโลจิสติกส์ :กรณีศึกษาบริษัท Abc, นนทกร ธรรมไชยางกูร
การประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งด้วยกระบวนการกิจกรรมหลักด้านโลจิสติกส์ :กรณีศึกษาบริษัท Abc, นนทกร ธรรมไชยางกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นพัฒนาตัวชี้วัดในการประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งด้วยกระบวนการกิจกรรมหลักด้านโลจิสติกส์ด้านการขนส่งและหลักความถูกต้อง ผ่านการทบทวนวรรณกรรมกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะสรุปปัจจัยหลักด้านโลจิสติกส์สำหรับกำหนดตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง จากนั้นผู้วิจัยจึงได้พัฒนาตัวชี้วัดขึ้นจากแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องขึ้นก่อนนำไปสัมภาษณ์เชิงลึกและนำส่งแบบประเมินปัจจัยเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตัวชี้วัดให้กลุ่มตัวอย่างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมขนส่งของบริษัทจำนวน 10 คน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตัวชี้วัดที่พัฒนาขึ้น และประเมินลำดับความสำคัญตามค่าน้ำหนักของปัจจัย หลังจากนั้นจึงทำการทดสอบการประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งด้วยข้อมูลย้อนหลัง 1 ปีของบริษัท (พ.ศ. 2562) ผลการศึกษาพบว่า ตัวชี้วัดในการประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งที่เหมาะสม ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ การสื่อสาร ขนถ่ายและบรรจุ และการขนส่ง มีกิจกรรมละ 5 มิติ ประกอบด้วย มิติของผลิตภัณฑ์ คุณภาพ สถานที่ เวลา และต้นทุน รวมทั้งหมด 15 ตัวชี้วัด โดยกิจกรรมหลักด้านโลจิสติกที่มีความสำคัญสูงที่สุดคือ กิจกรรมขนถ่ายและบรรจุ รองลงมาคือ การสื่อสาร และการขนส่งตามลำดับ ภาพรวมของการประเมินตัวชี้วัดการขนส่งบริษัทขนส่ง ABC เฉลี่ยอยู่ที่ 4.72 คะแนน แม้ว่าการประเมินผลโดยรวมของบริษัทจะอยู่ในระดับดีมาก แต่กลับพบว่าในตัวชี้วัดระยะเวลาเฉลี่ยการส่งคําสั่งซื้อภายในองค์กรนั้นได้ คะแนนเพียง 2.0 ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้นบริษัทจึงควรให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบการสื่อสารภายในองค์กรมากยิ่งขึ้นเพื่อลดผลกระทบและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
การมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งในการลดขยะบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ, ฉัฐสุรีย์ รุ่งเจริญ
การมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งในการลดขยะบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ, ฉัฐสุรีย์ รุ่งเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติและการมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งในการจัดการขยะบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้การออกแบบการวิจัยเชิงพรรณา เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมาน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือประชาชนในชุมชน 2 ฝั่ง ซึ่งได้แก่ อำเภอเมือง และอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ โดยเลือกเก็บข้อมูลชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้บริเวณริมปากแม่น้ำเจ้าพระยาโดยเฉพาะ สถิติที่ใช้ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ย (t-test) และ การวิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance) เพื่อทดสอบสมมุติฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.58±0.94) และมีส่วนร่วมในการลดขยะในภาพรวมอยู่ในระดับบางครั้ง (ค่าเฉลี่ย 2.22±0.55) 2) ประชาชนที่มีเพศ อายุ อาชีพ อาชีพเสริม สถานภาพในครอบครัว จำนวนสมาชิกในครัวเรือน และระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในชุมชนแตกต่างกัน มีการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาของขยะแตกต่างกัน และประชาชนที่มีเพศ อายุ อาชีพ อาชีพเสริม จำนวนสมาชิกในครัวเรือน และระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในชุมชนแตกต่างกัน มีส่วนร่วมในการลดขยะแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การประเมินความเสี่ยงของกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนโดยใช้ทฤษฎีค่าสุดขีดหลายตัวแปร, ธนัสภรณ์ ธนสิริธนากร
