Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 275161 - 275190 of 1738871

Full-Text Articles in Entire DC Network

นโยบายต่างประเทศของเวียดนามต่อจีนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์หลังสงครามเย็น : การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีน (ค.ศ.1991 - 2023), ณัฐพงษ์ ตระกูลเกียรติ Jan 2023

นโยบายต่างประเทศของเวียดนามต่อจีนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์หลังสงครามเย็น : การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีน (ค.ศ.1991 - 2023), ณัฐพงษ์ ตระกูลเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีนที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อันเนื่องมาจากการมีประวัติศาสตร์ร่วมกันตั้งแต่ในอดีต ความคล้ายคลึงกันทางอุดมการณ์ และความใกล้ชิดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังสิ้นสุดสงครามเย็นความสัมพันธ์ ทั้ง 2 ประเทศ เรียกได้ว่าเป็นการขึ้นต่อกัน (Interdependence) ซึ่งมีลักษณะของการร่วมมือและการแข่งขัน สารนิพนธ์ฉบับนี้จะสำรวจมิติต่าง ๆ ของความสัมพันธ์ดังกล่าว และปัจจัยในการดำเนินนโยบายของเวียดนามต่อจีน เวียดนามและจีนมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ทั้ง 2 ประเทศมีความเกี่ยวพันกันมาหลายศตวรรษ โดยจีนมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีช่วงของความขัดแย้งและความตึงเครียดเป็นระยะ ๆ รวมถึงข้อพิพาทดินแดนในทะเลจีนใต้ที่ยังดำเนินอยู่ การสิ้นสุดของสงครามเย็นส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีน เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายและสหรัฐฯ กลายเป็นมหาอำนาจเดี่ยว ทั้งเวียดนามและจีนต้องทบทวนลำดับความสำคัญด้านนโยบายต่างประเทศ การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีนในยุคหลังสงครามเย็น ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง และวัฒนธรรม แม้ว่าทั้ง 2 ประเทศจะมีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ยังมีความท้าทายและความตึงเครียดสำคัญที่ต้องบริหารจัดการ ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีนยังคงได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ พลวัตความมั่นคงในภูมิภาค และอิทธิพลของประชาชน การจัดการความสัมพันธ์นี้จะต้องอาศัยการทูตอย่างระมัดระวัง การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ และความเต็มใจในการมีส่วนร่วมการเจรจาและความร่วมมือ แม้ในยามที่เผชิญกับความท้าทายและความขัดแย้ง


การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการและความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน ​กรณีศึกษาสวัสดิการกรมทรัพยากรน้ำ, ดลพร พิมลพันธุ์ Jan 2023

การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการและความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน ​กรณีศึกษาสวัสดิการกรมทรัพยากรน้ำ, ดลพร พิมลพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษางานวิจัยนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อวิเคราะห์และอธิบายรูปแบบสวัสดิการข้าราชการและสวัสดิการภายในส่วนราชการ 2. เพื่อวิเคราะห์และอธิบายความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน 3. เพื่อวิเคราะห์และอธิบายการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ และ 4. เพื่อเสนอแนะการจัดสวัสดิการที่เหมาะสมต่อความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน โดยเป็นการศึกษาโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 14 คน ผลการศึกษา พบว่า 1) สวัสดิการข้าราชการสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ สวัสดิการที่ไม่มีเงื่อนไขและสวัสดิการที่มีเงื่อนไข ในขณะที่สวัสดิการกรมทรัพยากรน้ำเป็นสวัสดิการที่มีการกำหนดเงื่อนไข โดยเน้นไปที่การสงเคราะห์เป็นหลัก 2) ความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 3 ด้าน คือ สวัสดิการเกี่ยวกับตนเอง สวัสดิการด้านเงินทุน และสวัสดิการยืดหยุ่น 3) การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการของกรมทรัพยากรน้ำเป็นการดำเนินการโดยคณะกรรมการการจัดสวัสดิการ ซึ่งมีข้อจำกัดที่สำคัญคือ การจัดหารายได้ และจำนวนเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการไม่เพียงพอ 4) การจัดสวัสดิการส่วนใหญ่เป็นรูปแบบที่มีการกำหนดเงื่อนไขการขอรับสิทธิ์ จึงทำให้สมาชิกบางคนไม่สามารถขอใช้สิทธิ์ได้ ดังนั้นการจัดสวัสดิการจึงต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสม ประกอบกับการจัดหารายได้เพิ่มเติม เพื่อให้การจัดสวัสดิการสามารถตอบสนองความต้องการของทุกคนได้มากที่สุด


ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์ กัมพ์ กับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองอเมริกัน, ธนภัทร จตุรชัยเดช Jan 2023

ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์ กัมพ์ กับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองอเมริกัน, ธนภัทร จตุรชัยเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทของภาพยนตร์เรื่อง "ฟอร์เรสท์ กัมพ์" ในการประกอบสร้าง สร้างความตระหนักรู้และอัตลักษณ์ทางการเมืองผ่านการฉายภาพ อุดมคติ และค่านิยมให้กับชาวอเมริกัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบคำถามว่า "Forrest Gump" กำหนดเอกลักษณ์ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาในยุคหลังสงครามเย็นได้อย่างไร โดยใช้กรอบแนวคิด "วัฒนธรรมสมัยนิยมและอัตลักษณ์ทางการเมือง" และ "บทบาทและวัตถุประสงค์ของภาพยนตร์" การศึกษาพบว่ายุคหลังสงครามเย็นซึ่งถูกมองว่าเป็นยุคแห่งชัยชนะของอเมริกา สอดคล้องกับความเชื่อที่ว่าอเมริกาเป็นชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรร อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ดี การไม่มีศัตรูจากภายนอกไม่ได้ทำให้ขวัญกำลังใจของชาติดีขึ้นแต่อย่างใด ประกอบกับความล้มเหลวในสงครามเวียดนามหรือที่เรียกว่า "เวียดนามซินโดรม" ชาวอเมริกันจึงต้องการบางสิ่งบางอย่างเพื่อปลุกขวัญกำลังใจ ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์กัมพ์ เติมเต็มความต้องการนี้ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ที่เรียบง่ายขึ้นมาใหม่ โดยเปลี่ยนเรื่องราวที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องราวทางศีลธรรมเพื่อสร้างฉันทามติทางสังคมใหม่ กระบวนการนี้เกิดขึ้นภายในบริบทของศีลธรรมที่แตกร้าวในโลกยุคหลังสงครามเย็น


ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์, ธมนวรรณ สายวัฒนาสุข Jan 2023

ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์, ธมนวรรณ สายวัฒนาสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้ส่งผลอย่างไรต่อยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ที่มีเป้าหมายคือการรักษาสมดุลของอำนาจในทะเลจีนใต้ โดยใช้กรอบทฤษฎีสัจ-นิยมเชิงป้องกันมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ปัจจัยการปรับทิศทางการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ผ่านระบบพันธมิตรที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงของฟิลิปปินส์ ผลการศึกษาพบว่าการขยายอิทธิพลของจีนที่เพิ่มมากขึ้นในทะเลจีนใต้เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการปรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ โดยการขยายอิทธิพลของจีนดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิของฟิลิปปินส์ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในทะเลจีนใต้ นำมาซึ่งความต้องการของฟิลิปปินส์ที่จะรักษาอาณาเขตของฟิลิปปินส์และเสถียรภาพในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดี มาร์กอส จูเนียร์ ปรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงโดยอาศัยการถ่วงดุลอำนาจทั้งจากภายในและภายนอก อาทิ การเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและการรวมกลุ่มพันธมิตรอย่างการกลับมากระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงของฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ แนวทางการสร้างสมดุลของอำนาจในอนาคต ฟิลิปปินส์ควรสร้างสมดุลให้มากขึ้นผ่านการเพิ่มความร่วมมือกับมหาอำนาจระดับกลางอย่างอินเดียและการผลักดันการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ภายใต้กรอบกลไกของอาเซียน


