Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (268957)
- Education (182186)
- Law (152001)
- Arts and Humanities (151570)
- Medicine and Health Sciences (103303)
-
- Communication (89246)
- Business (72272)
- Physical Sciences and Mathematics (69245)
- Higher Education (60522)
- Engineering (57604)
- Life Sciences (50370)
- History (46501)
- Journalism Studies (41443)
- Sociology (39292)
- Library and Information Science (35183)
- Mass Communication (35102)
- Psychology (34571)
- Computer Sciences (29743)
- Religion (27848)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (27311)
- Educational Administration and Supervision (25792)
- Public Health (22231)
- United States History (19446)
- Nursing (18975)
- Curriculum and Instruction (17685)
- Teacher Education and Professional Development (17348)
- Medical Specialties (16998)
- Electrical and Computer Engineering (16910)
- Higher Education Administration (16618)
- Social History (15666)
- Institution
-
- University of New Mexico (31752)
- University of Mississippi (30668)
- Eastern Illinois University (29483)
- University of South Florida (28617)
- University of Nebraska - Lincoln (28522)
-
- University of New Hampshire (26192)
- University of Montana (26097)
- San Jose State University (25654)
- Brigham Young University (17312)
- Utah State University (17113)
- University of Central Florida (17017)
- California Polytechnic State University, San Luis Obispo (16824)
- Walden University (16252)
- Western Kentucky University (14301)
- University of Dayton (13866)
- Gallaudet University (13751)
- Purdue University (13649)
- Georgia Southern University (13219)
- Nova Southeastern University (12945)
- Louisiana State University (12386)
- City University of New York (CUNY) (12137)
- Western Michigan University (11712)
- East Tennessee State University (11440)
- University of North Dakota (11241)
- University of Northern Iowa (11057)
- Liberty University (11026)
- University of Plymouth (10967)
- Portland State University (10703)
- University of Kentucky (10381)
- University of South Carolina (9958)
- Keyword
-
- Newspaper (27209)
- Education (14199)
- Spartan Daily (12403)
- Student newspaper (11202)
- Newsletter (10020)
-
- Newspapers (8646)
- Higher education (8407)
- Communication (7977)
- EIU (7849)
- Western Kentucky University (7682)
- History (7069)
- Humans (7016)
- Faculty (6625)
- Bowling Green State University (6448)
- Leadership (5884)
- COVID-19 (5677)
- Athletics (5659)
- Student newspapers (5578)
- Student life (5567)
- Students (5433)
- Eastern Illinois University (5401)
- News Releases (5339)
- Daily Eastern News (5328)
- United States (5222)
- American newspapers (5003)
- Central Maine (5001)
- Alumni (5000)
- News (4898)
- Student Newspaper (4862)
- BG News (4819)
- Publication Year
-
- 2026 (38340)
- 2025 (55320)
- 2024 (60030)
- 2023 (57079)
- 2022 (56426)
-
- 2021 (59459)
- 2020 (58154)
- 2019 (57973)
- 2018 (57471)
- 2017 (54125)
- 2016 (53175)
- 2015 (49261)
- 2014 (46234)
- 2013 (43786)
- 2012 (42302)
- 2011 (35888)
- 2010 (33564)
- 2009 (30955)
- 2008 (27977)
- 2007 (25662)
- 2006 (23687)
- 2005 (21851)
- 2004 (20181)
- 2003 (18537)
- 2002 (17285)
- 2001 (16118)
- 2000 (16171)
- 1999 (14863)
- 1998 (14574)
- 1997 (14691)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (33901)
- Electronic Theses and Dissertations (15190)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (15018)
- Dissertations (13342)
- Faculty Publications (13064)
-
- Spartan Daily (School of Journalism and Mass Communications) (11411)
- Theses (10106)
- Faculty Scholarship (8074)
- University of Mississippi News (7975)
- Masters Theses (7321)
- WKU Administration Documents (7091)
- Doctoral Dissertations and Projects (6483)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (6460)
- ETSU News (6248)
- UNH Today Archive (6096)
- Articles (6088)
- Master's Theses (5593)
- Graduate Theses and Dissertations (5433)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (5421)
- Honors Theses (5361)
- Santa Fe New Mexican, 1883-1913 (5089)
- BG News (Student Newspaper) (4912)
- Daily Mississippian (all digitized issues) (4835)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (4613)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (4602)
- Defensive Publications Series (4596)
- University of Montana Course Syllabi (4393)
- Graduate Student Theses, Dissertations, & Professional Papers (4136)
- Documents (3984)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (3913)
- Publication Type
Articles 151741 - 151770 of 1517248
Full-Text Articles in Entire DC Network
Risk Perceptions Of Coffee Growers In Northern Thailand: A Case Study Of Chiang Rai Province, Melody Sie
Risk Perceptions Of Coffee Growers In Northern Thailand: A Case Study Of Chiang Rai Province, Melody Sie
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Thailand's coffee sector faces numerous risks, impacting coffee farmers' livelihoods. This study explores risk perception and management strategies through in-depth interviews with coffee farmers based in Chiang Rai province. Drawing from Joy Harwood’s categorization of agricultural risk, the risks assessed in this study fell under the domains of production, market, and institutional risks. Farmers' perceptions of these risks were analyzed by considering the mental strategies and biases (heuristics) that shaped their perceptions, as well as how farmers measured risk according to their risk attributes (frequency, severity, adaptation ability). The values, emotions, and experiences of farmers shape the foreground of farmers' …
แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้จินตภาพ โค้ชชิ่งแบบทีม และการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างทักษะดนตรีและวินัยของนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา, เพียวพันธ์ เทวงษ์รักษา
แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้จินตภาพ โค้ชชิ่งแบบทีม และการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างทักษะดนตรีและวินัยของนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา, เพียวพันธ์ เทวงษ์รักษา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการสอนโดยใช้จินตภาพ (Visualization) สำหรับการส่งเสริมด้านการแสดงออกดนตรีสำหรับนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา 2) ศึกษาแนวทางดูแลด้วยโค้ชชิ่งแบบทีม (Team Coaching) และการเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) สำหรับการเสริมสร้างวินัยของนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์เอกสาร ตำรา งานวิจัย 2) การเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิต 5 คน 3) การเก็บข้อมูลด้วยการสังเกตการจัดการเรียนการสอนวงโยธวาทิต 4 โรงเรียน 4) การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามนักเรียนวงโยธวาทิต 80 คน และ 5) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยสรุปว่า 1) ลักษณะการใช้จินตภาพเป็นวิธีที่สำคัญในการสอนปฏิบัติเครื่องดนตรี สามารถจำแนกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่ไม่เน้นการแข่งขัน ใช้จินตภาพแบบช่วยเสริมความรู้และประสบการณ์ด้านดนตรี เพื่อความเข้าใจในดนตรี 2.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่เน้นการแข่งขัน ใช้จินตภาพแบบช่วยเสริมการตีความและความสมบูรณ์แบบของดนตรี เพื่อทักษะและการแสดงออกดนตรี 2) ลักษณะการให้ความดูแลนักเรียนวงโยธวาทิตแบบพี่เลี้ยงและครูผู้ฝึกเป็นวิธีที่สำคัญในการสร้างวินัย สามารถจำแนกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่ไม่เน้นการแข่งขัน ใช้การเป็นพี่เลี้ยงลักษณะอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือ ครูดูแลศิษย์ เพื่อส่งเสริมวินัย 2.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่เน้นการแข่งขัน ใช้การเป็นครูผู้ฝึกในลักษณะครอบครัว หรือ ลักษณะองค์กร เพื่อส่งเสริมวินัย
การพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ, ศรัญญา กสิพร้อง
การพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ, ศรัญญา กสิพร้อง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสอนวิชาเคมีให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของครูในการอธิบายความเป็นนามธรรมของวิชาเคมีให้นักเรียนสามารถเข้าใจแนวคิดทางเคมีได้ ดังนั้น เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจวิชาเคมีมากขึ้นจึงจำเป็นต้องมีสื่อการเรียนรู้เพื่อช่วยอธิบายความเป็นนามธรรมของวิชาเคมี เมื่อสำรวจสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของไทยในปัจจุบัน ยังไม่มีแหล่งหรือฐานข้อมูลใดที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีทั้งของไทยและของต่างประเทศไว้ด้วยกันและรวบรวมจัดทำเป็นข้อมูลอภิพันธุ์ (metadata) ไว้เพื่อให้สะดวกต่อการสืบค้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาฐานข้อมูลที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัล ผู้วิจัยพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับวิชาเคมีโดยนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากคัดเลือกสื่อที่เป็นไปตามเกณฑ์ แล้ววิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบที่ได้จำแนกประเภท ลักษณะของการใช้รูปแบบที่หลากหลายและประเมินคุณภาพตามเกณฑ์ของไทยและต่างประเทศ คัดเลือกสื่อมารวบรวมเพื่อนำไปสร้างต้นแบบฐานข้อมูลสื่อการดิจิทัลวิชาเคมี (prototypes) โดยใช้ AppSheet ผลการวิจัยพบว่า 1. เมื่อใช้การวิเคราะห์หลากหลายรูปแบบ พบว่า การใช้รูปแบบที่หลากหลายภายในสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมี โดยแบ่งเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ ข้อความ ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง และสัญศาสตร์ทางเคมี 2. เมื่อนำสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีมาประเมินคุณภาพสื่อโดยเทียบกับเกณฑ์ของไทยและเกณฑ์ของต่างประเทศ พบว่า สื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของไทยที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 49 สื่อจากเดิมที่คัดเลือกมา 57 สื่อ และสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของต่างประเทศที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 68 สื่อ จากเดิมที่คัดเลือกมา 75 สื่อ 3. ฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้วิชาเคมีที่พัฒนาขึ้น มีรายการแสดงจุดประสงค์ฐานข้อมูล ข้อมูลเบื้องต้นของสื่อ วิธีการใช้ฐานข้อมูล รายละเอียดของประเภทสื่อและหัวข้อเคมี 4. ผลการประเมินคุณภาพฐานข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากและเห็นด้วยมากที่สุด และผลการสอบถามประสบการณ์ผู้ใช้งานจากครูและนิสิตครูเคมีพบว่าภาพรวมอยู่ในระดับเห็นมากที่สุดและเห็นด้วยมาก
รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันโดยการใช้เกมเป็นฐานตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทยเพื่อส่งเสริมทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา, สมัญลักษณ์ เฉลียวรัมย์
รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันโดยการใช้เกมเป็นฐานตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทยเพื่อส่งเสริมทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา, สมัญลักษณ์ เฉลียวรัมย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนารูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันโดยการใช้เกมเป็นฐานตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทยเพื่อส่งเสริมทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาดนตรี จำนวน 2 ท่าน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ แบบวัดทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรี และแบบประเมินตนเองเพื่อวัดสุนทรียภาพทางดนตรี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1)องค์ประกอบของรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯประกอบด้วย การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน แนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทย ทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรี และรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชัน 2) ผลการใช้รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีของนักเรียนหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คะแนนเฉลี่ยของการประเมินตนเองเพื่อวัดสุนทรียภาพทางดนตรีของนักเรียนหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
Support Guidelines To Promote Growth Mindsets In Public Speaking For Upper Secondary Efl Students, Chawisa Inyai
Support Guidelines To Promote Growth Mindsets In Public Speaking For Upper Secondary Efl Students, Chawisa Inyai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to (1) explore the relationship between support and mindset in public speaking and (2) propose support guidelines to promote growth mindsets in public speaking among upper secondary EFL students. A two-phase sequential explanatory design of mixed methods was employed. In Phase 1, data were collected through the Mindset and Support in Public Speaking Questionnaire and semi-structured interviews. In Phase 2, data were collected through semi-structured interviews and an evaluation form designed to assess the support guidelines developed from the findings. Participants comprised three groups: (1) 250 Grade 12 students from five extra-large public schools in Bangkok, six …
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน, ชานน จิตบรรจงจักร
