Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (155692)
- Law (103319)
- Arts and Humanities (99879)
- Education (96260)
- Medicine and Health Sciences (57048)
-
- Communication (41370)
- Physical Sciences and Mathematics (40780)
- Life Sciences (40108)
- Higher Education (35309)
- Business (33405)
- Engineering (32948)
- Sociology (25419)
- Library and Information Science (23824)
- History (23737)
- Psychology (18534)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (16277)
- Journalism Studies (15435)
- Mass Communication (14841)
- Computer Sciences (13699)
- Political Science (12881)
- Religion (12838)
- Public Health (12357)
- Art and Design (11649)
- Medical Specialties (10586)
- Educational Administration and Supervision (10408)
- Curriculum and Instruction (9782)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (9779)
- Film and Media Studies (9100)
- English Language and Literature (8632)
- Medical Sciences (8528)
- Institution
-
- University of Montana (42853)
- Brigham Young University (19120)
- University of Nebraska - Lincoln (16700)
- University of Mississippi (15848)
- University of South Florida (15168)
-
- Rochester Institute of Technology (13415)
- University of New Mexico (13103)
- San Jose State University (13031)
- Georgia Southern University (12857)
- University of New Hampshire (11278)
- University of Central Florida (10042)
- Eastern Illinois University (9717)
- City University of New York (CUNY) (9656)
- University of Dayton (9562)
- Utah State University (8781)
- California Polytechnic State University, San Luis Obispo (8659)
- Louisiana State University (8025)
- Purdue University (7924)
- Bowling Green State University (7794)
- Nova Southeastern University (7656)
- Virginia Commonwealth University (7323)
- University of South Carolina (7219)
- Walden University (7146)
- University of Kentucky (7052)
- Universitas Indonesia (6533)
- Portland State University (6457)
- Southern Illinois University Carbondale (6424)
- Western Michigan University (6379)
- Clemson University (6179)
- Liberty University (6134)
- Keyword
-
- Press release; media release; press statement; news media information (30839)
- Newspaper (13691)
- Student newspaper (8918)
- Newsletter (7364)
- Education (7293)
-
- Bowling Green State University (5515)
- EIU (5134)
- Humans (4971)
- Spartan Daily (4726)
- COVID-19 (4697)
- History (4683)
- Higher education (4612)
- Georgia Southern University (4583)
- Media (4536)
- Social media (4517)
- BG News (4345)
- Eastern Illinois University (4158)
- Daily Eastern News (4121)
- B.G. News (3748)
- College student newspapers and periodicals (3658)
- Technology (3628)
- United States (3496)
- Student Newspaper (3493)
- Newspapers (3465)
- News (3377)
- Gender (3376)
- Communication (3317)
- Faculty (3192)
- Latin America (2984)
- Student newspapers (2959)
- Publication Year
-
- 2026 (25517)
- 2025 (36869)
- 2024 (38869)
- 2023 (39313)
- 2022 (39378)
-
- 2021 (40820)
- 2020 (38852)
- 2019 (37408)
- 2018 (37857)
- 2017 (36742)
- 2016 (38569)
- 2015 (33418)
- 2014 (30774)
- 2013 (29293)
- 2012 (27930)
- 2011 (23674)
- 2010 (22413)
- 2009 (21052)
- 2008 (19601)
- 2007 (17826)
- 2006 (16305)
- 2005 (14516)
- 2004 (13418)
- 2003 (12237)
- 2002 (11294)
- 2001 (10637)
- 2000 (10346)
- 1999 (9237)
- 1998 (9066)
- 1997 (8577)
- Publication
-
- University of Montana News Releases, 1928, 1956-present (30900)
- Theses and Dissertations (26701)
- Theses (10267)
- Electronic Theses and Dissertations (9652)
- Faculty Publications (8283)
-
- Daily Mississippian (all digitized issues) (6868)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (6482)
- Faculty Scholarship (6120)
- Dissertations (5987)
- Articles (5200)
- Masters Theses (4481)
- BG News (Student Newspaper) (4462)
- Honors Theses (4133)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (4084)
- Spartan Daily (School of Journalism and Mass Communications) (4078)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (4029)
- News Releases (3612)
- Media Relations (3542)
- Children's Book and Media Review (3511)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (3356)
- Master's Theses (3261)
- Doctoral Dissertations and Projects (3161)
- University Publications (3139)
- Publications and Research (3082)
- LSU New Orleans Theses and Dissertations (3037)
- The Murray Ledger & Times (2963)
- Graduate Theses and Dissertations (2944)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (2809)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (2706)
- Montana Kaimin, 1898-present (2631)
- Publication Type
Articles 96031 - 96060 of 933495
Full-Text Articles in Entire DC Network
ปัจจัยภายในของอาเซียนที่ส่งผลต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของจีนในภูมิภาค, ตปนีทัศไนย์ หาญพูนวิทยา
ปัจจัยภายในของอาเซียนที่ส่งผลต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของจีนในภูมิภาค, ตปนีทัศไนย์ หาญพูนวิทยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาปัจจัยการเมืองภายในประเทศในอาเซียน ที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าหรือความล่าช้าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของจีนในภูมิภาค ภายใต้บริบทของโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิด Neoclassical Realism ซึ่งนอกจากปัจจัยภายนอกของรัฐแล้ว ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยภายในของรัฐ เช่น เสถียรภาพทางการเมือง วิธีการตัดสินใจของผู้นำ ความสามารถในการบริหารจัดการ และแรงสนับสนุนจากภายในประเทศในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ จากการศึกษากรณีตัวอย่างจำนวน 4 โครงการ ในความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบรางระหว่างประเทศในอาเซียนกับจีน ทั้งที่แล้วเสร็จและยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ พบว่าระดับความสำเร็จหรือไม่สำเร็จของโครงการต่าง ๆ มีผลมาจากปัจจัยทางการเมืองภายในของแต่ละประเทศ โครงการความร่วมมือกับจีนผ่านระบบรางจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยเสถียรภาพทางการเมือง ความชัดเจนทางนโยบาย และการสนับสนุนในระดับผู้นำอย่างต่อเนื่อง หากขาดปัจจัยเหล่านี้ ก็มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดความล่าช้า แม้จะมีเจตนาดีที่จะร่วมลงทุนหรือมีความร่วมมือในระดับระหว่างประเทศแล้วก็ตาม
การจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 : กรณีศึกษาแรงงานชาวเมียนมา, ธนิษฐา ป้อมทอง
การจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 : กรณีศึกษาแรงงานชาวเมียนมา, ธนิษฐา ป้อมทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการจัดการแรงงานข้ามชาติของไทยในช่วงปีพ.ศ. 2564 - 2566 โดยศึกษาการจัดการแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย กรณีศึกษาแรงงานเมียนมา และความ ท้าทายในการกำหนดนโยบายหรือมาตราการด้านแรงงานต่อแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงการเผชิญความท้าทายต่อการจัดการแรงงานงานข้ามชาติเมียนมา ด้านแรงงานของไทยในช่วงระหว่างปี 2564-2566 อย่างไร ภายใต้ทฤษฎีการเลือกอย่างมีเหตุผล (Rational Choice Theory) มาเป็นการส่วนประกอบการวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่าการกำหนดนโยบายหรือมาตราการด้านแรงงานต่อแรงงานข้ามชาติของประเทศไทยเป็นไปตามความต้องการของตลาดที่ต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้คณะรัฐมนตรีผู้ซึ่งกำหนดนโยบายของไทยจำเป็นต้องออกนโยบายหรือมาตรการในการจัดการแรงงานข้ามชาติเพื่อตอบสนองต่อความต้องการนี้ในแต่ละปี โดยมักเป็น ในรูปแบบการผ่อนผันการขึ้นทะเบียนของแรงงานผิดกฎหมาย หรือผ่อนผันกลุ่มแรงงานเดิม ที่การอนุญาตทำงานสิ้นสุดลงให้สามารถทำงานกับนายจ้างต่อไปได้ตามที่มติกำหนด เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในตลาด โดยเฉพาะในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม งานก่อสร้าง และแรงงานในบ้าน และเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องและในระยะสั้นเท่านั้น รวมทั้งยังไม่สามารถลดจำนวนแรงงานข้ามชาติ ที่ลักลอบเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายได้มากเท่าที่ควร ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้อาจก่อนให้เกิดขบวนการลักลอบพาคนเข้าเมือง และการแสวงหาผลประโยชน์จากนายหน้าหรือเจ้าหน้าที่ ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินนโยบายที่ไม่ละเมิดสิทธิต่าง ๆ ของแรงงานข้ามชาติ กระทบต่อภาพลักษณ์ และอาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการเจรจาระหว่างประเทศที่ไทยกำลังดำเนินอยู่
