Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Physical Sciences and Mathematics (12182)
- Medicine and Health Sciences (10307)
- Social and Behavioral Sciences (10082)
- Education (6160)
- Arts and Humanities (6080)
-
- Life Sciences (5927)
- Engineering (5721)
- Law (3785)
- Computer Sciences (3628)
- Psychology (2846)
- Earth Sciences (2673)
- Medical Specialties (2623)
- Environmental Sciences (2001)
- Business (1895)
- Plant Sciences (1845)
- Medical Sciences (1763)
- Public Health (1665)
- Sociology (1646)
- Agronomy and Crop Sciences (1557)
- Agricultural Science (1531)
- Soil Science (1529)
- Artificial Intelligence and Robotics (1501)
- Plant Biology (1493)
- Plant Pathology (1470)
- Weed Science (1469)
- Higher Education (1434)
- Nursing (1398)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (1262)
- History (1178)
- Chemistry (1081)
- Institution
-
- University of Kentucky (2079)
- University of Texas at Arlington (1715)
- Liberty University (1457)
- The Texas Medical Center Library (1423)
- Walden University (1345)
-
- Arkansas State University (1160)
- Utah State University (956)
- University of Montana (872)
- Singapore Management University (868)
- Old Dominion University (793)
- University of Arkansas, Fayetteville (762)
- University of South Carolina (710)
- University of New Mexico (704)
- Edith Cowan University (698)
- University of Plymouth (697)
- Kennesaw State University (687)
- City University of New York (CUNY) (648)
- University of Texas Rio Grande Valley (640)
- Asbury Theological Seminary (635)
- University of Mississippi (630)
- Design Research Society (605)
- Purdue University (590)
- Nova Southeastern University (583)
- Brigham Young University (577)
- New Jersey Institute of Technology (573)
- Portland State University (571)
- University of Nebraska - Lincoln (552)
- Western Kentucky University (549)
- University of Central Florida (545)
- Missouri University of Science and Technology (542)
- Keyword
-
- Humans (1326)
- Female (875)
- Male (818)
- Mental health (530)
- Adult (505)
-
- Education (480)
- Machine learning (475)
- Middle Aged (475)
- Artificial intelligence (432)
- Aged (393)
- Animals (345)
- COVID-19 (332)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (301)
- Machine Learning (287)
- Higher education (281)
- Resilience (274)
- Depression (262)
- Sustainability (262)
- Undergraduate (258)
- United States (251)
- Artificial Intelligence (245)
- Anxiety (244)
- Gender (239)
- Stress (237)
- Burnout (233)
- Trauma (225)
- Adolescent (224)
- Deep learning (224)
- Climate change (220)
- Leadership (216)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (2043)
- IGC Proceedings (1977-2023) (1453)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1260)
- Doctoral Dissertations and Projects (1101)
- All Approved Curriculum (896)
-
- Faculty, Staff and Student Publications (738)
- Electronic Theses and Dissertations (727)
- Research outputs 2022 to 2026 (648)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (589)
- Dissertations (574)
- Faculty Publications (563)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (554)
- The Shorthorn Newspaper Collection: 1970s (545)
- Syllabi (534)
- Faculty, Staff and Students Publications (491)
- Theses (484)
- Honors Theses (456)
- Defensive Publications Series (431)
- International Journal of Exercise Science: Conference Proceedings (372)
- IASDR Conference Series (370)
- 2020-Current year OA Pubs (356)
- Master's Theses (352)
- Neutrosophic Sets and Systems (351)
- Masters Theses (345)
- Silver Bow Creek/Butte Area Superfund Site (321)
- Faculty Scholarship (314)
- Graduate Thesis and Dissertation post-2024 (284)
- Graduate Theses and Dissertations (277)
- Tax Adviser (265)
- Coal Geology & Exploration (264)
- Publication Type
Articles 66841 - 66870 of 67379
Full-Text Articles in Entire DC Network
Spatio-Temporal Variation, Source Apportionment, And Health Risk Assessment Of Pm2.5 In The Urban Park Of Bangkok, Yan Zhang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study presents a comprehensive analysis of PM2.5 pollution in urban parks across Bangkok, Thailand, investigating its spatio-temporal variations, chemical composition, sources, and associated health risks. PM2.5 samples were collected from six urban parks during wet and dry seasons in 2021 (peak COVID-19 lockdown), 2022 (post-lockdown), and 2024. Chemical characterization revealed that carbonaceous species (OC, EC, WSOC) were the dominant components, contributing 29.4% to 47.8% of PM2.5 mass. Concentrations were significantly higher in the dry season (mean: 19.9 ± 9.0 μg/m³ at Chulalongkorn Park) than the wet season (13.6 ± 6.6 μg/m³), with dry-season levels exceeding the WHO 24-hour guideline …
ความเหลื่อมล้ำ และปัจจัยในการเข้าถึงการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินในประเทศไทย, ชุติมา ชุรี
ความเหลื่อมล้ำ และปัจจัยในการเข้าถึงการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินในประเทศไทย, ชุติมา ชุรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์เชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเหลื่อมล้ำและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงการรักษาด้วยการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2566 การศึกษาประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ (1) การวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูลการใช้บริการสุขภาพของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และระบบประกันสังคม รวมทั้งสิ้น 202,776 ครั้ง จากผู้ป่วย 49,219 ราย และ (2) การสำรวจจำนวนแพทย์ผิวหนังและเครื่องฉายรังสีอัลตราไวโอเลตในสถานพยาบาลระดับตติยภูมิ ครอบคลุม 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินระดับปานกลางถึงรุนแรงได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตเพียงร้อยละ 3.28 ขณะที่ร้อยละ 96.11 ได้รับการรักษาด้วยยารับประทาน และร้อยละ 0.61 ได้รับยาชีวโมเลกุล นอกจากนี้ยังพบความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการตามสถานะเศรษฐกิจและสังคม โดยกลุ่มที่มีระดับรายได้สูงมีโอกาสเข้าถึงการรักษาด้วยการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตมากกว่ากลุ่มรายได้ต่ำ (Concentration Index = 0.215) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ กลุ่มอายุ ชนิดของโรคสะเก็ดเงิน สิทธิการรักษาพยาบาล พื้นที่ที่พักอาศัย สถานะเศรษฐกิจและสังคม และการกระจายทรัพยากรด้านบริการสุขภาพ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีทั้งแพทย์ผิวหนังและเครื่องฉายรังสีอัลตราไวโอเลต เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษามากขึ้นถึง 2.71 เท่า เมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ไม่มีทรัพยากรดังกล่าว (OR = 2.71; 95% CI: 1.06-6.94) ข้อค้นพบจากการศึกษานี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการกำหนดนโยบายด้านสุขภาพที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ โดยเน้นการกระจายทรัพยากรบุคลากรทางการแพทย์และเครื่องมือเฉพาะทางอย่างเหมาะสมและทั่วถึง ควบคู่กับการพัฒนาแนวทางการส่งต่อผู้ป่วยที่มีความครอบคลุม เป็นธรรม และสอดคล้องกับบริบทของระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย
ปัจจัยด้านการทำงานและปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยวัยทำงานโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ณ โรงพยาบาลตติยภูมิ แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, ปาลิตา ราชมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาเชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในการใช้ยาและระดับความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยวัยทำงานที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ณ โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 402 คน คัดเลือกโดยวิธีสุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบ เก็บข้อมูลในช่วงเดือน พฤษภาคม ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2568 แบบสอบถามประกอบด้วยข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล, ปัจจัยด้านการใช้ยา, ปัจจัยด้านการทำงาน และความร่วมมือในการใช้ยา ซึ่งได้จากแบบประเมิน Medication Adherence Questionnaire-20 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบสองตัวแปร และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบหลายตัวแปร ด้วยสถิติการถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ จากผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความร่วมมือในการใช้ยาในระดับเพียงพอร้อยละ 89.80 เมื่อควบคุมปัจจัยอื่นที่มีอิทธิพลแล้ว พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้ามกับความร่วมมือในการใช้ยามีดังนี้ ระยะเวลาในการป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง (6-10 ปี) การสูบบุหรี่ วิธีการลดการบริโภคเกลือ โดยการเลือกซื้ออาหาร และเวลาในการรับประทานอาหารไม่สม่ำเสมอในวันทำงาน ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรมีโปรแกรมหรือระบบที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่มีระยะเวลาป่วยนาน ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้ควรแตกต่างจากโปรแกรมสำหรับผู้ป่วยใหม่ นอกจากนี้ ผู้ให้บริการสุขภาพควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเลิกบุหรี่ และเน้นย้ำถึงผลกระทบจากการสูบบุหรี่ต่อการควบคุมความดันโลหิต รวมถึงการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับปริมาณโซเดียมที่แฝงในอาหารแปรรูปและวิธีการอ่านฉลากโภชนาการอย่างถูกต้อง และควรจัดเตรียมแผนการใช้ยาที่ยืดหยุ่นและคำแนะนำในการจัดการกับกิจวัตรประจำวันเพื่อเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาและผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะของพยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล และพนักงานให้การดูแลในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม, พันธุ์ธัช ผลิโกมล
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะของพยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล และพนักงานให้การดูแลในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม, พันธุ์ธัช ผลิโกมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยพรรณาภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความทนต่อการทำงานเป็นกะ และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะของพยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล และพนักงานให้การดูแล โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม ดำเนินการเก็บข้อมูลช่วงเดือน เมษายน ถึง พฤษภาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 302 คน โดยใช้เครื่องมือในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะ แบบสอบถามประเมินอาการนอนไม่หลับ Athens Insomnia Scale ฉบับภาษาไทย แบบสอบถามอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าฉบับภาษาไทย แบบสอบถามประเมินความอ่อนล้าของ ไปเปอร์ ฉบับปรับปรุง ภาษาไทย และแบบสอบถามวัดการรับรู้ต่อสุขภาพของตนเอง EQ - 5D - 5L ฉบับภาษาไทย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตัวแปร และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ การศึกษานี้ประเมินความทนต่อการทำงานเป็นกะด้วยวิธี composite Z – score จากการรวมคะแนน Z – score ของแต่ละแบบสอบถามที่วัดปัญหา หรือความผิดปกติที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะ ซึ่งพบว่าในกลุ่มประชากร มีคนที่มีความทนต่อการทำงานเป็นกะสูง ร้อยละ 53.0 และพบปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนสูงต่อการทำงานเป็นกะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่ การไม่มีบุตร (AOR = 1.68; 95% CI: 1.02 – 2.79) สถานะทางการเงินพอดีตัว (AOR = 3.96; 95% CI: 2.16 – 7.27) สถานะทางการเงินมีเหลือใช้ (AOR = 3.00; 95% CI: 1.38 – 6.54) ไม่งีบหลับระหว่างทำงานกะเลย หรืองีบหลับนาน ๆ ครั้ง (AOR = 2.09; 95% CI: 1.26 – 3.47) ไม่ใช้ยาที่มีผลต่อการนอนหลับเลย หรือใช้นาน ๆ ครั้ง (AOR …
ประสิทธิผลของโครงการออนไลน์เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสม และป้องกันการกระทำรุนแรงต่อเด็กในประเทศไทย: การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม, วิไลวรรณ ผ่องแผ้ว
ประสิทธิผลของโครงการออนไลน์เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสม และป้องกันการกระทำรุนแรงต่อเด็กในประเทศไทย: การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม, วิไลวรรณ ผ่องแผ้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ความรุนแรงต่อเด็กยังเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ หลักสูตร ParentChat ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันความรุนแรงต่อเด็กและส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กเชิงบวกโดยใช้รูปแบบผสมผสานผ่านออนไลน์และกระบวนการกลุ่ม การวิจัยมีวัตถุประสงค์: เพื่อประเมินประสิทธิผลของหลักสูตรต่อการลดการกระทำรุนแรงต่อเด็ก และผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูและสุขภาวะครอบครัว โดยวิธีการ: การทดลองแบบสุ่มระดับคลัสเตอร์ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 12 แห่ง ในจังหวัดอุดรธานี ผู้เข้าร่วมคือพ่อแม่หรือผู้ดูแลของเด็ก 2–17 ปี จำนวน 240 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในอัตรา 1:1 ประเมินผลโดยสัมภาษณ์แบบพบตัวในช่วงเริ่มต้นและหลังจบโครงการ 1 เดือน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Generalized Estimating Equations (GEE) ที่ปรับตามชนิดของตัวแปร (Poisson และ Linear models) ผลการศึกษา: การวิเคราะห์เชิงพรรณนาพบแนวโน้มการลดลงของการกระทำรุนแรงต่อเด็กในทั้งสองกลุ่ม อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เชิงอนุมานหลังสิ้นสุดโครงการ พบว่ากลุ่มทดลองมีอัตราการกระทำรุนแรงทางร่างกายลดลงร้อยละ 54 เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Adjusted IRR = 0.46; 95% CI: 0.23, 0.88) ขณะที่มิติด้านการกระทำรุนแรงทางจิตใจพบการลดลงในกลุ่มควบคุมที่เด่นชัดกว่ากลุ่มทดลอง (Adjusted IRR = 2.41; 95% CI: 1.24, 4.67) และไม่พบความแตกต่างของการกระทำรุนแรงในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ (Adjusted IRR = 1.15; 95% CI: 0.71, 1.86) สำหรับผลลัพธ์รอง ส่วนใหญ่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นความรุนแรงของพฤติกรรมเด็กที่ผู้ดูแลระบุว่าเป็นปัญหามากที่สุดซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (coefficient = -0.51; 95% CI: -1.01, -0.01)สรุปผล: ในระยะสั้น หลักสูตรสามารถลดการกระทำรุนแรงทางร่างกายและความรุนแรงของพฤติกรรมเด็กที่เป็นปัญหาได้ แต่ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงในมิติด้านการกระทำรุนแรงทางจิตใจและภาพรวม ผลการศึกษาสะท้อนข้อจำกัดจากประชากรที่มีระดับความเสี่ยงตั้งต้นต่ำ ซึ่งอาจลดความไวในการตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ และข้อจำกัดเกี่ยวกับหลักสูตรที่ต้องการวิจัยเพิ่มเติม
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติการเคมีและเจตคติที่ดีต่อวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, โประวรรตน์ ขันติวรพันธุ์
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติการเคมีและเจตคติที่ดีต่อวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, โประวรรตน์ ขันติวรพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติการเคมีและเจตคติต่อวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (2) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับแหล่งเรียนรู้ออนไลน์เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติการเคมีและเจตคติต่อวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และ (3) เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับแหล่งเรียนรู้ออนไลน์เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติการเคมีและเจตคติต่อวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ปีการศึกษา 2568 จำนว 35 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งตามระยะการวิจัย ได้แก่ ระยะที่ 1 ใช้แบบสอบถามสภาพและความต้องการในการจัดการเรียนรู้ ระยะที่ 2 ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ และแบบประเมินความเหมาะสมของกิจกรรมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และระยะที่ 3 ใช้แบบประเมินทักษะปฏิบัติการเคมี และแบบวัดเจตคติต่อวิชาเคมี ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงบรรยาย และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน โดยใช้ระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้รวม 240 นาทีผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1) สภาพการจัดการเรียนรู้เดิมยังขาดกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมทักษะปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ รวมถึงสื่อที่กระตุ้นเจตคติต่อวิชาเคมี ผู้เรียนต้องการกิจกรรมที่ช่วยให้เข้าใจอุปกรณ์และขั้นตอนในห้องปฏิบัติการได้ชัดเจนยิ่งขึ้น2) จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ ชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม สามารถส่งเสริมการปฏิบัติจริง การมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้ และการใช้แหล่งเรียนรู้ออนไลน์ควบคู่กับบอร์ดเกมเพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับอุปกรณ์และทักษะในห้องปฏิบัติการ3) หลังเข้าร่วมกิจกรรม ผู้เรียนมีคะแนนทักษะปฏิบัติการเคมีสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 10.40 และหลังเรียนเท่ากับ 16.26 (t = 10.17, p< .001) และมีเจตคติต่อวิชาเคมีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 3.24 และหลังเรียนเท่ากับ 4.33 ผู้เรียนส่วนใหญ่เห็นว่าบอร์ดเกมช่วยให้เข้าใจอุปกรณ์และขั้นตอนในห้องปฏิบัติการได้ง่ายขึ้น และเพิ่มความสนใจที่จะเรียนวิชาเคมีมากขึ้น
