Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Architecture Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 571 - 582 of 582

Full-Text Articles in Architecture

แนวทางการออกแบบปรับปรุง ที่อยู่อาศัย อาคาร และพื้นที่ภายนอกสำหรับผู้สูงอายุในเขตพื้นที่ชานเมือง : กรณีศึกษา พื้นที่เขตเทศบาลเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี, ลภา เฉลยจรรยา Jan 2017

แนวทางการออกแบบปรับปรุง ที่อยู่อาศัย อาคาร และพื้นที่ภายนอกสำหรับผู้สูงอายุในเขตพื้นที่ชานเมือง : กรณีศึกษา พื้นที่เขตเทศบาลเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี, ลภา เฉลยจรรยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ ทำการศึกษาสภาพสังคม และเศรษฐกิจของผู้สูงอายุในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี รวมถึงวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน ปัญหา และความต้องการด้านที่อยู่อาศัย อาคาร และพื้นที่ภายนอกของพื้นที่ชุมชน เพื่อเสนอแนะแนวทางการออกแบบ และปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ภูมิทัศน์ ให้มีความเหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ และผู้ใช้งานทุกสถานะทุกวัย จากข้อมูลการสอบถาม และสัมภาษณ์ รวมถึงการสำรวจพื้นที่ด้านที่อยู่อาศัย อาคาร และพื้นที่ภายนอกของพื้นที่ศึกษา คือ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ 3 แห่ง ที่ตั้งอยู่ในโครงการจัดสรร ได้แก่ หมู่บ้านฟ้ารังสิต หมู่บ้านปิยวรารมย์ คลอง 4 และหมู่บ้านสถาพร พบว่า ด้านที่อยู่อาศัย ลักษณะสภาพที่อยู่อาศัยในปัจจุบันส่วนใหญ่ คือ ทาวน์เฮ้าส์ และบ้านเดี่ยว มีปัญหา อุปสรรคของที่อยู่อาศัยปัจจุบันของผู้สูงอายุ ได้แก่ ห้องน้ำ ห้องครัว และบันได โดยมีสาเหตุมาจากพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน ส่วนด้านอาคาร และพื้นที่ภายนอกของพื้นที่ชุมชน มีปัญหาอุปสรรค ของการใช้งานพื้นที่ภายนอก ได้แก่ ทางเท้า ถนน ทางลาด และห้องน้ำ โดยมีสาเหตุมาจากพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน พื้นที่นั้นๆเสียหายไม่ได้รับการซ่อมแซม และไม่เพียงพอต่อการใช้งาน จึงควรเสนอแนะแนวทางการออกแบบและปรับปรุง ได้แก่ จัดเตรียมที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมต่อสภาพการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน หรือ Universal Design เช่น แนะนำให้ผู้สูงอายุย้ายที่นอนลงมาชั้นล่าง ห้องนั่งเล่นควรมีประตูหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดออกสู่ภายนอก เพื่อผู้สูงอายุจะได้เห็นบรรยากาศภายนอกได้แม้จะอยู่ภายในบ้าน ควรเพิ่มเติม และปรับปรุงพื้นที่สวนของสโมสร หรือสวนสาธารณะ เพื่อช่วยเพิ่มกิจกรรมกลางแจ้งให้กับผู้สูงอายุได้ออกมาใช้งานมากขึ้น เช่น สวนเพื่อการบำบัด (Healing garden), สวนสมาธิ (Meditation garden), สวนกระตุ้นประสาทสัมผัส (Sensory garden)


การปรับปรุงกายภาพของพื้นที่ส่วนกลางและการบริหารจัดการโครงการอาคารชุดตามกลยุทธ์ “ชุมชนน่าอยู่สำหรับคนทุกวัย” : กรณีศึกษา ลุมพินีเพลส พระราม 3 ริเวอร์วิว , ลุมพินีเพลส นราธิวาสเจ้าพระยา , ลุมพินีเพลส พระราม 8 , ลุมพินีเพลส พระราม 9 รัชดา, ศิริรัตน์ รามรินทร์ Jan 2017

