Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (189400)
- Education (118995)
- Arts and Humanities (85115)
- Medicine and Health Sciences (76259)
- Psychology (74088)
-
- Law (73959)
- Higher Education (35542)
- Sociology (33074)
- Business (29359)
- Communication (27423)
- History (18394)
- Life Sciences (17331)
- Physical Sciences and Mathematics (15498)
- Religion (15168)
- Public Health (14587)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (14034)
- Nursing (13891)
- Educational Administration and Supervision (13021)
- Teacher Education and Professional Development (12215)
- Curriculum and Instruction (11803)
- Mass Communication (11700)
- Library and Information Science (11244)
- Medical Specialties (11079)
- Journalism Studies (10455)
- Mental and Social Health (10303)
- Social Work (9800)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (9740)
- Psychiatry and Psychology (9480)
- English Language and Literature (9408)
- Philosophy (8786)
- Institution
-
- Walden University (13149)
- University of Montana (13050)
- University of Nebraska - Lincoln (12543)
- San Jose State University (10846)
- University of South Florida (10840)
-
- Nova Southeastern University (10781)
- Western Michigan University (10454)
- University of Mississippi (10388)
- Brigham Young University (9814)
- University of North Dakota (9040)
- Liberty University (8837)
- University of Central Florida (8806)
- City University of New York (CUNY) (8699)
- University of New Mexico (8540)
- Eastern Illinois University (8539)
- University of Northern Iowa (8140)
- Bowling Green State University (7294)
- Georgia Southern University (7290)
- Utah State University (7180)
- Virginia Commonwealth University (6812)
- University of Dayton (6754)
- California State University, San Bernardino (6699)
- Louisiana State University (6232)
- University of South Carolina (6184)
- Edith Cowan University (6077)
- Southern Illinois University Carbondale (5951)
- Portland State University (5767)
- University of New Hampshire (5593)
- Old Dominion University (5544)
- Loyola University Chicago (5467)
- Keyword
-
- Newspaper (12787)
- Education (10179)
- Psychology (7666)
- Student newspaper (6303)
- Higher education (5669)
-
- Spartan Daily (5330)
- Mental health (4876)
- Bowling Green State University (4866)
- Faculty (4472)
- Depression (4427)
- Students (4347)
- Humans (4191)
- Gender (4119)
- History (4046)
- EIU (4032)
- Newsletter (3954)
- Leadership (3930)
- Eastern Illinois University (3667)
- Daily Eastern News (3582)
- BG News (3565)
- Student Newspaper (3518)
- COVID-19 (3516)
- Children (3402)
- Women (3313)
- College student newspapers and periodicals (3232)
- Anxiety (3224)
- Stress (3210)
- Communication (3069)
- Student newspapers (3005)
- Newspapers (2934)
- Publication Year
-
- 2026 (23956)
- 2025 (33155)
- 2024 (33005)
- 2023 (32190)
- 2022 (32494)
-
- 2021 (32730)
- 2020 (30718)
- 2019 (30908)
- 2018 (29015)
- 2017 (28630)
- 2016 (27337)
- 2015 (25411)
- 2014 (23549)
- 2013 (22363)
- 2012 (21324)
- 2011 (18459)
- 2010 (16598)
- 2009 (15366)
- 2008 (13198)
- 2007 (12274)
- 2006 (11353)
- 2005 (10333)
- 2004 (9484)
- 2003 (9196)
- 2002 (8413)
- 2001 (8085)
- 2000 (8134)
- 1999 (7548)
- 1998 (7444)
- 1997 (7171)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (22319)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (12042)
- Dissertations (11438)
- Electronic Theses and Dissertations (11146)
- Faculty Publications (6805)
-
- Doctoral Dissertations and Projects (5891)
- Masters Theses (5786)
- Spartan Daily (School of Journalism and Mass Communications) (4939)
- Master's Theses (4885)
- Faculty Scholarship (4629)
- Theses (4409)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (3976)
- Montana Kaimin, 1898-present (3866)
- Honors Theses (3717)
- Graduate Theses and Dissertations (3626)
- BG News (Student Newspaper) (3600)
- Daily Mississippian (all digitized issues) (3559)
- Articles (3179)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (3023)
- Graduate Student Theses, Dissertations, & Professional Papers (2797)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (2655)
- Publications and Research (2643)
- Student Newspapers (2599)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (2560)
- Dissertations and Theses (2544)
- Journal of Criminal Law and Criminology (2498)
- Theses Digitization Project (2425)
- Commencement Programs (2398)
- All Graduate Theses and Dissertations, Spring 1920 to Summer 2023 (2258)
- Open Access Dissertations (2202)
- Publication Type
Articles 121291 - 121320 of 800000
Full-Text Articles in Entire DC Network
The Impact Of Living Arrangement On The Health Of The Elderly—Based On Clhls 2018, Ludan Cao
The Impact Of Living Arrangement On The Health Of The Elderly—Based On Clhls 2018, Ludan Cao
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The rapid demographic shift towards an aging population in China has brought the health status of the elderly to the forefront of state and societal concerns. Concomitant with socioeconomic development, the living arrangements of the elderly have undergone significant transformations, leading to variations in social support structures and, consequently, impacting their physical, mental, and self-reported health outcomes. This study investigates the correlation between living arrangements and the health status of the elderly population in China. Using data from the 2018 Chinese Longitudinal Healthy Longevity Survey (CLHLS), this study empirically examines the impact of solitary living on the health status of …
ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง, พัชริดา กลิ่นพยอม
ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง, พัชริดา กลิ่นพยอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์งานวิจัย: ศึกษาความสัมพันธ์ของ พฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลโดยการประเมินจากแบบสอบถามกับภาวะ peritonitis ที่มาของงานวิจัย: การติดเชื้อเยื่อบุช่องท้อง (peritonitis) ถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนของการฟอกไตทางช่องท้องและส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนการฟอกไตไปเป็นการฟอกไตทางเส้นเลือด (Hemodialysis transfer; HD transfer) การศึกษานี้จึงมีจุดประสงค์หลักเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลและผลลัพธ์ของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง วิธีการศึกษา: พฤติกรรมส่วนบุคคลถูกประเมินจากสถานพยาบาล 22 แห่งในประเทศไทยจาก Thailand and Practice Patterns Study (PDOPPS) ระหว่างปี พ.ศ.2559 ถึง ปี พ.ศ.2564 การประเมินพฤติกรรมสุขภาพอนามัยถูกประเมินจากแบบสอบถามทั้งหมด 8 ข้อ โดยแบบคำตอบคือ ใช่ และ ไม่ใช่ ซึ่งการแปลผลคะแนนสุขภาพอนามัยระดับแย่คือคะแนนรวมมากกว่าหรือเท่ากับ 3 คะแนน โดยใช้ Cox proportional hazards model regression และ Poisson regression incidence rate ratio (IRR) ในการประเมินความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ของการล้างไตทางช่องท้องอื่น ๆ เช่น peritonitis, ระยะเวลาเปลี่ยนไปเป็นทำ HD transfer(time to HD transfer), death ผลการศึกษา: จากผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องจากสถานพยาบาล 22 แห่งในประเทศไทยทั้งหมด 669 คนมีรายงานพฤติกรรมสุขภาพอนามัย มีรายงานการเกิดสุขภาพอนามัยระดับแย่ร้อยละ 6 ของในผู้ป่วยล้างไตทางท้องที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมดซึ่งเป็นสัดส่วนที่มีจำนวนมากในผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยที่มีคนดูแล ผลลัพธ์คือแบบสอบถามสุขภาพอนามัยระดับแย่สัมพันธ์กับการเกิด peritonitisและระเวลาที่สั้นลงของการเปลี่ยนไปฟอกเลือด แต่ไม่สัมพันธ์กับการเสียชีวิต ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวได้มีการจัดการกับตัวแปรที่เกี่ยวข้องเช่น อายุ เพศ ระยะเวลาการล้างไตทางช่องท้อง โรคประจำตัว สถานที่วิจัย ระดับอัลบูมิน สรุปผลการศึกษา: พฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการเกิด peritonitis, ระยะเวลาที่เปลี่ยนไปฟอกเลือด แต่ไม่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตแต่อย่างไรก็ตามควรมีการค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อประเมินประสิทธิภาพของแบบสอบถามในการวิจัยนี้