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพต่อสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดทางเคมีของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กิรณา ผาคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1. เพื่อศึกษาสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดของผู้เรียน ก่อนเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ 2. เพื่อศึกษาสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดของผู้เรียน หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ 3. เพื่อเปรียบเทียบผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ ก่อนและหลังเรียนต่อสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดของผู้เรียน เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมวิธี รูปแบบการวิจัยแบบขั้นตอนเชิงอธิบาย (Exploratory Sequential Mixed Method Design) กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (แผนการเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์) จำนวน 10 คน ได้จากการวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัย ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ จำนวน 6 แผน ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 15 คาบเรียน และ 2. แบบประเมินสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดของผู้เรียน เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ เป็นคำถามปลายเปิด จำนวน 7 สถานการณ์ โดยใช้ร่วมกับการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง เพื่อแปลความหมายสมรรถนะของผู้เรียน โดยเครื่องมือทั้ง 2 ผ่านการประเมินความตรงเชิงโครงสร้างจากผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัย พบว่าจากทั้งหมด 5 ระดับสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดก่อนการจัดการเรียนรู้นักเรียนส่วนใหญ่มีความถี่ของสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดระดับที่ 1 (นักเรียน 8 คนจาก 10 คน) และสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดระดับที่ 4 ไม่ปรากฏผู้เรียนมีสมรรถนะระดับที่ 4 และหลังการจัดการเรียนรู้ นักเรียนมีความถี่ของระดับสมรรถนะในระดับที่ 1 ลดลง (นักเรียน 2 คนจาก 10 คน) และนักเรียนส่วนมากมีระดับสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดอยู่ในระดับที่ 4 (นักเรียน 9 คนจาก 10 คน) เมื่อเปรียบเทียบผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ ก่อนและหลังเรียนต่อสมรรถนะด้านตัวแทนความคิด พบว่าค่ามัธยฐานของความถี่สมรรถนะด้านตัวแทนความคิดของผู้เรียน เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ ก่อนการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ มีค่า 1.286 และค่ามัธยฐานของความถี่สมรรถนะด้านตัวแทนความคิดเฉลี่ยของผู้เรียน เรื่อง พันธะโคเวเลนต์หลังเรียน …
นวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผูู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย, ชรินรัตน์ ทองเป็นใหญ่
นวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผูู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย, ชรินรัตน์ ทองเป็นใหญ่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเข้มแข็งทางจิตใจ (resilience) เป็นกระบวนการที่เด็กและเยาวชนในปัจจุบันจำเป็นจะต้องมีเพื่อที่จะรับมือกับความยากลำบากและความท้าทายในชีวิต ความเข้มแข็งทางจิตใจสามารถส่งเสริมได้ตั้งแต่ปฐมวัยและผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดคือผู้ปกครองซึ่งมักจะถูกจำกัดบทบาทการมีส่วนร่วมในโรงเรียน จากสภาพปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย และ 3) พัฒนานวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาระดับความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้ปกครองนักเรียนชั้นอนุบาลของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 381 คน โดยได้กลุ่มตัวอย่างเริ่มจากการสุ่มแบบง่าย (simple random sampling) และเพิ่มเติมด้วยการได้กลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (convenience sampling) เพื่อให้ครบจำนวนที่กำหนด เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินระดับความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ครูอนุบาล และผู้ปกครองนักเรียนชั้นของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 603 คน โดยได้กลุ่มตัวอย่างเริ่มจากการสุ่มแบบง่าย (simple random sampling) และเพิ่มเติมด้วยการได้กลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (convenience sampling) เพื่อให้ครบจำนวนที่กำหนด เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 3 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยใช้ทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อพัฒนานวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย โดยใช้การทดสอบนวัตกรรมเชิงกระบวนการและสื่อการเรียนรู้ และการสนทนากลุ่มจาก ผู้บริหารโรงเรียน ครูอนุบาล และผู้ปกครองนักเรียนชั้นของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 1 โรง จำนวน 7 คน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง ระยะเวลาทดสอบ 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดกลุ่มข้อมูลและการสังเคราะห์บทสรุป และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความเข้มแข็งทางจิตใจ ด้านการกำกับตนเอง อยู่ในระดับค่อนข้างมาก 2) ความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง พบว่า …
แนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา, ณัฐพรรษ สอนประสาร
แนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา, ณัฐพรรษ สอนประสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพ และปัญหาการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนรวมวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา 2) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการคำนวณโดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และการสุ่มแบบเป็นชั้นภูมิ (แบ่งชั้น) (Stratified Sampling) โดยจำแนกโรงเรียนตามภูมิภาคทั้ง 4 ภาค และใช้การจัดสรรกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วน (Proportional Allocation) ดำเนินการส่งแบบสอบถามไปยังครูที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด 285 ฉบับ และได้รับการตอบกลับมาอย่างสมบูรณ์จำนวน 228 ฉบับ คิดเป็น ร้อยละ 80 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสอบถามเกี่ยวกับแนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.6-1.0 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) โรงเรียนส่วนใหญ่มีความตั้งใจจัดการเรียนรวมวิชาพลศึกษา แต่ยังขาดบุคลากรเฉพาะทางและระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน จึงต้องพึ่งพารูปแบบที่ยืดหยุ่นมากกว่ารูปแบบมาตรฐาน (SEAT Framework) 2) แนวทางการเรียนรวมตาม SEAT Framework มีจุดเด่นด้านการจัดการเรียนรวมวิชาพลศึกษาให้กับผู้เรียนและกิจกรรมการเรียนการสอน ที่ได้รับการสนับสนุนจากครูผู้สอนเป็นอย่างดี แต่ยังมีจุดด้อยด้านสภาพสิ่งแวดล้อม ด้านเครื่องมือ โดยเฉพาะอุปกรณ์เฉพาะในการเรียนวิชาพลศึกษาของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ และด้านครูการศึกษาพิเศษที่มีจำนวนน้อย บางโรงเรียนไม่มีครูเหล่านี้ จึงเป็นแนวทางที่ควรปรับปรุงอย่างเร่งด่วน
พหุกรณีศึกษาเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับความเชื่อทางญาณวิทยาวิทยาศาสตร์และแนวปฏิบัติของครูวิทยาศาสตร์ชาวไทยและชาวต่างชาติ, ณิชา ทีทา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบความเชื่อทางญาณวิทยาวิทยาศาสตร์ของครูวิทยาศาสตร์ไทยและครูชาวต่างชาติและ 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อทางญาณวิทยาวิทยาศาสตร์และแนวปฏิบัติของครูแต่ละกลุ่ม กลุ่มที่ศึกษาคือ ครูไทย 5คน และครูชาวต่างชาติ 4 คน ในจังหวัดขอนแก่น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตชั้นเรียน แบบวิเคราะห์แผน และแบบสอบถาม ซึ่งเครื่องมือทั้งหมดมีค่า IOC 0.50 ขึ้นไป เมื่อ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาโดยนำผลจากข้อมูลมาเปรียบเทียบเพื่อหาความคล้ายคลึงและความแตกต่างระหว่างครูไทยและครูชาวต่างชาติ ผลการวิจัยพบว่า (1) ครูไทยมีความเชื่อทางญาณวิทยาซับซ้อนน้อยกว่าครูชาวต่างชาติที่มีความเชื่อที่ซับซ้อนกว่าเกือบทุกองค์ประกอบ (2) แนวปฏิบัติของครูไทยค่อนข้างเน้นครูเป็นศูนย์กลางและถูกจำกัดด้วยบริบทโรงเรียน ในขณะที่ครูชาวต่างชาติเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและใช้วิธีการสืบสอบมากกว่า (3) ความเชื่อของครูไทยไม่ส่งผลต่อแนวปฏิบัติโดยตรง เนื่องจากข้อจำกัดด้านหลักสูตร เวลา และการประเมินผล แสดงให้เห็นความไม่สอดคล้องระหว่างความเชื่อและการปฏิบัติ ในขณะที่ครูชาวต่างชาติระบุว่าความเชื่อส่งผลต่อแนวปฏิบัติ และมีความสอดคล้องสูงกว่า การวิจัยชี้ให้เห็นว่าบริบทมีอิทธิพลสำคัญต่อการนำความเชื่อไปสู่การปฏิบัติของครูไทย