การประเมินความเสี่ยงของกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนโดยใช้ทฤษฎีค่าสุดขีดหลายตัวแปร, ธนัสภรณ์ ธนสิริธนากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเสี่ยงของสินทรัพย์และกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนในเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ โดยใช้ทฤษฎีค่าสุดขีดตามการแจกแจงพาเรโตนัยทั่วไปในรูปแบบตัวแปรเดียว เพื่อประเมินมูลค่าความเสี่ยงและค่าเฉลี่ยความเสียหายส่วนเกินของแต่ละสินทรัพย์ลงทุน งานวิจัยนี้ยังวิเคราะห์ความเสี่ยงของกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนที่ประกอบด้วยสินทรัพย์ประเภทเดียว และกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนที่ประกอบด้วยสินทรัพย์มากกว่าหนึ่งประเภท จนกระทั่งขยายไปเป็นรูปแบบหลายตัวแปร โดยใช้ตัวแบบ Orthogonal GARCH ในการประมาณค่ามูลค่าความเสี่ยงและค่าเฉลี่ยความเสียหายส่วนเกินของกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุน งานวิจัยนี้ได้เปรียบเทียบระดับความเสี่ยงของสินทรัพย์และกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนแต่ละรูปแบบ รวมทั้งได้ทดสอบความแม่นยำของตัวแบบโดยการทดสอบย้อนกลับ ผลการวิจัยพบว่า อัตราผลตอบแทนรายวันของสินทรัพย์มีการแจกแจงพาเรโตนัยทั่วไป และตัวแบบที่นำเสนอในงานวิจัยนี้มีความเหมาะสมในการนำมาประเมินความแปรปรวนร่วมแบบมีเงื่อนไขของกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนทั้งหมด นอกจากนั้น ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการกระจายความเสี่ยงด้วยการสร้างกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนจะช่วยลดระดับความเสี่ยงที่จะเกิดการขาดทุนจากการลงทุนได้ และจากการทดสอบความน่าเชื่อถือของตัวแบบด้วยการทดสอบย้อนกลับ พบว่า กระบวนการทฤษฎีค่าสุดขีดหลายตัวแปร สามารถทำนายมูลค่าความเสี่ยงของกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุนได้อย่างแม่นยำ หรือสามารถชี้วัดระดับความเสี่ยงที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำเอาตัวแบบในงานวิจัยนี้ไปประยุกต์ใช้ได้จริงในการประเมินความเสี่ยงของผลตอบแทนของแต่ละสินทรัพย์และกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุน
การพัฒนานวัตกรรมพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ด้วยเกมการเรียนรู้เสมือนจริงเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียน, กนกกาญจน์ แย้มยิ้ม
การพัฒนานวัตกรรมพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ด้วยเกมการเรียนรู้เสมือนจริงเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียน, กนกกาญจน์ แย้มยิ้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการเข้าใช้พื้นที่เชิงสร้างสรรค์ในปัจจุบัน รวมถึงศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุของการยอมรับนวัตกรรมเกมการเรียนรู้สำหรับพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมเกมการเรียนรู้พื้นที่เชิงสร้างสรรค์สำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา ศึกษาผลการใช้นวัตกรรมเกมการเรียนรู้ พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ โดยในการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม แบบเก็บข้อมูล การสัมภาษณ์เชิงกลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนสามารถฝึกฝนทักษะต่างๆ ตามรายวิชาที่กำหนดไว้ในการสร้างเกมการเรียนรู้ ซึ่งคือผลโดยตรงจากการเล่น และผลโดยอ้อมของเกมการเรียนรู้นี้คือ การเกิดสังคมในการแข่งขันและแบ่งปันข้อมูลระหว่างนักเรียน โดยนักเรียนที่สามารถบังคับหรือควบคุมสิ่งต่างๆในเกมการเรียนรู้ได้คล่องแล้ว สามารถเป็นผู้ช่วยเพื่อนในการเล่นและค้นหาคำตอบ เกิดการแบ่งปันข้อมูลระหว่างนักเรียนด้วยกัน และหลังจากการเล่นเกม ผลจากการประเมินพฤติกรรมของนักเรียนโดยครูผู้สอนพบว่า เกมการเรียนรู้สามารถโน้มน้าวนักเรียนให้สนใจในการเรียนมากขึ้น เกิดความภูมิใจที่สามารถเล่นและแก้ปัญหาได้ ช่วยสร้างความคิดริเริ่มต่างๆให้กับนักเรียน ผู้วิจัยได้ศึกษาเนื้อหาที่ต้องการให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้โดยใช้ขอบเขตของรูปแบบการเรียนการสอนในวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี เพื่อเป็นแนวทางในการเชื่อมโยงกับเนื้อหาตามจุดประสงค์การเรียนรู้ พร้อมกับการกำหนดวิธีการในการเล่นเกมรูปแบบต่าง ๆ โดยผู้วิจัยพัฒนาเกมการเรียนรู้โดยใช้ชุดเครื่องเล่นเสมือนจริง ซึ่งมอบสื่อสัมผัสให้กับนักเรียน 3 สื่อการรับรู้ ได้แก่ การมองเห็น การได้ยินเสียง และ การสัมผัส โดยหลังจากการทดสอบการใช้ พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นสามารถเล่นเกมการเรียนรู้โดยที่มีการบริหารจัดการเวลาและตัวช่วย รวมถึงการจัดการอุปกรณ์ตกหล่น ได้ใกล้เคียงกับนักเรียนอาชีวะระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นักเรียนสามารถใช้ทักษะด้านความสามารถของบุคคลในการคิดแก้ปัญหา และฝึกการใช้ทักษะด้านการคิดหาคำตอบได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว โดยการที่นักเรียนสามารถประกอบชิ้นงานได้สำเร็จทันเวลา นอกจากนั้นแล้ว นักเรียนยังได้เรียนรู้การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆอย่างเหมาะสมและปลอดภัย ตามหลักสูตรสาระการเรียนรู้วิชาการออกแบบและเทคโนโลยีอีกด้วย
การพัฒนานวัตกรรมเกมมิฟิเคชันเพื่อเรียนรู้การลงทุนกองทุนรวม, การะเกด สิงห์ทอง
การพัฒนานวัตกรรมเกมมิฟิเคชันเพื่อเรียนรู้การลงทุนกองทุนรวม, การะเกด สิงห์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อธุรกิจต่าง ๆ เป็นวงกว้าง ซึ่งอุตสาหกรรมการเงินก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจธนาคารต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคมที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการทำธุรกรรมการเงินมาใช้ช่องทางออนไลน์ผ่านทาง Mobile application มากขึ้น จึงทำให้เกิดการแข่งขันการให้บริการทางการเงินมากขึ้นทั้งจากภาคธนาคาร และที่ไม่ใช่ธนาคาร ด้วยเหตุนี้ ธนาคารจึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนลูกค้าโดยสร้างประสบการณ์ในการให้บริการใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเข้ามาลงทุนกับธนาคาร ดังนั้น งานวิจัยฉบับนี้จึงได้นำเสนอการใช้รูปแบบ Gamification เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการลงทุนกองทุนรวมผ่านเกมเรียนรู้การลงทุนกองทุนรวม บน Mobile banking application เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า Gamification มีความสัมพันธ์โดยตรงต่อความตั้งใจที่จะใช้บริการ Mobile banking application รวมถึงความตั้งใจที่จะลงทุนในกองทุนรวม ผลิตภัณฑ์ต้นแบบเกมการเรียนรู้กองทุนรวมที่นำรูปแบบ Gamification มาประยุกต์ใช้สามารถทำให้บริการต่าง ๆ ของธนาคารมีความน่าสนใจและสนุกสนานมากขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มการยอมรับ ความพึงพอใจ และการมีส่วนร่วมของลูกค้า
การพัฒนาสารเคลือบป้องกันการติดเชื้อจากซิลเวอร์คอปเปอร์ซีโอไลต์สำหรับวัสดุหนังหุ้ม, จิตตมาศ ตรีรัตนภรณ์
การพัฒนาสารเคลือบป้องกันการติดเชื้อจากซิลเวอร์คอปเปอร์ซีโอไลต์สำหรับวัสดุหนังหุ้ม, จิตตมาศ ตรีรัตนภรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องจากสถานการณ์การระบาดใหญ่ของ Covid-19 ความเป็นไปได้ในที่จะติดเชื้อจากพื้นผิวสัมผัสตามวัสดุที่ต้องเผชิญในชิวิตประจำวันได้รับความกังวลอย่างมาก หนึ่งในวัสดุที่ใช้หุ้มเพื่อสัมผัสที่สำคัญมักจะทำจากวัสดุหนังเช่นเฟอร์นิเจอร์บ้านและเบาะรถยนต์ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อจึงมีการใช้สเปรย์แอลกอฮอล์ป้องกันไวรัส อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของสเปรย์มีผลต้านเชื้อในเวลาอันสั้นและยังทำให้ผิวเคลือบวัสดุเสื่อมสภาพง่ายอีกด้วย เพื่อยืดอายุการใช้งานของวัสดุหนังและยืดอายุประสิทธิภาพการต้านเชื้อ สารเคลือบผิวด้วยไอออนทองแดงเงินในโครงสร้างซีโอไลต์ (Ag+CuZeolite) จึงถูกพัฒนาขึ้นด้วยการดัดแปลงไอออนในโพรงซีโอไลต์ให้มีอนุภาคใหญ่ขึ้นเพื่อความเสียรภาพของการต้านเชื้อ ไอออนทองแดงเงินในโครงสร้างซีโอไลต์ที่เปลี่ยนเป็นอนุภาคนาโนถูกเตรียมโดยการลดไอออนของเงินที่ชุบด้วยโซเดียมโบโรไฮไดรด์และกรดแอสคอร์บิค อัตราส่วนของสารรีดิวซ์ต่อซีโอไลต์ในระหว่างกระบวนการลดได้รับการปรับให้เหมาะสมที่สุด จากการสังเกตุด้วยSEM-EDX พบว่าโครงสร้างหลักของซีโอไลต์ถูกทําลายในขั้นต้นเมื่อใช้อัตราส่วนโซเดียมโบโรไฮไดรด์สูง ในทางกลับกันการลดกรดแอสคอร์บิคบน Ag + ที่ชุบในซีโอไลต์จะรักษาโครงสร้างหลักไว้ Ag+CuZeolite มีประสิทธิภาพต้านเชื้อแบคทีเรียE. coli (แกรมลบ) ตามาตรฐานASTM E219-10 ที่ดีกว่า AgNPs ใน CuZeoliteที่ถูกรีดิวซ์จากNaBH4และกรดแอสคอร์บิคตามลำดับ การเคลือบ Ag+CuZeolite เพียงแค่3% ต่อสารละลายเคลือบโพลียูรีเทนบนหนังได้รับการประเมินโดยใช้ ISO21702 ของ Sars CoV2 ซึ่งพบว่ามีประสิทธิภาพถึง99.99% ของการต้านเชื้อไวรัส อย่างไรก็ตามความทนทานของต้านเชื้อไวรัสนั้นลดลงอย่างมากภายใต้การสัมผัสสารละลายอัลคาไลน์ ซึ่งเป็นตัวแทนของเหงื่อคน
