Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Urban, Community and Regional Planning Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 61 - 90 of 292
Full-Text Articles in Urban, Community and Regional Planning
ทัศนคติด้านสุขภาวะในการอยู่อาศัยของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาท ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, เนาวรัตน์ วิวัฒน์บวรวงษ์
ทัศนคติด้านสุขภาวะในการอยู่อาศัยของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาท ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, เนาวรัตน์ วิวัฒน์บวรวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แนวคิดเรื่องสุขภาวะที่ดี หรือ Well-being Living ได้รับความสนใจอย่างมากโดยเฉพาะในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยในแนวสูง ในขณะเดียวกันอาคารชุดหลายแห่งในปัจจุบันมีขนาดพื้นที่ห้องชุดที่เล็กลงกว่าในอดีต ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาวะในการอยู่อาศัยได้ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาทัศนคติด้านสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย และวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพขององค์ประกอบของอาคารชุดที่ส่งผลต่อสุขภาวะในการอยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาทในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างผู้อยู่อาศัยจำนวน 470 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (descriptive statics) และสถิติเชิงอนุมานผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาทมีระดับสุขภาวะในการอยู่อาศัยระดับปานกลางถึงมาก 2) ลักษณะผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 70) มีอายุอยู่ในช่วง 25-39 ปี (ร้อยละ 62.98) สถานภาพโสด (ร้อยละ 84.89) รายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 10,001-20,000 บาท (ร้อยละ 25.74) สถานภาพการเป็นเจ้าของห้องชุดผู้ซื้อมีสัดส่วนมากที่สุด (ร้อยละ 49.15) อาศัยอยู่คนเดียว (ร้อยละ 40.85) และใช้เวลาในอาคารชุด 6-12 ชั่วโมงต่อวัน (ร้อยละ 38.30) 3) องค์ประกอบของอาคารชุดที่สำคัญและส่งผลต่อสุขภาวะมากที่สุด ได้แก่ ห้องชุด ซึ่งคุณสมบัติภายในห้องชุดที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพอากาศ อุณหภูมิที่ไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไป และการป้องกันเสียงรบกวน เป็นคุณสมบัติที่ผู้อยู่อาศัยให้ความสำคัญและยังไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หากได้รับการปรับปรุงจะสามารถเพิ่มระดับสุขภาวะในการอยู่อาศัยได้มากยิ่งขึ้น 4) ลักษณะอาคารชุดที่ส่งผลต่อสุขภาวะในการอยู่อาศัย ประกอบด้วย ระยะห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS MRT อายุอาคารชุด ประเภทของห้องชุด 5) ผู้ที่มีสุขภาวะในการอยู่อาศัยระดับมาก มักอาศัยอยู่ในโครงการที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ อาคารชุดประเภท Low Rise ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าในระยะไม่เกิน 500 เมตร ที่มีอายุอาคารน้อยกว่า 5 ปี และห้องชุดมีขนาดพื้นที่ 30-34 ตร.ม. 6) ปัจจัยหลักที่ทำให้คนเกิดสุขภาวะในการอยู่อาศัยสามารถสรุปได้สองมิติ คือ (1) คุณลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้อยู่อาศัย (2) ลักษณะที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี การพัฒนาโครงการอาคารชุดโดยให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัย อาทิ คุณภาพอากาศ แสงสว่าง น้ำใช้ที่สะอาด และความเป็นส่วนตัว มีร้านค้าที่ขายอาหารสะอาดถูกสุขลักษณะในโครงการ อยู่ในทำเลที่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้สะดวก มีสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบที่ครบครันจากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าอาคารชุดไม่ได้เข้าร่วมการประเมินมาตรฐานอาคารเพื่อสุขภาวะระดับสากล และไม่ได้นำแนวคิดมาตรฐานออกแบบอาคารเพื่อสุขภาวะระดับสากลมาใช้ในการพัฒนาโครงการ …
แหล่งเงินทุนในการประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ของผู้ประกอบการขนาดเล็กในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สุทธินนท์ มั่นคง
แหล่งเงินทุนในการประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ของผู้ประกอบการขนาดเล็กในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สุทธินนท์ มั่นคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เศรษฐกิจของประเทศไทยถูกขับเคลื่อนโดย ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ด้วยความสามารถของ SMEs ที่มีความยืดหยุ่นและการปรับตัวในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยากลำบาก เช่น ความไม่แน่นอนทางการเงินทั่วโลกหลังจากการระบาดของโรคโควิด -19 ความเป็นอยู่ของธุรกิจเหล่านี้อาจขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการและวางแผนทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการจัดการทุน การศึกษานี้มุ่งศึกษาเกี่ยวกับแหล่งเงินทุนของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กและผลกระทบกลยุทธ์ทางการเงินเหล่านี้ต่อความสำเร็จในการดำเนินงาน จากกลุ่มตัวอย่างบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กจำนวน 508 บริษัทที่จดทะเบียนในจังหวัดกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยได้รวบรวมข้อมูลจากงบการเงินปี พ.ศ. 2561 - พ.ศ. 2565 และวิเคราะห์ประสิทธิภาพทางการเงินจากการศึกษาพบว่า 1) บริษัทขนาดเล็กในกรุงเทพฯและปริมณฑลส่วนใหญ่ร้อยละ 72 มีรายได้ต่ำกว่า 11 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2565 2) กลุ่มตัวอย่างมีทุนจดทะเบียนเฉลี่ยบริษัทละประมาณ 90 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2565 โดยมีแนวโน้มคงที่ 3) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กประสบปัญหาด้านการดำเนินงานโดยมีมูลค่าขาดทุนสะสมเฉลี่ยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565 4) ปริมาณหนี้สินของบริษัทอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 94 ล้านบาทต่อบริษัทในปี พ.ศ. 2565 5) ในปี พ.ศ. 2565 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กเลือกใช้แหล่งทุนประเภทหนี้สินมากกว่าแหล่งทุนจากส่วนของผู้ถือหุ้น 6) รายได้รวมมีแนวโน้มที่จะลดลงนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10 ล้านบาทต่อบริษัทในปี พ.ศ. 2565 7) ผลประกอบการสุทธิของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กมีแนวโน้มที่จะขาดทุนลดลงนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์พยายามรักษาระดับทุนในการดำเนินงานให้อยู่ในระดับคงเดิมหมายความว่า หากการดำเนินงานในปีก่อนหน้าเป็นลบหรือขาดทุนบริษัทขนาดเล็กจะเพิ่มทุนดำเนินงานในปีต่อไปและในทางกลับกันหากผลประกอบการในปีก่อนหน้าเป็นบวกหรือมีกำไร บริษัทเลือกที่จะลดทุนในการดำเนินงานลงในปีต่อไป โดยแหล่งเงินทุนที่เปลี่ยนแปลงเป็นลำดับแรกได้แก่แหล่งเงินทุนประเภทหนี้สิน และมีคำแนะนำแก่ผู้ประกอบการให้เลือกใช้แหล่งเงินจากทั้งสองแหล่งเพื่อใช้ประโยชน์จากเงินทุนทั้ง 2 ประเภท ซึ่งสิ่งสำคัญคือการลำดับการเลือกใช้แหล่งเงินทุนให้เหมาะสมกับรายได้ของบริษัท คือ ในช่วงแรกบริษัทควรเลือกแหล่งเงินทุนประเภทส่วนของผู้ถือหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาระดอกเบี้ย ต่อมาสามารถเลือกใช้หนี้สินเพื่อเพิ่มการเติบโตของบริษัทเมื่อมีรายได้ที่เพียงพอต่อภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้น โดยการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ ในการวางแผนและเลือกใช้แหล่งเงินทุน รวมถึงสถาบันการเงินและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนและพัฒนาวิสาหกิจขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดียิ่งขึ้น
การติดตามผลการดำเนินงาน “บ้านเคหะสุขประชา” โครงการที่อยู่อาศัยพร้อมอาชีพ :กรณีศึกษา กลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการในโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้าและฉลองกรุง, แพรวพัชร วิรัชกุล
การติดตามผลการดำเนินงาน “บ้านเคหะสุขประชา” โครงการที่อยู่อาศัยพร้อมอาชีพ :กรณีศึกษา กลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการในโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้าและฉลองกรุง, แพรวพัชร วิรัชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากแต่การมีที่อยู่อาศัยกลับไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำกันได้ในทุกครัวเรือน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงมีการจัดทำ แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ด้วยวิสัยทัศน์ คือ “คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีภายใน พ.ศ. 2579” ทั้งนี้ การเคหะแห่งชาติ ได้มีการพัฒนาโครงการบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย “บ้านเคหะสุขประชา” เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพื่อให้ผู้สูงอายุ คนพิการ ข้าราชการชั้นผู้น้อย หรือข้าราชการเกษียณ และประชาชนที่มีรายได้น้อย รวมถึงผู้บุกรุก ในพื้นที่สาธารณะให้มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงมีความต้องการที่จะศึกษาโครงการฯดังกล่าว เพื่อนำมาติดตามผลการดำเนินงานของโครงการฯ รวมถึงการศึกษา วิเคราะห์ และติดตามการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุและคนพิการในโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้าและฉลองกรุง ซึ่งจะช่วยเป็นแนวทางในการปรับปรุงโครงการฯ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงพื้นที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุและคนพิการในรูปแบบที่อยู่อาศัยรายได้น้อยพร้อมอาชีพ และสามารถเป็นประโยชน์ต่อแนวทางการจัดการโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ หรือคนพิการรายได้น้อยสำหรับภาครัฐต่อไปผลการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุและคนพิการในโครงการที่อยู่อาศัยเกิน 6 เดือน ส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ไม่เกิน 5,000-10,000 บาทต่อเดือน เป็นกลุ่มที่พอช่วยเหลือตนเองได้ (Independent Living for Elderly) เลือกเข้าอยู่อาศัยในโครงการเนื่องจากค่าเช่าที่อยู่อาศัยอยู่ในช่วงราคาที่สามารถเข้าถึงได้(Affordable Housing) และมีรูปแบบที่อยู่อาศัยของโครงการมีรูปสอดคล้องต่อสภาพการดำรงชีวิต เมื่อให้ผู้สูงอายุและคนพิการเปรียบเทียบที่อยู่อาศัยของตนเองก่อนและหลังเข้าอยู่อาศัยในโครงการ พบว่าสภาพการอยู่อาศัยในโครงการทำให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยความพึงพอใจในการอยู่อาศัยอยู่ในเกณฑ์มีความพึงพอใจมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย คือ 4.37) ในส่วนของอาชีพเศรษฐกิจสุขประชาที่โครงการจัดเตรียมให้ผลการสัมภาษณ์พบว่าผู้สูงอายุและคนพิการ ไม่ได้ประกอบอาชีพเศรษฐกิจสุขประชาเนื่องจากขาดเงินทุน ขาดความสามารถในการประกอบอาชีพ และมีสภาพร่างกายที่เสื่อมลงทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ บางส่วนที่มีการสนับสนุนค่าเลี้ยงดูให้จึงไม่ประกอบอาชีพ จากผลสรุปข้างต้นพบว่าโครงการสามารถตอบสนองความพึงพอใจในรูปแบบการอยู่อาศัยผู้สูงอายุและคนพิการได้ดี