Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Urban, Community and Regional Planning Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 121 - 150 of 292
Full-Text Articles in Urban, Community and Regional Planning
แนวทางการบริหารจัดการสถานที่กักกันทางเลือก (Alternative State Quarantine: Asq) ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 (Covid-19): กรณีศึกษา พื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สิรินทร พุทธรักษา
แนวทางการบริหารจัดการสถานที่กักกันทางเลือก (Alternative State Quarantine: Asq) ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 (Covid-19): กรณีศึกษา พื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สิรินทร พุทธรักษา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงจำนวนมากซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรม ในขณะเดียวกันภาครัฐได้มีมาตรการกักกันผู้ที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรจะต้องเข้าสู่สถานที่กักกันซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมโรคสำหรับคนที่เข้ามาในประเทศ โดยผู้ที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรสามารถที่จะเลือกสถานที่กักกันทางเลือกได้ตามความประสงค์ จึงเป็นโอกาสของโรงแรมในการปรับตัวเป็นสถานที่กักกันทางเลือก บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ต่อธุรกิจโรงแรม วิเคราะห์ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการสถานที่กักกันทางเลือก การบริหารจัดการ การตลาด เงินทุนสภาพคล่อง การจัดการองค์กร การบริการ กายภาพ และเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารสถานที่กักกันทางเลือก โดยสามารถนำแนวทางการบริหารจัดการโรงแรมมาปรับใช้ เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคระบาดในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปพัฒนาธุรกิจโรงแรมเพื่อตอบโจทย์ผู้เข้าพัก งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงคุณภาพทำการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้บริหารสถานที่กักกันทางเลือก จำนวน 3 คน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 1 คน และนักออกแบบ จำนวน 1 คน วิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรและเคยใช้บริการสถานที่กักกันทางเลือกในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 385 คน ทำการวิเคราะห์ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าพักสถานที่กักกันทางเลือก โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าพักสถานที่กักกันทางเลือกมากที่สุดคือ ด้านกระบวนการ (Beta เท่ากับ 0.256) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 รองลงมาคือ ด้านการส่งเสริมการตลาด (Beta เท่ากับ 0.115) และด้านราคา (Betaเท่ากับ 0.101) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับความเห็นของกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการสถานที่กักกันทางเลือก โดยมีกระบวนการให้บริการที่เป็นไปตามมาตรฐานสุขอนามัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการ ตลอดจนการนำกลยุทธ์ด้านราคาและการส่งเสริมการตลาดมาใช้
องค์ประกอบเชิงกายภาพทางการท่องเที่ยวที่มีความสัมพันธ์ต่อการใช้จ่ายและสัดส่วนผู้พักค้างในเมืองรองของประเทศไทย, พิมพ์วิภา ตราชูวณิช
องค์ประกอบเชิงกายภาพทางการท่องเที่ยวที่มีความสัมพันธ์ต่อการใช้จ่ายและสัดส่วนผู้พักค้างในเมืองรองของประเทศไทย, พิมพ์วิภา ตราชูวณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาองค์ประกอบเชิงกายภาพทางการท่องเที่ยวทั้ง 3 ประการ อันประกอบไปด้วย องค์ประกอบด้านสิ่งอำนวยความสะดวก และองค์ประกอบในด้านความสามารถในการเข้าถึงที่มีอิทธิพลต่อการดึงดูดค่าใช้จ่ายและสัดส่วนผู้พักค้าง ซึ่งเป็นพฤติกรรมการท่องเที่ยวตามนิยามของนักท่องเที่ยวคุณภาพ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2565 - พ.ศ.2562) ของทั้ง 55 จังหวัดเมืองรองที่ยังคงประสบปัญหาในด้านความเหลื่อมล้ำจากการกระจุกตัวของทั้งจำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวในบางกลุ่มจังหวัด จนก่อให้เกิดปัญหาการเกินขีดความสามารถในการรองรับได้ (Carrying Capacity) ของพื้นที่ที่มีการเข้ามาของนักท่องเที่ยวในปริมาณมากต่อเนื่องไปจนถึงการส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อคุณภาพของทรัพยากรการท่องเที่ยวภายในเมือง จึงนำมาสู่การประเมินถึงความพร้อมของพื้นที่ในการรองรับนักท่องเที่ยวของทุกจังหวัดเมืองรอง ผ่านการวิเคราะห์ชุดข้อมูลองค์ประกอบทางการท่องเที่ยวเชิงกายภาพในแต่ละด้าน รวมไปถึงชุดข้อมูลค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวต่อคนต่อวันและสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่อผู้เยี่ยมเยือนในช่วง 5 ปี โดยใช้วิธีการจัดทำชุดข้อมูลทั้ง 2 ประเภทให้ออกมาในรูปของค่าคะแนนมาตรฐาน (Standard Score) และนำมาจัดกลุ่มตามระดับค่าคะแนนด้วยเทคนิคการแบ่งช่วงชั้นของข้อมูลแบบธรรมชาติ (Natural Breaks) เพื่อประเมินถึงสภาพในปัจจุบันขององค์ประกอบการท่องเที่ยว พร้อมทั้งศักยภาพในการดึงดูดค่าใช้จ่ายและสัดส่วนผู้พักค้างของแต่ละจังหวัดเมืองรอง ซึ่งผลการประเมินทั้ง 2 ชุดข้อมูลนี้จะสามารถนำมาประกอบการทิศทางของแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวให้สามารถเกิดความสมดุลทั้งในฝั่งของนักท่องเที่ยวและฝั่งของพื้นที่เมืองรอง ภายหลังจากการประเมินถึงศักยภาพในปัจจุบันของพื้นที่แล้วนั้น จึงได้ทำการวิเคราะห์ถึงองค์ประกอบเชิงกายภาพทางการท่องเที่ยวทั้ง 3 ด้าน ที่มีอิทธิพลต่อการดึงดูดการใช้จ่ายและการพักค้างของนักท่องเที่ยว โดยจะวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่าองค์ประกอบการท่องเที่ยวในเมืองรองที่มีอิทธิพลต่อการดึงดูดการใช้จ่ายและการพักค้างของนักท่องเที่ยวนั้น จะ ประกอบไปด้วยองค์ประกอบการท่องเที่ยวในด้านสิ่งดึงดูดใจในประเด็นของจำนวนแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ และองค์ประกอบในด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในประเด็นจำนวนร้านอาหาร จากผลการวิเคราะห์ดังกล่าวได้นำมาสู่การวางแผนนโยบายในการพัฒนาองค์ประกอบการท่องเที่ยวของแต่ละบริบทเมืองรองในปัจจุบัน ให้มีศักยภาพเพียงพอที่จะดึงดูดค่าใช้จ่ายและการพักค้างซึ่งเป็นพฤติกรรมการท่องเที่ยวตามนิยามของนักท่องเที่ยวคุณภาพ พร้อมกันนั้นได้มีการจัดทำข้อเสนอแนะสำหรับกระบวนการในการดำเนินงานของภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ให้สามารถดำเนินงานตามแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองรองให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายและการพักค้างได้อย่างสัมฤทธิ์ผล
Social Capital And Myanmar Urban Migrant Workers’ Job Seeking In Thailand During The Covid-19 Pandemic, Andrew Wai Phyo Kyaw
Social Capital And Myanmar Urban Migrant Workers’ Job Seeking In Thailand During The Covid-19 Pandemic, Andrew Wai Phyo Kyaw
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
During the COVID-19 pandemic, many production sectors in Thailand encountered economic difficulties. The economic impacts of the pandemic have affected all people in the economy, including migrant workers. Especially urban migrant workers might have been the most affected by the pandemic. They have faced insecure livelihoods caused by losing jobs, loss of income, and difficulties in finding new jobs. Myanmar workers are the largest population among migrant labor forces in Thailand. Various literature shows that social capital has always been supportive as a valuable and critical resource contributing to well-being, especially during times of crisis and socio-economic change. So, urban …
แนวทางการพัฒนาชุมชนและที่อยู่อาศัยในเมืองเก่าเชียงใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดย่านนวัตกรรมสร้างสรรค์ ภายใต้แผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ : กรณีศึกษาชุมชนล่ามช้าง, กัญชุดา เพ็ญไชยา
แนวทางการพัฒนาชุมชนและที่อยู่อาศัยในเมืองเก่าเชียงใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดย่านนวัตกรรมสร้างสรรค์ ภายใต้แผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ : กรณีศึกษาชุมชนล่ามช้าง, กัญชุดา เพ็ญไชยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รัฐบาลประกาศนโยบายการพัฒนาเมืองในระดับภูมิภาคตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ กำหนดให้จังหวัดเชียงใหม่มีการพัฒนาเป็นเมืองอัจฉริยะ เพื่อขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ชุมชนในย่านเมืองเก่าจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้รับการกำหนดให้เป็นย่านนวัตกรรมสร้างสรรค์ มีทั้งสิ้น 26 ชุมชน ผลการประเมินองค์ประกอบความเป็นย่านสร้างสรรค์พบว่า ชุมชนล่ามช้างเป็นชุมชนที่มีสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมอยู่มากและเป็นชุมชนที่มีศักยภาพในการต่อยอดไปสู่การพัฒนาเป็นย่านนวัตกรรมสร้างสรรค์สูงที่สุดด้วย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพของชุมชนและสร้างแนวทางการพัฒนาชุมชนและที่อยู่อาศัย โดยอาศัยการใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) เพื่อการศึกษาสถานการณ์ทางด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม ความต้องการและทัศนคติของผู้อยู่อาศัย ในการพัฒนาชุมชนและที่อยู่อาศัย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแผนและผังชุมชนและบ้านให้สอดคล้องกับคุณลักษณะการเป็นย่านนวัตกรรมสร้างสรรค์ 4.0 โดยทำการรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจ การวิเคราะห์ข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ 2 ครั้ง และการสัมภาษณ์เชิงลึก 2 ครั้ง ผลการศึกษาพบว่าชุมชนล่ามช้างเป็นชุมชนที่มีศักยภาพในการพัฒนาให้สอดคล้องกับการเป็นย่านนวัตกรรมสร้างสรรค์สูง เนื่องจากมีผลการวิเคราะห์ที่สอดคล้องกับคุณลักษณะของการเป็นย่านนวัตกรรมสร้างสรรค์ตามที่ได้ตัวแปรมาจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ โดยมีผลการวิเคราะห์ศักยภาพในระดับชุมชนจากการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 1 พบว่า ชุมชนล่ามช้างมีลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคารแบบผสมผสาน การมีความหลากหลายของกลุ่มคน มีจุดดึงดูดทางเศรษฐกิจและศูนย์กลางการเป็นแหล่งงานและพื้นที่กิจกรรมที่มีคุณค่าเป็นต้นทุนเดิมของพื้นที่คือตลาดสมเพชรและวัดล่ามช้าง ทั้งนี้ยังมีความสามารถในการบริหารจัดการชุมชนสูง เนื่องจากมีการจัดการประชุมกลุ่มย่อยร่วมกันอยู่บ่อยครั้ง มีการรวมกลุ่มกันของผู้ประกอบการ เกสต์เฮ้าส์ ธุรกิจบริการการท่องเที่ยวและชาวชุมชนในละแวกใกล้เคียง เพื่อศึกษาแลกเปลี่ยนและแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยร่วมกัน รวมถึงมีการตกลงการจัดทำมาตรฐานการท่องเที่ยวและการวางผังจัดระเบียบภายในชุมชน ทำให้ชุมชนล่ามช้างมีความเข้มแข็งและมีความร่วมมือกันสูง เนื่องจากมีการบริหารจัดการผ่านองค์กรชุมชน ภายในชุมชนมีธุรกิจที่สามารถเชื่อมโยงเป็นระบบเครือข่ายธุรกิจชุมชนได้ โดยผู้วิจัยได้มีการเสนอแผนและผังชุมชนเพื่อไปสู่การเป็นย่านนวัตกรรมสร้างสรรค์ 4.0 ในด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นรากฐานเดิม ด้วยการกำหนดแกนการพัฒนาถนน 2 ประเภทคือถนนค้าขายตามบ้านและถนนอยู่สบาย รวมถึงได้ทำการจัดทำแผนธุรกิจชุมชน เพื่อเป็นแนวทางการสร้างโครงข่ายทางธุรกิจในชุมชนและการพัฒนาความเชื่อมโยงธุรกิจด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงจัดทำแนวทางการควบคุมการออกแบบและกิจกรรมตามแกนถนนให้เป็นกรอบในการพัฒนาในระดับบ้าน โดยทำการคัดเลือกบ้านกรณีศึกษา 6 หลัง ซึ่งแบ่งกลุ่มตามลักษณะโครงสร้างและการใช้งานได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.