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน, ชานน จิตบรรจงจักร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้ใหญ่วัยกลางคนเป็นวัยที่จะเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพแต่จากปัญหาการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอและปัญหาการลดลงของมวลกล้ามเนื้อในผู้ใหญ่วัยกลางคน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนอายุระหว่าง 40-59 ปี จำนวน 43 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 22 คน และกลุ่มทดลอง 21 คน กลุ่มควบคุมออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เต้นรำ เต้นซุมบ้า เต้นแอโรบิก เดินเร็วครั้งละ 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลครั้งละ 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา 1 นาที การทดสอบการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ลุก-เดิน-นั่ง-ไปกลับ การทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง การทดสอบงอแขนยกน้ำหนัก 30 วินาที และการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา 30 วินาทีลุก-นั่งบนเก้าอี้ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองภายในกลุ่ม ก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอล มีค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่กลุ่มควบคุมมีค่าการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองระหว่างกลุ่ม ก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอล มีค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการฝึกโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลในผู้ใหญ่วัยกลางคน สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทั้งส่วนบนและส่วนล่างของร่างกาย สามารถช่วยเพิ่มการทรงตัวขณะอยู่กับที่และการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวร่างกายได้
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร, ภัทรชัย คูสุวรรณ์
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร, ภัทรชัย คูสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed method) กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร จำนวน 509 คน เก็บข้อมูลโดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริมและแบบสอบถามประเมินคุณภาพชีวิตองค์การอนามัยโลกฉบับย่อ (WHOQOL-BREF) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติพรรณนาและทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมกับคุณภาพชีวิตด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation coefficient) กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้ให้ข้อมูลหลักคือพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครจำนวน 18 คน ทำการสรุปประเด็นคุณภาพชีวิตโดยการใช้วิธีการอุปนัยผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยนำและปัจจัยเอื้อมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำมาก ปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่าพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และจากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความพอใจในคุณภาพชีวิตของตนโดยเฉพาะด้านจิตใจ ที่พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความหยืดหยุ่นต่อปัญหาที่พบ มีความรู้สึกมั่นคงในอาชีพและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง แม้ว่าจะมีปัญหาด้านความเมื่อยล้า และเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพบ้างสรุปได้ว่า ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตเเละพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีคุณภาพชีวิตในระดับปานกลาง
ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู, อาซาน ปริยวาทิต
ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู, อาซาน ปริยวาทิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูและเพื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุและระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ พนักงานที่มีอายุ 18-55 ปีขึ้นไป และทำงานอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู จำนวน 430 คน โดยคัดเลือกจากอุตสาหกรรมการผลิตหลัก 5 ประเภท โรงงานละ 4-5 คน ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม Google Form ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติทดสอบ “ที” (t-test) และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) จากนั้นทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีของ LSD (Least significant difference) กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง หากพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบพบว่า องค์ประกอบการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะการสื่อสาร การจัดการตนเอง ทักษะการตัดสินใจ และการรู้เท่าทันสื่ออยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน เมื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุและระดับการศึกษาพบว่า พนักงานเพศชายในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีอายุ 18-30 ปี มีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีอายุ 31-43 ปี และอายุ 44-55 ปีขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป มีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีระดับการศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น/มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. อนุปริญญา/ปวส. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางและทุกองค์ประกอบอยู่ในระดับปานกลาง
ฤทธิ์ของสารสกัดจากมะกรูดต่อภาวะเครียด Oxidative Stress ในหนอน Caenorhabditis Elegans, ณัฐพงศ์ นพโลหะ
ฤทธิ์ของสารสกัดจากมะกรูดต่อภาวะเครียด Oxidative Stress ในหนอน Caenorhabditis Elegans, ณัฐพงศ์ นพโลหะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ Non-Communicable Disease (NCDs) เป็นภาวะโรคที่ไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คนได้รวมถึงไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรค โดยสาเหตุหนึ่งของภาวะกลุ่มโรคนี้คือการเกิดภาวะ oxidative stress ที่ทำให้ร่างกายมีปริมาณของสารอนุมูลอิสระไม่สมดุล โดยที่ผ่านมาจำนวนผู้ป่วยในโรคนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวทางการรักษาส่วนใหญ่มักจะมาจากการรักษาตามอาการ ดังนั้นการแก้ปัญหาโรคนี้ให้ได้ผลมากที่สุดคือการป้องกันการเกิดโรคมากกว่าการรักษา ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำมะกรูดที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระมาทดสอบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูด ในการช่วยลดการเกิดภาวะ oxidative stress สำหรับการช่วยยืดอายุของ C. elegans ที่ถูกชักนำให้เกิดภาวะ oxidative stress โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 ศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากมะกรูดต่อ E.coli OP50 ที่เป็นอาหารของ C. elegans พบว่าสารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูดไม่มีผลในการยับยั้งการเจริญของ E.coli OP50 เมื่อเทียบกับการยับยั้งการเจริญเติบโตของยา Penicillin-Streptomycin ที่ใช้เป็นกลุ่มควบคุม จึงสามารถใช้สารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูดในการทดสอบได้ โดยที่ไม่มีผลต่อ E.coli OP50 ที่ใช้เป็นอาหารของ C. elegans ตอนที่ 2 การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูดที่มีผลต่อการรอดชีวิตของ C. elegans ที่ถูกชักนำให้เกิดภาวะ oxidative stress พบว่าสารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูดที่ความเข้มข้น 50 , 100 และ 200 ug/ml มีอัตราการรอดชีวิตของ C. elegans เมื่อเทียบกับ C. elegans ที่ไม่ได้ให้สารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูด แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และตอนที่ 3 การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูดต่อการยับยั้งปริมาณ ROS ของ C. elegans ที่ถูกชักนำให้เกิดภาวะ oxidative stress โดยพบว่าใบมะกรูดและผิวมะกรูดที่ความเข้มข้น 50 , 100 และ 200 ug/ml มีค่าปริมาณสาร ROS ของ C. elegans ที่ให้สารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูด เมื่อเทียบกับ C. elegans ที่ไม่ให้สารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูด …
การสื่อสารผ่านการสัมผัสสำหรับผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการเห็น:กรณีศึกษาแบรนด์ .Once, จิระ ชนะบริบูรณ์ชัย
การสื่อสารผ่านการสัมผัสสำหรับผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการเห็น:กรณีศึกษาแบรนด์ .Once, จิระ ชนะบริบูรณ์ชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง “การสื่อสารผ่านการสัมผัสสำหรับผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น: กรณีศึกษาแบรนด์ .ONCE” มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสัญลักษณ์สัมผัสที่สามารถสื่อสารเรื่องสีให้แก่ผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น โดยใช้แนวคิดจากทฤษฎีการรับรู้ผ่านการสัมผัส (Tactile Perception Theory) ทฤษฎีสัญศาสตร์ (Semiotics) และทฤษฎีการสื่อความหมายของสีผ่านสัมผัสในบริบทของผลิตภัณฑ์แฟชั่นการพัฒนาสัญลักษณ์สัมผัสในวิจัยนี้เริ่มจากการกำหนดความหมายที่ต้องการสื่อ โดยอิงจากทฤษฎีของ Roland Barthes ซึ่งแบรนด์ .ONCE ตั้งเป้าหมายในการสื่อสารเรื่องสีให้เข้าใจได้ทั้งผู้มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น จากนั้นได้เลือกใช้ทฤษฎีของ Charles Sanders Peirce ในการวิเคราะห์และตีความรูปแบบของสัญลักษณ์ เพื่อให้ได้สัญลักษณ์ที่ชัดเจนและสื่อความหมายได้ตรงตามเจตนา ในกระบวนการออกแบบสัญลักษณ์ ได้มีการใช้ทฤษฎีสัญศาสตร์ในการวิเคราะห์และสร้างสัญลักษณ์สัมผัส โดยสัญลักษณ์เหล่านี้ถูกออกแบบมาให้มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติและสามารถเชื่อมโยงกับอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากสี จากนั้นได้มีการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (Sensory Perception Theory) เพื่อเลือกเทคนิคที่เหมาะสมในการสื่อสารสีผ่านสัมผัส หลังจากพัฒนาสัญลักษณ์เสร็จสิ้น ได้มีการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งประกอบด้วยผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าสัญลักษณ์ที่มีความเรียบง่ายและสัมพันธ์กับธรรมชาติ เช่น ใบไม้สำหรับสีเขียว และดวงอาทิตย์สำหรับสีเหลือง สามารถช่วยให้การสื่อสารเรื่องสีผ่านสัมผัสมีประสิทธิภาพมากขึ้นการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างสัญลักษณ์สัมผัสที่มีความหมายลึกซึ้งและสามารถเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างผู้ใช้ทุกกลุ่ม นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมและสร้างสังคมที่เท่าเทียม ข้อสรุปจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า สัญลักษณ์สัมผัสที่เรียบง่ายและมีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ เช่น ใบไม้หรือดวงอาทิตย์ สามารถช่วยให้การสื่อสารเรื่องสีมีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้รูปทรงที่มีการจัดกลุ่มเป็นคอลเลกชันเดียวกัน และการลดความซับซ้อนของรูปทรงยังสามารถช่วยลดความสับสนในการแยกแยะสีได้ วิทยานิพนธ์นี้มีส่วนสำคัญในการนำเสนอกระบวนการออกแบบที่ช่วยสร้างความเท่าเทียมในสังคม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมผู้ใช้งานทุกกลุ่ม นำไปสู่ความเข้าใจและความเท่าเทียมในสังคม
แนวทางการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว, ชนิสรา ญาณประภาศิริ
แนวทางการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว, ชนิสรา ญาณประภาศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีกระทรวงสาธารณสุขบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ฯ พ.ศ. 2563 กับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวทั้งหมด ทั้งที่สภาพแวดล้อมของสถานดูแลผู้สูงอายุรยะยาวแตกต่างกัน ดังนั้นงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษากฎหมายและมาตรฐานด้านสภาพแวดล้อมของไทยและต่างประเทศ รวมถึงศึกษาสภาพแวดล้อมของสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในไทย เพื่อพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่เหมาะสมกับบริบทของไทยงานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาวิเคราะห์เอกสารกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง การศึกษาสังเกตสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว และการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวประกอบด้วยพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่พักอาศัย และพื้นที่สนับสนุน รวมถึงชี้ให้เห็นว่าไทยสามารถพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมได้ด้วยการเพิ่มเติมข้อกำหนดให้ครอบคลุมมากขึ้น ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนะมาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมได้ทั้งหมด 12 หมวด นอกจากนี้ผู้วิจัยได้เสนอแนะว่าควรมีการแบ่งระดับมาตรฐานขั้นต่ำเป็น 3 แนวทางคือ แบ่งตามการก่อสร้าง แบ่งตามขนาดอาคาร และแบ่งตามประเภทผู้ใช้บริการ
กลยุทธ์การตลาดโครงการบ้านพักตากอากาศแบบพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีศึกษา พื้นที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ปกิตา ปางพุฒิพงษ์
กลยุทธ์การตลาดโครงการบ้านพักตากอากาศแบบพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีศึกษา พื้นที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ปกิตา ปางพุฒิพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการพูลวิลล่าได้รับความนิยมและมีแนวโน้มพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากขึ้นในหัวหิน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาลักษณะโครงการพูลวิลล่าในภาพรวมหัวหิน แนวคิดการพัฒนาโครงการ และกลยุทธ์การตลาดกรณีศึกษา 5 โครงการ คือ บาบาบีช คลับ เรสซิเดนซ์ หัวหิน, วีรันดา พูลวิลล่า หัวหิน - ชะอำ, บูเลอวาร์ด ทัสคานี ชะอำ - หัวหิน, เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเด้นซ์ หัวหิน และกาบานาส หัวหิน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 4 แห่ง คือ CI, VRANDA, SC และ SIRI รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การลงพื้นที่สำรวจ และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบเพื่อสรุปบทเรียนสำคัญในการพัฒนาโครงการประเภทดังกล่าวผลการศึกษาพบว่า 1) ภาพรวมอุปทานโครงการพูลวิลล่าในพื้นที่หัวหิน มี 120 โครงการ ดำเนินการโดย 101 บริษัท โดยมีระดับราคาขายตั้งแต่ 1.49 – 100 ล้านบาท ที่ตั้งโครงการแบ่งเป็น 3 พื้นที่หลัก ได้แก่ พื้นที่ใกล้ทะเล (7 โครงการ) พื้นที่ใกล้ภูเขา (87 โครงการ) และพื้นที่ตัวเมือง (26 โครงการ) โดยบริษัทพัฒนาฯ มักพัฒนาโครงการพูลวิลล่าในพื้นที่ใกล้ทะเล ทำเลที่ตั้งโครงการเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของลักษณะทางกายภาพ การบริการ และการกำหนดกลยุทธ์ของผู้ประกอบการแต่ละราย 2) แนวคิดการพัฒนาธุรกิจโครงการพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาฯ ในพื้นที่หัวหินมีความคล้ายคลึงกัน คือ บริษัทพัฒนาฯ มีความเชี่ยวชาญ ทรัพยากรและประสบการณ์ในตลาดหัวหินมานาน เห็นพฤติกรรมผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เมืองตากอากาศทางทะเลที่เปลี่ยนแปลงไป จึงต่อยอดธุรกิจที่อยู่อาศัยรูปแบบเดิม สู่การพัฒนาธุรกิจที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ ที่ยังเป็นช่องว่างของตลาดหัวหินและของบริษัท เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าวิถีชีวิตยุคใหม่ 3) บริษัทพัฒนาฯ ในพื้นที่หัวหินเน้นการพัฒนาโครงการพูลวิลล่าในระดับตั้งแต่ Luxury Class – Ultimate class ระดับราคาเริ่มต้น 7.99 - 100 ล้านบาท แสดงถึงการแข่งขันในตลาดระดับสูง เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งแบ่งเป็น 2 …