แต่ยังคงต้องมีการปรับปรุงการออกแบบทั้งหน่วยการอยู่อาศัย และภาพรวมของโครงการ ในส่วนของเศรษฐกิจสุขประชาด้านอาชีพด้านอาชีพไม่ประสบผลสำเร็จในกลุ่มของผู้สูงอายุและคนพิการ เนื่องจากหลักสูตรและอาชีพไม่สอดคล้องกับผู้สูงอายุและคนพิการทั้งนี้ข้อเสนอแนะในด้านการออกแบบที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุและคนพิการ ต้องคำนึงถึงความต้องการพิเศษและการใช้งานที่ปลอดภัย ความสะดวกสบาย เพื่อให้ผู้สูงอายุและคนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ควรมีการจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการพยุงตัวในห้องน้ำของที่อยู่อาศัยทั้งโครงการ เนื่องจากมีแนวโน้มที่ผู้อยู่อาศัยที่เป็นผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นในอนาคต ด้านการออกแบบโครงการควรมีการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถให้ผู้สูงอายุและคนพิการออกมาใช้งานแล้วเกิดศักยภาพแก่ร่างกายและจิตใจ ควรมีการจัดเช่าพื้นที่จัดสรรประโยชน์ เพื่อให้ในโครงการฯมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น การมีตู้กดน้ำดื่ม จุดซักผ้าหยอดเหรียญ และสมควรมีพื้นที่สำหรับสถานพยาบาลหรือหน่วยฉุกเฉินขนาดเล็ก เพื่อดูแลผู้สูงอายุและคนพิการในกรณีฉุกเฉิน ด้านเศรษฐกิจสุขประชาควรมีการสนับสนุนอาชีพที่มีความเฉพาะมากขึ้นสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุและคนพิการ โดยควรมีลักษณะที่คำนึงถึงข้อจำกัดทางกายภาพและสุขภาพ ทั้งนี้อาจเสนออาชีพที่ผู้สูงอายุและคนพิการสามารถจัดทำได้เมื่ออาศัยอยู่ในที่พักอาศัย หรือการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางของโครงการให้รองรับการสร้างอาชีพ เช่น พื้นที่ลานมีหลังคาสำหรับการประกอบอาชีพสามารถรองรับการปรับเปลี่ยนอาชีพส่วนกลางที่มีความหลากหลาย
Modal Shift From The Metro Rail Transit (Mrt) To The Bus Rapid Transit (Brt) Along Epifanio Delos Santos Avenue, Metro Manila, Rommar Jaie Reyes
Modal Shift From The Metro Rail Transit (Mrt) To The Bus Rapid Transit (Brt) Along Epifanio Delos Santos Avenue, Metro Manila, Rommar Jaie Reyes
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Traffic congestion in Metro Manila, particularly along Epifanio de los Santos Avenue (EDSA), is a long-standing issue. Hundreds of thousands of commuters travel along EDSA daily, utilizing major transit systems such as the Metro Rail Transit (MRT) Line 3 and the Bus Rapid Transit (BRT) Route 1, which run parallel to each other. Despite the BRT operating for more than four years since the Covid-19 pandemic, few studies have examined its effects on the MRT, particularly concerning commuter demographics. This research fills this gap by examining the shift from MRT to BRT along EDSA, comparing user demographics, and identifying factors …
ทัศนคติต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานที่เป็นผู้เช่าอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ญาณิน พิชยกุล
ทัศนคติต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานที่เป็นผู้เช่าอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ญาณิน พิชยกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กลุ่มวัยเริ่มทำงานคือกลุ่มบุคคลที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำงาน มีอายุอยู่ในช่วง 21 – 30 ปี มักเพิ่งจบการศึกษา ปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ในเจเนอเรชั่นแซดซึ่งมีทัศนคติต่างไปจากเจเนอเรชั่นก่อน ๆ ทั้งนี้คนส่วนใหญ่ล้วนมีความต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง แต่ความสามารถในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของกลุ่มนี้ลดลง และมีแนวโน้มความนิยมเช่าเกิดขึ้น ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาลักษณะเศรษฐกิจ สังคม และลักษณะที่เช่าอยู่อาศัยในปัจจุบัน เหตุผลของการเช่าอยู่ในปัจจุบัน ทัศนคติต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต โดยสอบถามกลุ่มวัยเริ่มทำงานผู้เช่าอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวน 399 คนผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างวัยเริ่มทำงานส่วนใหญ่มักเป็นโสด การศึกษาระดับปริญญาตรี มีอาชีพเป็นพนักงานประจำบริษัทเอกชน ไม่มีอาชีพที่สอง มีรายได้ส่วนบุคคล 10,000-25,000 บาทต่อเดือน รายได้ครัวเรือนมากกว่า 100,000 บาทต่อเดือน และชื่นชอบการเล่นโซเชียลมีเดีย 2) ลักษณะที่เช่าในปัจจุบัน มักตั้งอยู่ในปริมณฑล รูปแบบอะพาร์ตเมนต์ ส่วนพื้นที่เช่าคือ 21-25 ตารางเมตร และมักเช่า 5,001-7,000 บาทต่อเดือน โดยเลือกเช่าเพราะทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้ที่ทำงานหรือเดินทางไปทำงานได้สะดวกเป็นสำคัญ 3) กลุ่มตัวอย่างอยู่อาศัยในที่เช่าทุกวันและอาศัยอยู่คนเดียว เดินทางไปทำงานด้วยรถจักรยานยนต์ โดยใช้เวลาเดินทาง 15-30 นาที ใช้พื้นที่ที่พักในการประกอบอาหารและออกกำลังกาย และบางส่วนมีการเลี้ยงสัตว์ 4) ความพึงพอใจในการอยู่อาศัยอยู่ในระดับปานกลางถึงปานกลางค่อนมาก โดยพอใจด้านทำเลที่สุด และไม่ค่อยพบปัญหาจากการเช่าอยู่อาศัย 5) ความต้องการที่อยู่อาศัยในอนาคตในอีก 5 ปีข้างหน้า ต้องการซื้อร้อยละ 67.9 ต้องการเช่าร้อยละ 30.8 และอื่น ๆ โดยต้องการซื้อบ้านเดี่ยวหรือบ้านแฝด ส่วนราคาที่อยู่อาศัยที่ต้องการคือ 1-2 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความมั่นคงในชีวิต ส่วนกลุ่มที่ต้องการเช่าเลือกจะเช่าคอนโดมิเนียม โดยค่าเช่าที่ต้องการคือ 4,001-7,000 บาทต่อเดือน เพราะสามารถโยกย้ายได้ง่าย กลุ่มวัยเริ่มทำงานส่วนมากกำลังวางแผนทางการเงินและยังไม่มีแผนกลับภูมิลำเนาผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ากลุ่มวัยเริ่มทำงานที่เป็นผู้เช่าในปัจจุบันส่วนมากต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในอีก 5 ปีข้างหน้า และมีความสามารถในการจ่ายในไม่เกิน 1.3 ล้านบาท โดยคำนึงถึงทำเลที่ตั้งที่ใกล้ที่ทำงานหรือเดินทางไปทำงานสะดวก ดังนั้นจึงมีข้อเสนอแนะต่อการเคหะแห่งชาติ รัฐบาลและบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พิจารณาเร่งเพิ่มจำนวนที่อยู่อาศัยในรูปแบบเช่าและเช่าซื้อ รวมถึงพัฒนาคุณภาพบ้านเช่าเพื่อบุคคลกลุ่มนี้ในช่วงแรกของการทำงาน จากนั้นจึงเพิ่มอุปทานบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท เน้นการออกแบบบรรยากาศที่ดีภายในที่พัก มีส่วนกลางตามสำคัญ โดยมุ่งเน้นทำเลที่ใกล้แหล่งงานหรือสามารถเดินทางได้สะดวก และร่วมกับสถาบันการเงินส่งเสริมการให้ความรู้ด้านการวางแผนทางการเงินเพื่อที่อยู่อาศัยต่อกลุ่มวัยเริ่มทำงาน
การขยายตัวของที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนเหนือ ก่อนและหลังการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีชมพู, นพกฤษฏิ์ ฐานพิริยากรณ์
การขยายตัวของที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนเหนือ ก่อนและหลังการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีชมพู, นพกฤษฏิ์ ฐานพิริยากรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการขยายตัวของที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนบนก่อนและหลังการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีชมพู โดยผู้วิจัยได้ศึกษา 1) รูปแบบที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ถนนติวานนท์ ถนนแจ้งวัฒนะ ถนนรามอินทราตั้งแต่ช่วงก่อนเริ่มมีมติก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู 2) ความสอดคล้องของแนวคิดและทฤษฎีในต่างประเทศเกี่ยวกับการขยายตัวของเมืองต่อรูปแบบการขยายตัวของที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค สาธารณูปการโดยเลือกช่วงเวลาศึกษาของการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีชมพูระหว่างปี พ.ศ. 2554 ถึง พ.ศ. 2567 และช่วงเวลาดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ 1) ก่อนมีมติก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู 2) เริ่มก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู 3) เมื่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูแล้วเสร็จ โดยวิธีวิจัย คือ การศึกษาจากเอกสาร (documentary research) การลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลการรวบรวมจัดทำชุดข้อมูลผ่านการแสดงผลเป็นลักษณะแผนที่ และการวิเคราะห์ผ่านการรวบรวมชุดข้อมูล แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับการขยายตัวของเมืองผลการศึกษาพบว่า การขยายตัวของที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนบนมีการพัฒนาโครงข่ายถนนเชื่อมต่อพื้นที่ชานเมืองกับกรุงเทพมหานคร จนเกิดประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบตามถนนสายหลัก อาทิ ถนนติวานนท์ ถนนแจ้งวัฒนะ ถนนรามอินทรา และเกิดพาณิชยกรรมในรูปแบบร้านค้าตึกแถวริมทางตามแนวถนน เมื่อรถไฟฟ้าสายสีชมพูเริ่มก่อสร้าง จึงเริ่มมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงจากที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นที่อยู่อาศัยแนวสูงในบางพื้นที่ ตลอดแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพู โดยเฉพาะในบริเวณจุดตัดของโครงข่ายถนนและราง รวมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงของพาณิชยกรรมและเมื่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูแล้วเสร็จ พบที่อยู่อาศัยแนวสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ในบริเวณจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีชมพูกับรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ และมีการพัฒนาศูนย์การค้าชุมชนที่เพิ่มมากขึ้นอยู่ในบริเวณที่อยู่อาศัยแนวสูงและแนวราบใกล้สถานีรถไฟฟ้า ในบริเวณสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพู พบว่า มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวสูง ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าชุมชน และนอกรัศมีสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพู พบว่า มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบ ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าชุมชน ตามลำดับการพัฒนาการขยายตัวของที่อยู่อาศัยและโครงข่ายราง
แนวทางการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกสำหรับผู้สูงอายุ กรณีศึกษาชุมชนคลองพลับพลา ชุมชนทรัพย์สินใหม่ ชุมชนเลิศสุขสม และชุมชนบึงยี่โถ, พัณณิตา ศรีกุมาร
แนวทางการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกสำหรับผู้สูงอายุ กรณีศึกษาชุมชนคลองพลับพลา ชุมชนทรัพย์สินใหม่ ชุมชนเลิศสุขสม และชุมชนบึงยี่โถ, พัณณิตา ศรีกุมาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงสร้างประชากรของประเทศไทยเข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัย” ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 กล่าวคือ มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึงร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด โดยใน พ.ศ. 2565 ประชากรไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 18.94 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งในอีกไม่เกิน 20 ปี ประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าผู้สูงอายุจะขึ้นมาเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ประเทศไทยยังขาดการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกอาคารที่ซึ่งเป็นพื้นที่ทางสังคมที่ทำให้คนในชุมชนได้มาปฏิสัมพันธ์กัน การที่หลายชุมชนยังขาดพื้นที่ดังกล่าวหรือจัดการพื้นที่ได้ไม่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุไม่ออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน เกิดความเสี่ยงต่อการแยกตัวจากสังคมและนำไปสู่ปัญหาทางจิตใจของผู้สูงอายุในเวลาต่อมา การพัฒนาพื้นที่เหล่านี้จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ พบปะสังสรรค์ มีกิจกรรมที่สร้างเสริมสุขภาพและความสัมพันธ์ในชุมชน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างเสริมสุขภาพทางกายและทางใจของผู้สูงอายุ จึงเป็นที่มาของงานวิจัยฉบับนี้ที่เป็นงานวิจัยแบบผสมผสานประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสำรวจและการสัมภาษณ์ และการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการสัมภาษณ์ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ วิเคราะห์ความต้องการ ปัญหา และข้อจำกัด พร้อมนำเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ โดยมีกรณีศึกษาทั้งหมด 4 พื้นที่ ได้แก่ ชุมชนคลองพลับพลา ชุมชนทรัพย์สินใหม่ ชุมชนเลิศสุขสม และชุมชนบึงยี่โถ (หมู่บ้านปิยวรารมย์) ผลการศึกษาพบว่าทุกชุมชนมีการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกสำหรับผู้สูงอายุ โดยสามารถจำแนกพื้นที่ตามรูปแบบการใช้งานได้ 4 ประเภท ได้แก่ พื้นที่นันทนาการ พื้นที่ออกกำลังกาย พื้นที่พักผ่อน และพื้นที่แปลงผักสวนครัว โดยพื้นที่แต่ละประเภทมักตั้งอยู่รวมกันบริเวณส่วนหน้าถึงส่วนกลางของชุมชนที่สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย ทั้งนี้บางชุมชนอาจจะมีการกระจายพื้นที่แต่ละประเภททั่วชุมชน ผลคือชุมชนต้องใช้งบประมาณมากขึ้นในการดูแลรักษาและไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ปัญหาหลัก ๆ ของแต่ละชุมชนคือพื้นที่บางส่วนมีการความทรุดโทรม ขาดร่มเงา บางส่วนถูกทิ้งร้างเนื่องจากขาดงบประมาณและการดูแลรักษา จึงเสนอให้จัดตำแหน่งของพื้นที่ส่วนกลางรวมอยู่จุดเดียวเพื่อลดภาระในการดูแลรักษา กำหนดเวลาเปิดปิดพื้นที่ที่มีทรัพย์สินของชุมชนและมอบหมายคนดูแล เพิ่มม้านั่งแบบถาวรพร้อมราวพยุงตัวในพื้นที่ส่วนกลางและทางเดิน จัดการพื้นที่ทางเท้าให้ปลอดภัย และเพิ่มร่มเงาจากต้นไม้
แนวทางการพัฒนากายภาพและสภาพแวดล้อมสถานบริบาลสำหรับผู้สูงอายุ ประเภทบ้านเดี่ยว ขนาดน้อยกว่า 20 เตียง ในเขตกรุงเทพมหานคร, พิชญ์สินี ตันไพบูลย์
แนวทางการพัฒนากายภาพและสภาพแวดล้อมสถานบริบาลสำหรับผู้สูงอายุ ประเภทบ้านเดี่ยว ขนาดน้อยกว่า 20 เตียง ในเขตกรุงเทพมหานคร, พิชญ์สินี ตันไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันสังคมสูงวัยเป็นประเด็นที่หลายประเทศให้ความสนใจมากขึ้นจากการที่สัดส่วนจำนวนผู้สูงอายุมีการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี โดยในประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (complete aged society) ใน พ.ศ. 2565 ทำให้ปัจจุบันธุรกิจดูแลผู้สูงอายุมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งสถานบริบาลผู้สูงอายุขนาดเล็กมักจะเป็นลักษณะบ้านเดี่ยวและตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร จากประเด็นดังกล่าวจึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อการพัฒนา ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนา รวมทั้งเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาสถานบริบาลให้เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยผู้สูงอายุผู้วิจัยได้ทำการศึกษาจากกรณีศึกษาทั้งหมด 4 แห่ง ด้วยการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการและผู้ปฏิบัติงานภายในสถานบริบาลสำหรับผู้สูงอายุ รวมทั้งได้มีการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการสถานบริบาลมักจะเลือกบ้านเดี่ยวมาพัฒนาเนื่องจากต้องการให้ผู้พักอาศัยได้มีบริเวณสำหรับการเดิน ทำกิจกรรม และพักผ่อน ส่วนทางกายภาพพบว่า ส่วนใหญ่ทำถูกต้องตามกฎกระทรวงและมาตรฐาน แต่มีปัญหาและข้อจำกัดในการใช้งานบางอย่าง โดยเฉพาะบริเวณห้องน้ำ บันได ทางลาด และที่จอดรถ และพบปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาสถานบริบาล 3 ประการ คือ 1) สภาพแวดล้อมที่ตั้ง 2) โครงสร้างอาคาร 3) งบประมาณ จากข้อจำกัดด้านงบประมาณที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการให้ลำดับความสำคัญในการปรับปรุงพื้นที่ เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีการให้ลำดับความสำคัญในการปรับปรุง 5 พื้นที่หลัก ดังนี้ 1) ห้องน้ำ 2) ประตู 3) ทางลาด 4) บันได 5) ลิฟต์ นอกจากนี้พบว่าลักษณะการอยู่อาศัยที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุต้องให้ความสำคัญกับบรรยากาศของที่อยู่อาศัยทั้งภายในสถานบริบาลและสภาพแวดล้อมภายนอกจากผลการศึกษาลักษณะที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ ที่พบว่าสถานบริบาลควรมีการคำนึงถึงความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุเป็นหลัก เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถช่วยเหลือตนเองได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุและตรวจสอบความถูกต้องของสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานบริบาลสำหรับผู้สูงอายุตามข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
รูปแบบที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่อง: กรณีศึกษา โครงการสถาบันผู้สูงอายุแมคเคน และโครงการสวางคนิเวศ, วริศรา ศุภาลัยวัฒน์
รูปแบบที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่อง: กรณีศึกษา โครงการสถาบันผู้สูงอายุแมคเคน และโครงการสวางคนิเวศ, วริศรา ศุภาลัยวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันทั่วโลกพบปรากฏการณ์การสูงวัยของประชากร ซึ่งในประเทศไทย หนึ่งในสามของผู้สูงอายุอาศัยอยู่ตามลำพังและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลถึงการเตรียมตัวโดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ โดยผู้สูงอายุมักต้องการอยู่อาศัยในที่เดิมของตน แต่ความต้องการในการใช้พื้นที่เปลี่ยนแปลงตามระดับภาวะพึ่งพิง ส่งผลให้เกิดโครงการที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผู้สูงอายุต่อเนื่องตั้งแต่แข็งแรงจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต โดยวิทยานิพนธ์เล่มนี้มุ่งศึกษาที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่อง ผ่านการวิเคราะห์พื้นที่ ปัญหาและข้อจำกัดของโครงการ เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนา โดยการสำรวจและสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ และผู้ใช้บริการในกรณีศึกษา 2 โครงการ ได้แก่ สถาบันผู้สูงอายุแมคเคน และสวางคนิเวศจากการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุต้องการอยู่ที่เดิมจนถึงวาระสุดท้ายจากความเคยชินในพื้นที่และสังคม ดังนั้นการมีระบบดูแลอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ผู้สูงอายุได้อยู่ในพื้นที่และสังคมเดิมตั้งแต่แข็งแรงเป็นต้นไป โดยที่มีการออกแบบมารองรับทุกการเปลี่ยนแปลง มีความต่อเนื่องในระบบประวัติสุขภาพ การดูแลสุขภาพ การจัดกิจกรรม และการดูแลเรื่องอาหาร ซึ่งช่วยชะลอความเสื่อมถอยของผู้สูงอายุ แต่หากจัดให้ผู้สูงอายุหลากหลายกลุ่มอยู่ร่วมกัน ผู้สูงอายุที่แข็งแรงจะดูแลกลุ่มที่มีภาวะพึ่งพิงจนทำให้ผู้สูงอายุละเลยการดูแลตนเองและทำให้เกิดความเสื่อมถอย จะเห็นถึงความซับซ้อนของโครงการ จึงเป็นข้อจำกัดที่ทำให้โครงการในลักษณะนี้มีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับโครงการของผู้สูงอายุประเภทอื่น ส่วนทางกายภาพ การคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นปัจจัยแรกที่เจ้าหน้าที่และผู้ใช้บริการนึกถึง และเมื่อเทียบสภาพแวดล้อมโครงการกับมาตรฐาน พบว่าด้านกายภาพถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังต้องเพิ่มเติมบางเรื่อง เช่น พื้นผิวต่างสัมผัส เพื่อให้สามารถรองรับได้ทุกคนอย่างเท่าเทียมตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคนข้อเสนอแนะจากการศึกษา เสนอให้ในโครงการที่มีการรองรับผู้สูงอายุหลากหลายกลุ่มต้องมีการจัดการความสมดุลระหว่างกลุ่มตามภาวะพึ่งพิง โดยแยกพื้นที่อยู่อาศัยตามกลุ่ม เพื่อให้เหมาะตามความต้องการเฉพาะ แต่รวมพื้นที่ทำกิจกรรมเพื่อให้แต่ละกลุ่มได้พบกันจะช่วยกระตุ้นทางร่างกาย จิตใจ นอกจากนี้โครงการที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่องมีขนาดใหญ่และซับซ้อนจึงแนะนำให้เพิ่มองค์กรช่วยให้คำปรึกษา หรือกำหนดมาตรฐานเพิ่มเติม และมีการกระตุ้นในเชิงการจัดอันดับเพื่อให้โครงการมีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้าย โครงการที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่องเริ่มมีแผนพัฒนามากขึ้นในประเทศไทยจากค่านิยมที่เปลี่ยนแปลง จึงเสนอให้มีการวิจัยโครงการในอนาคตหลังการพัฒนาแล้วเสร็จต่อไป
แนวทางการพัฒนาที่พักอาศัยของกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงที่มีหลายสาขา กรณีศึกษา บ้านลลิสา สาขาลำปาง ป่าแดดเชียงใหม่ และ บางนา, สิริณัฐชา จาง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยกำลังประสบกับการเปลี่ยนผ่านทางโครงสร้างประชากรสู่สังคมที่มีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น โดยมีการพยากรณ์ว่าภายใน พ.ศ. 2573 ประชากรสูงอายุจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 19% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการลดลงของอัตราการเจริญพันธุ์และการยืดอายุขัย ซึ่งนำไปสู่ความต้องการบริการดูแลสำหรับผู้สูงอายุและการเพิ่มขึ้นของโอกาสทางธุรกิจในด้านนี้ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดนโยบายและวางแผนการที่เหมาะสมเพื่อรองรับและจัดการกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและประชากรนี้อย่างมีประสิทธิผล บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการของผู้สูงอายุ ลักษณะทางกายภาพทั้งภายในและภายนอก ปัญหาจากการใช้งาน และเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีหลายสาขาต่อไป โดยใช้วิธีการสำรวจกรณีศึกษาทั้ง 3 สาขา มีการลงพื้นที่สำรวจทั้ง 3 สาขา การสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง 30 ท่าน คือผู้ประกอบการ ผู้จัดการสาขา รวมถึง ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงอายุ มีระเบียบวิธีวิจัย 3 ขั้นตอนหลัก คือ การเก็บรวบรวมข้อมูล สร้างเครื่องมือวิจัย และวิเคราะห์ผลการศึกษาในวิทยานิพนธ์นี้เผยว่าสุขภาพผู้สูงอายุเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาศูนย์ดูแลในโครงการบ้านลลิสาทั้งสาขาลำปาง, ป่าแดดเชียงใหม่ และบางนาการปรับปรุงอาคารเดิมเพื่อใช้งานเป็นศูนย์ดูแลมีความท้าทายเนื่องจากพื้นที่จำกัดและค่าใช้จ่ายในการต่อเติมหรือปรับปรุงที่สูงผู้ประกอบการจึงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม ในการพัฒนาศูนย์ดูแลที่มีหลายสาขา ควรพิจารณามาตรฐานเฉพาะของโครงการและออกแบบพื้นที่ให้ตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคความจำเสื่อมหรือมะเร็ง ซึ่งอาจต้องการการออกแบบพิเศษเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยทั้งนี้จึงได้มีการนำเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาศูนย์ดูแลผู้งอายุที่มีหลายสาขา รวมถึงการปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการใช้งานพื้นที่ โดยมีมาตรฐานของทั้งภายในและภายนอกองค์กรเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง และแนวคิดอื่นๆ การพัฒนาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีหลายสาขาควรมีมาตรฐานภายในองค์ทั้งด้านการบริการ และด้านกายภาพอาคาร เพื่อจุดเด่น และมาตรฐานของแบรนด์