การเปลี่ยนแปลงท่าทีของเกาหลีใต้ต่อประเด็นเกาหลีเหนือในสมัยรัฐบาลมุนแจอินกับยุนซอกยอล, ธิดารัตน์ กลิ่นหอม Jan 2023

การเปลี่ยนแปลงท่าทีของเกาหลีใต้ต่อประเด็นเกาหลีเหนือในสมัยรัฐบาลมุนแจอินกับยุนซอกยอล, ธิดารัตน์ กลิ่นหอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เกาหลีใต้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ทุก ๆ 5 ปี เป็นที่ทราบกันดีว่าหากเกาหลีใต้ในรัฐบาลแนวก้าวหน้าอย่างเช่น ในสมัยของมุนแจอินมีท่าทีที่เป็นมิตรต่อเกาหลีเหนือและพยายามลดการพึ่งพาจากประเทศมหาอำนาจ ขณะที่หากเกาหลีใต้ภายใต้รัฐบาลแนวอนุรักษ์นิยมมีท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือและสร้างความใกล้ชิดกับประเทศมหาอำนาจมากขึ้น ในขณะเดียวกันเกาหลีเหนือปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์โดยคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียวเป็นเวลายาวนาน ต่างก็มีท่าทีต่อเกาหลีใต้เปลี่ยนไปตามแต่ละสมัยของรัฐบาลเกาหลีใต้เช่นกัน โดยสารนิพนธ์ฉบับนี้สำรวจถึงเหตุปัจจัยที่ส่งผลกับท่าทีของเกาหลีใต้ต่อประเด็นเกาหลีเหนือระหว่างรัฐบาลมุนแจอินและรัฐบาลยุนซอกยอลในปัจจุบันซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน ผ่านแนวคิดสัจนิยมคลาสสิกใหม่ (Neoclassical Realism) ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยภายใน ได้แก่ อุดมการณ์ทางการเมือง ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อของตัวผู้นำ รวมถึงระบอบการเมืองในประเทศ พรรคการเมือง สถานการณ์ในประเทศที่เผชิญอยู่ หรือแม้แต่ค่านิยมของประชาชน ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายของเกาหลีใต้ต่อเกาหลีเหนือไม่น้อยไปกว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศระหว่างเกาหลีใต้และประเทศมหาอำนาจ


ประสิทธิภาพของระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ปรัชญาพร บุญทูล Jan 2023

ประสิทธิภาพของระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ปรัชญาพร บุญทูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐก่อนและหลังการใช้ระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งการสำรวจปัญหาและอุปสรรคเพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อไป การศึกษาครั้งนี้นับว่าเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการวิจัยทางเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งโครงสร้าง โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ บุคลากรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน และประชาชนผู้เสียหายจากคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ขณะเดียวกันผู้วิจัยได้ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาพรรณนาบรรยายข้อมูลภายใต้กรอบแนวคิดที่กำหนดขึ้น ผลการวิจัยพบว่า ระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีก่อให้เกิดประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ กล่าวคือ กระบวนการทำงานที่มีแบบแผนมีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดของมนุษย์ มีการใช้เทคนิควิธีที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานให้ถูกต้อง รวดเร็ว อีกทั้งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้เสียหายสามารถแจ้งเหตุได้ทุกที่และทุกเวลา อันก่อให้เกิดความพึงพอใจต่อผู้รับบริการ นอกจากนี้ การลงทุนในการพัฒนาระบบ e-Service นี้จะส่งผลให้เกิดความคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งนี้ ปัญหาอุปสรรคที่ค้นพบ อาทิ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่ยังไม่สมดุลกับปริมาณคดี ความไม่เสถียรของระบบ การสื่อสารและประชาสัมพันธ์การใช้งานระบบยังไม่ครอบคลุมกับประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ยังมีข้อจำกัดในทางกฎหมายอยู่บ้าง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขเพื่อให้การบริการประชาชนและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินไปอย่างไร้รอยต่อ


ซีรีส์เรื่อง D.P. (Deserter Pursuit) กับระบบการเกณฑ์ทหารของเกาหลีใต้, ปัญญวัชร์ วัชรกาฬ Jan 2023

ซีรีส์เรื่อง D.P. (Deserter Pursuit) กับระบบการเกณฑ์ทหารของเกาหลีใต้, ปัญญวัชร์ วัชรกาฬ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วัฒนธรรมในระบบการเกณฑ์ทหารของกองทัพประเทศเกาหลีใต้ ผ่านการวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง Deserter Pursuit ศึกษาจุดแข็งจุดอ่อนของค่านิยมและวัฒนธรรมอันทำให้เกิดการกระทำความผิด การหนีทหาร และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพเกาหลีใต้ ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงเอกสารและสื่อภาพยนตร์เป็นหลัก โดยเน้นในส่วนของวัฒนธรรม และค่านิยมของคนเกาหลีใต้ มาประกอบการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า บทของภาพยนตร์เรื่อง Deserter Pursuit อาจเป็นเครื่องมือของผู้กำกับและอุตสาหกรรมภาพยนตร์เชิงสะท้อนสังคม ในการตีแผ่ภาพลักษณ์ด้านลบของกองทัพ แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวนั้นก็ทำให้กองทัพในฐานะตัวแสดงของรัฐ มีท่าทีโต้ตอบ ในแบบของการแก้ไขเพิ่มเติมนโยบาย ข้อกฎหมาย ทางความมั่นคงของประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นว่ากองทัพเกาหลีใต้สามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของการเข้ารับราชการทหารให้อยู่ในกรอบของสิทธิมนุษยชน มีมนุษยธรรมภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย จึงนับเป็นความท้าทายทั้งต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์สะท้อนสังคมและกองทัพเกาหลีใต้ ที่ต้องเดินหน้าปรับปรุงนโยบายเพื่อให้สามารถรักษาดุลยภาพระหว่างความมั่นคงแห่งชาติและสิทธิมนุษยชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การยืนกรานในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ในการดำเนินยุทธศาสตร์การต่างประเทศของจีน, พสุพิชญ์ ดิษฐบรรจง Jan 2023

การยืนกรานในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ในการดำเนินยุทธศาสตร์การต่างประเทศของจีน, พสุพิชญ์ ดิษฐบรรจง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้มุ่งศึกษาถึงเหตุผลเบื้องหลังการที่จีนยืนหยัดที่จะใช้การอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ (South China Sea: SCS) ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงระหว่างนโยบายต่างประเทศของจีนกับการเมืองภายในประเทศและยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ การยืนหยัดในสิทธิทางประวัติศาสตร์ที่ฝังรากลึกนี้เป็นหัวใจสำคัญของท่าทีที่เด็ดขาดของจีนในภูมิภาค ทั้งยังสะท้อนถึงความทะเยอทะยานในภูมิรัฐศาสตร์ของจีนที่ขยายตัวอีกด้วย งานวิจัยนี้จึงแบ่งออกเป็นสี่ส่วนหลักที่อธิบายมุมมองต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงเหตุผลและปัจจัยของการอ้างสิทธิ์ของจีนอย่างยาวนาน และศึกษาวิวัฒนาการของนโยบายต่างประเทศจีนที่เกี่ยวข้องกับทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เกิดความตึงเครียดกับฟิลิปปินส์และประเทศอื่นๆในข้อขัดแย้ง ที่จีนยังคงใช้เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนอธิปไตยของตน แม้คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการในปี 2016 จะยืนยันว่าข้อเรียกร้องของจีนขัดต่อกฎหมายทะเลของสหประชาชาติ แต่จีนก็ยังยึดมั่นในข้ออ้างของตนอย่างแข็งกร้าว นำไปสู่การศึกษาการเมืองภายในของจีนตั้งแต่ยุคการเปลี่ยนผ่านผู้นำของจีนอย่างหูจิ่นเทาจนถึงสมัยยุคปัจจุบันของสีจิ้นผิง โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์และยุทธวิธีทางการเมืองของผู้นำจีนคนปัจจุบันที่มุ่งรวมอำนาจโดยเชื่อมโยงการเมืองภายในกับนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวในทะเลจีนใต้ การกระทำเชิงรุกที่อ้างสิทธิเหนือดินแดนนี้แสดงถึงความพยายามสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของจีนภายในประเทศและยุทธศาสตร์ความเป็นผู้นำของสีจิ้นผิง ผ่านการปลุกกระแสชาตินิยมและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างการสนับสนุนจากสาธารณชนและเสริมสร้างฐานอำนาจ กลยุทธ์นี้สะท้อนท่าทีของนโยบายต่างประเทศจีนที่ไม่ยอมถอยในประเด็นทะเลจีนใต้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติก็ตาม โดยสรุปสารนิพนธ์นี้จึงสรุปถึงปัจจัยของการยืนยันในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ทางทะเลจีนใต้จากประโยชน์ที่จีนได้รับ เช่น การควบคุมทรัพยากรทางทะเล การใช้ลัทธิชาตินิยมเพื่อรวบรวมการสนับสนุนจากสาธารณชน และการรักษาเสถียรภาพของพรรคคอมมิวนิสต์จีน การอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้นำจีนใช้เพื่อรวมอำนาจ สารนิพนธ์นี้ผสานการวิเคราะห์ระหว่างนโยบายต่างประเทศ การเมืองภายใน และยุทธศาสตร์ความเป็นผู้นำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างครอบคลุมว่าทำไมจีนยังคงยืนหยัดในข้ออ้างทางประวัติศาสตร์ของตนในทะเลจีนใต้ โดยแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยภายในและความทะเยอทะยานระหว่างประเทศของจีนที่ทำให้ข้อเรียกร้องนี้ยังคงเป็นประเด็นสำคัญต่อไป


บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย, พิชญ์พล วราภรณ์นิลอุบล Jan 2023

บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย, พิชญ์พล วราภรณ์นิลอุบล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษา บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย โดยอธิบายการสร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศขององค์การระหว่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะสร้างบรรทัดฐานแล้ว องค์การระหว่างประเทศยังผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตาม ประเทศที่นำบรรทัดฐานเหล่านี้ไปปฏิบัติจะต้องพบเจอกับการปะทะระหว่างบรรทัดฐานเดิมกับบรรทัดฐานใหม่ รวมถึงการถกเถียงจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย สารนิพนธ์ฉบับนี้เน้นวิเคราะห์อิทธิพลขององค์การระหว่างประเทศในฐานะผู้สร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศต่อการกำหนดนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย จากการศึกษาพบว่า บรรทัดฐานระหว่างประเทศซึ่งได้รับการผลักดันโดยองค์การอนามัยโลกก่อให้เกิดความสำเร็จในการจัดตั้งหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มงวด แต่ผลลัพธ์ของการนำนโยบายที่เข้มงวดมาบังคับใช้กลับไม่ได้มีประสิทธิภาพดังที่หน่วยงานสาธารณสุขคาดหวังไว้ ทำให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องการเพิ่มระดับความเข้มงวดในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งความพยายามดังกล่าวอาจมองได้ว่าใช้ต้นทุนมากจนเกินไป และสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังอาจขัดกับบรรทัดฐานระหว่างประเทศในด้านอื่น โดยเฉพาะด้านการค้า ทั้งนี้ช่วงทศวรรษ 2020 ปัญหาเรื่องนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกทำให้เป็นประเด็นการเมือง ปรากฏเห็นด้วยว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มคัดค้านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ทำให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทยในการจัดการปัญหาภายในประเทศ ควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องทบทวนความคุ้มค่าของการกำหนดนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกครั้ง โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพตามหลัก SAFER เพื่อหามาตรการที่คุ้มทุนและมีประสิทธิผล การนำหลัก SAFER มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศจะหยั่งผลได้ดีกว่าเพื่อส่งเสริมทั้งการสาธารณสุขและเศรษฐกิจ


หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย, พีรทร พิทักษ์เกียรติยศ Jan 2023

หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย, พีรทร พิทักษ์เกียรติยศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย โดยอาศัยกรอบทฤษฎีสัจนิยมคลาสสิคใหม่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่ช่วยส่งเสริมให้สหรัฐฯ ตัดสินใจเลือกออสเตรเลียเป็นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์ความมั่นคงระดับภูมิภาค รวมถึงการส่งเสริมให้ออสเตรเลียก้าวขึ้นมาเป็นรัฐที่มีขีดความสามารถทางไซเบอร์ขั้นสูง ผลการศึกษาพบว่า ความร่วมมือด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐฯ กับออสเตรเลีย เกิดจากความร่วมมือด้านความมั่นคงที่มีมายาวนานและเป็นไปอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และเนื่องด้วยสหรัฐฯ ประสบกับภัยคุกคามจากมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิกที่ต้องการก้าวขึ้นมามีอิทธิพลเหนือสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญแก่พันธมิตรดั้งเดิมในภูมิภาคโดยเฉพาะออสเตรเลีย การที่สหรัฐฯ สนับสนุนขีดความสามารถด้านไซเบอร์ให้แก่ออสเตรเลีย เป็นไปเพื่อให้ทั้งสหรัฐฯ และออสเตรเลียสามารถตอบสนองภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล


การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน, รัชดาภรณ์ โชติธนมิตรหิรัญ Jan 2023

การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน, รัชดาภรณ์ โชติธนมิตรหิรัญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลัก คือเพื่อศึกษาการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน การศึกษานี้ใช้กรอบทฤษฎีประกอบสร้างวิเคราะห์ความท้าทายและข้อจำกัดของการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีดังกล่าว รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบังคับใช้กฎหมาย ผลการศึกษาพบว่า ความพยายามในการใช้กฎหมายระหว่างประเทศเพื่อจัดการกับความขัดแย้งนี้ปรากฏในหลากหลายรูปแบบ เช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และการประณามผ่านเวทีสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนทางการเมืองและการตอบโต้จากรัสเซียทำให้การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศไม่สามารถเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จ การศึกษานี้จึงมุ่งเน้นการประเมินกลไกของสหประชาชาติและบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ เช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และองค์การความร่วมมือว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป ซึ่งสรุปได้ว่าการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีนี้มีความท้าทายไม่น้อย สะท้อนให้เห็นว่าโลกแตกแยกทางการเมืองเพียงใด


ศึกษาการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย, วริศกิตติ์ อัครเดชารัชช์ Jan 2023

ศึกษาการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย, วริศกิตติ์ อัครเดชารัชช์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 2) เพื่อศึกษาความเป็นมาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย 3) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย โดยใช้รูปแบบวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการศึกษาการบริหารจัดการพิพิธตลาดน้อย ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในชุมชนตลาดน้อย เขตสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพมหานครฯ เริ่มทำการศึกษาในเดือนเดียวกับที่พิพิธตลาดน้อยเพิ่งเปิดทำการอย่างเป็นทางการ คือเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 พิพิธตลาดน้อยตั้งอยู่บนพื้นที่ราชพัสดุริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมทีเป็นโรงกลึงเก่าถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ คนในชุมชนจึงจัดประชุมและยื่นหนังสือต่อกรมธนารักษ์ในการขอพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์โดยได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย กรมธนารักษ์เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จึงเข้ามาพัฒนาพื้นที่สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและส่งมอบให้กองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐบริหารจัดการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ผสานความร่วมมือกับชุมชนตามความต้องการของชุมชน เก็บรวมรวบข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ สังเกต พร้อมทั้งเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรกองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ คนในชุมชนตลาดน้อย กลุ่มเครือข่ายสนับสนุนต่างๆ จากการศึกษาพบว่า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจะก่อตั้งขึ้นมาได้ต้องมีรากฐานที่มั่นคงคือคนในชุมชน พิพิธภัณฑ์ต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชนในการดำเนินภารกิจงานพิพิธภัณฑ์มิเช่นนั้นพิพิธภัณฑ์จะไร้ซึ่งชีวิตและชุมชนก็ต้องการพิพิธภัณฑ์ในลักษณะของพื้นที่สาธารณะที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน ให้เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำกิจกรรมทางสังคม ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการพิพิธตลาดน้อยควรมีความยืดหยุ่นในการจัดการเตรียมพร้อมปรับตัว เพื่อรับมือกับปัญหาและตอบสนองความต้องการของชุมชนในฐานะพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีส่วนในการพัฒนา และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน


แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้บริการขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Extension) ภายใต้สังกัดกองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, สรารินทร์ สงวนศรี Jan 2023

แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้บริการขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Extension) ภายใต้สังกัดกองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, สรารินทร์ สงวนศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ผลการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้บริการ ขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้สังกัดกองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินโครงการ อันจะนำไปสู่การสังเคราะห์แนวทางในการพัฒนาการดำเนินโครงการดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยงานศึกษานี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ที่รวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสาร ประกอบกับการใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง จำนวน 10 ท่าน ด้วยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและใช้คำถามในลักษณะปลายเปิด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผลตามรูปแบบการประเมินโครงการแบบจำลองแบบซิปป์ (CIPP Model) ผลการศึกษาพบว่า (1) สภาวะแวดล้อมของโครงการ มีความเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาลและหน่วยเหนือ รวมถึงมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการเป้าหมาย (2) ปัจจัยนำเข้าของโครงการ ในส่วนของข้าราชการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองระดับผู้บริหารและระดับผู้ปฏิบัติการส่วนใหญ่ มีศักยภาพ ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการเป็นอย่างดี ในส่วนของงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการ ได้รับความร่วมมือจากบริษัท VFS Global และในส่วนของเครื่องมือวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ มีเพียงพอต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ (3) กระบวนการของโครงการ สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการในระดับหนึ่ง (4) ผลผลิตของโครงการ ในแง่การลดระยะเวลาในการรอรับบริการยังไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ ในแง่ของการลดขั้นตอนการให้บริการสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี และในส่วนของการลดความแออัดของผู้รับบริการในพื้นที่ มีแนวโน้มที่จะไม่บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดด้วยค่าตัวชี้วัด สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการ พบปัญหาในด้านบุคลากร ด้านการจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนโครงการจากทางภาครัฐ และด้านความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบาย โดยหน่วยงานควรเพิ่มการสนับสนุนในด้านการพัฒนาบุคลากร และด้านงบประมาณในการดำเนินโครงการ รวมถึงกระชับความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายยิ่งขึ้น


ญี่ปุ่นกับการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากสมัยรัฐบาล ซินโซ อาเบะ ถึงปัจจุบัน, สุธิตา ประดิษฐ์ Jan 2023

ญี่ปุ่นกับการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากสมัยรัฐบาล ซินโซ อาเบะ ถึงปัจจุบัน, สุธิตา ประดิษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายของญี่ปุ่นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นดำเนินการกำหนดนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันนำมาสู่การตออบคำถามว่า ญี่ปุ่นในช่วงสมัยรัฐบาลซินโซะ อาเบะ จนถึงปัจจุบัน มีท่าทีต่อกรอบ UNFCCC อย่างไร? และอะไรเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นมีท่าทีดังกล่าว? โดยใช้ทฤษฎีระบอบระหว่างประเทศ (International Regime Theory) เป็นแนวทางวิเคราะห์ จากการศึกษายังพบว่า ญี่ปุ่นได้มีการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อให้สอดรับกับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศภายใต้กรอบ UNFCCC เช่น การกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การกำหนดนโยบายการ ซื้อขายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ET) การเก็บภาษีคาร์บอน โครงการ Cool Earth 50 การฟื้นฟูนโยบายพลังงานของญี่ปุ่น เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นมีความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์ภายใต้กรอบ UNFCCC เนื่องจากปัจจัย อันได้แก่ ปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอกของญี่ปุ่น ทั้งนี้ญี่ปุ่นยังมีรูปแบบลักษณะของ Neoliberalism หรือทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ ซึ่งการดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบกติกา เพื่อนําไปสู่การบรรลุเป้าหมายร่วมกัน งานวิจัยนี้จึงมีความสำคัญในการเพิ่มความเข้าใจถึงบทบาทและท่าทีของญี่ปุ่นต่อการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกของญี่ปุ่น ในช่วงสมัย รัฐบาลซินโซ อาเบะ จนถึงปัจจุบัน


การส่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ประเทศโดยใช้เทศกาลภาพยนตร์: กรณีศึกษา การจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร, อนันตชัย เจริญจิตต์ Jan 2023

การส่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ประเทศโดยใช้เทศกาลภาพยนตร์: กรณีศึกษา การจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร, อนันตชัย เจริญจิตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้อาศัยกรอบแนวคิดการทูตเชิงวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) และกรอบแนวคิดการสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศ (Nation Branding) เพื่อศึกษาการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของรัฐบาลผ่านการดำเนินโครงการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร ประจำปี พ.ศ. 2558 - 2566 ในฐานะเครื่องมือทางนโยบายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ ผลจากการศึกษาพบว่าการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย กล่าวคือ การดำเนินการตลอดระยะเวลาร่วมทศวรรษที่ผ่านมาได้สร้างให้กรุงเทพมหานคร รวมถึงงานเทศกาลภาพยนตร์เอง ส่งผลให้ไทยกลายเป็น “ศูนย์กลาง” ด้านภาพยนตร์ของภูมิภาคอาเซียนไปโดยปริยาย จากการที่ “กรุงเทพมหานคร” ในนามของ “ประเทศไทย” เป็นที่รับรู้และรู้จักในฐานะที่เป็นสถานที่และพื้นที่แห่งเดียวในภูมิภาคและในโลกที่ได้มีการนำภาพยนตร์ประเภทต่าง ๆ จากประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาจัดฉายและรวบรวมกันไว้ด้วยกันในที่เดียวกัน โดยที่ไม่มีเมือง ประเทศ หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่มีการดำเนินกิจกรรมในลักษณะเดียวกันนี้อย่างจริงจัง และเป็นไปโดยไร้การเลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ หากนโยบายนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม เทศกาลภาพยนตร์อาเซียนฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างสร้างอัตลักษณ์ทางด้านภาพยนตร์ให้กับกรุงเทพมหานครและภาพลักษณ์เชิงบวกต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ดังที่หลาย ๆ ประเทศที่จัดงานเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกประสบความสำเร็จและสร้างเกียรติภูมิในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของตนเองและทำให้ประเทศเป็นที่รู้จัก รับรู้ และยอมรับในมิติดังกล่าว


ปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, สุภาวดี ขุนพินิจ Jan 2023

ปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, สุภาวดี ขุนพินิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม โดยแจกแบบสอบถามให้กับข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราวที่ปฏิบัติงานในกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลางจำนวน 287 คน โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาด้วยตารางแจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ เพื่ออธิบายปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล ใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล และการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบหาค่าความแตกต่าง ANOVA เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคลกับการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง รวมถึงทิศทางความสัมพันธ์ของตัวแปรที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาอธิบายข้อสรุปให้กับงานวิจัยในครั้งนี้ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง คือ ปัจจัยด้านกระบวนการ ปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัจจัยด้านผู้นำองค์กร ปัจจัยด้านผู้ปฏิบัติงาน และปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด


หมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ, พรปวีณ์ ฤทัยมณีเกษม Jan 2023

หมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ, พรปวีณ์ ฤทัยมณีเกษม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี อายุเฉลี่ย 20.90 ปี จำนวน 341 คน จากการวิเคราะห์การจัดกลุ่มพบว่าสามารถจัดกลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์ของกลุ่มตัวอย่างได้ทั้งหมด 6 รูปแบบ ได้แก่ 1) สถานะทางอัตลักษณ์การปักหลักตัวตนตามผู้อื่น 2) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตน 3) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตน 4) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้ง 5) สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนแต่กังวล และ 6) สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนแต่ไม่กังวล และมีการพัฒนามาตรวัดหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ฉบับภาษาไทยเพื่อให้เหมาะสมกับการศึกษาในบริบทประเทศไทย จำนวนข้อกระทง 34 ข้อ และเมื่อศึกษาความสัมพันธ์ของรูปแบบสถานะทางอัตลักษณ์ และหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ พบว่ากลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้งและกลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตนที่มีคะแนนเฉลี่ยของหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่สูงที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ จากผลการศึกษานี้ พบผลที่เพิ่มเติมจากสมมติฐานงานวิจัยที่ระบุว่ากลุ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตนจะมีคะแนนเฉลี่ยของหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่สูงสุด เนื่องจากบุคคลที่มีสถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้งได้ประสบความสำเร็จในการค้นพบตัวตนไปแล้วในช่วงเวลาก่อนหน้า ดังนั้นจึงอนุมานได้ว่าบุคคลมีการดำเนินการทำหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในประเด็นต่าง ๆ ได้สำเร็จเช่นเดียวกันกับบุคคลที่เพิ่งค้นพบตัวตนเป็นครั้งแรก


ผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ภรัณยา กาญจนรุจิ Jan 2023

ผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ภรัณยา กาญจนรุจิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลา ต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (EF) โดยรวม และแยกตามองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ ความจําเพื่อใช้งาน การยับยั้งพฤติกรรม และการยืดหยุ่นทางความคิด ของเด็กวัยอนุบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กชั้นอนุบาล 2 จำนวน 56 คน แบ่งกลุ่มโดยการจับสลากแยกกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จับคู่เด็กที่มีคะแนน EF โดยรวมก่อนเข้าร่วมโปรแกรมใกล้เคียงกันเข้าสู่การวิเคราะห์ข้อมูล เด็กทั้ง 2 กลุ่มใช้อุปกรณ์ทำศิลปะและภาพมันดาลาแบบเดียวกัน จัดกิจกรรมกลุ่มละ 21 ครั้งเช่นเดียวกัน ต่างกันเพียงกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อการเสริมสร้าง EF ในขณะที่กลุ่มควบคุมเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบไม่มีคำสั่ง หลังเริ่มการวิจัยเด็กกลุ่มทดลองลาออกจากโรงเรียน 1 คน จึงเหลือกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 55 คน เก็บข้อมูลก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม โดยใช้แบบประเมิน หัว-เท้า-เข่า-ไหล่ ในการประเมิน EF โดยรวม และชุดแบบประเมิน Early Years Toolbox (EYT) สำหรับการประเมินองค์ประกอบ 3 ด้านของ EF วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสม และวิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni ผลการวิจัยพบว่า หลังกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง เด็กมีคะแนน การยืดหยุ่นทางความคิด (Mean = 5.37, SD = 4.72) เพิ่มสูงขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (Mean = 4.04, SD = 4.71) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ในทางตรงกันข้าม กลุ่มควบคุมที่เข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบไม่มีคำสั่ง ไม่พบความเปลี่ยนแปลงของคะแนนการยืดหยุ่นทางความคิดหลังการเข้าร่วมโปรแกรม นอกจากนี้ยังพบว่า ทั้งโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง และแบบไม่มีคำสั่ง ไม่ส่งผลต่อคะแนน EF โดยรวม และองค์ประกอบ EF ด้านความจําเพื่อใช้งาน หรือการยับยั้งพฤติกรรม ของเด็กทั้ง 2 กลุ่ม ผลการวิจัยสรุปได้ว่า โปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่งเพื่อการเสริมสร้าง EF ช่วยให้เด็กมีคะแนนองค์ประกอบ EF ด้านการยืดหยุ่นทางความคิด เพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และการวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีอุปกรณ์หรือของเล่นที่ดีสำหรับเด็ก …


อิทธิพลของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของความปลอดภัยด้านจิตใจ, ระพีพร ม่วงศรี Jan 2023

อิทธิพลของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของความปลอดภัยด้านจิตใจ, ระพีพร ม่วงศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รูปแบบการทำงานในสังคมปัจจุบันมีการพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น การปรับตัวของพนักงานอาจส่งผลให้เกิดความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีในการทำงานที่นำไปสู่ความเครียด ความกังวล และความเหนื่อยล้าที่เชื่อมโยงทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นสัญญาณของการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน เห็นได้จากในปัจจุบันที่พบว่าอัตราการเกิดภาวะหมดไฟในการยังคงสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น การศึกษาในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาว่าความปลอดภัยด้านจิตใจ จะสามารถเป็นตัวแปรกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานได้หรือไม่ ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานในองค์การภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และสตาร์ทอัพ ในกรุงเทพและปริมณฑล ที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้นภายหลังจากการเกิดสถานการณ์โรคระบาด จำนวน 175 คน จากการตอบแบบสอบถามออนไลน์ โดยประกอบด้วยแบบวัดความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี แบบวัดภาวะหมดไฟในการทำงาน และแบบวัดความปลอดภัยด้านจิตใจ ใช้มาตรวัดความรู้สึกจากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ผลการวิจัยพบว่าความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน และพบว่าความปลอดภัยด้านจิตใจ มีอิทธิพลกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี เฉพาะมิติของความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นำไปสู่ข้อเสนอแนะของการวิจัยต่อองค์การที่ควรให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนให้เกิดความปลอดภัยด้านจิตใจในที่ทำงาน ทั้งในระดับบรรยากาศการทำงานและระดับบุคคล


การจดจ่อและการรับรู้พื้นที่ผ่านเสียง, สรัญญา เตรัตน์ Jan 2023

การจดจ่อและการรับรู้พื้นที่ผ่านเสียง, สรัญญา เตรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลของการจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความแตกต่างของการรับรู้การจดจ่อ (valid - invalid) ในการระบุแหล่งที่มาของเสียงในแนวตั้ง และ 2) ศึกษาปฏิสัมพันธ์ของการกลอกตา การชี้นิ้ว และการรับรู้การจดจ่อต่อการระบุแหล่งที่มาของเสียงแนวตั้ง ผู้เข้าร่วมการวิจัยในครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 30 คน อายุอยู่ในช่วงระหว่าง 20 – 33 ปี (M = 25.57 ปี, SD = 4.28) และมีการได้ยินปกติ ผลการศึกษา พบว่า ในทุกเงื่อนไขของการเคลื่อนไหวร่างกาย (ได้แก่ เงื่อนไขที่มีการกลอกตา-มีการชี้นิ้ว เงื่อนไขที่มีการกลอกตา-ไม่มีการชี้นิ้ว เงื่อนไขที่ไม่มีการกลอกตา-มีการชี้นิ้ว รวมถึง เงื่อนไขที่ไม่มีการกลอกตา-ไม่มีการชี้นิ้ว) เมื่อได้สัญญาณเสียงที่ถูกต้อง (valid) ทำให้ระบุตำแหน่งของเสียงได้เร็วกว่าได้สัญญาณที่ผิด (invalid) เมื่อพิจารณาอิทธิพลของการจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความแตกต่างของการรับรู้การจดจ่อ (valid - invalid) ในการระบุแหล่งที่มาของเสียงในแนวตั้ง พบว่า การกลอกตามีอิทธิพลต่อความเร็วในการระบุตำแหน่งของเสียง ในขณะที่ ไม่พบอิทธิพลของการชี้นิ้ว และไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความเร็วในการระบุตำแหน่งของเสียง สำหรับความถูกต้องในการระบุตำแหน่งของเสียง พบว่า การจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วไม่มีอิทธิพลและไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อความถูกต้องในการระบุตำแหน่งของเสียงในแนวตั้ง


อิทธิพลของการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในนักศึกษาปริญญาตรีโดยมีการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นตัวแปรส่งผ่าน, เอกสุวัชร์ เพ็ชรน้ำทองวัฒนะ Jan 2023

อิทธิพลของการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในนักศึกษาปริญญาตรีโดยมีการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นตัวแปรส่งผ่าน, เอกสุวัชร์ เพ็ชรน้ำทองวัฒนะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการมุ่งความเป็นเลิศและการมุ่งความสมบูรณ์แบบต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา รวมถึงบทบาทในการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบซึ่งเป็นลักษณะการแสดงออกที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ที่มุ่งความสมบูรณ์แบบ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรีในประเทศไทย จำนวน 190 คนโดยมีอายุเฉลี่ย 20.58 ปี (SD = 1.84) เก็บข้อมูลด้วยการสุ่มตามสะดวกผ่านการตอบแบบสอบถามออนไลน์ซึ่งประกอบด้วย 1) แบบสอบถามคัดกรองและข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศ (SCOPE) 3) มาตรวัดการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบ (PSPS) และมาตรวัดการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา (APS) ผลการวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณแสดงให้เห็นว่าการมุ่งความเป็นเลิศไม่มีอิทธิพลต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา ในขณะที่การมุ่งความสมบูรณ์แบบมีอิทธิพลทางลบอย่างมีนัยสำคัญ (B = -.147, p < .05) นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านด้วยโปรแกรม PROCESS พบว่าการนำเสนอตนเองไม่มีอิทธิพลส่งผ่านในความสัมพันธ์ระหว่างการมุ่งความเป็นเลิศและการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา แต่มีอิทธิพลกดทับ (suppression effect) ในความสัมพันธ์ระหว่างการมุ่งความสมบูรณ์แบบกับการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาซึ่งแสดงให้เห็นว่าการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นปัจจัยที่ขัดขวางประโยชน์ของการมุ่งความสมบูรณ์แบบ โดยสรุปผลการศึกษาพบว่าการมุ่งความสมบูรณ์แบบสามารถลดระดับการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาได้โดยตรง แต่ทว่ายังสามารถเพิ่มระดับความกังวลในการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบซึ่งนำไปสู่การเพิ่มพฤติกรรมการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในทางอ้อมได้


Effect Of Simvastatin On Stem Cell Isolated From Apical Papilla (Scap) In Vitro, Paak Rewthamrongsris Jan 2023

Effect Of Simvastatin On Stem Cell Isolated From Apical Papilla (Scap) In Vitro, Paak Rewthamrongsris

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background and Objective: Simvastatin, known for lipid-lowering, shows promise in modulating stem cell behavior. This research investigates simvastatin's impact on apical papilla stem cells (SCAPs) in vitro. Methods: SCAPs were isolated, characterized, and exposed to varying simvastatin doses. Viability and proliferation were assessed with LIVE/DEAD and MTT assays. Cell cycle and apoptosis were examined via flow cytometry, and migration capacity was evaluated through scratch tests. Alizarin Red S staining and qPCR were used for odonto/osteogenic differentiation analysis. Results: Simvastatin reduced SCAP proliferation on days 3 and 7 and decreased colony size and density. Enhanced apoptosis and increased G0 subpopulation were …


การวิเคราะห์ประเด็นปัญหาการเอาไปซึ่งอสังหาริมทรัพย์, อัญชิษฐา จันทร์แจ่ม Jan 2023

การวิเคราะห์ประเด็นปัญหาการเอาไปซึ่งอสังหาริมทรัพย์, อัญชิษฐา จันทร์แจ่ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผิดฐานลักทรัพย์ โดยมุ่งศึกษากรณีวัตถุแห่งการกระทำในความผิดฐานลักทรัพย์เป็นอสังหาริมทรัพย์ ตามที่ได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 4096/2557 และ ที่ 5295/2563 วินิจฉัยไปในแนวทางเดียวกันว่า การที่จำเลยนำห้องชุดของผู้อื่นซึ่งตนถือกรรมสิทธิ์แทนไปขายให้แก่บุคคลที่สาม จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์ในการตีความกฎหมายอาญา จะเห็นได้ว่า ศาลตีความคำว่า "ทรัพย์" โดยขยายความให้รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้สามารถปรับใช้บทบัญญัติกับข้อเท็จจริงในคดีได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่มิได้คำนึงถึงนิยามหรือบทวิเคราะห์ศัพท์ที่มีอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การตีความในลักษณะนี้จะทำให้เกิดความไม่ชัดเจนแน่นอนซึ่งขัดกับหลักความชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อพิจารณาองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 การกระทำต้องมีการเอาไปหรือการพาทรัพย์เคลื่อนที่ไป เมื่อวัตถุแห่งการกระทำเป็นอสังหาริมทรัพย์จึงไม่อาจมีการกระทำในลักษณะการเอาไปที่จะทำให้ครบองค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์ได้ บทสรุปของวิทยานิพนธ์เล่มนี้ คือ อสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถเป็นวัตถุแห่งการกระทำในความผิดฐานลักทรัพย์ได้ และผู้เขียนมีข้อเสนอแนะ 2 ประการ ด้วยกัน ประการแรก ในกรณีมีคดีที่มีข้อเท็จจริงคล้ายคลึงกับคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวข้างต้น ศาลอาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดฐานอื่นให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่ศาลพิจารณาได้ความได้ และอีกประการหนึ่ง เพื่อลดปัญหาการตีความโดยขยายความเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด จึงควรบัญญัตินิยามคำว่า “ทรัพย์” ในประมวลกฎหมายอาญาให้มีขอบเขตที่ชัดเจน และบัญญัติความผิดเกี่ยวกับการเอาไปซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมตามแนวคิดในการบัญญัติความผิดฐานรุกล้ำอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมขึ้นมาจากความผิดฐานลักทรัพย์ของประเทศญี่ปุ่น


การแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาภายใต้มาตรา 54(1) พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560, ศรุตา พุมดวง Jan 2023

การแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาภายใต้มาตรา 54(1) พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560, ศรุตา พุมดวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่ง เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้ในตลาดที่มีการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์ ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นคู่แข่งกันกลับใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารความต้องการในการกำหนดราคาหรือเงื่อนไขทางการค้าที่ส่งผลต่อราคาระหว่างกัน จนก่อให้เกิดการร่วมกันจำกัดการแข่งขันด้านราคาในตลาด การจะวินิจฉัยว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่งลักษณะใดผิดกฎหมายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน เนื่องจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาในบริบทของตลาดหนึ่งอาจมีผลเป็นการส่งเสริมประสิทธิภาพ แต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาในลักษณะเดียวกันในอีกตลาดหนึ่งอาจส่งผลเป็นการจำกัดการแข่งขันได้ ด้วยเหตุนี้ บทบัญญัติแห่งกฎหมายจึงไม่สามารถบัญญัติห้ามการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่งไว้โดยเฉพาะเจาะจง แต่เป็นหน้าที่ของผู้บังคับใช้กฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่งในแต่ละกรณีเข้ากับองค์ประกอบของบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการร่วมกันจำกัดการแข่งขันหรือไม่ อย่างไร ดังนั้น วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงทำการศึกษาเกี่ยวกับแนวคิด วิธีการใช้ การตีความบทบัญญัติว่าด้วยการควบคุมการร่วมกันจำกัดการแข่งขัน ตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าสหภาพยุโรปและกฎหมายต่อต้านทรัสต์ของสหรัฐอเมริกา ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่ง เพื่อที่จะหาวิถีทางในการใช้บทบัญญัติว่าด้วยการห้ามการร่วมกันจำกัดการแข่งขันด้านราคา ตามมาตรา 54(1) พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 กับการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่งอย่างเหมาะสมต่อไป