บ้านเดี่ยวโครงสร้างไม้สำหรับทำธุรกิจ ร้านค้า ร้านอาหาร 2.บ้านเดี่ยวโครงสร้างไม้กึ่งปูนสำหรับเป็นที่พักรองรับนักท่องเที่ยว 3.ตึกแถวโครงสร้างปูนสำหรับเป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มหรือสำนักงาน เพื่อนำมาสู่การวิเคราะห์ในระดับบ้าน ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนาระดับบ้านจากการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 2 พบว่า ชุมชนประกอบไปด้วยบ้านที่มีการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวร้อยละ 60 และเป็นที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียวร้อยละ 40 โดยส่วนใหญ่มีการดัดแปลงบ้านของตนเองเป็นพื้นที่ในการประกอบกิจกรรมทางธุรกิจ และปรับเปลี่ยนให้เป็นที่พักอาศัยรองรับนักท่องเที่ยว ผู้อยู่อาศัยมีความรู้เฉพาะในครัวเรือนที่หลากหลาย ทำให้มีศักยภาพในการพัฒนาสูง แต่ยังขาดการเปิดกิจกรรมในพื้นที่บ้านให้เชื่อมโยงเข้าสู่พื้นที่ชุมชน เพื่อให้ส่งเสริมการทำธุรกิจและกิจกรรมการค้าที่เป็นรายได้หลักของครัวเรือน ผู้วิจัยจึงได้ทำการเสนอแผนและผังแนวทางการปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่เสนอให้บ้านมีการพัฒนาด้วยการแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน และการปรับปรุงพื้นที่การใช้งานภายนอกบ้าน โดยใช้แนวคิดการปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยประกอบกับการคำนวณค่าใช้จ่ายในการลงทุนเบื้องต้นในการปรับปรุงแต่ละส่วนของตัวบ้าน ทั้งนี้พบว่าค่าดำเนินการปรับปรุงบ้านในส่วนต่าง ๆ มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าความสามารถในการจ่ายของผู้อยู่อาศัย จึงมีการเสนอกระบวนการระดมทุนแบบกองทุน กลุ่มสหกรณ์ และการรับบริจาค รวมถึงการสร้างกลไกข้อตกลงระหว่างบ้านเพื่อของบสนับสนุนจากท้องถิ่น มุ่งเน้นให้เกิดความร่วมมือระดับชุมชนกับเครือข่ายหน่วยงานรัฐ เอกชน สถาบันการศึกษาให้เป็นโครงข่ายระดับเมือง ด้วยการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ การสร้างหลักสูตรและกิจกรรมเป็นตัวเชื่อมโยงให้เกิดเป็นย่านนวัตกรรมสร้างสรรค์ 4.0 ในอนาคต
การตัดสินใจเข้าร่วมมาตรการโครงการอีลิทเฟล็กซิเบิลวันของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในช่วงการแพร่ระบาด โควิด-19 พ.ศ.2564, สลิลลา จีระนันทกิจ
การตัดสินใจเข้าร่วมมาตรการโครงการอีลิทเฟล็กซิเบิลวันของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในช่วงการแพร่ระบาด โควิด-19 พ.ศ.2564, สลิลลา จีระนันทกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องจากสถานการณ์ใน พ.ศ.2563- 2564 การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภาครัฐจึงมีแนวทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยการจัดทำโครงการอีลิทเฟล็กซิเบิลวัน (Elite Flexible One) งานวิจัยจึงมุ่งศึกษา บริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยที่มีการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ EFO ซึ่งมีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 18 บริษัท ได้มีการแบ่งขนาดบริษัท 3 ขนาด ได้แก่ บริษัทขนาดใหญ่ บริษัทขนาดกลาง และบริษัทขนาดเล็ก ใช้การสัมภาษณ์บริษัทขนาดเล็ก 5 บริษัท โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน แสดงความสำคัญ ของข้อมูลได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการอีลิทแฟล็คซิเบิลวันเพื่อนำไปสู่ข้อสรุป จากผลการศึกษาพบว่า 1) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ EFO ด้วยแนวความคิด เพื่อตอบสนองมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เพื่อช่วยสนับสนุนยอดขาย เพื่อขยายฐานลูกค้าชาวต่างชาติ และ เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าวัยใกล้เกษียณตัดสินใจมาใช้ชีวิตในประเทศไทย 2) ลักษณะโครงการที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์นำโครงการเข้าร่วมโครงการ EFO บริษัทขนาดใหญ่และบริษัทขนาดเล็ก โครงการจะอยู่ในทําเลพระรามที่ 4 อโศกมนตรี สุขุมวิท ทองหล่อและเอกมัย และบริษัทขนาดเล็กโครงการอยู่ในทำเลย่านอโศก-พระราม 9 - รัชดาฯ- ห้วยขวาง ระดับราคาคล้ายคลึงกันทั้ง 3 ขนาด คือ Upper Class(100,000-150,000 บาท/ตร.ม.) ขนาดห้องนอน 1-2 ห้องนอนสัดส่วนที่มากที่สุด และปีที่โครงการสร้างแล้วเสร็จ บริษัทขนาดใหญ่ นำเข้าร่วมในปี 2564 บริษัทขนาดกลางและบริษัทขนาดเล็ก นำโครงการในปี 2563 3) การใช้การสื่อสารการตลาดบูรณาการเพื่อช่วยขายโครงการที่เข้าร่วม EFO ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้าต่างประเทศ ได้แก่ บริษัทขนาดใหญ่จะมีการใช้การสื่อสารการตลาดบูรณาการในทุกด้านการตลาดออนไลน์ การประชาสัมพันธ์ และการส่งเสริมการขาย มากกว่าบริษัทขนาดกลาง และบริษัทขนาดเล็ก 4) ผลจากการเข้าร่วมโครงการ EFO ข้อดี ช่วยสนับสนุนยอดขาย และให้ความสะดวกสบายแก่ลูกค้าต่างชาติ ข้อจำกัด ราคา 10 ล้านบาทสูงเกินไป และบัตร EFO ไม่สามารถทำงานในประเทศไทยได้ ข้อเสนอแนะ อนุญาตให้บัตร EFO สามารถทำงานในประเทศไทยได้เนื่องจากกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติเป็นกลุ่มผู้ประกอบการและนักลงทุน …
ปัจจัยส่งเสริมการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่อนุรักษ์ชุมชนประวัติศาสตร์: กรณีศึกษาชุมชนอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม, เพทาย เพ็ชรเจริญ
ปัจจัยส่งเสริมการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่อนุรักษ์ชุมชนประวัติศาสตร์: กรณีศึกษาชุมชนอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม, เพทาย เพ็ชรเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นศึกษาความสำคัญของปัจจัยที่ส่งเสริมการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่อนุรักษ์ชุมชนประวัติศาสตร์ และศึกษามาตรการที่มีความเหมาะสมต่อการดำเนินการภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ด้วยการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้เสียในชุมชนอัมพวาทั้งภาคประชาชน ผู้เยี่ยมเยือน ภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ โดยให้ผู้มีส่วนได้เสียทำการเปรียบเทียบความสำคัญแบบคู่ (Pairwise Comparison) ภายใต้กระบวนการวิเคราะห์ตามลำดับชั้น (AHP) เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในชุมชนอัมพวา โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้มีส่วนได้เสียในชุมชนอัมพวาให้ความสำคัญต่อปัจจัยส่งเสริมการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไปในทิศทางที่แตกต่างกันโดยภาคประชาชนและหน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านคุณภาพชีวิตของชุมชน และนโยบายการบริหารจัดการและส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นหลัก ในขณะที่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญรวมถึงภาคเอกชนจะให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจและโอกาสในการจ้างงาน และผู้เยี่ยมเยือนจะให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความพึงพอใจต่อการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ดีผู้มีส่วนได้เสียมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกันว่ามาตรการส่งเสริมการพัฒนา เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับธุรกิจการค้าการบริการและการสนับสนุนงบประมาณเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวจะเป็นมาตรการที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวในชุมชน นอกจากนั้นการมีส่วนร่วมในการวางแผนการดำเนินการจากทุกภาคส่วนและการบังคับใช้กฎหมายและติดตามประเมินผลการพัฒนาอย่างเข้มงวดจะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สามารถผลักดันให้เกิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความเป็นศูนย์กลางที่มีชีวิตของพื้นที่ย่านเมืองเก่าภูเก็ต, ธนวัฒน์ นาคะสรรค์
ความเป็นศูนย์กลางที่มีชีวิตของพื้นที่ย่านเมืองเก่าภูเก็ต, ธนวัฒน์ นาคะสรรค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่ย่านเมืองเก่าภูเก็ตในปัจจุบันถูกส่งเสริมการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทำให้เกิดกิจกรรมเชิงพาณิชยกรรมในพื้นที่ย่านเมืองเก่าภูเก็ตเพื่อรองรับการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนลักษณะของการใช้พื้นที่เมืองที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นเมืองท่าค้าขายแลกเปลี่ยนแร่ดีบุกในอดีต ที่เคยมีลักษณะของความเป็นพื้นที่ศูนย์กลางที่มีชีวิตอันเนื่องมาจากการใช้งานอาคารตึกแถวผสมผสานกิจกรรมพาณิชยกรรมและพักอาศัยอยู่ด้วยกัน ทำให้เกิดการใช้งานที่หลากหลาย ร่วมกับลักษณะความถี่ของโครงข่ายการสัญจรที่หนาแน่นในพื้นที่ย่านขนาดเล็กจากลักษณะพิเศษของสถาปัตยกรรมตึกแถว คือ โครงข่ายทางเท้าในร่มหน้าอาคาร หรือ หง่อคาขี่ จนทำให้มีลักษณะของสัณฐานที่ดึงดูด (configurational attractor) วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษารูปแบบเชิงพื้นที่ของย่านเมืองเก่าภูเก็ตด้วยการวิเคราะห์โครงข่ายพื้นที่สาธารณะผ่านช่วงเวลาก่อตั้งจนถึงในปัจจุบัน เพื่อให้เข้าใจถึงการที่มาและการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ย่านเมืองเก่าภูเก็ตและนำเป็นข้อมูลเพื่อการอนุรักษ์พื้นที่ย่านเมืองเก่าในเชิงการใช้พื้นที่สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ ผลของการศึกษาพบว่า พื้นที่ย่านเมืองเก่าในเขตพื้นที่ศูนย์กลาง มีศักยภาพในการเข้าถึงและมองเห็นได้ดีในยุคตั้งถิ่นฐาน แล้วลดลงในยุคที่เกิดความซบเซากับพื้นที่ย่านจากหลายปัจจัยส่งผลให้โครงข่ายหง่อคาขี่ปิดตัวลง แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาปัจจุบันเนื่องจากการเริ่มกลับมาอนุรักษ์โครงข่ายหง่อคาขี่อีกครั้ง ปัจจัยสำคัญคือการเกิดพื้นที่ทางในขึ้นในพื้นที่เมืองที่ขยายออกไป สรุปได้ว่าพื้นที่ย่านเมืองเก่าภูเก็ตในปัจจุบันแม้จะกลับมามีศักยภาพมากขึ้นกว่าช่วงที่ซบเซา แต่ขอบเขตศูนย์กลางพื้นที่ย่านที่เกิดการส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่สาธารณะและการอนุรักษ์เอกลักษณ์ของพื้นที่เมืองเก่าภูเก็ตไม่ได้ถูกเชื่อมโยงกับพื้นที่เมืองขยายโดยรอบเท่าที่ควร
A Systematic Review Of Smart City Development Policies In Chinese Cities, Mingqing Yin
