Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (276797)
- Law (201811)
- Arts and Humanities (178567)
- Medicine and Health Sciences (167722)
- Education (151398)
-
- Physical Sciences and Mathematics (117572)
- Life Sciences (108580)
- Engineering (78727)
- Business (72526)
- Communication (65561)
- History (55936)
- Sociology (44016)
- Higher Education (42581)
- Medical Specialties (42147)
- Journalism Studies (41532)
- Psychology (38307)
- Library and Information Science (37421)
- Religion (32207)
- Computer Sciences (31905)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (28632)
- Public Health (26298)
- Mass Communication (26100)
- Medical Sciences (23771)
- United States History (22981)
- Nursing (21421)
- Economics (20398)
- Environmental Sciences (19872)
- Political Science (19099)
- Accounting (18945)
- Educational Administration and Supervision (18188)
- Institution
-
- University of Nebraska - Lincoln (44818)
- University of New Mexico (42096)
- University of Mississippi (38091)
- University of South Florida (35730)
- Brigham Young University (30314)
-
- San Jose State University (27405)
- University of Montana (25457)
- University of Kentucky (19670)
- Purdue University (19339)
- TÜBİTAK (18793)
- Utah State University (17481)
- Missouri University of Science and Technology (17246)
- University of Central Florida (16030)
- Singapore Management University (15937)
- Louisiana State University (15703)
- Western Kentucky University (15624)
- Walden University (15519)
- The Texas Medical Center Library (14790)
- California Polytechnic State University, San Luis Obispo (14031)
- Eastern Illinois University (13726)
- University of South Carolina (13610)
- Edith Cowan University (13605)
- City University of New York (CUNY) (13311)
- University of Northern Iowa (12957)
- Nova Southeastern University (12818)
- Western Michigan University (12802)
- Washington University School of Medicine (11816)
- University of Plymouth (11814)
- University of New Hampshire (11700)
- Georgia Southern University (11314)
- Keyword
-
- Newspaper (23865)
- Humans (15899)
- Education (12646)
- Spartan Daily (12403)
- Student newspaper (10050)
-
- History (8075)
- Female (7896)
- Newspapers (7267)
- EIU (7020)
- COVID-19 (6919)
- Male (6826)
- Higher education (6597)
- United States (6595)
- Western Kentucky University (6396)
- American newspapers (6369)
- Central Maine (6367)
- Journalism (6147)
- Newsletter (6077)
- Periodicals (5996)
- Bowling Green State University (5628)
- Faculty (5583)
- Communication (5217)
- Eastern Illinois University (5123)
- Daily Eastern News (5024)
- Poetry (4671)
- Student life (4639)
- Gender (4587)
- BG News (4443)
- Students (4434)
- Alumni (4343)
- Publication Year
-
- 2026 (52310)
- 2025 (71404)
- 2024 (79604)
- 2023 (73537)
- 2022 (74197)
-
- 2021 (75804)
- 2020 (74687)
- 2019 (69779)
- 2018 (65733)
- 2017 (62843)
- 2016 (60353)
- 2015 (54412)
- 2014 (51661)
- 2013 (48683)
- 2012 (47437)
- 2011 (39484)
- 2010 (37203)
- 2009 (32679)
- 2008 (29889)
- 2007 (27275)
- 2006 (25497)
- 2005 (22998)
- 2004 (21312)
- 2003 (19709)
- 2002 (18332)
- 2001 (16912)
- 2000 (16630)
- 1999 (14970)
- 1998 (14610)
- 1997 (13750)
- Publication
-
- Faculty Publications (25073)
- Theses and Dissertations (23507)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (13969)
- Faculty Scholarship (12213)
- Spartan Daily (School of Journalism and Mass Communications) (11411)
-
- Electronic Theses and Dissertations (10756)
- Articles (9617)
- Montana Kaimin, 1898-present (8736)
- Saudi Medical Journal (7869)
- Dissertations (7705)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (7495)
- Faculty, Staff and Student Publications (7290)
- Daily Mississippian (all digitized issues) (7123)
- Journal of Accountancy (6843)
- Honors Theses (6736)
- Masters Theses (6262)
- Open Access Publications (6228)
- WKU Administration Documents (6079)
- Theses (5974)
- Publications and Research (5901)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (5707)
- Journal of Extension (5422)
- Research outputs 2022 to 2026 (5194)
- Publications (5034)
- Graduate Theses and Dissertations (4956)
- Indiana Law Journal (4901)
- Albuquerque Morning Journal 1908-1921 (4754)
- BG News (Student Newspaper) (4494)
- Master's Theses (4427)
- Santa Fe New Mexican, 1883-1913 (4412)
- Publication Type
Articles 275131 - 275160 of 1738871
Full-Text Articles in Entire DC Network
แนวทางพัฒนาการประเมินผลการปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์ กรณีศึกษา ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, ปภัชญา เพ็ชร์ทอง
แนวทางพัฒนาการประเมินผลการปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์ กรณีศึกษา ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, ปภัชญา เพ็ชร์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประเมินผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ในปัจจุบัน เพื่อรวบรวมปัญหา วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอแนะด้านต่างๆ รวมทั้งแนวทางพัฒนาการประเมินผลการดำเนินงานของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ให้มีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์มากขึ้น โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำยุทธศาสตร์และติดตามผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ในการจัดทำยุทธศาสตร์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2565-2570) มีการพิจารณาประเด็นในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมจากปัจจัยภายใน (จุดแข็ง-จุดอ่อน) ขององค์กร และสภาพแวดล้อมภายนอก (STEEP) แต่ไม่มีการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายร่วมกับปัจจัยภายใน (โอกาสและความท้าทาย ใน SWOT Analysis) นอกจากนี้ยังพบว่าข้อจำกัดในมุมมองของการถ่ายทอดยุทธศาสตร์มาสู่การปฏิบัติยังมีช่องว่างทั้งในเรื่องของผู้บริหารที่มีการเปลี่ยนแปลง การขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของผู้เกี่ยวข้องภายในหน่วยงานโดยเฉพาะในระดับปฏิบัติการ และการสื่อสารระหว่างกันภายในองค์กรที่ยังไม่ทั่วถึง ส่งผลให้กระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนและไม่ต่อเนื่อง ผู้บริหารจึงควรปรับรูปแบบการบริหารงานให้มีนโยบายที่ชัดเจน เน้นการเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพิ่มการสื่อสารระหว่างผู้บริหารกับผู้ปฏิบัติงานให้ทราบถึงผลการประเมินของผู้ปฏิบัติงาน โดยการสื่อสารแบบ 2 ทาง ให้มีความเข้าใจเป้าหมายในการปฏิบัติงานได้อย่างตรงประเด็นมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานไปสู่เป้าหมายร่วมกันทั่วทั้งองค์กรและส่งผลให้การประเมินผลของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีแบบแผนที่ชัดเจนและต่อเนื่องยิ่งขึ้นได้
นวัตกรรมตัวแบบอัจฉริยะในการเลือกทำเลจัดตั้งร้านธุรกิจค้าปลีกประเภทร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นหลักสำหรับมหานครขนาดใหญ่, ศิริกัญญา ติยะเจริญศรี
นวัตกรรมตัวแบบอัจฉริยะในการเลือกทำเลจัดตั้งร้านธุรกิจค้าปลีกประเภทร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นหลักสำหรับมหานครขนาดใหญ่, ศิริกัญญา ติยะเจริญศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนานวัตกรรมตัวแบบอัจฉริยะในการเลือกทำเลจัดตั้งร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นหลักสำหรับมหานครขนาดใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและพัฒนาเกณฑ์การเลือกทำเลจัดตั้งร้านฯ พัฒนาตัวแบบอัจฉริยะฯ และนำตัวแบบดังกล่าวไปใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน เริ่มต้นจากการวิจัยเชิงคุณภาพ ตรวจสอบแบบสามเส้า การวิจัยเชิงปริมาณ (สำหรับกลุ่มกิจการ ได้ใช้วิธีการทำสำมะโนประชากรและสามารถเก็บข้อมูลได้ 83 ตัวอย่าง และสำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ใช้วิธีการเลือกแบบกำหนดโควตา สามารถเก็บข้อมูลได้ 370 ตัวอย่าง) วิเคราะห์ผลด้วยโปรแกรม SPSS ผ่านการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน หลังจากนั้นจึงนำเข้ากระบวนการวิเคราะห์ผ่านการเรียนรู้ด้วยเครื่อง ด้วยวิธีการถดถอยโลจิสติกแบบไบนารี พิจารณาควบคู่ภายใต้ความเหมาะสมต่างๆ เพื่อให้ได้ตัวแบบพยากรณ์ที่สามารถใช้งานได้ง่ายและให้ค่าความแม่นยำสูงที่สุด เพื่อนำนวัตกรรมฯ ที่ได้เข้าสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป ผลการศึกษาได้ค้นพบปัจจัยใหม่ที่เกิดขึ้นบนบริบทของประเทศไทย คือ “ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและความชำนาญในงานของพนักงานร้านที่มีผลต่อการเลือกเข้าใช้บริการร้านค้าฯ ของลูกค้า” สำหรับปัจจัยที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีความเห็นว่าสำคัญมากที่สุด 5 อันดับแรกในการเลือกเข้าใช้บริการร้านค้า ได้แก่ ร้านค้ามีการบริการที่ดี ร้านค้ามีความสะอาด ถูกสุขลักษณะและปลอดภัย ร้านค้ามีสินค้าที่ตรงใจ บรรยากาศภายในร้านเหมาะสมและเอื้ออำนวยให้เกิดความรื่นรมย์ในการใช้บริการ ร้านค้าอยู่ใกล้และใช้เวลาไม่มากในการเดินทางระหว่างร้านกับที่อยู่อาศัย และเมื่อสกัดองค์ประกอบแล้ว สามารถแบ่งออกเป็น 4 องค์ประกอบ ได้แก่ Store Location and Accessibility, Store Service and Environment, Brand Experience and Customer Benefit และ Store Attractiveness และสำหรับปัจจัยที่กลุ่มกิจการนำมาพิจารณาในการเลือกทำเลจัดตั้งร้านค้าฯ 5 อันดับแรก ได้แก่ อัตราผลตอบแทน/ระยะเวลาการคืนทุน งบประมาณในการก่อสร้างและบริหารงาน เป้าประสงค์ของธุรกิจ สิ่งอำนวยความสะดวกรอบทำเล และคุณลักษณะของทำเล และเมื่อสกัดองค์ประกอบสามารถแบ่งออกได้ 6 องค์ประกอบ ได้แก่ Location Advantage, Business Condition, Population Demographics, Economic Concern, Investment, Market Characteristics โดยท้ายที่สุดตัวแบบพยากรณ์ที่ได้จากการวิเคราะห์นั้นสามารถให้ค่าความแม่นยำในการทำนายได้ร้อยละ 82.14 ซึ่งมีค่ามากกว่าค่าความแม่นยำที่กลุ่มผู้ใช้งานเป้าหมายคาดหวัง สำหรับการนำนวัตกรรมเข้าสู่เชิงพาณิชย์นั้น ได้รับการออกแบบให้เป็น “การบริการที่มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านค้าปลีกให้คำปรึกษา” กำหนดสิทธิ์การใช้งานในลักษณะ “Exclusive License” ซึ่งธุรกิจประเภทนี้มีความน่าสนใจในการดำเนินกิจการโดยพิจารณาจากผลตอบแทนของการลงทุน
การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ สำหรับระบบการแพทย์ฉุกเฉินในสถานการณ์ภัยพิบัติ: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ, ศุภกิตติ์ เวียนเสี้ยว
การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ สำหรับระบบการแพทย์ฉุกเฉินในสถานการณ์ภัยพิบัติ: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ, ศุภกิตติ์ เวียนเสี้ยว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ สำหรับระบบการแพทย์ฉุกเฉินในภัยพิบัติ ตามกรอบในการสืบค้น (PICo Framework) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยคือการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ เกณฑ์การคัดเข้างานวิจัย คือ งานวิจัยหรือบทความที่เกี่ยวข้องกับระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ และภัยพิบัติ ในประเทศและต่างประเทศ ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 ถึง พ.ศ. 2565 ส่วนเกณฑ์การคัดออกงานวิจัย คือ ไม่มีเอกสารงานวิจัยฉบับเต็ม งานวิจัยซ้ำกัน ทำการสืบค้นทั้งหมด 6 ฐานข้อมูล ได้แก่ ThaiJo, Journal of Emergency Medical Services of Thailand, Science Direct, PubMed, Scopus และ Scholar เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี 3 ส่วน ได้แก่ 1) แบบคัดกรองสำหรับทบทวนงานวิจัย 2) แบบบันทึกผลการสกัดข้อมูล และ 3) แบบประเมินคุณภาพการวิจัยของโจแอนนา บริกส์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา งานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจำนวน 14 บทความ ผลการวิจัย พบว่า 1) ด้านระดับความน่าเชื่อถือของงานวิจัยเป็นประเภทการสังเกตเชิงพรรณนามากที่สุด ร้อยละ 42.9 2) ประเภทภัยพิบัติทางธรรมชาติถูกพบมากที่สุด ร้อยละ 57.1 3) การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจพบหัวข้อแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) (ระดับ 4) มากที่สุด ร้อยละ 100 4) องค์ประกอบการทำงานระบบการแพทย์ฉุกเฉินพบหัวข้อระยะการออกปฏิบัติการของหน่วยการแพทย์ฉุกเฉิน (Response) มากที่สุด ร้อยละ 42.9 และ 5) องค์ประกอบการจัดการจัดการภัยพิบัติพบหัวข้อการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ (Preparation Phase) มากที่สุด ร้อยละ 44.8 จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบในครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์งานวิจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจสำหรับระบบการแพทย์ฉุกเฉินในภัยพิบัติในปัจจุบัน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่สนใจในการพัฒนางานวิจัยในอนาคต
Bezlotoxumab Binding Specificity To Toxin B Of Clostridium Difficile, Kun Karnchanapandh
Bezlotoxumab Binding Specificity To Toxin B Of Clostridium Difficile, Kun Karnchanapandh
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Clostridioides difficile infection (CDI) is one of the significant global health issues. Toxin B is the main target protein preventing CDI recurrence. Clinical research has shown that bezlotoxumab (Bez), a monoclonal antibody designed to prevent CDI recurrences, is less effective against the B2 strain compared to the B1 strain, resulting in a high recurrence rate. Bez functions by binding to the epitope 1 and 2 regions in the combined repetitive oligopeptide (CROP) domain. Some binding residues are distinctively different between B1 and B2 strains. In this work, our goal was to understand and compare the interaction of toxins B1 and …
การศึกษาแนวคิดการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อการจัดการภัยพิบัติทางโรคระบาดในประเทศไทย: กรณีศึกษาการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19, อิสร์ อักษรานุเคราะห์
การศึกษาแนวคิดการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อการจัดการภัยพิบัติทางโรคระบาดในประเทศไทย: กรณีศึกษาการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19, อิสร์ อักษรานุเคราะห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อการจัดการภัยพิบัติทางโรคระบาดในประเทศไทย กรณีศึกษาการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์และส่งแบบสอบถามให้ผู้บริหารและผู้ที่ทำงานในโรงพยาบาลสนามในประเทศไทย จำนวน 5 กลุ่ม โดยเลือกโรงพยาบาลสนามที่เป็นตัวแทนของหน่วยงานทางสาธารณสุขในพื้นที่ ได้แก่ หน่วยงานที่สังกัด กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงและหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ, โรงพยาบาลเอกชน และมหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญในด้านการบริหารสาธารณสุข, การควบคุมโรคและด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลสนาม จำนวน 15 คน โดยใช้เทคนิคเดลฟาย (Delphi technique) ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 3 รอบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาพิสัยระหว่างควอไทล์ (Interquartile Range; IQR) และค่ามัธยฐาน (Median) ผลการศึกษา พบว่า ประเด็นที่สอดคล้องกับแนวคิดการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม มีทั้งหมด 8 ประเด็น ได้แก่ 1) ความหมายและบทบาทของโรงพยาบาลสนาม 2) คุณสมบัติสำคัญของโรงพยาบาลสนาม 3) องค์ประกอบในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม 4) รูปแบบหรือกระบวนการดำเนินงาน 5) การเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในอนาคต 6) ปัญหาหลักในการจัดตั้งและการทำงานในโรงพยาบาลสนาม 7) อุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการดำเนินงานโรงพยาบาลสนาม และ 8) หลักการแก้ไขปัญหาในโรงพยาบาลสนาม สรุป แนวคิดการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อการจัดการภัยพิบัติทางโรคระบาดในประเทศไทย กรณีศึกษาการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ช่วยให้เห็นแนวทางในการจัดการภัยพิบัติในด้านการจัดตั้งและดำเนินการโรงพยาบาลสนามเมื่อเกิดโรคระบาดได้
การวิเคราะห์โครงข่ายสำหรับแผนที่ทรัพยากรเพื่อการตอบโต้เหตุอัคคีภัย กรณีศึกษาเขตพระโขนง, กัญจณ์ หริ่งรอด