Livelihoods In Motion : A Case Study Of Housekeepers As Informal Workers In Bangkok, Kittipon Phummisuttikul
Livelihoods In Motion : A Case Study Of Housekeepers As Informal Workers In Bangkok, Kittipon Phummisuttikul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Transportation planning research often overlooks the distinct needs of informal domestic workers. This study focuses on live-out housekeepers in Bangkok and examines how their mobility, work characteristics, and socioeconomic status affect their livelihoods. The study used non-probability sampling methods, including convenience, snowball, and purposive sampling. Data from 61 respondents were collected through surveys and semi-structured in-depth interviews and were analyzed using descriptive statistics, crosstabulation, inferential statistics (ANOVA), and word cloud analysis. The study found that live-out housekeepers in Bangkok face high mobility, adaptability, and uncertainty levels. The research highlights the challenges that housekeepers face as informal workers, emphasizing the impact …
Mode Choice For School Trips : A Case Study In Schools Proximate To Mass Transit Stations In Bangkok, Thailand, Phannarithisen Ong
Mode Choice For School Trips : A Case Study In Schools Proximate To Mass Transit Stations In Bangkok, Thailand, Phannarithisen Ong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Transit-oriented development (TOD) is essential to promote independent travel and encourage mass transit use among students, which has several advantages for their physical well-being and boosts their confidence in society. Despite a decade of mass rail transit development and TOD development in Bangkok City, cars still queue to drop students at schools, even near transit stations. This presents a paradox: Why do students go to school in proximity to the mass transit system but not use the mass transit system? The high reliance on personal cars will inevitably shape children’s transportation habits in adulthood, significantly impacting the city’s air quality …
Common Ticketing Systems : Case Studies Of Bangkok, Fukuoka, Singapore, And Sydney, Tam Viet Hoang
Common Ticketing Systems : Case Studies Of Bangkok, Fukuoka, Singapore, And Sydney, Tam Viet Hoang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
การนำที่จอดรถอัตโนมัติมาใช้ในอาคารชุดพักอาศัยกรณีศึกษา โครงการอาคารชุดในเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณัฐพงศ์ เครือนพคุณ
การนำที่จอดรถอัตโนมัติมาใช้ในอาคารชุดพักอาศัยกรณีศึกษา โครงการอาคารชุดในเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณัฐพงศ์ เครือนพคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่จอดรถเป็นองค์ประกอบสำคัญของอาคารชุดพักอาศัยที่ต้องจัดให้มีจำนวนเพียงพอตามเกณฑ์ข้อบังคับที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปัจจุบัน (พ.ศ. 2565) พบว่า มีการนำที่จอดรถอัตโนมัติเข้ามาใช้ในโครงการอาคารชุดแพร่หลายมากขึ้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด วิธีการเลือกรูปแบบ ลักษณะทางกายภาพ การใช้งาน การบริหารจัดการ และข้อดี ข้อจำกัด ของการนำระบบที่จอดรถอัตโนมัติมาใช้ในโครงการอาคารชุด โดยมีกรณีศึกษาเป็นอาคารชุดในเขตวัฒนา 4 โครงการ ด้วยวิธีการสำรวจ การสังเกต และการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำระบบที่จอดรถอัตโนมัติมาใช้ จากการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการโครงการทั้ง 4 โครงการมีแนวคิดในการนำระบบที่จอดรถอัตโนมัติเข้ามาใช้เพื่อประหยัดพื้นที่จอดรถ จัดการพื้นที่ขายให้มีประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดเวลาและพลังงานในการวนหาที่จอดรถ โดยให้ผู้ออกแบบและผู้จัดหาและติดตั้งเป็นผู้นำเสนอข้อมูลและให้คำแนะนำในการเลือกใช้ระบบที่จอดรถอัตโนมัติ ให้เหมาะสมกับลักษณะของพื้นที่และรูปแบบอาคารในโครงการนั้น ๆ ผู้ประกอบการแต่ละโครงการเป็นผู้ตัดสินใจเลือกใช้รูปแบบของระบบที่จอดรถอัตโนมัติ โดยคำนึงถึงต้นทุนของระบบเป็นหลัก แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ (1) แบบมีถาดรองรับ ซึ่งเป็นระบบที่ต้องจอดรถเทียบบนถาดรองรับรถที่อยู่ในลิฟต์รถ ได้แก่ โครงการเซอเลส อโศก ที่ใช้ระบบถาดรถเลื่อน และโครงการเซอร์เคิล สุขุมวิท 31 ที่ใช้ระบบหอสูง และ(2) แบบไม่มีถาดรองรับ เป็นระบบที่ต้องจอดรถเทียบภายในหรือภายนอกช่องลิฟต์ โดยมีหุ่นยนต์รับส่งรถนำรถไปจอดยังตำแหน่งที่ว่างและใกล้ที่สุด ได้แก่ โครงการไนท์บริดจ์ ไพร์ม อ่อนนุชและมิวนีค สุขุมวิท 23 ใช้ระบบหุ่นยนต์ โดยระบบแบบไม่มีถาดรองรับมีระยะเวลาเฉลี่ยในการนำรถเข้าจอดอยู่ที่ 1.55 นาที ใช้เวลาน้อยว่าระบบแบบมีถาดรับรถซึ่งมีระยะเวลาเฉลี่ย 2.21 นาที ในการบริหารจัดการทุกโครงการมีการบำรุงรักษาเชิงป้องกันประจำทุกเดือนเหมือนกันตามระยะการประกัน แต่โครงการไนท์บริดจ์ไพร์ม อ่อนนุชมีการจัดจ้างช่างดูแลระบบประจำโครงการเพิ่มเติม จากการสำรวจ ทุกโครงการพบปัญหาและอุปสรรคที่คล้ายกัน คือ ความลำบากในการเข้าจอดเทียบทั้งภายในและภายนอกช่องลิฟต์รถ เนื่องจากระยะการเลี้ยวรถและพื้นที่รอด้านหน้าลิฟต์ไม่เพียงพอ ข้อดีของระบบที่เหมือนกันคือ ช่วยประหยัดการใช้พื้นที่ ที่แตกต่างกันคือ ระบบที่ใช้ถาดรับรถมีการใช้งานและการซ่อมแซมง่ายไม่ซับซ้อน และมีราคาที่จอดรถต่อช่องจอดและค่าซ่อมบำรุงที่ค่อนข้างถูก ส่วนระบบแบบไม่มีถาดรองรับเป็นระบบที่ทันสมัย การทำงานที่ต่อเนื่องและรวดเร็วกว่า ส่วนข้อจำกัดที่แตกต่าง คือ ระบบที่มีถาดรองรับการทำงานของระบบมีเสียงดังรบกวน ส่วนระบบแบบไม่มีถาดรองรับมีราคาที่จอดรถต่อช่องจอดและค่าซ่อมบำรุงที่ค่อนข้างแพงกว่า และมีวิธีการซ่อมแซมแก้ไขระบบที่ซับซ้อนกว่า ผลจากการวิเคราะห์พบว่า เนื่องจากที่จอดรถอัตโนมัติไม่ต้องมีทางลาดและมีทางวิ่งรถน้อย ที่จอดรถอัตโนมัติจึงมีการใช้พื้นที่น้อยกว่าที่จอดรถแบบปกติประมาณ 2 เท่า ทำให้ประหยัดพื้นที่จอดรถได้มากถึง 50% และสามารถเพิ่มจำนวนที่จอดรถได้มากเป็น 2 เท่าของที่จอดรถแบบปกติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้ประกอบการในการนำที่จอดรถอัตโนมัติมาใช้ จากผลการศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะว่า ผู้ประกอบการควรคำนึงถึงความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งานให้มากขึ้น โดยควรจัดวางตำแหน่งลิฟต์รถแต่ละตัวให้มีระยะห่างที่เหมาะสมและมีพื้นที่วงเลี้ยวที่สัมพันธ์กับระยะวงเลี้ยวรถ และควรจัดพื้นที่รอเข้าจอดรถหน้าลิฟต์ให้เพียงพอ มีระบบป้องกันประตูลิฟต์ปิดเองและมีระบบตรวจสอบการเข้าเกียร์จอดรถหรือมีระบบยึดล้อรถเพื่อป้องกันรถไหลเลื่อนตกจากลิฟต์ยกรถและถาดรับรถ รวมทั้งมีการบริหารจัดการและดูแลบำรุงรักษาระบบที่จอดรถอัตโนมัติอย่างสม่ำเสมอให้เป็นไปตามสัญญาของประกันที่ทำไว้กับบริษัทผู้จัดหาและติดตั้งระบบอย่างเคร่งครัด
พฤติกรรมการใช้บริการรถรับส่งของคอนโดมิเนียมในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางราง กรณีศึกษา สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอ่อนนุช, ปิยะนันท์ มณีเลิศ
พฤติกรรมการใช้บริการรถรับส่งของคอนโดมิเนียมในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางราง กรณีศึกษา สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอ่อนนุช, ปิยะนันท์ มณีเลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการรถรับส่งของคอนโดมิเนียมรอบสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอ่อนนุช มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสำรวจพฤติกรรมการใช้บริการรถรับส่งคอนโดมิเนียม วิเคราะห์การบริหารจัดการรถรับส่งและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้บริการรถรับส่งคอนโดมิเนียม มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การเสนอแนวทางการพัฒนาระบบขนส่งรองสนับสนุนระบบขนส่งมวลชนทางราง การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้บริการรถรับส่งคอนโดมิเนียมรอบสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอ่อนนุช จำนวน 100 คน โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอ้างอิง ได้แก่ วิธีการทดสอบไคสแควร์และการถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษา พบว่า บทบาทของรถรับส่งคอนโดมิเนียมเป็นการให้บริการเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนทางรางทำหน้าที่เป็น Feeder mode และ Community mode โดยคุณภาพการให้บริการเป็นสิ่งที่ผู้ใช้บริการให้ความสำคัญและมีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการ นอกจากนี้ พฤติกรรมการใช้บริการรถรับส่งคอนโดมิเนียมทั้ง 3 กลุ่มราคา พบว่า ส่วนใหญ่ใช้บริการรถรับส่งคอนโดมิเนียมในการเดินทางต่อด้วยรถไฟฟ้าที่สถานีบีทีเอสอ่อนนุชเพื่อเดินทางไปทำงาน ในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้าและช่วงเวลาเร่งด่วนเย็น ซึ่งผู้ใช้บริการในกลุ่มคอนโดมิเนียมราคาแพงมีการใช้บริการรถรับส่งฯ เป็นประจำมากที่สุด ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้บริการรถรับส่งคอนโดมิเนียม ได้แก่ ตัวแปรวัตถุประสงค์การเดินทาง ระดับราคาคอนโดมิเนียม ช่วงเวลาที่ใช้บริการเที่ยวไป-เที่ยวกลับและวัตถุประสงค์การเดินทางเพื่อกลับที่พัก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
ผลที่ผู้อยู่อาศัยได้รับจากการพัฒนาลานตลาดในโครงการบ้านเอื้ออาทร : กรณีศึกษา โครงการบ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง 2 และ โครงการบ้านเอื้ออาทรร่มเกล้า, วิศวรุต เกกินะ
