Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 31 - 60 of 582
Full-Text Articles in Architecture
Daylighting Design For Museum In The Tropics: A Case Study Of The National Museum Of Cambodia, Thaileng Lov
Daylighting Design For Museum In The Tropics: A Case Study Of The National Museum Of Cambodia, Thaileng Lov
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Lighting design in cultural heritage spaces must balance artifact preservation with visitor comfort. The National Museum of Cambodia faces challenges from side lighting, introducing intense and uneven sunlight due to the sun's orientation. This study explores strategies to improve lighting uniformity while preserving the museum's architectural integrity, emphasizing natural light to create a visually appealing environment and reduce reliance on artificial lighting. Lighting performance was simulated in DIALux evo 12 at two-hour intervals on the summer solstice, equinox, and winter solstice to assess effectiveness. Findings indicate that maximizing natural light depends significantly on building orientation and space function. Simulations showed …
กลยุทธ์การตลาดโครงการบ้านพักตากอากาศแบบพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีศึกษา พื้นที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ปกิตา ปางพุฒิพงษ์
กลยุทธ์การตลาดโครงการบ้านพักตากอากาศแบบพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีศึกษา พื้นที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ปกิตา ปางพุฒิพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการพูลวิลล่าได้รับความนิยมและมีแนวโน้มพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากขึ้นในหัวหิน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาลักษณะโครงการพูลวิลล่าในภาพรวมหัวหิน แนวคิดการพัฒนาโครงการ และกลยุทธ์การตลาดกรณีศึกษา 5 โครงการ คือ บาบาบีช คลับ เรสซิเดนซ์ หัวหิน, วีรันดา พูลวิลล่า หัวหิน - ชะอำ, บูเลอวาร์ด ทัสคานี ชะอำ - หัวหิน, เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเด้นซ์ หัวหิน และกาบานาส หัวหิน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 4 แห่ง คือ CI, VRANDA, SC และ SIRI รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การลงพื้นที่สำรวจ และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบเพื่อสรุปบทเรียนสำคัญในการพัฒนาโครงการประเภทดังกล่าวผลการศึกษาพบว่า 1) ภาพรวมอุปทานโครงการพูลวิลล่าในพื้นที่หัวหิน มี 120 โครงการ ดำเนินการโดย 101 บริษัท โดยมีระดับราคาขายตั้งแต่ 1.49 – 100 ล้านบาท ที่ตั้งโครงการแบ่งเป็น 3 พื้นที่หลัก ได้แก่ พื้นที่ใกล้ทะเล (7 โครงการ) พื้นที่ใกล้ภูเขา (87 โครงการ) และพื้นที่ตัวเมือง (26 โครงการ) โดยบริษัทพัฒนาฯ มักพัฒนาโครงการพูลวิลล่าในพื้นที่ใกล้ทะเล ทำเลที่ตั้งโครงการเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของลักษณะทางกายภาพ การบริการ และการกำหนดกลยุทธ์ของผู้ประกอบการแต่ละราย 2) แนวคิดการพัฒนาธุรกิจโครงการพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาฯ ในพื้นที่หัวหินมีความคล้ายคลึงกัน คือ บริษัทพัฒนาฯ มีความเชี่ยวชาญ ทรัพยากรและประสบการณ์ในตลาดหัวหินมานาน เห็นพฤติกรรมผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เมืองตากอากาศทางทะเลที่เปลี่ยนแปลงไป จึงต่อยอดธุรกิจที่อยู่อาศัยรูปแบบเดิม สู่การพัฒนาธุรกิจที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ ที่ยังเป็นช่องว่างของตลาดหัวหินและของบริษัท เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าวิถีชีวิตยุคใหม่ 3) บริษัทพัฒนาฯ ในพื้นที่หัวหินเน้นการพัฒนาโครงการพูลวิลล่าในระดับตั้งแต่ Luxury Class – Ultimate class ระดับราคาเริ่มต้น 7.99 - 100 ล้านบาท แสดงถึงการแข่งขันในตลาดระดับสูง เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งแบ่งเป็น 2 …
‘Hoa Gio’: The Development Of A Modern Vietnamese Architectural Element Beyond The Ventilation Block, Kat Huynhson
‘Hoa Gio’: The Development Of A Modern Vietnamese Architectural Element Beyond The Ventilation Block, Kat Huynhson
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research examines the development of 'Hoa gió,' a traditional Vietnamese architectural element, from the precolonial era, through colonial adaptations, to its reinterpretation in modernism. 'Hoa gió' offers sun shading, ventilation, privacy, and aesthetic value, fitting well with Vietnam’s climate, and was a key feature of the “golden era” of Vietnamese modernism. Although there is scholarly interest, studies on 'Hoa gió' are limited and often view it as a Western adaptation. This study examines how 'Hoa gió' was adapted and reinterpreted as a "traditional-turned-modern" component, interacting with external currents. Using a qualitative approach, this research analyzes 'Hoa gió' across historical …
การออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา กรณีศึกษา วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่, ลัทธพล ต่ายหัวดง
การออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา กรณีศึกษา วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่, ลัทธพล ต่ายหัวดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แสงสว่างมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเวลากลางคืน โดยเฉพาะในเมืองเก่าเชียงใหม่ที่มีการพัฒนากิจกรรมด้านมรดกวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจระบบแสงสว่างของพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา พบว่าการใช้แสงเพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรมยังมีการศึกษาอยู่อย่างจำกัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา และพัฒนาแนวคิดและกระบวนการออกแบบ โดยใช้กรณีศึกษาวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงเสนอแนะแนวทางในการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนาเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนงานวิจัยนี้ทำการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง สำรวจพื้นที่ภาคสนามและกรณีศึกษาตัวอย่างรูปแบบและการติดตั้งระบบแสงสว่างสำหรับวัดที่เป็นโบราณสถาน รวมถึงทำการสัมภาษณ์เชิงลึกในประเด็นปัจจัยและข้อเสนอแนะกับการออกแบบแสงสว่าง จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้พัฒนาเกณฑ์และแนวคิดในการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา วัดสวนดอก รวมถึงทำการจำลองสภาพแสงสว่างเพื่อประเมินความส่องสว่าง และค่าความสว่างที่สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานด้วยโปรแกรม DIALux evo 12.1 นอกจากนี้ยังได้ทำการเสนอแนะรูปแบบการใช้งานและประเมินค่าใช้จ่ายจากการใช้พลังงาน รวมถึงการพิจารณาด้านเทคนิคและความเป็นไปได้ในการติดตั้งจริงงานวิจัยนี้เสนอ แนวทางการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1) การสร้างความรู้พื้นฐาน ด้านแสงสว่าง การอนุรักษ์ และการท่องเที่ยว 2) การกำหนดเกณฑ์และแนวคิดการออกแบบ ที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และบริบทของสถานที่ 3) การปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และ 4) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เข้าใจคุณค่าและปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน การออกแบบแสงที่เหมาะสมนี้จะช่วย สื่อความหมายทางสถาปัตยกรรม คติความเชื่อ และสร้างบรรยากาศ ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยามค่ำคืนได้อย่างยั่งยืน
คุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย : กรณีศึกษาชุมชนปากคลองบางสะแก ย่านตลาดพลู, วรัทยา เอื้อชัยนุวัฒน์
คุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย : กรณีศึกษาชุมชนปากคลองบางสะแก ย่านตลาดพลู, วรัทยา เอื้อชัยนุวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่ทางสังคม (social space) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่เอื้อให้ผู้คนได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งความต้องการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น (relatedness) นับเป็นความปรารถนาในการดำรงอยู่ของมนุษย์ที่สำคัญอย่างยิ่งข้อหนึ่ง จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่างานศึกษาเรื่องพื้นที่ทางสังคมในบริบทวัฒนธรรมไทยยังมีอยู่ค่อนข้างจำกัด และมีความแตกต่างจากบริบทวัฒนธรรมตะวันตก อันเนื่องมาจากลักษณะทางกายภาพและพฤติกรรมการใช้พื้นที่ของผู้คน งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางจิตวิทยาที่เอื้อให้เกิดกิจกรรมที่แสดงถึงการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย ผ่านพื้นที่ศึกษาชุมชนปากคลองบางสะแก ย่านตลาดพลู และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางจิตวิทยาเหล่านั้น เพื่อนำมาสู่บทสรุปคุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย วิทยานิพนธ์ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเอกสารร่วมกับการวิจัยภาคสนาม ได้แก่ การสำรวจลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ การสังเกตการใช้สอยที่ว่าง และการเก็บข้อมูลกิจกรรมทางสังคม โดยอาศัยมโนทัศน์ แนวคิด และทฤษฎีจิตวิทยาสถาปัตยกรรม ประกอบด้วย แนวคิดเรื่องการอยู่อาศัยของมนุษย์ (the concept of dwelling) ทฤษฎีองค์ประกอบเมือง (the image of the city) ทฤษฎีกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่สาธารณะ (outdoor activities) ทฤษฎีแบบแผนการใช้สอยที่ว่างของมนุษย์ (proxemics) และทฤษฎีการรับรู้ที่ว่างหลากสัมผัส (multisensory perception of space) เป็นกรอบในการวิจัย ร่วมกับการวิเคราะห์ผังแสดงการใช้สอยที่ว่าง และผังแสดงกิจกรรมทางสังคม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงจุดร่วมจากลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางจิตวิทยาที่ทำให้เกิดกิจกรรมทางสังคมในบริเวณต่าง ๆ ของชุมชน นำมาสู่บทสรุปคุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย 5 ประการ ประกอบด้วย ที่ว่างที่เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ที่ว่างขนาดกะทัดรัด ที่ว่างที่เอื้อต่อการเดินเท้า ที่ว่างที่เชื่อมโยงสัมพันธ์ และที่ว่างใต้ร่มเงาที่ร่มเย็น
โรงอาบน้ำ: “การดูแลตนเอง” วิถีการอาบน้ำในที่ว่างแห่งสุขภาพ ณ ประเทศไทย, ประภวิษณุ์ อินทร์ตุ่น
โรงอาบน้ำ: “การดูแลตนเอง” วิถีการอาบน้ำในที่ว่างแห่งสุขภาพ ณ ประเทศไทย, ประภวิษณุ์ อินทร์ตุ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาโรงอาบน้ำในแต่ละวัฒนธรรม รวมถึงวัฒนธรรมไทย เพื่อเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีการอาบน้ำจากพื้นที่สาธารณะมายังพื้นที่ปิด โดยใช้กรอบทฤษฎีของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) จากงานเขียน The History of Sexuality, Volume 3: Care of the Self และ Discipline and Punish: The Birth of the Prison เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ “โรงอาบน้ำ” ในสังคมไทยภายใต้มิติการดูแลตนเอง และ “วินัย” ประกอบกับข้อมูลจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามและฐานข้อมูลสถานบริการประเภทอาบน้ำ ชี้ให้เห็นว่าโรงอาบน้ำที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมต่างประเทศ ทั้งตะวันออกและตะวันตก จึงเกิดคำถามในการวิเคราะห์ว่า แนวคิดของฟูโกต์สามารถสะท้อนถึงมิติการดูแลตนเอง และวินัยในโรงอาบน้ำได้อย่างไร, โรงอาบน้ำของตะวันตกและตะวันออกมีลักษณะแบบไหน แตกต่างกันอย่างไร, และโรงอาบน้ำแบบไทยน่าจะมีลักษณะอย่างไร การทบทวนวรรณกรรมเน้นการศึกษาแนวคิดทางสังคมวิทยาและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการอาบน้ำในมิติต่างๆ อาทิ ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม รวมถึงการวิจัยและวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษา ผู้วิจัยพบว่าแนวคิดการดูแลตนเองและความมีวินัยของฟูโกต์ ยังเชื่อมโยงโรงอาบน้ำที่ไม่ใช่เพียงมิติสุขภาพ ยังสะท้อนถึงมิติอื่นๆ นำไปสู่การออกแบบวิธีการเก็บข้อมูลเพื่อใช้ศึกษาแนวทางออกแบบโรงอาบน้ำสาธารณะของไทยร่วมสมัย จากผลการศึกษาผู้วิจัยเสนอให้การออกแบบโรงอาบน้ำสาธารณะในบริบทไทยร่วมสมัยควรตั้งอยู่บนความเข้าใจในเชิงสังคมวัฒนธรรมและเชิงจริยธรรม โดยอาศัยเครื่องมือในการเก็บข้อมูลแบบมีส่วนร่วมอย่างเกมการ์ดสองมิติ และสามมิติเพื่อให้เกิดแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับพฤติกรรม วิถีชีวิต และคนในสังคมไทย
Living Conditions, Housing Choice And The Challenge On Education Of Low-Income Youth Urban Migrants In Yangon: The Case Study Of Kamayut Township, B D. Sang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines how living conditions, housing choices, and education issues affect low-income youth who move to urban areas in Kamayut Township, Yangon. It uses interviews with 22 participants to understand how poor housing and limited access to public facilities impact these young migrants' education and personal growth. Most migrants live in hostels or shared apartments because they cannot afford better options. These housing situations include overcrowding, noise, and unreliable utilities. Such challenges make it hard for them to focus on their studies, but they try to overcome this by managing their time well and finding other places to study.Additionally, …
แนวทางการปรับปรุงอาคารเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้วัสดุอาคารและการใช้พลังงานของอาคารสถานศึกษา, ธนภัทร ทองไพบูลย์
แนวทางการปรับปรุงอาคารเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้วัสดุอาคารและการใช้พลังงานของอาคารสถานศึกษา, ธนภัทร ทองไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของแนวทางการปรับปรุงเปลือกอาคารต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ทราบถึงแนวทางการปรับปรุงเปลือกอาคารที่ส่งผลกระทบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต่ำที่สุด จากการประเมินสัดส่วนการลดการใช้พลังงานตลอดวัฏจักรชีวิตอาคาร และการเพิ่มขึ้นของวัสดุอาคารของแต่ละแนวทางเลือกจากการเลือกใช้เปลือกอาคาร 4 ประเภท ได้แก่ ฉนวนกันความร้อนผนังทึบ ฉนวนหลังคา กระจกเปลือกอาคาร และแผงบังแดด โดยมีอาคารกรณีศึกษาเป็นอาคารเรียน ปริมาณวัสดุก่อสร้างถูกถอดจากโปรแกรม Autodesk Revit และประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดอายุอาคาร 60 ปีด้วยโปรแกรม OneClickLCA ขณะเดียวกัน การใช้พลังงานถูกจำลองและปรับเทียบด้วยโปรแกรม EnergyPlus จากผลการศึกษาทางเลือกทั้งหมด 73 รูปแบบ พบว่าฉนวนกันความร้อนผนังอาคารประเภทเซลลูโลสสามารถลดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานได้ 4.40% และมีการเพิ่มการปล่อยจากวัสดุน้อยที่สุดเพียง 0.9% สำหรับกระจก Low-E แม้จะลดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานได้สูงสุดที่ 8.75% แต่มีค่าการปล่อยจากวัสดุสูงถึง 7.41% ส่วนแผงบังแดดอลูมิเนียมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในกลุ่มอุปกรณ์บังแดด โดยลดค่าการปล่อยรวมตลอดวัฏจักรชีวิตอาคารได้ 2.67% หากออกแบบให้มีระยะยื่นที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม แม้การปรับปรุงเปลือกอาคารควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับอากาศและอุปกรณ์ไฟฟ้าจะช่วยลดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 13.8% ต่อปี ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามแนวทาง CRREM ได้ หากเพิ่มระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมด้วย จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 67.95% เหลือเพียง 11.74 kgCO₂e/m²/ปี ซึ่งเพียงพอต่อเป้าหมายของ CRREM ภายในปี ค.ศ. 2030
แนวทางการกำหนดจุดชมโบราณสถานเพื่อคนพิการทางการเคลื่อนไหว กรณีศึกษาอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์, อติกานต์ บำรุงวุทธิ์
แนวทางการกำหนดจุดชมโบราณสถานเพื่อคนพิการทางการเคลื่อนไหว กรณีศึกษาอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์, อติกานต์ บำรุงวุทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เป็นที่ตั้งของปราสาทหินพนมรุ้ง มรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศ ตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟดับสนิท สภาพพื้นที่ที่มีความสูงชันและสถาปัตยกรรมขอมที่มีลักษณะเฉพาะ ส่งผลให้การเข้าถึงพื้นที่ซึ่งมีพื้นต่างระดับเป็นอุปสรรคสำหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหว คุณค่าและความงามของปราสาทหินพนมรุ้งอยู่ที่ความเป็นของแท้ดั้งเดิม ความครบถ้วนสมบูรณ์ และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงอาจกระทบต่อคุณค่าดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดจุดชมโบราณสถานที่เหมาะสมและเข้าถึงได้สำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหว วิธีวิจัยใช้การประเมินคุณค่าพื้นที่ตามเกณฑ์การอนุรักษ์โบราณสถาน และการประเมินความที่ของภาพที่ปรากฏในสื่อ การประเมินการเข้าถึงจุดสำคัญ และการรับฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาพบว่า องค์ประกอบโบราณสถานจาก 17 จุด มีจำนวน 6 จุดสำคัญในการชมสำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหว ได้แก่ ลานทางสู่ปราสาท ปราสาทประธาน บันไดขึ้นสู่ปราสาทประธาน ชาลารูปกากบาท บันไดต้นทาง และสระน้ำโบราณ ที่งนี้ พบปัญหาอุปสรรคด้านการเข้าถึงทางกายภาพ เนื่องจากพื้นผิวของทางเดินเป็นวัสดุหินทรายและหินศิลาแลง สภาพขรุขระ และรูปแบบของสถาปัตยกรรมขอมที่มีรูปแบบพื้นต่างระดับ แนวทางการออกแบบ เริ่มจากการศึกษาและเข้าใจสถาปัตยกรรมขอมอย่างลึกซึ่ง ด้วยการประเมินมุมมอง การประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสิ่งก่อสร้างใหม่ ทำการจำแนกความจำเป็นในการเข้าถึง บริเวณที่ไม่สามารถมองเห็น ณ ตำแหน่งดั้งเดิม อาจต้องทดแทนด้วยการมองเห็นจากตำแหน่งอื่น สำหรับจุดที่สามารถมองเห็น ณ ตำแหน่งดั้งเดิม ออกแบบปรับปรุงด้วยแนวคิดด้านการอนุรักษ์ และด้านการเข้าถึงทั้งทางกายภาพและการเข้าถึงทางการมองเห็น โดยปรับพื้นที่ให้น้อยที่สุด