มุมมองและพฤติกรรมการปรับตัวของนักแสดงวายไทยที่มีต่อบทบาทการแสดง ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน แฟนคลับ และภาวะสุขภาพจิต, นลินี ยศไพบูลย์
มุมมองและพฤติกรรมการปรับตัวของนักแสดงวายไทยที่มีต่อบทบาทการแสดง ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน แฟนคลับ และภาวะสุขภาพจิต, นลินี ยศไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความหลากหลายทางเพศกำลังเป็นกระแสในตลาดปัจจุบัน โดยเฉพาะซีรีส์ชายรักชาย หรือที่รู้จักกันในชื่อ ซีรีส์วาย ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกชั้นนำในอุตสาหกรรมนี้ ความนิยมนี้นำไปสู่การเปิดรับสมัครนักแสดงหน้าใหม่จำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการที่เติบโตไประดับนานาชาติ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative study) ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งมีโครงสร้าง (semi-structured in-depth interview) อ้างอิงคําถามสัมภาษณ์จากการทบทวนวรรณกรรม ที่เกี่ยวข้อง และศึกษาในกลุ่มตัวอย่างนักแสดงซีรีส์วายไทยจํานวน 18 ราย วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) จากการถอดคําสัมภาษณ์แบบคําต่อคํา (verbatim) การรับรู้ตนเอง พฤติกรรมการปรับตัวจากการเปลี่ยนบทบาทจากบุคคลธรรมดาไปสู่บุคคลที่มีชื่อเสียง ความสับสนในอัตลักษณ์ทางเพศจากบทบาทการแสดงซีรีส์วาย และความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน และภาวะสุขภาพจิตของนักแสดง เช่น ความกลัวการโดนประเมินเชิงลบ การจัดการความเครียด การสนับสนุนจากครอบครัว และแผนการในอนาคต ผู้เข้าร่วมการวิจัยมีประสบการณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบต่อสุขภาพจิต การรับรู้ตนเอง คุณค่าในตนเอง การจัดการความเครียด และสภาพจิตใจโดยรวม
คุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และความเกี่ยวข้องของคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักกับสุขภาพจิต ของนิสิตระดับปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิศชามญช์ เจียมวิจิตรกุล
คุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และความเกี่ยวข้องของคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักกับสุขภาพจิต ของนิสิตระดับปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิศชามญช์ เจียมวิจิตรกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และสุขภาพจิตของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3) เพื่อศึกษาความเกี่ยวข้องระหว่างคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก กับสุขภาพจิตของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีการศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี จำนวน 416 คน ที่มีคู่รักอยู่ในปัจจุบันและมีระยะเวลาในการคบหากับคู่รักไม่ต่ำกว่า 3 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยเป็น แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง ดังนี้ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก 3) แบบสอบถาม General Health Questionnaire ฉบับภาษาไทย และ 4) แบบสอบถามการมีประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยนำเสนอค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้สถิติ chi-square test, Pearson’s correlation และวิเคราะห์หาปัจจัยทำนายโดยใช้สถิติ logistic regression analysis ผลการศึกษา นิสิตนักศึกษาจำนวน 416 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 62.7) เคยมีประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก (ร้อยละ 85.1) คะแนนคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักในภาพรวมอยู่ที่ระดับสูง (ร้อยละ 46.9) นิสิตเกือบครึ่ง (ร้อยละ 45.9) มีสุขภาพจิตผิดปกติ ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสุขภาพจิตที่ผิดปกติ ได้แก่ การศึกษาในกลุ่มสาขาวิชากลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และกลุ่มวิทยาศาสตร์กายภาพ การมี GPA เทอมล่าสุดต่ำกว่า 3.32 (p
Analysis Of Fall Risk Factors In A Thai Cohort Of Older Adults, Gulnaz Magauina
Analysis Of Fall Risk Factors In A Thai Cohort Of Older Adults, Gulnaz Magauina
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction: Falls are the leading cause of injury in older adults, resulting in worsening comorbidities, bone fractures, post-fall syndrome, and soft tissue injuries. This retrospective study aims to investigate the association between fall risk and the Montreal Cognitive Assessment (MoCA) scores, as well as other risk factors, among older adults in Thailand. Methods: Data on patients who experienced a fall within a 12-month period were collected from medical records at the Geriatric Excellence Center, King Chulalongkorn Memorial Hospital. Potential fall risk factors available in the medical records included ability to perform activities of daily living, level of dependency, depression, cognitive …
ความกลัว ความวิตกกังวล และสัมพันธภาพในครอบครัว ของเด็กวัยเรียน ที่ศึกษาในระบบเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต1, ศุภาพิชญ์ แก้ววัชระรังษี
ความกลัว ความวิตกกังวล และสัมพันธภาพในครอบครัว ของเด็กวัยเรียน ที่ศึกษาในระบบเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต1, ศุภาพิชญ์ แก้ววัชระรังษี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความกลัว ความวิตกกังวล และสัมพันธภาพในครอบครัว ของเด็กวัยเรียนที่ศึกษาในระบบเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต1 เก็บข้อมูลจากเด็กวัยเรียนอายุ 9-12 ปี จำนวน 429 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 4 ส่วน ได้แก่ แบบเก็บข้อมูลพื้นฐานและปัจจัยทางจิตสังคม แบบวัดสัมพันธภาพในครอบครัวฉบับภาษาไทย แบบสำรวจความกลัวของเด็กและวัยรุ่นฉบับภาษาไทย และแบบประเมินภาวะวิตกกังวลสำหรับเด็กฉบับภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนการกลัวความตายและสิ่งที่เป็นอันตราย มากเป็นอันดับหนึ่ง (Mean = 3.75, SD = 0.79) มีภาวะวิตกกังวลเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจจะคุกคามตนเอง ระดับน้อย ร้อยละ 62.6 มีอุปนิสัยวิตกกังวล ระดับมาก ร้อยละ 53.4 มีรูปแบบสัมพันธภาพครอบครัวแบบค่อนไปทางสมดุล ร้อยละ 62.9 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับความกลัวที่สูงขึ้น ได้แก่ เพศหญิง อายุที่น้อย การมีความต้องการพิเศษ การเป็นบุตรลำดับรอง รายได้รวมต่อเดือนของครอบครัวน้อยกว่า 10,000 บาท การไม่ได้อยู่อาศัยกับพ่อแม่ ส่วนปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับภาวะวิตกกังวลเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจจะคุกคามตนเองที่สูงขึ้น ได้แก่ อายุที่น้อย การเป็นบุตรลำดับรอง รูปแบบสัมพันธภาพในครอบครัวที่สมดุลน้อย การมีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติความต้องการพิเศษ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับอุปนิสัยวิตกกังวลที่สูงขึ้น ได้แก่ เพศหญิง ระดับชั้นการศึกษาที่เพิ่มขึ้น รูปแบบสัมพันธภาพในครอบครัวที่สมดุลน้อย สรุป ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางจิตสังคมมีความสัมพันธ์กับความกลัวและความวิตกกังวล จึงเป็นแนวทางให้เข้าใจและออกแบบโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะบุคคลได้ต่อไป