วิถีวชิราวุธ : รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์, พรธิวา พรมน้ำฉ่า
วิถีวชิราวุธ : รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์, พรธิวา พรมน้ำฉ่า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าของวิถีวชิราวุธที่เสริมสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามพลวัตการจัดการศึกษาในบริบทไทย และ 2) เพื่อนำเสนอรูปแบบการจัดการศึกษาของวิถีวชิราวุธเพื่อเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย การวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์เชิงพรรณนา การวิเคราะห์เชิงตีความ และการสังเคราะห์เชิงอุปนัย การรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย การศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ผู้บริหาร ครู ผู้กำกับคณะ กลุ่มที่ 2 นักเรียนเก่า ผู้ปกครอง และกลุ่มที่ 3 นักเรียนวชิราวุธวิทยาลัย การวิจัยภาคสนามโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย และการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการวิจัยพบว่า วชิราวุธวิทยาลัยอบรมนักเรียนตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 3 ประการ ได้แก่ ผู้มีศาสนา หมายถึง บุคคลที่มีศีลธรรมเป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจและมีคุณธรรมในการดำเนินชีวิต ผู้ดี หมายถึง บุคคลที่มีความประพฤติดี สะอาดทั้งกาย วาจา ใจ และรู้จักกาลเทศะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ผู้มีความรู้ หมายถึง บุคคลที่มีสติปัญญาความรู้ในการดำรงชีวิตและ คุณค่าของวิถีวชิราวุธประกอบด้วย 3 ประการ คือ 1) คุณค่าด้านประวัติศาสตร์ สะท้อนพลวัตการจัดการศึกษา แบ่งเป็น 5 ยุคของผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ได้แก่ ยุคที่ 1 ได้มีการวางรากฐานการศึกษาที่ผสานวิชาการ คุณธรรม และภาวะผู้นำตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยุคที่ 2 เน้นการพัฒนาคุณธรรม ความรับผิดชอบ และทักษะชีวิต เพื่อรองรับสังคมประชาธิปไตยและการปรับตัวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคที่ 3 เสริมสร้างทักษะด้านเทคโนโลยีและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เพื่อเตรียมผู้เรียนสู่สังคมโลกที่เปลี่ยนแปลง ยุคที่ 4 การจัดการศึกษาที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยเน้นความรู้ คุณธรรม และทักษะสังคม เพื่อเตรียมผู้เรียนสู่ยุคโลกาภิวัตน์และยุคดิจิทัล ยุคที่ 5 เสริมสร้างทักษะดิจิทัลควบคู่คุณธรรม การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้สอดรับกับสังคมในศตวรรษที่ 21 2) คุณค่าด้านจริยศาสตร์ พบจากการฝึกจรรยาและการปลูกฝังคุณธรรมผ่านกิจวัตรประจำวัน การใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำ หลักสูตรและกิจกรรม ซึ่งหล่อหลอมความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ …
ความชุกและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บในนักดนตรีซอไทย, พฤฒิธเรศ แสงศิรินาวิน
ความชุกและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บในนักดนตรีซอไทย, พฤฒิธเรศ แสงศิรินาวิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาปัญหาความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและโครงกระดูกที่เกี่ยวข้องกับการเล่นดนตรี (Playing-Related Musculoskeletal Disorders: PRMDs) ในกลุ่มนักดนตรีซอไทย (ซออู้ ซอด้วง และซอสามสาย) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอีกทั้งยังมีข้อมูลเชิงประจักษ์ด้านการบาดเจ็บเฉพาะกลุ่มนักดนตรีซอในประเทศไทยค่อนข้างจำกัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาความชุกของอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในนักดนตรีซอไทย และ 2) เพื่อประเมินความเสี่ยงทางกายรศาสตร์ต่อการบาดเจ็บจากท่าทางการบรรเลงใช้ระเบียบวิธีวิจัยพหุวิธีแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Multimethod Design) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่าน 3 เครื่องมือหลัก ได้แก่ 1) การสำรวจความชุกด้วยแบบสอบถามที่ประยุกต์จาก Nordic Questionnaire ในกลุ่มตัวอย่างนักดนตรีซอไทยจำนวน 61 คน 2) การสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มผู้ที่มีประวัติการรักษาทางการแพทย์จำนวน 9 คน เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและผลกระทบเชิงลึก และ 3) การประเมินความเสี่ยงทางกายรศาสตร์ด้วยวิธี Rapid Entire Body Assessment (REBA) ในกลุ่มตัวอย่างผู้เรียนจำนวน 19 คน เพื่อวิเคราะห์ท่าทางการบรรเลง พร้อมทั้งวิเคราะห์เปรียบเทียบความเสี่ยงกับท่าทางขณะนั่งเก้าอี้ ที่ปรากฏในกลุ่มตัวอย่างบางส่วน จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลความชุก (Prevalence) ด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ด้วย thematic analysis และสรุประดับความเร่งด่วนในการปรับปรุงจากเกณฑ์ Action level ของ REBAผลการวิจัยพบว่า นักดนตรีซอไทยมีอัตราความชุกของอาการบาดเจ็บสูงถึงร้อยละ 98.4 โดยเฉพาะในกลุ่มนักดนตรีซอด้วงและซอสามสายที่พบประวัติอาการบาดเจ็บถึงร้อยละ 100 บริเวณร่างกายที่พบอาการบาดเจ็บสูงสุดขณะบรรเลง คือ นิ้วมือ (ร้อยละ 91.8) รองลงมาคือ ขา (ร้อยละ 85.2) และมือ (ร้อยละ 83.6) ทั้งนี้ "ขา" เป็นตำแหน่งที่พบระดับความเจ็บปวดรุนแรงที่สุด ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับวัฒนธรรมการนั่งพับเพียบผลการประเมินความเสี่ยงด้วย REBA ชี้ให้เห็นว่า ท่าทางการนั่งพับเพียบขณะบรรเลงมีความเสี่ยงอยู่ในระดับ "สูงมาก" (Very High Risk) มีคะแนนเฉลี่ย 11.00 คะแนน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขทันที สาเหตุหลักเกิดจากการนั่งพับเพียบและการรับน้ำหนักแบบคงที่ (Static Loading) …
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการฝึกสติที่มีต่อการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของนักเรียนมัธยมศึกษา, วารินทร์ เกตุเกลี้ยง
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการฝึกสติที่มีต่อการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของนักเรียนมัธยมศึกษา, วารินทร์ เกตุเกลี้ยง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการฝึกสติที่มีต่อการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของนักเรียนมัธยมศึกษา โดย 1)เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ก่อนและหลัง การทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2)เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล หลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 35 คน และกลุ่มควบคุม 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการฝึกสติที่มีต่อการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของนักเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 8 แผน 2) แบบประเมินและแบบทดสอบการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา 0.84, 0.89, 0.78 และ 0.83 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยง 0.82 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1. กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยของการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาสูงกว่า ก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยของการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาสูงกว่า นักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาต้นแบบโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลังเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ศิริวิช เกษรากุล
การพัฒนาต้นแบบโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลังเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ศิริวิช เกษรากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลังสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 2. ศึกษาผลของโปรแกรมที่มีต่อสุขภาพจิตของนักเรียน โดยเปรียบเทียบคะแนนสุขภาพจิตก่อนและหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม การดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ระยะตามลำดับ ระยะที่ 1 เป็นการมุ่งทำความเข้าใจนักเรียนอย่างรอบด้านผ่านการสัมภาษณ์ครูแนะแนว จำนวน 10 คน และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) ดำเนินการโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เพื่อสำรวจประสบการณ์ด้านสุขภาพจิต การจัดการอารมณ์ ความสัมพันธ์ทางสังคม และอุปสรรคที่นักเรียนพบเจอ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาที่ครูแนะแนวและนักเรียนพบเจอประกอบด้วย 1. นักเรียนมีความเครียดสูงและขาดทักษะจัดการอารมณ์อย่างเหมาะสม 2. กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตที่มีอยู่ยังไม่ต่อเนื่องและไม่เป็นระบบ 3. ครูและนักเรียนต้องการโปรแกรมที่มีบรรยากาศที่ปลอดภัย 4. โรงเรียนมีข้อจำกัดด้านเวลา บุคลากร งบประมาณ และความแตกต่างของนักเรียน จึงจำเป็นต้องใช้โปรแกรมที่ยืดหยุ่นและนำไปใช้ได้จริง และ 5. ครูและนักเรียนต้องการให้โปรแกรมบูรณาการอยู่ในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตในระยะยาว ระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาต้นแบบโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลัง โดยสังเคราะห์กรอบแนวคิดจากผลการศึกษาระยะที่ 1 และการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ พบว่า องค์ประกอบของความสามารถในการฟื้นพลัง ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. การตระหนักรู้และเห็นคุณค่าในตนเอง 2. ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ 3. ความยืดหยุ่นทางความคิดและทัศนคติเชิงบวก 4. ความเชื่อมั่นในตนเองและการกำกับชีวิต 5. ทักษะระหว่างบุคคลและสังคม และ 6. แหล่งสนับสนุนภายนอก ต้นแบบโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลัง ประกอบด้วย 8 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที ใช้เวลาดำเนินกิจกรรมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวม 4 สัปดาห์ ระยะที่ 3 เป็นการทดสอบผลของโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลังนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 43 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 คน และกลุ่มควบคุม 23 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลอง …
การจัดการเรียนรู้เคมีโดยใช้การออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อพัฒนาการคิดเชิงระบบ และเจตคติต่อวิชาเคมีของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ศุภธิดา ลุลอบ
การจัดการเรียนรู้เคมีโดยใช้การออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อพัฒนาการคิดเชิงระบบ และเจตคติต่อวิชาเคมีของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ศุภธิดา ลุลอบ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบความสามารถด้านการคิดเชิงระบบของผู้เรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการออกแบบเชิงวิศวกรรมเคมี และ (2) ศึกษาเจตคติต่อวิชาเคมีของผู้เรียนหลังการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เรียนชายระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาเลือกเฉพาะทางเคมีอุตสาหกรรม จำนวน 25 คน จากโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษแห่งหนึ่ง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยการออกแบบเชิงวิศวกรรมเคมี แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการคิดเชิงระบบจำนวน 15 ข้อ และแบบวัดเจตคติต่อวิชาเคมีที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพซ้ำ การเก็บข้อมูลใช้การทดสอบก่อนและหลังเรียน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (Paired sample t-test) และสถิติทดสอบอันดับเครื่องหมายของวิลคอกซัน (Wilcoxon Signed-Rank Test) ผลการวิจัยพบว่า คะแนนความสามารถด้านการคิดเชิงระบบหลังเรียนเฉลี่ยร้อยละ 59.63 สูงกว่าก่อนเรียนที่เฉลี่ยร้อยละ 30.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = -27.13, p< .001) และมีคะแนนเฉลี ่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนในทุกองค์ประกอบ โดยเฉพาะด้านพฤติกรรม ของระบบ มีพัฒนาการมากที ่สุด นอกจากนี ้ พบว่าเจตคติต่อวิชาเคมีหลังเรียนอยู ่ในระดับสูง โดยเฉพาะด้านประโยชน์ของเคมีต่ออาชีพในอนาคตซึ่งสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ แสดง ให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยการออกแบบเชิงวิศวกรรมเคมีมีประสิทธิผลในการส่งเสริมทั้ง ความสามารถด้านการคิดเชิงระบบและเจตคติต่อวิชาเคมีของผู้เรียน
กลยุทธ์การเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนสำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิตที่เป็นนักกีฬา, สุทธิศักดิ์ จานทอง
กลยุทธ์การเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนสำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิตที่เป็นนักกีฬา, สุทธิศักดิ์ จานทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และความต้องการของผู้เรียนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตที่เป็นนักกีฬา 2) เพื่อการนำเสนอกลยุทธ์การเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตที่เป็นนักกีฬา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาปัจจุบันที่กำลังศึกษาชั้นปีที่ 1-ชั้นปีที่ 4 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตหรือศึกษาศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) และบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตหรือ ศึกษาศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) ซึ่งจบปีการศึกษา 2565-2568 จำนวน 385 คนสำหรับแบบสอบถาม และผู้ให้สัมภาษณ์ คือ นักศึกษาปัจจุบัน 1 คน และที่สำเร็จการศึกษาแล้วหรือศิษย์เก่า 1 คน รวม 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า PNImodified และค่า Pearson correlation coefficient สำหรับแบบสอบถาม และเทคนิคการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา โดยการจำแนกชนิดข้อมูล สำหรับแบบสัมภาษณ์ ผลการวิจัย พบว่า สถานการณ์โควิด-19 ได้ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อให้นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้นและพัฒนาความเป็นเลิศด้านกีฬา มีปัญหาการทับซ้อนด้านการเรียนและเวลาในการซ้อม ส่วนใหญ่ต้องการการเรียนออนไลน์ตามเวลาที่สะดวก สภาพปัญหาของนักกีฬา คือ การจัดการเวลาเรียนแบบผสมผสาน ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ และจัดสภาพแวดล้อมการเรียนออนไลน์ อยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ ความต้องการการเรียนรู้แบบผสมผสาน พบว่า ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง การจัดการเวลาเรียนแบบผสมผสาน ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ ปัญหาที่พบของการเรียนรู้แบบผสมผสานที่นำเสนอ คือ ด้านจิตพิสัย ด้านรายวิชา การจัดการเวลาเรียนแบบผสมผสาน ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ และการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนออนไลน์ อยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ และกลยุทธ์การเรียนรู้แบบผสมผสาน คือ เน้นการปฏิบัติจริงและการมีส่วนร่วม ใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ หลักสูตรที่ยืดหยุ่น และพัฒนาทักษะที่จำเป็น
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษา, อภิวัฒน์ กุมภิโร
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษา, อภิวัฒน์ กุมภิโร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษา และศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษา โดยการวิจัยนี้ประกอบด้วย 2 ระยะ คือ การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ และการนำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมาประเมินประสิทธิผล ซึ่งตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 32 คน โดยวิธีการส่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิต จำนวน 8 แผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 1.00 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิต โดยแบ่งเป็น 6 องค์ประกอบ มีความสอดคล้อง 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.67, 0.67, 0.77, 0.91, 0.93 และ 0.90 ตามลำดับ และค่าอำนาจจำแนกเท่ากับ 0.25-0.80, 0.27-0.63, 0.34-0.66, 0.54-0.85, 0.68-0.91 และ 0.63-0.86 มีระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตฐาน และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ บทบาทผู้สอน บทบาทผู้เรียน และ 4) การประเมินผล 2. ผลการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษา ที่พัฒนาขึ้น 2.1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนกลุ่มทดลองภายหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตภายหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลได้ว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาที่พัฒนาขึ้นโดยประยุกต์ใช้การแบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพ และทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านมีประสิทธิผลในการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ
การถ่ายทอดวิธีการสอนขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง, อวัสดากานต์ ภูมี
การถ่ายทอดวิธีการสอนขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง, อวัสดากานต์ ภูมี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง "การถ่ายทอดวิธีการสอนขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง" มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาประวัติและพัฒนาการของการถ่ายทอดการขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2475 – 2531) 2) สังเคราะห์เนื้อหา วิธีการสอน และเทคนิคการสอนขับร้องแบบตะวันตกจากเอกสารการสอนในสถาบันการศึกษาภาครัฐ จำนวน 20 เล่ม และ 3) ศึกษาบริบทนโยบายการศึกษาของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนดนตรีและขับร้อง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพผสานวิธีการทางประวัติศาสตร์ ตามขั้นตอนการศึกษาทางประวัติศาสตร์ 6 ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบวิเคราะห์เนื้อหาเอกสาร จากเอกสารการในสถาบันการศึกษาภาครัฐ ครอบคลุมตำรา หนังสือ แบบเรียน คู่มือการสอน และเอกสารราชการ และ 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ที่ผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์คัดเข้าและเกณฑ์คัดออก จำนวน 2 กลุ่ม รวม 22 คน ข้อมูลทั้งหมดถูกนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เนื้อหา วิธีการสอน และเทคนิคการขับร้อง เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมและนโยบายรัฐที่มีต่อพัฒนาการการจัดการเรียนการสอนวิชาขับร้อง ผลการวิจัยพบว่า พัฒนาการขององค์ความรู้ด้านการถ่ายทอดวิธีการสอนขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทย มิได้เป็นพัฒนาการเชิงวิชาการที่เกิดขึ้นอย่างอิสระ แต่เป็นผลผลิตที่ถูกกำกับโดยอุดมการณ์และนโยบายของรัฐในแต่ละยุคสมัย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ยุคสำคัญ ได้แก่ 1) ยุคก่อร่างแห่งการวางรากฐาน (พ.ศ. 2475 – 2500) ภายใต้อิทธิพลของแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2475 และพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2478 ที่รัฐมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานพลเมืองแบบ “พุทธิศึกษา” ส่งผลให้เกิด “กระบวนทัศน์เน้นทฤษฎี” โดยมีพระเจนดุริยางค์เป็นตัวแทนหลัก เนื้อหาจึงมุ่งเน้นการอ่านเขียนโน้ตและทฤษฎีดนตรีมากกว่าเทคนิคการขับร้องเพื่อตอบสนองการวัดผลที่ชัดเจน 2) ยุคเข้าสู่ระบบการศึกษา (พ.ศ. 2501 – 2515) เป็นยุคแห่งการขยายตัวตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2503 ที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและการผลิตครู ทำให้เกิดช่องว่างทางวิธีสอนที่องค์ความรู้เดิมไม่สามารถตอบสนองได้ นำไปสู่ 3) ยุคพัฒนาการ (พ.ศ. 2516 – 2531) ซึ่งเป็นยุคที่สถาบันอุดมศึกษาเข้มแข็งและมีการตอบสนองต่อแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2520 ที่เน้นทั้งความเป็นเลิศและความเท่าเทียม ก่อให้เกิดการขยายตัวขององค์ความรู้เป็น 2 ทิศทาง คือ …
อิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบทางเดียวผ่านสื่อและความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าที่มีต่อสุขภาวะทางจิตในผู้ใหญ่วัยเริ่มที่ชื่นชอบศิลปิน, กนกนันท์ เหลี่ยมไธสง
อิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบทางเดียวผ่านสื่อและความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าที่มีต่อสุขภาวะทางจิตในผู้ใหญ่วัยเริ่มที่ชื่นชอบศิลปิน, กนกนันท์ เหลี่ยมไธสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบอิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบทางเดียวผ่านสื่อ และความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้า ที่สามารถร่วมกันอธิบายสุขภาวะทางจิตในกลุ่มวัยผู้ใหญ่วัยเริ่มที่ชื่นชอบศิลปิน กลุ่มตัวอย่างคือผู้ใหญ่วัยเริ่มที่ชื่นชอบศิลปินและเข้าร่วมกิจกรรมของแฟนคลับ อายุ 18-29 ปี จำนวน 202 คน ผ่านการตอบแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามการรับรู้การสนับสนุนทางสังคม ที่แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านอารมณ์และข้อมูล ด้านความรู้สึก และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเชิงบวก ทั้งในรูปแบบความสัมพันธ์แบบทางเดียวผ่านสื่อ และความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้า และแบบสอบถามสุขภาวะทางจิต ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยแบบลำดับขั้น ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าทั้งสามด้าน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาวะทางจิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับรู้การสนับสนุนทางสังคมด้านความรู้สึกในความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าเป็นตัวแปรที่สามารถอธิบายสุขภาวะทางจิตได้ดีที่สุด ในส่วนการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบทางเดียวผ่านสื่อไม่สัมพันธ์กับสุขภาวะทางจิต และไม่สามารถอธิบายสุขภาวะทางจิตได้มากขึ้นเมื่อพิจารณาร่วมกับการรับรู้การสนับสนุนแบบเผชิญหน้า การศึกษานี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าต่อสุขภาวะทางจิตของผู้ใหญ่วัยเริ่มที่ชื่นชอบศิลปิน ซึ่งการสนับสนุนทางสังคมจากความสัมพันธ์แบบทางเดียวยังไม่สามารถทดแทนการสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าได้ทั้งหมด แต่อาจช่วยผู้ใหญ่วัยเริ่มเหล่านี้ปรับอารมณ์โดยลดอารมณ์ทางลบ และเพิ่มอารมณ์ทางบวกได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงบุคคลอื่น ๆ ที่อาจจะมีภารกิจไม่สามารถให้การสนับสนุนทางสังคมได้ทันที
รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ และความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ ของประชากรวัยแรงงานที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานของประเทศไทย, เชาวรินทร์ คำหา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ปัจจัยทางประชากรศาสตร์ สังคมและเศรษฐกิจ ที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ และการใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ในประชากรวัยแรงงานไทยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และ (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยทางประชากรศาสตร์ สังคมและเศรษฐกิจ การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ การใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ กับพฤติกรรมสุขภาพของประชากรวัยแรงงานไทยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชากรไทยอายุ 35 - 59 ปี ที่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน 3,766 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนครอบคลุม 12 เขตสุขภาพ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้น ในเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ถดถอยเชิงอันดับพหุคูณ และการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงโครงสร้างผลการศึกษาพบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมสุขภาพอยู่ในระดับปานกลางอยู่ในระดับเดียวกับความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ และการใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45.61, ร้อยละ 45.67, ร้อยละ 48.70, ร้อยละ 43.84 และร้อยละ 46.60 ตามลำดับ และปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส การประกอบอาชีพ รายได้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ การใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยทางประชากร เศรษฐกิจและสังคม การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ การใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ กับพฤติกรรมสุขภาพ พบว่า โมเดลที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลืนของข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ²= 9743.41, p-value = 0.07, RMSEA = 0.02, CFI = 0.98, TLI = 0.96, SRMR = 0.04, R2= 0.96) ข้อค้นพบครั้งนี้ จะนำไปสู่การออกแบบกิจกรรมแทรกแซงทางสุขภาพที่เหมาะสมต่อไป
การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์เมืองและการวิเคราะห์แผนการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กรณีศึกษาเกาะสีชัง, วิศรุจน์ โรจน์ฤทธิไกร
การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์เมืองและการวิเคราะห์แผนการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กรณีศึกษาเกาะสีชัง, วิศรุจน์ โรจน์ฤทธิไกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กิจกรรมในเขตเมืองมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึงร้อยละ 70 ของการปล่อยทั่วโลก การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ระดับเมืองจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการระบุแหล่งปล่อยหลักและกำหนดนโยบายลดก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม การศึกษาของประเทศไทยยังขาดความต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเฉพาะทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ เช่น เทศบาลตำบลเกาะสีชัง วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแหล่งกำเนิดและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับเมืองในพื้นที่เทศบาลตำบลเกาะสีชัง และเสนอแนะแผนการพัฒนาเมืองตามแนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ การศึกษาได้ประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ. 2566 โดยใช้แนวทาง GPC (Global Protocol for Community-Scale Greenhouse Gas Inventories) ครอบคลุมภาคพลังงาน ภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคการจัดการของเสีย ภาคกระบวนการอุตสาหกรรม และภาคการเกษตร ป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่อหัวของเทศบาลอยู่ที่ 22.38 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อคน ซึ่งมีค่าสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศ แหล่งกำเนิดหลักมาจาก ภาคพลังงาน (เนื่องจากเครื่องปั่นไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซล) และ ภาคการคมนาคมขนส่ง รวมถึงการจัดการขยะที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ หากไม่มีมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่เสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายสุทธิเป็นศูนย์ ได้แก่ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์, การเปลี่ยนเรือโดยสารและรถจักรยานยนต์เป็นระบบไฟฟ้า, การส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลและผลิตเชื้อเพลิงขยะ (RDF) การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว มาตรการเหล่านี้มีศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง 104.2% ซึ่งจะช่วยให้เทศบาลตำบลเกาะสีชังสามารถเข้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ก่อนปี พ.ศ. 2593