Assessment Model Of University Innovation Ecosystems In Asean, Jirawan Chaipongpati
Assessment Model Of University Innovation Ecosystems In Asean, Jirawan Chaipongpati
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study is concerned with the development, testing, and commercialization of an assessment model for university innovation ecosystems, for use in Asian universities. The research was motivated by a combination of two key issues, including the relatively new introduction of innovation as the university objective in Asian universities, and the lack of inward-focused, development-oriented models for university innovation ecosystems. The assessment model is designed to both standardize innovation ecosystem assessment, and provide internal developmental information for universities on a path toward innovation and entrepreneurial universities. The preliminary assessment was developed through reference to several existing innovation ecosystem assessment models, which …
ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำต่อการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทย, ธนกร วรพิทักษานนท์
ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำต่อการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทย, ธนกร วรพิทักษานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาระดับอุดมศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้สามารถเข้าถึงโอกาสในการประกอบอาชีพและการเลื่อนชั้นทางสังคมได้ อย่างไรก็ตามการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมทางโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียน ซึ่งเป็นผลกระทบของความเหลื่อมล้ำในมิติปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่ได้กระทำการต่อปัจเจกนักเรียน ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้และนำไปสู่ผลกระทบตามมา งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการคัดเลือกเข้าอุดมศึกษาและปัจจัยหลักที่มีส่วนต่อการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทย 2) ศึกษาความเหลื่อมล้ำในปัจจัยหลักที่มีส่วนต่อการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทย และ 3) ศึกษาผลกระทบของความเหลื่อมล้ำต่อการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจงและการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีกรณีศึกษาที่มีความเป็นตัวแทนจำนวน 16 คนประกอบด้วย กรณีศึกษานักเรียนในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดจำนวน 12 คน และกรณีศึกษาอาจารย์แนะแนวจากสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชนจำนวน 4 คน และทำการวิเคราะห์ผ่านทฤษฎีความเหลื่อมล้ำในสำนักคิดแนวสมรรถภาพมนุษย์และแนวคิดการจัดการศึกษาในแนวปรัชญาพิพัฒนาการนิยม ผลการศึกษา พบว่า ความเหลื่อมล้ำในการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทยประกอบด้วยปัจจัยหลักความเหลื่อมล้ำที่เกี่ยวข้อง 3 ปัจจัยหลักคือ 1) ปัจจัยทุนทางเศรษฐกิจและทุนทางสังคม 2) ปัจจัยสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐหรือเอกชน และ 3) ปัจจัยระบบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา โดยความเหลื่อมล้ำจากปัจจัยหลักทั้งสามและความเหลื่อมล้ำในโครงสร้างทางสังคมได้ส่งผลกระทบต่อการศึกษาต่อของนักเรียนในสองส่วน ได้แก่ 1) ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำภายใต้แนวคิดและปรากฎการณ์ โดยพบว่า ภายใต้แนวคิดและปรากฎการณ์นี้ความเหลื่อมล้ำได้ส่งผลกระทบผ่านปัจจัยหลักทั้งสามที่ได้กระทำการต่อนักเรียนโดยได้ลิดรอนสมรรถภาพและลดทอนโอกาสในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาจนนำไปสู่ผลกระทบในการขาดอิสรภาพทางโอกาสของนักเรียน และ 2) ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำในมิติเชิงลึก โดยพบว่า