Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Environmental Design (173)
- Urban, Community and Regional Planning (162)
- Arts and Humanities (147)
- Architectural Engineering (102)
- Engineering (91)
-
- Social and Behavioral Sciences (86)
- Physical Sciences and Mathematics (85)
- Art and Design (79)
- Landscape Architecture (76)
- Environmental Sciences (72)
- Architectural Technology (70)
- Sustainability (66)
- History of Art, Architecture, and Archaeology (65)
- Architectural History and Criticism (59)
- Civil and Environmental Engineering (59)
- Interior Architecture (58)
- Construction Engineering (57)
- Historic Preservation and Conservation (44)
- History (41)
- Other Architecture (38)
- Education (36)
- Cultural Resource Management and Policy Analysis (32)
- Fine Arts (30)
- Business (28)
- Construction Engineering and Management (26)
- Civil Engineering (23)
- Theory and Criticism (23)
- Urban Studies and Planning (23)
- Art Practice (22)
- Institution
-
- University for Business and Technology in Kosovo (105)
- Chulalongkorn University (88)
- Rhode Island School of Design (61)
- Syracuse University (58)
- University of Nevada, Las Vegas (58)
-
- California Polytechnic State University, San Luis Obispo (56)
- Kennesaw State University (43)
- University of Nebraska - Lincoln (41)
- Technological University Dublin (34)
- Virginia Commonwealth University (27)
- Western Kentucky University (27)
- Missouri University of Science and Technology (20)
- Indiana State University (17)
- Stephen F. Austin State University (17)
- University of Texas at Arlington (17)
- City University of New York (CUNY) (15)
- Portland State University (15)
- Vocational Training Council (14)
- University of Arkansas, Fayetteville (13)
- James Madison University (12)
- Utah State University (12)
- University of New Mexico (11)
- Clemson University (8)
- University at Albany, State University of New York (7)
- University of the Pacific (6)
- California State University, San Bernardino (5)
- Southern Illinois University Carbondale (5)
- Andrews University (4)
- Claremont Colleges (4)
- Roger Williams University (4)
- Keyword
-
- Architecture (68)
- Urban (20)
- Design (19)
- Housing (17)
- Interior Design (16)
-
- Planning (16)
- Undergraduate (14)
- Capstone Project (13)
- Architectural design (11)
- Community (11)
- Architectural intervention (9)
- Architecture and society (9)
- BIM (9)
- Construction (9)
- Engineering (9)
- Experience (9)
- Infrastructure (9)
- Sustainability (9)
- Atlanta (8)
- Education (8)
- Concrete (7)
- Light in architecture (7)
- Public space (7)
- Public spaces (7)
- Urban ecology (7)
- Vernacular architecture (7)
- Building (6)
- Environment (6)
- Faculty (6)
- Gentrification (6)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (98)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (81)
- Masters Theses (58)
- Architecture Senior Theses (39)
- Bachelor of Architecture Theses - 5th Year (35)
-
- Architectural Engineering (31)
- Sinatra Living: Planning and Design (27)
- Sinatra Living: Competition Materials (20)
- Art Inquiries (19)
- All-Inclusive List of Electronic Theses and Dissertations (16)
- Civil, Architectural and Environmental Engineering Faculty Research & Creative Works (16)
- UBT International Conference (16)
- Interior Design Senior Projects (13)
- Conference papers (12)
- Durham School of Architectural Engineering and Construction: Faculty Publications (12)
- Sinatra Living: Marketing and Promotion (11)
- All Graduate Theses and Dissertations, Spring 1920 to Summer 2023 (10)
- City and Regional Planning (10)
- Research-Based Design Initiative (10)
- Architecture Undergraduate Honors Theses (9)
- Architecture and Planning ETDs (9)
- Renée Crown University Honors Thesis Projects - All (9)
- Senior Honors Projects, 2010-2019 (9)
- Architecture Masters of Science Program: Theses (8)
- Folklife Archives Finding Aids (8)
- Landscape Architecture Masters & Design Theses - Archive (8)
- Articles (7)
- CHAR (7)
- Community and Regional Planning Program: Theses (7)
- Faculty of Design & Environment (THEi) (7)
- Publication Type
- File Type
Articles 841 - 870 of 905
Full-Text Articles in Architecture
การบริหารจัดการงานบูรณะในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน, ปาริฉัตร สกุลเจริญพรชัย
การบริหารจัดการงานบูรณะในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน, ปาริฉัตร สกุลเจริญพรชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พระราชนิเวศน์มฤคทายวันสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2466 มีสภาพที่ตั้งติดริมชายหาดชะอำ ลักษณะอาคารเป็นอาคาร กึ่งปูนกึ่งไม้ยกพื้นสูงใต้ถุนโล่ง ใช้สำหรับการแปรพระราชฐานในฤดูร้อนของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กองตำรวจตระเวนชายแดนเข้าใช้พื้นที่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 ได้มีการจัดตั้งมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ขึ้นเพื่อเข้ามาดูแลรักษาอาคาร รวมถึงบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยว กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้พระราชทานโฉนดที่ดิน เพื่อให้ทางมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวันได้ใช้ประโยชน์ต่อไป ด้วยความสำคัญของพื้นที่และคุณค่าทางสถาปัตยกรรมดังกล่าว รวมไปถึงสภาพความเสียหายทรุดโทรมของอาคาร ทางมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวันได้เห็นความสำคัญ ที่จำเป็นต้องดำเนินการบูรณะซ่อมแซมอาคารในหมู่พระที่นั่งจำนวนหลายหลัง งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการศึกษากระบวนการการบริหารจัดการงานบูรณะสถาปัตยกรรมในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน กับทฤษฎีการอนุรักษ์และทฤษฎีการบริหารจัดการสถาปัตยกรรม โดยอาคารที่ทำการศึกษาในหมู่พระที่นั่ง อยู่ในช่วงเวลาที่มีการบูรณะตั้งแต่ปี พ.ศ.2554-2560 ประกอบด้วย ศาลาลงสรงฝ่ายหน้า สโมสรเสวกามาตย์ หอเสวยฝ่ายหน้า และระเบียงทางเดินศาลาลงสรง จำนวน 4 หลังที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการขั้นตอน เอกสาร เวลางบประมาณ วัสดุ และบุคคลที่เกี่ยวข้องในงานบูรณะพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จากการศึกษากระบวนการและขั้นตอนในการบริหารจัดการงานบูรณะพระราชนิเวศน์มฤคทายวันนั้น ในช่วงแรกที่มีการบูรณะอาคารนั้น มีการใช้ทฤษฎีการอนุรักษ์และทฤษฎีการบริหารจัดการสถาปัตยกรรม ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ต่อมาได้มีการพัฒนากระบวนการและขั้นตอนเพิ่มขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ช่วงก่อนการดำเนินการก่อสร้าง และช่วงดำเนินการก่อสร้าง มีการบริหารจัดการเรื่องเอกสารที่เป็นระบบ จัดสรรงบประมาณ มีการกำหนดแผนการดำเนินการและระยะเวลา การจัดการวัสดุที่ใช้ในการซ่อมแซม รวมถึงการจัดหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการอนุรักษ์และทฤษฎีการบริหารจัดการสถาปัตยกรรม ทำให้การบริหารจัดการงานบูรณะดำเนินงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
อิทธิพลของสี วัสดุพื้นผิว และอุณหภูมิสีของแสงที่มีผลกระทบต่อการรับรู้ด้านความเป็นอยู่ที่ดีและภาพจดจำของห้องพักผู้ป่วยโรงพยาบาลระดับสูง, ปาริชาติ ยามไสย
อิทธิพลของสี วัสดุพื้นผิว และอุณหภูมิสีของแสงที่มีผลกระทบต่อการรับรู้ด้านความเป็นอยู่ที่ดีและภาพจดจำของห้องพักผู้ป่วยโรงพยาบาลระดับสูง, ปาริชาติ ยามไสย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันธุรกิจโรงพยาบาลมีการขยายตัวมากขึ้น ผู้ประกอบการโรงพยาบาลต่างตระหนักถึงอัตราการแข่งขันทางการตลาด จึงให้ความสนใจในกลยุทธ์ในการให้บริการรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น การออกแบบสภาพแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมต่อการรักษามีผลต่อการรับรู้ความเป็นอยู่ที่ดีเป็นหนึ่งกลยุทธ์ที่นำมาใช้ โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมภายในห้องพักผู้ป่วยซึ่งเป็นบริเวณที่ผู้รับบริการต้องใช้เวลาในการรักษาตัวนานที่สุด โดยมีวัตถุประสงค์วิเคราะห์องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่มีความสัมพันธ์ต่อการรับรู้ถึงความเป็นอยู่ที่ดีซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจพักฟื้นในโรงพยาบาลระดับสูง งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลจากกลุ่มประชากรตัวอย่างจำนวน 120 คน อายุระหว่าง 20-60 ปี โดยให้ดูภาพจำลองการตกแต่งภายใน การใช้ผนังทาสี ผนังวัสดุไม้ และอุณหภูมิสีของแสง รวมเป็นจำนวน 10 ภาพ และสอบถามการรับรู้ความเป็นอยู่ที่ดี ด้วยแบบสอบถามการรับรู้ 6 ด้าน ความสะดวกสบาย สะอาด ผ่อนคลาย มีชีวิตชีวา มีราคา และน่าเชื่อถือ จากวิเคราะห์ทางสถิติพบว่า ปัจจัยที่เกิดผลกระทบต่อกลุ่มตัวอย่างมากที่สุดคืออุณหภูมิสีของแสง โดยอุณหภูมิสีของแสง warm white จะมีค่าเฉลี่ยการรับรู้ทุกด้านมากกว่า daylight อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ห้องที่ตกแต่งด้วยผนังวัสดุไม้สีอ่อนได้รับค่าเฉลี่ยการรับรู้เชิงบวกสูงกว่าไม้สีเข้ม ผนังทาสีเขียวและทาสีฟ้ามีค่าเฉลี่ยการรับรู้กว่าผนังสีขาว งานวิจัยเสนอแนะว่าแนวทางการออกแบบภายในห้องพักผู้ป่วยระดับสูงควรมีการเลือกใช้ อุณหภูมิสีของแสง warm white เพื่อสร้างการรับรู้ความเป็นอยู่ที่ดีเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการเลือกใช้ทั้งไม้สีอ่อนและผนังทาสีอ่อน
สัณฐานการเปลี่ยนแปลงเรือนพักผู้จัดการบริษัทอีสต์เอเชียติก จังหวัดแพร่, ปิยะธิดา สายขุน
สัณฐานการเปลี่ยนแปลงเรือนพักผู้จัดการบริษัทอีสต์เอเชียติก จังหวัดแพร่, ปิยะธิดา สายขุน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เรือนพักผู้จัดการบริษัท อีสต์เอเชียติก เป็นหนึ่งในตัวอย่างของบ้านที่แสดงให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนของการสร้าง "บ้านไม้แปรรูป" ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 100 ปี และถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามการใช้งานแต่ละยุคสมัย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและลักษณะสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของอาคาร ด้วยวิธีการสำรวจรังวัดอาคาร การสัมภาษณ์ รวมถึงการศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างและการใช้งานจากลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่สามารถสืบค้นได้ จากการศึกษาพบว่าการเปลี่ยนแปลงของอาคารแบ่งได้เป็น 4 ช่วงเวลา คือ (1) ช่วงปี พ.ศ.2468-2478 (2) ช่วงปี พ.ศ.2479-2500 (3) ช่วงปี พ.ศ.2501-2540 และ(4) ช่วงปี พ.ศ.2541-ปัจจุบัน ส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยมากที่สุด คือ บริเวณพื้นที่ชานภายนอก ส่วนที่เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วมีผลต่อพื้นที่ใช้สอยตลอดจนรูปทรงของอาคารมากที่สุด คือ พื้นที่ระเบียงโล่งชั้นบนที่มีการติดผนังหน้าต่างในยุคหลัง นอกจากนี้ จากการสืบค้นลักษณะดั้งเดิมของอาคารไปถึงช่วงปี พ.ศ.2468-2478 พบว่าลักษณะสถาปัตยกรรมในช่วงเวลาดังกล่าวมีความแตกต่างจากรูปแบบในปัจจุบันหลายประการ เช่น มีระเบียงทางเดินชั้นบนเปิดโล่ง 2 ด้าน และมีชานทั้งชั้นบนชั้นล่าง และจากการศึกษาหน้าตัดไม้ในโครงสร้างส่วนต่างๆ ทั้ง หลังคา ผนัง พื้น รวมถึงระบบการก่อสร้าง พออนุมานได้ว่าเรือนพักผู้จัดการบริษัทอีสต์เอเชียติกเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของบ้านไม้แปรรูปหลังอื่นๆ ที่เห็นได้ในปัจจุบัน ด้วยสภาพป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ และทำให้มีการใช้หน้าตัดไม้ที่มีขนาดใหญ่กว่าที่ใช้ทั่วไปในปัจจุบัน