การให้ความคุ้มครองทางทรัพย์สินทางปัญญาแก่การจัดแสงสี, ธมลวรรณ สานุรักษ์ Jan 2023

การให้ความคุ้มครองทางทรัพย์สินทางปัญญาแก่การจัดแสงสี, ธมลวรรณ สานุรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานแสงสีถือเป็นงานศิลปะแขนงใหม่ที่ผู้สร้างสรรค์ก่อเกิดผลงานหลากหลายรูปแบบจนทำให้งานแสงสีได้รับการกล่าวถึงและเป็นที่ยอมรับในวงการของงานศิลปะ อีกทั้งงานแสงสียังสร้างอาชีพ และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้สร้างสรรค์งานแสงสีถือเป็นงานศิลปะแขนงใหม่ที่มีคุณค่าในทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก แต่บทบัญญัติของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาประเทศไทยยังอาจไม่เพียงพอต่อการคุ้มครองงานแสงสี เพื่อให้งานแสงสีในประเทศไทยได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม ผู้เขียนจึงได้ศึกษากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่ อนุสัญญากรุงเบิร์น (Berne Convention) อนุสัญญากรุงปารีส (Paris Convention) ความตกลง TRIPS (TRIPS Agreement) และกฎหมายสหภาพยุโรป รวมถึงกฎหมายต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศชั้นนำที่มีการให้ความสำคัญในการคุ้มครองงานทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนได้สัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการให้ความคุ้มครองงานแสงสี โดยแบ่งบุคคลที่สัมภาษณ์ได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ นักวิชาการ ที่ปรึกษากฎหมาย และศิลปินซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์งานแสงสี พร้อมทั้งนำข้อมูลมาวิเคราะห์และแบ่งเป็นปัญหาต่าง ๆ ตามประเภทของงานทรัพย์สินทางปัญญาเป็น 6 ประเด็น ดังนี้ ลักษณะงานแสงสีที่จะเข้าองค์ประกอบเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ การปรับใช้หลักเสรีภาพในการถ่ายภาพงานแสงสี (Freedom of Panorama) การคุ้มครองการประดิษฐ์เกี่ยวกับงานแสงสีภายใต้กฎหมายสิทธิบัตร การให้ความคุ้มครองงานแสงสีตามบทนิยามคำว่า “เครื่องหมาย” การคุ้มครองงานแสงสีในฐานะส่วนประกอบของสินค้าหรือบริการ (Trade Dress) การคุ้มครองความลับทางการค้าในงานแสงสี ตลอดจนพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียของการให้ความคุ้มครองงานแสงสีตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่างๆ ที่ได้กล่าวไปข้างต้น จากการศึกษาพบว่าการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแก่งานแสงสีเพียงพอแล้ว ทั้งนี้ ผู้เขียนเสนอแนะแนวทางเพื่อให้การคุ้มครองงานแสงสีภายใต้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้ครอบคลุมและดียิ่งขึ้น โดยให้มีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เรื่องข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรม และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เรื่องบทบัญญัติในส่วนของคำนิยามคำว่า “เครื่องหมาย” สำหรับเครื่องหมายการค้าสามมิติ (Hologram Marks) ตลอดจนส่งเสริม สนับสนุนให้มีการจดแจ้ง หรือจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับงานแสงสี เผยแพร่ความรู้ จัดทำหลักเกณฑ์ แนวปฏิบัติ หรือคู่มือ (Guidelines) จัดอบรมหรือให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้สนใจ ติดตามพัฒนาการในการคุ้มครองงานแสงสีในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง


การเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในเหตุภาวะฉุกเฉินสาธารณะ : ศึกษากรณีการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในประเทศไทย, นัยน์ปพร อินทธรรมรักษ์ Jan 2023

การเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในเหตุภาวะฉุกเฉินสาธารณะ : ศึกษากรณีการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในประเทศไทย, นัยน์ปพร อินทธรรมรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแพร่ระบาดของ Covid-19 ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขของโลก Covid-19 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมวลมนุษยชาติ และสาธารณสุขโลก อย่างไม่เคยมีมาก่อน รัฐต่าง ๆ พยายามหาวิธีควบคุมป้องกันจนก่อให้เกิดปัญหาใหม่อันเกิดจากการพยายามป้องกันและควบคุมโรคนี้ จนมีผู้กล่าวว่า “ภายในไม่กี่เดือนแรกของการแพร่ระบาดของ Covid -19 เป็นที่ชัดเจนว่ามีภัย 2 ประเภท ประเภทแรก เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพส่วนบุคคลและสาธารณะที่เกิดจากไวรัสร้ายแรงที่สามารถแพร่เชื้อได้ค่อนข้างง่าย ผ่านกิจกรรมทางสังคมหรือในผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ประการที่สอง เป็นภัยที่เกิดจากความพยายามในการปกป้องและควบคุม การแพร่ระบาดของ Covid-19 ของรัฐบาล ซึ่งกระทบทั้งต่อสิทธิส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคม รัฐทั่วโลกเริ่มใช้มาตรการเว้นระยะห่าง จำกัดการเดินทาง กักกัน รวมทั้งการประกาศเคอร์ฟิว โดยอาศัยหลักการเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณี (Derogation clauses) ภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ มาใช้เพื่อควบคุมโรค ซึ่งเป็นการยกเว้นกฎหมายที่ใช้ในภาวะปกตินี้ วิทยานิพนธ์นี้พบว่าเป็น “การหลอกกฎหมาย” (pseudo-democratic or pseudo-legalist masquerade)” เช่นเดียวกับประเทศไทยก็ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของ Covid-19 ไปพร้อมกับประชาคมโลก และได้ใช้มาตรการควบคุมโรคโดยใช้อาศัยอำนาจภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการควบคุมความมั่นคง และภัยพิบัติ โดยมีมาตรการหลายรูปแบบ อาทิ ห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง กักบริเวณ ห้ามออกนอกบ้าน มีการสั่งปิดสถานที่ต่าง ๆ ห้ามให้ข่าวหรือทำให้แพร่หลายทางสื่อต่าง ๆ ซึ่งมีข้อความ หรือข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ Covid-19 อันไม่เป็นความจริง หรือเจตนาบิดเบือน มีการกำหนดเวลาออกนอกเคหะสถาน หรือช่วงเวลาเคอร์ฟิวทั่วประเทศ มีการบังคับให้สวมหน้ากาก สิ่งเหล่านี้ได้สร้างปัญหาใหม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน ทั้งเศรษฐกิจและสังคม การกระทำเหล่านี้ยังส่อไปทางที่ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งศึกษาว่า หลักการ Derogation clauses ที่มีอยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศ มีความเป็นมาและมีอยู่อย่างไร การกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมโรค ของรัฐต่าง ๆ และโดยเฉาะของประเทศไทย สอดคล้องกับหลัก Derogation clauses หรือไม่ โดยในบทที่ 2 จะศึกษา หลักการ ทฤษฎี รวมทั้งกฎหมาย ตราสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความเห็น คำแนะนำ รายงาน ขององค์กรตามสนธิสัญญา ความเห็นของนักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งการปรับใช้กฎหมายของรัฐต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย และบทที่ …


แนวทางที่เหมาะสมสำหรับการใช้หลัก Militant Democracy ยามต้องเผชิญกับสภาวะ Abusive Constitutionalism ในประเทศไทย, สิรภูมิ ชินะโชติ Jan 2023

