Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Urban, Community and Regional Planning (1645)
- Landscape Architecture (1045)
- Arts and Humanities (973)
- Environmental Design (825)
- Social and Behavioral Sciences (596)
-
- Interior Architecture (505)
- History of Art, Architecture, and Archaeology (447)
- Historic Preservation and Conservation (440)
- Architectural Engineering (430)
- Art and Design (426)
- Cultural Resource Management and Policy Analysis (416)
- Architectural Technology (415)
- Engineering (375)
- Architectural History and Criticism (372)
- History (349)
- Other Architecture (315)
- Civil and Environmental Engineering (299)
- English Language and Literature (288)
- Literature in English, Anglophone outside British Isles and North America (267)
- Construction Engineering (261)
- Literature in English, North America, Ethnic and Cultural Minority (259)
- Urban Studies and Planning (253)
- French and Francophone Language and Literature (235)
- Other French and Francophone Language and Literature (230)
- Ancient, Medieval, Renaissance and Baroque Art and Architecture (226)
- Other History of Art, Architecture, and Archaeology (216)
- Religion (199)
- Classics (194)
- Physical Sciences and Mathematics (188)
- Institution
-
- California Polytechnic State University, San Luis Obispo (797)
- Rhode Island School of Design (709)
- University for Business and Technology in Kosovo (588)
- Chulalongkorn University (582)
- Kennesaw State University (498)
-
- Indiana State University (319)
- University of Texas at Arlington (309)
- Clemson University (281)
- University of New Mexico (256)
- Utah State University (227)
- University of Arkansas, Fayetteville (145)
- Louisiana State University (125)
- City University of New York (CUNY) (101)
- Virginia Commonwealth University (95)
- American University in Cairo (92)
- Syracuse University (85)
- Claremont Colleges (81)
- New Jersey Institute of Technology (62)
- Portland State University (57)
- University of Nevada, Las Vegas (53)
- Western Michigan University (45)
- United Arab Emirates University (39)
- Walden University (34)
- The University of San Francisco (31)
- James Madison University (30)
- LSU New Orleans (30)
- Washington University in St. Louis (29)
- Eastern Michigan University (27)
- Bowling Green State University (26)
- West Virginia University (24)
- Keyword
-
- Architecture (347)
- Sustainability (133)
- Design (129)
- Landscape architecture (88)
- Community (83)
-
- Planning (78)
- Adaptive reuse (72)
- Construction (61)
- Urban (61)
- Urban planning (51)
- Housing (50)
- Urban Planning (50)
- Urban Design (47)
- Architecture and society (46)
- Education (46)
- Architecture and community (44)
- Architectural design (42)
- Interior design (40)
- Urban design (38)
- Culture (37)
- Landscape (36)
- Climate change (35)
- Interior Design (35)
- Art (34)
- Interior architecture (34)
- Adaptive Reuse (33)
- Charleston (33)
- Infrastructure (33)
- Technology Management (33)
- Transportation (33)
- Publication Year
- Publication
-
- Theses and Dissertations (803)
- Masters Theses (723)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (582)
- Bachelor of Architecture Theses - 5th Year (490)
- All-Inclusive List of Electronic Theses and Dissertations (319)
-
- City and Regional Planning (273)
- Architecture and Planning ETDs (240)
- All Theses (238)
- Landscape Architecture Masters & Design Theses - Archive (221)
- Architectural Engineering (214)
- Master's Theses (166)
- Construction Management (121)
- All Graduate Theses and Dissertations, Spring 1920 to Summer 2023 (90)
- LSU Master's Theses (90)
- Architecture Undergraduate Honors Theses (86)
- Theses (79)
- Renée Crown University Honors Thesis Projects - All (72)
- All Graduate Plan B and other Reports, Spring 1920 to Spring 2023 (62)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (62)
- UNLV Theses, Dissertations, Professional Papers, and Capstones (53)
- Planning Dissertations - Archive (47)
- All Dissertations (43)
- Archived Theses and Dissertations (43)
- Dissertations (43)
- Dissertations and Theses (43)
- Honors Theses (40)
- Undergraduate Honors Capstone Projects (38)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (34)
- Electronic Theses and Dissertations (32)
- Honors Capstones (31)
- File Type
Articles 991 - 1020 of 6271
Full-Text Articles in Architecture
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมง ในโครงการผสมผสานการใช้งาน กรณีศึกษาโครงการสามย่านมิตรทาวน์, นริศรา พงษ์โสภณ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมง ในโครงการผสมผสานการใช้งาน กรณีศึกษาโครงการสามย่านมิตรทาวน์, นริศรา พงษ์โสภณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการผสมผสานการใช้งาน (mixed-use project) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายในโครงการเดียวกันและความคุ้มค่าในการพัฒนาโครงการ ประกอบกับวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะด้านเวลาการทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคยุคใหม่มีแนวโน้มใช้บริการต่างๆ ในช่วงเวลากลางคืนเพิ่มมากขึ้น ภาคธุรกิจจึงมีการปรับตัวสู่แนวคิดธุรกิจ 24 ชั่วโมง งานวิจัยนี้เลือกโครงการสามย่านมิตรทาวน์เป็นกรณีศึกษา เนื่องจากเป็นโครงการผสมผสานการใช้งานและมีพื้นที่บางส่วนเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางสังคมเศรษฐกิจ พฤติกรรมการใช้บริการ และปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมงในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งทำการรวบรวมข้อมูลแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 406 ชุดระหว่างวันที่ 19–28 เมษายน พ.ศ. 2568 ในช่วงเวลา 22.00–10.00 น. จากนั้นนำมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติแสดงผลออกมาในเชิงปริมาณ ค่าความถี่ ร้อยละ การทดสอบความสัมพันธ์ของกลุ่มอาชีพ และปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมง ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 20–30 ปี สถานะโสด เป็นนักเรียน นิสิต หรือนักศึกษา และมีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน พฤติกรรมการใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมงในโครงการสามย่านมิตรทาวน์ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ใช้บริการเฉพาะศูนย์การค้าในส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมง มากกว่าใช้บริการทั้งศูนย์การค้า สำนักงาน และที่จอดรถ และไม่พบการใช้บริการร่วมกับส่วนที่พักอาศัยรวมหรือโรงแรม โดยมักเดินทางจากที่พักอาศัยในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางน้อยกว่า 30 นาที ด้วยรถรับจ้างหรือรถยนต์ส่วนตัว มักใช้บริการร่วมกับเพื่อนในช่วงเวลา 22.00–00.00 น. และเลือกใช้พื้นที่ทำงานร่วม (Co-Working Space) สำหรับการทำงานหรืออ่านหนังสือ โดยเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์ ความถี่เฉลี่ยในการใช้บริการอยู่ที่ 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ และมีค่าใช้จ่ายต่อครั้งอยู่ในช่วง 401–600 บาท เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอาชีพ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) นักเรียน/นิสิต/นักศึกษา และ 2) พนักงานบริษัทเอกชนหรืออื่นๆ พบว่า จากตัวแปรทั้งหมด 25 ตัวแปร มีจำนวน 22 ตัวแปรที่แสดงความสัมพันธ์กับกลุ่มอาชีพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ …
การตัดสินใจลงทุนเพื่อพัฒนาคลังสินค้าให้เช่า : กรณีศึกษาบริษัทพัฒนาคลังสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ, ธนิศรา เลื่อนสุขสันติ์
การตัดสินใจลงทุนเพื่อพัฒนาคลังสินค้าให้เช่า : กรณีศึกษาบริษัทพัฒนาคลังสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ, ธนิศรา เลื่อนสุขสันติ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
คลังสินค้าให้เช่าเป็นหนึ่งในอสังหาริมทรัพย์ภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาศึกษาการตัดสินใจลงทุนพัฒนาคลังสินค้าให้เช่าในพื้นที่ดังกล่าว โดยรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กรณีศึกษาจำนวน 4 ราย และบริษัทที่ปรึกษาจำนวน 3 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบเพื่อศึกษาการตัดสินใจลงทุนและการจัดลำดับความสำคัญของปัจจัย ผลการศึกษาพบว่า 1) แนวคิดและนโยบายการลงทุน ผู้พัฒนามีมุมมองสอดคล้องกันว่าคลังสินค้าให้เช่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว ทั้งจากการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซ การย้ายฐานการผลิต และความสามารถในการเป็นศูนย์กระจายสินค้าระดับภูมิภาค 2) กระบวนการในการพัฒนามี 4 ขั้นตอนหลัก คือ 1. สำรวจตลลาด 2. สรุปกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 3. หาที่ดิน 4. ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ 3) ปัจจัยในการตัดสินใจลงทุนที่ทั้งกลุ่มผู้พัฒนาในและนอกตลาดหลักทรัพย์ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ประกอบด้วย 8 ปัจจัย ได้แก่ ศักยภาพทำเลที่ตั้ง การเข้าถึงที่ตั้ง ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ข้อกำหนดทางกฎหมายและผังเมือง ทำเลที่ตั้งใกล้กลุ่มการผลิต สภาวะอุปทานคลังสินค้าให้เช่าในพื้นที่ ต้นทุนที่ดิน และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจลงทุนพัฒนาคลังสินค้าให้เช่าในจังหวัดสมุทรปราการได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลายด้าน โดยปัจจัยระดับจุลภาคมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะศักยภาพทำเลที่ตั้ง ความสะดวกในการเข้าถึง ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และข้อกำหนดทางกฎหมายและผังเมือง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ผู้พัฒนาพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ปัจจัยระดับมหภาค เช่น นโยบายภาครัฐ และภาวะเศรษฐกิจ ก็ยังคงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ แม้อาจไม่ได้เป็นตัวกำหนดหลัก ทั้งนี้ แนวโน้มการพัฒนาคลังสินค้าให้เช่าในอนาคตมุ่งเน้นการออกแบบโครงการที่ทันสมัย ยืดหยุ่น และรองรับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้เช่าในยุคปัจจุบัน