ผลที่ผู้อยู่อาศัยได้รับจากการพัฒนาลานตลาดในโครงการบ้านเอื้ออาทร : กรณีศึกษา โครงการบ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง 2 และ โครงการบ้านเอื้ออาทรร่มเกล้า, วิศวรุต เกกินะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการบ้านเอื้ออาทรโดยการเคหะแห่งชาติ ประกอบด้วยที่อยู่อาศัย และองค์ประกอบชุมชนที่ครบครัน โดยมี ลานตลาด เพื่อทั้งให้บริการและเป็นแหล่งงานให้กับผู้อยู่อาศัยในชุมชน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัย เสริมสร้างเศรษฐกิจที่ดีและเสริมสร้างสายสัมพันธ์อันดีภายในชุมชน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและเป้าหมายในการพัฒนาลานตลาดในโครงการบ้านเอื้ออาทร กับผลที่ผู้อยู่อาศัยได้รับจากการพัฒนาลานตลาด โดยคัดเลือกโครงการบ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง 2 และโครงการบ้านเอื้ออาทรร่มเกล้า เป็นกรณีศึกษา โดยใช้วิธีการการสังเกตุ การสัมภาษณ์ และแบบสอบถามผู้อยู่อาศัยทั้งผู้อยู่อาศัยทั่วไปและผู้อยู่อาศัยที่เป็นผู้ประกอบการค้าในลานตลาด การศึกษาพบว่า โครงการบ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง 2 ตั้งอยู่ที่ถนนประชาพัฒนา เขตลาดกระบัง ด้านหน้าโครงการมีตลาดนัด 1 ตลาด และมินิมาร์ท 1 ร้าน มีผู้อยู่อาศัย 6,390 หน่วย มีลานตลาดภายในโครงการ 3 ลานตลาด ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าโครงการ 2 ลานตลาด และอยู่ภายในโครงการ อีก 1 ลานตลาด มีร้านค้ารวมกันทั้งสิ้น 44 ร้าน มีผู้อยู่อาศัยในโครงการเป็นผู้ประกอบการค้า 38 ร้าน(ร้อยละ 86 ของจำนวนร้านทั้งหมด) ผู้อยู่อาศัยทั่วไปร้อยละ 64 มาซื้อสินค้าในลานตลาดเป็นประจำ ลานตลาดบริหารงานโดย ผู้อยู่อาศัยในโครงการ 1 ลานตลาด และอดีตผู้อย่าศัยในโครงการ 2 ลานตลาด ผู้อยู่อาศัยมีทัศนคติและความพึงพอใจต่อลานตลาดด้านกายภาพ ในระดับปานกลาง (3.23 เต็ม 5 คะแนน) และ ด้านการบริหารลานตลาด ในระดับปานกลาง (3.31 เต็ม 5 คะแนน) โครงการบ้านเอื้ออาทรร่มเกล้า ตั้งอยู่ที่ถนนเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง โดยมีตลาด ศูนย์อาหาร และศูนย์การค้า บริเวณด้านหน้าโครงการ มีที่อยู่อาศัย 6,022 หน่วย มีลานตลาดภายในโครงการ 1 ลานตลาด ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าออกด้านหลังโครงการ มีร้านค้าจำนวน 42 โดยทุกร้านค้ามีผู้ประกอบการเป็นผู้อยู่อาศัยในโครงการทั้งหมด ผู้อยู่อาศัยทั่วไปร้อยละ 73.7 มาซื้อสินค้าในลานตลาดเป็นประจำ ลานตลาดบริหารงานโดยบุคคลภายนอกที่สามารถประมูลสิทธิ์ในการบริหารลานตลาดได้ ผู้อยู่มีทัศนคติและความพึงพอใจต่อลานตลาดด้านกายภาพในระดับมาก (3.55 เต็ม 5 คะแนน) และ ด้านการบริหารลานตลาดในระดับมาก …
Assessing The Physical Conditions Of Motorcycle Taxi Stands And Comfort Conditions Of The Drivers In The Central Business District Of Bangkok, Nissa Phloimontri
Assessing The Physical Conditions Of Motorcycle Taxi Stands And Comfort Conditions Of The Drivers In The Central Business District Of Bangkok, Nissa Phloimontri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research explores the current physical conditions of motorcycle taxi stands located near the BTS stations in the central business district (CBD) and the comfort conditions experienced by motorcycle taxi drivers at those stands. Stand conditions were assessed using design and location standards for transit stops. A total of 25 stands were surveyed and compared with design standards, considering factors such as location, physical form, and features. Stands that share similar characteristics were classified into stand typologies. Based on the environmental comfort model, questionnaires and in-depth interviews were conducted to evaluate the comfort levels of drivers, encompassing physical, functional, and …
Public-Private Partnerships For Implementing Sponge City Development : A Case Study Of Xiamen City, China, Ting Su
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
To mitigate the disasters caused by extreme weather induced by climate change in cities, the Chinese government has proposed the implementation of sponge cities in recent years. However, the construction of sponge cities is characterized by significant investments, long project cycles, and many risks. It is difficult to implement the project only by relying on government investment. Therefore, Public-private Partnership (PPP) model is gradually applied to sponge cities' implementation. As a model of urban infrastructure implementation, PPP can significantly reduce stakeholders' risks in some respects and accelerate infrastructure implementation in sponge cities. However, the PPP model has some disadvantages. Therefore, …
The Perspectives Of Stakeholders On Definition, Critical Criteria, And Supporting Measures For Affordable Housing In Bangkok, Panissara Kitisuthatham
The Perspectives Of Stakeholders On Definition, Critical Criteria, And Supporting Measures For Affordable Housing In Bangkok, Panissara Kitisuthatham
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aims to explore stakeholder perspectives on developing affordable housing in Bangkok through in-depth interviews and questionnaires. The study investigates three areas: definitions, critical criteria, and supporting measures. The data will be collected from stakeholders representing three sectors: the public sector, the private sector, and academia and non-governmental organizations. This research has established a framework for developing in-depth interviews and questionnaire surveys as part of its study from case studies of affordable housing development in other countries. During the literature review of case studies from other countries, it was discovered that affordable housing targets not only low-income households but …
ผลกระทบจากปรากฏการณ์การลดลงของจำนวนประชากรต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา กรณีศึกษาจังหวัดอุดรธานี, สิรวิชญ์ ปัทมะสุวรรณ์
ผลกระทบจากปรากฏการณ์การลดลงของจำนวนประชากรต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา กรณีศึกษาจังหวัดอุดรธานี, สิรวิชญ์ ปัทมะสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการลดลงของประชากรที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา กล่าวคือโรงเรียนของรัฐ ที่เป็นสาธารณูปการขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญ ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลกระทบในมิติหนึ่งจากการลดลง ของประชากรในพื้นที่ คล้ายกับภาพความเสื่อมถอยของโครงสร้างพื้นฐาน ตามบริบทของปรากฏการณ์ เมืองหดที่ถูกกล่าวถึงในระดับสากล โดยมีระเบียบวิธีวิจัย ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เกี่ยวข้องกับการบริหารการศึกษา ผลการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงจำนวนและสัดส่วน รวมถึงการกระจายตัวของประชากรแสดงให้เห็นว่า การลดลงของประชากรเกิดขึ้นในระดับโครงสร้าง ประชากรวัยเด็กเป็นกลุ่มที่มีการลดลงอย่างชัดเจนที่สุดทั้งในพื้นที่เมืองและชนบท สอดคล้องกับจำนวนนักเรียนที่ลดลงในโรงเรียนของรัฐที่ทำให้โรงเรียนส่วนใหญ่ในจังหวัดอุดรธานีมีขนาดที่เล็กลง ขณะที่อัตราการลดของประชากรวัยเด็กที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกช่วงปีทำให้ภาพปรากฏการณ์ของโรงเรียนถูกยุบชัดเจนมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงขนาดสะท้อนถึงสถานภาพโรงเรียนในแต่ละช่วงปี การถูกยุบ ลดขนาด ขยายขนาด เกิดขึ้นทั้งในพื้นที่เมืองและชนบทด้วยสัดส่วนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เชิงพื้นที่แบบครอบคลุม ไม่พบรูปแบบของการพึ่งพาหรือสหสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนแต่ละแห่งในภาพรวมของจังหวัดอย่างชัดเจน เนื่องจากการลดลงของนักเรียนในโรงเรียนแต่ละแห่งอาจไม่ได้มีความสัมพันธ์กันด้วยปัจจัยเชิงภูมิศาสตร์เพียงปัจจัยเดียว นอกเหนือปัจจัยอัตราการเกิดต่ำที่ทำให้จำนวนนักเรียนในโรงเรียนลดลงในภาพรวมแล้ว การลดลงของจำนวนนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ชานเมืองและพื้นที่ชนบทเกิดจากการย้ายถิ่นเข้าสู่โรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ซึ่งถูกมองว่ามีความพร้อมมากกว่าในพื้นที่เมือง ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบทต้องดิ้นรนในการสร้างคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่ส่วนกลางได้กำหนดไว้ภายใต้ภาวะข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากรเพื่อไม่ให้ถูกยุบ ซึ่งเป็นความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่ในพื้นที่เมืองและโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบทห่างไกล งานวิจัยนี้จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นการจัดการให้บริการด้านการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีส่วนร่วม และการส่งเสริมให้เกิดการกระจายอำนาจ โดยผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามีบทบาทด้านการศึกษาเพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และรับมือกับปัญหาที่มีความเฉพาะเจาะจงเชิงพื้นที่มากยิ่งขึ้น
กลยุทธ์การพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อความยั่งยืนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2564, แพรววลัย เสนาวุธ
กลยุทธ์การพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อความยั่งยืนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2564, แพรววลัย เสนาวุธ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันธุรกิจทั่วโลกรวมถึงอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องดำเนินงานโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมภิบาล (ESG) ทั้งนี้ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดให้ทุกธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานอย่างยั่งยืนภายในปี 2565 งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาแนวทางดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนตามแนวคิด ESG โดยใช้การรวบรวมข้อมูลจากรายงาน 56-1 One Report ประจำปี 2564 ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 15 แห่ง แบ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ 3 แห่ง บริษัทขนาดกลาง 3 แห่ง และขนาดเล็ก 9 แห่ง รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการจากบริษัทกรณีศึกษาจำนวน 3 แห่ง วิเคราะห์ข้อมูลความยั่งยืนเชิงเปรียบเทียบระหว่างขนาดบริษัท และเกณฑ์ ESG รวมทั้งหมด 21 ประเด็น แนวคิด และแนวทางดำเนินงาน รวมถึงผลการดำเนินงาน และปัญหาอุปสรรคที่พบในการดำเนินงานตามแนวทางเพื่อความยั่งยืนดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่า 1) บริษัทส่วนใหญ่มีวิสัยทัศน์พันธกิจ และค่านิยมองค์กรด้านความยั่งยืนที่สำคัญ คือ การเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ เพื่อพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน สร้างประโยชน์และรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายโดยเฉพาะลูกค้า และผลิตสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์รูปแบบการดำเนินชีวิต 2) แนวทางดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืน บริษัทส่วนใหญ่มีการรายงานด้านสังคม (social) มากที่สุด เนื่องจากบริษัทมีการพัฒนาต่อยอดมาจากการกําหนดการดําเนินงานเพื่อสังคมในกระบวนการกํากับกิจการ (CSR in Process) โดยเฉพาะประเด็นด้านแรงงาน สังคม ชุมชน รองลงมาคือด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (governance & economy) ในประเด็นที่สัมพันธ์กับองค์กร ลูกค้า และนักลงทุน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่สัมพันธ์ต่อการลงทุน และผลตอบแทนทางการเงินของบริษัท และรายงานน้อยที่สุดด้านสิ่งแวดล้อม (environment) ในประเด็นการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ 3) บริษัทขนาดใหญ่มีความโดดเด่นในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน ขณะที่บริษัทขนาดกลางมุ่งดำเนินงานด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทาน และนวัตกรรมทางธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และบริษัทขนาดเล็กมุ่งดำเนินงานโดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนและสังคม 4) กลยุทธ์การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยตามแนวคิด ESG ของบริษัทกรณีศึกษามีทั้งหมด 5 ด้าน ได้แก่ (1) กลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อลดผลกระทบเชิงลบในการพัฒนาโครงการ ซึ่งมีส่วนสำคัญตลอดช่วงการพัฒนาโครงการ และสนับสนุนการดำเนินกลยุทธ์ที่เหลือ (2) กลยุทธ์การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ (3) กลยุทธ์ส่งเสริมการขายที่ตอบรับพฤติกรรมของผู้บริโภคปัจจุบัน (4) …
