Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Life Sciences (114002)
- Arts and Humanities (85449)
- Social and Behavioral Sciences (83558)
- Medicine and Health Sciences (63388)
- Law (54379)
-
- Physical Sciences and Mathematics (42631)
- Education (41602)
- Animal Sciences (36380)
- History (25081)
- Biology (20606)
- Communication (19514)
- Environmental Sciences (18622)
- Engineering (18355)
- Medical Sciences (15618)
- Medical Specialties (15575)
- Plant Sciences (14326)
- Religion (14184)
- Higher Education (14010)
- Ecology and Evolutionary Biology (12811)
- Psychology (12639)
- United States History (12128)
- Agriculture (11395)
- Journalism Studies (11146)
- Zoology (10521)
- Sociology (10149)
- English Language and Literature (9593)
- Business (9515)
- Earth Sciences (9404)
- Mass Communication (9007)
- Creative Writing (8583)
- Institution
-
- University of Nebraska - Lincoln (38012)
- University of South Florida (27439)
- University of New Mexico (24122)
- University of New Hampshire (16486)
- Utah State University (13539)
-
- University of Kentucky (12201)
- University of Montana (11633)
- University of Mississippi (10441)
- Brigham Young University (10251)
- California Polytechnic State University, San Luis Obispo (9836)
- Louisiana State University (9745)
- Murray State University (9210)
- TÜBİTAK (8894)
- Washington University School of Medicine (8110)
- South Dakota State University (8048)
- The Texas Medical Center Library (7980)
- University of Central Florida (6992)
- Southern Illinois University Carbondale (6671)
- San Jose State University (6634)
- City University of New York (CUNY) (6019)
- Clemson University (5972)
- University of Arkansas, Fayetteville (5619)
- Virginia Commonwealth University (5390)
- Eastern Illinois University (5335)
- WellBeing International (5140)
- University of North Dakota (5077)
- University of Northern Iowa (4995)
- Georgia Southern University (4919)
- University of Rhode Island (4832)
- West Virginia University (4525)
- Keyword
-
- Newspaper (15150)
- Animals (10772)
- Humans (8297)
- Mice (6296)
- Student newspaper (5524)
-
- Newspapers (5228)
- History (4327)
- Spartan Daily (3867)
- Pennsylvania (3824)
- Collegeville (3633)
- Female (3553)
- Bowling Green State University (3407)
- Education (3321)
- Male (3317)
- New Mexico (3295)
- BG News (3034)
- Student newspapers (2897)
- N.M. (2816)
- EIU (2809)
- College student newspapers and periodicals (2784)
- Montgomery County (2595)
- Trappe (2586)
- Eastern Illinois University (2553)
- Daily Eastern News (2536)
- Newsletter (2520)
- B.G. News (2515)
- Agriculture (2479)
- Michigan (2413)
- Student Newspaper (2373)
- Biology (2280)
- Publication Year
-
- 2026 (14119)
- 2025 (22953)
- 2024 (30565)
- 2023 (24857)
- 2022 (23557)
-
- 2021 (24293)
- 2020 (24013)
- 2019 (22116)
- 2018 (23961)
- 2017 (23263)
- 2016 (22582)
- 2015 (21282)
- 2014 (20584)
- 2013 (19503)
- 2012 (19083)
- 2011 (16819)
- 2010 (15799)
- 2009 (14153)
- 2008 (13107)
- 2007 (12223)
- 2006 (11233)
- 2005 (10357)
- 2004 (9522)
- 2003 (8700)
- 2002 (8374)
- 2001 (7720)
- 2000 (7457)
- 1999 (7032)
- 1998 (6960)
- 1996 (6538)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (14985)
- Electronic Theses and Dissertations (8955)
- Faculty Publications (6811)
- Theses (4969)
- Daily Mississippian (all digitized issues) (4686)
-
- The Auk (4587)
- Open Access Publications (4253)
- Master's Theses (4130)
- IGC Proceedings (1977-2023) (4103)
- Faculty, Staff and Student Publications (3893)
- Masters Theses (3865)
- Graduate Student Theses, Dissertations, & Professional Papers (3727)
- Dissertations (3640)
- Spartan Daily (School of Journalism and Mass Communications) (3485)
- Faculty Scholarship (3481)
- Condor (3478)
- Cal Poly Student Newspaper (3403)
- Turkish Journal of Veterinary & Animal Sciences (3379)
- BG News (Student Newspaper) (3090)
- Graduate Theses and Dissertations (2964)
- Montana Kaimin, 1898-present (2956)
- All ETDs from UAB (2899)
- All Graduate Theses and Dissertations, Spring 1920 to Summer 2023 (2824)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (2809)
- Honors Theses (2784)
- The Murray Ledger & Times (2772)
- Articles (2753)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (2599)
- Santa Fe New Mexican, 1883-1913 (2591)
- Faculty, Staff and Students Publications (2570)
- Publication Type
Articles 114991 - 115020 of 733120
Full-Text Articles in Entire DC Network
Macrophage-Cancer Cell Interaction In Three Dimension Liver Cancer Model, Pornlapat Keawvilai
Macrophage-Cancer Cell Interaction In Three Dimension Liver Cancer Model, Pornlapat Keawvilai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Hepatocellular carcinoma (HCC) is the one of the leading causes of cancer-related mortality. Liver cancer progression is significantly influenced by immune cells which infiltrate tumors and their interaction with liver cancer cells in the tumor microenvironment (TME). Circulating monocytes are recruited to tumor site by TME and differentiated into tumor-associated macrophages (TAMs) which are roughly divided into pro-inflammatory macrophages (M1) or pro-tumoral macrophages (M2). In order to study the interaction between macrophages and liver cancer cells. In in vitro, an effective liver cancer model which closely mimicks this crosstalk is necessary. This study aimed to fabricate a three-dimension (3D) liver …
Fatty Acid Methyl Ester Production By Transesterification Of Refined Palm Oil With Methanol Catalysed By Anion-Exchange Resin With Tetrahydrofuran As A Co-Solvent, Zargul Ammara
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Alkaline anion exchange resins, specifically dense AmberLiteTM IRA402 and porous AmberLystTM A26, are used to study the transesterification of palm oil and methanol. A common industrial process for creating biodiesel or green solvents is transesterification. While homogeneous catalysts like sodium methoxide and sodium hydroxide are used in most transesterification facilities, heterogeneous catalysts have the benefit of being simpler to separate from the finished product. The goal of this study was to better understand how palm oil and methanol combine to produce fatty acid methyl ester (FAME), a prevalent kind of biodiesel. Previous studies mainly investigated the production of fatty acid …
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “เนยออร์แกนิคคอเลสเตอรอลต่ำ เสริมประโยชน์จากโพรไบโอติก”, ธวัชชัย ทิพย์อุด