แนวทางในการออกแบบบ้านเดี่ยวสำหรับโครงการหมู่บ้านจัดสรร ระดับราคา 3.00-7.00 ล้านบาทในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล, ชัยวัฒน์ พนอำพน
แนวทางในการออกแบบบ้านเดี่ยวสำหรับโครงการหมู่บ้านจัดสรร ระดับราคา 3.00-7.00 ล้านบาทในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล, ชัยวัฒน์ พนอำพน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันในตลาดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้านอุปทานของตลาดพบว่า สถานการณ์โครงการจัดสรรบ้านเดี่ยวในปัจจุบันนั้นมีแนวโน้มที่สูงขึ้น เนื่องจากจำนวนการเปิดโครงการใหม่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าที่อยู่อาศัยประเภทอื่น ๆ โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการออกแบบบ้านเดี่ยวสำหรับโครงการหมู่บ้านจัดสรรระดับราคา 3.00-7.00 ล้านบาท ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล โดยข้อมูลกรณีศึกษามีทั้งหมด 8 โครงการประกอบไปด้วย แบบบ้านเดี่ยว 17 แบบ ที่เปิดโครงการ ปี 2565 – 2567 โดยทำการรวบรวมข้อมูลการวัดผลความพึงพอใจจากผู้อาศัยในบ้านเดี่ยวทั้งหมด 251 คน, ผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการจำนวน 5 ท่าน ผลการศึกษาพบว่า (1) บ้านเดี่ยวจากโครงการกรณีศึกษานั้นพบว่ามีรูปแบบ ดังนี้ ขนาดที่ดินเฉลี่ย 52.32 ตารางวา, ขนาดพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ย 161.00 ตารางเมตร และ ประกอบไปด้วย 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ การออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบ โมเดิร์นสไตล์ และ ใช้โทนสี ขาว, เทา, ดำ เป็นหลัก (2) ความพึงพอใจของผู้อยู่อาศัยบ้านเดี่ยวในโครงการจัดสรรนั้นพบว่า ผู้อยู่อาศัยมีความพึงพอใจต่อขนาดที่ดิน และ ขนาดพื้นที่ใช้สอยของบ้านมากที่สุดโดยความเห็นส่วนมากของผู้อาศัยนั้นให้ความสำคัญกับการออกแบบบ้านเดี่ยวที่ให้ความรู้สึก กว้าง/โปร่ง/โล่ง การออกแบบวางผังบ้านที่มีความยืดหยุ่น และ รองรับการขยายตัวของครอบครัวรวมถึงการต่อเติมในอนาคต (3) ผู้เชี่ยวชาญ และ ผู้ประกอบการ ระบุว่าการออกแบบและพัฒนาบ้านเดี่ยวให้คำแนะนำเกี่ยวกับการออกแบบที่มุ่งเน้นไปยังการใช้งานที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าโดยตรงไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพฤติกรรมการใช้งาน และ ความคาดหวังกับความพึงพอใจในการออกแบบรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยของบ้านเดี่ยว รวมถึง การออกแบบอย่างยั่งยืนโดยการนำเทคโนโลยีที่มีการตอบโจทย์เรื่องประหยัดพลังงาน รวมถึงการคำนึงถึงต้นทุนในการพัฒนานั้นก็ส่งผลถึงการออกแบบรูปแบบ และ พื้นที่ใช้สอยเช่นกัน ผลการวิเคราะห์การศึกษาพบว่าผู้อาศัยบ้านเดี่ยวในโครงการจัดสรรมีความพึงพอใจต่อการออกแบบรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยอยู่ในระดับที่ มาก โดยบ้านระดับราคาที่สูงจะมีระดับความพึงพอใจเฉลี่ยที่สูงกว่าระดับราคาที่ต่ำกว่า และ พบว่าผู้อาศัยในความสำคัญของประเด็นในการพัฒนาและออกแบบที่พักอาศัยบ้านเดี่ยวตามลำดับดังนี้ (1) ขนาดที่ดิน (2) ขนาดพื้นที่ใช้สอย (3) การออกแบบวางผังบ้าน ในส่วนของรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยนั้นผู้อาศัยคาดหวังให้รูปแบบนั้นมีจำนวน 3ห้องนอน/3ห้องน้ำ/3ที่จอดรถ เป็นอย่างน้อยซึ่งยังไม่สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของรูปแบบในโครงการกรณีศึกษา ในส่วนความเห็นต่อการออกแบบ้านขนาดเล็กนั้นผู้อาศัยมีความเห็นที่สอดคล้องกับทฤษฎีในเรื่องขนาดทางสัญจรภายใน, แปลนเปิด, แสงธรรมชาติ และมีความเห็นที่ไม่สอดคล้องในส่วนของตำแหน่งของบันไดหลักภายในบ้าน ในส่วนของผู้เชี่ยวชาญนั้นได้ให้ระดับความสำคัญของประเด็นในการพัฒนาและออกแบบที่พักอาศัยบ้านเดี่ยวตามลำดับดังนี้ (1) การออกแบบวางผังบ้าน (2) ขนาดพื้นที่ใช้สอย (3) ขนาดที่ดิน โดยให้ความเห็นว่าการพัฒนาโครงการนั้นจำเป็นต้องมีแนวโน้มในการออกแบบให้ขนาดพื้นที่ใช้สอยและขนาดที่ดินเล็กลง …
นวัตกรรมแผ่นพลาสติกสำหรับเปลือกอาคารเพื่ออาคารประหยัดพลังงาน, สุวิชาดา เฮงมีชัย
นวัตกรรมแผ่นพลาสติกสำหรับเปลือกอาคารเพื่ออาคารประหยัดพลังงาน, สุวิชาดา เฮงมีชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการลดการใช้พลังงานอาคารโดยการปรับเปลี่ยนวัสดุเปลือกอาคาร ซึ่งช่องเปิดของอาคารที่ทำหน้าที่เป็นช่องระบายอากาศหรือช่องแสงนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความร้อนเข้ามาภายในอาคารในปริมาณมาก โดยมักจะเป็นวัสดุโปร่งแสงในส่วนของผนังอาคาร (Translucent wall) และหลังคาโปร่งแสง (Skylight) การพัฒนาวัสดุเปลือกอาคารที่มีคุณสมบัติโปร่งแสง แต่สามารถช่วยลดความร้อนที่ผ่านเข้ามาภายในอาคารได้ จึงเป็นประเด็นสำคัญในการศึกษาครั้งนี้ โดยนำพลาสติก Polymethyl Methacrylate (PMMA) ที่มีคุณสมบัติแข็งแรง ทนทาน และมีราคาที่เหมาะสม มาเสริมแรงด้วยเส้นใยแบคทีเรียเซลลูโลส (Bacterial cellulose) ซึ่งช่วยทั้งให้วัสดุมีความแข็งแรงและการลดความร้อนที่ผ่านเข้ามาในอาคารได้ โดยผสมแบคทีเรียเซลลูโลสความเข้นข้นที่ปริมาณร้อยละ 1 2 และ 3 โดยน้ำหนัก มีกระบวนการในการศึกษาตั้งแต่การผลิต ขึ้นรูปชิ้นงาน และส่งทดสอบคุณสมบัติของวัสดุโปร่งแสง เพื่อนำมาทดสอบเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการช่วยลดการใช้พลังงานอาคารของแผ่นวัสดุ ผ่านการปรับเปลี่ยนวัสดุเปลือกอาคารโปร่งแสงในโปรแกรมจำลองการใช้พลังงานรวมอาคาร OpenStudio แบ่งศึกษาเป็น 2 กรณี คือ งานผนังโปร่งแสงในอาคารสำนักงานมาตรฐาน และงานหลังคาโปร่งแสงในอาคารสนามกีฬาในร่มจากผลการศึกษา พบว่า ยิ่งเพิ่มปริมาณความเข้มข้นของสารเสริมแบคทีเรียเซลลูโลส ยิ่งส่งผลให้คุณสมบัติเชิงกลของวัสดุลดลง ในทางกลับกัน ความสามารถในการลดความร้อนเพิ่มมากขึ้น มีการสะสมความร้อนภายในอาคารลดลง ทำให้การใช้พลังงานรวมภายในอาคารลดน้อยลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยวัสดุ PMMA ที่ผสมแบคทีเรียเซลลูโลสในปริมาณร้อยละ 2 มีประสิทธิภาพในการช่วยลดพลังงานรวมอาคารได้ดีที่สุดอยู่ที่ 29,012,398.76 kWh/yr และมีระยะเวลาคืนทุนน้อยที่สุดอยู่ที่ 3.85 ปี ประหยัดค่าไฟลงปีละร้อยละ 1.50 เมื่อเทียบกับวัสดุกระจกใส สำหรับงานผนังโปร่งแสง กรณีศึกษาอาคารสำนักงาน และวัสดุ PMMA ที่ผสมแบคทีเรียเซลลูโลสในปริมาณร้อยละ 3 มีประสิทธิภาพในการช่วยลดพลังงานรวมอาคารได้ดีที่สุด อยู่ที่ 1,310,421.59 kWh/yr และมีระยะเวลาคืนทุนน้อยที่สุดอยู่ที่ 0.93 ปี ประหยัดค่าไฟลงปีละร้อยละ 1.67 เมื่อเทียบกับวัสดุกระจกใส สำหรับงานหลังคาโปร่งแสง กรณีศึกษาอาคารสนามกีฬาในร่ม ทั้งนี้ ปริมาณของแบคทีเรียเซลลูโลส ส่งผลให้ราคาต้นทุนวัสดุเพิ่มขึ้นตาม อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติของวัสดุแต่ละประเภทล้วนมีความเหมาะสมในการนำไปใช้งานที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบของเปลือกอาคารที่นำวัสดุไปติดตั้งด้วย
ความต้องการใช้งานพื้นที่สีเขียวในโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวม เขตกรุงเทพมหานคร, สิรภพ สุปรีดากุล
ความต้องการใช้งานพื้นที่สีเขียวในโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวม เขตกรุงเทพมหานคร, สิรภพ สุปรีดากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พระราชบัญญัติการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 กำหนดให้การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ต้องมีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) โดยอาคารชุดพักอาศัยรวมเป็น 1 ใน 36 ประเภทโครงการ พื้นที่สีเขียวเป็นข้อพิจารณาส่วนหนึ่งที่ต้องจัดให้มีในรายงาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้งานพื้นที่สีเขียวในโครงการอาคารชุด การเปลี่ยนแปลงและไม่เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงความต้องการใช้พื้นที่สีเขียวในโครงการอาคารชุดด้วย ผลการศึกษาพบว่าพื้นที่สีเขียวในโครงการอาคารชุดมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ (1) พื้นที่สีเขียวที่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง มีเหตุผลหลักคือ พื้นที่ส่วนใหญ่มีการออกแบบพื้นที่ที่เหมาะสมจึงเกิดการเสื่อมสภาพน้อย ทำให้งบประมาณที่ใช้ในการดูแลไม่มากเกินกว่าที่กำหนด และการใช้งานตรงตามความต้องการของผู้อยู่อาศัยตามที่ได้ออกแบบไว้ (2) พื้นที่สีเขียวที่เกิดการเปลี่ยนแปลง มีทั้งการเปลี่ยนแปลงจากการบริหารงานของนิติบุคคลโครงการและเกิดจากความต้องการของผู้อยู่อาศัย ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคือ การบำรุงรักษาพื้นที่สีเขียวให้อยู่ในสภาพดีทำได้ยากและสิ้นเปลืองงบประมาณมาก พื้นที่สีเขียวเดิมมีการใช้งบประมาณที่ต้องดูแลในส่วนของค่าแรง ค่าน้ำ และค่าพืชพรรณไม้ หลังการเปลี่ยนแปลงมีค่าใช้จ่ายที่ลดลง แสดงให้เห็นว่า หากมีการใช้พืชพรรณที่เหมาะสม มีความทนทานจะมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาน้อยลง และเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงพื้นที่สีเขียวในโครงการที่เปลี่ยนแปลงจากผู้อยู่อาศัย คือ การออกแบบที่ไม่ตอบสนองกับความต้องการของผู้อยู่อาศัย โดยไม่ตอบสนองต่อกิจกรรมที่ทำ เช่น มีขนาดเล็กไป มีวัสดุที่ไม่เหมาะสมต่อกิจกรรมนั้น หรือ ไม่มีพื้นที่ให้ทำกิจกรรมบางอย่าง เนื่องจากผู้อยู่อาศัยต้องการให้สภาพแวดล้อมของโครงการดีขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าของโครงการอาคารชุด
การศึกษาความแม่นยำของการจำลองเสียงในอาคารสถานศึกษาด้วยแบบจำลอง 3 มิติ ที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์, สินธุ์ แสงอินทร์