การก่อสร้างบ้านด้วยชิ้นส่วนสำเร็จรูป : การประกอบติดตั้งชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป บ้านเดี่ยว, พิเชษฐ์ นะสูงเนิน
การก่อสร้างบ้านด้วยชิ้นส่วนสำเร็จรูป : การประกอบติดตั้งชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป บ้านเดี่ยว, พิเชษฐ์ นะสูงเนิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประกอบติดตั้งชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป โดยเลือกบ้านเดี่ยวของ บริษัท ไลฟแอนด์ ลีฟวิ่ง จำกัด และของ บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นกรณีศึกษา จากการศึกษาพบว่า การก่อสร้างบ้านด้วยชิ้นส่วนสำเร็จรูป ทั้งสองบริษัท มี 24 งานหลัก ที่คล้ายกัน และ 65 งานย่อย ที่แตกต่างกันเล็กน้อย ในการประกอบติดตั้งชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป ทั้งสองบริษัท พบว่ามี 4 งานหลักซึ่งจะดำเนินการหลังจากงานตอกเสาเข็มและงานหล่อฐานตอม่อให้แล้วเสร็จ โดยเริ่มจากบริษัท ไลฟ แอนด์ ลีฟวิ่ง ฯ จะเริ่มติดตั้งแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูปชั้นล่างไว้บนเสาเข็มและฐานตอม่อก่อน ส่วนบริษัท พฤกษา ฯ จะทำงานพื้นคอนกรีตหล่อกับที่ก่อน แล้วจึงติดตั้งแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูปชั้นล่าง จากนั้นทั้งสองบริษัทจะเริ่มงานชั้นบน โดยเริ่มจากติดตั้งชิ้นส่วนคานคอนกรีตสำเร็จรูปก่อนเพื่อรับน้ำหนักแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูปชั้นบน ในกรณีที่ติดตั้งไม่ตรงกับแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูปชั้นล่าง ต่อมาจะติดตั้งแผ่นพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปชั้นบนแล้วจึงติดตั้งแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูปชั้นบน สำหรับในงานพื้นชั้นล่าง ของบริษัท ไลฟ แอนด์ ลีฟวิ่ง ฯ จะดำเนินการหลังจากติดตั้งแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูปชั้นบนและงานระบบต่างๆ ใต้พื้นชั้นล่างแล้วเสร็จ จากนั้นจะต้องทำการหล่อหูช้างบริเวณฐานของแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูปชั้นล่าง แล้วจึงติดตั้งแผ่นพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปชั้นล่าง ด้วยวิธีการดังกล่าวพบว่า การทำงานพื้นคอนกรีตหล่อกับที่ ของบริษัท พฤกษา ฯ จะดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อต้องทำงานระบบต่างๆ ใต้พื้นให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งมีความยุ่งยากและใช้เวลานาน ในกรณีบริษัท ไลฟ แอนด์ ลีฟวิ่ง ฯ พบว่า มีรอยแตกร้าวบนแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูปชั้นล่าง ซึ่งปัจจุบันจึงได้เปลี่ยนมาใช้แผ่นผนังคอนกรีตอัดแรงแทน แต่ก็ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นและการทำงานยุ่งยากมากขึ้น รวมทั้งการหล่อหูช้างไว้สำหรับวางแผ่นพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปชั้นล่างนั้นจะเป็นการเพิ่มงานและเพิ่มระยะเวลา และยังพบอีกว่าชิ้นส่วนคานคอนกรีตสำเร็จรูปที่รองรับแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูปชั้นบน นั้นเป็นเพียงผนังกันห้องเท่านั้น โดยที่ไม่ได้รับน้ำหนักโครงสร้างไดๆ ทั้งสองบริษัทถึงแม้จะมีวิธีการที่คล้ายกัน ต่างมีปัญหาเหมือนกันและต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบวิธีการทั้งสองบริษัทและนำมาปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ก็จะช่วยแก้ปัญหางานที่เกิดขึ้นได้ เช่น ในส่วนงานประกอบติดตั้งชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปชั้นล่าง ถ้าเพิ่มชิ้นส่วนคานคอนกรีตสำเร็จรูป เพื่อรองรับแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูป แทนการติดตั้งแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูปไว้บนเสาเข็มและฐานตอม่อ ถึงแม้จะเป็นการเพิ่มงาน แต่จะช่วยแก้ปัญหาแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูปชั้นล่างแตกร้าวได้ โดยที่ไม่ต้องใช้แผ่นผนังคอนกรีตอัดแรง และสามารถลดการทำงานพื้นคอนกรีตหล่อกับที่ และการหล่อหูช้างเพิ่มได้ ในส่วนงานประกอบติดตั้งชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปชั้นบน ให้ยกเลิกการติดตั้งชิ้นส่วนคานคอนกรีตสำเร็จรูป แล้วทำการเปลี่ยนแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูปที่เคยมีชิ้นส่วนคานรองรับ เป็นแผ่นผนังคอนกรีตอัดแรงแทนก็จะเข็งแรงพอโดยที่ไม่ต้องมีชิ้นส่วนคานคอนกรีตสำเร็จรูปรองรับ
แนวทางการออกแบบการส่องสว่างสำหรับศาลเจ้าจีนในกรุงเทพมหานคร, สิริณัฏฐ์ พงศ์บางลี่
แนวทางการออกแบบการส่องสว่างสำหรับศาลเจ้าจีนในกรุงเทพมหานคร, สิริณัฏฐ์ พงศ์บางลี่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากการสำรวจการออกแบบการส่องสว่างสำหรับศาลเจ้าจีนในปัจจุบัน พบปัญหาที่เกี่ยวกับระบบแสงสว่างหลายประการ อาทิ ปริมาณแสงที่ไม่เพียงพอและไม่สอดคล้องต่อกิจกรรมที่เกิดขึ้น ลักษณะการติดตั้งดวงโคม ไม่มีสิ่งปกปิดแหล่งกำเนิดแสงหรือควบคุมทิศทาง ทำให้เกิดแสงบาดตา และไม่ส่งเสริมการรับรู้ภาพลักษณ์ของศาลเจ้า ดังนั้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการกระจายแสงและระดับความซับซ้อนของการให้แสงสว่างที่ส่งผลต่อการรับรู้ภาพลักษณ์ของศาลเจ้า โดยเก็บข้อมูลด้านการรับรู้ จากผู้ร่วมวิจัยจำนวน 120 คน ประเมินระดับการรับรู้ทางอารมณ์จากภาพจำลองคอมพิวเตอร์สามมิติของศาลเจ้า จำนวน 9 ภาพ จากการวิเคราะห์พบว่า ระดับความซับซ้อนของการให้แสงที่ซับซ้อนมาก (L3) มีค่าเฉลี่ยการรับรู้ภาพลักษณ์ของศาลเจ้าจีนสูงที่สุดในด้านความสวยงาม ความสงบ ความน่าดึงดูด และการส่งเสริมเอกลักษณ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) รูปแบบการกระจายแสงแบบลำดับแสงขึ้น (AS) หรือจากแสงน้อยไปหาแสงมาก มีค่าเฉลี่ยการรับรู้สูงสุดในด้านความสงบ ความน่าดึงดูด และการส่งเสริมเอกลักษณ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) การศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการกระจายแสงและระดับความซับซ้อน พบว่า ภาพของศาลเจ้าที่มีการกระจายแสงแบบลำดับแสงเท่ากัน (CO) และมีระดับความซับซ้อนของการให้แสงที่ซับซ้อนน้อยและมาก (L2, L3) ได้รับระดับค่าเฉลี่ยในด้านความสวยงาม 5.07 และ 5.03 ตามลำดับ การรับรู้ด้านความสงบ พบว่า รูปแบบการกระจายแสงแบบลำดับแสงขึ้น (AS) ร่วมกับการให้แสงที่ไม่ซับซ้อน (L1) มีระดับค่าเฉลี่ยสูงที่สุด การรับรู้ภาพลักษณ์ในด้านความน่าดึงดูด และการส่งเสริมเอกลักษณ์ พบว่า การกระจายแสงแบบลำดับแสงเท่ากัน (CO) ร่วมกับระดับความซับซ้อนของการให้แสงมาก (L3) มีระดับค่าเฉลี่ยสูงที่สุด จากการศึกษางานวิจัยนี้ ทำให้ทราบถึงแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยการรับรู้ภาพลักษณ์ของศาลเจ้าจีนในด้านความสวยงาม ความสงบ ความน่าดึงดูด และการส่งเสริมเอกลักษณ์ ซึ่งนักออกแบบ ผู้ดูแลศาลเจ้า หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถนำแนวทางการออกแบบแสงสว่างนี้ไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับช่วงเวลาและลักษณะกิจกรรมที่เกิดขึ้น
การจัดทำสมการทำนายการใช้พลังงานในอาคารสถาบันอุดมศึกษา กรณีศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วริศรา ทัศนสุวรรณ
การจัดทำสมการทำนายการใช้พลังงานในอาคารสถาบันอุดมศึกษา กรณีศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วริศรา ทัศนสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้พลังงานในอาคารสถาบันอุดมศึกษา และจัดทำแบบจำลองประเภท Inverse modeling เพื่อทำนายการใช้พลังงานในอาคาร ด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยแบบพหุคูณ เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการพลังงานในอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการวิจัยประกอบด้วยการสำรวจอาคารและการเก็บรวบรวมปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้พลังงานในอาคาร โดยพิจารณาจากข้อมูลที่สามารถเก็บรวบรวมได้ในช่วงปี พ.ศ. 2559 - พ.ศ. 2560 และศึกษาจากกลุ่มอาคารกรณีศึกษาอาคารเรียน และอาคารสำนักงานภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยปัจจัยที่นำมาวิเคราะห์สมการจำลอง ได้แก่ ข้อมูลกายภาพอาคาร การใช้พลังงานของระบบประกอบอาคารและอุปกรณ์ไฟฟ้า ผู้ใช้งานและระยะเวลาการใช้งานอาคาร และสภาพอากาศ ผลการศึกษา พบว่า มี 11 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้พลังงานในอาคารเรียนและอาคารสำนักงานในมหาวิทยาลัย ได้แก่ อุณหภูมิอากาศภายนอกเฉลี่ย ขนาดพื้นที่ส่วนเรียนบรรยาย ขนาดพื้นที่ส่วนสตูดิโอ ขนาดพื้นที่ปรับอากาศ กำลังทำความเย็นต่อพื้นที่ ค่ากำลังไฟฟ้าส่องสว่างต่อพื้นที่เฉลี่ย (LPD) ค่ากำลังไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าต่อพื้นที่เฉลี่ย (EPD) จำนวนนักเรียนต่อวัน ชั่วโมงทำการของสำนักงานต่อเดือน ชั่วโมงเรียนบรรยายต่อเดือน และชั่วโมงสตูดิโอต่อเดือน โดยสมการแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มประเภทอาคาร ได้แก่ อาคารเรียนปฏิบัติการสตูดิโอ อาคารเรียนรวม อาคารเรียนและสำนักงาน และอาคารสำนักงานทั่วไป สมการจำลองการใช้พลังงานของอาคารแต่ละประเภทมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R2) เท่ากับ 0.86 0.78 0.25 และ 0.99 ตามลำดับ (p < 0.05) จากการตรวจสอบค่าความคลาดเคลื่อนของสมการ พบว่า สมการจำลองมีค่าความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย (RMSE) เท่ากับ 3,696.95 kWh 4,618.76 kWh 22,774.30 kWh และ 6,284.83 kWh ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์การแปรผันของค่าความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย (CV-RMSE) เท่ากับร้อยละ 4.93 12.22 27.82 และ 6.81 ตามลำดับ และมีค่าคลาดเคลื่อนจากความเอนเอียงเฉลี่ย (MBE) เท่ากับ 18.27 kWh - 2.84 kWh 1.52 kWh และ - 50.00 kWh ซึ่งใกล้เคียงกับการใช้พลังงานจริง จึงสามารถนำสมการจำลองไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนการจัดการด้านพลังงานในอาคารเรียนและอาคารสำนักงานในสถาบันอุดมศึกษาได้
รูปแบบสถาปัตยกรรมล้านนาขนมปังขิง : คุ้มวงศ์บุรี จังหวัดแพร่, ศรัณย์ ศรีธวัชพงศ์
รูปแบบสถาปัตยกรรมล้านนาขนมปังขิง : คุ้มวงศ์บุรี จังหวัดแพร่, ศรัณย์ ศรีธวัชพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
