Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Urban, Community and Regional Planning Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 241 - 270 of 292
Full-Text Articles in Urban, Community and Regional Planning
การติดตามผลการดำเนินงานโครงการบ้านประชารัฐบนที่ดินราชพัสดุ : กรณีศึกษา โครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ, ศิฬินภา ศิริสานต์
การติดตามผลการดำเนินงานโครงการบ้านประชารัฐบนที่ดินราชพัสดุ : กรณีศึกษา โครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ, ศิฬินภา ศิริสานต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
"โครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ" เป็นโครงการหนึ่งภายใต้โครงการบ้านประชารัฐบนที่ดินราชพัสดุ ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี (พ.ศ.2559-2568) ซึ่งดำเนินการโดยกรมธนารักษ์ร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาที่อยู่อาศัย มีระยะเวลา 5 ปี โดยเป็นการจัดทำที่อยู่อาศัยในระดับราคาที่ผู้มีรายได้น้อยที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการสามารถจ่ายได้ เพื่อจะได้มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง พร้อมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน วัตถุประสงค์ของงานวิจัยเป็นการติดตามผลการดำเนินงานและถอดบทเรียนในการทำงานร่วมกันของภาครัฐและภาคเอกชนในการจัดทำที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยผู้วิจัยได้ทำการศึกษาพื้นที่ดำเนินโครงการนำร่องทั้งหมด 6 แปลง ได้แก่ กท.5050 (กรุงเทพฯ) กท.2615 (กรุงเทพฯ) ชม.35, 1698 (จ.เชียงใหม่) อ.ชร.31 (จ.เชียงราย) พบ.260 (จ.เพชรบุรี) และ พบ.261 (จ.เพชรบุรี) พบว่ามีโครงการ พบ.261 เพียงแปลงเดียวที่มีการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและโอนสิทธิให้ผู้เข้าร่วมโครงการเสร็จสมบูรณ์แล้วบางส่วน การศึกษานี้แบ่งผลการดำเนินโครงการเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ผลการดำเนินงานโครงการฯ ในภาพรวม และผลการดำเนินงานโครงการฯ แปลง พบ.261 โดยในแต่ละระดับได้ทำการศึกษา 2 ส่วน ได้แก่ 1) การติดตามผลการดำเนินงานการจัดทำที่อยู่อาศัย (Supply Side) จากข้อมูลเอกสารและการสัมภาษณ์ภาครัฐและภาคเอกชน และ 2) การติดตามผลของการเข้าร่วมโครงการ (Demand) จากแบบสอบถามและการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมโครงการ ผลการศึกษาในภาพรวมพบว่า มีพื้นที่ดำเนินโครงการหลายแห่งที่ถูกยกเลิกโครงการ มีสาเหตุเนื่องมาจากทำเลที่ตั้งอยู่ห่างไกลทำให้ขาดอุปสงค์ พื้นที่ดำเนินโครงการขาดการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางสังคม รวมถึงขาดการศึกษาอุปสงค์และอุปทานที่อยู่อาศัยก่อนการดำเนินงานโครงการ อีกทั้งขั้นตอนการทำงานมีจำนวนมาก จึงทำให้การดำเนินงานมีความล่าช้ากว่าแผนงาน ส่วนผลการศึกษาโครงการ พบ.261 พบว่า ผู้ประกอบการสามารถสร้างที่อยู่อาศัยในระดับราคาที่กลุ่มเป้าหมายสามารถจ่ายได้ แต่ปัจจุบันก่อสร้างได้สำเร็จเพียงเฟสเดียวและไม่สามารถก่อสร้างเฟสถัดไปได้ สืบเนื่องมาจากมีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการน้อย ผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อและไม่สามารถจ่ายได้ จากผลการศึกษาจึงสรุปได้ว่า ผลการดำเนินงานโครงการภาพรวมไม่เป็นไปตามเป้าหมายเนื่องจากมีระยะเวลาในการเตรียมการจัดทำโครงการน้อยมาก จึงขาดการศึกษาและวิเคราะห์ความเป็นไปได้โครงการอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนการจัดทำโครงการ และในส่วนของโครงการ พบ.261 พบว่าผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่และมีที่ทำงานอยู่ใกล้กับทำเลที่ตั้งของโครงการ การไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อของผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ เป็นปัญหาสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จของโครงการ สิทธิการครอบครองแบบเช่าระยะยาวและการแบ่งแปลงที่ดินเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้เข้าร่วมโครงการ คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการที่กำหนดว่า "ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อน" ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการน้อย จากการติดตามผลการดำเนินงานโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา นำไปสู่การสรุปผลและการถอดบทเรียนของโครงการฯ ทั้งข้อดีและปัญหาอุปสรรค ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานร่วมกันระหว่างรัฐกับเอกชน ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามนโยบายของรัฐทั้งในระดับนโยบาย โครงการหลัก และโครงการย่อ
รูปแบบเชิงพื้นที่ของพื้นที่ซอยท่าน้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพมหานคร, ปณัฐพรรณ ลัดดากลม
รูปแบบเชิงพื้นที่ของพื้นที่ซอยท่าน้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพมหานคร, ปณัฐพรรณ ลัดดากลม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพมหานครล้วนแต่เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญ และ ย่านชุมชนริมน้ำดั้งเดิม ตั้งแต่การเริ่มตั้งถิ่นฐานของกรุงเทพฯ ทำให้มีพื้นที่ท่าน้ำแทรกตัวอยู่ตลอด พื้นที่ริมแม่น้ำ ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดีในปัจจุบันพื้นที่ ท่าน้ำและบริเวณโดยรอบ มักมีการใช้งานที่ไม่เต็มศักยภาพ ทำให้พื้นที่ท่าน้ำเหล่านี้ไม่เอื้อ ประโยชน์ต่อคนในพื้นที่ ย่าน และเมืองตามที่ควรจะเป็น งานวิจัยชิ้นนี้ ต้องการจำแนกประเภทพื้นที่ซอยท่าน้ำและศึกษารูปแบบเชิงพื้นที่ อัน ประกอบด้วย โครงข่ายการสัญจรและพื้นที่สาธารณะ การใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคารรูปแบบมวล อาคารและพื้นที่ว่าง และรูปแบบพื้นที่มุมมอง ที่ส่งผลต่อรูปแบบการใช้พื้นที่อย่างอเนกประโยชน์ อันประกอบด้วย ความหลากหลายจากกลุ่มคนกิจกรรม และช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ผลการศึกษา พบว่า พื้นที่ซอยท่าน้ำจำแนกได้ 6 ประเภท และพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีรูปแบบการใช้พื้นที่อย่าง อเนกประโยชน์ จะมีรูปแบบเชิงพื้นที่ที่หลากหลายด้วย ผลการวิเคราะห์พบว่า โครงข่ายการสัญจรและพื้นที่สาธารณะมีผลต่อการเข้าใช้พื้นที่ อย่างอเนกประโยชน์มากที่สุด รองลงมาคือการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคารและรูปแบบมวลอาคาร และพื้นที่ว่างตามลำดับ กล่าวคือ พื้นที่ซอยท่าน้ำที่มีโครงข่ายที่สานต่อเนื่องเป็นส่วนหนึ่งของย่าน และเมือง จะมีโอกาสเหนี่ยวนำผู้คนให้เข้ามาใช้งานพื้นที่ได้มากและหากพื้นที่ดังกล่าวมีการใช้ ประโยชน์ที่ดินและอาคารและรูปแบบมวลอาคารและพื้นที่ว่างที่หลากหลายด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้มี ความแตกต่างของกลุ่มคน กิจกรรมและช่วงเวลาในการเข้าใช้งาน
ผลกระทบของแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคม ในเขตพาณิชยกรรมสวนหลวง-สามย่าน ในช่วงเปลี่ยนผ่าน, ฐานิตา แก้วกลัด
ผลกระทบของแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคม ในเขตพาณิชยกรรมสวนหลวง-สามย่าน ในช่วงเปลี่ยนผ่าน, ฐานิตา แก้วกลัด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบจากการพัฒนาพื้นที่ตามแผนแม่บทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพื้นที่สวนหลวง-สามย่าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาที่เกิดขึ้น การโยกย้ายผู้เช่าเดิมในพื้นที่ และการเข้ามาของผู้เช่าใหม่ และศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคมที่เกิดขึ้นจากโครงการพัฒนาที่ดินบริเวณสวนหลวง-สามย่าน ตามแผนแม่บทฯ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการโยกย้ายของผู้เช่าบางส่วนเข้าไปในพื้นที่ที่รองรับการโยกย้ายชั่วคราว เพื่อนำพื้นที่มาพัฒนาแบบรื้อแล้วสร้างใหม่ การพัฒนาที่เกิดขึ้นทำให้ผู้เช่าเดิมที่ได้รับผลกระทบต้องโยกย้ายการประกอบกิจการไปยังโครงการพัฒนาใหม่ที่รองรับ ตามนโยบายของแผนแม่บทฯ ซึ่งจะคัดเลือกกิจการบางประเภทของผู้เช่าให้อยู่ต่อในพื้นที่ได้ โดยจะได้รับสิทธิ์และเงื่อนไขในการพิจารณาจากสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งพื้นที่ที่สามารถรองรับการโยกย้ายของผู้เช่าเดิม มีด้วยกัน 3 พื้นที่ ได้แก่ โครงการสวนหลวงสแควร์ โครงการ Stadium One และตึกแถวริมถนนบรรทัดทอง ผลการศึกษา พบว่า หลังการโยกย้ายทำให้ผู้เช่ามีรายรับมากขึ้น แต่ด้วยค่าเช่าใหม่มีราคาสูงขึ้น ประกอบกับผู้เช่าได้ลงทุนทำร้านใหม่ จึงทำให้เงินออมของผู้เช่าส่วนใหญ่เท่าเดิม ทั้งนี้กลุ่มที่มีปัญหาในเรื่องรายได้และเงินออมมากที่สุด คือ กลุ่มผู้เช่าที่ประกอบกิจการประเภทจำหน่ายเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาที่โยกย้ายไปยังตึกแถวริมถนนบรรทัดทอง ส่วนทางด้านสังคม ความสัมพันธ์ของผู้เช่ากับร้านค้าโดยรอบเดิมลดลง เนื่องจากแยกย้ายกระจายกันไปประกอบกิจการตามหมอนต่างๆ และผู้เช่าส่วนใหญ่ยังไม่ได้สร้างความสัมพันธ์กับร้านค้าโดยรอบใหม่ เพราะเพิ่งย้ายมาประกอบการในที่แห่งใหม่ได้ไม่นาน
การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินของหมู่บ้านจัดสรรที่เกิดขึ้นในยุคแรกเริ่ม กรณีศึกษา: หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1, ปฐมา ภัยผ่องแผ้ว
การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินของหมู่บ้านจัดสรรที่เกิดขึ้นในยุคแรกเริ่ม กรณีศึกษา: หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1, ปฐมา ภัยผ่องแผ้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินของหมู่บ้านจัดสรรที่เกิดขึ้นในยุคแรกเริ่มในพื้นที่หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เกิดขึ้นในพื้นที่โครงการ วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และวิเคราะห์ผลกระทบที่มีผลต่อการอยู่อาศัย โดยแบ่งวิธีการศึกษาออกเป็น 3 ส่วน คือ นำข้อมูลแผนผังในอดีตมาศึกษาการใช้ประโยชน์ที่ดินและนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับผลการสำรวจการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน จากนั้นทำการคัดเลือกพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงสูงกว่าในบริเวณอื่นมาทำการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ และในส่วนสุดท้ายเป็นการสำรวจผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยโดยใช้แบบสอบถาม
ผลการศึกษาพบว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยแบบบ้านเดี่ยวไปเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดิน 3 ประเภทหลัก ได้แก่ การค้าและการบริการ สำนักงานและบริษัท และที่พักอาศัยรวม โดยมีลักษณะการกระจุกและกระจายตัวในรูปแบบที่แตกต่างกัน ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินนั้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยในกลุ่มการค้าและการบริการ พบปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ ทำเลที่ตั้ง การถือครองที่ดิน และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ และในกลุ่มสำนักงานและบริษัท พบปัจจัยที่สำคัญได้แก่ ทำเลที่ตั้ง (ใกล้ตลาด) การถือครองที่ดิน และความสะดวกในการติดต่องาน