การปรับปรุงกายภาพของพื้นที่ส่วนกลางและการบริหารจัดการโครงการอาคารชุดตามกลยุทธ์ “ชุมชนน่าอยู่สำหรับคนทุกวัย” : กรณีศึกษา ลุมพินีเพลส พระราม 3 ริเวอร์วิว , ลุมพินีเพลส นราธิวาสเจ้าพระยา , ลุมพินีเพลส พระราม 8 , ลุมพินีเพลส พระราม 9 รัชดา, ศิริรัตน์ รามรินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดเป็นที่นิยมในลักษณะครอบครัวมากขึ้น การอยู่อาศัยร่วมกันของคนทุกวัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ประกอบการจึงให้ความสำคัญเรื่องคนทุกวัยโดยมีการปรับกลยุทธ์ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำกลยุทธ์ที่เกี่ยวกับคนทุกวัยมาดำเนินการเป็นรายแรก โดยเริ่มกลยุทธ์ชุมชนน่าอยู่สำหรับคนทุกวัยในปีพุทธศักราช 2559 งานวิจัยจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับปรุง ผลการใช้งาน นำมาวิเคราะห์ และเสนอแนะจากผลการปรับปรุงกายภาพของพื้นที่ส่วนกลางและการบริหารจัดการตามกลยุทธ์ชุมชนน่าอยู่สำหรับคนทุกวัย โดยวิธีการสังเกตกายภาพพื้นที่ส่วนกลาง การสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ ผู้จัดการชุมชนประจำโครงการ และแบบสอบถามผู้อยู่อาศัยทั้ง 4 กรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่าด้านกายภาพพื้นที่ส่วนกลาง มีแนวคิดเพื่อความสะดวกของผู้อยู่อาศัย และการปรับปรุงทางลาดในทุกกรณีศึกษา โดยแต่ละกรณีศึกษาปรับปรุงแตกต่างกันตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย และด้านการบริหารจัดการคุณภาพชีวิตมีแนวคิดเพื่อให้คนทุกวัยมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม การปรับปรุงการประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมวันปีใหม่ในทุกกรณีศึกษา โดยแต่ละกรณีศึกษาปรับปรุงแตกต่างกันตามลักษณะของผู้อยู่อาศัย ซึ่งผลความพึงพอใจด้านกายภาพพื้นที่ส่วนกลาง กรณีศึกษาที่มีความพึงพอใจมากที่สุด คือ กรณีศึกษา 4 เนื่องจากมีการออกแบบและปรังปรุงกายภาพตรงตามกฎกระทรวงฯ มากที่สุด และเป็นโครงการที่มีอายุการใช้งานน้อยที่สุด กรณีศึกษาที่มีความพึงพอใจน้อยที่สุด คือ กรณีศึกษา 1 เนื่องจากมีการออกแบบและปรังปรุงกายภาพตรงตามมาตรฐาน กฎกระทรวงฯ น้อยที่สุด และเป็นโครงการที่มีอายุการใช้งานมากที่สุด ส่วนความพึงพอใจด้านการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต กรณีศึกษาที่มีความพึงพอใจมากที่สุด คือ กรณีศึกษา 4 เนื่องจากการเพิ่มวิธีการประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย มีการจัดกิจกรรมเหมาะกับช่วงวัยของผู้อยู่อาศัย คือ วัยทำงาน กรณีศึกษาที่มีความพึงพอใจน้อยที่สุด คือ กรณีศึกษา 2 เนื่องจากการจัดกิจกรรมเน้นเฉพาะวัยเด็กเป็นส่วนใหญ่ ส่วนด้านกายภาพพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่ที่มีความพึงพอใจมากที่สุด คือ พื้นที่ติดต่อนิติบุคคล และด้านการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต กิจกรรมที่มีความพึงพอใจมากที่สุด คือ กิจกรรมทำบุญตักบาตร ดังนั้นการปรับปรุงควรคำนึงถึงสภาพสังคมของผู้อยู่อาศัย จากผลการศึกษาจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงกายภาพของพื้นที่ส่วนกลางและการบริหารจัดการเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยทุกวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


ทัศนคติของผู้ประกอบการต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนทางการเงินของการพัฒนาอพาร์ทเม้นท์แบบสร้างอาคารใหม่และแบบซื้อโครงการเก่านำมาดำเนินการ กรณีศึกษา มาลัยอพาร์ตเมนท์ ศิริวัฒน์แมนชั่น สาธรเซนต์วิวเฮ้าว์ และเอ.ดับบลิว.เอส.คอร์ท, สยามศักดิ์ จารุอาภรณ์ประทีป Jan 2017

ทัศนคติของผู้ประกอบการต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนทางการเงินของการพัฒนาอพาร์ทเม้นท์แบบสร้างอาคารใหม่และแบบซื้อโครงการเก่านำมาดำเนินการ กรณีศึกษา มาลัยอพาร์ตเมนท์ ศิริวัฒน์แมนชั่น สาธรเซนต์วิวเฮ้าว์ และเอ.ดับบลิว.เอส.คอร์ท, สยามศักดิ์ จารุอาภรณ์ประทีป

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติของผู้ประกอบการด้านปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนทางการเงินของโครงการอพาร์ทเม้นท์ที่มีรูปแบบการพัฒนา 2 รูปแบบคือการสร้างใหม่กับการซื้อโครงการเก่านำมาดำเนินการ โดยการศึกษาด้วยกรณีศึกษาอพาร์ทเม้นท์จำนวน 4 โครงการ แบ่งเป็นรูปแบบละ 2 โครงการ ใช้วิธีสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ ถ่ายภาพและบันทึกแผนผัง นำข้อมูลมาวิเคราะห์ แนวคิดการพัฒนา ลักษณะทางกายภาพ และวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนทางการเงินของโครงการ ผลการศึกษาพบว่า 1.การพัฒนาโครงการอพาร์ทเม้นท์รูปแบบการสร้างอาคารใหม่แตกต่างจากรูปแบบการซื้อโครงการเก่านำมาดำเนินการในขั้นตอนก่อนการก่อสร้างคือแนวคิดการพัฒนา ขั้นตอนการก่อสร้างรูปแบบสร้างอาคารใหม่ต้องใช้ระยะเวลาการก่อสร้างอย่างน้อย 10 เดือน รูปแบบซื้อโครงการเก่านำมาดำเนินการสามารถเปิดดำเนินการได้ทันทีหลังการซื้อโครงการ ขั้นตอนหลังการก่อสร้างทั้ง 2 รูปแบบมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แตกต่างกันที่ระยะเวลาการปรับปรุงอาคารซึ่งรูปแบบซื้อโครงการเก่านำมาดำเนินการจะมีจำนวนครั้งที่มากกว่า 2.ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนทางการเงินที่แตกต่างกัน รูปแบบสร้างอาคารใหม่คือ ประสบการณ์ผู้บริหาร ขนาดของโครงการ เสถียรภาพทางการเมือง รูปแบบซื้อโครงการเก่ามาดำเนินการคือ การบริหารจัดการ อัตราการเข้าพัก อำนาจซื้อผู้บริโภค การให้บริการต่อผู้เช่า ความสามารถบุคลากร คุณภาพห้องพัก ราคาห้องพักและเงื่อนไขประกอบการเช่า 3.ทัศนคติต่อปัจจัยที่เหมือนกันคือ อัตราผลตอบแทนโครงการ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การให้บริการต่อผู้เช่า การคัดเลือกผู้เช่า ทำเลที่ตั้งโครงการ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง รายได้ของผู้เช่า ทัศนคติต่อปัจจัยที่แตกต่างกันคือ ประสบการณ์ผู้บริหาร จากผลการศึกษานี้จะช่วยให้นักพัฒนาที่สนใจโครงการอพาร์ทเม้นท์ใช้เลือกแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับตนเอง ไม่เพียงแต่อพาร์ทเม้นท์ที่มีรูปแบบการพัฒนาสร้างอาคารใหม่ แต่ยังมีรูปแบบการซื้อโครงการเก่านำมาดำเนินการ เป็นอีก 1 ทางเลือกที่สามารถพัฒนาได้ และให้ความสำคัญกับปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนในแต่ละรูปแบบการพัฒนาในภายหลังอีกด้วย