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “เนยออร์แกนิคคอเลสเตอรอลต่ำ เสริมประโยชน์จากโพรไบโอติก”, ธวัชชัย ทิพย์อุด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่องการศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “เนยออร์แกนิคคอเลสเตอรอลต่ำ เสริมประโยชน์จากโพรไบโอติก” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ในตลาดภายในประเทศไทย รวมถึงศึกษาความต้องการทางการตลาดและการยอมรับผลิตภัณฑ์ และเพื่อศึกษาโอกาสทางธุรกิจเพื่อจัดทำแผนธุรกิจใหม่ของผลิตภัณฑ์ โดยการวิจัยนี้มีการใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ และการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยเครื่องมือการสัมภาษณ์เชิงลึก ในกลุ่มเป้าหมาย 10 ราย และเครื่องมือการใช้แบบสอบถามเพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและการยอมรับผลิตภัณฑ์ ในกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคทั่วไป จำนวน 100 ราย นำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ทำให้เห็นภาพรวมของข้อมูลและความสัมพันธ์ของข้อมูล สรุปผลการวิจัยพบว่า มีความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ ทั้งในเรื่องของความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต ความเป็นไปได้และโอกาสทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง โดยกลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์คือกลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อผลิตภัณฑ์เนยมาเพื่อทานสดร่วมกับอาหาร และจากการศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงิน พบว่าโครงการมีความสามารถในการทำกำไร อัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) เป็นบวก และระยะเวลาคืนทุนภายใน 2 ปี ด้านการศึกษาความต้องการทางการตลาดและการยอมรับผลิตภัณฑ์ ผู้บริโภคมีความต้องการผลิตภัณฑ์เนยที่มีการลดปริมาณคอเลสเตอรอล เนื่องจากความกังวลที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ และต้องการผลิตภัณฑ์เนยที่เสริมจุลินทรีย์โพรไบโอติกท้องถิ่น ซึ่งมีส่วนช่วยให้สามารถรักษาสมดุลในระบบทางเดินอาหาร กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งงานวิจัยมีโอกาสทางด้านการตลาดและพัฒนาสู่แผนธุรกิจได้
การศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์สำหรับทรายแมวที่ สามารถตรวจสุขภาพแมวจากการเปลี่ยนสีได้, ปุญญิศา ดาวฉาย
การศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์สำหรับทรายแมวที่ สามารถตรวจสุขภาพแมวจากการเปลี่ยนสีได้, ปุญญิศา ดาวฉาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพตลาดและความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์สำหรับทรายแมวที่สามารถตรวจสอบสุขภาพแมวจากการเปลี่ยนสีได้ และ เพื่อพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ทรายแมวที่สามารถตรวจสอบสุขภาพแมวจากการเปลี่ยนสีได้ ให้ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด โดยได้ศึกษาความเป็นไปได้ด้วย แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จํานวนทั้งสิ้น 100 คน โดยวัดทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ ผลการวิเคราะห์จากแบบสอบถามพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของผู้ให้ข้อมูล ด้านผลิตภัณฑ์ คือ เลือกใช้เพราะมีความเป็นมิตรต่อสัตว์ ด้านราคา คือ เลือกใช้เพราะราคาสมเหตุสมผล ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย คือ เลือกใช้เพราะมีช่องทางจัดจำหน่ายที่หลากหลายและเข้าถึงง่าย ด้านการส่งเสริมการขาย คือ เลือกใช้เพราะมีการจัดโปรโมชั่น ส่วนลด ด้านการใช้บริการส่วนบุคคล คือ เลือกใช้เพราะมีการให้ข้อมูลข่าวสาร โปรโมชั่น แก่ลูกค้า อย่างสม่ำเสมอ และ ด้านการใช้บริการส่วนบุคคล คือ เลือกใช้เพราะมีระบบความปลอดภัยในการชำระเงินให้กับลูกค้า กระบวนการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้ให้ข้อมูล ด้านการรับรู้ความต้องการ คือ การมีโปรโมชั่นดึงดูดใจ ด้านการค้นหาข้อมูล คือ การอ่านรีวิวจากผู้ใช้งานจริง ด้านการประเมินทางเลือก คือ การพิจารณาจากราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ ด้านการตัดสินใจซื้อ คือ การตัดสินใจซื้อจากประสบการณ์ และ ด้านพฤติกรรมหลังการซื้อ คือ มีการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับข้อสงสัยต่างๆ และจากที่ คณะผู้วิจัยได้นําเสนอการประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์ชุดเครื่องตรวจสุขภาพของแมวจากการเปลี่ยนสีของทรายแมว พบว่า มีความพึงผู้ให้ข้อมูลมีความพอใจต่อนวัตกรรม และรับรู้ถึงประโยชน์ของนวัตกรรม ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยนํา ชุดเครื่องตรวจสุขภาพของแมวจากการเปลี่ยนสีของทรายแมว ไปทําการศึกษาต่อยอดถึงความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจต่อไป
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์สำหรับไอศกรีมโปรตีนจากพืชผสมโพรไบโอติก, ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์สำหรับไอศกรีมโปรตีนจากพืชผสมโพรไบโอติก, ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นเรื่อง “การศึกษาความเป็น ไปได้เชิงพาณิชย์และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในการผลิตไอศกรีมโปรตีนจากพืชที่ผสมโพรไบโอติก” ที่มีสมบัติเชิงหน้าที่ ซึ่งปัจจุบัน Plant-based Foods เป็นอาหารในกลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) เป็นนวัตกรรมอาหารที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเทรนด์รักสุขภาพ และกระแสรักษ์โลกที่ให้ความสนใจในสวัสดิภาพสัตว์ด้วยความตระหนักถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและโพรไบโอติก (Probiotics) เป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิตซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยโพรไบโอติกส่วนใหญ่จะผลิตมาจากแบคทีเรียที่มาจากลำไส้มนุษย์และสัตว์ จุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเป็นโพรไบโอติกและอนุญาติให้ใช้ในอาหารสำหรับมนุษย์ที่ให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์ไอศกรีมเจลาโต้ที่ผลิตจากโปรตีนผสมโพรไบโอติกทางเลือกที่ผู้บริโภคเป้าหมายต้องการ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างที่มีความสนใจในเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจำนวน 10 ราย และนำผลการศึกษาดังกล่าวมาออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ไอศกรีมเจลาโต้ที่ทำจากโปรตีนทางเลือกผสมโพรไบโอติกเพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบร่วม (Conjoint analysis) ในการวิเคราะห์ส่วนประสมทางการตลาด(Marketing mix) ได้แก่ แนวคิดผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) และกิจกรรมส่งเสริมการขาย (Promotion) จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 ราย ผลการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่ากลุ่มผู้ปริโภคเป้าหมายคาดหวังให้ผลิตภัณฑ์มีเนื้อไอศกรีมเนียนนุ่มละมุ่นลิ้นเสมือนจริง รับประทานได้ง่าย มีช่องทางการจำหน่ายหลากหลาย ราคาแพงกว่าไม่เกิน 10-15% รวม และผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจในการรับประทานของมีประโยชน์มากขึ้นคนสนใจไอศกรีมแบบถ้วยพร้อมทาน มีแหล่งโปรตีนจากพืชผสมโพรไบโอติกเหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพ (Healthy Food) และคนที่ต้องใส่ใจในเรื่องของสุขภาพหรือมีภูมิแพ้แฝงและโรคประจำตัวจึงต้องเลือกบริโภคอาหารและของหวาน ผลศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินจากการผลิตไอศกรีมเจลาโต้ผ่านช่องทางออฟไลน์และช่องทางออนไลน์ซึ่งจากการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงินในกรณีปกติ (Base case) โดยการคาดคะเนประเมินค่าความต้องการได้ที่ 79.40% พบว่า คุ้มค่าในการเลือกลงทุน เนื่องจากธุรกิจสามารถสร้างกำไร มีค่าอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) เป็นบวก และมีระยะเวลาในการคืนทุน(Payback Period) ในปีที่สอง
Dietary Fiber-Rich Powder From Dragon Fruit Peel And Its Effects On Nutrient Digestion, Intestinal Function And Food Application, Siriwan Chumroenvidhayakul