คุ้มวงศ์บุรี สถาปัตยกรรมอิทธิพลตะวันตกแบบขนมปังขิง สร้างจากไม้สักทองหลังแรกในจังหวัดแพร่และพื้นที่ล้านนาตะวันออก มีความโดดเด่นทางรูปแบบสถาปัตยกรรมซึ่งผสมผสานระหว่างอิทธิพลตะวันตกและอิทธิพลจีนในบริบทล้านนา จึงเกิดรูปแบบสถาปัตยกรรมเครื่องไม้แบบตะวันตกประดับลวดลายฉลุพฤกษชาติแบบล้านนาที่แฝงด้วยสัญลักษณ์จีนตามองค์ประกอบต่าง ๆ ของเรือน จึงเลือกคุ้มวงศ์บุรีในการศึกษาวิเคราะห์รูปแบบสถาปัตยกรรมจากผังบริเวณ ผังพื้น รูปด้าน องค์ประกอบภายใน และลวดลายฉลุ ด้วยการลงพื้นที่เก็บข้อมูลทางประวัติศาสตร์ สัมภาษณ์ รังวัดและถ่ายภาพสภาพปัจจุบัน เพื่อจำแนกและอธิบายลักษณะของรูปแบบสถาปัตยกรรมคุ้มวงศ์บุรี แล้วนำมาเปรียบเทียบรูปแบบสถาปัตยกรรมประเภทเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน ได้แก่ รูปแบบสถาปัตยกรรมอิทธิพลตะวันตกในสยามช่วงปลายรัชกาลที่ 4 ถึงช่วงต้นรัชกาลที่ 5 และรูปแบบสถาปัตยกรรมล้านนา เพื่อหาจุดร่วมและจุดแตกต่างของคุ้มวงศ์บุรี โดยเปรียบเทียบในส่วน ผังบริเวณ ผังพื้น และรูปด้าน ให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้และวิธีการศึกษา เพื่อไปใช้กับการศึกษาหาเอกลักษณ์และเปรียบเทียบเรือนล้านนาขนมปังขิงหลังอื่นๆ ต่อไป จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่ามีการศึกษาเรือนล้านนาขนมปังขิงรวมถึงคุ้มวงศ์บุรีทางกายภาพในภาพรวมเท่านั้น แต่ไม่ได้ระบุองค์ประกอบของคุ้มวงศ์บุรีอย่างชัดเจน ผลการศึกษาพบว่าคุ้มวงศ์บุรีเป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบอิทธิพลตะวันตกแบบขนมปังขิงที่แฝงไปด้วยคติความเชื่อและวิถีชีวิตผสมผสานระหว่างล้านนาและสมัยนิยมตามแบบตะวันตก โดยอิทธิพลตะวันตกเป็นเปลือกนอกที่ห่อหุ้มหน้าที่ใช้สอยและวิถีชีวิตภายใน อีกทั้งพบว่าขั้นตอนการศึกษาคุ้มวงศ์บุรี ทำให้เกิดแนวทางการจำแนกและอธิบายรูปแบบคุ้มล้านนาที่ผสมผสานอิทธิพลตะวันตกแบบขนมปังขิงที่ถี่ถ้วนขึ้น ที่สามารถประยุกต์ใช้กับสถาปัตยกรรมอิทธิพลตะวันตกแบบขนมปังขิงในเวียงแพร่และจังหวัดใกล้เคียงได้ ในภายหลังอีกด้วย
ขอบเขตการทำงานของวิชาชีพสถาปัตยกรรมผังเมือง(กรณีศึกษา:ประเภทงานการจัดทำผังจัดรูปที่ดิน และการจัดทำผังนิคมอุตสาหกรรม), สุกัญญา สดุดีวิถีชัย
ขอบเขตการทำงานของวิชาชีพสถาปัตยกรรมผังเมือง(กรณีศึกษา:ประเภทงานการจัดทำผังจัดรูปที่ดิน และการจัดทำผังนิคมอุตสาหกรรม), สุกัญญา สดุดีวิถีชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
"สาขาสถาปัตยกรรมผังเมือง" ถูกกำหนดใช้ขึ้นครั้งแรกในพระราชบัญญัติวิชาชีพสถาปัตยกรรม พ.ศ. 2508 แต่ยังไม่มีการบังคับใช้ในทางปฏิบัติ จวบจนมีพระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ. 2543 ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนนิยามของวิชาชีพสถาปัตยกรรมรวมไปถึงเนื้อหาและวัตถุประสงค์เพื่อให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสภาวะการณ์ปัจจุบัน จากนั้นมีการประกาศใช้กฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม พ.ศ. 2549 โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อกำหนดให้วิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมเป็นไปตามพระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ. 2543[1] ซึ่งมีการระบุความหมายและขอบเขตวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมแต่ละสาขาในประกาศกฎกระทรวงฉบับนี้ ปัจจุบันองค์ความรู้ ความหมาย และขอบเขตวิชาชีพสาขาสถาปัตยกรรมผังเมืองยังคงมีความคลุมเครือต่อผู้ปฏิบัติวิชาชีพที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งทำให้ไม่เกิดความสอดคล้องต่อวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ. 2543 อาทิเช่น การพัฒนาวิทยาการด้านสถาปัตยกรรม การควบคุมดูแลมาตรฐานความรู้และการประกอบวิชาชีพ และการส่งเสริมคุณภาพการประกอบวิชาชีพ เป็นต้น ด้วยที่มาและความสำคัญเหล่านี้จึงนำมาซึ่งการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ "ขอบเขตการทำงานของวิชาชีพสาขาสถาปัตยกรรมผังเมือง" ในกรณีศึกษา ประเภทงานการจัดทำผังจัดรูปที่ดินและการจัดทำผังนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็น 2 ใน 7 ประเภทงานตามกฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมที่มีพระราชบัญญัติควบคุมอยู่ด้วย รวมถึงสามารถสะท้อนการทำงานในบริบทเชิงพื้นที่ ชุมชน และเมืองมากกว่าประเภทงานอื่น ๆ โดยใช้กระบวนการศึกษาวิจัยด้วยวิธีการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างซึ่งมีคุณสมบัติเกี่ยวข้องโดยตรงกับสาขาสถาปัตยกรรมผังเมืองในเชิงวิชาการและวิชาชีพ เพื่อนำมาสู่การวิเคราะห์ อภิปรายผลและสรุปผลโดยใช้ทฤษฎีและแนวคิดที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรม จากผลการศึกษาวิจัยพบว่า ขอบเขตการทำงานของวิชาชีพสาขาสถาปัตยกรรมผังเมือง มิได้มีผลบังคับใช้ตามกฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม พ.ศ. 2549 เนื่องจากประเภทงานที่ถูกกำหนดขึ้นตามกฎกระทรวงฯนั้นไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติวิชาชีพที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พระราชบัญญัติที่ควบคุมทั้งสองประเภทงานไม่มีการกำหนดคุณสมบัติที่เฉพาะเจาะจงของผู้ออกแบบ เนื้อหาของงานในแต่ละประเภทยังคงมีความคลุมเครือ รวมไปถึงข้อค้นพบเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากมีการแบ่งขอบเขตวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาวงการวิชาชีพสาขานี้ต่อไป
การใช้น้ำประปาและการคาดการณ์การใช้น้ำของโรงแรมในกรุงเทพมหานคร, สุภารัตน์ พิลางาม
การใช้น้ำประปาและการคาดการณ์การใช้น้ำของโรงแรมในกรุงเทพมหานคร, สุภารัตน์ พิลางาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กรุงเทพมหานครเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจและยังเป็นเมืองอันดับหนึ่งที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ทำให้ธุรกิจโรงแรมในกรุงเทพฯขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นเป็นผลให้ความต้องการใช้น้ำประปาในโรงแรมมากขึ้น จุดประสงค์ของการทำวิจัยนี้เพื่อศึกษาปริมาณการใช้น้ำของโรงแรมในกรุงเทพฯ โดยเก็บข้อมูลอาคารตัวอย่าง 34 แห่ง การศึกษาแบ่งชุดข้อมูลออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นความสัมพันธ์ของปัจจัยที่มีผลต่อการใช้น้ำในโรงแรมจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง และส่วนที่สองเป็นข้อมูลปริมาณการใช้น้ำปี พ.ศ.2558 ของกลุ่มตัวอย่างจากการประปานครหลวง ผลการศึกษาพบว่าปริมาณการใช้น้ำของโรงแรมในกรุงเทพฯ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1,210 ลิตร/ห้องพัก/วัน ในการสร้างแบบจำลองเพื่อคาดการณ์การใช้น้ำประปา ได้ใช้วิธีวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณโดยคัดเลือกตัวแปรแบบขั้นตอนได้สมการคือ 26.01 (จำนวนห้องที่ขายได้) + 0.07 (พื้นที่ใช้สอยของอาคาร) + 1,593.49 (ระดับดาว) - 6,239.41 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันของสมการคือ 0.92 เมื่อนำสมการมาทำการทดสอบความแม่นยำพบว่ามีค่าความคลาดเคลื่อน 3.73% สามารถนำไปวิเคราะห์ค่าการใช้น้ำในอนาคต ในการพยากรณ์การใช้น้ำในอนาคตเป็นการช่วยจัดสรรน้ำในอาคาร เป็นแนวทางให้ผู้ออกแบบโรงแรมในกรุงเทพฯ มีเข้าใจในระบบการจัดการน้ำใช้เพื่อช่วยประหยัดน้ำในอาคารได้
บทบาทของสวนบ้านต่อระบบอาหารครัวเรือน กรณีศึกษา บ้านโนนสะอาด อำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น, เอกชัย ใยพิมล
บทบาทของสวนบ้านต่อระบบอาหารครัวเรือน กรณีศึกษา บ้านโนนสะอาด อำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น, เอกชัย ใยพิมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สวนบ้าน ถือเป็นพื้นที่ใกล้ตัวของมนุษย์ ที่มีศักยภาพในการผลิตอาหารเพื่อการดำรงชีพ เช่นเดียวกับพื้นที่ศึกษา บ้านโนนสะอาด จังหวัดขอนแก่น ที่ชาวบ้านยังคงพึ่งพาประโยชน์จากแหล่งผลิตอาหารดังกล่าวเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน จากการเก็บข้อมูลการใช้ประโยชน์สวนบ้านในแต่ละครัวเรือนพบว่า แหล่งอาหารเหล่านี้มีความสำคัญในฐานะผู้ผลิตอาหาร และพื้นที่รองรับกระบวนการหมุนเวียนสารอาหารตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ระบบอาหารสามารถดำเนินไปได้อย่างสมบูรณ์ ผลผลิตที่ได้จากสวนบ้านนอกจากใช้เพื่อการบริโภคภายในครัวเรือนแล้ว ยังพบว่ามีการนำมาแบ่งปันในกลุ่มเครือญาติ การแลกเปลี่ยนกันภายในชุมชน และการนำไปขายเพื่อสร้างรายได้ และแบ่งเบารายจ่ายภายในครัวเรือน ซึ่งเป็นวิถีการดำรงชีพด้วยการพึ่งพาตนเอง และการพึ่งพากันภายในชุมชน สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจหมู่บ้านไทยในอดีต ดังที่ได้กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสวนบ้าน ในการเป็นฐานทรัพยากรทางอาหารและเศรษฐกิจครัวเรือน ต่อการดำรงชีพของมนุษย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท การเข้าไปพัฒนาพื้นที่ด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมใด ๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงฐานในการดำรงชีพของแต่ละชุมชน เพื่อส่งเสริมให้การพัฒนานั้นเป็นไปอย่างยั่งยืน
แนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศเหมืองหินปูนที่หมดอายุสัมปทานในภาคกลางของประเทศไทยโดยการวิเคราะห์ภูมิทัศน์เฉพาะ, ชวาล ชีวรุโณทัย
แนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศเหมืองหินปูนที่หมดอายุสัมปทานในภาคกลางของประเทศไทยโดยการวิเคราะห์ภูมิทัศน์เฉพาะ, ชวาล ชีวรุโณทัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การทำเหมืองทำให้พื้นที่ภูเขาหินปูนสูญเสียความสามารถในการให้บริการเชิงนิเวศ ซึ่งจำเป็นต้องทำการฟื้นฟูระบบนิเวศเมื่อสิ้นสุดอายุสัมปทาน แต่ในปัจจุบันยังขาดแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศเหมืองหินปูนที่ชัดเจน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเสนอแนะขั้นตอนและวิธีการฟื้นฟูระบบนิเวศเหมืองหินปูนที่หมดอายุสัมปทาน จากการศึกษาวิธีการทำเหมืองหินปูน แนวคิดการฟื้นฟู ปัจจัยด้านภูมิทัศน์เฉพาะและสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการฟื้นฟู รวมทั้งสัมภาษณ์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำเหมืองและการฟื้นฟูเหมืองหินปูน 5 ท่าน และวิเคราะห์พื้นที่ศึกษาซึ่งเป็นเหมืองหินปูนที่ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย 5 โครงการ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านภูมิทัศน์เฉพาะ ซึ่งหมายถึงลักษณะภูมิประเทศและลักษณะพืชพรรณที่ปกคลุมร่วมกับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ส่งผลโดยตรงกับประสิทธิภาพในการฟื้นฟู ซึ่งใช้วิธีการฟื้นฟูด้วยการปลูกพืชพรรณไม้เบิกนำพื้นถิ่นเป็นหลัก รวมทั้งกระตุ้นการฟื้นฟูให้เข้าสู่ระดับที่เป็นการเปลี่ยนแปลงแทนที่ทุติยภูมิ จะสามารถช่วยร่นระยะเวลาในการฟื้นคืนการให้บริการเชิงนิเวศ ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของการใช้งานหลังการฟื้นฟูจะเป็นอีกปัจจัยในการกำหนดวิธีการฟื้นฟู สรุปได้ว่าแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศเหมืองหินปูนที่หมดอายุสัมปทานในภาคกลางของประเทศ ประกอบด้วย การกำหนดวัตถุประสงค์การใช้งาน การปรับเสถียรภาพเชิงลาดเพื่อป้องกันการพังทลาย การปลูกไม้เบิกนำที่มีคุณสมบัติทนแล้งซึ่งเหมาะกับปัจจัยด้านภูมิทัศน์ หลังจากนั้นจึงปลูกพืชพรรณไม้เสถียร (Climax Species) เพื่อร่นระยะเวลาในการเกิดการเปลี่ยนแปลงแทนที่ทุติยภูมิ และเกิดภูมิทัศน์เฉพาะที่เหมาะสมต่อไป