การวิเคราะห์โครงข่ายสำหรับแผนที่ทรัพยากรเพื่อการตอบโต้เหตุอัคคีภัย กรณีศึกษาเขตพระโขนง, กัญจณ์ หริ่งรอด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงข่ายการกระจายทรัพยากรด้านการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินประเภทอัคคีภัย โดยพิจารณาศักยภาพเชิงพื้นที่ต่อการปฏิบัติการระงับเหตุอัคคีภัยในขอบเขตพื้นที่ เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยนำข้อมูลเชิงพื้นที่ (spatial data) ตำแหน่งของทรัพยากรในการจัดการอัคคีภัย ความหนาแน่นของประชากร และสถิติตำแหน่งการเกิดเหตุอัคคีภัยระหว่างปี พ.ศ. 2563-2566 มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระยะทางและเวลาที่ใช้ในการเผชิญเหตุ (response time) โดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (GIS) แสดงการวิเคราะห์โครงข่าย (Network Analysis) ด้วยข้อมูลแบบเปิด (Open Data) ผ่านการนำเสนอแผนที่แบบเซลล์หกเหลี่ยม (Hexagonal Cell) เพื่อศักยภาพในการเผชิญเหตุอัคคีภัย และเสนอแนวทางการกระจายทรัพยากรด้านการจัดการระงับอัคคีภัยอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ 13,576,720 ตารางเมตร สามารถแบ่งเป็นแผนที่รูปแบบเซลล์หกเหลี่ยมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 ม. ได้ 1,675 เซลล์ ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า ภูมิศาสตร์ของการวางทรัพยากรในการควบคุมอัคคีภัย โดยเฉพาะสถานีดับเพลิง มีผลต่อศักยภาพในการควบคุมอัคคีภัย ตำแหน่งของทรัพยากรในการเผชิญเหตุอัคคีภัยซึ่งกระจายอยู่ในทิศ เหนือ ตะวันออก และตะวันตก ช่วยให้การเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุสามารถใช้เวลาที่สั้นที่สุดในการควบคุมอัคคีภัยได้ภายในมาตรฐานขั้นต่ำคือ 10 นาที อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาระยะทาง อุปสรรคด้านการจราจร และโอกาสในการเกิดเหตุซึ่งขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของจำนวนประชากรแล้ว สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังต้องการข้อมูลด้านสถิติของเวลาที่ใช้ในการเผชิญเหตุ (response time) ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อนำไปพัฒนาระบบบริการการเผชิญเหตุอัคคีภัยที่สอดคล้องกับการปฏิบัติการในเวลาที่ต่างกันออกไปและพิจารณาการกระจายทรัพยากรให้ครอบคลุมในเขตพระโขนงเพื่อเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ประสบภัยและผู้อยู่อาศัยต่อไป
Vietnam Economic Influence In Laos During 2002-2020, Chayapat Wareenil
Vietnam Economic Influence In Laos During 2002-2020, Chayapat Wareenil
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines Vietnam’s role in the Lao economy from 2002 to 2020 to study how Vietnam plays an important role in the Lao economy in an era where economic tools are a tool to expand influence and make Vietnam have competitors such as China and Thailand in playing a role in Laos. This thesis uses “Interdependence Theory” as a tool for explaining the relationship between Vietnam and Laos. The study found that although Vietnam may not be the country that invests the most in Vietnam, but Vietnam still plays an important role in Lao economy. Vietnam’s role in the …
การเปลี่ยนแปลงของ Vglut1 ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส และเซลล์ประสาทโดปามีนในสมองส่วนซับสแตนเชีย ไนกรา ของหนูเมาส์สายพันธุ์ Balb/C ที่เหนี่ยวนำให้เกิดโรคลูปัสโดยพริสเทน, ทิพย์ภากร อินทรคช
การเปลี่ยนแปลงของ Vglut1 ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส และเซลล์ประสาทโดปามีนในสมองส่วนซับสแตนเชีย ไนกรา ของหนูเมาส์สายพันธุ์ Balb/C ที่เหนี่ยวนำให้เกิดโรคลูปัสโดยพริสเทน, ทิพย์ภากร อินทรคช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแสดงออกของ VGLUT1 ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการรู้คิดบกพร่อง และศึกษาการสูญเสียของเซลล์ประสาทโดปามีนในสมองส่วนซับสแตนเชีย ไนกรา ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเคลื่อนไหวบกพร่องในหนูเมาส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดโรคลูปัสโดยพริสเทน โดยการทดลองในครั้งนี้ศึกษาในหนูเมาส์ BALB/cAJcl เพศเมีย จำนวน 30 ตัว โดยแบ่ง เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ หนูเมาส์กลุ่ม sham และหนูเมาส์กลุ่ม pristane-induced lupus หนูที่เมาส์กลุ่ม sham จะได้รับการฉีด saline ขนาด 0.5 มิลลิลิตร และหนูเมาส์กลุ่ม pristane-induced lupus ที่ได้รับการฉีด pristane ขนาด 0.5 มิลลิลิตร ผ่านทางช่องในวันที่ 1 เช่นเดียวกัน โดยในทุก ๆ 1 เดือน หนูเมาส์ทั้ง 2 กลุ่ม ถูกชั่งน้ำหนักและเก็บเลือด หลังจากนั้นในเดือนที่ 4 หนูเมาส์ทั้ง 2 กลุ่ม จะได้รับการทดสอบพฤติกรรม ได้แก่ open field test, novel object recognition test, และ pole test หลังจากทดสอบพฤติกรรมหนูเมาส์ทั้ง 2 กลุ่ม ถูกผ่าตัดเก็บชิ้นเนื้อสมองไปย้อม microglia และ astrocytes ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส และในสมองส่วนซับสแตนเชีย ไนกรา ย้อม VGLUT1 ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส และย้อม Tyrosine Hydroxylase (TH) ในสมองส่วนซับสแตนเชีย ไนกรา ด้วยวิธี immunohistochemistry ผลการทดลองพบว่าหนูเมาส์กลุ่ม pristane-induced lupus มีการเพิ่มขึ้นของ anti-dsDNA antibody ในซีรั่ม และมีม้ามโต ซึ่งคล้ายกับการเกิดโรคลูปัสในมนุษย์ นอกจากนี้ยังพบว่าหนูเมาส์กลุ่ม pristane-induced lupus มีการเพิ่มขึ้นของ …
Comparative Study On Intergenerational Support Influencing The Elderly Decision To Work In China And South Korea, Ying Li
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Intergenerational support refers to financial support and emotional support between parents and children. In South Korea and China, intergenerational support is significant in family relationships. This study examines the impact of intergenerational support influencing the elderly decision to work through an empirical research approach using data from CHARLS (China Health and Retirement Longitudinal Study) and KLSoA (Korean Longitudinal Study of Aging). The Logit results showed that in South Korea, children’s financial support to parents and emotional communication between generations significantly impacted the elderly’s work choices. In China, the frequency of meetings between parents and children impacts the elderly’s work choices. …
Entrainment As A Therapeutic Mechanism In Music Therapy: A Scoping Review, Weiting Yuan
Entrainment As A Therapeutic Mechanism In Music Therapy: A Scoping Review, Weiting Yuan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Entrainment is a fundamental concept in music therapy, illustrating the profound influence of environmental rhythms on internal biological processes. It plays a pivotal role in music therapy as one of the key mechanisms for therapeutic change. Due to the wide variability in existing literature on the implementation of entrainment in music therapy, this scoping review aimed to summarize existing studies and identify key characteristics and outcomes addressed in this literature. Out of the 167 items identified from the initial database search, a total of 10 studies were selected for review, revealing a diverse range of methodologies and participant demographics. Predominantly …
A Scoping Review Of Community Music Projects For Adolescents And Young Adults With Asd, Alicia Ng Wei Chen
A Scoping Review Of Community Music Projects For Adolescents And Young Adults With Asd, Alicia Ng Wei Chen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Transition after graduation poses significant psychosocial challenges for adolescents with autism spectrum disorder (ASD), often exacerbated by the abrupt cessation of services and support programs. A potential intervention to address their needs is community music projects. This scoping review aims to summarize current practices, identify research gaps, and offer insights for music therapists, community leaders, and care providers by reviewing relevant literature on community music projects for adolescents and young adults with ASD. Out of 784 initially screened studies, 15 articles met the inclusion criteria. Studies were found to be predominantly conducted in the USA and utilized diverse research methodologies. …
Under The Queen’S Umbrella: The Representation Of Modern Korean Society Through Historical Korean Drama, Prichaya Thanayuwat
Under The Queen’S Umbrella: The Representation Of Modern Korean Society Through Historical Korean Drama, Prichaya Thanayuwat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research examines how the historical Korean drama "Under the Queen's Umbrella" (2022) portrays modern Korean society. By comparing the societal depictions within the drama with contemporary Korean society, it analyzes the benefits and drawbacks of using historical dramas to represent modern social issues. The researcher primarily uses Stuart Hall's theory of representation as a framework. The study found that the scriptwriter of the drama created a representation of modern Korean phenomena through a cross-temporal representation, highlighting the intense competition within the education system, the dynamics of parental and family institutions, and human rights issues. Moreover, Korean society as depicted …
การพัฒนาไฮโดรเจลนำไฟฟ้าจากสารเชิงซ้อนพอลิอิเล็กโทรไลต์, ทิชากร สังอรดี
การพัฒนาไฮโดรเจลนำไฟฟ้าจากสารเชิงซ้อนพอลิอิเล็กโทรไลต์, ทิชากร สังอรดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้ไฮโดรเจลเมมเบรนของแบคทีเรียเซลลูโลส/สารเชิงซ้อนพอลิอิเล็กโทรไลต์คอมพอสิต ได้ถูกเตรียมเพื่อใช้เป็นตั้วกั้นขั้วอิเล็กโทรด โดยสารละลายสารเชิงซ้อนพอลิอิเล็กโทรไลต์ถูกเตรียมจากการผสม พอลิโซเดียม 4-สไตรีนซัลโฟเนต (พอลิอิเล็กโทรไลต์ประจุลบ) ปริมาณร้อยละ 40-60 โดยโมล กับพอลิ(ไดเมทิลไดอัลลิลแอมโมเนียมคลอไรด์) (พอลิอิเล็กโทรไลต์ประจุบวก) โดยมีเกลือโซเดียมคลอไรด์ทำหน้าที่เป็นชีลด์ดิ้ง เอเจนต์ (เพื่อลดอันตรกิริยาระหว่างประจุลบและประจุบวก) โดยแบคทีเรียเซลลูโลสได้ถูกเตรียมให้อยู่ในรูปของฟองน้ำที่มีรูพรุน 3 มิติ ที่ได้จากการนำแบคทีเรียเซลลูโลสไปปั่นในสารละลายด่าง (โซเดียมไฮดรอกไซด์) ก่อนนำไปผ่านกระบวนการฟรีซ-ธอร์เพื่อให้ได้โครงร่างที่มีรูพรุนจำนวนมาก แล้วจึงนำฟองน้ำแบคทีเรียเซลลูโลสที่เตรียมได้ไปทำการเชื่อมขวางสายโซ่ด้วยกลูตารัลดีไฮด์เพื่อเพิ่มความแข็งแรง จากนั้นนำฟองน้ำแบคทีเรียเซลลูโลสจุ่มลงในสารละลายสารเชิงซ้อนพอลิอิเล็กโทรไลต์ก่อนนำไปกำจัดเกลือโซเดียมคลอไรด์ด้วยการแช่ใน น้ำกลั่น โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้ คือ ไฮโดรเจลของสารเชิงซ้อนพอลิอิเล็กโทรไลต์ที่มีแบคทีเรียเซลลูโลสเป็นตัวพยุง จากการทดสอบสมบัติต่างๆ ของไฮโดรเจลเมมเบรนที่เตรียมได้ พบว่า ความทนแรงดึงมีค่าอยู่ในช่วง 56-108 กิโลปาสคาล ความสามารถดูดซึมสารละลายอิเล็กโทรไลต์มีค่าอยู่ในช่วงร้อยละ 413-476 การซึมผ่านของ ไฮดรอกไซด์ไอออนมีค่าประมาณ 2 x 10-2 เซนติเมตร²/นาที การนำไอออนของไฮดรอกไซด์มีค่าระหว่าง 30.9–42.5 มิลลิซีเมนส์/เซนติเมตร ค่าประสิทธิภาพคูลอมบิกจากการทดสอบเก็บประจุ/คายประจุที่ความหนาแน่นกระแส 0.5 แอมแปร์/กรัม จำนวน 2000 รอบ มีค่าระหว่างร้อยละ 84.2-89.1 และการทดสอบการพอกพูน และการละลายสังกะสีในเซลล์สังกะสีแบบสมมาตร ทำให้ขั้วสังกะสีมีการกัดกร่อนน้อยลง และมีการเติบโตของ เดนไดรต์ช้าลงจากการมีประจุทางไฟฟ้าไปชะลอหรือดึงดูดไอออนของสังกะสี จากผลการทดลองแสดงว่า ไฮโดรเจลเมมเบรนของแบคทีเรียเซลลูโลส/สารเชิงซ้อนพอลิอิเล็กโทรไลต์คอมพอสิตที่เตรียมได้สามารถนำไปใช้เป็นแผ่นกั้นขั้วอิเล็กโทรด และเพิ่มความเสถียรในแบตเตอรี่สังกะสีไอออนได้
มาตรการทางกฎหมายกับการโน้มน้าวภาครัฐขององค์กรธุรกิจ, กันตพิชญ์ วังมี
มาตรการทางกฎหมายกับการโน้มน้าวภาครัฐขององค์กรธุรกิจ, กันตพิชญ์ วังมี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนวทางในการควบคุมดูแลกระบวนการโน้มน้าวในประเทศไทย สืบเนื่องจากความโปร่งใสและตรวจสอบได้ของกระบวนการออกนโยบายสาธารณะของภาครัฐอาจถูกบิดเบือนไปโดยปราศจากการรับรู้ของสาธารณชนผ่านการโน้มน้าว ขณะที่กฎหมายในประเทศไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมและกำกับดูแลการโน้มน้าวที่ชัดเจน กรณีจึงจะมุ่งศึกษาถึงมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องภายในประเทศและต่างประเทศเพื่อนํามาวิเคราะห์เปรียบเทียบและเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายในประเทศไทยที่เกี่ยวกับการโน้มน้าว จากการศึกษาพบว่า มาตรการทางกฎหมายในประเทศไทยที่เกี่ยวกับนักโน้มน้าวและการโน้มน้าว อาทิ ประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ในส่วนความรับผิดอาญาว่าด้วยการให้สินบนเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่กำกับการจัดตั้งองค์กรและการรวมกลุ่มของเอกชนยังคงไม่ครอบคลุมธรรมชาติของกระบวนการโน้มน้าวและลักษณะของนักโน้มน้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ไม่มีการบัญญัตินิยามของนักโน้มน้าวหรือการโน้มน้าวอย่างชัดเจน ไม่มีการบัญญัติหน้าที่ตามกฎหมายให้นักโน้มน้าวดำเนินการ ไม่มีการกำหนดมาตรการบังคับและมาตรเสริมอื่นสำหรับนักโน้มน้าว รวมถึงไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนของมาตรการทางกฎหมายที่มุ่งหมายกำกับดูแลกระบวนการโน้มน้าวและขาดองค์กรในการกำกับดูแล ด้วยเหตุนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงเสนอแนะให้มีการจัดทำมาตรการทางกฎหมายในรูปแบบของการตราพระราชบัญญัติขึ้นมาเป็นกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการโน้มน้าวภาครัฐขององค์กรธุรกิจเพื่อกำหนดบทนิยามของการโน้มน้าวและนักโน้มน้าว โดยมีบทบัญญัติที่กำหนดหน้าที่ให้นักโน้มน้าวปฏิบัติตามเพื่อความโปร่งใสของกระบวนการโน้มน้าวและกำหนดมาตรการบังคับและมาตรการเสริมอื่นเพื่อเป็นกลไกในการบังคับและกำกับดูแลนักโน้มน้าวอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมอบอำนาจหน้าที่ให้หน่วยงานอิสระกำกับดูแลกระบวนการโน้มน้าว ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะทั่วไปและหลักการทางกฎหมายของการโน้มน้าวและนักโน้มน้าว
ปัญหาทางกฎหมายการประกอบกิจการค้าของเก่าตามพระราชบัญญัติควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า พุทธศักราช 2474, ณัฐพร เศวตะดุล
ปัญหาทางกฎหมายการประกอบกิจการค้าของเก่าตามพระราชบัญญัติควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า พุทธศักราช 2474, ณัฐพร เศวตะดุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงปัญหาของมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมกิจการค้าของเก่าตามพระราชบัญญัติควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า พุทธศักราช 2474 โดยได้นำแนวคิดที่เกี่ยวข้อง และมาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศมาศึกษาเปรียบเทียบ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการแก้ไขกฎหมายในเรื่องการควบคุมกิจการค้าของเก่าให้มีประสิทธิภาพสามารถรองรับรูปแบบในการประกอบกิจการทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่า ในการประกอบกิจการค้าของเก่ามีประเด็นที่เป็นปัญหาหลัก ได้แก่ การวางหลักการและกรอบความคิดเบื้องต้นของกฎหมายที่ไม่ชัดเจน กฎหมายไม่สามารถที่จะรองรับรูปแบบใหม่ ๆ ของการประกอบกิจการได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับใบอนุญาต และความซ้ำซ้อนหรือไม่สอดคล้องกับกฎหมายอื่น ทำให้มาตรการทางกฎหมายที่ใช้ในปัจจุบันจึงไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมและเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นการสร้างภาระแก่ประชาชน ผู้เขียนจึงเสนอแนวทางในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เสียใหม่ โดยในส่วนแรกควรเปลี่ยนการใช้คำว่า “ของเก่า” เป็น “สินค้ามือสอง” และต้องกำหนดหลักการและกรอบความคิดเบื้องต้นของกฎหมายมีความชัดเจนมากขึ้น อีกทั้ง ควรมีการกำหนดนิยามของร้านค้าเพื่อเป็นการแก้ปัญหาในเรื่องรูปแบบการประกอบกิจการในปัจจุบัน รวมถึงปรับปรุงมาตรการที่เกี่ยวกับใบอนุญาตและข้อกำหนดอื่นที่ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนหรือไม่สอดคล้องกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อให้มาตรการในการควบคุมกิจการค้าของเก่ามีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
มาตรการกำกับดูแลธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่น : ศึกษากรณีการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุด, นนทวัฒน์ สุวรรณ
มาตรการกำกับดูแลธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่น : ศึกษากรณีการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุด, นนทวัฒน์ สุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้มุ่งศึกษาประเด็นปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับมาตรการกำกับดูแลธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่น โดยมีขอบเขตการศึกษาเฉพาะกรณีห้องชุดในอาคารชุดทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทั้งนี้ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้ให้การรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินและเสรีภาพในการประกอบอาชีพหรือประกอบกิจการของประชาชนเป็นสำคัญ ฉะนั้นการที่รัฐจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุและไม่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพของประชาชนภายใต้สภาพการณ์เศรษฐกิจและสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่นกรณีห้องชุดในอาคารชุดซึ่งเกิดจากแนวคิดเศรษฐกิจแบ่งปันห้องพักอาศัย (sharing economy) เพื่อต้องการให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนรายใหม่และรายเล็กสามารถประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้เสริมดำรงชีพและช่วยให้เกิดการหมุนเวียนจำนวนเงินในทางเศรษฐกิจของสังคมแต่ละท้องถิ่นภายใต้ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม ทั้งนี้ การที่รัฐได้กำกับดูแลธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่นกรณีห้องชุดในอาคารชุดผ่านระบบอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 นั้นเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเกินสมควรแก่เหตุและไม่สอดรับกับลักษณะการให้บริการธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่นกรณีห้องชุดในอาคารชุดแต่อย่างใด โดยทำการศึกษานำหลักกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หลักกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในทรัพย์สิน หลักเสรีภาพในการประกอบอาชีพหรือประกอบกิจการ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมถึงบทบาทอำนาจหน้าที่และภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้หลักการกระจายอำนาจ และวิเคราะห์ประเด็นปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีด้วยกันทั้งหมด 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ (1) ปัญหาการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุดแบบรายวันหรือแบบรายสัปดาห์ขัดต่อหลักเกณฑ์และมาตราฐานของสถานที่พักที่ไม่ใช่โรงแรม (2) ปัญหาการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุดภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (3) ปัญหาการกำกับดูแลของนิติบุคคลอาคารชุดกรณีการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุดแบบรายวันหรือแบบรายสัปดาห์ (4) ประเด็นปัญหาผลกระทบเชิงลบต่อผู้พักอาศัยรายอื่นๆกรณีการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุดแบบรายวันหรือแบบรายสัปดาห์ จากการศึกษาพบว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการธุรกิจโรงแรมไม่มีความเหมาะสมเท่าที่ควรและไม่สอดรับกับลักษณะการให้บริการของธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่นกรณีห้องชุดในอาคารชุด จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ประกอบการภาคเอกชนมากเกินสมควรแก่เหตุในการประกอบกิจการธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่นผ่านใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม และทำให้เกิดการปล่อยเช่าห้องชุดไม่ถูกต้องตามกฎหมายตามมา รัฐมิสามารถกำกับดูแลธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่นดังกล่าวได้ จนทำให้ผู้ใช้บริการเช่าห้องชุดในอาคารชุดตกอยู่ในสภาวะความเสี่ยงภัยอันตราย ความไม่มั่นคงและความไม่ปลอดภัยขณะใช้บริการในสถานที่พักอาศัยแห่งนั้น ฉะนั้น ในลำดับแรกเบื้องต้นมีข้อเสนอแนะควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมคำนิยามประเภทสถานที่พักในกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 (ฉบับปัจจุบัน) โดยระบุในคำนิยามเกี่ยวกับประเภทห้องชุดในอาคารชุดเพื่อให้เกิดความชัดเจน และเพื่อให้เกิดความเหมาะสมของบทบัญญัติของกฎหมายทันสมัยให้สอดรับกับลักษณะการให้บริการธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่นกรณีห้องชุดในอาคารชุด และไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการประกอบอาชีพหรือประกอบกิจการของประชาชนภายใต้สภาพการณ์เศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน ในลำดับถัดมา มีข้อเสนอแนะให้ควรออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุดแบบรายวันหรือแบบรายสัปดาห์ (ฉบับใหม่) โดยอาศัยมาตรา 32 (9) ของพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับการให้บริการธุรกิจโรงแรม หรือ ตราพระราชบัญญัติเกี่ยวกับธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่นเป็นการเฉพาะ โดยนำมาตรการทางกฎหมายในรูปแบบบังคับก่อน หรือในรูปแบบ ex-ante regulationและมาตรการกำกับดูแลในรูปแบบบังคับหลัง หรือในรูปแบบ ex-post regulation มาใช้เพื่อกำกับดูแลการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุดกรณีห้องชุดในอาคารชุด แต่หากมีการห้ามประกอบกิจการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุดดังกล่าวผ่านข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด รัฐก็จะไม่เข้าไปแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการภาคเอกชนแต่อย่างใด
ศึกษาและวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างแนวคิดว่าด้วยการจัดการทรัพยากรร่วมโดยมีชุมชนเป็นฐานกับพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562, ปลายฟ้า โตศักดิ์สิทธิ์
ศึกษาและวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างแนวคิดว่าด้วยการจัดการทรัพยากรร่วมโดยมีชุมชนเป็นฐานกับพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562, ปลายฟ้า โตศักดิ์สิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการศึกษาและวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างแนวคิดว่าด้วยการจัดการทรัพยากรร่วม โดยมีชุมชนเป็นฐานกับพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ หลักการสำคัญของพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 และเพื่อศึกษาความสอดคล้องกันระหว่าง หลักการจัดการร่วมที่มีชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Co-Management) กับพระราชบัญญัติ ป่าชุมชน พ.ศ.2562 รวมทั้งเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนากฎหมายป่าชุมชนเพื่อให้เกิดความ สอดคล้องกับหลักการจัดการร่วมที่มีชุมชนเป็นฐาน ทั้งนี้ การตราพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 เป็นการสอดรับบทบัญญัติมาตรา 43 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในเรื่องสิทธิของชุมชนในอันที่จะจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างสมดุลและยั่งยืน จากการศึกษาการจัดการทรัพยากรร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในศึกษา กรณีพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 พบว่ามีประเด็นทางข้อกฎหมายดังต่อไปนี้ 1) ประเด็นเรื่องสิทธิในจัดการทรัพยากรป่าไม้ในป่าชุมชน 2) ประเด็นเรื่องความหมายของป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ตามมาตรา 4 พื้นที่ที่จะนำไปจัดตั้งเป็นป่าชุมชนได้นั้น ต้องเป็นป่าที่อยู่นอกเขตป่าอนุรักษ์หรือพื้นที่อื่นของรัฐนอกเขตป่าอนุรักษ์ เป็นการให้อำนาจแก่กรมป่าไม้เข้ามาจัดการและควบคุมกำกับการจัดการป่าชุมชน 3) ประเด็นเรื่องการจัดตั้งป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ในการขออนุญาตเพื่อจัดตั้งป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 นั้น ชุมชนจะต้องมีการจัดเตรียมเอกสารมากมาย ตามมาตรา 33 รวมไปถึงการตรวจสอบจากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่อย่างเข้มงวด และได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดในการพิจารณาคำขอจัดตั้งป่าชุมชน แผนจัดการป่าชุมชน และรายงานผลการตรวจสอบซึ่ง แสดงให้เห็นถึงการตรวจสอบจากรัฐและยังคงไว้ซึ่งการรวมอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติไว้ที่รัฐ ซึ่งขัดแย้งต่อการรับรองสิทธิของชุมชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในมาตรา 43 (2) 4) ประเด็นเรื่องการขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนในป่าชุมชน ตามมาตรา 16 ผู้ที่มีอำนาจควบคุมกำกับการจัดการป่าชุมชนไม่ใช่ตัวแทนจากภาคประชาชนที่อยู่ภายในพื้นที่เขตป่าชุมชน แต่เป็นตัวแทนของรัฐจากส่วนกลาง ทำให้ขาดความใกล้ชิดกับสภาพปัญหา สภาพภูมิศาสตร์ และเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมถึงวัฒนธรรมความเชื่อ ส่งผลให้ภาคประชาชนไม่ได้ร่วมมือร่วมใจกันในการจัดการควบคุมการใช้และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5) ประเด็นเรื่องการกระจายอำนาจ (Decentralization) ให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ในมาตรา 16 (24) บัญญัติให้กระจายอำนาจให้ อบต.หรือเทศบาล มีอำนาจ จัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ …
Functional Studies Of P.N258k And P.G279d Variants In The Kcnq2 Gene, Suphalak Chokvithaya
Functional Studies Of P.N258k And P.G279d Variants In The Kcnq2 Gene, Suphalak Chokvithaya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Mutations in the KCNQ2 gene encoding for voltage-gated K channel subunits underlying the neuronal M-current, have been associated with infantile-onset epileptic disorders. The clinical spectrum ranges from self-limited neonatal seizures to epileptic encephalopathy and delayed development. Although gain- and loss-of-function mutations of KCNQ2 leads to indistinguishable phenotypes, different therapeutic approaches are required. To better understand genotype-phenotype correlation, more reports of patients and their mutations with elucidated molecular mechanism are needed. Here, we report nine unrelated patients with KCNQ2-related epilepsy carrying de novo heterozygous KCNQ2 p.N258K or p.G279D identified via Trio exome sequencing that has never been previously reported. To investigates …
คุณภาพการนอนหลับและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของเจ้าพนักงานและพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในกรุงเทพมหานคร, นันท์นภัส ปิยชัยเศรษฐ์
คุณภาพการนอนหลับและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของเจ้าพนักงานและพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในกรุงเทพมหานคร, นันท์นภัส ปิยชัยเศรษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยพรรณนาเชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพการนอนหลับและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของเจ้าพนักงานและพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นเจ้าพนักงานและพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในกรุงเทพมหานคร จำนวน 472 คน คัดเลือกโดยใช้วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ทำการศึกษาระหว่าง เดือน มกราคม ถึง มีนาคม พ.ศ. 2566 แบบสอบถามประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านการทำงาน ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และละแบบประเมินคุณภาพการนอนหลับฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วยการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตัวแปรสองตัว และวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มที่คุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี จำนวน 208 คน (ร้อยละ 44.1) เมื่อควบคุมตัวกวนแล้วพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดีในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่มีความขัดแย้งกัน (OR=1.78, 95%CI:1.09-2.93) การทำงานเสริมช่วงเวลาระหว่าง 8.00 - 20.00 น. (OR=2.36, 95%CI:1.27-4.39) การทำงานเสริมหลังเวลา 20.00 น. (OR=4.26, 95%CI:1.08-16.73) ห้องพักเวรที่มีเสียงดัง (OR=1.72, 95%CI:1.07-2.76) และห้องพักเวรที่มีความไม่สะดวกของเครื่องนอนขณะนอนหลับ (OR=2.98, 95%CI:1.82-4.91) ดังนั้นองค์กรควรส่งเสริมนโยบายการพัฒนาคุณภาพการนอนหลับ โดยมุ่งเน้นในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะดังกล่าว ได้แก่ ผู้ที่ทำงานเสริม ควรส่งเสริมกิจกรรมเกี่ยวกับสุขอนามัยการนอนหลับที่ดี เพื่อให้บุคลากรมีคุณภาพการนอนหลับที่ดีต่อไป
การศึกษาต้นทุน-ประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์เพื่อป้องกันฟันผุในเด็กเล็กในจังหวัดพะเยา, ประสิทธิ์ วงค์สุภา
การศึกษาต้นทุน-ประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์เพื่อป้องกันฟันผุในเด็กเล็กในจังหวัดพะเยา, ประสิทธิ์ วงค์สุภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โพรไบโอติกส์ได้ถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันฟันผุในเด็ก โดยในการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผล และศึกษาด้านต้นทุน-ประสิทธิผลของโพรไบโอติกส์ในการป้องกันฟันผุเมื่อนำมาใช้ในการป้องกันฟันผุในเด็กอายุ 2-5 ปี จาก 12 ศูนย์เด็กเล็กในจังหวัดพะเยา ประเทศไทย ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 – พฤษภาคม พ.ศ. 2566 จำนวน 260 ราย เป็นเพศชาย 136 ราย และเพศหญิง 124 ราย เข้าร่วมการศึกษาเริ่มแรก: 130 รายในกลุ่มควบคุมและ 130 รายในกลุ่มทดลองซึ่งได้รับนมเม็ดที่มีโพรไบโอติกส์ ชนิด Lactobacillus rhamnosus SD11 จำนวน 3 เม็ดต่อวันโดยผู้ดูแล และได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการทำความสะอาดปาก โดยอาสาสมัครทุกรายจะได้รับการตรวจฟันโดยทันตแพทย์เมื่อเริ่มต้นการศึกษา และทุก ๆ 4 เดือนเป็นระยะเวลา 12 เดือน เพื่อประเมินการมีฟันผุ และทำการคำนวณอัตราส่วนต้นทุนประสิทธิผล (cost-effectiveness ratio (CER)) โดยผลการศึกษาพบว่าผลค่าเฉลี่ยรอยโรคฟันผุต่อรายในกลุ่มควบคุมที่ 4 8 และ 12 เดือนคือ 5.74 5.78 และ 7.34 ตามลำดับ และผลค่าเฉลี่ยรอยโรคฟันผุต่อรายในกลุ่มทดลองที่ 4 8 และ 12 เดือนคือ 3.56 3.33 และ 3.43 ตามลำดับ ค่าเฉลี่ยด้านที่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มทดลองและควบคุมคือ 2.18 2.45 และ 3.91 ตามลำดับ รวมทั้งให้ผลการวิเคราะห์อัตราส่วนต้นทุนประสิทธิผล (ICER) เท่ากับ 385.57 บาทต่อด้าน ที่ 12 เดือน ซึ่งสรุปได้ว่าการรับประทานนมเม็ดผสมโพรไบโอติกส์สามารถป้องกันการเกิดฟันผุมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ซึ ่งอาจเป็นแนวทางในการน าไปปฏิบัติเพื่อป้องกันฟันผุในฟัน นานมเดกเลกในระดบชมชนได อย่างไรก็ตามควรมีการศึกษาในกลุ่มประชากรเด็กอื่น ๆ รวมทง ควรมีการติดตามผลระยะยาว หรือศึกษาในระดับพหุศูนย์ต่อไป
Screening Sars-Cov-2 Main Protease Inhibitory Activity Of Herbal Extracts And Development Of Alpha-Mangostin Loaded Polymeric Micelles, Su Sundee Myint
Screening Sars-Cov-2 Main Protease Inhibitory Activity Of Herbal Extracts And Development Of Alpha-Mangostin Loaded Polymeric Micelles, Su Sundee Myint
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The coronavirus disease 19 (COVID-19) is an infectious disease. The outbreak of COVID-19 that emerged in December 2019 has caused a serious pandemic and detrimental impacts on people worldwide. Both vaccinations and treatments are needed to achieve the comprehensive level of health care against COVID-19. Several novel vaccines and drugs have been discovered and developed, but the problem has not been fully resolved due to their associated adverse effects. Since traditional herbal medicines have been used for many years in various disease treatments due to their safety and efficacy, developing natural product-based drugs could be one of the most promising …
ประสบการณ์ทางจิตใจจากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก, กันตพร สวนศิลป์พงศ์
ประสบการณ์ทางจิตใจจากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก, กันตพร สวนศิลป์พงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจจากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ด้วยระเบียบวิธีวิจัยการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกในชุดคำถามกึ่งโครงสร้าง ผู้เข้าร่วมวิจัยคือผู้เคยมีประสบการณ์การเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกตามเกณฑ์ได้แก่ เป็นการเขียนที่มีลักษณะของการสะท้อน สำรวจ ใคร่ครวญ เกี่ยวกับความคิดความรู้สึก เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้และเยียวยาตนเอง และเป็นการเขียนระหว่างที่ได้รับการบำบัดจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา จำนวน 6 ราย มีอายุระหว่าง 23-36 ปี ผลการวิจัยแบ่งได้เป็น 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) องค์ประกอบที่ชักนำให้สนใจการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ประกอบด้วย ความคุ้นเคยกับการเขียนการอ่านและการจดบันทึก การขาด ‘พื้นที่ปลอดภัยทางความรู้สึก’ หล่อหลอมให้แสวงหาพื้นที่แสดงออก และ การกระตุ้นที่นำไปสู่การมองหาหนทางเยียวยา 2) ช่องทางและเวลาในการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ประกอบด้วย เลือกใช้ช่องทางการเขียนที่ตนเองถนัดและตอบโจทย์ความต้องการ เขียนในพื้นที่และเวลาที่ให้บรรยากาศความเป็นส่วนตัว ใช้เวลากับการเขียนอย่างยืดหยุ่นตามระดับความต้องการภายใน 3) รูปแบบวิธีการเขียนและกระบวนการที่ดำเนินไประหว่างการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ประกอบด้วย บอกเล่าเรื่องราวตามวิถีธรรมชาติของตนเอง เกิดกระบวนการสำรวจ กลั่นกรอง ใคร่ครวญ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวและตนเอง และเกิดความตระหนักรู้จากการ ‘ค้นพบ’ และ ‘มองเห็น’ โลกภายในตนเองได้แจ่มชัด) 4) ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ประกอบด้วยผลที่สังเกตได้หลังการลงมือเขียนแต่ละครั้ง และผลเมื่อทำซ้ำจนตกผลึกภายในตนเอง ผลที่สังเกตได้หลังการลงมือเขียนแต่ละครั้ง ได้แก่ ความปลอดโปร่งจากความทุกข์และความอึดอัดที่คลี่คลายลงไป เกิดความตระหนักและยอมรับความรู้สึกตนเองโดยไม่ตัดสิน เกิดความเข้าใจในความเป็นตนเองบนพื้นฐานประสบการณ์ส่วนตัว ตั้งสติและมองเห็นหนทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมแก่ตนเองได้ และรู้สึกอิ่มเอมจากการได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่มีความหมายและเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ผลเมื่อทำซ้ำจนตกผลึกภายในตนเอง ได้แก่ เกิดสัมพันธภาพและการสื่อสารภายในตนที่มีคุณภาพ เรียบเรียงความคิดความรู้สึกเพื่อสื่อสารกับคนรอบข้างได้ดีขึ้น รับรู้ถึงอำนาจและพลังการยืนยันภายในตนเอง เห็นความเชื่อมโยงภายในตนจากอดีตสู่ปัจจุบันและรับรู้ศักยภาพในการกำกับดูแลตนเอง และ กลับสู่ความเป็นตัวเองที่แท้ รู้สึกเติมเต็มภายในตนและเข้าใจธรรมชาติชีวิต 5) การรับรู้ประโยชน์ของการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกและการนำไปใช้ ประกอบด้วย เป็นพื้นที่ประคับประคองเยียวยาและทำความเข้าใจตนเองที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัว เป็นเครื่องมือสื่อสารทดแทนในเรื่องที่ยากหรือลำบากใจจะเอ่ย และ ต่อยอดเป็นงานสร้างสรรค์ที่ใช้วัตถุดิบภายในตน งานวิจัยนี้ช่วยเติมเต็มความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์การเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกในคนไทยว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดการสำรวจและตระหนักรู้ภายในตนเองได้ ผู้สนใจสามารถนำมาใช้ดูแลตนเองเบื้องต้น และนักจิตวิทยาการปรึกษาสามารถนำเครื่องมือนี้มาใช้ประกอบการให้คำปรึกษาเพื่อผลลัพธ์การทำงานร่วมกับผู้รับบริการที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
อิทธิพลของการเหนี่ยวนำให้ระลึกถึงพฤติกรรมเชิงศีลธรรมที่มีต่อภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนเเละพฤติกรรมโกง โดยมีความคลุมเครือของสถานการณ์เป็นตัวเเปรกำกับ, ภัทรพงศ์ สุทธิรัตน์
อิทธิพลของการเหนี่ยวนำให้ระลึกถึงพฤติกรรมเชิงศีลธรรมที่มีต่อภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนเเละพฤติกรรมโกง โดยมีความคลุมเครือของสถานการณ์เป็นตัวเเปรกำกับ, ภัทรพงศ์ สุทธิรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แม้จะมีงานวิจัยจำนวนมากที่แสดงให้เห็นปรากฏการณ์การให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเอง ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลอ้างอิงคุณงามความดีในอดีตเพื่อกระทำสิ่งที่ผิดศีลธรรมได้ แต่งานวิจัยใดที่ศึกษากลไกทางจิตวิทยาที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวยังมีน้อย งานวิจัยนี้จึงต้องการศึกษาพฤติกรรมการให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเอง และเปรียบเทียบว่าระหว่างแบบจำลองเครดิตทางศีลธรรมและการรับรองทางศีลธรรม กลไกใดที่ช่วยอธิบายการเกิดพฤติกรรมการให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเองได้ดีกว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป จำนวน 177 คน ที่ร่วมทำแบบสอบถามออนไลน์ โดยถูกสุ่มเข้าสู่เงื่อนไขที่ได้รับการเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรม หรือ เงื่อนไขควบคุม แล้วตอบมาตรวัดภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตน จากนั้นได้เล่นเกมสุ่มเลขเพื่อรับรางวัลซึ่งมีโอกาสโกงได้ โดยสุ่มผู้เข้าร่วมการทดลอง ครึ่งหนึ่งเข้าสู่สถานการณ์ที่คลุมเครือ ซึ่งไม่มีการย้ำเตือนกติกาการเล่นเกม อีกครึ่งหนึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คลุมเครือซึ่งมีการย้ำเตือนกติกาการเล่นเกมอย่างชัดเจน แล้วบันทึกว่าผู้เข้าร่วมการทดลองเล่นเกมเกินที่กติกากำหนดไปกี่ครั้ง จากนั้นตอบมาตรภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนที่แทรกอยู่ในแบบประเมินอีกชุดหนึ่งอีกครั้งหนึ่ง ผลการวิเคราะห์สมมุติฐานที่ 1 ด้วย independent sample t-test พบว่า กลุ่มที่ได้รับการเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรมมีแนวโน้มที่จะโกงน้อยกว่ากลุ่มควบคุม แต่ความแตกต่างที่พบไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นจึงไม่พบหลักฐานที่สนับสนุนปรากฏการณ์ให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเอง ส่วนการทดสอบสมมุติฐานที่ 2 พบว่าอิทธิพลทางทางอ้อมของการเหนี่ยวนำความทรงจำทางศีลธรรมส่งผ่านของภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนไม่มีนัยสำคัญ พบเพียงว่าการเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรมกระตุ้นให้บุคคลมีภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนที่สูงขึ้น แต่ระดับภาพลักษณ์ทางศีลธรรมไม่สัมพันธ์กับพฤติกรรมโกง ส่วนการวิเคราะห์สมมุติฐานที่ 3 พบว่าความคลุมเครือของสถานการณ์ไม่มีอิทธิพลกำกับอิทธิพลทางอ้อมของการเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรมที่ส่งผ่านภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนไปยังพฤติกรรมโกง นอกจากนี้ เพื่อทดสอบสมมุติฐานที่ 4 กลไกที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์การให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเองเป็นไปตามแบบจำลองเครดิตทางศีลธรรมหรือแบบจำลองการรับรองทางศีลธรรม ผู้วิจัยนำข้อมูลเฉพาะผู้ที่แสดงพฤติกรรมโกงไปทดสอบความแปรปรวนสามทาง ระหว่าง 2(การเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรม) x 2(ความคลุมเครือของสถานการณ์) และ 2(ช่วงเวลาที่วัดภาพลักษณ์ทางศีลธรรม) ผลพบว่าโดยรวมคะแนนภาพลักษณ์ทางศีลธรรมลดลงหลังจากการโกงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่มีอิทธิพลปฏิสัมพันธ์ตัวใดมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม ผลวิเคราะห์อิทธิพลหลักย่อยพบว่า มีเพียงเงื่อนไขที่มีการเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรมเท่านั้นที่คะแนนภาพลักษณ์ทางศีลธรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่คลุมเครือหรือไม่ แม้จะไม่พบหลักฐานพฤติกรรมการให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเอง แต่ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า ตัวตนทางศีลธรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อถูกเหนี่ยวนำให้นึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับพฤติกรรมศีลธรรม และการเหนี่ยวนำความทรงจำเกี่ยวกับพฤติกรรมศีลธรรมอาจทำให้บุคคลทำพฤติกรรมที่ผิดศีลธรรมน้อยลง ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในการออกแบบสถานการณ์หรือการแทรกแซงที่ช่วยลดพฤติกรรมโกงได้
ความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงาน และความผูกพันในงาน โดยมีอายุทางอัตวิสัย และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านในกลุ่มบุคลากรอาวุโส, มนัส อุ่นใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลส่งผ่านของการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการและอายุทางอัตวิสัยต่อความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงานของบุคลากรอาวุโส โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างบุคลากรอาวุโสที่ปฏิบัติงานกับองค์กรเอกชนในประเทศไทย จำนวน 208 คน มีอายุระหว่าง 40 ถึง 65 ปี ใช้แบบสอบถามออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน รวมทั้งการวิเคราะห์สถิติการทดสอบตัวแปรส่งผ่าน ผลการวิจัยพบว่า ความสนุกในสถานที่ทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันในงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .54, SE = .09, 95% ของช่วงชั้นความเชื่อมั่น [.464, .815], p < .01) การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงาน (β = .10, SE = .04, 95% ของช่วงชั้นความเชื่อมั่น [.023, .196]) ในขณะที่ อายุทางอัตวิสัยไม่ใช่ตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงาน สรุปได้ว่าการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วนระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงานในบุคลากรอาวุโส เมื่อความสนุกในสถานที่ทำงานสูงบุคลากรอาวุโสมีแนวโน้มที่จะเกิดการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการและส่งผลไปยังความผูกพันในงานในที่สุด ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับองค์การเพื่อนำไปออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานและพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการให้เหมาะสมกับบุคลากรอาวุโส
นโยบายต่างประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) หลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112, กานต์ธิดา ทวีคูณ
นโยบายต่างประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) หลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112, กานต์ธิดา ทวีคูณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาและวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ตลอดจนเสด็จประพาสยุโรป ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงล่าอาณานิคมจักรวรรดิชาติตะวันตก สยามเองถูกภัยคุกคามจากประเทศมหาอำนาจที่เข้ามาล่าอาณานิคมในแถบอินโดจีนได้แก่ อังกฤษและฝรั่งเศส ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 เป็นกรณีพิพาทระหว่างสยามกับฝรั่งเศสเหนือดินแดนด้านตะวันออกของสยามบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าวนำไปสู่กรณีพิพาทที่มีการใช้กำลัง แม้ว่าความขัดแย้งเรื่องดินแดนแถบแม่น้ำโขงนั้นไม่ได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นสงคราม แต่ถือเป็นความท้าทายความมั่นคง ส่งผลให้รัชกาลที่ 5 เปลี่ยนแปลงประเทศให้มีความทันสมัย รวมไปถึงดำนเนินนโยบายต่างประเทศแบบเชิงรุกเสด็จประพาสต่างประเทศได้แก่ ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในอาณานิคมของมหาอำนาจประเทศในยุโรป เพื่อให้สยามมีสถานะในระบบสังคมโลก และเป็นที่รู้จักรวมไปถึงไปดูความเจริญที่เกิดขึ้นในประเทศแถบยุโรปและนำมาปรับให้ในสยาม ไม่ให้ประเทศใดอ้างความล้าหลังในการเข้ามายึดครองได้ โดยการวิจัยนี้ใช้กรอบแนวคิดสำนักอังกฤษ (English School) มาใช้ในการวิเคราะห์งานวิจัย
อิทธิพลของทุนทางจิตวิทยา การตีตรา และการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษ, กุลชาติ รังสิมันต์
อิทธิพลของทุนทางจิตวิทยา การตีตรา และการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษ, กุลชาติ รังสิมันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของทุนทางจิตวิทยาและการตีตราที่มีต่อการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการส่งเสริมการให้โอกาสแก่ผู้พ้นโทษในด้านการจ้างงาน โดยผู้วิจัยได้ทำการวิจัยเชิงปริมาณ ทำการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามในรูปแบบออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีความสามารถในการจ้างงาน จำนวนทั้งสิ้น 380 คน ผลการวิจัยพบว่า ทุนทางจิตวิทยานั้นมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ส่วนการตีตรานั้นก็มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษเช่นเดียวกัน โดยการตีตรามีขนาดอิทธิพลมากกว่าทุนทางจิตวิทยา นอกจากนี้ยังพบว่าทุนทางจิตวิทยามีความสัมพันธ์ในทางบวกกับการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การตีตรามีความสัมพันธ์ในทางลบกับการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และอายุมีความสัมพันธ์กันในทางบวกกับทุนทางจิตวิทยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับข้อเสนอแนะ คือ ภาครัฐอาจมีมาตรการนำร่องในการส่งเสริมการจ้างงานผู้พ้นโทษในกลุ่มผู้สูงวัยที่มีความต้องการจ้างแรงงาน โดยมีมาตรการและสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น มาตรการด้านลดหย่อนภาษี มาตรการด้านการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้จ้างงานและทรัพย์สินต่าง ๆ เพื่อเป็นการจูงใจและสร้างความมั่นใจให้กับผู้จ้างงาน จากนั้นจึงค่อยขยายผลส่งเสริมการจ้างงานผู้พ้นโทษไปสู่กลุ่มช่วงอายุอื่น ๆ ต่อไป
บทบาทภาครัฐในการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม: กรณีศึกษา โครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, แคทลียา ศรีสวัสดิ์
บทบาทภาครัฐในการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม: กรณีศึกษา โครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, แคทลียา ศรีสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของภาครัฐในการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม ผ่านโครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการดำเนินการของภาครัฐไทยในการยกระดับผลไม้แปรรูป 2. เพื่อวิเคราะห์ผลการดำเนินการและความท้าทายของภาครัฐไทยในการยกระดับผลไม้แปรรูป โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และใช้กรอบแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการทางนโยบาย (Policy Entrepreneurs) มาประกอบการวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่า ภาครัฐ โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้ประกอบการนโยบายที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมผลไม้แปรรูป มีภารกิจในการพัฒนาบุคลากรให้เข้าสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม เพิ่มผลิตภาพและคุณภาพสินค้าเกษตรแปรรูปด้วยเครื่องจักร เทคโนโลยี นวัตกรรม และการจัดการ ให้มีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังมีบทบาทในการส่งเสริมการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ การประกอบการนโยบายของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม อาศัยอิทธิพลของกระแสหน้าที่ กระแสนโยบาย และกระแสปัญหา ทำให้ภาครัฐต้องพัฒนานโยบายและโครงการที่เน้นการแปรรูปผลไม้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมและสร้างความสามารถในการแข่งขัน
การกำหนดกำลังรบทางเรือของสหรัฐอเมริกาเพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจนำระดับโลก :กรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน, เจนยุทธ นิมา
การกำหนดกำลังรบทางเรือของสหรัฐอเมริกาเพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจนำระดับโลก :กรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน, เจนยุทธ นิมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ สำรวจเอกสารยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาผ่านมุมมองทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism) ในประเด็นการแสวงหาอำนาจให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการรับประกันการอยู่รอดที่ดีที่สุด และเชื่อมโยงการคาดการณ์ของทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุกที่ชี้ว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดสงครามระหว่างมหาอำนาจ ไปสู่สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยหยิบยกกรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน เพื่อวิเคราะห์ว่าสหรัฐฯ กำหนดกำลังรบทางเรืออย่างไร เพื่อรักษาความได้เปรียบในสถานการณ์รบบริเวณช่องแคบไต้หวัน ในยุคสมัยประธานาธิบดี โจ ไบเดน และนำไปสู่ข้อเสนอในการกำหนดกำลังรบทางเรือในอนาคตต่อไป จากการศึกษาพบว่า สหรัฐฯ มีนโยบายในการแสวงหาอำนาจให้ได้มากที่สุดตามทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุก 6 วิธี ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ (internal balancing) การข่มขู่และการบีบบังคับ (blackmail) การถ่วงดุลอำนาจนอกชายฝั่ง (offshore balancing) การแสวงหาพันธมิตร (external balancing) การทำสงคราม (war) และการกัดเซาะอำนาจ (bloodletting) รวมทั้งการไม่ดำเนินยุทธศาสตร์เข้าร่วมเป็นพวก (bandwagoning) และไม่ดำเนินนโยบายโอนอ่อนผ่อนตาม (appeasement) กับมหาอำนาจคู่แข่ง และผลจากการจำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวันนั้น สหรัฐฯ เป็นฝ่ายชนะจีนและกำลังทางเรือของสหรัฐฯ ยังคงความได้เปรียบทั้งจำนวนอาวุธปล่อยนำวิถีและขีดความสามารถของเรือดำน้ำ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ต้องการเวลาล่วงหน้าเพื่อเคลื่อนกำลังเข้าสู่พื้นที่การรบ ดังนั้น การข่าวกรองเกี่ยวกับการบุกไต้หวันจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ และในกรณีที่การรบยืดเยื้อ สหรัฐฯ ควรสร้างฐานทัพเรือส่วนหน้าใกล้กับเกาะไต้หวัน เพื่อลดเวลาในการเดินทางเข้าพื้นที่การรบ และเป็นฐานส่งกำลังบำรุงเมื่อเกิดความขัดแย้งในบริเวณนี้
ปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลฮุน เซน ปี 1997, จุฑารัตน์ พ่วงขุมทรัพย์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลฮุน เซน ปี 1997, จุฑารัตน์ พ่วงขุมทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาล ฮุน เซน ปี 1997 ถึงแม้ว่า หลังจากการรัฐประหาร ฮุน เซน จะถูกมองว่าขาดความชอบธรรมทางการเมือง ถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร จึงทำให้ ฮุน เซน ดำเนินนโยบายต่างประเทศเอนเอียงเข้าหาจีน เนื่องจากจีนเป็นประเทศแรกที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองของกัมพูชา จีนให้ความชอบธรรม ให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และให้การสนับสนุนระบบอุปถัมภ์ของ ฮุน เซน ซึ่งการช่วยเหลือของจีนมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อกัมพูชา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและจีนใกล้ชิดกันมากขึ้น ผลจากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาล ฮุน เซน ปี 1997 แบ่งออกเป็น ปัจจัยภายนอก ได้แก่ 1) แรงกดดันจากนานาชาติ และ 2) ท่าทีของประเทศที่ยอมรับรัฐบาล ฮุน เซน และ ปัจจัยภายใน ได้แก่ 1) การรักษาความชอบธรรมทางการเมือง 2) การกำจัดคู่แข่งทางการเมือง และ 3) การพึ่งพาจีนเพื่อเสริมสร้างผลประโยชน์ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของ ฮุน เซน โดยสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้นโยบายของกัมพูชาเอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น
ทุนนิยมโลกและจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในช่วงยุคศตวรรษที่ 21, ชิดณรงค์ หงษ์เขียว
ทุนนิยมโลกและจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในช่วงยุคศตวรรษที่ 21, ชิดณรงค์ หงษ์เขียว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนผ่านยุทธศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่วมสมัยท่ามกลางระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกเพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนในฐานะแกนกลางและประเทศในแอฟริกาในฐานะชายขอบตามทฤษฎีระบบโลก (World Systems) โดยสารนิพนธ์จะนำเสนอบทบาทความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก เพื่อเป็นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานะความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนผ่านมุมมองของทฤษฎีเป็นส่วนแรกก่อนนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยุทธศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่วมสมัยของจีนเพื่อทราบถึงบทบาทความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนในภูมิภาคแอฟริกาภายใต้บริบทโครงสร้างการเมืองโลก ซึ่งมีความสำคัญต่อการศึกษาในส่วนสุดท้ายคือ การศึกษาวิเคราะห์จีนในฐานะแกนกลางที่ดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในแอฟริกา โดยส่วนวิเคราะห์จะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและข้อได้เปรียบทางโครงสร้างการเมืองโลก รวมถึงการสถาปนาความสัมพันธ์ของแกนกลางและชายขอบผ่านยุทธศาสตร์ร่วมสมัยในแต่ละมิติ ซึ่งมีลักษณะที่เป็นพลวัตเชิงมิติที่หลากหลายผ่านกรอบของทฤษฎีระบบโลก