ปัญหาการจัดการก่อสร้างที่มีผลต่อระยะเวลาการก่อสร้างบ้านเดี่ยว : กรณีศึกษาโครงการเดอะซิตี้ บรมราชชนนี 60 และโครงการเดอะซิตี้ สาทร-สุขสวัสดิ์ ของบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน), อภิชญา รุจิชัยกุล Jan 2017

ปัญหาการจัดการก่อสร้างที่มีผลต่อระยะเวลาการก่อสร้างบ้านเดี่ยว : กรณีศึกษาโครงการเดอะซิตี้ บรมราชชนนี 60 และโครงการเดอะซิตี้ สาทร-สุขสวัสดิ์ ของบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน), อภิชญา รุจิชัยกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บ้านเดี่ยวมีแนวโน้มในการขยายตัวมากขึ้น และในปี พ.ศ.2561 บริษัทเอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) มีการเพิ่มมูลค่าการลงทุนโครงการบ้านเดี่ยว และมีส่วนแบ่งตลาดของบ้านเดี่ยวในระดับราคา 10-15 ล้านบาทมากที่สุด รวมทั้งปัจจุบันโครงการบ้านจัดสรรยังคงใช้วิธีก่อสร้างแบบก่ออิฐ-ฉาบปูน ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาลักษณะปัญหาของการก่อสร้างโครงการบ้านเดี่ยวระดับราคาสูง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการป้องกันปัญหาความล่าช้าให้การก่อสร้างบ้านเดี่ยว และทำให้ก่อสร้างเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาขั้นตอนและระยะเวลาการก่อสร้างบ้านเดี่ยวในโครงการจัดสรรบ้านเดี่ยว 2) เพื่อศึกษาปัญหาและผู้เกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอนการก่อสร้างบ้านเดี่ยวที่เกิดความล่าช้า 3) เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาในแต่ละขั้นตอนการก่อสร้างบ้านเดี่ยวที่เกิดความล่าช้าในโครงการจัดสรรบ้านเดี่ยว ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยการสำรวจและการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการก่อสร้างในทั้ง 2 โครงการพบว่ามีขั้นตอนการก่อสร้างทั้งหมด 12 ขั้นตอน และการก่อสร้างบ้านเดี่ยวในเฟสแรกใช้ระยะเวลา 103 วัน และปัญหาที่พบมากที่สุดคือ การขาดช่างที่มีฝีมือและประสบการณ์ มักจะเกิดในขั้นตอนการก่อฉาบและปูกระเบื้อง แนวทางการแก้ปัญหามี 2 รูปแบบคือ การเพิ่มเวลาการทำงานแก่ผู้รับเหมาย่อยเหมาะกับขั้นตอนก่อสร้างที่มีพื้นที่ไม่มากพอกับกำลังคนและ มีปริมาณงานในการทำงานไม่เยอะ อีกวิธีคือการเพิ่มกำลังคนของผู้รับเหมาย่อย ซึ่งจะใช้ต้นทุนเยอะกว่าการเพิ่มเวลาเหมาะกับโครงการกรณีศึกษาที่ 2 ซึ่งถูกชุมชนข้างเคียงร้องเรียน ไม่สามารถทำงานในเวลาช่วงกลางคืนได้ อีกทั้งที่ตั้งโครงการยังใกล้กับโครงการอื่นของบริษัทจึงสะดวกในการหมุนเวียนผู้รับเหมา จึงสรุปได้ว่าปัญหาความล่าช้าจากการจัดการก่อสร้างโครงการจัดสรรบ้านเดี่ยวเกี่ยวข้องกับ 4 ปัจจัย ได้แก่ 1) เงินทุน 2) คน 3) วัสดุ และ 3) การจัดการ โดยแนวทางการป้องกันความล่าช้านั้นมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและพบว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงแบบขณะก่อสร้างที่มักจะเกิดขึ้นในขั้นตอนการเริ่มงานก่อสร้าง ทำให้แผนงานล่าช้าออกไป และทำให้เกิดปัญหาในขั้นตอนถัดไปตามมาได้แก่ การประสานงาน การขาดรายละเอียดของแบบก่อสร้าง ความพร้อมด้านวัสดุ การขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น


