Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 95941 - 95970 of 933496

Full-Text Articles in Entire DC Network

Health System Resilience In Karenni/ Kayah State: Exploring The Role Of Local Interim Health Services, Khin Sabai Aung Jan 2024

Health System Resilience In Karenni/ Kayah State: Exploring The Role Of Local Interim Health Services, Khin Sabai Aung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines health system resilience in Karenni (Kayah) State, Myanmar, by analyzing how local interim health services sustain care delivery, adapt to conflict, and ensure continuity within a fragile and liminal governance context. Guided by the Health System Resilience (HSR) framework, the study draws on semi-structured interviews with doctors, midwives, and a representative from the Karenni Interim Executive Council (IEC). Findings reveal that Karenni’s health system demonstrates absorptive, adaptive, and emerging transformative capacities. These capacities are primarily driven by morally committed individuals and grassroots collectives operating in the aftermath of state collapse. Rather than functioning in isolation, the health …


Socioeconomic Endurance During The Post-Coup Conflict: A Case Study Of A Community In Mandalay Region, Central Myanmar, Htet Yamone Win Jan 2024

Socioeconomic Endurance During The Post-Coup Conflict: A Case Study Of A Community In Mandalay Region, Central Myanmar, Htet Yamone Win

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Myanmar’s post-coup context has severely affected the local communities through the ongoing multiple crises in governance, livelihoods, and security matters. Myanmar military’s attempt to coup in 2021 triggered widespread resistance, including both non-violence and armed-resistance strategies, and led to sharp economic decline and public service disruptions. Those crises have been reshaping everyone’s daily life in Myanmar. While the much of existing literature focuses on those who have fled the country, this study centers on the experiences of individuals and communities who remain in the country, embracing the direct impact of political repression, economic instability and social fragmentation. Focusing on a …


Enhancing Resilience Through Public Policy: Lessons From Disaster Logistics In The Post-2011 Tohoku Earthquake In Sendai City, Megumi Okumura Jan 2024

Enhancing Resilience Through Public Policy: Lessons From Disaster Logistics In The Post-2011 Tohoku Earthquake In Sendai City, Megumi Okumura

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In recent years, the integration of resilience into disaster policy has gained global traction. Despite being widely adopted as a concept by international institutions such as the United Nations Office for Disaster Risk Reduction (UNDRR) and the World Bank, resilience often remains underdeveloped at the operational level and is frequently seen as a “buzzword.” Even in Japan, although recognized for its disaster preparedness, there has been limited debate on how resilience is integrated in public policy. The 2011 Tohoku Earthquake prompted fundamental questions such as “Resilience to what?” and “Resilience for whom?”, highlighting the need to examine the purpose and …


Computational Fluid Dynamics And Artificial Neural Network Based Modeling Of Microplastics Seperation Using Hydrocyclone, Dulyapat Thiemsakul Jan 2024

Computational Fluid Dynamics And Artificial Neural Network Based Modeling Of Microplastics Seperation Using Hydrocyclone, Dulyapat Thiemsakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Microplastics represent a considerable environmental hazard, particularly to aquatic ecosystems. These particles can adversely impact marine organisms and infiltrate the food chain, potentially posing risks to human health. Due to their small size and ubiquitous distribution, the removal of microplastics from water presents a significant technical challenge. This study focuses on the separation of microplastics using hydrocyclones. A three-dimensional Eulerian–Eulerian computational fluid dynamics (CFD) model was used to investigate this process. The model showed strong agreement with experimental data in terms of pressure drop, water split, and axial velocity, confirming the reliability of the simulation results. In this work, design …


Biological Fluorescence Sensor Derived From Naphthalimide-Functionalized Pillar[5]Arene, Yanisa Sanguansap Jan 2024

Biological Fluorescence Sensor Derived From Naphthalimide-Functionalized Pillar[5]Arene, Yanisa Sanguansap

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Lung cancer has unavoidably encountered the most substantial fatality rate in recent years worldwide. The development of efficient and accessible diagnostic methods is required to assess disease severity. Prior studies have discovered the highest levels of long-chain aldehyde compounds particularly octanal (C8), nonanal (C9), and L-glutathione (L-GSH) as potential biomarkers for lung cancer. Herein, the novel artificial fluorescence sensor HNP5A containing bis-hydrazine naphthalimide decorated pillar[5]arene and 1,2-bis(6-bromohexyl)disulfane (BS) containing a disulfide part linked to a terminal bromoalkane were designed for two conceptual approaches. The first concept, sensor HNP5A has been accomplished for sensitive and selective detection of long-chain aldehydes. This …


ผลของการฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่องต่อการทำงานของหลอดเลือดสมองและพุทธิปัญญาในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย, สญชัย พลเสน Jan 2024

ผลของการฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่องต่อการทำงานของหลอดเลือดสมองและพุทธิปัญญาในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย, สญชัย พลเสน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกลุ่มฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่อง ระยะเวลา 12 สัปดาห์ ที่มีต่อตัวแปรด้านสรีรวิทยา การทำงานของหลอดเลือดสมอง พุทธิปัญญา ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมอง การทำงานของระบบหายใจ สุขสมรรถนะและสารชีวเคมีในเลือดในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย อายุ 60-79 ปี จำนวน 40 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุม ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ไม่ได้รับการฝึกใด ๆ จำนวน 20 คน และกลุ่มที่ 2 กลุ่มทดลอง ที่ได้รับฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่อง ครั้งละ 60 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ 12 สัปดาห์ โดยการและหลังการทดลองทำการทดสอบตัวแปรทางสรีรวิทยา การทำงานของหลอดเลือดสมอง พุทธิปัญญา ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมอง การทำงานของระบบหายใจ สุขสมรรถนะและสารชีวเคมีในเลือด จากนั้นนำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติ นำมาเปรียบเทียบระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลองของแต่ละกลุ่ม และระหว่างกลุ่มการทดลองทั้ง 2 กลุ่ม โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ หากพบความแตกต่างจึงทำการเปรียบเทียบแบบรายคู่ โดยใช้สถิติแอลเอชดี ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5ผลการทดลองพบว่าหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยตัวแปรทางสรีรวิทยา ได้แก่ ค่าของน้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย และอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักลดลงที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 และมีการพัฒนาของตัวแปรด้านสุขสมรรถนะ จากการทดสอบการนั่งเก้าอี้แล้วเอื้อมแตะปลายเท้า ระยะการเอื้อมแตะหลัง การลุกนั่งใน 30 วินาที การงอแขนใน 30 วินาที การยกขาซอยเท้าอยู่กับที่ 2 นาที และระยะทางในการเดิน 6 นาที การเดินและกลับตัว 3 เมตร ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 กลุ่มทดลองยังมีการเพิ่มขึ้นของตัวแปรด้านการทำงานของระบบหายใจ ได้แก่ ค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศที่ถูกขับออกในวินาทีแรกของการหายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที ค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุด ค่าแรงดันการหายใจออกสูงสุด รวมไปถึงระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมองด้านซ้าย ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 …


ผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง, สราลี วุฒิพิทยาธร Jan 2024

ผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง, สราลี วุฒิพิทยาธร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักกีฬาแฮนด์บอลระดับเยาวชนเพศหญิง อายุระหว่าง 15 - 18 ปี จากทีมแฮนด์บอลโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ จำนวน 16 คน แบ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 8 คน ด้วยวิธีการจับคู่ (Matched pair) จากผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวของอิลลินอยส์ อยู่ในช่วง 17 - 19 วินาที กลุ่มทดลองทำการฝึกผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทาง และกลุ่มควบคุมทำการฝึกพลัยโอเมตริกและการฝึกเปลี่ยนทิศทาง ทั้งสองกลุ่มฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบด้านสรีรวิทยา ได้แก่ อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก และมวลกล้ามเนื้อ และทดสอบทางด้านสมรรถภาพทางกาย ได้แก่ พลังสูงสุด เวลาในการสปริ๊นท์ระยะ 5 เมตร และ 10 เมตร ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถแบบแอนแอโรบิก ก่อนการฝึก หลังการฝึก 4 สัปดาห์ และหลังการฝึก 8 สัปดาห์ หลังจากนั้นวิเคราะห์ความแตกต่างภายในกลุ่มด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One-way ANOVA with repeated measures) และเมื่อพบความแตกต่างจึงทำการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ Bonferroni และวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการวิเคราะห์สถิติ Independent Sample t-test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึก 4 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่วว่องไวแตกต่างกับกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเวลาสปริ๊นท์ระยะ 5 เมตร และ 10 เมตร ความสามารถแบบแอนแอโรบิกและดัชนีความล้าแตกต่างกับกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และไม่พบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยพลังสูงสุดและพลังแบบแอนแอโรบิกระหว่างกลุ่ม หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยค่าเฉลี่ยพลังสูงสุด …


ผลของความเข้มข้นคาร์บอนไดออกไซด์ต่อการเติบโต การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ และองค์ประกอบทางชีวเคมีในจุลสาหร่ายสีเขียว Chlorococcum Humicola, ภัคพล ไตรเสรีกิจ Jan 2024

ผลของความเข้มข้นคาร์บอนไดออกไซด์ต่อการเติบโต การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ และองค์ประกอบทางชีวเคมีในจุลสาหร่ายสีเขียว Chlorococcum Humicola, ภัคพล ไตรเสรีกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในงานวิจัยนี้นำเสนอผลการศึกษาในจุลสาหร่าย Chlorococcum humicola ที่เพาะเลี้ยงในระบบแบตช์เป็นเวลา 10 วัน ภายใต้ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่แตกต่างกัน (0.04% ถึง 20%) และก๊าซเสียสังเคราะห์ เปรียบเทียบกับจุลสาหร่าย Chlorella vulgaris โดยเน้นที่ผลผลิตชีวมวล ผลผลิตแคโรทีนอยด์ และศักยภาพในการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ ในชุดการทดลองที่เพาะเลี้ยงที่ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ 5% นั้นได้รับผลน้ำหนักแห้งเมื่อสิ้นสุดการทดลองสูงสุด (869 ± 133.2 มิลลิกรัม/ลิตร สำหรับ C. humicola และ 1284 ± 132.6 มิลลิกรัม/ลิตร สำหรับ C. vulgaris) พร้อมกับอัตราการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ (154 ± 22.74 มิลลิกรัม/ลิตร·วัน สำหรับ C. humicola และ 214 ± 13.51 มิลลิกรัม/ลิตร·วัน สำหรับ C. vulgaris) จุลสาหร่ายทั้งสองสายพันธุ์นี้ยังแสดงให้เห็นถึงความทนทานต่อก๊าซเสียสังเคราะห์ (CO2 = 15.50%, NOX = 220 พีพีเอ็ม และ SOX = 1.30 พีพีเอ็ม) ทำให้มีความเข้มข้นของชีวมวลเทียบได้กับที่สังเกตได้ภายใต้ความเข้มข้นคาร์บอนไดออกไซด์ 10% และ 15% รวมถึงอากาศปกติ เมื่อเพาะเลี้ยงด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ความเข้มข้น 5% จุลสาหร่ายทั้งสองสายพันธุ์ยังแสดงปริมาณแคโรทีนอยด์รวมสูงสุดในชุดการทดลองนี้ โดยนีโอแซนทินและวิโอลาแซนทินมีปริมาณมากที่สุดและพบเบต้าแคโรทีนเฉพาะในจุลสาหร่าย C. humicola ในขณะที่ลูทีนมีมากที่สุดใน C. vulgaris ข้อได้เปรียบของจุลสาหร่าย C. humicola ที่แตกต่างจาก C. vulgaris ก็คือ C. humicola มีการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้กระบวนการเก็บเกี่ยวชีวมวลง่ายขึ้นโดยสามารถใช้วิธีการเก็บเกี่ยวที่ใช้พลังงานต่ำและคุ้มทุน เช่น การตกตะกอนโดยแรงโน้มถ่วงและการกรอง อีกทั้งในกระบวนการเก็บเกี่ยว C. humicola นี้มีประสิทธิภาพในการเก็บเกี่ยวโดยการตกตะกอนอยู่ที่ 90% โดยประมาณ


Simulation Study For Enhancing Thermal Performance Of Cotton Facemasks Through Integration Of Organic Phase Change Materials, Poptham Chaviengpop Jan 2024

Simulation Study For Enhancing Thermal Performance Of Cotton Facemasks Through Integration Of Organic Phase Change Materials, Poptham Chaviengpop

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Climate change has caused temperature extremities around the world. Maintaining body temperature against cold temperatures is important for preventing long term health risks. PCM incorporated facemasks offers the solution to this problem. In this study, computational fluid dynamics utilizing laminar flow of air in a simulated wind chamber is used to model the human breathing cycle in cold environments (0-10°C) through four different types of PCM incorporation facemasks (random, coating, hollow fiber, and lamination) used in the industry and three separate PCM candidates (n-octadecane, capric acid, and PEG-600). The findings indicates that the facemask utilizing the coating PCM incorporation method …


Design And Development Of A Sustainable Ethylene Glycol Production Process Via Electrochemical Co2 Reduction, Nichapat Leelalertwong Jan 2024

Design And Development Of A Sustainable Ethylene Glycol Production Process Via Electrochemical Co2 Reduction, Nichapat Leelalertwong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Addressing the critical issue of rising atmospheric CO2 concentrations and their impact on climate change necessitates innovative technological solutions. This study presents a novel and sustainable method for producing ethylene glycol, commonly used in antifreeze, polyester, and various industrial applications, through electrochemical CO2 reduction, offering a lower environmental impact compared to conventional coal-based or biomass-based processes. This process is known as the "OCEAN" technique, which utilizes oxalic acid as a key intermediate to enhance efficiency and minimize unwanted byproducts. The process was simulated in Aspen Plus to evaluate both technological performance and environmental impact. CO2 is converted to oxalic acid …


การพัฒนาเกณฑ์การคัดเลือกเว็บที่มีเนื้อหาด้านความหลากหลายทางเพศสำหรับคลังเก็บเว็บถาวรหอสมุดแห่งชาติ, พัชรีพร ชูศรีทอง Jan 2024