Dietary Fiber-Rich Powder From Dragon Fruit Peel And Its Effects On Nutrient Digestion, Intestinal Function And Food Application, Siriwan Chumroenvidhayakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Western diet, which is rich in refined carbohydrates and unhealthy fats but low in dietary fiber, has been linked to an increased risk of metabolic disorders and gut barrier dysfunction. In the present study, the dietary fiber-rich powder from dragon fruit (Hylocereus undatus) peel (DFP) was developed as a functional food ingredient. DFP contains high dietary fiber (65.2%), primarily cellulose and pectin, along with bioactive phytochemicals such as phenolic compounds and betacyanins. This study aimed to investigate the effect of DFP on in vitro starch digestibility, its application in bakery products, and its impact on intestinal permeability and gut …
The Difference Of Plasma 16s Ribosomal Bacterial Deoxyribonucleic Acid Level Between Cirrhotic Patients With And Without Hepatic Encephalopathy, Kessarin Thanapirom
The Difference Of Plasma 16s Ribosomal Bacterial Deoxyribonucleic Acid Level Between Cirrhotic Patients With And Without Hepatic Encephalopathy, Kessarin Thanapirom
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Bacterial translocation (BT) and systemic inflammation play a key role in the pathogenesis of cirrhotic complications. The 16S ribosomal bacterial DNA (bactDNA) has been widely used as a marker of BT. The data on the relationship between BT, systemic inflammation and hepatic encephalopathy (HE) are scarce. This study aimed to assess the difference between plasma 16s ribosomal bactDNA and HE in patients with cirrhosis. Method: Cirrhotic patients without bacterial infection were enrolled at Chulalongkorn University, Bangkok, Thailand, from August 2021 to December 2022. Grading of HE was classified by the West Haven Criteria and Psychometric hepatic encephalopathy score (PHES) …
Development Of Plant-Produced Bispecific Monoclonal Antibody Targeting Pd-L1 And Ctla-4 For Cancer Immunotherapy, Christine Joy Isip Bulaon
Development Of Plant-Produced Bispecific Monoclonal Antibody Targeting Pd-L1 And Ctla-4 For Cancer Immunotherapy, Christine Joy Isip Bulaon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Checkpoint blockade immunotherapy has transformed the course of cancer treatments. The use of monoclonal antibodies (mAbs) specific against immune checkpoints has displayed satisfactory clinical benefits. However,its effectiveness is limited to just a small percentage of cancer patients. In this work, a recombinant DVD-AT2C bispecific antibody (bsAb) was developed for dual inhibition of PD-1/PD-L1 and CTLA-4 axes and produced in plants. Plant system was utilized as an alternative protein production platform. Transient expression of DVD-AT2C targeting PD-L1 and CTLA-4 in Nicotiana benthamiana was determined highest after 4 days of infiltration. The size, assembly, and protein properties of the purified bsAb were …
Development Of Plant-Produced Anti-Il-6r Mab, Namthip Kaewbandit
Development Of Plant-Produced Anti-Il-6r Mab, Namthip Kaewbandit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
After the body is invaded by pathogens, it responds by secreting cytokines, for example, interleukin 6 (IL-6), which activates an intracellular signaling pathway involving JAKs/STAT3 through phosphorylation. However, overexpression of pSTAT-3 can lead to a positive feedback loop of IL-6, causing the release of more cytokines and potentially leading to cytokine storm. Thus, inhibition of IL-6 signaling is another important target for Cytokine storm treatment. Tocilizumab, a humanized IL-6R antibody has been approved for RA treatment. There are several concerns about mammalian cell protein expression systems, such as higher production costs and pathogen contamination risks. Recently, plants have become increasingly …
Identification Of Aroma Compounds In Thai Colored Rice Varieties, Supawat Jindawatt
Identification Of Aroma Compounds In Thai Colored Rice Varieties, Supawat Jindawatt
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Consumers are interested in colored rice because its health benefits and its high fiber and protein content. Normally, the colored rice smell is generally not as strong as the jasmine rice. The first objective of this research was to investigate the proper preheated time and headspace incubation temperature to extract as many volatile compounds as possible from Thai-colored rice using the static headspace GC-MS approach. Secondly, this study aimed to identify the key volatile aroma compounds in Thai native-colored rice varieties. For optimum conditions, Red Hawm Rice (KDML105R-PSL-E-14) was used in this study. The optimal condition was preheated in a …
อิทธิพลของการรับรู้ความเหมือนมนุษย์ผ่านภาพประกอบ ความต้องการทางปัญญา และความน่าเชื่อถือของสารโน้มน้าวใจต่อเจตคติต่อการใช้กระบอกน้ำพกพา, รัตนกร แก้ววานิช
อิทธิพลของการรับรู้ความเหมือนมนุษย์ผ่านภาพประกอบ ความต้องการทางปัญญา และความน่าเชื่อถือของสารโน้มน้าวใจต่อเจตคติต่อการใช้กระบอกน้ำพกพา, รัตนกร แก้ววานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ความเหมือนมนุษย์ ความต้องการทางปัญญา และความน่าเชื่อถือของสารโน้มน้าวใจที่มีต่อเจตคติต่อการใช้กระบอกน้ำพกพาเมื่อนักศึกษาอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัย ผู้ร่วมการทดลองในงานวิจัยเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 222 คน ซึ่งตอบมาตรวัดความต้องการทางปัญญา แล้วจึงอ่านข้อความโน้มน้าวใจที่ถูกจัดกระทำให้มีคุณภาพของข้อโต้แย้งสูงหรือต่ำ และมีภาพประกอบที่มีความเหมือนมนุษย์หรือไม่มีความเหมือนมนุษย์ แล้วตอบมาตรวัดเจตคติต่อการใช้กระบอกน้ำพกพาในบริเวณมหาวิทยาลัย และเขียนรายงานความคิดที่เกิดขึ้นขณะที่กำลังอ่านสารโน้มน้าวใจ ผลการวิเคราะห์พบการปฏิสัมพันธ์ 3 ทางระหว่างตัวแปรต่อเจตคติต่อการใช้กระบอกน้ำพกพาอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษานี้มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจอิทธิพลของการรับรู้ความเหมือนมนุษย์ในการเปลี่ยนเจตคติต่อพฤติกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม
Surface-Enhanced Raman Scattering Technique For Nanoplastics Detection, Boonphop Chaisrikhwun
Surface-Enhanced Raman Scattering Technique For Nanoplastics Detection, Boonphop Chaisrikhwun
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The size-dependent effect of nanoplastics (NPLs) restricts the quantification of NPLs by surface-enhanced Raman scattering (SERS) technique. In this study, we successfully established an innovative preparation method to eliminate this effect. This developed SERS method allowed us to quantify 100-, 300-, 600-, and 800-nm polystyrene nanospheres (PSNSs) in diverse aqueous conditions at a low concentration. The SERS substrate was easily fabricated and used as NPLs signal enhancement with sputtering gold particles onto a glass cover slide. By preconcentrating and dissolving PSNSs in toluene, SERS technique can be successfully quantify NPLs at extremely low concentrations with a limit of detection (LOD) …
Isolation And Characterization Of Methyl Viologen-Resistant Synechocystis Sp. Pcc 6803 Mutants, Jidapa Leksingto
Isolation And Characterization Of Methyl Viologen-Resistant Synechocystis Sp. Pcc 6803 Mutants, Jidapa Leksingto