ภายใต้โครงสร้างทางสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำได้สร้างผลกระทบในมิติเชิงลึก ได้แก่ มิติภายในครอบครัว มิติทางสุขภาพ มิติทางเพศ รวมถึงค่านิยม การพึ่งพาและการลงทุนในการศึกษาต่อ ทั้งนี้รัฐได้พยายามลดความเหลื่อมล้ำด้วยการปรับระบบคัดเลือกเข้าอุดมศึกษาและผ่านระบบกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาแม้ยังคงพบปัญหาและข้อจำกัดก็ตามแต่นักเรียนก็ควรมีส่วนต่อการรับผิดชอบตนเองในการวางแผนกลยุทธ์และการต่อรองภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ให้สามารถผ่านการคัดเลือกของระบบคัดเลือกเพื่อให้เข้าศึกษาต่ออุดมศึกษาได้ตามที่ต้องการ
การรับรู้และพฤติกรรมการตอบสนองต่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (Pm2.5) : กรณีศึกษากลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร, ศรัณณ์พักตร์ แก้วเพชร
การรับรู้และพฤติกรรมการตอบสนองต่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (Pm2.5) : กรณีศึกษากลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร, ศรัณณ์พักตร์ แก้วเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ต่อปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) กลุ่มผู้ประกอบอาชีพขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะต่อการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกต่อปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ดำเนินการศึกษาโดยใช้เทคนิควิจัยเชิงปริมาณ มีขนาดกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 312 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไคสแควร์ดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาการรับรู้ของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพกลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร มีระดับการรับรู้มาก และรับรู้ว่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่มีค่าเกินมาตรฐานที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งรู้ว่าตนเองเป็นทั้งผู้รับและผู้ปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) โดยผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ รู้ว่าพื้นที่ดินแดงมีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ส่งผลต่อการตรวจเช็คค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้านมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .01 แต่ไม่มีการใส่หน้ากาก N95 โดยผลการศึกษาด้านความรู้ทำให้ทราบว่ากลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างยังขาดความรู้ได้เรื่อง 1) การใส่หน้ากากอนามัย 2 ชิ้นไม่สามารถจะช่วยป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ 2) การตรวจเช็คค่าฝุ่นผ่านแอพพลิเคชั่น 3) ความหมายของค่า AQI (ประเทศไทย) 4) เรื่องดำเนินชีวิตประจำวันสามารถช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 สำหรับผลการศึกษาผลกระทบและการสนองทั้ง 4 ด้าน สูงที่สุดคือ 1) ด้านเศรษฐกิจในกลุ่มผู้ที่รับรู้ต่อฝุ่นละอองมีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจจากการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการตรวจเช็คสุขภาพในกลุ่มผู้ที่รับรู้ต่อฝุ่นละออง รองลงมาคือ 2) ด้านสุขภาพมีผลกระทบทางด้านสุขภาพมีอาการ เจ็บคอ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล และอาการผื่นคันตามผิวหนัง และอาการตาแดง และ 3) ด้านสังคมมีการดำเนินชีวิตของประชาชนยุ่งยากมากขึ้นในระดับมาก สุดท้ายคือ 4) ด้านการป้อนกันมีเช็คค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้าน และข้อเสนอแนะต่อการสร้างพฤติกรรมเชิงบวก มาตรการช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ ที่กลุ่มผู้ขับขี่ต้องการให้ส่งเสริมมากที่สุดคือ การช่วยลดค่าใช้จ่ายการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องยนต์ (รัฐช่วยออกคนละครึ่ง) รองลงมา ควรมีการให้ความรู้ที่เกี่ยวของกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในเรื่อง 1)การให้ความรู้ในการใส่หน้ากาก 2) การเช็คค่าฝุ่นผ่านแอพพลิเคชั่น 3) ความรู้เรื่อง ค่า AQI โดยกลุ่มที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุดจากการศึกษาพบว่ามี 4 กลุ่มที่ไม่มีการรับรู้เรื่องของฝุ่นได้แก่ 1.กลุ่มผู้มีรายได้ต่อเดือน 10,001-15,000 2. …