การศึกษาความแม่นยำของการจำลองเสียงในอาคารสถานศึกษาด้วยแบบจำลอง 3 มิติ ที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์, สินธุ์ แสงอินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เสียงในสถาปัตยกรรม (Architectural Acoustic) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญและส่งผลต่อสุขภาวะของผู้ใช้งานอาคารโดยตรง องค์กรต่างๆ ด้านการกำหนดมาตรฐานและข้อบังคับในการออกแบบและก่อสร้างเช่น LEED และ WELL ได้ทำการบรรจุหัวข้อด้านการสร้างสุขภาวะและลดมลภาวะทางเสียงในอาคาร เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะทางเสียงที่ดีภายในอาคารที่มีการใช้งานที่มีความอ่อนไหวทางเสียง โดยเฉพาะอาคารสถานศึกษา ในขณะเดียวกัน สำหรับอาคารบางแห่งที่ไม่มีการทำแบบจำลอง 3 มิติ มาก่อน จึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยแรงงานและเวลาหากต้องมีการรังวัดสภาพของอาคารจริงเพื่อจัดทำแบบจำลอง 3 มิติเพื่อทำการจำลองเสียงงานวิจัยนี้จึงต้องการศึกษาความแม่นยำของผลจำลองเสียงแบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์ (Point Cloud) โดยการเปรียบเทียบกับผลการจำลองเสียงจากแบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์กับผลการจำลองเสียงด้วยแบบจำลอง 3 มิติจากแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (BIM) โดยมีตัวแปรของเสียงที่เป็นตัวชี้วัดทั้งหมด 4 ตัวแปร ได้แก่ ระยะเวลาก้องกังวาน (RT60) เวลาสลายตัวเร็ว (EDT) ความชัดเจน (C80) และดัชนีการส่งผ่านเสียงพูด (STI)หลังจากที่ได้ทำการจำลองเสียงด้วยแบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์ทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ แบบจำลอง 3 มิติ แบบ Voxel และแบบจำลอง 3 มิติ แบบ Bounding Box ของห้องที่แตกต่างภายในอาคารสถานศึกษาทั้งหมด 3 ห้อง และชุดวัสดุที่มีค่าสัมประสิทธิ์การดูดซับเสียงที่ต่างกัน 2 ชุด พบว่า ผลการจำลองเสียงด้วยด้วยแบบจำลอง 3 มิติ ที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์นั้นมีความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยในตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งที่แตกต่างกันออกไปตั้งแต่ร้อยละ 0.663 ถึง 17.034 นอกจากนี้ การจำลองด้วยแบบจำลอง 3 มิติ Bounding Box ยังสามารถทำการจำลองได้รวดเร็วกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการจำลองด้วยแบบจำลอง 3 มิติจากแบบจำลองสารสนเทศอาคาร ซึ่งแสดงถึงศักยภาพของการประยุกต์ใช้แบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์ในการจำลองเสียง
คุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย : กรณีศึกษาชุมชนปากคลองบางสะแก ย่านตลาดพลู, วรัทยา เอื้อชัยนุวัฒน์
คุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย : กรณีศึกษาชุมชนปากคลองบางสะแก ย่านตลาดพลู, วรัทยา เอื้อชัยนุวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่ทางสังคม (social space) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่เอื้อให้ผู้คนได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งความต้องการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น (relatedness) นับเป็นความปรารถนาในการดำรงอยู่ของมนุษย์ที่สำคัญอย่างยิ่งข้อหนึ่ง จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่างานศึกษาเรื่องพื้นที่ทางสังคมในบริบทวัฒนธรรมไทยยังมีอยู่ค่อนข้างจำกัด และมีความแตกต่างจากบริบทวัฒนธรรมตะวันตก อันเนื่องมาจากลักษณะทางกายภาพและพฤติกรรมการใช้พื้นที่ของผู้คน งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางจิตวิทยาที่เอื้อให้เกิดกิจกรรมที่แสดงถึงการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย ผ่านพื้นที่ศึกษาชุมชนปากคลองบางสะแก ย่านตลาดพลู และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางจิตวิทยาเหล่านั้น เพื่อนำมาสู่บทสรุปคุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย วิทยานิพนธ์ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเอกสารร่วมกับการวิจัยภาคสนาม ได้แก่ การสำรวจลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ การสังเกตการใช้สอยที่ว่าง และการเก็บข้อมูลกิจกรรมทางสังคม โดยอาศัยมโนทัศน์ แนวคิด และทฤษฎีจิตวิทยาสถาปัตยกรรม ประกอบด้วย แนวคิดเรื่องการอยู่อาศัยของมนุษย์ (the concept of dwelling) ทฤษฎีองค์ประกอบเมือง (the image of the city) ทฤษฎีกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่สาธารณะ (outdoor activities) ทฤษฎีแบบแผนการใช้สอยที่ว่างของมนุษย์ (proxemics) และทฤษฎีการรับรู้ที่ว่างหลากสัมผัส (multisensory perception of space) เป็นกรอบในการวิจัย ร่วมกับการวิเคราะห์ผังแสดงการใช้สอยที่ว่าง และผังแสดงกิจกรรมทางสังคม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงจุดร่วมจากลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางจิตวิทยาที่ทำให้เกิดกิจกรรมทางสังคมในบริเวณต่าง ๆ ของชุมชน นำมาสู่บทสรุปคุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย 5 ประการ ประกอบด้วย ที่ว่างที่เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ที่ว่างขนาดกะทัดรัด ที่ว่างที่เอื้อต่อการเดินเท้า ที่ว่างที่เชื่อมโยงสัมพันธ์ และที่ว่างใต้ร่มเงาที่ร่มเย็น
การดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์การกระจายธุรกิจ ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย กรณีศึกษา บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ระหว่างพ.ศ.2562 ถึง พ.ศ.2566, พิมพ์มาดา ขำมีศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในระหว่างพ.ศ.2562 – 2566 ทั่วโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบกับความท้าทายในหลายมิติ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายจึงจำเป็นต้องปรับการดำเนินธุรกิจด้วยการกระจายธุรกิจเพื่อกระจายความเสี่ยงและการเติบโตอย่างยั่งยืน ผู้วิจัยได้นำการจัดประเภทมาตรฐานอุตสาหกรรม (TSIC) มาจำแนกการประกอบธุรกิจจึงพบว่าจากทั้งหมด 21 หมวดหมู่ เสนาฯ มีการกระจายธุรกิจ 11 หมวดหมู่ และออริจิ้นมีการกระจายธุรกิจ 12 หมวดหมู่ งานวิจัยฉบับนี้จะศึกษาการดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์การกระจายธุรกิจของกรณีศึกษา บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (“เสนาฯ”) และบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (“ออริจิ้นฯ”) เฉพาะการดำเนินงานในช่วงพ.ศ.2562 – 2566 โดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลจากรายงานประจำปี บทสัมภาษณ์ที่ถูกเผยแพร่ทางออนไลน์และบทสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูง สัมภาษณ์ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการกระจายธุรกิจของทั้งสองบริษัท จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์และถอดบทเรียนจากการดำเนินธุรกิจของทั้งสองบริษัท ผลการศึกษาพบว่า เสนาฯ และออริจิ้นฯ มีวิสัยทัศน์ในการกระจายธุรกิจตั้งแต่เริ่มประกอบธุรกิจและได้ขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องเสมอมา โดยเสนาฯ ได้ขยายไปยังธุรกิจรายได้ต่อเนื่องในพ.ศ.2552 ส่วนออริจิ้นขยายไปยังธุรกิจรายได้ต่อเนื่องในพ.ศ.2559 จากปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นส่งผลโดยตรงต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ทำให้บริษัทต้องมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการมีรายได้เพียงช่องทางเดียวและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างในเป้าหมายของการประกอบธุรกิจโดยเสนาฯ มุ่งเน้นการสร้างผลกำไรที่เติบโตควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในขณะที่ออริจิ้นฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตที่มั่นคงและรวดเร็วในแต่ละธุรกิจ โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการผลักดันธุรกิจเหล่านั้นเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงพ.ศ.2562 – 2566 เสนาฯ มีการกระจายธุรกิจในรูปแบบที่สัมพันธ์กับธุรกิจหลัก ด้วยการเติบโตในแนวดิ่งแบบเติบโตไปด้านหน้า และการเติบโตในแนวนอนที่มีความสอดคล้องทางการดำเนินงานหรือการบริหารและการตลาด และรูปแบบที่ไม่สัมพันธ์กับธุรกิจหลัก ในขณะที่ออริจิ้นฯ มุ่งเน้นการกระจายธุรกิจเฉพาะในรูปแบบที่สัมพันธ์กับธุรกิจหลัก ด้วยการเติบโตในแนวดิ่งแบบเติบโตไปทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และการเติบโตในแนวนอนที่มีความสอดคล้องทางการดำเนินงานหรือการบริหารและการตลาด การกระจายธุรกิจของทั้งสองบริษัทจึงดำเนินการผ่านหลายวิธีการที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งพบว่าเสนาฯ มุ่งเน้นการลงทุนด้วยตนเอง ส่วนออริจิ้นฯ จะใช้วิธีกิจการร่วมค้าเป็นหลัก ชี้ให้เห็นถึงความเหมาะสมในการเลือกใช้วิธีการกระจายธุรกิจที่เหมาะสมกับบริบท โอกาส และทรัพยากรของแต่ละองค์กร การศึกษาครั้งนี้จึงแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ในการสร้างความมั่นคงและโอกาสในการเติบโตในระยะยาวด้วยการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจและเป็นการถอดบทเรียนโดยการวิเคราะห์วิธีการกระจายธุรกิจและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
การออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา กรณีศึกษา วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่, ลัทธพล ต่ายหัวดง
การออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา กรณีศึกษา วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่, ลัทธพล ต่ายหัวดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แสงสว่างมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเวลากลางคืน โดยเฉพาะในเมืองเก่าเชียงใหม่ที่มีการพัฒนากิจกรรมด้านมรดกวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจระบบแสงสว่างของพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา พบว่าการใช้แสงเพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรมยังมีการศึกษาอยู่อย่างจำกัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา และพัฒนาแนวคิดและกระบวนการออกแบบ โดยใช้กรณีศึกษาวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงเสนอแนะแนวทางในการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนาเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนงานวิจัยนี้ทำการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง สำรวจพื้นที่ภาคสนามและกรณีศึกษาตัวอย่างรูปแบบและการติดตั้งระบบแสงสว่างสำหรับวัดที่เป็นโบราณสถาน รวมถึงทำการสัมภาษณ์เชิงลึกในประเด็นปัจจัยและข้อเสนอแนะกับการออกแบบแสงสว่าง จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้พัฒนาเกณฑ์และแนวคิดในการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา วัดสวนดอก รวมถึงทำการจำลองสภาพแสงสว่างเพื่อประเมินความส่องสว่าง และค่าความสว่างที่สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานด้วยโปรแกรม DIALux evo 12.1 นอกจากนี้ยังได้ทำการเสนอแนะรูปแบบการใช้งานและประเมินค่าใช้จ่ายจากการใช้พลังงาน รวมถึงการพิจารณาด้านเทคนิคและความเป็นไปได้ในการติดตั้งจริงงานวิจัยนี้เสนอ แนวทางการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1) การสร้างความรู้พื้นฐาน ด้านแสงสว่าง การอนุรักษ์ และการท่องเที่ยว 2) การกำหนดเกณฑ์และแนวคิดการออกแบบ ที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และบริบทของสถานที่ 3) การปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และ 4) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เข้าใจคุณค่าและปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน การออกแบบแสงที่เหมาะสมนี้จะช่วย สื่อความหมายทางสถาปัตยกรรม คติความเชื่อ และสร้างบรรยากาศ ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยามค่ำคืนได้อย่างยั่งยืน