การประเมินสวนสาธารณะเพื่อลดค่าใช้จ่ายงานบำรุงรักษาภูมิทัศน์ กรณีศึกษา สวนสันติภาพ, นีลปัทม์ โพธิ์สุวัฒนากุล
การประเมินสวนสาธารณะเพื่อลดค่าใช้จ่ายงานบำรุงรักษาภูมิทัศน์ กรณีศึกษา สวนสันติภาพ, นีลปัทม์ โพธิ์สุวัฒนากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สวนสาธารณะมักมีองค์ประกอบภูมิทัศน์อ่อนและภูมิทัศน์แข็งที่เน้นเรื่องความสวยงาม มีรูปแบบที่ซับซ้อน โดยไม่ได้คำนึงถึงการบำรุงรักษาเมื่อการก่อสร้างเสร็จสิ้น ก่อให้เกิดการใช้งบประมาณในงานบำรุงรักษาสูง การประเมินสวนสาธารณะเพื่อลดค่าใช้จ่ายงานบำรุงรักษาภูมิทัศน์ จึงมีจุดประสงค์เพื่อทำการประเมินองค์ประกอบภูมิทัศน์ของพื้นที่กรณีศึกษาสวนสันติภาพตามหลักเกณฑ์การออกแบบสวนเพื่อการบำรุงรักษาต่ำ โดยต้องได้ค่าคะแนนมาตรฐานไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จากการใช้เครื่องมือการประเมินสวนสาธารณะที่ถูกสร้างจากการทบทวนวรรณกรรม ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การลงสำรวจพื้นที่กรณีศึกษา และการสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานบำรุงรักษาสวนสาธารณะ ทั้งนี้ การประเมินสวนสันติภาพเป็นจุดเริ่มต้นในการปรับปรุงสวนสาธารณะเพื่อลดปริมาณการใช้ทรัพยากรในการปฏิบัติงานบำรุงรักษาอันมีผลต่อการลดงบประมาณค่าใช้จ่าย ตามยุทธศาสตร์แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม ปี พ.ศ. 2560 - 2579 ว่าด้วยเป้าหมายการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความคุ้มค่า และยั่งยืน ผลการวิจัยพบว่า สวนสันติภาพควรมีการปรับปรุงทั้งองค์ประกอบภูมิทัศน์อ่อน และองค์ประกอบภูมิทัศน์แข็ง โดยองค์ประกอบภูมิทัศน์อ่อนควรปรับปรุงที่ตั้งและการวางตำแหน่งเป็นอันดับแรก เนื่องจากได้คะแนนการประเมินสวนสาธารณะเพียงร้อยละ 31.25 จากปัญหาการวางตำแหน่งพืชพรรณ เช่น การปลูกหญ้าบริเวณซอกหลืบอาคารและบริเวณที่ลาดชันเกิน 10% หรือการปลูกไม้ยืนต้นบนพื้นสนามหญ้าทั่วบริเวณ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่องานตัดแต่งสนามหญ้า ส่วนพื้นที่ภูมิทัศน์แข็งควรปรับปรุงการออกแบบรูปร่างรูปทรงเป็นอันดับแรก เนื่องจากได้คะแนนการประเมินเพียงร้อยละ 37.50 จากปัญหาการออกแบบงานระบบรดน้ำให้สัมพันธ์กับรูปแบบพื้นที่แปลงปลูก หรือการออกแบบรูปทรงภูมิทัศน์แข็งระดับเหนือพื้นผิวที่มีรอยต่อจำนวนมาก พื้นผิวขรุขระ มีส่วนโค้งเว้าที่ซับซ้อน ซึ่งยากต่อการทำความสะอาดและบำรุงรักษา
นิเวศบริการของนาข้าวในอีสาน กรณีศึกษา: บ้านโพนงาม ต.โพนงาม อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม, สุภารักษ์ พงศ์เรืองฤทธิ์
นิเวศบริการของนาข้าวในอีสาน กรณีศึกษา: บ้านโพนงาม ต.โพนงาม อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม, สุภารักษ์ พงศ์เรืองฤทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาภูมินิเวศ พลวัตและนิเวศบริการของนาข้าว เพื่อทำความเข้าใจประโยชน์ของนาข้าวต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ รวมถึงเสนอแนวทางพัฒนาบนฐานทรัพยากรให้เกิดความยั่งยืนในชนบทต่อไป โดยดำเนินการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานของพื้นที่บ้านโพนงาม ตำบลโพนงาม อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ร่วมกับวิธีการเก็บข้อมูลภาคสนาม โดยการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม เพื่อทราบถึงข้อมูลกิจกรรมที่เกิดขึ้น และการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อให้เห็นข้อแตกต่างในด้านนิเวศบริการของการทำนาปีและนาปรัง ผลการวิจัยพบว่าการทำนาทั้งสองรูปแบบมีกระบวนการและให้ผลด้านนิเวศบริการแตกต่างกัน โดยการทำนาปียังคงมีกระบวนการทำนาที่สอดคล้องกับพลวัตของภูมินิเวศแบบแห้งสลับเปียก ซึ่งรักษาความหลากหลายของนิเวศบริการต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้าน แต่การทำนาปรังมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำนาที่ไม่สอดคล้องกับพลวัตของภูมินิเวศ ทำให้ความหลากหลายของนิเวศบริการลดลง จึงสรุปได้ว่าการทำนาปีสอดคล้องกับพลวัตของภูมินิเวศ ให้ประโยชน์และนิเวศบริการที่หลากหลายต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้านเมื่อเปรียบเทียบกับนาปรัง
การบ่งชี้การบริการระบบนิเวศทางวัฒนธรรมในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำห้วยปูด อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน, อรกมล นิละนนท์
การบ่งชี้การบริการระบบนิเวศทางวัฒนธรรมในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำห้วยปูด อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน, อรกมล นิละนนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่ชนบทเป็นแหล่งอาศัยและทำเกษตรกรรมเลี้ยงชีพ ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพทำให้แหล่งทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ถูกทำลาย ทำให้ลดทอนคุณค่าและความสามารถในการรองรับชีวิตมนุษย์ ดังนั้นการศึกษาหน้าที่ขององค์ประกอบต่าง ๆ ในภูมินิเวศที่ได้ให้ประโยชน์แก่มนุษย์ ซึ่งเรียกว่า นิเวศบริการ ได้เป็นหนทางหนึ่งที่เข้ามาอธิบายคุณค่าของภูมินิเวศชนบท นิเวศบริการเชิงวัฒนธรรมถูกลดทอนความสำคัญในการวางแผนจัดการทรัพยากร เพราะวัฒนธรรมอยู่ในรูปแบบของวิถีชีวิต ประเพณี ทำให้ยากที่จะบ่งชี้ แตกต่างจากนิเวศบริการด้านอื่น ทว่าวัฒนธรรมมีความสำคัญต่อมนุษย์เนื่องจากเป็นกรอบความคิดในการใช้ทรัพยากร ดังนั้นจึงควรทำการบ่งชี้นิเวศบริการเชิงวัฒนธรรมให้มีความชัดเจน โดยกระบวนการศึกษามีสองขั้นตอน เริ่มจากการบ่งชี้องค์ประกอบของภูมินิเวศ จากนั้นจึงวิเคราะห์นิเวศบริการในพื้นที่ที่มนุษย์ได้เข้าไปใช้งานและวิเคราะห์พัฒนาการของวัฒนธรรมอย่างเป็นลำดับขั้นตอน โดยการใช้ข้อมูลจากการสอบถามและสัมภาษณ์ ซึ่งจะทำให้ได้ผลการการวิเคราะห์นิเวศบริการเชิงวัฒนธรรมที่สามารถอธิบายการให้นิเวศบริการเชิงวัฒนธรรมอย่างเป็นเหตุเป็นผลได้ การศึกษาครั้งนี้ทำให้พบว่า นิเวศบริการเชิงวัฒนธรรมที่เกิดในพื้นที่วิจัย ได้ให้การบริการที่ปรากฎในรูปของวัฒนธรรมทางภูมินิเวศและนามธรรม ความเชื่อ ความรู้สึก ข้อมูลของการบ่งชี้นี้สามารถนำมาใช้วางแผนการจัดการทรัพยากรและระบุพื้นที่ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติหรือโครงสร้างทางภูมินิเวศ เพื่อรักษาประโยชน์ที่เกิดจากภูมินิเวศและยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองไว้ได้
พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยผ่านสื่อดิจิทัลของผู้ที่คิดจะซื้อที่อยู่อาศัย, เขมรินทร์ คงคาจีรชยานนท์
พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยผ่านสื่อดิจิทัลของผู้ที่คิดจะซื้อที่อยู่อาศัย, เขมรินทร์ คงคาจีรชยานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สื่อดิจิทัลหรือสื่อที่ใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตมีความสำคัญมากในยุคปัจจุบัน เพราะเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น ผู้ที่คิดจะซื้อที่อยู่อาศัยในปัจจุบันจึงใช้ช่องทางดังกล่าวนี้ในการค้นคว้าหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย และในด้านของผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เองก็ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมของผู้ที่คิดจะซื้อที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยผ่านสื่อดิจิทัล รวมถึงการศึกษารูปแบบและรายละเอียดของข้อมูลจากสื่อดิจิทัลที่ผู้คิดจะซื้อที่อยู่อาศัยต้องการ ผู้วิจัยได้นำทฤษฎี กระบวนการตัดสินใจซื้อมาปรับใช้ในงานวิจัย โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 23-40 ปี ที่กำลังค้นหาข้อมูลเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยและมีการใช้สื่อดิจิทัลในการค้นหาข้อมูล ได้แก่ โปรแกรมค้นหาข้อมูล (Search Engine), เว็บไซต์, Facebook และ Youtube โดยผู้วิจัยได้ออกแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลทางออนไลน์จำนวน 573 ตัวอย่าง ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุ 26-35 ปี มีรายได้ 20,001 - 40,000 บาท ในการค้นหาข้อมูลผ่านสื่อดิจิทัลกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดเริ่มต้นการค้นหาข้อมูลจากการใช้โปรแกรมค้นหาข้อมูล มีการใช้คำค้นหา 3 อันดับแรกคือ รูปแบบที่อยู่อาศัยที่สนใจ ทำเลที่สนใจ และราคา ตามลำดับ โดยกลุ่มตัวอย่างจะเลือกการค้นหาข้อมูลจากผลการค้นหาที่เข้าไปสู่เว็บไซต์หลักของบริษัทผู้ประกอบการ เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลทั่วไปของโครงการ และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะค้นหาข้อมูลจาก Facebook ของบริษัทผู้ประกอบการเป็นหลักก่อน เนื่องจากต้องการข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นจากผู้ซื้อคนอื่นๆ ส่วนใหญ่จะอ่านความคิดเห็นที่ปรากฏในหน้า Facebook และนำความคิดเห็นต่างๆ ไปใช้ประกอบการตัดสินใจ ในขณะที่การค้นหาข้อมูลด้วย Youtube กลุ่มตัวอย่างจะเลือกดูวีดิโอรีวิวจากผู้ผลิตที่เป็นเว็บไซต์ที่อยู่อาศัย พฤติกรรมในการค้นหาข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างจะทำการเปรียบเทียบโครงการประมาณ 3-4 โครงการเพื่อคัดเลือกโครงการและติดต่อเข้าไปดูสถานที่จริง ผลจากการวิเคราะห์พบว่า อายุ, รายได้, และขั้นตอนในการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อพฤติกรรมในการค้นหาข้อมูล, ปัจจัยที่ให้ความสำคัญ, รูปแบบข้อมูลและข้อมูลที่ต้องการแตกต่างกัน จึงสรุปได้ว่าหากพิจารณาจากพฤติกรรมในยุคปัจจุบันแล้ว พบว่า รูปแบบและกระบวนการค้นหาข้อมูลก่อนการตัดสินใจยังเป็นวิธีการเดิม คือ การแสวงหาข้อมูล และเยี่ยมชมสถานที่จริง แต่การเข้าถึงเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป คือใช้การค้นหาและแสวงหาทางสื่อดิจิทัลแทนการดูโบรชัวร์ การเดินงานมหกรรมบ้าน และเยี่ยมชมโครงการผ่านออนไลน์วิดีโอเพื่อพิจารณาก่อนการเยี่ยมชมโครงการจริง การที่ผู้ประกอบการเข้าใจพฤติกรรมของผู้ที่คิดจะซื้อที่อยู่อาศัย ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอข้อมูลบนสื่อดิจิทัลได้อย่างถูกต้องและช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาได้
การออมเพื่อที่อยู่อาศัยของพนักงานที่ทำงานในองค์กรด้านการเงิน กรณีศึกษา : พนักงานที่ทำงานในอาคารธนาคารกสิกรไทย (สำนักงานใหญ่) อาคารพหลโยธิน, คุณากร ทัตตินาพานิช