Absence Seizures Detection Based On Embedded Machine Learning, Pimchanok Chatchavalvong
Absence Seizures Detection Based On Embedded Machine Learning, Pimchanok Chatchavalvong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Epilepsy is a common neurological disorder, affecting around 50 million people worldwide. One type of seizure is absence seizures, which are typically short, sudden lapses of consciousness, often going unnoticed and delaying diagnosis. Most absence seizure detection methods involve machine learning and deep learning techniques but are rarely implemented on an ultra-low-power microcontroller as an edge device. This paper presents the implementation of absence seizure detection algorithms on an ultra-low-power STM32L432KC microcontroller based on the Long Short-Term Memory network using an EEG database from the Faculty of Medicine at Chulalongkorn University. The algorithm was designed using 21 channels with a …
An Analysis Of Retail Promotion Effectiveness Using Agent-Based Modeling, Chutima Binsiravanich
An Analysis Of Retail Promotion Effectiveness Using Agent-Based Modeling, Chutima Binsiravanich
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In modern metropolitan environments, retailers engage in intense competition to attract consumers and increase profits. It is critical to develop an effective price promotion plan. However, the complexity of customer preferences and many product qualities in retail, especially for competitive products, makes it challenging to create effective promotional methods. This study proposes an agent-based simulation to represent the outcomes of strategic retail tactics where real-world testing for all strategies is not practical. In the simulation model, advertising efficacy and word-of-mouth influence drive consumer decisions, with subsequent judgments based on store price reductions. Twelve different promotion strategies (including different price reduction, …
ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับกรอบความคิดเติบโตเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับประถมศึกษา, เปรมพล วิบูลย์เจริญสุข
ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับกรอบความคิดเติบโตเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับประถมศึกษา, เปรมพล วิบูลย์เจริญสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการอ่านของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับกรอบความคิดเติบโตระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบทักษะการอ่านก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับกรอบความคิดเติบโตของนักเรียนกลุ่มทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตสังกัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 67 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง 31 คน และกลุ่มควบคุม 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบวัดความสามารถการอ่าน แผนการสอนทักษะการอ่านภาษาอังกฤษด้วยการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับกรอบความคิดเติบโต ผู้วิจัยสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วยแผนการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับการพัฒนากรอบความคิดเติบโต สำหรับตัวอย่างวิจัยกลุ่มทดลอง และแผนการเรียนรู้แบบปกติสำหรับกลุ่มควบคุมเพื่อใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ และสร้างแบบวัดความสามารถในทักษะการอ่านภาษาอังกฤษซึ่งมีจำนวน 2 ชุด ได้แก่ แบบวัดทักษะการอ่านภาษาอังกฤษฉบับก่อนเรียนและหลังเรียน ที่มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ จำนวนชุดละ 30 ข้อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมด้วยการวเคราะห์ค่าสถิติทีสำหรับสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน (Independent t-test) และเปรียบเทียบทักษะการอ่านของกลุ่มทดลองก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการวิเคราะห์ค่าสถิติทีสำหรับสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับกรอบความคิดเติบโตนักเรียนกลุ่มทดลองมีทักษะการอ่านหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับกรอบความคิดเติบโตสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2)นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับกรอบความคิดเติบโต มีทักษะการอ่านสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรน, ณัฐพัฒฐ์ มุกดา
กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรน, ณัฐพัฒฐ์ มุกดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรน และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ ของไพร-ไคเรน กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เลือกโดยใช้การเลือกแบบเจาะจง จำนวน 35 คน ระยะเวลาดำเนินการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดสมรรถนะการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และแบบสังเกตพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าทีแบบ t-test dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรน ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นดึงความรู้และประสบการณ์เดิม 2) ขั้นสังเกตหาข้อคาดการณ์ 3) ขั้นจัดโครงสร้าง 4) ขั้นนำไปใช้ และ 5) ขั้นขยายความคิด 2. การศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอน พบว่า 1) สมรรถนะการสร้างแบบจำลองของนักเรียนที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลอง ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี ไคเรน มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลงของสมรรถนะการสร้างแบบจำลองทั้งในภาพรวมและในแต่ละองค์ประกอบของสมรรถนะการสร้างแบบจำลองไปในทิศทางที่ดีขึ้น
โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ, อรวิภา ดุรงค์ธรรม
โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ, อรวิภา ดุรงค์ธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และ 2) เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ การดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 6 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาปัญหาและความต้องการจำเป็น 2) การพัฒนาโปรแกรม 3) การศึกษานำร่อง 4) การพัฒนาโปรแกรมฉบับใช้ทดลอง 5) การทดลองใช้โปรแกรม และ 6) การสรุปผล การปรับปรุงโปรแกรม และการจัดทำโปรแกรม ฉบับสมบูรณ์ เป้าหมายของการทดลองได้แก่ นักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพผู้สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้แต่ขาดความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึก ชั้นปีที่ 2 จำนวน 25 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ทำการทดลองใช้โปรแกรม เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบทดสอบความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึก และแบบบันทึกการเรียนรู้ ใช้สถิติเชิงบรรยาย สถิติเปรียบเทียบด้วยการทดสอบ Wilcoxon Signed Rank Test การทดสอบ Wilcoxon Rank Sum Test การวิเคราะห์เนื้อหาด้วยวิธีการจัดกลุ่มข้อมูลและการเปรียบเทียบข้อมูล ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เป็นโปรแกรมที่ออกแบบตามหลักการของแนวคิดการใช้ละครเป็นฐานในการเรียนรู้ผสานกับหลักการของแนวคิดการแก้ปัญหาคู่ตามโมเดลการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ ประกอบไปด้วย 3 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1) ภาษาอังกฤษเพื่อการสัมภาษณ์ผู้ป่วยในการวินิจฉัย 2) ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารระหว่างการรักษา และ 3) ภาษาอังกฤษเพื่อการแนะนำหลังการรักษา ประกอบไปด้วยการปฐมนิเทศและบทเรียน 8 บทเรียน ได้แก่ 1) การรับผู้ป่วยใหม่ 2) การซักประวัติผู้ป่วย 3) การซักประวัติผู้ป่วยที่ยากต่อการสื่อสาร 4) การแจ้งและการอธิบายผลการตรวจ 5) การอธิบายวิธีการรักษา 6) การอภิปรายวิธีการรักษา 7) การแจ้งข่าวร้าย และ 8) การแนะนำหลังการรักษา ความยาว 60 ชั่วโมง ใช้เวลา 20 สัปดาห์ 2. ผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ พบว่าคะแนนความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกในภาพรวมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อย พบว่า …
แนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู, นิษฐ์รตี โชติวัฒน์คุณาธร
แนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู, นิษฐ์รตี โชติวัฒน์คุณาธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของหลักสูตรในโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู 2) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบการเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมหลักสูตรในโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครูที่แตกต่างกัน 3) เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูสำหรับโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์ลักษณะของหลักสูตรโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ตัวอย่าง คือ เอกสารหลักสูตรโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครูที่สถาบันคุรุพัฒนาให้การรับรอง ปีการศึกษา 2561 – 2562 ได้ตัวอย่างทั้งสิ้น 44 หลักสูตร ผู้วิจัยใช้แบบวิเคราะห์เอกสาร ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงบรรยาย ระยะที่ 2 การวิเคราะห์การเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมในโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ตัวอย่าง คือ ครูประจำการระดับชั้นปฐมวัย ประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา ใช้การสุ่มแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) รวมจำนวนตัวอย่าง 400 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ระยะที่ 3 ร่างแนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูสำหรับโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ใช้ข้อมูลที่ได้จากระยะ 1 และ 2 นำมาเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 คน โดยการสนทนากลุ่มเพื่อปรับแก้ไขแนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูสำหรับโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ลักษณะหลักสูตรการพัฒนาครู พิจารณาใน 3 ประเด็น คือ 1) เนื้อหาหลักสูตร ในปีการศึกษา 2561 ส่วนใหญ่เป็นสาระวิทยาศาสตร์ จำนวน 13 หลักสูตร (ร้อยละ 59.09) แตกต่างกับปีการศึกษา 2562 ส่วนใหญ่เป็นสาระบูรณาการสาระ จำนวน 13 หลักสูตร (ร้อยละ 45.46) 2) ด้านรูปแบบกิจกรรม แบ่งเป็น 2 ด้าน ได้แก่ 2.1) ประเภทหลักสูตร โดยปีการศึกษา 2561 เป็นหลักสูตรประเภทปกติทั้งหมดจำนวน 22 หลักสูตร (ร้อยละ 100) ปีการศึกษา 2562 ส่วนใหญ่เป็นประเภทปกติ จำนวน 16 หลักสูตร …
พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม
พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจสภาพการฟื้นพลังทางดิจิทัล กรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลนักเรียน 2) สำรวจสภาพพฤติกรรมของครูในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียนและระดับครูที่มีต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,089 คน และครู จำนวน 43 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามภูมิภาคและขนาดโรงเรียน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่พัฒนาให้มีคุณสมบัติการวัดเชิงจิตมิติทางด้านความตรงและความเที่ยง ข้อคำถามในงานวิจัยนี้มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (I-CVI) ตั้งแต่ 0.80 ถึง 1.00 และมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเชิงโครงสร้าง (S-CVI) เท่ากับ 0.83 ค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach’s Alpha ของแต่ละตัวบ่งชี้มีค่าตั้งแต่ 0.610 ถึง 0.865 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม R และ Mplus ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square (121) = 318.904, p < .001, RMSEA = 0.039, CFI = 0.985, TLI = 0.978, SRMRW = 0.018, SRMRB = 0.079, AIC = 18935.931, BIC = 19395.289) โดยมีรายละเอียดผลการวิจัยดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียน แสดงให้เห็นว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลและการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DRS = .548, p < .001; BDGM->DSE = .902, p < .001) ในขณะที่การรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDSE->DRS = .399, p = .005) นอกจากนี้ยังพบว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลผ่านการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DSE->DRS = .360, p = .005) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .908 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับครู แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (B TSC->DSE = .657, p < .001) รวมถึงมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DRS = .811, p < .001) นอกจากนี้ยังอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนผ่านการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DSE->DRS = .085, p < .001) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .896 ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้นักเรียนมีการฟื้นพลังทางดิจิทัลต้องเริ่มส่งเสริมจากการสร้างกรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลให้เกิดขึ้นกับนักเรียน นอกจากนี้ยังพบว่าครูที่ปรึกษามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอีกด้วย
การพัฒนาเครื่องมือประเมินความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู, บัณฑิต โชคอำนวยกิจ
การพัฒนาเครื่องมือประเมินความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู, บัณฑิต โชคอำนวยกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบและพัฒนาเครื่องมือวัดความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู 2) วัดระดับความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู และ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความยึดมั่นผูกพันทางการเรียน ความท้อถอยทางการเรียน ความเชื่อในวิชาชีพครู และความตั้งใจที่จะประกอบวิชาชีพครูของนักศึกษาครู ตัวอย่างวิจัย คือ นักศึกษาครูระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน 359 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเบ้ ความโด่ง การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ความยึดมั่นผูกพันทางการเรียน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความกระตือรือร้นทางการเรียน 2) ความทุ่มเทอุทิศตนในการเรียน และ 3) ความหลงใหลในการเรียน ความท้อถอยทางการเรียน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความอ่อนล้าในการเรียน 2) ทัศนคติเชิงลบต่อการเรียน และ 3) ความรู้สึกไร้ความสามารถในการเรียน แบบวัดความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย 55 ข้อคำถาม มีคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหา (IOC > .60) มีคุณภาพด้านความเที่ยง (ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาค = .960 และมีค่าสัมประสิทธิ์โอเมกา = .959) และมีความตรงเชิงโครงสร้าง โดยโมเดลการวัดความยึดมั่นผูกพันทางการเรียน และความท้อถอยทางการเรียน มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 2) นักศึกษาครูที่เป็นตัวอย่างวิจัยมีค่าเฉลี่ยความยึดมั่นผูกพันทางการเรียนอยู่ในระดับมาก และความท้อถอยทางการเรียนอยู่ในระดับน้อย 3) ความยึดมั่นผูกพันทางการเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับความเชื่อในวิชาชีพครู และความตั้งใจที่จะประกอบวิชาชีพครู แต่มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับความท้อถอยทางการเรียน นอกจากนี้ความท้อถอยทางการเรียน ยังมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับความเชื่อในวิชาชีพครู และความตั้งใจที่จะประกอบวิชาชีพครู
การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์
การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ 2) เพื่อทดสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) เพื่อทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นตามกลุ่มสถาบันในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาพยาบาล จำนวน 235 คน จากวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ แบบประเมินตนเองของนักศึกษาพยาบาลต่อสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประมาณค่าพารามิเตอร์ในโมเดลด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด จากโปรแกรม LISREL 8.72 1. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 12 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย องค์ประกอบที่ 1 ความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การประยุกต์ใช้ความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร ความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ องค์ประกอบที่ 2 ความสามารถในการให้การพยาบาล แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ความสามารถด้านการพยาบาล ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และการปฏิบัติการพยาบาลด้วยหลักจริยธรรม องค์ประกอบที่ 3 ความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การมีเจตคติที่ดีต่อผู้สูงอายุ การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีการตัดสินใจและปฏิบัติในสิ่งที่เหมาะสม และฝึกทักษะและพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุและครอบครัวในการดูแลตนเอง องค์ประกอบที่ 4 ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การจัดกิจกรรมส่งเสริมให้กับผู้สูงอายุ ทักษะการให้คำปรึกษาทางสุขภาพ และทักษะการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพและป้องกันโรค 2. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2(29)=37.94, p=.124, RMSEA=.036, CFI=.999, NFI=.995, NNFI=.997) โดยความสามารถในการให้การพยาบาลมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบสูงที่สุด (B=.996) รองลงมาคือความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ (B=.954) ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (B=.944) และความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ (B=.862) ตามลำดับ 3. ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุของนักศึกษาพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าโมเดลไม่แปรเปลี่ยนตามสังกัดทั้งในรูปแบบและน้ำหนักองค์ประกอบ แต่พบว่าเมริกซ์ความแปรปรวน-ความแปรปรวนร่วมของพารามิเตอร์ความคลาดเคลื่อนจากการวัดแปรเปลี่ยนตามสังกัด
แนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน, กัญญ์รวี บ่อสุวรรณ
แนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน, กัญญ์รวี บ่อสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งสำคัญซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ และการเรียนรู้ของนักเรียน จึงควรมีแนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ มีความเฉพาะของกลุ่มอย่างเหมาะสม และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสังเคราะห์ตัวบ่งชี้ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ 2) เพื่อจัดกลุ่มครูตามระดับความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือน โดยวิธีการวิเคราะห์โปรไฟล์แฝง และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมความพร้อมการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน งานวิจัยนี้แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนในการจัดการเรียนการสอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 ท่าน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ระยะที่ 2 การวิเคราะห์ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างวิจัยเป็นครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ในเขตภาคกลาง จำนวน 144 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบ 2 ขั้นตอน โดยใช้แบบสอบถาม ตรวจคุณภาพของเครื่องมือในด้านความตรงเชิงเนื้อหา และความเที่ยงแบบพหุมิติ (Omega=.971 - .984) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โปรไฟล์แฝง (latent profile analysis) ด้วยโปรแกรม Mplus และระยะที่ 3 การพัฒนาแนวทางการส่งเสริมความพร้อมการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน โดยใช้ผลการวิจัยในระยะที่ 2 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ตัวบ่งชี้ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 3 ตัวบ่งชี้ คือ 1) สมรรถนะทางเทคโนโลยีตามโมเดล TPACK 2) ทัศนคติต่อการใช้เทคโนโลยี และ3) ทรัพยากรห้องปฏิบัติการเสมือน โดยสร้างเครื่องมือวัดความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ แบบลิเคิร์ท ตั้งแต่ 1 - 5 (ไม่เห็นด้วยน้อยที่สุดจนถึงเห็นด้วยมากที่สุด) จำนวน 42 ข้อ 2. ผลการจัดกลุ่มครูตามโปรไฟล์ ครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม เขตภาคกลาง ตามความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ สามารถจำแนกครูได้เป็น 3 กลุ่ม (VLMR =219.881, p=0.0965) และ (AIC =2,628.07, BIC=2,740.923 , Adjusted …
การเปรียบเทียบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง, กัญฐิมาภรณ์ นุตระ
การเปรียบเทียบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง, กัญฐิมาภรณ์ นุตระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อวิเคราะห์ตัวแปรแทนประสิทธิภาพการใช้ครูที่เหมาะสมกับสภาพการทำงานในปัจจุบัน 2) เพื่อออกแบบเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทน และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง โดยวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ศึกษาด้วยการสัมภาษณ์สภาพการทำงานของครูในปัจจุบันกับครูจำนวน 8 คน วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ศึกษาด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลกับผู้ทรงคุณวุฒิ ครู และผู้อำนวยการโรงเรียน และวัตถุปะสงค์ข้อที่ 3 ศึกษาด้วยการเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูระหว่างการรายงานตนเองและตัวแปรแทนกับครู 23 คน ผลการวิจัยมีดังนี้ 1) หลักฐานของการเป็นตัวแปรแทนแบ่งได้ 3 ลักษณะ ได้แก่ หลักฐานรูปธรรมสามารถจับต้องได้ เช่น คำสั่งปฏิบัติงานและภาพถ่ายการทำงาน หลักฐานแบบพฤติกรรม เช่น การพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานและการเข้าห้องสอนตรงเวลา และหลักฐานนามธรรม เช่น ความรู้สึก/พฤติกรรมเกี่ยวกับความสำเร็จของครู และเป้าหมายในชีวิต 2) ตัวแปรแทนแบ่งได้เป็น 2 ประเภทตามลักษณะของข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น วิธีการมอบหมายงานและเป้าหมายในการเป็นครู ข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น จำนวนครั้งที่ทำงานสอนและงานอื่น ๆ ได้ถูกต้อง ครบถ้วน และส่งตรงเวลา ส่วนระบบเก็บรวบรวมข้อมูลของตัวแปรแทนแบ่งเป็น 3 หน้าหลักได้แก่ หน้ากรอกข้อมูลของครู ประกอบด้วย ปุ่มเชื่อมหน้า ช่องกรอกข้อมูลแบบต่าง ๆ และตัวนำทาง ฯลฯ หน้าแสดงข้อมูลของครูรายบุคคลและหน้าแสดงข้อมูลของครูในภาพรวม ประกอบด้วย แถบเมนู ปุ่มเข้าสู่ระบบ และส่วนแสดงผลแบบต่าง ๆ ฯลฯ 3) ผลการเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างตัวแปรแทนและการรายงานตนเองแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองสอดคล้องกันและสามารถใช้แทนกันได้ กลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองความสอดคล้องกันบางส่วน ซึ่งการนำตัวแปรไปใช้จำเป็นต้องพิจารณาความต้องการใช้ประโยชน์จากสารสนเทศ และกลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองไม่สอดคล้องกัน ยังไม่เหมาะสมกับการใช้เป็นตัวแปรแทน หรือใช้แทนกัน
แนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ, ญาณิพัชญ์ อาภรณ์แสงวิจิตร
แนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ, ญาณิพัชญ์ อาภรณ์แสงวิจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสาระระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ 2) เพื่อศึกษาสภาพการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธีประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม จากกลุ่มเป้าหมาย ครูผู้สอนทุกกลุ่มสาระรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 จำนวน 445 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบสองขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 ที่ให้ข้อมูลจำนวน 10 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. เนื้อหาสาระระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ความตระหนักรู้และยอมรับในอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง 2) การประเมินตนเองตามเพศวิถี 3) ความเชื่อมั่นในตนเองและการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย และ 4) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและครอบครัว 2. ผลการศึกษาสภาพการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ ของทั้ง 4 องค์ประกอบ และศึกษาใน 3 ด้าน คือ 1) ด้านเนื้อหาสาระ 2) ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ และ 3) ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ พบว่า ค่าเฉลี่ยระดับการปฏิบัติของทั้ง 4 ประกอบและในแต่ละด้าน อยู่ที่ระดับการปฏิบัติค่อนข้างมาก ยกเว้นในระดับรายข้อที่พบระดับการปฏิบัติค่อนข้างน้อย คือ การกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับเพศกำเนิด ในองค์ประกอบที่ 1 ด้านเนื้อหาสาระ เนื่องจากพบว่ามีการจัดการเรียนการสอนเฉพาะในรายวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา 3. แนวทางการจัดการเรียนการสอน 1) ด้านเนื้อหาสาระ ควรกำหนดเนื้อหาสาระครอบคลุมตัวบ่งชี้ของทั้ง 4 องค์ประกอบ โดยสอดแทรกเนื้อหาสาระตามตัวชี้วัดที่ปรากฎในหลักสูตรปัจจุบันทุกกลุ่มสาระรายวิชาในลักษณะบูรณาการการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม 2) ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ ครูควรใช้วิธีอภิปรายกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการตั้งคำถาม สืบค้น สะท้อนกลับ ตระหนักถึงการแสดงออกทางเพศสภาวะ และการประยุกต์ใช้ความรู้ให้เหมาะสมกับประสบการณ์ของแต่ละคน และ 3) ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ควรจัดสภาพแวดล้อมครอบคลุมทั้งทางกายภาพและทางจิตวิทยา
การส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้ของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิเด็กมุสลิมโดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ, ดานา โมหะหมัดรักษาผล
การส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้ของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิเด็กมุสลิมโดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ, ดานา โมหะหมัดรักษาผล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ส่งเสริมให้พี่เลี้ยงและแกนนำเด็กออกแบบเกมการเรียนรู้สำหรับเด็กในมูลนิธิโดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ และ 2) เพื่อถอดบทเรียนการส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) โดยทำการวิจัยร่วมกับพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิอัลเกาษัร จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 20 คน จัดกระบวนการตามแผนการส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้ของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิเด็กมุสลิม รวมจำนวนทั้งสิ้น 30 ชั่วโมง ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบบันทึกการเรียนรู้ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบบันทึกการสนทนากลุ่มเพื่อประเมินเกมการเรียนรู้ จากการดำเนินการวิจัย พบว่าสามารถส่งเสริมให้พี่เลี้ยงและแกนนำเด็กออกแบบเกมการเรียนรู้โดยใช้กลไกหรือกติกาของเกมเดิม (Re-theme) ได้เกมการเรียนรู้จำนวนทั้งสิ้น 7 เกม แต่มีเกมการเรียนรู้ที่ผ่านการทดลองเล่นและปรับปรุงเกมครบ 3 ครั้ง จำนวน 2 เกม ได้แก่ เกม Bingo Emotion และเกมธุรกิจพันล้าน ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการทำกิจกรรมกับเด็กในมูลนิธิต่อไปได้ นอกจากนี้ ผลการถอดบทเรียนของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กได้สะท้อนว่ากระบวนการช่วยสร้างความรู้สึกกล้าทำสิ่งใหม่ ๆ สร้างการมีส่วนร่วม สามารถนำเกมการเรียนรู้ที่ออกแบบและกระบวนการออกแบบเกมการเรียนรู้ไปใช้และการต่อยอดในอนาคต รวมถึงได้พัฒนาตนเองทั้งด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติอีกด้วย
ภาวะหมดไฟในการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของครูอนุบาลในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร, ธนภรณ์ จรรยาขันติกุล
ภาวะหมดไฟในการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของครูอนุบาลในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร, ธนภรณ์ จรรยาขันติกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาภาวะหมดไฟในการทำงานของครูอนุบาลและปัจจัยที่เกี่ยวข้องใน 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยทางสภาพแวดล้อมในการทำงาน และ (2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่มีผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของครูอนุบาล กลุ่มตัวอย่างคือ ครูอนุบาลที่กำลังสอนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 และ 2 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 260 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติไคร์สแควร์ และสถิติการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า พบภาวะหมดไฟในการทำงานของครูอนุบาล คิดเป็นร้อยละ 44.60 โดยความความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานคือ ด้านประชากรศาสตร์คือ อายุ ด้านลักษณะนิสัยคือ บุคลิกภาพ และด้านครอบครัวคือ รายได้ต่อครัวเรือน มีภาวะหมดไฟในการทำงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนด้านประชากรศาสตร์คือ สถานภาพสมรส ด้านสุขภาพคือ จำนวนชั่วโมงการออกกำลังกาย และจำนวนชั่วโมงการพักผ่อน มีภาวะหมดไฟในการทำงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับความความสัมพันธ์ของปัจจัยทางสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานคือ ด้านภาระงานในโรงเรียน ด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพในโรงเรียน และด้านความคาดหวังในวิชาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสภาพแวดล้อมทางกายภาพในโรงเรียน มีอิทธิพลทางบวกต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน ส่วนภาระงานในโรงเรียน และความคาดหวังในวิชาชีพ มีอิทธิพลทางลบต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน
บทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมกรอบคิดติดยึดเติบโตของเด็กวัยอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้, มาวัฎดะฮ์ สาและ
บทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมกรอบคิดติดยึดเติบโตของเด็กวัยอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้, มาวัฎดะฮ์ สาและ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาบทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมกรอบคิดติดยึดเติบโตของเด็กวัยอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใน 3 ด้าน ได้แก่ การเป็นแบบอย่าง การจัดสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยา และการสนับสนุนการเรียนรู้จากความล้มเหลว ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ปกครองของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1-3 จำนวน 380 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เขต 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ผู้ปกครอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ผู้ปกครองส่งเสริมกรอบคิดติดยึดเติบโตแก่เด็กวัยอนุบาล อยู่ในระดับมาก (M=4.03) ทั้ง 3 ด้าน เมื่อพิจารณารายด้าน พบข้อสรุป ได้แก่ 1) การสร้างสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยามีค่าเฉลี่ยคะแนนสูงที่สุด (M=4.18) โดยผู้ปกครองแสดงความรักกับบุตรอย่างสม่ำเสมอ และมีการทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อช่วยสร้างระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ ให้กับสมาชิกในครอบครัว รองลงมาคือ 2) การเป็นแบบอย่าง (M=3.99) โดยผู้ปกครองมองหามุมมองเชิงบวกในทุกสถานการณ์ แม้จะเผชิญกับความท้าทายหรืออุปสรรค และเชื่อว่าทุกปัญหาต้องมีทางแก้ไข มักมองหาวิธีเปลี่ยนสถานการณ์ที่ยากลำบากให้กลายเป็นโอกาส รวมไปถึงการวางเป้าหมายชีวิตด้วยกรอบคิดติดยึดเติบโต และ 3) การสนับสนุนการเรียนรู้จากความล้มเหลว (M=3.91) โดยผู้ปกครองให้เวลาแก่เด็กในการเล่นอิสระ โดยไม่กำหนดกฎเกณฑ์มากเกินไป และให้เด็กมีส่วนร่วมในงานบ้าน เพื่อฝึกให้เด็กมีความรับผิดชอบ รู้จักหน้าที่ตนเอง โดยแบ่งงานบ้านออกเป็นงานเล็ก ๆ ง่าย ๆ ให้เด็กทำตามความสามารถ เช่น เก็บของเล่น เก็บกวาดโต๊ะอาหาร รดน้ำต้นไม้ นอกจากนี้ ผู้ปกครองพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับอารมณ์ต่าง ๆ เช่น สุข เศร้า โกรธ กลัว และแสดงตัวอย่างจากสถานการณ์จริงให้เด็กเห็น อ่านหนังสือนิทานที่มีเพื่อหาเกี่ยวกับอารมณ์และเล่นบทบาทสมมุติ ที่แสดงตัวละครอารมณ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจอารมณ์ในบริบทที่สนุกสนาน
การพัฒนาแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วรเชษฐ แซ่เจีย
การพัฒนาแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วรเชษฐ แซ่เจีย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ทุนทางวิชาชีพ เป็นคุณลักษณะที่ช่วยสนับสนุนให้ครูสามารถปฏิบัติงานสอนได้ดีและช่วยให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพในระยะยาว ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนสังคม และทุนการตัดสินใจ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ (1) เพื่อพัฒนาแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2) เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติของแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (3) เพื่อพัฒนาเกณฑ์ปกติสำหรับแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ (4) เพื่อเปรียบเทียบระดับทุนทางวิชาชีพของครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอนในช่วงชั้น ปีประสบการณ์การสอน และระดับวิทยฐานะต่างกัน การวิจัยนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 การพัฒนาข้อคำถามของแบบวัดและตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติของเครื่องมือ ผู้วิจัยกำหนดตัวอย่างในการวิจัยเป็นครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 461 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 2 แบบวัด ได้แก่ (1) แบบวัดทุนทางวิชาชีพที่พัฒนาขึ้น 36 ข้อ และ (2) มาตรวัดความปรารถนาของสังคม BIDR-16 (Balanced Inventory of Desirable Responding-16) เพื่อนำไปศึกษาด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและเชิงยืนยัน โดยใช้โปรแกรม Jamovi และ LISREL ระยะที่ 2 ผู้วิจัยนำแบบวัดที่พัฒนาขึ้นไปเก็บข้อมูลและได้ตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามสมบูรณ์ จำนวน 1,152 ตัวอย่าง เพื่อพัฒนาเกณฑ์ปกติและเปรียบเทียบระดับทุนทางวิชาชีพของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้โปรแกรม SPSS และ R ในการวิเคราะห์ ผลการวิจัย พบว่า (1) มาตรวัดที่พัฒนาขึ้นมีค่า IOC ระหว่าง 0.57-1.00 แสดงว่ามีความตรงเชิงเนื้อหา เมื่อนำไปทดลองใช้ (n = 56) พบว่ามีค่าความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในและแบบประกอบ เท่ากับ .862 และ .889 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับสูง (2) เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (n = 231) พบว่าโมเดลการวัดของมาตรวัดทุนทางวิชาชีพครูที่พัฒนาขึ้นนั้นมีความเที่ยงเพิ่มขึ้นภายหลังตัดข้อความเหลือ 16 ข้อ โดยยังคงโครงสร้างโมเดลการวัดอันดับหนึ่งของแต่ละองค์ประกอบย่อยไว้ได้ และเมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (n = …
รูปแบบการสอนโดยใช้เครื่องมือจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษา, วิทยานนท์ ขาวสังข์
รูปแบบการสอนโดยใช้เครื่องมือจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษา, วิทยานนท์ ขาวสังข์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้เครื่องมือการจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) เปรียบเทียบผลการใช้รูปแบบการสอนฯ และ 3) วิเคราะห์ระดับพัฒนาการทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนหลังจากการเรียนด้วยเครื่องมือการจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวในรูปแบบการสอนโดยใช้วิธีแก้ปัญหาร่วมกับเทคนิคแบบทีม คู่ เดี่ยว ตัวอย่างการวิจัยคือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนในรายวิชาสมองกลฝังตัว จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัยได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนเทคโนโลยี 2) รูปแบบการสอนฯ 3) แผนการจัดกิจกรรมเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนฯ 4) แบบวัดการคิดเชิงคำนวณ 5) แบบสังเกตการคิดเชิงคำนวณของนักเรียน วิเคราะห์ผลข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติบรรยายและการวิเคราะห์ Wilcoxon Signed Ranks Test วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการสอนฯ มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการของรูปแบบการสอน 2) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 3) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 4) แนวทางการวัดและประเมินผล ผลการตรวจสอบคุณภาพ พบว่า รูปแบบการสอนฯ มีคุณภาพผ่านเกณฑ์ที่กำหนด อยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย (x̄) = 4.49 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.52 แสดงว่ารูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและสามารถนำไปทดลองใช้ได้ 2. นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนฯ โดยรวมมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และ 3. คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์เฉลี่ยการคิดเชิงคำนวณของนักเรียน เท่ากับ 9.00 ซึ่งมีพัฒนาการอยู่ในระดับต้น
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนประถมศึกษา, ธมลวรรณ กานต์กิตติธร
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนประถมศึกษา, ธมลวรรณ กานต์กิตติธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในสังคมปัจจุบัน เด็กยังต้องได้รับการพัฒนาในเรื่องความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนสามารถพัฒนาการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนได้ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานกับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามปกติ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/9 จำนวน 31 คน และมีกลุ่มควบคุมเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/10 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการสอนวิชาสังคมศึกษาที่มีการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน 2) แผนการสอนวิชาสังคมศึกษาแบบปกติ 3) แบบวัดการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 4) แบบสังเกตการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียน 5) แบบสัมภาษณ์นักเรียน ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลและทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการคำนวณหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียน โดยใช้สถิติวิเคราะห์ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (คะแนนเฉลี่ย=36.55) สูงกว่าก่อนเรียน (คะแนนเฉลี่ย=32.90) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p=.017) 2) นักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (คะแนนเฉลี่ย=36.55) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (คะแนนเฉลี่ย=33.47) อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=1.361, p=.179)
Characterization Of Aroma-Active Compounds In Fried Chicken, Nattapon Deesom
Characterization Of Aroma-Active Compounds In Fried Chicken, Nattapon Deesom
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Fried chicken is a product with high consumption demand both in Thailand and abroad. Thailand ranks as the world's 4th largest in terms of export volume, accounting for 105 million baths. In addition, there is a growing preference for white meat among consumers today, leading to increased consumption rates of fried chicken. Therefore, quality control is essential, especially regarding aroma, which is the first sensory perception people experience with food. In this work, olfactory profile of fried chicken was first constructed to evaluate extracts obtained from different organic solvents. The dichloromethane extracts obtained from solvent assisted flavor evaporation (SAFE) showed …
Α-Glucosidase Inhibitors From Leaves Of Cannabis Sativa And Cannabinoid Derivatives, Areeba Nayab
Α-Glucosidase Inhibitors From Leaves Of Cannabis Sativa And Cannabinoid Derivatives, Areeba Nayab