การจัดการด้านการบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารและระบบเครื่องกลที่เกี่ยวข้องของอาคารศูนย์บริการรถยนต์, ชาญฤทธิ์ เกตุไสว
การจัดการด้านการบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารและระบบเครื่องกลที่เกี่ยวข้องของอาคารศูนย์บริการรถยนต์, ชาญฤทธิ์ เกตุไสว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในอาคารศูนย์บริการรถยนต์ การจัดการด้านการบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารและระบบเครื่องกลที่เกี่ยวข้อง เป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมหลักของอาคารที่เป็นกรณีศึกษาทั้ง 7 แห่ง แต่ละอาคารมีการทำงานแตกต่างกันตามภารกิจหลักของแต่ละศูนย์บริการรถยนต์ ซึ่งแบ่งพื้นที่ทำงานตามลักษณะงานให้สอดคล้องกับขนาดพื้นที่ของอาคาร การศึกษานี้ต้องทำความเข้าใจในกิจกรรมหลัก ซึ่งจะส่งผลให้การจัดการบำรุงรักษามีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การศึกษานี้มุ่งเน้นด้านการวางแผนและการจัดการบำรุงรักษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการแผนการทำงาน และขอบเขตการปฏิบัติงาน โดยเป็นการศึกษาเชิงประจักษ์ และศึกษาจากข้อมูลเอกสาร จากโครงสร้างหน่วยงานภายในองค์กร จากนั้นนำข้อมูลมาแจกแจงเพื่อวิเคราะห์ลักษณะร่วม ความแตกต่าง เพื่อนำไปสรุปและอภิปรายผลการศึกษา จากผลการศึกษาพบว่า 1) อาคารทั้ง 7 แห่ง มีกิจกรรมหลักแตกต่างกัน นอกจากการบริการรถยนต์แล้วมีในส่วนการบริการประกอบด้วยงานขาย ตรวจเช็ค ซ่อม 7 แห่ง งานซ่อมตัวถังและสี 4 แห่ง (ไม่ทำงานซ่อมตัวถังและสี 3 แห่ง) 2) มีช่างบำรุงรักษาระบบ 2 คนเข้าดูแลอาคารทั้ง 7 แห่ง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อทำงานตามแผนงาน ตามการแจ้งซ่อม และงานที่ไม่ได้วางแผน 3) พบความไม่ชัดเจนในการบำรุงรักษาระบบเครื่องกลในแง่การรับผิดชอบของช่างยนต์ในศูนย์บริการกับช่างอาคารส่วนกลาง 4) จัดจ้างหน่วยงานภายนอกทำงานบำรุงรักษาระบบ และพบข้อจำกัดในการบำรุงรักษาไม่ครอบคลุมทุกระบบ 5) มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน มีห้องเก็บน้ำมัน และวัตถุอันตราย มีการทำงานสี มีห้องจัดเก็บสี จึงต้องพิจารณาเพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้านอัคคีภัย 6) มีการกำจัดวัตถุที่เป็นอันตรายด้านอัคคีภัย และต่อสุขภาพ 7) มีอาคารอื่นตั้งอยู่ใกล้เคียง ได้แก่ อาคารพาณิชย์ อาคารที่พักอาศัย เป็นต้น จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านเสียง กลิ่น และอัคคีภัย สรุปการศึกษานี้พบว่าอาคารประเภทศูนย์บริการรถยนต์ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้ใช้อาคาร และอาคารโดยรอบใกล้เคียงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการรับผิดชอบต่อสังคม
Tourist's Perspective On Community-Based Tourism As A Strategy For Historic Neighborhood Revitalization: A Case Study Of Nang Loeng, Ni Li
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Nang Loeng, an old-town district in Bangkok Metropolis, is a microcosm of the historic urban communities in tourist cities at risk of expropriation which are facing the dilemma of being forced to relocate for planned development. Nang Loeng area is trying to adopt community-based tourism as the main strategy to negotiate the planned developments and regenerate their communities. Although community-based tourism is generally acknowledged as a positive strategy for social-economic revitalization since its community participation and co-decision making procession, there is a dual neglect in the fields of tourism and urban planning when examining the effectiveness of community-based tourism as …
การระบุคุณลักษณะและความสำคัญทางวัฒนธรรมเพื่อข้อเสนอแนะ การสร้างเครื่องมือประเมินมรดก: กรณีศึกษา อาคารอาร์ตเดโคในย่านเยาวราชและทรงวาด, นันท์ณิตา เฉลยจรรยา
การระบุคุณลักษณะและความสำคัญทางวัฒนธรรมเพื่อข้อเสนอแนะ การสร้างเครื่องมือประเมินมรดก: กรณีศึกษา อาคารอาร์ตเดโคในย่านเยาวราชและทรงวาด, นันท์ณิตา เฉลยจรรยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค (Art Deco Architecture) เป็นหนึ่งในความหลากหลายของรูปแบบสถาปัตยกรรมยุคสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ถือเป็นรอยต่อระหว่างรูปแบบประวัติศาสตร์นิยมและรูปแบบโมเดิร์น ความทันสมัยแบบอาร์ตเดโคเคยได้รับความนิยมอย่างสูงในตะวันตกช่วงคริสต์ทศวรรษ 1920–1930 และแพร่หลายอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียจนถึงช่วงราวคริสต์ทศวรรษ 1950 แต่ปัจจุบันเผชิญกับการปรับเปลี่ยนโดยขาดความเข้าใจถึงคุณค่าความสำคัญทางสถาปัตยกรรมของรูปแบบนี้ ในการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการระบุคุณลักษณะ (Attributes) และความสำคัญทางวัฒนธรรม (Cultural Significance) รวมถึงเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเครื่องมือการระบุคุณลักษณะและประเมินความสำคัญ การวิจัยนี้เลือกกรณีศึกษา อาคารอาร์ตเดโคในย่านเยาวราชและทรงวาด โดยใช้กรอบแนวคิดการอนุรักษ์ฐานคุณค่าประกอบกับข้อมูลอาร์ตเดโคในระดับสากล เพื่อนำมาพัฒนาเกณฑ์ระบุคุณลักษณะในการสำรวจพื้นที่และสรุปความสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย บริบทแวดล้อม การจัดพื้นที่ภายใน รูปทรงและรูปด้าน องค์ประกอบการตกแต่ง โครงสร้างและวัสดุ การใช้สอยและความสัมพันธ์ทางสังคมจากรายการอาคารอาร์ตเดโคในพื้นที่ศึกษาจำนวน 35 หลัง ได้คัดเลือกเป็นกรณีศึกษาจำนวน 4 หลัง ศึกษาเชิงลึกด้วยการสำรวจภาคสนาม ผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะด้านสภาพแวดล้อม การใช้สอย และความสัมพันธ์ของอาคารอาร์ตเดโคได้สะท้อนความสำคัญโดดเด่นในด้านการเป็นแหล่งความรู้และหลักฐานของการพัฒนาย่านชุมชนการค้าชาวจีนสมัยใหม่ในกรุงเทพฯ ช่วงราวปี พ.ศ. 2480–พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1930–1950) รวมถึงคุณลักษณะด้านองค์ประกอบทางกายภาพที่มีความสำคัญด้านสถาปัตยกรรมและสังคม แสดงถึงการนำเสนอแนวทางการออกแบบที่แตกต่างจากเดิม ความก้าวหน้าของวัสดุและเทคโนโลยี การก่อสร้าง สะท้อนรสนิยมของผู้คนในท้องถิ่นและการปรับตัวให้เข้ากับบริบท ข้อเสนอแนะจากการศึกษาชี้ว่า การสร้างเครื่องมือควรพิจารณาตั้งแต่รูปทรงและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ครอบคลุมไปถึงประเด็นด้านสภาพแวดล้อม ด้านการใช้สอย ความสัมพันธ์และความหมายที่เชื่อมโยงกัน เปิดกว้างถึงความแตกต่างของบริบทและช่วงเวลาที่ส่งผลให้เกิดรูปแบบอาร์ตเดโคที่มีความหลากหลายในแต่ละพื้นที่
แนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัย กรณีศึกษา โครงการอาคารชุดพักอาศัยในกรุงเทพมหานคร, พสิษฐ์ ศิริสาลิโภชน์
แนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัย กรณีศึกษา โครงการอาคารชุดพักอาศัยในกรุงเทพมหานคร, พสิษฐ์ ศิริสาลิโภชน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่สีเขียวมีความสำคัญอย่างมากต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนในเมือง โดยกฎหมายในประเทศไทย กำหนดให้โครงการอาคารชุดต้องมีพื้นที่สีเขียว 1 ตารางเมตรต่อจำนวนผู้พักอาศัย 1 คน แต่ด้วยโครงการอาคารชุดส่วนใหญ่มีพื้นที่จำกัด ผู้พัฒนาโครงการจึงจำเป็นต้องสร้างพื้นที่สีเขียวทั้งบนดินและบนอาคารเรียกว่า สวนหลังคา (Roof Garden) ที่มีพื้นที่สีเขียวบนอาคาร (Green Roof) เพื่อให้ปริมาณพื้นที่สีเขียวตรงตามกฎหมาย ซึ่งสวนหลังคามีลักษณะพิเศษแตกต่างจากพื้นที่สีเขียวบนดินทั้งการออกแบบ การก่อสร้าง และการดูแลรักษา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและหาแนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัย สำหรับผู้เกี่ยวข้อง และนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีโครงการกรณีศึกษาทั้งหมด 3 โครงการ ใช้วิธีเก็บข้อมูลด้วยการสำรวจจากสถานที่จริง การสัมภาษณ์ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมาสวนหลังคา ผู้เกี่ยวข้องกับงานดูแลรักษา และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวิเคราะห์หาข้อดี ข้อสังเกต และแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากการศึกษา สามารถสรุปแนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัยได้ดังนี้ (1) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ควรส่งเสริมให้ สถาปนิก และภูมิสถาปนิก ทำงานร่วมกันในการกำหนดตำแหน่งพื้นที่สีเขียว ในการก่อสร้างควรมีการวางแผนร่วมกันและอำนวยความสะดวกให้ผู้รับเหมา รวมถึงกำหนดงบประมาณที่เหมาะสมให้กับสวนหลังคาซึ่งมักมีแนวโน้มราคาสูงกว่าพื้นที่สีเขียวบนดิน การดูแลรักษาควรคำนึงถึงงบประมาณ และปริมาณคนดูแลประจำที่เหมาะสมกับปริมาณพื้นที่สีเขียว (2) ไม้ยืนต้น ในสวนหลังคาควรพิจารณาให้มีไม้ยืนต้นเท่าที่จำเป็น หากมีควรเลือก ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ชนิดที่ไม่ผลัดใบ ทนต่อแรงลมบนอาคาร และใบร่วงต่ำ (3) ไม้พุ่มและไม้คลุมดิน ไม่ควรมีชนิดพันธุ์ที่หลากหลาย ทนต่อแรงลมบนอาคาร ต้องการการดูแลรักษาต่ำ และขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยการปักชำ (4) สนามหญ้า ควรปลูกในตำแหน่งที่ได้รับแสงมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันตามทฤษฎี และควรพิจารณาใช้เท่าที่จำเป็น และ (5) องค์ประกอบอื่นที่สำคัญได้แก่ ระบบระบายน้ำเป็นส่วนที่ควรตรวจสอบอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง และหากมีระบบรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ ควรมีการเผื่องบประมาณสำหรับซ่อมแซมเมื่อเกิดความชำรุดเสียหาย
การจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารด้วยชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากสถานีตรวจวัดในพื้นที่เปรียบเทียบกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากเว็บไซต์สาธารณะ, อณิวัสส์ พันธุ์พงศ์พิพัฒน์
การจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารด้วยชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากสถานีตรวจวัดในพื้นที่เปรียบเทียบกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากเว็บไซต์สาธารณะ, อณิวัสส์ พันธุ์พงศ์พิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จำเป็นต้องอาศัยชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศในการวิเคราะห์เป็นส่วนประกอบหลัก แต่เนื่องจากชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศที่สามารถค้นหาได้จากเว็บไซต์สาธารณะในปัจจุบัน มีความหลากหลายทั้งเรื่องของประเภทของชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งตำแหน่งของสถานีตรวจวัด ซึ่งมักจะมีระยะห่างจากพื้นที่ที่ต้องการจำลองประสิทธิภาพอาคาร ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศได้ งานวิจัยนี้ศึกษาการจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร เมื่อใช้ชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศต่างแหล่งที่มา ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ใช้ชุดข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอากาศ CU มาเปรียบเทียบกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากเว็บไซต์ ได้แก่ 1) Energyplus (EPW) 2) ClimateOneBuilding (COB) 3) Photovoltaic Geographical Information System (PVGIS) ประเภท Typical Year และ 4) Integrated Environmental Solutions (IES) ประเภท Actual Year จึงเปรียบเทียบข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ความเข้มรังสีดวงอาทิตย์แบบตรง และแบบกระจาย ทำการคำนวณ Cooling Degree Days (CDD) และทำการจำลองการใช้พลังงานการทำความเย็นในอาคารด้วยคอมพิวเตอร์ โดยใช้อาคารจามจุรี 5 เป็นอาคารกรณีศึกษา ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีตรวจวัดอากาศ CU รวมทั้งทำการปรับเปลี่ยนตัวแปรทางกายภาพของเปลือกอาคาร ได้แก่ อัตราส่วนของหน้าต่างต่อผนังทึบ (WWR) ค่า U-value ของกระจก และการติดตั้งฉนวนกันความร้อน เพื่อหาอัตราร้อยละของการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงาน (Percentage Improvement) ผลการวิจัยพบว่า จากการจำลองการใช้พลังงานการทำความเย็นภายในอาคารกรณีศึกษา มีเพียงชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศของ PVGIS ที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศ CU และเมื่อมีการปรับเปลี่ยนตัวแปรทางกายภาพของเปลือกอาคาร แล้วนำมาเปรียบเทียบกับค่าการใช้พลังงานของอาคาร พบว่า การใช้ชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศ PVGIS, EPW และ IES มีอัตราร้อยละการเปลี่ยนแปลงพลังงานที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับชุดข้อมูล CU เช่นกัน โดยที่ตัวแปรอุณหภูมิของ PVGIS มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับชุดข้อมูล CU และมีค่าเฉลี่ยห่างจากชุดข้อมูล CU มากที่สุด ตัวแปรอุณหภูมิจึงเป็นตัวแปรสำคัญในการจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร
การขยายตัวของเมืองและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ที่ส่งผลต่ออุทกนิเวศ กรณีศึกษาตัวเมืองนครศรีธรรมราช, อินทัช จันทร์อุดม
การขยายตัวของเมืองและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ที่ส่งผลต่ออุทกนิเวศ กรณีศึกษาตัวเมืองนครศรีธรรมราช, อินทัช จันทร์อุดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เมืองนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเก่าแก่ที่พัฒนาขึ้นบนพื้นที่ราบฝั่งตะวันออกของเทือกเขาหลวง ในจังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งแต่ช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 ในชื่อของ “อาณาจักรตามพรลิงค์” การปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่ในลักษณะของชุมชนเมืองซึ่งเป็นภูมิทัศน์รูปแบบหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อให้เหมาะแก่การอยู่อาศัยในแต่ละยุคสมัย ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อระบบอุทกนิเวศในพื้นที่ โดยเฉพาะปริมาณน้ำท่า และอัตราการไหลของน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นภายในพื้นที่ รวมทั้งความสามารถซึมน้ำได้ของพื้นที่ที่น้อยลงเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ดาดแข็ง งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและการขยายตัวของเมืองต่อระบบอุทกนิเวศในพื้นที่กรณีศึกษาเมืองนครศรีธรรมราช ด้วยการสร้างแผนที่แสดงการขยายตัวของเมืองนครศรีธรรมราช จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเมือง และแผนพัฒนาพื้นที่ เพื่อบ่งชี้ช่วงเวลาการขยายตัวของเมือง ร่วมกับการศึกษาระบบอุทกนิเวศในพื้นที่ ด้วยการเก็บข้อมูลลักษณะแหล่งน้ำ ปริมาณน้ำฝน และพื้นที่น้ำท่วม เพื่ออธิบายถึงลักษณะการขยายตัวของเมืองและผลต่อระบบอุทกนิเวศจากการศึกษาการขยายตัวของเมืองด้วยภาพผังเมืองเก่า และส่วนขยายใน พ.ศ.1620 และ พ.ศ.2229 เมื่อซ้อนทับลงบนพื้นที่ในปัจจุบัน พบว่าพื้นที่ตัวเมืองนครศรีธรรมราชเดิมตั้งอยู่เพียงบนพื้นที่สันทราย หรือถนนราชดำเนินในปัจจุบันเท่านั้น รวมถึงพบการสร้างคูเมืองเพื่อป้องกัน และช่วยในการระบายน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก เมื่อเทียบกับการขยายตัวของเมืองในปัจจุบัน จากการศึกษาการขยายตัวของเมืองผ่านภาพถ่ายดาวเทียมของเมืองตั้งแต่ พ.ศ.2537 จนถึง พ.ศ.2567 ด้วยการแปลงดัชนีความแตกต่างพืชพรรณ (NDVI) เพื่อแยกพื้นที่ตัวเมืองออกจากพื้นที่สีเขียว จะเห็นถึงการขยายตัวของเมืองออกจากสันทรายซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนหน้า เนื่องจากการขยายตัวของระบบการสัญจรทางบก โดยเมื่อนำข้อมูลการขยายตัวของเมืองทั้งหมดมาซ้อนทับกับข้อมูลพื้นที่น้ำท่วม พบว่าการขยายตัวของเมืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 มีการขยายตัวของเมืองเข้าสู่พื้นที่ราบต่ำซึ่งมีน้ำท่วมขังในฤดูน้ำหลาก รวมถึงการปรับความสูงพื้นที่บางส่วนให้มีระดับเทียบเท่ากับถนน ส่งผลให้พื้นที่เมืองที่ต่ำกว่ายิ่งได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำท่าที่เพิ่มสูงขึ้น
การรายงานความยั่งยืนในช่วงการดำเนินงานระหว่างการก่อสร้างของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2566, นิศมา วิริยประเสริฐ