ในประเด็นผลกระทบที่มีผลต่อการอยู่อาศัยของคนในหมู่บ้านพบว่า ระดับของผลกระทบในภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง มีบางบริเวณที่ได้รับผลกระทบสูงกว่าค่าเฉลี่ย ได้แก่ เขตที่ 10 ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด จากการสำรวจการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินพบว่า บริเวณดังกล่าวเกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยไปเป็นประเภทพาณิชยกรรมทั้งในกลุ่มของการค้าและการบริการและกลุ่มสำนักงานและบริษัท เกิดการขยายพื้นที่ของร้านค้า ร้านอาหารที่ติดกับบริเวณถนนเทศบาลสงเคราะห์เข้ามาในพื้นที่ ส่วนในกลุ่มของสำนักงานและบริษัท เกิดการใช้งานในพื้นที่เป็นที่ตั้งของสำนักงานขนาดใหญ่ อยู่ติดกับศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ และมีการกระจายที่ตั้งของสำนักงานในบริเวณนี้ค่อนข้างมาก จึงทำให้บริเวณนี้ค่อนข้างมีผลกระทบต่อการอยู่อาศัยของคนในหมู่บ้านค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังพบว่า ปัญหาส่วนมากที่พบจากแบบสอบถามคือปัญหาการจราจร เนื่องจากถนนภายในหมู่บ้านถูกเชื่อมต่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายระดับเมือง และมีปัญหาเรื่องที่จอดรถในบางบริเวณ ซึ่งเป็นผลมาจากตำแหน่งที่ตั้งของสาธารณูปการและกิจกรรมพาณิชยกรรมบางส่วน ในขณะที่บริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นพื้นที่พาณิชยกรรมมากขึ้นนั้น ผู้อยู่อาศัยไม่ได้สะท้อนว่ามีปัญหาในเรื่องของที่จอดรถมากนัก เนื่องจากขนาดถนนภายในหมู่บ้านมีขนาดความกว้างเกินกว่ามาตรฐานของหมู่บ้านจัดสรรทั่วไปในปัจจุบัน
การกระจุกตัวของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กและผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบในเขตชั้นในของกรุงเทพมหานคร, ปุณยนุช แสงวัฒนะ
การกระจุกตัวของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กและผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบในเขตชั้นในของกรุงเทพมหานคร, ปุณยนุช แสงวัฒนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กรุงเทพมหานครมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคมขนส่ง อีกทั้งมีการกระจุกตัวของแรงงาน วัตถุดิบ และผู้บริโภค ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กในพื้นที่เมืองเพื่อผลิตสินค้า งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งเสริมการกระจุกตัวของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก และประเมินผลกระทบจากการกระจุกตัวของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่มีต่อชุมชนโดยรอบพื้นที่ในเขตขั้นในของกรุงเทพมหานคร การเก็บข้อมูลดำเนินการโดยการสัมภาษณ์เพื่อบันทึกข้อมูลลงในแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มใน 6 พื้นที่ คือ กลุ่มผู้ประกอบการเพื่อศึกษาถึงเหตุผลที่เลือกดำเนินกิจการโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กในพื้นที่นั้น และกลุ่มผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เพื่อวัดระดับของการรับรู้ถึงผลกระทบของการกระจุกตัวของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ผลการศึกษาพบว่า การกระจุกตัวของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กมีสาเหตุมาจาก ปัจจัยการเลือกที่ตั้งใกล้แหล่งจำหน่ายวัตถุดิบ ความเป็นแหล่งชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม และใกล้โรงงานที่ผลิตสินค้าประเภทเดียวกัน และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของชุมชนในระดับน้อย โดยระยะห่าง 200 เมตรรอบพื้นที่ที่กระจุกตัวของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กเป็นระยะที่รับรู้ถึงผลกระทบได้ ข้อเสนอแนะ การกระจุกตัวของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กในพื้นที่เมือง ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในชุมชนอยู่ในระดับน้อย แต่อย่างไรก็ดีควรมีการควบคุมให้เหมาะสมควบคู่กับการส่งเสริม โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบมีความจำเป็นในการตรวจสอบผลกระทบที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของประชาชนที่อาศัยโดยรอบ
เศรษฐกิจเชิงเดี่ยวและความอ่อนไหวเปราะบางของเมือง กรณีศึกษาเทศบาลเมืองปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช, รวินทร์ ถิ่นนคร
เศรษฐกิจเชิงเดี่ยวและความอ่อนไหวเปราะบางของเมือง กรณีศึกษาเทศบาลเมืองปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช, รวินทร์ ถิ่นนคร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ฐานเศรษฐกิจมีอิทธิพลต่อการสร้างความหลากหลายของความเป็นเมืองนำมาสู่ผลทวีคูณและการเติบโตทั้งด้านกายภาพ, เศรษฐกิจ และสังคม เอื้อให้เกิดการสร้างนวัตกรรมของเมืองในการเผชิญและรับมือกับผลกระทบภายนอกเชิงลบที่ไม่คาดคิด แต่ในทางตรงกันข้าม เมืองที่ไม่สามารถควบคุมการเติบโตของฐานเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวที่ก่อให้เกิดพลวัตเมืองเชิงลบและความเสื่อมถอยของเมือง ลดความหลากหลายของความเป็นเมือง นำมาซึ่งการสูญเสียทุนทั้งทางกายภาพ, เศรษฐกิจ และสังคม เพิ่มระดับความอ่อนแอทางเศรษฐกิจและสังคมของเมือง ส่งผลให้เมืองอ่อนไหวเปราะบางต่อการเปิดรับภัยอันตรายจากภายนอก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตของเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวและความอ่อนไหวเปราะบางของเมือง กรณีศึกษาคือ เทศบาลเมืองปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีฐานเศรษฐกิจหลักของเมืองเป็นเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวคือธุรกิจรังนกแอ่น ระเบียบวิธีวิจัยสามารถแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนที่1 การศึกษาการเปลี่ยนแปลงสัณฐานเมืองจากการเติบโตของเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว ส่วนที่2 การศึกษารูปแบบการกระจายตัวของระดับความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ-สังคม และระดับการเปิดรับภัยอันตรายเชิงพื้นที่ เพื่อนำมาสู่การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างแผนที่ดัชนีความอ่อนแอทางเศรษฐกิจและสังคม, แผนที่ดัชนีการเปิดรับภัยอันตราย และการกระจุกตัวของเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวจากธุรกิจรังนกแอ่น และส่วนที่3 การประเมินความสามารถในการปรับตัวเชิงสถาบันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว ผลการศึกษาพบว่า การเติบโตของเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวจากธุรกิจรังนกแอ่นเป็นรากสาเหตุของการเสื่อมถอยของศูนย์กลางเมืองในปัจจุบันที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของพื้นที่ศูนย์กลางเมืองอย่างมีนัยยะสำคัญ ดังแสดงได้จาก (1) การเปลี่ยนแปลงสัณฐานเมืองและการพัฒนาที่ถูกจำกัดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์อาคารเป็นอาคารสำหรับนกแอ่นทำรังซึ่งมีลักษณะเป็นเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวที่แทรกตัวอยู่ในพื้นที่ศูนย์กลางเมือง ไม่ก่อให้เกิดลักษณะสัณฐานที่สามารถดึงดูดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย (2) ค่าดัชนีความอ่อนแอทางเศรษฐกิจและสังคมมีระดับปานกลางค่อนข้างมากจนถึงระดับมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยพื้นที่อื่นๆของเมืองซึ่งมีอิทธิพลต่อระดับความอ่อนไหวเปราะบางของเมืองต่อการเปิดรับภัยอันตรายภายนอก ทั้งหมดเป็นผลมาจากความสามารถในการปรับตัวของสถาบันที่มีจำกัดในการควบคุมการเติบโตของเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวจากธุรกิจรังนกแอ่น ที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญของสัณฐานเมืองและโครงสร้างประชากร ดังนั้นข้อเสนอแนะคือ การเติบโตของเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวจำเป็นอย่างยิ่งต้องถูกควบคุมและปรับตัวโดยสถาบัน
ทัศนคติของผู้อยู่อาศัยต่อการอยู่อาศัยในอาคารชุดที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์: กรณีศึกษาโครงการแฮปปี้ คอนโด ลาดพร้าว 101 และโครงการเอ็ม จตุจักร, เชี่ยวชาญ ไพศาลธีระจิต
ทัศนคติของผู้อยู่อาศัยต่อการอยู่อาศัยในอาคารชุดที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์: กรณีศึกษาโครงการแฮปปี้ คอนโด ลาดพร้าว 101 และโครงการเอ็ม จตุจักร, เชี่ยวชาญ ไพศาลธีระจิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเพิ่มขึ้นของอาคารชุดที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ในปัจจุบัน เกิดขึ้นจากค่านิยมการเลี้ยงสัตว์ของคนเมือง งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติของผู้อยู่อาศัยต่อการอยู่อาศัยในอาคารชุดที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ โดยศึกษาภาพรวมของอาคารชุด 13 แห่งในกรุงเทพมหานคร ใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด จากนั้นเลือกกรณีศึกษา 2 แห่ง คือโครงการแฮปปี้ คอนโด ลาดพร้าว 101 (HCL) และโครงการเอ็ม จตุจักร (MJJ) ใช้การสอบถามผู้อยู่อาศัย โดยแบ่งเป็นผู้มีสัตว์เลี้ยงแห่งละ 105 ชุด และผู้ไม่มีสัตว์เลี้ยงแห่งละ 105 ชุด รวม 2 แห่งเป็น 420 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ และค่าร้อยละ ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้มีสัตว์เลี้ยงและไม่มีสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 50 อยู่อาศัยเป็นคู่รักทั้งสมรส และไม่สมรส ซึ่งส่วนมากไม่มีบุตรถึงร้อยละ 95 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี ทั้งนี้กลุ่มผู้มีสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นผู้เช่าถึงร้อยละ 60 ในขณะที่ผู้ไม่มีสัตว์เลี้ยงร้อยละ 90 เป็นเจ้าของห้องชุด 2) การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารชุด แบ่งได้ 3 ลักษณะ (1) สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ เช่น คลินิกสัตว์เลี้ยง หรือพื้นที่ขับถ่ายสำหรับสัตว์เลี้ยง เป็นต้น (2) สิ่งอำนวยความสะดวกที่ให้สัตว์เลี้ยงใช้ร่วมกับคน ได้แก่ สวนรอบอาคาร และดาดฟ้าอาคาร (3) ไม่มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้สัตว์เลี้ยง โดยสัตว์เลี้ยงไม่สามารถออกไปเดินนอกห้องชุดได้ ยกเว้นการอุ้มเท่านั้น 3) ทัศนคติของผู้มีสัตว์เลี้ยงใน HCL เห็นว่าไม่มีปัญหาทั้งก่อนและหลังเข้าอยู่อาศัย ในขณะที่ผู้ไม่มีสัตว์เลี้ยงของ HCL เห็นว่าเป็นปัญหาทั้งก่อนและหลังเข้าอยู่อาศัย ส่วนผู้มีสัตว์เลี้ยงและไม่มีสัตว์เลี้ยงใน MJJ เห็นว่าไม่มีปัญหาก่อนเข้าอยู่อาศัย แต่พบว่ามีปัญหาหลังเข้าอยู่อาศัย 4) ผู้ไม่มีสัตว์เลี้ยงมีความพึงพอใจต่ออาคารชุดน้อยกว่าผู้มีสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะเรื่องความเหมาะสมของห้องชุดต่อการเลี้ยงสัตว์ การระบายอากาศ และการมีเพื่อนบ้านที่เลี้ยงสัตว์ ในขณะที่ผู้มีสัตว์เลี้ยงมีความพึงพอใจสูงในหลายด้าน ยกเว้นเรื่องการป้องกันเสียงเห่าหอนจากห้องข้างเคียง 5) ปัญหาส่วนใหญ่ที่ผู้มีสัตว์เลี้ยงและไม่มีสัตว์เลี้ยงพบตรงกันคือ ได้ยินเสียงรบกวนของสัตว์เลี้ยงจากห้องข้างเคียง รองลงมาคือพบสัตว์เลี้ยงตัวอื่นขับถ่ายแล้วเจ้าของไม่ทำความสะอาด ส่วนปัญหาที่พบต่างกันคือ ผู้มีสัตว์เลี้ยงพบปัญหานิติบุคคลดูแลเรื่องสัตว์เลี้ยงไม่เต็มที่ ส่วนผู้ไม่มีสัตว์เลี้ยงพบปัญหาสัตว์เลี้ยงเห่าทำให้ตกใจเสียขวัญ อย่างไรก็ตามในภาพรวมผู้ไม่มีสัตว์เลี้ยงจะรู้สึกถึงปัญหามากกว่าผู้มีสัตว์เลี้ยง ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของผู้อยู่อาศัยที่มีสัตว์เลี้ยงและไม่มีสัตว์เลี้ยงในอาคารชุดเดียวกัน รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งผู้ไม่มีสัตว์เลี้ยงจะรู้สึกถึงปัญหามากกว่า โดยเฉพาะเรื่องเสียงรบกวนของสัตว์เลี้ยงจากห้องข้างเคียง ในขณะที่ผู้มีสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่พบปัญหาสัตว์เลี้ยงตัวอื่นขับถ่ายแล้วเจ้าของไม่ทำความสะอาด …
การวางผังอาคารและลักษณะพื้นที่ว่างระหว่างอาคารในโครงการอาคารชุดพักอาศัยแนวราบในเขต กรุงเทพมหานคร, ปริยากร พิมานแมน