สภาพการอยู่อาศัยของพนักงานทำความสะอาดที่เป็นลูกจ้างบริษัทรับเหมาทำความสะอาด : กรณีศึกษาพนักงานที่ทำงานในเขตการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อัจฉราพรรณ พลสิงห์ Jan 2017

สภาพการอยู่อาศัยของพนักงานทำความสะอาดที่เป็นลูกจ้างบริษัทรับเหมาทำความสะอาด : กรณีศึกษาพนักงานที่ทำงานในเขตการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อัจฉราพรรณ พลสิงห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พนักงานทำความสะอาดเป็นเป็นแรงงานสำคัญที่ที่มีอัตราการจ้างงานเพิ่มสูงขึ้นในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งมักจะประสบปัญหาด้านการอยู่อาศัยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางเศรษฐกิจสังคม สภาพที่อยู่อาศัย และปัญหาในการอยู่อาศัยของพนักงานทำความสะอาดของบริษัทเอกชนที่ทำงานในพื้นที่เขตการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง 125 ตัวอย่าง และสำรวจสภาพที่อยู่อาศัยจำนวน 19 ตัวอย่าง วิเคราะห์ผลทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ผลการศึกษาพบว่า 1) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 86 ได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษามากที่สุดร้อยละ 67 ส่วนมากมีอายุอยู่ในช่วง 50-59 ปี มีรายได้โดยเฉลี่ยส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 9,000-10,000 บาท ส่วนมากใช้เวลาเดินทางมาทำงานไม่เกิน 30 นาทีและมีที่พักอยู่ในพื้นที่กรุงเทพชั้นในมากที่สุดร้อยละ 75 ส่วนมากมีระยะเวลาในการอยู่อาศัยมากกว่า 1 ปี 2) ความแตกต่างระหว่างชาวไทยและต่างด้าว คือ คนไทยอยู่ในช่วงอายุที่สูงกว่าต่างด้าว มีช่วงรายได้สูงกว่า พักอาศัยไกลจากแหล่งงานมากกว่า มีระยะเวลาในการอยู่อาศัยนานกว่า และมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายแตกต่างกันคือ ค่าใช้จ่ายที่มากที่สุด 3 ลำดับของคนไทยคือ ค่าอาหาร ค่าที่อยู่อาศัยและชำระหนี้รายเดือน ของต่างด้าวคือ ค่าอาหาร เงินส่งกลับภูมิลำเนา และค่าที่อยู่อาศัย 3) ประเภทหน่วยพักอาศัยของกลุ่มตัวอย่างที่สัมภาษณ์ส่วนมากเป็นห้องแบ่งเช่าภายในบ้านหรืออาคารพาณิชย์ร้อยละ 70 กรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยส่วนมากเป็นแบบเช่าร้อยละ 90 ทั้งนี้ทำการสำรวจหน่วยที่อยู่อาศัยประเภทห้องแถว อาคารพานิชย์แบ่งเช่าและบ้านแบ่งเช่า แบ่งรูปแบบหน่วยพักเป็น 4 รูปแบบคือ 1.มีห้องน้ำและห้องครัวในตัว 2.มีห้องน้ำในตัว 3.มีระเบียงในตัว และ 4.มีเพียงห้องเอนกประสงค์ไม่มีการแบ่งกั้นพื้นที่ใช้สอยอื่น ขนาดพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ย 4.84 ตร.ม.ต่อคน พื้นที่ที่ใหญ่ที่สุด 10.1 ตร.ม.ต่อคน เล็กที่สุด 2.74 ตร.ม. ต่อคน มีค่าเช่าเฉลี่ย 1,159 บาทต่อคน บาท ค่าเช่าแพงที่สุด 3,000 บาทต่อคน ถูกที่สุด 750 บาทต่อคน 4) ด้านกายภาพเปรียบเทียบสภาพที่อยู่อาศัยกับมาตรฐานที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ในด้านขนาดพื้นที่ใช้สอย ความกว้างของทางสัญจร บันได ความสูงของผ้าเพดาน ขนาดห้องน้ำ พื้นที่ช่องเปิดระบายอากาศ พบว่าส่วนใหญ่ลักษณะทางกายภาพต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตามด้านคุณภาพที่อยู่อาศัยเปรียบเทียบกับเกณฑ์สิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐาน (จปฐ.) พบว่าต่ำกว่าเกณฑ์ทั้งหมดทุกตัวชี้วัด 5) ปัญหาอุปสรรคของการอยู่อาศัย ประกอบด้วย ครัวเรือนไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและบ้านมีสภาพคงทนถาวร พื้นที่ใช้สอยคับแคบไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน สภาพที่อยู่อาศัยไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย …


รูปแบบเชิงพื้นที่ของการล่อซื้อยาเสพติดในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจโคกคราม กรุงเทพมหานคร, กานต์ชนิต เพชรศรี Jan 2017