A Systematic Review Of Smart City Development Policies In Chinese Cities, Mingqing Yin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Urban development plays a vital role in enhancing the productivity, competitiveness, and economic growth of a country. Nowadays, more than half of the world's population lives in cities. By 2050, it is estimated that around 70 percent of the population will live in cities. China is one of the countries with the most rapid urbanization in the world. The first-tier cities comprising Beijing, Shanghai, Guangzhou, and Shenzhen are the most developed cities in China in terms of infrastructure development and economy. These cities are the major economic, political, and cultural engine of the country as well as role models of …
Vacant Shophouse Buildings In Bangkok: The Root Causes And Strategic Options, Nabila Imam
Vacant Shophouse Buildings In Bangkok: The Root Causes And Strategic Options, Nabila Imam
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Since the old-fashioned shophouse buildings cannot act in response to the urban sprawl and changing lifestyles of Bangkok, progressively they are converting into partially vacant buildings or sometimes they go off entirely unoccupied for an indefinite period of time. A noteworthy number of fully or partially vacant shophouse buildings can be found in every nook and corner of the city. These vacant shophouses act as the "voids" in the neighborhood, posing a threat to potential housing community development, economic opportunity, environmental health, and public safety within the city. However, these so-called "voids" might offer a great opportunity for the city …
Spatial Distribution Of Bangkok City Government’S Expenditures On Infrastructure Investment, Sitanun Anandarangsri
Spatial Distribution Of Bangkok City Government’S Expenditures On Infrastructure Investment, Sitanun Anandarangsri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The investments in infrastructure and services help spur Bangkok’s economy to faster growth. All the public facilities and services stimulate Bangkok’s economy to strong competitiveness among the Southeast Asia regions which helps increase employment opportunities. Generally, the Bangkok Metropolitan Administration (BMA) gets the largest portion of the national government's financial support among other local governments, as the city is the primary engine of national economic growth and the center of the country’s economic activities. Although the city is facing a net registered population decline situation, in these past years, it is obvious that Bangkok Metropolitan Administration keeps its interest in …
Evaluating The Impact Of Vertical Accessibility Performance To Bangkok Mass Transit Stations On The Travel Behavior Of Elderly Passengers, Yoon Ei Kyaw
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Bangkok Mass Transit System (BTS) sky-train is one of Bangkok's primary public transit modes to alleviate traffic congestion among many daily users. Regarding urban mobility, inclusivity is crucial. According to a 2016 World Bank report, by 2040, more than a quarter of the Thai population will be 65 or older. If the elderly could move around the city with greater ease, they would be able to participate more in society and have access to health care regardless of their age. However, news and reports demonstrated the BTS sky train's limited accessibility for persons with limited mobility. In this study, …
ศักยภาพของชุมชนในการพัฒนาชุมชนตามแผนผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ : กรณีศึกษา ชุมชนท่าเตียน กรุงเทพมหานคร, เขตนคร อภิเดชไพศาล
ศักยภาพของชุมชนในการพัฒนาชุมชนตามแผนผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ : กรณีศึกษา ชุมชนท่าเตียน กรุงเทพมหานคร, เขตนคร อภิเดชไพศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แผนผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ มีเป้าหมายส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและชุมชน โดยชุมชนท่าเตียนเป็นหนึ่งในพื้นที่ชุมชนเป้าหมายและจัดทำแนวทางการฟื้นฟูชุมชนที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ในขอบเขตพื้นที่ดำเนินการบริเวณพระบรมมหาราชวัง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของชุมชนที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาชุมชนที่สอดคล้องตามแผนผังแม่บทฯ เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางการพัฒนาชุมชนและแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับศักยภาพและข้อจำกัดของชุมชน โดยทำการรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจ การสังเกต การสัมภาษณ์และจัดการประชุมปฏิบัติการร่วมกับชาวชุมชน ผลจากการศึกษาแผนผังแม่บทฯ พบว่า ได้กำหนดท่าเตียนให้เป็นพื้นที่ชุมชนการค้าเดิมและฟื้นฟูการทำยาแผนโบราณ โดยจัดทำโครงการพื้นที่ย่านท่าเตียนมีทั้งสิ้น 6 โครงการ ส่วนผลจากการศึกษาศักยภาพและข้อจำกัดปัจจุบัน พบว่า ชุมชนท่าเตียนมีศักยภาพด้านกายภาพเป็นชุมชนในพื้นที่หัวแหวนกรุงรัตนโกสินทร์ และมีข้อจำกัดด้านกายภาพของโรงตลาดภายในชุมชนที่ทรุดโทรมกลายเป็นพื้นที่เก็บของ บดบังทัศนียภาพของกลุ่มอาคารภายในชุมชน ชุมชนมีจุดเด่นด้านศักยภาพด้านเศรษฐกิจเป็นชุมชนการค้าย่านการค้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา และศักยภาพด้านสังคมที่มีความสัมพันธ์การค้าลักษณะเป็นเครือญาติ ผลจากการประชุมปฏิบัติการร่วมกับชุมชน พบว่า สามารถกำหนดแนวทางการพัฒนาชุมชน 7 ประเด็น ภายใน 6 บริเวณชุมชน ได้แก่ การพัฒนาตลาดชุมชนกลางคืนบริเวณโรงตลาดภายในชุมชน-การพัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือนและการฟื้นฟูเอกลักษณ์บริเวณกลุ่มอาคารริมแม่น้ำเจ้าพระยา-การอนุรักษ์และสืบสานมรดกวัฒนธรรมชุมชนบริเวณถนนท้ายวังและซอยท่าเตียน-การพัฒนาการเข้าถึงชุมชนและการปรับปรุงเส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนบริเวณทางเดินภายในชุมชน และการพัฒนาเปิดวิถีชีวิตชุมชนการค้าบริเวณกลุ่มอาคารริมถนนมหาราช ผลจากการศึกษาศักยภาพกับแนวทางการพัฒนาชุมชน พบว่า ชุมชนมีศักยภาพการรวมกลุ่มของลักษณะกิจกรรมการค้าเดียวกันหรือการพึ่งพากัน ที่ส่งเสริมให้เกิดอิทธิพลทางความคิดหรือการกระทำไปในทิศทางเดียวกัน แต่มีข้อจำกัดของพื้นที่ประกอบกิจกรรมร่วมกันภายในชุมชน ที่จะส่งเสริมด้านเศรษฐกิจจากการขับเน้นด้านกายภาพของโครงการตามแผนผังแม่บทฯ ในพื้นที่ย่านท่าเตียน ดังนั้นจึงเสนอแนะให้ชุมชนนำพื้นที่อาคารริมแม่น้ำเจ้าพระยาและโรงตลาดมาพัฒนาเป็นพื้นที่ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกันของชุมชน โดยขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายนอก ในการดำเนินงานพัฒนาด้านกายภาพที่ชุมชนไม่สามารถดำเนินการเองได้ เพื่อช่วยสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ชุมชนตามศักยภาพของชุมชน
กลยุทธ์การตลาดในการพัฒนาอาคารชุดพักอาศัย การศึกษาเปรียบระหว่างสำนักงานขายและสื่อการตลาดดิจิทัล ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 กรณีศึกษา บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน) และ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จํากัด(มหาชน), เดือนเพ็ญ ปานช่วย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาเกี่ยวกับกลยุทธ์การตลาดในการพัฒนาอาคารชุดพักอาศัย ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 10 ปี(วิจัยกรุงศรี,2563) ต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อผู้บริโภคไม่สามารถเดินทางไปยังสำนักงานขายได้สื่อดิจิทัลจึงมีความสำคัญที่กระตุ้นให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ ปรับกลยุทธ์ อาทิ การทําการตลาดบนสื่อดิจิทัลด้วยการจองที่อยู่อาศัยไปจนถึงการปิดการขายออนไลน์โดยไม่เข้าชมห้องตัวอย่างจริง เกิดเป็นกลยุทธ์การตลาดรูปแบบใหม่ ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้ได้รวบรวมข้อมูลเปรียบเทียบการศึกษาเปรียบระหว่างสำนักงานขายและสื่อการตลาดดิจิทัล ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ จำนวน 2 บริษัท เป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาในครั้งนี้ โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการคัดแยกข้อความ สำคัญเชิงการปรับตัวในเนื้อความ และวิเคราะห์เปรียบเทียบในประเด็นของการเลือกใช้กลยุทธ์การปการตลาดเพื่อนำไปสู่ข้อสรุป ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลการศึกษากลยุทธ์ด้านการตลาดที่สำคัญของผู้ประกอบการใช้ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประเภทอาคารชุด เมื่อสื่อออฟไลน์ไม่สามารถเดินหน้าได้ โดยการตลาดดิจิทัลนับว่ามีความสำคัญมากถึงร้อยละ70 ผู้ประกอบการได้ให้ความสำคัญกับสำนักงานขาย ที่ร้อยละ 30 ในการสร้างความประทับใจ และให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อบริษัทและโครงการ ซึ่งเป็นปัจจัยในการตัดสินใจซื้อที่สำคัญ 2) สื่อการตลาดดิจิทัลอดีตนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการสื่อสารทางการตลาด ในช่วงเปรียบเทียบข้อมูลเท่านั้น แต่ในช่วงที่ผู้บริโภคยังคงมีความต้องการซื้ออาคารชุดในช่วงที่ไม่สามารถเข้าถึงตัวโครงการได้นั้น สื่อดิจิทัลมีบทบาทในการตัดสินใจซื้อ และกระบวนการในการตัดสินใจซื้ออย่างมากในช่วงวิกฤต ตั้งแต่เริ่ม สนใจซื้อเปรียบเทียบข้อมูล ตัดสินใจซื้อ จนกระทั้งหลังจากเกิดการซื้อขายแล้ว ไปจนถึงสามารถที่จะขายผ่านสื่อดิจิทัลได้เกือบร้อยละ 90 โดยไม่ต้องเดินทางมายังห้องตัวอย่าง ผู้ประกอบการเน้นกลยุทธ์การให้ความสำคัญการใช้สื่อดิจิทัลแบบผสมผสาน เส้นทางการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคยังคงมีความสัมพันธ์กันในลักษณะกลับไปกลับมาอยู่ตลอดเวลา 3) กลยุทธ์การปรับตัวที่ส่งผลต่อการทำการตลาดที่ต่างกัน และกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญในแต่ละปัจจัย ปัจจัยด้านอุปทานของอาคารชุดที่ล้นตลาด ผู้ประกอบการจึงมุ่งให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงการเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายมากที่สุด การให้มีความสำคัญต่อการปรับกลยุทธ์การตลาดรวมไปถึงการได้มาซึ่งยอดขาย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในสภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ปรับกลยุทธ์ด้านการตั้งราคาขายเพื่อตอบสนองกลุ่มผู้อยู่อาศัยจริง เน้นทำเลที่ตอบสนองกลุ่มผู้อยู่อาศัยจริง เน้นการทำสื่อการตลาดบนสื่อดิจิทัลในช่วงเวลาดังกล่าว ปัจจัยภายนอกเป็นตัวสำคัญที่สุด ในการกำหนดกลยุทธ์การปฏิบัติการขององค์กร โดยเฉพาะกิจกรรมทางการตลาด ซึ่งบางส่วนที่ผู้ประกอบการไม่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ การปรับตัวจำเป็นต้องเร็วตามบริบท เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในด้านของการตลาดดิจิทัล