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Methyl viologen (MV) is a widely used herbicide that competes electrons from photosystem I and induces the formation of active radical species causing cellular oxidative stress in plants and photosynthetic cyanobacteria. However, the exact target molecule of methyl viologen in the cells has yet to be identified. This study aimed to identify the mutation(s) that lead to MV resistance in cyanobacterium Synechocystis sp. PCC 6803. Synechocystis wild type was cultured for 30 days to reach the stationary-growth phase to allow the occurrence of spontaneous mutations in aged cells. Approximately 109 cells were spread on an agar medium containing high MV …
Dna-Templated Synthesis Of Cationic Styryl Dyes, Kriangsak Faikhruea
Dna-Templated Synthesis Of Cationic Styryl Dyes, Kriangsak Faikhruea
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Styryl dye is a class of pi-conjugated dye that shows several desirable optical properties, such as high photostability, solvatochromic characteristics, and high fluorescence quantum yields. Due to the responsiveness to the binding with the target biomolecules such as nucleic acids, some of these dyes have been widely employed for biomolecular detection and cellular imaging. These dyes are typically synthesized via an aldol-type reaction between a methyl heterocycle and an aromatic aldehyde in the presence of acid or base as a catalyst. However, the conventional method of synthesizing these dyes is inefficient, time-consuming, and involves the use of excessive chemicals, as …
Screening Of Lactic Acid Bacteria That Have Health Promoting Effect From Thai Local Fermented Foods, Md Faridunnabi Nayem
Screening Of Lactic Acid Bacteria That Have Health Promoting Effect From Thai Local Fermented Foods, Md Faridunnabi Nayem
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Aging has become one of the most important health considerations. Aging is caused by the generation of reactive oxygen species and the activity of free radicals which degenerate the cells in the human body. Aging is the prime factor for different types of diseases like cancer, cardiovascular problems, type II diabetics, hypertension, imbalance of important gut microbiota, and other diseases. Probiotics from fermented foods aid in health promoting functionalities as a function of antioxidant activity and promoting longevity which allows them to be a potential source of supplement. These factors open an interesting prospect of screening well known probiotics, especially …
Gut Microbiome And Epigenetics Analysis Of Common Long-Tailed Macaque Macaca Fascicularis Fascicularis And Burmese Long-Tailed Macaque M. Fascicularis Aurea In Different Habitat Types, Raza Muhammad
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Macaca fascicularis (long-tailed macaques) occupy a wide habitat range in Southeast Asia and are divided into 10 subspecies. Among the 10 subspecies, M. f. fascicularis (Mff) encompassed the largest distribution, and M. f. aurea (Mfa) was the only Old-World monkey reported using stone as tools to forage encased food. Previous studies indicated the distinctive genetic characteristics between the two subspecies, and Mfa primarily inhabited coastal and estuary habitats to a greater extent than the overall Mff populations. Thus, the ecological conditions appeared to be conducive to natural selection of stone-tool use behavior. Based on the current interest in an association …
ดีคาร์บอกซิเลชันของกรดไขมันด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะของเหลวไอออนิก, ดวงกมล เตียรถ์ภัทรดิลก
ดีคาร์บอกซิเลชันของกรดไขมันด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะของเหลวไอออนิก, ดวงกมล เตียรถ์ภัทรดิลก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การลดลงของทรัพยากรปิโตรเลียมและความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้พลังงานมากเกินไปกระตุ้นให้เกิดการค้นหาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น แนวทางแก้ปัญหาหนึ่งคือชีวมวลที่สามารถพบได้ทั่วไปในซากพืชและสัตว์ กรดไขมันเป็นส่วนประกอบของชีวมวลที่เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในฐานะแหล่งพลังงานหมุนเวียนเนื่องจากสามารถเปลี่ยนโครงสร้างให้กลายเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนสายยาวได้ผ่านปฏิกิริยาดีคาร์บอกซิเลชัน อย่างไรก็ตาม ดีคาร์บอกซิเลชันของกรดไขมันไปเป็นแอลเคนต้องใช้พลังงานสูง และมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพและความเลือกจำเพาะต่ำ ในงานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาระบบตัวเร่งปฏิกิริยาใหม่เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำปฏิกิริยาดีคาร์บอกซิเลชันของกรดไขมันโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาแพลเลเดียมร่วมกับของเหลวไอออนิก (Pd/IL) โดยได้ศึกษาการเปลี่ยนกรดสเตียริกไปเป็นเอ็น-เฮปตะเดคเคนที่เร่งด้วยแพลเลเดียมในกรณีที่ไม่มีหรือมีของเหลวไอออนิก โดยใช้อัตราส่วนของ กรดสเตียริก:แพลเลเดียม:ของเหลวไอออนิก เท่ากับ 100:1:100 โดยมวลเป็นแบบจำลอง พบว่าการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาแพลเลเดียมในรูปแบบต่างๆ เพียงอย่างเดียวจะทำให้เกิดปฏิกิริยาดีคาร์บอกซิเลชันได้ไม่ดีที่อุณหภูมิ 300 °C ผลการวิเคราะห์ด้วยเทคนิคแก๊สโครมาโตกราฟี-เฟลมไอออไนซ์เซชันแสดงให้เห็นว่าตัวเร่งปฏิกิริยา Pd(OAc)2 สามารถเปลี่ยนกรดสเตียริกได้เพียง 68.3% และให้ความเลือกจำเพาะต่อการเกิดเฮปตะเดเคนเพียง 2.3% และเมื่อมีของเหลวไอออนิก [BMIM]PF6 อยู่ด้วย โดยค่าการเปลี่ยนเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็น 92.7% อีกทั้งความเลือกจำเพาะเพิ่มเป็น 89.5% ภายใต้ภาวะที่เหมาะสม การใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาแพลเลเดียมในรูปอื่น ๆ ร่วมกับของเหลวไอออนิก [BMIM]PF6 หรือการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา Pd(OAc)2 ร่วมกับของเหลวไอออนิกชนิดอื่นๆ พบว่ายังให้ผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ในทุกกรณีก็ยังจะให้ค่าการเปลี่ยนและความเลือกจำเพาะที่ดีกว่าการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาแพลเลเดียมเพียงอย่างเดียว ระบบนี้ไม่จำเป็นต้องทำภายใต้บรรยากาศไฮโดรเจนหรือใช้ตัวทำละลายอื่น ดังนั้นตัวเร่งปฏิกิริยาแพลเลเดียมร่วมกับของเหลวไอออนิกจึงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับการทำปฏิกิริยาดีคาร์บอกซิเลชันของกรดไขมันที่มีประสิทธิภาพสูง
ผลของชนิดอิเล็กโทรไลต์และสารเติมแต่งต่อขั้วสังกะสีในแบตเตอรี่สังกะสี-ไอออนโดยใช้การหาลักษณะเฉพาะแบบอิน-ซิทู, พรนภา ภุมมารี