การติดตามผลการนำแอปพลิเคชันไปใช้ในการจัดการนิติบุคคลในอาคารชุดพักอาศัย, อริยา อริยโชติมา
การติดตามผลการนำแอปพลิเคชันไปใช้ในการจัดการนิติบุคคลในอาคารชุดพักอาศัย, อริยา อริยโชติมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาคารชุดพักอาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่งผลให้บริษัทบริหารนิติบุคคลมีบทบาทสำคัญมากขึ้น และเกิดการแข่งขันในด้านการบริหารจัดการนิติบุคคลอย่างเข้มข้น หนึ่งในกลยุทธ์ที่บริษัทเหล่านี้นำมาใช้คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการนิติบุคคล ซึ่งรวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันนิติบุคคล งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาและติดตามผลการนำแอปพลิเคชันนิติบุคคลมาใช้ในอาคารชุดพักอาศัย โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. ศึกษากระบวนการดำเนินงานและแนวคิดของบริษัทที่บริหารจัดการนิติบุคคล 2. วิเคราะห์ข้อดีและข้อจำกัดของการใช้งานแอปพลิเคชันและ3. เสนอแนวทางการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและความพึงพอใจของผู้อยู่อาศัย และการวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์และแบบสอบถามจากกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่า การระบาดของโควิด 19 เป็นปัจจัยในการเร่งในการพัฒนาและรูปแบบพัฒนาแอปพลิเคชันนั้นสามารถเลือกพัฒนาได้ทั้งแบบการจัดจ้างบริษัทภายนอกหรือทีมภายในองค์กร ตามทรัพยากรที่มีทั้ง งบประมาณ บุคลากร เวลา และความรู้ โดยตัวแอปพลิเคชันนั้นประกอบไปด้วยระบบหน้าบ้านที่เป็นส่วนที่ลูกบ้านเห็นและให้บริการลูกบ้านและระบบหลังบ้านซึ่งใช้ในการทำงานของนิติบุคคล ซึ่งมุมมองของนิติบุคคลในการใช้แอปพลิเคชันพบว่า ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการจัดการงานนิติบุคคลในโครงการ รวมถึงจัดการระบบและข้อมูลได้อย่างเป็นระเบียบ อย่างไรก็ตามพบข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ความไม่เสถียรของระบบ ความยากในการใช้งานแอปพลิเคชัน และการไม่รองรับการใช้งานของอุปกรณ์บางประเภท และในมุมมองของลูกบ้านแอปพลิเคชันช่วยเพิ่มความสะดวกและความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร ให้บริการ 24 ชั่วโมง โดยฟีเจอร์ที่ใช้บ่อย ได้แก่ การชำระค่าส่วนกลาง การแจ้งซ่อม และการรับพัสดุ และผลความพึงพอใจด้านคุณภาพแอปพลิเคชันและความพึงพอใจของคุณภาพบริการของโครงการ TLP มีระดับคะแนนค่าเฉลี่ยที่มากกว่าโครงการ KKS แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของแอปพลิเคชันของโครงการ TLP ที่มากกว่า KKS ซึ่งสะท้อนในเรื่องของผลพฤติกรรมการใช้งานและแนวคิดในการออกแบบเช่นกัน ทั้งนี้งานวิจัยนี้เสนอแนวทางสำหรับผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน ควรให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ใช้งานง่าย การเพิ่มความเสถียรของระบบ ความถูกต้องของข้อมูล และการพัฒนาฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงเพื่อให้การใช้งานแอปพลิเคชันตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Architectural Design Criteria For Achieving Feng Shui Balance For Chinese Immigrant Houses In Chonburi, Thailand, Yu Peng Huang
Architectural Design Criteria For Achieving Feng Shui Balance For Chinese Immigrant Houses In Chonburi, Thailand, Yu Peng Huang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines how Form School Feng Shui principles can guide residential design for Chinese migrant workers in Chonburi, Thailand. The study addresses the problem of cultural and environmental incongruence in local townhouse layouts, particularly in the arrangement of Yin and Yang spaces and natural ventilation, which are essential to creating a balanced living environment in Feng Shui. The work is significant as it adapts Feng Shui architecture—a system deeply rooted in Chinese philosophy—to a modern context, fostering cultural familiarity and comfort for migrants. Using a comparative analysis of traditional Chaoshan courtyard houses and townhouses in Chonburi, the research evaluates …
ประสบการณ์ของพยาบาลเด็กในการจัดการการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, จินตนา สะตะ
ประสบการณ์ของพยาบาลเด็กในการจัดการการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, จินตนา สะตะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อบรรยายประสบการณ์ของพยาบาลเด็กในการจัดการการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูล คือ พยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจงจำนวน 9 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก การบันทึกเทป การสังเกต และการบันทึกภาคสนาม นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์เนื้อหาตามวิธีการของ van Manen ผลการศึกษาประสบการณ์ของพยาบาลเด็กในการจัดการการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประกอบด้วยประเด็นหลักและประเด็นย่อยดังต่อไปนี้ 1. การเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยเด็กโควิด-19 ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย 1.1) การจัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้เพียงพอ 1.2) การปรับปรุงพื้นที่เพื่อรับผู้ป่วยติดเชื้อ 1.3) การเตรียมความรู้และทักษะในการป้องกันการติดเชื้อ 2. กระบวนการแรกรับผู้ป่วยเด็กติดเชื้อโควิด 19 เข้ารับการรักษา ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย 2.1) การประเมินอาการเบื้องต้นเพื่อเตรียมห้องและอุปกรณ์การแพทย์ 2.2) การเตรียมผู้ปกครองให้พร้อมสำหรับการดูแลเด็ก 2.3) การทำหัตถการตามแผนการรักษา 3. การปรับรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อโควิด 19 ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย 3.1) การเฝ้าระวังอาการผู้ป่วยเด็กผ่านจอมอนิเตอร์ 3.2) การรวบกิจกรรมการพยาบาลเป็นรอบเวลา 3.3) การให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมเป็นผู้ดูแลหลัก 3.4) การประสานการส่งต่อผู้ป่วย 4. การดูแลผู้ปกครองที่ติดเชื้อโควิด 19 ประกอบด้วย 2 ประเด็นย่อย 4.1) การเบิกจ่ายยาและส่งต่อไปรักษาหากมีอาการหนัก 4.2) การดูแลด้านจิตใจให้คลายความเครียด 5. มาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด 19 ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย 5.1) การใช้อุปกรณ์การแพทย์แบบครั้งเดียวแล้วทิ้ง 5.2) ของเยี่ยมจากภายนอกได้รับการฆ่าเชื้อก่อนส่งต่อให้ผู้ป่วย 5.3) การจัดเวลาและพื้นที่ในการรับประทานอาหารของพยาบาล 5.4) การอบห้องด้วยรังสียูวีทุกวัน 6. ความท้าทายและปัญหาที่พบในการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย 6.1) ความยากลำบากในการทำหัตถการ 6.2) อุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน 6.3) การสื่อสารกับผู้รับบริการต่างชาติ 6.4) ความไม่พึงพอใจของผู้ปกครองและญาติ 7. ผลลัพธ์ทางบวกที่ได้รับจากการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย …
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง, สุชานาถ กั๋ว