แนวทางการแก้ปัญหาอุปทานส่วนเกินให้สอดคล้องกับอุปสงค์ด้านที่อยู่อาศัยของผู้ที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร กรณีศึกษาโครงการจัดสรร เขตอำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี, ฉมาวิทย์ แสนเวียงจันทร์
แนวทางการแก้ปัญหาอุปทานส่วนเกินให้สอดคล้องกับอุปสงค์ด้านที่อยู่อาศัยของผู้ที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร กรณีศึกษาโครงการจัดสรร เขตอำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี, ฉมาวิทย์ แสนเวียงจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาถึงอุปทานและอุปสงค์ที่อยู่อาศัยบริเวณนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ในเขตพื้นที่อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี และศึกษาถึงเหตุผลในการชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาอุปทานส่วนเกิน จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าในจังหวัดชลบุรีมีจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยในปี 2562 เพิ่มขึ้นถึง 28% และเพิ่มขึ้นทั้งในปี 2563 และ 2564 ในขณะเดียวกันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ส่งผลให้กำลังซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคมีปริมาณลดลงถึง -44.8% แต่ยังมีภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์และได้รับผลกระทบน้อยด้วย ผู้วิจัยจึงศึกษาอุปสงค์ในประเภทอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์นี้ ถึงความต้องการที่อยู่อาศัยและมีปัญหาข้อจำกัดอย่างไร ผลศึกษาข้างต้นจึงได้มาซึ่งผลการศึกษาถึงอุปทานและอุปสงค์ที่อยู่อาศัยบริเวณนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ในเขตพื้นที่อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรีนี้ พบว่า มีปริมาณหน่วยเหลือขายที่อยู่อาศัยทั้งหมด 3,168 หน่วย มีระดับราคา 900,000-4,200,000 บาท ซึ่งมีความสอดคล้องกับความสามารถในการกู้ของอุปสงค์ ทำเลที่ตั้งมีความสอดคล้องกับระยะเวลาการเดินทางไปทำงานของผู้ที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรม และผลการศึกษาด้านอุปสงค์ พบว่า เป็นกลุ่มที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยโดยตัดสินใจซื้อทันที และกลุ่มที่มีความต้องการซื้อแต่อยู่ระหว่างการชะลอการตัดสินใจ โดยมีเหตุผลในการชะลอการตัดสินใจซื้อส่วนใหญ่เป็นเหตุผลด้านการเงิน มีแนวทางข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น ปรับรูปแบบการจำหน่ายให้มีระบบผ่อนชำระตรงกับโครงการ การเสนอโปรโมชั่น ส่วนลดพิเศษ และการกู้ร่วม เป็นต้น
ปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งที่มีผลต่อราคาขายอาคารชุด ตามแนวรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร กรณีศึกษา รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย รถไฟฟ้าสายสีลมส่วนต่อขยาย และรถไฟฟ้าสายสีทอง, ชินปัญชร์ สุวรรณศรี
ปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งที่มีผลต่อราคาขายอาคารชุด ตามแนวรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร กรณีศึกษา รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย รถไฟฟ้าสายสีลมส่วนต่อขยาย และรถไฟฟ้าสายสีทอง, ชินปัญชร์ สุวรรณศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจัยด้านทำเลที่ตั้ง สาธารณูปโภค สาธารณูปการ และสิ่งอำนวยความสะดวกของเมืองเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาขายอาคารชุดพักอาศัย โดยเฉพาะการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมาก งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่ามีปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งใดบ้างที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาขายอาคารชุดในพื้นที่เชื่อมต่อฝั่งตะวันตกจากศูนย์กลางธุรกิจหลักของกรุงเทพมหานคร โดยใช้การวัดระยะห่าง หรือค่าคุณลักษณะของปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งมาศึกษากับราคาขายอาคารชุดจำนวน 47 โครงการด้วยวิธีทางสถิติศาสตร์ และวิเคราะห์เชิงพื้นที่ด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อหาทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพเหมาะสมในการพัฒนาโครงการอาคารชุดระดับราคาต่างๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งในพื้นที่ศึกษา สามารถจำแนกเป็นตัวแปรอิสระ 10 หมวดหมู่ รวมทั้งสิ้นจำนวน 28 ตัวแปร ซึ่งสามารถหาความสัมพันธ์ หรืออิทธิพลต่อราคาขายอาคารชุดด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุด้วยวิธี STEPWISE พบว่า ปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งที่มีอิทธิพลต่อราคาขายอาคารชุดมี 8 ปัจจัย เรียงตามอิทธิพลมากไปน้อยได้ดังนี้ ระยะห่างจากศูนย์กลางธุรกิจหลัก ศูนย์กลางธุรกิจรอง โรงพยาบาลขนาดกลาง สถานีรถไฟฟ้า ศูนย์การค้าภูมิภาคขนาดใหญ่ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลขนาดใหญ่ และโรงเรียนประถมศึกษา ตามลำดับ ซึ่งระยะห่างจากอาคารชุดพักอาศัยที่เพิ่มขึ้นทุก 1 เมตรของปัจจัยดังกล่าวส่งอิทธิพลต่อราคาขายอาคารชุดให้เปลี่ยนไป -20.746, +14.569, +17.059, -18.916, +8.330, +11.883, -17.411, -41.248 บาท ตามลำดับ จากนั้นจึงนำผลการศึกษานี้มาร่วมกันทำนายราคาขายอาคารชุดในระดับราคาต่างๆ โดยสร้างเป็นแผนที่แบบจำลองราคาขายอาคารชุดด้วยวิธี Weighted Overlay Technique พบว่าสามารถเสนอแนะทำเลเหมาะสมในการพัฒนาอาคารชุดพักอาศัยในสำหรับราคาต่างๆ ได้ และเมื่อวิเคราะห์ร่วมกับพื้นที่ศักยภาพเหมาะสมภายในขอบเขตการให้บริการของปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งในระดับศักยภาพเหมาะสมมากที่สุด ทำให้สามารถเสนอแนะทำเลพื้นที่ศักยภาพเหมาะสมในการเข้าถึงบริการของปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งของเมือง ในการพัฒนาโครงการอาคารชุดในระดับต่างๆ ได้ โดยภาพรวมบริเวณศักยภาพเหมาะสมสำหรับระดับราคาสูง 3 อันดับแรก คือ Super Luxury, Luxury และ high Class นั้นกระจุกตัวอยู่ย่านธุรกิจริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตคลองสานตามแนวรถไฟฟ้าสายสีทอง มีพื้นที่ศักยภาพเหมาะสมรวม 1.49644 ตารางกิโลเมตร และโครงการอาคารชุดระดับ Main Class เป็นระดับราคาขายที่มีสัดส่วนมากที่สุดในพื้นที่ศึกษา มีพื้นที่ 15.41064 ตารางกิโลเมตร ควรพัฒนาในบริเวณต่อเนื่องของรถไฟฟ้าสายสีลมในเขตธนบุรี กับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินในสถานีบางขุนนท์ สถานีจรัญสนิทวงศ์13 และสถานีท่าพระ จากผลการศึกษานำมาสู่ข้อเสนอแนะต่อผู้พัฒนาโครงการอาคารชุดว่าควรคำนึงถึงปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งทั้ง 8 ปัจจัยข้างต้นเนื่องจากส่งอิทธิพลทั้งเชิงบวก และเชิงลบต่อราคาขายอาคารชุดพักอาศัย และควรใช้แผนที่ทำเลศักยภาพเหมาะสมยังเป็นแนวทางในการตัดสินใจพัฒนาโครงการอาคารชุดในพื้นที่ให้มีความเหมาะสมกับระดับราคาต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงการบริการของปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งในระดับสูงที่สุด เพื่อให้โครงการที่เกิดขึ้นมีคุณภาพในการเป็นที่อยู่อาศัยที่ดีของเมือง อีกทั้งในด้านวิชาการ เสนอแนะให้นำการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มาช่วยในการศึกษาด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยมาแสดงผลให้เป็นรูปธรรม เพื่อช่วยให้ผู้พัฒนาเมืองสามารถเข้าใจถึงอิทธิพลของปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งต่อราคา และการพัฒนาที่อยู่อาศัย แสดงให้เห็นขอบเขตการให้บริการของสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และสิ่งอำนวยความสะดวกของเมืองในบริบทของพื้นที่ศึกษา เพื่อวางแผนพัฒนาพื้นที่อยู่อาศัยที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
การประเมินลักษณะสภาพแวดล้อมและการวางแผนที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุภายในโครงการกรณีศึกษาอาคารอยู่อาศัยรวมสำหรับผู้สูงอายุ 5 โครงการ, ณัชพล ชูถม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานการณ์ของผู้สูงอายุประเทศไทยใน พ.ศ. 2565 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลทำให้ต้องจัดเตรียมสถานที่ดูแลที่สามารถรองรับและเข้าถึงกลุ่มผู้สูงอายุ และจากการศึกษาประเภทที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่มีความต้องการพึ่งพิงบุคคลอื่นในประเทศไทยพบว่ามี 4 ประเภทคือ ไม่ต้องการพึ่งพิง, กึ่งพึ่งพิง, ต้องพึ่งพิง และระยะสุดท้าย โดยส่วนใหญ่จะเน้นการพัฒนาโครงการประเภทอยู่อย่างไม่ต้องการพึ่งพิง (Independent Living : IL) ซึ่งโครงการดังกล่าวสามารถรองรับภาวะพึ่งพิงของผู้สูงอายุได้แค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และปัญหาคือเมื่อผู้สูงอายุเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงในลำดับถัดไปมากขึ้น ผู้สูงอายุภายในโครงการประเภทดังกล่าวก็มีความจำเป็นที่จะต้องหาสถานที่ใหม่ หรือปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายในพื้นที่เดิมให้มีความเหมาะสมต่อภาวะพึ่งพิงของผู้สูงอายุต่อไป ประเด็นดังกล่าวจึงกลายเป็นที่มาสำคัญของการศึกษาในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมในปัจจุบันและการวางแผนที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุในอนาคต เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขข้อจำกัดสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับภาวะพึ่งพิงในปัจจุบัน รวมถึงหาแนวทางการพัฒนาที่พักอาศัยผู้สูงอายุในอนาคตให้มีความเหมาะสมกับบริบทสังคมผู้สูงอายุไทย กลุ่มตัวอย่างจะศึกษาจากผู้อยู่อาศัยภายในโครงการ, ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางโครงการ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อหาข้อสรุปเชิงเสนอแนะ โดยวิธีการเก็บข้อมูลจะใช้วิธีการเก็บแบบสอบถาม, แบบสำรวจ และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีกรณีศึกษาในงานวิจัยนี้จำนวน 5 โครงการ ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ระบุว่าสภาพแวดล้อมในปัจจุบันมีปัญหา มีข้อจำกัด และอุปสรรคที่ไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน โดยแต่ละโครงการจะมีข้อจำกัดในการใช้งานที่แตกต่างกันไปในแต่ละลำดับ และประเด็นปัญหาที่พบเหมือนกันแต่ลำดับแตกต่างกันได้แก่ประเด็นเรื่อง พรมเช็ดเท้า, พื้นที่เก็บ/ใส่รองเท้า และการแบ่งพื้นที่ส่วนเปียกและแห้งภายในห้องน้ำ จึงเสนอแนะแนวทางการปรับสภาพแวดล้อมตามคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ, แนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน และข้อกำหนดหรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง การวางแผนที่พักอาศัยเบื้องต้นพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่วางแผนอาศัยอยู่ภายในพื้นที่เดิม โดยถ้าหากจะต้องพึ่งพิงเพิ่มมากขึ้นในอนาคตมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนจากอาศัยอยู่ที่เดิมลดลงเป็นย้ายออกเพิ่มมากขึ้น โดยในมุมมองของผู้ประกอบการส่วนใหญ่คิดเห็นว่าการพัฒนาที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุในอนาคตควรจะอยู่ในสถานที่ หรืออยู่ภายในโครงการเดียวกันเพื่อที่จะสามารถดูแลผู้สูงอายุได้อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมและครบวงจร
กระบวนการจัดการแหล่งพักอาศัยเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน: กรณีศึกษา หมู่บ้านคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช, ณิชกานต์ ภัททิยากูล
กระบวนการจัดการแหล่งพักอาศัยเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน: กรณีศึกษา หมู่บ้านคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช, ณิชกานต์ ภัททิยากูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หมู่บ้านคีรีวง มีวิถีชีวิตที่สงบและมีสังคมแบบเครือญาติ ถึงแม้ว่าเคยประสบกับภัยพิบัติในอดีตหลายครั้งแต่ชุมชนสามารถพลิกฟื้นกลับคืนมาได้ด้วยการพึ่งพาซึ่งกันและกัน จนได้รับการยอมรับว่าเป็นชุมชนเข้มแข็ง มีอาชีพหลักคือการทำสวนผลไม้ผสม นอกฤดูกาลผลไม้ชาวบ้านมีการรวมตัวกันตั้งกลุ่มอาชีพที่เกิดจากทรัพยากรในชุมชน ในขณะเดียวกันชาวบ้านได้นำบ้านพักอาศัยมาปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงเป็นโฮมสเตย์ เกิดรายได้สู่ครัวเรือน จนกลายเป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และได้รับรางวัลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำมาสู่วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางกายภาพของที่พักอาศัยให้เป็นโฮมสเตย์ เพื่อให้ทราบถึงรูปแบบการพักอาศัย การปรับปรุงที่พักอาศัยให้เป็นโฮมสเตย์ ศึกษาแนวคิดด้านการจัดการด้านแหล่งพักอาศัย และกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ผลการศึกษาพบว่าองค์ประกอบที่ทำให้ชุมชนคีรีวงนำไปสู่ความยั่งยืนได้นั้นเป็นการประสานความร่วมมือกันระหว่าง ผู้นำ ชาวบ้าน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยชาวบ้านมีการปรับเปลี่ยนที่พักอาศัยเป็นโฮมสเตย์ ตามลักษณะการใช้พื้นที่ภายในบ้านระหว่างเจ้าบ้านและนักท่องเที่ยว มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับสมาชิกในครอบครัวและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว มีกิจกรรมที่รองรับกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม เช่น กิจกรรมร่วมกับวิสาหกิจชุมชน กิจกรรมที่ศึกษาวิถีชีวิตและการผจญภัยธรรมชาติ ผู้นำชุมชนมีหน้าที่ประสานการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน หรือองค์กรการพัฒนาอื่น ๆ และคนในชุมชน รวมถึงเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ โดยกระบวนการดังกล่าวเกิดจากการร่วมมือและบูรณาการจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้นำชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ชาวบ้าน นำมาซึ่งแนวคิดในการพึ่งพาอาศัยกันของชุมชน สามารถสรุปเป็นแนวทางให้ตอบโจทย์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้ คือ 1.สร้างอัตลักษณ์ผ่านตัวตนชุมชน 2.สร้างความรู้สึกความเป็นเจ้าของให้คนในชุมชน 3.สร้างการเชื่อมโยงโฮมสเตย์กับการท่องเที่ยวในรูปแบบต่าง ๆ 4.สร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยว กระบวนการจัดการของชุมชนกลายเป็นความยั่งยืนได้นั้นเกิดจากการประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่มีการทำความเข้าใจถึงแผนงานกับคนในชุมชนตั้งแต่ต้น เพราะคนคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ชุมชนคีรีวงมีความเข้มแข็งและสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืนต่อไป
แนวคิดการจัดการรูปแบบสิทธิการพักอาศัยในโครงการที่พักอาศัย ผู้สูงอายุในประเทศไทย ( กรณีศึกษากลุ่มยังแฮปปี้ ), ธนาภรณ์ ภานุมาตย์
แนวคิดการจัดการรูปแบบสิทธิการพักอาศัยในโครงการที่พักอาศัย ผู้สูงอายุในประเทศไทย ( กรณีศึกษากลุ่มยังแฮปปี้ ), ธนาภรณ์ ภานุมาตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานการณ์ของผู้สูงอายุในประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2565 ดังนั้นการเตรียมความพร้อมในการรองรับสังคมของผู้สูงอายุ จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันในทุกๆภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น ด้านเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม สุขภาพ สังคมและแนวทางแก้ไขปรับเปลี่ยนรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและที่พักอาศัยให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ รัฐบาลจึงได้ออกมาตราการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ในด้านต่างๆรวมถึง การสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) ทำให้มีการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน โดยโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อผู้สูงอายุจะมีรูปแบบในการซื้อการเช่าและเข้าพักอาศัยแตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็นแบบ , ขายขาด , เช่าระยะยาว 30 ปี , การเช่าอยู่แบบรายเดือนและดูแลผู้สูงวัยแบบรายวัน จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นนี้ผู้วิจัยจึงสนใจในเรื่องสิทธิการเข้าพักอาศัยในรูปแบบที่แตกต่างกัน จึงกลายมาเป็นที่มาของการศึกษา แนวคิดการจัดการรูปแบบสิทธิการพักอาศัยในโครงการที่พักอาศัยผู้สูงอายุในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เลือกที่จะซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ประเภทโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณและเลือกสิทธิการเข้าพักอาศัยในโครงการผู้สูงอายุ ในรูปแบบรายเดือน และรูปแบบเช่าระยะยาวตลอดชีวิต โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกสิทธิการพักอาศัยในโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุคือราคาของที่พักอาศัยและเงื่อนไขในการเข้าพัก จึงเสนอแนะแนวทางการจัดการรูปแบบสิทธิการพักอาศัยในมุมมองของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ คิดเห็นว่าควรมีสิทธิการเข้าพักหลายรูปแบบในโครงการเดียวเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถเลือกให้เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุดและเพิ่มสวัสดิการเพื่อผู้สูงอายุให้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงที่พักอาศัยในโครงการได้มากขึ้นและเพิ่มโอกาสทางการตลาดกับผู้พัฒนาโครงการ
แนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในโครงการหมู่บ้านจัดสรร : กรณีศึกษาบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน), พรรณโศภิษฐ์ วรคุตตานนท์
แนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในโครงการหมู่บ้านจัดสรร : กรณีศึกษาบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน), พรรณโศภิษฐ์ วรคุตตานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในหมู่บ้านจัดสรร ต้องเสียภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ซึ่งในหมู่บ้านจัดสรรมีพื้นที่ที่ต้องเสียภาษีอยู่ 2 ส่วน คือ ส่วนแปลงจำหน่ายและสาธารณูปโภคส่วนกลาง แปลงจำหน่ายเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นเป็นผู้คำนวณภาษี ซึ่งมีอัตราการจัดเก็บที่แน่นอน แต่จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า สาธารณูปโภคส่วนกลางมีการตีความในหลายลักษณะจนส่งผลต่อการจัดเก็บภาษี จึงนำมาซึ่งวัตถุประสงค์ในการศึกษารายละเอียดของปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากความไม่ชัดเจนดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายได้กำหนดยกเว้นภาษีสำหรับที่ดินที่เป็นที่ตั้งสาธารณูปโภคส่วนกลางซึ่งจดแจ้งว่าเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรร และกำหนดให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เป็นแปลงจำหน่ายที่ยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรต้องเสียภาษีตามลักษณะการใช้ประโยชน์ประเภทอื่นๆ เริ่มต้นที่ร้อยละ 0.3 ของราคาประเมิน แต่นอกเหนือจากพื้นที่ดังกล่าวกฎหมายไม่ได้กำหนดรายละเอียดการเสียภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างส่วนอื่นๆ ของหมู่บ้านจัดสรรไว้ ส่งผลให้เกิดการเรียกเก็บภาษีในอัตราที่แตกต่างกัน สรุปได้ว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดจาก (1) การใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ทำหน้าที่ในการจัดเก็บภาษี ซึ่งมีสาเหตุมาจากการความไม่ชัดเจนของกฎหมาย ส่งผลให้ผู้เสียภาษีเกิดความสับสน ขาดหลักเกณฑ์ในการอ้างอิง (2) ระยะเวลาในการดำเนินโครงการของแต่ละขนาดโครงการ ทำให้เกิดภาระภาษีต่อผู้ประกอบการ เนื่องจากกฎหมายกำหนดลดอัตราภาษีให้แก่ผู้ประกอบการเพียง 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุญาตจัดสรรเท่านั้น และ (3) เกิดจากรูปแบบหมู่บ้านจัดสรรที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายจัดสรรเก่า คือ ปว. 286 มีความแตกต่างจากโครงการที่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. จัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ส่งผลให้เกิดภาระภาษีต่อผู้ประกอบการ
คุณลักษณะของที่พักนักท่องเที่ยว ประเภทรีสอร์ท ที่สอดคล้องกับพื้นที่สวนยกร่อง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม, พงศ์พัฒน์ สัตยาพันธ์
คุณลักษณะของที่พักนักท่องเที่ยว ประเภทรีสอร์ท ที่สอดคล้องกับพื้นที่สวนยกร่อง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม, พงศ์พัฒน์ สัตยาพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาที่รีสอร์ทในพื้นที่สวนยกร่องมีการพัฒนาที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีศักยภาพอย่างจังหวัดสมุทรสงคราม งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาแนวคิดและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สอดคล้องกับพื้นที่สวนยกร่อง มีขอบเขตพื้นที่ศึกษา ในอ.อัมพวา ต.อัมพวา และต.สวนหลวงจำนวน 47 โครงการ โดยศึกษาตามวัตถุประสงค์ 1.รูปแบบทางกายภาพ 2.คุณลักษณะทางกายภาพ 3.มูลเหตุสำคัญของการพัฒนารีสอร์ทในพื้นที่สวนยกร่อง ใช้วิธีการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์ การสำรวจ และการสร้างหลักเกณฑ์การประเมิน รวมทั้งคัดเลือกกรณีศึกษา 4 โครงการ ที่ได้คะแนนมากที่สุดในแต่ละกลุ่มคือ ขนาดใหญ่ กลาง เล็ก และ 1 โครงการ ที่ได้คะแนนน้อยที่สุด ผลการศึกษาพบว่า หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการศึกษามี 3 หลักเกณฑ์หลัก 20 หลักเกณฑ์รองคือ ด้านการเลือกที่ตั้ง การวางผัง และการออกแบบสถาปัตยกรรม โดยมีผลการประเมินดังนี้ รีสอร์ทที่มีคุณลักษณะสอดคล้องกับพื้นที่สวนยกร่องน้อย ร้อยละ 53 ของรีสอร์ททั้งหมด เป็นผลมาจากผู้ประกอบการรีสอร์ทยังขาดความรู้ความเข้าใจในพื้นที่ มีการพัฒนาโครงการตามรูปแบบสมัยใหม่ พบมูลเหตุสำคัญ คือเจ้าของโครงการเป็นนักลงทุนจากนอกพื้นที่ จึงมุ่งเน้นด้านผลประกอบการเป็นหลัก ซึ่งต่างจากรีสอร์ทที่มีคุณลักษณะสอดคล้องกับพื้นที่สวนยกร่องมากร้อยละ 47 ของรีสอร์ททั้งหมด เจ้าของโครงการมีความรู้ความเข้าใจในพื้นที่ จึงส่งผลให้มีการเลือกที่ตั้ง การวางผังที่สอดคล้องกับพื้นที่สวนยกร่องโดยไม่มีการถมดินหรือทำให้ระบบนิเวศในพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และยังออกแบบอาคารที่คงรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิม พบมูลเหตุที่คล้ายคลึงกันทั้ง 3 โครงการ คือ เจ้าของถือกำเนิดในพื้นที่ เป็นผู้สืบทอดมรดกในที่ดิน จึงเห็นคุณค่าของระบบนิเวศน์สวนยกร่องอย่างถ่องแท้ รวมทั้งยังคงหาราย 2 ทาง จากที่ดินผืนนี้ ด้วยการทำเกษตรและรีสอร์ท ข้อเสนอแนะ 1.ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาลงทุนและที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ควรศึกษากฎหมาย ข้อบังคับ เทศบัญญัติ ควรศึกษา ความเป็นมาความสำคัญของพื้นที่ และศึกษารูปแบบทางกายภาพของรีสอร์ทในปัจจุบันที่สอดคล้องกับระบบนิเวศสามน้ำ และระบบนิเวศสวนยกร่องเพื่อสามารถใช้ระบบนิเวศสวนยกร่องเป็นจุดขาย 2.หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรติดตามแก้ไขรีสอร์ทที่ยังไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้พิจารณาหลักเกณฑ์เพิ่มเติมที่ไม่ได้ระบุไว้ในกฎหมาย ให้ภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรนำเสนอรีสอร์ทตัวอย่างที่มีคุณลักษณะสอดคล้องกับพื้นที่สวนยกร่อง เพื่อเป็นแนวทางให้กับนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์