ผลของชนิดอิเล็กโทรไลต์และสารเติมแต่งต่อขั้วสังกะสีในแบตเตอรี่สังกะสี-ไอออนโดยใช้การหาลักษณะเฉพาะแบบอิน-ซิทู, พรนภา ภุมมารี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โลหะสังกะสีมักถูกนำมาใช้เป็นวัสดุในแบตเตอรี่สังกะสี-ไอออน เนื่องจากราคาถูก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีข้อจำกัดจากการเกิดเดนไดรต์ การกัดกร่อน และการเกิดปฏิกิริยาข้างเคียงที่ผันกลับไม่ได้ส่งผลให้แบตเตอรี่มีเสื่อมสภาพ ในปัจจุบันเทคนิคอิน-ซิทูได้รับความสนใจอย่างมากในการศึกษา เพราะสามารถศึกษาได้โดยไม่ต้องแยกส่วนแบตเตอรี่ และวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ณ เวลาจริงได้ โดยในงานวิจัยนี้ใช้การวิเคราะห์แบบอิ-ซิทูกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงเพื่ออธิบายสัณฐานวิทยาที่ขั้วสังกะสีโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างเดนไดรต์ขที่บริเวนส่วนต่อระหว่างสารละลายอิเล็กโทรไลต์กับขั้วสังกะสีในเซลล์สมมาตรของขั้วสังกะสี (Zn/Zn) ในระหว่างที่เกิดการละลาย/พอกพูนของสังกะสี ตัวแปรที่ได้ทำการศึกษาคือ ชนิดของเกลือในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ ชนิดของสารเติมแต่ง และความเข้มข้นของสารเติมแต่ง ชนิดของเกลือได้แก่ ZnSO4 และ Zn(CF3SO3 โดยกำหนดให้ความเข้มข้นของเกลืออยู่ที่ 1 โมลาร์ในน้ำซึ่งเป็นตัวทำละลายของสารละลายอิเล็กโทรไลต์และสารเติมแต่งคือ MnSO4 SiO2 และ PEG นำมาใช้แค่ในระบบสารละลายอิเล็กโทรไลต์ ZnSO4 ความเข้มข้น 1 โมลาร์ ความหนาแน่นกระแสที่ใช้คือ 0.5 1.0 2.0 และ 4.0 มิลลิแอแปร์ต่อตารางเซนติเมตร และความจุ 2 มิลลิแอแปร์-ชั่วโมงต่อตารางเซนติเมตร และจำนวนรอบของการอัดและจ่ายประจุคือ 10 25 50 100 และ 200 รอบ โดยที่ความหนาแน่นกระแสสูง 4.0 มิลลิแอแปร์ต่อตารางเซนติเมตร จะเกิดเดนไดรต์อย่างรุนแรงจนสามารถทะลุแผ่นกั้นส่งผลให้เกิดการลัดวงจรอ้างอิงจากผลทางเคมีไฟฟ้า การถ่ายภาพจากกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง และการถ่ายภาพด้วยรังสีเอกซ์เรย์ซินโครตรอน จากผลวิจัยพบว่าการเติมซิลิกาปริมาณ 0.5 % โดยมวลต่อปริมตารช่วยยับยั้งการเกิดเดนไดรต์ได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังลดการเกิดการกัดกร่อนและการเกิดปฏิกิริยาข้างเคียงที่ผันกลับไม่ได้บนผิวขั้วสังกะสีได้อีกด้วย สอดคล้องกับผลทางเคมีไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพสูงและจากภาพถ่ายกล้องจุลทรรศน์ที่พื้นผิวของขั้วสังกะสีนั้นไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม และจากผลของรามานสเปกโตสโกปีพบว่าพื้นผิวของขั้วสังกะสีนั้นไม่มี ZnO, Zn(OH)2 และ Zn4SO4(OH)6
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเกมมิฟิเคชันเพื่อการเลี้ยงสุนัขอย่างเหมาะสม, กนกพรรณ จิตต์ชื่น
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเกมมิฟิเคชันเพื่อการเลี้ยงสุนัขอย่างเหมาะสม, กนกพรรณ จิตต์ชื่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในอดีตพฤติกรรมการเลี้ยงสุนัขนั้นเลี้ยงเพื่อเฝ้าบ้านและเป็นสัตว์เลี้ยงคลายเหงา นิยมนำสุนัขมาเลี้ยงก่อนแล้วจึงค่อยศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลในการเลี้ยง หรือใช้วิธีสังเกตุพฤติกรรมของสุนัขด้วยตนเอง แต่ในปัจจุบันเทรนด์การเลี้ยงสุนัขเสมือนคนในครอบครัว ทำให้คนเลี้ยงดู และใส่ใจในการเลี้ยงสุนัขมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีปัญหาที่พบในบางกลุ่มคนเลี้ยงสุนัข คือ ยังขาดความรู้ในการเริ่มต้นเลี้ยงสุนัขอย่างถูกวิธี ซึ่งสุนัขแต่ละสายพันธุ์มีวิธีดูแลที่แตกต่างกันออกไป งานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเกมมิฟิเคชันเพื่อการเลี้ยงสุนัขอย่างเหมาะสม โดยให้บริการข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ในการเลี้ยงสุนัข สอดแทรกวิธีการดูแลสุนัขอย่างถูกต้องตามแต่ละสายพันธุ์ และช่วงอายุของสุนัขให้แก่ผู้สนใจการเลี้ยงสุนัขผ่านเกมมิฟิเคชัน อีกทั้งช่วยสร้างระเบียบวินัยให้กับผู้สนใจเลี้ยงสุนัข โดยผู้วิจัยได้สำรวจข้อมูลและวิเคราะห์พฤติกรรมจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 คน ทั้งผู้ที่เคยมีประสบการณ์เลี้ยงสุนัข และยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการเลี้ยงสุนัขมาก่อน โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าอัตราส่วนร้อยละสำหรับอธิบายข้อมูลของกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม โดยผู้วิจัยยังได้นำตัวต้นแบบแอปพลิเคชันไปทดลองต่อกลุ่มเป้าหมาย ผลการศึกษาวิจัยพบว่า กลุ่มเป้าหมายมีความสนใจในการใช้งานแอปพลิเคชันร้อยละ 84 และเล็งเห็นถึงประโยชน์ในการใช้งานแอปพลิเคชันถึงร้อยละ 96 การวิเคราะห์ผลจากผู้ทดลองใช้งานส่วนใหญ่เห็นว่า เกมมิฟิเคชันเพื่อการเลี้ยงสุนัขอย่างเหมาะสมนี้สามารถช่วยพัฒนาทักษะในการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยประหยัดเวลาในการค้นหาข้อมูล
Analysis Of Viral Genes From Whole Genome Sequencing Data Of Thai Patients With Brugada Syndrome, Suwalak Chitcharoen
Analysis Of Viral Genes From Whole Genome Sequencing Data Of Thai Patients With Brugada Syndrome, Suwalak Chitcharoen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Brugada syndrome (BS) is an autosomal dominant inheritance cardiac arrhythmia disorder associated with sudden death in young adults. Thailand has the highest prevalence of BS worldwide, and over 60% of patients with BS still have unclear etiology of the disease. In this study, we developed a metagenomic analysis pipeline for identifying the viral gene from Whole genome sequencing (WGS) data, which is available on Github. Then, WGS data of BS patients (n=100) and control volunteers (n=100) were investigated. Five viruses, including Torque teno virus 19, Torque teno virus 8, Torque teno virus 3, Aeribacillus virus AP45 and Gemykibivirus humas3, were …
การออกแบบเรขศิลป์ สื่อคำสอนหลวงปู่โต พรหมรังสี วัดระฆังโฆสิตาราม, จักรกริศน์ บัวแก้ว
การออกแบบเรขศิลป์ สื่อคำสอนหลวงปู่โต พรหมรังสี วัดระฆังโฆสิตาราม, จักรกริศน์ บัวแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สื่อคำสอนหลวงปู่โต พรหมรังสี วัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งมีการดำเนินงานวิจัย คือ 1. ศึกษาข้อมูลจากวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในเรื่องคำสอนของหลวงปู่โต จากผู้เชี่ยวชาญด้านคำสอน 2. ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องในเรื่องของสื่อนิยายภาพที่ได้รับรางวัล 3. วิเคราะห์คำสอนของหลวงปู่โต ร่วมกับสื่อกลุ่มตัวอย่างนิยายภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านคำสอน ผู้เชี่ยวชาญด้านเรขศิลป์ และด้านภาพประกอบเรื่อง เป็นจำนวน 2 ระยะ 4. คัดกรองกลุ่มตัวอย่างนิยายภาพจากเกณฑ์ของ Krejcie & Morgan และวิเคราะห์ร่วมกับแนวคิดในการออกแบบ 4 แนวคิด โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการนิเทศศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเรขศิลป์ และด้านภาพประกอบ 5. เรียบเรียงเนื้อเรื่องเพื่อสร้างสรรค์ผลงานต้นแบบ และตรวจสอบโดยกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ได้แนวทางการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสม ผลสรุปงานวิจัยพบว่าสามารถระบุคำสอนหลักของหลวงปู่โต พรหมรังสีได้ 4 เรื่อง คือ 1.เรื่อง “ธรรม”, 2. เรื่อง “การดับทุกข์”, 3. เรื่อง “อุปทาน” และ 4 . เรื่อง “ทางสายกลาง” โดยสามารถใช้เป็นแนวทางการออกแบบเรขศิลป์ร่วมกับข้อสรุปจาก 4 แนวคิดได้ ประกอบด้วย 1. ทฤษฎีการเล่าเรื่อง (Storytelling) จำนวน 6 แนวทาง, 2. ทฤษฎีภาพประกอบเรื่อง (Illustration) จำนวน 6 แนวทาง, 3. ทฤษฎีการจัดองค์ประกอบภาพ (Composition) จำนวน 6 แนวทาง และ 4. ทฤษฎีการออกแบบตัวละคร (Character Design) จำนวน 6 แนวทาง ซึ่งสามารถสร้างความน่าสนใจ และสามารถดึงดูด จากการทดสอบกลุ่มเป้าหมายกลุ่ม Digital Native ได้เป็นอย่างดี
การออกแบบโฆษณายั่วยุสำหรับการรณรงค์เพื่อสังคม, ณวัฒน์ อินทอง