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง, สุชานาถ กั๋ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงอายุ 40 ปีขึ้นไปที่ได้รับยาลดระดับความดันโลหิตทั้งเพศชายและเพศหญิงที่มารับบริการคลินิกอายุรกรรม แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทยจำนวน 56 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 28 คน จับคู่ให้มีความใกล้เคียงกันในเรื่องเพศ อายุ และชนิดของการได้รับยา กลุ่มทดลองเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ เป็นระยะเวลา 8 และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามส่วนบุคคล ระดับความดันโลหิต และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกการปฎิบัติพฤติกรรมสุขภาพ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและการทดสอบที โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ ภายหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิต Systolic และระดับความดันโลหิต Diastolic ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 4.75, df = 27, p < .05; t = 2.54, df = 27, p < .05) 2. ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ ภายหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิต Systolic และระดับความดันโลหิต Diastolic ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 3.24, df = 54, p < .05; t = 2.77, df = 54, p < .05)
Knowledge, Attitude, Subjective Norm, Perceived Behavioral Control, Self-Efficacy, Personality, And Intention To Providing Palliative Care For Cancer Patients Among Nursing Students: A Structural Equation Model, Numpueng Prachyakoon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Cancer is a serious health related condition that causes suffering from pain and other distress symptoms. Palliative care (PC) is recommended as an appropriate care for patients. Nurses have an important responsibility to provide PC and nursing students should be prepared to perform these duties in the future. This study has purposes to evaluate the relationship between knowledge, attitude, subjective norm, perceived behavioral control, self-efficacy, personality, and intention to providing palliative care for patients with terminal stage cancers among nursing students, using the structural equation modeling (SEM)Method: This cross-sectional study was conducted from all nursing students who are studying …
Investigating Interlanguages Of English Gerund And Infinitive Verb Complements By L1 Chinese Learners In Taiwan, Chih Ying Chou
Investigating Interlanguages Of English Gerund And Infinitive Verb Complements By L1 Chinese Learners In Taiwan, Chih Ying Chou
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigated the challenges faced by L1 Chinese learners in Taiwan in mastering English gerund and infinitive verb complements. Using the Interlanguage Hypothesis (Selinker, 1972) as a theoretical framework, the study explored how interlanguage factors - such as language transfer, overgeneralization, and transfer of training - affected these learners’ use of gerunds and infinitive verb complements. The research examined Taiwanese learners’ production and comprehension of English gerund and infinitive verb complements on Multiple Choice Questions (MCQ) and Grammaticality Judgment Tests (GJT), respectively, by learners of different proficiency levels, i.e., average and high proficiency learners. Results revealed that learners frequently …
Effects Of The Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills Program On Body Mass Index And Body Image Among University Personnel With Obesity, Pornsuang Chotchuang
Effects Of The Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills Program On Body Mass Index And Body Image Among University Personnel With Obesity, Pornsuang Chotchuang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study employed a clustered randomized controlled trial (RCT) to examine the effectiveness of the Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills (IIMBS) program on body mass index (BMI) and body image among university personnel obesity. Participants were 64 university personnel of Suratthani Rajabhat University, who were divided equally by clustered random sampling into an intervention and a control group. The 12-week Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills (IIMBS) program based on Information-Motivation-Behavioral Skills model (Fisher & Fisher, 1992). It was used via face-to-face sessions and “Belly to Healthy Shape” LINE OA. The research instruments consisted of a demographic questionnaire, Thai-version Body Shape Questionnaire (BSQ-34), and the …
The Effect Of The Individual And Family Self-Mannagement Program On Medication Adherence Among School-Aged Children With Epilepsy., Chutimaporn Kangwal
The Effect Of The Individual And Family Self-Mannagement Program On Medication Adherence Among School-Aged Children With Epilepsy., Chutimaporn Kangwal
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This randomized controlled trial with repeated measures compared medication adherence among school-aged children with epilepsy who received the Individual and Family Self-Management (IFSM) program versus standard nursing care at baseline, post-test, week 8, and week 12. Sixty-two eligible children and their families were randomly assigned to experimental (n=31) and control groups (n=31) using block randomization. The 12-week IFSM program, based on Ryan and Sawin's (2009) Individual and Family Self-Management theory, focused on (1) accurate knowledge and beliefs, (2) self-regulation skills, and (3) social facilitation. The intervention included face-to-face sessions, activities via the “KanChak” LINE Official Account, and booster sessions with …
ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือดในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่, ปรีชญา ตักโพธิ์
ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือดในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่, ปรีชญา ตักโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ อายุ 45-59 ปี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด โดยจับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่อง ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการป่วยเป็นโรคเบาหวาน และอายุ แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 22 คน กลุ่มควบคุม 22 คน รวม 44 คน โดยกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ร่วมกับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ โปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ เครื่องมือกำกับการทดลอง ได้แก่ แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเนื้อหาเท่ากับ .98 และมีค่าความเชื่อมันเท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติที ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตที่ระดับ .05 2. ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ ที่ได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนับสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, พรรณทิวา สุขรอด