The Problem Of Copyright Infringement In Text And Data Mining (Tdm) Under The Copyright Act B.E. 2537: A Comparative Study Between Thailand, The United States, The United Kingdom, Japan And China, Pornpepat Suwannachairob
The Problem Of Copyright Infringement In Text And Data Mining (Tdm) Under The Copyright Act B.E. 2537: A Comparative Study Between Thailand, The United States, The United Kingdom, Japan And China, Pornpepat Suwannachairob
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This article examines the problem of copyright infringement in the context of Text and Data Mining (TDM) under Thailand’s Copyright Act B.E. 2537 (1994), comparing it with the legal frameworks of the United States, the United Kingdom, Japan, and China. TDM, a key process in extracting insights from large datasets, often requires reproducing copyrighted materials, raising copyright infringement concerns. While countries like Japan and the U.S. have adopted flexible or specific exceptions facilitating TDM, Thailand’s current legal structure, particularly Section 32 and its interpretation by the Supreme Court, offers limited scope for such activities. This restrictiveness hinders innovation and places …
การพัฒนามาตรการทางกฎหมายเพื่อการส่งเสริมการบริจาคอาหารส่วนเกินในธุรกิจที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหาร, สุดจิรา เรืองทิพย์พิพัฒน์
การพัฒนามาตรการทางกฎหมายเพื่อการส่งเสริมการบริจาคอาหารส่วนเกินในธุรกิจที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหาร, สุดจิรา เรืองทิพย์พิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษากฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการบริจาคอาหารส่วนเกินในภาคธุรกิจอาหาร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดขยะอาหาร เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 2 และ SDG 12) โดยใช้การวิจัยเอกสารเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับกฎหมายของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (โดยเฉพาะฝรั่งเศส) และแคนาดา ร่วมกับการประมวลทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อศึกษาทางกฎหมายด้านความรับผิดของผู้บริจาค แรงจูงใจทางภาษี มาตรฐานความปลอดภัย ตลอดจนความเป็นไปได้ในการนำเครื่องมือคาร์บอนเครดิตมาใช้ในบริบทไทย ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยยังขาดกฎหมายเฉพาะในการคุ้มครองผู้บริจาค ขาดสิทธิประโยชน์ทางภาษี และยังไม่มีแนวทางกลางด้านความปลอดภัยของอาหารบริจาค ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมการบริจาคจากภาคธุรกิจ ผู้วิจัยเสนอให้ตราพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริจาคอาหารและลดการสูญเสียอาหาร กำหนดนิยาม หลักเกณฑ์ และความคุ้มครอง จัดตั้งกองทุนเยียวยาและสนับสนุนระบบประกันภัย เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษี พัฒนา ระบบ e-Donation ควบคู่การตรวจสอบย้อนกลับ ออกแนวทางกลางด้านความปลอดภัย และนำการบริจาคอาหารเข้าสู่โครงการ T-VER มาตรการเหล่านี้จะสร้างกรอบกฎหมายที่ส่งเสริมการบริจาคอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับหลักนิติธรรม ประโยชน์สาธารณะ และความยั่งยืนของประเทศ
มาตรการทางกฎหมายกรณีคู่สัญญาไม่ได้กำหนดกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ, ธมนวรรณ พันธุ์สาย
มาตรการทางกฎหมายกรณีคู่สัญญาไม่ได้กำหนดกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ, ธมนวรรณ พันธุ์สาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ไม่ได้บัญญัติเรื่องหลักเกณฑ์ในการเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการไว้อย่างชัดเจน ทำให้เกิดคำถามและปัญหาในการตีความว่าอนุญาโตตุลาการจะมีวิธีเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในทางพาณิชย์ระหว่างประเทศอย่างไร บทความนี้กล่าวถึงปัญหาบางประการของการพิจารณาเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ ได้แก่ ปัญหาความไม่ชัดเจนในบทบัญญัติว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 และปัญหาการเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ โดยศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ ประเทศสิงคโปร์ และประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อวิเคราะห์ประเด็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในประเทศไทยกับต่างประเทศ อันจะเป็นแนวทางในการแก้ไขพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ต่อไป
กฎหมายการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์: ศึกษาเฉพาะกรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, มุก จันทร์ศรี
กฎหมายการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์: ศึกษาเฉพาะกรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, มุก จันทร์ศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบัญญัติกฎหมายการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามคำแนะนำขององค์กรด้านประชาธิปไตย เพื่อศึกษาวิธีการเลือกตั้งและกฎหมายการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา (รัฐฟลอริดา รัฐหลุยส์เซียน่า รัฐจอร์เจีย และรัฐโอคลาโฮม่า) ประเทศอินเดีย ประเทศออสเตรเลีย (เขตปกครองนครหลวงออสเตรเลีย) และประเทศเอสโตเนีย เพื่อเสนอแนะหลักเกณฑ์ในการบัญญัติกฎหมายการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับบังคับใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในอนาคต ผลการศึกษาพบว่า การเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ต้องเคารพหลักการสำคัญของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ได้แก่ หลักการเลือกตั้งโดยทั่วไป โดยตรง เสมอภาค เสรีและลับ และหลักเกณฑ์ในการบัญญัติกฎหมายสำหรับการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ควรประกอบด้วยเนื้อหาสาระ ดังนี้ การรับรองการจัดการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การรับรองหลักการสำคัญของเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย รูปแบบการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาใช้ บทนิยามศัพท์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงคะแนนเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ การทดสอบและรับรองเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ การมีเครื่องบันทึกกระดาษสำหรับตรวจสอบโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (Voter Verifiable Paper Audit Trail - VVPAT) ขั้นตอนการลงคะแนนและการนับคะแนนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การรักษาความปลอดภัยของการลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ การตรวจสอบผลการเลือกตั้ง การคัดค้านการเลือกตั้ง การนับคะแนนใหม่ การเก็บรักษาข้อมูลการลงคะแนน บทกำหนดโทษกรณีฝ่าฝืนการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเข้าถึงของผู้มีส่วนได้เสีย และความรับผิดชอบของผู้ขายอุปกรณ์การเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ข้อเสนอแนะของการวิจัย ได้แก่ ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยยกเลิกความในมาตรา 83 วรรคสอง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งหรือโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้ลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ” และควรแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 โดยเพิ่มหมวด 5/1 การออกเสียงลงคะแนนและการนับคะแนนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
สิทธิของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์, วรรณกานต์ สิทธิสุข
สิทธิของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์, วรรณกานต์ สิทธิสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ลิขสิทธิ์ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิอนุญาตให้บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธินำงานอันมีลิขสิทธิ์ของตนไปทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ อย่างไรก็ดี เมื่อมีการอนุญาตให้ใช้สิทธิในประเทศไทย ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดมักจะต้องประสบปัญหาการถูกละเมิดลิขสิทธิ์และได้รับความเสียหาย เนื่องจากต้องลงทุนและเสียค่าตอบแทนจำนวนมากเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิแบบเด็ดขาดภายใต้ขอบเขตที่จำกัด แต่กฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศไทยยังไม่มีบทบัญญัติคุ้มครอง อีกทั้งแนวคำพิพากษาเกี่ยวกับสิทธิของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ยังคงมีความไม่ชัดเจน จากปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ที่มุ่งศึกษากฎหมายลิขสิทธิ์ของต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้กับกฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศไทยยังขาดบทบัญญัติกฎหมายที่ชัดเจนในเรื่องผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดและการอนุญาตให้ใช้สิทธิในลิขสิทธิ์ อาทิ การกำหนดบทนิยามของการอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาด การกำหนดอำนาจฟ้องของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ การกำหนดสิทธิประการต่าง ๆ ของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาด การกำหนดแบบของการอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาด ในขณะที่กฎหมายลิขสิทธิ์ของสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกานั้นมีบทบัญญัติกฎหมายที่กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน เช่น การกำหนดบทนิยามของการอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาด การกำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดมีอำนาจดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ในนามของตนเอง มีสิทธิในการได้รับค่าเสียหายที่ศาลสั่งให้ชดใช้ และมีสิทธิในการขอให้ศาลสั่งให้ระงับหรือละเว้นการกระทำละเมิด การกำหนดให้การอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรและลงลายมือชื่อ เป็นต้น ผลการศึกษาดังกล่าวข้างต้นสอดรับกับสมมติฐานของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ซึ่งกำหนดไว้ว่า ประเทศไทยยังขาดบทบัญญัติกฎหมายที่ชัดเจนในเรื่องผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาด ทำให้เกิดปัญหาการตีความเรื่องสิทธิของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ จึงควรมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ผู้เขียนจึงเห็นควรให้มีการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสิทธิของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งสามารถดำเนินการได้สองแนวทาง ได้แก่ แนวทางแรก คือ การนำหลักการของกฎหมายต่างประเทศในเรื่องการอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดและสิทธิในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์มาพัฒนาและปรับปรุงพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และอีกแนวทางหนึ่ง คือ การจัดทำต้นแบบสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิที่มีข้อกำหนดเรื่องสิทธิในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์และสิทธิประการอื่น ๆ ที่ชัดเจนเพื่อป้องกันมิให้เกิดข้อพิพาทหรือความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคู่สัญญาในภายหลัง
การยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า, วิทวัส จรุงจิตต์
การยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า, วิทวัส จรุงจิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า” ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน ในรูปแบบเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษากลยุทธ์การสื่อสารการตลาดของเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า 2) ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในกลุ่มผู้บริโภค โดยมีการเก็บข้อมูลใน 2 รูปแบบได้แก่การสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง ทั้งหมด 6 คน ได้แก่ นักการตลาด นักการวางแผนกลยุทธ์ และครีเอเทีฟ ในส่วนของเชิงปริมาณใช้วิธีเชิงสำรวจด้วยการใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล จากผู้ที่รู้จักอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 400 คน จากการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า องค์กรมองว่าอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงสามารถสร้างความแตกต่างทางการตลาด ควบคุมได้ง่าย ยืดหยุ่นในการออกแบบคาแรคเตอร์และเนื้อหา คุ้มค่าในระยะยาว และควบคุมภาพลักษณ์ได้ดีกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชั่นซีและอัลฟา อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลเรื่องต้นทุน ความสมจริง และความน่าเชื่อถือ โดยมีแนวโน้มการใช้งานในอนาคตเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแฟชั่น ความงาม เทคโนโลยี และความบันเทิง จากการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า ผู้บริโภครับรู้ถึงประโยชน์ ความง่ายในการใช้งาน ความน่าเชื่อถือ ความบันเทิงในระดับมาก ขณะที่การรับรู้ความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง ทัศนคติโดยรวมอยู่ในเชิงบวก โดยมองว่าอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงเป็นนวัตกรรมทางการตลาดที่น่าสนใจและสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยในตราสินค้า ส่วนการยอมรับอยู่ในระดับสูง ที่มาจากสมมติฐานที่ว่า ทัศนคติมีความสัมพันธ์กับการยอมรับ (ค่าเพียร์สัน = 0.73) แต่พฤติกรรมการใช้งานยังอยู่ในระดับต่ำ โดยจากการสมมติฐานพบว่า การยอมรับและพฤติกรรมการใช้มีความสัมพันธ์กันแต่อยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเพียร์สัน = 0.52) สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างการยอมรับในเชิงความคิดและการปฏิบัติจริงของผู้บริโภค
อิทธิพลของปัจจัยด้านความเชี่ยวชาญ ความไว้วางใจและความน่าดึงดูดใจของ Micro-Influencers ในสายความงามต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค, เสกพร สุพรรณธนพงษ์
อิทธิพลของปัจจัยด้านความเชี่ยวชาญ ความไว้วางใจและความน่าดึงดูดใจของ Micro-Influencers ในสายความงามต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค, เสกพร สุพรรณธนพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเติบโตของสื่อสังคมออนไลน์ในยุคดิจิทัลส่งผลให้รูปแบบการตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวใจผู้บริโภค งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาปัจจัยด้านความเชี่ยวชาญ ความไว้วางใจ และความน่าดึงดูดใจของ Micro-Influencers สายความงาม ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและการตัดสินใจว่าจ้าง Micro-Influencers จากแบรนด์และเอเจนซี่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ซึ่งประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาวิธีการที่ Micro-Influencers สื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ของตนและศึกษาการว่าจ้าง Micro-Influencers ของแบรนด์และเอเจนซี่ (จำนวน 6 ราย) และการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อสำรวจระดับคะแนนของผู้บริโภคที่ติดตาม Micro-Influencers ต่อปัจจัยดังกล่าว ตลอดจนวิเคราะห์ความแตกต่างตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ การศึกษา และรายได้ จำนวน 402 คนผลวิจัยเชิงคุณภาพชี้ว่า Micro-Influencers ที่แสดงถึงความรู้จริง ความจริงใจ และบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือ มักได้รับความไว้วางใจจากผู้ติดตาม และสามารถจูงใจให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนผลเชิงปริมาณพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความน่าดึงดูดใจมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.33) รองลงมาคือความเชี่ยวชาญ (3.70) และความไว้วางใจ (3.68) โดยผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณยืนยันว่าความน่าดึงดูดใจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสูงที่สุด นอกจากนี้ ยังพบความแตกต่างในการรับรู้ของผู้บริโภคบางกลุ่มตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ ผลการวิจัยสอดคล้องกับแนวคิด Source Credibility Theory และ Source Attractiveness Model ซึ่งเน้นว่า บุคลิกภาพ ภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย และความรู้ที่น่าเชื่อถือ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างอิทธิพลทางการตลาด ข้อค้นพบนี้สามารถนำไปใช้ในการกำหนดกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล การคัดเลือก Influencers ที่มีคุณลักษณะเหมาะสม ตลอดจนการออกแบบเนื้อหาให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภคในอุตสาหกรรมความงามได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การศึกษากระบวนการพัฒนาวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่น, อิงครัต โพธิบัตร
การศึกษากระบวนการพัฒนาวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่น, อิงครัต โพธิบัตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะและองค์ประกอบของวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่น และเพื่ออธิบายกระบวนการพัฒนาวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จการวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์เจาะลึก และการสัมภาษณ์กลุ่ม ประชากรคือวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่นทั้งหมดตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน กลุ่มตัวอย่างคือวงที่เดบิวต์ระหว่าง พ.ศ. 2560-2564 และยังดำเนินกิจกรรมอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 8 วง โดยสัมภาษณ์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินกิจกรรม 6 ท่าน และตัวแทนผู้ติดตามวงไอดอล 9 ท่าน เพื่อวิเคราะห์กระบวนการพัฒนาวงในมุมมองของผู้ผลิตและผู้บริโภคการศึกษาพบว่าคุณลักษณะของวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่นประกอบด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์ที่โดดเด่น 4 รูปแบบ ได้แก่ ระบบ 48 Group ภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากกระแสหลัก ภาพลักษณ์แบบยืดหยุ่น และภาพลักษณ์แบบมีธีมเฉพาะ รวมทั้งการนำเสนอแนวคิดและค่านิยมความเป็นญี่ปุ่นที่ผสมผสานกับบริบทไทย องค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ คือ ผลงานเพลง สมาชิกวงหรือไอดอล เอกลักษณ์ของวง กิจกรรมของวง และการสนับสนุนจากแฟนคลับ กระบวนการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จประกอบด้วยการผลิตผลงานเพลงที่มีคุณภาพ ซึ่งครอบคลุมกระบวนการสร้างสรรค์ตั้งแต่การคิดคอนเซ็ปต์ การวิจัย การแต่งเพลง การบริหารจัดการการเผยแพร่ผลงาน การจัดการลิขสิทธิ์ การได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก และการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกม ซึ่งครอบคลุมการสร้างความสัมพันธ์แบบพี่น้องหรือครอบครัวระหว่างทีมงานและศิลปิน การบริหารจัดการสัญญาอย่างเป็นธรรมและปกป้องผลประโยชน์ของศิลปิน การสร้างเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ และการวางแผนพัฒนาระยะยาวที่ครอบคลุมทั้งผลงาน ศิลปิน และองค์กร
การเปิดรับและทัศนคติต่อตราสินค้าและส่วนประสมทางการตลาดต่อพฤติกรรมการซื้อกระเป๋า Goyard และ Dior ของผู้บริโภคเจเนอเรชันซี, พิรัลพัชร ลีลาเทพินทร์
การเปิดรับและทัศนคติต่อตราสินค้าและส่วนประสมทางการตลาดต่อพฤติกรรมการซื้อกระเป๋า Goyard และ Dior ของผู้บริโภคเจเนอเรชันซี, พิรัลพัชร ลีลาเทพินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับและทัศนคติต่อแบรนด์ ทัศนคติต่อส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อกระเป๋า Goyard และ Dior ของผู้บริโภคเจเนอเรชันซี โดยการเลือกกระเป๋าสองแบรนด์นี้เพราะมีจุดร่วมในด้านราคา ภาพลักษณ์และความนิยมในกลุ่มเป้าหมายที่ใกล้เคียงกันแต่ใช้กลยุทธ์การตลาดที่แตกต่างกัน แบรนด์ Goyard เป็นแบรนด์ที่ใช้ กลยุทธ์การตลาดแบบ Silence Marketing ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างมากไม่ต่างจากแบรนด์ Dior ที่ใช้กลยุทธ์การตลาดแบบเชิงรุก ผู้วิจัยจึงได้นำทั้งสองแบรนด์ดังกล่าวมาเปรียบเทียบกันเพื่อทำความเข้าใจถึง ผลลัพธ์และแนวโน้มที่แตกต่างกัน รวมไปถึงหาแนวทางในการสร้างคุณค่าตราสินค้า และพัฒนากลยุทธ์การตลาดสำหรับแบรนด์หรูในอนาคตได้อย่างยั่งยืนต่อไปการวิจัยใช้วิธีเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่มและสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยแบ่งผู้ให้สัมภาษณ์ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้บริโภค Gen Z ที่ใช้กระเป๋า Goyard, ผู้บริโภค Gen Z ที่ใช้กระเป๋า Dior, และ ผู้บริโภค Gen Z ที่ใช้กระเป๋าทั้งสองแบรนด์ ผลการวิจัยพบว่า การเปิดรับและทัศนคติต่อตราสินค้าและส่วนประสมทางการตลาดต่อแบรนด์ทั้งสอง แม้ว่าจะอยู่ในระดับแบรนด์หรูเหมือนกัน แต่ก็มีลักษณะของกลุ่มผู้บริโภคที่เฉพาะและแตกต่างกัน โดยแบรนด์ Goyard มีภาพลักษณ์ที่ลึกลับและเข้าถึงยาก และสร้างทัศนคติต่อแบรนด์ในเชิงเรียบหรู จึงถูกเลือกใช้เป็น Brand as Authentic Self ส่วนของแบรนด์ Dior มีภาพลักษณ์ที่เรียบหรูเหมือนกัน แต่เข้าถึงได้ง่าย ทั้งจากการโฆษณาหรือการเลือกพรีเซ็นเตอร์ อีกทั้งยังมีการสร้างทัศนคติต่อแบรนด์ให้มีความอ่อนหวาน คลาสสิก จึงตอบโจทย์แฟชั่นของผู้หญิงยุคใหม่ จึงถูกเลือกใช้เป็น Brand as Performance เพราะฉะนั้น ทั้ง Goyard และ Dior แสดงให้เห็นถึง “ความแตกต่างที่สมดุล”
อิทธิพลของแรงจูงใจด้านเนื้อหาและด้านแหล่งสารในการรับชมวล็อกวีคต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, พัณวา เตชณาวิทย์
อิทธิพลของแรงจูงใจด้านเนื้อหาและด้านแหล่งสารในการรับชมวล็อกวีคต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, พัณวา เตชณาวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แรงจูงใจด้านเนื้อหา (ประกอบด้วย มิติของการแสวงหาข้อมูล การเข้าสังคม การให้ความเพลิดเพลิน และการแสวงหาสถานะทางสังคม) แรงจูงใจด้านแหล่งสาร (ประกอบด้วย คุณลักษณะของความคล้ายคลึงกัน ความนิยม ความมีอิทธิพล ความนำสมัย และความใกล้ชิดกับผู้อื่น) ในการรับชม Vlog Week และพฤติกรรมผู้บริโภค (ประกอบด้วย ตัวแปรย่อยในเรื่องของการตระหนักรู้ ทัศนคติต่อสินค้าและบริการ ความผูกพันของผู้บริโภค ความตั้งใจซื้อ และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง) 2) อิทธิพลของแรงจูงใจด้านเนื้อหาต่อพฤติกรรมผู้บริโภค และ 3) อิทธิพลของแรงจูงใจด้านแหล่งสารต่อพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 18 – 28 ปี จำนวน 450 คน ซึ่งเคยรับชม Vlog Week ภายใน 1 เดือนที่ผ่านมา จากช่อง YouTube ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดและเผยแพร่ Vlog Week ในปี พ.ศ. 2566 – 2567 จำนวน 10 วิดีโอขึ้นไป 3 ช่อง ได้แก่ ช่อง @Bowkanyaratp, @Flukkaron และ @PONGKOOL24 ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจด้านเนื้อหา ในมิติการแสวงหาข้อมูล มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคทุกตัวแปรย่อย มิติการเข้าสังคม มีอิทธิพลต่อความผูกพันของผู้บริโภค มิติการให้ความเพลิดเพลิน มีอิทธิพลต่อการตระหนักรู้ ทัศนคติต่อสินค้าและบริการ ความผูกพันของผู้บริโภค และความตั้งใจซื้อ และมิติการแสวงหาสถานะทางสังคม มีอิทธิพลต่อความผูกพันของผู้บริโภค และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของแรงจูงใจด้านแหล่งสาร ในคุณลักษณะความคล้ายคลึงกัน และความใกล้ชิดกับผู้อื่น มีอิทธิพลต่อทัศนคติต่อสินค้าและบริการ ความผูกพันของผู้บริโภค ความตั้งใจซื้อ และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง คุณลักษณะความนิยม มีอิทธิพลต่อการตระหนักรู้ และทัศนคติต่อสินค้าและบริการ และคุณลักษณะความนำสมัย มีอิทธิพลต่อการตระหนักรู้ ความผูกพันของผู้บริโภค และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง
อิทธิพลของประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า อัตนิยมเชิงวัฒนธรรมและความเป็นสากลนิยมที่มีต่อความตั้งใจซื้อ “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์”, พีรวิชญ์ เสนประดิษฐ์
อิทธิพลของประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า อัตนิยมเชิงวัฒนธรรมและความเป็นสากลนิยมที่มีต่อความตั้งใจซื้อ “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์”, พีรวิชญ์ เสนประดิษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า อัตนิยมเชิงวัฒนธรรม ความเป็นสากลนิยม ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อ “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์” 2) ศึกษาอิทธิพลของประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า อัตนิยมเชิงวัฒนธรรม ความเป็นสากลนิยม และภาพลักษณ์ตราสินค้าที่มีต่อความตั้งใจซื้อ “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์” รวมถึง 3) พัฒนาแบบจำลองปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อ “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์” และตรวจสอบความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยใช้การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชันวาย 400 คน และวิเคราะห์ด้วย SEM พบว่าแบบจำลองสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Relative Chi-Square = 1.24, CFI = 0.98, NFI = 0.91, NNFI = 0.98, IFI = 0.98, RMSEA = 0.02) ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึก 3 คนถูกใช้เพื่อขยายความผลการวิจัยเชิงปริมาณ ผลพบว่า ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า มีอิทธิพลโดยรวมต่อความตั้งใจซื้อสูงที่สุด (β = 0.45, p < 0.001) ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า และการผสานมุมมองท้องถิ่นกับแนวคิดสากลของผู้บริโภค ผลวิจัยเสนอแนวทางการสื่อสารตราสินค้า “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์” ผ่านการออกแบบประสบการณ์รอบด้าน โดยเฉพาะด้านอารมณ์ การผสานความเป็นสากลกับเอกลักษณ์ท้องถิ่น และภาพลักษณ์ที่สะท้อนความน่าเชื่อถือ เพื่อเสริมแรงจูงใจในการตัดสินใจซื้อ
อิทธิพลของการเปิดรับสื่อ การรับรู้คุณค่า ทัศนคติ และบรรทัดฐานส่วนบุคคลต่อความตั้งใจซื้ออาร์ตทอยของผู้บริโภค, ชญานิศ สาลีผล
อิทธิพลของการเปิดรับสื่อ การรับรู้คุณค่า ทัศนคติ และบรรทัดฐานส่วนบุคคลต่อความตั้งใจซื้ออาร์ตทอยของผู้บริโภค, ชญานิศ สาลีผล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเปิดรับสื่อ การรับรู้คุณค่า ทัศนคติต่อการซื้ออาร์ตทอย บรรทัดฐานส่วนบุคคล และความตั้งใจซื้ออาร์ตทอยของผู้บริโภค และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของการเปิดรับสื่อ การรับรู้คุณค่า ทัศนคติต่อการซื้ออาร์ตทอย บรรทัดฐานส่วนบุคคลต่อความตั้งใจซื้อ อาร์ตทอยของผู้บริโภค โดยใช้วิธีวิจัยเป็นเชิงปริมาณ ด้วยการวิจัยเชิงสำรวจและ ใช้แบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 400 ชุด ซึ่งมีเกณฑ์การคัดเลือก ได้แก่ 1) ผู้บริโภคอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) ผู้บริโภคมีอายุระหว่าง 18-40 ปี 3) รู้จักและเคยซื้ออาร์ตทอยอย่างน้อย 3 ครั้ง ภายในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเปิดรับสื่ออยู่ในระดับปานกลางการรับรู้คุณค่า ทัศนคติต่อการซื้ออาร์ตทอย บรรทัดฐานส่วนบุคคล และความตั้งใจซื้ออาร์ตทอยอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก สำหรับการทดสอบสมมติฐานพบว่า การเปิดรับสื่อ (β = 0.166) การรับรู้คุณค่า (β = 0.441) ทัศนคติต่อการซื้ออาร์ตทอย (β = 0.509) และบรรทัดฐานส่วนบุคคล (β = 0.281) มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออาร์ตทอยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาการรับรู้คุณค่าอาร์ตทอยพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณค่าการใช้งานในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.34) ศิลปินและนักออกแบบอาร์ตทอยควรให้ความสำคัญกับการออกแบบที่สร้างสรรค์ ประณีต และมีฟังก์ชันหลากหลาย เพื่อเพิ่มคุณค่าการใช้งานที่หมาะสมที่จะนำไปสู่ความตั้งใจซื้อในที่สุด
กลวิธีการเล่าเรื่องของสตรีมเมอร์เกมอาร์โอวี (Rov) ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย, ภัทรภร เสือม่วง
กลวิธีการเล่าเรื่องของสตรีมเมอร์เกมอาร์โอวี (Rov) ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย, ภัทรภร เสือม่วง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบ และเนื้อหารายการเกมอาร์โอวีของสตรีมเมอร์ที่ประสบความสำเร็จ โดยใช้วิธีการ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผ่านวิดีโอคอนเทนต์เกี่ยวกับเกมอาร์โอวีบนยูทูบ จากสตรีมเมอร์เกมอาร์โอวี จำนวน 3 ช่อง ได้แก่ 1. กาย หงิด 2. กิต งายย 3. Doyser ผ่านการวิเคราะห์เนื้อหาและการจัดประเภทของเนื้อหา (Genre categorization) โดยใช้เครื่องมือลงรหัส (Coding Sheet) เพื่อเก็บข้อมูลจากวิดีโอที่มียอดเข้าชมมากที่สุดในปี พ.ศ. 2566 จำนวนช่องละ 20 คลิป รวมทั้งสิ้น 60 คลิป อีกทั้ง 2) เพื่อศึกษากลวิธีการเล่าเรื่องของสตรีมเมอร์เกมอาร์โอวีที่ประสบความสำเร็จ ด้วยวิธีการวิเคราะห์ตัวบท (Textual analysis) ผ่านวิดีโอคอนเทนต์เกี่ยวกับเกมอาร์โอวีในช่องยูทูบของสตรีมเมอร์ กาย หงิด โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) จากวิดีโอที่มีผู้ชม 5 แสนคนขึ้นไป และอยู่ในระหว่างปี พ.ศ. 2562 - 2567 จำนวน 10 คลิป ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบ และเนื้อหารายการเกมอาร์โอวีเป็นประเภทรายการ (Genre) ที่เกิดขึ้นใหม่ โดยมีรูปแบบและเนื้อหารายการเกมอาร์โอวีที่ได้รับความนิยม ได้แก่ การเล่นเกมกับผู้อื่น (Reaction videos) คิดเป็นร้อยละ 75 และร้อยละ 90 ของคลิปวิดีโอในช่องกายหงิดและกิตงายตามลำดับ และมีลักษณะเนื้อหาแบบการแข่งขันเกม (Game tournaments and competitions) ร่วมกับสตรีมเมอร์ช่องอื่น (Collaboration) ในขณะเดียวกันก็มีรูปแบบเนื้อหารายการเกมอาร์โอวีที่ได้รับความนิยมรองลงมาและเป็นกระแสรอง คือ การสอนเทคนิคการเล่น (Walk-throughs and tutorials) คิดเป็นร้อยละ 85 ของคลิปวิดีโอในช่อง Doyser และมีลักษณะเนื้อหาแบบการวิเคราะห์เกมอย่างละเอียดลึกซึ้ง (Game Analysis) นอกจากนี้ ยังพบว่า 2) …
แนวทางการพัฒนาซีรีส์วายเพื่อขยายฐานผู้รับชม, ยงค์ยุทธ เติมต่อ
แนวทางการพัฒนาซีรีส์วายเพื่อขยายฐานผู้รับชม, ยงค์ยุทธ เติมต่อ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาทัศนคติ การใช้ประโยชน์ และความพึงพอใจของผู้รับชมกลุ่มใหม่ที่มีต่อซีรีส์วาย และ (2) เพื่อศึกษาแนวทางในการขยายฐานผู้รับชมไปยังกลุ่มผู้รับชมซีรีส์วายกลุ่มใหม่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มผู้ชมซีรีส์วายจำนวน 400 คน และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักวิชาการ ผู้จัด ผู้กำกับ นักสิทธิมนุษยชน และผู้ชมซีรีส์วาย รวมจำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ชมซีรีส์วายให้ความสำคัญกับเคมีของนักแสดง ความสมจริงของเนื้อหา และการสะท้อนประเด็นทางสังคม โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศและบทบาททางเพศที่ไม่ตายตัว นอกจากนี้ยังพบว่าอุตสาหกรรมซีรีส์วายมีแนวโน้มปรับตัวเพื่อสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยคำนึงถึงจริยธรรม ความเหมาะสมกับผู้ชมเยาวชน และการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่หลากหลายของกลุ่ม LGBTQIA+ ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาเชิงคุณภาพยังชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการพัฒนาซีรีส์วายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งในด้านบท การแสดง และกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย มีความรับผิดชอบต่อสังคม และสามารถขยายฐานผู้ชมสู่กลุ่มใหม่ได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้กับตัวละครที่มีภูมิหลังหลากหลาย ทั้งในด้านอายุ พื้นที่ทางสังคม และวัฒนธรรม เพื่อหลุดพ้นจากภาพจำแบบเหมารวมของกลุ่มเพศหลากหลาย นอกจากนี้ ยังเสนอให้ขยายแนวเรื่องในลักษณะ Mix Genre เช่น แนวสืบสวน แฟนตาซี หรือดราม่าสะท้อนสังคม เพื่อเพิ่มความหลากหลายของเนื้อหา และตอบสนองความสนใจของผู้ชมยุคใหม่ที่แสวงหาความสดใหม่และความลึกซึ้งในประเด็นที่นำเสนอ
กระบวนการสื่อสารเพื่อสร้างภาวะล้มแล้วลุกเมื่อเผชิญการวิจารณ์ร่างกายของผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคม, ญาณกร อุ่ยสมพงศ์