รูปแบบเชิงพื้นที่ของการล่อซื้อยาเสพติดในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจโคกคราม กรุงเทพมหานคร, กานต์ชนิต เพชรศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาระดับชาติที่ส่งผลให้เกิดความสูญเสียอย่างมาก เนื่องจากปัญหายาเสพติดมักเป็นจุดเริ่มต้นที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องให้เกิดอาชญากรรมประเภทอื่นๆ ตามมา เช่น การชิงทรัพย์ ลักทรัพย์ หรือแม้กระทั่งการฆาตรกรรม ทั้งนี้อาชญากรรมแต่ละประเภทจะเกิดขึ้นบนพื้นที่ที่มีลักษณะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระดับการสัญจรอิสระที่เกิดขึ้นมากน้อยแตกต่างกันในตำแหน่งพื้นที่ต่างๆ ของเมือง อันเนื่องมาจากศักยภาพการเข้าถึงและมองเห็นของพื้นที่นั้นๆ เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ทั้งหมดในระบบโครงข่ายของเมือง ตามทฤษฎีการสัญจรอิสระ (Theory of Natural Movement) (Hillier, 1993) ที่จะทำหน้าที่เป็นทั้ง "สายตาเฝ้าระวัง" และยังเพิ่มโอกาสในการ "พรางตัว" ของอาชญากร วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบเชิงพื้นที่ (spatial pattern) ได้แก่ รูปแบบโครงข่ายพื้นที่สาธารณะ รูปแบบศักยภาพการเข้าถึงและมองเห็น รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคาร รูปแบบมวลอาคารและพื้นที่ว่าง และรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ส่วนบุคคลและพื้นที่สาธารณะ กับรูปแบบการใช้พื้นที่ (spatial use pattern) ของการล่อซื้อยาเสพติด ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจโคกคราม กรุงเทพฯ ผลการศึกษาพบว่า การล่อซื้อยาเสพติดมักเกิดในบริเวณที่มีทางเลือกในการหลบหนีเป็นจำนวนมากหรือบริเวณที่ง่ายต่อการหลบหนี เช่น บริเวณถนนรองที่มีศักยภาพการเชื่อมต่อไปยังโครงข่ายการสัญจรหลักในระบบ และบริเวณทางแยก นอกจากนี้ยังพบว่าการล่อซื้อยาเสพติดมักเกิดในบริเวณที่มีความพลุกพล่านของผู้คนในระดับหนึ่ง ซึ่งทำให้เพิ่มโอกาสในการพรางตัวของอาชญากรขณะค้ายาเสพติด รวมถึงสามารถหนีปะปนไปกับฝูงชนได้ เช่น บริเวณที่มีศักยภาพการเข้าถึงและสูงแต่ไม่สูงมากจนเกินไป หรือบริเวณ 1 เลี้ยวถัดไปจากถนนสายหลัก รวมถึงบริเวณที่เป็นจุดหมายปลายทางของผู้คน มีการเข้าใช้พื้นที่ของผู้คนจำนวนมาก ซึ่งเพิ่มโอกาสในการพรางตัวของอาชญากร เช่น อาคารที่มีการโยชน์เป็นพาณิชยกรรม อย่างไรก็ตามการล่อซื้อยาเสพติดจะไม่เกิดบริเวณที่มีสายตาเฝ้าระวังที่เกิดจากคนที่อยู่ในอาคารจำนวนมาก เช่น บริเวณที่มีความถี่ของจำนวนประตูที่หันออกสู่ถนนสูง


ผลกระทบของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครว่าด้วยการกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้างและดัดแปลงอาคารภายในระยะ 15 เมตร จากทั้งบริเวณสองฟากของเขตถนนสายหลัก, ณัฐภาส์ วรปทุม Jan 2017

ผลกระทบของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครว่าด้วยการกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้างและดัดแปลงอาคารภายในระยะ 15 เมตร จากทั้งบริเวณสองฟากของเขตถนนสายหลัก, ณัฐภาส์ วรปทุม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กรุงเทพมหานครได้ตราข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครในการควบคุมบริเวณห้ามก่อสร้างอาคารภายในระยะ 15 เมตร จากทั้งบริเวณสองฟากของเขตถนนสายหลัก จำนวน 37 สาย โดยระบุวัตถุประสงค์ไว้เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาจราจรและเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยริมถนนสายหลัก การตราข้อบัญญัติฯ ดังกล่าวมีความหลากหลาย ทั้งข้อบัญญัติฯ ที่เป็นการควบคุมบริเวณริมถนนสายหลักที่มีการตัดไว้นานแล้ว และที่เป็นการควบคุมบริเวณริมถนนสายหลักที่ตัดใหม่ ซึ่งมีผลแตกต่างกันในการก่อสร้างอาคารและลักษณะการใช้ที่ดิน เนื่องจากข้อบัญญัติฯ จะมีผลบังคับใช้กับอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างและดัดแปลงภายหลังการบังคับใช้เท่านั้น อาคารที่มีอยู่ก่อนหรืออาคารประเภทที่ไม่ได้มีการห้ามก่อสร้างจะได้รับการยกเว้น การศึกษานี้ จะดำเนินการวิเคราะห์ถึงนโยบายการให้มีพื้นที่ถอยร่น 15 เมตร โดยการรวบรวมข้อมูลปีที่มีการก่อสร้างถนน เปรียบเทียบกับปีที่มีการตราข้อบัญญัติฯ เพื่อหาข้อสังเกตเกี่ยวกับถนนที่มีการบังคับใช้ข้อบัญญัติฯ ดังกล่าว และดำเนินการสำรวจถนนที่กำหนดจากการเลือกอย่างมีเงื่อนไขให้เป็นพื้นที่ศึกษาจำนวน 5 สาย เพื่อติดตามสภาพการถอยร่นตามข้อบัญญัติฯ ดังกล่าว รวมถึงลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินในระยะถอยร่น 15 เมตร เพื่อวิเคราะห์ว่ามีความสอดคล้องและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการตราข้อบัญญัติฯ หรือไม่ อย่างไร ผลการศึกษาพบว่าความแตกต่างของปีที่มีการสร้างถนนและปีที่มีการตราข้อบัญญัติฯ ขนาดแปลงที่ดิน รูปแบบถนน และตำแหน่งที่ตั้งของถนน ส่งผลให้เกิดสภาพการถอยร่นที่ต่างกัน โดยลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินในระยะถอยร่น 15 เมตร สามารถแบ่งเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ พื้นที่จอดรถ ทางสัญจร พื้นที่สีเขียว และลานเอนกประสงค์ พบว่าจำนวนแปลงที่ดินที่มีการถอยร่นในถนนที่เป็นพื้นที่ศึกษาทั้งห้า มีการใช้เป็นที่จอดรถและทางสัญจรเฉลี่ยประมาณร้อยละ 76 ซึ่งถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ของการใช้พื้นที่ในระยะถอยร่นในด้านการส่งเสริมให้เจ้าของอาคารที่ตั้งอยู่ริมถนนสายหลักร่วมรับผิดชอบในการเตรียมที่จอดรถ แต่ยังไม่บรรลุประโยชน์ในด้านการแก้ไขปัญหาจราจร เพราะยังคงพบปริมาณการจราจรมากและปัญหารถติดในช่วงเวลาเร่งด่วนแม้ในถนนที่มีการถอยร่นเป็นสัดส่วนสูง ขณะเดียวกันบริเวณที่ไม่มีการถอยร่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่มีตึกแถวจำนวนมากกลับได้รับผลกระทบจากข้อบัญญัติฯ ด้วยข้อจำกัดของแปลงที่ดินทำให้ไม่สามารถพัฒนาได้อีกเลย ซึ่งเป็นผลกระทบต่อแปลงที่ดินในเขตกรุงเทพชั้นในและชั้นกลางที่มีมูลค่าสูงและมีศักยภาพในการพัฒนาให้เกิดความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ แต่กลับไม่สามารถสร้างพัฒนาอาคารใหม่ได้