การวางผังอาคารและลักษณะพื้นที่ว่างระหว่างอาคารในโครงการอาคารชุดพักอาศัยแนวราบในเขต กรุงเทพมหานคร, ปริยากร พิมานแมน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวางผังอาคารนับเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้สภาพแวดล้อมพื้นที่ว่างระหว่างอาคารที่ถูกสร้างขึ้นนั้นมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งการวางผังที่ดีนี้จะส่งผลให้ 1) เกิดพื้นที่ภายในน่าอยู่ด้วยการวางตัวอาคารโอบล้อมพื้นทีส่วนกลาง เพิ่มความสงบให้กับพื้นที่ภายในโครงการ 2) นำไปสู่การจัดสรรพื้นที่ Facility ของโครงการ จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า พื้นที่ดังกล่าวจะถูกออกแบบเป็นฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย และมักถูกพบเป็นพื้นที่นันทนาการของโครงการ ซึ่งทำให้เกิดการใช้งานของผู้อยู่อาศัย 3)สามารถบรรลุ ตอบโจทย์การลงทุน เนื่องการวางผังอาคารจะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดและกฎหมายต่างๆ ซึ่งความแตกต่างของการวางผังและสร้างสรรค์พื้นที่ว่างในโครงการนี้ ไม่เพียงแต่เป็นจุดขายของโครงการเท่านั้นแต่พื้นที่ดังกล่าวยังช่วยส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับโครงการ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อีกด้วย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและจำแนกประเภทการวางผังโครงการ และพื้นที่ว่างระหว่างอาคารที่เกิดจากการวางผังในโครงการอาคารชุดพักอาศัยแนวราบ ในเขตกรุงเทพมหานครจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีผลประกอบการสูงสุดในปี พ.ศ. 2560 จำนวน 10 บริษัท โดยรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์และหน่วยงานต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการวางผังและพื้นที่ว่างระหว่างอาคารที่เกิดจากการวางผัง จากรูปแบบผังอาคารที่ต่างกัน ผลการศึกษาพบว่าการวางผังโครงการอาคารชุดพักอาศัยแนวราบที่พบมี 3 รูปแบบหลักและ 1 รูปแบบผสม คือรูปแบบ A วางอาคารแบบสวนกลาง เกิดพื้นที่ว่างที่มีการปิดล้อม 3 ด้านขึ้นไป รูปแบบ B วางอาคารตามแนวถนน 2 ฝั่ง เกิดพื้นที่ว่าง มีด้านปิดล้อม 2 ด้าน รูปแบบ C วางอาคารตามแนวถนน เกิดพื้นที่ว่างเฉพาะด้านสกัดของอาคาร ไม่เกิดการปิดล้อม รูปแบบ D วางอาคารแบบผสม 2 รูปแบบขึ้นไป หรือตามรูปร่างที่ดิน 1) จากโครงการกลุ่มตัวอย่างพบ ผังรูปแบบ A มากที่สุด รองลงมาคือรูปแบบ D C และ B ตามลำดับ โดยผังรูปแบบ C และ D จะพบในโครงการที่มีขนาดใหญ่กว่ารูปแบบ A และ B 2) ผังรูปแบบ A เป็นรูปแบบผังที่มีระดับราคาขายสูงที่สุดใน 4 รูปแบบ และผังในรูปแบบ C เป็นรูปแบบผังที่มีระดับราคาขายต่ำที่สุด 3) ผังรูปแบบ A และ B มีลักษณะและพื้นที่ว่างระหว่างอาคารที่เกิดจากการวางอาคารใกล้เคียงกัน แต่ผังรูปแบบ A ถูกออกแบบพื้นที่ให้เป็นพื้นที่ใช้งานประเภทนันทนาการเพื่อทำกิจกรรมทางเลือกมากกว่า ผังรูปแบบ B …
ติดตามผลที่ผู้อยู่อาศัยได้รับจากบ้านประหยัดพลังงานในโครงการบ้านจัดสรร กรณีศึกษาโครงการเสนาปาร์ค วิลล์ และโครงการเสนาพาร์คแกรนด์ รามอินทรา วงแหวน, มัลลิกา มงคลรังสฤษฎ์
ติดตามผลที่ผู้อยู่อาศัยได้รับจากบ้านประหยัดพลังงานในโครงการบ้านจัดสรร กรณีศึกษาโครงการเสนาปาร์ค วิลล์ และโครงการเสนาพาร์คแกรนด์ รามอินทรา วงแหวน, มัลลิกา มงคลรังสฤษฎ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา แนวคิดของผู้ประกอบการที่ส่งผลต่อการออกแบบบ้านประหยัดพลังงาน ขนาด 135-259 ตารางเมตร รวมถึงศึกษาลักษณะการใช้งาน และทัศนคติของผู้อยู่อาศัยที่มีต่อรูปแบบบ้านประหยัดพลังงาน โดย วิธีการสัมภาษณ์จากผู้ประกอบการ และแจกแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง ที่เป็นผู้อยู่อาศัยในโครงการบ้านประหยัดพลังงานที่เป็น กรณีศึกษาทั้ง 2 โครงการ ได้แก่ เสนาพาร์ควิลล์ และ เสนาพาร์คแกรนด์ จำนวน 90 ตัวอย่าง สำหรับข้อมูลเชิงปริมาณและใช้การ สัมภาษณ์เชิงลึก 10 ตัวอย่างสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ การศึกษาแนวความคิดบ้านประหยัดพลังงาน ทั้งด้านสถาปัตยกรรมและด้านงานระบบที่ส่งผลให้เกิดการประหยัด พลังงานภายในบ้าน ค้นพบว่า บ้านประหยัดพลังงานมีช่องเปิดระบายอากาศ และ สัดส่วนอาคารต่อที่ดิน สูงกว่ามาตรฐานกำหนดไว้ อีกทั้ง ระบบ Solar cell ที่ช่วยให้ลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 700 - 4,100 ต่อเดือน ซึ่งจัดอยู่ในระดับค่าไฟฟ้าค่อนข้าง ไม่สูงมากหนักเมื่อเทียบกับบ้านขนาดเดียวกันในโครงการอื่นๆ อันนี้เป็นตัวแปรสำคัญต่อการออกแบบบ้านประหยัดพลังงาน ผลการสำรวจด้านครัวเรือน และการใช้งานพื้นที่พบว่าผู้อยู่อาศัยบ้านประหยัดพลังงานทั้ง 5 รูปแบบ ส่วนใหญ่มี สมาชิกในครัวเรือนจำนวน 4 คน มีรายได้ครัวเรือนประมาณ 100,000 ขึ้นไป ช่วงเช้า – ช่วงเย็น จะใช้งานส่วนพื้นที่ห้องรับแขกเป็น หลัก เฉลี่ยอยู่บ้านต่อวันเป็น 17 ชม. นอกจากนี้ผู้อยู่อาศัยทั้ง 5 รูปแบบ การใช้ระบบภายในบ้านที่คล้ายกัน คือ การใช้ เครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้า และแผงโซลาเซลล์ ผลที่ได้รับจากบ้านประหยัดพลังงาน (ก่อนอยู่) ทั้งด้านสถาปัตยกรรม และ ด้านระบบของบ้านประหยัดพลังงาน อยู่ในระดับปานกลาง และ ความพึงพอใจต่อบ้านประหยัดพลังงาน(อยู่อาศัย) ทั้งด้าน สถาปัตยกรรม และด้านระบบของบ้านประหยัดพลังงานอยู่ ในระดับมากการปรับปรุงด้านสถาปัตยกรรม 3 อันดับแรก คือ ปรับปรุง รูปแบบบ้านให้มีระแนงกันแดดเข้าถึงตัวบ้าน รองลงมาคือ รูปแบบบ้านน่าจะเหมาะสมกับราคามากกว่านี้ และ อยากให้ใช้สีกับตัว บ้านมีความโดดเด่นมากกว่านี้ ผู้อยู่อาศัย ต้องการให้เพิ่มแบตเตอรี่เก็บไฟตอนกลางคืน ข้อเสนอแนะด้านอื่นๆ อยากให้ปลูกต้นไม้ที่ …
ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของผู้ใช้บริการกับประเภทร้านค้าในคอมมูนิตี้ มอลล์ กรณีศึกษา : โครงการเดอะ เซ้นส์ ปิ่นเกล้า และโครงการเออร์เบิน สแควร์, เสาวพร วรสินธพ
ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของผู้ใช้บริการกับประเภทร้านค้าในคอมมูนิตี้ มอลล์ กรณีศึกษา : โครงการเดอะ เซ้นส์ ปิ่นเกล้า และโครงการเออร์เบิน สแควร์, เสาวพร วรสินธพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การกำหนดประเภทของร้านค้าให้มีความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายถือเป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาโครงการคอมมูนิตี้ มอลล์ งานวิจัยนี้ศึกษาแนวคิดในการกำหนดประเภทร้านค้ารวมถึงลักษณะของผู้ใช้บริการโดยมีกรณีศึกษาคือ โครงการเดอะ เซ้นส์ ปิ่นเกล้า (SP) และโครงการเออร์เบิน สแควร์ (US) ใช้วิธีการสำรวจลักษณะทางกายภาพโครงการ สัมภาษณ์ผู้ประกอบการ และสอบถามผู้ใช้บริการ 300 คน วิเคราะห์โดยวิธีการทางสถิติและการถอดคำสำคัญจากบทสัมภาษณ์ ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการเลือกทำเลที่ตั้งและการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้คอมมูนิตี้ มอลล์เป็นสถานที่ตอบสนองความต้องการของการใช้ชีวิต เน้นความสะดวกสบายและใกล้ชุมชน 2) ประเภทร้านค้าของทั้งสองโครงการทีมีความคล้ายคลึงกัน คือ มีซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านสุขภาพและความงาม สถาบันกวดวิชา ธนาคารและตู้เอทีเอ็ม อย่างไรก็ตาม มีการจัดตราสินค้าของร้านค้าแต่ละประเภทแตกต่างกันตามกลุ่มเป้าหมาย 3) ลักษณะของผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ของโครงการ SP คือ กลุ่มอายุ 26-35 ปี มีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ส่วนโครงการ US เป็นกลุ่มอายุ 18-25 ปี มีอาชีพนักเรียน/นักศึกษา ทั้งนี้ ร้านค้าที่มีการใช้บริการหลักคือ ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารรวมถึงร้านเครื่องดื่มและขนม 4) ประเภทร้านค้าที่จัดไว้ทั้งสองโครงการเป็นร้านค้าที่รองรับการใช้ชีวิตประจำวันและมีความหลากหลายของตราสินค้า อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของตราสินค้าส่งผลต่อการใช้บริการที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องระยะเวลาการเข้าใช้บริการและค่าใช้จ่ายในการใช้บริการ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าประเภทร้านค้าที่มีอยู่ในคอมมูนิตี้ มอลล์ยุคนี้คือ ร้านอาหารและร้านเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม ซึ่งถือเป็นกลุ่มร้านค้าหลักนอกเหนือจากซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้งนี้ ตราสินค้าจะเป็นตัวบ่งชี้ลักษณะการใช้บริการของกลุ่มเป้าหมาย งานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้พัฒนาคอมมูนิตี้ มอลล์ โดยเฉพาะการเลือกที่ตั้งที่ควรสะดวกต่อการเดินทางและมีร้านค้าที่มีตราสินค้าตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันของกลุ่มเป้าหมาย
การจัดให้มีสถานดูแลผู้สูงอายุ และสถานรับเลี้ยงเด็กในเวลากลางวัน (Daycare) เพื่อเพิ่มพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (Far Bonus) สำหรับผู้พัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยในกรุงเทพมหานคร, กฤติยา วิรบุตร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบัน พ.ศ. 2562 จำนวนประชากรผู้สูงอายุของประเทศไทยมีมากกว่าประชากรวัยเด็ก และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ทำให้อัตราส่วนของวัยแรงงานในการเลี้ยงดูผู้สูงอายุ 1 คนลดลงเรื่อยมา จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ดังนั้น การดูแลโดยครอบครัวจึงไม่เพียงพออีกต่อไป สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากอัตราการเกิดที่ลดลง โดยเหตุผลที่ครอบครัวสมัยใหม่มีบุตรน้อยลง เพราะวัฒนธรรมการทำงาน และขนาดครอบครัวที่เล็กลง ทำให้ขาดผู้ดูแลบุตรในเวลากลางวัน จากสถานการณ์ข้างต้น ภาครัฐจึงออกนโยบายหลายด้านเพื่อขานรับการเปลี่ยนแปลง รวมถึงกระตุ้นความร่วมมือจากภาคเอกชน มาตรการทางผังเมืองเป็นมาตรการหนึ่งที่สนับสนุนให้ภาคเอกชนร่วมจัดตั้งบริการทางสังคม โดยร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ได้เพิ่มเกณฑ์การจัดให้มีสถานดูแลผู้สูงอายุ และสถานเลี้ยงเด็กในเวลากลางวันในมาตรการเพิ่มพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR Bonus) จึงเกิดคำถามในการนำกฎหมายดังกล่าวไปปฏิบัติจริง โดยเลือกศึกษาอาคารชุดพักอาศัยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในกรุงเทพฯ แนวทางการศึกษาอาศัยความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อการคาดการณ์ที่น่าเชื่อถือ เทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) จึงถูกนำมาใช้ในการคัดเลือกผู้ให้สัมภาษณ์ การสัมภาษณ์ และการตอบแบบสอบถาม โดยมีกลุ่มประชากร 4 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้พัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัย ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานดูแลผู้สูงอายุ และสถานเลี้ยงเด็กในเวลากลางวัน และผู้เชี่ยวชาญทางผังเมือง รวม 19 ท่าน สำหรับการศึกษาด้านความคุ้มค่าในการลงทุน อาศัยแบบจำลองการเพิ่มพื้นที่ของกรณีศึกษาอาคารชุดพักอาศัย จำนวน 11 โครงการ แบ่งตามระดับราคา เพื่อนำมาคำนวณหาผลตอบแทนและต้นทุนเมื่อพื้นที่เพิ่มขึ้น โดยดัดแปลงวิธีการคำนวณจาก อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อต้นทุน (Return on Investment หรือ ROI) ผลที่ได้จึงนำมาวิเคราะห์ร่วมกับตัวแปรด้านระดับราคา และค่า FAR ของที่ตั้งโครงการ ผลการศึกษาความเห็นจากผู้พัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัย และผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน พบว่า มาตรการส่งเสริมดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน ขึ้นอยู่กับลักษณะโครงการ และกลุ่มเป้าหมาย กล่าวคือ โครงการระดับราคาปานกลาง มีความเหมาะสมในการเข้าร่วมเกณฑ์มากที่สุด เพราะที่ตั้งโครงการอยู่ในทำเลที่มีความต้องการเพิ่มพื้นที่อาคาร และขนาดของโครงการทำให้โอกาสที่จำนวนผู้ใช้บริการจะมีมากขึ้น ด้านความคุ้มค่าในการลงทุน ผลจากแบบจำลองการเพิ่มพื้นที่แสดงให้เห็นว่า เกณฑ์การจัดให้มีสถานดูแลผู้สูงอายุ และสถานเลี้ยงเด็กในเวลากลางวัน มีความคุ้มค่าในการลงทุน โดยมีสัดส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุนมากที่สุดในโครงการระดับราคาสูง และลดลงในโครงการระดับราคาปานกลาง และระดับราคาต่ำ และยังมีแนวโน้มแปรผันตรงกับค่า FAR ของที่ตั้งโครงการ ด้านข้อจำกัดในการเข้าร่วมเกณฑ์ ครอบคลุมในเรื่องการเปลี่ยนแปลงการใช้งานพื้นที่ ความต้องการเพิ่มพื้นที่อาคาร ซึ่งสวนทางกับความต้องการสถานดูแลในเวลากลางวันเมื่อเปรียบเทียบระหว่างพื้นที่ในเมือง และชานเมือง รวมถึงการจัดหาผู้ประกอบการสถานดูแลในเวลากลางวันที่เชี่ยวชาญ