แนวทางที่เหมาะสมสำหรับการใช้หลัก Militant Democracy ยามต้องเผชิญกับสภาวะ Abusive Constitutionalism ในประเทศไทย, สิรภูมิ ชินะโชติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่ให้ประชาชนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศโดยแสดงเจตจำนงของตนเองผ่านทางผู้แทนในรัฐสภา ในขณะที่ประชาชนทุกคนย่อมมีเจตจำนงทางการเมืองหรือความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันและมีความหลากหลาย จึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีประชาชนบางคนหรือบางกลุ่มแสดงออกซึ่งเจตจำนงเพื่อมุ่งหวังในการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อการพิทักษ์ไว้ซึ่งคุณค่าสูงสุดของรัฐธรรมนูญและเพื่อการปกป้องระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมิให้ถูกล้มล้าง จึงมีการนำเสนอแนวคิดการใช้มาตรการทางการเมืองและมาตรการทางกฎหมายในระบอบประชาธิปไตย ที่มีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้สิทธิเสรีภาพหรือกระบวนการในระบอบประชาธิปไตยเพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตยเสียเอง ซึ่งเรียกหลักการดังกล่าวในชื่อว่า “หลักประชาธิปไตยปกป้องตนเอง” หรือ “Militant Democracy” เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยมาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ รูปแบบของภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยก็ได้เปลี่ยนแปลงไป ภัยคุกคามในรูปแบบใหม่นี้มีความไม่ชัดเจนถึงความมุ่งหมายที่จะล้มล้างระบอบประชาธิปไตย โดย David Landau เรียกภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยในยุคใหม่นี้ว่า “การใช้รัฐธรรมนูญนิยมในทางที่มิชอบ (Abusive Constitutionalism)” มีเป้าหมายหลักคือการหาช่องโหว่ทางการเมืองและใช้ช่องโหว่นั้นในการรักษาอำนาจของตนเองให้คงอยู่ยาวนานยิ่งขึ้น เมื่อรูปแบบของภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต มาตรการต่าง ๆ รวมไปถึงการบังคับใช้และการตีความหลักประชาธิปไตยปกป้องตนเอง (Militant Democracy) ก็มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะศึกษาถึงหลักประชาธิปไตยปกป้องตนเองเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในอดีต และเพื่อรับมือต่อภัยคุกคามในปัจจุบันที่เรียกว่า การใช้รัฐธรรมนูญนิยมในทางที่มิชอบ โดยศึกษาเปรียบเทียบการใช้หลักประชาธิปไตยปกป้องตนเองในภัยคุกคามรูปแบบปัจจุบันของต่างประเทศ เพื่อศึกษาเป็นแนวทางหรืออาจนำมาพัฒนาปรับปรุงข้อกฎหมายหลักประชาธิปไตยปกป้องตนเองของไทย ยามที่ต้องเผชิญกับสภาวะ Abusive Constitutionalism ภายในประเทศ


สิทธิเสมอภาคของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย, เนตรนภา ปรีชา Jan 2023

สิทธิเสมอภาคของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย, เนตรนภา ปรีชา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สิทธิความเสมอภาคนับเป็นว่าเป็นสิทธิที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของบุคคลทุกคนในสังคม สิทธิความเสมอภาคมีการบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการตราพระราชบัญญัติเพื่อมีการบังคับใช้ในประเทศ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสิทธิความเสมอภาคเป็นเรื่องที่สำคัญ การศึกษาในส่วนของการคุ้มครองและการรับรองสิทธิครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวภายใต้หลักความเสมอภาคจึงเป็นสิ่งที่รัฐจำเป็นจะต้องคุ้มครองและรับรองสิทธิ ปัญหากลุ่มเปราะบางอย่างครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวให้ได้รับการปฏิบัติทัดเทียมกับกลุ่มเปราะบางอื่นๆอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายใดบ้างรองรับการรับรองสิทธิและครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว รวมไปถึงรัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิไว้อย่างไรและทำการศึกษาบทกฎหมายต่างประเทศที่มีความเกี่ยวข้องอีกทั้งได้ทำการสัมภาษณ์แม่เลี้ยงเดี่ยวในต่างประเทศ จากการศึกษาพบว่าทุกประเทศที่ทำการศึกษาให้ความสำคัญกับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวโดยมีทั้งกฎหมายและสวัสดิการต่างๆมอบให้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยจึงมีความแตกต่างทั้งด้านกฎหมายและสวัสดิการ ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการนำกฎหมายและรัฐสวัสดิการในต่างประเทศมาปรับใช้ในประเทศไทย โดยการปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพกฎหมายและสังคมของประเทศไทย ด้วยการบัญญัติและวิธีการต่างๆไว้ในกฎหมาย โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการที่เหมาะสม รวมไปถึงการตรากฎหมายและพระราชบัญญัติมาบังคับใช้เพื่อให้สอดคล้องกับการรับรองและคุ้มครองสิทธิครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย


การกำหนดความรับผิดทางอาญาสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่, วัชรพงศ์ ค่อยจะโปะ Jan 2023

การกำหนดความรับผิดทางอาญาสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่, วัชรพงศ์ ค่อยจะโปะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ถึงปัญหาการกำหนดมาตรการทางกฎหมายสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่โดยนำทฤษฎีอาชญาวิทยามาใช้อธิบายสาเหตุของปัญหา และนำแนวคิดและทฤษฎีทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบกับมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องของต่างประเทศมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ เพื่อนำเสนอแนวทางการกำหนดความรับผิดทางอาญาในการกำหนดหน้าที่สำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่า กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ยังไม่ได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายที่เพียงพอและเหมาะสมในการควบคุมและกำกับดูแลสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานบริการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดหน้าที่ให้แก่ผู้ประกอบการในการรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นมาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุความรุนแรงและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยซึ่งเป็นมาตรการระงับเหตุความรุนแรง และในส่วนมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมและกำกับดูแลสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ที่เป็นสถานบริการซึ่งเป็นสถานที่จำหน่ายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงสูง แต่กลับไม่ได้กำหนดหน้าที่ให้ผู้ประกอบการรักษาความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยในสถานที่จำหน่ายที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จนเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความรุนแรงในสถานที่จำหน่าย ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ถูกกระทำความรุนแรง ผู้ใช้บริการโดยทั่วไป สถานประกอบการ ตลอดจนระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ด้วยเหตุนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงเสนอแนะให้เพิ่มเติมการกำหนดความรับผิดทางอาญาและมาตรการทางปกครองกรณีฝ่าฝืนไม่จดแจ้งการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่แก่ผู้ประกอบการเพื่อควบคุมและกำกับดูแลผู้ประกอบการด้วยระบบการจดแจ้งให้เหมาะสมตามประเภทสถานที่จำหน่าย และกำหนดความผิดทางพินัยและมาตรการทางปกครองเพื่อกำหนดหน้าที่การรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในสถานที่แก่ผู้ประกอบการให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อการป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายตามระดับความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงของประเภทสถานที่จำหน่ายต่อไป


มาตรการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็ก: กรณีศึกษาการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลในประเทศไทย (Targeted Advertisement), เจนจิรา ดาวเรือง Jan 2023

มาตรการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็ก: กรณีศึกษาการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลในประเทศไทย (Targeted Advertisement), เจนจิรา ดาวเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลส่งผลกระทบต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กทั้งในรูปแบบของการเฝ้ามองพฤติกรรมทางออนไลน์ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ การทำโปรไฟล์ หรือการนำเสนอโฆษณาที่ตอบสนองต่อความต้องการหรือลักษณะเฉพาะของตัวเด็ก สามารถชักจูงความคิดหรือกระตุ้นความต้องการของผู้รับโฆษณาได้โดยเฉพาะเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือวัตถุประสงค์อื่นใด การที่เด็กซึ่งเป็นบุคคลกลุ่มเปราะบางของสังคมอาจมีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและเครือข่ายออนไลน์และมีวิจารณญาณในการรับสื่อโฆษณาที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงจากการตกเป็นเป้าหมายของการแทรกแซงสิทธิในความเป็นส่วนตัวและการแสวงหาประโยชน์อันไม่ชอบจากการกระทำดังกล่าวได้โดยง่าย จากการศึกษาพิจารณาได้ว่า กฎหมายภายในของไทยในปัจจุบันอาจมีไม่เพียงพอสำหรับการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กจากการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลตามมาตรฐานระหว่างประเทศ ดังนั้น วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันเพื่อคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กให้สอดคล้องกับพันธกรณีของประเทศไทยที่มีอยู่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