การพัฒนาเกณฑ์การคัดเลือกเว็บที่มีเนื้อหาด้านความหลากหลายทางเพศสำหรับคลังเก็บเว็บถาวรหอสมุดแห่งชาติ, พัชรีพร ชูศรีทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกณฑ์การคัดเลือกสาหรับคลังเก็บเว็บถาวรที่มีเนื้อหาด้านความหลากหลายทางเพศในหอสมุดแห่งชาติต่างประเทศ และเพื่อพัฒนาเกณฑ์การคัดเลือกสาหรับคลังเก็บเว็บถาวรที่มีเนื้อหาด้านความหลากหลายทางเพศสาหรับหอสมุดแห่งชาติไทย ในด้านหัวข้อเนื้อหา (Topics) และประเภทเนื้อหาเว็บ (Web content) การดาเนินงานแบ่งเป็นสองระยะ ได้แก่ (1) การวิเคราะห์นโยบายการพัฒนาทรัพยากรคลังเก็บเว็บถาวรของประเทศสมาชิกภาคีการสงวนรักษาอินเทอร์เน็ตสากล จานวน 7 แห่ง และ (2) การสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างกับผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย จานวน 5 คน ผลการวิจัยพบว่า หอสมุดแห่งชาติต่างประเทศมีนโยบายจัดเก็บเว็บถาวรอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมประเด็นสาคัญ เช่น ความถี่ในการจัดเก็บ เกณฑ์การคัดเลือก กลุ่มเป้าหมาย วิธีการเก็บเกี่ยวเว็บ ภาษา และซอฟต์แวร์ที่ใช้ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ยังไม่มีนโยบายเฉพาะสาหรับเว็บที่มีเนื้อหาด้านความหลากหลายทางเพศ ยกเว้นหอสมุดรัฐสภาอเมริกันที่มีคอลเลกชัน LGBTQIA+ Studies มีนโยบายการพัฒนาทรัพยากรโดยเฉพาะสาหรับคอลเลกชันด้านนี้ สาหรับประเทศไทย ซึ่งมีการเคลื่อนไหวด้านความหลากหลายทางเพศอย่างชัดเจนผ่านสื่อออนไลน์ ข้อมูลเหล่านี้มีคุณค่าทางสังคมและประวัติศาสตร์ หากไม่ถูกจัดเก็บอาจสูญหาย ผลการวิจัยนี้ยังเสนอเกณฑ์การคัดเลือกเว็บที่มีเนื้อหาด้านความหลากหลายทางเพศสาหรับคลังเก็บเว็บถาวรหอสมุดแห่งชาติ จานวน 7 ข้อ ได้แก่ ความเกี่ยวข้องกับประเด็นความหลากหลายทางเพศ ประเภทเนื้อหาเว็บ (Web content) คุณค่าของเนื้อหา ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล ความเสี่ยงต่อการสูญหาย ภาษาและความเป็นไทยของเนื้อหา และรูปแบบเนื้อหา (Content format) ขอบเขตเนื้อหาครอบคลุม 39 หัวข้อ


แนวคิดของจูดิธ บัตเลอร์เรื่องเพศสภาวะการแสดงและการโอบรับกลุ่มผู้ข้ามเพศ, พันธุ์เอก เซียะสมาน Jan 2024

แนวคิดของจูดิธ บัตเลอร์เรื่องเพศสภาวะการแสดงและการโอบรับกลุ่มผู้ข้ามเพศ, พันธุ์เอก เซียะสมาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบทสนทนาเชิงวิพากษ์ระหว่างกลุ่มผู้ข้ามเพศกับกลุ่มต่อต้านเพศสภาวะในขบวนการสตรีนิยม โดยมุ่งหวังให้เกิดพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนความเห็นที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ วิทยานิพนธ์นี้เสนอให้แนวคิดเรื่องเพศสภาวะการแสดงซึ่งมีบทบาทสำคัญในปรัชญาสตรีนิยมและทฤษฎีเควียร์ ทำหน้าที่เป็นกรอบทฤษฎีกลางเพื่ออธิบายและเชื่อมโยงความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย การศึกษาเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์แนวคิดพื้นฐานเรื่องการแบ่งแยกระหว่างเพศสรีระ และเพศสภาวะเพื่อวางรากฐานในการทำความเข้าใจประเด็นเกี่ยวกับผู้ข้ามเพศ ต่อจากนั้น ผู้วิจัยได้สำรวจบริบททางสังคมและประวัติศาสตร์ของการรับรู้เกี่ยวกับผู้ข้ามเพศ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นสำคัญจากองค์ความรู้ด้านการแพทย์และจิตวิทยาในศตวรรษที่ 20 ควบคู่ไปกับการศึกษาทัศนะของกลุ่มสตรีนิยมแบบถอนรากถอนโคน โดยเน้นการวิเคราะห์ผลงานของเจนิซ จี เรย์มอนด์ เพื่อทำความเข้าใจฐานคิดของกลุ่มที่คัดค้านแนวคิดเรื่องเพศสภาวะ ในส่วนถัดมาวิทยานิพนธ์จะนำเสนอปรัชญาผู้ข้ามเพศผ่านการวิเคราะห์งานเขียนของจูเลีย เซราโน ก่อนจะประยุกต์ใช้แนวคิดเพศสภาวะการแสดงเพื่อวิพากษ์และประเมินข้อถกเถียงสำคัญที่มักปรากฏในการแลกเปลี่ยนระหว่างสองกลุ่มดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจอันลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อความหลากหลายทางเพศในบริบทของสตรีนิยมร่วมสมัย


การรวมกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศกับความท้าทายในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังรัฐประหารในเมียนมา 2021, ปาลิตา จรูญเธียรมหกุล Jan 2024

การรวมกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศกับความท้าทายในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังรัฐประหารในเมียนมา 2021, ปาลิตา จรูญเธียรมหกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการรวมกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศกับความท้าทายในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังรัฐประหารในเมียนมา 2021 โดยมุ่งสำรวจพลวัตร พัฒนาการ และความท้าทายในการมีส่วนร่วมในขบวนการต่อต้านระบอบเผด็จทหารของกลุ่ม ผ่านกรอบแนวคิด Contentious Politics เป็นแนวคิดหลักและ Performativity เป็นแนวคิดเสริม โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ทั้งการวิเคราะห์เอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึก จากการศึกษาพบว่าการรัฐประหารไม่เพียงแต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองระดับชาติแต่ยังเป็นจุดผลักดันให้กลุ่ม LGBTQIA+ และผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นแนวหน้าในการเคลื่อนไหว ด้วยการปรับยุทธศาสตร์ ขยายพื้นที่ และเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสาร จนกลายเป็น "ตัวแสดงทางการเมือง" ที่ท้าทายระเบียบอำนาจเดิม และเสนอข้อเรียกร้องของตนในฐานะส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวของกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศมีลักษณะเป็นการท้าทายกรอบความชอบธรรมทางสังคมและการเมือง เช่น การประท้วงตะเมน และการแสดงออกทางร่างกายที่ขัดต่อบรรทัดฐานทางเพศ ซึ่งใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือในการต่อต้านโครงสร้างอำนาจชายเป็นใหญ่และเผด็จการ นอกจากนี้ขบวนการดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ สะท้อนถึงพลวัตของการเคลื่อนไหวข้ามพรมแดน (Transnational Contentious Politics) งานวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเมียนมาเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับการเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศและการรัฐประหารได้เปิดพื้นที่ใหม่ในการนิยามความเป็นพลเมืองที่หลากหลายและมีศักดิ์ศรีมากยิ่งขึ้น


การเปลี่ยนแปลงมาตรการของไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์, รังสิมันตุ์ ตันจริง Jan 2024

การเปลี่ยนแปลงมาตรการของไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์, รังสิมันตุ์ ตันจริง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการประกอบสร้างความมั่นคงของไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเริ่มต้นจากชาวจีนที่อพยพเข้ามาในไทยโดยมีเจตนาแอบแฝงทำธุรกิจผิดกฎหมายหรือเรียกว่า “จีนเทา” ซึ่งมักจะตั้งฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์บริเวณเพื่อนบ้านของไทย และใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการหลอกหลวงคนไปเป็นแรงงานให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยรูปแบบของอาชญากรรมเหล่านี้มีความซับซ้อน และเชื่อมโยงกับเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์การตอบสนองของหน่วยงานในไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์ที่เปลี่ยแปลงไปจากเดิม หลังจากที่ไทยถูกกระตุ้นโดยตัวแสดงบางตัว ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยได้ออกมาตรการพิเศษต่างๆ เพื่อมาบังคับใช้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยเฉพาะในช่วงเวลานั้นๆ ผลการศึกษา พบว่าหน่วยงานของไทยได้มีการปรับเปลี่ยนมาตรการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย โดยเน้นการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและเห็นผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคงของประเทศต้นทางและประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อจำกัดในด้านการบังคับใช้กฎหมาย การจัดการฐานข้อมูล และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


พุทธศาสนากับการทูตซอฟต์พาวเวอร์ของอินเดียในสมัยโมดี (ปี ค.ศ. 2014 – 2024), ปภัสรา ทักษาดิพงษ์ Jan 2024

พุทธศาสนากับการทูตซอฟต์พาวเวอร์ของอินเดียในสมัยโมดี (ปี ค.ศ. 2014 – 2024), ปภัสรา ทักษาดิพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งพินิจความเชื่อมโยงและความสำคัญของการใช้พุทธศาสนา ผ่านการทูตซอฟต์พาวเวอร์ในช่วงที่นเรนทรา โมดี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอินเดียระหว่างปี ค.ศ. 2014 – 2024 โดยเน้นศึกษาลักษณะการทูตซอฟต์พาวเวอร์เชิงพุทธศาสนา และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์การต่างประเทศของแนวทางดังกล่าว ผ่านแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ของโจเซฟ เอส. ไนน์ จูเนียร์ จากการศึกษาพบว่า แม้ว่าอินเดียจะเป็นรัฐโลกวิสัยที่มีความเป็น พหุวัฒนธรรมสูง และแม้โมดีและพรรคภารตียชนตาจะยึดถือแนวคิดชาตินิยมแบบฮินดู เป็นหลัก แต่ในช่วงปี ค.ศ. 2014 – 2024 พุทธศาสนาก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของ การต่างประเทศในฐานะเครื่องมือทางการทูตที่รัฐบาลวางแผนไว้อย่างเป็นระบบ ภายใต้นโยบายปฏิบัติการตะวันออกและยุทธศาสตร์เพื่อนบ้านมาก่อนแบบเชิงรุก โดยมีหน่วยงานสำคัญอย่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงศึกษาธิการร่วมดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติระยะยาว ขยายอิทธิพลในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงยกระดับภาพลักษณ์ของอินเดียในฐานะดินแดนพุทธภูมิที่สำคัญและมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ซึ่งปูทางไปสู่การก้าวขึ้นเป็นผู้นำซีกโลกใต้ในอนาคต


จิตรกรรมร่วมสมัย ชุดพฤติกรรมการตกหลุมรัก, สิระ หอมจันทร์ Jan 2024

จิตรกรรมร่วมสมัย ชุดพฤติกรรมการตกหลุมรัก, สิระ หอมจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยและสร้างสรรค์ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างงานจิตรกรรมที่เกิดจากการพิจารณาแรงบันดาลใจส่วนตัว ผ่านการค้นคว้าข้อมูล ทบทวนวรรณกรรมและพัฒนาเป็นงานศิลปะ เพื่อเข้าใจเหตุผลการตกหลุมรัก ซึ่งเป็นพื้นฐานในบริบทชีวิตประจำวัน โดยงานวิจัยนี้ได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลภาคเอกสาร การศึกษาผลงานศิลปิน และพัฒนาเป็นงานสร้างสรรค์ ที่มีการสอดแทรกและเชื่อมโยงแนวความคิด รูปแบบ รูปทรง ความหมายทางสี สัญลักษณ์ และสัญญะในงานทัศนศิลป์ นอกจากนี้งานในวิจัยได้นำทฤษฎีด้านความรัก ทฤษฎีจิตวิทยา ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ และ ด้านศิลปะ มาใช้การในการศึกษา ผลของการศึกษาข้อมูลและทดลองสร้างสรรค์สรุปได้ว่าการตกหลุมรักจะเกิดขึ้นจาก การรับรู้ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) การรับรู้ทางกายภาพ คือ สายตา ที่เป็นอวัยวะอันสำคัญที่สุด เพราะการมองเห็นทำให้ อาจนำไปสู่ความชอบ และ เกิดการตกหลุมรัก 2) การรับรู้ทางอารมณ์ คือ ความรู้สึกที่สนองตอบรับให้เกิดอารมณ์ภายใต้ความคิด ทั้งนี้ แนวทางการสร้างสรรค์ผลงานจิตกรรม ที่ผู้วิจัยสนใจนำเสนอ จึงมีลักษณะรูปแบบของ ศิลปะลัทธิจุลนิยม (Minimalism) ที่ สามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่ซับซ้อนในเชิงองค์ประกอบ แต่มีการตีความหมายจากสัญลักษณ์ และความสนใจชุดสีของ ลัทธิประชานิยม (Pop Art) ที่มีสีสันสดใส ตีความหมายเหตุผลผ่านงานจิตรกรรม เกิดเป็นชุดผลงานจิตรกรรม 4 ชุด ได้แก่ 1) ระยะที่ 1 เน้นการใช้วัสดุ 2) ระยะที่ 2 เน้นการวาดข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน 3) ระยะที่ 3 เน้นการใช้สีเปรียบเทียบความรู้สึก 4) ระยะที่ 4 ศิลปะนิพนธ์ เน้นการใช้สีชมพูและการใช้รูปทรงหัวใจ ซึ่งในผลงานชุดที่ 4 สามารถตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เมื่อเทียบกับ 3 ระยะก่อนหน้า


ผลการใช้ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบผสมผสานที่มีต่อทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, นันทน์ธร บรรจงปรุ Jan 2024