การศึกษาผลกระทบและการปรับตัวของผู้นำเข้าสินค้าทางทะเลรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิในวิกฤตการณ์ทะเลแดง กรณีศึกษาเส้นทางทวีปยุโรปมาประเทศไทย, พิมพ์ณดา ชัยสมบูรณ์สกุล
การศึกษาผลกระทบและการปรับตัวของผู้นำเข้าสินค้าทางทะเลรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิในวิกฤตการณ์ทะเลแดง กรณีศึกษาเส้นทางทวีปยุโรปมาประเทศไทย, พิมพ์ณดา ชัยสมบูรณ์สกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา ผลกระทบ และแนวทางการปรับตัวของผู้นำเข้าสินค้าทางทะเลที่ใช้ตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container) ในเส้นทางการนำเข้าจากสหภาพยุโรปมาประเทศไทย ภายใต้วิกฤตการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ทะเลแดง ซึ่งเกิดจากการโจมตีเรือพาณิชย์ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2566 และส่งผลให้สายการเดินเรือต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางคลองสุเอซ โดยเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะทางการเดินเรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3,500 ถึง 4,000 ไมล์ทะเล และระยะเวลาการขนส่งยาวขึ้นเฉลี่ย 15 ถึง 30 วัน งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานรวมทั้งสิ้น 22 ราย ครอบคลุมหน่วยงานภาครัฐ สมาคมและหน่วยงานการศึกษา ผู้นำเข้า ตัวแทนออกของ สายการเดินเรือ และผู้ให้บริการท่าเรือ ผลการศึกษาพบว่าวิกฤตการณ์ทะเลแดงก่อให้เกิดผลกระทบเชิงระบบต่อห่วงโซ่อุปทานของสินค้าควบคุมอุณหภูมิอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการขนส่งในช่วงร้อยละ 20 ถึง 40 จากค่าระวางเรือ ค่าเบี้ยประกันภัยเส้นทางเสี่ยงสงคราม และต้นทุนเชื้อเพลิง ระยะเวลาการขนส่งที่ยาวและผันผวนมากขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 20 ถึง 25 วันเป็น 35 ถึง 55 วัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการหมุนเวียนตู้และภาวะตู้ไม่เพียงพอ ปัญหาด้านเอกสารและพิธีการนำเข้าที่ต้องแก้ไขจากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเรือและกำหนดการเดินเรือ ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจจากการพลาดช่วงจำหน่ายของสินค้าอ่อนไหวต่อเวลาและอุณหภูมิ เช่น ผลไม้ เนื้อสัตว์แปรรูป และเวชภัณฑ์ รวมถึงการลดลงของความน่าเชื่อถือของโซ่อุปทานและบริการขนส่ง ซึ่งทำให้คู่ค้าให้ความสำคัญกับความโปร่งใสของข้อมูลและการติดตามสถานะสินค้าแบบเรียลไทม์มากขึ้น ในด้าน แนวทางการปรับตัว ผู้นำเข้ามุ่งใช้กลยุทธ์เพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการปรับระดับสินค้าคงคลัง การกระจายแหล่งนำเข้าและเส้นทางขนส่ง การเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสำหรับสินค้าที่อ่อนไหวต่อเวลา การทำสัญญาค่าระวางระยะยาว และ การประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานรัฐเพื่อบริหารจัดการเอกสารให้ทันต่อสถานการณ์ โดยสรุป งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าวิกฤตการณ์ทะเลแดงเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อการนำเข้าสินค้าควบคุมอุณหภูมิจากสหภาพยุโรปมาประเทศไทย และจำเป็นต้องอาศัยการปรับตัวเชิงบูรณาการด้านโลจิสติกส์ การบริหารความเสี่ยง และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว
การประมาณค่าความน่าจะเป็นของการเปลี่ยนสถานะทางสุขภาพ โดยใช้ข้อมูลภาคตัดขวาง จากข้อมูลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 และ 2567, ณัฐธชนพงศ์ เธียรวรคุณ
การประมาณค่าความน่าจะเป็นของการเปลี่ยนสถานะทางสุขภาพ โดยใช้ข้อมูลภาคตัดขวาง จากข้อมูลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 และ 2567, ณัฐธชนพงศ์ เธียรวรคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาพลวัตทางสถานะสุขภาพของประชากรสูงอายุมีความสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมระบบสาธารณสุขในอนาคต โดยปกติการวิเคราะห์มักใช้แบบจำลองหลายสถานะ (multi-state model) ผ่านข้อมูลการติดตามระยะยาว (longitudinal data) อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพความจำกัดของข้อมูลประเภทดังกล่าวในประเทศไทย งานศึกษาฉบับนี้จึงได้พัฒนาแบบจำลองหลายสถานะรูปแบบมาร์คอฟ (Markov) โดยประยุกต์ใช้ข้อมูลภาคตัดขวาง จากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทยสองรอบล่าสุด คือ พ.ศ. 2564 และ 2567 เพื่อประมาณค่าความน่าจะเป็นของการเปลี่ยนสถานะทางสุขภาพ ระหว่างสถานะอิสระ พึ่งพิง และการตาย ในช่วง 3 ปี รวมทั้ง เพื่อคาดประมาณประชากรจำแนกตามสถานะทางสุขภาพ จนถึง พ.ศ. 2579 และประเมินความเป็นไปได้ในการบรรลุเป้าหมาย เรื่องอัตราส่วนประชากรสถานะอิสระต่อประชากรสถานะพึ่งพิง ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ด้านสาธารณสุข ผลการศึกษาพบว่า ความน่าจะเป็นของการคงอยู่ในสถานะอิสระ และการคงอยู่ในสถานะพึ่งพิง จะมีแนวโน้มลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ในขณะที่ความน่าจะเป็นของการเปลี่ยนสถานะจากอิสระเป็นพึ่งพิงกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของการเสื่อมถอยทางสุขภาพ และการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงในการเสียชีวิต ซึ่งสะท้อนผ่านแนวโน้มของความน่าจะเป็นในการเสียชีวิต ทั้งจากสถานะอิสระและสถานะพึ่งพิง ที่สูงขึ้นตามอายุ โดยในเชิงทฤษฎี ผลการศึกษายืนยันการดำรงอยู่ของปรากฏการณ์ความย้อนแย้งระหว่างการเจ็บป่วยและการเสียชีวิต (morbidity–mortality paradox) กล่าวคือ ประชากรเพศชายมีความน่าจะเป็นของการเสียชีวิตจากสถานะอิสระสูง แต่มีความน่าจะเป็นของการเข้าสู่สถานะพึ่งพิงต่ำ ในขณะที่ประชากรเพศหญิงแม้จะมีแนวโน้มอายุยืนยาวมากกว่า แต่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับสถานะพึ่งพิงเป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ สำหรับการประเมินความเป็นไปได้ของอัตราส่วนเป้าหมาย ที่คำนวณจากประชากรคาดประมาณ พ.ศ. 2579 การศึกษาพบว่า อัตราส่วนภาพรวมทุกกลุ่มอายุที่คำนวณได้สูงกว่าเกณฑ์เป้าหมายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเพศชาย อย่างไรก็ตาม ค่าที่สูงนี้อาจไม่ได้สะท้อนว่าประชากรจะมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นผลกระทบจากอัตราการเสียชีวิตที่สูง จึงส่งผลให้ตัวหารของอัตราส่วนมีค่าน้อย อีกทั้งเมื่อวิเคราะห์รายกลุ่มอายุกลับพบว่า ประชากรเพศหญิงที่มีอายุ 81 ปีขึ้นไป มีอัตราส่วนต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมาย ผลการศึกษานี้จึงชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณารายละเอียดของประชากรอย่างถี่ถ้วน เพื่อค้นหากลุ่มประชากรที่เปราะบางทางสุขภาพ และนำไปสู่การพัฒนานโยบายสาธารณสุขที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละกลุ่มประชากรอย่างแท้จริง
ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงทางประชากร ทุนมนุษย์ และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ, สราวัลย์ ตั้งปัทมชาติ
ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงทางประชากร ทุนมนุษย์ และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ, สราวัลย์ ตั้งปัทมชาติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์แนวโน้มโครงสร้างทางประชากร ทุนมนุษย์ และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่มีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกในช่วงปี ค.ศ. 1960–2020 (2) เปรียบเทียบผลกระทบของปัจจัยดังกล่าวในกลุ่มประเทศที่จำแนกตามสถานะการเข้าสู่สังคมสูงอายุ ณ ปี ค.ศ. 2020 และ (3) เสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนภายใต้บริบทสังคมสูงวัย โดยใช้ข้อมูลพาเนลแบบไม่สมดุล (Unbalanced panel data) จาก 123 ประเทศ และวิเคราะห์ด้วยแบบจำลอง Fixed effects, Random effects และ Two-stage least squares (2SLS)ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างอายุประชากรมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจแตกต่างกันตามระดับการเข้าสู่สังคมสูงอายุ โดยในประเทศสังคมสูงอายุ ประชากรวัยแรงงานยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของอายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดมีส่วนสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนความสำคัญของนโยบายด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต และการส่งเสริมการทำงานในวัยสูงอายุ อันเอื้อต่อการบรรจบกันทางเศรษฐกิจ (Economic convergence) ในทางตรงกันข้าม ภาพรวมทั่วโลกและประเทศที่ยังไม่เข้าสู่สังคมสูงอายุกลับพบความสัมพันธ์เชิงลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มขึ้นของประชากรวัยพึ่งพิง (ประชากรวัยเด็กและวัยสูงอายุ) และการย้ายถิ่นที่ขาดการบูรณาการทักษะอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวนอกจากนี้ ทุนมนุษย์ที่วัดจากจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการเติบโตในระยะยาว หากไม่พัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ในขณะที่การเปิดเสรีทางการค้ามีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตและการบรรจบกันทางเศรษฐกิจในทุกกลุ่มประเทศ อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นของทุนต่อรายประชากรสะท้อนข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพการใช้ทุนหรือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่ลดลง โดยภาพรวมชี้ให้เห็นว่า ประเทศรายได้น้อยยังมีศักยภาพในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ทันประเทศรายได้สูง ภายใต้การบริหารจัดการโครงสร้างประชากร การยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ และนโยบายเศรษฐกิจที่สอดรับกับบริบทสังคมสูงอายุ