กระบวนการสื่อสารเพื่อสร้างภาวะล้มแล้วลุกเมื่อเผชิญการวิจารณ์ร่างกายของผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคม, ญาณกร อุ่ยสมพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสื่อสารเมื่อเผชิญการวิจารณ์ ร่างกายของผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคม และเพื่อศึกษารูปแบบการแสดงออกทางเนื้อหาเมื่อเผชิญ การวิจารณ์ร่างกายในสื่อสังคมของตนเอง การศึกษาได้ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคม ในกลุ่มความสวยความงามและแฟชั่น จำนวน 6 กรณีศึกษา ที่มีผู้ติดตามอย่างน้อย 10,800 คน รวมถึงวิเคราะห์เนื้อหา ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากข้อความ รูปภาพ และวิดีโอในสื่อสังคม ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการสื่อสารเพื่อสร้างภาวะล้มแล้วลุกจากความอับอายเมื่อเผชิญ การวิจารณ์ร่างกายของผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคม ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ไม่มีการตระหนักถึงความอับอายแต่มีการสื่อสาร เพื่อสร้างความปกติใหม่ และ เพื่อการรักษาและการใช้เครือข่ายการสื่อสาร 2) การตระหนักถึงความอับอาย เพื่อสร้างความปกติใหม่ เพื่อรักษาและใช้เครือข่าย การสื่อสาร เพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์ และ เพื่อให้ความชอบธรรมกับความรู้สึกเชิงลบในขณะที่เน้นการกระทำเชิงบวก 3) การรับรู้เชิงวิเคราะห์ เพื่อสร้างตรรกะทางเลือก และเพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์ 4) การเข้าถึง เพื่อรักษาและใช้เครือข่ายการสื่อสาร เพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์ และ เพื่อให้ความชอบธรรมกับความรู้สึกเชิงลบในขณะที่เน้นการกระทำเชิงบวก 5) การพูดถึงความอับอาย เพื่อรักษาและใช้เครือข่ายการสื่อสาร เพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์ และเพื่อให้ความชอบธรรมกับความรู้สึกเชิงลบในขณะที่เน้นการกระทำเชิงบวก นอกจากนี้ผลการศึกษารูปแบบการแสดงออกทางเนื้อหาเชิงบวกของผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมเมื่อเผชิญการวิจารณ์ร่างกาย (รวม 2,881 เนื้อหา) สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ (1) การแสดงอารมณ์ (39.5%) ที่ส่งเสริมการเข้าถึงและการพูดถึงความอับอายเพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์ (2) การแสดงตัวอย่าง (36.3%) ที่ส่งเสริมการเข้าถึง (3) การให้คำแนะนำและข้อเท็จจริงทั่วไป (23.9%) ที่ส่งเสริมการเข้าถึงและการพูดถึงความอับอาย และ (4) การรณรงค์ (0.3%) ที่ส่งเสริมการพูดถึงความอับอายเพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์
ความชื่นชอบต่อรูปแบบและเนื้อหาเกี่ยวกับการสื่อสารสุขภาพของผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีด, จันจิรา ลิ้นทอง
ความชื่นชอบต่อรูปแบบและเนื้อหาเกี่ยวกับการสื่อสารสุขภาพของผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีด, จันจิรา ลิ้นทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและเนื้อหาการสื่อสารสุขภาพที่ผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีดให้ความสนใจ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก 20 ราย และการสนทนากลุ่ม 4 กลุ่ม ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล วิเคราะห์ด้วยวิธีวิเคราะห์แก่นสาร (Thematic Analysis) เพื่อสกัดรหัสและประเด็นที่สะท้อนความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้สารเสพติดให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่เป็นกันเอง ไม่เป็นทางการ และสอดคล้องกับชีวิตจริง โดยนิยมการพูดคุยตัวต่อตัว การสนทนากลุ่มย่อย และการสื่อสารผ่านเพื่อนร่วมประสบการณ์ ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์และวิดีโอมักถูกมองว่าไม่ดึงดูดหรือไม่ตรงกับพฤติกรรมจริง ด้านเนื้อหา ผู้ใช้สารสนใจประเด็นในชีวิตประจำวัน เช่น การดูแลแผล อาการถอนยา การป้องกันการใช้ยาเกินขนาด การเจรจากับตำรวจ และประสบการณ์เลิกยา มากกว่าเนื้อหาเรื่องเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบซี หรือวัณโรค ซึ่งมักถูกมองว่าไกลตัวและซ้ำซาก แม้ยังคงเข้ารับบริการด้านสุขภาพเหล่านี้ นอกจากนี้ยังพบความสนใจในเนื้อหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น โรคเรื้อรัง สุขภาพช่องปาก และการนอนหลับ ซึ่งเกี่ยวข้องทางอ้อมกับพฤติกรรมการใช้สาร ข้อค้นพบสะท้อนถึงความสำคัญของการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมที่ยึดบริบทชีวิตของผู้ใช้สารเป็นศูนย์กลาง เพื่อเพิ่มความเชื่อมโยง ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
ความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬานานาชาติ, ธารมีน สุทธิอาคาร
ความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬานานาชาติ, ธารมีน สุทธิอาคาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) โดยมีจุดมุ่งหมายในการศึกษาความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬานานาชาติและศึกษากระบวนการสร้างสรรค์การแสดงในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬานานาชาติเพื่อนำเสนอความเป็นไทย ด้วยการวิเคราะห์ตัวบท (textual analysis) พิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 1998 ครั้งที่ 13 ณ กรุงเทพมหานคร และพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2007 ครั้งที่ 24 ณ จังหวัดนครราชสีมา และการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (in-dept interview) ผู้สร้างสรรค์การแสดงประกอบพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 1998 ครั้งที่ 13 ณ กรุงเทพมหานคร ผู้สร้างสรรค์การแสดงประกอบพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2007 ครั้งที่ 24 ณ จังหวัดนครราชสีมา และผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดง ผลการวิจัยพบว่า 1. มีการนำเสนอความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 1998 ครั้งที่ 13 จำนวน 9 หมวดหมู่ จากทั้งหมด 10 หมวดหมู่ ได้แก่ 1) สถาบันพระพุทธศาสนา 2) สถาบันพระมหากษัตริย์ 3) ภาษาและวรรณกรรม 4) ศิลปกรรม 5) ดนตรีไทย 6) การละเล่นพื้นบ้านแบบไทย 7) ลักษณะนิสัยและค่านิยมของคนไทย 8) กีฬาไทย และ 9) ความเป็นไทยในแง่มุมอื่น ๆ โดยไม่พบการนำเสนอความเป็นไทยเพียงหมวดหมู่เดียวคือหมวดหมู่ประเพณีไทย และการนำเสนอความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2007 ครั้งที่ 24 จำนวน 7 หมวดหมู่ จากทั้งหมด 10 หมวดหมู่ ได้แก่ 1) สถาบันพระพุทธศาสนา 2) สถาบันพระมหากษัตริย์ 3) ภาษาและวรรณกรรม 4) ศิลปกรรม 5) ดนตรีไทย 6) ลักษณะนิสัยและค่านิยมของคนไทย และ 7) ความเป็นไทยในแง่มุมอื่น ๆ โดยไม่พบการนำเสนอความเป็นไทยในหมวดหมู่ถึง 3 หมวดหมู่ คือ …
การวิเคราะห์ประเภทรายการสารคดีและการสร้างสรรค์บนแพลตฟอร์มยูทูบ, ซึง ดวงมณี
การวิเคราะห์ประเภทรายการสารคดีและการสร้างสรรค์บนแพลตฟอร์มยูทูบ, ซึง ดวงมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะและประเภทของสารคดีบนแพลตฟอร์มยูทูบและ 2) เพื่อศึกษาแนวคิดและกระบวนการสร้างสรรค์สารคดีของผู้ผลิตบนแพลตฟอร์มยูทูบ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ช่องบนแพลตฟอร์มยูทูบ (Documentary analysis) ซึ่งผลิตโดยชาวไทยและมีจำนวนผู้ติดตามตั้งแต่ 1 ล้านคนขึ้นไป ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2564 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์สารคดี ผลการศึกษาพบว่า สารคดีบนแพลตฟอร์มยูทูบสามารถจำแนกตามคุณลักษณะเชิงเนื้อหาได้ 9 เนื้อหา ได้แก่ 1) วิถีชีวิตประชาชน 2) การท่องเที่ยว กิจกรรม และแนะนำสถานที่ 3) เรื่องแปลกและการสืบสวน 4) ประวัติศาสตร์และเหตุการณ์สำคัญ 5) พืชและสัตว์ 6) วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม 7) เครื่องยนต์และยานยนต์ 8) กีฬา และ 9) ภาพยนตร์ และจำแนกตามคุณลักษณะเชิงรูปแบบได้ 5 รูปแบบ ได้แก่ 1) สารคดีเชิงการมีส่วนร่วม 2) สารคดีเชิงเปิดเผยเรื่องราว 3) สารคดีเชิงรวมเหตุการณ์ 4) สารคดีเชิงพรรณนา และ 5) สารคดีเชิงการแสดง โดยแพลตฟอร์มยูทูบส่งผลให้เกิดผู้ผลิตที่มีความแตกต่างด้านแนวคิดและกระบวนการสร้างสรรค์สารคดี 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ผลิตมืออาชีพ ซึ่งอยู่ในบริบทของการสร้างสรรค์สารคดีอยู่แล้ว และ 2) ผู้ผลิตที่มาจากผู้ชม ซึ่งมีแนวคิดและกระบวนการสร้างสรรค์ที่ไม่ยึดติดตามขนบเดิมจนเกิดเป็นรูปแบบสารคดีที่สามารถดึงดูดใจผู้ชมในวงกว้าง มีบทบาทให้เกิดการปรับโครงสร้างของกระบวนการสร้างสรรค์ และส่งผลต่อการขยายขอบเขตนิยามสารคดีในประเทศไทย
กลยุทธ์การสร้างสรรค์โฆษณาและการพัฒนานักโฆษณาเพื่อเข้าประกวดงานโฆษณา Cannes Lions, ศิรณัฐ สิริยากรนุรักษ์