ผลการใช้ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบผสมผสานที่มีต่อทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, นันทน์ธร บรรจงปรุ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงคำนวณของกลุ่มทดลอง โดยเปรียบเทียบก่อนการทดลองและหลังการทดลอง 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพัฒนาการของทักษะการคิดเชิงคำนวณระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบผสมผสานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณในนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ใช้สำหรับ กลุ่มทดลอง 2) ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบปกติเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณในนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ใช้สำหรับ กลุ่มควบคุม 3) แบบทดสอบวัดความสามารถทักษะการคิดเชิงคำนวณ ใช้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 4) แบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากผลงานของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (M) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) รวมถึงการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่าง 2 กลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent samples t-test) การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่าง 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (Independent samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1.ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการคิดเชิงคำนวณของกลุ่มทดลองหลังการใช้ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบผสมผสานด้านสูงกว่าก่อนการใช้ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบผสมผสานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพัฒนาการของทักษะการคิดเชิงคำนวณระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพัฒนาการของทักษะการคิดเชิงคำนวณระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า คะแนนเฉลี่ยพัฒนาการของทักษะการคิดเชิงคำนวณระหว่างกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการทดลองความเป็นจริงเสมือนเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กุลภัทร เอี่ยมธาราชัย Jan 2024

การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการทดลองความเป็นจริงเสมือนเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กุลภัทร เอี่ยมธาราชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แม้ว่าการทดลองจะมีความสำคัญต่อการพัฒนามโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่หัวข้อ แรง และการเคลื่อนที่ ยังมีข้อจำกัดของการทดลองจริงในชั้นเรียน ในด้านความคลาดเคลื่อนที่ทำให้ไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวล และความเร่งได้ งานวิจัยนี้จึงเป็นการวิจัยและพัฒนาที่มีเป้าหมายเพื่อ 1) พัฒนาสื่อนวัตกรรมการทดลองเสมือนจริง เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวล และความเร่ง และ 2) ศึกษาผลการพัฒนาระดับมโนทัศน์กับตัวอย่างนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แผนการเรียน วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ จำนวน 14 คน โดยเลือกนักเรียนด้วยวิธีเลือกแบบอาสาสมัคร เครื่องมือในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ แบบสนทนากลุ่มผู้ใช้สื่อ แบบประเมินความเหมาะสมและสอดคล้องของสื่อ และแบบวัดมโนทัศน์แบบเลือกตอบสองระดับ จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า สื่อนี้มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมและสอดคล้องที่ 4.41 มีลักษณะเป็นการทดลองเสมือนจริงบนแอปพลิเคชันติดตั้งบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ร่วมกับอุปกรณ์สวมศีรษะเพื่อแสดงภาพ ใช้สถานการณ์การทดลองการเคลื่อนที่ของยานอวกาศ ในมุมมองแบบบุคคลที่ 2 ค่าจากการวัดมีความคลาดเคลื่อน 5% ที่ใกล้เคียงการทดลองจริงและสามารถสรุปผลการทดลองอย่างมีประสิทธิภาพ และสื่อนี้สามารถพัฒนาระดับมโนทัศน์ของนักเรียน โดยความถี่ของระดับมโนทัศน์ ไม่มีมโนทัศน์ (NU) และ มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน (SM) ลดลงร้อยละ 17.86 และ 8.33 ในขณะที่ระดับมโนทัศน์ มโนทัศน์ที่ถูกต้องบางส่วน (PU) และ มโนทัศน์ที่ถูกต้อง (SU) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.57 และ 22.62 ตามลำดับ


การพัฒนาชุดการเรียนการสอนบทสนทนาภาษาไทยระดับกลางโดยใช้ทฤษฎีการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมสำหรับนักศึกษาจีน, ธวรุตต์ จุลคีรี Jan 2024

การพัฒนาชุดการเรียนการสอนบทสนทนาภาษาไทยระดับกลางโดยใช้ทฤษฎีการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมสำหรับนักศึกษาจีน, ธวรุตต์ จุลคีรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง "การพัฒนาชุดการเรียนการสอนบทสนทนาภาษาไทยระดับกลางโดยใช้ทฤษฎีการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมสำหรับนักศึกษาจีน" นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการเรียนการสอนบทสนทนาภาษาไทยระดับกลางโดยใช้ทฤษฎีการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม และ 2) ศึกษาผลการใช้ชุดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา แบบแผนการวิจัยเป็นแบบกลุ่มเดียวมีการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง ประชากร คือ นักศึกษาจีนที่เรียนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศระดับกลางในสถาบันอุดมศึกษาในกรุงเทพมหานครที่เปิดสอนภาษาไทยให้นักศึกษาจีน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักศึกษาจีนที่เรียนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศระดับกลางในสถาบันอุดมศึกษาในกรุงเทพมหานคร จำนวน 11 คน โดยใช้วิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและการทดลอง คือ ชุดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 1) กิจกรรมการเรียนการสอน 4 ขั้น 2) วัตถุประสงค์การเรียนการสอน 3) สาระการเรียนรู้ 4) สื่อการเรียนการสอน 5) เกณฑ์การให้คะแนนความสามารถในการสนทนาภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศระดับกลาง 6) แบบประเมินท้ายหน่วยการเรียนรู้ 7) แผนการจัดการเรียนการสอน 8) แบบฝึกปฏิบัติและเฉลย 9) แบบทดสอบก่อนและหลังการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอน รวมทั้งมีคู่มือครูและคู่มือนักศึกษาหรือบัตรคำสั่งงานสำหรับการใช้งานชุดการเรียนการสอน และ 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถการพูดสนทนาภาษาไทยระดับกลางของนักศึกษาจีนหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนฯ สูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนฯ


การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู, วิชชุดา ดวงชาทม Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู, วิชชุดา ดวงชาทม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความเป็นจริง สภาพที่คาดหวัง และความจำเป็นในการพัฒนาทักษะการพูดของนิสิตครู 2) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน ร่วมกันการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู ตัวอย่างในการวิจัยระยะที่ 1 (ระยะวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น) เป็นนิสิตครูชั้นปีที่ 2-4 จำนวน 329 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถามวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น ในการพัฒนาทักษะการพูดของนิสิตครู ตัวอย่างในการวิจัยระยะที่ 3 (ระยะทดลอง) คือ นักศึกษาครูสาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี จำนวน 14 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู 2) เกณฑ์การประเมินทักษะการพูด การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานโดยใช้สถิติบรรยาย เช่น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นโดยการใช้ PNimodified 3) วิเคราะห์ทักษะการพูดของนิสิตครู โดยการใช้ Paired-Sample t-test และ คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) ค่าความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะการพูดของนิสิตครูอยู่ระหว่าง 0.05 – 0.31 รายการที่ระบุค่าความต้องการจำเป็นสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 คือ การกำหนดประเด็นสำคัญในการพูดของนิสิต (0.31) อันดับที่ 2 อยู่ที่ ความรู้เรื่องการใช้วิดีโอบล็อกสำหรับการจัดการเรียนการสอน (0.31) ข้อที่ 3 อยู่ที่ การเลือกใช้ลีลาน้ำเสียงให้เหมาะสมกับเนื้อหาที่ตนเองสอน (0.29) ตามลำดับ 2) รูปแบบการเรียนรู้ ฯ มีจำนวน 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) อาจารย์ 2) นิสิตครู 3) การศึกษาตัวอย่าง 4) การเรียนในชั้นเรียน 5) ผลงานของผู้เรียน 6) การประเมินผล และมีจำนวน …


รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงโดยใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, พีรภัทร สัญญาสุวรรณ Jan 2024

รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงโดยใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, พีรภัทร สัญญาสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นและเทคโนโลยีในการใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนารูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงโดยใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อวิเคราะห์ผลของการใช้รูปแบบฯ และ 4) เพื่อนำเสนอรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงฯ คือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 5 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 5 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงฯ แบบวัดการสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคม แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T-test dependent) สถิติ One way repeated measure ANOVA เพื่อศึกษาผลการเปรียบเทียบหลายช่วงในกลุ่มเดียวกันผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์เทคโนโลยี เพื่อการเรียนรู้จากครอบครัว ในระดับปานกลางใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และเลือกใช้เว็บบราวเซอร์กูเกิลโครม มากที่สุด 2) ความต้องการจำเป็นในการแก้ไขประเด็นปัญหาในสังคมเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายตามประเด็น SDGs ปัญหาการขาดสารอาหาร มีดัชนีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด 3) สื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีของในปัจจุบันของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่นักเรียนสนใจมากที่สุดคือ สื่อโซเชียลมีเดีย 2) องค์ประกอบของรูปแบบฯ ประกอบด้วยชุมชนเสมือน การเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายและสังคม การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม และเครื่องมือวัดและประเมินผลตามสภาพจริง 2) ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบฯ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของการสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความสามารถแตกต่างกันแต่ละองค์ประกอบของการสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีคะแนนความรู้ความเข้าใจในการคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


Effects Of Translanguaging In Reading Instruction On Chinese Undergraduate Students' English Reading Comprehension, Jingxuan Wang Jan 2024

Effects Of Translanguaging In Reading Instruction On Chinese Undergraduate Students' English Reading Comprehension, Jingxuan Wang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this study were to: 1) investigate the effects of translanguaging in improving English reading comprehension among Chinese undergraduate students, and 2) explore the opinions of Chinese undergraduate students towards the use of translanguaging in English reading instruction. The participants were 42 non-English major undergraduate students from a provincial university in Yunnan, China. The research instruments included pre- and post-tests of English reading comprehension, and semi-structured interviews. Results from the paired sample t-test at the .05 significance level revealed that students’ English reading comprehension improved significantly following the use of translanguaging in English reading instruction, especially among those …


การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์สำหรับนักศึกษาครูโดยใช้เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา, วรรณี สุจจิตร์จูล Jan 2024

การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์สำหรับนักศึกษาครูโดยใช้เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา, วรรณี สุจจิตร์จูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ข่าวปลอมสามารถแพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็วทำให้เกิดปัญหาและความเสียหายมากมายต่อผู้คน สำหรับการวิจัยนี้ได้พัฒนาโปรแกรมการพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสำหรับนักศึกษาครู โดยการทำเหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ การวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) โดยมีวัตถุประสงค์วิจัย ดังนี้ 1) เพื่อวิเคราะห์เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ (social media mining) และสร้างคลังฐานข้อมูลข่าวปลอมที่รวบรวมจากเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2561 - 2565) 2) เพื่อวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (Meta-Analytic Structural Equation Modeling: MASEM) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการตรวจสอบข่าวปลอมและนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญ (active ingredients) ในการสร้างโปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอม 3) เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมมออนไลน์ที่ประยุกต์ใช้การตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) ร่วมกับเทคนิคการคิดออกเสียง (think aloud) และเปรียบเทียบผลการวัดกับแบบประเมินตนเองที่เกี่ยวข้องกับการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์โดย Timmers & Glas (2010) 4) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์โดยใช้ผลการวิจัยข้อ 1–3 เป็นฐาน 5) เพื่อวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาวิชาชีพครูจากการใช้โปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์ คลังฐานข้อมูลข่าวปลอมสร้างขึ้นจากการวิเคราะห์การเรียนรู้ของเครื่องแบบไม่มีผู้สอน (unsupervised machine learning) เพื่อจัดกลุ่มจากรูปภาพ 456 ภาพ และข้อความ 271 รายการ เพื่อให้ได้กลุ่มภาพที่แตกต่างกัน 6 กลุ่ม (เช่น พาดหัวข่าวที่กระตุ้นความสนใจ การเลียนแบบโลโก้หน่วยงาน) และหัวข้อข้อความ 6 กลุ่ม (เช่น การหลอกลวงขอสินเชื่อ การแนะนำยาสมุนไพร) และผลการวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (MASEM) เพื่อปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการตรวจพบข่าวปลอมจากการศึกษางานวิจัย 11 เรื่อง ได้โมเดลที่มีความสัมพันธ์ดังนี้ การจัดการแพลตฟอร์มการเรียนรู้ทางดิจิทัล (MDP) การสื่อสารทางสื่อสังคมออนไลน์ (CSM) และการรู้คิดของตนเอง (MSR) ส่งผลทางอ้อมต่อการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ (SML) ผ่านทักษะทางอินเทอร์เน็ต (INS) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้นำมาใช้ส่วนประกอบสำคัญในการออกแบบโปรแกรมออนไลน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (interactive) ประกอบด้วย 4 โมดูล ได้แก่ รู้จักข่าวปลอม สังเกตข่าวปลอม ประเมินข่าวปลอม และการใช้เครื่องมือและเทคนิคเพื่อตรวจพบข่าวปลอม เครื่องมือประเมินที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ใช้เทคนิคการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) ร่วมกับเทคนิคการคิดออกเสียง (think-aloud) …


การพัฒนารูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยโดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมมลายูเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะของนักศึกษาศิลปศึกษา, รุซณี ซูสารอ Jan 2024

การพัฒนารูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยโดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมมลายูเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะของนักศึกษาศิลปศึกษา, รุซณี ซูสารอ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายูสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา 2. พัฒนารูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายูสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา 3. ศึกษาผลของการใช้รูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายูสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ 1) การเก็บข้อมูลสำหรับการพัฒนารูปแบบกิจกรรมจากเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 4 ด้าน จำนวน 15 ท่าน 2) การออกแบบรูปแบบกิจกรรม 3) การทดลองใช้รูปแบบกิจกรรมกับผู้เรียนกลุ่มเป้าหมาย และเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวมีการทดสอบหลังใช้ร่วมกับแบบประเมินความรู้ความสามารถ แบบสัมภาษณ์นักศึกษา แบบสังเกตพฤติกรรมบ่งชี้ และแบบประเมินความคิดเห็นของชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การจัดหมวดหมู่ และการวิเคราะห์เนื้อหา 4) ระยะการประเมิน และปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมสร้างสรรค์ให้สมบูรณ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายูสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา ประกอบด้วย แนวคิดวิธีการสร้างสรรค์และการนำเสนอศิลปะร่วมสมัยระดับสากลในปัจจุบัน การใช้ทุนทางวัฒนธรรมมลายูเป็นฐานต้องใช้การวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างลึกซึ้ง สร้างการเห็นถึงคุณค่าเพื่อผนวกกับกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยที่เหมาะสมต่อทุนทางวัฒนธรรมมลายูที่นำมาสร้างสรรค์ และการศึกษาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 2. ได้รูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายูสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา เป็นรูปแบบกิจกรรมที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจองค์ความรู้ของศิลปะร่วมสมัยและองค์ความรู้ของทุนทางวัฒนธรรมมลายู และการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยจนนำไปสู่การนำเสนอต่อสาธารณชน โดยมีรูปแบบการพัฒนากิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา 4 กิจกรรม คือ 1) The Melayu Contemporary Art 2) The Melayu Budaya 3) The Melayu Creative Process และ 4) The Melayu Present to the Public 3. ผลการประเมินการเข้าร่วมกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยของนักศึกษาศิลปศึกษา และอาสาสมัครชุมชน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยในระดับดี และมีพฤติกรรมบ่งชี้ในการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยในระดับมาก และชุมชนมีความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อกิจกรรมการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายู นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมการวิจัยส่วนใหญ่ได้ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า กิจกรรมสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของทุนทางวัฒนธรรมในชุมชนที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยหลากหลายรูปแบบ การใช้ทุนทางวัฒนธรรมมาสังเคราะห์ในบริบทใหม่ ไม่เพียงแสดงถึงความหลากหลายของศิลปะร่วมสมัย แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดการสื่อสารระหว่างคนในชุมชนได้เห็นคุณค่าการอนุรักษ์เชิงสร้างสรรค์ และการขับเคลื่อนอัตลักษณ์ชุมชนในบริบทโลกยุคใหม่อย่างมีพลวัต