การประยุกต์ใช้เซลลูลาร์ออโตมาตาศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินของพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, พนรัตน์ มะโน Jan 2017

การประยุกต์ใช้เซลลูลาร์ออโตมาตาศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินของพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, พนรัตน์ มะโน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกของประเทศไทยส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและการอุตสาหกรรมการผลิตที่มีความสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอศรีราชา ที่ถูกส่งเสริมให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 โดยรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินส่วนใหญ่ของอำเภอศรีราชาได้ถูกเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่การเกษตรมาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย และพาณิชยกรรม งานวิจัยนี้นำเสนอรูปแบบการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินจากอดีตถึงปัจจุบัน ในช่วง ปี พ.ศ. 2539-2559 ของพื้นที่อำเภอศรีราชา โดยประยุกต์แนวคิดของแบบจำลองเซลลูลาร์ออโตมาตามาร์คอฟ (Cellular Automata Markov: CA-Markov) ในการวิเคราะห์ผลของการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และเสนอแนะแนวทางในการวางแผนการใช้ที่ดินในอนาคต ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดในอำเภอศรีราชา คือ บริเวณที่ใกล้กับการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังและจุดขึ้น - ลง ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 โดยการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ที่อยู่ในเมืองไปเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทอุตสาหกรรมมากที่สุดอยู่ที่เฉลี่ยร้อยละ 1.11 ที่ความน่าจะเป็นในการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยเท่ากับ 0.0828 ผลลัพธ์ของแบบจำลอง CA-Markov อาจจะเหมาะสมในการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคตระยะสั้น เช่น การสร้างข้อเสนอแนะสำหรับพื้นที่เฝ้าระวังในการรับมือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่เหมาะสม แต่อาจจะไม่เหมาะสมในการคาดการณ์การใช้ประโยชน์ที่ดินในระยะยาว เนื่องจากในปัจจุบัน เมืองมีการเปลี่ยนแปลงที่มีพลวัตรสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาในอดีต


พฤติกรรมการเดินทางเพื่อซื้อสินค้าที่สยามสแควร์ของผู้บริโภคออนไลน์, วนัชวรรณ ชานวิทิตกุล Jan 2017

พฤติกรรมการเดินทางเพื่อซื้อสินค้าที่สยามสแควร์ของผู้บริโภคออนไลน์, วนัชวรรณ ชานวิทิตกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาพฤติกรรมการเดินทางเพื่อซื้อสินค้าที่ของผู้บริโภคที่สยามสแควร์ ในบริบทที่มีการเติบโตของการซื้อขายสินค้าออนไลน์อย่างรวดเร็วทั้งในและต่างประเทศ อันจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางเพื่อซื้อสินค้ายังหน้าร้าน และการใช้พื้นที่เมือง ดังนั้นจึงต้องศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมระหว่างกลุ่มผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าออนไลน์และผู้ที่ไม่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเดินทางเพื่อซื้อสินค้าที่เกิดขึ้น โดยควบคุมปัจจัยทางด้านประชากร เศรษฐสถานะ พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์มาจากการเก็บแบบสอบถามในพื้นที่สยามสแควร์ซึ่งเป็นพื้นที่จุดหมายของการเดินทางเพื่อซื้อสินค้า จำนวน 415 ตัวอย่าง ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริโภคในสยามสแควร์ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เคยซื้อสินค้าทางออนไลน์ โดยที่ผู้บริโภคออนไลน์มีการเดินทางมาสยามสแควร์ด้วยระยะทาง ระยะเวลา ค่าเดินทาง และวัตถุประสงค์ในการซื้อสินค้าสูงกว่าผู้ที่ไม่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ ในทางกลับกันยิ่งผู้บริโภคออนไลน์มีความถี่ในการซื้อสินค้าออนไลน์สูงขึ้น จะยิ่งเดินทางมายังพื้นที่น้อยลง ความถี่ ระยะเวลาที่ใช้ภายในพื้นที่ รูปแบบการเดินทางหลายวัตถุประสงค์ รวมถึงวัตถุประสงค์ในการเดินทางมีความแตกต่างกันในแต่ละวันที่ผู้บริโภคเดินทางเข้ามา จากการวิเคราะห์ทัศนคติของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า สาเหตุที่ผู้บริโภคเดินทางมายังสยามสแควร์เป็นเพราะปัจจัยเรื่องการสัมผัสสินค้า ที่ตั้งที่ใกล้ห้างสรรพสินค้า หรือความหลากหลายของร้านค้ามากกว่าปัจจัยอื่น