กลยุทธ์การสร้างสรรค์โฆษณาและการพัฒนานักโฆษณาเพื่อเข้าประกวดงานโฆษณา Cannes Lions, ศิรณัฐ สิริยากรนุรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การสร้างสรรค์งานโฆษณาที่ถูกส่งเข้าประกวดโฆษณาใน Cannes Lions จุดที่ต้องได้รับการพัฒนาและจุดแข็งของโฆษณาจากประเทศไทย และข้อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์งานโฆษณาของนักสร้างสรรค์โฆษณาจากประเทศไทย ผู้วิจัยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์เนื้อหาจากเอกสารเกี่ยวกับโฆษณาที่ได้รับรางวัลเพื่อเป็นชุดข้อมูลในเรื่องของรางวัลที่นักสร้างสรรค์โฆษณาจากประเทศไทยได้รับในช่วงระหว่างปี ค.ศ.2017 - 2022 จำนวน 34 ชิ้นงาน รวม 52 รางวัล ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์การสร้างสรรค์ที่ปรากฏในงานโฆษณาจากประเทศไทยที่ได้รับรางวัลในงานประกวดโฆษณา Cannes Lions ระหว่างปี 2017-2022 สามารถจำแนกออกได้เป็น 8 ด้าน ได้แก่ กลยุทธ์การดึงดูดใจผ่านการสร้างความเชื่อถือด้วยการอธิบายคุณสมบัติของสินค้าและบริการ กลยุทธ์เกี่ยวกับสัญวิทยาเพื่อสื่อความหมายเกี่ยวกับข้อความหลักของโฆษณา กลยุทธ์การดึงดูดใจผ่านอารมณ์ขัน กลยุทธ์ด้านความแปลกใหม่ในการนำเสนอ กลยุทธ์ด้านการเล่าเรื่องที่มีความโดดเด่น กลยุทธ์เกี่ยวกับการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า กลยุทธ์เกี่ยวกับการสร้างอารมณ์ร่วม และกลยุทธ์เกี่ยวกับการให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคม โดยนักสร้างสรรค์โฆษณาจากประเทศไทยมีจุดเด่นเกี่ยวกับการเล่าเรื่องที่มีความหลากหลาย สามารถประยุกต์ใช้วัฒนธรรมและสิ่งใกล้ตัวมานำเสนอ สามารถดึงอารมณ์ร่วมจากผู้ชมและแฝงอารมณ์ขันที่มีเสน่ห์ สามารถด้านการสื่อสารผ่านความหมายแฝงในภาพ แต่ในขณะเดียวกันจุดที่นักสร้างสรรค์จากประเทศไทยยังต้องได้รับการพัฒนา คือ การพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์ไปสู่บริบทสากลรวมถึงเพิ่มความแปลกใหม่ พัฒนาทักษะด้านภาษา รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับชิ้นงานเพื่อความทันสมัยมากขึ้น โดยนักสร้างสรรค์โฆษณาจากประเทศไทยควรได้รับการพัฒนาทักษะตามหลัก “ทักษะไม้ที” หรือการพัฒนาตามหลักพหุทักษะ เพื่อให้นักสร้างสรรค์โฆษณาจากประเทศไทยมีทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต้องมีและทักษะเฉพาะบุคคลที่ช่วยสร้างความโดดเด่นทัดเทียมกับนักสร้างสรรค์งานโฆษณาระดับโลก
ภาพยนตร์และพุทธปรัชญากับศักยภาพของภาพยนตร์ในการตื่นรู้ของผู้ชม, ธีรพงศ์ เสรีสำราญ
ภาพยนตร์และพุทธปรัชญากับศักยภาพของภาพยนตร์ในการตื่นรู้ของผู้ชม, ธีรพงศ์ เสรีสำราญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง ภาพยนตร์และพุทธปรัชญากับศักยภาพของภาพยนตร์ในการตื่นรู้ของผู้ชม มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรอบแนวคิด ภาพยนตร์วิปัสสนา (Vipassanā Cinema) เพื่อใช้ในการศึกษาภาพยนตร์แนว Slow Cinema ในฐานะภาพยนตร์ที่มีศักยภาพในการกระตุ้นการตื่นรู้ของผู้ชม งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) การวิเคราะห์ตัวบทภาพยนตร์ 4 เรื่อง ได้แก่ Dream of Light (Víctor Erice, 1992), Shirin (Abbas Kiarostami, 2008), ลุงบุญมีระลึกชาติ (Apichatpong Weerasethakul, 2010) และ Inside the Yellow Cocoon Shell (Phạm Thiên Ân, 2023) โดยพิจารณาองค์ประกอบการเล่าเรื่องและสุนทรียภาพที่สอดคล้องกับพุทธปรัชญาและสำรวจศักยภาพในการกระตุ้นการตื่นรู้ในผู้ชม (2) การศึกษาประสบการณ์ของผู้วิจัยต่อการเจริญวิปัสสนาและการชมภาพยนตร์ Slow Cinema ทั้ง 4 เรื่อง โดยใช้วิธีอัตชาติพันธุ์วรรณนา (autoethnography) และ (3) การศึกษาประสบการณ์ของผู้ชมจริง (actual audiences) ผ่านการรับชม ลุงบุญมีระลึกชาติ โดยกลุ่มคนรักหนัง (cinephiles) จำนวน 6 คน ผ่านการจดโน้ตในความมืดและการสัมภาษณ์เชิงลึกผลการวิจัยพบว่า กรอบแนวคิด ภาพยนตร์วิปัสสนา สามารถนำมาใช้เป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ตัวบทภาพยนตร์ ศึกษาประสบการณ์การชมภาพยนตร์ในเชิงอัตวิสัยของผู้วิจัย และประสบการณ์ของผู้ชมจริง โดยมองภาพยนตร์ในฐานะเครื่องมือแห่งการเจริญวิปัสสนาที่อาจนำไปสู่การตื่นรู้ของผู้ชม ทั้งนี้ภาพยนตร์สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือแห่งการตื่นรู้ผ่านบริบทการรับชมที่เอื้อต่อภาวะการสังเกตภายใน และการจัดวางองค์ประกอบทางภาพยนตร์ที่ส่งเสริมภาวะการตื่นรู้ เช่น โครงสร้างการเล่าเรื่องที่ไม่เป็นเส้นตรง การนำเสนอความสามัญธรรมดาอย่างลึกซึ้ง การใช้จังหวะเชื่องช้าและช่วงเวลาที่ยืดยาว การออกแบบเสียงที่ส่งเสริมการฟังภายใน การนำเสนอความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง และการวางปริศนาธรรมทางภาพยนตร์ ผลการวิเคราะห์อัตชาติพันธุ์วรรณาของผู้วิจัยแสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้วิจัยได้ใคร่ครวญสิ่งที่เกิดขึ้นภายในกายและใจอย่างลึกซึ้ง ผ่านระดับของการเห็นโดยตรงซึ่งสะท้อนแก่นของการเจริญวิปัสสนา ผลการศึกษาประสบการณ์ของกลุ่มคนรักหนังพบว่า ผู้ชมมีประสบการณ์ที่สอดคล้องกับหลักสติปัฏฐาน 4 ได้แก่ การรับรู้ทางกาย (กายานุปัสสนา) ความรู้สึก (เวทนานุปัสสนา) จิตใจ (จิตตานุปัสสนา) และธรรมะภายใน (ธัมมานุปัสสนา) อีกทั้งยังสะท้อนถึงการตระหนักรู้ตามแนวคิดพุทธปรัชญา เช่น อนิจจัง ทุกขัง …
ภาพแทนของโรงเรียนและอุดมการณ์ของวัยรุ่นในโรงเรียนในซีรีส์วัยรุ่นไทย, ธนพล เชาวน์วานิชย์
ภาพแทนของโรงเรียนและอุดมการณ์ของวัยรุ่นในโรงเรียนในซีรีส์วัยรุ่นไทย, ธนพล เชาวน์วานิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง "ภาพแทนของโรงเรียนและอุดมการณ์ของวัยรุ่นในโรงเรียนในซีรีส์วัยรุ่นไทย" เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพที่มุ่งวิเคราะห์การนำเสนอภาพโรงเรียน ภาพแทนและอุดมการณ์วัยรุ่นที่ปรากฏในซีรีส์วัยรุ่นไทยระหว่างปี พ.ศ. 2556 - 2566 จำนวน 15 เรื่อง โดยใช้แนวทางการวิเคราะห์ตัวบทและการวิเคราะห์อิงบริบท ผ่านกรอบแนวคิดเรื่องพื้นที่ ภาพแทน และอุดมการณ์ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนในซีรีส์วัยรุ่นไทยถูกนำเสนอในฐานะพื้นที่เชิงนามธรรม 4 มิติหลัก ได้แก่ (1) พื้นที่แห่งความสัมพันธ์และอารมณ์ปรารถนา (2) พื้นที่ของความรุนแรงและอำนาจ (3) พื้นที่การต่อต้านของนักเรียน และ (4) พื้นที่ของความเหลื่อมล้ำ โดยเล่าผ่านพื้นที่ทางกายภาพในโรงเรียนที่ปรากฏในซีรีส์วัยรุ่นไทย ทั้งมิติของพื้นที่เชิงรูปธรรมและการเข้าถึงการใช้งาน ความผูกพันกับสถานที่ และ พื้นที่ออนไลน์ในฐานะพื้นที่แห่งอำนาจของวัยรุ่น ภาพแทนของวัยรุ่นในซีรีส์วัยรุ่นไทย สามารถจำแนกได้เป็น 7 ประเภท ได้แก่ (1) วัยรุ่นผู้เปี่ยมด้วยอิสระและความสนุกสนาน (2) วัยรุ่นที่ไม่เป็นไปตามค่านิยมทางเพศของสังคม (3) วัยรุ่นผู้สับสนและปกปิดอัตลักษณ์ทางเพศ (4) วัยรุ่นเพศทางเลือก (5) วัยรุ่นในมิติความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ (6) วัยรุ่นที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงและไม่เท่าเทียมในโรงเรียน และ (7) วัยรุ่นผู้ท้าทายและต่อต้าน ซีรีส์วัยรุ่นไทยแสดงให้เห็นการปะทะกันระหว่างอุดมการณ์กระแสหลักและอุดมการณ์ต่อต้านใน 3 ประเด็นหลัก (1) อุดมการณ์เรื่องเพศ (2) อุดมการณ์เรื่องอำนาจ และ (3) อุดมการณ์เรื่องความเหลื่อมล้ำ ซีรีส์วัยรุ่นไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีบทบาทสำคัญในการสะท้อนและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยเฉพาะในการท้าทายอุดมการณ์กระแสหลัก ส่งเสริมการตระหนักรู้เรื่องสิทธิและความเท่าเทียม และเสริมพลังให้วัยรุ่นกล้าที่จะลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม แม้ในบางกรณีจะยังคงประนีประนอมกับค่านิยมดั้งเดิมอยู่บ้างก็ตาม
The Effect Of A Nurse-Led And Peer-Supported 5a’S Intervention On Smoking Cessation Among Adolescent Male Smokers In Pakistan, Fahad Ali
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cigarette smoking among adolescent is a significant public health issue in South Asia, especially in Pakistan. This randomized controlled trial with a repeated-measures design aimed to compare changes in smoking cessation (primary outcome) measured by both self-reported and carbon monoxide exhalation level quit rates, and smoking quit attempts as secondary outcome, among male adolescent smokers aged 16-19. A multistage sampling technique was used to recruit 160 eligible participants from two public schools in Karachi, they were school-wise pair-matched based on age, class, smoking frequency, and initiation age. One school was randomly assigned to the intervention group (n = 80) and …
The Discursive Construction Of Thai Tom's Identities Via Interview: A Case Of Betty's Story Youtube Channel, Krongkwan Siri
The Discursive Construction Of Thai Tom's Identities Via Interview: A Case Of Betty's Story Youtube Channel, Krongkwan Siri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The representation of Thai toms—individuals assigned female at birth who embrace a masculine identity and sexually attracted to women—become more visible in new media since it provides space for them to share their identity and desire. This research investigates the discursive construction of Thai toms’ identities in the “Talk with Betty” interview-based show broadcasted on YouTube, using Conversation Analysis as a framework. It aims to examine the discursive construction of Thai tom’s identities in interview show and gender ideologies that underpin this construction. The data were drawn from selected 14 video clips of “Talk with Betty” interview show from 2020 …