รูปแบบการสืบสานคุณค่าวัฒนธรรมการกินเจสู่ความยั่งยืน, ยงเหมย จาว Jan 2024

รูปแบบการสืบสานคุณค่าวัฒนธรรมการกินเจสู่ความยั่งยืน, ยงเหมย จาว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของวัฒนธรรมการกินเจ 2) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าของวัฒนธรรมการกินเจ 3) นำเสนอรูปแบบการสืบสานคุณค่าวัฒนธรรมการกินเจสู่ความยั่งยืน โดยผู้วิจัยได้ศึกษาจากวัดจีน ศาลเจ้า และโรงเจ รวมจำนวนทั้งสิ้น 11 แห่ง ซึ่งมีการจัดกิจกรรมกินเจอย่างต่อเนื่องมากกว่า 20 ปี ซึ่งมีบทบาทในการสืบสานวัฒนธรรมการกินเจในเขตกรุงเทพมหานคร และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกินเจในประเทศไทย จำนวน 41 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แบบการสื่อสารส่วนบุคคล 2) แบบบันทึกการสังเกต 3) แบบบันทึกภาคสนาม 4)แบบสนทนากลุ่ม โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง การวิจัยภาคสนาม และการจัดสนทนากลุ่มผลการศึกษาพบว่า ในส่วนขององค์ประกอบ 1) องค์มติ สะท้อนความเชื่อในพุทธมหายานและลัทธิเต๋า โดยมีการบูชากลุ่มดาวและเทพเจ้าต่าง ๆ ในพิธีกินเจเดือนเก้า 2) องค์การทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการวางแผน จัดงบประมาณ และควบคุมการดำเนินงานเทศกาลกินเจให้เป็นไปตามเป้าหมาย 3) องค์พิธีการ การกินเจประจำวันมักไม่ประกอบพิธี ส่วนในเทศกาลกินเจจะมีพิธีกรรมใหญ่และพิธีประจำวัน 4) องค์วัตถุ ได้แก่ สถานที่สำคัญ อาหารเจ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบพิธีและสื่อถึงวัฒนธรรมการกินเจ ซึ่งล้วนมีความหมายเชิงศาสนาและวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงความบริสุทธิ์และการปฏิบัติตนตามหลักการกินเจอย่างครบถ้วน ผู้วิจัยวิเคราะห์คุณค่าของวัฒนธรรมการกินเจผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) ด้านประวัติศาสตร์ ที่สะท้อนการถ่ายทอดวัฒนธรรมของชาวจีนอพยพซึ่งหลอมรวมเข้ากับสังคมไทยผ่านศาสนาและวิถีชีวิตจนกลายเป็นวัฒนธรรมร่วมที่ยั่งยืน 2) ด้านสุนทรียศาสตร์ ที่ปรากฏในศิลปะ สถาปัตยกรรม การตกแต่ง การแสดง และอาหารเจซึ่งสร้างความงดงามและความรู้สึกร่วมในชุมชน 3) ด้านจริยศาสตร์ ที่ส่งเสริมคุณธรรม เช่น ความเมตตา การไม่เบียดเบียน ความอดทน และความเข้าใจผู้อื่น อีกทั้งยังเป็นที่พึ่งทางใจในการฝึกจิตและรักษาศีลธรรม และ 4) ด้านภูมิปัญญา ซึ่งสะท้อนผ่านการปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัย การสร้างสรรค์เมนูเจที่หลากหลาย ตลอดจนความรู้ด้านโภชนาการที่ส่งเสริมสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การนำเสนอรูปแบบการสืบสานคุณค่าของวัฒนธรรมการกินเจสู่ความยั่งยืน โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1) รูปแบบการสืบสานคุณค่าของวัฒนธรรมการกินเจที่เป็นแนวคิดเชิงระบบที่เน้นการประพฤติปฏิบัติจริง และ 2) รูปแบบเชิงแนวคิด (Concept) …


การพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา, ภัทรพงศ์ รัตนกาญจน์ Jan 2024

การพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา, ภัทรพงศ์ รัตนกาญจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา 2) เพื่อประเมินประสิทธิผลการพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบ เพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความต้องการจำเป็น คือ ครูพลศึกษา สังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 384 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินประสิทธิผลหลักสูตรฝึกอบรม คือ ครูพลศึกษา สังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 30 คน ได้มาจากการอาสาสมัคร และผ่านเกณฑ์การคัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง นำข้อมูลที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยการใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index ในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น และทดสอบด้วยสถิติที ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นมี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการและเหตุผลของหลักสูตรฝึกอบรม (2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตรอบรม (3) ประเด็นเนื้อหาหลักสูตรฝึกอบรม (4) กิจกรรมที่ใช้ในการอบรม (5) สื่อที่ใช้ในหลักสูตรอบรม (6) ระยะเวลาของหลักสูตรฝึกอบรม (7) การประเมินผลหลักสูตรอบรม และ (8) หน่วยการเรียนรู้ที่ใช้ในการอบรม 2) ประสิทธิผลของหลักสูตรอบรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้กลุ่มทดลองมีความรู้และสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนทางพลศึกษา หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 สรุปได้ว่า หลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบสามารถพัฒนาความรู้และสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษาหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูโดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต, ธนาภา งิ้วทอง Jan 2024

การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูโดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต, ธนาภา งิ้วทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมมีความสำคัญต่อการจัดการอารมณ์ การสร้างความสัมพันธ์ และการตอบสนองต่อความท้าทายต่าง ๆ ในโรงเรียนและชีวิตประจำวันของนักเรียน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย 5 ประการ คือ 1) เพื่อสังเคราะห์คุณสมบัติทางจิตมิติของเครื่องมือวัดระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคม 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน 3) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา สถานการณ์ และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน 4) เพื่อพัฒนาแนวทางส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครู โดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต และ 5) เพื่อพัฒนาหลักการออกแบบและต้นแบบแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครู ดำเนินการวิจัยเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 สังเคราะห์ข้อมูลเครื่องมือวัดตัวแปรการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมจากฐานข้อมูล Google Scholar ระยะที่ 2 วิเคราะห์อภิมานสมการโครงสร้างจากข้อมูลงานวิจัยในฐานข้อมูล Google Scholar Scopus และ ERIC จำนวน 9 งาน ระยะที่ 3 ศึกษาสภาพปัญหา สถานการณ์ และความเสี่ยงด้วยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และสังเกตการเรียนการสอน โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต การวิเคราะห์ความไม่แน่นอน และการวิเคราะห์อภิมานสมการโครงสร้างเพื่อนำไปเป็นข้อมูลสำคัญในการออกแบบและพัฒนาต้นแบบแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูในระยะที่ 4 ผลการวิจัยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ผลการรวบรวมเครื่องมือวัดระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย จำนวน 12 เครื่องมือ ประกอบด้วย ภาษาไทย จำนวน 6 เครื่องมือ และภาษาอังกฤษ จำนวน 6 เครื่องมือ ซึ่งสามารถจัดกลุ่มเครื่องมือตามประเภทของผู้ตอบ ระดับชั้นหรือช่วงวัยของนักเรียน และองค์ประกอบและมิติของการวัดตัวแปร โดยเครื่องมือแต่ละประเภทมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่แตกต่างกัน 2. ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคม พบว่า บรรยากาศในโรงเรียน การสนับสนุนจากครู การสนับสนุนจากเพื่อน และการสนับสนุนจากผู้ปกครองเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนช่วยในการจัดการอารมณ์ การเชื่อมโยงกับผู้อื่น และการจัดการกับความท้าทายในสภาพบริบทของโรงเรียน 3. ผลการวิเคราะห์ความไม่แน่นอนของเหตุการณ์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในชั้นเรียนและตกอยู่ในเมทริกซ์ความไม่แน่นอนในช่องมีผลกระทบสูงและมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นสูงในแต่ละระดับชั้น โดยระดับปฐมวัย ได้แก่ การเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนและครู และการทะเลาะวิวาท ชกต่อยกันในชั้นเรียน ระดับประถมศึกษา ได้แก่ การก่อกวนชั้นเรียน เช่น โยนของ ตะโกนเสียงดัง และการเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนและครู และระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ …


นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ, ทิพากร สุขชูศรี Jan 2024

นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ, ทิพากร สุขชูศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกและกรอบแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ประชากร คือ โรงเรียนคาทอลิก รวม 369 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนขั้นพื้นฐานระดับประถมและมัธยม จาก 11 สังฆมณฑลในประเทศไทย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 44 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 575 คน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หัวหน้างานหลักสูตร หัวหน้างานวิชาการระดับชั้น และครู เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจําเป็น (PNImodified) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน (3) การวัดและประเมินผล และกรอบแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ ประกอบด้วย (1) ทักษะการคิด (2) ทักษะการทำงาน (3) ทักษะส่วนบุคคล (4) ทักษะเทคโนโลยี 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ พบว่า การพัฒนาหลักสูตร มีลำดับความจำเป็นสูงสุด รองลงมา คือ การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล 3) นวัตกรรมการบริหารวิชาการ คือ นวัตกรรมการบริหารวิชาการเสริมทักษะการคิด ประกอบด้วย 3 นวัตกรรมย่อย คือ (1) การบริหารหลักสูตรเสริมทักษะการคิด (2) การบริหารการจัดการเรียนรู้เสริมทักษะการคิด (3) การบริหารการวัดและประเมินผลเสริมทักษะการคิด


Legally Literate But Disempowered: Urban Refugees And National Screening Mechanism In Thailand, Andrew Wai Phyo Kyaw Jan 2024

Legally Literate But Disempowered: Urban Refugees And National Screening Mechanism In Thailand, Andrew Wai Phyo Kyaw

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This dissertation examines the relationship between legal literacy, empowerment, and protection outcomes among urban refugees and asylum seekers in Thailand, focusing on the 2019 National Screening Mechanism (NSM). Thailand, a non-signatory to the 1951 Refugee Convention and hosting about 5,500 refugees mainly in Bangkok, lacks formal refugee laws. Its recent NSM reflects limited progress in regional protection mechanisms, functioning within a framework that emphasizes state security over human security. The study posits that urban refugees understand the law, like the NSM, but remain powerless because Thailand's approach prioritizes security over protection. This study addresses three interconnected research questions that investigate …


พลวัตทางการเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช: กรณีศึกษาการเลือกตั้งทั่วไป ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566, อัญชลี อ่อนศรีทอง Jan 2024

พลวัตทางการเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช: กรณีศึกษาการเลือกตั้งทั่วไป ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566, อัญชลี อ่อนศรีทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตและพฤติกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอำเภอปากพนังตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566 งานวิจัยชิ้นนี้ใช้วิธีการศึกษาโดยการวิจัยเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 5 กลุ่ม อันประกอบไปด้วยนักการเมือง นักวิชาการท้องถิ่น สื่อท้องถิ่น หัวคะแนน และประชาชนในพื้นที่อำเภอปากพนัง ข้อค้นพบคือพลวัตทางการเมืองของคนอำเภอปากพนังจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงโดยช่วงแรกเป็นช่วงพรรคประชาธิปัตย์ตั้งมั่น (พ.ศ. 2544–2554) ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจในช่วงเวลานี้คือชวน หลีกภัย และความเป็นตัวแทนคนใต้ ต่อมาในช่วงเปลี่ยนแผ่นดินทางการเมือง (พ.ศ. 2562) ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นพรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การนำพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งใช้บัตรเลือกตั้งหนึ่งใบแต่ได้สส. ทั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อ โดยการตัดสินใจเลือกเกิดขึ้นผ่านบารมีบุคคลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงนโยบายประชารัฐ จนถึงการเลือกตั้งช่วงที่ 3 เรียกได้ว่าเป็นช่วงการเมืองปากท้อง (พ.ศ. 2562-2566) กติกาบัตรเลือกตั้งกลับมากลับมาเป็นระบบคู่ขนาน ผสมกันระหว่างระบบเขตกับระบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้บัตรเลือกตั้งสองใบอีกครั้ง และครั้งนี้แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้หวนคืนที่นั่งอีกครั้ง แต่ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ เเต่เพราะกลไกและเครือข่ายทางการเมืองของตระกูล “เดชเดโช” ในขณะที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงมีบทบาทในการเลือกตั้งครั้งนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับชัยชนะในคะแนน สส.แบบบัญชีรายชื่อ ทำให้เห็นว่าพฤติกรรมทางการเมืองของคนอำเภอปากพนังเปลี่ยนแปลงจากการที่ตัดสินใจทางการเมืองผ่านอุดมการณ์และตัวบุคคล เป็นให้ความสำคัญกับนโยบาย และชีวิตความเป็นอยู่มากขึ้น กล่าวคือ คนปากพนังต้องการมีนายกคนดีเช่นเดิม หากแต่จะต้องควบคู่ไปกับเรื่องปากท้องโดยจะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้