ความสัมพันธ์ระหว่างราคาค่าเช่ากับลักษณะของอะพาร์ตเมนต์ในเขตกรุงเทพมหานคร, ชนากานต์ สุรมิตร
ความสัมพันธ์ระหว่างราคาค่าเช่ากับลักษณะของอะพาร์ตเมนต์ในเขตกรุงเทพมหานคร, ชนากานต์ สุรมิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเพิ่มขึ้นของจำนวนที่อยู่อาศัยประเภทเช่าตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย ส่งผลให้อะพาร์ตเมนต์ในกรุงเทพมหานครมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีความหลากหลายของทำเลที่ตั้ง ลักษณะอาคาร รวมถึงระดับราคา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางกายภาพ ทำเลที่ตั้ง และราคาค่าเช่าของอะพาร์ตเมนต์ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ในช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2561 พบอะพาร์ตเมนต์ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 471 แห่ง นอกจากนี้ยังสำรวจอะพาร์ตเมนต์จำนวน 12 แห่ง เพื่อศึกษาสภาพอาคารและที่ตั้งวิเคราะห์ผลโดยวิธีสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ผลการศึกษาพบว่า 1) อะพาร์ตเมนต์ในเขตกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตชั้นในและชั้นกลางของเมือง คิดเป็นร้อยละ 40 และ 47 ตามลำดับ ส่วนในเขตชั้นนอกมีร้อยละ 13 ทั้งนี้พบว่าอะพาร์ตเมนต์ที่อยู่ในเขตเมืองชั้นในและชั้นกลางมักอยู่ใกล้แหล่งงาน ขณะที่อะพาร์ตเมนต์ในเขตเมืองชั้นนอกมักตั้งใกล้แหล่งจับจ่ายใช้สอย 2) อะพาร์ตเมนต์ส่วนใหญ่เปิดให้บริการมา 1-5 ปี ห้องพักส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก 12-27 ตารางเมตร โดยห้องขนาดใหญ่มักพบในเขตเมืองชั้นใน สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพักที่พบมากที่สุด คือ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องปรับอากาศ อินเตอร์เน็ตไร้สาย เคเบิลทีวี และเครื่องทำน้ำอุ่น 3) ราคาค่าเช่าเฉลี่ยของอะพาร์ตเมนต์ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคาปานกลาง (4,351-7,050 บาทต่อเดือน) โดยราคาค่าเช่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ในเขตเมืองชั้นใน ทั้งนี้พบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อราคาค่าเช่าอะพาร์ตเมนต์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มี 6 ปัจจัย เรียงตามลำดับ ได้แก่ ขนาดหน่วยพัก สถานที่ขนส่งสาธารณะ จำนวนปีที่เปิดให้บริการ เขตที่ตั้ง สิ่งอำนวยความสะดวก และสถานศึกษาผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงลักษณะ (Characteristics) ของอะพาร์ตเมนต์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยแบบเช่าซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตชั้นในและเขตชั้นกลางของกรุงเทพมหานคร โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาค่าเช่าอย่างมีนัยสำคัญคือทำเลที่ตั้ง ลักษณะของอพาร์ตเมนต์ และสิ่งอำนวยความสะดวก งานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับระดับราคาซึ่งสะท้อนความสามารถในการจ่ายของผู้อยู่อาศัย นอกจากนี้ผลการศึกษายังสะท้อนให้เห็นลักษณะตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทเช่าเพื่อนำไปสู่การวางแผนเรื่องที่อยู่อาศัยประเภทเช่าในเขตกรุงเทพมหานครต่อไป
การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนทั้งมวล กรณีศึกษา โรงละครสยามนิรมิตและพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย Moca, ชุติกาญจน์ แจ้งเสนาะ
การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนทั้งมวล กรณีศึกษา โรงละครสยามนิรมิตและพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย Moca, ชุติกาญจน์ แจ้งเสนาะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ได้มีการขับเคลื่อน โครงการการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม (Universal Accessibility) โดยพัฒนาการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อทุกคน ( Universal Design ) รวมไปถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเชิงวัฒนธรรม สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การท่องเที่ยวไทย พ.ศ. 2579 ในแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติฉบับที่ 2 ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ 20 ปี และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดย UNWTO ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงเลือกศึกษาการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนทั้งมวล กรณีศึกษา พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย MOCA และ โรงละครสยามนิรมิต ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้รับรางวัลอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวลในกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 – 2560 จากมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล เพื่อหาแนวทางการปรับปรุง พัฒนา การเข้าถึงและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในอาคาร การจัดการเข้าถึงการแสดงนิทรรศการและการเรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรม การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางกายภาพของสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนทั้งมวล และได้มีวัตถุประสงค์ ศึกษาการเข้าถึงเนื้อหา ภายในพิพิธภัณฑ์และโรงละคร โดยใช้หลักการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) เพื่อสำรวจและหาแนวทาง การปรับปรุงการเข้าถึงและการใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อทุกคนอย่างเหมาะสม จากการศึกษานี้ ได้ใช้วิธีการ สำรวจแบบมีโครงสร้าง สังเกต และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเชิงลึก เป็นกรณีศึกษา มีแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง มุ่งเน้นประเด็นปัญหาและอุปสรรคการใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวก และการเข้าถึงเนื้อหาโดยการจัดเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก และการช่วยเหลืออย่างสมเหตุสมผล ภายในพิพิธภัณฑ์ และโรงละคร เพื่อหาแนวทางการปรับปรุง และการออกแบบพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวก ที่สอดคล้องกับกฏกระทรวงฯและการใช้งาน ผลการศึกษา พบว่าปัญหา ส่วนใหญ่ เป็นอุปสรรคสำหรับคนพิการทางสายตา ซึ่งจากกรณีศึกษาพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย MOCA มีการจัดให้ความช่วยเหลือแบบสมเหตุสมผล และสำหรับโรงละครสยามนิรมิตพบว่าคนพิการทางสายตา ไม่สามารถเข้าถึงลักษณะการแสดงและเนื้อหาได้ทั้งหมด ยังไม่มีการรองรับการจัดเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการทางสายตา จากการรวบรวมข้อมูลสามารถสรุปข้อค้นพบการพัฒนาการเข้าถึงเนื้อหาโดย (1) ติดตั้งจอมัลติมีเดีย ที่มีความหลากหลายของการจัดเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองต่อประสาทสัมผัสหลักที่มีประสิทธิภาพของคนทุกคน และ (2) การจัดพื้นที่ งานศิลปะจำลอง เพื่อสร้างกระบวนการ การเข้าถึงผ่านการสัมผัสและสร้างจินตนาการ และข้อเสนอแนะให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก ผ่านแอฟพลิเคชั่นของกรณีศึกษา เพื่อให้นักท่องเที่ยวและสถานที่เข้าถึงกันมายิ่งขึ้น ในการเตรียมด้านรายละเอียดเนื้อหารองรับทุกคนและการจัดทำแผนผังสัมผัสเพื่อให้ผู้พิการทางสายตาสามารถเข้าถึงเส้นทางสัญจรภายในสถานที่ผ่านประสบการณ์การท่องเที่ยว
แนวทางการออกแบบ และปรับปรุง ที่อยู่อาศัย สำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสันกรณีศึกษา ชมรมเพื่อนพาร์กินสัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ณัฐ จิระอมรนิมิต
แนวทางการออกแบบ และปรับปรุง ที่อยู่อาศัย สำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสันกรณีศึกษา ชมรมเพื่อนพาร์กินสัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ณัฐ จิระอมรนิมิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประชากรผู้สูงอายุของโลกมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น พาร์กินสันเป็นโรคเรื้อรังที่มักเกิดกับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยร้อยละ 8 ถูกพบว่าเป็นโรคพาร์กินสันก่อนอายุ 40 ปี ดังนั้นโรคพาร์กินสันจึงไม่ใช่โรคของผู้ป่วยสูงอายุเท่านั้น ดังนั้นการศึกษาแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสันเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผู้ป่วยมีสุขภาวะที่ดี โดยพึ่งพาตนเองได้มากที่สุด ที่อยู่อาศัยที่มีความเหมาะสมสามารถส่งเสริมสภาพร่างกาย และจิตใจ ให้มีความพร้อมสู่การใช้ชีวิตในสังคมภายนอก ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันร้อยละ 73 เคยได้รับอุบัติเหตุภายในที่พักอาศัย โดยเกิดเหตุในห้องนอนและทางเดิน ร้อยละ 40 ห้องนั่งเล่นร้อยละ 33 2) สาเหตุหลักมาจากอาการของโรคพาร์กินสันที่ก้าวขาไม่ออก และปัญหาการทรงตัว 3) ผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับอุบัติเหตุส่วนใหญ่พบว่าอยู่ในระยะการดำเนินอาการที่ 2 และ 2.5 จากทั้งหมด 5 ระยะ โดยผู้ป่วยและผู้ดูแล มีความระมัดระวังต่อการการเกิดอุบัติเหตุสูง สรุปผลการศึกษาพบว่า ในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้มีความเหมาะสมกับผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมีข้อสำคัญดังนี้ 1) พื้นควรมีระดับที่เสมอกันทั้งบริเวณ 2) พื้นที่แต่ละส่วนควรมีความกระชับ กล่าวคือผู้ป่วยสามารถเดินจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งได้ในระยะที่สอดคล้องกับสภาพร่างกายของตัวผู้ป่วยเอง 3) การจัดผังทางเดินควรวางให้เรียบง่าย เป็นเส้นตรง ไม่ซับซ้อนหรือไม่ต้องให้ผู้ป่วยหมุนตัวบ่อย ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุให้กับผู้ป่วย 4) ประตู ควรเป็นบานเลื่อน และมีที่ให้ผู้ป่วยจับยึดขณะเปิด 5) ทางเดินภายในควรมีระยะทางเดินอย่างน้อย 1.20 ม. มีราวจับ หรือวางเฟอร์นิเจอร์ที่มั่นคงเพื่อให้ผู้ป่วยได้ยึดจับ
การพัฒนาโครงการอาคารชุดระดับราคาสูง ในเขตกรุงเทพมหานครของ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ระหว่างปี พ.ศ. 2550-2560, ธัญลักษณ์ พุ่มมาก