การออมเพื่อที่อยู่อาศัยของพนักงานที่ทำงานในองค์กรด้านการเงิน กรณีศึกษา : พนักงานที่ทำงานในอาคารธนาคารกสิกรไทย (สำนักงานใหญ่) อาคารพหลโยธิน, คุณากร ทัตตินาพานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการเจาะตลาดกลุ่มคนวัยทำงานที่ทำงานในกรุงเทพมหานคร เพราะเล็งเห็นว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและมีรายได้สูง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการวางแผนทางการเงินเพื่อที่อยู่อาศัยรวมถึงวัตถุประสงค์ในการซื้อที่อยู่อาศัย โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากพนักงานที่ทำงานในอาคารธนาคารกสิกรไทย (สำนักงานใหญ่) อาคารพหลโยธิน จำนวน 336 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมทางสถิติ ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุ 22-39 ปี (Generation Y) มากถึงร้อยละ 75 รองลงมาคืออายุ 40-55 ปี (Generation X) ร้อยละ 21 และอายุ 55 ปีขึ้นไป (Baby Boomer) ร้อยละ 4 ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มที่ซื้อที่อยู่อาศัยแล้ว ร้อยละ 46 รองลงมาคือกลุ่มที่ยังไม่ซื้อที่อยู่อาศัย โดยมีแผนจะซื้อในอีกภายใน 5 ปี ร้อยละ 34 และกลุ่มที่ยังไม่มีแนวคิดในการซื้อที่อยู่อาศัย ร้อยละ 20 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร เมื่อพิจารณาตามการซื้อที่อยู่อาศัยพบว่าในกลุ่มที่ซื้อที่อยู่อาศัยแล้วมีรายได้ส่วนตัวมากกว่า 70,000 บาทต่อเดือน ขณะที่กลุ่มที่ยังไม่ซื้อที่อยู่อาศัยและกลุ่มที่ยังไม่มีแนวคิดในการซื้อมีรายได้ส่วนตัวน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30,000 บาทต่อเดือน (2) กลุ่มตัวอย่างมีแนวคิดและวัตถุประสงค์ในการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่อาศัยมากถึง ร้อยละ 84 รองลงมาเพื่อการลงทุน ร้อยละ 10 และเพื่อเก็งกำไร ร้อยละ 6 ทั้งนี้กลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจะมีเหตุผลในการซื้อที่เกี่ยวกับการสร้างครอบครัวและการเดินทางไปทำงาน ขณะที่กลุ่มที่ซื้อเพื่อการลงทุนมีเหตุผลเพื่อการสร้างผลตอบแทนระยะยาว และที่กลุ่มที่ซื้อเพื่อเก็งกำไรเลือกซื้อโดยพิจารณาจากความน่าเชื่อถือของโครงการและทำเลที่ตั้งที่น่าลงทุน (3) ด้านการออมเพื่อที่อยู่อาศัยพบว่า จำนวนเงินออมมีความสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ในการซื้อ กล่าวคือ กลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยมีเงินออมน้อยที่สุด ประมาณ 30% ของรายได้ต่อเดือน (20,001-30,000 บาท) มีระยะเวลาออมตั้งแต่น้อยกว่า 3 ปี-มากกว่า 10 ปี ขณะที่กลุ่มที่ซื้อเพื่อเก็งกำไรมีเงินออม 40% ของรายได้ต่อเดือน (30,001-40,000 บาท) มีระยะเวลาออม 3-5 ปี และกลุ่มที่ซื้อเพื่อการลงทุน มีเงินออมมากที่สุดคือ มากกว่า 50% ของรายได้ต่อเดือน (มากกว่า 40,000 บาท) มีระยะเวลาในการออมมากกว่า 10 ปี ซึ่งในทุกวัตถุประสงค์ในการซื้อมีวิธีการออมโดยการฝากธนาคารและมีแหล่งที่มาของเงินจากเงินออมส่วนตัวเหมือนกัน …
ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมของผู้ใช้บริการกับร้านค้าภายในคอมมูนิตี้มอลล์ กรณีศึกษา อเวนิว รัชโยธิน และ นวมินทร์ซิตี้ อเวนิว, จุฑามาศ ศศิขัณฑ์
ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมของผู้ใช้บริการกับร้านค้าภายในคอมมูนิตี้มอลล์ กรณีศึกษา อเวนิว รัชโยธิน และ นวมินทร์ซิตี้ อเวนิว, จุฑามาศ ศศิขัณฑ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการ ปัจจัยการเข้าใช้บริการคอมมูนิตี้มอลล์ และความสัมพันธ์ระหว่างการใชบริการกับร้านค้าในคอมมูนิตี้มอลล์ โดยทำการศึกษาคอมมูนิตี้มอลล์ที่มีบริบทโดยรอบต่างกันใน 2 กรณี คือพื้นที่ชุมชนโดยรอบที่เป็นที่พักอาศัยเป็นส่วนใหญ่ อันได้แก่ นวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว และชุมชนโดยรอบที่มีทั้งแหล่งงาน สถานศึกษาและที่พักอาศัย อันได้แก่ อเวนิว รัชโยธิน เพื่อหาความเหมือนและแตกต่างของ 2 กรณี โดยผู้วิจัยเก็บข้อมูลด้วยการสำรวจพื้นที่ภาคสนามเพื่อเก็บข้อมูลร้านค้า และใช้แบบสอบถามจำนวน 400 ชุด ด้วยการสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) โดยเลือกเก็บแบบสอบถามกระจายตั้งแต่วันจันทร์ถึงอาทิตย์ ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มคนที่เข้าใช้บริการคอมมูนิตี้มอลล์ทั้ง 2 แห่ง เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ส่วนใหญ่ มีอายุ 18-25 ปี ร้อยละ 59 มีระดับรายได้อยู่ในช่วง 10,001-35,000 บาท เป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และพนักงานประจำ เหตุผลในการเข้าใช้บริการคอมมูนิตี้มอลล์ที่ให้ความสำคัญมากที่สุด คือคอมมูนิตี้มอลล์อยู่ใกล้ที่พักอาศัย มีร้านค้าที่ตรงความต้องการ และมีที่จอดรถ ลักษณะการใช้บริการมีทั้งมาคนเดียว มากับเพื่อน คนรัก หรือครอบครัว พฤติกรรมการใช้บริการส่วนใหญ่สอดคล้องกับลักษณะร้านค้าและเหตุผลการเข้าใช้บริการ เช่น กลุ่มตัวอย่างผู้เข้าใช้บริการ อเวนิว รัชโยธิน ส่วนใหญ่มักมาใช้บริการคนเดียว ต่างจาก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้บริการนวมินทร์ซิตี้ อเวนิว ส่วนใหญ่มากับกลุ่มเพื่อนและครอบครัว สัมพันธ์กับเหตุผลความต้องการที่จอดรถและประเภทร้านค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เป็นต้น จากข้อมูลดังกล่าวทำให้สรุปได้ว่าร้านค้าในคอมมูนิตี้มอลล์สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เน้นความสะดวกในการเดินทางและใช้จ่าย เพราะสถานที่ให้บริการอยู่ไม่ไกลจากที่พักอาศัย หรืออาคารสำนักงาน หรือสถานศึกษา ใช้เวลาเดินทางไม่นาน มีร้านค้าที่ให้บริการตรงวัตถุประสงค์ มีที่จอดรถ แต่กลุ่มคนที่เข้าใช้บริการอาจมีความแตกต่างกันตามบริบทแวดล้อมของแต่ละสถานที่
การเลือกที่พักของนักท่องเที่ยวในรูปแบบบ้านพักพูลวิลล่าที่ดำเนินการโดยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ธนาสิน ออสุวรรณ
การเลือกที่พักของนักท่องเที่ยวในรูปแบบบ้านพักพูลวิลล่าที่ดำเนินการโดยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ธนาสิน ออสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเปลี่ยนไปในลักษณะการท่องเที่ยวแบบความสนใจพิเศษ ส่งผลให้ธุรกิจบ้านพักพูลวิลล่ามีการเจริญเติบโต งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางกายภาพและองค์ประกอบของบ้านพักพูลวิลล่า ลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจ แนวคิดในการเลือกที่พัก รวมถึงความพึงพอใจในการเข้าพักของนักท่องเที่ยว รวบรวมข้อมูลที่พักจากเว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยว สัมภาษณ์ผู้ประกอบการณ์ธุรกิจนำเที่ยว สำรวจบ้านพักที่เป็นกรณีศึกษา รวมถึงสอบถามนักท่องเที่ยวที่เข้าพักในบ้านพักกรณีศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการระบุตำแหน่งที่พักลงในแผนที่ เขียนผัง เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลในด้านรูปแบบการพัฒนา รวมถึงแนวคิดในการเลือกที่พักและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ประกอบการมีแนวคิดในการนำที่พักอาศัยที่มีอยู่มาดัดแปลง เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีการสร้างสระว่ายน้ำและสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม รวมถึงพัฒนาระบบการบริหารบุคลากร 2) ลักษณะที่ตั้งของบ้านพักพูลวิลล่ามี 2 แบบ คือ 2.1) ที่พักที่อยู่ติดและใกล้กับชายหาดที่ระยะ 50 - 200 เมตร 2.2) ที่พักที่อยู่ในตัวเมือง ห่างจากเทศบาลหัวหิน 10-30 กิโลเมตร 3) บ้านพักพูลวิลล่าแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามลักษณะโครงการตั้งต้นก่อนดัดแปลงเป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว ได้แก่ บ้านพักอาศัยทั่วไปซึ่งมีจำนวนมากที่สุด (ร้อยละ 70) บ้านพักอาศัยในโครงการบ้านจัดสรร และโครงการที่สร้างขึ้นเป็นบ้านพักพูลวิลล่าสำหรับนักท่องเที่ยวโดยตรง 4) ระดับราคาของที่พักจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งของโครงการ และพบว่า ในวันธรรมดาจะมีราคาลดลงมาก โดยมีอัตราเฉลี่ยต่อนักท่องเที่ยว 1 คนเหลือเพียง 460 - 790 บาท และมีการปรับขึ้นลงกันอย่างต่อเนื่อง 5) นักท่องเที่ยวแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่ 5.1) กลุ่มอายุ 20 - 29 ปี จะให้ความสำคัญกับลักษณะทางกายภาพของที่พักมากที่สุด รองลงมาคือระดับราคา และตำแหน่งที่ตั้งของโครงการ (ร้อยละ 17.2 15.7 และ14.5 ตามลำดับ) 5.2) กลุ่มอายุ 30 - 39 ปี จะให้ความสำคัญกับลักษณะทางกายภาพของที่พักมากที่สุดเช่นกัน แต่รองลงมาคือตำแหน่งที่ตั้ง และระดับราคา (ร้อยละ 17.5 15.3 และ15.2 ตามลำดับ) 6) นักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจต่อลักษณะทางกายภาพและองค์ประกอบของที่พักในระดับมาก โดยโครงการที่สร้างขึ้นเป็นบ้านพักพูลวิลล่าสำหรับนักท่องเที่ยวโดยตรงได้รับความพึงพอใจจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด และพบว่านักท่องเที่ยวมีระดับความพึงพอใจต่อห้องพักของบ้านพักพูลวิลล่าที่มีจำนวนมากสอดคล้องกับจำนวนสมาชิกที่เข้าพักมากที่สุด จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวที่เข้าพักให้ความสำคัญกับลักษณะทางกายภาพของที่พัก โดยพึงพอใจในที่พักที่มีห้องพักจำนวนมากสอดคล้องกับจำนวนสมาชิกมากที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการพัฒนาที่พักที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวในปัจจุบัน การศึกษาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในเขตพื้นที่ …
วิธีการส่งเสริมการขายที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ปิยะภัสร์ โรจน์รัตนวาณิชย์
วิธีการส่งเสริมการขายที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ปิยะภัสร์ โรจน์รัตนวาณิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การส่งเสริมการขายที่อยู่อาศัยถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการส่งเสริมการขายที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 451 โครงการ ของ 34 บริษัท วิเคราะห์ผลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา หาความถี่ ร้อยละ และเปรียบเทียบ ผลการศึกษาพบว่า 1) การส่งเสริมการขายที่อยู่อาศัยมี 5 วิธี คือ การให้ส่วนลดเงินสด (ร้อยละ 31) การให้ของแจกของแถม (ร้อยละ 23) การสมนาคุณโดยฟรีค่าใช้จ่ายต่างๆ (ร้อยละ 21) การตกแต่งโดยให้เฟอร์นิเจอร์ครบ (ร้อยละ 13) และการให้อัตราการผ่อนชำระที่จูงใจ (ร้อยละ 12) 2) วิธีการให้ส่วนลดเงินสดเป็นวิธีการส่งเสริมการขายที่โครงการบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม เลือกใช้เหมือนกัน ส่วนวิธีการอื่นๆเลือกใช้แตกต่างกันตามประเภทที่อยู่อาศัย คือ การสมนาคุณโดยฟรีค่าใช้จ่ายต่างๆมีการใช้มากในกลุ่มบ้านเดี่ยว ส่วนการให้ของแจกของแถมมีการใช้มากในกลุ่มทาวน์เฮาส์ และ การตกแต่งโดยให้เฟอร์นิเจอร์ครบมีการใช้มากในกลุ่มคอนโดมิเนียม 3) กลุ่มบ้านเดี่ยวระดับราคาสูง ทาวน์เฮาส์และคอนโดมิเนียมทุกระดับราคาใช้การส่งเสริมการขายที่อยู่อาศัยโดยการให้ส่วนลดเงินสดมากที่สุด ยกเว้นบ้านเดี่ยวระดับราคากลางและราคาต่ำที่ใช้การสมนาคุณฟรีค่าใช้จ่ายต่างๆและการให้ของแจกของแถม 4) บริษัทขนาดใหญ่ใช้การให้ส่วนลดเงินสดมากที่สุดเหมือนกันทั้งในบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม ในขณะที่บริษัทขนาดกลางและบริษัทขนาดเล็กใช้ใช้วิธีการส่งเสริมการขายต่างกันตามประเภทที่อยู่อาศัย 5) การเลือกใช้วิธีการส่งเสริมการขายจะใช้วิธีแตกต่างกันตามช่วงเวลาของการขายและแตกต่างกันตามประเภทที่อยู่อาศัย ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าวิธีการส่งเสริมการขายที่อยู่อาศัยจะใช้แตกต่างกันตามประเภทที่อยู่อาศัย ระดับราคาที่อยู่อาศัย ขนาดของบริษัทที่ดำเนินการ และระยะเวลาในการส่งเสริมการขายที่อยู่อาศัย ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นการซื้อให้ตรงกับพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าในที่อยู่อาศัยแต่ละประเภท ผลการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในการวางแผนการตลาดโดยเฉพาะการเลือกวิธีการส่งเสริมการขายให้ตรงกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยต่อไป
ปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งของโครงการอาคารชุดพักอาศัยที่มีผลต่อราคาขาย : กรณีศึกษาอาคารชุดพักอาศัยที่ตั้งในบริเวณตามเส้นทางรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยามถึงสถานีแบริ่ง, พิโรดม พิริยพฤทธิ์
ปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งของโครงการอาคารชุดพักอาศัยที่มีผลต่อราคาขาย : กรณีศึกษาอาคารชุดพักอาศัยที่ตั้งในบริเวณตามเส้นทางรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยามถึงสถานีแบริ่ง, พิโรดม พิริยพฤทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งมีความสำคัญส่งผลต่อราคาขายของอาคารชุดพักอาศัยเป็นอย่างมาก และเมื่อมีการเปิดใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสโดยเฉพาะบริเวณเส้นทางสถานีสยามถึงแบริ่งทำให้มีการพัฒนาอาคารชุดขึ้นในเขตบริการของรถไฟฟ้าสายดังกล่าวเป็นจำนวนมาก การวิจัยจึงมีวัตถุประสงค์ในการหาปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งที่ส่งผลต่อราคาขายของอาคารชุดอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยวิธีการสำรวจสภาพปัจจุบันของอาคารชุดและสิ่งอำนวยความสะดวกในการอยู่อาศัย นำมาสร้างแผนที่ด้วยโปรแกรม GIS เพื่อวัดระยะห่าง และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านที่ตั้งและราคาของอาคารชุดด้วยวิธีการวิเคราะห์การถดถอยพหุ ผลจากการทบทวนวรรณกรรมสามารถกำหนดปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งได้ 7 หมวดหมู่ 24 ตัวแปร ผลจากการสำรวจสภาพที่ตั้งของอาคารชุดในพื้นที่ศึกษาพบว่ามี 127 โครงการ มีราคาขายเฉลี่ย 99,921 บาทต่อตารางเมตร มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการอยู่อาศัย ประกอบด้วย ศูนย์การค้า สถานศึกษา โรงพยาบาล และ สถานนันทนาการ ทั้งหมด 386 แห่ง มีระยะทางระหว่างที่ตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกไปยังที่ตั้งอาคารชุดทั้งหมดเฉลี่ย 3,893 เมตร ผลการทดสอบทางสถิติพบว่าปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งสามารถอธิบายความสัมพันธ์ต่อราคาขายของอาคารชุดพักอาศัยได้ถึงร้อยละ 72 และตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ต่อราคาขายของอาคารชุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติมี 4 ตัวแปร ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ต่อราคาอาคารชุดมากที่สุดคือ ระยะทางจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส รองลงมาคือระยะห่างจากโรงเรียนมัธยมต้น ความกว้างของถนนผ่านหน้าโครงการ และระยะห่างจากศูนย์การค้าละแวกบ้าน ตามลำดับ เมื่อนำตัวแปรระยะทางจากที่ตั้งไปยังสิ่งอำนวยความสะดวกจากการศึกษา ไปอภิปรายผลกับทฤษฎีชุมชนละแวกบ้านพบว่า เมื่อพิจารณาจากระยะทางที่ต่ำที่สุด ตัวแปรสิ่งอำนวยความสะดวกเกือบทั้งหมดอยู่ในระยะทางที่สอดคล้องเป็นไปตามแนวคิดชุมชนละแวกบ้าน มีเพียงระยะทางไปยังสวนสาธารณะระดับเมืองที่ไม่สอดคล้องตามทฤษฎี และเมื่อพิจารณาค่าระยะทางเฉลี่ย กลับพบว่ามีเพียงระยะทางไปยังศูนย์การค้าละแวกบ้านและระยะทางไปยังโรงเรียนมัธยมปลายที่สอดคล้องตามทฤษฎีชุมชนละแวกบ้าน ผลการศึกษาเสนอแนะให้ผู้ประกอบการและผู้ที่กำลังเลือกซื้ออาคารชุดพักอาศัยพิจารณาปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งที่มีความสัมพันธ์ต่อราคาขายทั้ง 4 ตัวแปร เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจพัฒนาโครงการอาคารชุดและเลือกซื้อโครงการ
กระบวนการมีส่วนร่วมในการศึกษาความต้องการของผู้อยู่อาศัยในการปรับปรุงฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและชุมชนของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในย่านเมืองเก่ากรุงเทพมหานคร : กรณีศึกษา ชุมชนบริเวณสี่แยกแม้นศรี เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย, มนสิชา ศรีบุญเพ็ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กระบวนการมีส่วนร่วมนั้นเป็นหนึ่งในกระบวนการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีความสำคัญช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่มาจากชาวชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา สนง.ทรัพย์สินฯและชาวชุมชนนั้นมีเห็นความสำคัญของการศึกษาความต้องการของผู้อยู่อาศัยในการปรับปรุงฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและชุมชนในงานวิจัยนี้ ดำเนินการด้วยกระบวนการแบบมีส่วนร่วมโดยการประยุกต์แนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Action Research, PAR)และการวางแผนเชิงปฏิบัติการ (Action Planning, AP)โดยการมีส่วนร่วมจากผู้อยู่อาศัยในชุมชนและภาคีที่เกี่ยวข้อง ในชุมชนบริเวณสี่แยกแม้นศรี ซึ่งเจ้าของที่ดินคือ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้กำหนดให้เป็นชุมชนนำร่องการพัฒนาด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมในย่านเมืองเก่า กระบวนการประกอบด้วย การออกแบบกระบวนการมีส่วนร่วม และการนำกระบวนการไปปฏิบัติการในชุมชน ศึกษาและวิเคราะห์ผล คือ ความต้องการของชุมชนฯ ที่ได้จากกระบวนการ ไปเทียบเคียงกับผลที่ได้จากกระบวนการที่ได้มีการดำเนินการมาก่อนหน้า เพื่อเสนอแนะแนวทางการดำเนินการ ต่อไปในอนาคต กระบวนในการศึกษาความต้องการฯแบบมีส่วนร่วมนี้ มีการดำเนินการ ทั้งหมด 3 ระยะ 7 ขั้นตอนในช่วงระยะเวลา พฤศจิกายน 2560 - พฤษภาคม 2561 คือ 1) การวางแผนก่อนปฏิบัติการ 2) การสร้างความสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจในชุมชน 3)การร่วมสำรวจและเก็บข้อมูล 4)การจัดลำดับและสรุปข้อมูล นำเสนอข้อมูลต่อชุมชนและภาคีโดย ได้มีการรวบรวมความต้องการในการปรับปรุงที่พักอาศัยจากการเสนอและจัดลำดับปัญหา พร้อมทั้งร่วมกันวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนออกมาเป็นผังเพื่อการปรับปรุงชุมชนในเบื้องต้น การดำเนินการได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ภาคีที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญ 5)การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลการสำรวจชุมชน 6) การวางแผนและผังการพัฒนาที่อยู่อาศัย 7)เสนอแนะแนวทางการวางผังเบื้องต้นและการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการ ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจุบันนโยบายของสำนักงานทรัพย์สินฯ นั้นมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความเข้มแข็ง ศักยภาพ และพลังของชุมชน ในการพัฒนาพื้นที่และชุมชนของตนเอง จากความพร้อมและความต้องการที่แท้จริง และมีแนวคิดในการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่ของสำนักงานฯ ในย่านเมืองเก่า โดยประยุกต์จากกระบวนการบ้านมั่นคง ขับเคลื่อนแนวคิดชุมชนจัดการตนเองและตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) ผลที่ได้จากจากกระบวนการตามแนวคิด PARและ AP ในงานวิจัยนี้ ทำให้ชาวชุมชนได้เข้ามาร่วมรับรู้ สามารถคิด วิเคราะห์แยกแยะปัญหา และระบุความต้องการปรับปรุงที่พักอาศัยออกมาอย่างเป็นรูปธรรมโดยได้ร่วมวางผังแนวคิดเบื้องต้นในการปรับปรุงชุมชน 3) ความต้องการของชุมชนที่ได้จากกระบวนการPAR ได้ผลที่แตกต่างจากดำเนินงานก่อนหน้า คือ ชาวชุมชนต้องการที่จะปรับปรุงที่พักอาศัยของตนโดยครอบคลุมทั้ง 3 มิติ คือ 1. ด้านกายภาพ ชาวชุมชนต้องการปรับปรุงอาคารให้มีสภาพดีขึ้นและร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา ศักยภาพชุมชน และมีการร่วมวางแผนผังเบื้องต้นเพื่อ การปรับปรุงด้านกายภาพที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการพัฒนาในอนาคต 2. ด้านเศรษฐกิจ ชาวชุมชนร่วมกันตระหนักถึงแหล่งเงินทุนในการสนับสนุนการปรับปรุงที่พักอาศัย จึงมีการวิเคราะห์พื้นที่เพื่อทำการค้า การปรับปรุงอาคารให้เป็นโฮสเทล เป็นต้น 3.ด้านสังคมและวัฒนธรรม มีการร่วมคิดให้เกิดการฟื้นฟูอาชีพดั้งเดิมและอาคารเก่าที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ เป็นต้น ซึ่งแตกต่างจากการดำเนินการก่อนหน้าที่ชาวชุมชนมีส่วนร่วมในการวางแผนผังปรับปรุงชุมชนน้อย ผลที่ได้จากการศึกษานั้นเป็นที่ยอมรับของชาวชุมชนมากกว่าผลจากกระบวนการเดิม และกระบวนการการมีส่วนร่วมในครั้งนี้ยังเป็นตัวจุดประกายให้ชุมชนลุกขึ้นริเริ่ม รวมกลุ่มเพื่อจะจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์อีกด้วย …
แนวทางการออกแบบปรับปรุง ที่อยู่อาศัย อาคาร และพื้นที่ภายนอกสำหรับผู้สูงอายุในเขตพื้นที่ชานเมือง : กรณีศึกษา พื้นที่เขตเทศบาลเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี, ลภา เฉลยจรรยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ ทำการศึกษาสภาพสังคม และเศรษฐกิจของผู้สูงอายุในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี รวมถึงวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน ปัญหา และความต้องการด้านที่อยู่อาศัย อาคาร และพื้นที่ภายนอกของพื้นที่ชุมชน เพื่อเสนอแนะแนวทางการออกแบบ และปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ภูมิทัศน์ ให้มีความเหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ และผู้ใช้งานทุกสถานะทุกวัย จากข้อมูลการสอบถาม และสัมภาษณ์ รวมถึงการสำรวจพื้นที่ด้านที่อยู่อาศัย อาคาร และพื้นที่ภายนอกของพื้นที่ศึกษา คือ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ 3 แห่ง ที่ตั้งอยู่ในโครงการจัดสรร ได้แก่ หมู่บ้านฟ้ารังสิต หมู่บ้านปิยวรารมย์ คลอง 4 และหมู่บ้านสถาพร พบว่า ด้านที่อยู่อาศัย ลักษณะสภาพที่อยู่อาศัยในปัจจุบันส่วนใหญ่ คือ ทาวน์เฮ้าส์ และบ้านเดี่ยว มีปัญหา อุปสรรคของที่อยู่อาศัยปัจจุบันของผู้สูงอายุ ได้แก่ ห้องน้ำ ห้องครัว และบันได โดยมีสาเหตุมาจากพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน ส่วนด้านอาคาร และพื้นที่ภายนอกของพื้นที่ชุมชน มีปัญหาอุปสรรค ของการใช้งานพื้นที่ภายนอก ได้แก่ ทางเท้า ถนน ทางลาด และห้องน้ำ โดยมีสาเหตุมาจากพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน พื้นที่นั้นๆเสียหายไม่ได้รับการซ่อมแซม และไม่เพียงพอต่อการใช้งาน จึงควรเสนอแนะแนวทางการออกแบบและปรับปรุง ได้แก่ จัดเตรียมที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมต่อสภาพการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน หรือ Universal Design เช่น แนะนำให้ผู้สูงอายุย้ายที่นอนลงมาชั้นล่าง ห้องนั่งเล่นควรมีประตูหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดออกสู่ภายนอก เพื่อผู้สูงอายุจะได้เห็นบรรยากาศภายนอกได้แม้จะอยู่ภายในบ้าน ควรเพิ่มเติม และปรับปรุงพื้นที่สวนของสโมสร หรือสวนสาธารณะ เพื่อช่วยเพิ่มกิจกรรมกลางแจ้งให้กับผู้สูงอายุได้ออกมาใช้งานมากขึ้น เช่น สวนเพื่อการบำบัด (Healing garden), สวนสมาธิ (Meditation garden), สวนกระตุ้นประสาทสัมผัส (Sensory garden)