การออกแบบโฆษณายั่วยุสำหรับการรณรงค์เพื่อสังคม, ณวัฒน์ อินทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อหาแนวทางในการออกแบบโฆษณายั่วยุสำหรับการรณรงค์เพื่อสังคม 2) เพื่อหาวิธีประยุกต์ใช้แนวทางการออกแบบโฆษณายั่วยุสำหรับการรณรงค์เพื่อสังคม โดยมีวิธีวิจัยคือ 1.ทำการรวบรวมชิ้นงานโฆษณาแนวทางปฎิบัติอันเป็นเลิศจาก2สถาบันคือ D&AD และ The One Show ปี พ.ศ. 2560 - พ.ศ. 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 203 ชิ้น ทำการตรวจสอบคุณสมบัติชิ้นงานที่ใช้ศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยการสัมภาษณ์แบบกลุ่ม จากนั้น 2.ผู้วิจัยศึกษาและรวบรวมข้อมูลแนวคิดการยั่วยุอารมณ์เพื่อกำหนดคำสำคัญจากร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเพื่อสร้างเครื่องมือที่1 สำหรับคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างภาพโฆษณาที่มีลักษณะยั่วยุอารมณ์ 3. ทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา และ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อประชาสัมพันธ์ จากนั้น 4. ผู้วิจัยนำกลุ่มตัวอย่างจำนวน 63 ชิ้นมาวิเคราะห์ร่วมกับแนวคิดการออกแบบโฆษณา 6 แนวคิดได้แก่ 1) กลยุทธ์การสร้างสรรค์สารโฆษณา 2) แนวคิดจุดจับใจในงานโฆษณา 3) การนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ 4) แนวคิดด้านการออกแบบเรขศิลป์ 5) แนวคิดรูปแบบการสร้างสรรค์ภาพ 6) แนวคิดวิธีการเล่าเรื่อง 5. นำผลวิเคราะห์ไปตรวจสอบความถูกต้องของการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม และสัมภาษณ์เชิงลึก ผลสรุปงานวิจัยพบว่าคำสำคัญของการยั่วยุอารมณ์มีทั้งหมด 12 คำ การใช้กลยุทธ์การสร้างสรรค์สารโฆษณา คือ 1) สารประเภทอารมณ์ 2) สารประเภทการอ้างเหตุผลสนับสนุน 3) สารประเภทการใช้ข้อมูล แนวคิดจุดจับใจในงานโฆษณา คือ 1) จุดจับใจความกลัว 2) จุดจับใจอารมณ์ 3) จุดจับใจทางเพศ แนวคิดการนำเสนอแนวความคิดสร้างสรรค์คือ 1) รูปแบบการสร้างอารมณ์ร่วมให้รู้สึกตื้นตัน เศร้าใจ 2) รูปแบบการอุปมาอุปไมย 3) คำให้การและคำรับรอง แนวคิดวิธีการเล่าเรื่องคือ 1) รูปแบบการเริ่มต้นด้วยความผิดพลาด 2) รูปแบบการเริ่มต้นด้วยประโยคที่สร้างความสนใจและแรงบันดาลใจ 3) รูปแบบการเล่าเปิดประเด็นไว้แล้วนำเสนอเรื่องอื่น แนวคิดการนำเสนอแนวความคิดสร้างสรรค์ และ แนวคิดวิธีเล่าเรื่อง แนวคิดด้านการออกแบบเรขศิลป์ คือ 1) รูปแบบการก้าวเข้าสู่สีเอกรงค์ 2) รูปแบบการใช้ภาพถ่ายและภาพวาดร่วมกัน 3) รูปแบบและพื้นผิว แนวทางการใช้แนวคิดรูปแบบการสร้างสรรค์ภาพ คือ 1) รูปแบบภาพการใช้รูปแบบ …
การพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะที่บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย, ณัฐณิชา มณีพฤกษ์
การพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะที่บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย, ณัฐณิชา มณีพฤกษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะที่บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัยและเพื่อพัฒนารูปแบบชุดกิจกรรมศิลปะที่บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยแบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะศึกษาข้อมูล โดยการเก็บข้อมูลจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสังเกตการสอนในชั้นเรียนปฐมวัยที่มีการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล จำนวน 3 โรงเรียน และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 12 ท่าน ประกอบด้วย ครูปฐมวัย 2 ท่าน ครูผู้สอนวิทยาการคำนวณ (คอมพิวเตอร์) ที่สอนในระดับปฐมวัย 2 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนศิลปะเด็ก 2 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย 2 ท่าน 5) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา 2 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปศึกษา 2 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสังเกตการสอน และแบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และ 2) ระยะทดลองใช้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นอนุบาล 3 จากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม จำนวน 28 คน และครูปฐมวัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมศิลปะที่บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล แบบสังเกตพฤติกรรมขณะทำกิจกรรมศิลปะ แบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจสำหรับนักเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจสำหรับครูผู้สอน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมศิลปะที่บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัยประกอบไปด้วย 4 หลักการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ประสบการณ์สุนทรียะ (Aesthetic Experiences) 2) ประสบการณ์การสร้างงานศิลปะ (Art making Experiences) 3) การเข้าสู่โลกศิลปะ (Encounters with art) และ 4) การเสริมแรง (Reinforcement) โดยมีกระบวนการ 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นสร้างแรงจูงใจและเชื่อมโยงประสบการณ์ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ใช้ประสาทสัมผัสที่หลากหลาย ด้วยการใช้สื่อของจริงร่วมกับสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล 2) ขั้นสร้างสรรค์ผลงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นการนำกิจกรรมศิลปะปฏิบัติแบบดั้งเดิมมาผสมผสานกับเทคโนโลยีดิจิทัลในการสร้างสรรค์งานศิลปะ และ …
การพัฒนานิทรรศการศิลปะไทยแบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับเยาวชน, วนาลี ชาฌรังศรี
การพัฒนานิทรรศการศิลปะไทยแบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับเยาวชน, วนาลี ชาฌรังศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการพัฒนานิทรรศการศิลปะไทยแบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 2) เพื่อพัฒนารูปแบบนิทรรศการศิลปะไทยแบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มีกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มคือ กลุ่มตัวอย่างที่ 1 ใช้ในการศึกษาข้อมูลเพื่อพัฒนารูปแบบนิทรรศการศิลปะไทยแบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้ศิลปะไทยในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะไทย 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนศิลปะไทย 3) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดกิจกรรมศิลปะไทยนอกระบบโรงเรียน 4) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดนิทรรศการ 5) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดกิจกรรมประยุกต์ใช้ศิลปะไทย จำนวนด้านละ 3 คน โดยได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และเก็บข้อมูลจากการสังเกตการณ์การจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศิลปะไทย จำนวน 3 กิจกรรม และการสังเกตการจัดนิทรรศการแบบมีส่วนร่วม จำนวน 3 นิทรรศการ กลุ่มตัวอย่างที่ 2 ใช้ในการทดลองใช้รูปแบบนิทรรศการศิลปะไทยแบบมีส่วนร่วม ได้แก่ เยาวชนอายุ 18-25 ปี ที่เข้าชมนิทรรศการ จำนวน 53 คน และเข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปะไทยในชีวิตประจำวัน จำนวน 32 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบอาสาสมัคร (Voluntary Selection) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับพื้นที่การเรียนรู้นิทรรศการศิลปะไทยแบบมีส่วนร่วม แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปะไทยในชีวิตประจำวัน แบบประเมินความสามารถในการประยุกต์ใช้ศิลปะไทยจากผลงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบนิทรรศการศิลปะไทยแบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับเยาวชน จัดการเรียนรู้ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT คือ 1) ขั้นทบทวน สร้างประสบการณ์ความรู้ความเข้าใจ 2) ขั้นออกแบบ พัฒนาประสบการณ์เป็นความคิดรวบยอดและออกแบบผลงาน 3) ขั้นปฏิบัติ ลงมือสร้างสรรค์ผลงาน 4) ขั้นสรุป แสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์แนวทางการนำไปใช้ โดยนิทรรศการมี 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 พื้นที่การเรียนรู้นิทรรศการศิลปะไทยแบบมีส่วนร่วม เนื้อหาของนิทรรศการแบ่งเป็น 3 ประเด็น คือ 1) ศิลปะไทยประเพณี 2) ศิลปะไทยร่วมสมัย 3) การประยุกต์ใช้ศิลปะไทยในชีวิตประจำวัน ประกอบไปด้วยกิจกรรมการมีส่วนร่วม 5 …
“ขอเป็นเด็กเลวในประวัติศาสตร์ไทย”: การร่วมเวลาและการรื้อถอนเขตแดนเวลาในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักเรียนมัธยมผ่านแคมเปญของเครือข่ายกลุ่ม “นักเรียนเลว”, กันต์ นาเมืองรักษ์