การรายงานความยั่งยืนในช่วงการดำเนินงานระหว่างการก่อสร้างของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2566, นิศมา วิริยประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น รวมถึงความตระหนักที่เพิ่มขึ้นต่อประเด็นทางสังคมและบรรษัทภิบาล ได้กระตุ้นให้ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ดำเนินธุรกิจโดยยึดแนวคิดความยั่งยืนมากขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรายงานเพื่อความยั่งยืนในช่วงระหว่างการก่อสร้างของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการรวบรวมข้อมูลจากรายงาน 56-1 One Report และรายงานความยั่งยืนประจำปี 2566 ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 12 แห่งที่อยู่ในบัญชีรายชื่อหุ้นยั่งยืน (THSI) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปี 2566 พร้อมทั้งสัมภาษณ์เชิงลึกบุคลากรจากบริษัทกรณีศึกษา 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อวิเคราะห์ถึงการกำหนดแนวคิดและเป้าหมายสำหรับการดำเนินงานระหว่างการก่อสร้างเพื่อความยั่งยืน แนวทางการดำเนินงานในช่วงดังกล่าว ผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้น ตลอดจนวิเคราะห์ตัวชี้วัดของเกณฑ์และคู่มือการเข้าร่วมการประเมินความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนประจำปี 2566 โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กับการรายงานความยั่งยืนในช่วงระหว่างการก่อสร้าง ผลการศึกษาพบว่า 1) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 12 แห่ง มีการกำหนดแนวคิดและเป้าหมายการดำเนินงานก่อสร้างเพื่อความยั่งยืนครอบคลุมทั้ง 3 มิติ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) 2) ในด้านการรายงานความยั่งยืนช่วงการก่อสร้าง พบว่า บริษัททั้ง 12 แห่ง มีการนำแนวคิดและเป้าหมายด้านความยั่งยืนมาปรับใช้ในการดำเนินงานช่วงระหว่างการก่อสร้าง โดยมิติสิ่งแวดล้อมเน้นการรายงานถึงมาตรการจัดการน้ำเสียและมลพิษทางเสียงที่เป็นระบบ การจัดการขยะและของเสีย การบริหารจัดการทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำ การควบคุมมลพิษทางอากาศ การออกแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน และการวางแผนบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพในทางปฏิบัติ มิติสังคมเน้นเรื่องการบริหารจัดการความปลอดภัยและอาชีวอนามัย การมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคม การจูงใจและรักษาพนักงาน การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย การเคารพสิทธิมนุษยชน และการพัฒนาศักยภาพแก่พนักงานผ่านกิจกรรมและนโยบายที่ชัดเจน และมิติบรรษัทภิบาลเน้นการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างครอบคลุม และการนำนวัตกรรมทางธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ในเชิงบริหารงานก่อสร้างและเชิงวัสดุก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม โดยทั้ง 3 มิติ มีการรายงานการดำเนินงานครอบคลุมขั้นตอนการวางแผน การดำเนินงาน และการติดตามประเมินผล อย่างเป็นระบบ กรณีศึกษาของศุภาลัยและเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการออกแบบโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง แผนการดำเนินงาน และการบริหารจัดการทรัพยากรที่มุ่งเน้นความยั่งยืน และ 3) ตัวชี้วัดของตลาดหลักทรัพย์ฯ ประจำปี 2566 มีความสอดคล้องกับแนวปฏิบัติการบริหารโครงการช่วงก่อสร้างในหลายด้าน อาทิ การบริหารการสื่อสาร การบริหารทรัพยากรบุคคล วัสดุ และการบริหารผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งเสริมความยั่งยืนในการบริหารโครงการก่อสร้าง …
การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโฮมสเตย์เพื่อส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ในจังหวัดสมุทรสงคราม กรณีศึกษา ชุมชนบ้านริมคลองและชุมชนบางสะแก, วิภาดา รักษาศิลป์
การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโฮมสเตย์เพื่อส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ในจังหวัดสมุทรสงคราม กรณีศึกษา ชุมชนบ้านริมคลองและชุมชนบางสะแก, วิภาดา รักษาศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาเชิงนิเวศวัฒนธรรมเป็นเป้าหมายการพัฒนาของจังหวัดสมุทรสงคราม เนื่องจากวิถีชีวิตเกษตรกรรมที่สอดคล้องกับระบบนิเวศวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม โดยเฉพาะชุมชนบ้านริมคลองและชุมชนบางสะแกซึ่งมี ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และจำนวนโฮมสเตย์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาในด้านกายภาพ การบริหารจัดการ และผลของการพัฒนาโดยใช้ทัศนคติของชุมชนต่อผลการดำเนินงาน ก่อนและหลังการพัฒนาโฮมสเตย์ กับ 3 เกณฑ์ ได้แก่ การพัฒนาโฮมสเตย์ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรม และการพัฒนาชุมชนยั่งยืน โดยเกณฑ์ย่อย 93 หลักเกณฑ์ ด้วยวิธีการ สำรวจ สัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณหาค่าเฉลี่ยและมาตราวัดลิเคิร์ต จากการวิเคราะห์พบว่ากระบวนการการเริ่มพัฒนาของสองชุมชนต่างกัน โดยที่ชุมชนบ้านริมคลองเริ่มพัฒนาโฮมสเตย์ ก่อนการพัฒนาชุมชนในปี พ.ศ. 2542 (ระยะเวลาการพัฒนา 26 ปี ) และชุมชนบางสะแกเริ่มด้วยการพัฒนาชุมชนก่อนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 แล้วจึงเริ่มพัฒนาโฮมสเตย์ในปี พ.ศ. 2558 (ระยะเวลาพัฒนาโฮมสเตย์ 10 ปี และระยะเวลาพัฒนาชุมชนรวม 30 ปี) ทั้งสองชุมชนมีการพัฒนาโฮมสเตย์มาอย่างยาวนานโดยมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งตั้งแต่เริ่มมาถึงปัจจุบัน ผู้นำชุมชนมีความเข้าใจ และเห็นความสำคัญที่จะต้องอนุรักษ์ระบบนิเวศวัฒนธรรมชาวสวนและระบบนิเวศสามน้ำไว้ และได้ใช้การพัฒนาแบบมีส่วนร่วมเพื่อความยั่งยืน ในปัจจุบันพบว่าชุมชนบ้านริมคลองมีโฮมสเตย์ 3 หลัง คิดเป็น 15% จากจำนวนบ้านในกลุ่มชุมชน และชุมชนบางสะแกมีโฮมสเตย์ 4 หลัง คิดเป็น 13.33% ของบ้านในชุมชน และเป็นการลงทุนของเจ้าของบ้านเองโดยมีการสนับสนุนจากภายนอกเพียงเล็กน้อยผลจากการพัฒนาตามเกณฑ์วิเคราะห์ จากทัศนคติของชาวชุมชนพบว่าทั้งสองชุมชนได้คะแนนเฉลี่ยรวม 3 เกณฑ์ ค่อนข้างสูงจาก 5.00 คะแนน โดยมีคะแนนเฉลี่รวมที่ใกล้เคียงกัน ชุมชนบ้านริมคลอง 3.68 ชุมชนบางสะแก 3.57 แสดงว่าทั้งสองชุมชนประสบความสำเร็จในการพัฒนาทั้งในมิติแหล่งที่พักนักท่องเที่ยว มิตินิเวศวัฒนธรรม และมิติความยั่งยืนปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสำเร็จ คือ การมีผู้นำที่มีความเข้มแข็ง ทำงานต่อเนื่องอย่างยาวนาน จึงสามารถพัฒนาชุมชนเพื่อรักษาระบบนิเวศสามน้ำนี้ไว้ได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในลักษณะเป็นโครงการย่อยจึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะต่อชุมชนโดยให้ชุมชนพิจารณาปรับปรุงข้อจำกัดร่วมตามเกณฑ์ย่อยที่ได้คะแนนน้อย คือ ด้านการประชาสัมพันธ์และด้านความปลอดภัย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันวางแผนระยะยาวสนับสนุนการพัฒนาชุมชน
การออกแบบการส่องสว่างประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวที่มีพื้นผิวธรรมชาติ โดยใช้แนวทางการออกแบบการส่องสว่างตามวัตถุประสงค์ (Lidos), ทะวีพอน หอมสมบัด
การออกแบบการส่องสว่างประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวที่มีพื้นผิวธรรมชาติ โดยใช้แนวทางการออกแบบการส่องสว่างตามวัตถุประสงค์ (Lidos), ทะวีพอน หอมสมบัด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการเสนอแนะแนวทางการออกแบบการส่องสว่างแก่ประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัว เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะของประติมากรรมดังกล่าวให้โดดเด่นและดึงดูดใจ อีกทั้งยังคำนึงถึงการอนุรักษ์วัตถุจัดแสดงร่วมด้วย โดยใช้แนวทางการออกแบบการส่องสว่างตามวัตถุประสงค์ LiDOs - Lighting Design Objectives การศึกษาได้ดำเนินการทดลอง 3 ขั้นตอน ในการทดลองที่ 1 ทำการทดสอบการส่องสว่างประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวพระพุทธรูปปางรำพึง ทั้งในห้องทดลองและการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อพิสูจน์ว่าการจำลองการส่องสว่างด้วยคอมพิวเตอร์สามารถทดแทนการส่องสว่างในห้องทดลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการทดลองที่ 2 ได้ใช้ซอฟต์แวร์ DIALux evo 13.0 จำลองการส่องสว่างกับประติมากรรมไม้แกะสลักเดิม เพื่อศึกษาว่าตัวแปรใดที่ส่งผลให้ผ่านเกณฑ์การประเมินการออกแบบการส่องสว่างที่กำหนดอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และในการทดลองที่ 3 นำผลการทดลองดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวพระสังกัจจายน์แบบจีนจากหอพิพิธภัณฑ์ศิลปะลาว เพื่อตรวจสอบแนวทางการออกแบบการส่องสว่างดังกล่าวเพิ่มเติม ผลการศึกษาพบว่า สามารถนำแนวทาง LiDOs มาปรับใช้กับการออกแบบการส่องสว่างให้แก่ประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวได้จริง ผ่านการจำลองการส่องสว่างโดยใช้ซอฟต์แวร์ DIALux evo 13.0 ทั้งนี้ การให้แสงหลักและแสงเสริมผ่านการประเมินมากกว่าการให้แสงหลักเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ค่าสัมประสิทธิ์การสะท้อนแสงของพื้นผิวภายในห้องจัดแสดง ยังเป็นตัวแปรที่นักออกแบบควรให้ความสำคัญร่วมกับการออกแบบการส่องสว่าง อีกทั้ง ในกรณีที่ความส่องสว่างสูงสุดบนพื้นผิวประติมากรรม (Eสูงสุด) อยู่ระหว่าง 200-500 lux ควรพิจารณาการจัดการเวลาการจัดแสดงลง เพื่อควบคุมระดับความส่องสว่างสะสมสูงสุดแนวตั้ง (Hv, Year) ให้ยังคงอยู่ในเกณฑ์การอนุรักษ์วัตถุจัดแสดง