กลยุทธ์การปรับตัวต่อสถานการณ์โควิด-19 ของผู้ประกอบการโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการสถานกักกันโรคแห่งรัฐทางเลือกระดับท้องที่ (Alq) ในจังหวัดภูเก็ต, มาริษา กุลพัฒนโสภณ
กลยุทธ์การปรับตัวต่อสถานการณ์โควิด-19 ของผู้ประกอบการโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการสถานกักกันโรคแห่งรัฐทางเลือกระดับท้องที่ (Alq) ในจังหวัดภูเก็ต, มาริษา กุลพัฒนโสภณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภูเก็ตถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่สร้างรายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวเป็นหลักและได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การปรับตัวเข้าร่วมสถานกักกันโรคแห่งรัฐทางเลือกระดับท้องที่ หรือ Alternative Local Quarantine (ALQ) จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของธุรกิจโรงแรมในภูเก็ต โดยงานวิจัยนี้มุ่งศึกษากลยุทธ์การปรับตัวของโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการสถานกักกันโรคแห่งรัฐทางเลือกระดับท้องที่ (ALQ) ในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 28 แห่ง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเว็ปไซต์ของโรงแรมและเว็ปไซต์ OTA ตั้งแต่มกราคม ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2564 รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการโรงแรมกรณีศึกษา 4 แห่ง และวิเคราะห์เปรียบเทียบในประเด็นกลยุทธ์การปรับตัวจากการถอดเทปคำสัมภาษณ์เพื่อวิเคราะห์คำสำคัญ และนำไปสู่ข้อสรุป ผลการศึกษาพบว่า 1) เหตุสำคัญที่ผู้ประกอบการโรงแรมตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ ALQ คือ เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับองค์กรและฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่น 2) ลักษณะของโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการ มีทำเลใกล้กับชายหาด มีความพร้อมทั้งสถานที่ บุคลากรและการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนโรงแรมให้เป็น ALQ 3) กลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการโรงแรมกรณีศึกษา นิยมเลือกใช้ในช่วงวิกฤต มีดังนี้ (1) การวางแผนการตลาด เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจ ด้วยการเข้าร่วมโครงการ ALQ และดำเนินธุรกิจแบบผสมหรือไฮบริด เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย และปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับภาวะวิกฤต และ นโยบายของรัฐ อาทิ การเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายหันมาเน้นชาวไทยจากโครงการเราเที่ยวด้วยกัน และ กลุ่มเข้าพักระยะยาวจากการกักตัว การลดราคาห้องพัก เฉลี่ยร้อยละ 29.5 (โรงแรมบริหารเครือข่าย ร้อยละ 44 และ โรงแรมบริหารอิสระ ร้อยละ 15) (2) การบริหารด้านการเงิน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับองค์กร ด้วยการ ปิดให้บริการชั่วคราว ร้อยละ 26.5 (โรงแรมบริหารเครือข่าย ร้อยละ 26 และ โรงแรมบริหารแบบอิสระ ร้อยละ 16) และการควบคุมต้นทุนด้านบุคลากร อาทิ การจ่ายเงินเดือนแบบยืดหยุ่นตามตำแหน่งและหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การงดรับพนักงานเพิ่มเติม และใช้การปรับเปลี่ยนตำแหน่งแทนการจ้างพนักงานใหม่ และ (3) การปรับปรุงด้านกายภาพใหม่ โดยแยกพื้นที่ให้บริการผู้กักตัว ALQ ออกจากพื้นที่อื่นอย่างชัดเจน ทั้งการแยกห้องพัก แยกอาคาร เพื่อให้บริการผู้กักตัวโดยเฉพาะ หรือ การใช้ฉากหรือรั้วกั้น เพื่อแบ่งพื้นที่การใช้งาน ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงลักษณะทางกายภาพของโรงแรมเป็นหลัก การกำหนดเส้นทางการสัญจรใหม่ โดยคำนึงถึงการปนเปื้อนของเชื้อโรคให้น้อยที่สุด …
โอกาสและข้อจำกัดของการขายอสังหาริมทรัพย์ด้วยสกุลเงินดิจิทัล: กรณีศึกษาบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, สิรภูมิ มีสวัสดิ์
โอกาสและข้อจำกัดของการขายอสังหาริมทรัพย์ด้วยสกุลเงินดิจิทัล: กรณีศึกษาบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, สิรภูมิ มีสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การขายอสังหาริมทรัพย์ด้วยสกุลเงินดิจิทัลเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีการเงิน และการมองหาโอกาสสร้างผลกำไรจากการขายในรูปแบบใหม่ของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการเปิดรับโอนธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัลผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ จากผู้บริโภคสู่ผู้ประกอบการโดยตรง งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวคิดการขายลักษณะโครงการที่นำมาขาย กระบวนการขาย ความเสี่ยงจากราคาสกุลเงินดิจิทัลที่ผันผวน และโอกาส ข้อจำกัดของการขายอสังหาริมทรัพย์ด้วยสกุลเงินดิจิทัล โดยทำการศึกษากลุ่มผู้ให้ข้อมูลทั้ง 3 กลุ่มจากกลไกการขายอสังหาริมทรัพย์ด้วยสกุลเงินดิจิทัล ประกอบด้วย ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และหน่วยงานรัฐ เอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยการรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลสรุปเนื้อหาที่สำคัญ สู่การสรุปบทเรียนของโอกาส และข้อจำกัดที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบว่า 1) แนวคิดการขายเกิดขึ้นเป็นการเพิ่มช่องทางการขาย การทำการตลาด และเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคใหม่ซึ่งเป็นกลุ่ม Gen Y ส่วนใหญ่ 2) ลักษณะโครงการที่เปิดขายเป็นการนำโครงการเดิมภายใต้แบรนด์ของบริษัทมาเปิดขายด้วยสกุลเงินดิจิทัลตามปกติ ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการในระดับ Economy-Main Class ทั้งโครงการแนวราบ และแนวดิ่ง ซึ่งผู้บริโภคสามารถชำระได้ทุกกระบวนการขายด้วยสกุลเงินดิจิทัล หรือสกุลเงินบาทร่วมกันได้ 3) ก่อนการเปิดรับสกุลเงินดิจิทัลผู้ประกอบการจะต้องเลือกรับสกุลเงินดิจิทัลที่มีความผันผวนต่ำ และเป็นที่นิยมในตลาดสกุลเงินดิจิทัล และเมื่อผู้ประกอบการรับสกุลเงินดิจิทัลจากผู้บริโภคแล้วนั้น ผู้ประกอบการจะต้องทำการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินบาทโดยทันที เพื่อเลี้ยงความเสี่ยงจากราคาสกุลเงินดิจิทัลที่ผันผวน ทั้งนี้ความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จะส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะกระทบราคาสกุลเงินดิจิทัล และตลาดอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน 4) การขายอสังหาริมทรัพย์ด้วยสกุลเงินดิจิทัลเป็นการสร้างแรงจูงใจในการชำระเงินอีกช่องทางของผู้บริโภค และสร้างสภาพคล่องทางการเงินในบริษัท ด้วยการเข้าถึงแหล่งเงินสกุลเงินดิจิทัลจากทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อกับสกุลเงินดิจิทัลก็ยังไม่เปิดโอกาสให้ใช้งานในภาคธุรกิจได้อย่างเต็มที่ และสกุลเงินนี้ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประชาชนส่วนใหญ่ การวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ด้วยสกุลเงินดิจิทัลนั้น ถือเป็น “โอกาสในการสร้างผลตอบแทนทางการเงินรูปแบบใหม่” ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์กับกลุ่มลูกค้าใหม่ แหล่งเงินที่เกิดขึ้นรูปแบบใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยผลการศึกษาจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการที่สนใจขายอสังหาริมทรัพย์ด้วยสกุลเงินดิจิทัล และผู้บริโภคที่สนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ด้วยสกุลเงินดิจิทัล
กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กที่พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบในเขตกรุงเทพมหานคร, สุธาสินี สุวรรณวลัยกร
กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กที่พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบในเขตกรุงเทพมหานคร, สุธาสินี สุวรรณวลัยกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กเป็นกลุ่มธุรกิจที่ต้องเผชิญอุปสรรค ปัญหา และการแข่งขันกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ แต่กลับเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีจำนวนมาก มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ และมีความสามารถในการแข่งขันสูง บทความนี้จึงมุ่งศึกษากลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ รวมถึงภูมิหลังองค์กร โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 4 บริษัท จำแนกเป็นบริษัทรูปแบบครอบครัว และบริษัทรูปแบบที่ไม่ใช่ครอบครัว และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์คำสำคัญและเปรียบเทียบ ผลการศึกษาพบว่า 1) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กที่เน้นการพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครส่วนมากเป็นบริษัทอายุไม่เกิน 15 ปีซึ่งมีจำนวนสูงถึง 63.4% 2) จุดเริ่มต้นของธุรกิจขนาดเล็ก ได้แก่ การเล็งเห็นความเป็นไปได้ของตลาด การมีที่ดินเดิม การมีเงินทุน การมีภูมิหลังและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจ และความชื่นชอบในผลิตภัณฑ์บ้านแนวราบตามลำดับ 3) จากกรณีศึกษาพบว่าบริษัทรูปแบบครอบครัวมีทีมผู้บริหารที่มีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติทั้งรูปแบบที่ไม่ได้มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน และรูปแบบที่แบ่งตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ส่วนบริษัทรูปแบบที่ไม่ใช่ครอบครัวมีทีมผู้บริหารแบ่งตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยความชำนาญที่พบร่วมกันอย่างมีนัยยะสำคัญ คือ การแบ่งหน้าที่เฉพาะด้านที่ดิน ด้านการตลาด และด้านการออกแบบก่อสร้าง 4) บริษัทรูปแบบครอบครัวและบริษัทรูปแบบที่ไม่ใช่ครอบครัวต่างมีกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจและโครงสร้างองค์กรที่มีเอกลักษณ์ อยู่รอด และสร้างผลกำไรได้ 5) กลยุทธ์การแข่งขันบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กที่สำคัญ คือ กลยุทธ์ความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ (Differentiation) กลยุทธ์ความเป็นผู้นำด้านต้นทุน (Cost Leadership) และกลยุทธ์การสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม (Focus) 6) ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทขนาดเล็กแข่งขันได้ คือ กลยุทธ์ความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่งผลให้สถาปัตยกรรมบ้านพักอาศัยในโครงการของบริษัทขนาดเล็กมีเอกลักษณ์ มีความโดดเด่นและแตกต่าง จนสามารถสร้างชื่อเสียง ดึงดูดผู้บริโภคสมัยใหม่ และปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว งานวิจัยฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินธุรกิจของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กรูปแบบครอบครัวและรูปแบบที่ไม่ใช่ครอบครัว หัวใจสำคัญคือการเลือกใช้กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่เหมาะสมกับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจและภูมิหลัง โดยเฉพาะด้านที่ดิน การตลาด การออกแบบ และการเงิน ซึ่งผลการวิจัยจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็ก และหน่วยงานที่กำหนดนโยบายส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดเล็กมีความเข้มแข็งและมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่อไป