รูปแบบการดำเนินงานโครงการที่พักนักท่องเที่ยวที่มีแนวคิดวิสาหกิจเพื่อสังคม : กรณีศึกษา ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต และโรงแรมสวนสามพราน, ชญตา ลีวงศ์เจริญ
รูปแบบการดำเนินงานโครงการที่พักนักท่องเที่ยวที่มีแนวคิดวิสาหกิจเพื่อสังคม : กรณีศึกษา ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต และโรงแรมสวนสามพราน, ชญตา ลีวงศ์เจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันมีธุรกิจจำนวนไม่น้อยหันมาทำวิสาหกิจเพื่อสังคม (social enterprise: SE) เพื่อมุ่งประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้กับการดำเนินงานที่พักนักท่องเที่ยวยังอยู่ในวงจำกัด แม้จะเป็นธุรกิจที่มีโอกาสสร้างผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้มาก วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาการนำแนวคิดวิสาหกิจเพื่อสังคมมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน 2 กรณีศึกษา คือ ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต และโรงแรมสวนสามพราน ใช้วิธีรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ การสำรวจพื้นที่ และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้ประกอบการของที่พักนักท่องเที่ยวแต่ละกรณี ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง 5 คนต่อกรณีศึกษา และนักท่องเที่ยว 20 คนต่อกรณีศึกษา ใช้การวิเคราะห์ผลในเชิงเปรียบเทียบ แสดงองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของการพัฒนาโครงการเพื่อสังคม รวมถึงสรุปบทเรียนจากกรณีศึกษา ผลการศึกษา พบว่า 1) ผู้ประกอบการของกรณีศึกษาทั้ง 2 แห่ง ได้ใช้รูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นแนวทางหลักในการดำเนินงานโครงการที่พักนักท่องเที่ยวเหมือนกัน แม้ว่าจะมีจุดเริ่มต้นในการพัฒนาต่างกัน คือ ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต นำแนวคิดมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน ขณะที่โรงแรมสวนสามพรานนำแนวคิดมาใช้เพื่อสร้างจุดขาย 2) การดำเนินงานโครงการเพื่อสังคมของทั้ง 2 แห่ง มีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ คือ (1) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีบทบาทในการดำเนินงานโครงการแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจหลักรวมถึงธุรกิจเครือข่าย กลุ่มผู้รับประโยชน์ และกลุ่มผู้ให้ความสนับสนุนในด้านต่าง ๆ และองค์ประกอบอีกประการ คือ (2) กิจกรรมหลักในการดำเนินงานโครงการเพื่อสังคม 5 ด้านที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ การจัดการความรู้และให้ความช่วยเหลือในด้านอื่น ๆ แก่กลุ่มผู้ผลิตวัตถุดิบของธุรกิจ การรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในราคายุติธรรม การเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรผ่านผลิตภัณฑ์ของธุรกิจ การจัดหาตลาดและการกระจายสินค้าทางการเกษตร และการท่องเที่ยวที่สนับสนุนความยั่งยืน 3) การดำเนินโครงการเพื่อสังคมของกรณีศึกษาทั้ง 2 แห่ง ส่งผลกระทบใน 4 ด้าน คือ (1) ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน การกระจายรายได้ (2) ผลกระทบทางสังคม ทำให้ชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน (3) ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการส่งเสริมกิจกรรมที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ (4) ผลกระทบทางธุรกิจ ทำให้เกิดสินค้าและบริการที่มีคุณค่าและเกิดมูลค่าเพิ่ม อีกทั้งยังทำให้เกิดจุดขายที่แตกต่าง ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินงานของที่พักนักท่องเที่ยวที่มีแนวคิดเพื่อสังคมทั้งสองกรณี มีกลไกที่สามารถสร้างผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมาก บทเรียนสำคัญและปัจจัยความสำเร็จคือ …
บทเรียนจากกระบวนการจัดการชุมชนผู้มีรายได้น้อยเมื่อเกิดวิกฤติโควิด-19 : กรณีศึกษา ชุมชนบ้านครัว เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร, กัญจนวรินทร์ ธรรมานวัตร์
บทเรียนจากกระบวนการจัดการชุมชนผู้มีรายได้น้อยเมื่อเกิดวิกฤติโควิด-19 : กรณีศึกษา ชุมชนบ้านครัว เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร, กัญจนวรินทร์ ธรรมานวัตร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ช่วงต้นเดือนเมษายน พ.ศ.2564 ลามไปทั่วกรุงเทพมหานคร โดยชุมชนแออัดถือเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนช่วยเหลือชุมชนโดยพบว่า ชุมชนบ้านครัวได้รับผลกระทบอย่างหนักแต่เป็นหนึ่งในชุมชนที่มีการบริหารจัดการชุมชนได้อย่างดี วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการถอดบทเรียนกระบวนการบริหารจัดการชุมชนบ้านครัวในช่วงของการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยศึกษาลักษณะของชุมชนบ้านครัว ก่อนการแพร่ระบาดและศึกษาผลกระทบเมื่อเกิดการแพร่ระบาด โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาข้อมูลจากเอกสารสิ่งพิมพ์ และการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างกับผู้นำชุมชน อาสาสมัคร และสมาชิกชุมชนทั่วไป และผู้เชี่ยวชาญตัวแทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม 2564 แบ่งออกได้เป็น 5 ระยะ โดยมีผู้ติดเชื้อรวมทั้งหมด 382 ราย และผู้เสียชีวิต 18 ราย จากสภาพทางกายภาพที่มีการอยู่อาศัยอย่างแออัดทำให้เกิดการแพร่เชื้อโควิด-19 อย่างรวดเร็ว โดยทางด้านเศรฐกิจมีผู้ได้รับกระทบโดยขาดรายได้ ทางสังคมเกิดการงดการรวมกลุ่มทำกิจกรรมทางศาสนา โดยชุมชนบ้านครัวมีกระบวนการจัดการวิกฤติโควิด-19 แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ 1.กิจกรรมที่เกิดจากการรวมกลุ่มของชุมชนเองได้แก่ 1) การจัดตั้งครัวชุมชนแจกจ่ายอาหารและสิ่งของที่จำเป็น 2) การประกาศปิดทางเข้าออกชุมชนคัดกรองผู้เสี่ยงติดเชื้อ 3) การจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัคร ร่วมกับ กลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์พัฒนาบ้านครัว เพื่อช่วยเหลือตนเอง 2.ชุมชนบ้านครัวมีการประสานงานและได้รับความช่วยเหลือและงบประมานจากหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรเอกชนที่ทำให้เกิดกิจกรรม คือ 1) การสอบสวนโรคเพื่อหาจุดเสี่ยงและทำความสะอาดที่อยู่อาศัย 2) การจัดประชุมออนไลน์เพื่อให้ความรู้ 3) การวิเคราะห์ผังชุมชนที่เป็นจุดด้อย 4) การเข้าร่วมส่งผู้ป่วยกักตัวที่ศูนย์พักคอยผู้ป่วยโควิด-19 พาณิชยการเจ้าพระยา 5) การนัดตรวจโควิดเชิงรุกผู้อาศัยบ้านครัว 6) การจัดตั้งศูนย์ประสานงานในชุมชน บทเรียนเความสำเร็จด้วยปัจจัยต่าง ๆ คือ 1) เป็นชุมชนเข้มแข็ง ที่มีประวัติการต่อสู้มายาวนาน และผ่านกระบวนการบ้านมั่นคงจึงมีความพร้อมทั้งด้านข้อมูลและการจัดการตนอง 2) แกนนำชุมชนมีความเข้มแข็งและได้รับความร่วมมือจากสมาชิกในชุมชน 3) ชุมชนสามารถสื่อสารความต้องการ เปิดรับและคัดสรรความร่วมมือจากภาคีต่างๆอย่างเหมาะสม โดยมีคนในชุมชนเป็นกำลังหลักในการจัดการ 4) ความจำเป็นในการจัดการอาหารฮาลาลด้วยชุมชนเอง เพิ่มความเข้มแข็งชุมชน 5) การเกิดกิจกรรมการจัดการด้านกายภาพของบ้านและชุมชนร่วมกับภาคีในการออกแบบด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม ข้อเสนอแนะชุมชนผู้มีรายได้น้อยเมื่อเกิดวิกฤตในอนาคต ครัวเรือนควรมีการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้มีการเปิดระบายอากาศและแสงเข้าถึงได้มากขึ้นและปรับปรุงห้องน้ำให้ใช้งานได้อย่างถูกสุขลักษณะ ชุมชนควรมีการจัดพื้นที่เพื่อจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อเป็นพื้นที่ให้กลุ่มอาสาสมัครใช้ในการประสานงานช่วยเหลือ ควรมีการจัดกิจกรรมทางด้านอาหารเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในชุมชนและป้องกันการแพร่ระบาด รวมถึงเป็นการเสริมสร้างพลังแก่ชุมชน ข้อเสนอต่อหน่วยงานภายนอก ควรมีการทำงานด้วยข้อมูลพื้นฐานที่ถูกต้อง และมีความเชื่อมโยงประสานกันระหว่างแต่ละหน่วยงาน ข้อเสนอแนะต่อผู้กำหนดนโยบายในการบริหารจัดการชุมชนเมื่อเกิดภาวะวิกฤติในอนาคต คือควรมีการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานอย่างครบถ้วน เพื่อนำไปใช้ในการออกนโยบายและนำนโยบายมาสู่การปฏิบัติให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ แต่ละชุมชน ที่มีทุนมนุษย์และทุนสังคมที่แตกต่างกัน และควรสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพ (Health Literacy) ให้กับทุกชุมชนเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันทางสังคม
การเตรียมการด้านที่อยู่อาศัยก่อนเกษียณของแรงงานก่อสร้างในเขตกรุงเทพมหานคร : กรณีศึกษา บริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ 4 แห่ง, ทศพล นิลเปรม
การเตรียมการด้านที่อยู่อาศัยก่อนเกษียณของแรงงานก่อสร้างในเขตกรุงเทพมหานคร : กรณีศึกษา บริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ 4 แห่ง, ทศพล นิลเปรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ พ.ศ. 2554 ประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุทั้งหมด จากร้อยละ 12 และใน พ.ศ. 2564 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 18 จากประชากรรวมทั้งประเทศ ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวพบว่าสถิติผู้มีงานทำทั่วประเทศที่มีอายุ 50-59 ปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี และยังเป็นไปในทิศทางเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันกับสัดส่วนแนวโน้มแรงงานก่อสร้างในเขตกทม. ที่เพิ่มจาก ร้อยละ 12 ในพ.ศ. 2553 เป็นร้อยละ 16 ใน พ.ศ. 2564 จากจำนวนแรงงานก่อสร้างรวมทั้งประเทศ จึงอาจกล่าวได้ว่ายิ่งมีแรงงานก่อสร้างที่อยู่อาศัยในแคมป์มากขึ้นจะมีสัดส่วนแรงงานที่ต้องสูงอายุมากขึ้น ซึ่งแรงงานก่อสร้างที่พักอาศัยในแคมป์คนงาน หลังจากเกษียณอายุแล้วไม่สามารถอาศัยอยู่ในแคมป์ได้ แรงงานกลุ่มนี้ก่อนวัยเกษียณอายุส่วนใหญ่จะมีลักษณะสังคม เศรษฐกิจ กรรมสิทธิ์ การเตรียมการด้านที่อยู่อาศัยหลังเกษียณอายุอย่างไร โดยงานวิจัยนี้ได้ศึกษากลุ่มตัวอย่างจากกลุ่มแรงงานก่อสร้างที่ปฏิบัติงานอยู่ในโครงการก่อสร้าง และพักอยู่ในแคมป์คนงานที่รับผิดชอบโดย 4 บริษัทกรณีศึกษา ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อวิเคราะห์ และสรุปผลการเตรียมการด้านที่อยู่อาศัยก่อนเกษียณจากการเก็บแบบสอบถามแรงงานก่อสร้างชาวไทย 400 ตัวอย่าง และชาวเมียนมา 400 ตัวอย่าง ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก 20 คน จากแรงงานกลุ่มประชากรแรงงานก่อสร้าง จำนวน 2,471 คน จากการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างแรงงานก่อสร้างชาวไทย มีกลุ่มที่เตรียมการ และไม่เตรียมการด้านที่อยู่อาศัยก่อนเกษียณ ร้อยละ 84.25 และ 15.75 ตามลำดับ ทั้งสองกลุ่มมีปัจจัยที่เหมือนกันในด้านสังคม ส่วนใหญ่มีสถานะสมรส, มีบุตร 1 คน, ตำแหน่งกรรมกร ด้านเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่มีรายได้ต่อคนต่อเดือน น้อยกว่า 12,000 บาท, รายจ่ายต่อคนต่อเดือน 5,000-10,000 บาท, มีการออมเงินในบัญชีเงินฝาก, มีสิทธิ์ประกันสังคม, ไม่มีโรคประจำตัว, จะหยุดทำงานก่อสร้างเมื่ออายุ 55-60 ปี, จะทำเกษตรกรรมหลังเกษียณ ด้านที่อยู่อาศัยภูมิลำเนาเดิม ส่วนใหญ่มีที่ตั้งภูมิลำเนาเดิมอยู่ภาคอีสาน, ไม่มีปัญหาในที่อยู่อาศัย, กลุ่มที่มีปัญหาส่วนใหญ่ต้องการซ่อมแซมในส่วนที่ชำรุด, มีงบประมาณที่คาดไว้ น้อยกว่า 100,000 บาท, ด้วยเงินออม, มีการออมเงินไว้บางส่วนน้อยกว่า 20,000 บาท, จะดำเนินการ 3-5 ปีข้างหน้า และมีปัจจัยที่แตกต่างกันในด้านที่อยู่อาศัยในภูมิลำเนาเดิม …