โรงอาบน้ำ: “การดูแลตนเอง” วิถีการอาบน้ำในที่ว่างแห่งสุขภาพ ณ ประเทศไทย, ประภวิษณุ์ อินทร์ตุ่น
โรงอาบน้ำ: “การดูแลตนเอง” วิถีการอาบน้ำในที่ว่างแห่งสุขภาพ ณ ประเทศไทย, ประภวิษณุ์ อินทร์ตุ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาโรงอาบน้ำในแต่ละวัฒนธรรม รวมถึงวัฒนธรรมไทย เพื่อเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีการอาบน้ำจากพื้นที่สาธารณะมายังพื้นที่ปิด โดยใช้กรอบทฤษฎีของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) จากงานเขียน The History of Sexuality, Volume 3: Care of the Self และ Discipline and Punish: The Birth of the Prison เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ “โรงอาบน้ำ” ในสังคมไทยภายใต้มิติการดูแลตนเอง และ “วินัย” ประกอบกับข้อมูลจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามและฐานข้อมูลสถานบริการประเภทอาบน้ำ ชี้ให้เห็นว่าโรงอาบน้ำที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมต่างประเทศ ทั้งตะวันออกและตะวันตก จึงเกิดคำถามในการวิเคราะห์ว่า แนวคิดของฟูโกต์สามารถสะท้อนถึงมิติการดูแลตนเอง และวินัยในโรงอาบน้ำได้อย่างไร, โรงอาบน้ำของตะวันตกและตะวันออกมีลักษณะแบบไหน แตกต่างกันอย่างไร, และโรงอาบน้ำแบบไทยน่าจะมีลักษณะอย่างไร การทบทวนวรรณกรรมเน้นการศึกษาแนวคิดทางสังคมวิทยาและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการอาบน้ำในมิติต่างๆ อาทิ ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม รวมถึงการวิจัยและวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษา ผู้วิจัยพบว่าแนวคิดการดูแลตนเองและความมีวินัยของฟูโกต์ ยังเชื่อมโยงโรงอาบน้ำที่ไม่ใช่เพียงมิติสุขภาพ ยังสะท้อนถึงมิติอื่นๆ นำไปสู่การออกแบบวิธีการเก็บข้อมูลเพื่อใช้ศึกษาแนวทางออกแบบโรงอาบน้ำสาธารณะของไทยร่วมสมัย จากผลการศึกษาผู้วิจัยเสนอให้การออกแบบโรงอาบน้ำสาธารณะในบริบทไทยร่วมสมัยควรตั้งอยู่บนความเข้าใจในเชิงสังคมวัฒนธรรมและเชิงจริยธรรม โดยอาศัยเครื่องมือในการเก็บข้อมูลแบบมีส่วนร่วมอย่างเกมการ์ดสองมิติ และสามมิติเพื่อให้เกิดแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับพฤติกรรม วิถีชีวิต และคนในสังคมไทย
การรายงานความยั่งยืนในช่วงการดำเนินงานระหว่างการก่อสร้างของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2566, นิศมา วิริยประเสริฐ
การรายงานความยั่งยืนในช่วงการดำเนินงานระหว่างการก่อสร้างของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2566, นิศมา วิริยประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น รวมถึงความตระหนักที่เพิ่มขึ้นต่อประเด็นทางสังคมและบรรษัทภิบาล ได้กระตุ้นให้ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ดำเนินธุรกิจโดยยึดแนวคิดความยั่งยืนมากขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรายงานเพื่อความยั่งยืนในช่วงระหว่างการก่อสร้างของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการรวบรวมข้อมูลจากรายงาน 56-1 One Report และรายงานความยั่งยืนประจำปี 2566 ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 12 แห่งที่อยู่ในบัญชีรายชื่อหุ้นยั่งยืน (THSI) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปี 2566 พร้อมทั้งสัมภาษณ์เชิงลึกบุคลากรจากบริษัทกรณีศึกษา 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อวิเคราะห์ถึงการกำหนดแนวคิดและเป้าหมายสำหรับการดำเนินงานระหว่างการก่อสร้างเพื่อความยั่งยืน แนวทางการดำเนินงานในช่วงดังกล่าว ผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้น ตลอดจนวิเคราะห์ตัวชี้วัดของเกณฑ์และคู่มือการเข้าร่วมการประเมินความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนประจำปี 2566 โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กับการรายงานความยั่งยืนในช่วงระหว่างการก่อสร้าง ผลการศึกษาพบว่า 1) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 12 แห่ง มีการกำหนดแนวคิดและเป้าหมายการดำเนินงานก่อสร้างเพื่อความยั่งยืนครอบคลุมทั้ง 3 มิติ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) 2) ในด้านการรายงานความยั่งยืนช่วงการก่อสร้าง พบว่า บริษัททั้ง 12 แห่ง มีการนำแนวคิดและเป้าหมายด้านความยั่งยืนมาปรับใช้ในการดำเนินงานช่วงระหว่างการก่อสร้าง โดยมิติสิ่งแวดล้อมเน้นการรายงานถึงมาตรการจัดการน้ำเสียและมลพิษทางเสียงที่เป็นระบบ การจัดการขยะและของเสีย การบริหารจัดการทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำ การควบคุมมลพิษทางอากาศ การออกแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน และการวางแผนบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพในทางปฏิบัติ มิติสังคมเน้นเรื่องการบริหารจัดการความปลอดภัยและอาชีวอนามัย การมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคม การจูงใจและรักษาพนักงาน การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย การเคารพสิทธิมนุษยชน และการพัฒนาศักยภาพแก่พนักงานผ่านกิจกรรมและนโยบายที่ชัดเจน และมิติบรรษัทภิบาลเน้นการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างครอบคลุม และการนำนวัตกรรมทางธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ในเชิงบริหารงานก่อสร้างและเชิงวัสดุก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม โดยทั้ง 3 มิติ มีการรายงานการดำเนินงานครอบคลุมขั้นตอนการวางแผน การดำเนินงาน และการติดตามประเมินผล อย่างเป็นระบบ กรณีศึกษาของศุภาลัยและเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการออกแบบโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง แผนการดำเนินงาน และการบริหารจัดการทรัพยากรที่มุ่งเน้นความยั่งยืน และ 3) ตัวชี้วัดของตลาดหลักทรัพย์ฯ ประจำปี 2566 มีความสอดคล้องกับแนวปฏิบัติการบริหารโครงการช่วงก่อสร้างในหลายด้าน อาทิ การบริหารการสื่อสาร การบริหารทรัพยากรบุคคล วัสดุ และการบริหารผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งเสริมความยั่งยืนในการบริหารโครงการก่อสร้าง …
Living Conditions, Housing Choice And The Challenge On Education Of Low-Income Youth Urban Migrants In Yangon: The Case Study Of Kamayut Township, B D. Sang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines how living conditions, housing choices, and education issues affect low-income youth who move to urban areas in Kamayut Township, Yangon. It uses interviews with 22 participants to understand how poor housing and limited access to public facilities impact these young migrants' education and personal growth. Most migrants live in hostels or shared apartments because they cannot afford better options. These housing situations include overcrowding, noise, and unreliable utilities. Such challenges make it hard for them to focus on their studies, but they try to overcome this by managing their time well and finding other places to study.Additionally, …
Tourist's Perspective On Community-Based Tourism As A Strategy For Historic Neighborhood Revitalization: A Case Study Of Nang Loeng, Ni Li
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Nang Loeng, an old-town district in Bangkok Metropolis, is a microcosm of the historic urban communities in tourist cities at risk of expropriation which are facing the dilemma of being forced to relocate for planned development. Nang Loeng area is trying to adopt community-based tourism as the main strategy to negotiate the planned developments and regenerate their communities. Although community-based tourism is generally acknowledged as a positive strategy for social-economic revitalization since its community participation and co-decision making procession, there is a dual neglect in the fields of tourism and urban planning when examining the effectiveness of community-based tourism as …
แนวทางการปรับปรุงอาคารเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้วัสดุอาคารและการใช้พลังงานของอาคารสถานศึกษา, ธนภัทร ทองไพบูลย์
แนวทางการปรับปรุงอาคารเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้วัสดุอาคารและการใช้พลังงานของอาคารสถานศึกษา, ธนภัทร ทองไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของแนวทางการปรับปรุงเปลือกอาคารต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ทราบถึงแนวทางการปรับปรุงเปลือกอาคารที่ส่งผลกระทบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต่ำที่สุด จากการประเมินสัดส่วนการลดการใช้พลังงานตลอดวัฏจักรชีวิตอาคาร และการเพิ่มขึ้นของวัสดุอาคารของแต่ละแนวทางเลือกจากการเลือกใช้เปลือกอาคาร 4 ประเภท ได้แก่ ฉนวนกันความร้อนผนังทึบ ฉนวนหลังคา กระจกเปลือกอาคาร และแผงบังแดด โดยมีอาคารกรณีศึกษาเป็นอาคารเรียน ปริมาณวัสดุก่อสร้างถูกถอดจากโปรแกรม Autodesk Revit และประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดอายุอาคาร 60 ปีด้วยโปรแกรม OneClickLCA ขณะเดียวกัน การใช้พลังงานถูกจำลองและปรับเทียบด้วยโปรแกรม EnergyPlus จากผลการศึกษาทางเลือกทั้งหมด 73 รูปแบบ พบว่าฉนวนกันความร้อนผนังอาคารประเภทเซลลูโลสสามารถลดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานได้ 4.40% และมีการเพิ่มการปล่อยจากวัสดุน้อยที่สุดเพียง 0.9% สำหรับกระจก Low-E แม้จะลดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานได้สูงสุดที่ 8.75% แต่มีค่าการปล่อยจากวัสดุสูงถึง 7.41% ส่วนแผงบังแดดอลูมิเนียมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในกลุ่มอุปกรณ์บังแดด โดยลดค่าการปล่อยรวมตลอดวัฏจักรชีวิตอาคารได้ 2.67% หากออกแบบให้มีระยะยื่นที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม แม้การปรับปรุงเปลือกอาคารควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับอากาศและอุปกรณ์ไฟฟ้าจะช่วยลดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 13.8% ต่อปี ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามแนวทาง CRREM ได้ หากเพิ่มระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมด้วย จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 67.95% เหลือเพียง 11.74 kgCO₂e/m²/ปี ซึ่งเพียงพอต่อเป้าหมายของ CRREM ภายในปี ค.ศ. 2030
การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโฮมสเตย์เพื่อส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ในจังหวัดสมุทรสงคราม กรณีศึกษา ชุมชนบ้านริมคลองและชุมชนบางสะแก, วิภาดา รักษาศิลป์
การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโฮมสเตย์เพื่อส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ในจังหวัดสมุทรสงคราม กรณีศึกษา ชุมชนบ้านริมคลองและชุมชนบางสะแก, วิภาดา รักษาศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาเชิงนิเวศวัฒนธรรมเป็นเป้าหมายการพัฒนาของจังหวัดสมุทรสงคราม เนื่องจากวิถีชีวิตเกษตรกรรมที่สอดคล้องกับระบบนิเวศวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม โดยเฉพาะชุมชนบ้านริมคลองและชุมชนบางสะแกซึ่งมี ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และจำนวนโฮมสเตย์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาในด้านกายภาพ การบริหารจัดการ และผลของการพัฒนาโดยใช้ทัศนคติของชุมชนต่อผลการดำเนินงาน ก่อนและหลังการพัฒนาโฮมสเตย์ กับ 3 เกณฑ์ ได้แก่ การพัฒนาโฮมสเตย์ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรม และการพัฒนาชุมชนยั่งยืน โดยเกณฑ์ย่อย 93 หลักเกณฑ์ ด้วยวิธีการ สำรวจ สัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณหาค่าเฉลี่ยและมาตราวัดลิเคิร์ต จากการวิเคราะห์พบว่ากระบวนการการเริ่มพัฒนาของสองชุมชนต่างกัน โดยที่ชุมชนบ้านริมคลองเริ่มพัฒนาโฮมสเตย์ ก่อนการพัฒนาชุมชนในปี พ.ศ. 2542 (ระยะเวลาการพัฒนา 26 ปี ) และชุมชนบางสะแกเริ่มด้วยการพัฒนาชุมชนก่อนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 แล้วจึงเริ่มพัฒนาโฮมสเตย์ในปี พ.ศ. 2558 (ระยะเวลาพัฒนาโฮมสเตย์ 10 ปี และระยะเวลาพัฒนาชุมชนรวม 30 ปี) ทั้งสองชุมชนมีการพัฒนาโฮมสเตย์มาอย่างยาวนานโดยมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งตั้งแต่เริ่มมาถึงปัจจุบัน ผู้นำชุมชนมีความเข้าใจ และเห็นความสำคัญที่จะต้องอนุรักษ์ระบบนิเวศวัฒนธรรมชาวสวนและระบบนิเวศสามน้ำไว้ และได้ใช้การพัฒนาแบบมีส่วนร่วมเพื่อความยั่งยืน ในปัจจุบันพบว่าชุมชนบ้านริมคลองมีโฮมสเตย์ 3 หลัง คิดเป็น 15% จากจำนวนบ้านในกลุ่มชุมชน และชุมชนบางสะแกมีโฮมสเตย์ 4 หลัง คิดเป็น 13.33% ของบ้านในชุมชน และเป็นการลงทุนของเจ้าของบ้านเองโดยมีการสนับสนุนจากภายนอกเพียงเล็กน้อยผลจากการพัฒนาตามเกณฑ์วิเคราะห์ จากทัศนคติของชาวชุมชนพบว่าทั้งสองชุมชนได้คะแนนเฉลี่ยรวม 3 เกณฑ์ ค่อนข้างสูงจาก 5.00 คะแนน โดยมีคะแนนเฉลี่รวมที่ใกล้เคียงกัน ชุมชนบ้านริมคลอง 3.68 ชุมชนบางสะแก 3.57 แสดงว่าทั้งสองชุมชนประสบความสำเร็จในการพัฒนาทั้งในมิติแหล่งที่พักนักท่องเที่ยว มิตินิเวศวัฒนธรรม และมิติความยั่งยืนปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสำเร็จ คือ การมีผู้นำที่มีความเข้มแข็ง ทำงานต่อเนื่องอย่างยาวนาน จึงสามารถพัฒนาชุมชนเพื่อรักษาระบบนิเวศสามน้ำนี้ไว้ได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในลักษณะเป็นโครงการย่อยจึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะต่อชุมชนโดยให้ชุมชนพิจารณาปรับปรุงข้อจำกัดร่วมตามเกณฑ์ย่อยที่ได้คะแนนน้อย คือ ด้านการประชาสัมพันธ์และด้านความปลอดภัย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันวางแผนระยะยาวสนับสนุนการพัฒนาชุมชน
การจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารด้วยชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากสถานีตรวจวัดในพื้นที่เปรียบเทียบกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากเว็บไซต์สาธารณะ, อณิวัสส์ พันธุ์พงศ์พิพัฒน์
การจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารด้วยชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากสถานีตรวจวัดในพื้นที่เปรียบเทียบกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากเว็บไซต์สาธารณะ, อณิวัสส์ พันธุ์พงศ์พิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จำเป็นต้องอาศัยชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศในการวิเคราะห์เป็นส่วนประกอบหลัก แต่เนื่องจากชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศที่สามารถค้นหาได้จากเว็บไซต์สาธารณะในปัจจุบัน มีความหลากหลายทั้งเรื่องของประเภทของชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งตำแหน่งของสถานีตรวจวัด ซึ่งมักจะมีระยะห่างจากพื้นที่ที่ต้องการจำลองประสิทธิภาพอาคาร ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศได้ งานวิจัยนี้ศึกษาการจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร เมื่อใช้ชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศต่างแหล่งที่มา ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ใช้ชุดข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอากาศ CU มาเปรียบเทียบกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากเว็บไซต์ ได้แก่ 1) Energyplus (EPW) 2) ClimateOneBuilding (COB) 3) Photovoltaic Geographical Information System (PVGIS) ประเภท Typical Year และ 4) Integrated Environmental Solutions (IES) ประเภท Actual Year จึงเปรียบเทียบข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ความเข้มรังสีดวงอาทิตย์แบบตรง และแบบกระจาย ทำการคำนวณ Cooling Degree Days (CDD) และทำการจำลองการใช้พลังงานการทำความเย็นในอาคารด้วยคอมพิวเตอร์ โดยใช้อาคารจามจุรี 5 เป็นอาคารกรณีศึกษา ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีตรวจวัดอากาศ CU รวมทั้งทำการปรับเปลี่ยนตัวแปรทางกายภาพของเปลือกอาคาร ได้แก่ อัตราส่วนของหน้าต่างต่อผนังทึบ (WWR) ค่า U-value ของกระจก และการติดตั้งฉนวนกันความร้อน เพื่อหาอัตราร้อยละของการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงาน (Percentage Improvement) ผลการวิจัยพบว่า จากการจำลองการใช้พลังงานการทำความเย็นภายในอาคารกรณีศึกษา มีเพียงชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศของ PVGIS ที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศ CU และเมื่อมีการปรับเปลี่ยนตัวแปรทางกายภาพของเปลือกอาคาร แล้วนำมาเปรียบเทียบกับค่าการใช้พลังงานของอาคาร พบว่า การใช้ชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศ PVGIS, EPW และ IES มีอัตราร้อยละการเปลี่ยนแปลงพลังงานที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับชุดข้อมูล CU เช่นกัน โดยที่ตัวแปรอุณหภูมิของ PVGIS มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับชุดข้อมูล CU และมีค่าเฉลี่ยห่างจากชุดข้อมูล CU มากที่สุด ตัวแปรอุณหภูมิจึงเป็นตัวแปรสำคัญในการจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร
แนวทางการออกแบบและพัฒนาคอนกรีตบล็อกจากเถ้าหนักเพื่อประเมินคุณสมบัติเชิงกลและเชิงอุณหภูมิด้วยการทดลองและการจำลองสามมิติ, วรรณพล สดากร
แนวทางการออกแบบและพัฒนาคอนกรีตบล็อกจากเถ้าหนักเพื่อประเมินคุณสมบัติเชิงกลและเชิงอุณหภูมิด้วยการทดลองและการจำลองสามมิติ, วรรณพล สดากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา พัฒนา และประเมินประสิทธิภาพของคอนกรีตบล็อกผสมวัสดุเถ้าหนัก ซึ่งเป็นวัสดุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า โดยมุ่งวิเคราะห์สมบัติเชิงกลและเชิงอุณหภูมิภายใต้บริบทของภูมิอากาศแบบร้อนชื้น กระบวนการวิจัยประกอบด้วยการทดสอบในห้องปฏิบัติการ การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการเก็บข้อมูลภาคสนามภายใต้สภาพอากาศที่แตกต่างกัน ตลอดจนการจำลองด้วยโปรแกรม ENVI - met เพื่อประเมินผลกระทบของวัสดุต่อตัวแปรอุณหภูมิอากาศ (Ta) และอุณหภูมิการแผ่รังสีเฉลี่ย (Tmrt) ผลการทดสอบเชิงกลพบว่าคอนกรีตบล็อกผสมเถ้าหนักที่มีอัตราส่วนผสมระหว่างเถ้าหนักและปูนซีเมนต์ในสัดส่วนร้อยละ 75 ต่อ 25 มีค่ากำลังอัดเฉลี่ย 2.18 MPa อัตราการดูดซึมน้ำเฉลี่ยร้อยละ 12.19 และความหนาแน่นรวมเฉลี่ย 1,477.27 kg/m3 ด้านผลการวิเคราะห์เชิงอุณหภูมิพบว่า สามารถลดค่า Ta ได้ในช่วง 0.69–1.56 °C และลดค่า Tmrt ได้ในช่วง 3.87–6.72 °C เมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุก่อสร้างอื่น ผลลัพธ์การเปรียบเทียบระหว่างข้อมูลภาคสนามกับผลการจำลองแสดงความสอดคล้องในระดับนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าความสัมพันธ์ (R2) ของตัวแปร Ta ในสภาพอากาศมีเมฆปกคลุม คือ 0.86 และ สภาพอากาศปลอดโปร่ง คือ 0.91 และของตัวแปร Tmrt ในสภาพอากาศมีเมฆปกคลุม คือ 0.75 และ สภาพอากาศปลอดโปร่ง 0.86 ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนถึงความน่าเชื่อถือของแบบจำลองในการประเมินผลกระทบของวัสดุก่อสร้างต่อสภาพแวดล้อมจริง ผลลัพธ์ของการวิจัยสะท้อนถึงศักยภาพในฐานะวัสดุก่อสร้างทางเลือกที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรพลอยได้อย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ได้แก่ เป้าหมายที่ 11, 12 และ 13
การออกแบบการส่องสว่างประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวที่มีพื้นผิวธรรมชาติ โดยใช้แนวทางการออกแบบการส่องสว่างตามวัตถุประสงค์ (Lidos), ทะวีพอน หอมสมบัด