การก่อสร้างบ้านโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปขนาดเล็ก ระหว่างปี พ.ศ.2563-2564: กรณีศึกษา 4 บริษัท, สุรเดช ผูกจีน
การก่อสร้างบ้านโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปขนาดเล็ก ระหว่างปี พ.ศ.2563-2564: กรณีศึกษา 4 บริษัท, สุรเดช ผูกจีน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันผู้พัฒนางานก่อสร้างได้คิดวิธีการก่อสร้าง เพื่อควบคุมระยะเวลาและคุณภาพของงานก่อสร้าง เช่น การก่อสร้างที่ใช้ชิ้นส่วนสำเร็จรูป รวมทั้งการก่อสร้างบ้านหรืออาคารสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงงาน หลังจากนั้นจึงขนส่งมาติดตั้งในพื้นที่ก่อสร้าง จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า มีผู้ประกอบการที่ผลิตบ้านสำเร็จรูปโดยใช้โครงสร้างเหล็กหลายราย โดยผู้ประกอบการรายใหญ่มีเครื่องจักรทันสมัย ผลิตบ้านสำเร็จรูปจากโรงงานและขนส่งมาติดตั้งประกอบเป็นบ้าน แต่ยังมีผู้ประกอบการบางรายที่ไม่มีเครื่องจักรที่ทันสมัย จึงทำให้วิธีการในการผลิต หรือเลือกใช้วัสดุในการผลิตบ้านสำเร็จรูปมีความแตกต่างกันและยังไม่มีมาตรฐานการก่อสร้างที่ชัดเจนโดยเฉพาะบ้านโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปขนาดเล็ก ดังนั้นจึงมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษา ขั้นตอนการประกอบและขั้นตอนติดตั้งบ้านโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปขนาดเล็ก โดยอาศัยข้อมูลจากการสัมภาษณ์และการสังเกต 4 บริษัทที่ดำเนินงานเป็นกรณีศึกษา จากการศึกษาพบว่า การดำเนินงานที่โรงงาน มีขั้นตอนการประกอบซึ่งแบ่งออกตามงานเป็น 8 ประเภท คือ งานโครงสร้างเหล็ก งานระบบ งานผนัง งานมุงหลังคา งานฝ้าเพดาน งานพื้น งานประตู-หน้าต่าง และงานห้องน้ำ แต่ละบริษัทใช้ระยะเวลา 9-18 วัน หรือคิดเป็นจำนวนชั่วโมงแรงงาน 262-576 ชั่วโมง-คน โดยพบว่าโครงสร้างจะเป็นเหล็กรูปพรรณที่มีขนาดต่างกัน ผนังมีการใช้ไฟเบอร์ซีเมนต์และแผ่น ISOWALL งานมุงหลังคาใช้ แผ่นเมทัลชีท แผ่น ISOWALLและแผ่น Shingle Roof ในการดำเนินงานในพื้นที่ก่อสร้าง มีขั้นตอนการติดตั้ง ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ งานฐานราก งานยกติดตั้งบ้าน งานห้องน้ำ และงานระบบ แต่ละบริษัทใช้ระยะเวลา 1-5 วันหรือคิดเป็นจำนวนชั่วโมงแรงงาน 25-101 ชั่วโมง-คน ดังนั้นระยะเวลารวมของขั้นตอนการประกอบและขั้นตอนการติดตั้งบ้านสำเร็จรูปโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปขนาดเล็ก จะมี 10 ประเภทงาน ใช้ระยะเวลา 10-23 วัน หรือจำนวนแรงงานทั้งหมด 312-617 ชั่วโมง-คน โดยการใช้วัสดุที่แตกต่างกันในส่วนงานผนังและงานมุงหลังคา ทำให้งานโครงสร้างเหล็กใช้ระยะและจำนวนแรงงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าโครงสร้างฐานรากมี 2 แบบ คือ เทพื้นคอนกรีตหล่อในที่และใช้เสาเข็มโดยบริษัทที่ใช้เสาเข็มจะยกพื้นสูงจากพื้นดิน ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะสมและการระบายน้ำสะดวกมากกว่าการเทพื้นคอนกรีตติดกับระดับดิน
การใช้งานมรดกวัฒนธรรมประเภทอาคารจากกระบวนการส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่เมืองเก่า กรณีศึกษาย่านท่าวัง จังหวัดนครศรีธรรมราช, ปัญญาภรณ์ สมบัตินิมิตร
การใช้งานมรดกวัฒนธรรมประเภทอาคารจากกระบวนการส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่เมืองเก่า กรณีศึกษาย่านท่าวัง จังหวัดนครศรีธรรมราช, ปัญญาภรณ์ สมบัตินิมิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันแนวคิดเมืองสร้างสรรค์ได้กลายเป็นแรงผลักดันหลักในการพัฒนาเมือง มีการแข่งขันกันเพื่อดึงดูด รักษาและสร้างกลุ่มมวลชนสร้างสรรค์ (Florida, 2004) เนื่องจากกลุ่มมวลชนสร้างสรรค์ (Creative Class) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อีกปัจจัยที่สำคัญคือการสร้างคุณค่าจากวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความแตกต่าง การพัฒนาเมืองสร้างสรรค์จึงต้องมีการให้ความสำคัญกับมรดกวัฒนธรรม ศิลปะ และอัตลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น (พีรดร แก้วลาย และ ทิพย์สุดา จันทร์แจ่มหล้า, 2013) ย่านท่าวัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นย่านที่เต็มไปด้วยมรดกวัฒนธรรมที่มีคุณค่าและเริ่มมีการรวมกลุ่มของมวลชนสร้างสรรค์เพื่อจัดกิจกรรมสร้างสรรค์และทำให้เกิดการใช้งานอาคารมรดกวัฒนธรรมมากขึ้น มีแนวโน้มพัฒนาไปสู่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในย่านเก่าที่มีประวัติศาสตร์ จึงดำเนินการศึกษาเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในย่าน การใช้งานมรดกวัฒนธรรมเพื่อกิจกรรมสร้างสรรค์ และการรับรู้คุณค่าของมรดกวัฒนธรรมจากกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่ ด้วยการรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจและการสัมภาษณ์ เพื่อนำมาวิเคราะห์การเป็นสถานที่สร้างสรรค์ (Creative Places) และการรับรู้คุณค่ามรดกวัฒนธรรมของประชาชนที่เกิดขึ้น และหาความเป็นไปได้ในการพัฒนาสู่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ผลการศึกษา พบว่าอาคารมรดกวัฒนธรรมที่ถูกใช้งานในกิจกรรมสร้างสรรค์มากที่สุด คือ อาคารประเภทเรือนแถว และมีคุณสมบัติสอดคล้องกับการเป็นสถานที่สร้างสรรค์ (Creative Place) ในด้านความน่าอยู่จำนวน 12 อาคาร ซึ่งมากที่สุด แต่ยังขาดคุณสมบัติด้านนวัตกรรม การเชื่อมต่อและการปฏิสัมพันธ์ โดยอาคารที่มีคุณสมบัติมากข้อที่สุด ได้แก่ อาคารนาครบวรรัตน์หรือบวรบาร์ซาร์ บ้าน JILL art space และยงคังคาเฟ่ ซึ่งอาคารทั้งสามได้รับการปรับเปลี่ยนการใช้งานไปอย่างถาวรทำให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตปัจจุบัน ดังนั้น การปรับปรุงฟื้นฟูอาคารเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ภายในย่าน ผลการศึกษาการรับรู้คุณค่าของมรดกวัฒนธรรมจากกิจกรรมสร้างสรรค์ของประชาชนทั่วไปด้วยแบบสอบถาม พบว่ามีการรับรู้คุณค่าด้านความงามมากที่สุด เนื่องจากเป็นคุณค่าที่มองเห็น รับรู้และเข้าใจได้ง่าย ส่วนคุณค่าด้านประวัติศาสตร์มีการรับรู้มากในอาคารนาครบวรรัตน์หรือบวรบาร์ซาร์ และบ้านขุนบวร ซึ่งกิจกรรมสร้างสรรค์ที่จัดขึ้นในอาคารดังกล่าวนำเสนอความดั้งเดิมของพื้นที่ ทำให้เข้าใจวิถีชีวิตและสภาพสังคมในอดีตมากกว่าอาคารมรดกวัฒนธรรมอื่น ๆ ดังนั้น การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับคุณค่าด้านต่าง ๆ ของอาคาร ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์สามารถรับรู้คุณค่าในอาคารมรดกวัฒนธรรมมากขึ้น
องค์ประกอบและการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์วัฒนธรรม ในพื้นที่ทะเลน้อยและทะเลสาบสงขลา จังหวัดพัทลุง, ริณรนินณ์ สิริพันธะสกุล
องค์ประกอบและการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์วัฒนธรรม ในพื้นที่ทะเลน้อยและทะเลสาบสงขลา จังหวัดพัทลุง, ริณรนินณ์ สิริพันธะสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จังหวัดพัทลุงเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ทั้งเขา ป่า นา และทะเลสาบน้ำจืดที่อุดมสมบูรณ์ ภายใต้ความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของมนุษย์ และธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือ ภูมิทัศน์วัฒนธรรม (Cultural Landscape) ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบน้อยและทะเลสาบสงขลาศูนย์กลางอารยธรรมการประมงและเกษตรกรรมลุ่มน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของภาคใต้ที่อยู่คู่จังหวัดพัทลุงมาอย่างยาวนาน ในปัจจุบันภูมิทัศน์วัฒนธรรมในพื้นที่ดังกล่าวได้กลายมาเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดพัทลุงที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจ และได้สร้างปรากฏการณ์ความเปลี่ยนแปลงสำคัญทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้กับจังหวัดพัทลุงอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ประกอบบกับผลของการศึกษาผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในพื้นที่และประเทศได้ชี้ให้เห็นว่าการศึกษาภูมิทัศน์วัฒนธรรมยังมีจำนวนไม่มากนัก โดยเฉพาะผลงานศึกษาที่ว่าด้วยแนวทางการศึกษาและรักษาภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่มุ่งเน้นสร้างความเข้าใจถึงระบบความสัมพันธ์อันก่อเกิดภูมิทัศน์วัฒนธรรมอย่างแท้จริง ด้วยความสำคัญของภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่มีต่อพื้นที่และช่องว่างของการศึกษาดังกล่าว จึงเป็นที่มาให้งานวิจัยฉบับนี้มีเป้าประสงค์หลัก 2 ประการ ประการแรกคือ การสร้างความเข้าใจต่อองค์ประกอบ ระบบความสัมพันธ์ และวิวัฒนาการของภูมิทัศน์วัฒนธรรมและแสวงหาแนวทางการรักษาและรับมืออย่างเหมาะสม ประการที่ 2 คือ การเสนอแนะแนวทางในการศึกษาภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่สอดคล้องบริบทของพื้นที่ศึกษาและเป็นประโยชน์ต่อการนำไปต่อยอดทางการศึกษาและบริหารจัดการสืบไป โดยผลการศึกษาพบว่าปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ โครงสร้างทางสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นและแปรผันตลอดเวลาในสถานการณ์ปัจจุบันได้ส่งผลโดยตรงต่อการคงอยู่ของภูมิทัศน์วัฒนธรรมในจังหวัดพัทลุงและอาจนำมาสู่การสูญเสียภูมิทัศน์วัฒนธรรมในทะเลน้อยและทะเลสาบสงขลาในที่สุด อาทิปรากฎการณ์การก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุของสังคมโลกที่ส่งผลต่อสังคมแรงงานในภาคการเกษตรและประมงซึ่งถือเป็นรายได้หลักของจังหวัดพัทลุง การหวนคืนสู่ถิ่นฐานของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสำคัญต่ออาชีพการบริการมากกว่าการต่อยอดหรือสืบสานอาชีพและวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของบ้านเกิด เป็นต้น