การศึกษาหลักเกณฑ์พื้นที่สีเขียวในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดพักอาศัยรวม เขตกรุงเทพมหานคร, นภสร จินดาพงษ์
การศึกษาหลักเกณฑ์พื้นที่สีเขียวในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดพักอาศัยรวม เขตกรุงเทพมหานคร, นภสร จินดาพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดพักอาศัยรวมที่มีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 80 ห้อง หรือมีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 4,000 ตร.ม. ขึ้นไปต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยหนึ่งในหลักเกณฑ์คือ พื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความน่าอยู่ของเมือง ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การประกาศใช้การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมในปีพ.ศ. 2535 หลักเกณฑ์พื้นที่สีเขียวไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์และสภาพสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ในงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์พื้นที่สีเขียวให้ดีขึ้น โดยกำหนดกรอบการวิจัยคือ การศึกษาโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมที่ผ่านการพิจารณาในปีพ.ศ. 2561 เป็นกรณีศึกษา และจัดทำข้อเสนอแนะการปรับปรุงหลักเกณฑ์พื้นที่สีเขียว ผลการศึกษาแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ การวิจัยเชิงเอกสารพบว่า พื้นที่สีเขียวทุกประเภทสามารถทำได้เกินจากหลักเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ซึ่งสอดคล้องกับการสัมภาษณ์กลุ่มที่ปรึกษาผู้จัดทำรายงานว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดในการจัดทำพื้นที่สีเขียว คือ การทำให้ผ่านหลักเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยไม่คำนึงว่าจะต้องเกินมากน้อยเพียงไร ซึ่งแสดงให้เห็นจากตัวเลขพื้นที่สีเขียวรวมที่หลักเกณฑ์ขั้นต่ำกำหนดไว้ 1 ตร.ม. ต่อ 1 คนนั้นมีค่าเฉลี่ยเกินเพียง 1.07 ตร.ม. ต่อ 1 คน ปัจจัยสำคัญรองลงมาคือ ชนิดพันธุ์ไม้ยืนต้น เพราะต้องนำไปคำนวณการดูดซับคาร์บอน โดยกลุ่มที่ปรึกษาขอให้กลุ่มผู้ออกแบบเลือกใช้ชนิดพันธุ์จากตารางอ้างอิงที่ถูกทำขึ้นในปีพ.ศ. 2538 และยังใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน จากการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ออกแบบพบว่า ไม่สามารถนำชนิดพันธุ์เหล่านั้นมาใช้ได้จริง เพราะตารางอ้างอิงนี้ไม่ได้ตรวจทานเพิ่มเติมมาถึง 28 ปีแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับการสำรวจพบว่าชนิดพันธุ์ในเล่มรายงานไม่ตรงกับในโครงการจริง พิสูจน์ได้ว่าหลักเกณฑ์การดูดซับคาร์บอนนี้ไม่สามารถปฏิบัติจริงได้เพราะชนิดพันธุ์ที่ใช้ในการคำนวณไม่ได้นำมาใช้จริง และเมื่อรวมกับการสัมภาษณ์กลุ่มผู้เชี่ยวชาญพื้นที่สีเขียว จึงได้นำมาสู่ข้อเสนอแนะการปรับปรุงหลักเกณฑ์พื้นที่สีเขียว ได้แก่ 1) หลักเกณฑ์พื้นที่สีเขียวรวม 1 ตร.ม. ต่อ 1 คน ต้องมีข้อกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นต่ำมากขึ้น เนื่องด้วยหลักเกณฑ์เดิมไม่เพียงพอต่อสถานการณ์การอยู่อาศัยที่มีความหนาแน่นขึ้นมากกว่า 30 ปีที่ผ่านมา 2) หลักเกณฑ์ขั้นต่ำประเภทอื่นๆ ควรถูกนำมาประเมินเพื่อให้สอดคล้องต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน 3) หลักเกณฑ์การดูดซับคาร์บอนต้องปรับปรุงให้ปฏิบัติได้จริง เพื่อให้สิ่งที่ปรากฎในเล่มรายงานส่งผลไปยังการพัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นได้ต่อไป
โอกาสและข้อจำกัดของการพัฒนาศูนย์การแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) กรณีศึกษา เขตส่งเสริมศูนย์นวัตกรรมการแพทย์ครบวงจร ธรรมศาสตร์ พัทยา และโครงการยกระดับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจังหวัดภูเก็ต สู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก, บุศรินทร์ เขียวไพรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยมีนโยบายในการพัฒนาประเทศเพื่อยกระดับทางเศรษฐกิจ โดยการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง 12 ประเภท เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต โดยจัดทำแผนเพื่อส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มดังกล่าวขึ้น อาทิเช่น มาตรการการส่งเสริมการลงทุน การจัดทำแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เป็นต้น ซึ่งอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) นั้นจัดอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย สัมพันธ์กับข้อเท็จจริงที่ว่าปัจจุบันมีการพัฒนาทคโนโลยีในการรักษาคุณภาพชีวิตของมนุนย์ให้มีชีวิตยืนยาว ประกอบกับประเทศไทยเป็นปลายทางของนักท่องเที่ยวและคนไข้ เนื่องด้วยข้อได้เปรียบเรื่องราคา การบริการที่ดี รวมทั้งคุณภาพของบุคลากร โดยเฉพาะแพทย์ทางเลือกและการดูแลฟื้นฟู รวมทั้งบริการต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร มีแนวโน้มการลงทุนในอนาคตสูง รัฐบาลนำโดยกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมทางแพทย์ นำมาสู่การจัดทำแผนงานโครงการและมาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ก่อให้เกิดการจัดตั้งศูนย์การแพทย์ครบวงจร ในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการให้บริการของกลุ่มเป้าหมาย ดังเช่น กรณีศึกษาทั้งสองแห่งของการวิจัย ได้แก่ เขตส่งเสริมศูนย์นวัตกรรมการแพทย์ครบวงจร ธรรมศาสตร์ พัทยา และโครงการยกระดับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจังหวัดภูเก็ต สู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก จากข้างต้นจึงนำมาสู่การศึกษาโอกาสและข้อจำกัดของการพัฒนาศูนย์การแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) โดยศึกษาข้อมูลแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยอื่นๆ และศึกษาแนวทางการดำเนินโครงการของกรณีศึกษาทั้งสองแห่ง โดยวิเคราะห์ที่ตั้งการใช้ที่ดิน รวมทั้งนโยบาย กฎหมายข้อบังคับต่างๆ นำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูล ผนวกกับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เกี่ยวข้องทั้งในด้านการดำเนินการโครงการศูนย์การแพทย์ ด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ และด้านกฎหมายหรือมาตรการส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ จากการศึกษา พบว่า การดำเนินโครงการศูนย์การแพทย์ครบวงจรนั้น จะต้องมีปัจจัยสนับสนุน คือ พื้นที่โครงการจะต้องมีศักยภาพในเรื่องที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ เช่น สถาบันการศึกษาและสถานพยาบาลที่มีการรองรับการให้บริการด้านการแพทย์ การเข้าถึงพื้นที่ ปัจจัยดึงดูดด้านการท่องเที่ยวโดยรอบเพื่อผนวกร่วมกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รวมทั้งปัจจัยส่งเสริมด้านกฎหมาย เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุน มาตรการทางผังเมือง เป็นต้น ทั้งนี้ในการดำเนินการโครงการเนื่องด้วยเป็นโครงการขนาดใหญ่ จะต้องมีการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนโครงการในภาพรวม ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง และภาครัฐที่จะลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และจัดการข้อจำกัดและสร้างแรงจูงใจให้กับนักลงทุน และกลุ่มวิชาการ รวมถึงบุคลากรที่มีคุณภาพที่รองรับการให้บริการในพื้นที่
กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนรูปแบบทางสถาปัตยกรรมโครงการบ้านจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยว ระหว่างปี พ.ศ.2559-2565 กรณีศึกษา 4 บริษัทมหาชนจำกัด, พรชัย ประสงค์ฉัตรชัย
กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนรูปแบบทางสถาปัตยกรรมโครงการบ้านจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยว ระหว่างปี พ.ศ.2559-2565 กรณีศึกษา 4 บริษัทมหาชนจำกัด, พรชัย ประสงค์ฉัตรชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การปรับเปลี่ยนรูปแบบทางสถาปัตยกรรมเป็นหัวใจของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product) ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในช่วงพ.ศ.2559-2565 ประเทศไทยประสบปัญหาโควิด-19 ในปี 2563 จากนั้นพบว่าอัตราการขายบ้านเดี่ยวโครงการบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพและปริมณฑลสูงขึ้นกว่าที่อยู่อาศัยประเภทอื่น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และการปรับเปลี่ยนรูปแบบทางสถาปัตยกรรมบ้านเดี่ยวในโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคา 5-10 ล้านบาทที่เปิดขายในช่วงปี พ.ศ. 2559 – 2565 ของบริษัทที่มีรายได้จากบ้านแนวราบมากที่สุด 4 บริษัทได้แก่ 1) บมจ. เอพี(ไทยแลนด์) (AP) 2) บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) 3) บมจ. แสนสิริ (SIRI) 4) บมจ. ศุภาลัย (SPALI) โดยรวบรวมแบบบ้านทั้ง 4 บริษัทจากแบบเริ่มต้น 13 แบบใน 18 โครงการ และศึกษา 1) รวบรวมข้อมูลกลยุทธ์จากรายงานประจำปี56-1 และรวบรวมแบบบ้านจากเว็บไซต์รีวิวโครงการ 2) สัมภาษณ์การดำเนินกลยุทธ์และสัมภาษณ์สอบทานการปรับเปลี่ยนรูปแบบบ้าน ผลการศึกษาพบว่าในช่วงก่อน พ.ศ.2563 มีการดำเนินกลยุทธ์องค์กรแตกต่างกันแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลยุทธ์องค์กรมุ่งเน้นการพัฒนากายภาพ จำนวน 2 บริษัทคือ AP และ SC และอีก 2 บริษัทมีกลยุทธ์มุ่งเน้นการพัฒนาการอยู่อาศัยและพัฒนาสังคมคือ SIRI และ SPALI เมื่อได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกและการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ทั้ง 4 บริษัทปรับกลยุทธ์องค์กรในทิศทางเดียวกันคือมุ่งการพัฒนาการอยู่อาศัยเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน นำไปสู่การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์พัฒนาผลิตภัณฑ์จากฐานกลยุทธ์เดิมที่แตกต่างกันในแต่ละบริษัท โดยพบว่ากลุ่มลูกค้ามี 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีรายได้ค่อนข้างสูง จำนวน 2 บริษัทคือ AP และ SC และอีก 2 บริษัทเน้นกลุ่มรายได้ไม่สูงคือ SIRI และ SPALI และภาพรวมการดำเนินกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทุกบริษัทปรับเพิ่มกลยุทธ์จากฐานกลยุทธ์เดิม จำแนกได้เป็นกลยุทธ์ 1) กลยุทธ์การพัฒนาขนาดพื้นที่ใช้สอย (AP) 2) กลยุทธ์ด้านความยืดหยุ่นพื้นที่ใช้สอยพัฒนาFunction (SC) 3) กลยุทธ์ความยืดหยุ่นพื้นที่และการออกแบบที่โดดเด่น (SIRI) …