ความรักก่อนสมรสและการจัดการอารมณ์ในนิตยสาร คู่สร้างคู่สม ทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530, พลอยสิริ คำโสภา
ความรักก่อนสมรสและการจัดการอารมณ์ในนิตยสาร คู่สร้างคู่สม ทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530, พลอยสิริ คำโสภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อรูปแบบและคุณค่าของความรักก่อนสมรสของหนุ่มสาวชนบทที่อพยพเข้าสู่กรุงเทพมหานครในช่วงทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530 โดยใช้ข้อเขียนในนิตยสาร คู่สร้างคู่สม จำนวน 288 ฉบับ เพื่อวิเคราะห์การให้ความหมายและการให้คุณค่าต่อความรักในเชิงสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงบทบาทของความรักต่อการจัดการอารมณ์ และการสร้างความเป็นหญิงและความเป็นชาย วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ใช้แนวคิดประวัติศาสตร์อารมณ์ โดยอาศัยแนวคิดชุมชนทางอารมณ์ และประวัติศาสตร์เพศสภาพ โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้สำรวจ 4 ประเด็น ได้แก่ วิถีชีวิตในเมืองใหญ่ ความสัมพันธ์ของชายหญิงในช่วงแสวงหาความรัก ช่วงพัฒนาความสัมพันธ์ และช่วงผิดหวังในความรัก เพื่ออธิบายความเชื่อมโยงระหว่างอารมณ์ เพศสภาพ และความเป็นมหานคร คำถามการวิจัยของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ คือ หญิงและชายชนบทในมหานคร ช่วงทศวรรษ 2520-2530 ให้คุณค่าและความหมายต่อความรักอย่างไร พวกเขาใช้ภาษาในการสื่อสารอารมณ์และความรู้สึกในห้วงเวลาแห่งความรักอย่างไร นอกจากนี้หญิงและชายอพยพมีมโนทัศน์ความรัก และมีประสบการณ์ทางอารมณ์อย่างไร ตลอดจนปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมในทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530 ส่งผลต่ออารมณ์ และความรักของชายหญิงอพยพอย่างไร วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เสนอว่า พัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมไทยในช่วงทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530 ส่งผลให้ชายหญิงชนบทที่อพยพเจ้าสู่มหานครต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ห่างไกลจากครอบครัวและชุมชนเดิม ความอ้างว้างและเดียวดายที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตในมหานครกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความรักและคนรักได้รับคุณค่าในฐานะเพื่อนคู่คิด ซึ่งมีรสนิยมและทัศนคติที่สอดคล้องกัน และสามารถแสดงความปรารถนาส่วนบุคคลได้อย่างเท่าเทียม ความรักก่อนสมรสจึงทำหน้าที่บรรเทาความเหงาในเมืองใหญ่ และเปิดพื้นที่ให้คู่รักสามารถจินตนาการถึงความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจ ความภักดี และการเป็นเจ้าของซึ่งกันและกัน ความรักในบริบทนี้จึงเป็นการตอบสนองต่อเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่แรงงานหนุ่มสาวชนบทต้องเผชิญในมหานคร
แนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์กับการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัย, ขชล แก้วประดิษฐ์
แนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์กับการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัย, ขชล แก้วประดิษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ของแนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์และเพื่อศึกษาการเปลี่ยนผ่านด้านร่างกาย ประชาน และที่อยู่อาศัย เพื่อขยายนิคมสู่อวกาศในงานบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัยคัดสรรจำนวนสี่เรื่อง ได้แก่ นวนิยาย Alphanauts (2006) โดย J. Brian Clarke ภาพยนตร์ Avatar (2009) กำกับโดย James Cameron ภาพยนตร์ Space Sweepers (2021) กำกับโดย Jo Sung-Hee และเกม Mass Effect: Legendary Edition (2023) กำกับโดย Casey Hudson ผลการวิจัยสรุปได้ว่าการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัยสัมพันธ์กับสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ กล่าวคือ พื้นที่อวกาศเป็นช่องทางสำหรับการธำรงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ผู้เสริมสมรรถภาพทางกายและจิตใจเพื่อปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมอันตรายและภัยคุกคามจากต่างดาว การใช้เทคโนโลยีสร้างสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ให้พ้นข้อจำกัดพื้นฐานตามธรรมชาติและมนุษย์ภาวะเปรียบได้กับการวิวัฒนาการครั้งใหม่ของมนุษย์ การศึกษากลุ่มตัวบทเปิดเผยว่าความสำเร็จในการวิวัฒนาการนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านด้านร่างกาย ประชานและที่อยู่อาศัยร่วมกัน กล่าวคือ การอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อบูรณาการร่างกายและจิตใจ เพื่อยกระดับมนุษย์เป็นผู้กระทำที่มีความสามารถในการรับรู้อย่างลึกซึ้ง ผู้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างกลมกลืน การพัฒนาสิ่งแวดล้อมโดยใช้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนผ่านเผ่าพันธุ์มนุษย์สู่สิ่งมีชีวิตเชิงนิเวศที่เรียนรู้และปรับตัวเพื่อให้ดำรงอาศัยในอวกาศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงสภาวะปลีกแยกระหว่างร่างกายกับจิตใจ การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ และการครอบครองระบบนิเวศอย่างเบ็ดเสร็จ
The Impact Of Maternal Education On Chinese Children's Academic Performance, Zhilin Duan
The Impact Of Maternal Education On Chinese Children's Academic Performance, Zhilin Duan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the impact of maternal education on Chinese children’s academic performance in math and language, using data from the 2022 China Family Panel Studies (CFPS). Controlling for variables such as family income, urban-rural status, region, child gender, and age, the research applies ordered logistic regression and marginal effects analysis to explore the relationship. Results show that higher maternal education is consistently associated with better academic outcomes: children whose mothers have middle school, high school, or college education are significantly more likely to achieve top scores and less likely to score poorly in both subjects. Notably, primary education has …
The Effects Of Corporate Governance On Vietnam Firm Performance: An Analysis Of Employee Relations As A Mediating Factor, Anh Dieu Tran
The Effects Of Corporate Governance On Vietnam Firm Performance: An Analysis Of Employee Relations As A Mediating Factor, Anh Dieu Tran
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the impact of corporate governance (CG) on firm performance in Vietnam, focusing specifically on the mediating role of employee relations (ER). Using panel data from 161 publicly listed Vietnamese firms between 2018 and 2023, the research is grounded in agency theory, stakeholder theory, and the resource-based view to analyze both direct and indirect effects of CG on firm outcomes. CG and ER are measured using KLD STATS binary indicators, enabling a disaggregated assessment of strengths and weaknesses. Firm performance is evaluated through Return on Equity (ROE) and Return on Assets (ROA). The econometric approach includes fixed-effects and …
How Time Pressure And Fear Of Missing Out Affect Impulse Buying Under Online Time-Limited Promotions, Erxia Zhang
How Time Pressure And Fear Of Missing Out Affect Impulse Buying Under Online Time-Limited Promotions, Erxia Zhang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
AbstractImpulse buying acts as a frequent behavior in online shopping, especially during time-limited promotions that create emotional urgency. This study examines how two psychological factors, perceived time pressure and fear of missing out (FOMO), influence such behavior. Although previous studies have explored time pressure and FOMO separately, few have examined what will happen in one model. In this study, 219 valid responses were gathered through an online questionnaire. The data were then examined using a series of regression models and mediation analysis to further explore the relationships among the key variables. Findings shows that time pressure and fear of missing …