“ขอเป็นเด็กเลวในประวัติศาสตร์ไทย”: การร่วมเวลาและการรื้อถอนเขตแดนเวลาในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักเรียนมัธยมผ่านแคมเปญของเครือข่ายกลุ่ม “นักเรียนเลว”, กันต์ นาเมืองรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้ได้ทำการศึกษาความเปลี่ยนแปลงในการรับรู้ประวัติศาสตร์ของสังคมไทยจากปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเชิงเวลาที่กลุ่มนักเรียนเลวได้สร้างขึ้นในสังคมไทยผ่านแคมเปญและกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้ใช้มโนทัศน์ “การร่วมเวลา” และ “เขตแดนเวลา” ที่เกิดจากการบรรจบกันของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมภายใต้พลวัตของ "ความเป็นสังคม” แบบสมัยใหม่ที่แยก “ความเป็นประวัติศาสตร์” และ “ความเป็นประวัติการณ์” ออกจากกัน และใช้ชาติพันธุ์วรรณนาเชิงสถาบันที่ใช้จุดยืนทางสังคมของผู้ถูกศึกษาอย่างกลุ่มนักเรียนเลวและแนวร่วมเป็นวิธีวิทยาหลักในการสืบเสาะกระบวนการทางสังคมและเล่าผ่านการเขียนวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ จากการศึกษาปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในระดับต่างๆ ของกลุ่มเครือข่ายนักเรียนเลวและแนวร่วม ผู้วิจัยได้ทำการเล่าออกมาเป็น 3 บท โดยการใช้การข้องเกี่ยวทางสังคมเชิงเวลา 3 แบบเป็นแกนในการเล่า ได้แก่ ความทรงจำของการเป็นนักเรียน การต่อสู้สิทธิเสรีภาพเหนือเรือนร่างของนักเรียน และสถานะของนักเรียนในฐานะเยาวชนในการเมืองระดับชาติ อันสะท้อนถึงการร่วมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตในการต่อสู้ทางการเมืองร่วมสมัย ซึ่งกลุ่มนักเรียนเลวได้ใช้กลวิธีและทรัพยากรต่างๆ ในการเคลื่อนไหวได้อย่างโดดเด่น จนทลาย "พรมแดนเวลา" ของการเติบโตทางความคิดเกี่ยวกับความเป็นผู้เยาว์แบบอนุรักษ์จารีตนิยมในวัฒนธรรมไทยได้สำเร็จ ซึ่งมีนัยยะสำคัญต่อแนวคิดเรื่องความก้าวหน้าทางสังคม แต่ก็ทำให้เห็นถึงการแบ่งขั้วทางเวลาที่เข้มข้นขึ้นในสังคมไทยไปด้วย ส่งผลให้ความเป็นผู้เยาว์กลายเป็นวาระทางการเมืองในสังคมไทยไปโดยสมบูรณ์
ระบบเจ้าโคตรกับระบบงานยุติธรรมชุมชน : กรณีศึกษาบ้านเสียว ตำบลวังชัย อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น, ภควรรณพร พิศุทธิสุวรรณ
ระบบเจ้าโคตรกับระบบงานยุติธรรมชุมชน : กรณีศึกษาบ้านเสียว ตำบลวังชัย อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น, ภควรรณพร พิศุทธิสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
“ระบบเจ้าโคตรกับระบบงานยุติธรรมชุมชน: กรณีศึกษาบ้านเสียว ตำบลวังชัย อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น” เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมา รูปแบบและกลไกดำเนินงานของระบบเจ้าโคตรที่เป็นงานยุติธรรมเชิงจารีต ประเภทคดีหรือลักษณะข้อพิพาทที่ใช้ยุติปัญหา รวมถึงข้อดีและข้อจำกัดของการใช้ระบบเจ้าโคตร สภาพการดำรงอยู่ภายในชุมชนและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อระบบเจ้าโคตรเมื่อมีการนำงานยุติธรรมชุมชนรูปแบบอื่น ๆ ของภาครัฐเข้ามาใช้ปฏิบัติ ซึ่งสะท้อนถึงการรับรู้และมุมมองต่อการใช้ระบบเจ้าโคตรของหน่วยงานภาครัฐ และให้ข้อเสนอแนะเรื่องการเชื่อมโยงระหว่างระบบเจ้าโคตรกับระบบงานยุติธรรมชุมชนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนากระบวนการยุติธรรม ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการศึกษาเชิงเอกสาร วิธีการสนทนาแบบกลุ่ม และวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน เพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) ระบบเจ้าโคตรมีผู้อาวุโสที่คู่กรณีและชุมชนเคารพนับถือ เชื่อใจ และยอมรับในความประพฤติและการพูดจาให้เหตุผลเมื่อตัดสินความขัดแย้งให้เข้ามาทำหน้าที่คนกลางไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทระหว่างบุคคลที่เกิดขึ้นในชุมชน โดยกระบวนการระงับข้อพิพาทจะเป็นแบบเรียบง่ายที่คนกลางพูดคุยซักถามเรื่องราวและเหตุผลจากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายแล้วตัดสินความ แล้วจึงให้คู่กรณีตกลงเรื่องการชดใช้เยียวยากันโดยตรงต่อหน้าคนกลางและเริ่มต้นไกล่เกลี่ยสมานฉันท์ และร่วมกันการสร้างข้อตกลงจากการระงับข้อพิพาทที่คำนึงถึงความต้องการของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย หมู่บ้านเสียวจะใช้ระบบเจ้าโคตรกับความผิดที่มีเด็กหรือเยาวชนเป็นผู้กระทำ การใช้ความรุนแรงภายในครอบครัว ความผิดที่กระทำต่อกันโดยประมาท ความผิดอาญาต่อส่วนตัวซึ่งรวมถึงคดีอนาจาร และความผิดลหุโทษ ระบบเจ้าโคตรมีข้อดี คือ ช่วยรักษาสภาพจิตใจคู่กรณีและดำรงสัมพันธภาพร่วมกันเอาไว้ ช่วยลดภาระของทางราชการและลดความขัดแย้งในสังคม ช่วยประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายประชาชนไปพร้อมกับลดปัญหาการดำเนินงานซึ่งกระบวนการยุติธรรมกำลังประสบอยู่โดยระงับไม่ให้ข้อพิพาทเล็กน้อยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทว่ามีข้อจำกัด ได้แก่ การยึดโยงอยู่กับศรัทธาต่อตัวบุคคลทำให้ระบบขาดเสถียรภาพ อาจมีความเหมาะสมที่จะใช้ในสังคมขนาดเล็ก และไม่มีกฎหมายรองรับผลของการไกล่เกลี่ยหากเจ้าโคตรไม่ใช่ผู้ผ่านการอบรมเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน 2) ระบบเจ้าโคตรดำรงอยู่อย่างมีสัมพันธภาพกับงานยุติธรรมชุมชนแบบอื่นๆของภาครัฐ โดยการปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขการดำเนินงานยุติธรรมชุมชนของภาครัฐ ได้แก่ การมีคนกลางมากกว่าหนึ่งคน และการให้จัดทำเอกสารลายลักษณ์อักษรในกระบวนการระงับข้อพิพาทเพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงตามกฎหมาย 3) ภาครัฐมีการรับรู้ระบบเจ้าโคตรที่ใช้จัดการความขัดแย้งภายในชุมชนอย่างจำกัด แม้ว่าจะมีมุมมองว่าระบบเจ้าโคตรมีศักยภาพต่อการระงับข้อพิพาทเบื้องต้นแต่ยังมีท่าทีแบ่งรบแบ่งสู้หากจะต้องส่งเสริมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบงานยุติธรรมชุมชนในพื้นที่ 4) ข้อเสนอแนะของผู้วิจัยต่อการเชื่อมโยงระบบเจ้าโคตรกับระบบงานยุติธรรมชุมชนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรมคือ ควรส่งเสริมให้ชุมชนนำระบบเจ้าโคตรซึ่งเป็นยุติธรรมเชิงจารีตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบงานยุติธรรมชุมชนในหมู่บ้านอย่างจริงจัง และควรเข้ามาให้ความช่วยเหลือด้านความรู้ทางกฎหมายที่จำเป็น และสนับสนุนให้ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน สมาชิกเครือข่ายศูนย์ยุติธรรมชุมชน และเจ้าโคตรรุ่นปัจจุบันอีกจำนวน 2 คนได้รับการอบรมในหลักสูตรผู้ไกล่เกลี่ยตามพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนตามกฎหมาย
วาทกรรมสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์กับงานยุติธรรมทางอาญาในสังคมไทย, สุวิทย์ รัตนสุคนธ์
วาทกรรมสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์กับงานยุติธรรมทางอาญาในสังคมไทย, สุวิทย์ รัตนสุคนธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบต่างๆ ที่ทำให้เกิดการการประกอบสร้างอัตลักษณ์ตัวตนจนลิขสิทธิ์กลายมาเป็นสิทธิผูกขาดจนสามารถนำเอามาตรการทางอาญามาปรับใช้กับผู้ละเมิดสิทธิผูกขาดนี้ได้อย่างกลมกลืน ตลอดจนศึกษาองค์ความรู้ด้านอื่นๆ ที่อาจนำมาใช้เพื่อสร้างดุลยภาพในการคุ้มครองลิขสิทธิ์และลดความเป็นอาชญากรรมจากการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในสังคมไทยลง โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพจากการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) การศึกษาและวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Studies and Discourse Analysis) โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลเชิงประจักษ์จากกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ความเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากการคุ้มครองลิขสิทธิ์เป็นผลมาจากแนวคิดสิทธิผูกขาดแห่งลิขสิทธิ์ของประเทศตะวันตกที่ไหลหลากเข้าสู่สังคมไทยเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจในยุคทุนนิยมและบริโภคนิยม สังคมไทยได้ยอมรับนับให้ลิขสิทธิ์ซึ่งเกิดจากภูมิปัญญาของมนุษย์มีค่าเหนือกว่าทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินำไปสู่การประกอบสร้างวาทกรรมความเป็นอัตลักษณ์ตัวตนและความสำคัญให้เกิดขึ้น การกระทำใดๆ อันเป็นการล่วงละเมิดสิทธิผูกขาดนี้เป็นการกระทำที่สังคมไม่อาจยอมรับได้ นำไปสู่การนำมาตรการทางอาญามาปรับใช้กับผู้ล่วงละเมิดจนเกิดความเป็นอาชญากรรมอย่างล้นหลามขึ้นในสังคมไทย การเกิดวาทกรรมนี้อาศัยบริบท ปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคมโลกและในสังคมไทย กอปรกับการประกอบสร้างจากมนุษย์โดยตรง ด้วยการใช้มาตรการทางอาญาสร้างความรุนแรง การสร้างความเป็นอื่น การปิดฉลากตีตรา การทำลายผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากละเมิด การสร้างความชอบธรรมจากเหตุผลกระตุ้นการสร้างสรรค์และความเจริญทางเศรษฐกิจ ส่วนการกำหนดสร้างนิยามความหมายใหม่ซึ่งเป็นผลจากการแสดงปฏิกริยาตอบโต้ แข็งขืนของผู้ยึดถือวาทกรรมรองนำไปสู่กระบวนการรื้อสร้างใหม่ เพื่อตีแผ่ ขุดคุ้ยเอาสารัตถะองค์ความรู้ ความจริงที่แฝงฝัง ลืมเลือนอยู่ในสังคมไทยในด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีการสื่อสารและกติกาสากลออกมาให้ปรากฏ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการช่วยสร้างความสอดคล้องกับสังคมไทย สร้างความสมดุลและช่วยลดความเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในสังคมไทย
ศักยภาพของโคพีพอด Apocyclops Royi เพื่อใช้อนุบาลลูกกุ้งก้ามกราม Macrobrachium Rosenbergii, ฮับเซาะ มามะ
ศักยภาพของโคพีพอด Apocyclops Royi เพื่อใช้อนุบาลลูกกุ้งก้ามกราม Macrobrachium Rosenbergii, ฮับเซาะ มามะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กุ้งก้ามกราม (Macrobrachium rosenbergii) เป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย โคพีพอดเป็นสัตว์น้ำขนาดเล็กอยู่ในกลุ่มครัสเตเชีย โคพีพอดมีบทบาทสำคัญเป็นอาหารธรรมชาติของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะในการใช้อนุบาลลูกสัตว์น้ำวัยอ่อน เช่น ปลาและหอย อย่างไรก็ตาม การศึกษาการใช้โคพีพอดในการอนุบาลกุ้งก้ามกรามวัยอ่อน M. rosenbergii ยังมีอยู่อย่างจำกัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการใช้โคพีพอด A. royi เป็นอาหารมีชีวิตต่ออัตราการเจริญเติบโต การแสดงออกของยีน และชีวนิเวศจุลชีพของกุ้งก้ามกรามวัยอ่อน M. rosenbergii ที่เลี้ยงด้วยโคพีพอด A. royi เปรียบเทียบกับกลุ่มที่เลี้ยงด้วยอาร์ทีเมีย (กลุ่มควบคุม) ผลจากการศึกษาพบว่ากุ้งก้ามกรามวัยอ่อน M. rosenbergii ที่เลี้ยงด้วยโคพีพอด A. royi ให้เปอร์เซ็นต์น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น (PWG) และอัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ (SGR) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่เลี้ยงด้วยอาร์ทีเมีย ทั้งนี้ จากการศึกษาลักษณะสมบัติของยีน Myostatin (MrMSTNa) ซึ่งเป็นยีนที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโต โดยทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมเชิงลบในกุ้งก้ามกราม พบว่าลำดับกรดอะมิโนของยีน MrMSTNa ในกุ้งก้ามกรามมีความเหมือนกับยีน Myostatin ของกุ้ง M. nipponense มากที่สุด และจากการศึกษาการแสดงออกของยีน MrMSTNa ในกุ้งก้ามกรามวัยอ่อน M. rosenbergii ที่เลี้ยงด้วยโคพีพอดพบมีการแสดงออกลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่เลี้ยงด้วยอาร์ทีเมีย นอกจากนี้พบว่าการแสดงออกของยีน ArLGBP มีการแสดงออกสูงขึ้นในกุ้งก้ามกรามวัยอ่อน M. rosenbergii และยีน Hsp70 ไม่พบการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ชีวนิเวศจุลชีพ พบว่าการเพิ่มขึ้นของกลุ่มแบคทีเรียที่ดี (Firmicutes) หลังจากการให้โคพีพอดเป็นอาหาร และพบการลดลงของกลุ่มแบคทีเรียที่ไม่ดี (Proteobacteria) จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้ บ่งชี้ว่ากุ้งก้ามกรามวัยอ่อน M. rosenbergii ที่เลี้ยงด้วยโคพีพอด ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการเจริญเติบโต และสามารถเพิ่มการแสดงออกของยีนภูมิคุ้มกัน และเพิ่มแบคทีเรียที่ดีแก่เจ้าบ้าน ผลจากการวิจัยแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของโคพีพอด A. royi ในการเป็นอาหารสัตว์น้ำวัยอ่อนทางเลือกที่เหมาะสมต่อการอนุบาลลูกกุ้งก้ามกรามวัยอ่อน
ศักยภาพของโคพีพอดเพื่อเป็นอาหารมีชีวิตต่อการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของปลากัดสวยงาม, นุสรีย์ สามาลูกา
ศักยภาพของโคพีพอดเพื่อเป็นอาหารมีชีวิตต่อการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของปลากัดสวยงาม, นุสรีย์ สามาลูกา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปลากัดไทย (Betta splendens) เป็นหนึ่งในสัตว์น้ำสวยงามที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโคพีพอดซึ่งเป็นแหล่งของกรดไขมันไม่อิมตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated fatty acid, PUFA) ในการเป็นอาหารมีชีวิตต่อภูมิคุ้มกันของลูกปลากัดวัยอ่อน โดยการตรวจสอบการแสดงออกของยีนภูมิคุ้มกันในปลากัดด้วยเทคนิค semi-quantitative RT-PCR จากการศึกษาพบว่าการอนุบาลลูกปลากัดด้วยโคพีพอด Apocyclops royi สามารถกระตุ้นการแสดงออกของยีนภูมิคุ้มกัน ได้แก่ ยีนเพปไทด์ต้านจุลินทรีย์ Liver-expressed antimicrobial peptide 2C (BsLEAP2C) และยีนต้านไวรัส Mitochondrial antivirus signaling (BsMAVS) ให้สูงขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยโปรตีน BsMAVS มีขนาด 569 กรดอะมิโน ประกอบด้วยโดเมนสำคัญ ได้แก่ N-terminal Caspase recruitment domain, proline-rich domain และ C-terminal transmembrane domain และพบว่าในลำไส้ปลากัดมีการแสดงออกของยีน BsMAVS สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังกระตุ้นด้วย poly(I:C) นอกจากนี้ จากการศึกษาไมโครไบโอมพบว่าการอนุบาลลูกปลากัดด้วยโคพีพอด A. royi ช่วยส่งเสริมแบคทีเรียที่ดีและลดจำนวนแบคทีเรียก่อโรคในลูกปลากัด ทำให้ลูกปลากัดมีสุขภาพที่ดีขึ้น ข้อมูลจากงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าโคพีพอด A. royi ที่อุดมด้วย PUFA มีศักยภาพในกระตุ้นการแสดงออกของยีนต้านไวรัส และปรับปรุงไมโครไบโอมของปลากัดได้
อิทธิพลของความเค็มต่อองค์ประกอบกรดไขมันและการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนในโคพีพอด Apocyclops Royi, สุภิดา เกื้อกอบ
อิทธิพลของความเค็มต่อองค์ประกอบกรดไขมันและการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนในโคพีพอด Apocyclops Royi, สุภิดา เกื้อกอบ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โคพีพอด Apocyclops royi เป็นแพลงก์ตอนสัตว์ขนาดเล็กกลุ่มครัสเตเชียน ที่นิยมนำมาเป็นอาหารมีชีวิตในการอนุบาลลูกสัตว์น้ำ โคพีพอดมีความสามารถในการสังเคราะห์กรดไขมันสายยาวไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Long chain polyunsaturated fatty acid; LC-PUFA) ผ่านการทำงานของเอนไซม์ดีเซสทูเรส (Desaturase) และอีลองเกส (Elongase) งานวิจัยนี้ได้ศึกษาลักษณะสมบัติและบทบาทของยีน desaturase-like (ArCb5D6D) ในโคพีพอด Apocyclops royi สายพันธุ์ไทย (A. royi-TH) จากการศึกษาพบว่ายีน ArCb5D6D ประกอบด้วยบริเวณ open reading frame 1323 คู่เบส ซึ่งสามารถแปลรหัสเป็นโปรตีนขนาด 440 กรดอะมิโน โดยโปรตีน ArCb5D6D ประกอบด้วยบริเวณ Cytochrome b5-like heme/steroid binding domain และบริเวณ Fatty acid desaturase domain ซึ่งมีความเหมือนกับโปรตีน desaturase-like ในกุ้งและปู 61-65% และจากการศึกษาการแสดงออกของยีน ArCb5D6D ในโคพีพอด A. royi-TH แต่ละระยะพัฒนาการ (NP: ระยะนอเพลียส, CD: ระยะโคพีโพดิด, AD: ระยะโตเต็มวัย) พบว่ายีน ArCb5D6D มีการแสดงออกสูงในโคพีพอดระยะ CD และโคพีพอดระยะ AD ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณกรดไขมัน PUFA ในโคพีพอด โดยพบปริมาณกรดไขมัน PUFA สูงสุดในโคพีพอดระยะ AD รองลงมาคือ ระยะ CD และระยะ NP ตามลำดับ จากผลการศึกษานี้สามารถบ่งชี้ได้ว่ายีน ArCb5D6D เป็นยีนในกลุ่ม desaturase-like ซึ่งมีบทบาทในชีวสังเคราะห์กรดไขมันในสิ่งมีชีวิตครัสเตเชียน นอกจากนี้งานวิจัยนี้ยังได้ศึกษาอิทธิพลของความเค็มต่อคุณค่าทางโภชนาการของโคพีพอด A. royi-TH โดยเลี้ยงโคพีพอดที่สภาวะความเค็ม 15 พีพีที (ความเค็มต่ำ) และ 25 พีพีที (กลุ่มควบคุม) …