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, พรรณทิวา สุขรอด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล ได้แก่ อายุ ภาวะโรคร่วม ความทุกข์ทรมานจากอาการ ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน การสนับสนุนทางสังคม และความปวด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการ ณ คลินิกศูนย์บริการเฉพาะทางหัวใจและหลอดเลือด ของโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 94 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบสอบถามความต้องการของผู้ป่วย 4) แบบประเมินภาวะโรคร่วม 5) แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ 6) แบบประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน 7) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และ 8) มาตรวัดความปวดแบบตัวเลข เครื่องมือได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน แบบสอบถามที่ 3, 5, และ 7 เท่ากับ 0.80, 1.00 และ 0.88 ตามลำดับ ซึ่งแบบสอบถามที่ 4, 6 และ 8 เป็นเครื่องมือมาตรฐาน ตรวจสอบความเที่ยงค่าแบบสอบถามที่ 3 - 7 เท่ากับ 0.89, 0.81, 0.92, 0.80, 0.85, และ 0.97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และสถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล มีความต้องการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 104.32 (S.D. = 13.56) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าความต้องการด้านข้อมูลข่าวสารอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 31.71 (S.D. = …
ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, ศิริพร พึ่งตน
ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, ศิริพร พึ่งตน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรม และเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่เข้าได้รับโปรแกรมกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทและผู้ดูแลในชุมชนที่มารับบริการแผนกจิตเวชและยาเสพติดของโรงพยาบาลองครักษ์ จำนวน 40 คน จับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันด้วยอายุและเพศ สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 ครอบครัว เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์ 2) แบบวัดพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษา 3) แบบวัดความรู้ความเข้าใจผู้ป่วยจิตเภทและผู้ดูแล เครื่องมือทุกชุดได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน วิเคราะห์ความเที่ยงของเครื่องมือโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.85, 0.78 และ 0.83 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงแบบมาตรฐานและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1. พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 2 .พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05
The Effect Of A Culture Based Breast Health Education Program On Breast Self-Examination Practice Among High-Risk Adult Pakistani Women, Sumaira Naz
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to determine the effect of a culture-based breast health education program on breast self-examination practice (BSEP) in high-risk women through a randomized controlled trail (RCT). The participants of 72 high -risk women, aged 20-50 years from POF hospital, Taxila was taken on matched pairs with age and educational level and randomly assigned into an experimental and a control group. The program was developed on social cognitive theory (SCT) (Bandura, 1977, 1989), and the cultural identity concept of PEN-3 model (Airhihenbuwa,1989). The intervention group received the culture-based breast health education program, while control group received usual care. BSEP …
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ, ฐิติพร สุรินธรรม
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ, ฐิติพร สุรินธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้ตลอดชีวิต ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม และบรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การกับพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ และศึกษาตัวแปรพยากรณ์ที่สามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพระดับปฏิบัติการ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่มีประสบการณ์ทำงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จำนวน 210 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการเรียนรู้ตลอดชีวิต แบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม แบบสอบถามบรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การ และแบบสอบถามพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน ได้ค่า CVI เท่ากับ .94, .89, .88 และ .93 ตามลำดับ และทดสอบค่าความเที่ยง โดยคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ได้ค่าความเที่ยง เท่ากับ .90, .97, .95 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ อยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.49, S.D. = 0.76) การเรียนรู้ตลอดชีวิต ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม และบรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .683, .524 และ .499 ตามลำดับ) ปัจจัยที่สามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต บรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การ และภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม โดยมีอำนาจในการทำนายร้อยละ 53.6 (Adjusted R² = .536) สามารถเขียนสมการทำนายในรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้ ZIWB = .540 ZLLL + .192 ZOIC + .149 ZIL
ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง, ชัชพงศ์ สมุทรอาลัย
ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง, ชัชพงศ์ สมุทรอาลัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจ ขาดเลือดเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรังที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเลิดสิน จำนวน 66 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 33 คน ดำเนินการสุ่มกลุ่มตัวอย่างให้เข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการจับคู่ (matched pair) ด้าน อายุ เพศ ระดับการศึกษาและ ยา Statin กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับพื้นฐานและระดับปฏิสัมพันธ์ที่ครอบคลุม การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ความรู้ ทักษะการสื่อสาร ทักษะในการตัดสินใจ การจัดการตนเอง การรู้เท่าทันสื่อ โปรแกรมผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา จากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ มีค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach's Alpha = .76 แบบบันทึกข้อมูล ส่วนบุคคล แบบคัดกรองภาวะหัวใจขาดเลือด แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายเปรียบเทียบโดยใช้สถิติทีกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1.ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังการทดลองของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านการดูแลตนเองเพื่อคงภาวะสุขภาพ (tdf=32 =11.62, p < .001) ด้านการดูแลตนเองเฝ้าระวังติดตามอาการ (tdf=32 =13.8, p < .001) ด้านการดูแลตนเองจัดการกับอาการ (tdf=32 =7.07, p < .001) และระดับ LDL-C ในกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 (tdf=32 =9.3, p < .001) 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมในทุกด้าน ได้แก่ การดูแลตนเองเพื่อคงภาวะสุขภาพ การดูแลตนเองเฝ้าระวังติดตามอาการ และการดูแลตนเองจัดการกับอาการ นอกจากนี้ ระดับ LDL-C ในกลุ่มทดลองลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แม้ว่ากลุ่มควบคุมจะมีระดับ LDL-C ลดลงเช่นกันแต่กลุ่มทดลองแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ดีกว่าอย่างชัดเจน