การพัฒนาโครงการอาคารชุดระดับราคาสูง ในเขตกรุงเทพมหานครของ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ระหว่างปี พ.ศ. 2550-2560, ธัญลักษณ์ พุ่มมาก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากการที่มีรถไฟฟ้า ทำให้ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้น และการใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไป ทำให้ผู้ประกอบการพัฒนาอาคารชุดตามแนวรถไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก ซึ่งบมจ.แสนสิริ ถือได้ว่าเป็นผู้นำในการพัฒนาตลาดอาคารชุดระดับราคาสูง และจากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าตลาดอาคารชุดระดับราคาสูงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา การพัฒนาโครงการอาคารชุดระดับราคาสูงของ บมจ.แสนสิริ โดยศึกษาลักษณะการพัฒนาโครงการและการวางผังอาคารชุดระดับราคาสู วิเคราะห์ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการพัฒนาโครงการ ด้วยวิธีการศึกษาเอกสาร และการสัมภาษณ์ฝ่ายปฏิบัติงาน และฝ่ายผู้บริหาร จากการวิเคราะห์ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการพัฒนาโครงการอาคารชุดระดับราคาสูงโดยแบ่งตามช่วงระยะเวลา พบว่า 1) ช่วงระยะเวลาที่ 1 (2550-2552) เป็นช่วงที่ บมจ.แสนสิริ มีกลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเน้นพัฒนาโครงการอาคารชุดระดับราคาสูง ส่งผลให้ในมีการเปิดตัวโครงการอาคารชุดระดับราคาสูงถึง 5 โครงการ แต่มีการเว้นช่วงในปี 2551 เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจซัพไพร์ม ในช่วงเวลานั้นมีห้องชุดขนาด 50 ตร.ม. ซึ่งราคาขายอยู่ที่ 100,000-140,000 บาท/ตร.ม. 2) ช่วงระยะเวลาที่ 2 (2553-2555) เป็นช่วงที่ตลาดอสังหาฯ มีการขยายตัว เนื่องมาจากมีการขยายเส้นทางรถไฟฟ้า โดยในปี 2553 เกิดโครงการ 4 โครงการ ช่วงนี้ตลาดขยายตัว ทำให้ราคาที่ดินเพิ่มสูง จึงส่งผลให้ขนาดของห้องชุดมีขนาดเล็กลง คือ 40 ตร.ม. ตั้งราคาขายอยู่ที่ 120,000-195,000 บาท/ตร.ม. 3) ช่วงระยะเวลาที่ 3 (2556-2557) เป็นช่วงที่ตลาดอาคารชุดมีการขยายตัว ทำในปี 2556 ที่ดินมีราคาเพิ่มสูงมากขึ้น ส่งผลให้มีขนาดห้องชุดเล็กลงถึง 30 ตร.ม. ตั้งราคาขายอยู่ที่ 180,000 บาท/ตร.ม. เนื่องจากราคาที่ดินสูงมาก จึงทำให้ช่วงระยะเวลานี้ บมจ.แสนสิริ เน้นไปพัฒนาโครงการอาคารชุดระดับอื่น และเริ่มทำการขยายฐานลูกค้าไปยังชาวต่างชาติ 4) ช่วงระยะเวลาที่ 4 (2558-2560) เป็นช่วงเวลาที่ตลาดอสังหาฯเริ่มฟื้นตัวจากปัญหาการเมืองในปี 2557 และหลังจากนั้นภาครัฐได้มีนโยบายการสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า ทำให้ตลาดอสังหาฯมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาที่ดินในเมืองเริ่มเหลือน้อย และมีราคาแพง ทำให้ บมจ.แสนสิริ มีการร่วมทุนกับ บมจ.บีทีเอส เพื่อพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยตามแนวรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นการใช้ที่ดินของ บมจ.บีทีเอส และนอกจากนี้ยังทำให้ได้ข้อมูลลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกด้วย ทำให้กลยุทธ์การตลาดสามารถมุ่งเป้าไปยังกลุ่มลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นผลให้มีการพัฒนาโครงการห้องชุดพักอาศัยระดับราคาสูงแบ่งเป็น 2 ขนาด ได้แก่ ห้องชุดขนาดเฉลี่ย …
สภาพการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ ในโครงการบ้านมั่นคง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร กรณีศึกษา ชุมชนคลองลัดภาชี ชุมชนศิรินทร์และเพื่อน และหมู่บ้านราศรีธรรม, พิงค์ รัตนไพศาล
สภาพการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ ในโครงการบ้านมั่นคง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร กรณีศึกษา ชุมชนคลองลัดภาชี ชุมชนศิรินทร์และเพื่อน และหมู่บ้านราศรีธรรม, พิงค์ รัตนไพศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานการณ์ผู้สูงอายุโลกและผู้สูงอายุไทยระบุว่าปัจจุบันเข้าสู่สังคมสูงวัย อีกทั้งแนวโน้มประชากรสูงอายุไทยจะอาศัยอยู่ในเขตเทศบาลหรือเขตเมืองเพิ่มขึ้น สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจพบว่าประชากรส่วนใหญ่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย และเป็นครัวเรือนที่มีรายได้น้อยเกินกว่าครึ่ง โดยพบว่ากรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและตะวันออกมีจำนวนโครงการบ้านมั่นคงซึ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยมากที่สุด การไล่รื้อที่ดินเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเมืองส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย จึงเกิดเป็น 3 โครงการบ้านมั่นคงในเขตภาษีเจริญ คือ โครงการคลองลัดภาชี โครงการศิรินทร์และเพื่อน และโครงการราศรีธรรม ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ ด้านสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมของผู้สูงอายุ นำมาสู่การเคราะห์ กิจกรรมและการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ และเสนอแนะแนวทางการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพภายในที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุ โดยใช้วิธีเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุ 16 คน รวมถึงการสำรวจ สังเกต ถ่ายภาพที่อยู่อาศัย จากผลการเก็บข้อมูลพบว่า จากการศึกษาผู้สูงอายุเพศหญิง 11 คน ผู้สูงอายุเพศชาย 5 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุวัยต้น มีสถานภาพสมรสแล้ว อยู่อาศัยร่วมกับบุตรหลานมากที่สุด และพบว่าส่วนใหญ่มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง ด้านสภาพเศรษฐกิจส่วนใหญ่ได้รับเบี้ยยังชีพ มีรายได้ต่อเดือน 600-12,600 บาท ด้านกิจกรรมกับการอยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นประเภทที่อยู่อาศัยบ้านเดี่ยว บ้านแฝด หรือบ้านแถว พบว่าส่วนใหญ่ประกอบด้วยพื้นที่ส่วนอเนกประสงค์ พื้นที่ห้องน้ำ และพื้นที่ครัว โดยพื้นที่อเนกประสงค์ ได้แก่ พื้นที่ซึ่งประกอบด้วยการทำกิจกรรมใดๆมากกว่าหนึ่งกิจกรรมขึ้นไปเพื่อประโยชน์ในการใช้สอย แต่อาจไม่เหมาะสม เช่น การปูที่นอนกับพื้น พื้นที่ห้องน้ำที่ยังมีส่วนประกอบที่ไม่ปลอดภัย พื้นที่ครัวที่มีการจัดวางข้าวของไม่เป็นระเบียบ จึงเสนอแนะแนวทางการจัดสรรพื้นที่โดย พื้นที่อเนกประสงค์เลือกใช้เตียงแบบพับเก็บได้ ห้องน้ำเพิ่มการติดราวจับช่วยพยุงตัว เพื่อลดอุบัติเหตุจากการลื่นล้ม และพื้นที่ครัวใช้โต๊ะวางของที่มีที่ว่างใต้โต๊ะสำหรับการจัดวางถังแก๊ส
การตัดสินใจของผู้บริโภคในการเลือกคอนโดมิเนียมบริเวณโดยรอบมหาวิทยาลัย มหิดล ศาลายา : กรณีศึกษา โครงการไอคอนโด ศาลายา, โครงการอิลิท ศาลายา และ โครงการวีคอนโด ศาลายา, พิมพ์ประไพ อุดมปละ
การตัดสินใจของผู้บริโภคในการเลือกคอนโดมิเนียมบริเวณโดยรอบมหาวิทยาลัย มหิดล ศาลายา : กรณีศึกษา โครงการไอคอนโด ศาลายา, โครงการอิลิท ศาลายา และ โครงการวีคอนโด ศาลายา, พิมพ์ประไพ อุดมปละ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาคอนโดมิเนียมบริเวณโดยรอบมหาวิทยาลัยมีแนวโน้มสูงขึ้น และขณะเดียวกันผู้ซื้อมีพฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนไปจากอดีต งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะและการตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมโดยรอบมหาวิทยาลัย มหิดล ศาลายา (ม.มหิดล ศาลายา) ของผู้ซื้อและผู้เช่ารวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างในโครงการกรณีศึกษา 3 โครงการ จํานวน 433 คน ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างผู้ที่เลือกคอนโดมิเนียมแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มผู้ซื้อมีร้อยละ 54 ขณะที่กล่มผู้เช่ามีร้อยละ 46 ทั้งนี้กลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นผู้มีครอบครัวแล้วอยู่ในวัยทำงานโดยมีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชน เจ้าของกิจการ และรับราชการ ขณะที่กลุ่มผู้เช่าส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาถึงร้อยละ 93 โดยมีค่าเช่าประมาณ 7,000 – 9,000 บาทต่อเดือน 2) ผู้ที่ซื้อคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ร้อยละ 68 ต้องการซื้อเพื่อลงทุนและเก็บเป็นทรัพย์สิน รองลงมาคือซื้อเพื่ออยู่อาศัยร้อยละ 31 และที่เหลือเป็นการเก็งกำไร ทั้งนี้ พบว่ากลุ่มที่ซื้อเพื่อการลงทุนมักเป็นการซื้อให้บุตรพักอาศัยระหว่างศึกษา (ร้อยละ 75) และปล่อยเช่าต่อหลังจากบุตรจบการศึกษาแล้ว 3) ปัจจัยในการเลือกคอนโดมิเนียมของทั้งผู้ซื้อและผู้เช่ามีความคล้ายคลึงกันคือพิจารณาจากทำเลที่ตั้ง และราคาเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้เช่ามีเหตุผลในการเลือกเช่าโดยพิจารณาจาก 1.สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน 2.มีความปลอดภัยมากกว่า และ 3.ราคาเช่าใกล้เคียงกันเมื่อเทียบกับอพาร์ทเม้นท์ นอกจากนี้ยังพบว่าสิ่งอำนวยความสะดวกที่กลุ่มซื้อและกลุ่มผู้เช่าให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือที่จอดรถ จากการศึกษาสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมการซื้อคอนโดมิเนียมรอบ ม.มหิดล ศาลายา ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักซื้อคอนโดมิเนียมไว้เพื่อลงทุนโดยเฉพาะการนำไปปล่อยเช่าในราคาค่าเช่าสูงกว่าอพาร์ทเม้นท์โดยรอบ นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเลือกเช่าคอนโดมิเนียมซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกรวมถึงความปลอดภัยที่มากกว่าที่อยู่อาศัยเช่าทั่วไป ดังนั้นงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ที่จะเลือกทำเลที่ตั้ง และการออกแบบโครงการเพื่อตอบสนองต่อความต้องการและกำลังซื้อของผู้บริโภคดังกล่าว
แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมทางกายภาพในที่ทำงานเพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้สูงอายุ: กรณีศึกษาอาคารศาลอาญา , สำนักงานอัยการสูงสุด(อาคารกรุงเทพใต้), ภัคฐ์พิชา จันทรโรจน์
แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมทางกายภาพในที่ทำงานเพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้สูงอายุ: กรณีศึกษาอาคารศาลอาญา , สำนักงานอัยการสูงสุด(อาคารกรุงเทพใต้), ภัคฐ์พิชา จันทรโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ และความเจริญมั่นคงทางเศรษฐกิจ ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ประชาชนโดยรวมมีอายุยืนยาวมากขึ้น หลายประเทศมีการขยายอายุการเกษียณงานให้ยาวนานขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์และลดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัย" ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 เมื่อสัดส่วนประชากรสูงอายุ (60 ปี ขึ้นไป) สูงถึงร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด มีการปรับเปลี่ยนอายุเกษียณราชการบางประเภท ให้ต่ออายุเกษียณราชการได้ถึงอายุ 70 ปีบริบูรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้สูงอายุที่ยังสามารถปฏิบัติงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพระดับหนึ่ง ทั้งในเรื่องความคิด ประสบการณ์การทำงาน แต่ก็ต้องมีสภาพแวดล้อมของการทำงาน ที่เกื้อกูล สามารถสนับสนุนตามสรีระความถดถอยทางร่างกายของผู้สูงอายุไปพร้อมกันด้วย งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทำงานของผ้สูงอายุ ศึกษาสภาพแวดล้อมทางกายภาพในสภานที่ทำงานสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อนำมาวิเคราะห์และหาแนวทางการพัฒนา ปรับปรุง สภาพแวดล้อมของสถานที่ทำงานสำหรับผู้สูงอายุให้มีความเหมาะสมกับการใช้งาน มีความปลอดภัยและเกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด ผู้วิจัยเลือกศึกษาอาคาร 2 แห่งคือ อาคารศาลอาญา และ สำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารกรุงเทพใต้) ซึ่งเป็นอาคารที่มีกลุ่มข้าราชการตุลาการที่ขยายอายุเกษียณปฏิบัติงานอยู่คือ 1) ผู้พิพากษาอาวุโส 2) อัยการอาวุโส สัมภาษณ์กลุ่มประชากรร้อยละ 30 จำนวนทั้งสิ้น 14 คน และสัมภาษณ์เชิงลึก 4 คน เพื่อทำการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์และสำรวจพื้นที่สำนักงานทั้ง 2 แห่ง พบว่าผู้สูงอายุมีความเสื่อมถอยของอวัยวะต่าง ๆ ทางร่างกาย ที่เห็นได้ชัดคือ สายตา และกล้ามเนื้อ เป็นหลัก ลักษณะการทำงานของข้าราชการตุลาการขยายอายุเกษียณเป็นงานด้านเอกสารคดีความที่ต้องใช้สมาธิ วิเคราะห์อย่างละเอียด รอบคอบ สภาพแวดล้อมทางกายภาพในที่ทำงานทั้งภายในและภายนอก ปัจจุบันยังไม่รองรับกับรูปแบบการทำงานและพัฒนาการด้านร่างกายที่เปลี่ยนไปของผ้สูงอายุเท่าที่ควร ปัญหาที่พบคือ ที่จอดรถ ทางเดิน บันได ลิฟต์โดยสาร ห้องน้ำ ห้องทำงาน มีสภาพเก่า ค่อนข้างทรุดโทรมตามระยะเวลาการใช้งานของอาคารที่มีอายุมากกว่า 20 ปี จึงทำให้บางส่วนเสียหาย ยังไม่ได้รับการซ่อมแซมและไม่เพียงพอ จากการศึกษาจึงนำเสนอแนวทางการจัดการออกแบบและปรับปรุงตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) และแนวคิดการออกแบบสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุหรือ Welcoming Workplace เช่น การปรับแสงสว่างที่เหมาะสมกับประเภทของงานของผู้สูงอายุ การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีคุณภาพสูง สามารถรองรับสรีระของผู้สูงอายุ การเพิ่มพื้นที่การใช้ความคิด (Spaces to Contemplate) เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถพักผ่อนระหว่างวัน โดยออกแบบเสมือนที่พักอาศัย รวมทั้งเสนอแนวทางการจัดพื้นที่ทำงานของผู้สูงอายุแยกเป็นบริเวณพิเศษ …
การดำเนินงานในรูปแบบบริษัทเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ย่านเมืองเก่า: กรณีศึกษาชุมชนริมน้ำจันทบูร จ.จันทบุรี, พชรพร ภุมรินทร์
การดำเนินงานในรูปแบบบริษัทเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ย่านเมืองเก่า: กรณีศึกษาชุมชนริมน้ำจันทบูร จ.จันทบุรี, พชรพร ภุมรินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องการดำเนินงานในรูปแบบบริษัทเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ย่านเมืองเก่า กรณีศึกษาชุมชนริมน้ำจันทบูร จ.จันทบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์กลไกการดำเนินงานในรูปแบบบริษัทเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ในย่านเมืองเก่า พร้อมกับถอดบทเรียนของการดำเนินงาน โดยเลือกกรณีศึกษาชุมชนริมน้ำจันทบูร ซึ่งมีการดำเนินงานในการสนับสนุนการอนุรักษ์ ของบริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด ที่เป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่จัดตั้งขึ้นมาด้วยการระดมทุนของชาวชุมชนและผู้สนับสนุนภายนอกพื้นที่ เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการอาคารที่ได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟู โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งมีการเก็บข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรมและเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสำรวจพื้นที่ การสังเกตการณ์ รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้เสียแบบมีโครงสร้าง ผลการศึกษาพบว่า ข้อดีของการดำเนินงานในรูปแบบบริษัทคือ มีความคล่องตัวในการดำเนินงานเพราะมีงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนและงบประมาณของบริษัทที่ได้จากการร่วมระดมทุนของผู้ถือหุ้น รวมถึงรูปแบบบริษัทเป็นการบริหารงานที่สามารถตรวจสอบได้ง่าย แต่ข้อจำกัดของการดำเนินงานในรูปแบบบริษัทคือ ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการในส่วนอื่นได้นอกจากตัวอาคารที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทเท่านั้น อีกทั้งยังพบว่าการดำเนินงานของบริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด ประสบความสำเร็จในด้านการเป็นธุรกิจสามารถดำเนินงานได้ด้วยตัวเองในเชิงการบริหารธุรกิจมาตลอด 5 ปี แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นกิจการเพื่อสังคม เนื่องจากยังไม่สามารถปันผลและคืนกำไรบางส่วนสู่สังคมได้ ข้อค้นพบอื่นๆ ได้แก่ การดำเนินงานในพื้นที่ชุมชนริมน้ำจันทบูรประสบความสำเร็จจากการดำเนินงานตามขั้นตอนการอนุรักษ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป มีระยะเวลาในการพัฒนาการมีส่วนร่วมและความสัมพันธ์ขององค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ ตั้งแต่เริ่มกระบวนการการสร้างความตระหนักรู้ ในเชิงการเงินพบว่า การระดมทุนน่าจะสามารถทำซ้ำได้ในพื้นที่ที่มีบริบทใกล้เคียงกับชุมชนริมน้ำจันทบูร ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น ความร่วมมือของชุมชน และความเข้าใจของผู้ร่วมทุน นอกจากนั้นแล้ว บริษัท จันทบูรรักษ์ดี จำกัด ยังแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ของกิจการเพื่อสังคมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ย่านเมืองเก่า ซึ่งในปัจจุบันพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจในการประกอบธุรกิจเพื่อสังคมมากขึ้น
การพัฒนาที่พักขนาดเล็กสำหรับนักท่องเที่ยวในกรุงรัตนโกสินทร์และพื้นที่ต่อเนื่องกรุงรัตนโกสินทร์, ศุภราณี พิมเสน
การพัฒนาที่พักขนาดเล็กสำหรับนักท่องเที่ยวในกรุงรัตนโกสินทร์และพื้นที่ต่อเนื่องกรุงรัตนโกสินทร์, ศุภราณี พิมเสน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ ตำแหน่งที่ตั้ง การกระจุกตัว และลักษณะทางกายภาพของที่พักขนาดเล็กสำหรับนักท่องเที่ยว และศึกษารูปแบบการบริหารจัดการ ตลอดจนปัญหาและปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาที่พักขนาดเล็กสำหรับนักท่องเที่ยว ในการวิเคราะห์แนวโน้มและข้อจัดกัดในการส่งเสริมการพัฒนาที่พักขนาดเล็กสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งการเก็บข้อมูลซึ่งแบ่งประเภทของที่พักขนาดเล็กสำหรับนักท่องเที่ยวเป็น 3 ประเภท คือ โฮสเทล เกสเฮาส์ และบูทีค โฮเทล ดำเนินการโดยการสำรวจภาคสนามและจดบันทึกข้อมูลอาคารที่ใช้ดำเนินกิจการที่พักขนาดเล็กสำหรับนักท่องเที่ยว และการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการที่พักขนาดเล็กสำหรับนักท่องเที่ยวแบบเชิงลึก และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ โดยนำผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกายภาพ และผลการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการที่พักในพื้นที่มาผ่านกระบวนวิธีการวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกายภาพ พบว่า ปัจจัยเรื่องการตั้งอยู่ใกล้ถนนสายหลัก การตั้งอยู่ใกล้แหล่งชุมชน และการตั้งอยู่ใกล้ร้านค้าชุมชน มีผลต่อการพัฒนาที่พักขนาดเล็กสำหรับนักท่องเที่ยว ในขณะที่ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกายภาพของที่พักประเภทโฮสเทล พบว่า ปัจจัยการตั้งอยู่ใกล้แหล่งชุมชน มีผลต่อการพัฒนาโฮสเทล ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกายภาพของที่พักประเภทเกสเฮาส์ พบว่า ปัจจัยการตั้งอยู่ใกล้ร้านค้าชุมชน มีผลต่อการพัฒนาเกสเฮาส์ และ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกายภาพของที่พักประเภทบูทีค โฮเทล พบว่า ปัจจัยการตั้งอยู่ใกล้ถนนสายหลัก การตั้งอยู่ใกล้แหล่งชุมชน และการตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าในอนาคต ที่มีผลต่อการพัฒนา ในขณะที่ผู้ประกอบการเห็นว่าปัจจัยที่มีผลมากที่สุด คือ ปัจจัยการตั้งอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว รองลงมา คือ การตั้งใกล้จุดให้บริการขนส่งสาธารณะ การตั้งอยู่ใกล้ร้านค้าชุมชน การตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความปลอดภัย และการตั้งใกล้แหล่งชุมชน ข้อมูลดังกล่าวทำให้สามารถคาดการณ์ถึงพื้นที่ในกรุงรัตนโกสินทร์และพื้นที่ต่อเนื่องฯ บริเวณแขวงชนะสงคราม แขวงตลาดยอด แขวงวัดบวรนิเวศ แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ และแขวงสำราญราษฎร์ ที่มีแนวโน้มเกิดการพัฒนาของที่พักขนาดเล็กสำหรับนักท่องเที่ยวในอนาคต
การเดินทางเข้าสู่จุดหมายปลายทางของผู้โดยสารรถบัสในย่านเมืองเก่านครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, โพเงิน แหวนวงทอง
การเดินทางเข้าสู่จุดหมายปลายทางของผู้โดยสารรถบัสในย่านเมืองเก่านครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, โพเงิน แหวนวงทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษารูปแบบการเดินทางเข้าสู่จุดหมายปลายทางของผู้ที่ใช้รถบัสในย่านเมืองเก่านครหลวงเวียงจันทน์ มีวัตถุประสงค์คือ 1. เพื่อสำรวจรูปแบบการเดินทางเข้าสู่จุดหมายปลายทางของผู้ใช้บริการรถบัสในย่านเมืองเก่าในนครหลวงเวียงจันทน์ 2. วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อรูปแบบการเดินทางเข้าสู่จุดหมายปลายทางของผู้ใช้รถบัส และ 3. เสนอแนะแนวทางการส่งเสริมการเดินทางแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ รูปแบบของงานวิจัยนี้ มีการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้ที่ใช้บริการรถโดยสารสาธาณณะ จำนวน 140 ตัวอย่าง โดยสามารถจำแนกผู้ใช้บริการออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ คนลาว และคนต่างชาติ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์จากผลการศึกษาพบว่าผู้ใช้รถบัสส่วนใหญ่เดินเท้าเข้าสู่จุดหมายปลายทางในย่านเมืองเก่านครหลวงเวียงจันทน์ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะเดินเท้ามากกว่าคนลาว หลังจากรสบัสเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2017 คนลาวส่วนใหญ่ยังคงใช้รถยนต์เป็นหลักในการเดินทางเพื่อไปทำงาน การเดินทางด้วยรถบัสเป็นการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวและการซื้อสินค้าของผู้หญิงคนต่างชาติ ป้ายรถเมล์ที่มีคนเดินเยอะจึงมักเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ รวมถึงเป็นย่านพาณิชยกรรมการค้า ตลาด และโรงแรม เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเดินเท้า พบว่า คุณลักษณะของผู้เดินทาง ได้แก่ เพศ อายุ รายได้ เชื้อชาติ และลักษณะทางกายภาพบริเวณป้ายรถบัส ได้แก่ ป้ายและเครื่องหมายบอกทิศทางในเวลาเดิน ที่นั่งหรือผ่อนคลายในเวลาหยุดพัก ห้องน้ำ ความต่อเนื่องของกิจกรรม และความสะอาดของทางเท้ามีผลต่อการเดินเท้าเข้าสู่จุดหมายปลายทางอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษานำไปสู่ข้อเสนอแนะที่สำคัญในการออกแบบเมืองเพื่อส่งเสริมการเดินทางแบบไม้ใช้เครื่องยนต์ อาทิ การออกแบบป้ายสัญลักษณ์ที่อำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว รวมถึงการออกแบบภูมิทัศน์ให้ทางเท้ามีต้นไม้ร่มรื่นน่าเดิน มีห้องน้ำ จุดนั่งพักระหว่างทางและมีกิจกรรมสองข้างทาง จะช่วยส่งเสริมการเดินเท้านำไปสู่การพัฒนาเมืองน่าอยู่และยั่งยืนต่อไป
การใช้สวนสาธารณะระดับย่านในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางราง กรณีศึกษาสวนลุมพินี, ธนวุฒ นาชีวะ
การใช้สวนสาธารณะระดับย่านในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางราง กรณีศึกษาสวนลุมพินี, ธนวุฒ นาชีวะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) พฤติกรรมการใช้สวนสาธารณะในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางราง (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตำแหน่งที่ตั้งของที่อยู่อาศัยและที่ทำงานกับการใช้สวนสาธารณะระดับย่านในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางราง และ (3) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้สวนสาธารณะในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางราง โดยใช้สวนลุมพินีเป็นกรณีศึกษา มีวิธีการวิจัยด้วยการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้มาใช้บริการสวนลุมพินี จำนวน 400 ตัวอย่าง แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ
ผลการศึกษา พบว่า (1) สวนสาธารณะระดับย่านในพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟฟ้ามีผู้ใช้งานหลัก คือ ผู้ที่อาศัยในพื้นที่โดยรอบสถานี นั่นคือ ผู้ใช้สวนลุมพินีส่วนใหญ่เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมใกล้สถานีรถไฟฟ้าในระยะ 1 กิโลเมตร (2) ระยะห่างจากสถานีของที่อยู่อาศัยและที่ทำงานของผู้ใช้สวนลุมพินีที่แตกต่างกันส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้สวนลุมพินีที่แตกต่างกันทั้งในด้านความถี่และวันที่ไปใช้สวน และ (3) เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความถี่ในการมาใช้สวน พบว่า ที่อยู่อาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้ามีผลต่อความถี่การใช้สวนลุมพินี โดยผู้ใช้สวนที่บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้ามาใช้สวนแห่งนี้เป็นประจำมากกว่าผู้ใช้สวนที่บ้านอยู่ไกลสถานี ทั้งนี้ มีข้อค้นพบที่สำคัญ คือ (1) ความถี่ในการใช้สวนสาธารณะขึ้นอยู่กับความใกล้สถานีรถไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือที่ทำงาน (2) ผู้ใช้สวนที่ทำงานอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าจะไม่ใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางมาสวนสาธารณะ แต่ใช้รถยนต์เดินทางมาสวนสาธารณะแทนรถไฟฟ้า และ (3) สวนสาธารณะเป็นทางผ่านในการเดินทางกลับบ้านของผู้ที่ขับรถยนต์มาทำงาน