การก่อสร้างและตกแต่งพลับพลาพิธี, พิมพ์สิริ เหมโสกะณะ Jan 2016

การก่อสร้างและตกแต่งพลับพลาพิธี, พิมพ์สิริ เหมโสกะณะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พลับพลาพิธีเป็นที่ประทับ สําหรับรับรองพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในพระราชพิธีต่างๆ แม้จะใช้งานระยะสั้น แต่ก็ต้องมั่นคงแข็งแรงและสมพระเกียรติ โดยมีกรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นหน่วยงานรับผิดชอบครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ จึงมีวัตถุประสงค์จะศึกษากระบวนการก่อสร้างและตกแต่งพลับพลาพิธี โดยใช้วิธีรวบรวมข้อมูล จากการสำรวจ สังเกตการณ์ บันทึกภาพ สัมภาษณ์ รวมทั้งค้นคว้าเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องพลับพลาพิธี ประกอบด้วยที่ประทับหรือที่นั่งประธานพิธี อาจมีอาสนสงฆ์ ผู้ติดตาม และผู้เข้าเฝ้าด้วย ซึ่งจะต้องเป็นไปตามลำดับชั้นหรือลำดับฐานะของประธานพิธี ได้แก่ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ สมณศักดิ์ของพระสงฆ์ หรือรัฐมนตรี จากการศึกษาพบว่า พลับพลาพิธีมีความกว้าง 4.00-6.00เมตร ความยาว 4.00-24.00เมตร โดยขนาดเล็กสุดคือ 4.00x4.00เมตร สำหรับเป็นที่ประทับเพียงพระองค์เดียว และขนาดใหญ่สุดคือ 6.00x24.00เมตร ประกอบด้วยที่ประทับ อาสนสงฆ์ ผู้ติดตาม 30 คนและผู้เข้าเฝ้า 91 คน แต่ละพลับพลาพิธีจะแบ่งได้เป็น ส่วนโครงสร้าง ส่วนตกแต่งและส่วนประกอบ กองออกแบบและก่อสร้างพลับพลาพิธีแบ่งส่วนงานเป็น ส่วนอำนวยการและประสานราชการ ส่วนออกแบบและโครงการพิเศษ และส่วนปฏิบัติการและก่อสร้างพลับพลาพิธีมีเจ้าหน้าที่รวม 188 คนทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าในการดำเนินการ มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานชัดเจน มีข้อกำหนดในการปฏิบัติงาน มีการประสานงานกับผู้เกี่ยวข้อง มีการประชุมวางแผน มีการสำรวจพื้นที่ มีคลังพัสดุและครุภัณฑ์ที่มีความพร้อมและมีการตรวจสอบคุณภาพและการปฏิบัติงาน รวมทั้งการทำสำรวจความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง กระบวนการทำงานของกองออกแบบและก่อสร้างพลับพลามี 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1.ระยะก่อนการจัดการ 2.ระยะจัดการ 3.ระยะหลังการจัดการ นอกจากนี้ยังมีงานก่อสร้างอาคารประกอบและงานตกแต่ง ซึ่งจะมีกระบวนการเหมือนกันเพียงแต่ไม่สร้างพลับพลาพิธี