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล, นวภัทร คงดี
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล, นวภัทร คงดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย เพื่อศึกษาปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปที่พ้นระยะเฉียบพลัน มีสภาวะทางการแพทย์คงที่และมีสัญญาณชีพปกติ ทั้งเพศชายและเพศหญิง ที่มารับบริการในแผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 93 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความสามารถในกิจวัตรขั้นพื้นฐานของผู้สูงอายุ แบบประเมินภาวะรู้คิด แบบประเมินภาวะเปราะบางอย่างง่าย วิเคราะห์ความเที่ยงด้วยวิธีการวัดซ้ำเท่ากับ 1.0, 0.82, 1.0 ตามลำดับ แบบวัดความเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบคัดกรองภาวะโภชนาการ และแบบประเมินความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย วิเคราะห์ความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .94, .73, .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์อีต้า และสถิติสหสัมพันธ์ของ สเปียร์แมน ผลการศึกษา พบว่า1. ผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลมีความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพในระดับปานกลาง (mean = 55.04, SD = 10.55) 2. ภาวะเปราะบาง มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (η=.259) 3. ภาวะโภชนาการ ภาวะซึมเศร้า และจำนวนชนิดของยาที่ใช้ประจำ มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rs = 313, rs = -247, rs = -264 ตามลำดับ) 4. เพศ ไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย, ภานุพันธุ์ พันธุ์กว้าง
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย, ภานุพันธุ์ พันธุ์กว้าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลและพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ และใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีผู้ดูแลในการใช้ชีวิตประจำวัน จำนวน 3,406 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานคือ การถดถอยโลจิสติกทวิภาคผลการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุไทยมีเพียงร้อยละ 7.09 ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ และมีเพียงร้อยละ 45.53 ที่กินผัก/ผลไม้เป็นประจำ และผู้สูงอายุที่ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้วหรือมากกว่าเป็นประจำ มีเพียงร้อยละ 36.84 ในขณะที่สัดส่วนของผู้สูงอายุที่ไม่ดื่มสุรา/เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และไม่สูบบุหรี่ สูงถึงร้อยละ 96.96 และ 97.08 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมสุขภาพที่ยังคงต้องส่งเสริมให้มีเพิ่มมากขึ้นคือ การออกกำลังกาย การกินผัก/ผลไม้ และการดื่มน้ำสะอาด เมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษาสูงสุด รูปแบบการอยู่อาศัย การลาออกจากงาน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน การฝึกอบรมเพื่อดูแลผู้สูงอายุ ระยะเวลาที่ใช้ในการดูแลต่อสัปดาห์ (ชม.) และทัศนคติที่มีต่อการดูแลผู้สูงอายุ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่าความสัมพันธ์ของผู้ดูแลกับผู้สูงอายุ ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุในทุกด้าน
Parenting Styles And Behavioral Problems In Preschoolers, Sansanee Sutthi
Parenting Styles And Behavioral Problems In Preschoolers, Sansanee Sutthi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This dissertation examines the impact of hidden violent punishment within diverse parenting styles in Thai society, focusing on preschool children aged 3 to 4 years (36 to 59 months). Utilizing the Thailand Multiple Indicator Cluster Survey 2019 (MICS6/2019) national dataset (N=5,345), the study addresses three primary research objectives:1) examine the key factors and parenting styles influencing child behavioral problems, 2) investigate the associations between socioeconomic characteristics and parenting styles, and 3) generate a model for enhancing parenting factors that mitigate behavior problems in preschoolers. The study employs advanced statistical methodologies, including probit regression to analyze factors which influence behavior problems …
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล, ณัฐวุฒิ จันทร์โสภา
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล, ณัฐวุฒิ จันทร์โสภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร และกรอบแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล 2) ศึกษาระดับความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัลของเด็กปฐมวัย 3) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล และ 4) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล ใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมวิธีพหุระยะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนที่เปิดสอนระดับชั้นอนุบาล สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 207 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และครู รวม 621 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย 4 งาน ได้แก่ (1) ด้านหลักสูตร (2) ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (3) ด้านสื่อ สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และ (4) ด้านประเมินพัฒนาการ กรอบแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก 12 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ องค์ประกอบที่ (1) ความฉลาดรู้ด้านข้อมูล ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบย่อย คือ การเข้าถึงและเข้าใจสื่อ การคิดวิเคราะห์และใช้ข้อมูลสารสนเทศ องค์ประกอบที่ (2) ความฉลาดรู้ด้านเทคโนโลยี ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบย่อย คือ ความรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ความสามารถในการใช้และเข้าใจผลกระทบของเทคโนโลยี องค์ประกอบที่ (3) ความฉลาดรู้เกี่ยวกับมนุษย์ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบย่อย คือ ความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ทักษะอารมณ์และสังคม ความสามารถในการสื่อสารและประสานความร่วมมือ ความสามารถในการคิดและเรียนรู้ การมีมนุษยธรรม องค์ประกอบที่ (4) ทักษะพื้นฐาน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย คือ ความฉลาดรู้การเงิน …