รูปแบบการค้นหาเส้นทางในพื้นที่ชุมชนประวัติศาสตร์ย่านพระอาทิตย์ กรุงเทพมหานคร, ดุษฎี บุญฤกษ์
รูปแบบการค้นหาเส้นทางในพื้นที่ชุมชนประวัติศาสตร์ย่านพระอาทิตย์ กรุงเทพมหานคร, ดุษฎี บุญฤกษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ชุมชนประวัติศาสตร์ย่านพระอาทิตย์เป็นพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์ในด้านคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรม ได้แก่ ป้อมพระสุเมรุ วัดชนะสงคราม มัสยิดจักรพงษ์ และสวนสันติชัยปราการ เป็นต้น แต่พื้นที่ชุมชนประวัติศาสตร์ย่านพระอาทิตย์กลับมีการใช้งานที่ไม่เต็มศักยภาพและไม่เป็นอเนกประโยชน์ ทั้งๆ พื้นที่ชุมชนประวัติศาสตร์ควรมีความสมดุลในการสัญจรของคนกลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึง งานวิจัยชิ้นนี้ ต้องการที่จะศึกษารูปแบบการค้นหาเส้นทางของกลุ่มคนที่เข้ามาใช้งานพื้นที่ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มคนที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคยกับพื้นที่ โดยทำการบันทึกรูปแบบการสัญจรในช่วงวันและเวลาต่างๆ ผ่านการบันทึกรูปแบบเส้นทางนิยมสัญจรของคนเดินเท้า จากการสำรวจพบว่า กลุ่มคนทั้ง 2 ประเภท มีรูปแบบการค้นหาเส้นทางที่แตกต่างกันและแยกออกจากกัน กลุ่มคนที่คุ้นเคยกับพื้นที่มีรูปแบบการสัญจรกระจายอย่างทั่วถึง แต่กลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคยกับพื้นที่กลับมีรูปแบบการสัญจรบนถนนเส้นหลัก และถนนเส้นที่มีร้านค้าขายของสำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น ผลการวิเคราะห์รูปแบบการค้นหาเส้นทางของคนทั้ง 2 กลุ่ม สามารถสรุปได้ว่า ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดรูปแบบการค้นหาเส้นทาง คือ ความเข้าใจและจดจำพื้นที่ (spatial cognition) ประกอบด้วย จุดดึงดูดระดับเมือง และจุดดึงดูดระดับย่าน ส่วนปัจจัยรอง คือ สัณฐานของพื้นที่ (spatial configuration) ประกอบไปด้วย ศักยภาพของการเข้าถึงและมองเห็นพื้นที่ รวมไปถึงการใช้เครื่องมือนำทาง (wayfinding application) ที่ใช้แผนที่ท่องเที่ยว (tourist map) กล่าวคือ กลุ่มคนที่คุ้นเคยกับพื้นที่ มีแนวโน้มที่จะใช้เพียงแค่ความเข้าใจและจดจำพื้นที่ในการค้นหาเส้นทาง ส่วนกลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคยกับพื้นที่ มีแนวโน้มที่จะใช้ทั้งความเข้าใจและจดจำพื้นที่ สัณฐานของพื้นที่ และเครื่องมือนำทางในการค้นหาเส้นทาง
สภาพการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ หลังจากการย้ายที่อยู่อาศัยแบบแฟลตสู่อาคารสูง กรณีศึกษา อาคารพักอาศัยแปลง G โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร, ศศิธร บัวประดิษฐ์
สภาพการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ หลังจากการย้ายที่อยู่อาศัยแบบแฟลตสู่อาคารสูง กรณีศึกษา อาคารพักอาศัยแปลง G โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร, ศศิธร บัวประดิษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาสภาพการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุหลังจากการย้ายที่อยู่อาศัยจากแฟลตดินแดงเดิม ความสูง 5 ชั้น สู่อาคารพักอาศัยแปลง G ซึ่งมีรูปแบบอาคารเป็นประเภทอาคารสูง 28 ชั้น รวมถึงการศึกษาพฤติกรรมการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุในอาคารสูง วิเคราะห์สภาพการอยู่อาศัย พฤติกรรม ปัญหาและข้อจำกัดของผู้สูงอายุหลังจากการย้ายที่อยู่อาศัยสู่อาคารสูงแปลง G เพื่อเสนอแนะแนวทางการออกแบบที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุในอาคารสูง โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามจำนวน 86 ชุด การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง 31 คน การสัมภาษณ์เชิงลึกและสำรวจห้องพักอาศัยของผู้สูงอายุจำนวน 9 ห้องการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ผู้สูงอายุในโครงการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุในช่วง 60-69 ปี สถานภาพสมรส ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง มีจำนวนสมาชิกอยู่อาศัยในห้องพักส่วนใหญ่จำนวน 2 คน ในด้านสภาพการอยู่อาศัยพบว่า สัดส่วนของเฟอร์นิเจอร์ไม่เหมาะสมต่อสภาพร่างกายของผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่มีการต่อเติมธรณีประตูเพิ่มเองในระดับความสูง 2-5 ซม.เนื่องจากกลัวน้ำไหลออกจากห้องน้ำ รวมทั้งผู้สูงอายุมักไม่ใช้พื้นที่สวนชั้น 7 ภายในอาคาร เนื่องจากมีแสงแดดและอากาศร้อน อีกทั้งไม่มีผู้ดูแลในพื้นที่นี้จึงกลัวว่าหากเกิดอุบัติเหตุลำพังจะไม่มีผู้ช่วยเหลือ นอกจากนี้พบว่าชั้นที่ลงชื่อสมัครใจย้ายเข้ามาด้วยกันอยู่ยกชั้น ทำให้เปิดประตูอยู่อาศัยในชั้นคล้ายคลึงกับตอนอยู่แฟลตเดิม ส่งผลให้มีการระบายอากาศดี และภายในชั้นไม่เงียบเหงา ต่างกับชั้นที่จับฉลากคละกันมาที่ปิดประตูอยู่ภายในห้องอย่างส่วนตัวการเสนอแนะแนวทางการออกแบบสภาพการอยู่อาศัยที่เหมาะสมต่อผู้สูงอายุในอาคารสูง ได้แก่ การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในห้องพักของผู้สูงอายุควรมีการออกแบบเฉพาะบุคคล เนื่องจากร่างกายของแต่ละท่านมีสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน พื้นห้องไม่ควรมีระดับธรณีประตู ควรแก้ไขโดยวิธีติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นแมลงสำเร็จรูปด้านใต้ประตู สำหรับห้องน้ำควรมีพื้นลาดเอียงสู่ท่อน้ำทิ้ง รวมถึงควรจัดเตรียมพื้นที่ให้ร่มเงาในสวนชั้น 7 เช่นศาลานั่งเล่น เพื่อดึงดูดให้ผู้สูงอายุได้ออกมาใช้ในพื้นที่สวนมากขึ้น อีกทั้งอาคารในระยะถัดไป การใช้วิธีให้ชาวบ้านจับมือกันเข้ามาอยู่ตามความสมัครใจ จะทำให้ผู้สูงอายุใช้เวลาการปรับตัวในอาคารสูงน้อยลง ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีสภาพจิตใจที่ดีอีกด้วย
แนวทางการออกแบบปรับปรุง ที่อยู่อาศัย อาคาร และพื้นที่ภายนอกสำหรับผู้สูงอายุเขตชุมชนเมืองในพื้นที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กรณีศึกษา ชุมชนทรัพย์สินใหม่ ชุมชนทรัพย์สินเก่า และชุมชนคลองพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร, เวณิกา ธูปพลทัพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงสร้างทางอายุของประชากรไทยในอดีตได้เปลี่ยนผ่านเป็นโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุ ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ชุมชนเมืองไม่สามารถรองรับความต้องการหรือให้ความช่วยเหลือได้ เพราะมีความเป็นเมืองสูง การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ 1)ศึกษาลักษณะทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสภาพการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ 2)วิเคราะห์รูปแบบทางกายภาพ พฤติกรรม การใช้งาน และปัญหาการใช้พื้นที่ของผู้สูงอายุ 3)เสนอแนะแนวทางออกแบบปรับปรุงทางกายภาพให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ผู้วิจัยเลือกศึกษาพื้นที่ 3 ชุมชนในเขตวังทองหลาง ได้แก่ ชุมชนทรัพย์สินใหม่ ชุมชนทรัพย์สินเก่า และชุมชนคลองพลับพลา สัมภาษณ์ผู้สูงอายุจำนวน 110 คน และนำมาคัดเลือกกรณีศึกษา 9 ตัวอย่าง เป็นแนวทางในการปรับปรุงที่อยู่อาศัย ผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันยังมีผู้สูงอายุในชุมชนที่ทำอาชีพหาเลี้ยงตนเอง และคนในครอบครัวอยู่ เนื่องจากฐานะ และรายได้ไม่สูงมากนัก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงอายุอยู่ติดบ้าน และไม่มีเวลาไปทำกิจกรรมในพื้นที่ส่วนกลาง กิจวัตรประจำวันส่วนใหญ่จะเป็นการพักผ่อน และทำอาชีพ พื้นที่ที่ผู้สูงอายุใช้เวลาอยู่มากที่สุด คือ โถงหรือห้องนั่งเล่น ระยะเวลาเฉลี่ย 8 ชั่วโมง พื้นที่สำคัญรองลงมาคือ ห้องนอน และระเบียงหรือเฉลียง ตามลำดับ จากการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุร้อยละ 83 ไม่คิดย้ายที่อยู่อาศัย เพราะคุ้นชินกับการอยู่อาศัยในที่เดิม มีความสัมพันธ์แบบเครือญาติ อยู่อาศัยกันมานานมากกว่า 30 ปี ในพื้นที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดการให้ผู้สูงอายุอาศัยในที่เดิม (Aging in place) ในด้านของการเกิดอุบัติเหตุ พบว่า ผู้สูงอายุที่เคยได้รับอุบัติเหตุในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา มีจำนวน 34 คน คิดเป็นร้อยละ 31 ส่วนใหญ่ได้รับอุบัติเหตุภายในบ้าน พื้นที่ที่ได้รับอุบัติเหตุบ่อยที่สุด คือ พื้นที่ชานบ้าน เป็นพื้นที่ที่ผู้สูงอายุออกมานั่งเล่นระหว่างวัน มักเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากมีพื้นต่างระดับ และพื้นผุพัง รองลงมาคือ ห้องน้ำ เนื่องจากพื้นห้องน้ำที่ลื่น และมีธรณีประตู เป็นต้น จากกรณีศึกษาแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 5 ใน 9 คน พบว่า ผู้สูงอายุนอนบริเวณโถงบ้าน ทำให้ไม่มีความเป็นส่วนตัว และเป็นสัดส่วน ดังนั้น ควรจะต้องมีการกั้นห้องให้ถูกสุขลักษณะ มีส่วนมิดชิด เพื่อใช้กับกิจกรรมการอยู่อาศัยเฉพาะบุคคล จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ควรจัดพื้นที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมอาชีพให้ผู้สูงอายุ และปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะบริเวณโถงหรือห้องนั่งเล่นที่ผู้สูงอายุใช้งานบ่อย อีกทั้งเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อผู้สูงอายุในชุมชนเมือง ในการปรับปรุงที่อยู่อาศัย …
ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการในศูนย์การค้าชุมชน กรณีศึกษา: โครงการเดอะแจส รามอินทรา,เดอะแจส วังหิน และแจส เออเบิร์น ศรีนครินทร์, อรศศิพัชร์ ศิริวรรณพร
ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการในศูนย์การค้าชุมชน กรณีศึกษา: โครงการเดอะแจส รามอินทรา,เดอะแจส วังหิน และแจส เออเบิร์น ศรีนครินทร์, อรศศิพัชร์ ศิริวรรณพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การดำเนินการศูนย์การค้าชุนชมให้สำเร็จประการหนึ่งคือการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าเพื่อให้กลับมาใช้บริการอีก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาความพึงพอใจของลูกค้าในการเข้าใช้บริการศูนย์การค้าชุมชนเดอะแจส 3 แห่ง คือ เดอะแจส วังหิน (JWH), เดอะแจสรามอินทรา (JRD), และแจส เออร์เบิร์น ศรีนครินทร์ (JSR) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการและทำแบบสอบถามผู้ใช้บริการจำนวน 400 ชุด และนำมาวิเคราะห์ผลโดยใช้สถิติเชิงพรรณาและหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ผลการศึกษาพบว่า 1) เดอะแจสทั้งสามแห่งมีแนวคิดในการพัฒนาและการวางกลยุทธ์การตลาดที่คล้ายคลึงกัน ทั้งนี้ ส่วนผสมการตลาดจะขึ้นอยู่กับทำเล, กลุ่มลูกค้าในชุมชน และคู่แข่งในรัศมีการค้านั้นๆ 2) กลุ่มผู้ใช้บริการส่วนใหญ่อายุ 18 - 24 ปี อาศัยอยู่ในรัศมีการค้าของศูนย์ฯนั้นๆ ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 30 นาที มีระยะเวลาการเข้าใช้บริการที่ 1-3 ชั่วโมง และมีค่าใช้จ่ายต่อครั้ง 500-1,500 บาทต่อคน โดยมีวัตถุประสงค์ในการเข้าใช้บริการ ได้แก่ ซื้อสินค้าและบริการ พบปะสังสรรค์ และรับประทานอาหาร ทั้งยังพบว่าอายุที่แตกต่างกันของผู้ใช้บริการมีความสัมพันธ์กับระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการเข้าใช้บริการ 3) ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจในการเข้าใช้บริการศูนย์กาค้าชุมชนเดอะแจสทั้งสามแห่งในด้านผลิตภัณฑ์, ด้านราคา, ด้านที่ตั้ง, และด้านส่วนส่งเสริมการขาย อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด 4) เพศและอายุที่แตกต่างกันไม่มีผลต่อความพึงพอใจในการเข้าใช้บริการในทุกด้าน แต่กลุ่มอาชีพและรายได้ที่แตกต่างกัน มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจที่แตกต่างกันในด้านผลิตภัณฑ์ และด้านราคา จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้ใช้บริการศูนย์การค้าชุมชนเดอะแจสทั้งสามแห่ง ทั้งกลุ่มลูกค้าหลักและกลุ่มลูกค้ารองในทำเลที่แตกต่างกัน มีพฤติกรรมการเข้าใช้บริการที่คล้ายคลึงกัน และมีความพึงพอใจด้านส่วนส่งเสริมการขายมากที่สุด ซึ่งงานวิจัยในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการในการพัฒนาและวางกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคม พฤติกรรม และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อไป