แนวทางการออกแบบและพัฒนาคอนกรีตบล็อกจากเถ้าหนักเพื่อประเมินคุณสมบัติเชิงกลและเชิงอุณหภูมิด้วยการทดลองและการจำลองสามมิติ, วรรณพล สดากร
แนวทางการออกแบบและพัฒนาคอนกรีตบล็อกจากเถ้าหนักเพื่อประเมินคุณสมบัติเชิงกลและเชิงอุณหภูมิด้วยการทดลองและการจำลองสามมิติ, วรรณพล สดากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา พัฒนา และประเมินประสิทธิภาพของคอนกรีตบล็อกผสมวัสดุเถ้าหนัก ซึ่งเป็นวัสดุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า โดยมุ่งวิเคราะห์สมบัติเชิงกลและเชิงอุณหภูมิภายใต้บริบทของภูมิอากาศแบบร้อนชื้น กระบวนการวิจัยประกอบด้วยการทดสอบในห้องปฏิบัติการ การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการเก็บข้อมูลภาคสนามภายใต้สภาพอากาศที่แตกต่างกัน ตลอดจนการจำลองด้วยโปรแกรม ENVI - met เพื่อประเมินผลกระทบของวัสดุต่อตัวแปรอุณหภูมิอากาศ (Ta) และอุณหภูมิการแผ่รังสีเฉลี่ย (Tmrt) ผลการทดสอบเชิงกลพบว่าคอนกรีตบล็อกผสมเถ้าหนักที่มีอัตราส่วนผสมระหว่างเถ้าหนักและปูนซีเมนต์ในสัดส่วนร้อยละ 75 ต่อ 25 มีค่ากำลังอัดเฉลี่ย 2.18 MPa อัตราการดูดซึมน้ำเฉลี่ยร้อยละ 12.19 และความหนาแน่นรวมเฉลี่ย 1,477.27 kg/m3 ด้านผลการวิเคราะห์เชิงอุณหภูมิพบว่า สามารถลดค่า Ta ได้ในช่วง 0.69–1.56 °C และลดค่า Tmrt ได้ในช่วง 3.87–6.72 °C เมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุก่อสร้างอื่น ผลลัพธ์การเปรียบเทียบระหว่างข้อมูลภาคสนามกับผลการจำลองแสดงความสอดคล้องในระดับนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าความสัมพันธ์ (R2) ของตัวแปร Ta ในสภาพอากาศมีเมฆปกคลุม คือ 0.86 และ สภาพอากาศปลอดโปร่ง คือ 0.91 และของตัวแปร Tmrt ในสภาพอากาศมีเมฆปกคลุม คือ 0.75 และ สภาพอากาศปลอดโปร่ง 0.86 ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนถึงความน่าเชื่อถือของแบบจำลองในการประเมินผลกระทบของวัสดุก่อสร้างต่อสภาพแวดล้อมจริง ผลลัพธ์ของการวิจัยสะท้อนถึงศักยภาพในฐานะวัสดุก่อสร้างทางเลือกที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรพลอยได้อย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ได้แก่ เป้าหมายที่ 11, 12 และ 13
ความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการจัดทำมาตรการ เพื่อบริหารจัดการผลกระทบจากการจัดเทศกาล ในพื้นที่มรดกวัฒนธรรมมีชีวิต:กรณีศึกษา พื้นที่ภายในกำแพงชั้นในและคูเมืองเชียงใหม่, กษิดิศ ข้ามสี่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการพัฒนามาตรการบริหารจัดการผลกระทบจากการจัดเทศกาลในบริบทของพื้นที่มรดกวัฒนธรรมมีชีวิต รวมถึงวิเคราะห์ข้อจำกัด และเสนอแนวทางความร่วมมือต่อการพัฒนามาตรการดังกล่าว โดยมีกระบวนการวิจัยด้วยเทคนิคเดลฟายและการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ผลการศึกษาสะท้อนว่า ผู้คนยังคงให้ความสำคัญกับการรักษามรดกวัฒนธรรม ส่งเสริมการดำรงอยู่ของคนในพื้นที่ และการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการจัดเทศกาล ซึ่งผลกระทบของการจัดเทศกาลเหล่านี้ ผู้คนมองว่า ได้ช่วยส่งเสริมประเพณี รับรู้อัตลักษณ์ สร้างความภาคภูมิใจ สร้างมูลค่าการท่องเที่ยว นำมาสู่การสร้างงาน และกระจายรายได้แก่คนในท้องถิ่น แต่ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องคำนึงคือ เรื่องการสร้างมลพิษทางอากาศ เสียงรบกวน ของเสีย และความปลอดภัยสาธารณะ ตลอดจนมีความกังวลว่าเทศกาลอาจสูญเสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไป หากมีทิศทางที่เน้นเพื่อการท่องเที่ยวมากจนเกินไป รวมถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบ โดยผู้คนมองว่า การอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมเกิดจากการใช้งานวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องทั้งในเชิงพื้นที่ และกิจกรรม ได้สะท้อนภาพลักษณ์และความแท้จริง เมื่อคำนึงถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบในข้างต้น พร้อมกระจายผลประโยชน์สู่ผู้ประกอบการรายย่อย นอกจากนี้ ผู้คนยังสนับสนุนมาตรการส่งเสริม ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ พื้นที่สาธารณะ ระบบบำบัดและกำจัดของเสีย และระบบคมนาคม ตลอดจนการส่งเสริมด้านวัฒนธรรม ข้อจำกัดที่พบคือ นอกจากจะต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในท้องถิ่น ยังต้องเกิดการกระจายอำนาจ กระจายการมีส่วนร่วม ความต่อเนื่องของแผน และความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน สำหรับแนวทางความร่วมมือคือ การจัดตั้งคณะกรรมการที่มีผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายเข้าร่วม โดยเน้นการดึงกลุ่มทางสังคมในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมให้มากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นที่ได้รับประโยชน์สูงสุด
ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวของเมือง: กรณีเมืองเชียงใหม่, อรรถพันธ์ สารวงศ์
ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวของเมือง: กรณีเมืองเชียงใหม่, อรรถพันธ์ สารวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมและกรอบการวิเคราะห์เชิงพื้นที่หลายระดับ ผลการศึกษาพบว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กระบวนการแพลตฟอร์มและการส่งเสริมของรัฐจากการผ่อนปรนเชิงนโยบายมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวในพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเชียงใหม่ แม้ว่าที่พักผ่ระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มจะกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองมากขึ้น แต่ก็ยังคงกระจุกตัวสูงอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมืองอย่างชัดเจน สะท้อนจากช่องว่างค่าเช่าที่ยังคงเปิดมูลค่าอยู่ในระดับสูงในพื้นที่ศูนย์กลางเมือง โดยเฉพาะที่พักประเภทบ้านในย่านเมืองเก่าที่ถูกเปลี่ยนไปเป็นที่พักนักท่องเที่ยวและให้เช่าระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มมากขึ้น ผลดังกล่าวจะยิ่งทำให้ความเข้มข้นของการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นและค่อย ๆ เปลี่ยนพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเก่าให้กลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กับการแทนที่และย้ายออกไปของคนดั้งเดิมและเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดผลกระทบการพลัดถิ่นเชิงถิ่นที่ (place-based displacement) ของผู้อยู่อาศัยระยะยาวที่ได้รับผลกระทบจากการแทรกซึมของที่พักผ่านแพลตฟอร์มเข้าไปในพื้นที่อยู่อาศัยในลักษณะผุดขึ้นทั้งชั่วคราวและถาวรอย่างไม่เป็นแบบแผน (pop-up tourism) และส่งผลกระทบต่อความเป็นชุมชนและคุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่น อย่างไรก็ดี การดำเนินธุรกิจที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มในปัจจุบันยังไม่มีการกำกับเชิงสถาบันและการติดตามผลกระทบอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจจะทำให้รัฐประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นในเมืองต่ำกว่าความเป็นจริง จะพบว่าที่พักผ่านระยะสั้นแพลตฟอร์มเป็นตัวเร่งกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวจากด้านล่าง (bottom-up touristification) ในพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเชียงใหม่อย่างไม่เป็นระบบและไม่เป็นแบบแผน ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญต่อการวางแผนพัฒนาเมืองจากผลกระทบเกิดขึ้นแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น การจัดทำนโยบายสาธารณะที่คำนึงถึงความสมดุลเชิงพื้นที่จึงสำคัญ รวมถึงการกำหนดมาตรการกระจายต้นทุนและผลประโยชน์โดยการกำกับผลกระทบจากธุรกิจที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พื้นที่เมืองแก่ผู้คนในสังคมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและขอบเขตการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน, ปัณฑิตา ปัณฑะจักร์
ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและขอบเขตการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน, ปัณฑิตา ปัณฑะจักร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรงพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินควรต้องมีระดับความเป็นสาธารณะสูง เข้าถึงได้สะดวก รวดเร็ว และตอบสนองเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่องของจังหวัดนนทบุรีนั้นทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถให้บริการได้ครอบคลุมพื้นที่เหมือนเช่นเคย ส่งผลให้การดำเนินงานการแพทย์ฉุกเฉินมีระยะเวลาตอบสนองการปฏิบัติการฉุกเฉิน (response time) ไม่เป็นไปตามตัวชี้วัดของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งเน้นศึกษาเชิงกายภาพถึงลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและโรงพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน 12 แห่ง ได้แก่ รูปแบบโครงข่ายการสัญจร รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคาร และรูปแบบความหนาแน่นของมวลอาคารและที่ว่าง วิเคราะห์ร่วมกับศักยภาพการตอบสนองเชิงพื้นที่ของโรงพยาบาลระดับเมือง/ย่าน และการเชื่อมต่อเชิงพื้นที่ ด้วยชุดทฤษฎีและเทคนิคสเปซซินแทกซ์ รวมถึงสรุปความสัมพันธ์ของเส้นทางในโครงข่ายการสัญจร เพื่อให้ทราบถึงความประสานและความสามารถในการทำความเข้าใจเมือง/ย่าน ผลการศึกษาพบว่า โรงพยาบาลที่มีศักยภาพการตอบสนองเชิงพื้นที่ระดับย่าน และการเชื่อมต่อเชิงพื้นที่ที่สูง จะมีร้อยละของระยะเวลาตอบสนองการปฏิบัติการฉุกเฉิน (response time) ภายใน 8 นาที ที่มากที่สุด โดยมีโครงข่ายการสัญจรโดยรอบที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นอย่างดีและเข้าถึงโรงพยาบาลได้จากถนนสายหลักไม่เกิน 1 เลี้ยว มีการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคารแบบพื้นที่เมืองผสมผสานตั้งแต่ 3 ประเภทขึ้นไป และมีความหนาแน่นของมวลอาคารขนาดเล็กที่มีสัดส่วนของที่ว่างใกล้เคียงหรือน้อยกว่ามวลอาคาร ผลที่ได้จากการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินของจังหวัดนนทบุรีในอนาคตได้
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงอาคารสำนักงานเป็นอาคารอยู่อาศัยรวมประเภทอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ กรณีศึกษาอาคารชุด บ้านสาทร-เจ้าพระยา, ทรงพล สุระเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภายหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 แนวโน้มการทำงานของประชาชนเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะรูปแบบ Hybrid Working และ Work from Home ส่งผลให้ความต้องการใช้พื้นที่สำนักงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ความต้องการที่อยู่อาศัยในเมืองยังมีในระดับสูง การปรับเปลี่ยนอาคารสำนักงานให้เป็นอาคารอยู่อาศัยจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในเมืองอย่างคุ้มค่า งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงอาคารสำนักงานเป็นอาคารอยู่อาศัยรวม โดยใช้การวิจัยเชิงเอกสารและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัยได้แบ่งหมวดหมู่ข้อกฎหมายออกเป็น 8 ด้านได้แก่ (1) แนวและระยะอาคาร (2) ลักษณะกายภาพอาคาร (3) ที่จอดรถยนต์ (4) ห้องน้ำและห้องส้วม (5) การรับน้ำหนักและเปลือกอาคาร (6) อัคคีภัย (7) ประปา ไฟฟ้าและแสงสว่าง และ (8) ระบบระบายอากาศและการจัดการขยะมูลฝอย โดยทำการเปรียบเทียบข้อกฎหมายระหว่างอาคารสองประเภท ได้แก่ อาคารสำนักงานและอาคารอยู่อาศัยรวม โดยมีโครงการกรณีศึกษาเพื่อวิเคราะห์รายละเอียดให้เกิดความชัดเจน พร้อมทั้งจัดกลุ่มข้อกฎหมายตามความแตกต่าง และเสนอแนวทางปฏิบัติในการใช้ข้อกฎหมาย ผลการศึกษาสามารถจำแนกความแตกต่างออกเป็น 3 กลุ่มหลักคือ (1) กลุ่มที่อาคารอยู่อาศัยรวมมีพื้นที่น้อยกว่าอาคารสำนักงาน เช่น จำนวนที่จอดรถยนต์ น้ำหนักบรรทุกจร และการจัดการขยะ ส่งผลให้สามารถใช้องค์ประกอบอาคารเดิมได้ (2) กลุ่มที่พื้นที่มีพื้นที่อาคารมากกว่า เช่น ที่ว่างนอกอาคาร หรือห้องน้ำ ห้องส้วม ส่งผลให้ต้องดัดแปลง พิจารณาพื้นที่ใช้สอยเพิ่มเติมจากพื้นที่อาคารเดิม และ (3) กลุ่มที่ข้อกฎหมายเหมือนกัน หรือใช้ร่วมกันทั้ง 2 ประเภทอาคาร เช่น อัคคีภัย, ระบบสาธารณูปโภค อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาคารสำนักงานที่นำมาดัดแปลงได้รับอนุญาตก่อสร้างภายใต้ข้อกฎหมายที่ใช้บังคับในช่วงเวลาหนึ่ง อาจแตกต่างจากข้อกฎหมายปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบลักษณะของอาคารเดิมเพื่อระบุข้อกฎหมายที่ใช้ในขณะก่อสร้าง และดำเนินการดัดแปลงหรือปรับปรุงเฉพาะในส่วนที่ไม่สอดคล้องกับข้อกฎหมายในปัจจุบัน หรือพิจารณาการวินิจฉัยในส่วนที่ไม่สามารถดัดแปลงได้
Biomimetic Kinetic Facade Design For Enhanced Daylighting: A Leed V4 Based Approach For A Reading Room Of A Dormitory In Chittagong, Bangladesh, Gourav Dey
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the role of biomimetic kinetic façades in improving the daylighting performance of a reading room in Chittagong, Bangladesh. This design is inspired by the thigmonastic behavior of Mimosa pudica plants which adapts to environmental changes. The design focuses on a kinetic façade that adjusts based on sunlight and environmental conditions, maximizing daylight access, while decreasing glare and heat gain to enhance occupant comfort. As the space performance addressed with relative standard, the study explores critical aspects including Spatial Daylight Autonomy (sDA) and Annual Sunlight Exposure (ASE) aligned with other vital parameters via LEED v4 rating system, confirms …
การจำแนกลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำสะแกกรังที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานของเรือนแพในเขตเมืองเก่าอุทัยธานี, สุพิชญา สุรโชคสิริพร
การจำแนกลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำสะแกกรังที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานของเรือนแพในเขตเมืองเก่าอุทัยธานี, สุพิชญา สุรโชคสิริพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แม่น้ำสะแกกรังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญของเมืองเก่าอุทัยธานี มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของชุมชนเรือนแพที่สอดคล้องกับพลวัตของแม่น้ำสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต เกิดเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าทางภูมิทัศน์วัฒนธรรม ปัจจุบันเกิดความเปลี่ยนแปลงกับพื้นที่ชายน้ำ อันอาจส่งผลกระทบต่อลักษณะการตั้งถิ่นฐานและการดำรงชีวิตของชุมชน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากายภาพของพื้นที่ชายน้ำตามแนวตลิ่งแม่น้ำสะแกกรัง ที่ส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐานของเรือนแพ และจำแนกลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำ เพื่อทำความเข้าใจและชี้ให้เห็นความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พืชพรรณสิ่งมีชีวิต และพลวัตของน้ำในบริเวณพื้นที่ชายน้ำที่เป็นรากฐานสำคัญในการคงอยู่ของภูมิทัศน์วัฒนธรรมเรือนแพสะแกกรัง การวิจัยทำโดยการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์องค์ประกอบของพื้นที่ชายน้ำ อันได้แก่ (1) ธรณีสัณฐานและภูมิประเทศ (2) อุทกวิทยาและพลวัตตามธรรมชาติ (3) สิ่งปกคลุมดิน รูปแบบลักษณะของตลิ่งที่เป็นพื้นที่ธรรมชาติและที่มีการจัดการโดยมนุษย์ และ (4) บริบทบนฝั่งบกที่มีผลต่อวิถีชีวิต ตำแหน่งของเรือนแพ โครงสร้างเรือนแพ และกิจกรรมของชาวแพที่สอดคล้องต่อลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำ ผลการวิจัยสามารถจำแนก ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำที่ส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐานของชุมชนเรือนแพสะแกกรัง ได้เป็น 4 ประเภท คือ (1) พื้นที่ชายน้ำธรรมชาติที่อำนวยต่อการตั้งเรือนแพ (2) พื้นที่ชายน้ำธรรมชาติที่ตั้งเรือนแพได้อย่างจำกัด (3) พื้นที่เขื่อนป้องกันตลิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งเรือนแพ และ (4) พื้นที่โครงสร้างยกลอยและลานที่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งเรือนแพอย่างมาก โดยพื้นที่แต่ละประเภทต้องการการจัดการด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนาพื้นที่ชายน้ำที่แตกต่างกัน อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์ภูมิทัศน์วัฒนธรรมชุมชนเรือนแพอย่างยั่งยืน
Du Din: Architecture’S Contact With The Ground Through A Theory Of The ‘Scape’, Joshua Beanland
Du Din: Architecture’S Contact With The Ground Through A Theory Of The ‘Scape’, Joshua Beanland
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis is an investigation into architecture’s contact with the ground. What should this relationship enable, what kind of architecture can we make by looking down? This study is a set of questions about the ground discussed around the theory of the ‘scape’, which describes systems through the arrangement of many pieces of knowledge, where their relationship is more important than any individual idea. The scape acts as at theoretical framework, narrowing the problem of this thesis to what we know about the ground – how we perceive and relate to it, instead of mechanical issues related to ecology or …
ปัจจัยที่มีผลต่อการคัดเลือกผู้ออกแบบสำหรับอาคารประเภทศูนย์การค้า, ทวินชัย เต็งเศรษฐศักดิ์