ตรรกะการพึ่งพาเชิงพื้นที่ของกลุ่มชุมชน ไทย-มอญ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี, หฤษฎ์ ธรรมประชา
ตรรกะการพึ่งพาเชิงพื้นที่ของกลุ่มชุมชน ไทย-มอญ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี, หฤษฎ์ ธรรมประชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื้อหาในงานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาพื้นที่กลุ่มชุมชนไทย-มอญ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งประกอบไปด้วยพื้นที่ 3 ชาติพันธุ์ได้แก่ ชุมชนไทย มอญ และกะเหรี่ยง กลุ่มชุมชนมีพื้นที่ซึ่งถูกแบ่งออกด้วยลักษณะภูมิประเทศออกเป็น 2 ส่วนคือชุมชนไทยและชุมชนมอญแต่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยการสัญจรเพื่อเข้าถึงพื้นที่กิจกรรมบริเวณศูนย์กลางของชุมชนไทย เกิดเป็นปรากฏการณ์การพึ่งพาเชิงพื้นที่เพื่อการดำรงอยู่ จึงเป็นที่มาในการศึกษาระบบโครงสร้างของกลุ่มชุมชนจากการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบเชิงพื้นที่ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ข้างต้น งานวิจัยชิ้นนี้มีจุดประสงค์เพื่อใช้ในการอธิบายลักษณะและรูปแบบของปรากฏการณ์การพึ่งพาเชิงพื้นที่ของกลุ่มชุมชน โดยมีวิธีวิจัยประกอบด้วย การวิเคราะห์ผ่านแผนที่ภาพและพื้น (Figure and Ground Map) การวิเคราะห์ผ่านการซ้อนทับของชั้นข้อมูลแผนที่ (Overlay Mapping) การวิเคราะห์คุณสมบัติการเข้าถึงของโครงข่ายการสัญจรผ่านสร้างแบบจำลองเชิงพื้นที่ (Spatial Model) ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ชุนชนไทย มอญ และกะเหรี่ยงที่อยู่ภายใต้สภาวะการพึ่งพาเชิงพื้นที่นั้นสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ผ่านการพึ่งพาเส้นทางการสัญจรที่เชื่อมไปยังพื้นที่ศูนย์กลางที่อยู่ในอาณาเขตของชุมชนไทยซึ่งมีลักษณะเป็นย่านการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคารที่หลากหลาย มีปริมาณความหนาแน่นในการสัญจรสูง มีระบบโครงข่ายการสัญจรที่กระชับ มีเส้นทางการสัญจรที่สามารถเชื่อมต่อและเข้าถึงพื้นที่กิจกรรมภายในย่านได้อย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับนิยามศูนย์กลางที่มีชีวิตของ Hillier (1999) ทว่าพื้นที่ศูนย์กลางในระดับย่านไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ศูนย์กลางเดียวกันในระดับกลุ่มชุมชนและเมื่อเวลาผ่านไปศูนย์กลางของกลุ่มชุมชนสามารถมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่แต่จะตกอยู่ภายในอาณาเขตของชุมชนใดชุมชนหนึ่งเพื่อให้สภาวะการพึ่งพาเชิงพื้นที่สามารถดำรงอยู่ต่อไป ผู้วิจัยมีข้อเสนอคือการพัฒนาจากการแบ่งเขตพื้นที่ เพื่อสร้างข้อกำหนดในการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคารและการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานของอาคารเดิม จากข้อเสนอนี้ สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำกระบวนการ นโยบาย มาตราการเพื่อการพัฒนาและอนุรักษ์พื้นที่กลุ่มชุมชนได้อย่างเหมาะสม และเป็นข้อมูลเชิงวิชาการในศาสตร์ด้านการวางผังและออกแบบชุมชนเมืองสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้จัดทำแผนที่และแผนผังเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ระดับเมืองและระดับท้องถิ่นทั้งในปัจจุบันและอนาคต
การรับรู้และจินตภาพของเมืองผ่านคนหลายช่วงวัย:กรณีศึกษา ย่านธุรกิจศูนย์กลางเมืองกรุงเทพมหานคร, อรญา เพียรรักษ์การ
การรับรู้และจินตภาพของเมืองผ่านคนหลายช่วงวัย:กรณีศึกษา ย่านธุรกิจศูนย์กลางเมืองกรุงเทพมหานคร, อรญา เพียรรักษ์การ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จินตภาพเมืองนั้นย่อมมีความแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและสภาพทางกายภาพของแต่ละเมือง เมืองจึงต้องมีอัตลักษณ์และองค์ประกอบที่ชัดเจนจึงส่งผลให้เกิดการรับรู้และจดจำเกี่ยวกับเมืองได้มากขึ้น ซึ่งเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของช่วงเวลา เช่นเดียวกับมิติทางด้านสังคมของคนในแต่ละช่วงวัย (generation) ที่มีความแตกต่างกันทั้งมุมมองทางด้านสังคมและการใช้ชีวิตที่ส่งผลให้คนในแต่ละช่วงวัยเกิดมุมมองและรับรู้จินตภาพของเมืองในรูปแบบที่แตกต่างกันไป การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบจากทฤษฎีจินตภาพของเมือง (image of the city) และความรู้สึกที่มีต่อสถานที่ (sense of place) ที่มีผลต่อการรับรู้ย่านธุรกิจศูนย์กลางเมืองกรุงเทพมหานครผ่านคนแต่ละช่วงวัย โดยนำแบบจำลองสมการโครงสร้าง (structural equation modeling: SEM) มาใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล จากการศึกษาพบว่าปัจจัยจินตภาพของเมือง (image of the city) และปัจจัยความรู้สึกที่มีต่อสถานที่ (sense of place) มีอิทธิพลอย่างมากต่อภาพลักษณ์ที่เกิดจากการรับรู้ (cognitive image) ของในแต่ละช่วงวัยที่มีต่อเมือง โดยแบบจำลองสมการโครงสร้างการรับรู้จินตภาพของเมืองผ่านคนหลายช่วงวัยที่ได้ทำการพัฒนาขึ้นนั้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยองค์ประกอบของจินตภาพเมืองที่ทำให้เกิดการรับรู้ภาพลักษณ์เมืองมากที่สุด คือ เส้นขอบของย่าน (edge) รองลงมา คือ จุดศูนย์รวม (node) และจุดหมายตา (landmark) ในส่วนของความรู้สึกที่มีต่อสถานที่ที่มีอิทธิพลมากที่สุด คือ ความสุนทรียภาพภายในย่าน (aesthetic) รองลงมา คือ ความพึงพอใจในย่าน (satisfaction) และในการทดสอบความแตกต่างของความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ระหว่างช่วงวัย พบว่า มีความไม่แปรเปลี่ยนของแบบจำลองแต่จะมีความแปรเปลี่ยนของค่าพารามิเตอร์ที่แตกต่างกัน
ทุนทางสังคมกับการดำเนินธุรกิจร้านอาหารในช่วงภัยพิบัติ กรณีศึกษา ร้านอาหารหาบเร่แผงลอยในย่านเยาวราชในช่วงการระบาดของโรค Covid-19, พรพิมล โสรีกุล
ทุนทางสังคมกับการดำเนินธุรกิจร้านอาหารในช่วงภัยพิบัติ กรณีศึกษา ร้านอาหารหาบเร่แผงลอยในย่านเยาวราชในช่วงการระบาดของโรค Covid-19, พรพิมล โสรีกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินธุรกิจและรูปแบบห่วงโซ่อุปทานของโครงข่ายกิจกรรมของร้านอาหารหาบเร่ แผงลอยในเมืองในช่วงเกิดภัยพิบัติโรคระบาด วิเคราะห์บทบาททุนทางสังคมในการดำเนินธุรกิจในช่วงภัยพิบัติโรคระบาดในเมือง และเสนอแนะแนวทางในการดำเนินธุรกิจร้านอาหารหาบเร่แผงลอยในช่วงภัยพิบัติโรคระบาดในเมือง โดยใช้พื้นที่ย่านเยาวราชเป็นพื้นที่ศึกษา ข้อมูลหลักของงานวิจัยเป็นข้อมูลปฐมภูมิจากแบบสอบถามจากผู้ค้าหาบเร่แผงลอยในพื้นที่บริเวณถนนเยาวราชช่วงเย็นจำนวน 58 ร้าน ระเบียบวิธีวิจัยหลักของงานวิจัยนี้คือการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การประเมินระดับทุนทางสังคมและการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมของผู้ประกอบการร้านอาหารหาบเร่แผงลอยในเยาวราช การศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารหาบเร่ แผงลอยในพื้นที่เยาวราชช่วงการระบาดของโรค COVID-19 ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขลักษณะของร้านค้าตามมาตรการของภาครัฐที่กำหนดไว้ และการปรับการดำเนินธุรกิจโดยลดจำนวนวัตถุดิบลงเพื่อให้สอดคล้องต่อระยะเวลาขายและจำนวนผู้บริโภคที่น้อยลง ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจในเยาวราช นอกจากนั้น ผลการวิเคราะห์รูปแบบการใช้พื้นที่แสดงให้เห็นว่า การปรับเวลาในการดำเนินธุรกิจส่งผลกระทบอย่างมากในกระบวนการตั้งร้าน ปิดร้าน และเก็บของ ผลการประเมินทุนทางสังคมของร้านค้าในพื้นที่เยาวราชพบว่า ถึงแม้ว่าผู้ประกอบการร้านอาหารหาบเร่แผงลอยมีระดับทุนทางสังคมปานกลาง ธุรกิจร้านค้าหาบเร่ แผงลอยในเยาวราชมีความเข้มแข็งพอที่จะสามารถผ่านวิกฤติไปได้ เนื่องจากมีระดับมิติบรรทัดฐานที่สูง รวมถึงความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งระหว่างสมาชิกในร้านค้าเอง ร้านค้าใกล้เคียง และภาครัฐ (สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์) ผ่านเครือข่ายทางสังคมของกลุ่มร้านค้าแบบพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นหลัก ส่งผลให้เกิดการเพิ่มความเข็มแข็งของทุนทางสังคมในเยาวราชได้ นอกจากนี้ผู้วิจัยเสนอแนะว่า แนวคิดทุนทางสังคมยังสามารถนำมาใช้ร่วมกับหลักการของการจัดการการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ (area-based business continuity management) และหลักการมีส่วนร่วมที่สามารถสร้างความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ตามบริบทของพื้นที่ ทำให้การแก้ปัญหาในพื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติ
บทบาทของร้านกาแฟกับการพัฒนาธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้นในเมืองเชียงใหม่, ณัฐวดี สรรพรประเสริฐ
บทบาทของร้านกาแฟกับการพัฒนาธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้นในเมืองเชียงใหม่, ณัฐวดี สรรพรประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นนโยบายหนึ่งที่ได้รับการผลักดันและขับเคลื่อนในประเทศไทย เป็นแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีการนำความรู้และความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดพัฒนาโดยมีองค์ประกอบของวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของพื้นที่มาใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรม โดย “เชียงใหม่” เป็นเมืองหนึ่งที่ได้รับการส่งเสริมโดยการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยการพัฒนาเป็นเมืองสร้างสรรค์ เมืองแห่งศิลปะและการออกแบบ นอกจากนี้ยังมีนโยบายส่งเสริมให้เชียงใหม่เป็นเมืองแห่งกาแฟ โดยมีการจัดทำร่างยุทธศาสตร์กาแฟจังหวัดเชียงใหม่ปี 2561-2565 มีเป้าหมายให้เป็นเมืองกาแฟตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง มีหัวใจหลักในการเป็นศูนย์กลางเรียนรู้และสร้างสรรค์นวัตกรรมการผลิตและบริโภคกาแฟคุณภาพดีเยี่ยม ในปัจจุบันพื้นที่ทำงานร่วมกัน (Co-working space) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาธุรกิจและสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเฉพาะธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองหนึ่ง นอกเหนือจากกรุงเทพมหานคร ที่มีการพัฒนาธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้นและร้านกาแฟเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะร้านกาแฟที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ทำงานร่วมกัน งานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์ในการศึกษาบทบาทและความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ของร้านกาแฟกับการพัฒนาธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้นและการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเมืองเชียงใหม่ ด้วยวิธีเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามและประมวลข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่แบบสองทางหรือการวิเคราะห์ตารางไขว้เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวแปรขึ้นไป เพื่อหาความสัมพันธ์ของร้านกาแฟและธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้น ผลของการวิจัยนี้จะสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเชียงใหม่ได้