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cannabinoids are naturally occurring secondary metabolites with antidiabetic, anti-inflammatory, and anticancer activity because of their enormous interaction efficiency with the human endocannabinoid system. α-glucosidase inhibitory activity guided isolation of Cannabis sativa L. yielded 6 compounds including Δ9-THC, cannabinol (CBN), and cannabichromene (CBC) as major compounds. This study also focused on the study of the structure-activity relationship of Δ9-THC that yielded 4 including 3 new compounds. The structures of isolated and synthesized compounds were elucidated by multiple spectroscopic techniques and with the comparison of previous reports. The isolated and derivatized compounds were evaluated for α-glucosidase inhibition. Among the isolated compounds cannabinol …
ความชุกของความเครียดจากการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพนักงาน โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่ง, ปณัสต์ดา ทองคำ
ความชุกของความเครียดจากการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพนักงาน โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่ง, ปณัสต์ดา ทองคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียดจากการทำงานของพนักงานโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่ง โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานที่ปฏิบัติงานในฝ่าย Logistic & sale ฝ่าย Engineering และฝ่าย Production จำนวน 257 คน ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิและการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2566 โดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล ข้อมูลปัจจัยด้านการทำงาน แบบประเมินความเครียดฉบับศรีธัญญา (ST-5) และแบบประเมินความเครียดจากการทำงานฉบับ Thai JCQ-45 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ระหว่างสองตัวแปรและวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบโลจิสติก ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย สมรสแล้ว อายุระหว่าง 35 – 44 ปี อายุงานระหว่าง 11 – 20 ปี ร้อยละ 44.36 ของกลุ่มตัวอย่าง สงสัยว่ามีปัญหาความเครียด และจากผลการศึกษาพบความชุกของความเครียดจากการทำงานเท่ากับร้อยละ 21.79 สำหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดจากการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ โรคประจำตัว (OR 0.09, 95% CI = 0.01-0.70) การเรียกร้องจากงานทางกาย (OR 2.17, 95% CI = 1.19-3.96) และการสนับสนุนทางสังคม (OR 2.87, 95% CI = 1.28-6.41) การศึกษานี้พบว่าสัดส่วนความเครียดจากการทำงานในพนักงานโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งนี้ค่อนข้างสูงถึงร้อยละ 21.79 ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้นองค์กรควรจัดหาแนวทางเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตของพนักงานต่อไป
The Effect Of Cannabidivarin On T-Cell Line Proliferation And Activation, Wilai Laolee
The Effect Of Cannabidivarin On T-Cell Line Proliferation And Activation, Wilai Laolee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The non-psychotropic cannabinoid cannabidivarin (CBDV) is a propyl analog of cannabidiol (CBD). Although it was discovered that CBD had immunosuppressive properties, little is known about CBDV in this regard. To investigate the effects of CBD and CBDV on T-cell activation and proliferation, two T-cell lines—Jurkat and MOLT-4—were treated with the compounds at different doses. Utilizing the WST-1 assay (cell viability) and the Annexin V/PI staining assay (apoptosis test), cell cytotoxicity was investigated. Carboxyfluorescein diacetate succinimidyl ester (CFSE) staining was used to examine the proliferation of cells. Cell cycle kits and flow cytometry were used as the analysis technique to examine …
คุณภาพชีวิต กลุ่มอาการก่อนมีระดู ภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู และ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ใช้ถ้วยอนามัย, ชลิตา วัฒนศิริ
คุณภาพชีวิต กลุ่มอาการก่อนมีระดู ภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู และ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ใช้ถ้วยอนามัย, ชลิตา วัฒนศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยภาคตัดขวางเชิงพรรณา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการก่อนมีระดู และภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู รวมถึงคุณภาพชีวิตในผู้ใช้ถ้วยอนามัย ซึ่งเก็บข้อมูลด้วยวิธีออนไลน์จากผู้ใช้ถ้วยอนามัย จำนวนทั้งสิ้น 115 คน ระหว่างเดือน กรกฎาคม ถึง สิงหาคม พ.ศ. 2566 เครื่องมือในการเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามที่ผู้เข้าร่วมวิจัยตอบด้วยตนเอง ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน แบบสอบถามเพื่อคัดกรองกลุ่มอาการ PMS และ PMDD (Premenstrual Symptoms Screening Tool (PSST) ฉบับภาษาไทย) และแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยโดยใช้สติถิเชิงพรรณาเพื่อบรรยายลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง จากนั้นวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของกลุ่มอาการก่อนมีระดู และภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู โดยใช้สถิติเชิงอนุมาน Chi-square และ Fisher's exact test และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของคุณภาพชีวิต ด้วยสถิติ Independent t-test รวมถึงวิเคราะห์ปัจจัยทำนายกลุ่มอาการก่อนมีระดู และภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู ด้วยสถิติ Binary logistic regression ผลการศึกษา พบว่า ความชุกของกลุ่มอาการก่อนมีระดู เท่ากับร้อยละ 37.5 และภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู เท่ากับร้อยละ 7.8 ในกลุ่มผู้ใช้ถ้วยอนามัย จากการวิเคราะห์ด้วยสถิติ Binary logistic regression พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มอาการก่อนมีระดู กับ อาการบวมน้ำก่อนมีรอบเดือน (OR = 2.731, 95% CI = 1.042 - 7.156), อาการปวดเกร็งท้องน้อยก่อนมีรอบเดือน (OR = 2.804, 95% CI = 1.104 – 7.120), อาการปวดเมื่อยร่างกายก่อนมีรอบเดือน (OR = 7.562, 95% CI = 1.983 – 28.839), และ คุณภาพชีวิตด้านจิตใจ:ระดับปานกลาง (OR = 0.131, 95% CI …
การเปรียบเทียบระหว่างการเดินมาตรฐาน 6 นาทีบนพื้นราบ กับการเดินบนแผ่นเดินไฟฟ้าในการประเมินสมรรถภาพร่างกายสำหรับผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ณุวรา ภรณวลัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความสำคัญและที่มา: การเดิน 6 นาทีเป็นการประเมินสมรรถภาพมาตรฐานในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง มาตรฐานของการทดสอบนี้ ผู้ป่วยจะต้องเดินไปกลับบนพื้นราบที่มีระยะทางอย่างน้อย 30 เมตร ซึ่งเป็นข้อจำกัดในสถานพยาบาลที่มีพื้นที่จำกัด วัตถุประสงค์ของการวิจัย: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะทางที่ได้จากการเดิน 6 นาที โดยวิธีเดินมาตรฐานบนพื้นราบกับการเดินบนแผ่นเดินไฟฟ้า วิธีดำเนินการวิจัย: ศึกษาผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีอายุมากกว่า 40 ปี โดยให้ผู้เข้าร่วมการศึกษาทำการทดสอบ 2 ครั้ง ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ โดยครั้งแรกให้ทำการทดสอบการเดินบนพื้นราบ 6 นาทีก่อน หลังจากนั้นจึงให้เดินบนแผ่นเดินไฟฟ้า 6 นาที แล้วจึงทำการทดสอบในลักษณะเดียวกันในครั้งที่ 2 แต่สลับให้เดินทดสอบบนแผ่นเดินไฟฟ้าก่อน มีการเก็บรวบรวมและวัดผลลัพธ์ของการศึกษา ได้แก่ ระยะทางที่เดินได้ในระยะเวลา 6 นาที ระดับสัญญาณชีพและคะแนนความเหนื่อย (modified Borg scale) ที่เปลี่ยนแปลงไปก่อนและหลังการทดสอบ ผลของงานวิจัย: มีผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเข้าร่วมทั้งหมด 30 คน เป็นเพศชาย 28 คน (93%) อายุเฉลี่ย 69.17±5.04 ปี ส่วนมากมีระดับความรุนแรงของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็น GOLD A (50%) ผลการทดสอบระยะทางที่ได้จากการเดินมาตรฐาน 6 นาทีบนพื้นราบ มีค่าสูงกว่าการเดินบนแผ่นเดินไฟฟ้าอย่างมีนัยยะสำคัญ (466.5 ± 76.6 และ 302.3 ± 85.0 เมตร ตามลำดับ, p