ปัจจัยที่มีผลต่อการคัดเลือกผู้ออกแบบสำหรับอาคารประเภทศูนย์การค้า, ทวินชัย เต็งเศรษฐศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบ แนวคิด และปัจจัยที่ส่งผลต่อการคัดเลือกผู้ออกแบบในโครงการศูนย์การค้า โดยมุ่งทำความเข้าใจความหลากหลายของกระบวนการที่เกิดขึ้นในแต่ละประเภทองค์กร ผ่านการเปรียบเทียบระหว่างองค์กรบริหารส่วนภาครัฐและองค์กรเอกชนสองรูปแบบในพื้นที่แขวงปทุมวัน กรุงเทพมหานคร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลจากกรณีศึกษา 8 โครงการ การสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งผู้ออกแบ และ ผู้ที่มีบทบาทในการคัดเลือกผู้ออกแบบ รวมไปถึงการสำรวจเชิงปริมาณจากกลุ่มผู้มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการศูนย์การค้า ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การคัดเลือกผู้ออกแบบมิได้เป็นกระบวนการที่ตายตัวหรืออิงกับเกณฑ์ทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่มีความเชื่อมโยงกับปัจจัยเชิงกลยุทธ์ บริบทองค์กร และเป้าหมายของแต่ละโครงการอย่างหลากหลาย โดยสามารถจำแนกปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจได้ 6 ด้าน ได้แก่ ผลงานที่ผ่านมา แนวคิดการออกแบบ ศักยภาพของทีม ค่าธรรมเนียม ความสัมพันธ์ และข้อมูลพื้นฐานของบริษัทผู้ออกแบบ อย่างไรก็ตาม การให้น้ำหนักของแต่ละปัจจัยมีความแตกต่างกันตามลักษณะองค์กร วิธีคิดของผู้บริหาร และวัฒนธรรมภายใน การเปรียบเทียบระหว่างองค์กรทั้งสาม ชี้ให้เห็นว่า องค์กรบริหารส่วนภาครัฐมักใช้กระบวนการที่มีโครงสร้างชัดเจน โปร่งใส และเปิดกว้าง ขณะที่องค์กรเอกชนมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น ความไว้วางใจในทีมงาน และความสามารถในการตีความวิสัยทัศน์ขององค์กร ซึ่งสะท้อนถึงรูปแบบการประเมินที่อิงกับความสัมพันธ์และการตัดสินใจเชิงบริบท งานวิจัยนี้มิได้มุ่งสร้างกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีแบบตายตัว หากแต่เสนอ “ความเข้าใจเชิงระบบ” ที่สังเคราะห์จากข้อมูลจริงในหลายมิติ เพื่อให้เห็นภาพรวมของกระบวนการคัดเลือกผู้ออกแบบในโครงการศูนย์การค้าอย่างรอบด้าน โดยชี้ให้เห็นว่ากระบวนการดังกล่าวมิได้มีรูปแบบเดียว หากเกิดจากการผสมผสานระหว่างโครงสร้างที่เป็นทางการ เช่น เอกสารประกอบการพิจารณาและระบบประเมิน กับความยืดหยุ่นที่สะท้อนบริบทเฉพาะของแต่ละองค์กร ทั้งในด้านเป้าหมาย กลยุทธ์ ความสัมพันธ์ และวิสัยทัศน์ งานวิจัยจึงมีคุณค่าในการช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าใจธรรมชาติของระบบการคัดเลือกผู้ออกแบบได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้หรือปรับปรุงกระบวนการให้เหมาะสมกับบริบทของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Climate Responsive Daylighting Design Strategies Of Co-Owned Shophouse In Phnom Penh, Cambodia, Kungkea Veasna Keo
Climate Responsive Daylighting Design Strategies Of Co-Owned Shophouse In Phnom Penh, Cambodia, Kungkea Veasna Keo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the context of Cambodia’s rapid urbanization and climate challenges, the integration of climate-responsive design into residential architecture has become increasingly important. Currently, contemporary housing developments in Cambodia often neglect passive design principles, prioritizing aesthetics over energy efficiency. Many urban homes suffer from poor daylighting and glare conditions and rely heavily on artificial lighting. This thesis, therefore, explores climate-responsive daylighting strategies to improve lighting performance. First, the research surveyed thirteen residential buildings in Phnom Penh and Siem Reap to identify passive design strategies, such as building orientation and natural lighting techniques. A co-owned shophouse in Phnom Penh, Cambodia, was selected …
การประเมินวัฏจักรชีวิตอาคารแบบพลวัตเพื่อการทำนายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว: กรณีศึกษาบ้านเดี่ยวในประเทศไทย, เอกดนัย รถกิจ
การประเมินวัฏจักรชีวิตอาคารแบบพลวัตเพื่อการทำนายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว: กรณีศึกษาบ้านเดี่ยวในประเทศไทย, เอกดนัย รถกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประเมินวัฏจักรชีวิตเป็นกรอบความคิดในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามการประเมินวัฏจักรชีวิตที่ใช้กันโดยทั่วไปหรือแบบคงที่เป็นการคำนึงถึงผลกระทบเฉพาะในปีปัจจุบันและใช้เป็นค่าคงที่ตลอดวัฏจักรชีวิต อาคารซึ่งมีอายุการใช้งานที่ยาว การประเมินวัฏจักรชีวิตจึงคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง งานวิจัยนี้จึงศึกษาการประเมินวัฏจักรชีวิตแบบพลวัต ซึ่งคำนึงถึงปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา โดยพิจารณา 4 ตัวแปร ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าในอนาคต, ไฟล์ข้อมูลอากาศในอนาคต, การพัฒนาประสิทธิภาพของเทคโนโลยีอาคาร และการเสื่อมสภาพของอาคาร กรณีศึกษา คือ บ้านเดี่ยวในประเทศไทย การวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากวัสดุพิจารณาการถอดปริมาณในโปรแกรม Revit และการใช้พลังงานจากโปรแกรม OpenStudio จากการศึกษาพบว่า เมื่อทำการประเมินแบบคงที่ อาคารกรณีศึกษามีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดสูงถึง 75.9% ขณะที่เมื่อทำการประเมินแบบพลวัต สัดส่วนจากการใช้พลังงานลดลงเหลือเพียง 49.8 – 67.0% ในทางกลับกัน สัดส่วนจากวัสดุเพิ่มขึ้นจาก 17.2% ในการประเมินแบบคงที่ เป็น 23.5% - 35.7% ในแบบพลวัต การกำหนดมาตรการจึงต้องให้ความสำคัญกับสัดส่วนวัสดุเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก นำไปสู่มาตรการที่เปลี่ยนไป เช่น ความหนาที่เหมาะสมของฉนวนกันความร้อนลดลง, วัสดุเปลือกอาคารอย่างไม้จะมีบทบาทมากขึ้นจากศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากวัสดุ และการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ต้องมีการติดตั้งเพิ่มขึ้นเพื่อไปสู่อาคารปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์
แนวทางการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์พื้นที่เขตทางรถไฟจากสถานีกรุงเทพหัวลำโพงถึงสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะ, อชิรญา สุขเจริญจิต
แนวทางการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์พื้นที่เขตทางรถไฟจากสถานีกรุงเทพหัวลำโพงถึงสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะ, อชิรญา สุขเจริญจิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่เขตทางรถไฟเก่าภายในเขตเมืองมักถูกปล่อยทิ้งร้างหรือใช้ประโยชน์อย่างไม่เต็มศักยภาพ ทั้งที่เป็นพื้นที่ที่มีบทบาทสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์เมืองและโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาศักยภาพของพื้นที่แนวรางรถไฟเก่าระหว่างสถานีกรุงเทพหัวลำโพงถึงสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ ซึ่งมีระยะทางประมาณ 5.8 กิโลเมตร และนำเสนอแนวทางการปรับเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นสวนสาธารณะแนวยาว โดยใช้แนวคิดทางภูมิสถาปัตยกรรมที่บูรณาการการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมเข้ากับการพัฒนาเมือง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเก็บรักษาและการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ช่วงตามลักษณะทางกายภาพของย่านและบริบทของการใช้ที่ดิน ได้แก่ (1) ช่วงใกล้เมืองเก่าและแหล่งการค้าเดิม (2) ช่วงใกล้พื้นที่วังและสวนสาธารณะ และ (3) ช่วงภายในชุมชนเมืองร่วมสมัยที่มีความหนาแน่นและพลวัตสูง การวิเคราะห์มิติทางประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมแสดงให้เห็นว่า พื้นที่แนวรางรถไฟนี้มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ โดยสามารถ (1) เชื่อมโยงพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และย่านเมือง (2) สนับสนุนระบบการสัญจรในเมืองด้วยการเดินเท้าและจักรยาน และ (3) เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของชุมชนเมือง แนวทางการออกแบบที่เสนอยึดหลักการสำคัญสามประการ ได้แก่ (1) การอนุรักษ์คุณค่าของมรดกรถไฟในฐานะองค์ประกอบทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ (2) การออกแบบกิจกรรมและการใช้พื้นที่ที่ตอบสนองบริบทปัจจุบัน และ (3) การเชื่อมโยงเครือข่ายพื้นที่สีเขียวและการสัญจรของเมืองเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยภาพรวม แนวทางนี้สะท้อนบทบาทของภูมิสถาปัตยกรรมในการฟื้นฟูเมืองอย่างยั่งยืน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่เขตทางรถไฟเก่าในบริบทอื่นของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเมืองที่เคารพต่อมรดกและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