การออกแบบการส่องสว่างประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวที่มีพื้นผิวธรรมชาติ โดยใช้แนวทางการออกแบบการส่องสว่างตามวัตถุประสงค์ (Lidos), ทะวีพอน หอมสมบัด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการเสนอแนะแนวทางการออกแบบการส่องสว่างแก่ประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัว เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะของประติมากรรมดังกล่าวให้โดดเด่นและดึงดูดใจ อีกทั้งยังคำนึงถึงการอนุรักษ์วัตถุจัดแสดงร่วมด้วย โดยใช้แนวทางการออกแบบการส่องสว่างตามวัตถุประสงค์ LiDOs - Lighting Design Objectives การศึกษาได้ดำเนินการทดลอง 3 ขั้นตอน ในการทดลองที่ 1 ทำการทดสอบการส่องสว่างประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวพระพุทธรูปปางรำพึง ทั้งในห้องทดลองและการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อพิสูจน์ว่าการจำลองการส่องสว่างด้วยคอมพิวเตอร์สามารถทดแทนการส่องสว่างในห้องทดลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการทดลองที่ 2 ได้ใช้ซอฟต์แวร์ DIALux evo 13.0 จำลองการส่องสว่างกับประติมากรรมไม้แกะสลักเดิม เพื่อศึกษาว่าตัวแปรใดที่ส่งผลให้ผ่านเกณฑ์การประเมินการออกแบบการส่องสว่างที่กำหนดอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และในการทดลองที่ 3 นำผลการทดลองดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวพระสังกัจจายน์แบบจีนจากหอพิพิธภัณฑ์ศิลปะลาว เพื่อตรวจสอบแนวทางการออกแบบการส่องสว่างดังกล่าวเพิ่มเติม ผลการศึกษาพบว่า สามารถนำแนวทาง LiDOs มาปรับใช้กับการออกแบบการส่องสว่างให้แก่ประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวได้จริง ผ่านการจำลองการส่องสว่างโดยใช้ซอฟต์แวร์ DIALux evo 13.0 ทั้งนี้ การให้แสงหลักและแสงเสริมผ่านการประเมินมากกว่าการให้แสงหลักเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ค่าสัมประสิทธิ์การสะท้อนแสงของพื้นผิวภายในห้องจัดแสดง ยังเป็นตัวแปรที่นักออกแบบควรให้ความสำคัญร่วมกับการออกแบบการส่องสว่าง อีกทั้ง ในกรณีที่ความส่องสว่างสูงสุดบนพื้นผิวประติมากรรม (Eสูงสุด) อยู่ระหว่าง 200-500 lux ควรพิจารณาการจัดการเวลาการจัดแสดงลง เพื่อควบคุมระดับความส่องสว่างสะสมสูงสุดแนวตั้ง (Hv, Year) ให้ยังคงอยู่ในเกณฑ์การอนุรักษ์วัตถุจัดแสดง
การจัดการด้านการบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารและระบบเครื่องกลที่เกี่ยวข้องของอาคารศูนย์บริการรถยนต์, ชาญฤทธิ์ เกตุไสว
การจัดการด้านการบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารและระบบเครื่องกลที่เกี่ยวข้องของอาคารศูนย์บริการรถยนต์, ชาญฤทธิ์ เกตุไสว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในอาคารศูนย์บริการรถยนต์ การจัดการด้านการบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารและระบบเครื่องกลที่เกี่ยวข้อง เป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมหลักของอาคารที่เป็นกรณีศึกษาทั้ง 7 แห่ง แต่ละอาคารมีการทำงานแตกต่างกันตามภารกิจหลักของแต่ละศูนย์บริการรถยนต์ ซึ่งแบ่งพื้นที่ทำงานตามลักษณะงานให้สอดคล้องกับขนาดพื้นที่ของอาคาร การศึกษานี้ต้องทำความเข้าใจในกิจกรรมหลัก ซึ่งจะส่งผลให้การจัดการบำรุงรักษามีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การศึกษานี้มุ่งเน้นด้านการวางแผนและการจัดการบำรุงรักษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการแผนการทำงาน และขอบเขตการปฏิบัติงาน โดยเป็นการศึกษาเชิงประจักษ์ และศึกษาจากข้อมูลเอกสาร จากโครงสร้างหน่วยงานภายในองค์กร จากนั้นนำข้อมูลมาแจกแจงเพื่อวิเคราะห์ลักษณะร่วม ความแตกต่าง เพื่อนำไปสรุปและอภิปรายผลการศึกษา จากผลการศึกษาพบว่า 1) อาคารทั้ง 7 แห่ง มีกิจกรรมหลักแตกต่างกัน นอกจากการบริการรถยนต์แล้วมีในส่วนการบริการประกอบด้วยงานขาย ตรวจเช็ค ซ่อม 7 แห่ง งานซ่อมตัวถังและสี 4 แห่ง (ไม่ทำงานซ่อมตัวถังและสี 3 แห่ง) 2) มีช่างบำรุงรักษาระบบ 2 คนเข้าดูแลอาคารทั้ง 7 แห่ง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อทำงานตามแผนงาน ตามการแจ้งซ่อม และงานที่ไม่ได้วางแผน 3) พบความไม่ชัดเจนในการบำรุงรักษาระบบเครื่องกลในแง่การรับผิดชอบของช่างยนต์ในศูนย์บริการกับช่างอาคารส่วนกลาง 4) จัดจ้างหน่วยงานภายนอกทำงานบำรุงรักษาระบบ และพบข้อจำกัดในการบำรุงรักษาไม่ครอบคลุมทุกระบบ 5) มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน มีห้องเก็บน้ำมัน และวัตถุอันตราย มีการทำงานสี มีห้องจัดเก็บสี จึงต้องพิจารณาเพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้านอัคคีภัย 6) มีการกำจัดวัตถุที่เป็นอันตรายด้านอัคคีภัย และต่อสุขภาพ 7) มีอาคารอื่นตั้งอยู่ใกล้เคียง ได้แก่ อาคารพาณิชย์ อาคารที่พักอาศัย เป็นต้น จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านเสียง กลิ่น และอัคคีภัย สรุปการศึกษานี้พบว่าอาคารประเภทศูนย์บริการรถยนต์ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้ใช้อาคาร และอาคารโดยรอบใกล้เคียงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการรับผิดชอบต่อสังคม
การระบุคุณลักษณะและความสำคัญทางวัฒนธรรมเพื่อข้อเสนอแนะ การสร้างเครื่องมือประเมินมรดก: กรณีศึกษา อาคารอาร์ตเดโคในย่านเยาวราชและทรงวาด, นันท์ณิตา เฉลยจรรยา
การระบุคุณลักษณะและความสำคัญทางวัฒนธรรมเพื่อข้อเสนอแนะ การสร้างเครื่องมือประเมินมรดก: กรณีศึกษา อาคารอาร์ตเดโคในย่านเยาวราชและทรงวาด, นันท์ณิตา เฉลยจรรยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค (Art Deco Architecture) เป็นหนึ่งในความหลากหลายของรูปแบบสถาปัตยกรรมยุคสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ถือเป็นรอยต่อระหว่างรูปแบบประวัติศาสตร์นิยมและรูปแบบโมเดิร์น ความทันสมัยแบบอาร์ตเดโคเคยได้รับความนิยมอย่างสูงในตะวันตกช่วงคริสต์ทศวรรษ 1920–1930 และแพร่หลายอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียจนถึงช่วงราวคริสต์ทศวรรษ 1950 แต่ปัจจุบันเผชิญกับการปรับเปลี่ยนโดยขาดความเข้าใจถึงคุณค่าความสำคัญทางสถาปัตยกรรมของรูปแบบนี้ ในการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการระบุคุณลักษณะ (Attributes) และความสำคัญทางวัฒนธรรม (Cultural Significance) รวมถึงเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเครื่องมือการระบุคุณลักษณะและประเมินความสำคัญ การวิจัยนี้เลือกกรณีศึกษา อาคารอาร์ตเดโคในย่านเยาวราชและทรงวาด โดยใช้กรอบแนวคิดการอนุรักษ์ฐานคุณค่าประกอบกับข้อมูลอาร์ตเดโคในระดับสากล เพื่อนำมาพัฒนาเกณฑ์ระบุคุณลักษณะในการสำรวจพื้นที่และสรุปความสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย บริบทแวดล้อม การจัดพื้นที่ภายใน รูปทรงและรูปด้าน องค์ประกอบการตกแต่ง โครงสร้างและวัสดุ การใช้สอยและความสัมพันธ์ทางสังคมจากรายการอาคารอาร์ตเดโคในพื้นที่ศึกษาจำนวน 35 หลัง ได้คัดเลือกเป็นกรณีศึกษาจำนวน 4 หลัง ศึกษาเชิงลึกด้วยการสำรวจภาคสนาม ผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะด้านสภาพแวดล้อม การใช้สอย และความสัมพันธ์ของอาคารอาร์ตเดโคได้สะท้อนความสำคัญโดดเด่นในด้านการเป็นแหล่งความรู้และหลักฐานของการพัฒนาย่านชุมชนการค้าชาวจีนสมัยใหม่ในกรุงเทพฯ ช่วงราวปี พ.ศ. 2480–พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1930–1950) รวมถึงคุณลักษณะด้านองค์ประกอบทางกายภาพที่มีความสำคัญด้านสถาปัตยกรรมและสังคม แสดงถึงการนำเสนอแนวทางการออกแบบที่แตกต่างจากเดิม ความก้าวหน้าของวัสดุและเทคโนโลยี การก่อสร้าง สะท้อนรสนิยมของผู้คนในท้องถิ่นและการปรับตัวให้เข้ากับบริบท ข้อเสนอแนะจากการศึกษาชี้ว่า การสร้างเครื่องมือควรพิจารณาตั้งแต่รูปทรงและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ครอบคลุมไปถึงประเด็นด้านสภาพแวดล้อม ด้านการใช้สอย ความสัมพันธ์และความหมายที่เชื่อมโยงกัน เปิดกว้างถึงความแตกต่างของบริบทและช่วงเวลาที่ส่งผลให้เกิดรูปแบบอาร์ตเดโคที่มีความหลากหลายในแต่ละพื้นที่
คุณค่าและการเปลี่ยนแปลงบ้านจีนดั้งเดิม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร, สิตานันท์ เพชรกาฬ
คุณค่าและการเปลี่ยนแปลงบ้านจีนดั้งเดิม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร, สิตานันท์ เพชรกาฬ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บ้านจีนดั้งเดิมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานและวิถีชีวิตของชาวจีนในกรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน แต่ปัจจุบันบ้านจีนดั้งเดิมเหล่านี้กำลังเผชิญปัญหาความเสื่อมสภาพ การถูกทิ้งร้าง และการรื้อถอนซึ่งส่งผลให้คุณค่าและความแท้ของมรดกทางวัฒนธรรมกำลังสูญหายไป งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันด้านกายภาพ บริบทที่ตั้ง และการใช้งานของบ้านจีนดั้งเดิมเพื่อวิเคราะห์คุณค่า ความแท้ และความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อการสูญเสียคุณค่า โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการศึกษาแนวคิดและหลักการอนุรักษ์ พร้อมสำรวจภาคสนามและรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ กรณีศึกษา 4 หลัง ได้แก่ โรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะ, บ้านโปษ์กี่, บ้านรัชต์บริรักษ์ และบ้านเอ๊งฮอกต๋อง โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกด้านกายภาพ บริบทที่ตั้ง การใช้งาน และการเปลี่ยนแปลงของแต่ละกรณีศึกษา ผลการวิจัยพบว่า คุณค่าของบ้านจีนดั้งเดิม คือ การปรับบ้านให้เข้ากับทุกยุคทุกสมัย แม้จะได้รับอิทธิพลจากบ้านจีนดั้งเดิมที่เป็นต้นแบบในประเทศจีน ทั้งในด้านผังอาคาร การจัดวางพื้นที่ใช้สอย และองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม แต่ยังคงมีการปรับประยุกต์ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตและบริบทที่ตั้งของพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับบ้านจีนดั้งเดิมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือ การเสื่อมทางกายภาพ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการใช้สอย จนส่งผลให้คุณค่าและความแท้ของบ้านจีนดั้งเดิมลดน้อยลงไป โดยสรุป ในการอนุรักษ์บ้านจีนดั้งเดิมเพื่อรักษาคุณค่า ต้องมีการทำความเข้าใจตัวอาคารและที่ตั้งสภาพแวดล้อมโดยรอบ เพื่อนำมาประเมินสภาพปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ จนนำไปสู่การประเมินคุณค่าในทุกด้าน ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม จิตวิญญาณ เศรษฐกิจ และจำเป็นต้องศึกษาปัจจัยต่าง ๆ เพื่อนำมากำหนดวัตถุประสงค์และเลือกวิธีการอนุรักษ์จนนำไปสู่การปรับการใช้งานให้เหมาะสมกับอาคารต่อไปอย่างยั่งยืน
แนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัย กรณีศึกษา โครงการอาคารชุดพักอาศัยในกรุงเทพมหานคร, พสิษฐ์ ศิริสาลิโภชน์
แนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัย กรณีศึกษา โครงการอาคารชุดพักอาศัยในกรุงเทพมหานคร, พสิษฐ์ ศิริสาลิโภชน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่สีเขียวมีความสำคัญอย่างมากต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนในเมือง โดยกฎหมายในประเทศไทย กำหนดให้โครงการอาคารชุดต้องมีพื้นที่สีเขียว 1 ตารางเมตรต่อจำนวนผู้พักอาศัย 1 คน แต่ด้วยโครงการอาคารชุดส่วนใหญ่มีพื้นที่จำกัด ผู้พัฒนาโครงการจึงจำเป็นต้องสร้างพื้นที่สีเขียวทั้งบนดินและบนอาคารเรียกว่า สวนหลังคา (Roof Garden) ที่มีพื้นที่สีเขียวบนอาคาร (Green Roof) เพื่อให้ปริมาณพื้นที่สีเขียวตรงตามกฎหมาย ซึ่งสวนหลังคามีลักษณะพิเศษแตกต่างจากพื้นที่สีเขียวบนดินทั้งการออกแบบ การก่อสร้าง และการดูแลรักษา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและหาแนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัย สำหรับผู้เกี่ยวข้อง และนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีโครงการกรณีศึกษาทั้งหมด 3 โครงการ ใช้วิธีเก็บข้อมูลด้วยการสำรวจจากสถานที่จริง การสัมภาษณ์ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมาสวนหลังคา ผู้เกี่ยวข้องกับงานดูแลรักษา และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวิเคราะห์หาข้อดี ข้อสังเกต และแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากการศึกษา สามารถสรุปแนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัยได้ดังนี้ (1) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ควรส่งเสริมให้ สถาปนิก และภูมิสถาปนิก ทำงานร่วมกันในการกำหนดตำแหน่งพื้นที่สีเขียว ในการก่อสร้างควรมีการวางแผนร่วมกันและอำนวยความสะดวกให้ผู้รับเหมา รวมถึงกำหนดงบประมาณที่เหมาะสมให้กับสวนหลังคาซึ่งมักมีแนวโน้มราคาสูงกว่าพื้นที่สีเขียวบนดิน การดูแลรักษาควรคำนึงถึงงบประมาณ และปริมาณคนดูแลประจำที่เหมาะสมกับปริมาณพื้นที่สีเขียว (2) ไม้ยืนต้น ในสวนหลังคาควรพิจารณาให้มีไม้ยืนต้นเท่าที่จำเป็น หากมีควรเลือก ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ชนิดที่ไม่ผลัดใบ ทนต่อแรงลมบนอาคาร และใบร่วงต่ำ (3) ไม้พุ่มและไม้คลุมดิน ไม่ควรมีชนิดพันธุ์ที่หลากหลาย ทนต่อแรงลมบนอาคาร ต้องการการดูแลรักษาต่ำ และขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยการปักชำ (4) สนามหญ้า ควรปลูกในตำแหน่งที่ได้รับแสงมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันตามทฤษฎี และควรพิจารณาใช้เท่าที่จำเป็น และ (5) องค์ประกอบอื่นที่สำคัญได้แก่ ระบบระบายน้ำเป็นส่วนที่ควรตรวจสอบอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง และหากมีระบบรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ ควรมีการเผื่องบประมาณสำหรับซ่อมแซมเมื่อเกิดความชำรุดเสียหาย
ความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการจัดทำมาตรการ เพื่อบริหารจัดการผลกระทบจากการจัดเทศกาล ในพื้นที่มรดกวัฒนธรรมมีชีวิต:กรณีศึกษา พื้นที่ภายในกำแพงชั้นในและคูเมืองเชียงใหม่, กษิดิศ ข้ามสี่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการพัฒนามาตรการบริหารจัดการผลกระทบจากการจัดเทศกาลในบริบทของพื้นที่มรดกวัฒนธรรมมีชีวิต รวมถึงวิเคราะห์ข้อจำกัด และเสนอแนวทางความร่วมมือต่อการพัฒนามาตรการดังกล่าว โดยมีกระบวนการวิจัยด้วยเทคนิคเดลฟายและการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ผลการศึกษาสะท้อนว่า ผู้คนยังคงให้ความสำคัญกับการรักษามรดกวัฒนธรรม ส่งเสริมการดำรงอยู่ของคนในพื้นที่ และการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการจัดเทศกาล ซึ่งผลกระทบของการจัดเทศกาลเหล่านี้ ผู้คนมองว่า ได้ช่วยส่งเสริมประเพณี รับรู้อัตลักษณ์ สร้างความภาคภูมิใจ สร้างมูลค่าการท่องเที่ยว นำมาสู่การสร้างงาน และกระจายรายได้แก่คนในท้องถิ่น แต่ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องคำนึงคือ เรื่องการสร้างมลพิษทางอากาศ เสียงรบกวน ของเสีย และความปลอดภัยสาธารณะ ตลอดจนมีความกังวลว่าเทศกาลอาจสูญเสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไป หากมีทิศทางที่เน้นเพื่อการท่องเที่ยวมากจนเกินไป รวมถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบ โดยผู้คนมองว่า การอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมเกิดจากการใช้งานวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องทั้งในเชิงพื้นที่ และกิจกรรม ได้สะท้อนภาพลักษณ์และความแท้จริง เมื่อคำนึงถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบในข้างต้น พร้อมกระจายผลประโยชน์สู่ผู้ประกอบการรายย่อย นอกจากนี้ ผู้คนยังสนับสนุนมาตรการส่งเสริม ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ พื้นที่สาธารณะ ระบบบำบัดและกำจัดของเสีย และระบบคมนาคม ตลอดจนการส่งเสริมด้านวัฒนธรรม ข้อจำกัดที่พบคือ นอกจากจะต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในท้องถิ่น ยังต้องเกิดการกระจายอำนาจ กระจายการมีส่วนร่วม ความต่อเนื่องของแผน และความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน สำหรับแนวทางความร่วมมือคือ การจัดตั้งคณะกรรมการที่มีผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายเข้าร่วม โดยเน้นการดึงกลุ่มทางสังคมในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมให้มากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นที่ได้รับประโยชน์สูงสุด
การขยายตัวของเมืองและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ที่ส่งผลต่ออุทกนิเวศ กรณีศึกษาตัวเมืองนครศรีธรรมราช, อินทัช จันทร์อุดม
การขยายตัวของเมืองและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ที่ส่งผลต่ออุทกนิเวศ กรณีศึกษาตัวเมืองนครศรีธรรมราช, อินทัช จันทร์อุดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เมืองนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเก่าแก่ที่พัฒนาขึ้นบนพื้นที่ราบฝั่งตะวันออกของเทือกเขาหลวง ในจังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งแต่ช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 ในชื่อของ “อาณาจักรตามพรลิงค์” การปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่ในลักษณะของชุมชนเมืองซึ่งเป็นภูมิทัศน์รูปแบบหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อให้เหมาะแก่การอยู่อาศัยในแต่ละยุคสมัย ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อระบบอุทกนิเวศในพื้นที่ โดยเฉพาะปริมาณน้ำท่า และอัตราการไหลของน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นภายในพื้นที่ รวมทั้งความสามารถซึมน้ำได้ของพื้นที่ที่น้อยลงเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ดาดแข็ง งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและการขยายตัวของเมืองต่อระบบอุทกนิเวศในพื้นที่กรณีศึกษาเมืองนครศรีธรรมราช ด้วยการสร้างแผนที่แสดงการขยายตัวของเมืองนครศรีธรรมราช จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเมือง และแผนพัฒนาพื้นที่ เพื่อบ่งชี้ช่วงเวลาการขยายตัวของเมือง ร่วมกับการศึกษาระบบอุทกนิเวศในพื้นที่ ด้วยการเก็บข้อมูลลักษณะแหล่งน้ำ ปริมาณน้ำฝน และพื้นที่น้ำท่วม เพื่ออธิบายถึงลักษณะการขยายตัวของเมืองและผลต่อระบบอุทกนิเวศจากการศึกษาการขยายตัวของเมืองด้วยภาพผังเมืองเก่า และส่วนขยายใน พ.ศ.1620 และ พ.ศ.2229 เมื่อซ้อนทับลงบนพื้นที่ในปัจจุบัน พบว่าพื้นที่ตัวเมืองนครศรีธรรมราชเดิมตั้งอยู่เพียงบนพื้นที่สันทราย หรือถนนราชดำเนินในปัจจุบันเท่านั้น รวมถึงพบการสร้างคูเมืองเพื่อป้องกัน และช่วยในการระบายน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก เมื่อเทียบกับการขยายตัวของเมืองในปัจจุบัน จากการศึกษาการขยายตัวของเมืองผ่านภาพถ่ายดาวเทียมของเมืองตั้งแต่ พ.ศ.2537 จนถึง พ.ศ.2567 ด้วยการแปลงดัชนีความแตกต่างพืชพรรณ (NDVI) เพื่อแยกพื้นที่ตัวเมืองออกจากพื้นที่สีเขียว จะเห็นถึงการขยายตัวของเมืองออกจากสันทรายซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนหน้า เนื่องจากการขยายตัวของระบบการสัญจรทางบก โดยเมื่อนำข้อมูลการขยายตัวของเมืองทั้งหมดมาซ้อนทับกับข้อมูลพื้นที่น้ำท่วม พบว่าการขยายตัวของเมืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 มีการขยายตัวของเมืองเข้าสู่พื้นที่ราบต่ำซึ่งมีน้ำท่วมขังในฤดูน้ำหลาก รวมถึงการปรับความสูงพื้นที่บางส่วนให้มีระดับเทียบเท่ากับถนน ส่งผลให้พื้นที่เมืองที่ต่ำกว่ายิ่งได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำท่าที่เพิ่มสูงขึ้น
แนวทางการกำหนดจุดชมโบราณสถานเพื่อคนพิการทางการเคลื่อนไหว กรณีศึกษาอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์, อติกานต์ บำรุงวุทธิ์
แนวทางการกำหนดจุดชมโบราณสถานเพื่อคนพิการทางการเคลื่อนไหว กรณีศึกษาอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์, อติกานต์ บำรุงวุทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เป็นที่ตั้งของปราสาทหินพนมรุ้ง มรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศ ตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟดับสนิท สภาพพื้นที่ที่มีความสูงชันและสถาปัตยกรรมขอมที่มีลักษณะเฉพาะ ส่งผลให้การเข้าถึงพื้นที่ซึ่งมีพื้นต่างระดับเป็นอุปสรรคสำหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหว คุณค่าและความงามของปราสาทหินพนมรุ้งอยู่ที่ความเป็นของแท้ดั้งเดิม ความครบถ้วนสมบูรณ์ และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงอาจกระทบต่อคุณค่าดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดจุดชมโบราณสถานที่เหมาะสมและเข้าถึงได้สำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหว วิธีวิจัยใช้การประเมินคุณค่าพื้นที่ตามเกณฑ์การอนุรักษ์โบราณสถาน และการประเมินความที่ของภาพที่ปรากฏในสื่อ การประเมินการเข้าถึงจุดสำคัญ และการรับฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาพบว่า องค์ประกอบโบราณสถานจาก 17 จุด มีจำนวน 6 จุดสำคัญในการชมสำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหว ได้แก่ ลานทางสู่ปราสาท ปราสาทประธาน บันไดขึ้นสู่ปราสาทประธาน ชาลารูปกากบาท บันไดต้นทาง และสระน้ำโบราณ ที่งนี้ พบปัญหาอุปสรรคด้านการเข้าถึงทางกายภาพ เนื่องจากพื้นผิวของทางเดินเป็นวัสดุหินทรายและหินศิลาแลง สภาพขรุขระ และรูปแบบของสถาปัตยกรรมขอมที่มีรูปแบบพื้นต่างระดับ แนวทางการออกแบบ เริ่มจากการศึกษาและเข้าใจสถาปัตยกรรมขอมอย่างลึกซึ่ง ด้วยการประเมินมุมมอง การประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสิ่งก่อสร้างใหม่ ทำการจำแนกความจำเป็นในการเข้าถึง บริเวณที่ไม่สามารถมองเห็น ณ ตำแหน่งดั้งเดิม อาจต้องทดแทนด้วยการมองเห็นจากตำแหน่งอื่น สำหรับจุดที่สามารถมองเห็น ณ ตำแหน่งดั้งเดิม ออกแบบปรับปรุงด้วยแนวคิดด้านการอนุรักษ์ และด้านการเข้าถึงทั้งทางกายภาพและการเข้าถึงทางการมองเห็น โดยปรับพื้นที่ให้น้อยที่สุด
ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและขอบเขตการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน, ปัณฑิตา ปัณฑะจักร์
ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและขอบเขตการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน, ปัณฑิตา ปัณฑะจักร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรงพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินควรต้องมีระดับความเป็นสาธารณะสูง เข้าถึงได้สะดวก รวดเร็ว และตอบสนองเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่องของจังหวัดนนทบุรีนั้นทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถให้บริการได้ครอบคลุมพื้นที่เหมือนเช่นเคย ส่งผลให้การดำเนินงานการแพทย์ฉุกเฉินมีระยะเวลาตอบสนองการปฏิบัติการฉุกเฉิน (response time) ไม่เป็นไปตามตัวชี้วัดของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งเน้นศึกษาเชิงกายภาพถึงลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและโรงพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน 12 แห่ง ได้แก่ รูปแบบโครงข่ายการสัญจร รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคาร และรูปแบบความหนาแน่นของมวลอาคารและที่ว่าง วิเคราะห์ร่วมกับศักยภาพการตอบสนองเชิงพื้นที่ของโรงพยาบาลระดับเมือง/ย่าน และการเชื่อมต่อเชิงพื้นที่ ด้วยชุดทฤษฎีและเทคนิคสเปซซินแทกซ์ รวมถึงสรุปความสัมพันธ์ของเส้นทางในโครงข่ายการสัญจร เพื่อให้ทราบถึงความประสานและความสามารถในการทำความเข้าใจเมือง/ย่าน ผลการศึกษาพบว่า โรงพยาบาลที่มีศักยภาพการตอบสนองเชิงพื้นที่ระดับย่าน และการเชื่อมต่อเชิงพื้นที่ที่สูง จะมีร้อยละของระยะเวลาตอบสนองการปฏิบัติการฉุกเฉิน (response time) ภายใน 8 นาที ที่มากที่สุด โดยมีโครงข่ายการสัญจรโดยรอบที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นอย่างดีและเข้าถึงโรงพยาบาลได้จากถนนสายหลักไม่เกิน 1 เลี้ยว มีการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคารแบบพื้นที่เมืองผสมผสานตั้งแต่ 3 ประเภทขึ้นไป และมีความหนาแน่นของมวลอาคารขนาดเล็กที่มีสัดส่วนของที่ว่างใกล้เคียงหรือน้อยกว่ามวลอาคาร ผลที่ได้จากการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินของจังหวัดนนทบุรีในอนาคตได้
ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวของเมือง: กรณีเมืองเชียงใหม่, อรรถพันธ์ สารวงศ์
ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวของเมือง: กรณีเมืองเชียงใหม่, อรรถพันธ์ สารวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมและกรอบการวิเคราะห์เชิงพื้นที่หลายระดับ ผลการศึกษาพบว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กระบวนการแพลตฟอร์มและการส่งเสริมของรัฐจากการผ่อนปรนเชิงนโยบายมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวในพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเชียงใหม่ แม้ว่าที่พักผ่ระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มจะกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองมากขึ้น แต่ก็ยังคงกระจุกตัวสูงอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมืองอย่างชัดเจน สะท้อนจากช่องว่างค่าเช่าที่ยังคงเปิดมูลค่าอยู่ในระดับสูงในพื้นที่ศูนย์กลางเมือง โดยเฉพาะที่พักประเภทบ้านในย่านเมืองเก่าที่ถูกเปลี่ยนไปเป็นที่พักนักท่องเที่ยวและให้เช่าระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มมากขึ้น ผลดังกล่าวจะยิ่งทำให้ความเข้มข้นของการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นและค่อย ๆ เปลี่ยนพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเก่าให้กลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กับการแทนที่และย้ายออกไปของคนดั้งเดิมและเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดผลกระทบการพลัดถิ่นเชิงถิ่นที่ (place-based displacement) ของผู้อยู่อาศัยระยะยาวที่ได้รับผลกระทบจากการแทรกซึมของที่พักผ่านแพลตฟอร์มเข้าไปในพื้นที่อยู่อาศัยในลักษณะผุดขึ้นทั้งชั่วคราวและถาวรอย่างไม่เป็นแบบแผน (pop-up tourism) และส่งผลกระทบต่อความเป็นชุมชนและคุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่น อย่างไรก็ดี การดำเนินธุรกิจที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มในปัจจุบันยังไม่มีการกำกับเชิงสถาบันและการติดตามผลกระทบอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจจะทำให้รัฐประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นในเมืองต่ำกว่าความเป็นจริง จะพบว่าที่พักผ่านระยะสั้นแพลตฟอร์มเป็นตัวเร่งกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวจากด้านล่าง (bottom-up touristification) ในพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเชียงใหม่อย่างไม่เป็นระบบและไม่เป็นแบบแผน ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญต่อการวางแผนพัฒนาเมืองจากผลกระทบเกิดขึ้นแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น การจัดทำนโยบายสาธารณะที่คำนึงถึงความสมดุลเชิงพื้นที่จึงสำคัญ รวมถึงการกำหนดมาตรการกระจายต้นทุนและผลประโยชน์โดยการกำกับผลกระทบจากธุรกิจที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พื้นที่เมืองแก่ผู้คนในสังคมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงอาคารสำนักงานเป็นอาคารอยู่อาศัยรวมประเภทอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ กรณีศึกษาอาคารชุด บ้านสาทร-เจ้าพระยา, ทรงพล สุระเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภายหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 แนวโน้มการทำงานของประชาชนเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะรูปแบบ Hybrid Working และ Work from Home ส่งผลให้ความต้องการใช้พื้นที่สำนักงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ความต้องการที่อยู่อาศัยในเมืองยังมีในระดับสูง การปรับเปลี่ยนอาคารสำนักงานให้เป็นอาคารอยู่อาศัยจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในเมืองอย่างคุ้มค่า งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงอาคารสำนักงานเป็นอาคารอยู่อาศัยรวม โดยใช้การวิจัยเชิงเอกสารและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัยได้แบ่งหมวดหมู่ข้อกฎหมายออกเป็น 8 ด้านได้แก่ (1) แนวและระยะอาคาร (2) ลักษณะกายภาพอาคาร (3) ที่จอดรถยนต์ (4) ห้องน้ำและห้องส้วม (5) การรับน้ำหนักและเปลือกอาคาร (6) อัคคีภัย (7) ประปา ไฟฟ้าและแสงสว่าง และ (8) ระบบระบายอากาศและการจัดการขยะมูลฝอย โดยทำการเปรียบเทียบข้อกฎหมายระหว่างอาคารสองประเภท ได้แก่ อาคารสำนักงานและอาคารอยู่อาศัยรวม โดยมีโครงการกรณีศึกษาเพื่อวิเคราะห์รายละเอียดให้เกิดความชัดเจน พร้อมทั้งจัดกลุ่มข้อกฎหมายตามความแตกต่าง และเสนอแนวทางปฏิบัติในการใช้ข้อกฎหมาย ผลการศึกษาสามารถจำแนกความแตกต่างออกเป็น 3 กลุ่มหลักคือ (1) กลุ่มที่อาคารอยู่อาศัยรวมมีพื้นที่น้อยกว่าอาคารสำนักงาน เช่น จำนวนที่จอดรถยนต์ น้ำหนักบรรทุกจร และการจัดการขยะ ส่งผลให้สามารถใช้องค์ประกอบอาคารเดิมได้ (2) กลุ่มที่พื้นที่มีพื้นที่อาคารมากกว่า เช่น ที่ว่างนอกอาคาร หรือห้องน้ำ ห้องส้วม ส่งผลให้ต้องดัดแปลง พิจารณาพื้นที่ใช้สอยเพิ่มเติมจากพื้นที่อาคารเดิม และ (3) กลุ่มที่ข้อกฎหมายเหมือนกัน หรือใช้ร่วมกันทั้ง 2 ประเภทอาคาร เช่น อัคคีภัย, ระบบสาธารณูปโภค อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาคารสำนักงานที่นำมาดัดแปลงได้รับอนุญาตก่อสร้างภายใต้ข้อกฎหมายที่ใช้บังคับในช่วงเวลาหนึ่ง อาจแตกต่างจากข้อกฎหมายปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบลักษณะของอาคารเดิมเพื่อระบุข้อกฎหมายที่ใช้ในขณะก่อสร้าง และดำเนินการดัดแปลงหรือปรับปรุงเฉพาะในส่วนที่ไม่สอดคล้องกับข้อกฎหมายในปัจจุบัน หรือพิจารณาการวินิจฉัยในส่วนที่ไม่สามารถดัดแปลงได้
The Future Of Building: The Potential Impacts Of 3d Printing Within The Construction Industry, Alyssa Morrison
The Future Of Building: The Potential Impacts Of 3d Printing Within The Construction Industry, Alyssa Morrison
Honors Theses and Capstones
This research investigates the expanding practice of 3D printing in construction, focusing on its potential impacts and challenges it will face within the industry. Emphasizing both its sustainability and cost-saving benefits, this paper examines how 3D printing could potentially revolutionize traditional building methods. The ability to decrease greenhouse gas emissions, address the global housing shortage, and reduce material waste are addressed. Through interviews with industry professionals, as well as a thorough literature review, the research explores the factors driving interest and investment in 3D printing technology. Additionally, it analyzes common misconceptions regarding 3D printed structures and pinpoints areas for further …
Hohenschönhausen As A Tangible Representation Of The German Democratic Republic’S Development Of Operative Psychology, Zoe Werth
Honors Theses and Capstones
Located in Lichtenberg, Berlin (part of the former borough of Hohenschönhausen), Gedenkstätte Berlin-Hohenschönhausen stands today as a memorial for the thousands who were killed and imprisoned there, from its construction in 1939 until its closure in 1990. This paper will trace the evolution of Hohenschönhausen from a physical space of confinement, to a sophisticated psychological apparatus designed to exert control over its political prisoners through the development of “Operative Psychology” (OP). Through an architectural and historical analysis of the prison, alongside a review of prisoner testimonies, this paper works to reveal how the environment of Hohenschönhausen was methodically designed to …