วัสดุปูพื้นสำหรับโครงการคอมมูนิตี้มอลล์, ณัฐวดี อยู่เรือนงาม Jan 2015

วัสดุปูพื้นสำหรับโครงการคอมมูนิตี้มอลล์, ณัฐวดี อยู่เรือนงาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวัสดุปูพื้นในโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ ในเรื่องสภาพทั่วไป ขั้นตอนการดูแลรักษา และปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการรวบรวมข้อมูล จากการสำรวจ สังเกตการณ์ ถ่ายภาพ และสัมภาษณ์ผู้ดูแลโครงการ และเลือกคอมมูนิตี้มอลล์โครงการเควิลเลจ เดอะไนน์เนเบอร์ฮู้ด เสนาเฟส พอร์โตชิโน่ ศาลายามอลล์ และท่ามหาราช เป็นกรณีศึกษา เพราะบริษัทผู้ดูแลโครงการเป็นบริษัทเดียวกัน จากการศึกษาพบวัสดุปูพื้นหลายชนิด ได้แก่ ซีเมนต์ขัดหยาบ ซีเมนต์ขัดมัน คอนกรีตพิมพ์ลาย หินขัด กรวดล้าง ทรายล้าง กระเบื้องเซรามิค หินแกรนิต ไม้ธรรมชาติ และไม้เทียม ซึ่งแต่ละโครงการมีการใช้วัสดุปูพื้นหลายชนิด วัสดุปูพื้นที่พบบริเวณทางรถยนต์และลานจอด คือ ซีเมนต์ขัดหยาบ บริเวณทางเดินและพื้นที่ภายนอกอาคาร คือ ซีเมนต์ขัดมัน คอนกรีตพิมพ์ลาย กรวดล้าง และกระเบื้องเซรามิค บริเวณทางเดินและพื้นที่กึ่งภายนอกอาคาร คือ กระเบื้องเซรามิคและคอนกรีตพิมพ์ลาย ในพื้นที่กว้างพบพื้นคอนกรีตพิมพ์ลาย และในพื้นที่เล็กพบพื้นไม้ธรรมชาติและไม้เทียม นอกจากนี้ยังพบว่าวัสดุพื้นประเภทหินขัดและกระเบื้องเซรามิค มีสภาพดีมาก ซึ่งอยู่ในสภาพที่สะอาด ไม่ชำรุดแตกร้าวหรือแตกหัก คอนกรีตพิมพ์ลายและซีเมนต์ขัดมัน มีสภาพดี อยู่ในสภาพที่สะอาดปานกลาง มีการแตกร้าวบ้างบางส่วน และกรวดล้างและทรายล้าง มีสภาพพอใช้ อยู่ในสภาพที่พบการแตกร้าวและหลุดร่อน ส่วนในด้านการดูแลรักษาที่แบ่งออกเป็นงานประจำวัน ประจำสัปดาห์ ประจำเดือน สามเดือนและหกเดือนนั้น พบว่าวัสดุที่มีรอบการดูแลรักษาน้อย คือ ซีเมนต์ขัดหยาบ กรวดล้าง ทรายล้างและไม้เทียม วัสดุที่ต้องมีการดูแลรักษาปานกลาง คือ ซีเมนต์ขัดมัน หินขัด และกระเบื้อง และวัสดุที่ต้องมีการดูแลรักษามาก คือ ไม้ธรรมชาติ หินแกรนิต และคอนกรีตพิมพ์ลาย ซึ่งเมื่อใช้งานไปแล้ว สภาพของวัสดุจะเปลี่ยนแปลง มีคราบสกปรก วัสดุเสียหายจากการใช้งานและเสื่อมสภาพ ทำให้ต้องมีการดูแลรักษาเพิ่มขึ้น กล่าวโดยสรุปแล้ว วัสดุปูพื้นในคอมมูนิตี้มอลล์ที่พบ 10 ชนิดจาก 6 โครงการ มีการใช้งานแตกต่างกันตามลักษณะความนิยม จากการพบเห็นและจากปริมาณพื้นที่ใช้งาน ตามลักษณะการใช้งานที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของโครงการ และตามลักษณะขั้นตอนการทำงานดูแลรักษา


การประเมินราคาที่ดินเพื่อโครงการที่อยู่อาศัย : กรณีศึกษาการประเมินราคาที่ดินเพื่อโครงการที่อยู่อาศัย ในเขตกรุงเทพมหานคร, กานต์ อัศวปานทิพย์ Jan 1995

การประเมินราคาที่ดินเพื่อโครงการที่อยู่อาศัย : กรณีศึกษาการประเมินราคาที่ดินเพื่อโครงการที่อยู่อาศัย ในเขตกรุงเทพมหานคร, กานต์ อัศวปานทิพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อหาวิธีการประเมินราคาที่ดินสำหรับนำไปใช้ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย และศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อมูลค่าของที่ดิน และโครงการที่อยู่อาศัยผลของการศึกษาพบว่า วิธีการประเมินราคาที่เหมาะสมสำหรับการประเมินราคาเพื่อโครงการที่อยู่อาศัย คือ การประเมินราคาที่ดินจากส่วนที่เหลือ หรือวิธีการประเมินราคาที่ดินจากการตั้งสมมุติฐานในการพัฒนาโครงการ โดยมีหลักการในการประเมินราคา คือ การกำหนดมูลค่าสูงสุดที่ได้จากการพัฒนาโครงการในแปลงที่ดิน แล้วนำมาลบด้วยต้นทุนรวมในการพัฒนาโครงการและผลกำไรที่คาคว่าจะได้รับของผู้ประกอบการ ส่วนที่เหลือคือราคาที่ดินที่ต้องการทราบมูลค่าโดยนำมาคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันตามระยะ เวลาในการดำเนินโครงการในส่วนของปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีผลกระทบต่อมูลค่าในการประเมินราคา ได้แก่ ปัจจัยด้านกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ปัจจัยด้านสังคมและประชากร, ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการตลาด, ปัจจัยด้านการเมืองและนโยบายของรัฐ และปัจจัยด้านกายภาพ พี่งปัจจัยดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญต่อมูลค่าของที่ดินในการประเมินราคาแนวทางในการนำวิธีการประเมินราคาที่ได้จากการศึกษาไปใช้ จะเหมาะสำหรับนักลงทุน หรือ นักพัฒนาที่ดิน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อที่ดินสำหรับนำไปพัฒนาโครงการ และสำหรับนักประเมินราคา ควรนำไปใช้ร่วมกับการประเมินราคาตามวิธีเปรียบเทียบราคาตลาดเพื่อให้ได้ราคาประเมินที่ดินที่มีมูลค่า เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง