Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (189402)
- Education (118995)
- Arts and Humanities (85115)
- Medicine and Health Sciences (76259)
- Psychology (74088)
-
- Law (73959)
- Higher Education (35542)
- Sociology (33074)
- Business (29359)
- Communication (27425)
- History (18394)
- Life Sciences (17331)
- Physical Sciences and Mathematics (15498)
- Religion (15168)
- Public Health (14587)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (14034)
- Nursing (13891)
- Educational Administration and Supervision (13021)
- Teacher Education and Professional Development (12215)
- Curriculum and Instruction (11803)
- Mass Communication (11700)
- Library and Information Science (11244)
- Medical Specialties (11079)
- Journalism Studies (10455)
- Mental and Social Health (10303)
- Social Work (9800)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (9740)
- Psychiatry and Psychology (9480)
- English Language and Literature (9408)
- Philosophy (8786)
- Institution
-
- Walden University (13149)
- University of Montana (13050)
- University of Nebraska - Lincoln (12543)
- San Jose State University (10846)
- University of South Florida (10840)
-
- Nova Southeastern University (10781)
- Western Michigan University (10454)
- University of Mississippi (10388)
- Brigham Young University (9814)
- University of North Dakota (9040)
- Liberty University (8837)
- University of Central Florida (8806)
- City University of New York (CUNY) (8699)
- University of New Mexico (8540)
- Eastern Illinois University (8539)
- University of Northern Iowa (8140)
- Bowling Green State University (7294)
- Georgia Southern University (7290)
- Utah State University (7180)
- Virginia Commonwealth University (6812)
- University of Dayton (6754)
- California State University, San Bernardino (6699)
- Louisiana State University (6232)
- University of South Carolina (6184)
- Edith Cowan University (6077)
- Southern Illinois University Carbondale (5951)
- Portland State University (5767)
- University of New Hampshire (5593)
- Old Dominion University (5544)
- Loyola University Chicago (5467)
- Keyword
-
- Newspaper (12787)
- Education (10179)
- Psychology (7666)
- Student newspaper (6303)
- Higher education (5669)
-
- Spartan Daily (5330)
- Mental health (4876)
- Bowling Green State University (4866)
- Faculty (4472)
- Depression (4427)
- Students (4347)
- Humans (4191)
- Gender (4119)
- History (4046)
- EIU (4032)
- Newsletter (3954)
- Leadership (3930)
- Eastern Illinois University (3667)
- Daily Eastern News (3582)
- BG News (3565)
- Student Newspaper (3518)
- COVID-19 (3516)
- Children (3402)
- Women (3313)
- College student newspapers and periodicals (3232)
- Anxiety (3224)
- Stress (3210)
- Communication (3069)
- Student newspapers (3005)
- Newspapers (2934)
- Publication Year
-
- 2026 (23958)
- 2025 (33155)
- 2024 (33005)
- 2023 (32190)
- 2022 (32494)
-
- 2021 (32730)
- 2020 (30718)
- 2019 (30908)
- 2018 (29015)
- 2017 (28630)
- 2016 (27337)
- 2015 (25411)
- 2014 (23549)
- 2013 (22363)
- 2012 (21324)
- 2011 (18459)
- 2010 (16598)
- 2009 (15366)
- 2008 (13198)
- 2007 (12274)
- 2006 (11353)
- 2005 (10333)
- 2004 (9484)
- 2003 (9196)
- 2002 (8413)
- 2001 (8085)
- 2000 (8134)
- 1999 (7548)
- 1998 (7444)
- 1997 (7171)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (22319)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (12042)
- Dissertations (11438)
- Electronic Theses and Dissertations (11146)
- Faculty Publications (6805)
-
- Doctoral Dissertations and Projects (5891)
- Masters Theses (5786)
- Spartan Daily (School of Journalism and Mass Communications) (4939)
- Master's Theses (4885)
- Faculty Scholarship (4629)
- Theses (4409)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (3976)
- Montana Kaimin, 1898-present (3866)
- Honors Theses (3717)
- Graduate Theses and Dissertations (3626)
- BG News (Student Newspaper) (3600)
- Daily Mississippian (all digitized issues) (3559)
- Articles (3179)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (3023)
- Graduate Student Theses, Dissertations, & Professional Papers (2797)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (2655)
- Publications and Research (2643)
- Student Newspapers (2599)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (2560)
- Dissertations and Theses (2544)
- Journal of Criminal Law and Criminology (2498)
- Theses Digitization Project (2425)
- Commencement Programs (2398)
- All Graduate Theses and Dissertations, Spring 1920 to Summer 2023 (2258)
- Open Access Dissertations (2202)
- Publication Type
Articles 121321 - 121350 of 800002
Full-Text Articles in Entire DC Network
คุณภาพชีวิต กลุ่มอาการก่อนมีระดู ภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู และ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ใช้ถ้วยอนามัย, ชลิตา วัฒนศิริ
คุณภาพชีวิต กลุ่มอาการก่อนมีระดู ภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู และ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ใช้ถ้วยอนามัย, ชลิตา วัฒนศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยภาคตัดขวางเชิงพรรณา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการก่อนมีระดู และภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู รวมถึงคุณภาพชีวิตในผู้ใช้ถ้วยอนามัย ซึ่งเก็บข้อมูลด้วยวิธีออนไลน์จากผู้ใช้ถ้วยอนามัย จำนวนทั้งสิ้น 115 คน ระหว่างเดือน กรกฎาคม ถึง สิงหาคม พ.ศ. 2566 เครื่องมือในการเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามที่ผู้เข้าร่วมวิจัยตอบด้วยตนเอง ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน แบบสอบถามเพื่อคัดกรองกลุ่มอาการ PMS และ PMDD (Premenstrual Symptoms Screening Tool (PSST) ฉบับภาษาไทย) และแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยโดยใช้สติถิเชิงพรรณาเพื่อบรรยายลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง จากนั้นวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของกลุ่มอาการก่อนมีระดู และภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู โดยใช้สถิติเชิงอนุมาน Chi-square และ Fisher's exact test และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของคุณภาพชีวิต ด้วยสถิติ Independent t-test รวมถึงวิเคราะห์ปัจจัยทำนายกลุ่มอาการก่อนมีระดู และภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู ด้วยสถิติ Binary logistic regression ผลการศึกษา พบว่า ความชุกของกลุ่มอาการก่อนมีระดู เท่ากับร้อยละ 37.5 และภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู เท่ากับร้อยละ 7.8 ในกลุ่มผู้ใช้ถ้วยอนามัย จากการวิเคราะห์ด้วยสถิติ Binary logistic regression พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มอาการก่อนมีระดู กับ อาการบวมน้ำก่อนมีรอบเดือน (OR = 2.731, 95% CI = 1.042 - 7.156), อาการปวดเกร็งท้องน้อยก่อนมีรอบเดือน (OR = 2.804, 95% CI = 1.104 – 7.120), อาการปวดเมื่อยร่างกายก่อนมีรอบเดือน (OR = 7.562, 95% CI = 1.983 – 28.839), และ คุณภาพชีวิตด้านจิตใจ:ระดับปานกลาง (OR = 0.131, 95% CI …
การเปรียบเทียบระหว่างการเดินมาตรฐาน 6 นาทีบนพื้นราบ กับการเดินบนแผ่นเดินไฟฟ้าในการประเมินสมรรถภาพร่างกายสำหรับผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ณุวรา ภรณวลัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความสำคัญและที่มา: การเดิน 6 นาทีเป็นการประเมินสมรรถภาพมาตรฐานในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง มาตรฐานของการทดสอบนี้ ผู้ป่วยจะต้องเดินไปกลับบนพื้นราบที่มีระยะทางอย่างน้อย 30 เมตร ซึ่งเป็นข้อจำกัดในสถานพยาบาลที่มีพื้นที่จำกัด วัตถุประสงค์ของการวิจัย: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะทางที่ได้จากการเดิน 6 นาที โดยวิธีเดินมาตรฐานบนพื้นราบกับการเดินบนแผ่นเดินไฟฟ้า วิธีดำเนินการวิจัย: ศึกษาผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีอายุมากกว่า 40 ปี โดยให้ผู้เข้าร่วมการศึกษาทำการทดสอบ 2 ครั้ง ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ โดยครั้งแรกให้ทำการทดสอบการเดินบนพื้นราบ 6 นาทีก่อน หลังจากนั้นจึงให้เดินบนแผ่นเดินไฟฟ้า 6 นาที แล้วจึงทำการทดสอบในลักษณะเดียวกันในครั้งที่ 2 แต่สลับให้เดินทดสอบบนแผ่นเดินไฟฟ้าก่อน มีการเก็บรวบรวมและวัดผลลัพธ์ของการศึกษา ได้แก่ ระยะทางที่เดินได้ในระยะเวลา 6 นาที ระดับสัญญาณชีพและคะแนนความเหนื่อย (modified Borg scale) ที่เปลี่ยนแปลงไปก่อนและหลังการทดสอบ ผลของงานวิจัย: มีผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเข้าร่วมทั้งหมด 30 คน เป็นเพศชาย 28 คน (93%) อายุเฉลี่ย 69.17±5.04 ปี ส่วนมากมีระดับความรุนแรงของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็น GOLD A (50%) ผลการทดสอบระยะทางที่ได้จากการเดินมาตรฐาน 6 นาทีบนพื้นราบ มีค่าสูงกว่าการเดินบนแผ่นเดินไฟฟ้าอย่างมีนัยยะสำคัญ (466.5 ± 76.6 และ 302.3 ± 85.0 เมตร ตามลำดับ, p
A Study Of The Characteristics And Associative Factors In Alterations Of Plantar Pressure In Parkinson’S Patients With Freezing Of Gait, Thanawan Tiraweerakhajorn
A Study Of The Characteristics And Associative Factors In Alterations Of Plantar Pressure In Parkinson’S Patients With Freezing Of Gait, Thanawan Tiraweerakhajorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Freezing of gait (FOG) poses a significant challenge in advanced Parkinson’s Disease (PD), manifesting as abrupt interruptions in forward movement within the gait cycle. Plantar pressure, notably heel strike dynamics, has emerged as a pivotal parameter associated with FOG. Materials and Methods: A retrospective analysis was conducted on clinical data and Strideway® System records from PD patients diagnosed with FOG via gold standard objective gait. Demographics, clinical assessments, plantar pressure metrics, and spatiotemporal gait parameters were collected. Results: 100 PD patients with FOG were included. Plantar pressure during the heel strike phase exhibited reductions in stages 2-3, with an …
ความชุกของรอยโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กในผู้ป่วยภาวะปริชานบกพร่องเล็กน้อย และโรคอัลไซเมอร์ไม่รุนแรงที่คลินิกความจำ, ธัชมัย สมิตะสิริ
ความชุกของรอยโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กในผู้ป่วยภาวะปริชานบกพร่องเล็กน้อย และโรคอัลไซเมอร์ไม่รุนแรงที่คลินิกความจำ, ธัชมัย สมิตะสิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ: โรคอัลไซเมอร์เป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันเนื่องจากส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน การรักษาด้วยยาแอนติบอดีชนิดเดี่ยวที่ยับยั้งอะไมลอยด์เริ่มมีบทบาทในผู้ป่วยระยะปริชานบกพร่องเล็กน้อยและภาวะสมองเสื่อมไม่รุนแรง โดยมีข้อห้ามของการให้ยาคือรอยโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็ก ได้แก่ รอยเลือดออกในสมองขนาดเล็กและรอยโรคเนื้อขาวของสมอง เป็นต้น และในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาความชุกของรอยโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กในกลุ่มผู้ป่วยระยะนี้อย่างเจาะจง ผลการศึกษานี้คาดว่าจะเป็นข้อมูลที่มีบทบาทในการพิจารณาความคุ้มค่าของการบำบัดด้วยยาแอนติบอดีชนิดเดี่ยวที่ยับยั้งอะไมลอยด์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ในประเทศไทย วิธีการวิจัย: การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบตัดขวางในคลินิกความจำ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคอัลไซเมอร์ตามเกณฑ์ทางคลินิก ที่อยู่ในระยะปริชานบกพร่องเล็กน้อยและสมองเสื่อมไม่รุนแรงที่มีอาการด้านความจำเด่นจะเข้ารับการทำแบบทดสอบเชิงปริชานและทำภาพฉายสมองด้วยคลื่นสั่นพ้องแม่เหล็ก โดยผู้ที่มีโรคทางกายรุนแรงและทำภาพฉายสมองได้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์จะถูกนำออกจากการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่เข้าเกณฑ์จะได้รับการประเมินรอยโรคสมองขาดเลือดขนาดเล็กและการฝ่อของสมองโดยประเมินด้วยตา ข้อมูลลักษณะพื้นฐานและคะแนนแบบทดสอบเชิงปริชานได้จากเวชระเบียน มีการประเมินความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กโดยรวมร่วมกับวิเคราะห์สหสัมพันธ์ต่อคะแนนแบบทดสอบเชิงปริชาน ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยจำนวน 102 รายในการศึกษา ประกอบด้วยระยะปริชานบกพร่องเล็กน้อย 73.5 เปอร์เซ็นต์ และระยะสมองเสื่อมไม่รุนแรง 26.5 เปอร์เซ็นต์ อายุเฉลี่ยที่การวินิจฉัยคือ 75.0 ± 8.0 ปี ครึ่งหนึ่งของตัวอย่างทั้งหมดพบรอยเลือดออกขนาดเล็กของสมอง โดยมีเพียง 17.6 เปอร์เซ็นต์ที่มีรอยโรค 4 ตำแหน่งขึ้นไป และเมื่อรวมกับกลุ่มที่มีคะแนน Fazekas มากกว่า 3 คะแนนหรือมีรอยเลือดออกขนาดเล็กของสมอง 4 ตำแหน่งขึ้นไปพบว่ามีทั้งสิ้น 20 ราย หรือ 19.6 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดไม่พบรอยเลือดออกบนผิวสมองหรือรอยโรคสมองขาดเลือดที่สัมพันธ์กับหลอดเลือดขนาดใหญ่ นอกจากนี้ กลุ่มที่ไม่พบรอยเลือดออกขนาดเล็กของสมองมีคะแนน TMSE สูงกว่า (25.4 เทียบกับ 23.5; p = 0.009) และกลุ่มที่มีคะแนน MTA น้อย จะมีคะแนน TMSE และ MoCA ที่สูงกว่า (26.4 เทียบกับ 22.7; p < 0.001 และ 22.1 เทียบกับ 19.2; p = 0.001 ตามลำดับ) ในการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ มีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างอ่อนระหว่างคะแนน SVD ทั้งสองแบบต่อคะแนน TMSE (r = -0.371 และ -0.384 ตามลำดับ; p < 0.001) และมีความสัมพันธ์เชิงลบปานกลางระหว่างคะแนน MTA ต่อคะแนน TMSE & MoCA (r = -0.631 และ -0.443 ตามลำดับ; p < 0.001) สรุป: กลุ่มผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ระยะปริชานบกพร่องเล็กน้อยและสมองเสื่อมไม่รุนแรงเพียง 19.6 เปอร์เซ็นต์ ที่มีรอยโรคจากภาพฉายสมองอยู่ในเกณฑ์ที่เป็นข้อห้ามในการรักษาด้วยยายับยั้งอะไมลอยด์แบบแอนติบอดีชนิดเดี่ยว ซึ่งผลลัพธ์นี้มีประโยชน์ในการพิจารณาบทบาทของการรักษาโรคอัลไซเมอร์ของประเทศไทยในอนาคต
The Effect Of Earnings Quality On Financial Analysts’ Dividend Forecast Error : The Moderating Roles Of Investor Sentiment And Economic Uncertainty, Tanabordee Jutaputthi
The Effect Of Earnings Quality On Financial Analysts’ Dividend Forecast Error : The Moderating Roles Of Investor Sentiment And Economic Uncertainty, Tanabordee Jutaputthi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the influence of earnings quality on the accuracy of financial analysts' dividend forecasts for companies listed on the Thailand Stock Market Exchange (SET) and the Market for Alternative Investment (mai) for the period from 2015 to 2022. using a sample of 891 observations. focusing on the moderating roles of investor sentiment and economic uncertainty. The findings reveal that good earnings quality helps reduce dividend forecast errors. We find no evidence of the moderating roles of investor sentiment and economic uncertainty, implying that analysts might possess the expertise to incorporate the implications of economic uncertainty into their forecasts …
Board’S Gender Diversity And Educational Backgrounds As Determinants Of Cost Of Debt: Managerial Hierarchy Perspectives In Thai Financial Landscape, Pitchaya Thuwanaka
Board’S Gender Diversity And Educational Backgrounds As Determinants Of Cost Of Debt: Managerial Hierarchy Perspectives In Thai Financial Landscape, Pitchaya Thuwanaka
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the impact of board gender diversity, financial background, and educational diversity on the cost of debt for Thai listed companies, focusing on the SET50 firms from 2015-2016 and 2021-2022. Utilizing data from Refinitiv DataStream, SETSMART, and annual reports, this research examines whether the presence of women on boards, financial expertise, and diverse educational backgrounds influence borrowing costs. The findings reveal that female board members do not significantly impact the cost of debt, challenging common assumptions about gender diversity's financial benefits. In contrast, boards with directors possessing financial backgrounds, particularly those in chairman and executive management positions, are …
Household Debt On Retirement Preparedness For Thai Population, Sutudta Phainoun
Household Debt On Retirement Preparedness For Thai Population, Sutudta Phainoun
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Thailand household debt problem are key barriers to retirees achieving financial freedom. This study aims to access the relationship between mortgage debt, credit card debt and education debts with the retirement preparedness of working-age population aged 30-60 years old in Thailand by utilizing multiple linear regression analysis. The findings revealed that Thai populations are at a moderate level of retirement preparedness. The private sector is particularly concerned about the lack of savings for later life. Moreover, not all kinds of debts are bad debt, mortgage debt could fall into the category of good debt since it may be tax-deductible, credit …
Investor Sentiment Influence On The Preference For Lottery-Like Stocks Among Thai Mutual Fund, Pichayapong Srisawad
Investor Sentiment Influence On The Preference For Lottery-Like Stocks Among Thai Mutual Fund, Pichayapong Srisawad
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigates the preferences of Thai mutual funds for lottery-like stocks, characterized by stock skewness. Given that market sentiment fluctuates over time, the study also explores how the preferences of Thai mutual funds for lottery-like stocks vary with market sentiment. The research aims to understand if holding these stocks can generate significant excess returns and to evaluate the impact of fund size and age on these investment preferences during different market sentiment periods. By analyzing data from the first quarter of 2020 to the third quarter of 2023, this study provides a comprehensive view of the strategic decisions made …
การกำหนดกรอบข่าวและปฏิสัมพันธ์บนพื้นที่ข่าวออนไลน์เกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์, รัชฎาวรรณ รองทอง
การกำหนดกรอบข่าวและปฏิสัมพันธ์บนพื้นที่ข่าวออนไลน์เกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์, รัชฎาวรรณ รองทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อวิเคราะห์และอธิบายการกำหนดกรอบของข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ของสื่อมวลชนบนออนไลน์และเพจนำเสนอข่าวและเหตุการณ์บนสื่อออนไลน์ 2) เพื่อวิเคราะห์และอธิบายปฏิสัมพันธ์บนพื้นที่ข่าวออนไลน์เกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ที่สะท้อนการใช้ภาษาและการร่วมกระทำในการระรานทางไซเบอร์ และ 3) เพื่อสร้างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์บนช่องทางออนไลน์ ใช้วิธีการวิจัยกรณีศึกษาจำนวน 2 กรณี ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาข่าวเกี่ยวกับกรณีศึกษาที่นำเสนอบนสื่อออนไลน์ จำนวนรวม 61 ชิ้นข่าว วิเคราะห์เนื้อหาการแสดงความคิดเห็น จำนวน 11,968 ความคิดเห็น และการสัมภาษณ์เชิงลึกนักวิชาชีพด้านข่าวและผู้ผลิตเนื้อหาออนไลน์ จำนวน 12 คน ผลการวิจัยพบว่า การกำหนดกรอบของข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ ได้แก่ ความขัดแย้ง ผลกระทบ การสำนึกผิด และการคลี่คลาย ทั้งนี้ไม่พบการนำเสนอกรอบข่าวเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาหรือการนำเสนอทางออกในข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ที่ผู้ถูกระรานเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง และไม่พบการกำหนดกรอบข่าวเกี่ยวกับการให้กำลังใจหรือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ในข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ที่ผู้ถูกระรานเป็นบุคคลธรรมดา ปฏิสัมพันธ์บนพื้นที่ข่าวออนไลน์เกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์พบว่า มีการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์แต่เกี่ยวกับบุคคลในข่าวมากที่สุดในข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ที่ผู้ถูกระรานเป็นบุคคลมีชื่อเสียง และมีการแสดงความคิดเห็นที่ไม่สนับสนุนการระรานทางไซเบอร์มากที่สุดในข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ที่ผู้ถูกระรานเป็นบุคคลธรรมดา ทั้งนี้ยังพบการกดถูกใจและการกดแบ่งปันข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์มากที่สุดในการเผยแพร่ข่าวช่วงแรกและค่อย ๆ ลดลงตามระยะเวลาการนำเสนอข่าว ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์บนช่องทางออนไลน์ ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) กำหนดการควบคุมโดยยึดหลักจริยธรรมของสื่อสารมวลชนที่สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และเพิ่มช่องทางการร้องเรียนให้กับผู้ที่รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าวการระรานทางไซเบอร์ 2) กำหนดเกณฑ์เชิงจริยธรรมการนำเสนอข่าวของผู้ให้บริการสื่อ/ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์เน้นเนื้อหาที่ไม่เพิ่มความหวาดกลัวในการตกเป็นเหยื่อจากการถูกระรานทางไซเบอร์ เฝ้าระวังการนำเสนอเนื้อหาข่าวที่อาจนำไปสู่การระรานทางไซเบอร์ และการเฝ้าระวังปฏิสัมพันธ์ออนไลน์เชิงลบของผู้อ่านข่าวที่นำเสนอ และ 3) กำหนดมาตรการส่งเสริมให้ผู้ใช้สื่อ/ ผู้บริโภค ตระหนักรู้เรื่องการระรานทางไซเบอร์และเพิ่มทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัล
การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ, สมรักษ์ เจียมธีรสกุล
การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ, สมรักษ์ เจียมธีรสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง "การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายในสังคมไทย การให้ความหมายเรื่องความตายของผู้สูงอายุ และพฤติกรรมการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้างเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้สูงอายุกรณีศึกษา 18 คน การเตรียมตัวตายเป็นพฤติกรรมสังคม และพฤติกรรมวัฒนธรรม ผู้สูงอายุคิดวางแผนเตรียมตัวตายโดยใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือ การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายเป็นกระบวนการในการสร้างความหมายร่วมกันระหว่างผู้ร่วมกระทำการสื่อสารซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ปฏิสัมพันธ์ในที่นี้มีขอบเขตตั้งแต่ระดับภายในตนเอง ปฏิสัมพันธ์ต่อบุคคลใกล้ชิด ต่อกลุ่ม และต่อสาธารณะ ผู้สูงอายุให้ความหมายความตาย 5 ความหมาย ได้แก่ ความตายคือการไม่มีชีวิตอยู่ ความตายคือการเคลื่อนย้ายของจิต ความตายคือการเปลี่ยนภพตามพระประสงค์ของพระเจ้า ความตายคือการเดินทางครั้งใหม่-การเกิด ความตายคือการพลัดพรากหรือถูกทำให้พลัดพรากจากที่เป็นอยู่ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุมี 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยตัวบุคคล ปัจจัยศาสนา ปัจจัยด้านสังคมวัฒนธรรม และปัจจัยสถานภาพทางสังคมเศรษฐกิจ สื่อและช่องทางการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ ได้แก่ สื่อบุคคล สื่อเฉพาะกิจ สื่อเชิงวัฒนธรรม สื่อวัตถุ และสื่อสังคม
การประกอบสร้างวาทกรรมนมแม่และการปะทะสังสรรค์ผ่านเรื่องเล่าในสื่อไทย, ยศพล ชุติปัญญะบุตร
การประกอบสร้างวาทกรรมนมแม่และการปะทะสังสรรค์ผ่านเรื่องเล่าในสื่อไทย, ยศพล ชุติปัญญะบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เพื่อศึกษาความไม่ต่อเนื่องทางวาทกรรม การตีความของมารดา และกลวิธีการประกอบสร้างวาทกรรมในเชิงเรื่องเล่าต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งมีอิทธิพลต่อชนชั้นกลางชาวไทย งานวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นนี้ศึกษาตัวบทที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแม่และเผยแพร่ในปี พ.ศ.2475-2565 อาทิ แบบเรียนภาษาไทย วรรณกรรม ละครโทรทัศน์ นิตยสาร สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก สื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงโฆษณา และข่าวในพระราชสำนัก ผลการวิจัยพบวาทกรรมนมแม่ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 ยุค ดังนี้ (1) ยุคก่อนกรอบการวิจัย คติทางพุทธให้ความหมายของนมแม่ว่ากลั่นมาจากเลือดในอกด้วยความรักของแม่ น้ำนมแม่เป็นสัญญะของจิตวิญญาณความเป็นแม่ซึ่งส่งผ่านจากเจ้าของน้ำนมสู่ทารก แม้แต่จากแม่นม กระนั้นไม่พบว่ามารดามีบทบาทสำคัญใด ๆ ในเรื่องเล่า (2) ยุคนมแม่อาหารตามธรรมชาติ นมแม่มีสัญญะของอาหารเชิงโภชนาการมากขึ้นและจิตวิญญาณในน้ำนมแม่ส่งผ่านเฉพาะมารดาทางชีวภาพ ไม่ใช่จากแม่นม มารดามีบทบาทมากขึ้นในเรื่องเล่าในฐานะผู้สร้างชาติและมีบุญคุณ (3) ยุคนมแม่แพ้นมผง ด้วยอิทธิพลของโฆษณาและองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ นมผงเป็นอาหารทดแทนนมแม่ที่สามารถเติมสารอาหารเข้าไปได้ ภาพของมารดายุคใหม่จึงไม่ต้องให้นมแม่ (4) ยุคนมแม่แน่ที่สุด องค์ความรู้วิทยาศาสตร์และคติพุทธให้คุณค่าต่อนมแม่ในสื่อทุกประเภท คู่ตรงข้ามเป็นกลวิธีในการสร้างให้นมผงมีความหมายดุจยาพิษ ส่งผลให้มารดาที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เท่านั้นคือแม่ที่ดี (5) ยุคแห่งการกระจัดกระจายของวาทกรรม เริ่มปรากฏการตระหนักถึงระบบคู่ตรงข้ามและการต่อรองวาทกรรมว่านมแม่ดีที่สุดแต่นมผงก็ใช้ได้หากจำเป็น ในอีกพื้นที่วาทกรรมมีการให้คุณค่านมแม่ว่าเป็นน้ำนมคน คือมีความเป็นวัตถุและไม่แฝงจิตวิญญาณของเจ้าของน้ำนม จากปรากฏการณ์บริจาคน้ำนมแม่บนโลกออนไลน์ด้วยการตีความว่านมแม่คนใด ๆ นั้นดีกว่าและปลอดภัยกว่านมโค แสดงให้เห็นอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ที่จัดสรรให้แต่ละกลุ่มวาทกรรมมีพื้นที่อุดมการณ์ของตัวเอง มารดาในยุคออนไลน์มีสถานะเป็นผู้เล่าเรื่องและมีความเป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งด้านหนึ่งช่วยเพิ่มอำนาจให้กับมารดาในการต่อรองกับปิตาธิปไตย แต่อีกด้านหนึ่งกลับพบการผลิตซ้ำบทบาทหน้าที่ของสตรีให้มีจำกัด การตีความด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดามี 2 จังหวะ ครั้งแรกคือช่วงก่อนการคลอดที่สื่อมีบทบาทมาก และอีกครั้งภายหลังคลอดซึ่งประสบการณ์ส่วนบุคคลร่วมกับสื่อที่ใช้มีบทบาทต่อพฤติกรรมการให้นมและความภาคภูมิใจในการเป็นแม่ กรอบความรู้ทางคติพุทธและวิทยาการตะวันตกปะทะสังสรรค์กันตลอดช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ และวาทกรรมหนึ่ง ๆ จะครองอำนาจได้เมื่อกรอบความรู้ทั้งสองทำงานสอดประสานกัน ผู้วิจัยเสนอแนะว่าการสื่อสารเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ควรเน้นความหมายเฉพาะที่ตัวน้ำนมแม่ ไม่จำเป็นต้องชูภาพความสำเร็จของความเป็นแม่จากมารดาที่ให้นมแม่ปริมาณมาก แต่ควรนำเสนอมิติของความสัมพันธ์ให้มากขึ้นและสามารถให้ข้อมูลอาหารทดแทนนมแม่เพื่อเป็นตัวเลือกต่อมารดาหากจำเป็นต้องใช้
แบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจไทยทางออนไลน์, วรรษยุต คงจันทร์
แบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจไทยทางออนไลน์, วรรษยุต คงจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการปฏิสัมพันธ์ขององค์กรและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ออนไลน์ 2) วิเคราะห์ระดับและรูปแบบของความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของความเสี่ยงและระดับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กร กับรูปแบบการสื่อสารและการปฏิสัมพันธ์ขององค์กรบนสื่อออนไลน์ และ 4) พัฒนาแบบจำลองการสื่อสารความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ ด้วยระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์โดยวิธีการทำเหมืองข้อมูล จำนวน 181 วัน ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ความรู้สึก เพื่อวิเคราะห์ระดับและรูปแบบความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กร พัฒนาเป็นแบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรโดยใช้สมการถดถอยโลจิสติกเชิงอันดับและตัวแบบต้นไม้ตัดสินใจ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นสถานการณ์การสื่อสารความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ ตรวจสอบความถูกต้องของแบบจำลองโดยผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธีการวัดความสอดคล้องภายใน จำนวน 3 คน และความเหมาะสมของสถานการณ์ตามแบบจำลองโดยผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า องค์กรมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้สื่อเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน มีรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ที่มีลักษณะเป็นการสื่อสารทางเดียวและมีความรู้สึกที่สอดคล้องกัน เน้นให้ข้อมูลข่าวสารเพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมในเชิงควบคุมโดยมีแบบแผน นำไปสู่ระดับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ที่ลดลง โดยพบความเสี่ยงระดับปานกลางถึงสูงมากเพียงร้อยละ 7.18 ปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงด้านชื่อเสียงประกอบด้วย 8 ปัจจัย โดยปัจจัยด้านความรู้สึกในการสื่อสารของผู้บริโภค เป็นปัจจัยตั้งต้นในการทำนายความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ตามผลการพัฒนาแบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจไทยทางออนไลน์ด้วยตัวแบบต้นไม้ตัดสินใจ โดยมีอัตราความแม่นยำที่ร้อยละ 70.11 และยืนยันความสอดคล้องของสถานการณ์การสื่อสารโดยผลการวิจัยเชิงคุณภาพ
การใช้สัญญะทางสายตาในเฟซบุ๊กแฟนเพจภาพล้อการเมือง, ฐิติมา วงศ์ถาวร
การใช้สัญญะทางสายตาในเฟซบุ๊กแฟนเพจภาพล้อการเมือง, ฐิติมา วงศ์ถาวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำงานของสัญญะทางสายตาในการสะท้อนปัญหาทางการเมืองและสังคมไทยในภาพล้อเลียนการเมืองออนไลน์ ศึกษาจากเฟซบุ๊กแฟนเพจภาพล้อการเมืองทั้งหมด 3 เพจ ได้แก่ Uninspired by current events, ไข่แมวX และเฮ้ยนี่มันตัดต่อชัด ๆ V2 โดยเลือกภาพจากประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาล ตั้งแต่มิถุนายน พ.ศ.2564 ถึงธันวาคม พ.ศ.2565 ทั้งหมด 78 ภาพ พบว่ามีลักษณะของการวิพากษ์ปัญหาทางการเมือง และสังคม 3 ลักษณะ ได้แก่ วิพากษ์ผู้สั่งการหรือผู้รับผิดชอบ, วิพากษ์เหตุการณ์ หรือสถานการณ์ และวิพากษ์ผลจากเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ อีกทั้งยังปรากฏสัญญะทางสายตาทั้ง 3 รูปแบบ ได้แก่ Iconic Sign หรือสัญญะที่แทนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง, Plastic Sign หรือสัญญะที่แสดงลักษณะทางกายภาพของภาพที่สื่อสาร และ Linguistic sign หรือสัญญะที่แสดงออกทางภาษา โดยลักษณะการมีทั้งความหมายนัยตรง และความหมายโดยนัย และมีการนำแนวคิดเรื่องภาพพจน์มาอธิบายสัญญะทางภาพอันปรากฏ 7 รูปแบบ ได้แก่ อุปลักษณ์ (Metaphor), นามนัย (Metonymy), การประชดประชัน (Irony), การล้อเลียนจากสิ่งที่มีอยู่ (Parody), การกล่าวเกินจริง หรืออติพจน์ (Hyperbole), การปฏิทรรศน์ (Paradox) และการสร้างสถานการณ์เล่าเปรียบเทียบ (Allegory) เรียงตามลำดับ ทั้งยังพบการประกอบสร้างความหมายอันเกิดจากการเปรียบเทียบ 3 ลักษณะ ได้แก่ เปรียบเทียบระหว่างสัญญะกับสิ่งที่ถูกวิพากษ์, เปรียบเทียบระหว่างสัญญะภายในภาพ และเปรียบเทียบระหว่างสัญญะกับผลงานสร้างสรรค์ (Recontextualizing Parody) ซึ่งช่วงเวลาที่ภาพล้อปรากฏก็มีส่วนสำคัญในการประกอบสร้างความหมายเช่นกัน นอกจากนี้การศึกษาภาพล้อการเมืองจากทั้ง 3 เพจยังพบการใช้สัญญะทางสายตาสื่อสารถึงสิ่งที่ละเอียดอ่อนต่อการวิพากษ์อย่างมีชั้นเชิง
การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย, อัทธ์ธนิน ธนินภาณุวิวัฒน์
การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย, อัทธ์ธนิน ธนินภาณุวิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย อธิบายความสัมพันธ์ของการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการและความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย และอธิบายความแตกต่างตามลักษณะของประชากรด้านเพศ อาชีพ รายได้ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ชมที่ติดตามการแข่งขันของสโมสรฟุตบอลไทยอย่างต่อเนื่องมานานมากกว่า 1 ปี ที่มีอายุ18 ปีขึ้นไป และเคยซื้อสินค้าที่มีสัญลักษณ์ของสโมสรที่เป็นสมาชิก จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของสโมสรฟุตบอลไทยโดยรวมในระดับสูง มีพฤติกรรมการชมการแข่งขันฟุตบอลโดยรับชมการแข่งขันในสนามในระดับสูง มีความภักดีต่อสโมสรฟุตบอลไทยโดยรวมอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้มีการติดตามบัญชีออนไลน์และกดถูกใจให้นักฟุตบอลของสโมสรที่ชื่นชอบ รวมทั้งยังคงติดตามเชียร์สโมสรที่ชอบอย่างเหนียวแน่นอยู่ในระดับสูงมาก ผลการทดสอบสมมติฐานสรุปได้ว่า การเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการชมการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง การเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความภักดีของแฟนบอลต่อสโมสรฟุตบอลไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับสูง กลุ่มตัวอย่างที่มีเพศ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน มีการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างที่มีอาชีพ และรายได้แตกต่างกัน มีความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การสื่อสารการสอนของครูสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ, บงกชกร มนตรีวิวัฒน์
การสื่อสารการสอนของครูสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ, บงกชกร มนตรีวิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “การสื่อสารการสอนของครูสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณลักษณะของครูสอนเพลงและเนื้อหาในการสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ และ 2) การสื่อสารการสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ออกแบบเครื่องมือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) โดยศึกษาข้อมูลเอกสาร บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำการสัมภาษณ์ครูสอนร้องเพลงที่มีประสบการณ์การสอนร้องเพลงผู้เรียนหลากหลายช่วงวัยเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี และมาจากสถาบันที่แตกต่างกัน เพื่อออกแบบแผนการสอนและแบบคำถามสะท้อนความคิด (reflection) ตรวจสอบเครื่องมือวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีบำบัด การสอน และผู้สูงอายุ ปรับแก้ไขเครื่องมือวิจัย แล้วจึงทำการทดลองด้วยวิธี Transformative learning กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุในชมรมดนตรีในสวน หมู่บ้านปัฐวิกรณ์ ผัง ก เพศหญิงและชาย จำนวน 10 คน อายุระหว่าง 60-90 ปี โดยทำการสอนแบบตัวต่อตัว เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ และวัดผลด้วยการบันทึกข้อมูลสะท้อนความคิด (reflection) ของผู้เรียนที่มีต่อตัวเอง ต่อผู้สอน และต่อเนื้อหา ของตัวผู้สอนที่มีต่อการสอนของตนเอง ต่อผู้เรียน และต่อเนื้อหา และของผู้สังเกตการณ์ที่มีต่อการเรียนในภาพรวม ผลการศึกษาพบว่า ผู้สอนต้องมีคุณลักษณะของครูสอนร้องเพลงครบทั้ง 4 คุณลักษณะ ได้แก่ คุณลักษณะของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านดนตรีและการร้องเพลง คุณลักษณะของผู้ที่เข้าใจธรรมชาติและความต้องการของผู้สูงอายุ คุณลักษณะของผู้ที่มีทักษะการสื่อสารการสอนที่มีประสิทธิภาพ และคุณลักษณะของผู้ที่มีบุคลิกภาพการสื่อสารที่ดี มีการสอนเนื้อหาการสอนร้องเพลงครบทั้ง 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่องการออกเสียง และ เรื่องการสื่อสารเพลงและการแสดง รวมถึงมีการสื่อสารการสอนในขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ครบทั้ง 3 ช่วง ได้แก่ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ต้องมีการสื่อสารเพื่อสร้างความผ่อนคลาย และการสื่อสารเพื่อกำหนดเป้าหมายหรือเหตุผลในการเรียน ขั้นจัดการเรียนรู้ ต้องมีการสื่อสารในการเลือกเพลง และต้องมีการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันและการสื่อสารเพื่อให้กำลังใจและ/หรือสร้างแรงจูงใจไปตลอดทั้งขั้นจัดการเรียนรู้และขั้นสรุป จึงจะส่งผลให้ผู้สูงอายุมีความภูมิใจในตนเองเพิ่มขึ้นได้
ภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซ ที่สร้างการรับรู้และจัดการประเด็นปัญหาการฟอกเขียว, ภาณุรัตน อำนวยพล
ภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซ ที่สร้างการรับรู้และจัดการประเด็นปัญหาการฟอกเขียว, ภาณุรัตน อำนวยพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซในการสร้างการรับรู้และจัดการประเด็นปัญหาการฟอกเขียว 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะที่มีต่อการใช้ภาพยนตร์แอนิเมชันในการสร้างการรับรู้และจัดการประเด็นปัญหาการฟอกเขียว งานวิจัยนี้ใช้วิธีทั้งการวิเคราะห์ตัวบทในภาพยนตร์แอนิเมชัน ทั้งหมด 12 คลิปวิดีโอ และการสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งสัมภาษณ์กับบุคลากรในมูลนิธิด้านสิ่งแวดล้อม นักวิชาการ และนักข่าวด้านสิ่งแวดล้อม ผลการวิจัยพบว่า ภาพยนตร์แอนิเมชันนำเสนอ 2 รูปแบบหลัก คือ ภาพยนตร์สั้นและภาพกราฟิกเคลื่อนไหว โดยต่างนำเสนอเนื้อหา 2 ส่วนคือ 1) การเล่าปัญหาการฟอกเขียวของบริษัท ซึ่งผู้รับชมสามารถตระหนักรู้ถึงที่มา ลักษณะ และผลของปัญหาอันนำไปสู่การตั้งคำถามต่อการจัดการสิ่งแวดล้อม 2) เชิญชวนผู้รับชมให้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการฟอกเขียว ด้วยการลงนามหรือแชร์คลิปวิดีโอ ทั้งนี้ประเด็นการฟอกเขียวได้ถูกถ่ายทอดอย่างชัดเจนผ่านองค์ประกอบต่างๆ ในภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซ โดยเทคนิคแอนิเมชันช่วยให้การถ่ายทอดดังกล่าวเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซยังมีแนวคิดสื่อเชิงเสนอแนะอีกด้วย
อิทธิพลของแรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กรในเจเนอเรชันซี, ณัฐวลัย ภาคภากร
อิทธิพลของแรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กรในเจเนอเรชันซี, ณัฐวลัย ภาคภากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้แรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรต่อการรับรู้ความแท้จริงขององค์กรและพฤติกรรมสนับสนุนองค์กรในกลุ่มเจเนอเรชันซี ด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ในรูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจและใช้แบบสอบถามออนไลน์เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างเจเนอเรชันซี อายุ 18-29 ปี ในประเทศไทย จำนวน 415 คน ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้แรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการรับรู้ความแท้จริงขององค์กร การรับรู้แรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กร รวมทั้งการรับรู้ความแท้จริงขององค์กรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กร โดยรายละเอียดพบว่า การอนุมานแรงจูงใจว่าองค์กรแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมมาจากการยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก มีอิทธิพลต่อความแท้จริงขององค์กรและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กรมากที่สุด อนึ่ง งานวิจัยนี้ประยุกต์ใช้แนวคิดบรรษัทบริบาลเป็นหลัก เพื่อทำความเข้าใจปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยองค์ความรู้ทางด้านการประชาสัมพันธ์
อิทธิพลของความต้องการของผู้บริโภคและภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้องต่อการตอบสนองและความภักดีของผู้บริโภค, ธัญญรัตน์ จันทร์คำ
อิทธิพลของความต้องการของผู้บริโภคและภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้องต่อการตอบสนองและความภักดีของผู้บริโภค, ธัญญรัตน์ จันทร์คำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความต้องการของผู้บริโภค ภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้อง การตอบสนองของผู้บริโภค (ได้แก่ ความผูกพัน ความพึงพอใจ ความไว้วางใจ ความมุ่งมั่น และความตั้งใจซื้อ) และความภักดีต่อตราสินค้าศิลปินนักร้องของผู้บริโภค 2) อิทธิพลของความต้องการของผู้บริโภคและภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้อง ต่อการตอบสนองของผู้บริโภค และ 3) อิทธิพลของการตอบสนองของผู้บริโภค ต่อความภักดีต่อตราสินค้าศิลปินนักร้องของผู้บริโภค โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีวิจัยเชิงสํารวจ มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 18 - 34 ปี จำนวน 435 คน ที่ติดตามศิลปิน ATLAS หรือศิลปิน PROXIE บนช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของศิลปิน ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการของผู้บริโภค ในมิติบรรทัดฐานของเพื่อน มีอิทธิพลต่อการตอบสนองของผู้บริโภคมากที่สุด และภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้อง ในมิติการออกแบบ และความสามารถรอบด้าน มีอิทธิพลต่อการตอบสนองของผู้บริโภคมากที่สุด นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า การตอบสนองของผู้บริโภค ในด้านความผูกพัน และความตั้งใจซื้อ มีอิทธิพลต่อความภักดีต่อตราสินค้าศิลปินนักร้องของผู้บริโภค
อิทธิพลของความเกี่ยวพันต่อประเด็น และคุณค่าตราสินค้า ต่อพฤติกรรมผู้บริโภคต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า ในประเด็นความงามที่หลากหลาย, ภัณฑิรา เพชรคอน
อิทธิพลของความเกี่ยวพันต่อประเด็น และคุณค่าตราสินค้า ต่อพฤติกรรมผู้บริโภคต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า ในประเด็นความงามที่หลากหลาย, ภัณฑิรา เพชรคอน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสํารวจในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความเกี่ยวพันต่อประเด็น (ได้แก่ ความเกี่ยวพันด้านความคิด และความเกี่ยวพันด้านความรู้สึก) คุณค่าตราสินค้า (ได้แก่ ความตระหนักรู้ในตราสินค้า ภาพลักษณ์ตราสินค้า ความน่าเชื่อถือของตราสินค้า ความรู้สึกต่อตราสินค้า และความเป็นชุมชนของตราสินค้า) ความผูกพันต่อตราสินค้า (ได้แก่ ความผูกพันทางความคิด ความผูกพันทางความรู้สึก และความผูกพันทางพฤติกรรม) ทัศนคติต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า และพฤติกรรมของผู้บริโภคของตราสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวในประเด็นความงามที่หลากหลาย (ได้แก่ ความตั้งใจซื้อสินค้า และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์) 2) อิทธิพลของความเกี่ยวพันต่อประเด็น คุณค่าตราสินค้า และความผูกพันต่อตราสินค้า ที่มีต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคของตราสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวในประเด็นความงามที่หลากหลาย และ 3) อิทธิพลของทัศนคติของผู้บริโภคต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า ที่มีต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคต่อตราสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวในประเด็นความงามที่หลากหลาย โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม เก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มผู้บริโภคเพศหญิง อายุระหว่าง 18 – 43 ปี ที่รู้จักตราสินค้า Mistine ตราสินค้า Wacoal หรือตราสินค้า Dove อย่างน้อยหนึ่งตราสินค้า และเคยรับรู้เกี่ยวกับประเด็นความงามที่หลากหลายมาก่อน จำนวน 515 คน ผลการวิจัยพบว่า ความเกี่ยวพันต่อประเด็น คุณค่าตราสินค้า และความผูกพันกับตราสินค้า มีอิทธิพลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคของตราสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวในประเด็นความงามที่หลากหลาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 โดยความน่าเชื่อถือของตราสินค้าและความผูกพันทางความรู้สึก มีอิทธิพลต่อทัศนคติของผู้บริโภคต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า ความตั้งใจซื้อสินค้า และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ทัศนคติของผู้บริโภคต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้า และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 โดยมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้ามากกว่าการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
อิทธิพลของบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ต่อคุณค่าตราสินค้าและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อศิลปินบอยแบนด์ทีป๊อป วงพร็อกซี, วรดนู มังกรพิศม์
อิทธิพลของบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ต่อคุณค่าตราสินค้าและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อศิลปินบอยแบนด์ทีป๊อป วงพร็อกซี, วรดนู มังกรพิศม์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความแตกต่างของลักษณะทางประชากรกับการประเมินการตลาดเชิงเนื้อหาแต่ละประเภท คุณค่าตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อศิลปินกลุ่มชายไทยวงพร็อกซี และเพื่อศึกษาอิทธิพลของการตลาดเชิงเนื้อหาที่เผยแพร่ผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์มติ๊กต็อกและเอ็กซ์ ที่มีต่อการประเมินคุณค่าตราสินค้า รวมถึงอิทธิพลของการตลาดเชิงเนื้อหาและคุณค่าตราสินค้า ต่อความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค โดยทำการศึกษากับผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 18 - 34 ปี ทุกเพศสภาพ ที่ได้รับชมเนื้อหาการสื่อสารการตลาดที่เกี่ยวกับศิลปินวงพร็อกซีบนแพลตฟอร์ม ติ๊กต็อกและเอ็กซ์ ทั้งเนื้อหาที่สร้างจากตราสินค้าและสร้างจากแฟนคลับ ภายในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 400 คน ด้วยการวิจัยเชิงสำรวจและแบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 ผลการทดสอบสมมติฐานด้านลักษณะทางประชากรของผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่าง พบว่า 1) อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีการประเมินการตลาดเชิงเนื้อหาต่างกัน 2) อายุ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีการประเมินคุณค่าตราสินค้าต่างกัน และ 3) อายุ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีระดับความตั้งใจซื้อต่างกัน นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า เนื้อหาการสื่อสารการตลาดที่สร้างจากตราสินค้าและสร้างจากแฟนคลับ มีอิทธิพลต่อการประเมินคุณค่าตราสินค้าบนแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน ทั้งในภาพรวมของคุณค่าตราสินค้าและมิติองค์ประกอบ กล่าวคือ เนื้อหาที่สร้างจากตราสินค้าบนติ๊กต็อกมีอิทธิพลต่อคุณค่าตราสินค้าทั้งในภาพรวม และ 5 มิติองค์ประกอบ ได้แก่ 1) การรับรู้ตราสินค้า 2) ความเชื่อมโยงกับตราสินค้า 3) การรับรู้คุณภาพ 4) ความภักดีต่อตราสินค้า และ 5) สินทรัพย์อื่น ๆ ของตราสินค้า แต่สำหรับเนื้อหาที่สร้างจากแฟนคลับบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ที่จะมีอิทธิพลต่อคุณค่าตราสินค้า โดยมีอิทธิพลต่อคุณค่าในภาพรวมและองค์ประกอบอีก 4 มิติ ยกเว้นมิติของการรับรู้ตราสินค้า และท้ายที่สุด คุณค่าตราสินค้าของศิลปินมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค
The Acute Effect Of Therapeutic Thaiacupressure On Foot On Freezing Of Gait In Parkinson’S Disease Patients During “On” Medication Time. A Randomized Non-Inferiority Trial., Yuka Miyahara
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: ON-Freezing of gait (ON-FOG) in Parkinson’s disease (PD), often resistant to medication, is linked to sensory deficits and proprioceptive impairment, and results in falls and reduced life quality. While visual cues from a laser cane (LC), which rapidly accesses the motor cortex, are commonly used to compensate for proprioceptive impairment, increased visual reliance may be affected by disease progression. Emerging evidence suggests that modulation of peripheral sensory processing may alleviate ON-FOG, and therapeutic Thai acupressure (TTA) may be a solution. This study aims to evaluate the effect of TTA in alleviating ON-FOG and compare its effectiveness to LC in …
Say On Pay Voting: Understanding Executive Pay Assessments Through The Lens Of Information-Processing Theory, Wichawadee Racharoenkit
Say On Pay Voting: Understanding Executive Pay Assessments Through The Lens Of Information-Processing Theory, Wichawadee Racharoenkit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Although multiple studies have confirmed managerial power in executive compensation and the instances of irrational Say-On-Pay (SOP) voting in United States, the assessment of executive compensation, leading to SOP voting decisions, under these occurrences remained unrevealed prior to this research. Attempting to address these limitations, the measurements of irrational SOP voting and opportunistic executive compensation are introduced for modifying the model of SOP voting determinants, based on information-processing theory. The objectives are to investigate: the assessments of executive pay under heuristic processing, the assessment of opportunistic compensation, and the awareness of opportunistic executive pay, which could be resulted in lower …
Bad Genius: An Analysis Of Filmic Representations Of Thailand’S Social Issues And Chinese Viewers’ Perspectives, Shuwen Sun
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Bad Genius is a thought-provoking Thai movie that profoundly reflects the modern side of society by telling the story of examination malpractice and social class issues. The purpose of this article is to analyze the social issues involved in the film and explore the criticism of the education system and social injustice. At the same time, the article will introduce the Chinese audience's evaluation of the movie in order to analyze the reasons for its high box office in the Chinese market. By comparing the educational background and social values of Thailand and China, we can better understand why Bad …
Information Structure In Moklen, Daniel Peter Loss
Information Structure In Moklen, Daniel Peter Loss
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates aspects of information structure in Moklen, an endangered Austronesian language of Southern Thailand. The two objectives were to study the syntactic and informational properties of intonation units and to study the relationship between information status and changes in word-form. With respect to the first objective, Hypothesis 1 held that clausal intonation units would conform to the one-new-idea constraint, while Hypothesis 2 held that variations in argument structure could be accounted for by the given-before-new principle. Regarding changes in word-form, Hypothesis 3 held that use of monosyllabic alternants would correspond to “given” information statuses. To assess these hypotheses, …
New Approaches For Classical Theatre Performance Through The Application Of The Principles Of No.60 :A Case Study Of August Strinderg’S Miss Julie (1888), Sarinya Inger Olsson
New Approaches For Classical Theatre Performance Through The Application Of The Principles Of No.60 :A Case Study Of August Strinderg’S Miss Julie (1888), Sarinya Inger Olsson
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this study is to examine the practical application of the principle of No.60 in acting techniques to effectively embody and portray the intricate nature of the character Miss Julie. The researcher's identified issue in their acting practice is the lack of freedom in utilizing their body to convey the character's emotions during performances, leading to a sense of internal conflict that hinders their expressive abilities. Consequently, the researcher tends to rely more on their upper body rather than fully utilizing their entire physique while performing. The researcher believes that the principles of No.60 can significantly enhance their …
การใช้เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบานในการพัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรม : กรณีศึกษาตัวละครผู้หญิงในเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรงต์ (1987), ชญาณี วรพงศ์พินิจ
การใช้เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบานในการพัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรม : กรณีศึกษาตัวละครผู้หญิงในเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรงต์ (1987), ชญาณี วรพงศ์พินิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบาน เพื่อนำมาใช้พัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรมผ่านตัวละครผู้หญิง ในบทละครเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ (Laughing Wild) เนื่องจากผู้วิจัยยังมีประสบการณ์ด้านการแสดงละครสุขนาฏกรรมไม่มาก ทำให้ประสบปัญหาในการแสดง 2 ประการ คือ 1) มีความเชื่อในแบบตัวละครที่ไม่มากพอ และ 2) มักใช้ร่างกายในรูปแบบเดิม ทำให้ไม่สามารถสวมบทบาทเป็นตัวละครและถ่ายทอดออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยมีสมมติฐานว่าเมื่อนำเทคนิคการแสดงของอูทา ฮาเก็น และรูดอล์ฟ ฟอน ลาบาน มาใช้ในการแสดงละครสุขนาฏกรรมเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ผ่านตัวละครผู้หญิงจะทำให้นักแสดงมีความเชื่อในแบบตัวละครมากพอจนสามารถถ่ายทอดตัวละครผ่านร่างกายและสามารถหาพฤติกรรมของตัวละครได้ ผู้วิจัยทดลองนำ 2 เทคนิคนี้มาใช้ในงานวิจัยแบ่งเป็น 3 กระบวนการ คือ 1) วิเคราะห์บทละครและตัวละคร 2) กระบวนการซ้อม และ 3) นำเสนอผลวิจัยผ่านการจัดแสดง โดยเลือกวิธีเก็บผลวิจัย ดังนี้ จดบันทึกการทำงานของผู้วิจัย บันทึกวิดีโอฝึกซ้อมบางช่วง บันทึกวิดีโอวันแสดงจริง แบบสอบถามผู้ชม การประเมินจากผู้กำกับและผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดง ผลการวิจัยพบว่าเทคนิคของฮาเก็นและลาบานเป็นเทคนิคที่ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อนักแสดงสามารถผ่อนคลายและปล่อยวางอันเป็นพื้นฐานของนักแสดงได้แล้ว การฝึกฝนเทคนิคของฮาเก็นจะช่วยทำให้นักแสดงมีความเชื่อในแบบตัวละครที่แข็งแรงมากพอจนนำไปสู่ความต้องการของตัวละครได้และการฝึกฝนเทคนิคของลาบานจะช่วยให้นักแสดงสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกภายในของตัวละครกับการเคลื่อนไหวร่างกายภายนอกให้เป็นหนึ่งเดียวกันจนสามารถถ่ายทอดพฤติกรรมของตัวละครได้
ปัจจัยด้านวรรณยุกต์และโน้ตดนตรีที่มีต่อการใช้เสียงก้องพร่าในการร้องเพลงภาษาไทย, ธนกร อัยกร
ปัจจัยด้านวรรณยุกต์และโน้ตดนตรีที่มีต่อการใช้เสียงก้องพร่าในการร้องเพลงภาษาไทย, ธนกร อัยกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยระดับเสียงของวรรณยุกต์และโน้ตดนตรีที่ทำให้เกิดเสียงก้องพร่าในการร้องเพลงภาษาไทยโดยใช้เทคนิคโวคอลฟราย และ 2) ศึกษาลักษณะทางกลสัทศาสตร์ของเสียงก้องพร่าที่ปรากฏในการร้องเพลงภาษาไทยโดยใช้เทคนิคโวคอลฟราย เก็บข้อมูลจากผู้ร่วมวิจัยที่ประกอบอาชีพร้องเพลง ทั้งหมด 10 คน เพศชาย 5 คน เพศหญิง 5 คน อายุตั้งแต่ 20 – 30 ปี บันทึกเสียงผู้ร่วมการทดลอง จากการร้องเพลงภาษาไทยที่ผู้วิจัยแต่งขึ้นใหม่ที่มีการควบคุมวรรณยุกต์อย่างสมดุล ผู้ร่วมวิจัยได้รับอนุญาตให้ออกแบบวิธีการร้องด้วยตนเอง และให้เลือกใช้เสียงก้องพร่า (รู้จักในชื่อเทคนิคโวคอลฟราย) ได้ตามอัธยาศัย จำแนกเสียงก้องพร่าจากการฟังประกอบการพิจารณาแผนภาพคลื่นเสียงเพื่อวิเคราะห์การปรากฏในแต่ละวรรณยุกต์และโน้ตดนตรี ใช้วิธีการทางสถิติด้วย Man – Whitney U Test เพื่อยืนยันข้อแตกต่างที่พบ ศึกษาลักษณะทางกลสัทศาสตร์ของเสียงก้องพร่าทั้งหมด เพื่อระบุประเภทย่อยซึ่งอ้างอิงจากการศึกษาของ Keating et al (2015) รวมถึงวัดค่าระยะเวลาเสียงก้องพร่าจากเสียงสระทั้งหมด ผลการศึกษาปฏิสัมพันธ์ของวรรณยุกต์และโน้ตดนตรีต่อการเกิดเสียงก้องพร่าในการร้องเพลงไทย พบว่า เสียงก้องพร่านั้นสามารถปรากฏได้ในทุกช่วงระดับเสียง แต่ปรากฏในช่วงโน้ตเสียงต่ำมากที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และโดยภาพรวม ผู้ร่วมวิจัยเพศชายมีการเลือกใช้เสียงก้องพร่ามากกว่าในทุกช่วงระดับเสียง นอกจากนี้ ในช่วงโน้ตเสียงต่ำ เสียงก้องพร่าปรากฏมากที่สุดกับกลุ่มวรรณยุกต์ต่ำสำหรับผู้ร่วมวิจัยทั้งสองกลุ่ม แต่ในช่วงโน้ตเสียงกลาง ผู้ร่วมวิจัยเพศหญิงใช้เสียงก้องพร่าในกลุ่มวรรณยุกต์สูงมากที่สุด ผลการศึกษาลักษณะทางกลสัทศาสตร์ของเสียงก้องพร่าในการร้องเพลงไทย พบว่า โน้ตดนตรีมีอิทธิพลต่อการปรากฏของเสียงก้องพร่าในแต่ละวรณยุกต์ ส่งผลให้ประเภทย่อยของเสียงก้องพร่าค่อนข้างกระจายตัว เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับระดับเสียงที่แตกต่างกัน ทั้งในแง่ของระดับเสียงโน้ตดนตรีและระดับเสียงของวรรณยุกต์ และถึงแม้มีการกระจายตัวค่อนข้างมาก แต่โดยภาพรวม เสียงก้องพร่าแบบโวคอลฟราย ปรากฏในสัดส่วนที่มากที่สุด ซึ่งผู้ร่วมวิจัยทุกคนใช้เสียงก้องพร่าแบบโวคอลฟรายในช่วงโน้ตเสียงต่ำ อีกทั้งโน้ตดนตรียังส่งผลให้ค่าระยะเวลาเสียงก้องพร่าแตกต่างกัน นอกจากนี้ ในช่วงโน้ตเสียงต่ำและกลาง วรรณยุกต์เอกและโท ส่งผลให้ระยะเวลาเสียงก้องพร่ามากกว่าวรรณยุกต์อื่นๆ แต่ในช่วงโน้ตเสียงสูงกลับพบว่าวรรณยุกต์ตรี ส่งผลให้ระยะเวลาของเสียงก้องพร่านั้นมากกว่าในวรรณยุกต์อื่นๆ
Curatorial Practice Project For Online Platform : Music Forest And The Inner Peace Of Sloth, Li Hsuan Chang
Curatorial Practice Project For Online Platform : Music Forest And The Inner Peace Of Sloth, Li Hsuan Chang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
'Music Forest and the Inner Peace of Sloth' is a digital curatorial practice platform designed to offer a mental sanctuary in the information age, catering to all visitors, especially visual art, nature, and music lovers. The artworks showcased in this text are influenced by the philosophical foundations of slow art and the Fluxus movement, a 1960s artistic movement promoting living art and anti-art. The project promotes inner peace through nature-inspired artworks, offering a unique online space that harmonizes music, forest, and sloth spirit, encouraging users to explore their inner selves and experience balance and slowness. Music Forest invites users to …
Curatorial Practice Project For Art Exhibition : From The Island To The Woods, Suphavinee Srisopon
Curatorial Practice Project For Art Exhibition : From The Island To The Woods, Suphavinee Srisopon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper presents the artistic research and creation centered on using art to support individuals dealing with personal health issues. The initiative seeks to remind them of a shared journey, offering a platform for self-expression through diverse art forms and workshops. Inspired by the curator's personal experiences, the exhibition aims to transcend superficial trends in addressing personal struggles authentically. Exploring the etymology of "curate" from "curare," meaning "to take care of," the curator sees their role as nurturing and assisting others. Through art, the exhibition strives to foster an environment fostering solace, understanding, and peace for individuals facing challenges. The …
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ต่อพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน, ปริฉัตร อยู่คง
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ต่อพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน, ปริฉัตร อยู่คง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ศึกษาสองกลุ่มแบบวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) พฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ 2) พฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 42 ครอบครัว แต่ละครอบครัวประกอบด้วยบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนซึ่งเข้ารับบริการที่คลินิกจิตเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และผู้ดูแลหลักในครอบครัว ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ จับคู่บุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนให้มีอายุและระดับของพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำที่ใกล้เคียงกันแล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 21 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัย คือ 1) โปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ 2) แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน 3) แบบประเมินความสามารถในการจัดการตนเองของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน และ 4) แบบประเมินความสามารถในการจัดการตนเองและผู้ป่วยของผู้ดูแล เครื่องมือทุกชุดได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน โดยชุดที่ 2, 3 และ 4 มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค .87, .81 และ .81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. พฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=12.67, p< .05) 2. พฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=9.38, p< .05)