Seagrass Buried In The Dark: Reduced Light And Moderate Levels Of Burial Have Additive And Lethal Impacts On Posidonia Sinuosa, Nicole Said, Chanelle Webster, Kathryn Mcmahon, Natasha Dunham, Charlie Phelps, Ankje Frouws, Jack Robinson, Kieryn L. Kilminster, Simone Strydom
Seagrass Buried In The Dark: Reduced Light And Moderate Levels Of Burial Have Additive And Lethal Impacts On Posidonia Sinuosa, Nicole Said, Chanelle Webster, Kathryn Mcmahon, Natasha Dunham, Charlie Phelps, Ankje Frouws, Jack Robinson, Kieryn L. Kilminster, Simone Strydom
Reports accepted as research outputs
Executive Summary: Quantifying interactive effects among multiple stressors is important for understanding cumulative impacts on seagrasses, which is imperative for informing the appropriate management of marine ecosystems. To date, many thresholds used to understand seagrass response to dredging are based on singular stressors, such as light reduction or burial, but these pressures often occur simultaneously. Understanding the impacts of multiple stressors, which may act additively, synergistically or antagonistically, could require adjustment of existing single pressure derived thresholds. Furthermore, the recovery time of seagrasses to individual and multiple pressures has been identified as a major gap in literature. Improving our understanding …
Rank Aggregation Methods And Tools In Genomic Data Analysis, Wenping Zou, Savannah Mwesigwa, Sayed-Rzgar Hosseini, Zhongming Zhao
Rank Aggregation Methods And Tools In Genomic Data Analysis, Wenping Zou, Savannah Mwesigwa, Sayed-Rzgar Hosseini, Zhongming Zhao
Faculty, Staff and Student Publications
Rank aggregation (RA) is the process of consolidating disparate rankings into a single unified ranking. It holds immense potential in the field of genomics. RA has applications in diverse research areas, such as gene expression analysis, meta-analysis, gene prioritization, and biomarker discovery. However, there are many challenges in the application of the RA approach to biological data, such as dealing with heterogeneous data sources, rankings of mixed quality, and evaluating the consolidated rankings. In this review, we present an overview of the existing RA methods with an emphasis on those that have been tailored to the complexities of genomics research. …
Not Fully Synthetic: Llm-Based Hybrid Approaches Towards Privacy-Preserving Clinical Note Sharing, Atiquer Rahman Sarkar, Yao-Shun Chuang, Xiaoqian Jiang, Noman Mohammed
Not Fully Synthetic: Llm-Based Hybrid Approaches Towards Privacy-Preserving Clinical Note Sharing, Atiquer Rahman Sarkar, Yao-Shun Chuang, Xiaoqian Jiang, Noman Mohammed
Faculty, Staff and Student Publications
The publication and sharing of clinical notes are crucial for healthcare research and innovation. However, privacy regulations such as HIPAA and GDPR pose significant challenges. While de-identification techniques aim to remove protected health information, they often fall short of achieving complete privacy protection. Similarly, the current state of synthetic clinical note generation can lack nuance and content coverage. To address these limitations, we propose an approach that combines de-identification, filtration, and synthetic clinical note generation. Variations of this approach currently retain 36%-61% of the original note's content and fill the remaining gaps using an LLM, ensuring high information coverage. We …
Gene Expression Changes In Human Cerebral Arteries Following Hemoglobin Exposure: Implications For Vascular Responses In Sah, Chathathayil M Shafeeque, Arif O Harmanci, Sithara Thomas, Ari C Dienel, Devin W Mcbride, Kumar T Peeyush, Spiros L Blackburn
Gene Expression Changes In Human Cerebral Arteries Following Hemoglobin Exposure: Implications For Vascular Responses In Sah, Chathathayil M Shafeeque, Arif O Harmanci, Sithara Thomas, Ari C Dienel, Devin W Mcbride, Kumar T Peeyush, Spiros L Blackburn
Faculty, Staff and Student Publications
Subarachnoid hemorrhage (SAH), characterized by the presence of hemoglobin (Hb) in the subarachnoid space, significantly impacts cerebral vessels, leading to various pathological outcomes. The toxicity of cell-free Hb released from erythrocytes and its metabolites after SAH causes vasoconstriction and neuronal damage, and correlates with delayed ischemic neurological deficits (DIND). While animal models have provided substantial and invaluable data in the research of aneurysmal SAH, the specific effects of subarachnoid blood on cerebral arteries remain greatly understudied. Here, we describe the changes in the genetic profile of human cerebral arteries exposed to free Hb for 48 h. We performed an ex …
A Bayesian Deep Segmentation Framework For Glioblastoma Tumor Segmentation Using Follow-Up Mris, Tanjida Kabir, Kang-Lin Hsieh, Luis Nunez, Yu-Chun Hsu, Juan C Rodriguez Quintero, Octavio Arevalo, Kangyi Zhao, Jay-Jiguang Zhu, Roy F Riascos, Mahboubeh Madadi, Xiaoqian Jiang, Shayan Shams
A Bayesian Deep Segmentation Framework For Glioblastoma Tumor Segmentation Using Follow-Up Mris, Tanjida Kabir, Kang-Lin Hsieh, Luis Nunez, Yu-Chun Hsu, Juan C Rodriguez Quintero, Octavio Arevalo, Kangyi Zhao, Jay-Jiguang Zhu, Roy F Riascos, Mahboubeh Madadi, Xiaoqian Jiang, Shayan Shams
Faculty, Staff and Student Publications
Background: Glioblastoma (GBM) is the most common malignant brain tumor with an abysmal prognosis. Since complete tumor cell removal is impossible due to the infiltrative nature of GBM, accurate measurement is paramount for GBM assessment. Preoperative magnetic resonance images (MRIs) are crucial for initial diagnosis and surgical planning, while follow-up MRIs are vital for evaluating treatment response. The structural changes in the brain caused by surgical and therapeutic measures create significant differences between preoperative and follow-up MRIs. In clinical research, advanced deep learning models trained on preoperative MRIs are often applied to assess follow-up scans, but their effectiveness in this …
Examining Educational And Career Transition Points Among A Diverse, Virtual Mentoring Network, Erika L Thompson, Toufeeq Ahmed Syed, Zainab Latif, Katie Stinson, Damaris Javier, Gabrielle Saleh, Jamboor K Vishwanatha
Examining Educational And Career Transition Points Among A Diverse, Virtual Mentoring Network, Erika L Thompson, Toufeeq Ahmed Syed, Zainab Latif, Katie Stinson, Damaris Javier, Gabrielle Saleh, Jamboor K Vishwanatha
Faculty, Staff and Student Publications
Given the differences in trajectory for under-represented minorities in biomedical careers, we sought to explore how a virtual mentoring program, the National Research Mentoring Network (NRMN), and its platform (MyNRMN), may facilitate transitions in the science, technology, engineering, mathematics, and medicine (STEMM) pipeline. The purpose of this study was to describe how the size of an MyNRMN member’s mentoring network and level of engagement correlate with academic and career transitions. We examined MyNRMN platform user data from March 2020 to May 2021 (n = 2993). Logistic regression estimated the odds of a career or academic transition related to NRMN …