กลยุทธ์การตลาดคอนโดมิเนียมสำหรับกลุ่มวัยเริ่มทำงานของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ :กรณีศึกษา บมจ. แสนสิริ บมจ. เอพี ไทยแลนด์ บมจ. พฤกษา เรียลเอสเตทและ บมจ. ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้, พราวนภา โกเมนธรรมโสภณ
กลยุทธ์การตลาดคอนโดมิเนียมสำหรับกลุ่มวัยเริ่มทำงานของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ :กรณีศึกษา บมจ. แสนสิริ บมจ. เอพี ไทยแลนด์ บมจ. พฤกษา เรียลเอสเตทและ บมจ. ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้, พราวนภา โกเมนธรรมโสภณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันกลุ่มช่วงวัยเริ่มทำงาน (FIRST JOBBER) เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย ดังนั้น ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงต้องใช้กลยุทธ์การตลาดเฉพาะสำหรับสำหรับคนกลุ่มนี้ งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษากลยุทธ์การตลาดคอนโดมิเนียมสำหรับกลุ่มวัยเริ่มทำงานของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีกรณีศึกษา 4 บริษัท ประกอบไปด้วย บมจ. แสนสิริ บมจ. เอพี ไทยแลนด์ บมจ. พฤกษา เรียลเอสเตท และ บมจ. ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ใช้วิธีรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากรายงานประจำปีบริษัท ปี 2564 และข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการทั้ง 4 บริษัท และกลุ่มวัยเริ่มทำงานที่อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมกรณีศึกษา จำนวน 4 บริษัทๆละ 1 โครงการๆละ 20 ท่าน รวมทั้งสิ้น 80 ท่าน วิเคราะห์ความเหมือนและความแตกต่างของแนวคิดการตลาด กลยุทธ์การตลาด และลักษณะคอนโดมิเนียมกลุ่มวัยเริ่มทำงาน รวมถึงสรุปบทเรียนจากกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่า 1) บริษัทกรณีศึกษามีแนวคิดกำหนดให้กลุ่มวัยเริ่มทำงานเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายสำคัญของบริษัท กำหนดไว้ในวิสัยทัศน์ ภารกิจ และบางบริษัทกำหนดผ่านแนวคิดผู้บริหารและกลยุทธ์การแข่งขัน 2) กลยุทธ์การตลาดที่สำคัญ คือ (1) กำหนดส่วนแบ่งทางการตลาด กลุ่มเป้าหมาย และตำแหน่งตลาด พบว่าทุกโครงการมุ่งเน้นไปที่ราคาที่จ่ายได้ กลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มวัยเริ่มทำงาน หรือกลุ่มเจนแซด มีจุดยืนด้านราคา ทำเล พื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่ภายในห้องพัก และบางโครงการสามารถเลี้ยงสัตว์ได้ (2) ส่วนประสมทางการตลาด พบว่าบริษัทส่วนใหญ่ปรับช่องทางการจัดจำหน่ายไปสู่ออนไลน์ ปรับพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่ภายในห้องพักให้สะท้อนถึงการใช้ชีวิตของกลุ่มวัยเริ่มทำงาน บางบริษัทยินดีรับกลุ่มคนที่เพิ่งจบใหม่ และให้โอกาสในการรับผิดชอบโครงการที่เจาะกลุ่มวัยเริ่มทำงาน 3) ลักษณะคอนโดมิเนียมกลุ่มวัยเริ่มทำงาน พบว่าทำเลที่ตั้งกระจายตัวอยู่ในย่านชานเมือง เป็นโครงการคอนโดมิเนียมแนวราบ ภายในห้องตกแต่งพร้อมเข้าอยู่ เพิ่มพื้นที่เก็บของภายในห้อง มีพื้นที่ส่วนกลางใช้งานได้ 24 ชม. มีพื้นที่นัดพบหรือประชุมงาน และมีพื้นที่ออกกำลังกาย เป็นต้น ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับกลุ่มวัยเริ่มทำงานของผู้ประกอบการ บทเรียนสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จในการตลาดคอนโดมิเนียมกลุ่มวัยเริ่มทำงาน คือ ต้องกำหนดราคาที่คนกลุ่มนี้สามารถจ่ายได้ โครงการตั้งอยู่บนทำเลที่มีการคมนาคมที่สะดวก ใกล้รถไฟฟ้า และเป็นคอนโดมิเนียมที่ตกแต่งพร้อมเข้าอยู่พร้อมเข้าอยู่อาศัย
แนวทางการเลือกข้อกำหนดตามมาตรฐาน Leed ในการพัฒนาโครงการศูนย์กระจายสินค้าในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ, ภวัต สถิตกาญจนะ
แนวทางการเลือกข้อกำหนดตามมาตรฐาน Leed ในการพัฒนาโครงการศูนย์กระจายสินค้าในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ, ภวัต สถิตกาญจนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าในประเทศไทยที่ได้รับมาตรฐานอาคารเขียวโดยเฉพาะมาตรฐาน LEED มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการลงทุนของผู้พัฒนา ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาลักษณะในการเลือกข้อกำหนดตามมาตรฐาน LEED และปัจจัยในการเลือกข้อกำหนดผ่านการเก็บข้อมูลทุติยภูมิด้านการเลือกข้อกำหนดของศูนย์กระจายสินค้าในประเทศไทย และสัมภาษณ์ของผู้พัฒนาโครงการ และ ผู้ใช้งานกรณีศึกษาตัวแทนสำหรับแต่ละระดับคะแนนได้แก่ Certified Silver และ Gold สุดท้ายนำข้อมูลดังกล่าวมาสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อนำเสนอเป็นของเสนอแนะการเลือกข้อกำหนดตามมาตรฐาน LEED ในโครงการศูนย์กระจายสินค้า ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะด้านที่ตั้งที่ใกล้กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีแนวโน้มในการได้รับคะแนนและระดับมาตรฐานที่สูงขึ้นกว่าโครงการที่ตั้งอยู่ห่างออกไป และพบลักษณะในการเลือกข้อคะแนนของโครงการศูนย์กระจายสินค้าที่ได้รับรองมาตรฐาน LEED แล้วโดยแบ่งเป็น 3 ส่วนดังนี้ 1) โครงการในระดับ Certified มีการมุ่งเน้นการเลือกใช้ข้อคะแนนที่ตอบสนองการลดค่าใช้จ่ายด้านค่าน้ำ และค่าไฟฟ้าในโครงการ 2) โครงการในระดับ Silver มีการมุ่งเน้นการเลือกข้อคะแนนที่ตอบสนอง ประโยชน์ด้านการส่งเสริมปฏิบัติงานในโครงการด้านส่งเสริมการเดินทางของพนักงาน และ การเพิ่มประสิทธิภาพโครงการผ่านการตรวจและทดสอบระบบ 3) โครงการในระดับ Gold มีการมุ่งเน้นประโยชน์ด้านคุณภาพอากาศที่ดีแก่พนักงาน และ ลดผลผลกระทบและมลภาวะแก่ชุมชนโดยรอบโครงการ โดยจากลักษณะในการเลือกข้อกำหนดนำไปสู่การสัมภาษณ์ผู้พัฒนา ผู้เชี่ยวชาญ และ ผู้ใช้งานโครงการ พบข้อค้นพบสำคัญดังนี้ 1) หมวดข้อคะแนนที่มีการเลือกใช้คะแนนเฉลี่ยสูงสุด คือ Energy and Atmosphere Water Efficiency และ Location and Transportation ตามลำดับ 2) แนวคิดด้านโอกาสในการเลือกใช้ข้อคะแนน คือ สอดคล้องกับนโยบายบริษัทด้านการพัฒนาโครงการ และ มีการใช้ข้อกำหนดทั้งด้านอุปกรณ์และวัสดุก่อสร้างอยู่แล้ว 3) แนวคิดด้านข้อจำกัดในการไม่เลือกใช้ข้อคะแนน คือ ผังเมืองและโครงสร้างคมนาคม ผลกระทบด้านต้นทุนและเวลา และ ขัดกับการปฏิบัติงาน/ความปลอดภัยของสินค้า งานวิจัยฉบับนี้แสดงให้เห็นลักษณะการเลือกข้อกำหนด และปัจจัยในการเลือกหรือไม่เลือกทำข้อกำหนดในมุมมองของผู้พัฒนา ซึ่งผลการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษาด้านอาคารเขียว และผู้พัฒนาที่สามารถนำปัจจัยในการเลือกจากการสัมภาษณ์และข้อเสนอแนะในการเลือกข้อคะแนนเบื้องต้นในงานวิจัยไปปรับใช้สำหรับการเริ่มต้นวางแผนการพัฒนาโครงการศูนย์กระจายสินค้าที่ไม่ได้มีความต้องการมาตรฐานรับรองแต่มีความต้องการพัฒนาโครงการให้ตอบสนองความต้องการของผู้พัฒนา ผู้ใช้งาน ชุมชนโดยรอบ และสิ่งแวดล้อม และ โครงศูนย์กระจายสินค้าการต้องการขอมาตรฐาน LEED ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ
การประเมินค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยวที่ได้จากการประมูลทรัพย์ผ่านกรมบังคับคดีในจังหวัดสมุทรปราการ, วิศัลยา สุดเสถียร
การประเมินค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยวที่ได้จากการประมูลทรัพย์ผ่านกรมบังคับคดีในจังหวัดสมุทรปราการ, วิศัลยา สุดเสถียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การซื้อบ้านมือสองผ่านการประมูลทรัพย์จากกรมบังคับคดีมีจุดเด่นคือราคาที่ต่ำกว่าราคาขายในท้องตลาดประมาณร้อยละ 20 – 60 และมีทรัพย์ให้เลือกในหลากหลายทำเล แต่เนื่องจากทรัพย์ที่กรมบังคับคดีนำออกมาประมูลจะเป็นทรัพย์ที่มีข้อพิพาททางกฎหมายจึงมีสภาพทรุดโทรมขาดการบำรุงรักษาและอาจก่อให้เกิดปัญหาที่แตกต่างกันออกไป งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านมือสองจากกรมบังคับคดีทราบถึงขั้นตอนการดำเนินการและข้อพึงระวัง รวมถึงการเตรียมค่าใช้จ่ายและประเมินค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมทรัพย์ที่ประมูลได้ ผลการศึกษาพบว่าในการเข้าร่วมประมูลทรัพย์จะแบ่งช่วงระยะในการดำเนินงานได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ 1. ก่อนการประมูล 2. ระหว่างประมูล และ 3. หลังการประมูล โดยช่วงที่มีความสำคัญและส่งผลทำให้เกิดค่าใช้จ่ายได้แก่ ช่วงก่อนการ ประมูล และช่วงหลังการประมูล โดยช่วงก่อนการประมูลเป็นช่วงของการเตรียมความพร้อมด้วยการศึกษารายละเอียดและเงื่อนไข, การลงพื้นที่เพื่อสำรวจ, การเตรียมหลักฐานแสดงตนและการเตรียมเงินประกัน นอกจากนี้ยังพบทรัพย์ที่จะเพิ่มค่าใช้จ่าย ได้แก่ 1. ทรัพย์ที่ขายตามสำเนาโฉนด 2. ทรัพย์ที่ขายแบบติดจำนอง 3. ทรัพย์ที่ยังมีผู้อยู่อาศัยเดิมอาศัยอยู่ซึ่งคาดว่าอาจต้องใช้เวลานานในการย้ายออกหรืออาจต้องมีการฟ้องขับไล่ และ4. ทรัพย์ที่โครงสร้างชำรุดเสียหาย ทรุดหรือเอียงอย่างเห็นได้ชัด การเตรียมตัวที่ดีและการหลีกเลี่ยงทรัพย์ที่มีลักษณะดังที่กล่าวมาจะช่วยลดความผิดพลาดที่สร้างความเสียหายได้ ไม่ว่าจะเป็นการเสียสิทธิ เสียเวลา รวมถึงเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ และในช่วงหลังการประมูลทรัพย์หากเป็นผู้ชนะการประมูลจะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการปรับปรุงซ่อมแซม ซึ่งพบว่าการปรับปรุงเพื่อนำไปขายต่อของบ้านประเภททาวน์เฮาส์รวมค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมจะคิดเป็นร้อยละ 9.60 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด แบ่งเป็น 1.หมวดงานสถาปัตยกรรม ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมคิดเป็นร้อยละ 89.78 2.หมวดงานระบบ ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมคิดเป็นร้อยละ 7.05 และ 3.หมวดงานอื่น ๆ ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง ซ่อมแซมคิดเป็นร้อยละ 3.17 และบ้านประเภทบ้านเดี่ยวรวมค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมจะคิดเป็นร้อยละ 10.91 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด แบ่งเป็น 1.หมวดงานสถาปัตยกรรม ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมคิดเป็นร้อยละ 93.31 2.หมวดงานระบบ ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมคิดเป็นร้อยละ 4.51 และ 3.หมวดงานอื่น ๆ ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมคิดเป็นร้อยละ 2.18 สำหรับการปรับปรุงเพื่ออยู่อาศัยจริงอาจมีรายละเอียดที่ผู้ซื้อทรัพย์จะต้องเปลี่ยนหรือทำการปรับปรุงมากขึ้น เพื่อให้สามารถอยู่อาศัยได้ตามลักษณะครอบครัวจริง พบว่าการปรับปรุงเพื่อการอยู่อาศัยนั้นอาจจะมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเพิ่มขึ้นของบ้านประเภททาวน์เฮาส์คิดเป็นร้อยละ 13.59 และบ้านเดี่ยวคิดเป็นร้อยละ 16.30 ของราคาทรัพย์ โดยอัตราที่เพิ่มขึ้นนี้ส่วนใหญ่เป็นปัญหาการทรุดตัวของสภาพบ้าน เช่น บริเวณโรงรถ และพื้นที่ต่อเติมครัว รวมถึงการปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าแสงสว่าง เพื่อให้ได้ตำแหน่งตรงตามการใช้งาน