การปรับปรุงกายภาพของพื้นที่ส่วนกลางและการบริหารจัดการโครงการอาคารชุดตามกลยุทธ์ “ชุมชนน่าอยู่สำหรับคนทุกวัย” : กรณีศึกษา ลุมพินีเพลส พระราม 3 ริเวอร์วิว , ลุมพินีเพลส นราธิวาสเจ้าพระยา , ลุมพินีเพลส พระราม 8 , ลุมพินีเพลส พระราม 9 รัชดา, ศิริรัตน์ รามรินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดเป็นที่นิยมในลักษณะครอบครัวมากขึ้น การอยู่อาศัยร่วมกันของคนทุกวัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ประกอบการจึงให้ความสำคัญเรื่องคนทุกวัยโดยมีการปรับกลยุทธ์ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำกลยุทธ์ที่เกี่ยวกับคนทุกวัยมาดำเนินการเป็นรายแรก โดยเริ่มกลยุทธ์ชุมชนน่าอยู่สำหรับคนทุกวัยในปีพุทธศักราช 2559 งานวิจัยจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับปรุง ผลการใช้งาน นำมาวิเคราะห์ และเสนอแนะจากผลการปรับปรุงกายภาพของพื้นที่ส่วนกลางและการบริหารจัดการตามกลยุทธ์ชุมชนน่าอยู่สำหรับคนทุกวัย โดยวิธีการสังเกตกายภาพพื้นที่ส่วนกลาง การสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ ผู้จัดการชุมชนประจำโครงการ และแบบสอบถามผู้อยู่อาศัยทั้ง 4 กรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่าด้านกายภาพพื้นที่ส่วนกลาง มีแนวคิดเพื่อความสะดวกของผู้อยู่อาศัย และการปรับปรุงทางลาดในทุกกรณีศึกษา โดยแต่ละกรณีศึกษาปรับปรุงแตกต่างกันตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย และด้านการบริหารจัดการคุณภาพชีวิตมีแนวคิดเพื่อให้คนทุกวัยมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม การปรับปรุงการประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมวันปีใหม่ในทุกกรณีศึกษา โดยแต่ละกรณีศึกษาปรับปรุงแตกต่างกันตามลักษณะของผู้อยู่อาศัย ซึ่งผลความพึงพอใจด้านกายภาพพื้นที่ส่วนกลาง กรณีศึกษาที่มีความพึงพอใจมากที่สุด คือ กรณีศึกษา 4 เนื่องจากมีการออกแบบและปรังปรุงกายภาพตรงตามกฎกระทรวงฯ มากที่สุด และเป็นโครงการที่มีอายุการใช้งานน้อยที่สุด กรณีศึกษาที่มีความพึงพอใจน้อยที่สุด คือ กรณีศึกษา 1 เนื่องจากมีการออกแบบและปรังปรุงกายภาพตรงตามมาตรฐาน กฎกระทรวงฯ น้อยที่สุด และเป็นโครงการที่มีอายุการใช้งานมากที่สุด ส่วนความพึงพอใจด้านการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต กรณีศึกษาที่มีความพึงพอใจมากที่สุด คือ กรณีศึกษา 4 เนื่องจากการเพิ่มวิธีการประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย มีการจัดกิจกรรมเหมาะกับช่วงวัยของผู้อยู่อาศัย คือ วัยทำงาน กรณีศึกษาที่มีความพึงพอใจน้อยที่สุด คือ กรณีศึกษา 2 เนื่องจากการจัดกิจกรรมเน้นเฉพาะวัยเด็กเป็นส่วนใหญ่ ส่วนด้านกายภาพพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่ที่มีความพึงพอใจมากที่สุด คือ พื้นที่ติดต่อนิติบุคคล และด้านการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต กิจกรรมที่มีความพึงพอใจมากที่สุด คือ กิจกรรมทำบุญตักบาตร ดังนั้นการปรับปรุงควรคำนึงถึงสภาพสังคมของผู้อยู่อาศัย จากผลการศึกษาจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงกายภาพของพื้นที่ส่วนกลางและการบริหารจัดการเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยทุกวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ทัศนคติของผู้ประกอบการต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนทางการเงินของการพัฒนาอพาร์ทเม้นท์แบบสร้างอาคารใหม่และแบบซื้อโครงการเก่านำมาดำเนินการ กรณีศึกษา มาลัยอพาร์ตเมนท์ ศิริวัฒน์แมนชั่น สาธรเซนต์วิวเฮ้าว์ และเอ.ดับบลิว.เอส.คอร์ท, สยามศักดิ์ จารุอาภรณ์ประทีป
ทัศนคติของผู้ประกอบการต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนทางการเงินของการพัฒนาอพาร์ทเม้นท์แบบสร้างอาคารใหม่และแบบซื้อโครงการเก่านำมาดำเนินการ กรณีศึกษา มาลัยอพาร์ตเมนท์ ศิริวัฒน์แมนชั่น สาธรเซนต์วิวเฮ้าว์ และเอ.ดับบลิว.เอส.คอร์ท, สยามศักดิ์ จารุอาภรณ์ประทีป
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติของผู้ประกอบการด้านปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนทางการเงินของโครงการอพาร์ทเม้นท์ที่มีรูปแบบการพัฒนา 2 รูปแบบคือการสร้างใหม่กับการซื้อโครงการเก่านำมาดำเนินการ โดยการศึกษาด้วยกรณีศึกษาอพาร์ทเม้นท์จำนวน 4 โครงการ แบ่งเป็นรูปแบบละ 2 โครงการ ใช้วิธีสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ ถ่ายภาพและบันทึกแผนผัง นำข้อมูลมาวิเคราะห์ แนวคิดการพัฒนา ลักษณะทางกายภาพ และวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนทางการเงินของโครงการ ผลการศึกษาพบว่า 1.การพัฒนาโครงการอพาร์ทเม้นท์รูปแบบการสร้างอาคารใหม่แตกต่างจากรูปแบบการซื้อโครงการเก่านำมาดำเนินการในขั้นตอนก่อนการก่อสร้างคือแนวคิดการพัฒนา ขั้นตอนการก่อสร้างรูปแบบสร้างอาคารใหม่ต้องใช้ระยะเวลาการก่อสร้างอย่างน้อย 10 เดือน รูปแบบซื้อโครงการเก่านำมาดำเนินการสามารถเปิดดำเนินการได้ทันทีหลังการซื้อโครงการ ขั้นตอนหลังการก่อสร้างทั้ง 2 รูปแบบมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แตกต่างกันที่ระยะเวลาการปรับปรุงอาคารซึ่งรูปแบบซื้อโครงการเก่านำมาดำเนินการจะมีจำนวนครั้งที่มากกว่า 2.ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนทางการเงินที่แตกต่างกัน รูปแบบสร้างอาคารใหม่คือ ประสบการณ์ผู้บริหาร ขนาดของโครงการ เสถียรภาพทางการเมือง รูปแบบซื้อโครงการเก่ามาดำเนินการคือ การบริหารจัดการ อัตราการเข้าพัก อำนาจซื้อผู้บริโภค การให้บริการต่อผู้เช่า ความสามารถบุคลากร คุณภาพห้องพัก ราคาห้องพักและเงื่อนไขประกอบการเช่า 3.ทัศนคติต่อปัจจัยที่เหมือนกันคือ อัตราผลตอบแทนโครงการ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การให้บริการต่อผู้เช่า การคัดเลือกผู้เช่า ทำเลที่ตั้งโครงการ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง รายได้ของผู้เช่า ทัศนคติต่อปัจจัยที่แตกต่างกันคือ ประสบการณ์ผู้บริหาร จากผลการศึกษานี้จะช่วยให้นักพัฒนาที่สนใจโครงการอพาร์ทเม้นท์ใช้เลือกแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับตนเอง ไม่เพียงแต่อพาร์ทเม้นท์ที่มีรูปแบบการพัฒนาสร้างอาคารใหม่ แต่ยังมีรูปแบบการซื้อโครงการเก่านำมาดำเนินการ เป็นอีก 1 ทางเลือกที่สามารถพัฒนาได้ และให้ความสำคัญกับปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนในแต่ละรูปแบบการพัฒนาในภายหลังอีกด้วย
ปัญหาการจัดการก่อสร้างที่มีผลต่อระยะเวลาการก่อสร้างบ้านเดี่ยว : กรณีศึกษาโครงการเดอะซิตี้ บรมราชชนนี 60 และโครงการเดอะซิตี้ สาทร-สุขสวัสดิ์ ของบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน), อภิชญา รุจิชัยกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บ้านเดี่ยวมีแนวโน้มในการขยายตัวมากขึ้น และในปี พ.ศ.2561 บริษัทเอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) มีการเพิ่มมูลค่าการลงทุนโครงการบ้านเดี่ยว และมีส่วนแบ่งตลาดของบ้านเดี่ยวในระดับราคา 10-15 ล้านบาทมากที่สุด รวมทั้งปัจจุบันโครงการบ้านจัดสรรยังคงใช้วิธีก่อสร้างแบบก่ออิฐ-ฉาบปูน ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาลักษณะปัญหาของการก่อสร้างโครงการบ้านเดี่ยวระดับราคาสูง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการป้องกันปัญหาความล่าช้าให้การก่อสร้างบ้านเดี่ยว และทำให้ก่อสร้างเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาขั้นตอนและระยะเวลาการก่อสร้างบ้านเดี่ยวในโครงการจัดสรรบ้านเดี่ยว 2) เพื่อศึกษาปัญหาและผู้เกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอนการก่อสร้างบ้านเดี่ยวที่เกิดความล่าช้า 3) เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาในแต่ละขั้นตอนการก่อสร้างบ้านเดี่ยวที่เกิดความล่าช้าในโครงการจัดสรรบ้านเดี่ยว ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยการสำรวจและการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการก่อสร้างในทั้ง 2 โครงการพบว่ามีขั้นตอนการก่อสร้างทั้งหมด 12 ขั้นตอน และการก่อสร้างบ้านเดี่ยวในเฟสแรกใช้ระยะเวลา 103 วัน และปัญหาที่พบมากที่สุดคือ การขาดช่างที่มีฝีมือและประสบการณ์ มักจะเกิดในขั้นตอนการก่อฉาบและปูกระเบื้อง แนวทางการแก้ปัญหามี 2 รูปแบบคือ การเพิ่มเวลาการทำงานแก่ผู้รับเหมาย่อยเหมาะกับขั้นตอนก่อสร้างที่มีพื้นที่ไม่มากพอกับกำลังคนและ มีปริมาณงานในการทำงานไม่เยอะ อีกวิธีคือการเพิ่มกำลังคนของผู้รับเหมาย่อย ซึ่งจะใช้ต้นทุนเยอะกว่าการเพิ่มเวลาเหมาะกับโครงการกรณีศึกษาที่ 2 ซึ่งถูกชุมชนข้างเคียงร้องเรียน ไม่สามารถทำงานในเวลาช่วงกลางคืนได้ อีกทั้งที่ตั้งโครงการยังใกล้กับโครงการอื่นของบริษัทจึงสะดวกในการหมุนเวียนผู้รับเหมา จึงสรุปได้ว่าปัญหาความล่าช้าจากการจัดการก่อสร้างโครงการจัดสรรบ้านเดี่ยวเกี่ยวข้องกับ 4 ปัจจัย ได้แก่ 1) เงินทุน 2) คน 3) วัสดุ และ 3) การจัดการ โดยแนวทางการป้องกันความล่าช้านั้นมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและพบว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงแบบขณะก่อสร้างที่มักจะเกิดขึ้นในขั้นตอนการเริ่มงานก่อสร้าง ทำให้แผนงานล่าช้าออกไป และทำให้เกิดปัญหาในขั้นตอนถัดไปตามมาได้แก่ การประสานงาน การขาดรายละเอียดของแบบก่อสร้าง ความพร้อมด้านวัสดุ การขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น
สภาพการอยู่อาศัยของพนักงานทำความสะอาดที่เป็นลูกจ้างบริษัทรับเหมาทำความสะอาด : กรณีศึกษาพนักงานที่ทำงานในเขตการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อัจฉราพรรณ พลสิงห์
สภาพการอยู่อาศัยของพนักงานทำความสะอาดที่เป็นลูกจ้างบริษัทรับเหมาทำความสะอาด : กรณีศึกษาพนักงานที่ทำงานในเขตการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อัจฉราพรรณ พลสิงห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พนักงานทำความสะอาดเป็นเป็นแรงงานสำคัญที่ที่มีอัตราการจ้างงานเพิ่มสูงขึ้นในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งมักจะประสบปัญหาด้านการอยู่อาศัยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางเศรษฐกิจสังคม สภาพที่อยู่อาศัย และปัญหาในการอยู่อาศัยของพนักงานทำความสะอาดของบริษัทเอกชนที่ทำงานในพื้นที่เขตการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง 125 ตัวอย่าง และสำรวจสภาพที่อยู่อาศัยจำนวน 19 ตัวอย่าง วิเคราะห์ผลทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ผลการศึกษาพบว่า 1) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 86 ได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษามากที่สุดร้อยละ 67 ส่วนมากมีอายุอยู่ในช่วง 50-59 ปี มีรายได้โดยเฉลี่ยส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 9,000-10,000 บาท ส่วนมากใช้เวลาเดินทางมาทำงานไม่เกิน 30 นาทีและมีที่พักอยู่ในพื้นที่กรุงเทพชั้นในมากที่สุดร้อยละ 75 ส่วนมากมีระยะเวลาในการอยู่อาศัยมากกว่า 1 ปี 2) ความแตกต่างระหว่างชาวไทยและต่างด้าว คือ คนไทยอยู่ในช่วงอายุที่สูงกว่าต่างด้าว มีช่วงรายได้สูงกว่า พักอาศัยไกลจากแหล่งงานมากกว่า มีระยะเวลาในการอยู่อาศัยนานกว่า และมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายแตกต่างกันคือ ค่าใช้จ่ายที่มากที่สุด 3 ลำดับของคนไทยคือ ค่าอาหาร ค่าที่อยู่อาศัยและชำระหนี้รายเดือน ของต่างด้าวคือ ค่าอาหาร เงินส่งกลับภูมิลำเนา และค่าที่อยู่อาศัย 3) ประเภทหน่วยพักอาศัยของกลุ่มตัวอย่างที่สัมภาษณ์ส่วนมากเป็นห้องแบ่งเช่าภายในบ้านหรืออาคารพาณิชย์ร้อยละ 70 กรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยส่วนมากเป็นแบบเช่าร้อยละ 90 ทั้งนี้ทำการสำรวจหน่วยที่อยู่อาศัยประเภทห้องแถว อาคารพานิชย์แบ่งเช่าและบ้านแบ่งเช่า แบ่งรูปแบบหน่วยพักเป็น 4 รูปแบบคือ 1.มีห้องน้ำและห้องครัวในตัว 2.มีห้องน้ำในตัว 3.มีระเบียงในตัว และ 4.มีเพียงห้องเอนกประสงค์ไม่มีการแบ่งกั้นพื้นที่ใช้สอยอื่น ขนาดพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ย 4.84 ตร.ม.ต่อคน พื้นที่ที่ใหญ่ที่สุด 10.1 ตร.ม.ต่อคน เล็กที่สุด 2.74 ตร.ม. ต่อคน มีค่าเช่าเฉลี่ย 1,159 บาทต่อคน บาท ค่าเช่าแพงที่สุด 3,000 บาทต่อคน ถูกที่สุด 750 บาทต่อคน 4) ด้านกายภาพเปรียบเทียบสภาพที่อยู่อาศัยกับมาตรฐานที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ในด้านขนาดพื้นที่ใช้สอย ความกว้างของทางสัญจร บันได ความสูงของผ้าเพดาน ขนาดห้องน้ำ พื้นที่ช่องเปิดระบายอากาศ พบว่าส่วนใหญ่ลักษณะทางกายภาพต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตามด้านคุณภาพที่อยู่อาศัยเปรียบเทียบกับเกณฑ์สิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐาน (จปฐ.) พบว่าต่ำกว่าเกณฑ์ทั้งหมดทุกตัวชี้วัด 5) ปัญหาอุปสรรคของการอยู่อาศัย ประกอบด้วย ครัวเรือนไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและบ้านมีสภาพคงทนถาวร พื้นที่ใช้สอยคับแคบไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน สภาพที่อยู่อาศัยไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย …
รูปแบบเชิงพื้นที่ของการล่อซื้อยาเสพติดในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจโคกคราม กรุงเทพมหานคร, กานต์ชนิต เพชรศรี
รูปแบบเชิงพื้นที่ของการล่อซื้อยาเสพติดในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจโคกคราม กรุงเทพมหานคร, กานต์ชนิต เพชรศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาระดับชาติที่ส่งผลให้เกิดความสูญเสียอย่างมาก เนื่องจากปัญหายาเสพติดมักเป็นจุดเริ่มต้นที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องให้เกิดอาชญากรรมประเภทอื่นๆ ตามมา เช่น การชิงทรัพย์ ลักทรัพย์ หรือแม้กระทั่งการฆาตรกรรม ทั้งนี้อาชญากรรมแต่ละประเภทจะเกิดขึ้นบนพื้นที่ที่มีลักษณะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระดับการสัญจรอิสระที่เกิดขึ้นมากน้อยแตกต่างกันในตำแหน่งพื้นที่ต่างๆ ของเมือง อันเนื่องมาจากศักยภาพการเข้าถึงและมองเห็นของพื้นที่นั้นๆ เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ทั้งหมดในระบบโครงข่ายของเมือง ตามทฤษฎีการสัญจรอิสระ (Theory of Natural Movement) (Hillier, 1993) ที่จะทำหน้าที่เป็นทั้ง "สายตาเฝ้าระวัง" และยังเพิ่มโอกาสในการ "พรางตัว" ของอาชญากร วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบเชิงพื้นที่ (spatial pattern) ได้แก่ รูปแบบโครงข่ายพื้นที่สาธารณะ รูปแบบศักยภาพการเข้าถึงและมองเห็น รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคาร รูปแบบมวลอาคารและพื้นที่ว่าง และรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ส่วนบุคคลและพื้นที่สาธารณะ กับรูปแบบการใช้พื้นที่ (spatial use pattern) ของการล่อซื้อยาเสพติด ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจโคกคราม กรุงเทพฯ ผลการศึกษาพบว่า การล่อซื้อยาเสพติดมักเกิดในบริเวณที่มีทางเลือกในการหลบหนีเป็นจำนวนมากหรือบริเวณที่ง่ายต่อการหลบหนี เช่น บริเวณถนนรองที่มีศักยภาพการเชื่อมต่อไปยังโครงข่ายการสัญจรหลักในระบบ และบริเวณทางแยก นอกจากนี้ยังพบว่าการล่อซื้อยาเสพติดมักเกิดในบริเวณที่มีความพลุกพล่านของผู้คนในระดับหนึ่ง ซึ่งทำให้เพิ่มโอกาสในการพรางตัวของอาชญากรขณะค้ายาเสพติด รวมถึงสามารถหนีปะปนไปกับฝูงชนได้ เช่น บริเวณที่มีศักยภาพการเข้าถึงและสูงแต่ไม่สูงมากจนเกินไป หรือบริเวณ 1 เลี้ยวถัดไปจากถนนสายหลัก รวมถึงบริเวณที่เป็นจุดหมายปลายทางของผู้คน มีการเข้าใช้พื้นที่ของผู้คนจำนวนมาก ซึ่งเพิ่มโอกาสในการพรางตัวของอาชญากร เช่น อาคารที่มีการโยชน์เป็นพาณิชยกรรม อย่างไรก็ตามการล่อซื้อยาเสพติดจะไม่เกิดบริเวณที่มีสายตาเฝ้าระวังที่เกิดจากคนที่อยู่ในอาคารจำนวนมาก เช่น บริเวณที่มีความถี่ของจำนวนประตูที่หันออกสู่ถนนสูง
ผลกระทบของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครว่าด้วยการกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้างและดัดแปลงอาคารภายในระยะ 15 เมตร จากทั้งบริเวณสองฟากของเขตถนนสายหลัก, ณัฐภาส์ วรปทุม
ผลกระทบของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครว่าด้วยการกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้างและดัดแปลงอาคารภายในระยะ 15 เมตร จากทั้งบริเวณสองฟากของเขตถนนสายหลัก, ณัฐภาส์ วรปทุม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กรุงเทพมหานครได้ตราข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครในการควบคุมบริเวณห้ามก่อสร้างอาคารภายในระยะ 15 เมตร จากทั้งบริเวณสองฟากของเขตถนนสายหลัก จำนวน 37 สาย โดยระบุวัตถุประสงค์ไว้เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาจราจรและเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยริมถนนสายหลัก การตราข้อบัญญัติฯ ดังกล่าวมีความหลากหลาย ทั้งข้อบัญญัติฯ ที่เป็นการควบคุมบริเวณริมถนนสายหลักที่มีการตัดไว้นานแล้ว และที่เป็นการควบคุมบริเวณริมถนนสายหลักที่ตัดใหม่ ซึ่งมีผลแตกต่างกันในการก่อสร้างอาคารและลักษณะการใช้ที่ดิน เนื่องจากข้อบัญญัติฯ จะมีผลบังคับใช้กับอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างและดัดแปลงภายหลังการบังคับใช้เท่านั้น อาคารที่มีอยู่ก่อนหรืออาคารประเภทที่ไม่ได้มีการห้ามก่อสร้างจะได้รับการยกเว้น การศึกษานี้ จะดำเนินการวิเคราะห์ถึงนโยบายการให้มีพื้นที่ถอยร่น 15 เมตร โดยการรวบรวมข้อมูลปีที่มีการก่อสร้างถนน เปรียบเทียบกับปีที่มีการตราข้อบัญญัติฯ เพื่อหาข้อสังเกตเกี่ยวกับถนนที่มีการบังคับใช้ข้อบัญญัติฯ ดังกล่าว และดำเนินการสำรวจถนนที่กำหนดจากการเลือกอย่างมีเงื่อนไขให้เป็นพื้นที่ศึกษาจำนวน 5 สาย เพื่อติดตามสภาพการถอยร่นตามข้อบัญญัติฯ ดังกล่าว รวมถึงลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินในระยะถอยร่น 15 เมตร เพื่อวิเคราะห์ว่ามีความสอดคล้องและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการตราข้อบัญญัติฯ หรือไม่ อย่างไร ผลการศึกษาพบว่าความแตกต่างของปีที่มีการสร้างถนนและปีที่มีการตราข้อบัญญัติฯ ขนาดแปลงที่ดิน รูปแบบถนน และตำแหน่งที่ตั้งของถนน ส่งผลให้เกิดสภาพการถอยร่นที่ต่างกัน โดยลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินในระยะถอยร่น 15 เมตร สามารถแบ่งเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ พื้นที่จอดรถ ทางสัญจร พื้นที่สีเขียว และลานเอนกประสงค์ พบว่าจำนวนแปลงที่ดินที่มีการถอยร่นในถนนที่เป็นพื้นที่ศึกษาทั้งห้า มีการใช้เป็นที่จอดรถและทางสัญจรเฉลี่ยประมาณร้อยละ 76 ซึ่งถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ของการใช้พื้นที่ในระยะถอยร่นในด้านการส่งเสริมให้เจ้าของอาคารที่ตั้งอยู่ริมถนนสายหลักร่วมรับผิดชอบในการเตรียมที่จอดรถ แต่ยังไม่บรรลุประโยชน์ในด้านการแก้ไขปัญหาจราจร เพราะยังคงพบปริมาณการจราจรมากและปัญหารถติดในช่วงเวลาเร่งด่วนแม้ในถนนที่มีการถอยร่นเป็นสัดส่วนสูง ขณะเดียวกันบริเวณที่ไม่มีการถอยร่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่มีตึกแถวจำนวนมากกลับได้รับผลกระทบจากข้อบัญญัติฯ ด้วยข้อจำกัดของแปลงที่ดินทำให้ไม่สามารถพัฒนาได้อีกเลย ซึ่งเป็นผลกระทบต่อแปลงที่ดินในเขตกรุงเทพชั้นในและชั้นกลางที่มีมูลค่าสูงและมีศักยภาพในการพัฒนาให้เกิดความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ แต่กลับไม่สามารถสร้างพัฒนาอาคารใหม่ได้
การประยุกต์ใช้เซลลูลาร์ออโตมาตาศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินของพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, พนรัตน์ มะโน
การประยุกต์ใช้เซลลูลาร์ออโตมาตาศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินของพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, พนรัตน์ มะโน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกของประเทศไทยส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและการอุตสาหกรรมการผลิตที่มีความสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอศรีราชา ที่ถูกส่งเสริมให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 โดยรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินส่วนใหญ่ของอำเภอศรีราชาได้ถูกเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่การเกษตรมาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย และพาณิชยกรรม งานวิจัยนี้นำเสนอรูปแบบการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินจากอดีตถึงปัจจุบัน ในช่วง ปี พ.ศ. 2539-2559 ของพื้นที่อำเภอศรีราชา โดยประยุกต์แนวคิดของแบบจำลองเซลลูลาร์ออโตมาตามาร์คอฟ (Cellular Automata Markov: CA-Markov) ในการวิเคราะห์ผลของการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และเสนอแนะแนวทางในการวางแผนการใช้ที่ดินในอนาคต ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดในอำเภอศรีราชา คือ บริเวณที่ใกล้กับการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังและจุดขึ้น - ลง ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 โดยการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ที่อยู่ในเมืองไปเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทอุตสาหกรรมมากที่สุดอยู่ที่เฉลี่ยร้อยละ 1.11 ที่ความน่าจะเป็นในการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยเท่ากับ 0.0828 ผลลัพธ์ของแบบจำลอง CA-Markov อาจจะเหมาะสมในการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคตระยะสั้น เช่น การสร้างข้อเสนอแนะสำหรับพื้นที่เฝ้าระวังในการรับมือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่เหมาะสม แต่อาจจะไม่เหมาะสมในการคาดการณ์การใช้ประโยชน์ที่ดินในระยะยาว เนื่องจากในปัจจุบัน เมืองมีการเปลี่ยนแปลงที่มีพลวัตรสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาในอดีต
พฤติกรรมการเดินทางเพื่อซื้อสินค้าที่สยามสแควร์ของผู้บริโภคออนไลน์, วนัชวรรณ ชานวิทิตกุล
พฤติกรรมการเดินทางเพื่อซื้อสินค้าที่สยามสแควร์ของผู้บริโภคออนไลน์, วนัชวรรณ ชานวิทิตกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาพฤติกรรมการเดินทางเพื่อซื้อสินค้าที่ของผู้บริโภคที่สยามสแควร์ ในบริบทที่มีการเติบโตของการซื้อขายสินค้าออนไลน์อย่างรวดเร็วทั้งในและต่างประเทศ อันจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางเพื่อซื้อสินค้ายังหน้าร้าน และการใช้พื้นที่เมือง ดังนั้นจึงต้องศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมระหว่างกลุ่มผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าออนไลน์และผู้ที่ไม่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเดินทางเพื่อซื้อสินค้าที่เกิดขึ้น โดยควบคุมปัจจัยทางด้านประชากร เศรษฐสถานะ พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์มาจากการเก็บแบบสอบถามในพื้นที่สยามสแควร์ซึ่งเป็นพื้นที่จุดหมายของการเดินทางเพื่อซื้อสินค้า จำนวน 415 ตัวอย่าง ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริโภคในสยามสแควร์ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เคยซื้อสินค้าทางออนไลน์ โดยที่ผู้บริโภคออนไลน์มีการเดินทางมาสยามสแควร์ด้วยระยะทาง ระยะเวลา ค่าเดินทาง และวัตถุประสงค์ในการซื้อสินค้าสูงกว่าผู้ที่ไม่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ ในทางกลับกันยิ่งผู้บริโภคออนไลน์มีความถี่ในการซื้อสินค้าออนไลน์สูงขึ้น จะยิ่งเดินทางมายังพื้นที่น้อยลง ความถี่ ระยะเวลาที่ใช้ภายในพื้นที่ รูปแบบการเดินทางหลายวัตถุประสงค์ รวมถึงวัตถุประสงค์ในการเดินทางมีความแตกต่างกันในแต่ละวันที่ผู้บริโภคเดินทางเข้ามา จากการวิเคราะห์ทัศนคติของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า สาเหตุที่ผู้บริโภคเดินทางมายังสยามสแควร์เป็นเพราะปัจจัยเรื่องการสัมผัสสินค้า ที่ตั้งที่ใกล้ห้างสรรพสินค้า หรือความหลากหลายของร้านค้ามากกว่าปัจจัยอื่น