ทัศนคติของพนักงานในการเลือกใช้มาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Npl) ด้านอสังหาริมทรัพย์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่, รินนารา วิโย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ลูกหนี้ที่กู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยและมีสถานะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อาจจะสูญเสียที่อยู่อาศัยได้หากไม่ได้รับการแก้ไขหนี้ให้สู่ภาวะปกติ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาทัศนคติในการเลือกใช้มาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ NPL ด้านอสังหาริมทรัพย์ ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (บสก.) สำนักงานใหญ่ โดยเก็บข้อมูลจากการสอบถามพนักงานฝ่ายพัฒนาสินทรัพย์ จำนวน 127 ตัวอย่าง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการทางสถิติพรรณนาและหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร จากผลการศึกษา พบว่า 1.) มาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ NPL ที่พนักงานเลือกใช้มาก 3 ลำดับ คือ (1.) การขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไป, (2.) การลดเงินต้นและ/หรือดอกเบี้ยค้างรับ และ (3.) การลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งทั้ง 3 มาตรการ ล้วนเน้นช่วยเหลือลูกหนี้ในการลดภาระการผ่อนชำระค่างวดต่อเดือน 2.) ปัจจัยด้านลูกหนี้ที่มีผลต่อการเลือกใช้มาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ NPL คือ รายได้ปัจจุบัน รองลงมา คือภาระหนี้คงค้าง และหลักประกัน 3.) คุณลักษณะของพนักงานที่แตกต่างกันในด้านเพศ อายุ ประสบการณ์ทำงาน ตำแหน่งงาน และจำนวนชั่วโมงเข้าอบรมไม่มีผลต่อทัศนคติในการเลือกใช้มาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ NPL โดยพนักงานจะพิจารณาจากคุณลักษณะของลูกหนี้ หลักประกันและพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้เป็นหลัก 4.) ปัญหาที่พบจากการปฏิบัติงานในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ NPL คือ ปัญหาด้านลูกหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่มีปัญหาด้านการเงิน มีรายได้ลดลง แต่ภาระค่าใช้จ่ายสูงทำให้ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ และปัญหาด้านการปฏิบัติงาน เช่น ระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้สั้นเกินไปไม่สอดคล้องกับรายได้ของลูกหนี้ และระบบขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ยุ่งยาก ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ในทัศนคติของพนักงานเห็นว่าตนมีความรู้ความเข้าใจในการปฎิบัติงานเป็นอย่างดีและยังสามารถบอกประโยชน์ให้ลูกหนี้ได้รับอย่างเข้าใจ แต่ความรู้ความสามารถในการยกตัวอย่างประกอบคำชี้แจงยังอยู่ในระดับปานกลาง ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่ามาตรการในการแก้ไขปัญหาหนี้ NPL ที่มักนำมาใช้มุ่งเน้นให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ตามความสามารถของลูกหนี้ งานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสถาบันการเงินอื่นๆ เพื่อจะพัฒนาปรับปรุงแนวทางการเลือกใช้มาตรการให้เหมาะกับลูกหนี้และได้รับความพึงพอใจสูงสุดทั้งสองฝ่าย เพื่อลดการกลับมาเป็นหนี้ NPLรวมถึงช่วยให้ลูกหนี้กลับไปทำธุรกรรมทางการเงินได้อีกครั้ง
การวางแผนที่อยู่อาศัยหลังเกษียณของคนทำงาน 3 ช่วงวัย กรณีศึกษา : ธนาคารอาคารสงเคราะห์ การเคหะแห่งชาติ และ บริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด(มหาชน), อนรรฆธีปะวีร์ เกิดแย้ม
การวางแผนที่อยู่อาศัยหลังเกษียณของคนทำงาน 3 ช่วงวัย กรณีศึกษา : ธนาคารอาคารสงเคราะห์ การเคหะแห่งชาติ และ บริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด(มหาชน), อนรรฆธีปะวีร์ เกิดแย้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาการวางแผนด้านที่อยู่อาศัยรวมถึงการเตรียมการทางด้านการเงินไว้ใช้หลังเกษียณ ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย คือ คนวัยทำงาน โดยในงานวิจัยนี้แบ่งกลุ่มเป้าหมายเป็น 3 ช่วงวัย คือ เจนบี หรือ Baby Boomer Generation (ผู้ที่เกิดระหว่าง พ.ศ.2489-2507หรือ อายุ 53-71 ปี) เจนเอ็กซ์ หรือ Generation X (ผู้ที่เกิดระหว่าง พ.ศ.2508-2523 หรือ อายุ 37-52 ปี) เจนวาย หรือ Generation Y (ผู้ที่เกิดระหว่าง พ.ศ.2524-2543 หรือ อายุ 17-36 ปี) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและสังคม วิเคราะห์รูปแบบที่อยู่อาศัย และเสนอแนะแนวทางการวางแผนที่อยู่อาศัยเพื่อวัยเกษียณของประชากร 3 ช่วงวัยนี้ เพื่อเปรียบเทียบว่าแต่ละช่วงวัยนั้นมีการวางแผนแตกต่างกันหรือไม่ กลุ่มประชากรที่ศึกษานั้นเป็นบุคลากรของ 3 องค์กร ได้แก่ การเคหะแห่งชาติ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และบริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด(มหาชน) มีจำนวนประชากรทั้งหมดรวม 5,639 คน ได้ 504 ตัวอย่าง ผลการศึกษาพบว่า ช่วงวัยที่มีการวางแผนที่อยู่อาศัยเพื่อวัยเกษียณสูงที่สุด คือ คนเจนเอ็กซ์ มีการวางแผนที่อยู่อาศัยเพื่อวัยเกษียณร้อยละ 80 มีการวางแผน 2 แบบ คือ แบบที่ 1 อยู่ที่เดิมพร้อมกับปรับปรุงที่อยู่อาศัยร้อยละ 41 เน้นปรับปรุงห้องน้ำและห้องนอน งบประมาณไม่เกิน 3 แสนบาท แบบที่ 2 คือ วางแผนย้ายที่อยู่อาศัยร้อยละ 39 โดยเหตุผลอันดับแรก คือ ต้องการกลับภูมิลำเนาเดิม รูปแบบที่อยู่อาศัยที่ต้องการ คือ บ้านปลูกเอง 2 ชั้น 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ขนาด 200 ตร.ม. งบประมาณไม่เกิน …
ศักยภาพการพัฒนาสยามสแควร์สู่ย่านนวัตกรรมของเทคโนโลยีทางการเงิน, ภูริณัฐ ทองชมภู
ศักยภาพการพัฒนาสยามสแควร์สู่ย่านนวัตกรรมของเทคโนโลยีทางการเงิน, ภูริณัฐ ทองชมภู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รัฐบาลและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่างมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์ให้เป็นย่านนวัตกรรม (Innovation District) ของเทคโนโลยีทางการเงิน (Financial Technology: FinTech) เพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่สำหรับการรวมกลุ่มของธุรกิจนวัตกรรมในการบริการทางการเงินซึ่งเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่มีบทบาทในการสนับสนุนและต่อยอดให้เกิดธุรกิจนวัตกรรมอื่น ๆ ในประเทศไทย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาการรวมกลุ่มของบริษัทเทคโนโลยีทางการเงินในกรุงเทพมหานครด้วยการคำนวณค่าสหสัมพันธ์เชิงพื้นที่ (Spatial Autocorrelation) (2) เพื่อวิเคราะห์กลไกการพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินด้วยการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม (Social Network Analysis) (3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่สนับสนุนธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินด้วยข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ และ (4) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์ในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงิน
ผลการศึกษาพบว่า (1) บริษัทเทคโนโลยีทางการเงินในกรุงเทพมหานครมีการรวมกลุ่มอย่างมีนัยยะสำคัญเชิงสถิติ (2) สมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายทางสังคมของเทคโนโลยีทางการเงิน (3) ความเหมาะสมของกฎหมายและการเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินทางการเงิน และ (4) สยามสแควร์มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีทางการเงิน โดยการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมในเชิงสินทรัพย์ทางกายภาพสยามสแควร์มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการพัฒนา อีกทั้งในเชิงสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจทั้งภาครัฐและมหาวิทยาลัยมีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ แต่ทว่าในเชิงสินทรัพย์ทางเครือข่ายการพัฒนาพื้นที่และเทคโนโลยีทางการเงินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีความสัมพันธ์กับวงการเทคโนโลยีทางการเงินน้อยมาก ดังนั้นการพัฒนาศักยภาพการพัฒนาสยามสแควร์สู่ย่านนวัตกรรมของเทคโนโลยีทางการเงินจึงควรปรับปรุงความเชื่อมโยงของหน่วยงานของจุฬาลงกรณ์กับธุรกิจในเทคโนโลยีทางการเงินให้มากขึ้น
ผลกระทบของการเผาอ้อยต่อพื้นที่เมือง: กรณีศึกษาอำเภอเมืองและอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี, สุพัตรา กิ่งไทร
ผลกระทบของการเผาอ้อยต่อพื้นที่เมือง: กรณีศึกษาอำเภอเมืองและอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี, สุพัตรา กิ่งไทร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเก็บเกี่ยวอ้อยด้วยวิธีการเผาเป็นกิจกรรมการเกษตรที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อพื้นที่เมือง ในช่วงฤดูการเผาเขม่าควันจากการเผาอ้อยสร้างมลพิษทางอากาศและปัญหาสุขภาพของประชากร รวมถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว หนึ่งในพื้นที่ที่ประสบปัญหาผลกระทบจากการเผาอ้อยอย่างมาก คือ พื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ในปัจจุบันการเผาอ้อยเป็นกิจกรรมที่ผิดกฏหมาย รัฐบาลได้ออกกฏหมายและมาตรการเพื่อควบคุมการเผาอ้อย รวมถึงให้การสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยีการเกษตรเพื่อลดการเผาอ้อย แต่ทว่าปริมาณการเผาอ้อยในพื้นที่ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ งานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์ในการศึกษามาตรการที่เหมาะสมในการควบคุมการเผาอ้อย โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและการวิเคราะห์ด้วยกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytical Hierarchy Process: AHP) ผลการศึกษาพบว่ามาตรการที่เหมาะสมมากที่สุดในการลดการเผาอ้อยในพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี คือ (1) มาตรการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและความรู้ในการบริหารจัดการทรัพยากร (2) มาตรการหักเงินค่าอ้อยไฟไหม้ และเฉลี่ยคืนให้อ้อยสด (3) มาตรการห้ามเผาภายในพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตรจากเขตเทศบาลเมือง (4) มาตรการประกาศ 90 วัน ห้ามเผาอ้อย และ (5) มาตรการไม่รับซื้ออ้อยไฟไหม้จากเกษตรกร ตามลำดับ นอกจากนี้งานวิจัยนี้ยังได้ศึกษาระยะของพื้นที่กันชนที่เหมาะสมสำหรับการลดผลกระทบจากเขม่าควันจากพื้นที่ปลูกอ้อยด้วยวิธีการใช้แบบสอบถามซึ่งสามารถใช้เป็นทางเลือกหนึ่งในการศึกษาผลกระทบของมลพิษทางอากาศและพบว่าระยะที่เหมาะสมของแนวกันชนในอำเภอเมืองและอำเภอบ้านบึงควรมีระยะ 5 กิโลเมตร